วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ศาลอาญาอนุญาตให้ “ตะวัน” ถอดกำไล EM หลังสวม EM ติดตามตัวมานานเกือบ 2 ปี ภายหลังได้รับการประกันตัวในคดี ม.112

 


ศาลอาญาอนุญาตให้ “ตะวัน” ถอดกำไล EM หลังสวม EM ติดตามตัวมานานเกือบ 2 ปี ภายหลังได้รับการประกันตัวในคดี ม.112


วันที่ 20 ก.พ. 2569 ในช่วงบ่าย ที่ศาลอาญา รัชดาฯ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เดินทางมาที่ศาลเพื่อดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไล EM ตามที่ศาลอนุญาต หลังจากใส่มาประมาณ 1 ปี 8 เดือนเศษแล้ว นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2567 ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวในคดี ม.112 กรณีไลฟ์สดในเฟซบุ๊กหน้า UN ช่วงก่อนที่จะมีขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 โดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว EM เป็นหนึ่งในเงื่อนไขในการประกันตัวดังกล่าว


ภายหลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ต่อศาล โดยระบุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากใส่กำไล EM มาเป็นเวลานาน เช่น การเป็นแผลถลอกที่ข้อเท้า หรือความวิตกกังวลที่จะต้องชาร์จแบตอยู่เสมอแม้ต้องออกไปเรียน ซึ่งศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท


ทานตะวันให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้มาถอดกำไล EM หลังจากใส่มาเกือบ 2 ปีแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ที่ได้ปล่อยตัวจากคดีมาตรา 112 ทนายจึงทำคำร้องยื่นต่อศาลเพื่อขอถอดกำไล EM เนื่องจากว่า EM ทำให้เกิดผลกระทบหลาย ๆ อย่างต่อชีวิต อย่างแรกคือ เสียดสีข้อเท้าจนเกิดบาดแผลถลอกและคัน จนตัดสินใจไปหาหมอ ซึ่งหมอก็บอกว่าถ้าจะไม่ให้เป็นแผล ก็คือไม่ให้ตรงนั้นเกิดการเสียดสีอีก นั่นหมายความว่าก็ต้องถอดออกเท่านั้น ตราบใดที่มันยังอยู่ที่ข้อเท้าก็ยังเสียดสีกับผิวและจะยังคงเป็นแผลอยู่เรื่อย ๆ 


นอกจากนั้น เวลาออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เช่น เมื่อไปเรียนก็ค่อนข้างลำบาก เพราะต้องนำสายชาร์จไปด้วยและชาร์จขณะที่อยู่ในห้องเรียน หรือในบางทีในวันที่ยุ่งมากจนเผลอหลับไปโดยทีไม่ได้ชาร์จแบตกำไล EM เจ้าหน้าที่ก็จะโทรมาในช่วงเวลาประมาณตีห้า จนบางทีก็วิตกกังวลทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องรีบชาร์จแบตกำไล EM ก่อน”


เราก็ยื่นเหตุผลพวกนี้ไปเพราะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตจริง ๆ ซึ่งศาลก็อนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยที่มีเงื่อนไขให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท” 


ทานตะวันระบุว่า อย่างไรก็ตาม เธอมองว่ากำไล EM ยังมีข้อดีอยู่ อย่างในเรือนจำที่มีพื้นที่แออัดมาก ผู้ต้องขังในคดีอื่น ๆ ก็มีความคาดหวังว่าจะได้พักโทษและใส่กำไล EM ออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก แต่กรณีที่ศาลนำมาใช้กับคดีทางการเมืองทำให้เกิดความกลัวและปิดปากไม่ให้คนพูด แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะนำมาใช้อย่างไรต่อไป 


