“วีระยุทธ” แสดงวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน แก้ 5 โรคซ่อนเร้นเศรษฐกิจไทย
ชุบชีวิตใหม่เสือตัวที่ 5
วันที่
14 มกราคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน
ได้รับเชิญให้มาบรรยายในงาน Policy Vision ที่จัดโดยคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชิญตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ
มาแสดงวิสัยทัศน์สำหรับการเลือกตั้ง 2569
โดยวีระยุทธเริ่มต้นว่า
ที่ปัญหาเศรษฐกิจไทยแก้ไม่ได้สักทีเป็นเพราะเราชอบคุยกันแต่นโยบายเฉพาะหน้าว่าแต่ละพรรคจะทำอะไร
ในหน้าสื่อก็มักสนใจแค่ “อาการภายนอก” ที่เห็นได้ง่ายอย่างอัตราเติบโตต่ำ
สังคมสูงวัย ประชากรลด หนี้สูง แต่กลับไม่ค่อยสนใจปัญหาที่เรื้อรังและซ่อนเร้นอยู่
5 เรื่อง คือ 1) เงินไม่หมุนเหมือนในอดีต 2) ตัวเลขส่งออกเยอะแต่เศรษฐกิจภายในอ่อนแอ 3) ลงทุนหมื่นล้านสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้
4) ใช้งบพัฒนาทักษะแบบไม่เน้นพัฒนาทักษะ และ 5) การช่วยเหลือภาคเกษตรแบบเลี้ยงไข้
นี่คือ
5 โรคซ่อนเร้นของเศรษฐกิจไทยที่ถูกมองข้าม
1)
เงินไม่หมุนเหมือนก่อน ก่อนปี 2565 การบริโภคและการผลิตของไทยเติบโตขึ้นลงไปด้วยกัน
นโยบายการคลังที่กระตุ้นการบริโภคจึงสามารถกระตุ้นการผลิตและการจ้างงานได้ต่อกันเป็นทอดๆ
แต่หลังโควิดเป็นต้นมา สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เพราะแม้การบริโภคจะฟื้นตัวกลับมา แต่ภาคการผลิตไทยกลับหดตัวสวนทาง สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเต็มไปด้วย
“รูรั่ว” ที่ทำให้เงินไหลออก
อย่างเช่นการมีสินค้านำเข้ามหาศาลทะลักเข้ามาแทนที่การผลิตภายใน
ส่งผลให้ยิ่งบริโภคโต ภาคผลิตไทยกลับยิ่งเจ็บเพราะเม็ดเงินไหลออกนอกระบบ
การอัดเงินไปแบบเก่า เงินจึงไม่หมุนอีกแล้ว
2)
ส่งออกเยอะแต่ไม่ก้าวหน้า ไทยมีสัดส่วนการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40%
ต่อจีดีพีเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น
แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป
ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า
ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก
ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
หันมาเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน
3)
ลงทุนหมื่นล้านสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้
ประเทศไทยใช้งบอุดหนุนผู้ขายรถอีวีไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท
เคยอุดหนุนผู้ผลิตสูงสุดถึงคันละ 150,000 บาท
มีโรงงานประกอบบางที่เกิด แต่บางเจ้าก็ปิดตัวไปแล้ว เป้าอีวีฮับก็ยากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะตอนทำนโยบายไม่ได้คำนึงการพัฒนาด้าน “ซัพพลาย”
อย่างการยกระดับโรงงานและแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมให้ไปต่อกับอีวีได้
ศูนย์ทดสอบก็เพิ่งเริ่มสร้าง สะท้อนการยึดติดกรอบนโนบายอุตสาหกรรมแบบเดิมที่เน้นลดแลกแจกแถมเพื่อให้เกิด
Product Champion ทั้งที่เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมาะกับยุคสมัยแล้ว
4)
ใช้งบ “พัฒนาทักษะ” แบบไม่เน้นพัฒนาทักษะ
นอกจากงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว
แต่ละปีไทยยังมีโครงการพัฒนาทักษะกระจายอยู่ในหลายกระทรวงรวมกันหลักหมื่นล้านบาท
เช่น “โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา” หรือ Skill/credit
Portfolio ก็ได้รับจัดสรรงบ 69 จำนวนเงิน 773
ล้านบาท และทำต่อเนื่องไปอีก 4 ปี
รวมทั้งโครงการ 5,400 ล้านบาท
โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงข้อมูลนักศึกษาปริญญาตรีในปีการศึกษา 2567 เข้าระบบและทำคลิปวีดิโอที่เน้นช่วยให้รู้จักและเข้าใจตนเอง 447 คลิป ชวนให้ตั้งคำถามถึงประโยชน์ “เพิ่มเติม” จากระบบที่มีอยู่แล้ว
และผลต่อการพัฒนาทักษะที่จะเกิดขึ้นจริง
5)
การช่วยเหลือภาคเกษตรแบบเลี้ยงไข้
การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเกษตรกรและภาคเกษตร
เพราะครอบครัวเกษตรกรร้อยละ 40 ยังมีรายได้ต่อปีต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศ
ในขณะที่ร้อยละ 30 มีหนี้สินเกินรายได้ต่อปี และร้อยละ 40
ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
แต่นโยบายเกษตรที่ผ่านมาหลายสิบปีกลับไม่ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร
ไม่ช่วยพัฒนาคุณภาพการเพาะปลูก เราควรช่วยเหลือภาคเกษตรแบบชวนกันไปสู่อนาคต
ให้เกิดการไม่เผา ให้ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ให้มีการพักดิน และปลูกพืชที่เหมาะสม เพื่อยกระดับภาคเกษตรพร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำ
วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า
การจะรักษา “5
โรคซ่อนเร้นเศรษฐกิจไทย” ที่ว่ามา
จะต้องเปลี่ยนทั้งวิธีคิดและวิธีทำ และเป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนเสนอ “12 วาระ 12 ภารกิจ” ที่ต้องผลักดันร่วมกัน
เพราะหากเราอยากให้เม็ดเงินกลับมาหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทย
ก็ต้องเริ่มจากการอุดรูรั่วด้วยมาตรการการค้าสากลและการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง
การช่วยเหลือภาคเกษตรเราก็เสนอแนวทาง “ทำดีได้มาก” เพื่อจูงใจให้เกิดการปรับตัวสู่เกษตรแห่งอนาคต
ในขณะที่การพัฒนาทักษะก็ต้องเปลี่ยนจากเดิมที่รัฐทำเองทุกอย่าง
มาสู่การสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาเสนอบริการแข่งกัน
เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเป็นคนเลือกเองว่าอยากพัฒนาทักษะไปด้านใด
ที่ผ่านมา
เราเข้าใจผิดว่าการแก้ “ปัญหาปากท้อง” ถ้าไม่แจกเงินก็ต้องก็ทำโครงการใหญ่ๆ
เท่านั้น เราจึงแก้ปากท้องไม่ได้สักที ทั้งที่หากดูบทเรียนจากจีนหรือเวียดนาม
เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตสูงในสองทศวรรษที่ผ่านก็เพราะมีการ “ปฏิรูปใหญ่”
เช่นเวียดนามที่เปลี่ยนแรงจูงใจจากระบบคอมมิวนิสต์มาสู่ระบบตลาดในระยะแรก
และปรับโครงสร้างราชการครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา
ภารกิจชุบชีวิต
“เสือตัวที่ห้า”
หลังจากกล่าวถึงเหตุผลของการเสนอ
12 ภารกิจรัฐบาลประชาชนแล้ว วีระยุทธอธิบายต่อว่า 1 ใน 12
ภารกิจสำคัญคือการฟื้น “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” (competitiveness)
ของไทย จากที่เคยได้รับการขนานนามให้เป็นเสือตัวที่ 5 ที่มีโอกาสเป็นประเทศรายได้สูง ต่อจากเกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง
ในช่วงทศวรรษ 2530 หลังจากนั้นก็กลายเป็นเศรษฐกิจโตต่ำ
ทั้งนี้
ไม่ใช่ว่ารัฐไทยไม่มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม มีการทำมาเรื่อยๆ
แต่หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างซัพพลายเชนยานยนต์สันดาปแล้ว
เราแทบไม่ประสบความสำเร็จในซัพพลายเชนอื่นเท่าใดนัก เพราะเราทำนโยบายแบบ
“กลัวตกขบวน” มากเกินไป จนยอมลดแลกแจกแถม ยกเว้นภาษี ให้เงินอุดหนุน
เพียงให้ขบวนเทคโนโลยีมาผ่านหน้าบ้านเรา แต่ไม่ได้ขึ้นไปกับเขาเลย
เพราะขบวนเทคโนโลยีขนคน ขนของ มาจากประเทศแม่แทบทั้งหมด
เราจึงต้องเริ่มด้วยการตั้งหลักใหม่ ว่าการสนับสนุนกิจการข้ามชาติจะต้องทำให้มีคน
มีของ มีสมอง ของไทย เข้าไปอยู่ในขบวนเทคโนโลยีด้วย
ในอีกทางหนึ่ง
เราก็ต้องกลับมาดูตัวเอง ตั้งหลักให้ดีว่าอุตสาหกรรมไทยมีหน้าตาเป็น K-shaped คือเส้นข้างบนกับข้างล่างห่างกันออกไปเรื่อยๆ ข้างบนคือดาต้าเซ็นเตอร์
ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อีวี กลุ่มนี้เป็นอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนส่งออกเยอะ
แต่สัดส่วนนำเข้าก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มูลค่าที่ตกในประเทศมีแนวโน้มลดลง
ในขณะที่ขาล่างของตัว K เป็นอุตสาหกรรมที่เราคุ้นเคยกันดีและอยู่มานาน
เช่น เครื่องประดับ เครื่องจักรกลเกษตร ของเล่น เครื่องปั้นดินเผา
บางส่วนขายไปตลาดโลกอย่างอเมริกาได้ด้วยซ้ำ แต่รัฐบาลไหนๆ ก็ไม่ค่อยเหลียวแล
เพราะอยากเน้นประชาสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมขาบน ทั้งที่จริง เราสามารถออกแบบ Growth
Model ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตไปพร้อมกับการลดความเหลื่อมล้ำ
ลดช่องว่างระหว่างสองขานี้ได้
จะทำเช่นนั้นได้
เราจำเป็นต้องออกจากกรอบคิดแบบเดิมที่อยากสร้างรถทั้งคันหรือโทรศัพท์ทั้งเครื่องในประเทศ
หันมากำหนด “ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์” แทน แล้วผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ
จนโลกขาดเราไม่ได้ ซึ่งไทยมีศักยภาพอยู่แล้วอย่างน้อย 3 จุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
คือ เซ็นเซอร์ พาวเวอร์ชิป และโฟโตนิกส์ ที่สำคัญคือ ทั้ง 3 ตัวนี้สามารถช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเก่าของไทยเองด้วย
เช่น หากทำเตียงธรรมดาจะมีมูลค่าเพียง 5,000 บาท
แต่หากติดเซ็นเซอร์ให้เตียง ให้สามารถวัดความชื้น อุณหภูมิ ตรวจจับแผลกดทับได้
จากมูลค่า 5,000 จะกลายเป็นเตียงมูลค่า 50,000 บาท ไปต่อในโลกใหม่ได้
ยุทธศาสตร์ใหม่นี้จะทำให้เราสามารถสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ในไทยให้มีโฟกัสและเติบโตไปพร้อมกับเซมิคอนดักเตอร์โลก
ให้ทั้งอุตสาหกรรมเก่าของไทยมีทางไป และอุตสาหกรรมใหม่ได้เฉิดฉาย
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน








