วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566

“หมอสายพิณ” โพสต์กรณี “ตะวัน-แบม” ตื่นได้แล้วค่ะ เราไม่รู้สึกอะไรกันจริงหรือ กับการที่เด็กเยาวชนกำลังนับถอยหลังกับเวลาชีวิตที่ใกล้จะหมดลง เพื่อเรียกร้องสิทธิในการใช้ชีวิต เรียกร้องระบบสังคมของพวกเราทุกคนให้ดีกว่าเดิม

 


“หมอสายพิณ” โพสต์กรณี “ตะวัน-แบม” ตื่นได้แล้วค่ะ เราไม่รู้สึกอะไรกันจริงหรือ กับการที่เด็กเยาวชนกำลังนับถอยหลังกับเวลาชีวิตที่ใกล้จะหมดลง เพื่อเรียกร้องสิทธิในการใช้ชีวิต เรียกร้องระบบสังคมของพวกเราทุกคนให้ดีกว่าเดิม


เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2565 ผศ.พญ.สายพิณ  หัตถีรัตน์ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็น กรณี #ตะวันแบม อย่างน่าสนใจ ซึ่ง “ยูดีดีนิวส์” เห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ โดยมีข้อความดังต่อไปนี้


ในฐานะประชาชนผู้ใหญ่ คิดอย่างไรกับ กรณีตะวันและแบม


เราไม่ได้ติดตามข่าวอย่างละเอียด รับทราบสั้น ๆ เพียง “เด็ก ๆ นักกิจกรรมอดอาหารและน้ำประท้วง” ... แล้วเราเพิกเฉย ฟังผ่าน ๆ เพราะเหมือนมีกรณีแบบนี้เกิดมาแล้ว และเด็ก ๆ ก็ไม่ตาย...อย่างนั้นหรือ.


เด็กเหล่านี้ แม้จะบรรลุนิติภาวะมาแล้ว 1-2 ปี แต่เขายังเป็นเยาวชน เขาอาจจะมีความรู้ ความคิดมากและกว้างกว่าเรา เพราะความสมัยใหม่ของโลก แต่เขาก็ผ่านประสบการณ์ชีวิตบนโลกใบนี้มาน้อยกว่าเรา ผ่านโอกาสในการต่อสู้ต่อปัญหาสังคมใหญ่ ๆ มาน้อยกว่าเรา


คำว่าเด็กนักกิจกรรม มันเลยทำให้เราพลาดที่จะใส่ใจดูแลพวกเขา เพราะคิดเพียงเป็นการจัดอีเว้นท์เรียกความสนใจจากสังคมหรือไม่


แต่นี่เด็ก ๆ เยาวชนเหล่านี้อดจริง ไม่ใช่การจัดกิจกรรมเพียง 1-2 วัน และมาตรการประท้วงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นอดทั้งข้าวและน้ำ และยา ที่เป็นการช่วยเหลือทางการแพทย์


ในเมื่อเขาตัดสินใจเอง เขารู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขายังยืนยันจะทำ งั้นเราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา.. ด้วยการปล่อยให้เด็กเยาวชน คนที่ด้อยโอกาสการใช้ชีวิตมาได้เท่าเรา กระทำการอันเป็นอันตรายต่อชีวิตตนเองอย่างนั้นเหรอ ...การเคารพ Autonomy การเคารพในการตัดสินใจของเพื่อนมนุษย์ มันต้องเริ่มต้นจาก “การฟังกัน” ให้เข้าใจก่อนหรือไม่ ฟังว่าเพื่อนมนุษย์คนนั้นเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้นกับเขามาบ้าง เขาจึงตัดสินใจแบบนี้ เราควรหรือที่จะอนุญาตให้เขาไปตาย เพียงเพราะเขาตัดสินใจจะไปตาย เพราะถ้าเช่นนั้น เราก็จะไม่ได้ช่วยคนไข้จิตเวชหรือคนไข้โรคซึมเศร้าคนอื่นๆด้วยเหตุผลเดียวกัน เพียงเพราะเขาตัดสินใจเช่นนั้น


น้อง ๆ เขาตัดสินใจในขณะที่สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เขารู้ผลของการกระทำว่าจะทำให้เขาตายได้ รู้แล้วใช่มั้ย งั้นหมอก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเฝ้าดูความตายที่จะมาอยู่รอมร่อ ... อย่างนั้นหรือ.


ทางคณะแพทย์ได้มีการรับมืออย่างไรกับกรณีคนไข้ลักษณะนี้ เด็กเยาวชน เด็ก ๆนักศึกษาอดอาหารและน้ำประท้วงเกินกว่า 10 วัน ไม่ได้มีการแถลงข่าวให้สังคมรับทราบว่าเด็กๆได้รับการดูแลอย่างไร นอกจากฟังข่าวที่ทนายออกมาบอก ที่ฟังมาจากพยาบาลและเด็กอีกที ทำไมจึงไม่มีการแถลงจากคณะแพทย์ว่าได้มีกระบวนการดูแลจากทีมแพทย์หลากหลายสาขาอย่างไรบ้าง เพราะสมควรได้รับการดูแลแบบเข้มข้น โดยเริ่มตั้งแต่การเข้าไปรับฟังความกดดัน สิ่งที่เกิดขึ้น และเยียวยาน้อง ๆ เด็กเยาวชนที่ตัดสินใจแบบนี้


การอดข้าวอดน้ำอดยาประท้วง คนที่เขาตัดสินใจแบบนี้ เขาไม่ได้ต้องการตาย เขาประท้วง เขาติดอยู่ในกับดักทางสังคมบางอย่างที่ไม่มีทางออก เขาต้องการความช่วยเหลือจากสังคม เขาจึงประท้วง และเพราะเขาไม่มีเครื่องมืออื่น เขาจึงใช้ร่างกายเขาเป็นตัวประกัน เป็นอาวุธ เป็นระเบิดพลีชีพ คนที่ถูกกระทำจนกระทั่งจนตรอกโดยอำนาจที่ใหญ่โตมโหฬาร เขาไม่รู้จะสู้กับปัญหายักษ์ตัวใหญ่ขนาดนั้นด้วยอะไร เขาจึงใช้อาวุธที่มี... คือ ชีวิต.


และนั่นคือ ชีวิตของเด็กเยาวชน .. ตกลงเรากำลังดูลูกหลานเราประท้วงต่อปัญหาของสังคม ปัญหาของเรา เขาสู้เพื่อพวกเรา เขาไม่ได้สู้เพื่อตัวเขาเอง เขาประท้วงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปอย่างน่าตกใจ การจับเด็กเยาวชนขังคุกทั้งที่ยังไม่มีการตัดสินความผิด ยังไม่ได้เป็นนักโทษ และการกระทำที่ระบบสังคมไล่ล่าและทำกับเด็กเยาวชนที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมา อย่างชนิดที่คนรุ่นเราไม่กล้าทำ ... ตั้งต้นจากการทำโพลกระดาษถามความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ.. แค่นั้นเหรอ..


การที่น้อง ๆ ได้ประกันแล้วถอนประกันตัวเอง กลับเข้าคุกใหม่ พร้อมตัดสินใจอดอาหารและน้ำในเรือนจำ ..นี่มันเป็นเหตุการณ์ประหลาด เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เสมือนเขาผูกระเบิดพลีชีพเดินเข้าเรือนจำ และเราก็อนุญาตให้เขาทำแบบนั้น และเฝ้ารอเวลาให้ระเบิดพลีชีพทำงาน ผู้ใหญ่ (กว่า) ทั้งในและนอกคุก ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอกับกรณีนี้ มีระเบิดเข้ามาในบ้านเรา เรารู้ และเรารอให้มันทำงาน เฉย ๆ ...


เมื่อน้องอดอาหารและน้ำจนเจ็บป่วย หามส่งโรงพยาบาล น้องขอไปโรงพยาบาลที่เขามั่นใจในความปลอดภัยมากกว่า ซึ่งก็เหมือนคนไข้รายอื่น ๆ ที่เลือกจะไปรักษากับโรงพยาบาลที่ตนมั่นใจมากกว่า นั่นแปลว่าเขายังไม่ต้องการตาย เขายังต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงขอไปโรงพยาบาล และนั่นแสดงว่าเขาคือคนไข้


ปกติเราทำอะไรกับคนไข้ที่เป็นนักโทษที่มานอนรักษาตัวในโรงพยาบาล เราจะดูแลเขาเหมือน “คนไข้” ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารหรือราชฑัณฑ์ใด ๆ รออยู่ภายนอก อนุญาตให้เฝ้าอยู่ห่าง ๆ ได้ แต่ไม่ให้มายุ่มย่ามหรือมาควบคุมกำกับ หรืออยู่เหนือการตัดสินใจใด ๆ ของหมอพยาบาล ไม่แม้กระทั่งตีตรวนโซ่ล่าม ญาติเยี่ยมได้ เมื่อนักโทษเข้ามาแอดมิทในโรงพยาบาล จึงมักจะได้รับสิทธิให้กลับมาเป็น “คน” อีกครั้งในฐานะ “คนไข้” ความเป็น “นักโทษ” จะเริ่มอีกครั้งเมื่อการรักษาเสร็จสิ้นจนอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ...และนั่นคือระดับ “นักโทษ” ที่ได้รับการตัดสินว่าผิดแล้ว


ไม่รู้ว่ากรณีตะวันกับแบมได้รับสิทธิของการเป็นคนไข้ในโรงพยาบาลมากน้อยแค่ไหน สิทธิที่หมอเป็นผู้ตัดสินใจมากกว่ากรมราชทัณฑ์ สิทธิที่เป็นเด็กและเยาวชนที่จะได้รับการเยี่ยมไข้ตามปกติ สิทธิของคนไข้ที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ด้วยกระบวนการทางการแพทย์ การให้คำปรึกษาเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ.....สังคมไม่ได้ยินแถลงข่าวใด ๆ ของคณะแพทย์ ทั้งที่เป็นกรณีคนไข้ที่เป็นที่สนใจของสังคม ซึ่งดูแตกต่างจากเวลามีกรณีดารานักร้องหรือคนใหญ่คนโตอื่น ๆ ที่มาแอดมิท


การไม่ทราบข้อมูลที่ตรงไปตรงมา เป็นจริง และแสดงถึงการใส่ใจดูแลอย่างเป็นมนุษย์ เข้าใจจิตใจของสังคมที่รอรับฟังข่าวที่กระเส็นกระสาย รู้สึกกระวนกระวายไปกับข่าวสารที่ไม่มากเพียงพอ รู้แค่ว่านับเวลาถอยหลังของการมีลมหายใจสุดท้ายของน้อง ๆ เด็กเยาวชนเหล่านี้ และไม่รู้ว่าเรารออะไรอยู่ เรารอดูพวกเขาตายต่อหน้าอย่างนั้นหรือ


กระบวนการยุติธรรมที่เป็นคนเกี่ยวข้องมากที่สุด ที่เป็นคนที่ทำให้น้อง ๆ เหล่านี้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ปฏิบัติกับเขาอย่างยุติธรรมขึ้น ..ควรจะออกมารับฟังข้อเรียกร้อง และตอบรับกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่เขาควรได้รับหรือไม่ อะไรที่ทำได้ควรกล้าหาญพอที่จะออกมาบอกว่าทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ควรรับข้อเรียกร้องไปพิจารณา ..นั่นจึงจะเป็นการกระทำของผู้ใหญ่ ที่รับฟัง ได้ยิน และหาทางอยู่ร่วมกันในสังคมได้


กระบวนการทางการแพทย์และพยาบาล ควรตอบสนองต่อกรณีศึกษานี้เพียงแค่นี้หรือไม่ ในเมื่อสังคมกำลังเฝ้ารออยู่นอกโรงพยาบาลว่าเยาวชนสองคนนี้ได้รับสิทธิในการเยียวยารักษาอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ทุกทีมที่เกี่ยวข้องได้รับการเรียกระดมให้เข้ามาร่วมดูแลแล้วหรือยัง คงไม่ใช่เพียงการวัดสัญญาณชีพและเจาะเลือดทุกหกชั่วโมง คำตอบคงไม่ใช่เพียงหลักการของ การเคารพการตัดสินใจของคนไข้ (Autonomy) .... โดยไม่ได้ดู ประโยชน์สูงสุดที่คนไข้ควรได้รับ (Beneficence) และการกระทำนั้นไม่เป็นโทษเป็นอันตรายต่อคนไข้มากกว่าเป็นประโยชน์ (Nonmalificence) ทั้งยังต้องพยายามสื่อสารถึงสังคมอย่างเข้าอกเข้าใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อทุเลาความเจ็บปวดของสังคมที่เฝ้ารอโดยไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย


ทุกคนในสังคม ควรมีสติได้แล้วกับเสียงเพรียกจากเด็กเยาวชนเหล่านี้ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรม นี่คือชีวิตจริง ๆ เขาประท้วงด้วยชีวิตเขา ชีวิตเด็ก ๆ ของพวกเรา พวกเราต่างหากที่ไม่กล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับระบบยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม จนทำให้น้อง ๆ เขาต้องออกมาทำเองด้วยวิธีการของเขา เราต่างหากที่เพิกเฉยปล่อยให้สังคมมันบิดเบี้ยวผิดรูปไปหนักข้อขึ้นทุกวันในทุกวงการ และนั่นคือผลกระทบไปที่เด็กและเยาวชนเหล่านี้ เราต่างหากที่ละทิ้งเด็กๆเยาวชนของเรา วันนี้เราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงรับผิดชอบต่อสิ่งที่เด็ก ๆ เรียกร้อง ฟังให้เข้าใจ เพราะมันคือเรื่องของเรา


ตื่นได้แล้วค่ะ เราไม่รู้สึกรู้สาอะไรกันจริง ๆ หรือ กับการที่เด็กเยาวชนกำลังนั่งนับถอยหลังกับเวลาชีวิตที่ใกล้จะหมดลงในไม่กี่วันนี้ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการใช้ชีวิต เรียกร้องระบบสังคมของพวกเราทุกคนให้ดีกว่าเดิม ....


เรากำลังดูพวกเขาตายโดยไม่รู้สึกรู้สา ไม่ละอายอะไรเลยอย่างนั้นหรือ เพราะนั่นคือสัญญาณลมหายใจสุดท้ายของเราเช่นกัน สังคมที่กำลังล่มสลาย เพราะไม่ใส่ใจดูแล ไม่ฟังกันให้เข้าใจ เขาตาย เราก็ตายด้วย ไม่รู้สึกหรือ.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ตะวันแบม

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566

“แพทองธาร” ประกาศรอนโยบายเด็ด ๆ จากพรรคเพื่อไทยได้หลังยุบสภา พร้อมอ้อนพี่น้องเมืองกาญจนบุรีเลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งจังหวัด

 


“แพทองธาร” ประกาศรอนโยบายเด็ด ๆ จากพรรคเพื่อไทยได้หลังยุบสภา พร้อมอ้อนพี่น้องเมืองกาญจนบุรีเลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งจังหวัด

 

วันที่ 29 มกราคม 2566 แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้ายบนเวทีลานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี บอกเล่าว่าวันนี้ตนเองและทีมงานพรรคเพื่อไทยได้ไปรับฟังปัญหาจากพี่น้องผู้ประกอบการการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าโอทอปต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้เมืองกาญจนบุรีจะเป็นเมืองท่องเที่ยว และประเทศเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวแล้วแต่ธุรกิจต่าง ๆ ยังคงซบเซา ส่งผลให้พี่น้องชาวเมืองกาญจนบุรียังคงใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

 

โดยแพทองธารเสนอว่า หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็อยากจะผลักดันให้เมืองกาญจนบุรี เป็นจุดมุ่งหมายสำหรับชาวต่างชาติในการท่องเที่ยวประเทศไทย กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของการท่องเที่ยวเที่ยวในสายตานานาชาติ

 

นอกจากนี้ แพทองธารยังกล่าวถึงปัญหาที่ดินทำกินซึ่งเป็นปัญหาหลักของพี่น้องชาวเมืองกาญจนบุรีจำนวนมาก เนื่องจากพบว่าที่ดินยังถูกผูกอยู่กับกฎหมายที่เป็นบทเฉพาะการตั้งแต่สมัยสงครามโลก ซึ่งสิทธิที่ทำกินไม่ชัดเจน ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมาก

 

เมื่อพรรคเพื่อไทยได้รับฟังปัญหาเช่นนี้แล้ว ก็พร้อมจะนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นนโยบายเพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวเมืองกาญจนบุรีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างถิ่น สร้างเศรษฐกิจระดับจังหวัดให้เข้มแข็ง และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าเพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน กาญจบุรีแลนด์สไลด์ทั้งจังหวัด

 

สุดท้ายนี้ แพทองธารยังยืนยันว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล นโยบายค่าแรง 600 บาท/วัน และค่าแรงปริญญาตรีขั้นต่ำ 25,000 บาท เป็นไปได้จริงอย่างแน่นอน พร้อมย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า หากยุบสภาเมื่อไหร่ พี่น้องเตรียมรอนโยบายเด็ด ๆ จากพรรคเพื่อไทยที่จะมาช่วยให้คนไทยทุกคนได้ลืมตาอ้าปาก ปากท้องดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาแน่นอน

 

“เพราะพรรคเพื่อไทยทำพรรคการเมือง โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราทำนโยบายที่เป็นศูนย์กลาง เพื่อนำความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้งในการทำทุกนโยบาย” แพทองธาร กล่าวทิ้งท้าย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เพื่อไทย

‘ก้าวไกล’ ลุยประตูน้ำ-ตลาดจตุจักร เปลี่ยนแผงหวยเป็นแผงขายนโยบาย ประชาชนตอบรับคึกคัก พิธาย้ำ ‘กาก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต’ พร้อมเป็นนายกฯ แกนนำปิดสวิตซ์ 3ป

 


‘ก้าวไกล’ ลุยประตูน้ำ-ตลาดจตุจักร เปลี่ยนแผงหวยเป็นแผงขายนโยบาย ประชาชนตอบรับคึกคัก พิธาย้ำ ‘กาก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต’ พร้อมเป็นนายกฯ แกนนำปิดสวิตซ์ 3ป

 

วันนี้ (29 ม.ค. 66)  พรรคก้าวไกลลงพื้นที่พบปะประชาชนและแนะนำนโยบายหลักของพรรค "กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต"

 

โดยช่วงเช้าไปที่ศูนย์การค้าแพลทินัม แฟชั่นมอลล์ นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ เอกกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี พรรคก้าวไกล พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตใกล้เคียง

 

พิธากล่าวว่า หลังการประชุมสามัญ วันนี้พรรคก้าวไกลต้องการเดินหน้าต่อเนื่อง นำนโยบายที่ได้ประกาศมาเสนอต่อประชาชน โดยเฉพาะนโยบายปากท้องดี เนื่องจากศูนย์การค้าแพลทินัมเป็นสถานที่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางเศรษฐกิจ เราคาดหวังว่าการลงพื้นที่วันนี้ จะอธิบายให้ประชาชนเห็นภาพมากขึ้นว่านโยบายของพรรคก้าวไกลจะทำให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายหวย SME ซื้อของรายย่อยได้ลุ้นเงินล้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มแต้มต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยในการแข่งขันกับทุนใหญ่

 

ต่อมาพิธานำทีมเดินหาเสียงบริเวณด้านนอกตึกแพลทินัม และข้ามสะพานลอยไปหาเสียงฝั่งตลาดประตูน้ำ จากนั้นในช่วงบ่าย มีกิจกรรมรณรงค์นโยบายที่ตลาดนัดจตุจักร โดยพิธาร่วมทำกิจกรรมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดเด่นของกิจกรรมครั้งนี้ อยู่ที่วิธีนำเสนอนโยบายซึ่งต่างออกไปจากทุกครั้ง เพราะพรรคก้าวไกลได้ดัดแปลงแผงขายลอตเตอรี่ เป็นแผงขายนโยบาย ให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพ ฯ นำไปใช้เสนอต่อประชาชน ถ้าประชาชนสนใจนโยบายใด สามารถหยิบแผ่นพับนโยบายกลับบ้านได้ เสมือนว่า "กาก้าวไกล การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต เหมือนถูกรางวัลที่ 1”

 

โดยจำนวนแผงมีทั้งหมด 5 แผง ประกอบด้วย

(1) แผงการเมืองดี เช่น นโยบายรัฐโปร่งใสไร้กลโกง กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตำรวจอยู่ข้างประชาชน ระบบราชการฉับไว

(2) แผงปากท้องดี เช่น นโยบายเงินเด็กเล็ก 1,200 บาทต่อเดือน เยาวชนได้คูปองเปิดโลก สูงสุดปีละ 2,000 บาท ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทันที 450 บาท/วัน ปรับขึ้นทุกปี ผู้ประกอบการ SME ได้ทุนตั้งตัว 200,000 รายต่อปี เงินผู้สูงวัย 3,000 บาท/เดือน

(3) แผงมีอนาคต ได้แก่ นโยบายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร สมรสเท่าเทียม ปลดล็อกเหล้าเบียร์ ปฏิรูประบบที่ดิน กำหนดเพดานก๊าซเรือนกระจก ปฏิวัติหลักสูตรการศึกษา อุดหนุนรถ EV

(4) แผงหวยนำเสนอนโยบาย “หวยใบเสร็จ” ซื้อสินค้าจาก SME ลุ้นได้เงินล้าน

(5) แผงหวยแนะนำว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ที่พรรคก้าวไกลรับรองแล้วจำนวน 30 คน

 

ในช่วงท้าย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ได้ปราศรัยแนะนำตัวกับประชาชน ก่อนที่พิธาจะกล่าวปราศรัยปิดท้ายว่า คุณสมบัติของ ส.ส.เขตแบบก้าวไกล คืองานสภาเด่น งานพื้นที่ดี เอาปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างผ่านสภา ใครอยากได้การเมืองดี มีเสรีภาพ ปิดช่องกองทัพไม่ทำรัฐประหาร ได้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับร่างโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ใครอยากได้ปากท้องดี ปลดล็อกทุนผูกขาด แก้ไขกฎหมายให้รายเล็กรายน้อยได้ทำมาค้าขายเป็นธรรม ใครอยากมีอนาคตดี ใครอยากมีการศึกษาที่ดีและฟรีจริง ใครอยากมีอาหารกลางวันที่ดีและมีคุณภาพให้ลูกหลานของเรา ใครอยากได้งานคุณภาพ ค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อวันและปรับขึ้นทุกปี ให้เลือกผู้สมัคร ส.ส. เขตแบบก้าวไกล รับรองจะไม่ผิดหวัง เลือกตั้งทั้งที ต้องเลือกให้ประเทศเปลี่ยน เลือกก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม เลือกก้าวไกลแล้วการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต

 

“ ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลง ขอให้ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคก้าวไกล ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย พรรคก้าวไกลพร้อมที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลปิดสวิตซ์ 3ป” พิธากล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล




‘ณัฐวุฒิ’ ย้ำ ‘เพื่อไทย’ ใส่ใจผู้สูงอายุ ชูเบี้ยบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน


‘ณัฐวุฒิ’ ย้ำ ‘เพื่อไทย’ ใส่ใจผู้สูงอายุ ชูเบี้ยบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน


วันที่ 29 มกราคม 2566 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่พรรคเพื่อไทย #แลนด์สไลด์เพื่อไทยเท่านั้น ณ ลานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี ว่า วันนี้พี่น้องชาวเมืองกาญจนบุรี มาฟังปราศรัยกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน ไม่ต่ำกว่า 25,000 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีให้กับพรรคเพื่อไทย เชื่อในนโยบายเพื่อไทยว่าทำได้จริง เพราะตลอด 8 ปีที่เราอยู่กับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ราคาสินค้าทุกอย่างขึ้นราคา ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส เว้นแต่ราคายาเสพติดที่ถูกลงรวมถึงกัญชาก็หาได้ง่าย


นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า นโยบายพรรคเพื่อไทยดูแลทั้งสุขภาพ และเศรษฐกิจของพี่น้อง เรามีนโยบาย 30 บาท รักษาด้วยบัตรประชาชนใบเดียวได้ ผู้หญิงฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก พี่น้องผู้ใช้แรงงานเรามีค่าแรงขั้นต่ำวันละ 600 บาทภายในปี 2570 ซึ่งเราคิดมาก่อนที่พวกเขาจะวิจารณ์เสียอีก เพราะเรามองเป็นระบบและเห็นว่า ถ้าเราเป็นรัฐบาลและสามารถผลักดันเศรษฐกิจโดยภาพรวมให้เติบโตอย่างน้อยร้อยละ 5 ของจีดีพีต่อปี แค่ 4 ปี ผู้ประกอบการร้านค้าก็จะมีธุรกิจที่แข็งแรง มีกำไรที่อยู่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะกระจายรายได้เป็นค่าแรงให้กับพี่น้องแรงงานอย่างเป็นธรรม และนโยบายที่เพิ่งพูดกันไม่กี่วันมานี้สำคัญคือ เราดูแลถึงผู้สูงอายุ หากอายุ 60 ปีจะต้องได้เบี้ยบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อคน อีกด้วย


“พรรคเพื่อไทย กล้าประกาศนโยบายแข่งกับทุกพรรค เพราะพรรคเพื่อไทยรู้ว่า พรรคเพื่อไทยมีศักยภาพความสามารถไว้เพื่อรับใช้พี่น้อง เวลานี้ท่านอยู่กับรัฐบาลนี้มาแล้ว 8 ปี ถามหัวใจตัวเอง ถามหัวใจชาวกาญจนบุรีว่า เราพร้อมจะเปลี่ยนไปด้วยกัน สู้ไปด้วยกัน เดินหน้าไปด้วยกันเพื่อแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน เอารัฐบาลเพื่อไทยมาแก้ไขเศรษฐกิจปากท้องให้พี่น้องประชาชน” ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย กล่าวในที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เพื่อไทย