ทานตะวันกล่าวทิ้งท้ายว่าขณะนี้มีผู้ต้องขังทางการเมือง 60 คนแล้วที่อยู่ในเรือนจำ อยากฝากให้ทุกคนให้ความสนใจ เพราะยังมีคดีที่ตัดสินอยู่เรื่อย ๆ และมีคนที่เข้าเรือนจำอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน อยากให้ช่วยเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงโดยการพูดถึงพวกเขา และหวังว่าในสักวันหนึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์











“ศุภปกรณ์” ชี้แก้ปัญหาสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ต้องเปลี่ยนความเข้าใจสังคมให้ถูกต้อง-เร่งแก้กฎหมายปิดช่องโหว่ เลิกระบบทำนาบนหลังคน

 


“ศุภปกรณ์” ชี้แก้ปัญหาสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ต้องเปลี่ยนความเข้าใจสังคมให้ถูกต้อง-เร่งแก้กฎหมายปิดช่องโหว่ เลิกระบบทำนาบนหลังคน


วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ อดีต สส.พิษณุโลก เขต 5 พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประกาศเลิกกิจการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งทั่วประเทศ ว่า สมาคมฯ มีปัญหามาหลายสิบปีโดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการ แต่ที่สำคัญคือประชาชนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ นั่นคือสมาคมฯ นี้เป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลหลายคน เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกฯ ที่ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้หากำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน


“อธิบายง่าย ๆ คือการช่วยเหลือกันจัดการงานศพ เหมือนใส่ซองงานศพ เงินที่เหลือจากการจัดงานศพ ก็ให้กับญาติคนตายไป ไม่ใช่การออม ไม่ใช่การลงทุน ไม่ใช่เงินสะสม ไม่ใช่หลักประกันชีวิต การฌาปนกิจสงเคราะห์ คือการจ่ายเงินเพื่อคนอื่น ไม่ใช่จ่ายเพื่อตัวเอง และเมื่อเราเสียชีวิต เราจะได้เงินเท่ากับจำนวนสมาชิกที่เหลืออยู่ในสมาคม คูณด้วยจำนวนค่าทำศพที่สมาคมเรียกเก็บ”


“เช่น วันที่เราเสียชีวิต เหลือสมาชิกอยู่ 1,000 คน สมาคมเก็บค่าทำศพ ศพละ 10 บาทต่อคน เราก็จะได้เงิน 1,000x10 = 10,000 บาท เป็นเงินฌาปนกิจให้กับญาติผู้จัดการศพเรา”


“ดังนั้น ท่านที่เข้าใจว่าคนตายต้องได้เท่ากันทุกศพ เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด หรือหลายท่านคิดคำนวณเรื่องความคุ้มค่าว่าส่งมาแล้วหลายปี เป็นเงินกี่หมื่นกี่แสนก็ตาม ตอนตายควรจะได้เงินให้คุ้มการลงทุน อันนี้ก็เข้าใจผิด เพราะมันไม่ใช่การลงทุน”


ศุภปกรณ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนครั้งแรกเมื่อปี 2565 ก่อนจะลงสมัคร สส. จึงเริ่มติดตาม วิเคราะห์ หาข้อมูลทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงในการดำเนินการ จนเห็นว่ามีหลายสมาคมที่มีความไม่ชอบมาพากลจริง ๆ และเห็นช่องโหว่ทางกฎหมาย จึงได้เริ่มเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา แต่ก็ทำได้ในระดับหนึ่งสำหรับการผลักดันจาก สส. 1 คน ผ่านสภาฯ และคณะกรรมาธิการต่าง ๆ


ตนพูดเรื่องนี้มามากกว่า 2 ปี แต่เพราะเรื่องนี้ถูกมองเป็นปัญหาของคนยากจน ไม่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจชัดเจน ในภาพรวมจึงไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายการเมืองเท่าที่ควร รวมถึงประชาชนเองยังมองไม่เห็นปัญหาและผลกระทบที่จะตามมา จนกระทั่งเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างตามที่ปรากฏเป็นข่าว จึงมีการพูดถึงเรื่องนี้กว้างขวางมากขึ้น โดยเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นอย่างแรก เพื่อเคลียร์ระบบที่เน่าเฟะและสร้างระบบที่ปลอดภัยสำหรับสมาชิกให้ได้


