วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

'ภัทรพงษ์ พรรคประชาชน' ซัดรัฐบาลอนุทิน “หอมหัวใหญ่ไทยเตรียมสูญพันธุ์ ถ้ารัฐบาลยังนิ่ง ปล่อยหอมจีนบุกตลาดแบบนี้ หอมไทยตายเรียบแน่!”

 


'ภัทรพงษ์ พรรคประชาชน' ซัดรัฐบาลอนุทิน “หอมหัวใหญ่ไทยเตรียมสูญพันธุ์ ถ้ารัฐบาลยังนิ่ง ปล่อยหอมจีนบุกตลาดแบบนี้ หอมไทยตายเรียบแน่!”


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณีหอมหัวใหญ่ไทยกำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำว่า “นอกจากวิกฤตมะพร้าวน้ำหอมแล้ว ภาคเหนือกำลังเจอกับวิกฤตราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำ ทั้งที่พึ่งเริ่มต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว จากการที่รัฐบาลปล่อยให้มีการนำเข้าหอมหัวใหญ่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปี จนหอมนำเข้าทุบตลาดไทย ทำให้ราคาหอมหัวใหญ่และหอมแดงไทยตายเรียบ”


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า “อธิบายง่ายๆ ว่า​ หอมใหญ่ในไทย ผลิต​ได้ประมาณ​ปีละ​ 30,000 ตัน​ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ​ เราจึงต้องมีการนำเข้า​ แต่เราดันปล่อยให้มีหอมนำเข้า​มาขายในตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของหอมไทย​ (ธันวาคม-เมษายน)​ ทำให้หอมล้นตลาด​ ส่งผลกระทบหนักทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยที่รับซื้อจากเกษตรกร​เต็ม ๆ ”


พร้อมทั้งระบุข้อเสนอที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันทีว่า “ปัญหานี้รัฐบาลสามารถเริ่มต้นแก้ไขได้ง่ายมาก​ เพราะหอมหัวใหญ่เป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว​ ดังนั้น รัฐสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ​ มาตรา​ 25 (3),(5), และ (11) ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีพาณิชย์กำหนดหลักเกณฑ์​การจำหน่าย แผนการจำหน่าย​ หรือห้ามจำหน่ายหอมหัวใหญ่ในช่วงฤดูผลผลิตหอมไทยในช่วงนี้ก่อนได้​ แล้วค่อยนำหอมนอกกลับมาขายหลังฤดูหอมไทย”


ภัทรพงษ์กล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่สามารถทำได้ทันที​ หากเรามีรัฐบาล​และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์​ที่เข้าใจในการจัดการผลผลิตทางการเกษตร หากรัฐบาลเห็นความสำคัญกับเกษตรกรไทยมากกว่านายทุนผู้นำเข้า​ รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ทันที”


ภัทรพงษ์กล่าวย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดครั้งแรก ปีที่แล้วชาวสวนลำไยก็เจอปัญหาราคาตกต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์มาแล้ว มาวันนี้รัฐบาลกำลังจะทำให้หอมใหญ่เป็นแบบนั้นอีก พูดได้คำเดียว กับรัฐบาลที่หาเสียงว่า เดี๋ยวคนไทยจะรวยจนทนไม่ไหว! หรือเหมือนกับที่นักการเมืองคนหนึ่งกล่าวว่า กระทรวงเกษตรไม่ใช่ใครก็คุมได้ ถ้าไม่ใช่ผมเดี๋ยวคุณก็รู้ คำเดียวที่พูดได้กับคนเหล่านี้คือคำว่า “ปลอม” คนที่มีเจตจำนงในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่มีทางทำผิดพลาดซ้ำ ๆ ทุกครั้งแบบนี้แน่นอน”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน









วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“ไอติม พริษฐ์” ลงบันทึกประจำวัน หลังถูก กกต. แจ้งความ ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือ ยันทำหน้าที่ในฐานะประชาชนเพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

 


“ไอติม พริษฐ์” ลงบันทึกประจำวัน หลังถูก กกต. แจ้งความ ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือ ยันทำหน้าที่ในฐานะประชาชนเพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมทนาย เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม หลังตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กกต. ฟ้องดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14


นายพริษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้เดินทางมาหลังจากที่ เห็นกระแสข่าวเมื่อวานนี้ว่า กกต. มีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนรวมตนเองเป็นทั้งหมด 6 คน ที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ที่เขตคันนายาว วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงวันนี้มาลงบันทึกประจำวันเพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองกับเจ้าหน้าที่ หลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต. ได้เข้าแจ้งความ แต่ในส่วนของรายชื่อคนที่ถูกกล่าวหาขั้นตอนนี้จะไม่สามารถเผยแพร่ได้ในเวลานี้ ซึ่งคนที่จะรู้ดีที่สุดว่าแจ้งข้อหาอะไร หรือแจ้งความใคร คือผู้ที่กล่าวหา กกต. ส่วนรายงานข่าวที่ออกมาเมื่อวาน คาดว่าคงเป็นไปตามที่มีรายงาน และเพื่อให้สิ้นข้อสงสัยอยากจะเรียกร้องให้กกต.พูดออกมาอย่างช้าๆ และชัดๆ ว่าแจ้งความใครบ้าง และข้อเท็จจริงที่ใช้แจ้งความมีอะไรบ้าง แทนที่จะใช้วิธีการปล่อยข่าวแบบนี้ก็พูดออกมาให้ชัด ๆ

