วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568

’เท้ง‘ แถลง ปชน.พร้อมเลือกนายกฯ ใหม่ ภายใต้เงื่อนไข ต้อง ‘ยุบสภา’ ใน 4 เดือน , ครม.ชุดใหม่ต้องจัดให้มีประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร.จากการเลือกตั้งโดยเร็ว ไม่เกินวันเลือกตั้ง สส. และพรรค ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาล ไม่มีคนจากพรรคเป็นรัฐมนตรี

 


’เท้ง‘ แถลง ปชน.พร้อมเลือกนายกฯ ใหม่ ภายใต้เงื่อนไข ต้อง ‘ยุบสภา’ ใน 4 เดือน , ครม.ชุดใหม่ต้องจัดให้มีประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร.จากการเลือกตั้งโดยเร็ว ไม่เกินวันเลือกตั้ง สส. และพรรค ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาล ไม่มีคนจากพรรคเป็นรัฐมนตรี


วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค และ สส.พรรคประชาชน แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เนื่องจาก ศาลเห็นว่าการเจรจาของนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุนเซ็นตามคลิปเสียงดังกล่าว มีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ เป็นการถือเอาผลประโยชน์ของสมเด็จฮุนเซนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ จึงเข้าข่ายมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้มีผลความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. และมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุด


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนและพรรคประชาชนยืนยันมาโดยตลอดว่า คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในประเด็นที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือมาตรฐานทางจริยธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ชัดเจนแน่นอนตายตัว อีกทั้งในเรื่องนี้ เป็นโอกาสให้การใช้ดุลพินิตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ จึงมิควรถูกวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีนี้พรรคประชาชนเห็นว่า นางสาวแพทองธาร จะต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก หรือยุบสภา ให้ประชาชนได้ตัดสินผ่านคูหาเลือกตั้งไปก่อนหน้านี้


อย่างไรก็ตาม วันนี้เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ซึ่งมีผลเป็นที่สิ้นสุด ทำให้สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นจะต้องมีมติในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนเห็นว่า ด้วยสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศได้ จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความชอบธรรมทางการเมือง อีกทั้งจะต้องเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจในการแต่งตั้งทีมผู้บริหาร ที่เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง มากกว่าการแต่งตั้งบุคคล ที่เกิดจากการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง


หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว อีกว่า ด้วยเงื่อนไขที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ จากองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้ จำเป็นการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่มาทำหน้าที่ยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ในกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนในฐานะเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร จึงถือภารกิจในการผ่าทางตันทางการเมือง โดยอาศัยกระบวนการ และกลไกในรัฐสภา คือการเลือกนายกฯคนใหม่ ในการทำหน้าที่ยุบสภา เพื่อป้องกันกรณีให้มีนายกรัฐมนตรีที่เคยเป็นอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร หรือนายกรัฐมนตรีคนนอกเข้าสู่อำนาจได้


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สว.พรรคประชาชนทุกคน พร้อมเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้


1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน ตั้งแต่ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป


2. คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินวันก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป


3. พรรคประชาชนยืนยันที่จะไม่ร่วมรัฐบาล และทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชน ไปดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีนี้ ส่วนมองผลคดีเป็นบวกหรือเป็นลบนั้น ตนไม่คิดว่าเป็นบวกหรือเป็นลบใดๆ แต่ตนคิดว่าสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในตอนนี้ คือเรื่องการทำให้ประเทศเดินหน้า คือการต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อที่จะได้มีรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีความชอบธรรมในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ


เมื่อถามว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองใดติดต่อมาแล้วบ้าง นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ยังไม่มีการตกลงใดๆ อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะพรรคการเมืองใดก็ตาม ก่อนหน้านี้เราเองได้มีการแถลงจุดยืนไปแล้ว วันนี้ก็ออกมาแถลงในการยืนยันจุดยืนเดิมอีกหนึ่งครั้งว่า พวกเราไม่ร่วมรัฐบาล และพร้อมจะใช้เสียงของพวกเราทุกเสียง กลไกทุกอย่างที่มีในสภา เพื่อผ่าทางตันของประเทศ ดังนั้น ในตอนนี้ถ้าพรรคใดๆ ก็ตาม ที่ไม่สามารถรวมเสียงข้างมากในการตั้งรัฐบาลได้ จะต้องมาขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน โดยที่เราไม่ร่วมรัฐบาล ก็ต้องยอมรับเงื่อนไข ที่ตนได้แถลงไป


เมื่อถามว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเดินทางมาที่ทำการพรรคประชาชน ได้มีการติดต่อประสานงานกันหรือยัง นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ยังไม่มีการติดต่อประสานงานทางการใดๆ ตนเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าความตั้งใจของนายอนุทินที่จะเข้ามาพูดคุยจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่เชื่อว่า วันนี้ได้แถลงเรื่องเงื่อนไขในการตั้งรัฐบาล ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการยุบสภาโดยเร็วไปแล้ว


เมื่อถามว่า หากตอนที่พรรคอื่นมาขอเสียงโดยยอมรับเงื่อนไข แต่เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว มีความกังวลว่า จะโดนหักหรือเบี้ยวหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างที่ตนได้บอกไปแล้วว่า คนที่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ คงไม่จำเป็นจะต้องมายอมรับเงื่อนไขพรรคประชาชน ดังนั้น ถ้าพรรคใดๆ ก็ตาม ที่จะเข้ามาบรรลุข้อตกลงตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนได้แถลงไป แปลว่าเขาต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้น หนึ่งประการ ที่ สส.ของเราทั้งหมด จะใช้เสียงทั้งหมดที่เรามี กำกับทิศทางของรัฐ บาลนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ตนเชื่อว่าเราจะเป็นเสียงสำคัญในสภา ที่จะกำกับนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว


นายณัฐพงษ์ ยังเชื่ออีกว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลแต่ละชุดมีการผิดสัญญากับประชาชนหลายครั้ง และหากครั้งนี้ทำผิดสัญญากับประชาชนอีกสักหนึ่งครั้ง ตนเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนจะจดจำ และตัดสินนักการเมืองที่โกหกประชาชน


เมื่อถามว่าการกำหนดเงื่อนไขในการยุบสภาภายใน 4 เดือน พรรคประชาชนมีความพร้อมในการเลือกตั้งอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พวกเราไม่ได้ตั้งเงื่อนไขนี้ บนพื้นฐานที่ว่า เราประเมินจากความได้เปรียบ หรือเสียเปรียบทางการเมืองของพรรคประชาชน แต่เราตั้งเงื่อนไขนี้ เพราะเป็นสิ่งที่เราอยากยืนยันมาโดยตลอด ว่าประเทศจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีความชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่ได้ประเมินเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ หรือพร้อมไม่พร้อม เพราะจริงๆ แล้ว เราพร้อมเลือกตั้งทุกวัน แต่การที่เราตัดสินใจตั้งเงื่อนไขแบบนี้ ก็เพื่อยืนยันในหลักการเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน