วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ภัณฑิล’ ตั้ง 3 ข้อสังเกต แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย หลังวุฒิสภาส่งกลับสภา ชี้ผู้ล้มละลายถูกปิดโอกาสรับราชการ


‘ภัณฑิล’ ตั้ง 3 ข้อสังเกต แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย หลังวุฒิสภาส่งกลับสภา ชี้ผู้ล้มละลายถูกปิดโอกาสรับราชการ


วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร เขต 4 พรรคประชาชน ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย ซึ่งวุฒิสภาได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมและส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร โดยภัณฑิลได้ตั้งข้อสังเกตต่อการแก้ไขจากวุฒิสภา 3 มาตรา


ภัณฑิลกล่าวว่า มาตรา 90/116 (3) เรื่องกรอบระยะเวลา มีการเพิ่มขึ้นมาเป็น 20 ปีนั้น ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อถกเถียงกันในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านว่าใช้เกณฑ์ใดเป็นกรอบในการกำหนดระยะเวลาในแผนฟื้นฟูหนี้ ซึ่งเดิมทีแล้วไม่มีการกำหนดระยะเวลาไว้ มีข้อโต้แย้งว่า ในทรัพย์สินที่ค่อนข้างใหญ่ อย่างเช่นบ้าน มีการผ่อนอยู่ 30 ปี ซึ่งก็เป็นหลักเกณฑ์หนึ่ง หรือแผนที่เป็นการฟื้นฟูธุรกิจ โดยปกติก็จะอยู่ที่ 30 ปี จึงตั้งข้อสังเกตว่า ที่มาของการกำหนดระยะเวลา 20 ปีนั้น ใช้เกณฑ์อะไร เพราะหากมียอดหนี้ไม่สูงมาก บุคคลธรรมดาก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการชำระ


ส่วนมาตรา 90/151 เรื่องของการเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำหนี้บุคคลธรรมดา จาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ซึ่งอาจจะทำให้ลูกหนี้เสียสิทธิไป โดยภัณฑิลเห็นว่า ค่าเฉลี่ยหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้จากเครดิตบูโรอาจจะต่ำกว่า 100,000 บาท การเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำอาจจะส่งผลให้ลูกหนี้บางส่วนนั้นตกหล่นไปได้ ทั้งนี้ ก็มีข้อโต้แย้งจากฝ่ายราชการว่า กรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูได้ แล้วต้องถูกพิทักษ์ทรัพย์ หากเขียนไว้ 100,000 บาท ก็อาจจะนับรวมคนมาค่อนข้างมาก


“จึงเป็นคำถามว่า การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำหนี้บุคคลธรรมดาเป็น 300,000 บาทนั้นใช้เกณฑ์อะไรในการกำหนด และจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นเอกสารที่ขอไปในวิปฝ่ายค้าน”


ภัณฑิลกล่าวถึงประเด็นสุดท้ายว่า ในมาตรา 90/170 วรรค 2 เรื่องการล้มละลายโดยสุจริต ซึ่งต่างจากการล้มละลายโดยทุจริต เป็นเนื้อหาที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า ในอนาคตจะมีการเพิ่มเรื่องดังกล่าวเป็นคุณสมบัติในการเข้ารับราชการ ซึ่งความจริงแล้วควรจะแยกออกจากกัน เพราะการทำธุรกิจล้มละลายนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการล้มละลายโดยทุจริต จึงไม่ควรถูกตัดสิทธิในการเป็นข้าราชการ ซึ่งก็มีข้อโต้แย้งว่า ข้อเสนอดังกล่าวอาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นๆ แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวก็จะเป็นปัญหา เพราะอาจจะหมายถึงว่า หากการปฏิรูปกฎหมายอื่นๆ ขัดแย้งกับกฎหมายทั้งหมดแล้ว ก็จะไม่สามารถแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ได้ เช่น อาจต้องแก้กฎหมายคุณสมบัติของข้าราชการ เพราะสิ่งสำคัญคือการยึดมั่นในการปกป้องคนที่ล้มละลายโดยสุจริต ที่ควรจะมีโอกาสในการเข้ารับราชการ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรบล้มละลาย

ปชน. เห็นต่าง สว. แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ กระทบสิทธิเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ตกเป็นแพะในคดีอาญา ชี้ต้องตั้ง กมธ. ถกสองสภา ปรับแก้ให้สมเจตนารมณ์กฎหมาย

 


ปชน. เห็นต่าง สว. แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ กระทบสิทธิเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ตกเป็นแพะในคดีอาญา ชี้ต้องตั้ง กมธ. ถกสองสภา ปรับแก้ให้สมเจตนารมณ์กฎหมาย


วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ….. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ ที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ส่งกลับมาที่สภาผู้แทนฯ และมีการบรรจุวาระพิจารณาในวันพฤหัสที่ 2 กรกฎาคม 2569 ชี้มองผิวเผินอาจเห็นว่าเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเป็นการกระทบหลักการสำคัญที่เน้นการเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องถูกคุมขังหรือจำคุก แต่ต่อมาไม่ถูกฟ้องคดี มีการถอนฟ้อง ยุติคดี หรือศาลยกฟ้อง อันสะท้อนความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม แต่การแก้ถ้อยคำหรือเพิ่มภาระการพิสูจน์ จะส่งผลกระทบต่อการเยียวยา ไม่สมเจตนารมณ์ของร่างที่ผ่านสภาผู้แทนฯ


โดยในร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา มีการแก้ไขถ้อยคำทั้งหมด 4 มาตรา ใน 16 มาตรา ดังเช่น มาตรา 7 ที่มีการแก้ไขมาตรา 6/1 เพิ่มถ้อยคำเหตุที่จะได้รับค่าทดแทนต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหามิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด อันเป็นการเพิ่มในลักษณะเดียวกันกับกรณีของจำเลยในมาตรา 9 ที่มีการเพิ่มมาตรา 19/1 มีการตัดถ้อยคำเรื่องการจ่ายค่าทดแทนให้ผู้เสียหายหรือจำเลยทันทีเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องหรือศาลยกฟ้องในมาตรา 9 แก้ไขมาตรา 19/2 มาตรา10 แก้ไขมาตรา 20 รวมถึงปรับแก้ระยะเวลาในการยื่นคำขอของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือทายาท จะต้องยื่นภายใต้กำหนดระยะเวลาใดในแต่ละกรณี ที่แตกต่างไปจากร่างสภาผู้แทนฯ


