ธิดา ถาวรเศรษฐ ประเด็น พรรคเพื่อไทยและการทวงความยุติธรรมให้กับวีรชนประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง
จาก Facebook Live อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 ลิ้งค์ยูทูป : https://www.youtube.com/watch?v=0SuCN0RWEMI
สวัสดีค่ะ ในช่วงนี้ดิฉันก็คิดว่าจะทำ Facebook Live ประจำในวันพฤหัสบดี เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นด้านรัฐสภา ในเรื่องของพรรคการเมือง และในเรื่องของขบวนการประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทวงความยุติธรรมให้กับวีรชนประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงนั้น มาถึงจุดที่วิกฤตและเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ เราก็จะต้องมาคุยกันให้มากสักหน่อย วันนี้ดิฉันจึงอยากจะพูดกันตรง ๆ เลย ก็คือประเด็นที่เราจะพูดก็คือเรื่องของ “พรรคเพื่อไทย” กับการทวงความยุติธรรมให้วีรชนประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง
ดิฉันปกติจะไม่มีการโจมตีโดยตรง แล้วให้อภัยพรรคเพื่อไทยมาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเข้าใจ ในฐานะมิตรร่วมรบและเป็นสหายร่วมศึก หลายต่อหลายครั้งแล้วที่ได้เกิดปัญหามายาวนาน ในท่ามกลางการต่อสู้เราก็ “แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง” ก็พยายามถนอมน้ำใจเพื่อที่จะรักษาความเป็นเอกภาพของการต่อสู้ของประชาชนที่สู้ กับระบอบอำมาตยาธิปไตย กับกลุ่มจารีตอำนาจนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำรัฐประหาร อันเป็นการเกิดขึ้นมาของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกัน “นปช.” แม้จะล่มสลายไปแล้วก็ตาม แต่ว่าการเกิด การดำรงอยู่ และการล่มสลายนั้น มันหล่อเลี้ยงด้วยอุดมการณ์ ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย และเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชนประชาธิปไตยจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันและอนาคต
ในช่วงเวลานี้ทุกคนก็ทราบว่ามีความจะพยายามเพื่อทวงความยุติธรรม ดิฉันจำเป็นต้องตั้ง “คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553” เพราะถือว่าภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น เป็นการทำงานที่ดูเหมือนไม่ยิ่งใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชนประชาธิปไตยตั้งแต่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ 14ตุลา16 แล้วก็ไล่มา 6ตุลา19 มาถึงพฤษภา35 และแม้กระทั่งนักรบปฏิวัติในเขตป่าเขาก็ตาม และมาจนถึงคนเสื้อแดงในปี 53 และมาจนกระทั่งถึงเยาวชนรุ่นหลัง (และเพื่อทวงความยุติธรรมให้ผู้ที่ตายโดยไม่มีอาวุธใด ๆ)
นอกจากนี้มีวิกฤตการนิรโทษกรรมที่ไม่ยอมนิรโทษกรรมให้เยาวชน และให้กับคนรุ่นใหม่ในเหตุการณ์หลังจากปี 63 เป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ เนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมาทุกคนก็คงจะทราบว่ามีความพยายามของเราในการที่จะขอแก้กฎหมาย เพราะการขับเคลื่อนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คดีความมันถูกฟรีซแช่แข็งแล้วก็เก็บเอาไปอยู่ในมุมมืด ไม่สามารถที่จะขยับทวงความยุติธรรมได้ และเราก็ได้พยายามที่จะทำโดยมีคำมั่นสัญญาของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งปี 66 เพราะดิฉันทราบแล้วว่าพรรคฝ่ายค้านในเวลานั้น จะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน มีโอกาสเป็นรัฐบาลทั้งสิ้น พรรคประชาชาติด้วย
เราจึงดำเนินงานทุกวิถีทางในการทวงความยุติธรรมให้กับประชาชน โดยที่มีความคิดที่มองไปข้างหน้ายาวไกลว่า การที่มีการฆ่าประชาชนมือเปล่ากลางถนนแล้วลอยนวลพ้นผิด ไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย ไม่ใช่เป็นปัญหาในอดีตเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ว่าให้อภัยเถอะ แต่เป็นปัญหานำสู่อนาคตว่าลูกหลานเราจะต้องเผชิญปัญหานี้อีก นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราได้พยายามต่อสู้ ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อเฉพาะปี 53 แต่เป็นการต่อสู้เพื่อคารวะวีรชนในอดีต ไล่มาจนถึงปี 53 จนถึง 63 และมันจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างที่ทุกคนทราบ
ครั้งนี้ดิฉันมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึง “พรรคเพื่อไทย” อย่างตรงไปตรงมา จะเรียกว่าประณามก็ได้ก็คือ ความจริงเรื่องนี้ไม่จำเป็นที่เราจะต้องมาทวง ไม่จำเป็นที่ดิฉันต้องตั้งคณะประชาชนฯ ทวงความยุติธรรมกรณีปี 2553 ขึ้นมา ควรจะอยู่ในจิตสำนึกว่า เราได้ร่วมทางการต่อสู้มาอย่างไร พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์จากการต่อสู้ของประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันก็คือการต่อต้านรัฐประหาร แต่ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็ได้ประโยชน์ด้วย และโดยเฉพาะในยามที่ไม่มีพรรคการเมืองอื่นให้เลือก จึงเป็นประหนึ่งว่าในวิถีทางรัฐสภานั้นมีแต่พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายที่ต่อต้านเผด็จการ พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณก็ถูกกระทำอย่างหนักหนาสาหัส
แต่ดิฉันอยากจะเรียนกับท่านผู้ฟังว่า ณ เวลานี้สำหรับดิฉันนะ เรื่องการให้อภัยจบแล้ว เพราะแม้แต่เพียงการแก้กฎหมายพระธรรมนูญศาลทหาร ให้ทหารที่ทำความผิดอาญาต่อประชาชนพลเรือนไปขึ้นศาลพลเรือนยังไม่กล้า เพียงแค่นี้ยังไม่กล้า แล้วจะไปกล้าแก้อะไร จะกล้าแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐธรรมนูญที่อำนาจเป็นของประชาชนหรือ? แล้วจะไปกล้าอะไรเรื่องอื่น ดิฉันขอเรียนว่าตัวดิฉันเองจากการเดินทางในชีวิตยาวนานจาก 14ตุลา16 จนถึงบัดนี้ ดิฉันยังไม่ตาย ดิฉันยังไม่ได้ถูกจับกุมคุมขัง แต่ภารกิจที่แบกอยู่บนบ่าและในปณิธานของชีวิตก็คือ จะร่วมกับประชาชนในการต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจเป็นของประชาชนและสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชนที่สูญเสีย เพราะภาพของคนที่ถูกทหารยิงกลางถนนในช่วง 14ตุลา16 มันเปลี่ยนชีวิตดิฉันดังที่ได้เคยบอก จากอาจารย์สาว ๆ ธรรมดา ชอบเที่ยว ชอบเดินทางไปท่องเที่ยว ชอบอะไรที่สนุกสนาน ชีวิตดิฉันก็เปลี่ยน และรับภารกิจนี้มาจนถึงปัจจุบัน ดิฉันไม่ตาย ยังไม่ได้ถูกจับกุมคุมขัง แต่ซื่อตรงต่อเจตนารมณ์ของผู้ที่ตายแล้ว พยายามทำงานเพื่อสืบทอดและพิทักษ์วีรชนเหล่านี้ โดยเฉพาะชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่ใช่เขาเป็นพวกโจร เป็นชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมืองอะไรอย่างนี้
และในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นภารกิจที่รู้สึกว่าเราเป็นหนี้ของคนที่ตายไปแล้ว และเราป้องกันไม่ให้คนต้องตายต่อไป ทีนี้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเล็กมาก แค่แก้กฎหมายพระธรรมนูญศาลทหาร อย่าว่าแต่เป็นคดีความอาญาเลย ทุจริตมิชอบไปขึ้นศาลที่เหมือนกับข้าราชการทั่วไปก็ยังไม่ได้ แล้วพอเป็นความผิดอาญาต่อประชาชนก็ไม่ได้ และอย่างที่ดิฉันเรียนว่าแล้วสำมะหาอะไรที่จะทำเรื่องใหญ่กว่านี้
เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะเรียนว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยและคนรุ่นใหม่รวมทั้งนายธงทอง ไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยเคยทำอะไรเอาไว้บ้าง และหลายคนลืมแล้ว ดิฉันจะลองขอทบทวนให้ท่านฟัง แต่ก่อนจะทบทวนดิฉันอยากจะบอกว่า เมื่อกี้ดิฉันพูดไปนะว่า ไม่ตาย ยังไม่ได้ติดคุก แต่ดิฉันมีริ้วรอยบาดแผลทั่วตัว ริ้วรอยบาดแผลนี้ไม่มีปัญหา หรือเอาของสกปรกมาสาดโคลนให้เรา ก็ล้าง มีแผลก็ทาเบตาดีนหรืออะไรไป ล้างน้ำไป แต่ว่าแผลนั้นไม่ได้มาจากฝั่งที่มีความคิดตรงข้าม ไม่ใช่มาจากเผด็จการทหาร ไม่ใช่มาจากเฉพาะ IO หรือมาจากกลุ่มที่อวยทหารและต้องการรัฐประหารที่ยึดอำนาจประชาชนไป แต่มาจากมิตรที่ร่วมทางด้วยกัน แผลที่เกิดจากมิตรด้วยกันมากกว่า เพราะดิฉันมองว่าคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามเวลาเราพูดเหตุผลเขาก็รับฟัง เขาอาจจะไม่ชอบ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าสิ่งที่เราพูดนั้นมีหลักการและมีเหตุผลที่ฟังได้ เป็นภาษาที่รับฟังได้ไม่ใช่มีการด่าและไม่ใช่ Hate Speech ดิฉันไม่ใช้ Hate Speech แต่วันนี้ดิฉันอยากจะเรียนว่านอกจากบาดแผลในตัวดิฉันที่มาจากกลุ่มเดียวกันตั้งแต่มาเป็นประธานนปช. จนถึงบัดนี้ เป็นบาดแผลของมิตรร่วมรบมากกว่า ไม่เป็นไร! ยังไม่ตาย! ก็ยังเดินหน้าต่อไป (ไปกันคนละทาง)
ดิฉันอยากจะลำดับเอาเฉพาะที่สำคัญ ๆ เราต่อต้านรัฐประหารปี 49 และเราเกิดคนเสื้อแดงเพราะเราไม่เอารัฐธรรมนูญ 50 นี่คือสีเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยที่มาใหม่ ๆ รู้ไว้เสียด้วยว่าสีแดงไม่ใช่สีพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ต้น (แถมคุณทักษิณขอให้ถอด ไม่ใส่เสื้อแดงตอนปี 2554 จนดิฉันต้องบอกว่าเขาไม่ถอดเสื้อแดงหรอก)เพิ่งมาใช้สีแดงเอาปี 66 แต่สีแดงเป็นสีของการต่อต้านรัฐประหารไม่เอารัฐธรรมนูญ 50 ของแนวร่วมฯ และในที่สุดก็มาเป็นสีคนเสื้อแดงของนปช. นี่คือจุดเริ่มต้น อย่ามาเคลมว่าสีแดงเป็นสีของพรรคเพื่อไทย เรามีความพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ 50 เรามีความแตกต่างกันกับพรรคเพื่อไทย เขาไม่ได้เชื่อตามเรา แต่เราก็โอเค (ให้อภัย)
ดิฉันจะเรียงเวลา ก็คือในวันที่ 30 มี.ค. 52 เสียงของคุณทักษิณก็คือ “ถ้ามีเสียงปืนแตก มีทหารยิงประชาชน ผมก็จะออกมานำประชาชนเข้ามาในกรุงเทพฯ” และหลังจากนั้นมีการชุมนุมใหญ่ที่ในกรุงเทพฯ ปี 52 แล้วก็เกิดคดีความที่ฟ้องร้อง คดียังไม่จบจนถึงบัดนี้ แล้วก็มีเหตุการณ์ที่พัทยา ซึ่งความจริงมันก็เป็นปัญหาจากเวทีรัฐสภา นั่นก็คือพรรคที่มีคุณเนวินและคุณพ่อของอนุทินแยกตัวไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ก็เกิดรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมา และคุณทักษิณแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกับการต่อสู้ ทีนี้คุณทักษิณไม่ได้มา ถามว่าคนเสื้อแดงโกรธไหม? ก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอกนะ ก็ให้อภัยอีก
ทีนี้มีประโยคสำคัญที่ดิฉันนำมาพูดถึงก็คือในปี 55 คือหลังจากปี 53 แล้ว ดิฉันเป็นประธานนปช.เมื่อ 1 ธ.ค. 53 เราได้มีการขับเคลื่อนมวลชน มวลชนมีความคับแค้นใจและมีความโกรธแค้น ต้องการทวงความยุติธรรมให้คนตายซึ่งเป็นคนเสื้อแดง ไม่มีอาวุธ เรื่องชายชุดดำ เรื่องเผาโน่นเผานี่ ในที่สุดผ่านมา 10 ปีของการทำรัฐประหารก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ฝีมือของคนเสื้อแดง แล้วก็จับใครไม่ได้ บนถนนดินสอไม่มีใครตายด้วยอาก้า ไม่มีใครตายด้วย M79 แต่เป็นการตายด้วยอาวุธที่เขาเรียกว่าแบบนาโต้ ก็คือของทหารไทยทั้งสิ้น
ในช่วงเวลานั้นหลังการปราบปราม ที่สำคัญก็คือเราจัดงานตลอด เดินจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปราชประสงค์ จากราชประสงค์มาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หลังจากปี 53 พอมีการเลือกตั้งปี 54 นปช.ภายใต้การนำของดิฉันได้ทำงานอย่างหนักทุกอย่าง ไม่ว่าในเรื่องคนติดคุก ในเรื่องประกันตัว ในเรื่องการทวงความยุติธรรม ในเรื่องการจัดตั้งองค์กร แล้วรวมถึงการทำโรงเรียนนปช. การคัดแกนนำต่าง ๆ และการตรวจสอบการเลือกตั้ง จนพรรคเพื่อไทยได้มาเป็นรัฐบาล คือคนเสื้อแดงใช้วิถีทางรัฐสภาแก้แค้น แต่ถามว่าลืมมั้ย? ไม่ลืม! จะมีผู้คนหนาแน่นมาก เพราะฉะนั้นครั้งประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดที่คุณทักษิณได้พูด และหลายคนไม่ให้อภัยจนถึงบัดนี้ ก็คือว่า “พี่น้องแจวเรือพาผมข้ามฝั่งมาถึงฝั่งเรียบร้อยแล้ว” อันนี้วันที่ 19 พ.ค. 55 ก็คือหลังจากปี 53 มา 2 ปี เรามีการจัดชุมนุมตลอดนะ อาจารย์จัดตลอดเลย ผู้คนมากันเองอย่างเต็มใจ เต็มพื้นที่ แต่สมัยที่ดิฉันเป็นประธานนปช. ประชาชนมาเอง ไม่มีแม้แต่ค่ารถหรือจัดเลี้ยงอะไรให้ ไม่มีเลย เพราะว่าเราไม่มีเงิน!
ตรงนี้ที่พูด ถ้าเป็นวีดีโอดิฉันอยากให้ฟังเสียงคุณทักษิณ แต่ตอนนี้ไลฟ์สดก็จะอ่านให้ฟังว่าคุณทักษิณพูดอย่างไร?
“พี่น้องแจวเรือพาผมข้ามฝั่งมาถึงฝั่งเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเดินทางต่อขึ้นภูเขา พี่น้องจะแบกเรือพาผมขึ้นภูเขาทำไม ถึงเวลาที่ผมจะขอนั่งรถขึ้นภูเขา (ตอนนี้ถูกถีบจากรถ) แต่ผมไม่เคยลืมคนที่ขับเรือมาส่งผมแล้ว ผมจะต้องหันกลับไปขอบคุณคนที่ขับเรือมาส่งผม เหตุการณ์มันเปลี่ยน พัฒนาการมันเปลี่ยน ก็หวังว่าพี่น้องคงจะเข้าใจว่าวันนี้เราได้ทำหน้าที่ของเรามาสุดทาง”
คือจบแล้ว มองว่าพี่น้องขับเรือมาส่ง เขาจะขึ้นรถแล้ว แปลว่าอะไร? แปลว่าคนเสื้อแดงคือพาหนะพาเขามายังภูเขา ภูเขาอะไร? ภูเขาแห่งความสำเร็จหรือ? ภูเขาแห่งการที่ได้ขึ้นเถลิงอำนาจในประเทศนี้งั้นหรือ? มันยากใช่มั้ย ต้องนั่งรถของฝั่งจารีตอำนาจนิยม เชอะ!!! แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง? อันนี้พูดตั้งแต่ปี 55 แปลว่าปี 55 คุณทักษิณก็ยังถูกทำให้เชื่อได้ แต่ว่าในทางความคิดก็คือ มองพี่น้องเสื้อแดงเป็นยานพาหนะ สำหรับดิฉัน ทัศนะของคุณทักษิณ คนเสื้อแดงไม่ใช่แต่เพียงเป็นยานพาหนะ ก็คือเครื่องมือที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่พี่น้องเสื้อแดงที่ร่วมกันต่อสู้ ไม่ใช่คนที่มีอุดมการณ์ แต่เป็นยานพาหนะสำหรับพรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณที่ขึ้นไปภูเขาสูง ประมาณนั้น!!! แล้วมันใช่หรือ? ไม่ใช่!!! เราต่อต้านรัฐประหาร
และนี่คือเหตุผลที่ว่าเมื่อปี 54 พอเสนอนิรโทษฯ สุดซอย ถามคนเสื้อแดงดูซิ ไม่เอา!!! คนที่เขาเกลียดคุณทักษิณเขาก็ไม่ต้องการให้คุณทักษิณกลับ คนเสื้อแดงอยากให้คุณทักษิณกลับ แต่คนเสื้อแดงก็ไม่ต้องการที่จะปล่อยให้คนฆ่าประชาชนลอยนวลพ้นผิด ไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สุเทพ เทือกสุบรรณ และทหาร ภายใต้การนำของกลุ่มในคณะ 3ป. นั้น ที่ปราบปรามประชาชนภายใต้องค์กร ศอฉ. และคุณทักษิณ ไม่รู้ทั้งเขา ไม่รู้ทั้งเรา คือไม่รู้ใจประชาชนว่ายังเจ็บปวดเคียดแค้นที่ถูกปราบปรามเข่นฆ่า และไม่รู้ว่าฝั่งจารีตนั้นเขาคิดยังไง? คุณอภิสิทธิ์มาหัวเราะเยาะทีหลังว่ามานิรโทษฯ ให้เขาทำไม? เขาไม่ได้ต้องการ ประยุทธ์ก็ไม่ได้ต้องการ เพราะว่าเขาสามารถจัดการเราได้ข้างเดียว
วาทะอันนี้ของคุณทักษิณเรื่องรถเรื่องเรือ ที่คุณทักษิณอาจจะลืม ดิฉันเป็นคนต้องพูดบนเวทีต่อจากวีดีโอลิ้งค์ของคุณทักษิณ ดิฉันไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะดิฉันไม่เคยหวังว่าคุณทักษิณเป็นนักต่อสู้ แต่เราเป็นแนวร่วมกัน ดิฉันถือว่าเขาเป็นนายทุนที่ถูกฝั่งจารีตอำนาจนิยมกระทำ เพราะฉะนั้น หลายคนที่ให้เครดิตคุณทักษิณว่าเป็นผู้นำการต่อสู้ โกรธ! เจ็บปวดมาก ครอบครัวคุณทักษิณโทรศัพท์มาหาดิฉันเพื่อมาขอโทษแทนพ่อ ดิฉันบอกว่าดิฉันเฉย ๆ ไม่ว่าอะไร เพราะคุณทักษิณก็คือคุณทักษิณ คุณทักษิณก็คือนายทุนที่มาตั้งพรรคการเมือง ที่คิดว่าประเทศนี้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบสากล แล้วก็ทำการตลาด ทำนโยบายให้ได้รับเลือก คือเขาไม่รู้ว่าประเทศนี้มีอนุญาตหลายใบ!! เพียงแค่ประชาชนเลือกตั้งมาแล้วจะทำอะไรตามใจชอบไม่ได้!!!
ตรงจุดนี้หลายคนไม่ให้อภัย แต่ว่ามันได้เปิดเผยธาตุแท้ว่าเขามองคนเสื้อแดง หลังการตายปี 53 เป็นเพียงยานพาหนะนำเขาเพื่อมาขึ้นภูเขาร่วมไปกับพวกจารีตอำนาจนิยมแบบนี้ ไม่รู้ใครไปบอกว่าให้พูดแบบนี้ คือตัดขาดคนเสื้อแดง ตอนหลังแกก็บอกว่าตอนนั้นมันเสียงไม่ชัด ฟังไม่ทัน ก็มีคนพยายามให้อภัย นั่นคือปี 55
มาปี 56 หลังการปราบปรามประชาชนปี 53 มา 3 ปี ดิฉันทำวีซีดี “รุมยิงนกในกรง” ในนั้นหลายคนกลับไปดูได้ ในนั้นก็เป็นการบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดิฉันเป็นคนเขียนสคริปต์ตามวารสารเสนาธิปัตย์ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าทหารวางแผนอย่างไร รุมยิงนกในกรงเป็นวีซีดีในเหตุการณ์ประมาณวันที่ 14-15-16-17-18-19 พฤษภา53 แต่มีวีซีดีอีกชุดหนึ่งที่อยู่ในช่วง 10เมษา53 เพราะว่าฝ่ายปราบปรามเขาเว้น 1 เดือนเพื่อสรุปบทเรียนแล้วก็ตั้งต้นใหม่ในการปราบปราม เพื่อเอาให้ตายและเขาไม่เสียหายอะไรเพราะ 10เมษา53 เขาเสียหายมาก เพราะว่าเกิดจากการถูกระเบิด M67 ขว้าง (ระเบิดมือ) ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา ซึ่งเราคงไม่ได้พูดในอันนี้ เพราะดิฉันจะพูดเฉพาะพรรคเพื่อไทยและสิ่งที่คุณทักษิณคิด และสิ่งที่คุณทักษิณทำ และมันเกิดผลอย่างไรต่อวีรชนประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง
นี่มันครั้งแล้วครั้งเล่า วีซีดีรุมยิงนกในกรงเมื่อผ่านมา 3 ปี เราจัดงานรำลึกปีที่ 3 ดิฉันทำอย่างสุดฝีมือ แต่ไม่ได้เปิด เพราะว่าบังเอิญคนในครอบครัวชินวัตร คือด้วยความซื่อของดิฉัน เขาได้เห็นวีซีดีที่เราจะเปิด เขาบอกตรง ๆ ว่าเขากลัวทหารจะโกรธ แต่มันคือความจริงนะ มันคือบันทึกเหตุการณ์ในช่วงเดือนพฤษภาคมของปี 53 มีใครตายที่ไหน? ตายที่ไหน? ตายที่ไหน? มีภาพ แล้วก็มีคลิปจริง ๆ แล้วบทบรรยายที่ดิฉันเขียนเอามาจาก “เสนาธิปัตย์” และมีบทสรุปที่มีการใช้อาวุธเท่าไหร่ ใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ เสียกระสุนไปเท่าไหร่ คนตายไปเท่าไหร่ อันนั้นอย่างน้อยนะ เพราะตายตามหลังมีอีกเยอะ ไม่ยอมให้เปิด!!! กลัว!!!
