วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

“วีระยุทธ” แสดงวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน แก้ 5 โรคซ่อนเร้นเศรษฐกิจไทย ชุบชีวิตใหม่เสือตัวที่ 5

 


วีระยุทธ” แสดงวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน แก้ 5 โรคซ่อนเร้นเศรษฐกิจไทย ชุบชีวิตใหม่เสือตัวที่ 5


วันที่ 14 มกราคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ได้รับเชิญให้มาบรรยายในงาน Policy Vision ที่จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชิญตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ มาแสดงวิสัยทัศน์สำหรับการเลือกตั้ง 2569


โดยวีระยุทธเริ่มต้นว่า ที่ปัญหาเศรษฐกิจไทยแก้ไม่ได้สักทีเป็นเพราะเราชอบคุยกันแต่นโยบายเฉพาะหน้าว่าแต่ละพรรคจะทำอะไร ในหน้าสื่อก็มักสนใจแค่ “อาการภายนอก” ที่เห็นได้ง่ายอย่างอัตราเติบโตต่ำ สังคมสูงวัย ประชากรลด หนี้สูง แต่กลับไม่ค่อยสนใจปัญหาที่เรื้อรังและซ่อนเร้นอยู่ 5 เรื่อง คือ 1) เงินไม่หมุนเหมือนในอดีต 2) ตัวเลขส่งออกเยอะแต่เศรษฐกิจภายในอ่อนแอ 3) ลงทุนหมื่นล้านสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้ 4) ใช้งบพัฒนาทักษะแบบไม่เน้นพัฒนาทักษะ และ 5) การช่วยเหลือภาคเกษตรแบบเลี้ยงไข้


นี่คือ 5 โรคซ่อนเร้นของเศรษฐกิจไทยที่ถูกมองข้าม


1) เงินไม่หมุนเหมือนก่อน ก่อนปี 2565 การบริโภคและการผลิตของไทยเติบโตขึ้นลงไปด้วยกัน นโยบายการคลังที่กระตุ้นการบริโภคจึงสามารถกระตุ้นการผลิตและการจ้างงานได้ต่อกันเป็นทอดๆ แต่หลังโควิดเป็นต้นมา สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะแม้การบริโภคจะฟื้นตัวกลับมา แต่ภาคการผลิตไทยกลับหดตัวสวนทาง สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเต็มไปด้วย “รูรั่ว” ที่ทำให้เงินไหลออก อย่างเช่นการมีสินค้านำเข้ามหาศาลทะลักเข้ามาแทนที่การผลิตภายใน ส่งผลให้ยิ่งบริโภคโต ภาคผลิตไทยกลับยิ่งเจ็บเพราะเม็ดเงินไหลออกนอกระบบ การอัดเงินไปแบบเก่า เงินจึงไม่หมุนอีกแล้ว


2) ส่งออกเยอะแต่ไม่ก้าวหน้า ไทยมีสัดส่วนการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ต่อจีดีพีเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หันมาเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน


3) ลงทุนหมื่นล้านสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้ ประเทศไทยใช้งบอุดหนุนผู้ขายรถอีวีไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท เคยอุดหนุนผู้ผลิตสูงสุดถึงคันละ 150,000 บาท มีโรงงานประกอบบางที่เกิด แต่บางเจ้าก็ปิดตัวไปแล้ว เป้าอีวีฮับก็ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอนทำนโยบายไม่ได้คำนึงการพัฒนาด้าน “ซัพพลาย” อย่างการยกระดับโรงงานและแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมให้ไปต่อกับอีวีได้ ศูนย์ทดสอบก็เพิ่งเริ่มสร้าง สะท้อนการยึดติดกรอบนโนบายอุตสาหกรรมแบบเดิมที่เน้นลดแลกแจกแถมเพื่อให้เกิด Product Champion ทั้งที่เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมาะกับยุคสมัยแล้ว


4) ใช้งบ “พัฒนาทักษะ” แบบไม่เน้นพัฒนาทักษะ นอกจากงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว แต่ละปีไทยยังมีโครงการพัฒนาทักษะกระจายอยู่ในหลายกระทรวงรวมกันหลักหมื่นล้านบาท เช่น “โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา” หรือ Skill/credit Portfolio ก็ได้รับจัดสรรงบ 69 จำนวนเงิน 773 ล้านบาท และทำต่อเนื่องไปอีก 4 ปี รวมทั้งโครงการ 5,400 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงข้อมูลนักศึกษาปริญญาตรีในปีการศึกษา 2567 เข้าระบบและทำคลิปวีดิโอที่เน้นช่วยให้รู้จักและเข้าใจตนเอง 447 คลิป ชวนให้ตั้งคำถามถึงประโยชน์ “เพิ่มเติม” จากระบบที่มีอยู่แล้ว และผลต่อการพัฒนาทักษะที่จะเกิดขึ้นจริง


5) การช่วยเหลือภาคเกษตรแบบเลี้ยงไข้ การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเกษตรกรและภาคเกษตร เพราะครอบครัวเกษตรกรร้อยละ 40 ยังมีรายได้ต่อปีต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศ ในขณะที่ร้อยละ 30 มีหนี้สินเกินรายได้ต่อปี และร้อยละ 40 ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แต่นโยบายเกษตรที่ผ่านมาหลายสิบปีกลับไม่ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ไม่ช่วยพัฒนาคุณภาพการเพาะปลูก เราควรช่วยเหลือภาคเกษตรแบบชวนกันไปสู่อนาคต ให้เกิดการไม่เผา ให้ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ให้มีการพักดิน และปลูกพืชที่เหมาะสม เพื่อยกระดับภาคเกษตรพร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำ


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า การจะรักษา “5 โรคซ่อนเร้นเศรษฐกิจไทย” ที่ว่ามา จะต้องเปลี่ยนทั้งวิธีคิดและวิธีทำ และเป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนเสนอ “12 วาระ 12 ภารกิจ” ที่ต้องผลักดันร่วมกัน เพราะหากเราอยากให้เม็ดเงินกลับมาหมุนเวียนในเศรษฐกิจไทย ก็ต้องเริ่มจากการอุดรูรั่วด้วยมาตรการการค้าสากลและการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง การช่วยเหลือภาคเกษตรเราก็เสนอแนวทาง “ทำดีได้มาก” เพื่อจูงใจให้เกิดการปรับตัวสู่เกษตรแห่งอนาคต ในขณะที่การพัฒนาทักษะก็ต้องเปลี่ยนจากเดิมที่รัฐทำเองทุกอย่าง มาสู่การสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาเสนอบริการแข่งกัน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจเป็นคนเลือกเองว่าอยากพัฒนาทักษะไปด้านใด


ที่ผ่านมา เราเข้าใจผิดว่าการแก้ “ปัญหาปากท้อง” ถ้าไม่แจกเงินก็ต้องก็ทำโครงการใหญ่ๆ เท่านั้น เราจึงแก้ปากท้องไม่ได้สักที ทั้งที่หากดูบทเรียนจากจีนหรือเวียดนาม เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตสูงในสองทศวรรษที่ผ่านก็เพราะมีการ “ปฏิรูปใหญ่” เช่นเวียดนามที่เปลี่ยนแรงจูงใจจากระบบคอมมิวนิสต์มาสู่ระบบตลาดในระยะแรก และปรับโครงสร้างราชการครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา


ภารกิจชุบชีวิต “เสือตัวที่ห้า”


