วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

“วีระยุทธ” เปิด 6 แนวทางฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้กลับมาทันโลกอีกคร้ัง

 


“วีระยุทธ” เปิด 6 แนวทางฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้กลับมาทันโลกอีกคร้ัง


วันที่ 19 มกราคม 2569 พรรคประชาชนจัดงานแสดงวิสัยทัศน์ “เปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมรัฐบาลประชาชน” โดยมีทีมบริหารรัฐบาลประชาชนเข้าร่วม โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวเปิดงานภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Industrial Strategy: ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาลประชาชน”


วีระยุทธกล่าวว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยตกลงมาถึง 5 อันดับ ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และถดถอยลงใกล้เคียงกันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน การถดถอยเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าการจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมของประเทศไม่สามารถทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ พรรคประชาชนจึงได้เสนอ “12 วาระเปลี่ยนประเทศไทย” ที่จำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน


สำหรับนโยบายเฉพาะด้านอุตสาหกรรม วีระยุทธเสนอ “6 แนวทางตั้งหลักใหม่อุตสาหกรรมไทย” ได้แก่


1. การมีนโยบายอุตสาหกรรมและ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ไม่ได้แปลว่าส่วนอื่นจะถูกทอดทิ้ง


ในอดีตที่ผ่านมาเวลาพูดถึงการทำนโยบายอุตสาหกรรม มักจะนำไปสู่การมีอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากเกินไป เช่น 10+2 เพราะเซกเตอร์ต่างๆ กลัวจะรู้สึกถูกทอดทิ้ง เราจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าการมีนโยบายอุตสาหกรรมไม่ได้แปลว่าอุตสาหกรรมอื่นจะไม่ได้รับการดูแล เพียงแต่ประเทศต้องมีโฟกัสสำหรับการเดินหน้าสู่อนาคตอย่างมียุทธศาสตร์


2. การปฏิรูปราชการ กิโยตินกฎหมาย ยกระดับโลจิสติกส์ จะเป็นประโยชน์กับทุกธุรกิจ


การปฏิรูประบบราชการ การปรับปรุงกระบวนงานกฎหมาย และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เป็นสามองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ในนโยบายของพรรคประชาชน ทั้งหมดนี้จะช่วยผู้ประกอบการไทยทุกธุรกิจและทุกบริษัทโดยทั่วหน้า


3. เปลี่ยนจาก Made in Thailand เป็น Made with Thailand ค้นหาจุดแข็งของไทยในห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้โลกขาดเราไม่ได้


การสนับสนุนผู้ประกอบการต่างชาติหรือแม้แต่ผู้ประกอบการไทยในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องให้เกิดการผลิตทั้งซัพพลายเชนในประเทศ แต่ขอให้เลือกชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไปได้ โดยตั้งเป้าหมายให้มีมาตรฐานสากลพร้อมแข่งกับโลกได้ตั้งแต่เริ่มต้น


4. การออกแบบนโยบายต้องสร้าง “ระบบนิเวศไฮเทค” ให้เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ


บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งจากนโยบายอุตสาหกรรมรยนต์อีวีที่ผ่านมาคือ เราเน้นใช้เงินหลายหมื่นล้านอุดหนุนด้านดีมานด์ แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมด้านซัพพลายอย่างทักษะแรงงานหรือศูนย์ทดสอบและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ เป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันควรอยู่ที่การสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นและเติบโตไปได้ตามตลาดโลก


5. การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ภายใต้การแข่งขันและมาตรฐานสากล


เราควรใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างอุตสาหกรรมภายในให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องออกแบบให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการแข่งขันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันการผูกขาดหรือเสือนอนกิน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องกำหนดมาตรฐานของสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานสากลไว้ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อโอกาสในการเติบโตสู่ตลาดโลก


6. เดินหน้าการต่างประเทศเชิงรุกเพื่อหาพันธมิตรเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก


การสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในไม่ได้แปลว่าต้องปิดความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ตรงกันข้าม เราควรเดินหน้าหาพันธมิตรที่พร้อมลงทุนและแบ่งปันผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งสามารถเริ่มต้นจากบริษัทและประเทศที่มีการลงทุนในไทยสูงอยู่แล้ว เช่นเอเชียตะวันออก


วีระยุทธกล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียอาจกลายเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นกลับมาในห้าปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี พรรคประชาชนเชื่อว่าประเทศไทยยังเต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพ แต่จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างจริงจัง โดยในอดีตที่ไทยไม่สามารถเป็นเสือตัวที่ 5 ได้ เป็นเพราะเราพึ่งพาประเทศอื่นมากเกินไป แต่ไม่ได้ลงทุนและไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน