[ถอดเทป]
สัมภาษณ์พิเศษ ธิดา ถาวรเศรษฐ - เหวง โตจิราการ
จากเข้าป่า “6 ตุลา”
สู่ป่าปูน “คนเสื้อแดง”
สัมภาษณ์โดย
SPACEBAR
เผยแพร่เมื่อ
4 ก.ย. 2569
ลิ้งค์ยูทูป : https://www.youtube.com/watch?v=7q6vPIIf9TY
จาก “เมือง” สู่ “ป่า”
SPACEBAR
: เรามาพูดคุยกับ อ.ธิดา และคุณหมอเหวง โตจิราการ ตั้งแต่ต่อสู้มา
อะไรเป็นเหตุและปัจจัยที่ทำให้ตอนนั้นบรรยากาศบ้านเมืองที่ทำให้คุณหมอเริ่มเข้าป่าเพื่อต่อสู้กับภาครัฐ
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
คือเดิมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนวิชา Microbiology เป็นนักวิทยาศาสตร์ แล้วก็สนใจประวัติศาสตร์ โบราณคดี บังเอิญ 14ตุลา16
เราได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น อยู่ตรงต้นถนนราชดำเนินหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์
เราได้เห็นการเสียชีวิตของคนซึ่งปักใจ ลูกศิษย์และนักศึกษาก็หลายไปทีละคนสองคน
ความคิดเป็นห่วง ก็เลยปรึกษากันกับเพื่อนที่เป็นหมอ
แต่ในที่สุดก็มีหมอหนึ่งคนที่ร่วมกันไป แล้วก็มีอาจารย์ธรรมศาสตร์อยู่อีกหนึ่งคนที่เป็นปัญญาชนที่ร่วมทางไปคือเข้าในเขตป่าเขาด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
นพ.เหวง
โตจิราการ :
14ตุลา เพื่อนฝูงบอกคุณเป็นนักศึกษาแพทย์เพียงคนเดียว
ไปจัดตั้งหน่วยแพทย์ขึ้นมา มันก็เลยกลายเป็นพยาบาลเพื่อมวลชน ผมเป็นนายกสโมสรฯ
ผมก็เลยเปิดมหาวิทยาลัยมหิดลให้ศูนย์นักเรียนอยู่ในนั้น กลายเป็นว่าตึกสันทนาการเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวสมัยโน้น
ก็คือว่าทุกคนมากวนแป้งเปียกตรงนี้เพื่อไปติดโปสเตอร์ พวกเราถูกยิงไปหลายคน
บาดเจ็บก็มี ตายก็มี พวกขวาจัดก็เลยสร้างกระแส “ขวาพิฆาตซ้าย” นิสิต จิรโสภณ
ถูกถีบตกรถไฟ หาว่านิสิตดื่มเหล้าเมา, แสง รุ่งนิรันดรกุล ถูกยิงที่ป้ายรถเมล์, สำหรับมหิดลก็โดน
ใกล้ชิดมากเลยก็คือ ปรีดา เป็นนักดนตรีวงกรรมาชน ก็ถูกยิงตรงหน้าพระราม 6
ตึกวิทยาศาสตร์, อมเรศ ไชยสะอาด ก็ถูกยิงที่กลางศาลาวัดในกลางเมืองเลย ผมก็เลยรู้ว่าศพต่อไปเป็นมึงแน่
ผมก็เลยต้องเปลี่ยนเวทีการต่อสู้ เข้าไปร่วมการต่อสู้ในป่า
เวลาอยู่ในป่าแล้วผมก็เลยรู้สึกได้ว่าผมควรจะต้องตัดข่าวโดยสิ้นเชิง
เพราะว่าถ้าผมไปติดต่อ มีสิทธิ์เลย ครอบครัวผมเดือดร้อนแน่นอน
ผมก็เลยไม่ได้ติดต่อครอบครัวเลย และตัดสินใจบอกว่าถ้าชนะก็จะได้มีโอกาสเจอกัน
ไม่ชนะก็เสียชีวิตไปเลย
ความรักที่ตอบโจทย์อุดมการณ์
SPACEBAR
: ในป่า คุณหมอเจออาจารย์ยังไง? แล้วอาจารย์เจอคุณหมอได้ยังไง?