หลังจากกล่าวถึงเหตุผลของการเสนอ 12 ภารกิจรัฐบาลประชาชนแล้ว วีระยุทธอธิบายต่อว่า 1 ใน 12 ภารกิจสำคัญคือการฟื้น “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” (competitiveness) ของไทย จากที่เคยได้รับการขนานนามให้เป็นเสือตัวที่ 5 ที่มีโอกาสเป็นประเทศรายได้สูง ต่อจากเกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ในช่วงทศวรรษ 2530 หลังจากนั้นก็กลายเป็นเศรษฐกิจโตต่ำ


ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่ารัฐไทยไม่มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม มีการทำมาเรื่อยๆ แต่หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างซัพพลายเชนยานยนต์สันดาปแล้ว เราแทบไม่ประสบความสำเร็จในซัพพลายเชนอื่นเท่าใดนัก เพราะเราทำนโยบายแบบ “กลัวตกขบวน” มากเกินไป จนยอมลดแลกแจกแถม ยกเว้นภาษี ให้เงินอุดหนุน เพียงให้ขบวนเทคโนโลยีมาผ่านหน้าบ้านเรา แต่ไม่ได้ขึ้นไปกับเขาเลย เพราะขบวนเทคโนโลยีขนคน ขนของ มาจากประเทศแม่แทบทั้งหมด เราจึงต้องเริ่มด้วยการตั้งหลักใหม่ ว่าการสนับสนุนกิจการข้ามชาติจะต้องทำให้มีคน มีของ มีสมอง ของไทย เข้าไปอยู่ในขบวนเทคโนโลยีด้วย


ในอีกทางหนึ่ง เราก็ต้องกลับมาดูตัวเอง ตั้งหลักให้ดีว่าอุตสาหกรรมไทยมีหน้าตาเป็น K-shaped คือเส้นข้างบนกับข้างล่างห่างกันออกไปเรื่อยๆ ข้างบนคือดาต้าเซ็นเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อีวี กลุ่มนี้เป็นอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนส่งออกเยอะ แต่สัดส่วนนำเข้าก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มูลค่าที่ตกในประเทศมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ขาล่างของตัว K เป็นอุตสาหกรรมที่เราคุ้นเคยกันดีและอยู่มานาน เช่น เครื่องประดับ เครื่องจักรกลเกษตร ของเล่น เครื่องปั้นดินเผา บางส่วนขายไปตลาดโลกอย่างอเมริกาได้ด้วยซ้ำ แต่รัฐบาลไหนๆ ก็ไม่ค่อยเหลียวแล เพราะอยากเน้นประชาสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมขาบน ทั้งที่จริง เราสามารถออกแบบ Growth Model ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตไปพร้อมกับการลดความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างระหว่างสองขานี้ได้


จะทำเช่นนั้นได้ เราจำเป็นต้องออกจากกรอบคิดแบบเดิมที่อยากสร้างรถทั้งคันหรือโทรศัพท์ทั้งเครื่องในประเทศ หันมากำหนด “ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์” แทน แล้วผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ จนโลกขาดเราไม่ได้ ซึ่งไทยมีศักยภาพอยู่แล้วอย่างน้อย 3 จุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ คือ เซ็นเซอร์ พาวเวอร์ชิป และโฟโตนิกส์ ที่สำคัญคือ ทั้ง 3 ตัวนี้สามารถช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเก่าของไทยเองด้วย เช่น หากทำเตียงธรรมดาจะมีมูลค่าเพียง 5,000 บาท แต่หากติดเซ็นเซอร์ให้เตียง ให้สามารถวัดความชื้น อุณหภูมิ ตรวจจับแผลกดทับได้ จากมูลค่า 5,000 จะกลายเป็นเตียงมูลค่า 50,000 บาท ไปต่อในโลกใหม่ได้


ยุทธศาสตร์ใหม่นี้จะทำให้เราสามารถสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ในไทยให้มีโฟกัสและเติบโตไปพร้อมกับเซมิคอนดักเตอร์โลก ให้ทั้งอุตสาหกรรมเก่าของไทยมีทางไป และอุตสาหกรรมใหม่ได้เฉิดฉาย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน