สมบัติ
บุญงามอนงค์ :
เมื่อใดที่สามัญชนถูกยกย่องขึ้นมา และเอาเข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้
สิ่งนี้จะยืนยันว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ปราศรัยในงาน
“2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี
ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ณ
สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์
ถนนวิภาวดีรังสิต
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
เมื่อ
31 ตุลาคม 2569
ผมมองอย่างนี้นะ
ผมทันในเหตุการณ์ปี 49 ตอนที่ผมรับทราบว่ามีเหตุการณ์ ตอนแรก ๆ
มันไม่ค่อยชัดนะภาพว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือเปล่า? แต่ทันทีภาพมันปรากฎขึ้นมา
ดูที่ภาพรถคันนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ (ภาพ Backdrop รถแท็กซี่ชนรถถัง)
คือที่ภาพจะปรากฏสัญลักษณ์อยู่ 2 จุด
จุดที่หนึ่งคือภาพที่ใหญ่ที่สุดคือรถแท็กซี่กับรถถังชนกันข้างหน้าเลย
เหตุการณ์อย่างนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นนะ
ผมคิดว่าไม่เคยมีอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ในโลกนี้มีหรือเปล่าผมไม่ทราบนะ
แต่ว่าผมไม่เคยเห็นภาพรถแท็กซี่กับรถถังมาเจอกันได้ คือที่ที่รถแท็กซี่วิ่งอยู่มันไม่ใช่ที่ที่มีรถถังวิ่ง
แล้ววันที่รถถังมันวิ่ง มันแปลว่าทุกอย่างที่อยู่บนถนนต้องแหวกหายไปให้หมด
ทุกคนใครก็แล้วแต่ มีสถานะ มีตำแหน่ง มีหน้าที่ มีกฎหมาย คุณต้องแหวกไปให้หมด
เสียงปืนมันดัง อำนาจมันเหนือทุกอย่าง
แต่ปรากฏว่ามีแท็กซี่อยู่คันหนึ่ง
แท็กซี่ในเมืองไทยมันเป็นสัญลักษณ์ของคนข้างล่าง รากหญ้า คนหาเช้ากินค่ำ
สมัยก่อนผมเด็ก ๆ มีหนังเรื่องหนึ่ง “ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น” จริง ๆ
หนังเรื่องนั้นเป็นหนังที่พูดถึงคนขับแท็กซี่ที่ต่อสู้ชีวิตเรื่องจริง
เป็นหนังที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 14ตุลา
และเกิดพัฒนาการทำให้หนังในยุคนั้นเป็นหนังเพื่อชีวิตขึ้นมา
แต่ว่าอยากให้ดูภาพที่สองนะครับ
ที่บริเวณข้าง ๆ รถแท็กซี่นั้น มีข้อความเป็นสัญลักษณ์ถึงการประท้วง
การไม่ยินยอมในการรัฐประหาร
ผมชี้เรื่องนี้เพื่อจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าการออกแบบวิธีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ผมคิดว่าลุงนวมทองเป็นหนึ่งในคนที่ใช้สัญลักษณ์ในการต่อสู้ในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากนั้นแกก็ยังเคยไปให้สัมภาษณ์คุณจอม
เพชรประดับ เมื่อก่อนเป็นนักข่าว iTV
คุณจอมนี่ก็ต้องถือว่าต้องให้เครดิตแกในเรื่องนี้ เพราะว่าแกบันทึก
แกตามไปเก็บเรื่องที่คนในเวลานั้น ผู้มีอำนาจในเวลานั้นต้องการที่จะปิดข่าว แต่ว่า
จอม เพชรประดับ ไปสัมภาษณ์คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่อนุสรณ์สถาน 14ตุลา
จนทำให้เราได้ยินเสียงและวิธีคิดของแก และมันถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของดิจิทัล
คือดิจิทัลสำคัญมากในโลกสมัยนี้นะครับ
เพราะว่าแม้ว่าผ่านมา 20 ปีแล้ว
สิ่งที่ถูกบันทึกไว้เป็นรูปธรรมที่สุดนอกจากการจัดกิจกรรมทุกปีแล้ว
ก็คือเสาที่เราเห็นอยู่ที่เราไปวางพวงหรีด แต่ว่าเรื่องราวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์
ยังไม่ได้บันทึกไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เอาจริง ๆ แล้วผมมั่นใจนะ ถึงแม้ว่า
อ.ธิดา หรือผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านมีความกังวลว่าเรื่องนี้จะถูกลืมนะ
แต่ผมเชื่อสุดใจนะ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อการเมืองเปลี่ยนผ่าน
เรื่องราวของสามัญชนคนนี้จะถูกสร้าง ถูกยก ถูกขุดคุ้ยเรียนรู้
ผมฝากให้พวกเราหรือแม้แต่ทางครอบครัวนะ
ผมไม่รู้ว่าเราเขียนหรือบันทึกอะไรไว้มากมายขนาดไหน
แต่ผมคิดว่าเราควรจะบันทึกเรื่องนี้ไว้นะครับ
เหมือนที่หัวหน้าเท้งพูดเมื่อสักครู่นี้เรื่องมูลนิธิ
18 พฤษภา มาคุยกับแก ผมเพิ่งกลับจากควังจูมาเมื่อเดือนที่แล้ว แล้วก็ไปที่มูลนิธิ
18 พฤษภา เชื่อมั้ยว่าเหตุการณ์ผ่านมา 40 กว่าปี
ยังมีทีมที่ทำหน้าที่ในการสอบสวนข้อเท็จจริง ผ่านมาเกือบ 50 ปี มีอนุสรณ์สถาน มีการรื้อประวัติศาสตร์
มีการดำเนินการลงโทษผู้มีอำนาจในเวลานั้น
แต่เขายังมีทีมอยู่ในมูลนิธิเพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เมื่อเกือบ 50
ปีก่อน
แต่ว่าเหตุการณ์ของคุณลุงนวมทอง
ไพรวัลย์ ยังไม่มีคณะไหนสืบสวนนะ
อาจจะมีประวัติศาสตร์บอกเล่าเขียนบันทึกไว้เท่าที่จะจำได้ส่วนหนึ่ง
แต่ว่านี่เป็นงานที่ผมไม่แน่ใจว่ามีใครทำวิทยานิพนธ์ มันควรจะมีงานวิจัย
ผมบอกไว้เลยนะ จนถึงวันที่มีการตัดสินใจครั้งที่ 2 ของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์
ถ้าเราดูดี ๆ นะ หนึ่งก็ตรงเดือนใช่มั้ย ตรงเดือนกับเดือนตุลาคม
ซึ่งตรงกับสิ่งที่แกให้สัมภาษณ์ว่าแกไปเดินอยู่แถวอนุสรณ์สถาน 14ตุลา
แล้วก็เดินอยู่แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นี่เป็นแรงบันดาลใจ
คือผมมั่นใจว่าไม่มีใครไปจัดตั้ง
เป็นสามัญชนล้วน ๆ ที่สำนึกได้โดยตัวเองอย่างบริสุทธิ์ เรียนรู้แบบชาวบ้าน
ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อเลย แต่ว่าแกเรียนรู้ได้ แกเข้าใจได้ ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากที่แกขับรถแท็กซี่
และแกได้พบปะผู้คนจำนวนมาก คนขับแท็กซี่รู้เรื่องการเมืองเยอะมาก
เป็นนักสื่อสารการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตัดสินใจของแกวันนั้น
ทำไมจะต้องเป็นสะพานลอยหน้าไทยรัฐครับ เพราะไทยรับเมื่อ 20 ปีก่อนเรานึกถึงตอนนั้น
ไทยรัฐ คือที่สำหรับมาร้องเรียน เป็นสื่อที่ใหญ่ที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด
การที่มาตัดสินใจปฏิบัติการหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
เพื่อต้องการสื่อสารเข้าไปในสื่อใหญ่อย่างไทยรัฐและทำให้เรื่องนี้เป็นที่รับรู้โดยกว้าง
สิ่งนี้เป็นวิธีคิดที่ถูกออกแบบถูกคิดอย่างไตร่ตรองแล้ว อย่างมีเหตุมีผล
และมีประสิทธิภาพ
สอง
เสื้อที่แกใส่แล้วก็มีบทกลอน “อันประชามีจัดตั้ง”
เป็นสิ่งที่ถูกคิดไว้แล้วว่าจะต้องใส่ข้อความนี้มา แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ปฏิบัติการ
คือพยายามรั้งให้ท้ายที่สุดของวันนั้นเพื่อคนขับรถสัญจรไปมาจะได้ไม่ตกอกตกใจ
แถมแกยังใส่ถุงครอบศีรษะไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ภาพที่ปรากฏออกมาไปสร้างความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ให้กับคนทั่วไป
แต่ว่าแกต้องการจะสื่อสารเรื่องเดียวคือการต่อสู้กับเผด็จการรัฐประหาร
ผมคิดว่าเคสของลุงนวมทอง
ไพรวัลย์ เป็นเคสที่สมบูรณ์แบบในเรื่องของจิตใจในการต่อสู้
เป็นเรื่องของคนธรรมดาที่ทุกคนเป็นได้ พวกเราก็เป็นคนธรรมดานั่นแหละ
ต่อให้มีตำแหน่งอะไรทั้งหลาย ทุกคนเป็นคนธรรมดาทั้งนั้น
แต่ว่าเขายังไม่เคยยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็น someone หรือเป็นบุคคลสำคัญเลย
เขาปฏิบัติการในขณะที่เขาเป็นคนธรรมดาและใช้ต้นทุนทั้งหมดในการต่อสู้อุทิศตน
ผมฝากเรื่องนี้ไว้ว่า
ผมหวังว่า ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปี คนแบบนี้ (ลุงนวมทอง ไพรวัลย์) จะต้องถูกจารึก
ถูกบอกเล่า อยู่ในสถานที่ที่ควรได้รับการเคารพและนับถือ
วันหนึ่งสิ่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์เหมือนในเกาหลีใต้
เมื่อใดก็แล้วแต่ที่สามัญชนสามารถถูกยกย่องขึ้นมาได้
และสามารถเอาสิ่งเหล่านี้เข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้เมื่อไหร่ สิ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ยืนยันแล้วว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ขอบคุณมากครับ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์



