กมธ. พัฒนาการเมืองฯ จัด Law Lab แลกเปลี่ยนความเห็นต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่ององค์กรอิสระ “พริษฐ์” เสนอให้รัฐสภาเปิดประชุมเดินหน้าพิจารณาแก้เป็นรายมาตราได้เลย คู่ขนานกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยังรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 10 ก.ย.
วันที่ 24 สิงหาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จัดเสวนา LAW LAB : เวทีนำเสนอและรับฟังความเห็น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการปฏิรูปองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำเสนอร่างฯ โพสข้อความระบุว่า
ท่ามกลางหลายปัญหาของระบบการเมืองไทยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สถาบันทางการเมืองที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นคือ “องค์กรอิสระ”
แม้องค์กรอิสระถูกออกแบบมาให้เป็นอิสระจาการถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง แต่นอกจากเป้าหมายดังกล่าวดูจะเป็นจริงน้อยลงเรื่อยๆ องค์กรอิสระกลับถูกมองว่ามีความเป็นอิสระจากประชาชนมากขึ้น - จะปฏิบัติหน้าที่ได้ดีหรือไม่ดีแค่ไหน ประชาชนก็ขาดช่องทางที่เป็นรูปธรรมในการตรวจสอบหรือเรียกร้องความรับผิดรับชอบ
- กกต. จะตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง หรือคดีโกง สว. ล่าช้าแค่ไหน ประชาชนก็ทำอะไรแทบไม่ได้
- ป.ป.ช. จะยังคงปกปิดข้อมูลหรือเดินหน้าใช้งบไปกับการทำ ITA ที่วัดความโปร่งใส่ไม่ได้จริง ประชาชนก็ทำอะไรแทบไม่ได้
- สตง. จะยังคงไร้คำตอบและการรับผิดรับชอบต่อกรณีตึก สตง. ถล่มไปอีกนานแค่ไหน ประชาชนก็ทำอะไรแทบไม่ได้
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางพรรคการเมืองและภาคประชาชนจึงกำลังผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมูญเกี่ยวกับการปฏิรูปองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญรวมกันทั้งหมด 5 ร่าง (4 ร่างที่ยื่นแล้วโดยพรรคประชาชน + 1 ร่างที่อยู่ในขั้นตอนการรวรบม 50,000 รายชื่อ โดยภาคประชาชน)
วันนี้ ทาง กมธ. พัฒนาการเมืองฯ จึงได้จัดกิจกรรม “Law Lab” เพื่อเชิญชวนนักวิชาการ ภาคประชาชน พรรคการเมือง สมาชิกวุฒิสภา หน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และนักศึกษา มาร่วมกันทำความเข้าใจเนื้อหาสาระและความแตกต่างของแต่ละร่าง รวมถึงร่วมวิพากษ์และระดมความเห็นต่อร่างต่างๆ
โดยสรุป 4 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ มีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก:
1. ที่มาหลากหลาย - เพิ่มช่องทางในการสรรหา-เสนอชื่อ จากเดิมที่เป็นการเสนอชื่อผ่านคณะกรรมการสรรหาช่องทางเดียว มาเป็นการเสนอชื่อหลายสายจากหลากหลายช่องทาง (เช่น ศาล / สส. รัฐบาล / สส. ฝ่ายค้าน / สว.) เพื่อทำให้เรามีและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่มีความหลากหลายทางความคิด วิชาชีพ และประสบการณ์
2. ไม่ผูกขาดโดย สว. - เปลี่ยนการคัดเลือกรับรองจากเดิมที่ สว. มีอำนาจชี้ขาด (ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 1/2 ของ สว.) มาเป็นการพิจารณาร่วมกันของสองสภา โดยต้องได้รับฉันทามติจากหลายฝ่าย (ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 1/2 ของสมาชิกรัฐสภา, 1/2 ของ สส. รัฐบาล, และ 1/2 ของ สส. ฝ่ายค้าน) เพื่อทำให้เรามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ยึดโยงกับประชาชนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
3. ประชาชนตรวจสอบได้ - คืนสิทธิให้ผู้แทนราษฎร และประชาชน 20,000 คน ในการเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการพิจารณาถอดถอน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผ่านกลไกขององค์คณะพิจารณาถอดถอนที่มีตัวแทนจากหลายฝ่าย เพื่อทำให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่อยู่เหนือการตรวจสอบ
4. ปิดช่อง รัฐบาล-ป.ป.ช. ฮั้วกัน - ตัดดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนกรรมการ ป.ปช. (ที่ประชาชนเข้าชื่อ) ไปที่ประธานศาลฎีกาหรือไม่ โดยเปลี่ยนเป็นกำหนดให้ประธานรัฐสภาเป็นเพียง “ทางผ่าน” / การแก้ไขเช่นนี้ จะช่วยป้องกันการ “ฮั้ว” กันระหว่างรัฐบาลกับ ป.ป.ช. ที่อาจตกลงกันให้ ป.ป.ช. “เกียร์ว่าง” และละเว้นตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล โดยให้ทางรัฐบาลคุ้มครอง ป.ป.ช. ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผ่านการให้ประธานรัฐสภาช่วยปัดตกทุกข้อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.
ปัจจุบัน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ร่างถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาแล้ว รอเพียงแค่การนัดประชุมรัฐสภาเพื่อนำร่างดังกล่าวมาพิจารณาและลงมติ
การจัดทำรัฐธรรมนูฉบับใหม่เป็นเป้าหมายที่เราต้องมุ่งสู่ แต่ขั้นตอนถัดไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 กันยายน เกี่ยวกับจำนวนประชามติที่จะต้องจัด
แต่ก่อนจะถึงวันที่ 10 กันยายน ผมเห็นว่าเราควรมีการเปิดประชุมรัฐสภาอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทุกฉบับที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ ขึ้นมาพิจารณาและผลักดัน ในลักษณะคู่ขนานและหนุนเสริมกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ #ศาลรัฐธรรมนูญ