ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
เขาไม่อยากให้เราจำ เราต้องจำ!!! เขาไม่อยากให้เรามีบันทึกประวัติศาสตร์ประชาชน
เราก็ต้องทำบันทึก!!!
วาระ #50ปี6ตุลา
ณ
มธ.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันที่
6 ตุลาคม 2569
#50ปี6ตุลา เป็นวาระที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย
เพราะมันเป็นการสังหารหมู่โดยอำนาจรัฐที่ป่าเถื่อนมาก ลักษณะพิเศษก็คือ
เหยื่อของการกระทำเป็นปัญญาชนและเป็นการสังหารหมู่ และจัดการจับคนนับพัน
กระทำการโหดร้ายป่าเถื่อนในพื้นที่แห่งนี้ของมหาวิทยาลัย ซึ่งมันเป็นสถานที่ชุมนุม
คือในบรรดาการต่อสู้ที่ผ่านมา การปราบปรามเข่นฆ่าจะไปอยู่ที่กลางถนนในเมือง
แต่นี่ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งปัญญาชนก็เข้าใจว่านี่เป็นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย
และก็ไม่ได้มีลักษณะคุกคาม ดังนั้นจึงมีลักษณะพิเศษของ #50ปี6ตุลา
มันมันเป็นเรื่องที่เราจำเป็นที่ต้องมารำลึก
อาจจะมีข้ออ่อนบางส่วนที่เป็นบทเรียนของผู้ชุมนุม
แต่อยากจะบอกว่าด้านหลักของปัญหาก็คือ “ผู้ปราบปราม”
ซึ่งผู้ปราบปรามได้วางแผนมาตั้งแต่ 14ตุลา16
ทันทีที่มีชัยชนะจากนักศึกษาปัญญาชนก็มีการวางแผนในการที่จะทำลาย
ไม่ว่าจะเป็นเกียรติภูมิศักดิ์ศรีอะไรต่าง ๆ เพราะว่ากระแสซ้ายมันมาค่อนข้างรุนแรง
มันเป็นกระแสสากลนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชัยชนะของประเทศอินโดจีน
สร้างความหวาดกลัวให้กับอำนาจรัฐจารีตอำนาจนิยมมาก
ดังนั้น
การวางแผนจึงมีทันที 3 ปี
ในการที่จะจัดการกับนักศึกษาซึ่งได้แนวคิดฝ่ายซ้ายจากสากล และจากการเติบใหญ่ของ
พคท. ในประเทศด้วยจำนวนหนึ่ง
อย่างไรก็ตามมันเป็นบทเรียนให้เห็นว่าด้านหลักก็คือผู้ปราบปราม
แม้จะมีข้ออ่อนอยู่บ้าง ข้ออ่อนที่สำคัญก็คือประชาชนได้ถูกจัดการให้แยกสลายจากนักศึกษาตั้งแต่
3 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อ/หนังสือพิมพ์ หัวเขียว-หัวเหลิอง-หัวแดง
อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ สมัยนั้นยังไม่มีการสื่อสารออนไลน์
แม้กระทั่งไปโฆษณาก็ต้องติดโปสเตอร์จนกระทั่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้น
อาจารย์ไม่อยากให้มีการมาทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องว่านักศึกษามีปัญหาในยุคนั้น มีแต่บทเรียนสำคัญก็คือว่า นักศึกษาอาชีวะก็ถูกแยกสลายไปเป็นปฏิปักษ์ ประชาชนก็ถูกแยกสลายไปเป็นปฏิปักษ์ เพราะฉะนั้นในรั้วมหาวิทยาลัยจึงค่อนข้างโดดเดี่ยว มีแต่นักศึกษา อันนี้เป็นบทเรียนว่าในการชุมนุมนั้น ยังมีจำเป็นต้องมีความหลากหลายของประชาชน ในปี 2535 มีพรรคการเมือง ในปี 2516 นั้นเป็นขบวนใหญ่มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดมา แต่ว่าในตอน 6ตุลา19 มีแต่ปัญญาชนที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย อันนี้เป็นบทเรียนที่เราพึงตระหนัก แล้วพอมาปี 2553 ปัญญาชนน้อยมาก มีแต่มวลชนพื้นฐาน นี่ก็คือบทเรียนของแต่ละยุคแต่ละสมัย
แต่อย่างไรก็คือ
ด้านหลักก็คือผู้ปราบปราม ดิฉันไม่เชื่อว่าเป็นสงครามกลางเมือง
เพราะว่านักศึกษาไม่ได้ติดอาวุธสงคราม ไม่ได้มีกองกำลังอาวุธ แล้วอิทธิพลของ พคท.
เขาไปสนใจเรื่องชนบท เขาไม่ได้สนใจที่จะให้มีการลุกขึ้นสู้ในเมือง อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ของเขา
ก็คือของเขาเป็นชนบทล้อมเมือง ในเมืองก็เป็นการประสานงานกับชนบทมากกว่า
ด้านหลักต้องระลึกไว้เสมอว่าเป็นความโหดร้ายป่าเถื่อนของอำนาจรัฐจารีตอำนาจนิยม
เราก็ควรจะมา เพราะเขาไม่อยากให้เราจัดงาน เขาไม่อยากให้เราจำ เราก็ต้องจำ
เขาไม่อยากให้เรามีบันทึกประวัติศาสตร์ประชาชน เราก็ต้องทำบันทึก ดังนั้น
เรามาคารวะวีรชนประชาธิปไตยในวันนี้เพื่อไม่ต้องการให้มีวีรชนประชาธิปไตยเกิดขึ้นอีกต่อไปในอนาคต
ไม่เอาแล้วไม่ต้องการการตาย เพราะว่าขณะนี้เพียงแค่อิสรภาพ
เราก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ อันนี้ก็เป็นบทเรียนใหม่
ก็ฝากไว้ด้วยค่ะ
