วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ : การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การลงโทษคนที่ทำรัฐประหารคือการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีก

 


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ : การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การลงโทษคนที่ทำรัฐประหารคือการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีก


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ขอบคุณหมอสันต์นะครับกับสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ สวัสดีอาจารย์ธิดา สวัสดีหมอเหวง สวัสดีคุณแม่บุญชู เพื่อน ๆ สส. แล้วก็เรียกว่าสหายผู้ร่วมต่อสุ้ทุก ๆ ท่าน


ก่อนอื่นผมอาจจะขอออกตัวก่อนนะครับว่า ตั้งแต่มาเป็นนักการเมืองผ่านมาก็น่าจะ 6 ปี ปีนี้ปี 69 น่าจะ 7 ปีนะครับ กว่าที่จะได้มาร่วมงานของลุงนวมทองในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ผมคิดว่าช่วงคลิปไม่กี่วินาทีเมื่อสักครู่ที่เป็นเสียงลุงนามทอง ได้บอกว่า แค่ชีวิตเขาคนเดียวมันจะสำคัญอะไรมากกว่าความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ผมฟังแค่ไม่กี่คำเมื่อสักครู่ ต้องบอกว่ารู้สึกสะเทือนใจข้างใน ที่สะเทือนใจเพราะว่าผมเชื่อว่างานแบบนี้ ผมไปร่วมงาน 14ตุลา, 6 ตุลา รวมถึงงานในวันนี้ด้วย สิ่งหนึ่งที่ยึดโยงพวกเราเข้ามาอยุ่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม รุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นใหญ่ รวมถึงตัวผม หรือแม้แต่น้อง ๆ ที่นั่งอยู่ข้างหลังที่อาจจะเด็กกว่าผม ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเรามาอยู่รวมกันคือเราเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง คำว่าประชาธิปไตย สิ่งที่ดีกว่านั่นก็คืออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลาน


ผมว่าความต้องการของพวกเรามันเรียบง่ายมาก เพียงแต่ว่าวิธีการต่อสู้ในอดีตจนถึงปัจจุบันมันอาจจะต่างไป แค่อยากให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนมันทำยากในประเทศนี้ แล้วก็ต้องบอกว่าในอดีต การต่อสู้มันอาจจะมีกระบอกปืน มีรถถัง ออกมา แต่ในยุคนี้สมัยนี้จริง ๆ เขาอาจจะจำแลงกายเป็นอย่างอื่นอยู่ภายใต้ของคราบรัฐธรรมนูญปี 60


ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการลงประชามติที่ผ่านมาก็คือ ประชาชน 21 กว่าล้านเสียงได้ตัดสินไปแล้วว่าอยากจะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 60 ทิ้ง อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นประชามติจากประชาชนร่วมกันที่พวกเราต้องร่วมกันต่อสู้ ร่วมกันผลักดันต่อ ก็อยากจะให้ทุกคนที่มาร่วมงานวันนี้ก็เก็บความทรงจำไว้ ระลึกถึงการต่อสู้ในอดีต ผมคิดว่าความทรงจำและความรู้สึกร่วมกันจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเกี่ยวแขนกันเดินต่อไป


ผมมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะมาแชร์ให้ทุกท่านฟัง อาจจะไม่ได้เป็นเหตุการณ์ในประเทศ แต่จริง ๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นประเทศที่แต่ก่อนประเทศไทยเคยไปช่วยเหลือเขาในสมัยช่วงสงครามเกาหลี แล้ววันนี้เขาอาจจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเรา แล้วตอนนี้ก็เจริญไปมากกว่าเราแล้วด้วยซ้ำ ผมมีโอกาสได้พบกับตัวแทนจากประเทศเกาหลีใต้ มาจากมูลนิธิ 18 พฤษภา ก็คือเป็นเหตุการณ์ควังจู ในปี 1980 (พ.ศ.2523) หลังจากเหตุการณ์วันนั้นมาสู่ในปี 1987 (พ.ศ.2530) ที่ทำให้เกาหลีใต้มีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ประชาชนสามารถเลือกตั้งประธานาธิบดีได้โดยตรง


ก็บังเอิญมากครับที่มายึดโยงกับตัวผมโดยตรง ผมก็เกิด 18 พฤษภาคม 1987 พอดี วันและเดือนเกิดตรงกับเหตุการณ์ควังจู ส่วนปีเกิดตรงกับปีที่เขามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งหนึ่งวันนั้นที่ตัวแทนจากเกาหลีใต้ถามผมกลับมาซึ่งทำให้ผมสะอึกและตอบไม่ถูกเหมือนกัน เขาบอกว่าจริง ๆ เขาก็ศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยมาก่อน เขาบอกว่า 14ตุลา เขาเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้น ประชาชนออกมาเรือนแสนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เกิดเหตุการณ์นั้นแล้วทำไมมันไม่เหมือนกรณีเกาหลีใต้ที่การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนขนานใหญ่มันจึงสามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านได้จริง


ผมก็เลยแชร์ให้เขาฟังครับ ผมให้เขาฟังแบบนี้ว่า ถ้าผมไม่มาเป็น สส. ถ้าผมไม่เป็นนักการเมือง เอาจริง ๆ ผมแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์เชิงลึกพวกนี้เลยนะครับ เพราะว่าประเทศไทยมีความพยายามในการลบเลือนประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอนพวกนี้ หมุดคณะราษฎรถูกถอนออกไป แต่ตัดภาพไปที่ประเทศเขา บ้านเขา เขามีอนุสาวรีย์เยอะแยะเต็มไปหมด เรื่องเล่า ซีรีย์ ทุกวันนี้เปิดบน Netflix ดู ถ้าดูซีรีย์เกาหลีมีการฝังเหตุการณ์ควังจูอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง


อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เขาบอกว่าการเก็บความทรงจำมันคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมาซ้ำรอยอีก และนอกเหนือจากการเก็บความทรงจำให้อยู่กับรุ่นลูกรุ่นหลานครับ อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญก็คือการทำให้คนที่ออกมาปฏิวัติรัฐประหารได้รับการลงโทษสักหนึ่งครั้งในประวัติศาสตร์ในประเทศ มันจะเป็นสิ่งสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ซึ่งเราก็เห็นว่าทุกวันนี้นักการเมืองของเกาหลีใต้เอง ทั้งคนที่โกง ทั้งคนที่ออกมาปฏิวัติ ได้รับการลงโทษ


แต่ในประเทศเรา เราจะเห็นนักการเมืองโกงกินลอยตัว เราจะเห็นคนที่ออกมาปฏิวัติไม่เคยจะต้องรับผลอะไรเลย ผมคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ถามผมว่าถ้าจะขอมา 1 อย่าง เป็นนักการเมืองมาตลอดหลายปี จะขออะไร? สำหรับผม ผมขออย่างเดียว ถ้าวันหนึ่งเราเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยได้ สามารถตรวจสอบคดีย้อนหลัง ข้อเท็จจริงย้อนหลัง และสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ ผมขอแค่อย่างนี้อย่างเดียว ที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงครับ ขอบคุณมากครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์