‘ณัฐพงษ์’ ชี้รัฐบาลบริหารน้ำท่วมล้มเหลว จี้นายกฯ นั่งหัวโต๊ะบัญชาการ
อย่าปล่อยท้องถิ่นจัดการปัญหาอย่างโดดเดี่ยว
วันที่
7 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา
พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 15 โดย ณัฐพงษ์
เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
เรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัย
ณัฐพงษ์ระบุว่า
สิ่งที่พวกตนเห็นคือการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาล โดยยกตัวอย่างถึงการที่
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นหลังลงพื้นที่ว่า
ยังเห็นการดำเนินงานของภาครัฐในลักษณะต่างคนต่างทำ แต่ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ซึ่งควรเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะสั่งการเพื่อให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุด
กลับลอยตัวหนีปัญหา
เลือกลงพื้นที่ตรวจโรงครัวมากกว่าการมาตอบกระทู้ถามและชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า
วิกฤตอุทกภัยในขณะนี้ยังไม่จบ
สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำอย่างยิ่งคือการแบ่งพื้นที่บริหารจัดการให้ถูกต้อง
ปัจจุบันยังมีพื้นที่สีแดงอีกหลายแห่งทั้งในโซนภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น
ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม ซึ่งต้องได้รับการบริหารสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดความสูญเสียของประชาชน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
รัฐบาลบริหารสถานการณ์ในช่วงวิกฤตและเผชิญเหตุผิดพลาดมาโดยตลอด อย่างเช่นในพื้นที่
จ.ฉะเชิงเทรา ที่ประชาชนต้องอพยพซ้ำถึง 2 รอบ
เนื่องจากขาดการคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้าและการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้า
สำหรับพื้นที่ที่น้ำลดลงแล้วอย่างกรุงเทพมหานคร
รัฐบาลกลับปล่อยให้ท้องถิ่นต้องจัดการปัญหาด้วยตนเอง
โดยเฉพาะการเก็บขนขยะชิ้นใหญ่ประเภทเฟอร์นิเจอร์ตามชุมชนต่างๆ
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลอย่าปล่อยให้ท้องถิ่นโดดเดี่ยว ควรระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์
เครื่องจักร และรถบรรทุกจากพื้นที่อื่น เข้ามาช่วยฟื้นฟูในพื้นที่น้ำลด
ขณะเดียวกัน
ในส่วนของพื้นที่สีแดง
ข้อมูลล่าสุดยังพบความเสี่ยงจากฝนตกและระดับน้ำวิกฤตต่อเนื่องไปอีกราว 1 สัปดาห์
ซึ่งยังประมาทไม่ได้
จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงมานั่งหัวโต๊ะบัญชาการด้วยตนเองเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ในส่วนการดำเนินงานของพรรคประชาชน
ที่ผ่านมาทีมงานในพื้นที่ กทม.
ได้นำรถบรรทุกและเครื่องจักรเข้าไปช่วยขนย้ายขยะออกจากหน้าบ้านเรือนประชาชนแล้ว
นอกจากนี้
พรรคยังเตรียมติดตามปัญหาการปนเปื้อนมลพิษและสารเคมีรั่วไหลจากโรงงานอุตสาหกรรมใน
จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย
โดยตนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพบว่าปัญหารุนแรงจริง
จึงเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร
ในลำดับถัดไป
