วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ปัญหาลักลอบทิ้งสารพิษปราจีนฯ ชี้เจ้าหน้าที่มีแค่ 4–5 คน ดูแลไม่ทั่วถึง แล้วจะพร้อมเข้า EEC ได้อย่างไร

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ปัญหาลักลอบทิ้งสารพิษปราจีนฯ ชี้เจ้าหน้าที่มีแค่ 4–5 คน ดูแลไม่ทั่วถึง แล้วจะพร้อมเข้า EEC ได้อย่างไร 


วันที่ 17 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี ภคมน หนุนอนันต์ เป็นประธานกรรมาธิการ มีวาระ พิจารณาศึกษาปัญหาการลักลอบทิ้งและการจัดการกับอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและการพิจารณาศึกษาความพร้อมข้อจำกัดของจังหวัดปราจีนบุรีในการเข้าสู่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


ในช่วงเช้า ตัวแทนภาคประชาชนได้สะท้อนถึงปัญหามลพิษในพื้นที่ว่า ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชน โดยมีการนำหลักฐานภาพและคลิปเสียงจากชุมชนมาแสดงต่อที่ประชุม ทั้งกรณีน้ำเสียสีดำไหลเข้าสู่พื้นที่บ้านเรือนและลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี รวมถึงปัญหากลิ่นเหม็นที่ส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียนจนมีอาการแสบตา ปวดศีรษะ ต้องสวมหน้ากากอนามัยและรับยาเพื่อบรรเทาผลกระทบ


เครือข่ายภาคประชาชนระบุว่า สามารถรวบรวมจุดลักลอบทิ้งกากพิษและน้ำเสียในจังหวัดปราจีนบุรีได้แล้วอย่างน้อย 67 จุด โดยพบทั้งการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีมาทิ้งในพื้นที่ การลักลอบทิ้งสารโซลเวนต์ การปล่อยน้ำเสียลงพื้นที่เกษตรและคลองสาธารณะ รวมถึงบ่อน้ำเสียที่ไม่มีระบบป้องกันการรั่วซึม นอกจากนี้ยังเกิดเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหลายครั้ง จนส่งผลกระทบต่อชุมชนและผู้ป่วยในพื้นที่ โดยตั้งแต่ปี 2560 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุอุบัติภัยในโรงงานอย่างน้อย 24 ครั้ง และพบพื้นที่ที่มีโรงงานก่อผลกระทบกระจุกตัวอยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิและอำเภอกบินทร์บุรีรวมกว่า 53 จุด โดยมีโรงงานเถื่อนเกือบ 20 แห่งที่ยังดำเนินกิจการอยู่


นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนถึงปัญหาการเข้าถึงข้อมูลผลตรวจวิเคราะห์มลพิษ โดยประชาชนระบุว่าเคยยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งแต่ไม่ได้รับคำตอบที่ตรงประเด็นและหลักฐานของเสียจากอุตสาหกรรมบางส่วนที่ถูกจัดเก็บโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นของกลางกลับถูกจำหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าหลักฐานดังกล่าวถูกทำลายแล้ว


ด้านสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ชี้แจงว่า จังหวัดได้ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีในหลายกรณี มีการลงพื้นที่ เก็บตัวอย่าง และแจ้งความตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมออกคำสั่งทางปกครองให้ผู้ครอบครองดำเนินการกำจัดอย่างถูกต้อง พร้อมระบุว่ากากพิษจำนวนมากถูกนำมาจากพื้นที่อื่นเพื่อแอบทิ้งในบ่อลูกรังร้างและฝังกลบ


สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเป็น ‘ปัญหาเร่งด่วน’ และอยู่ระหว่างรวบรวมกรณีลักลอบทิ้งเพื่อเสนอกรมโรงงานอุตสาหกรรมขอใช้กองทุนฟื้นฟู พร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากเจ้าของที่ดินหรือผู้ต้องหา รวมถึงรับปากจัดทำ Public Mapping เพื่อเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนติดตามได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัจจุบันสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมีเจ้าหน้าที่เพียง 4–5 คน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม


ด้านกรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้แจงว่า อยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขกฎหมายโรงงานและกฎหมายเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม เพื่อจัดตั้งกองทุนสำหรับเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมระบุว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำชับให้พิจารณาปิดโรงงานที่สร้างผลกระทบร้ายแรง ส่วนการตรวจหากากอุตสาหกรรมที่ฝังอยู่ใต้ดิน จำเป็นต้องใช้งบประมาณและหลักวิชาการ โดยอยู่ระหว่างเตรียมขอใช้งบกลางปี 2570 ขณะที่การเปิดเผยผลตรวจแล็บยังมีขั้นตอนตามระเบียบของหน่วยงาน


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ตั้งคำถามต่อหน่วยงานถึงประสิทธิภาพของมาตรการที่ดำเนินอยู่ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการชี้แจงของหน่วยงานยังเป็นรูปแบบเดิม ขณะที่ปัญหายังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าหากจังหวัดยอมรับว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน ก็ควรมีมาตรการที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากกว่าการตั้งคณะกรรมการตามกระบวนการปกติ รวมถึงพิจารณามาตรการทางกฎหมาย เช่น การขอศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือการสั่งระงับการประกอบกิจการในกรณีที่มีความจำเป็น


กมธ. ยังเสนอให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีจัดทำ Public Mapping ที่รวบรวมจุดลักลอบทิ้ง ประเภทสารเคมีหรือกากอุตสาหกรรมที่ตรวจพบ หน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบ และสถานะการฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการแก้ไขปัญหาได้และได้สะท้อนปัญหาของหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจในการลงโทษโรงงานว่า หากมีการกระทำผิดซ้ำต้องดำเนินการถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อใด รวมถึงเกณฑ์และหลักฐานในการขุดตรวจหากากอุตสาหกรรมใต้ดิน


สำหรับแนวทางดำเนินการต่อกรณีดังกล่าว กมธ.พัฒนาการเมืองฯ​จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและขอให้เร่งแก้ไขปัญหา รวมถึงเตรียมส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาประเด็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และพิจารณาดำเนินการทางศาลปกครองในกรณีเจ้าหน้าที่ละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่


นอกจากนี้ กมธ. ยังเตรียมประสานจเรตำรวจแห่งชาติให้ตรวจสอบกรณีของกลางขยะอันตรายที่สูญหายหรือมีการนำไปทำลาย โดยจะตรวจสอบว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าจากที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชี้แจงว่าปัจจุบันสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมีเจ้าหน้าที่เพียง 4–5 คนจะมีความพร้อมมากพอในการให้จังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC หรือไม่


สำหรับช่วงบ่าย กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้พิจารณาถึงความพร้อมและข้อจำกัดของจังหวัดปราจีนบุรีในการเข้าสู่ EEC ในการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการ ภาคประชาชนได้สะท้อนความกังวลต่อการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี โดยเกรงว่าอาจนำไปสู่การเปลี่ยนผังเมืองและการเพิ่มโรงงานที่มีความเสี่ยงด้านมลพิษ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีที่กระทบต่อสุขภาพและแหล่งน้ำของชุมชน พร้อมเสนอให้รัฐเน้นพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรอย่างยั่งยืนและใช้ศักยภาพของท้องถิ่น แทนการขยายอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว 


ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้แจงว่า การส่งเสริมการลงทุนต้องควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด และพร้อมรับเรื่องร้องเรียนเพื่อตรวจสอบโรงงานที่สร้างผลกระทบ รวมถึงพิจารณาเพิกถอนสิทธิประโยชน์หากพบการกระทำผิด


ด้านสภาพัฒน์ระบุว่า มีความกังวลต่อการขยาย EEC เช่นเดียวกับภาคประชาชน โดยเสนอให้ประเมินความคุ้มค่าของการใช้พื้นที่ EEC เดิมเสียก่อน และหากจะขยายมายังจังหวัดปราจีนบุรี ต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นอย่างชัดเจน พร้อมประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อนพิจารณาขยายพื้นที่ต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กมธพัฒนาการเมืองฯ #EEC #สารพิษปราจีนฯ