วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ศ. เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร


ศ. เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


สวัสดีครับ ผมขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่าน ณ ที่นี้และที่บ้าน ที่ได้ร่วมงานรำลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 20 ปี ของการสละชีพของท่านเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย และเพื่อลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. ที่กล่าวว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”


หลังจากที่ท่านพยายามสละชีวิตครั้งแรกด้วยการขับรถแท็กซี่ชนรถถังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 จนต้องเข้ารักษาอาการบาดเจ็บสาหัสที่โรงพยาบาลวชิระ และแพทย์ให้ไปพักฟื้นที่บ้าน รักษาตัวอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ท่านได้อ่านพบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. จนท่านคิดว่าเกิดเป็นคนไทย ฆ่าได้ หยามไม่ได้ ท่านจึงตัดสินใจที่จะสละชีพเพื่ออุดมการณืประชาธิปไตยและลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. ดังที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว


ในจดหมายที่ท่านเขียนลาตายไว้ นอกจากท่านได้กล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ แล้ว คำสุดท้ายของท่านยังกล่าวว่า การตายของท่านเป็นการประท้วงต่อเผด็จการ เราก็คงทราบอยู่แล้วว่า การตายของท่าน วีรกรรมของท่านที่โดดเด่น เป็นการต่อสู้โดยการสู้กับศัตรูด้วยสันติวิธีขั้นสูงสุด ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ใช้สันติวิธีขั้นสูงสุด คือการสละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย


แต่เป็นที่น่าอนาถที่ระบอบการปกครองของประเทศไทย หรือที่เราเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย ได้พยายามกลบเกลื่อนจนข่าววีรกรรมของท่านและเจตนารมณ์ของท่านดังที่ท่านได้เขียนบอกไว้ในจดหมายลาตาย ไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร เพื่อให้ประชาชนไทยได้ตื่นตัวขึ้นจากระบอบการปกครองที่ถูกมอมเมา ที่ถูกทำให้ล้างสมองคนไทยของเรา ให้ศรัทธาในสิ่งที่ได้กดขี่บีบคั้นขูดรีดเรามาโดยตลอด ผิดกับกรณีสละชีพเพื่ออุดมการณ์ เช่นเดียวกันของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ท่านสละชีพเพื่ออุดมการณ์พิทักษ์ป่าและสัตว์ป่า ซึ่งประสบผลสำเร็จพอสมควร เพราะมันไม่กระทบระบอบอำมาตยาธิปไตยและจอมเผด็จการ


ดังที่เรารู้อยู่แล้วว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่พิลึกที่ลั่นที่สุดในโลกที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน และก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งสุดท้าย มีการโยกย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี นายอำเภอและผู้มีอิทธิพลในการเลือกตั้งอื่น ๆ จำนวนมาก รวมทั้งการใช้เงินมหาศาล ทำให้เราได้วุฒิสภาสีน้ำเงิน ทำให้เราได้สภาผู้แทนราษฎรสีน้ำเงิน และเกิดรัฐบาลสีน้ำเงิน และองค์กรอิสระสีน้ำเงิน จึงอาจเรียกได้ว่าระบอบการปกครองในประเทศไทยในขณะนี้เป็นระบอบสีน้ำเงิน


และเราทั้งหลายคงทราบกันอยู่แล้วว่า สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของอะไร หมุดคณะราษฎรที่หายไปจากถนนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ปราบกบฎบวรเดชที่วงเวียนหลักสี่ หายไปโดยปราศจากร่องรอย ไม่มีใครสืบสวนสอบสวนหาความจริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ใครสั่ง? ใครทำ? ใครนำไปทำลาย? เป็นต้น ระบอบเช่นนี้เป็นระบอบที่ทำให้ประเทศไทยของเราไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร


คุณลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้พยายามสละชีพของท่านเพื่อจุดประกายให้คนไทยตื่นตัวขึ้นเพื่อที่จะทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของเรา เป็นรูปแบบการปกครองที่คณะราษฎร พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติไว้ในมาตราแรกของธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ว่า “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้เป็นเช่นนั้น ขอบพระคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์