สังเวยชีวิตเพื่อประชาธิปไตย “ลุงไพโรจน์” หัวใจล้มเหลวหลังจากทำกิจกรรม “ยื่น หยุด ขัง”

ทนายความยื่นประกันตัว 12 นักกิจกรรมทางการเมือง อีกครั้ง ขณะที่ #ทะลุฟ้า และประชาชนตั้งขบวนเดินเท้าจากเมเจอร์รัชโยธินมาสมทบและให้กำลังใจ ทนาย-ครอบครัว #ตะวันแบม พร้อมอ่านแถลงการณ์และข้อเรียกร้อง

 


ทนายความยื่นประกันตัว 12 นักกิจกรรมทางการเมือง อีกครั้ง ขณะที่ #ทะลุฟ้า และประชาชนตั้งขบวนเดินเท้าจากเมเจอร์รัชโยธินมาสมทบและให้กำลังใจ ทนาย-ครอบครัว #ตะวันแบม พร้อมอ่านแถลงการณ์และข้อเรียกร้อง

 

วันที่ 29 มกราคม 2566 กลุ่มผู้ทำกิจกรรม “ยื่น หยุด ขัง” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มทะลุฟ้า นำโดย นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และประชาชนผู้รักความยุติธรรม ได้นัดหมายรวมตัวกันในเวลา 09.00 น. ที่ลานหน้าหอศิลป์ ปทุมวัน เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า BTS สยาม มาสมทบกับประชาชนบางส่วนที่รออยู่ที่สถานีรถไฟฟ้า เมเจอร์รัชโยธิน

 

โดย “ไผ่” ได้กล่าวว่า  กิจกรรมในวันนี้จัดเพื่อส่งพลังให้กับน.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม รวมไปถึงญาติและทนายความว่าพวกเรายังอยู่ข้างตะวันและแบม และอยากให้ศาลทราบว่าไม่ได้มีแค่ญาติตะวันและแบม แต่ยังมีพวกเราที่จับตาเรื่องนี้ด้วย และหวังว่าวันนี้จะมีการเจรจาพูดคุยรับฟังหรือปล่อยนักกิจกรรมทางการเมือง และหลังจากยื่นประกันตัวนักกิจกรรมแล้ว ทางกลุ่มทะลุฟ้าจะอ่านแถลงการณ์และข้อเรียกร้อง จากนั้นจะกลับมารอฟังผลที่หน้าหอศิลป์ในช่วงเย็น และหลังจากทราบผลจะประกาศแนวทางอีกครั้ง”

 

และเมื่อขบวนฯ ได้มาถึงหน้าเมเจอร์รัชโยธินเรียบร้อยแล้ว ขบวนได้เคลื่อนในเวลา 10.10 น. โดยได้ตั้งแถวตอนเรียง 2 โดย “ไผ่” เดินนำหน้า ตามด้วยธง #ทะลุฟ้า และมวลชนที่ถือดอกทานตะวันและรูปภาพของ #ตะวันแบม โดยระหว่างทางได้มีการตะโกนว่า คืนสิทธิประกันตัว, ปล่อยเพื่อนเรา เป็นต้น

 

เวลา 10.52 น. กลุ่มผู้ทำกิจกรรมได้เดินมาถึงหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก โดยทีมทนาย นำโดย นายกิตติศักดิ์ กองทอง ความกล่าวผ่านโทรโข่งว่า วันนี้จะมายื่นประกันตัวนักกิจกรรมทางการเมืองทั้ง 12 คน คือ คทาธร, คงเพชร, พรพจน์, สมบัติ, วัชรพล, จตุพล, พลพล, ณัฐพล, ทัตพงษ์, อุกฤษฏ์, สิทธิโชค และ เอก อีก 9 คนเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และอีก 3 คนเป็นคดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ก่อนหน้านี้มีการยื่นประกันตัวแล้วหลายครั้งแต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว แต่วันนี้เราก็จะยื่นประกันตัวอีกครั้งหนึ่ง และเชื่อว่าข้อเท็จจริงที่จะนำเสนอวันนี้สู่ศาลจะทำให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยและผู้ต้องหาทุกคน ทั้งนี้ ศาลจะมีคำสั่งภายในวันนี้

 

ส่วนอีก 4 คน คือ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน, น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม, น.ส.ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือ ใบปอ และนายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือ เก็ท ที่ยังไม่ยื่นประกันตัวเนื่องจากตัวเขาเองแจ้งกับทนายความว่าไม่ประสงค์ให้ใครยื่นประกันตัว เพราะต้องการที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิการประกันตัวให้กับนักกิจกรรมทางการเมืองทุกคนไปก่อน และขอเน้นย้ำว่าสิทธิ์ นี้เป็นสิทธิ์ตามกฎหมายที่ทุกคนควรจะได้รับเพื่อให้สังคมและผู้พิพากษาได้ตระหนักถึงเรื่องนี้

 

จากนั้นเวลา 11.25 น. ทนายความได้เข้าไปยังศาลอาญาเพื่อยื่นขอประกันตัวตามขั้นตอนต่อไป

 

สำหรับแถลงการณ์ของ #ทะลุฟ้า มีความว่า

 

ในวันที่ 29 มกราคม 2566 นับเป็นเวลากว่า 10 วันแล้วที่ ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ แบม-อรวรรณ ภู่พงษ์ ผู้ต้องหาในคดีความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา เคลื่อนไหวโดยการอดอาหารและน้ำจนร่างกายเข้าขั้นวิกฤติและต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล อีกทั้งยังมี สิทธิโชค เศรษฐเศวต ผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 112 ที่กำลังเริ่มต้นการอดอาหารและอดน้ำด้วยเช่นกัน

 

โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องที่ทำให้ทั้งสามคนตัดสินใจอดข้าวอดน้ำ คือ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และการคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีการเมืองหรือคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้เสรีภาพในการแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เนื่องจากมีผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำโดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวทั้งก่อนและระหว่างพิจารณาในชั้นศาล ไม่น้อยกว่า 16 คน

 

พวกเราประชาชนผู้ทำกิจกรรม “ยื่น หยุด ขัง” เห็นว่า สิทธิในการประกันตัวหรือสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับรองไว้ โดยบัญญัติไว้ว่า “ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” และ “การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี”

 

อีกทั้ง ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยังกำหนดว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยจึงเป็นเพียงข้อยกเว้นและต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้น ในการพิจารณาสั่งไม่ปล่อยชั่วคราวของศาลจึงต้องคำนึงถึงหลักกฎหมาย และปรากฏข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้งว่ามีเหตุที่ศาลจะสามารถสั่งไม่ปล่อยชั่วคราวได้

 

ด้วยเหตุนี้ พวกเราประชาชนที่ทำกิจกรรม “ยื่น หยุด ขัง” จึงขอเรียกร้องไปยังผู้พิพากษาเจ้าของคดี อธิบดีศาลอาญา และผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

1. ขอให้ศาลพิจารณาปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีการเมืองทุกคดีตามหลักกฎหมาย เพื่อธำรงไว้ซึ่งนิติรัฐและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญและกติกาสากลให้การรับรอง โดยเฉพาะหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีอาญา

 

2. ขอให้ศาลพิจารณายกเลิกกำหนดเงื่อนไขการประกันตัว เช่น การใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดตามตัวการห้ามออกนอกเคหสถาน ในลักษณะที่เงื่อนไขกลายเป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมและการใช้ชีวิต จนขัดต่อหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน

 

พวกเราประชาชนผู้ทำกิจกรรม “ยื่น หยุด ขัง” ขอเรียนต่อศาลว่า การทำกิจกรรมในครั้งนี้มิได้เป็นการกดดัน การปฏิบัติหน้าที่ของศาลหรือกระทำการอันเป็นแทรกแซงการพิจารณาคดีที่ต้องเป็นอิสระและเป็นธรรมของศาล แต่เป็นการหาทางออกให้กับประเทศท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ขัดแย้งและตึงเครียด ด้วยมีความเชื่อมั่นว่าสถาบันตุลาการจะเป็นเสาหลัก นำพาความยุติธรรม ทำให้ความขัดแย้งเบาบางลง

 

เราเชื่อว่า หากสถาบันตุลาการธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักกฎหมาย หลักนิติรัฐ หลักสิทธิมนุษยชน สถาบันตุลาการย่อมสร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่มีสันติสุข

 

ด้วยความเชื่อมั่นในนิติรัฐและประชาธิปไตย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ตะวันแบม #ทะลุฟ้า











เสื้อแดงเชียงใหม่ (ฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ) ตั้งคำถามถึง จตุพร พรหมพันธ์ กรณีวิพากษ์วิจารณ์ พท.-ทักษิณ