 

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า หนึ่งในข้อหาที่ถูกแจ้งคืออั้งยี่ซ่องโจรนั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้มาลงบันทึกประจำวัน หลังเห็นว่ามีรายงานข่าว วันนี้มายืนยันความบริสุทธิ์ใจและมั่นใจว่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว ตนเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวหลังจากที่มีการปิดหีบ เวลา 17.00 น. ซึ่งอยู่ในช่วงของการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งการนับคะแนนกกต. จะต้องทำในพื้นที่ที่โปร่งใสต่อหน้าพี่น้องประชาชน ซึ่งกกต. มีการสื่อสารเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนน และการที่ตัวเองไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ยังไม่นับว่าในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่กกต.อยู่หลายคน รวมถึงรองเลขากกต. ก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอะไร และเจ้าหน้าที่คนใดถือให้เห็นหรือพยายามจะตักเตือนชี้แนะสิ่งที่ทำอยู่ว่าเป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ และขอยืนยันว่า ไม่มีอะไรที่ขัดต่อข้อกฎหมายความจริงเป็นความจริง และเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ตัวเองขอยืนยันความจริงแบบนี้ และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ


เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความกลับหรือไม่ นายพริษฐ์ บอกว่า ในหลักการการแจ้งความกลับด้วยข้อมูลที่ตนรู้ว่าเป็นเท็จเป็นการสร้างความเสียหายให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ต้องรอดูว่ากกต. แจ้งความด้วยข้อเท็จจริง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จะปรากฏหรือไม่ หากพบว่าเป็นการแจ้งความข้อมูลอันเป็นเท็จ ทาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมที่จะดำเนินการกลับทันที


เมื่อถามว่าข้อกล่าวหาอั้งยี่ซ่องโจรเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ นายพริษฐ์ ยืนยัน จะกล่าวหาแรงหรือเบาแค่ไหน ตนก็ขอยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง เห็นว่ามีหลายข้อกล่าวหายืนยันว่าผมไม่ได้ทำความผิดทั้งนั้น ถ้ามีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงก็กล่าวหามาเลยแล้วออกมาพูดต่อสาธารณะด้วยว่ากล่าวหาว่าอะไร พร้อมเข้าสู่กระบวนการ


“ขอพูดนอกเหนือในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่พูดในฐานะ คนที่มาอาสาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรมันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผมในการตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐต่างๆ ว่ามีการดำเนินการอย่างไร รวมไปถึงการเลือกตั้งว่าโปร่งใสหรือไม่ ผมพร้อมเดินหน้าในการตรวจสอบข้อพิรุธข้อสงสัย และการดำเนินการของกกต. สุดท้ายถ้าผมไม่ทำตรงนั้น ผมควรเป็นฝ่ายถูกถามว่าเข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรทำไม”


เมื่อถามว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงแทนบุคคลอื่นได้ ซึ่งในวันนั้นไม่เห็นบางคนใน 6 รายชื่ออยู่ในเหตุการณ์ แต่ กลับถูกแจ้งความ จึงอยากให้เจ้าตัวมายืนยันข้อเท็จจริง น่าจะแม่นยำกว่า ส่วนจะเป็นการปิดปากหรือไม่ ขอตอบคำถามนี้ใน 2 สถานะ ในฐานะที่ทำงานการเมืองไม่ว่าเจตนาในการฟ้องตนเองคืออะไร ตนพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ย้ำถ้าตนอาสามาเป็นสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คือการเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบหน้าที่ของกกต. ไม่มีเหตุผลใดที่จะยุติการเดินหน้า


สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักในสังคมไทย เรื่องการฟ้องปิดปากหากมีการฟ้องปิดปากจริง จากหน่วยงานรัฐที่มีการฟ้องประชาชนโดย และคาดการณ์แล้วว่าไม่สามารถนำไปสู่การพิสูจน์ความจริงได้ และสังคมควรจะตระหนักร่วมกันว่า แม้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหา จะพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ แต่ความเสียหายมันได้เกิดขึ้นแล้ว ภาระ ที่ใช้ในการชี้แจง รวมถึงภาระรายจ่าย การแจ้งความก็สร้างภาระให้กับประชาชนได้เหมือนกัน และเป็นการส่งผลลบต่อเสรีภาพ การแสดงออกซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่จะแสดงออกทางประชาธิปไตยได้


