วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘วีระยุทธ’ อัดรัฐบาลบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ปล่อยภาคตะวันออกจมบาดาลไปอีก 38 วัน จี้ถามหาความรับผิดชอบ พร้อมชวนมองข้ามช็อต ‘เยียวยา’ ต้องเท่ากับการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชน

 


‘วีระยุทธ’ อัดรัฐบาลบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ปล่อยภาคตะวันออกจมบาดาลไปอีก 38 วัน จี้ถามหาความรับผิดชอบ พร้อมชวนมองข้ามช็อต ‘เยียวยา’ ต้องเท่ากับการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชน


วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยและแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบกระทู้แทน


วีระยุทธเริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมความเสียหายจากมหาอุทกภัยที่หนักหน่วงกว่าปี 2554 ในหลายพื้นที่ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก GISTDA ว่าในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม มีน้ำท่วมขังถึง 45 จังหวัด พื้นที่เสียหายรวม 5 ล้านไร่ ประชาชนเดือดร้อนกว่า 3.1 ล้านคน โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ลุ่มน้ำที่หนักที่สุดคือลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งระดับน้ำสูงถึง 4.93 เมตร ทำลายสถิติปี 2556 ไปแล้ว ข้อมูลจาก สทนช. ประเมินว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่ม ภาคตะวันออกจะต้องใช้เวลาถึง 38 วัน หรือจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน กว่าน้ำจะระบายหมดและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ


วีระยุทธตั้งคำถามแรกว่า ในการจัดการภัยพิบัติที่มีทั้งส่วนที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ รัฐบาลต้องถอดบทเรียนให้ชัดเจนว่า ความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้นในรอบนี้ เป็นผลจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ไม่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลกี่เปอร์เซ็นต์ หากย้อนเวลากลับไปและมีการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า ความเสียหายจะลดลงหรือไม่


ด้านเจเศรษฐ์ชี้แจงตอบคำถามแรกสั้นๆ ว่า ตนไม่สามารถตอบหรือคาดการณ์เป็นเปอร์เซ็นต์ได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากภัยธรรมชาติกี่เปอร์เซ็นต์ และมาจากความผิดพลาดของรัฐบาลกี่เปอร์เซ็นต์


จากนั้น วีระยุทธได้อภิปรายต่อไปว่า การประเมินความผิดพลาดเป็นสิ่งจำเป็นในการกำหนดนโยบายสาธารณะ เช่นกรณีการบริหารอ่างเก็บน้ำที่จังหวัดตราดมีการพร่องน้ำล่วงหน้า ทำให้เสียหายน้อยกว่าสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี พร้อมวิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ทิ้งพื้นที่วิกฤตไปร่วมงานวันเกิดนักการเมืองใหญ่ ในขณะที่การแบ่งงานระดับรัฐมนตรีก็ขาดความชัดเจน


วีระยุทธชี้ว่า การจัดการน้ำในเฟสแรกช่วงเดือนกันยายนคือความล้มเหลว และเมื่อเข้าสู่เฟสสองในเดือนตุลาคม รัฐบาลต้องเร่งทำ 3 เรื่อง คือ 1. เข้าช่วยเหลือเชิงรุกในพื้นที่สีแดงอย่างลุ่มน้ำบางปะกง 2. การผันน้ำข้ามจังหวัดต้องแจ้งข้อมูลและให้ความเป็นธรรมกับประชาชน 3. ต้องมีตัวกลางระดับรัฐบาลลงไปตัดสินใจแก้ปัญหาการระบายน้ำระดับหมู่บ้านและชุมชนที่สูบน้ำวนใส่กันไปมา


วีระยุทธยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้าเกินไป ทำให้ประชาชนเก็บของหนีน้ำไม่ทัน รวมถึงปัญหาการอพยพที่ขาดการวางแผนเผื่อน้ำขึ้นซ้ำสอง จนประชาชนต้องหนีตายซ้ำซ้อน บางรายสูญหายและเสียชีวิต พร้อมเรียกร้อง KPI ชัดเจนจากรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมเฟสสอง ทั้งเป้าหมายการอพยพ ความพร้อมของศูนย์พักพิง การเร่งระบายน้ำไม่ให้ประชาชนต้องทนแช่น้ำถึง 38 วัน และกรอบเวลาในการจัดการสารพิษปนเปื้อนที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี


ด้านเจเศรษฐ์ลุกขึ้นชี้แจงว่า พฤติกรรมของฝนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจนประเมินล่วงหน้าได้ยาก และการทำงานของ ปภ. ไม่ได้แบ่งเป็นเฟส แต่ทำเป็น 3 ขั้นตอนคือ เตรียมพร้อม เผชิญเหตุ และฟื้นฟู สำหรับเรื่อง KPI ยืนยันว่า ปภ. มีข้อมูลตัวเลขศูนย์อพยพและการรับส่งคนชัดเจน มีการส่งฝ่ายปกครองลงไปตรวจความพร้อมของศูนย์พักพิงอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องเครื่องสูบน้ำได้ให้ สทนช. วางแผนภาพรวมไม่ให้กระจุกตัวที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ขณะที่ปัญหาสารพิษปนเปื้อน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบและสั่งหยุดโรงงานบางแห่งแล้ว


ในคำถามสุดท้าย วีระยุทธชวนมองไปข้างหน้าถึงการฟื้นฟูเยียวยา โดยระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและวิจัยกรุงศรีประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจรอบนี้อาจสูงถึง 40,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบเดิม มาเป็นการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชนที่หมดเนื้อหมดตัว โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนที่สูญเสียต้นไม้ที่เป็นเงินออมทั้งชีวิต พร้อมตั้งคำถามถึงรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยที่รัฐบาลบอกว่าจะจ่ายถึง 100,000 บาท ว่ามีกระบวนการอย่างไร และจี้ถามถึงอัตราเงินชดเชยเกษตรกรว่า รัฐบาลจะยังคงใช้กรอบเดิมที่คับแคบ เช่น ชดเชยหมูไม่เกิน 10 ตัว วัวไม่เกิน 5 ตัว หรือชาวนาได้เพียงไร่ละ 2,240 บาท ใช่หรือไม่


ด้านเจเศรษฐ์ชี้แจงปิดท้ายว่า ในเรื่องประกันภัยพิบัตินั้น รัฐบาลต้องการเปิดกว้างเพื่อลดขั้นตอนให้ประชาชนได้เงินเร็วที่สุด โดยแบ่งเป็นเงินก้อนแรก 10,000 บาท และเงินสำหรับซ่อมแซมบ้านอีกไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วในพื้นที่จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ ส่วนแนวทางการเยียวยาเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือปศุสัตว์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังรวบรวมตัวเลขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป โดยยืนยันว่า ปภ. ตอบสนองทุกคำร้องขอของจังหวัดอย่างเต็มที่ ไม่มีเลือกปฏิบัติแน่นอน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569