[ถอดเทป] ธิดา
ถาวรเศรษฐ : รำลึก
20 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
Facebook
Live เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569
วันนี้เรามาพบกันอันเนื่องมาจากอาจารย์มาที่คณะสังคมสงเคราะห์
แต่มาก่อนเวลา ก็อยากจะมารำลึกการต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็ถือว่า 20 ปี
ตอนนี้อาจารย์ขึ้นสะพานพระราม 8 ตอนนั้นยังเป็นสะพานพระราม 6 เลย ก็คือ 20
ปีมาแล้ว
ข้อที่น่าชมว่าเป็นเรื่องที่ดีก็คือว่า
การต่อต้านมันเกิดขึ้นทันทีหลังทำการรัฐประหาร มันไม่ได้รอแล้วก็นั่งเฉย ๆ
คือมาทันที แต่ว่ามันกันคนละทาง คนละทิศ อย่างกลุ่มของอาจารย์ก็มีคุณหมอสันต์
หัตถีรัตน์, คุณหมอเหวง โตจิราการ, ครูประทีป อึ้งทรงธรรม, อ.ธิดา ก็สมาพันธ์ประชาธิปไตย
แต่สำหรับตัวดิฉันเองเป็นประจำคือไม่ขึ้นเวที
ตอนอยู่สมาพันธ์ประชาธิปไตยก็ไม่ขึ้นเวที ตอนช่วงสนามหลวงก็ไม่ขึ้นเวที
แต่ว่าก็มาร่วม
เริ่มต้นจากการต่อต้านรัฐประหารโดยมากันคนละทาง
แล้วมันก็ค่อย ๆ ก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับอาจารย์ธิดาก็จัดตั้งองค์กรกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มสครีประชาธิปไตย
เพราะไม่อยากให้แต่ละคนเป็นแค่แม่ยกหรือว่ามาเชียร์คนพูด
อยากให้เป็นองค์กรที่มีลักษณะต่อสู้ มีความรู้ ในช่วงนั้นก็เลยจัดตั้งกลุ่มสตรีประชาธิปไตย
และเรามีสัมมนาบ่อย ๆ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์
หลังจากนั้นกลุ่มที่เวทีใหญ่ก็คือคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
แล้วก็มีกลุ่มของปัญญาชน 19กันยาต้านรัฐประหาร น่าเสียดายมากปัญญาชนกลุ่มนี้ที่มา
เพราะว่ามันควรจะเป็นสะพานเชื่อมให้ปัญญาชนและกลุ่มอื่น ๆ ชนชั้นกลางระดับบน
จะได้มาร่วมต่อต้านด้วย แต่ว่ากลายเป็นว่ากลุ่มปัญญาชนและชนชั้นกลางระดับบนเขาไม่มาร่วม
ความจริงตั้งแต่ต้นนะ ยังไม่มีกลุ่มของคนรักทักษิณนะ ยังไม่มี PTV มา
ที่สนามหลวงมันเริ่มต้นจากอย่างที่อาจารย์บอกนี่แหละว่าคนโน้นมาที คนนี้มาที PTV
และคนรักทักษิณมาร่วมทีหลัง มันจึงเกิดเป็นแนวร่วม
คำว่า “แนวร่วม” ก็คือมาจากคนละพวก มาจากคนละทิศ แล้วก็มีลักษณะต่างกัน แล้วก็ในที่สุดครั้งแรกถึงได้มาเป็น “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” ก็เมื่อหลังจากที่กลุ่ม PTV สามเกลอเข้ามาร่วม หมายความว่าจากเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสนามหลวงก็ทวีคนมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ เมื่อกลุ่มแนวร่วมที่มาจากพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมสมทบ แต่ว่าจุดกำเนิดความกล้าอยากจะยกย่องคนธรรมดา ไม่ได้อยู่กับพรรค ไม่ได้มีพวก ไม่ได้มีอะไร ต่างคนต่างมา กลุ่มคนธรรมดา ๆ เหล่านี้นี่แหละเป็นพวกจุดประกายในการต่อสู้ พอพวกคนธรรมดาออกมาสู้ก่อน หลังจากนั้นพวกพลพรรค คนรักทักษิณหรืออะไรต่าง ๆ ก็ตามมา มันก็เป็นขบวนใหญ่
