วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

"คาร์ม็อบ" ไปกับ สมบัติ(ทัวร์) เคลื่อนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เสียงแตรกระหึ่ม! "ไล่รัฐบาลประยุทธ์" ส่งท้ายที่ราชประสงค์พรึ่บ!

 


"คาร์ม็อบ" ไปกับ สมบัติ(ทัวร์) เคลื่อนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เสียงแตรกระหึ่ม! "ไล่รัฐบาลประยุทธ์" ส่งท้ายที่ราชประสงค์พรึ่บ!


วันนี้ (3 ก.ค. 64) บรรยากาศการนัดหมายชุมนุมแฟลชม็อบยุคโควิด "Car Mob สมบัติ (ทัวร์)" นำโดย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ 


บรรยากาศทั่วไป 16.00 น. ประชาชนเริ่มเข้าจับจองพื้นที่บริเวณหน้าแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีดนตรีจากนายอาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ ขับกล่อม 


จากนั้น เวลา 16.30 น. ผู้ร่วมชุมนุมได้นำรถยนต์ อาทิ รถออฟโร้ด รถกระบะ รถแท็กซี่ รถสามล้อ ไปจนถึง รถจักรยานยนต์ จักรยาน มาจอดตั้งขบวน ริมถนนราชดำเนินกลาง ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจกระจายกำลังรอบบริเวณ 


ก่อนเคลื่อนขบวนในเวลา 17.00 น. นำขบวนรถขับชมทำเนียบรัฐบาล และบีบแตรไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  พร้อมระบุว่า เป็นการนัดซ้อมใหญ่ "ถ้ารัฐบาลประยุทธ์มาจากเสียงนกหวีด เราจะไล่ประยุทธ์ด้วยเสียงแตร"


ทั้งนี้คาร์ม็อบโดยสมบัติทัวร์ ออกสตาร์ทขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปสนามหลวงท่ามกลางเสียงบีบแตรดังสนั่นจากรถที่เข้าร่วมขบวน จากนั้นหัวขบวนคาร์ม็อบวนกลับมาที่สะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งขาเข้าแล้ว เพื่อวิ่งกลับไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 


จากนั้นเวลา 17.25 น. รถยนต์หัวขบวน ขับโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ กลับมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว พร้อมการบีบแตรยาวเสียงดัง และเปิดไฟกระพริบหน้ารถ โดยรถที่เข้าร่วมขบวน


ทั้งนี้รถทุกคันที่เข้าร่วมขบวน ได้เปิดไฟกระพริบและบีบแตรเพื่อเป็นสัญลักษณ์การร่วมชุมนุม


ในเวลาต่อมา ที่แยกผ่านฟ้าลีลาศ นายสมบัติ ได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอใช้เส้นทางถนนราชดำเนินนอก ไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ และว่าจะให้ใช้เส้นทางบัสเลน บนถนนหลานหลวง เพื่อเลี่ยงการจราจรติดขัด โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าให้กลุ่มคาร์ม็อบ ใช้เส้นทาง ถนนนครสวรรค์ ที่กลุ่มไทยไม่ทนกำลังเคลื่อนขบวนอยู่


กระทั่ง เวลา 18.27 น. นายสมบัติ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ไปราชประสงค์" รวมทั้งเฟซบุ๊ค อานนท์ นำพา โพสต์ข้อความระบุว่า "รถทุกคัน มุ่งหน้าแยกราชประสงค์" Now !


โดยขบวนนายสมบัติ ผ่านแยกนางเลิ้ง เลี้ยวขวา มุ่งหน้าแยกราชประสงค์ เขตปทุมวัน โดยแจ้งในเทเลแกรมว่า ขบวนจะไปที่ แยกราชประสงค์ จุดหมายห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาพระราม 1

เพื่อบีบแตรส่งท้าย แล้วแยกย้ายกลับบ้าน


อย่างไรก็ตาม ประชาชนสองข้างทาง ย่านถนนเพชรบุรี ออกมาดูว่าเกิดเหตุอะไร เนื่องจากผู้ชุมนุมบีบแตรตลอดการเคลื่อนขบวน ด้านนายสมบัติได้สื่อสารผ่านทางเทเลแกรม ขอให้ผู้ร่วมกิจกรรมงดใช้แตร แต่ผู้ร่วมชุมนุมยังคงบีบแตรอย่างต่อเนื่อง