“หน่วยงานรัฐเวลาเจอพี่น้องประชาชน ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำหน้าที่ และถ้าเป็นการตั้งคำถามที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย อย่างการสังเกตการณ์การนับคะแนน สิ่งที่หน่วยงานรัฐพึงกระทำ คือการชี้แจงให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยไม่ใช่การดำเนินคดีกับประชาชน”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต

พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย


พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย


วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจครั้งที่ 10 เรื่อง 'เลือกตั้ง 69 เช็คคะแนน กกต. ในสายตาประชาชน' สะท้อนภาวะความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ โดยประชาชนถึง 87.7% มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ "ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย" ขณะที่มีเพียง 12.3% ที่เห็นว่า 'ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม-สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด'


การสำรวจจัดทำระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) ค่าความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2.5%


ผลสำเร็จในคำถาม : ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่พบว่า

ร้อยละ 87.7 ระบุว่า ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม - ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 12.3 ระบุว่า ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


คำถาม : ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 67.6 ระบุว่า พอใช้ - แย่

ร้อยละ 32.4 ระบุว่า ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยภาพรวมเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 57.6 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 42.4 ระบุ ค่อนข้างดี – ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 54.7 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 45.3 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการควบคุมการหาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 54.3 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 45.7 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการนับคะแนนที่โปร่งใสและประชาชนตรวจสอบได้เป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 50.6 ระบุว่า พอใช้ - แย่

ร้อยละ 49.4 ระบุว่า ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 56.4 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี

ร้อยละ 43.6 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 59.9 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี

ร้อยละ 40.1 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์และป้ายประกาศต่าง ๆ ในวันเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 61.9 ระบุ ค่อนข้างดี-ดี

ร้อยละ 38.1 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านคิดว่าสิ่งที่ กกต. ควรปรับปรุงเร่งด่วนที่สุดอันดับแรกคืออะไร พบว่า

ร้อยละ 23.6 ระบุ ควรเร่งปรับปรุงการนับคะแนนที่โปร่งใสมากที่สุด

ร้อยละ 23.3 ระบุ การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง

ร้อยละ 20.5 การสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลก่อนเลือกตั้ง

ร้อยละ 7.8 การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว

ร้อยละ 6.5 การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการ

ร้อยละ 4.6 การจัดการการเลือกตั้งล่วงหน้า

ร้อยละ 13.7 ไม่มีข้อเสนอแนะ


เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถามดังนี้ พบว่า


คำถาม : ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่


กรุงเทพมหานคร

ร้อยละ 70.7 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 29.3 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคกลาง

ร้อยละ 21.5 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 78.5 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคตะวันออก

ร้อยละ 44.4 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 55.6 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ร้อยละ 65.3 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 34.7 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคเหนือ

ร้อยละ 59.4 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 40.6 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคใต้

ร้อยละ 74.9 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 25.1 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต



กกต. เผยข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 2569 เห็นชอบ 58.64%


กกต. เผยข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 2569 เห็นชอบ 58.64%


วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่ข่าวเลขที่ 194/2569 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เผยแพร่ข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569


สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้


ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 52,933,610 คน

ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 36,840,302 คน คิดเป็น 69.65%

เห็นชอบ จำนวน 21,266,029 คน คิดเป็น 58.64%

ไม่เห็นชอบ จำนวน 11,231,161 คน คิดเป็น 30.46%

ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 คน คิดเป็น 8.34%

บัตรเสีย จำนวน 942,608 ใบ คิดเป็น 2.56%


หมายเหตุ

1. ข้อมูล ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

2. บัตรออกเสียงประชามติ (ในประเทศ) มีน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 12 บัตร

เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิมาแสดงตนแต่ไม่ขอรับบัตรออกเสียงประชามติ หรือรับบัตร ออกเสียงประชามติแล้ว แต่ไม่ประสงค์ออกเสียงลงคะแนน เป็นต้น

3. บัตรออกเสียงประชามติ (นอกราชอาณาจักร) มีจำนวนน้อยกว่าผู้มาใช้สิทธิ 50 บัตรเนื่องจากบางซองไม่มีบัตรออกเสียงประชามติ ส่งกลับมา


​สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #ประชามติ2569 #เห็นชอบ #รัฐธรรมนูญใหม่

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ออกแถลงการณ์ กรณี กกต. แจ้งความดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา เป็นการกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ


สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ออกแถลงการณ์ กรณี กกต. แจ้งความดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา เป็นการกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี กกต. มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับประชาชน 6 คน และ 1 ในนั้นคือหัวหน้าช่างภาพ spacebar ซึ่งเป็นสื่อมวลชน โดยวันนี้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว ความว่า


สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอแสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของ SPACEBAR จากกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่าพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้ใช้สิทธิ เหตุเกิดระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา


สมาคมฯ ตระหนักและเคารพต่อหลักเกณฑ์ของ กกต. รวมถึงหลักการรักษาความลับในการลงคะแนนเสียงอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน โดยต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง


สมาคมฯ เห็นว่าการดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง หากมิได้พิจารณาเจตนาและบริบทของการทำหน้าที่อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย


เสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล การบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่อาจตีความได้ว่าเป็นการจำกัดหรือกดทับการทำหน้าที่ของสื่อ


สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป สมาคมฯหวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน


สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

27 กุมภาพันธ์ 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 

 

“สมชัย” โพสต์ ขอบคุณ กกต. ที่เมาหมัด และโปรดอย่าถอนการแจ้งความ


“สมชัย” โพสต์ ขอบคุณ กกต. ที่เมาหมัด และโปรดอย่าถอนการแจ้งความ


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งเป็น 1 ใน 6 คนที่ถูก กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหนักต่าง ๆ โดย กกต.ได้แจ้งดำเนินคดีหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรค 2 ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญาอีกหลายมาตรา เช่น มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 209 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และมาตรา 322 ฐานเปิดผนึกหรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่น เพื่อล่วงรู้ข้อความอันน่าจะเกิดความเสียหาย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ นั้น


วานนี้ (26 ก.พ.) นายสมชัย ได้โพสต์ข้อความที่เพจ Somchai Srisutthiyakorn มีข้อความดังนี้


โปรดอย่าถอนการแจ้งความ เพราะ


1. เมื่อตำรวจเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จะได้ทราบว่า กกต. ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ แจ้งความเท็จ หรือ กลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหายอย่างไร


2. หากเป็นการแจ้งความเท็จ ผู้ถูกดำเนินคดี จะแจ้งความกลับในคดี อาญา 157 เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหาย


3. เนื่องจากผูัเสียหาย มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการแก้คดี และ ค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการประกอบวิชาชีพ และมีการถูกทำให้เสื่อมเกียรติ จึงจะมีการฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อให้ กกต. ชดใช้ตามสมควรด้วย และหากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย


4. การขึ้นถึงศาล เป็นโอกาสในการใช้อำนาจศาลในการเรียกพยานหลักฐานทุกอย่างที่ กกต. ไม่เปิดเผยต่อประชาชน อาทิ TOR การพิมพ์บัตร สัญญาจ้าง รายงานการตรวจรับ รายงานการประชุม การเปิดหีบบัตรเพื่อดูพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่น ๆ อีก เป็นต้น


5. ขอบคุณ กกต. ครับ ที่เมาหมัด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 #กกตฟ้องประชาชน

“พริษฐ์” โพสต์หลัง กกต. แจ้งความดำเนินคดี ลั่น ผมไม่เคยกลัวความจริง และพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง


“พริษฐ์” โพสต์หลัง กกต. แจ้งความดำเนินคดี ลั่น ผมไม่เคยกลัวความจริง และพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ภายหลังจากที่ได้รับทราบจากข่าวว่า กกต. ได้ส่งคนไปแจ้งความดำเนินคดีกับตน โดย กกต.ได้แจ้งดำเนินคดีหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรค 2 ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ประมวลกฎหมายอาญาอีกหลายมาตรา เช่น มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 209 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และมาตรา 322 ฐานเปิดผนึกหรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่น เพื่อล่วงรู้ข้อความอันน่าจะเกิดความเสียหาย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ 


โดยนายพริษฐ์ ได้โพสต์ข้อความว่า รับทราบจากข่าวว่า กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผม สืบเนื่องมาจากการทำหน้าที่ของผมในการตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา


ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะผมไม่เคยกลัวความจริง และความจริงจะปรากฎว่าผมไม่ได้ดำเนินการใดๆที่ผิดต่อกฎหมาย


ผมได้แต่เพียงหวังว่า หากกระบวนการในชั้นศาล นำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานต่างๆที่ประชาชนสงสัยและยังไม่เคยได้รับคำตอบจาก กกต. ทาง กกต. เอง จะไม่หลีกหนีความจริง และจะพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเช่นกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต #กกตฟ้องประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดชื่อ 6 บุคคล ถูก กกต.ฟ้องหลายข้อหา คดีถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ. ฐานขัดขวางเลือกตั้ง อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ

 


เปิดชื่อ 6 บุคคล ถูก กกต.ฟ้องหลายข้อหา คดีถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ. ฐานขัดขวางเลือกตั้ง อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ


วันนี้ (26 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี กกต. มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัส คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น มีรายงานบุคคลที่ กกต.แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 รายประกอบไปด้วย


1. นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม


2. นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain


3. นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.


4. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง


5. นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน


6. ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar


โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14


ทั้งนี้ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 กำหนดว่าผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ


ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี


ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่ บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000


มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต #กกตฟ้องประชาชน

รักชนก-สหัสวัต พร้อมแกนนำพรรคประชาชน สำรวจศูนย์อาหารกระทรวงแรงงาน เรียกร้องประกันสังคมใช้ระเบียบเลือกตั้งเดิมและจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด

 


รักชนก-สหัสวัต พร้อมแกนนำพรรคประชาชน สำรวจศูนย์อาหารกระทรวงแรงงาน เรียกร้องประกันสังคมใช้ระเบียบเลือกตั้งเดิมและจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด


วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 รักชนก ศรีนอก, สหัสวัต คุ้มคง, ธนพร วิจันทร์ และธีระชาติ ก่อตระกูล ตัวแทนจากพรรคประชาชน ได้เดินทางมาที่กระทรวงแรงงานเพื่อร้องเรียนเรื่องระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และตรวจสอบความเหมาะสมในการใช้ศูนย์อาหารของกระทรวงแรงงาน


โดยสหัสวัตกล่าวว่า จุดประสงค์ในการมาวันนี้คือมาร้องเรียนแนวทางการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และเชิญชวนให้ทุกคนได้สำรวจโรงอาหารที่ถูกสร้างด้วยเงินของกองทุนประกันสังคม ถึงแม้จะมีการกล่าวอ้างว่าโรงอาหารดังกล่าวถูกสร้างมาเพื่อรองรับการใช้บริการของผู้ประกันตน แต่ทุกคนก็เห็นได้ว่าในแต่ละวันมีประชาชนเข้ามาใช้บริการมากน้อยเพียงใด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของความเหมาะสมในการใช้เงินดังกล่าว


ด้านรักชนกกล่าวว่า เรื่องการใช้เงินกองทุนกับอะไรนั้นสามารถถกเถียงกันได้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือวิธีคิดของบางคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ได้กล่าวในที่ประชุมว่าจุดประสงค์ในการสร้างโรงอาหารแห่งนี้เพื่อทำให้เป็นศูนย์อาหารแบบในห้างสรรพสินค้า ติดเครื่องปรับอากาศ เพราะไม่อยากให้สถานที่นี้เป็นเหมือน “โรงอาหารคนงาน” ทั้งที่ศูนย์อาหารแห่งนี้ถูกสร้างด้วยเงินของคนงาน ซึ่งถือเป็นการดูแคลนกลุ่มคนที่นำเงินของตนมาสร้างศูนย์อาหาร


ทั้งนี้ ตนขอย้ำว่า การใช้เงินจำนวน 12 ล้านบาทมาปรับปรุงศูนย์อาหารนั้น ไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี หรือถูกหรือผิด แต่คือวัตถุประสงค์ของการใช้งบประมาณ เพราะสถานที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ภายใต้กระทรวงแรงงาน ซึ่งควรตั้งเป็นงบประมาณแผ่นดินในการปรับปรุงจะเหมาะสมกว่าหรือไม่ ตนจึงขอถามผู้ประกันตนว่า การใช้งบประมาณจากเงินของผู้ประกันตนในการทำศูนย์อาหารแห่งนี้มีความคุ้มค่าและเหมาะสมหรือไม่


ระหว่างการสำรวจศูนย์อาหาร มีผู้ประกันตนเดินทางมาจากจังหวัดระยองเพื่อใช้บริการศูนย์อาหารกระทรวงแรงงาน โดยกล่าวว่าตนเดินทางมาในฐานะผู้ที่ส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน และขอตั้งคำถามว่า การจะใช้บริการจากเงินที่ตนส่งเป็นประจำทุกเดือน จำเป็นต้องขับรถมาที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ วันนี้จึงเดินทางมาเพื่อที่จะเห็นด้วยตาตนเองว่า เงินที่ถูกนำมาใช้มีความเหมาะสมหรือไม่ และในอนาคตเงินที่จะถูกหักทุกสิ้นเดือนจะถูกใช้ตามความต้องการของผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด


ทั้งนี้ การเบิกใช้เงินแต่ละครั้งมีเงื่อนไข แต่เงินที่ตนส่งไปกลับถูกนำมาใช้สร้างตึก ซ่อมแซมศูนย์อาหาร หรือแม้กระทั่งเพื่อการตัดสูทตามที่เป็นข่าวที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ สามารถแก้ไขได้ และอยากเห็นการเริ่มต้นในการแก้ไข


รักชนกให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า ประเด็นหลักที่เดินทางมาวันนี้คือการร้องเรียนเรื่องระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งมี 3 ประเด็น ดังนี้


ประเด็นแรก คือ ผลการทำประชาพิจารณ์ระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ว่ามีสัดส่วนผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเท่าใด โดยเข้าใจว่าระเบียบดังกล่าวเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในการประกาศใช้ จึงอยากให้สำนักงานประกันสังคมและกระทรวงแรงงานเปิดเผยผลการประชาพิจารณ์ก่อน


ประเด็นที่สอง คือ บอร์ดประกันสังคมที่มีวาระ 2 ปี ได้หมดวาระไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หากอ้างอิงจากกฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน แต่กรณีบอร์ดประกันสังคมยังมีช่องว่างอยู่ จึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะบอร์ดปัจจุบันแม้จะมีอำนาจตามหลักการ แต่อาจถูกอำนาจข้าราชการกดทับไว้