“เวลาจะลงโทษบุคคลใด เราจะอ้างสุภาษิตกฎหมายที่บอกว่า การปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าผิดพลาดไปลงโทษผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว แต่การแก้ไขร่างของ สว. กลับไปเพิ่มภาระการพิสูจน์ให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เขาถูกคุมขังหรือจำคุกและต่อมาถูกปล่อยตัวแล้วเพราะไม่ผิด โดยไปเพิ่มถ้อยคำ “มีเหตุอันควรเชื่อว่า” ดูแล้วอาจเป็นคำที่ดี แต่กลายเป็นการเพิ่มภาระการพิสูจน์ให้กับเขา แทนที่จะเน้นไปที่การเยียวยา ทั้ง ๆ ที่เราต้องยอมรับว่ามีการจับกุมหรือดำเนินคดีที่ผิดพลาดเป็นจำนวนมาก หากจะแก้เราต้องไปแก้ที่ความผิดพลาดตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรมมากกว่า ไม่ใช่ไปผลักภาระให้คนที่เราต้องชดเชยเยียวยา” ณัฐวุฒิกล่าว


นอกจากนี้ การที่ผู้ต้องหาถูกควบคุม ขัง หรือจำเลยถูกคุมขัง ย่อมเป็นการกระทบสิทธิโดยตรง นอกเหนือจากเสรีภาพในชีวิต บางรายต้องออกจากงาน ขาดรายได้ มีปัญหาสุขภาพ มีผลกระทบต่อครอบครัว สูญเสียคุณค่าในตัวและจากคนรอบข้าง ซึ่งเมื่อต่อมาพ้นจากการถูกควบคุม ขังหรือถูกคุมขัง เพราะเหตุที่เขาไม่ได้กระทำผิด เขาต้องได้รับการเยียวยาจากรัฐและกระบวนการของรัฐ อันเป็นหลักการที่เห็นตรงกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่การที่ สว. ไปตัดการจ่ายค่าทดแทนผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องได้รับค่าทดแทนทันทีออก แม้จะเป็นการเยียวยาเพียงเท่าวงเงินของการถูกกักขัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 500 บาทต่อวัน แต่การตัดออกจะส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้น ๆ โดยตรง


“แม้การแก้ไขของ สว. จะยังยืนบนหลักการเดียวกัน คือการขยายการชดเชยเยียวยาครอบคลุมถึงผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่ควรได้รับ การแก้ไขที่ดูเหมือนจะทำด้วยความหวังดีทั้งต่อผู้เกี่ยวข้องหรือการใช้จ่ายเงินเยียวยาที่ต้องมาจากงบประมาณของรัฐ แต่มีหลายส่วนที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการเปลี่ยนในรายละเอียดสำคัญหรือกระทบสิทธิของประชาชน เมื่อประกอบกับความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม การที่สภาผู้แทนฯ จะลงมติไม่เห็นด้วย และนำไปสู่การตั้ง กมธ.ร่วมของสองสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สมดังเจตนารมณ์กฎหมาย และเป็นการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง” ณัฐวุฒิกล่าวในที่สุด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘ณัฐพงษ์’ สรุปงบฯ 70 ไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นอนาคตประเทศ ไร้วิสัยทัศน์ ชี้จัดผิดที่ผิดทาง ไม่ลงทุนอนาคต ไม่ช่วยไทย แต่ช่วยค้ำรัฐบาลสีน้ำเงิน

 


‘ณัฐพงษ์’ สรุปงบฯ 70 ไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นอนาคตประเทศ ไร้วิสัยทัศน์ ชี้จัดผิดที่ผิดทาง ไม่ลงทุนอนาคต ไม่ช่วยไทย แต่ช่วยค้ำรัฐบาลสีน้ำเงิน


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยในช่วงสุดท้ายก่อนการลงมติในวาระที่หนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงภาพรวมของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา


โดยณัฐพงษ์ระบุว่า อยากชวนให้ทุกคนทบทวนและถามตัวเองดู ว่า 3 วันที่ผ่านมาที่สภาได้พิจารณางบประมาณร่วมกัน ทุกคนรู้สึกอย่างไร และมองเห็นภาพอะไรบ้าง การตอบชี้แจงของ ครม. ทำให้รู้สึกว่ามีความหวัง ชีวิตมีความมั่นคง ประเทศนี้มีอนาคตหรือไม่ ฉายภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจนหรือไม่ว่าภายในปีหน้าหรือ 4 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ ทิศทางหรือทางออกของประเทศเป็นอย่างไร ณัฐพงษ์ตอบในส่วนของตนเองว่า ยังไม่รู้สึกและเห็นภาพเช่นนั้น จึงทำให้ต้องตั้งคำถามว่างบประมาณฉบับนี้จัดมาเพื่อใคร มีผลประโยชน์บางอย่างที่ซับซ้อนอยู่กับกลุ่มบุคคลที่กำลังเป็นเสาค้ำจุนให้กับรัฐบาลอยู่หรือไม่


ขณะนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้รัฐต่อ GDP ที่ต่ำมาก อยู่ที่ราว 14-15% ต่อ GDP รัฐบาลยังไม่สามารถฉายภาพให้เห็นได้เลยว่าอะไรคือทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลบอกว่ามีความตั้งใจในการลงมือผ่าตัดเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณปีนี้เป็นปีแรก แต่ก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่กลัวคือรัฐบาลกำลังจะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ โดยที่ภาพปลายทางไม่ตรงกัน เช่น ในเรื่องของงบประมาณการกระจายอำนาจ แม้จะตัดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดออกไป 22,000 ล้านบาท แต่กลับไปลงถึงท้องถิ่นเพียงแค่ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลยังบอกว่าเลือกที่จะกู้ชดเชยการขาดดุลไม่เต็มกรอบ แต่นั่นก็เป็นเพราะตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะฯ มาตรา 21 กรอบการกู้ชดเชยการขาดดุลเท่ากับ 20% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี บวกกับ 80% ของส่วนที่ใช้คืนต้นเงินกู้ แต่คำถามคือแล้วรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เฉพาะในส่วน 200,000 ล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทำไม ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและส่งผลถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย


รัฐบาลเพิ่งออกมาระบุว่ามีแผนที่จะใช้เงิน 200,000 ล้านบาทในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไปกับการอุดหนุนให้เกิดการใช้รถ EV ทั้งที่เงินอุดหนุนนี้บรรจุอยู่ในเล่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ แต่ทำไมถึงไม่ทำ คำตอบไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่เพราะกฎหมายวินัยการเงินการคลังบังคับให้รัฐบาลทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้ารัฐบาลจะกู้ ต้องกู้มาเพื่อใช้กับรายจ่ายลงทุน รัฐบาลไม่สามารถกู้มาเพื่อเอาใช้กับรายจ่ายประจำได้


ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลไม่มีโครงการในหัว โฆษณาไว้ว่าตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปได้จำนวนมาก แต่ก็รวมถึงงบลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท แล้วยังไม่ได้เป็นการตัดงบลงทุนที่ไม่จำเป็นเพื่อเอาไปลงทุนกับสิ่งที่จำเป็นด้วย ก็ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่


นอกจากนี้ที่รัฐบาลบอกว่าปีนี้เริ่มทำ Zero-based Budgeting แล้ว เป็นสิ่งที่ดีและตนเห็นด้วย แต่ถ้าลงไปดูในรายละเอียดงบประมาณปี 2570 เฉพาะในส่วนของแผนยุทธศาสตร์และแผนบูรณาการ กว่า 90% เป็นโครงการจากงบประมาณปี 2569 สิ่งที่เราอยากเห็นคือการที่รัฐบาลลงมือจัดงบประมาณจริงด้วยตัวเอง ให้เห็นโครงการที่รัฐบาลริเริ่มทำเองและตอบโจทย์ของประเทศ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของชาติ รัฐบาลสัญญาแล้วสัญญาอีกว่าเบี้ยเด็กเล็กจะให้ถ้วนหน้า แต่ก็ยังไม่ให้ 


“วันนี้รัฐบาลกำลังจะจัดงบสวัสดิการให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางแบบคนละครึ่ง ‘คนละครึ่ง’ ในที่นี้ไม่ได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขคนละครึ่งกับประชาชน แต่ตัดงบเขาออกไปครึ่งหนึ่ง จากสิทธิที่เขาควรจะได้รับต่อหัวเต็มจำนวน”


จากภาพอนาคตของชาติที่ยังมองไม่เห็น มาสู่ความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ วันนี้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพียงไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด งบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมลดลงจากปี 2569 ถึง 5% กรณีสารพิษในแม่น้ำก็ไม่มีแผนงานและงบประมาณที่ชัดเจน แล้วยังมีปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำที่อาจเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนบางส่วน แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ตั้งงบประมาณด้านนี้ไว้แม้แต่บาทเดียว


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การจัดงบประมาณเช่นนี้ คนที่รู้สึกว่ามีความมั่นคง ได้รับงบประมาณเสมอต้นเสมอปลายมีเพียงแค่คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น องค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง อย่าง ป.ป.ช. ที่ได้รับงบประมาณสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มีฟิตเนสและสระว่ายน้ำระดับโอลิมปิก 747 ล้านบาท


ในด้านความหวังของคนในประเทศนี้ เกษตรกรทุกวันนี้ต้องเจอกับผลผลิตทางการเกษตรนำเข้าที่ล้นทะลักมากดราคาสินค้าเกษตรในประเทศให้ตกต่ำ ต้นทุนก็สูงขึ้น ต้องเจอภัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่งบประมาณในการพาเกษตรกรออกจากวิกฤตเหล่านี้ยังมองไม่เห็น ทั้งที่รัฐบาลควรต้องจัดงบประมาณไปช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤต และรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตไม่ให้ตกต่ำ 


เช่น การลงทุนตรวจวิเคราะห์ดินให้เกษตรกรสามารถเติมปุ๋ยได้ตรงกับค่าดิน พื้นที่ 1 ล้านไร่ลดต้นทุนเกษตรกรได้ 1,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณเพียง 600 ล้านบาท คืนทุนได้ภายในปีแรก หรือการจัดงบประมาณแบบกระจายอำนาจ ไปเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นหาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 1 ล้านไร่ ใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาทในปีแรก แต่จะช่วยลดความเสียหายจากภัยแล้งได้ถึงปีละ 2,700 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี หรือการลงทุนกับการสร้างห้องเย็นและเครื่องจักรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและดูดซับผลผลิตล้นเกิน อาจต้องใช้งบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทในปีนี้ แต่จะช่วยลดความสูญเสียจากผลผลิตที่ล้นเกินได้ถึงปีละ 1,000-2,000 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี แล้วช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุดด้วย


ส่วนของผู้ประกอบการ SME ณัฐพงษ์กล่าวว่า ส่วนมากอยู่ในสภาวะที่ไม่ตายแต่ก็ไม่โต รายได้ที่หามาทั้งหมดต้องใช้ไปกับหนี้และรายจ่ายประจำ ไม่เหลือเงินลงทุนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้า เมื่อดูงบประมาณเอสเอ็มอีในปีนี้ ก็ยังเป็นการจัดแบบ ‘ไม่พอ’ ทั้งที่ปัญหาใหญ่มากแต่จัดงบประมาณกระจายไปในหลายหน่วยงานไว้เพียง 18,000 ล้านบาท ‘ก่อไม่เกิด’ เพราะแทนที่จะจัดสรรอย่างพุ่งเป้า กลับกระจายไปอยู่ใน 44 หน่วยงาน และ ‘เปิดไม่หมด’ เพราะเปิดให้คนมาลงทะเบียนร่วมในโครงการไทยช่วยไทย+ ไม่หมด ยังไม่นับว่ามีเงินในกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ตอนนี้รัฐบาลเอาไปดองอยู่ 5,000 ล้านบาท แต่ก็ยังขอเพิ่มจากสภาไปเติมอยู่ทุกปี


ขณะที่การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ กินสัดส่วนถึง 10% ของจีดีพีประเทศไทย แต่ประเทศไทยก็มีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่สิ่งที่เห็นคืองบประมาณที่ถูกจัดสรรเพื่อส่งเสริมยานยนต์อีวี รวมกันแล้ว 4,000 ล้านบาท อันดับหนึ่งคือเงินอุดหนุนให้ค่ายรถอีวี 3,500 ล้านบาท อีกสองก้อนคือเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนเพื่อพัฒนาคนให้มีทักษะ รวมกันแค่ 400 ล้านบาท หรือ 10% เท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าตัดงบลงทุนไปกว่า 70,000 ล้านบาท กำลังช่วยรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่สิ่งที่ตนเห็นคือการจัดงบประมาณที่ผิดฝาผิดตัว ไม่ตรงจุดอย่างที่ประเทศต้องการ สิ่งที่ควรเป็นคือการจัดสรรงบประมาณที่ถูกตัดออกไป ไปยังหน่วยงานที่ถูกต้องในโครงการที่ถูกต้อง แต่ในงบปี 2570 หน่วยงานที่ได้เพิ่มมา หากไม่นับงบกลาง งบใช้หนี้ เงินกองทุนหมุนเวียน และเงินอุดหนุนกองทุนประกันสังคม สองอันดับแรกที่ได้งบประมาณเพิ่มมาสูงสุดคือกระทรวง DE ที่ได้เพิ่มมาถึง 30% และส่วนราชการในพระองค์ ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 6.8% 


“การจัดสรรงบประมาณเป็นภาระความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง ในขณะที่พื้นที่ทางการคลังของประเทศหดแคบลง ในขณะที่ประเทศเผชิญวิกฤตหลายอย่าง ในขณะที่ประชาชนยังมองไม่เห็นความหวังจากการจัดสรรงบประมาณใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งที่เขาอยากเห็น งบประมาณมันถูกเอาไปจัดสรรเพิ่มในสิ่งที่จำเป็นลงทุนเพื่อสร้างอนาคต รัฐบาลกลับเลือกที่จะเอามาใส่ในกระทรวง DE” 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินในงบประมาณเสมอไป เช่น การลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รัฐบาลสามารถใช้เงินจากรัฐวิสาหกิจและกองทุนต่างๆ หรือแม้แต่เงินจากภาคเอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงโครงสร้างพลังงาน ให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนสมาร์ทกริดได้ โดยใช้เงินเพียง 400,000 ล้านบาทภายใน 12 ปี ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อีวีและอุตสาหกรรม AI ด้วย


ส่วนเรื่อง AI ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลมีและเจ้าของโมเดล AI ต่างชาติไม่มีแน่นอน ก็คือข้อมูลที่อยู่ในกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ และกฎกระทรวงต่างๆ ที่กำหนดกระบวนการภายในของระบบราชการไทยทุกอย่าง จะดีแค่ไหนถ้ามี AI ภาครัฐที่เข้าใจกฎหมายของประเทศไทยทุกฉบับ ถ้าประเทศไทยมีโมเดล AI ที่เข้าใจกระบวนการและภาษาระบบราชการทั้งหมด ต่อไปก็จะสามารถประหยัดงบประมาณในการจ้างบริษัทซอฟต์แวร์มาเขียนโค้ดให้กับภาครัฐได้อย่างมาก


“อุตสาหกรรม AI เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ เป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นภาพในหัวของตัวแทนรัฐบาล ว่าท่านมีภาพในหัวอย่างไรบ้าง อุตสาหกรรมแบบไหนเดินไปในทิศทางไหน ที่มันตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก อยากให้ท่านมาฉายภาพต่างๆ เหล่านี้ให้พวกเราเห็นหน่อย จะได้มาดูได้ครับว่าตกลงแล้วภาพในหัวของท่านมันสะท้อนอยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้หรือเปล่า”


นอกจากนี้ ภาคการเกษตร ภาคการประมง อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปเป็นการทูต การทูตของประเทศไทยในอนาคตจะต้องเป็นการทูตที่ยึดโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระเบียบโลกใหม่จะทำอย่างไรที่ใช้ประโยชน์ทางการทูตดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ถูกต้อง เพื่อทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองในโลก


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าสามวันที่ผ่านมาตนไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย ทำให้ได้ข้อสรุปว่างบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่งบประมาณที่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ลงทุนกับอนาคตของประเทศ ไม่ได้มองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อยมากพอ เพราะเป็นงบประมาณที่เงินจำนวนมากกำลังถูกจัดสรรผิดที่ ส่งตรงไปยังโครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่มเป็นเจ้าของและมีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลหรือไม่ และกำลังถูกจัดสรรไปยังองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่อยากแตะต้องหรือไม่ หรือจงใจหลีกเลี่ยงไม่ใช้เงินในงบประมาณ แต่ไปออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพราะสภาควบคุมไม่ถึงหรือไม่ 


“ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมมาตั้งให้ทุกท่านเห็น ว่าทำไมพวกเราถึงมองว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายงบ70  #พรบงบประมาณ #งบ70

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘เอกราช’ ฉะงบ 70 กองทัพมี ‘ปีศาจ’ 3 ตน ‘ทหารผี - วิจัยผี - รัฐมนตรีปีศาจ’ กัดกินงบประมาณกลาโหมของประเทศ

 


‘เอกราช’ ฉะงบ 70 กองทัพมี ‘ปีศาจ’ 3 ตน ‘ทหารผี - วิจัยผี - รัฐมนตรีปีศาจ’ กัดกินงบประมาณกลาโหมของประเทศ


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร เขต 10 พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยวิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุว่ามี ‘ปีศาจกลาโหม’ 3 ตนที่กำลังกัดกินกองทัพและงบประมาณของประเทศ


เอกราชกล่าวว่า ทุกวันนี้เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายให้กระทรวงกลาโหม ทุก ๆ 100 บาท ถูกใช้เป็นเงินเดือนทหาร ค่าซ่อมอาคาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ ถึง 74 บาท เหลืองบประมาณสำหรับการจัดซื้ออาวุธเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารเพียงกว่า 20 บาทเท่านั้น โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปอยู่ในแผนงานบุคลากร ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 เพิ่มขึ้นอีก 3,173 ล้านบาท


สำหรับ ‘ปีศาจ’ ตัวแรกเรียกว่า ‘ทหารผี’ โดยยกกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พบรายชื่อผู้ได้รับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนจริง แต่กลับมีการนำชื่อไปใช้เบิกรับเงินดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีกรณีการนำพลทหารไปรับใช้นายและยึดบัตรเอทีเอ็มเงินเดือนของพลทหารไว้ให้ผู้อื่นกดเงินแทน ซึ่งต่อมากองทัพภาคที่ 1 ได้ตั้งคณะสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อเดือนเมษายน 2569 และชี้แจงว่าหน่วยงานเก็บบัตรเอทีเอ็มไว้เพื่ออำนวยความสะดวก เนื่องจากกังวลว่าบัตรจะสูญหายหรือถูกขโมย แต่หากเหตุผลดังกล่าวสามารถยอมรับได้ หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีแนวปฏิบัติเช่นเดียวกันหรือไม่


เอกราชกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ไม่มีใครอยากสมัครเป็นพลทหารอาสา ทั้งที่รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสมัครใจเข้ารับราชการทหาร ซึ่งต้องใช้งบประมาณด้านบุคลากรเพิ่มอีก 1,455 ล้านบาทต่อปี โดยให้ค่าตอบแทนสุทธิ 12,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ปัญหาภายในกองทัพยังส่งผลให้กำลังพลที่มีคุณภาพจำนวนมากตัดสินใจลาออกไปประกอบอาชีพอื่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้กับทหารที่ลาออก ซึ่งปัจจุบันมีกำลังพลประมาณ 6,000 คน และในปี 2568 ใช้งบประมาณส่วนนี้ถึง 830 ล้านบาท และอาจเพิ่มเป็นปีละกว่า 1,000 ล้านบาท หากไม่หยุดเลือดไหลออกจากกองทัพ


ตนเสนอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างกำลังพลของกองทัพ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์อัตรากำลังที่จำเป็นต่อภารกิจ แทนการยึดกรอบอัตรากำลังเดิม พร้อมทบทวนงบประมาณและโครงสร้างบุคลากรทั้งหมด


สำหรับ ‘ปีศาจ’ ตัวที่สอง ขอเรียกว่า ‘วิจัยผี’ งบวิจัยด้านการป้องกันประเทศกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ทั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กองทัพเรือ และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รวมวงเงินกว่า 625 ล้านบาท แต่งานวิจัยเหล่านี้สามารถสร้างเทคโนโลยีของไทยได้จริงหรือไม่ เนื่องจากหลายโครงการใช้ชื่อว่าเป็นการวิจัยและพัฒนา แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการจัดซื้อจากต่างประเทศมาประกอบในประเทศ 


เมื่อไม่ใช่งานวิจัยที่แท้จริง ปัญหาที่ตามมาคือแม้ผลิตภัณฑ์จะผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว แต่หน่วยงานในกองทัพกลับไม่จัดซื้อหรือสนับสนุนการใช้งาน ส่งผลให้ไม่มีคำสั่งผลิต สายการผลิตหยุดชะงัก และกลายเป็นโรงงานร้างซึ่งเป็นที่สิงสถิตของ ‘วิจัยผี’


หากประเมิน มูลค่าของโรงงาน เครื่องจักร และสายการผลิตในระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัฐที่ถูกปล่อยร้างมีมูลค่ารวมเกือบ 20,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณเพื่อปรับปรุงโรงงาน อาคารสถานที่ และบ้านพักต่าง ๆ ปีละประมาณ 339 ล้านบาท


จึงขอเสนอให้ยุติโครงการที่อ้างว่าเป็นงานวิจัยแต่แท้จริงเป็นเพียงการซื้อและประกอบ พร้อมคัดเลือกโครงการเรือธงที่สามารถพัฒนาให้สำเร็จได้จริง และเมื่อผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว หน่วยงานในกองทัพต้องกล้านำไปใช้งาน มิฉะนั้นประเทศไทยจะมีเพียงงานวิจัยบนกระดาษ โรงงานร้าง เครื่องจักรเก่า และภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้เทคโนโลยีของประเทศ


ส่วน ‘ปีศาจ’ ตัวสุดท้าย คือ ‘รัฐมนตรีปีศาจ’ ที่ผ่านมามีข่าวว่ารัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมีความพยายามผลักดันโครงการจัดหาเรือฟริเกตให้เข้าทางพ่อค้าอาวุธบางราย โดยมีการพูดกันว่ารัฐมนตรีต้องการให้โครงการดังกล่าวเป็นของ ‘เด็กชายจากฟากฟ้า’ พร้อมตั้งคำถามว่า หากเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานของนาโต้ (NATO) กองทัพเรือไทยจะสามารถเข้าร่วมการฝึกกับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้อย่างไร


เอกราช ระบุว่า แม้รัฐมนตรีจะอ้างว่าต้องการให้ TOR เปิดกว้าง แต่ในมุมมองของตน ไม่ใช่การเปิดกว้างเพื่อความโปร่งใส หากแต่เป็นการเปิดช่องให้รองรับคุณลักษณะเฉพาะของเรือจากบางประเทศที่มีพ่อค้าอาวุธเป็นตัวแทน ซึ่งแน่นอนว่ากองทัพเรือไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าว จึงไม่ลงนามในเอกสารคำของบประมาณ และสำนักงบประมาณได้ชี้แจงว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตไม่มีลายเซ็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงไม่ผ่านการพิจารณา


ทั้งนี้ เอกราชยกเหตุผลที่รัฐมนตรีควรลงนามในโครงการดังกล่าว เช่น การจัดซื้อเรือฟริเกตลำที่สองภายใต้นโยบาย Offset Policy จะช่วยให้เกิดความคุ้มค่า เพิ่มอำนาจต่อรอง และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย อีกทั้งงบประมาณของกองทัพเรือในปี 2570 อยู่ในกรอบเท่าเดิมกับปี 2569 และกองทัพเรือพร้อมบริหารงบประมาณภายใต้กรอบดังกล่าว


เอกราชทิ้งท้ายว่า ภายใต้การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ จึงมี ‘ปีศาจ’ สามตนที่กัดกินงบประมาณกลาโหม ด้วยเหตุนี้จึงไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในรูปแบบดังกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบ70 #งบกองทัพ

‘จั๊ก ษัษฐรัมย์’ นำ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ลงสมัครบอร์ดฝั่งลูกจ้างป้องกันแชมป์ ย้ำจุดยืน เน้นปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน ขอ 14 เสียงเพื่อฉายไฟ สร้างการเปลี่ยนแปลงล้างบางทุจริต

 


‘จั๊ก ษัษฐรัมย์’ นำ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ลงสมัครบอร์ดฝั่งลูกจ้างป้องกันแชมป์ ย้ำจุดยืน เน้นปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน ขอ 14 เสียงเพื่อฉายไฟ สร้างการเปลี่ยนแปลงล้างบางทุจริต  


วันที่ 1 ก.ค. 2569 เวลา 12.30 น. ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 เขตดินแดง “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” นำโดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แถลงข่าวพร้อมยื่นใบสมัครบอร์ดประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน ในวันแรกที่มีการเปิดรับสมัคร ‘บอร์ดประกันสังคม’ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเข้ารับตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ประจำปี 2569 


โดยวันนี้มีตัวแทนฝั่งผู้ประกันตนทั้งหมด 7 คน ประกอบด้วย นายเริงฤทธิ์ ละออกิจ (ดอย) นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน (เอส) นางสาวนาริฐา โภไคยอนันต์ (ฝ้าย) นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี (จั๊ก) นายชลิต รัษฐปานะ (นิว) นาย ปรารถนา โพธิ์ดี (หนึ่ง) และ นางสาวพรทิพย์ โม่งใหญ่ (เจี๊ยบ)


รศ.ษัษฐรัมย์ เปิดเผยว่า ต้องการผลักดันการปฏิรูปประกันสังคม ทั้งไม่เอาปฏิทิน ทบทวนการใช้งบประมาณ เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน รวมถึงป้องกันแชมป์จากการเลือกตั้งปี 2566


สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญกับทีมประกันสังคมก้าวหน้ามาก ในวันนี้นําฝั่งผู้ประกันตนมาสมัครก่อน และในอีกครั้งหน้าจะนําฝั่งนายจ้างอีก 7 คา มาสมัครเนื่องจากต้องจัดเตรียมเอกสาร 


รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า เราต้องการผลักดันการปฏิรูปประกันสังคม ไม่เอาปฏิทิน ทำงบประมาณฐานศูนย์ นำเงินมาเพิ่มสวัสดิการให้ผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นเงินเด็กและเงินบํานาญซึ่งเป็นภารกิจที่จะทําใน 2 ปีนี้ และทำงานสานต่อนโยบายที่ทำไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะ 6 เสียงไม่เพียงพอ ครั้งนี้หวังว่าจะได้ครบ 14 เสียงเพื่อปฏิรูปประกันสังคม


“เรามาหมายมั่นปั้นมือว่าจะสามารถป้องกันแชมป์ฝั่งผู้ประกันตนได้ และผลักดันให้ฝั่งนายจ้างเลือกทีมประกันสังคมก้าวหน้ารวม 14 ที่นั่ง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง “


สำหรับศักยภาพของผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตนทั้ง 7 คน รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า หัวใจใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตลาดหลัก ทีนี้ผมอาจจะเข้าทั้งออก สามคนจากบอร์ดชุดที่แล้ว เช่น นายชลิต รัษฐปานะ ที่ผลักดันความโปร่งใสงบประมารด้านไอที , นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพานที่ผลักดันสิทธิประโยชน์ เช่น สูตรแคร์ เงินดูแลเด็ก 


สำหรับ อีก 4 คนที่มาใหม่ เช่น นางสาวพรทิพย์ โม่งใหญ่ เป็นตัวแทนแรงงานสื่อ 3 แสนคนทั้งประเทศ คนกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการดูแลสวัสดิการที่เหมาะสม จะพยายาม ผลักดันประกันสังคมให้เป็นข้อต่อสําคัญในการดูแลสวัสดิการสื่อมวลชน เพราะตอนนี้มีความไม่แน่นอนในชีวิต


ด้านนางสาวนาริฐา โภไคยอนันต์ ตัวแทนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่เธอทํางานต่อสู้ผลักดัน การคุ้มครองคนที่เรียกร้องสิทธิ์เพื่อผู้อื่น และนายเริงฤทธิ์ ละออกิจ ตัวแทนแรงงานบาริสต้าทีามีผลงานโดดเด่น ที่ผลักดันสิทธิการผ่าฟันคุดให้กับผู้ประกันตน ต้องควักฟันคุดออกมาจากปากเพื่อโชว์ให้คณะอนุกรรมการทันตกรรม แล้วระบุว่าให้ผู้ประกันตนร่วมจ่าย 3,000 บาทนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่เป็นเรื่องไม่ปกติ เพราะคือค่าแรงสิบวันโดยที่ไม่สามารถซื้ออาหารรับประทาน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนไข้ผู้ประกันตน ยืนยันว่า นี่คือสิ่งที่คนธรรมดาควรจะได้รับ


และนายปรารถนา โพธิ์ดี ตัวแทนลูกจ้างในองค์กรรัฐ มีคนตัวเล็กตัวน้อย เป็นหนึ่งแรงงานนับล้านคนที่อยู่ในระบบของรสชการ เพื่อผลักดันให้ประกันสังคมครอบคลุมกลุ่มคนมากขึ้น ส่วนผู้สมัครฝั่งนายจ้างนั้นมีความสามารถและความเชี่ยวชาญ เช่น ทางด้านการลงทุน แล้วยังไง ตนเชื่อว่าผู้สมัครของตนนั้นจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประกันสังคมได้ 


สำหรับตัวเลขการลงทะเบียนผู้ประกันตนที่ยังน้อยมากในขณะนี้ รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังมีเวลาอีก 15 วัน ให้ฝั่งผู้ประกันตนลงทะเบียนไปแล้วประมาณ 600,000 คน ครั้งที่แล้วอยู่ที่ 1 ล้านคน มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2566 มีผู้มาใชเสิทธิ์แค่ 150,000 คน ตนคาดหวังว่า ปีนี้ จะมีผู้มาลงทะเบียนมากกว่าครั้งที่แล้วให้ม่กว่า 1 ล้านคน ขอให้มีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่า 5 แสนคน ตนขอย้ําให้กับประชาชนว่าหากยังไม่ลงทะเบียนภายในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ วันที่ 27 กันยายน จะไม่สามารถใช้สิทธิ์การเลือกตั้งได้ 


