วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

สมบัติ บุญงามอนงค์ : เมื่อใดที่สามัญชนถูกยกย่องขึ้นมา และเอาเข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้ สิ่งนี้จะยืนยันว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 


สมบัติ บุญงามอนงค์ : เมื่อใดที่สามัญชนถูกยกย่องขึ้นมา และเอาเข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้ สิ่งนี้จะยืนยันว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ผมมองอย่างนี้นะ ผมทันในเหตุการณ์ปี 49 ตอนที่ผมรับทราบว่ามีเหตุการณ์ ตอนแรก ๆ มันไม่ค่อยชัดนะภาพว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือเปล่า? แต่ทันทีภาพมันปรากฎขึ้นมา ดูที่ภาพรถคันนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ (ภาพ Backdrop รถแท็กซี่ชนรถถัง) คือที่ภาพจะปรากฏสัญลักษณ์อยู่ 2 จุด


จุดที่หนึ่งคือภาพที่ใหญ่ที่สุดคือรถแท็กซี่กับรถถังชนกันข้างหน้าเลย เหตุการณ์อย่างนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นนะ ผมคิดว่าไม่เคยมีอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ในโลกนี้มีหรือเปล่าผมไม่ทราบนะ แต่ว่าผมไม่เคยเห็นภาพรถแท็กซี่กับรถถังมาเจอกันได้ คือที่ที่รถแท็กซี่วิ่งอยู่มันไม่ใช่ที่ที่มีรถถังวิ่ง แล้ววันที่รถถังมันวิ่ง มันแปลว่าทุกอย่างที่อยู่บนถนนต้องแหวกหายไปให้หมด ทุกคนใครก็แล้วแต่ มีสถานะ มีตำแหน่ง มีหน้าที่ มีกฎหมาย คุณต้องแหวกไปให้หมด เสียงปืนมันดัง อำนาจมันเหนือทุกอย่าง


แต่ปรากฏว่ามีแท็กซี่อยู่คันหนึ่ง แท็กซี่ในเมืองไทยมันเป็นสัญลักษณ์ของคนข้างล่าง รากหญ้า คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนผมเด็ก ๆ มีหนังเรื่องหนึ่ง “ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น” จริง ๆ หนังเรื่องนั้นเป็นหนังที่พูดถึงคนขับแท็กซี่ที่ต่อสู้ชีวิตเรื่องจริง เป็นหนังที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 14ตุลา และเกิดพัฒนาการทำให้หนังในยุคนั้นเป็นหนังเพื่อชีวิตขึ้นมา


แต่ว่าอยากให้ดูภาพที่สองนะครับ ที่บริเวณข้าง ๆ รถแท็กซี่นั้น มีข้อความเป็นสัญลักษณ์ถึงการประท้วง การไม่ยินยอมในการรัฐประหาร ผมชี้เรื่องนี้เพื่อจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าการออกแบบวิธีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมคิดว่าลุงนวมทองเป็นหนึ่งในคนที่ใช้สัญลักษณ์ในการต่อสู้ในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ


หลังจากนั้นแกก็ยังเคยไปให้สัมภาษณ์คุณจอม เพชรประดับ เมื่อก่อนเป็นนักข่าว iTV คุณจอมนี่ก็ต้องถือว่าต้องให้เครดิตแกในเรื่องนี้ เพราะว่าแกบันทึก แกตามไปเก็บเรื่องที่คนในเวลานั้น ผู้มีอำนาจในเวลานั้นต้องการที่จะปิดข่าว แต่ว่า จอม เพชรประดับ ไปสัมภาษณ์คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่อนุสรณ์สถาน 14ตุลา จนทำให้เราได้ยินเสียงและวิธีคิดของแก และมันถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของดิจิทัล


คือดิจิทัลสำคัญมากในโลกสมัยนี้นะครับ เพราะว่าแม้ว่าผ่านมา 20 ปีแล้ว สิ่งที่ถูกบันทึกไว้เป็นรูปธรรมที่สุดนอกจากการจัดกิจกรรมทุกปีแล้ว ก็คือเสาที่เราเห็นอยู่ที่เราไปวางพวงหรีด แต่ว่าเรื่องราวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยังไม่ได้บันทึกไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เอาจริง ๆ แล้วผมมั่นใจนะ ถึงแม้ว่า อ.ธิดา หรือผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านมีความกังวลว่าเรื่องนี้จะถูกลืมนะ แต่ผมเชื่อสุดใจนะ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อการเมืองเปลี่ยนผ่าน เรื่องราวของสามัญชนคนนี้จะถูกสร้าง ถูกยก ถูกขุดคุ้ยเรียนรู้ ผมฝากให้พวกเราหรือแม้แต่ทางครอบครัวนะ ผมไม่รู้ว่าเราเขียนหรือบันทึกอะไรไว้มากมายขนาดไหน แต่ผมคิดว่าเราควรจะบันทึกเรื่องนี้ไว้นะครับ


เหมือนที่หัวหน้าเท้งพูดเมื่อสักครู่นี้เรื่องมูลนิธิ 18 พฤษภา มาคุยกับแก ผมเพิ่งกลับจากควังจูมาเมื่อเดือนที่แล้ว แล้วก็ไปที่มูลนิธิ 18 พฤษภา เชื่อมั้ยว่าเหตุการณ์ผ่านมา 40 กว่าปี ยังมีทีมที่ทำหน้าที่ในการสอบสวนข้อเท็จจริง ผ่านมาเกือบ 50 ปี มีอนุสรณ์สถาน มีการรื้อประวัติศาสตร์ มีการดำเนินการลงโทษผู้มีอำนาจในเวลานั้น แต่เขายังมีทีมอยู่ในมูลนิธิเพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน


แต่ว่าเหตุการณ์ของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยังไม่มีคณะไหนสืบสวนนะ อาจจะมีประวัติศาสตร์บอกเล่าเขียนบันทึกไว้เท่าที่จะจำได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่านี่เป็นงานที่ผมไม่แน่ใจว่ามีใครทำวิทยานิพนธ์ มันควรจะมีงานวิจัย ผมบอกไว้เลยนะ จนถึงวันที่มีการตัดสินใจครั้งที่ 2 ของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ถ้าเราดูดี ๆ นะ หนึ่งก็ตรงเดือนใช่มั้ย ตรงเดือนกับเดือนตุลาคม ซึ่งตรงกับสิ่งที่แกให้สัมภาษณ์ว่าแกไปเดินอยู่แถวอนุสรณ์สถาน 14ตุลา แล้วก็เดินอยู่แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นี่เป็นแรงบันดาลใจ


คือผมมั่นใจว่าไม่มีใครไปจัดตั้ง เป็นสามัญชนล้วน ๆ ที่สำนึกได้โดยตัวเองอย่างบริสุทธิ์ เรียนรู้แบบชาวบ้าน ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อเลย แต่ว่าแกเรียนรู้ได้ แกเข้าใจได้ ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากที่แกขับรถแท็กซี่ และแกได้พบปะผู้คนจำนวนมาก คนขับแท็กซี่รู้เรื่องการเมืองเยอะมาก เป็นนักสื่อสารการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตัดสินใจของแกวันนั้น ทำไมจะต้องเป็นสะพานลอยหน้าไทยรัฐครับ เพราะไทยรับเมื่อ 20 ปีก่อนเรานึกถึงตอนนั้น ไทยรัฐ คือที่สำหรับมาร้องเรียน เป็นสื่อที่ใหญ่ที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด การที่มาตัดสินใจปฏิบัติการหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อต้องการสื่อสารเข้าไปในสื่อใหญ่อย่างไทยรัฐและทำให้เรื่องนี้เป็นที่รับรู้โดยกว้าง สิ่งนี้เป็นวิธีคิดที่ถูกออกแบบถูกคิดอย่างไตร่ตรองแล้ว อย่างมีเหตุมีผล และมีประสิทธิภาพ


สอง เสื้อที่แกใส่แล้วก็มีบทกลอน “อันประชามีจัดตั้ง” เป็นสิ่งที่ถูกคิดไว้แล้วว่าจะต้องใส่ข้อความนี้มา แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ปฏิบัติการ คือพยายามรั้งให้ท้ายที่สุดของวันนั้นเพื่อคนขับรถสัญจรไปมาจะได้ไม่ตกอกตกใจ แถมแกยังใส่ถุงครอบศีรษะไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ภาพที่ปรากฏออกมาไปสร้างความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ให้กับคนทั่วไป แต่ว่าแกต้องการจะสื่อสารเรื่องเดียวคือการต่อสู้กับเผด็จการรัฐประหาร


ผมคิดว่าเคสของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นเคสที่สมบูรณ์แบบในเรื่องของจิตใจในการต่อสู้ เป็นเรื่องของคนธรรมดาที่ทุกคนเป็นได้ พวกเราก็เป็นคนธรรมดานั่นแหละ ต่อให้มีตำแหน่งอะไรทั้งหลาย ทุกคนเป็นคนธรรมดาทั้งนั้น แต่ว่าเขายังไม่เคยยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็น someone หรือเป็นบุคคลสำคัญเลย เขาปฏิบัติการในขณะที่เขาเป็นคนธรรมดาและใช้ต้นทุนทั้งหมดในการต่อสู้อุทิศตน


ผมฝากเรื่องนี้ไว้ว่า ผมหวังว่า ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปี คนแบบนี้ (ลุงนวมทอง ไพรวัลย์) จะต้องถูกจารึก ถูกบอกเล่า อยู่ในสถานที่ที่ควรได้รับการเคารพและนับถือ วันหนึ่งสิ่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์เหมือนในเกาหลีใต้ เมื่อใดก็แล้วแต่ที่สามัญชนสามารถถูกยกย่องขึ้นมาได้ และสามารถเอาสิ่งเหล่านี้เข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้เมื่อไหร่ สิ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ยืนยันแล้วว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์