ณัฐพงษ์
เรืองปัญญาวุฒิ :
การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การลงโทษคนที่ทำรัฐประหารคือการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีก
ปราศรัยในงาน
“2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี
ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ณ
สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์
ถนนวิภาวดีรังสิต
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
เมื่อ
31 ตุลาคม 2569
ขอบคุณหมอสันต์นะครับกับสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ
สวัสดีอาจารย์ธิดา สวัสดีหมอเหวง สวัสดีคุณแม่บุญชู เพื่อน ๆ สส.
แล้วก็เรียกว่าสหายผู้ร่วมต่อสุ้ทุก ๆ ท่าน
ก่อนอื่นผมอาจจะขอออกตัวก่อนนะครับว่า
ตั้งแต่มาเป็นนักการเมืองผ่านมาก็น่าจะ 6 ปี ปีนี้ปี 69 น่าจะ 7 ปีนะครับ
กว่าที่จะได้มาร่วมงานของลุงนวมทองในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง
ผมคิดว่าช่วงคลิปไม่กี่วินาทีเมื่อสักครู่ที่เป็นเสียงลุงนามทอง ได้บอกว่า
แค่ชีวิตเขาคนเดียวมันจะสำคัญอะไรมากกว่าความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ
ผมฟังแค่ไม่กี่คำเมื่อสักครู่ ต้องบอกว่ารู้สึกสะเทือนใจข้างใน
ที่สะเทือนใจเพราะว่าผมเชื่อว่างานแบบนี้ ผมไปร่วมงาน 14ตุลา, 6 ตุลา
รวมถึงงานในวันนี้ด้วย
สิ่งหนึ่งที่ยึดโยงพวกเราเข้ามาอยุ่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม รุ่นพ่อ
รุ่นแม่ รุ่นใหญ่ รวมถึงตัวผม หรือแม้แต่น้อง ๆ
ที่นั่งอยู่ข้างหลังที่อาจจะเด็กกว่าผม
ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเรามาอยู่รวมกันคือเราเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า
สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง คำว่าประชาธิปไตย
สิ่งที่ดีกว่านั่นก็คืออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลาน
ผมว่าความต้องการของพวกเรามันเรียบง่ายมาก
เพียงแต่ว่าวิธีการต่อสู้ในอดีตจนถึงปัจจุบันมันอาจจะต่างไป
แค่อยากให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนมันทำยากในประเทศนี้ แล้วก็ต้องบอกว่าในอดีต
การต่อสู้มันอาจจะมีกระบอกปืน มีรถถัง ออกมา แต่ในยุคนี้สมัยนี้จริง ๆ
เขาอาจจะจำแลงกายเป็นอย่างอื่นอยู่ภายใต้ของคราบรัฐธรรมนูญปี 60
ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการลงประชามติที่ผ่านมาก็คือ
ประชาชน 21 กว่าล้านเสียงได้ตัดสินไปแล้วว่าอยากจะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 60 ทิ้ง
อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นประชามติจากประชาชนร่วมกันที่พวกเราต้องร่วมกันต่อสู้
ร่วมกันผลักดันต่อ ก็อยากจะให้ทุกคนที่มาร่วมงานวันนี้ก็เก็บความทรงจำไว้
ระลึกถึงการต่อสู้ในอดีต ผมคิดว่าความทรงจำและความรู้สึกร่วมกันจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเกี่ยวแขนกันเดินต่อไป
ผมมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะมาแชร์ให้ทุกท่านฟัง
อาจจะไม่ได้เป็นเหตุการณ์ในประเทศ แต่จริง ๆ
ก็ต้องบอกว่าเป็นประเทศที่แต่ก่อนประเทศไทยเคยไปช่วยเหลือเขาในสมัยช่วงสงครามเกาหลี
แล้ววันนี้เขาอาจจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเรา แล้วตอนนี้ก็เจริญไปมากกว่าเราแล้วด้วยซ้ำ
ผมมีโอกาสได้พบกับตัวแทนจากประเทศเกาหลีใต้ มาจากมูลนิธิ 18 พฤษภา
ก็คือเป็นเหตุการณ์ควังจู ในปี 1980 (พ.ศ.2523) หลังจากเหตุการณ์วันนั้นมาสู่ในปี
1987 (พ.ศ.2530) ที่ทำให้เกาหลีใต้มีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น
ประชาชนสามารถเลือกตั้งประธานาธิบดีได้โดยตรง
ก็บังเอิญมากครับที่มายึดโยงกับตัวผมโดยตรง
ผมก็เกิด 18 พฤษภาคม 1987 พอดี วันและเดือนเกิดตรงกับเหตุการณ์ควังจู
ส่วนปีเกิดตรงกับปีที่เขามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งหนึ่งวันนั้นที่ตัวแทนจากเกาหลีใต้ถามผมกลับมาซึ่งทำให้ผมสะอึกและตอบไม่ถูกเหมือนกัน
เขาบอกว่าจริง ๆ เขาก็ศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยมาก่อน เขาบอกว่า 14ตุลา
เขาเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้น
ประชาชนออกมาเรือนแสนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
เกิดเหตุการณ์นั้นแล้วทำไมมันไม่เหมือนกรณีเกาหลีใต้ที่การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนขนานใหญ่มันจึงสามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านได้จริง
ผมก็เลยแชร์ให้เขาฟังครับ
ผมให้เขาฟังแบบนี้ว่า ถ้าผมไม่มาเป็น สส. ถ้าผมไม่เป็นนักการเมือง เอาจริง ๆ
ผมแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์เชิงลึกพวกนี้เลยนะครับ เพราะว่าประเทศไทยมีความพยายามในการลบเลือนประวัติศาสตร์
ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอนพวกนี้ หมุดคณะราษฎรถูกถอนออกไป แต่ตัดภาพไปที่ประเทศเขา
บ้านเขา เขามีอนุสาวรีย์เยอะแยะเต็มไปหมด เรื่องเล่า ซีรีย์ ทุกวันนี้เปิดบน Netflix ดู
ถ้าดูซีรีย์เกาหลีมีการฝังเหตุการณ์ควังจูอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง
อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เขาบอกว่าการเก็บความทรงจำมันคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมาซ้ำรอยอีก
และนอกเหนือจากการเก็บความทรงจำให้อยู่กับรุ่นลูกรุ่นหลานครับ
อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญก็คือการทำให้คนที่ออกมาปฏิวัติรัฐประหารได้รับการลงโทษสักหนึ่งครั้งในประวัติศาสตร์ในประเทศ
มันจะเป็นสิ่งสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอีก
ซึ่งเราก็เห็นว่าทุกวันนี้นักการเมืองของเกาหลีใต้เอง ทั้งคนที่โกง
ทั้งคนที่ออกมาปฏิวัติ ได้รับการลงโทษ
แต่ในประเทศเรา
เราจะเห็นนักการเมืองโกงกินลอยตัว
เราจะเห็นคนที่ออกมาปฏิวัติไม่เคยจะต้องรับผลอะไรเลย
ผมคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ถามผมว่าถ้าจะขอมา 1 อย่าง
เป็นนักการเมืองมาตลอดหลายปี จะขออะไร? สำหรับผม ผมขออย่างเดียว
ถ้าวันหนึ่งเราเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยได้ สามารถตรวจสอบคดีย้อนหลัง
ข้อเท็จจริงย้อนหลัง และสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ ผมขอแค่อย่างนี้อย่างเดียว ที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงครับ
ขอบคุณมากครับ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์