จากนั้น 18.55 น. ขบวนถึงแยกราชประสงค์ รถบางส่วนจอดชิดถนน ริมห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จากนั้นพร้อมใจบีบแตรอย่างต่อเนื่อง ก่อนขับผ่านแยกราชประสงค์ และต่างแยกย้ายในเวลาต่อมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ม็อบ3กรกฎา


ประมวลภาพ
















วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

"ราษฎร"เคลื่อนขบวน "เปิดท้ายวันศุกร์ ลุกไล่เผด็จการ" ตั้งตลาดพร้อมเวทีปราศรัย ไม่หวั่นฝนเท การไล่ประยุทธ์ยังดำเนินต่อ

 


"ราษฎร"เคลื่อนขบวน "เปิดท้ายวันศุกร์ ลุกไล่เผด็จการ" ตั้งตลาดพร้อมเวทีปราศรัย ไม่หวั่นฝนเท การไล่ประยุทธ์ยังดำเนินต่อ


วันนี้ (2 ก.ค. 64) สืบเนื่องจากกรณีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมกลุ่มคณะราษฎร นัดหมายจัดกิจกรรม ภายใต้ชื่อ "เปิดท้ายวันศุกร์รุกไล่เผด็จการ #นะจ๊ะ #ม็อบ2กรฎา" ซึ่งมีการนัดหมายรวมตัวกันในเวลา 16.00 น. ที่บริเวณแยกอุรุพงษ์ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปที่ทำเนียบรัฐบาล ตามถนนพิษณุโลก


ขณะที่บริเวณทำเนียบคุมเข้ม ปิด 4 เส้นทางเพื่อสกัดม็อบ ระดมตำรวจ-คฝ. 6 กองร้อย ดูแลพื้นที่ชั้นใน พร้อมแสตนบายรถจีโน่ทำงานทันที


เวลา 16.30 น. ธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย ประกาศเคลื่อนขบวนจากแยกอุรุพงษ์ เดินทางสู่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม "บอมเบย์" เจษฎาภรณ์ แกนนำกลุ่ม "ราษฎรเอ้ย" และ "เพชร" ธนกร ถือป้ายนำขบวนมีข้อความ "คุณเห็นน้ำตาและกองศพของประชาชนบ้างมั้ย" ซึ่งในระหว่างการเคลื่อนขบวนได้มีการปราศรัยโจมตีมาตรการจากรัฐที่ไม่แก้ปัญหาแต่เพิ่มปัญหาให้กับประชาชน ทั้งนี้ขณะที่ขบวนเคลื่อนผ่านโรงพยาบาลมิชชั่น ผู้ปราศรัยบนรถขยายเสียงได้ประกาศงดใช้เสียงเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล


ในขณะเดียวกัน แนวหน้าของขบวนมีการ์ดจากวีโว่ลันเทียร์ร่วมเดินนำพร้อมเป็นหน่วยเจรจาหากเจอด่านสกัดเจ้าหน้าที่


เวลา 16.43 น. ขบวนเคลื่อนประชิดแยกนางเลิ้ง พบเจ้าหน้าที่ตั้งแผงเหล็กและยืนตั้งแนวประจำการ ทางผู้ชุมนุมส่งตัวแทนเจรจาขอเปิดทางขณะที่ผกก.สน.นางเลิ้งแจ้งประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ร.บ โรคติดต่อ แต่ในที่สุดผู้ชุมนุมก็ฝ่าด่านเดินมุ่งทำเนียบได้


ต่อมาเวลา 17.00 น. ขบวนราษฎรพร้อมแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้เดินทางมาถึงที่ตั้งตลาดเปิดท้ายขายของ โดยมีนายพริษฐ์เดินนำเข้ามา ซึ่งระหว่างทางได้ทำการทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งตั้งแต่แยกนางเลิ้งถึงเชิงสะพานชมัยฯ ขณะเดียวกันรถเครื่องขยายเสียงได้ตั้งแนวเวทีพร้อมทั้งเรียกมวลชนให้มาอยู่ทางด้านหน้าบริเวณเชิงสะพานชมัยฯ ส่วนด้านหลังเวทีพบกองกำลังของคฝ. ตั้งแนวอยู่