“หวังว่าการจุดประเด็นรอบนี้ จะทำให้ปัญหาของชาวบ้านที่เป็นคนตัวเล็กในสังคมได้รับการแก้ไข ทุกคนตระหนักถึงปัญหานี้ มิเช่นนั้น ระบบการทำนาบนหลังคนแบบนี้จะยังดำเนินต่อไป คนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้จะเสวยสุขอยู่ในเงามืดต่อไปอีกนาน” ศุภปกรณ์ทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฌาปนกิจสงเคราะห์

ปล่อยตัวแล้ว ! หลังศาลอาญาให้ประกันตัว สมยศ-พิมพ์สิริ-พรหมศร ระหว่างอุทธรณ์คดี ม.112 ชุมนุม ‘ปลดอาวุธศักดินาไทย’ หน้าราบ 11

 


ปล่อยตัวแล้ว ! หลังศาลอาญาให้ประกันตัว สมยศ-พิมพ์สิริ-พรหมศร ระหว่างอุทธรณ์คดี ม.112 ชุมนุม ‘ปลดอาวุธศักดินาไทย’ หน้าราบ 11 


ตามที่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า เมื่อเวลา 14.27 น.​ ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ และ "ฟ้า" พรหมศร วีระธรรมจารี ในระหว่างอุทธรณ์คดี หลังจากเมื่อช่วงเช้าของวันนี้มีคำพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ตามข้อหา ม.112 จากเหตุชุมนุม“ปลดอาวุธศักดินาไทย” หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อปี 63


โดยเวลา 15.00 น. ทั้งสามคนถูกปล่อยตัวที่ศาลอาญาแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112







ด่วน! ศาลอาญาพิพากษาจำคุกคดี ม.112 อานนท์ - สมยศ - ฟ้า พรหมศร - มุก พิมพ์สิริ คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา เหตุปราศรัยชุมนุม ปลดอาวุธศักดินาไทย หน้าราบ 11 เมื่อปี 63 ขณะนี้รอผลประกันตัว ด้านนักการเมือง - จนท.สถานทูต - เพื่อนนักกิจกรรม ร่วมสังเกตุการณ์ และมวลชนให้กำลังใจ

 


ด่วน! ศาลอาญาพิพากษาจำคุกคดี ม.112 อานนท์ - สมยศ - ฟ้า พรหมศร - มุก พิมพ์สิริ คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา เหตุปราศรัยชุมนุม ปลดอาวุธศักดินาไทย หน้าราบ 11 เมื่อปี 63 ขณะนี้รอผลประกันตัว ด้านนักการเมือง - จนท.สถานทูต - เพื่อนนักกิจกรรม ร่วมสังเกตุการณ์ และมวลชนให้กำลังใจ


วันที่ 20 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดฟังคำพิพากษาในคดีรวมทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี และ “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากเหตุชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563


สำหรับ อานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี โดย 6 คนนี้เป็นผู้ปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าว และถูกฟ้องใน 10 ข้อกล่าวหา คือ ข้อหาตามมาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216, กีดขวางทางสาธารณะ ตามมาตรา 385, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ, เททิ้งขยะมูลฝอย ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต


และสุดท้าย อินทิรา เจริญปุระ ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 116 และไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ โดยถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม และรถห้องน้ำให้กับการชุมนุม แต่ไม่ได้ขึ้นปราศรัยในวันดังกล่าว


บรรยากาศช่วงเช้า สมยศ, พิมพ์สิริ, ณัฎฐธิดา, พรหมศร และอินทิรา ทยอยเดินทางมาศาล ในขณะที่อานนท์ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังศาลอาญา เนื่องจากยังคงถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 คดีอื่นอยู่


ศาลมีคำพิพากษาแต่ละคนสรุปได้ดังต่อไปนี้

 

- อานนท์ สมยศ พิมพ์ศิริ และ พรหมศร ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในข้อหามาตรา 112 และปรับรวม 10,200 บาท ตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

- ณัฎฐธิดา ลงโทษปรับ 10200 บาท ตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และยกฟ้องมาตรา 112

 

- “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ศาลยกฟ้องทุกข้อหา

 

ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์


สำหรับอานนท์ นำภา คำพิพากษาลงโทษ 2 ปี 8 เดือน ในวันนี้ ทำให้โทษรวมขณะนี้รวม  31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112






















วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนยืนยันการมีอยู่ของบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงตัวบัตรหรือต้นขั้วที่ กกต. เก็บหลังนับคะแนน ย้ำหาก กกต. เชื่อว่าบาร์โค้ดไม่เป็นปัญหา ก็ต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและวิธีการนับคะแนนแบบเดิมในวันเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. นี้ เรียกร้อง กกต.เปิดเผยแบบทั้งรายงานผล (5/18) และ ใบขีดคะแนน (5/11) ให้ครบทุกหน่วยในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้ เหตุตัวเลขไม่ตรงกันหลายหน่วย

 


พรรคประชาชนยืนยันการมีอยู่ของบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ตรวจสอบย้อนกลับได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงตัวบัตรหรือต้นขั้วที่ กกต. เก็บหลังนับคะแนน ย้ำหาก กกต. เชื่อว่าบาร์โค้ดไม่เป็นปัญหา ก็ต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและวิธีการนับคะแนนแบบเดิมในวันเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. นี้ เรียกร้อง กกต.เปิดเผยแบบทั้งรายงานผล (5/18) และ ใบขีดคะแนน (5/11) ให้ครบทุกหน่วยในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้ เหตุตัวเลขไม่ตรงกันหลายหน่วย


วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาชน พร้อมด้วย พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2569 พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งในปี 2569


ในส่วนของพริษฐ์ระบุว่าวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าบาร์โค้ดอย่างน้อยในส่วนของบัตรบัญชีรายชื่อ เป็นบาร์โค้ดที่เป็นรหัสบัตร ที่สามารถตรวจย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนแต่ละคนที่ลงคะแนนเสียงกาให้กับใคร คำถามที่มีการถกเถียงในสังคมตอนนี้คือการมีอยู่ของบาร์โค้ดที่สามารถตรวจย้อนกลับได้ เท่ากับทำให้การออกเสียงที่ผ่านมาไม่เป็นความลับหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีสองกลุ่มความเห็น สำหรับพรรคประชาชน การออกเสียงจะลับหรือไม่ลับ ขึ้นอยู่กับว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ว่าใครกาอะไร หากการออกเสียงจะลับจะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้เลย ไม่ว่าจะในเชิงทฤษฎีหรือในเชิงปฏิบัติ ขณะที่ กกต. กลับนิยามคำว่าลับว่าแม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในเชิงทฤษฎี แต่หากตรวจสอบย้อนกลับได้ยากในเชิงปฏิบัติ การออกเสียงก็ยังถือว่าลับอยู่


แต่ต่อให้ยอมรับนิยามคำว่าลับของ กกต. แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากในระดับที่ กกต. พยายามให้เหตุผล และไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่า กกต. เก็บบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วไว้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เพราะมีกระบวนการที่ตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่ต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้วที่เข้า กกต. เก็บไว้ เช่น หากตนเป็นผู้สมัครแล้วไปข่มขู่ประชาชนว่าต้องเลือกตน แล้วจะตรวจสอบว่าเลือกจริงหรือไม่ สิ่งที่ตนสามารถทำได้คือการขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำรหัสต้นขั้วหรือ 3-4 เลขสุดท้ายของรหัสต้นขั้วมาแล้วกลับมารายงานให้ตนทราบ ตนในฐานะผู้สมัครสามารถส่งผู้สังเกตการณ์ไปตั้งกล้องถ่ายทุกภาพที่เจ้าหน้าที่มีการขาน แล้วสแกนบาร์โค้ดของบัตรทุกใบ เพื่อดูว่าบัตรที่มีรหัสตรงกับต้นขั้ว กาให้กับใคร


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าการมีอยู่ของบาร์โค้ดบนบัตรเปิดช่องโหว่ ซึ่งทำให้หากผู้สมัครคนใดรู้ถึงระบบบาร์โค้ดก่อน สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้เพื่อตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร ประเด็นนี้จะถูกจับตามองและสังเกตการณ์อีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ที่จะมาถึงนี้ หาก กกต. ยืนยันว่าบัตรออกเสียงของตนเองที่ใช้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ไม่มีปัญหาจริง ทุกคนควรจะเห็นสองอย่าง คือ กกต. ยังใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิมที่มีบาร์โค้ดอยู่ และควรจะเห็นการนับคะแนนที่ไม่ได้มีความพยายามในการปกปิดบาร์โค้ดตอนนับคะแนน เพราะหาก กกต. มีการออกแนวปฎิบัติให้ถือบัตรตอนนับคะแนนในลักษณะที่เป็นการจงใจปิดบาร์โค้ด นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่าการดำเนินการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีปัญหา


กรณีต่อมา จากการที่ กกต. ได้เปิดเผยรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ในเว็บไซต์ของ กกต. เมื่อวานนี้ โดยระบุว่าครบทุกหน่วยแล้ว ยกเว้นหน่วยที่จะมีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ พรรคประชาชนมีข้อเรียกร้องดังนี้


1) ขอเรียกร้องให้ กกต. ตรวสอบว่าได้เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง (หากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่) เพราะพรรคประชาชนยังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน ว่ายังมีบางหน่วยที่ไม่มีการอัปโหลดเอกสาร ส.ส. 5/18 และยังมีบางกรณีที่ยังขาดผลรายงานการนับคะแนนการเลือกตั้งนอกเขตหรือนอกราชอาณาจักร


2) ขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยเอกสารรายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) ของทุกหน่วยในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการนำไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้ เพราะปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลนี้ยังเป็นการอัปโหลดขึ้น Google Drive ต้องไปแยกดูในแต่ละโฟลเดอร์ และเข้าใจว่าหลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ ซึ่งทำให้ประชาชนนำตัวเลขไปคำนวณต่อได้ยาก กกต. ควรเปิดเผยข้อมูลในลักษณะของตาราง Excel ที่วิเคราะห์ต่อได้ง่าย ซึ่ง กกต. ย่อมมีข้อมูลรูปแบบนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว


3) ขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยใบขีดคะแนนรายหน่วย (ส.ส. 5/11) ให้ครบทุกหน่วย เพราะแม้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเปิดเผย แต่ถ้าเปิดเผยจะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้มากขึ้น เพราะมีหลายกรณีที่ใบขีดคะแนน ส.ส. 5/11 ที่ประชาชนถ่ายมาในวันที่มีการนับคะแนน ไม่ตรงกันกับเอกสาร ส.ส. 5/18


ทางด้านกิตติชัย ระบุว่าการเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 ว่าสอดคล้องกับการประกาศผลในแบบ ส.ส. 5/18 หรือไม่มีความสำคัญมาก เพราะมีกรณีที่เป็นปัญหาอยู่จริง ซึ่งพรรคประชาชนได้รับเรื่องร้องเรียนมามากกว่า 100 เรื่องในเรื่องของแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่ไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีรายงานผลคะแนนไม่ตรงกันระหว่างในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ที่คะแนนของผู้สมัครพรรคประชาชนลดลงไป หรือบางกรณีรายชื่อของคณะกรรมการประจำหน่วย ในแบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/18 ไม่ตรงกันหลายกรณี หรือกรณีของจำนวนบัตรเสียที่รายงานไม่ตรงกัน เป็นต้น


นี่คือเหตุผลที่ทำไมพรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้ กกต. เร่งเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 เพราะเป็นการรวบรวมผลและเป็นการนับคะแนนหน้าหน่วย ณ วันนั้น ซึ่งประชาชนได้เก็บข้อมูลมา หาก กกต. อยากทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งข้อสงสัยต่างๆ ก็ควรต้องเร่งให้มีการเปิดแบบ ส.ส. 5/11 เพื่อให้มีการตรวจสอบ หากกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายหน่วย ย่อมสามารถทำให้คะแนนพลิกและการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตได้


กิตติชัยกล่าวต่อไปว่าสำหรับกรณีสมุทรปราการ เขต 6 เข้าใจว่า กกต. ได้มีการประชาสัมพันธ์ว่าทุกอย่างจบสิ้นกระบวนการแล้ว จะไม่มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ตามระเบียบของ กกต. ระบุอย่างชัดเจนว่า กกต. หรือกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วย (กปน.) เมื่อเสร็จจากการลงคะแนนแล้วต้องเก็บอุปกรณ์ทุกอย่าง รวมถึงแบบขีดและบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตร พร้อมใส่สายรัดอย่างแน่นหนา ซึ่งสัมพันธ์กันกับอาทิตย์ที่แล้วที่ กกต. ได้มีการแถลงข่าวและทำให้ได้เห็นว่าหลังจากที่ลงคะแนนแล้วต้องเก็บใส่ถุง ใส่สายรัด และจัดเก็บในที่ที่ปลอดภัย


แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จะเห็นได้ว่ามีเอกสารแบบขีดที่ไปอยู่ในย่อขยะ ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งตรวจสอบในประเด็นนี้ โดยในส่วนของผู้สมัครของพรรคประชาชน จะมีการฟ้องและดำเนินคดีอาญากับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด ในฐานะผู้ที่ต้องดูแลการเลือกตั้งในจังหวัดสมุทรปราการต่อไป


กิตติชัยกล่าวต่อไปว่า สำหรับการรวบรวมเรื่องร้องเรียนและคดีต่างๆ ที่ผู้สมัครและภาคประชาชนได้ส่งมา แบ่งออกเป็นกรณีบัตรเขย่ง หรือกรณีที่จำนวนผู้มีสิทธิและผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน 16 เรื่อง กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิแบบบัญชีรายชื่อกับแบบเขตไม่ตรงกัน 1 เรื่อง กรณีพฤติกรรมของ กปน. ที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ 17 เรื่อง กรณีพฤติกรรมการซื้อเสียง 1 เรื่อง และกรณีการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ 23 เรื่อง รวมเป็นการร้องเรียนทั้งหมด 58 เรื่อง


กิตติชัยยังได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน ที่ว่า กกต. ยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินการต่อแล้วในกรณีของสมุทรปราการ เขต 6 และเรื่องแบบ ส.ส. 5/11 ที่หลุดออกมาเป็นเรื่องของการชำรุดของหีบ โดยระบุว่าระเบียบ กกต. กำหนดไว้ชัดว่าเอกสารและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องเก็บในที่ปลอดภัย เรื่องชำรุดหรือไม่เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ประเด็นคือแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากหีบได้อย่างไร และไปอยู่ในบ่อขยะด้วย ไม่ได้อยู่ในที่รวบรวมในหีบ ดังนั้นเรื่องนี้ กกต. ต้องรีบดำเนินการตรวจสอบ ว่ามีแบบ ส.ส. 5/11 หลุดออกมาจากนอกหีบได้อย่างไร


ในเรื่องของการเปิดเผยแบบ ส.ส. 5/11 มีความจำเป็นและหาก กกต. เปิดเผยจะสามารถทำให้ไขข้อสงสัยได้ ขณะนี้มีประชาชนที่ได้เก็บข้อมูลหน้าหน่วยตั้งแต่วันที่มีการนับคะแนนจริงและทยอยส่งมาให้พรรคประชาชนเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่พรรคประชาชนก็อยากให้ กกต. เปิดทั้งหมด 100% เหมือนที่เปิดในส่วนของ ส.ส. 5/18 เช่นเดียวกัน และขณะนี้แบบ ส.ส. 5/18 ก็ยังไม่มีการเปิดครบ 100% ในทุกหน่วย


ในส่วนของพริษฐ์ ได้ตอบคำถามของสื่อมวลชนต่อกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยระบุว่าขณะนี้ วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายกำลังทำคำฟ้อง ซึ่งคาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากขณะนี้ยังคงปรากฏข้อมูลหรือพยานหลักฐานใหม่ๆ รวมถึงเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนส่งเข้ามาให้พรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายละเอียดจะมีการแถลงในวันที่มีการยื่นต่อไป


ส่วนเนื้อหาหลักย่อมหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของบาร์โค้ด ที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการดำเนินการที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ ทั้งนี้ ที่พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบ กกต. ที่ผ่านมา จุดมุ่งหมายหลักไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง แต่ต้องการปกป้องเสียงของประชาชน และทำให้เจ้าหน้าที่คนใดที่บกพร่องโดยสุจริตหรือจงใจทุจริตต้องรับผิดรับผิดชอบต่อกฎหมาย เรื่องบาร์โค้ดเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิสูจน์กันในเชิงเจตนา ว่าเป็นการบกพร่องโดยสุจริต หรือมีใครคนใดคนหนึ่งจงใจทุจริตด้วยระบบดังกล่าวหรือไม่ พรรคประชาชนจึงตัดสินใจใช้กลไกการฟ้องตามมาตรา 157 เพื่อให้มีการพิสูจน์และรับผิดรับผิดชอบในทางกฎหมายต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต







วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กกต.เผยผลเลือกตั้ง สส.อย่างเป็นทางการแล้ว รวม 400 เขต ดูได้!!! บนเว็บไซต์ แจ้งบางหน่วย ยังไม่ครบเหตุต้องนับใหม่-ลงคะแนนใหม่

 


กกต.เผยผลเลือกตั้ง สส.อย่างเป็นทางการแล้ว รวม 400 เขต ดูได้!!! บนเว็บไซต์ แจ้งบางหน่วย ยังไม่ครบเหตุต้องนับใหม่-ลงคะแนนใหม่


วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ครบ 400 เขต โดยขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ผู้สมัคร และพรรคการเมือง ตรวจสอบรายงานผลการนับคะแนน (อย่างเป็นทางการ) ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (www.ect.go.th)) หรือเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ครบจำนวน 400 เขต โดยมีรายละเอียดดังนี้


1. รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/16)

2. รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/16 (บช))

3. รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/17)

4. รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักรแบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/17 (บช))

5. รายงานผลการนับคะแนน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส. 5/18) (รายหน่วย)

6. รายงานผลการนับคะแนน สส. แบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. 5/18 บช) (รายหน่วย)


สำหรับผลการนับคะแนนบางเขตเลือกตั้ง จะยังไม่ครบทุกหน่วยเนื่องจากมีการนับคะแนนใหม่ / ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้


1. กรณีการนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งใดไม่สามารถกระทำได้หรือไม่สามารถนับคะแนนได้จนเสร็จสิ้น อันเนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศงดการนับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งนั้น (มาตรา 121)


2. กรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน ซึ่งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องแล้วปรากฎว่า ข้อมูลยังไม่ตรงกันอีก (มาตรา 122)


3. กรณีคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง รายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อแล้วปรากฏว่า การนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง (มาตรา 124)


4. เมื่อดำเนินการนับคะแนนใหม่/ออกเสียงลงคะแนนใหม่ เรียบร้อยแล้วจะนำผลคะแนนดังกล่าวลงในเว็บไซต์ต่อไป


5. สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #เลือกตั้ง2569 #กกต