ดิฉันบอกตรง ๆ เลยว่ามีแกนนำนปช.คนสำคัญคนหนึ่งมาสั่งยุติไม่ให้มีการฉายวีซีดี ที่ดิฉันทำไมต้องพูดเหตุผลก็คือกลัวทหารโกรธ มันจะมาสัมพันธ์กับเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มันเป็นความจริง มันไม่ได้เป็นข้อกล่าวหา ถ้ามันเป็นเรื่องที่ไม่จริง ก็ถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้ว่าโกหกมดเท็จ แต่กลัว ไม่ยอมให้เปิด แล้วทำให้แกนนำนปช.คนหนึ่งมาจัดการกับเวทีได้ ไม่ให้เปิด ดิฉันเสียใจมาก เพราะดิฉันต้องการให้สังคมรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงในเหตุการณ์พฤษภาปี 53 แต่นั่นคำตอบเขาก็คือ “กลัวทหารโกรธ”
แล้วในขณะเดียวกันเราก็มาพูดเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ ICC คุณเบนซูดา อัยการใหญ่ก็มาในปี 55 ตัวนี้ก็พิสูจน์ เราไปทำจนถึงที่สุดแล้วว่าศาลอาญาระหว่างประเทศรับเรื่อง ไม่ใช่ง่ายนะ ขณะนี้ที่เขมรจะฟ้องไทย ไปยืนอยู่หน้าศาลนะ ไม่รู้ว่าเขารับเรื่องแล้วยัง แต่ตอนอ.ธิดาฟ้อง เข้าไปนั่งข้างในนะ ไปกับคุณแม่น้องเกด ทนายอัมสเตอร์ดัม แล้วก็พี่น้องเสื้อแดงหลายคน อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล แล้วก็มีทนายด้วย จนกระทั่งในที่สุดฝ่ายอัยการของ ICC รับเรื่อง ดิฉันบอกเขาว่าคนตายน้อยก็จริงนะ ไม่ได้ตายเป็นพันเป็นหมื่น แต่มันจะตายไปเรื่อย ๆ เพราะว่าประเทศนี้การฆ่าคนโดยการทำรัฐประหารแล้วลอยนวลพ้นผิด มันหมายถึงอนาคตประเทศไทยจะเกิดซ้ำ ๆ ได้อีก
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรคเพื่อไทยไม่ยอมเซ็นอนุญาตว่าให้ ICC สามารถเข้ามาหาข้อมูลและเข้ามาสืบค้นเรื่องราวเฉพาะกรณีปี 53 เพราะเราไม่ได้เซ็นสนธิสัญญา คือเรายอมรับสนธิสัญญา แต่เราไม่ได้ลงสัตยาบันเซ็นให้เรียบร้อย (สนธิสัญญากรุงโรม) ดังนั้น เราไม่ใช่ประเทศสมาชิกที่สมบูรณ์ ก็จำเป็นจะต้องใช้ช่องทางอัยการ ผู้ที่เราร้องมีทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร แต่ว่าเป็นเฉพาะกรณีปี 53 ไม่เกี่ยวอะไรกับมาตรา 6 ไม่เกี่ยวอะไรกับสถาบัน เพราะนี่เป็นเรื่องเฉพาะกรณีปี 53 ซึ่งเป็นเรื่องระหว่าง ศอฉ. กับประชาชนเท่านั้น นี่ก็ปฏิเสธ ไม่ยอมเซ็น นี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นธาตุแท้อีกครั้งหนึ่ง มันไม่ได้มีอะไรมากเลย ICC เขามา แล้วคุณยอมให้เขามาสืบค้น ก่อนจะทำรัฐประหารเราก็ขู่ไปบอกพรรคเพื่อไทยว่าเขาจะทำรัฐประหารแล้วนะ เซ็นซิ อย่างน้อยที่สุดก็อาจจะช่วยยับยั้ง ทำให้การทำรัฐประหารยากขึ้น ไม่เซ็น!!! กลัวอะไร? นี่คือความกลัว กล้าในสิ่งที่ไม่ควรกล้า เช่น ไปอยู่ชั้น 14 แต่กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว มันถึงได้เป็นปัญหาทุกวันนี้
ครั้งสำคัญที่สุดคือกล้านิรโทษฯ สุดซอยปี 56 เราก็ให้ความเป็นธรรมนะ แกนนำนปช.และคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับนิรโทษฯ สุดซอย แต่ถามว่าพรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณทำนิรโทษฯ สุดซอยเพื่ออะไร? เพื่อให้คุณทักษิณกลับบ้าน และนิรโทษฯ พวกศอฉ.ทั้งหมด สุเทพ, อภิสิทธิ์, คณะ 3ป. แล้วก็ทหารที่ยิงประชาชนตายฟรี ๆ ทั้งหมดเลย แปลว่าอะไร ความหมายตรงนี้ก็คือว่าไม่ได้สนใจ ไม่ได้คิดเรื่องปัญหาทวงความยุติธรรม ตั้งแต่ต้นมาคุณค่าของคนเสื้อแดงเป็นเพียงยานพาหนะหรือเครื่องมือที่จะทำให้นำสู่ความสำเร็จ หรือเปล่า?
กระทั่งปี 66 ก็มาพูดว่า “วันนี้ผมก็มาแล้ว ผมจะมาชวนคนเสื้อแดงที่เข้าใจผิด สีอะไรตกให้เปลี่ยนไปจะได้กลับมา กลับมาอยู่ด้วยกัน” เออ! ใครเข้าใจผิด ดิฉันว่าคุณทักษิณนี่แหละเข้าใจผิด คนรักประชาธิปไตย คนเสื้อแดง ไม่ใช่ยานพาหนะของใคร ไม่ใช่ยานพาหนะของพรรคใด ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง แต่เรามีเป้าหมายร่วมกันก็คือขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ทวงความยุติธรรม และทวงอำนาจประชาชนคืนมา สืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชนประชาธิปไตย
เรื่องที่ง่ายที่สุดในกรณีสุดท้ายยิ่งเปิดเผยธาตุแท้ ที่ดิฉันพูดมาเป็นลำดับ เป็นการเปิดเผยว่าเราอดทนครั้งแล้วครั้งเล่า เราให้อภัยครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะว่าท่านเป็นผู้ถูกกระทำ พรรคเพื่อไทยก็เป็นผู้ถูกกระทำ และร่วมกันต่อสู้ คุณงามความดีน้ำจิตน้ำใจการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมีอยู่ แต่ว่าประชาชนไม่ใช่ยานพาหนะ ไม่ใช่เครื่องมือที่จะทำให้พรรคใดพรรคหนึ่ง คนใดคนหนึ่งขึ้นไปสู่อำนาจ ประชาชนต้องการให้คนอื่นมาร่วมด้วยช่วยกันทวงอำนาจให้กับประชาชน ครั้งนี้มันง่ายที่สุดเลย ให้ทหารที่ทำความผิดอาญาต่อประชาชนขึ้นศาลพลเรือน กลัวทำไม??? แล้วทีเวลาไปอยู่ชั้น 14 ทำไมไม่กลัว??? เรื่องที่ควรกลัว เขาบอกว่าให้ติดคุก 1 ปี เกิดกล้าขึ้นมา แล้วทีเวลาให้ทหารไปขึ้นศาลพลเรือน ทำไมกลัว ไม่กล้าแก้กฎหมาย
ศาลพลเรือนมีทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา คำถามก็คือคนต้องเท่ากัน แต่คือความกลัว กลัวมาตั้งแต่วีซีดียิงนกในกรงก็ไม่กล้าให้ฉาย กลัวมาตลอด, ICC, นิรโทษฯ สุดซอย เรื่องนิรโทษฯ สุดซอยมันชัดเจนมากว่า การกลับมาของท่านนั้น ท่านยอมแลกกับทุกอย่าง แลกกับการทวงความยุติธรรม แลกกับการที่มองไม่เห็นหัววีรชนประชาธิปไตย มองไม่เห็นหัวคนเสื้อแดงที่ตายและที่บาดเจ็บล้มตาย ติดคุกติดตะรางมาต่อสู้ ปัจจุบันนี้ยังมีนะคนเสื้อแดงที่ติดคุกอยู่ และแม้กระทั่งเรื่องนิรโทษกรรม 112 ท่านก็กลัว ท่านก็ไม่กล้า แล้วตอนนี้เป็นไง? ท่านก็ต้องเจอ 112
ดิฉันไม่ได้หวังว่าคุณทักษิณจะมาเป็นนักต่อสู้ของประชาชนนะ แต่ดิฉันคิดว่าคุณทักษิณควรจะเป็นนายทุนเจ้าของพรรคที่ฉลาดกว่านี้ สามารถแยกมิตรแยกศัตรูได้ ประชาชนมีมิตรแท้ มีศัตรูถาวร นักการเมืองไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร แต่ว่านักการเมืองที่ถีบหัวประชาชนเหมือนถีบหัวเรือ แล้วฝั่งศัตรูที่เขาเคยเข่นฆ่าคุณเขาจะเป็นมิตรกับคุณหรือ? คุณเชื่อหรือ? แทนที่คุณจะกอดคอกับเพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายในฐานะมิตร แต่คุณดันไปกอดคอคนอื่น เขาก็ถีบคุณ ดิฉันยังคิดว่าควรจะฉลาดกว่านี้ แต่ว่าคุณทักษิณและคนที่ล้อมรอบดิฉันไม่รู้ว่าเป็นอะไร? ให้คำแนะนำแบบไหน? เช่น กลับมาครั้งนี้เขาให้ติดคุก 1 ปี ทำไมไม่ยอมติดคุก? แล้วจะบอกว่ามาเลี้ยงหลาน แล้วคิดว่ายุคนี้สมัยนี้คนรุ่นหลัง ๆ เขาจะเห็นคุณทักษิณเป็นฮีโร่ มันคนละยุคแล้วนะคะ
ถ้ารักคุณทักษิณ พวกประจบสอพลอทั้งหลายควรจะให้ความคิดที่ถูกต้องและแตกต่าง ไม่ใช่ประจบสอพลอ แล้วกลายเป็นว่าชะตากรรมของคุณทักษิณขณะนี้ เป็นชะตากรรมซึ่งดิฉันคิดว่าน่าจะหนักมากอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน ความกลัวของท่านก็กลายเป็นอุปสรรคของประชาชน เหมือนคนเอาก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ มาขวางทางพวกเราที่เดิน แล้วเอาก้อนหินทุ่มตีนพวกเรางั้นแหละที่เดิน แล้วตัวดิฉันเองก็มีบาดแผลบาดเจ็บริ้วรอยเพราะคนพวกที่ประจบสอพลอท่านนั่นแหละมาด่าเอา แต่ดิฉันไม่สนใจหรอก เพราะดิฉันไม่มีนาย นายของดิฉันคือหลักการและคนที่ตายไปแล้ว คุณถอนแม้กระทั่งกฎหมาย ป.ป.ช. ที่อ้างว่าจะแก้ และเมื่อเราเข้าไปในกรรมาธิการการกฎหมายฯ เพราะเราต้องการให้ทำการไต่สวนคดีที่ยังเหลืออยู่ 62 ศพ ไม่ใช่เอาไปแช่แข็งแบบนี้ และเราต้องการให้นักการเมืองขึ้นศาลพลเรือน ทหารที่ทำผิดอาญาต่อพลเรือน แทนที่จะขึ้นศาลทหารให้ขึ้นศาลพลเรือน เพราะเราสู้มาหมดแล้วทุกศาล กลับพบว่าพวกกรรมาธิการและคนเพื่อไทยก็มาพยายามดิสเครดิตเรา
ขณะที่ฝั่งศัตรูนั้น (ดิฉันใช้คำว่าศัตรูนะ) อาจจะฟังไม่เพราะเท่าไหร่ ความหมายคือศัตรูของการต่อสู้ของประชาชนที่ต้องการทวงอำนาจคืน แล้วต้องการยึดอำนาจไว้กับตัวเอง นี่เป็นครั้งที่ดิฉันใช้คำพูดแรงที่สุดที่ใช้คำว่าศัตรู เราแยกมิตรแยกศัตรูว่างั้นเถอะ แต่ท่านเอาศัตรูเป็นมิตร แล้วท่านเอามิตรเป็นศัตรู แล้วทุ่มก้อนหินใส่ขาเรา ใส่ตัวเรา และลูกน้องทั้งหลายก็พากันโยนทั้งมีดทั้งอะไรใส่ประชาชน ขอโทษ!!! นอกจากพานายไปตาย แล้วก็ยังทำให้ขบวนการประชาชนยากลำบากด้วย
ดังนั้นสำหรับดิฉัน ธาตุแท้ของพรรคเพื่อไทยได้แสดงออกมายาวนาน และมาจนถึงบัดนี้ยังไม่เปลี่ยน ถ้าให้ทายการลงมติที่อาจจะเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. ดิฉันก็อยากจะฝากไปถึงพี่น้องประชาชน เราไม่ต้องไปขอร้องกราบกราน ถ้าเขาฉลาดเพื่อเอาตัวรอดนะ เขาต้องให้ทหารที่ทำความผิดอาญาต่อประชาชนขึ้นศาลพลเรือน ไม่ต้องมาเห็นใจเรา ถ้าฉลาดและไม่โง่ ดิฉันก็ฝากเอาไว้ เพราะว่าการที่มาโยนก้อนหินใส่เรา และทำให้เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อน มันหมายถึงอนาคตของเยาวชนประเทศไทย อาจจะต้องถูกฆ่าฟรี ๆ กลางถนนแล้วคนทำลอยนวลพ้นผิดเหมือนเดิม นี่คืออนาคตประเทศไทย ไม่ใช่แต่เฉพาะคนเสื้อแดง ดิฉันฝากขบวนการประชาชนให้พิจารณาด้วยว่า นี่คือความเป็นจริงของประเทศไทยว่า เวทีรัฐสภาไม่ใช่เวทีที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน แต่เวทีรัฐสภามักจะต้องการประชาชนไปเอื้อประโยชน์ของตน ไปโหวตให้ตัวเองขึ้นสู่อำนาจ แต่เมื่อมีอำนาจแล้วไม่เหลียวแล ไม่เหลียวแลแม้กระทั่งมิตรที่เคยร่วมต่อสู้กันมา นี่คือความจริงของพรรคการเมืองไทย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย!!!
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #ทวงความยุติธรรม #วีรชนประชาธิปไตย #คนเสื้อแดง






