นพ.เหวง
โตจิราการ :
รำลึก 50 ปี 6ตุลา19
ต้องหยุดเผด็จการทรราชย์
ต้องหยุดการยึดอำนาจรัฐประหาร
ต้องหยุดการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง
เจตจำนงทั้งสามประการ
แสดงออกอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ #6ตุลา19 ไม่มีข้อโต้แย้งปรากฏต่อสาธารณะ
ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมาเลยว่า #6ตุลา19 เป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเพื่อต่อต้านการกลับเข้ามาประเทศของ
(หนึ่งใน) สามทรราช เป็นการประกาศอย่างหนักแน่นว่าประเทศนี้ไม่ต้อนรับไม่เอาทรราชอีกต่อไป
ฝ่ายขวาใช้การโกหกใส่ร้ายป้ายสีว่า
การต่อสู้ของนักศึกษาจาบจ้วงสถาบันปลุกระดมคนทั้งประเทศให้เกลียดชัง และใช้อันธพาลการเมืองกับเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธสงครามของรัฐออกไปเข่นฆ่าทำลายนักศึกษา
แล้วก็ใช้การรัฐประหารยึดอำนาจปิดจบเรื่อง
ทั้งหมดสำทับด้วยการใช้ประกาศคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 ตอกย้ำว่านักศึกษาไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน
ดังนั้นต้องแก้ไขกฎหมายในเรื่องสถาบันให้หนัก ไม่ต่างจากโทษฉกรรจ์อื่น ๆ กล่าวคือ แก้ไข
ม.112 เพิ่มโทษสาหัสยิ่งขึ้น ขั้นต่ำจำคุกสามปี ขั้นสูงจำคุกสิบห้าปี
ดังนั้นการรำลึก
#50ปี6ตุลา ที่ถูกต้องก็คือ ต้องช่วยกันแบกรับภารกิจผลักดันเจตจำนงทั้งสามประการให้สัมฤทธิ์ผล
ในสภาพปัจจุบันการจะผลักดันภาระกิจสามประการได้นั้น
1. ต้องสั่นคลอนการเมืองของระบอบสีน้ำเงินให้ได้
ก.
ต้องดำเนินการเรื่องฮั้วสว.ให้บรรลุผลทางกฎหมายและเปิดโปงความชั่วร้ายของกระบวนการฮั้วสว.ไปโดยไม่หยุดยั้ง
จนกว่าผู้กระทำผิดยอมจำนน
ข.
เดินหน้าในเรื่องที่ดินเสากระโดงต่อเนื่องไปจนกว่าคำพิพากษาศาลฎีกาจะศักดิ์สิทธิบรรลุผลในทางปฏิบัติ
2.
ต้องเดินหน้าตามประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่ต้องการให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน
3.
ดำเนินการนำคณะยึดอำนาจปี 2549 มารับโทษทางกฎหมาย
ป.อ. ม.113 ข้อหากบฏเพื่อหยุดการรัฐประหารยึดอำนาจได้อย่างแท้จริง
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำเลย การเดินหน้าฝ่าฟันอุปสรรคทุกประการจะทำให้ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนขยายตัวเพิ่มจำนวน
และความลึกซึ้งแตกฉานมากยิ่ง ๆ ขึ้นออกไป ประชาชนที่มีคุณภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่งและจำนวนมหาศาลนี่แหละครับ
ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นได้ในประเทศไทย และบรรลุเขตจำนงทางการเมืองสามประการของการต่อสู้เมื่อ
#ตุลา19 ห้าสิบปีที่แล้ว