วันนี้ก็เลยมารำลึก
เพราะว่าตอนนั้นอาจารย์จำได้ว่าอาจารย์เดินมา ตำรวจเขามามอง ๆ แล้วบอกว่า “เจ๊ ๆ
อย่าไปทางนั้นเลย” เขาพูดอย่างนี้นะ แล้วมาว่ามาจากไหน อาจารย์บอกว่า “ไปดูพระเครื่องมา”
เขาบอกอย่าไปเลยตรงนั้น ก็เป็นเรื่องพูดเล่น ก็คือขณะนั้นคนยังไม่มาก
หลังจากนั้นก็มีการนัดมากินกัน ตัวอาจารย์เองจำได้ว่าทำหมูทอดกระเทียมพริกไทย
ทำน้ำพริกมะขาม มานั่งกินกันที่นี่ นั่นคือการต่อต้านรัฐประหาร
เริ่มต้นด้วยประชาชนอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งขยายใหญ่โตขึ้น
20
ปีผ่านมา หลายคนก็ยังมีชีวิตอยู่แก่เฒ่ากันไปมากแล้ว รวมทั้งตัวคนพูดด้วย
แต่ว่าหัวใจของคนที่ต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ตัวดิฉันเองเชื่อว่าเขาก็ยังเป็นนักต่อสู้อยู่
อาจจะเป็นนักต่อสู้ที่ผมขาว เดินลำบาก แต่ก็เป็นนักต่อสู้จริง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ที่มาประกอบเป็นคนเสื้อแดงทีหลัง
ส่วนใหญ่เป็นคนจนในชนบทและคนจนเมือง และเป็นมวลชนพื้นฐาน
มีคนชั้นกลางระดับล่างอยู่จำนวนหนึ่ง แต่คนชั้นกลางระดับบนกับปัญญาชน
เหมือนดังที่ดิฉันพูดเรื่องกลุ่ม 19กันยาต้านรัฐประหาร เลิกไป เขาบอก อ.ธิดา ว่า “ผมไปชวนพวกอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือ
NGO อะไรต่าง ๆ ไม่มีใครเขาเอาด้วย” ดังนั้นเขาก็เลยเลิก ในที่สุดก็เลยทำให้สมดุลของปัญญาชนกับมวลชนพื้นฐานเสียไป
นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ก็เป็นบทเรียนที่มาเล่าให้ฟัง
แต่ในยุคใหม่ก็ฝากไว้นะคะว่า
ขณะนี้ปัญญาชนตื่นตัว โดยเฉพาะเยาวชนตั้งแต่รุ่น 2563
และก็ขอบคุณมากที่พวกเขาให้เครดิตคนเสื้อแดง ขอบพระคุณจริง ๆ
เราก็อยากจะฝากบทเรียนเอาไว้ว่า ถ้าขบวนการขับเคลื่อนต่อไป อาจจะมีปัญญาชนนำและมีปัญญาชนส่วนใหญ่
แต่อย่าลืมว่าสมดุลของขบวนการต้องมีมวลชนพื้นฐานด้วย
ขบวนการเสื้อแดงมันไม่มีปัญญาชน คนชั้นบนก็ไม่มี อย่างที่บอกเวลาไปโรงพยาบาล หมอ
พยาบาล หัวหน้า กลายเป็นขั้วสีเหลือง แต่ว่าพลเปล ผู้ช่วยพยาบาล
กลายเป็นคนเสื้อแดง มันจึงเป็นสงครามชนชั้นอำมาตย์ไพร่
แล้วมันก็มายิ่งใหญ่กลายเป็นระบอบสีน้ำเงินในทุกวันนี้ค่ะ
ในวาระ
20 ปี ที่ประชาชนบางคนเขารู้สึกว่าเบื่อหน่ายการเมือง อาจารย์อยากบอกอะไรพวกเขา?