จากนั้นเวลา 17.25 น.  ผู้ปราศรัยคนแรกขึ้นปราศรัยได้ไม่นาน ฝนได้ตกลงมาค่อนข้างหนัก ทำให้ผู้ชุมนุมต่างวิ่งหลบฝนแต่ทั้งนี้การปราศรัยยังคงดำเนินต่อไป โดยยืนยันว่าฟ้าดินไม่มีทางมาหยุดได้ ด้านร้านค้าที่มาเปิดท้ายยังคงตั้งขายร้านรอเวลาฝนอยู่ตก มวลชนก็รับฟังการปราศรัยขณะหาที่หลบฝน


ด้านฝั่งหน้าโรงเรียนราชวินิตมัธยมพบว่ากลุ่มนายอาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ ตั้งเวทีย่อยเน้นกิจกรรมร้องเพลง 


ขณะที่การรักษาความปลอดภัยโดยรอบทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่ได้มีการนำรั้วเหล็กและรั้วลวดหนามหีบเพลง ปิดการจราจรทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ แยกพาณิชยการ จากแยกมิสกวัน แยกวัดเบญจมบพิตร - แยกนางเลิ้ง และสะพานเทวกรรม ถึงแยกพาณิชยการ ไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใกล้ทำเนียบรัฐบาล ในระยะ 200 เมตร พร้อมวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สันติบาล พร้อมตำรวจจาก สน.นางเลิ้ง ดูแล ความเรียบร้อยพื้นที่ชั้นใน และได้เตรียมกำลัง ตำรวจควบคุมสูงชน ไว้ 6 กองร้อย 


อย่างไรก็ตามพบว่าได้มีการเตรียมรถฉีดน้ำแรงดันสูง 2 คัน จอดไว้ฝั่งประตูห้าทำเนียบรัฐบาลตรงข้ามกับกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมรถน้ำ และรถควบคุมผู้ต้องขังอีก 3 คัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ม็อบ2กรกฎา #เปิดท้ายวันศุกร์ลุกไล่เผด็จการ


ประมวลภาพ














หมอบุญโทรถาม “ไฟเซอร์-โมเดอร์นา” ทำไมไทยได้ช้า คำตอบคือรัฐบาลยังไม่เซ็นสัญญา!

 


หมอบุญโทรถาม “ไฟเซอร์-โมเดอร์นา” ทำไมไทยได้ช้า คำตอบคือรัฐบาลยังไม่เซ็นสัญญา!

 

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัทธนบุรี เฮลแคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ผู้บริหารโรงพยาบาลและธุรกิจดูแลสุขภาพ กล่าวว่า ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 โรงพยาบาลของบริษัทธนบุรี เฮลแคร์ หรือ เครือโรงพยาบาลธนบุรี วางแผนตั้งแต่เดือนตุลาคม 63 เพื่อซื้อวัคซีน 4-5 ชนิด จำนวน 50 ล้านโดส แต่รัฐบาลออกมาบอกว่าสั่งไม่ได้ เพราะเป็นการใช้ฉุกเฉิน ต้องซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ และห้ามซื้อวัคซีน 5 ชนิดที่รัฐบาลจะสั่งซื้อ ดังนั้นจะเหลือวัคซีนที่เอกชนสามารถซื้อได้ เพียง 3 ยี่ห้อ คือ วัคซีนโมเดอร์นา,ไฟเซอร์ ของไบโอเอ็นเทค และโนวาแวคซ์ แต่ต้องซื้อผ่านองค์การเภสัชฯ

 

นพ.บุญ ระบุว่า สอบถามไปยังผู้ผลิตวัคซีนทั้งโมเดอร์นาและไฟเซอร์ ระบุว่า ไทม์ไลน์การสั่งซื้อวัคซีน ภายหลังเซ็นสัญญาซื้อขายแล้ว ทางบริษัทผู้ผลิตจะต้องใช้เวลา อีก 4 เดือน ถึงจะส่งวัคซีนไปยังประเทศที่สั่งซื้อวัคซีนได้ หากไม่ติดเงื่อนไขจากรัฐบาล บริษัทธนบุรี เฮลแคร์ กรุ๊ป จำกัด เตรียมพร้อมทำการสั่งซื้อทั้งโมเดอร์นา และ ไฟเซอร์ ไปจำนวน 50 ล้านโดส ตั้งแต่เดือนตุลาคม 63 เพราะคาดว่าจะได้วัคซีนทางเลือก ที่ผลิตโดยเทคโนโลยีใหม่ mRNA มาฉีดให้ประชาชนในเดือนกุมภาพันธ์ 64 ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนดำเนินการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ติดเพียงภาครัฐไม่ยอมเซ็นให้ โดยให้เหตุผลว่าต้องเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ ทำให้เอกชนไม่สามารถสั่งซื้อวัคซีนทางเลือกได้และรอวัคซีนมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ในเดือนเมษายน มีการยืนยันจากทั่วโลก ว่า วัคซีนแบบ mRNA คือวัคซีนที่ดีที่สุด โดยเฉพาะไฟเซอร์และโมเดอร์นา เช่น การศึกษาของสหรัฐอเมริกา ยืนยันแล้วว่าวัคซีน ที่ผลิตเทคโนโลยีใหม่ mRNA อย่าง โมเดอร์นา และ ไฟเซอร์ มีประสิทธิผลดีที่สุด คุ้มกันไม่ให้เกิดโรคได้ ไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันการเสียชีวิต หรือ อาการหนักเท่านั้น โดยมีประสิทธิภาพสามารถป้องกันได้ทั้ง โควิด19 สายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) สายพันธุ์อัลฟ่า (อังกฤษ) และสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้)

 

ขณะที่หลายประเทศที่ฉีดซิโนแวค การติดเชื้อโควิดยังเยอะ ล้มตายจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ใช้ mRNA ก็ยืนยันชัดเจนว่าป้องกันไวรัสได้ดี ดังนั้นหากจัดเกรดวัคซีน ซิโนแวกจัดเป็นวัคซีนเกรด C ถ้าวัคซีนที่ดีที่สุดต้องเป็น วัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ mRNA รองลงมาคือวัคซีนเชื้อเป็น แต่วัคซีนเชื้อตายภูมิขึ้นน้อย และยังพบว่า เมื่อฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว ผ่านไป 4-5 สัปดาห์ภูมิจะลดลง ต้องกระตุ้นด้วยการฉีดเข็ม 3 แอสตราเซเนกาก็เหมือนกัน ต้องฉีดกระตุ้นเพิ่ม แต่ถ้าใช้วัคซีนชนิด mRNA ภูมิจะขึ้นมามากถึง 20-100 เท่า

 

ล่าสุดบริษัทธนบุรี เฮลแคร์ กรุ๊ป จำกัด ได้ตรวจสอบไปยังไฟเซอร์และโมเดอร์นา พบว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเซ็นสัญญาสั่งซื้อ ทั้งวัคซีนของไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา จึงอยากได้ความกระจ่างว่าทำไมถึงช้า เพราะขณะนี้ประเทศในเอเชียได้กันเกือบทุกประเทศ อย่าง ฟิลิปปินส์ ได้ไฟเซอร์รอบที่ 3 แล้ว รวม 40 ล้านโดส อินโดนีเซียได้วัคซีน mRNA 3 รอบ สิงคโปร์ มาเลย์เซียได้แล้วเหมือนกัน เหลือแค่ประเทศไทย ยังไม่ได้วัคซีน mRNA ซักโดสเลย

 

เมื่อโทรไปสอบถามผู้ผลิตไฟเซอร์และโมเดอร์นา ซึ่งสนิทเป็นการส่วนตัวกับโรงพยาบาลเอกชนในไทยอยู่แล้ว มองไทยเป็นอะไร ทำไมได้วัคซีนช้า ได้คำตอบว่า ไทยไม่ยอมเซ็นสัญญา

 

นอกจากนั้นทางโรงพยาบาลเอกชน ยังมองว่าไทยตรวจเชิงรุกน้อยมาก เราตรวจได้เพียงร้อยละ 5 ซึ่งตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ควรตรวจอย่างน้อยร้อยละ 15 ในต่างประเทศอย่างจีน ไต้หวันหรือเกาหลีใต้ ตรวจเชิกรุกกันมากกว่าร้อยละ 30-40

 

สำหรับการฉีดวัคซีน หมอบุญ มองว่าไม่เพียงคนชรา หรือ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องฉีดก่อนเท่านั้น กลุ่มคนหนุ่มสาว วัยทำงาน ควรได้รับวัคซีนก่อน เพราะกลุ่มนี้ต้องออกไปทำงานทุกวัน ต้องเจอคน

 

นพ.บุญกล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติมาตั้งแต่เดือนก่อน เพราะ ICU ทั่วประเทศที่มีกว่า 500 เตียง ผู้ป่วยสีเหลือง สีแดง ล้นมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว อย่างไรก็ตามทางบริษัทธนบุรี เฮลแคร์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ THG จะเข้าไปช่วยเหลือภาครัฐด้วยการเพิ่มห้องความดันลบ ที่สามารถรองรับผู้ป่วยหนักได้อีก 110 เตียงภายใน 1 สัปดาห์ นอกจากนั้นจะเพิ่มเตียงผู้ป่วยสีเหลืองอีก 500 เตียง และเตียงสีเขียวเพิ่มอีกประมาณ 3,000 เตียง

 

สุดท้ายที่อยากฟังความชัดเจนจากรัฐบาล คือ คำตอบว่าทำไมการสั่งวัคซีน mRNA ถึงได้ช้า ทำไมจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้วัคซีน ทั้งที่วัคซีนแบบ mRNA ทั้งไฟเซอร์และโมเดอร์นา ได้ผลดีที่สุด ผลข้างเคียงน้อยสุด ในมุมมองโรงพยาบาลเอกชน มองว่าการระบาดที่ผ่านมารัฐบาลประมาทเกินไป ทั้งที่นักวิชาการก็บอกว่าไวรัสโควิด19 กลายพันธุ์เร็วมาก รัฐบาลรอวัคซีนเพียงชนิดเดียวคือแอสตร้าเซนเนก้า แต่เมื่อแอสตร้าเซนเนก้า ผลิตไม่ทันสถานการณ์ที่มีการระบาดเกิดขึ้น ก็เลือกซื้อวัคซีนซิโนแวคมาแทน ซึ่งต้องยอมรับคุณภาพไม่สามารถเทียบวัคซีน ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ mRNA ได้

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

"โตโต้" นำกลุ่มมวลชนอาสา บุกสภา ร้องกมธ.ป.ป.ช. สอบกองปราบฯ ปมถูกจับกุมข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ชี้เป็นความไม่ชอบธรรม

 


"โตโต้" นำกลุ่มมวลชนอาสา บุกสภา ร้องกมธ.ป.ป.ช. สอบกองปราบฯ ปมถูกจับกุมข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ชี้เป็นความไม่ชอบธรรม


วันนี้ (1 ก.ค. 64) เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา เกียกกาย นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ แกนนำของกลุ่มมวลชนอาสา หรือ We Volunteer พร้อมคณะ เข้ายื่นร้องเรียนถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กรณีถูกดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร



นายปิยรัฐกล่าวว่า เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่บริเวณลานจอดรถของห้างเมเจอร์รัชโยธิน กลุ่มของเรากว่า 30 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรง แต่พฤติกรรมของเราอาจจะไม่ถึงขั้นข้อหานั้น ดังนั้น เราจึงมาร้องเรียนในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากกองปราบปรามที่นำกำลังเข้ามาจับกุมเราด้วยอาวุธครบมือ และเป็นอาวุธจริง กระสุนจริง อีกทั้งไม่มีการแสดงหมายค้นใด ๆ ทั้งสิ้น



นายปิยรัฐ ได้กล่าวต่อไปว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นความไม่ชอบธรรม และเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญต่อประชาชนที่เห็นเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก อยากให้ทาง กมธ.ป.ป.ช.ได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้


ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เรื่องเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นเรื่องที่ทางกมธ.ของเราดำเนินการอยู่แล้ว แต่เรื่องของเด็ก เยาวชนที่กำลังมีปัญหากับรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนเหมือนกัน ก็มีหลายเรื่องที่รัฐบาลก็ใช้อำนาจ ใช้กฎหมายกลั่นแกล้ง จับกุมเด็กเหล่านี้อยู่ เราก็จำเป็นจะต้องตรวจสอบสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพื่อแก้ไขปัญหาให้เขา ดังนั้นเรื่องนี้ทางเราจะรีบดำเนินการให้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

"อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้" เสียงเพรียก "รัฐสวัสดิการ" หน้ารัฐสภา วงสามัญชน ชวนวางดอกไม้เพื่อไว้อาลัยเพื่อนนักดนตรี และประชาชนที่ฆ่าตัวตายจากการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลประยุทธ์!

 


"อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้" เสียงเพรียก "รัฐสวัสดิการ" หน้ารัฐสภา วงสามัญชน ชวนวางดอกไม้เพื่อไว้อาลัยเพื่อนนักดนตรี และประชาชนที่ฆ่าตัวตายจากการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลประยุทธ์!


วันนี้ (1 ก.ค. 64) เวลา 10.30 น. ที่ รัฐสภา เกียกกาย วงดนตรีสามัญชนนำโดย ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ และ แก้วใส สามัญชน พร้อมสมาชิกผู้รักประชาธิปไตย ร่วมร้องเพลง "อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้" เพื่อไว้อาลัยเพื่อนนักดนตรี และประชาชนที่ฆ่าตัวตายจากการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โชา


วงสามัญชนได้กล่าวถ้อยคำไว้อาลัย แด่เสียงที่ไม่ถูกได้ยิน ระบุว่า


เราเป็นผู้สร้างเสียง เพื่อให้เสียงสร้างสรรค์ความสุขให้แก่คนในประเทศนี้ มีบทเพลงนับพันนับหมื่นที่เราร้องให้ทุกคนฟังเพื่อปลอบประโลมใจในชีวิตที่ทุกข์ยาก เพราะวิกฤติสารพัดที่เราเจอมาตลอด 7 ปี 1เดือน จากการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้


การปลอบประโลมใจเพื่อให้ความทุกข์ผ่อนคลายลงดูจะมีความจำเป็นอย่างมากในตอนนี้ กระทั่งวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เสียงเพลงเสียงหนึ่งยังถูกเอามาหลอกลวงคนไทยว่าขอเวลาอีกไม่นาน จนมาวันนี้ผู้สร้างเสียงดนตรีแบบเรากลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า กลายเป็นตัวเชื้อโรคร้ายในสายตาของรัฐ เขาสั่งให้เราเงียบ เพราะเราคือความไม่จำเป็นในสังคมนี้ ให้พวกเราหยุดงานเป็นเดือน ๆ


เราตะโกนจนสุดเสียงว่าเรามีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากเพียงใด ช่วยเหลือพวกเราด้วย เพื่อนร่วมวงการของเราหลายคนหมดเสียงที่จะตะโกนแล้วและตัดสินใจไม่ส่งเสียงใด ๆ ไปตลอดกาล


เราสงสัยว่าเราต้องร้องเพลงอีกกี่เพลงคนถึงจะมองว่าเราเดือดร้อนแค่ไหนในการมีชีวิตอยู่เเราไม่รู้ว่าเพลงสุดท้ายที่เราร้องคือเพลงอะไรและจะมีใครได้ยินมันบ้าง ไม่ต่างอะไรกับคนที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้หลายล้านคนที่คอยส่งเสียงว่าเขาเดือดร้อนในการมีชีวิตอยู่แค่ไหน อีกกี่ชีวิตที่ต้องสูญเสียไปเพราะการบริหารงานที่ล้มเหลวนี้


เราไม่รู้ว่าเสียงสุดท้ายที่ประชาชนทั้งประเทศจะเอ่ยก่อนที่เขาจะตายคือเสียงอะไร


ถ้าเรามีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่รองรับวิกฤติชีวิตทุกคน เพลงสุดท้ายที่เราจะร้องคงไม่ใช่เพลงเศร้าแบบทุกวันนี้ เราในนามศิลปีนที่ยังพอจะส่งเสียงได้และไม่ยอมทนต่อการบริหารประเทศที่ไม่ฟังเสียงเรา เราขอส่งเสียงนี้เป็นกำลังใจให้เพื่อนศิลปินที่ได้รับผลกระทบ


และขอเชิญชวนให้ออกมาร่วมกันส่งเสียงเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของตนเอง และเพื่อเพื่อนศิลปินที่ควรจะได้รับสวัสดิการจากรัฐ มิใช่ปล่อยลอยแพให้เรารอวันตายไปทีละคนภายใต้ผลกระทบ ที่มาจากคำสั่งจากรัฐ เราขอส่งเสียงนี้ไปถึงผู้มีอำนาจที่บริหารประเทศและกินภาษีของพวกเรา ให้มีความจริงใจ และมีวิสัยทัศในการดูแลประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง เพื่อให้เราได้กลับมาทำมาหากินในสายงานวิชาชีพของเราได้ตามปกติ นี่มิใช่การร้องขอแต่เป็นการทวงถาม ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากคำสังของรัฐบาล และเป็นหน้าที่ของประชาชนสามัญชนคนธรรมดาที่อยากเห็นประเทศนี้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป

.

สุดท้ายนี้ เราในนามศิลปินขอไว้อาลัยแด่การจากไปของ คุณประกายฟ้า นักดนตรีท่านอื่นๆ รวมทั้งคนไทยอีกจำนวนมากที่ตะโกนจนหมดเสียงและจากไปอย่างเงียบ ๆ


จากนั้น วงสามัญชนได้เชิญชวนประชาชนร่วมวางดอกกุหลาบและยืนไว้อาลัยให้แก่ น.ส.ประกายฟ้า พูลด้วง หรือฟ้า อายุ 30 ปี เป็นนักดนตรีอิสระ และยูทูบเบอร์ ช่อง Prakaifa channel ซึ่งเสียชีวิตหลังพลัดตกจากที่สูง บริเวณอาคารจอดรถด้านหลังห้างสรรพสินค้า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมาโดยก่อนหน้านี้ได้เกิดความเครียด เนื่องจากไม่มีงานและขาดรายได้ในช่วงโควิด-19 ระบาด โดยทิ้งโพสต์สุดท้ายระบุว่า "เราเป็นนักร้องอาชีพ ที่ตกงานมาแล้ว 2 เดือน.." 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#วงสามัญชน #เราต้องการรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า


ประมวลภาพ






สมยศ-เบนจา-ณัฐชนน ปฏิเสธดูหมิ่นศาล นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 9 ส.ค.นี้ เผยพรุ่งนี้จะเดินขบวนไปทำเนียบ จัดเปิดท้ายขายของ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยันเป็นสิทธิเสรีภาพประชาชน

 


สมยศ-เบนจา-ณัฐชนน ปฏิเสธดูหมิ่นศาล นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 9 ส.ค.นี้ เผยพรุ่งนี้จะเดินขบวนไปทำเนียบ จัดเปิดท้ายขายของ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยันเป็นสิทธิเสรีภาพประชาชน


วันนี้ (1 ก.ค. 64) ที่ศาลอาญาถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดี หมายเลขดำ อ.1522/2564 พนักงานอัยการคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายณัฐชนน ไพโรจน์, น.ส.เบนจา อะปัญ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำและแนวร่วมม็อบราษฎร รวม 3 คน ความผิดฐาน ร่วมกันดูหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษาในการพิจารณา, ร่วมกันมั่วสุม ตั้งแต่ 10 ขึ้นไปกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและเมื่อเจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิก แต่ผู้กระทำไม่เลิกมั่วสุม ร่วมกันชุมนุมหรือจัดกิจกรรมที่แออัดเกินกว่า 20 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดและอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคติดต่อ และร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า โดยไม่รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1-3 ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา


โดยคำร้องระบุพฤติการณ์ว่า กรณีวันที่ 30 เม.ย.2564 มีผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 200-300 คน รวมตัวหน้าศาลอาญา โดยใช้เครื่องกระจายเสียงโดยรถยนต์และตะโกนโจมตีการทำงานของศาลอาญาเพื่อกดดันให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัว นายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ กับพวกแกนนำม็อบ 7 คน ในความผิดหมิ่นเบื้องสูง มาตรา 112 โดยจำเลยที่ 1-3 เข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมดังกล่าวอันเป็นการชุมนุมทำกิจกรรมมั่วสุม สถานที่แออัด อันมีโอกาสติดต่อสัมผัสเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนด จำเลยที่ 1-3 กับพวกไม่ได้จำกัดทางเข้า-ออก ในการร่วมกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองและไม่จัดให้ผู้เข้าร่วมสวมหน้ากากอนามัย และไม่จัดให้มีการเว้นระยะห่าง เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่จัดให้จุดบริการเจลแอลกอฮอล์ เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์เข้าไปดูแล ในการป้องกันการแพร่ระบาดเป็นการฝ่าฝืนประกาศของ กทม. มาตรการควบคุมบูรณาการการจัดกิจกรรมเสี่ยงแพร่โรคไวรัสโควิด-19 จนต้องมีการขออนุญาตโดยยื่นแผนการจัดงานและมาตรการคุมโรคต่อสำนักงานอนามัย กทม. ภายหลังจำเลยร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1-3 ได้มั่วสุม ตั้งแต่ 10 คน กระทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมกันมั่วสุมจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์โกนผม เผารูปผู้พิพากษา ประมวลกฎหมายอาญา และดอกไม้จันทน์ และกระดาษผู้มีรายชื่อเรียกร้องให้ศาลปล่อยชั่วคราว พร้อมติดป้ายขนาดใหญ่ ข้อความว่าปล่อยเพื่อนเรา และพ่นสีบนกำแพงศาลอาญา ด้วยถ้อยคำหยาบคาบ มีวัตถุประสงค์เพื่อตำหนิกดดัน ขู่เข็ญ ผู้พิพากษาหรือศาลเพื่อปล่อยตัวจำเลย ซึ่งเป็นแกนนำอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลเพื่อให้ผู้ชุมนุมเคลือบแคลงสงสัย เกลียดชัง และความน่าเชื่อถือ หรือศรัทธาในการใช้ดุลยพินิจของศาล ก่อกวนการทำงานด้านในรั้วของศาล อันเป็นที่ทำการซึ่งมีข้อกำหนดในการปฏิบัติตัว ส่งผลกระทบต่อการจราจร เดือดร้อนวุ่นวายประชาชน และยังดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาคดี


โดยท้ายคำฟ้อง จำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอื่นของศาลอาญา หากศาลพิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1 และ 3 ในคดีนี้ ขอให้นับโทษต่อในคดีอื่นด้วย โดยก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 11 ปี ในความผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และได้พ้นโทษคดีแล้ว เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 61 แต่จำเลยที่ 3 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่พ้นโทษ จำเลยมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และไม่ใช่ความผิดคดีประมาท ขอให้เพิ่มโทษ 1 ใน 3 ของโทษในคดีนี้


สำหรับในวันนี้ นายสมยศ, นายณัฐชนน และน.ส.เบนจา จำเลยทั้ง 3 คนเดินทางมาศาลโดยพร้อมเพรียง

  

นายสมยศ​ เปิดเผยว่า​ ในวันนี้ศาลได้นัดหมายมาสอบคำให้การและฟังคำสั่งฟ้องในคดี​ ​ ซึ่งมั่นใจว่าการขึ้นปราศรัย​ของตนเองในวันที่ 30 เมษายนนั้นเป็นการพูดแสดงความคิดเห็น​และเป็นการร่วมกิจกรรมบริเวณด้านหน้าศาลนอกเวลาทำการและไม่ได้เข้ามาทำกิจกรรมภายในศาล​ ดังนั้นอยากให้ศาลเข้าใจว่า การที่ตนเองและพวกออกมาจัดกิจกรรม​เป็นการต่อสู้เพื่อประเทศชาติ​ ในการเรียกร้องประชาธิปไตย​และเสรีภาพ​ และเป็นการแก้ไขปัญหา​ต่าง ๆ ในประเทศ​ให้ดีขึ้น​ อีกทั้งเชื่อว่าที่ตนเองถูกฟ้องในคดีนี้เป็นการกลั่นแกล้ง​ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองจากรัฐบาล​ ดังนั้นยืนยันว่าตนเองมีเจตนา​บริสุทธิ์​และไม่มีเจตนา​ที่จะดูหมิ่นศาล​ จึงมั่นใจว่าว่าสุดท้ายศาลจะมีคำสั่งยกฟ้อง​ 


ขณะที่นายณัฐชนน เปิดเผยถึงการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ (2 ก.ค. 64) ว่าจะมีการนัดหมายของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาตร์และการนัดชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์และเดินขบวนต่อไปยังทำรัฐบาลตั้งแต่ 16.00 - 22.00 ซึ่งกิจกรรมในวันพรุ่งนี้จะเป็นการนัดรวมกลุ่ม เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการที่ได้รับผลกระทบ จากการทำงานของรัฐบาล มาเปิดร้านขายของเพื่อกระตุ้นเศษฐกิจ อย่างไรก็ตามการชุมนุมดังกล่าวไม่ได้มีการขออนุญาต เพราะมองว่าการชุมนุมเป็นสิทธิพื้นฐานที่สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ


ด้านนางสาวเบนจากล่าวว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นการชุมนุมด้วยสันติวิธี ส่วนจะมีเจ้าหน้าที่มาควบคุมดูแล และจะบานปลายไปจนถึงเหตุกระทบกระทั่งกันหรือไม่นั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาเหตุการณ์ความรุนแรงไม่เคยเริ่มจากกลุ่มผู้ชุมนุมก่อน และหากมีการปิดกั้นเส้นทาง ก็จะชุมนุมต่อเท่าที่สามารถทำได้


อย่างไรก็ตามศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธขอสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 9 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

แลไปข้างหน้ากับธิดา ถาวรเศรษฐ EP.50 ตอน : เสียงหัวเราะของผู้นำท่ามกลางเสียงร้องไห้ของประชาชน