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
ไม่ต้องให้มันเว่อร์นะ
นพ.เหวง
โตจิราการ :
พรรคคอมมิวนิสต์มีกระแสสูง/กระแสต่ำ 6ตุลา19
ปัญญาชนทะลักเข้ามาเป็นหมื่น ที่คิดว่าไม่อยู่แล้วเขาก็กลับไป แต่ผมยังอยู่
และอาจารย์ธิดาก็ยังอยู่ เมื่อเป็นอย่างนี้ ชีวิตต้องยืดยาวแล้ว
ผมก็เลยเริ่มคิดเลยว่าถ้าผมจะต้องมีครอบครัวควรจะต้องมีหลักการอะไร อย่างไร
ผมก็เลยเอาหลักว่าต้องเอาคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองตรงกัน
ผมก็เลยมาไล่เรียงย้อนหลัง ก็เลยพบว่าการเคลื่อนไหวที่เป็นนักศึกษามา
ก็พบว่าอาจารย์ธิดานี่แหละ เป็นสุภาพสตรีที่มีจิตใจที่เสียสละต่อส่วนรวม
ตั้งแต่ตอนที่เป็นอาจารย์ก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของค่ายอาสาสมัคร
ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีผู้หญิงไปเลยนะ หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจในการเข้าป่าเพื่อไปดูแลลูกศิษย์
นี่เป็นจิตใจที่ยิ่งใหญ่มาก น่าจะเป็นบุพเพสันนิวาสหรือพรหมลิขิตพัดพาอาจารย์เข้ามากับกลุ่มแนวร่วม
เราก็ได้เจอกัน ผมก็เลยได้แต่งงานกัน
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
หลังจากนั้นไปที่ภาคอีสาน เพราะว่าแนวร่วมฯ
ซึ่งมีพวกธีรยุทธเขาย้ายมาจากศูนย์การนำภาคเหนือ อาจารย์ก็ถูกมอบหมายให้มาอยู่ดูแล
และคุณหมอเหวงเขาทำโรงพยาบาลอยู่ที่นั่น ถึงได้ไปพบว่าคุณหมออยู่ภาคอีสาน
หมดยุคคนเดือนตุลาฯ
SPACEBAR
: อาจารย์และคุณหมอมองยังไงครับ มีคนบอกว่ามันหมดรุ่นคนเดือนตุลาฯ แล้ว
แล้วทำไมคนเดือนตุลาฯ ถึงได้แยกออกจากกัน ทุกวันนี้เป็นสองสาย
นพ.เหวง
โตจิราการ :
กระแสการต่อสู้ของประชาชนมันพุ่งอย่างเชี่ยวกรากไปข้างหน้าตลอดเวลา
แล้วกระแสการต่อสู้ของประชาชนนี่แหละมันจะจำแนกคน
มันทั้งจำแนกสถานการณ์ด้วยและจำแนกคนด้วย หลักในการแยกมีนิดเดียวก็คือว่า
คุณยังปักหลักยึดมั่นในการที่จะต่อสู้ให้ได้อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชนหรือเปล่า?
ถ้าคุณไม่ใช่หลักอันนี้นะมันก็เป็นเรื่องอื่นแล้ว ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
ต่อสู้เพื่ออำนาจทางการเมือง ต่อสู้เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงมีอะไรต่าง ๆ
แต่พอสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปนะ สุดท้ายแล้วคุณจะเอารัฐประหาร
สุดท้ายแล้วคุณจะเอาเผด็จการ หรือคุณจะเอาประชาชน ตรงจุดนั้นมันขีดเส้นเลย
คนที่ไม่จริงใจต่อประชาชน ก็คือกระโดดเข้าไปร่วมกับคณะรัฐประหาร ไอ้พวกที่ฆ่าประชาชน
คุณไปจับมือกับเขาได้ยังไง? ก็แปลว่าคุณไม่จริงใจกับประชาชนซิ
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
ในการต่อสู้ในปี 2549 ที่มีรัฐประหาร 19 กันยายน ส่วนมากของปัญญาชน
6ตุลา19 สนับสนุนการต่อสู้ของประชาชน แต่ว่าพวกปัญญาชน 14ตุลา16 ไม่สนับสนุน
กลายเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม จาก 2516 มาจนถึง 2549 มันพิสูจน์ว่าผู้นำ 14ตุลา16
อยู่ข้างรัฐ
เสื้อแดง เสรีชน คนของพรรคใดพรรคหนึ่ง
SPACEBAR
: มีการนิยามว่า “คนเสื้อแดง” ต้องเป็นพรรคนั้นพรรคนี้เท่านั้น
อะไรเป็นเส้นแบ่งระหว่างอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงที่ยังมีอยู่
นพ.เหวง
โตจิราการ :
มันเกิดจากการต่อต้านรัฐประหารปี 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 สีแดงหมายถึงหลักการต่อต้านเผด็จการและต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง
ไม่มีความหมายอื่นเลย หมายถึงการต่อต้านเผด็จการอย่างถึงที่สุด ต้องการประชาธิปไตย
อำนาจสูงสุดนั้นเป้นของประชาชนเท่านั้น
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
“สีแดง” อย่ามาเคลมว่าเป็นสีของพรรคเพื่อไทย
และพรรคเพื่อไทยก้ไม่เคยใช้สีแดงมาก่อน จนมาใช้เมื่อปี 2566 คือจะทวงคนเสื้อแดงกลับมา
ทำครอบครัวเพื่อไทย เปลี่ยนโลโก้ เปลี่ยนอะไรเป็นสีแดงหมดเลย ทั้ง ๆ ที่คุณทักษิณเมื่อก่อนนี้ในการเลือกตั้งปี
2554 เป็นคนพูดเองว่าให้ถอดเสื้อแดง
เสื้อแดงและสีแดงไม่ใช่สัญลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย
ในส่วนของพรรคการเมืองนั้นใช้เสื้อแดงเป็นเพียงเครื่องมือ เป็นเหมือนเบี้ยที่ต้องการใช้เป็นพลังเพื่อที่จะทำให้ตนเองได้เป็นรัฐบาล
กลายเป็นว่าจะทำให้คนเสื้อแดงเป็น FC หรือเป็นเครื่องมือของพรรค
พรรคไปทางไหน พรรคข้ามขั้ว คุณก็ต้องข้ามขั้วไปด้วย ขอโทษ....ไม่ใช่!!! เพราะคนเสื้อแดงจริงนั้นเขาเป็น “เสรีชน” คนเสื้อแดงจริงเขาไม่แลกระหว่างผลประโยชน์กับอุดมการณ์
ดังนั้นในเส้นทางรัฐสภา คนเหล่านี้จึงหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทย หันหลังแล้วหันเลย
ไม่กลับมา เพราะว่าคุณรู้จักคนเสื้อแดงน้อยเกินไป
คนรุ่นใหม่ ความหวังของประชาธิปไตย หมดยุคม็อบลงถนน
SPACEBAR
: ตอนนี้วิวัฒนาการของคนรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้น
การเคลื่อนไหวของม็อบที่ลงถนนมันจบสิ้นแล้ว เพราะว่ามันมีโลกออนไลน์มีที่ระบายได้
ตรงนี้คุณหมอและอาจารย์มองอย่างไร?
นพ.เหวง โตจิราการ : ฝ่ายขวาเขาต้องหาทุกวิถีทางในการที่จะเล่นงานการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่
ผมเห็นว่าจิตวิญญาณในการต่อสู้ของเขาเป็นจิตวิญญาณที่เราต้องเคารพ-ชมเชยและให้กำลังใจ
ประเด็นที่ผมจะฝากไว้คือ การทำทุกอย่างเราต้องแยกมิตรแยกศัตรูให้ถูก
และอย่าเปลี่ยนมิตรให้กลายเป็นศัตรู อย่าเอาศัตรูมาเป็นมิตร เพราะการเดินเส้นทางการต่อสู้ด้วยอาวุธมันเป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นมันมีการต่อสู้เส้นทางเดียวคือ “สันติวิธี”
อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เหมือนเราอยู่ในป่า
เรามีกองกำลังอาวุธเป็นหมื่นคน ถามว่าคุณจะยึดประเทศไทยได้มั้ย? ไม่ได้!!!
ถ้าประชาชนเขาไม่เห็นด้วย ดังนั้นนี่จึงเป็นช่วงเวลาของสงครามยืดเยื้อในการสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชน
อาจารย์ธิดาผ่านมาตั้งแต่ 14ตุลา ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ จนกระทั่งเราแก่กันนะจนถึงป่านนี้แล้ว
แต่ไม่เคยหมดความหวัง ประชาชนจำนวนมากต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่
นี่คือเจตจำนงของประชาชนที่รองรับ เราสามารถที่จะกล้าเดินไปได้เพราะมีประชาชนหนุนหลัง