นั่นคือจุดอ่อนปัญญาชน
ชนชั้นกล่าง นี่เอาทฤษฎีฝ่ายซ้ายมาจับเลยนะ ก็คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองมันสะดวกสบายแล้ว
ไม่ลำบากมาก พอไม่ลำบากมันก็มีทางเลือกว่าอยู่เฉย ๆ ก็ได้ ไปทำให้มันเดือดร้อนทำไม
ดังนั้นมันจึงเป็นทฤษฎีปฏิวัติที่เป็นสงครามชนชั้น เพราะเขาจะบอกว่าว่า
ชนชั้นที่ลำบากที่สุดจะมีลักษณะสู้รบมากที่สุด มันก็ธรรมดาที่เราอาจจะท้อถอยบ้าง
คือทุกคนอยากสู้แล้วชนะ
ถ้าดูว่ามีคนมาก สู้แล้วชนะ มันก็ฮึกเหิม
แต่ว่าการต่อสู้ของประชาชนกับระบอบอำมาตย์หรือระบอบสีน้ำเงิน
มันเป็นสงครามยืดเยื้อยาวนานนะ ตั้งแต่อาจารย์ยังสาวอยู่จนกระทั่งบัดนี้
ขึ้นสะพานพระราม 8 แล้ว มันก็ยังสู้อยู่แบบเดิม เพราะฉะนั้นสงครามยืดเยื้อมันต้องอาศัยความอดทน
แล้วแต่ละรุ่นอาจจะไม่ชนะ นี่ก็อีกไม่กี่ปีจะครบ 100 เปลี่ยนแปลงการปกครอง
แล้วยังจะเป็นระบอบอำมาตย์ ระบอบสีน้ำเงินอย่างนี้อยู่หรือ?
อยากจะให้กำลังใจว่า
ถ้าคุณเป็นนักต่อสู้ คุณต้องอดทน คุณอาจจะเดินช้าบ้าง แต่ขอให้ยังเดินไปข้างหน้า
คุณอาจจะวิ่งไม่ได้ และมันไม่มียานพาหนะสำหรับเราที่จะให้เหาะเหินเดินอากาศไป
ไม่มีใครมาช่วย เราต้องเดินเอง พอเราเดินเองบางครั้งมันเหนื่อยมันลำบาก
ขอให้คิดว่าคนในอดีตเขาเสียชีวิต เขาต่อสู้มายาวนานร่วมเกือบร้อยปี
บนถนนนี้มันเต็มไปด้วยซากศพของประชาชน อาจารย์ถึงต้องมานั่งทวงถามความยุติธรรม
ถ้าเราพากันหนีไปเพื่อความสบายแล้ว
เราคิดถึงคนที่เขาต่อสู้มาตั้งแต่อดีต อย่าให้เขาตายเปล่า เราอาจจะวิ่งไม่ได้
แต่ขอให้เราเดินต่อและมีเป้าหมายที่ถูก ก็คือ ผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง
แต่การสู้ต้องสู้สอดคล้องความเป็นจริง เพราะว่าถ้าสู้ไม่สอดคล้องความเป็นจริง
เอาหัวไปชนกำแพง มันก็ไม่ได้ ต้องหาวิธี ก็ฝากเอาไว้ว่าต้องอดทน
คิดถึงคนที่เสียสละชีวิต แล้วขณะนี้หลายคนอยู่ใน “คุก” คนที่เคยอยู่ในคุกมาแล้ว
และกำลังจะอยู่ และจะอยู่ต่อไป ก็คือเราช่วยกันทำวันนี้อย่างเต็มกำลังตามความเป็นจริง
ไม่เรียกร้องเกินกว่าความเป็นจริง
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #20ปีรัฐประหาร19กันยา49 #รัฐประหาร49