ตนขอย้ำว่า “การเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมมี 2 ขั้นตอน ที่ต้องลงทะเบีบนก่อนเพื่อไปใช้สิทธิ์ ถ้ามีคนลงทะเบียนมาก ก่อให้เกิดการแข่งขันเชิงนโยบาย ถ้าหากลงทะเบียนน้อย จะเป็นปัญหาทำให้การจัดตั้งขึ้นมา ตอนนี้ ฝั่งนายจ้าง น่าเป็นห่วงมาก มีเพียงคนลงทะเบียนแค่ 4,000 กว่าคน จาก 400,000 คน ตอนนี้ทางสำนักงานได้ชี้แจงแล้วว่า คนที่มีสถานะผู้ประกันตนและนายจ้างควบ แล้วเผลอลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนไปนั้น สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นนายจ้างได้แต่ต้องไปทําที่สํานักงานเท่านั้น”


รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวถึงข้อกังวลในการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานสปส. ที่เป็นภารกิจยิ่งใหญ่แก่ตัวสํานักงานยังมีแค่โพสต์ข่าวผู้บริหารของกระทรวงทํางาน ตนขอฝากให้ทางสำนักงานที่มีงบประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประกันสังคม 300 ล้านบาท ทั้งที่การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสําคัญรองเป็นอันดับสอง จากการเลือกตั้งใหญ่ โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท เกี่ยวพันกับผู้ประกันตนมากกว่าสิบล้านคน เป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มีสิทธิ์กฝมากกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วไป 


“ตนจึงขอส่งเสียงให้ผู้ประกันตน และนายจ้างลงทะเบียน เพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อให้ประกันสังคมกลับคืนสู่ประกันสังคมของคนธรรมดา และทีมประกันสังคมก้าวหน้าของพวกเรา ต้องการที่จะฉายไฟเข้าไปในประกันสังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อล้างบางการทุจริตที่เคยมีมา เพราะ 2 ปีที่แล้วกับ 6 เสียงไม่เพียงพอ “


หลังทีมประกันสังคมก้าวหน้า ฝั่งผู้ประกันตน ทั้ง 7 คนได้ยื่นใบสมัคร ได้เลขลำดับใช้หาเสียงและรับเลือกตั้ง ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ฝั่งผู้ประกันตน(ลูกจ้าง) ได้ลำดับที่ 41-47 ประกอบด้วย 


ลำดับ 41 เริงฤทธิ์ ละออกิจ (ดอย) 

ลำดับ 42 ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน (เอส)

ลำดับ 43 นาริฐา โภไคยอนันต์ (ฝ้าย)

ลำดับ 44 ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี (จั๊ก)

ลำดับ 45 ชลิต รัษฐปานะ (นิว)

ลำดับ 46 ปรารถนา โพธิ์ดี (หนึ่ง)

ลำดับ 47 พรทิพย์ โม่งใหญ่ (เจี๊ยบ)


สำหรับการเลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม 2569” ครั้งนี้ เป็นการเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละ 7 คน รวมเป็น 14 คน เข้าไปเป็น “บอร์ดประกันสังคม” หรือกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคมที่มีทั้งสิ้น 21 คน โดยการเลือกตั้งใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 แต่ผู้ประกันตนและนายจ้างจะต้องลงทะเบียนเลือกตั้งได้ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 หากไม่ลงทะเบียนจะไม่สามารถเลือกบอร์ดประกันสังคมได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประกันสังคมก้าวหน้า #บอร์ดประกันสังคม




















‘ภคมน’ เปิดปม TOR สอบท้องถิ่น เปิดช่องฮั้วทุจริต ชี้มายาคติ ‘ส่วนกลางไม่โกง’ ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง จี้คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบเอง รีเซ็ตระบบสอบทั้งหมด

 


‘ภคมน’ เปิดปม TOR สอบท้องถิ่น เปิดช่องฮั้วทุจริต ชี้มายาคติ ‘ส่วนกลางไม่โกง’ ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง จี้คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบเอง รีเซ็ตระบบสอบทั้งหมด


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายถึงการใช้งบประมาณในการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2570 มีการตัดลดงบจังหวัดที่ซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ออกไป สะท้อนว่ารัฐส่วนกลางเริ่มเปิดทางให้ท้องถิ่นทำงานเองได้มากขึ้น แต่สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นยังคงอยู่ที่ 29.35% ซึ่งห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้


“เรายังคงไม่ลืมเป้าหมายการกระจายอำนาจ ในปีนี้ ท้องถิ่นยังคงได้ส่วนแบ่ง 29.35% เท่าเดิม ซึ่งก็ถือว่ายังห่างไกลเป้าหมายที่วางกันเอาไว้ที่ 35% ดิฉันจึงอยากฝากไปยังรัฐบาลว่าให้พยายามต้องดันรายได้ท้องถิ่นให้มากกว่านี้”


ภคมนเสนอว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลควรทำคือการปฏิรูปโครงสร้าง อปท. กว่า 7,000 แห่งเสียใหม่ เพราะงบประมาณส่วนใหญ่จมไปกับค่าใช้จ่ายประจำจนเหลืองบพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนไม่มาก อีกทั้งยังมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร และการที่ส่วนกลางดึงอำนาจการจัดสอบไปทำเองตั้งแต่ยุค คสช. (คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 8/2560) โดยอ้างเรื่องการป้องกันระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่เชื่อว่ารัฐส่วนกลางไม่โกง


“จากนั้นส่วนกลางก็เลยจัดสอบเองเพื่อปิดช่องการโกง วิธีคิดแบบนี้มันเริ่มต้นจากความเชื่อว่ารัฐส่วนกลางเป็นคนดีและไม่โกง แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นหน้าข่าวรายวัน ข่าวใหญ่ตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา คือการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นที่จัดโดยส่วนกลาง”


ภคมนกล่าวต่อไปว่า การให้ท้องถิ่นจัดสอบเองไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการโกง แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบให้มีการถ่วงดุลในการตรวจสอบ ส่วนการจัดสอบโดยส่วนกลาง ผู้ชนะการประมูลเพียงรายเดียวรับผิดชอบเองทั้งหมด ทั้งการออกข้อสอบ จัดสถานที่สอบ การตรวจ ซึ่งไม่มีการถ่วงดุลอะไรเลย เมื่อมีการโกงจึงพังทั้งระบบ


“ดิฉันและพรรคประชาชนจึงเสนอแบบนี้ ว่าให้มีการยกเลิกคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ เพื่อประสิทธิภาพในการจัดหาบุคลากรที่เหมาะสมกับกำลังคนและอัตราที่ท้องถิ่นต้องการ และที่สำคัญคือ เพื่อริเริ่มรีเซ็ตระบบการทุจริตที่มันเกิดขึ้น วันนี้เห็นชัดแล้ว ว่าส่วนกลางจัดสอบเองก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้”


แม้ขณะนี้แต่ละฝ่ายจะออกมายืนยันความบริสุทธิ์ใจ แต่ภคมนชี้ว่า รายละเอียดใน TOR เป็นจุดสำคัญที่สะท้อนว่าอาจมีการฮั้วกันระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง เช่น การที่เครือข่ายทุจริตมีสำเนากระดาษคำตอบหลุดไปถึงมือได้ ทั้งที่ควรถูกเก็บรักษาอย่างเคร่งครัด


“คำถามก็คือ ถ้าการสอบครั้งนี้ ผู้ออกแบบและผู้จัดทำมีเจตนาทำให้มันมีความโปร่งใสตั้งแต่แรก ตรวจสอบได้ ทำไมท่านไม่ประกาศคะแนนไปเลยว่าใครสอบได้ภาคไหนเท่าไหร่ ทำไมไม่แนบไฟล์สแกนกระดาษคำตอบไปด้วยเลย เพราะ TOR ก็สั่งให้มีการสแกนกระดาษคำตอบเก็บไว้อยู่แล้ว”


พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการไม่กำหนดให้เข้ารหัสแฟลชไดรฟ์เพื่อความปลอดภัย และไม่ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนของคำว่า "ส่งต่อทันที" ซึ่งหากระบุไว้ชัดเจนจะช่วยให้สืบหาคนของ กสถ. ที่น่าสงสัยที่สุดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็ไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ เพราะตาม TOR กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่กรมฯ ติดตามการขนส่งและจดบันทึกทุก 1 ชั่วโมง รวมถึงต้องเข้าตรวจสอบคอมพิวเตอร์เพื่อป้องกันการล็อกคะแนนล่วงหน้า และสังเกตการณ์จนจบกระบวนการ


“วันนี้ ทางผู้ว่าจ้างเองก็บอกว่าตัวเองไม่ผิด ทางมหาวิทยาลัยเองก็บอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ ทำตาม TOR ทุกอย่าง แต่กรมส่งเสริมฯ และมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการสอบ เมื่อ TOR เปิดช่องใหญ่ขนาดนี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การทุจริตสอบครั้งนี้ทำกันอย่างเป็นระบบ และไม่กี่วันต่อมา ก็มีคลิปเสียงที่กล่าวถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมากมาย ดิฉันอยากให้มีการตรวจสอบก่อนที่จะสรุปว่ามันไม่จริง”


ภคมนกล่าวต่อไปว่า เมื่อเป็นที่ประจักษ์ขนาดนี้แล้ว ก็ควรที่จะต้องมีการทบทวนได้แล้วว่ายังควรใช้ระบบการจัดสอบแบบเดิมอยู่หรือไม่ ปีนี้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการสอบข้าราชการ ที่ตั้งมาราว 125 ล้านบาท ยังไม่รวมการจัดสอบที่ไปแฝงกับหน่วยงานอื่นอีกจำนวนมาก ในปี 2569 ใช้ไปเกือบ 200 ล้านบาท หากเป็นแบบนี้ต่อไปงบประมาณที่ส่วนกลางตั้งขึ้นมาเพื่อจัดสอบในแต่ละปีจะกลายเป็นเงินทุนเพื่อต่อยอดให้ระบบการทุจริตทำกันต่อไปได้


“รัฐส่วนกลางไม่มีทางมือสะอาดได้เลย ถ้าท่านไม่สามารถแก้ข้อครหานี้ได้ มันจะส่งผลให้ระบบราชการส่วนกลางไม่โปร่งใส ประชาชนจะฝากความหวังอะไรไว้ไม่ได้เลย” ภคมนกล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ออกแถลงการณ์ กรณีนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ละทิ้งประชาชนโดยไม่รวมคดี 112

 


เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ออกแถลงการณ์ กรณีนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ละทิ้งประชาชนโดยไม่รวมคดี 112


วันนี้ (1 กรกฎาคม 2569) เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ได้ออกแถลงการณ์ ดังมีใจความต่อไปนี้


แถลงการณ์เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน : ไม่รวมคดี ม.112 นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติโดยผู้แทนประชาชน


ตามที่วานนี้ (30 มิ.ย. 2569) วุฒิสภาได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… ในวาระสอง และวาระสาม และมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญของการอภิปรายในประเด็นหนึ่งว่า ควรนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในคดีตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ แต่ผลสรุปคือ การไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี รวมถึงเยาวชน ทั้งนี้ขั้นตอนการผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังต้องส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือยืนยันตามร่างเดิม หรือต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาพิจารณาต่อ ก่อนที่จะส่งให้พระมหากษัตริย์ลงนามต่อไป


เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งเคยเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ… ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยให้รวมถึงการนิรโทษกรรมในคดีตามมาตรา 112 แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า


1. คดีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็น “คดีการเมือง” และเป็นหนึ่งในใจกลางของความขัดแย้งทางการเมือง ในห้วงเวลาเดียวกับที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทั้งในแง่เป็นคดีที่ใช้ทำลายบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง เป็นหนึ่งในประเภทคดีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดให้ต้องถูกพิจารณาพิพากษาโดยศาลทหาร เป็นคดีที่เกิดจากการปราศรัยในที่ชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง และยังเป็นมาตราที่มีการบังคับใช้อย่างผันผวน โอกาสในการต่อสู้คดี การแสวงหาพยานหลักฐานและการได้รับการสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเข้าถึงได้ยากกว่าคดีปกติ อันเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนในสังคมประชาธิปไตย


การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน


เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ขอเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการใด ๆ เพื่อปล่อยตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ มิใช่การใช้อำนาจของประชาชน เพื่อละทิ้งประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน #นิรโทษกรรมประชาชน #มาตรา112