ประเด็นสุดท้าย คือ การเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการประชุมทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ประกันตนรับทราบว่า ในการประชุมทั้งบอร์ดใหญ่และอนุกรรมการ มีใครกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวบ้าง


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สำนักงานประกันสังคมให้เหตุผลในการเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนจำหมายเลขผู้สมัครได้ง่าย โดยให้เลือกได้เพียงคนเดียวเหมือนการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา สหัสวัตให้ความเห็นว่า แนวทางดังกล่าวไม่เหมาะสม เพราะการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตัวแทนหนึ่งคนต่อหนึ่งเขต แต่การเลือกบอร์ดประกันสังคมต้องมีตัวแทน 7 คน ผู้ประกันตนจึงควรเลือกได้ทั้ง 7 คน เช่นเดียวกับการเลือกสมาชิกสภาเทศบาล หากในพื้นที่ต้องมีตัวแทน 4 คน ประชาชนก็ต้องเลือกได้ครบทั้ง 4 คน


หากใช้แนวคิดตามที่สำนักงานประกันสังคมเสนอ จะเป็นการลดทอนสิทธิของผู้ประกันตน และทำลายหลักการเลือกตั้งระบบตัวแทน อีกทั้งเมื่อระเบียบเลือกตั้งใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ตามหลักการควรยึดระเบียบเดิม เพราะขณะนี้บอร์ดประกันสังคมชุดใหญ่ได้หมดวาระลงแล้ว จึงไม่มีผู้มีอำนาจในการอนุมัติระเบียบใหม่


ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่สำนักงานประกันสังคมชี้แจงต่อกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภาว่า ผลประชาพิจารณ์จะเปิดเผยได้ภายในเดือนมีนาคม โดยรักชนกกล่าวว่า หากเทียบกับกรณีประชาพิจารณ์สูตรบำนาญ CARE ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจเช่นกัน สามารถเปิดผลได้ภายใน 4 วัน เหตุใดประชาพิจารณ์ระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงยังไม่สามารถเปิดเผยผลได้


เมื่อถามว่าหลังจากนี้พรรคประชาชนจะติดตามสถานการณ์อย่างไร รักชนกกล่าวว่า ปัจจุบันพรรคประชาชนอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน จึงต้องฝากให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ตอบสนองต่อสิ่งที่ควรดำเนินการอยู่แล้ว หากรัฐบาลดำเนินการอย่างเหมาะสม พรรคประชาชนคงไม่ต้องมายืนอยู่ ณ ที่นี้


พร้อมกันนี้ รักชนกได้ฝากคำถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรีนุช เทียนทอง ว่า ตลอด 3 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง ได้ดำเนินการเรื่องใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีตึก SKY9 ที่ยังไม่มีความคืบหน้า หรือสูตรบำนาญ CARE ที่ยังไม่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี และในฐานะที่เป็น สส.เขตที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะยอมให้มีการล้มการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมหรือไม่ หรือเกรงใจข้าราชการ


ด้านสหัสวัตได้กล่าวปิดท้าย โดยยืนยันว่า ขอให้มีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด โดยอ้างอิงหลักการเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน และให้ใช้ระเบียบการเลือกตั้งเดิมไปก่อน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #บอร์ดประกันสังคม #กระทรวงแรงงาน















"ทนายอั๋น" พร้อมประชาชน ยื่นดีเอสไอ จี้รับเป็นคดีพิเศษเอาผิด กกต. ปมเลือกตั้ง ก.พ. 69 ข้อสงสัยเพียบ แฉพฤติการณ์บัตรเขย่ง-พิรุธ QR Code บนบัตรที่อาจระบุตัวตนคนเลือกได้ จ่อเปิดหลักฐานเด็ด เส้นทางเงิน "คอนเนกชั่น" โยงขบวนการเดิมสัปดาห์หน้า!

 


"ทนายอั๋น" พร้อมประชาชน ยื่นดีเอสไอ จี้รับเป็นคดีพิเศษเอาผิด กกต. ปมเลือกตั้ง ก.พ. 69 ข้อสงสัยเพียบ แฉพฤติการณ์บัตรเขย่ง-พิรุธ QR Code บนบัตรที่อาจระบุตัวตนคนเลือกได้ จ่อเปิดหลักฐานเด็ด เส้นทางเงิน "คอนเนกชั่น" โยงขบวนการเดิมสัปดาห์หน้า!


วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” พร้อมด้วยภาคประชาชน กลุ่ม สว.สำรอง เพจแม่แนน และน้องสมาร์ท เข้ายื่นคำร้องเพื่อขอให้ดำเนินคดีกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวม 7 ราย กรณีการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 และ 22 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเห็นว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายหลายบท ต่างกรรมต่างวาระ พร้อมขอให้รับเป็นคดีพิเศษ ดำเนินการสืบสวนสอบสวน เรียกพยานบุคคล รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง โดยมีนายนทีธร มีชัย รองผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง


นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า ในฐานะประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง มิได้สังกัดพรรคการเมืองใด เห็นว่าการจัดการเลือกตั้งทั้งสองวันมีข้อสงสัยเรื่องความสุจริตเที่ยงธรรม จึงยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยอ้างถึงประเด็นบัตรเลือกตั้งผิดปกติ การนับคะแนนที่ถูกตั้งข้อสังเกต กรณีมีการคลุมกล้องวงจรปิด รวมถึงการปรากฏ QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งตั้งคำถามถึงความเป็นความลับของผู้ใช้สิทธิ


ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กกต. ได้ประกาศรับรองผลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตจำนวน 396 ราย โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 124 อย่างไรก็ตาม ผู้ร้องเห็นว่าควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้สิ้นข้อสงสัยเสียก่อน เพื่อธำรงหลักความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของสาธารณชน


นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีข้อกังขาเกี่ยวกับเส้นทางการเงินในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุว่าจะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า พร้อมเรียกร้องให้ดีเอสไอออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องในบางพื้นที่มาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อให้การสืบสวนครบถ้วนรอบด้าน


สำหรับประเด็นการถ่ายภาพหรือวิดีโอภายในหน่วยเลือกตั้ง ทนายอั๋นเห็นว่า การบันทึกภาพมิใช่ความผิด เว้นแต่จะก่อให้เกิดการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานหรือมีการบิดเบือนข้อมูล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการดำเนินคดีกับผู้ที่เข้าไปตรวจสอบการเลือกตั้ง


นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยยืนยันว่าจะเข้าให้การเป็นพยาน หากมีการพิจารณาคดีในชั้นศาลตามกำหนดนัดในเดือนเมษายนและพฤษภาคมนี้


ด้านทนายทิวา ลี้จากภัย ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของทนายอั๋น กล่าวว่า กรณีที่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนักวิชาการหรือประชาชนที่เข้าไปตรวจสอบการเลือกตั้งนั้น หากไม่มีพฤติการณ์ขัดขวางการเลือกตั้งจริง ผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายดำเนินคดีกลับ ฐานแจ้งความเท็จหรือกลั่นแกล้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 และ 174 พร้อมย้ำว่าพนักงานสอบสวนมีหน้าที่รับคำร้องทุกข์ตามกระบวนการกฎหมาย


ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของดีเอสไอ ว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ท่ามกลางกระแสจับตาของสังคมต่อความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #DSI #กกต










พรรคประชาชนส่ง “วาโย” ยื่นฟ้องอาญา กกต. ฟัน ม.157 ร่วม พ.ร.ป.กกต.-พ.ร.ป.เลือกตั้ง เตรียมนำกรณี กกต. ฟ้องประชาชนใส่เพิ่ม

 


พรรคประชาชนส่ง “วาโย” ยื่นฟ้องอาญา กกต. ฟัน ม.157 ร่วม พ.ร.ป.กกต.-พ.ร.ป.เลือกตั้ง เตรียมนำกรณี กกต. ฟ้องประชาชนใส่เพิ่ม

 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมทนายความ ได้ดำเนินการยื่นฟ้องดำเนินคดีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในฐานะเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 69 เจ้าหน้าที่ละเว้นกระทำการ หรือกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่, พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ประกอบมาตรา 164 ทำเครื่องหมายอันเป็นที่สังเกตได้ลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีโทษตามมาตรา 164


ซึ่งขณะนี้ได้มีการลงเลขรับคดีไว้แล้ว รอฟังคำสั่งอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง หรือจะมีคำสั่งให้รับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง ภายใน 30 วัน ซึ่งหากมีการรับฟ้อง ก็จะต้องมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อไป ซึ่งน่าจะมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องได้ภายใน 45-60 วันนับจากวันที่ 24 มีนาคม 2569


วาโยกล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมามีข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นจำนวนมาก และมีคดีตัวอย่างแล้วคือกรณี วาสนา เพิ่มลาภ เมื่อปี 2549 ซึ่งมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาเมื่อปี 2558 ซึ่งตนและทีมงานได้ศึกษาโดยละเอียดและนำข้อเท็จจริงมาปรับใช้ร่วมกันได้พอสมควร ซึ่งคดีนั้นศาลได้ตัดสินเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กกต. มาตรา 24 ประกอบมาตรา 42 ซึ่งเทียบเคียงกับปัจจุบันคือ พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 ตามที่ฟ้องไป โดยคดีนี้น่าจะใช้เวลาต่อสู้กันอีกยาวนานถึงชั้นอุทธรณ์และฎีกาแน่นอน สิ้นสุดน่าจะใช้เวลาสัก 10 ปีคล้ายกับกรณีของวาสนา


ทั้งนี้ หลายคนอาจมีความกังวลว่ามาตรา 157 มีความเป็นพิเศษ นอกจากการแสดงเจตนาโดยทั่วไปแล้ว โจทก์จะลองสืบให้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษที่ซ่อน เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่ง่าย คดีตัวอย่างตอนปี 2558 ก็ไม่ได้มีการตัดสินตามมาตรา 157 จึงมีความจำเป็นที่ต้องฟ้องตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 ประกอบด้วย ซึ่งน่าจะสามารถรองรับได้ 


วาโยยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความแตกต่างของการยื่นฟ้องคดีครั้งนี้จากการยื่นฟ้องคดีตามช่องทางอื่นๆ โดยระบุว่าการยื่นกับผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเรื่องของการให้เหตุการณ์และข้อเท็จจริงนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยคดีอาญา แต่จะเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ หรือการมีคำสั่งให้เลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะหรือไม่ หรือหากไปที่ศาลปกครอง ก็จะมีอำนาจเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง สั่งให้มีการเลือกตั้งหรือสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่ หรือแม้แต่เป็นแบบพิมพ์บัตรต่างๆ เพราะฉะนั้นแต่ละส่วนไปคนละที่กัน แต่ส่วนที่พวกตนมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันนี้คือคดีอาญา ส่วนเรื่องจะมีการรวมสำนวนหรือไม่เป็นไปตามดุลพินิจของศาล แต่ไม่ใช่การฟ้องซ้ำซ้อนแน่นอน เพราะผู้เสียหายเป็นคนละคนกัน


การที่ราษฎรจะฟ้องคดีอาญาด้วยตัวเองโดยหลักไม่ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งเป็นคดีอาญาทุจริตยิ่งยากขึ้น การฟ้องต่อเจ้าพนักงานของรัฐยิ่งยากขึ้นอีก การสืบพยานก็มีกระบวนการวิธีที่แตกต่างกันจากคดีอาญาโดยทั่วไป แต่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนถือได้ว่าเป็นผู้เสียหาย สามารถมีสิทธิโดยชอบที่จะฟ้องคดีแบบนี้ต่อคณะกรรมการ กกต.ได้ ถ้าเทียบเคียงกับกรณีปี 2559 ศาลให้แนวฎีกาไว้แล้วว่าการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หรือมีการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นและกระทบต่อสิทธิของประชาชนเป็นวงกว้างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนถือว่าเป็นผู้เสียหายตามนิตินัย โดยหลักคือการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและในกฎหมายหลายฉบับ ว่าการเลือกตั้งว่าต้องเป็นไปโดยตรงและลับ


วาโยกล่าวต่อไปว่าส่วนในฐานะพรรคการเมือง มีทั้งในเรื่องของการเลือกตั้งและความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในฐานะที่พรรคการเมืองมีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพื่อส่งผู้แทนราษฎรลงเลือกตั้ง เสนอนโยบาย และให้ประชาชนเลือกเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชน มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ มีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ มีการใช้บุคลากรจำนวนมาก ย่อมมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ตรง และไม่ลับ


ผู้สื่อข่าวยังได้ถามถึงกรณีที่ กกต.กทม. ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อประชาชน ซึ่งวาโยระบุว่าที่ กกต. อ้างว่าต้องฟ้องร้องประชาชนโดยระบุว่าถ้าไม่ทำจะโดนมาตรา 157 เป็นการกระทำตามหน้าที่และอำนาจ แต่การกระทำของ กกต. นี้เสี่ยงต่อมาตรา 157 มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะ กกต. มีสิทธิที่จะสามารถใช้ดุลพินิจในการฟ้องร้องบุคคลใดหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้เป็นหน้าที่หรือมีกฎหมายบังคับเฉพาะว่าเมื่อเกิดเหตุนี้แล้วต้องทำ กกต. ต้องประเมินว่าการฟ้องคดีนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่ 


ตนจึงคิดว่าจะเอาการกระทำนี้ของ กกต. ไปแก้ฟ้องเพิ่มเติมภายใน 15 วัน เพื่อใส่เข้าไปเพิ่มเติมว่าการกระทำแบบนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะไม่ผิด 157 แต่ทำแล้วจะโดน 157 มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดผลเสียต่อผู้หนึ่งผู้ใด การที่ กกต. ดำเนินคดีฟ้องประชาชนที่มาพิสูจน์ความผิดปกติ แต่กลับไม่ตั้งคณะกรรมการตามอำนาจของตัวเองในการไต่สวนเรื่องราวดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า กกต. มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเมื่อปี 2549


วาโยยังกล่าวต่อไปว่าขณะนี้เป็นการยากมากที่ประชาชนจะทำอะไรกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเป็นอีกครั้งที่ประชาชนเห็นได้อย่างประจักษ์ชัด เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ขององค์กรอิสระ และเห็นได้ชัดว่าองค์กรอิสระไม่มีความยึดโยงกับประชาชน และไม่มีกลไกอะไรเลยในการเข้าชื่อหรือแสดงออกในการคัดค้านหรือถอดถอนองค์กรอิสระได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต