วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ปชน. ร่วมฟัง Pre-Budget งบฯ 71 ‘ณัฐพงษ์’ ชูรื้อระบบปฏิรูปงบฯ โปร่งใส เปิดคำขอ-ดัน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ วางระบบยั่งยืน ไม่ตามใจรัฐบาล

 


ปชน. ร่วมฟัง Pre-Budget งบฯ 71 ‘ณัฐพงษ์’ ชูรื้อระบบปฏิรูปงบฯ โปร่งใส เปิดคำขอ-ดัน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ วางระบบยั่งยืน ไม่ตามใจรัฐบาล


วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 สำนักงบประมาณได้จัดการประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นก่อนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 (Pre-Budget Consultation) โดยการสัมมนาครั้งนี้มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึง สส. และตัวแทนจากพรรคประชาชน เข้าร่วมแสดงความเห็นต่อแนวทางการจัดทำงบประมาณด้วยเช่นกัน


เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต ในฐานะโฆษกผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุว่า ปัญหาเดิมในการจัดทำนโยบายคือการเน้นเป้าหมายที่หลากหลายและกระจัดกระจาย โดยมีเม็ดเงินไม่สมดุลกับขนาดปัญหา ขาดการติดตามผลผลิต และขาดความสอดคล้องกับช่วงเวลา จึงขอเสนอให้การจัดทำงบประมาณครั้งนี้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมเน้นผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว 2–3 ปี ควบคู่กับการใช้กลไกที่ไม่ใช่งบประมาณและดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วมจัดทำงบประมาณแบบบูรณาการ รวมถึงการจัดทำ ‘ปฏิทินผลผลิต’ เพื่อให้งบประมาณสอดรับกับวิถีเกษตรจริง พร้อมกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดตั้งกองทุนฉุกเฉินรับมือภัยพิบัติและโรคพืชระบาดใหม่


เดชรัตเน้นย้ำ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การจัดการน้ำและสภาพภูมิอากาศนอกเขตชลประทาน การสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรด้วยกลไกกองทุนที่มีอยู่ การลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม การขยายและเพิ่มความหลากหลายของตลาดต่างประเทศ และการสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ให้บริการและผู้จัดการผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มงบประมาณรายจ่ายหลักแสนล้านบาทไปกับการสร้างถนน ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอให้ปรับเปลี่ยนมาเน้นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและทางรางอย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าให้จัดทำแผนแม่บทสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงได้


นอกจากนี้ สุรเชษฐ์ยังเสนอให้กำหนดกรอบวงเงินขั้นต้นและจัดลำดับความสำคัญของโครงการ รวมถึงเรียกร้องให้โครงการสร้างถนนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 600 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเสนอเข้าพิจารณาในชั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อสร้างการแข่งขันที่แท้จริงและโปร่งใส ตัดวงจรการฮั้วประมูลของกลุ่มผู้รับเหมารายเดิม


ณัฐยา บุญญาภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้การจัดทำงบประมาณมุ่งเน้นการยกระดับ ‘ทุนมนุษย์’ ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย (0–6 ปีแรก) ซึ่งเป็นช่วงอายุที่คุ้มค่าที่สุดในการวางรากฐานชีวิต แต่ที่ผ่านมา กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับวัยอื่น


นอกจากนี้ ณัฐยายังเสนอให้มีการติดตามงบประมาณด้านการพัฒนาเด็กจากทุกหน่วยงานราชการ เพื่อให้สภาและประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และเรียกร้องให้ดึงตัวชี้วัดด้านพัฒนาการสมวัยของเด็กกลับมาใช้วัดผลลัพธ์อีกครั้ง พร้อมเสนอให้นำงบประมาณที่ประหยัดได้จากอัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงมาคงไว้เป็นเงินปันผลประชากร เพื่อยกระดับสวัสดิการ โดยเฉพาะการจัดสรรเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า และงบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) บรรจุลงในเล่มงบประมาณหลักในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ใช่การรอจัดสรรจากงบกลางที่มีความไม่แน่นอน


ในการสัมมนาครั้งนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุว่า แนวทางการปฏิรูปและการเปลี่ยนผ่านกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดทำงบประมาณของประเทศให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งการทำงบประมาณจากบนลงล่างและการจัดทำงบประมาณแบบรวบยอด พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลนำภาระทางการคลังอื่น ๆ ที่อยู่นอกนิยามหนี้สาธารณะ เช่น หนี้สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหนี้สินของรัฐวิสาหกิจ เข้ามาระบุไว้ในเล่มเอกสารงบประมาณอย่างครบถ้วน เพื่อเปิดโอกาสให้สภาสามารถตรวจสอบและพิจารณาภาพรวมการคลังได้อย่างรอบคอบ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปกระบวนการงบประมาณคือการสร้างความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูลคำของบประมาณของทุกหน่วยรับงบประมาณ เปรียบเทียบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมกันตรวจสอบ ตัดปัญหาข้อครหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณในลักษณะ ‘มือใครยาวสาวได้สาวเอา’ หรือการกระจายงบลงเฉพาะพื้นที่การเมือง


พรรคประชาชนได้เสนอร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฉบับใหม่เข้าสู่สภาแล้ว เพื่อผลักดันให้กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าและการกำหนดกรอบงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ กลายเป็นระบบที่ยั่งยืนถาวรของประเทศไทย โดยไม่ขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของฝ่ายบริหารในแต่ละยุคสมัย


ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและยุทธศาสตร์ประเทศ โดยเสนอให้ใช้องค์ประกอบการจัดทำงบประมาณผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการประมวลผลสะอาด หรือ ‘Green Compute Hub’ ในยุค AI ผ่านแนวคิด 3 สร้าง คือ


1. การสร้างตลาดแรก ผ่านงบจัดซื้อ Smart Meter และ Smart Grid


2. การสร้างซัพพลายเชนในประเทศ โดยออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนและเงินอุดหนุนเพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมแบตเตอรี่โซเดียมไอออน (แบตเตอรี่เกลือ) ที่ใช้วัตถุดิบจากแร่เกลือในภาคอีสาน


3. การสร้างเทคโนโลยี ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มรอบการชาร์จ ช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าต่อหน่วยตลอดอายุการใช้งาน และสร้างศักยภาพการแข่งขันในระดับโลกอย่างยั่งยืน


ตัวแทนและ สส.พรรคประชาชน ระบุว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่รัฐบาลได้จัดกระบวนการ Pre-Budget Consultation เพื่อรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ก่อนเริ่มจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอและผลักดันมาตลอด แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องตรงที่ให้เวลาแสดงความคิดเห็นน้อยเกินไป ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลไม่ได้รับฟังความเห็นต่อการจัดทำงบประมาณอย่างรอบด้าน


ทั้งนี้ การเข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ไม่ใช่การรับรองหรือการเห็นชอบต่อการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล แต่เป็นเพียงการแสดงความเห็นเพื่อให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณในแบบที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อสถานการณ์ของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนอยากให้เกิดขึ้น


พรรคประชาชนหวังว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอจากการรับฟังในวันนี้ไปปรับใช้ในการจัดทำงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2571 โดยพรรคประชาชนจะติดตามการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลก่อนยื่นเข้าสู่สภาในวาระแรกต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบงบประมาณ




















“อังคณา” ยื่นคัดค้านคำร้องฎีกาของสำนักนายกรัฐมนตรี คดีฟ้องหน่วยงานรัฐทำ IO โจมตีคุกคาม

 


“อังคณา” ยื่นคัดค้านคำร้องฎีกาของสำนักนายกรัฐมนตรี คดีฟ้องหน่วยงานรัฐทำ IO โจมตีคุกคาม


วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในฐานะโจทก์พร้อมด้วยทนายความสัญญา เอียดจงดี เดินทางเข้ายื่นคำคัดค้านคำร้องขออนุญาตฎีกาของสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกเผยแพร่ข้อมูลโจมตีผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO บนสื่อออนไลน์

 

สืบเนื่องจากกรณีที่ อังคณา นีละไพจิตร และอัญชนา หีมมิหน๊ะ โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพบกจากกรณีถูกโจมตีและด้อยค่าผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) บนเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ซึ่งกระทบต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย ถือเป็นการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจริง พร้อมมีคำสั่งให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายอันเป็นการละเมิดออกจากเว็บไซต์ทั้งหมดภายใน 7 วัน และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่อังคณา นีละไพจิตร จำนวน 120,000 บาท และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ จำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระครบ จากนั้นสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล กอ.รมน. ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา คำฟ้องฎีกา และคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี อังคณาและอัญชนา โจทก์ทั้งสองคนจึงเข้ายื่นคำคัดค้านคำร้องขออนุญาตฎีกาดังกล่าว


ก่อนเข้ายื่นคำคัดค้านในวันนี้ อังคณา ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ในคำร้องขอฎีกาของ กอ.รมน. ได้ระบุว่าการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาดังกล่าวพร้อมทั้งให้ชดใช้ความเสียหายนั้นเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของ กอ.รมน. และยังระบุว่าจะทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น และจะนำไปสู่การเรียกร้องให้ปกครองตนเองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนตัวแล้วตนเห็นว่ามีความเลยเถิดมากเกินไป และตนเชื่อว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าประชาชนสามารถเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมได้ และกระบวนการยุติธรรมสามารถให้ความเป็นธรรมกับประชาชนได้ 


อังคณาระบุว่า ที่ผ่านมาตนมักถูกด้อยค่ามาตลอดและอย่างกรณีช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ก็ได้มีการไปแจ้งความ ตำรวจยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ซึ่งล่าช้ามากหากเทียบกับกรณีสลิปโอนเงินของเพจ Godd dam ใช้เวลาไม่นานในการจับกุมและไม่ให้ประกันตัว ทำให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติ 


อังคณาขอเรียกร้องต่อศาลว่าขออย่าหวั่นเกรงอิทธิพลไม่ว่าจะเป็น กอ.รมน. หรือกองทัพ อยากให้มองเห็นความทุกข์ยากของประชาชนที่ถูกคุกคาม ถ้าหากศาลไม่รับฎีกาก็จะเป็นผลให้คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ และทำให้ กอ.รมน. นำข้อความต่าง ๆ ที่เป็นการละเมิดออกจากเว็บไซต์ให้หมด และขอฝากข้อความถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานผู้รับผิดชอบ กอ.รมน. ว่า คดีนี้ได้สู้มานานมากและทุกวันนี้ข้อเท็จจริงก็ประจักษ์แล้วว่าตัวเองถูกด้อยค่าจากสิ่งเหล่านี้ อยากขอให้ยุติ เพื่อที่จะชดใช้เยียวยาความเสียหายและคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถ้าหากว่ากรณีนี้ที่มีพยานหลักฐานมากที่สุดแล้วก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาได้ ถ้าหากประชาชนทั่วไปที่ถูกกองทัพละเมิดในลักษณะนี้จะเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างไร อยากให้นายกรัฐมนตรีมาดูแลเรื่องนี้ และขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย


สัญญา เอียดจงดี ทนายความ กล่าวต่อว่า กรอบระยะเวลาในการพิจารณาคำร้องและคำคัดค้านดังกล่าวนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาจะใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด หากพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วก็จะมีการแจ้งกลับมา หากไม่รับคำร้องคดีก็จะถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ หากรับคำร้องคดีก็จะเข้าสู่กระบวนการแก้ฎีกาของฝ่ายโจทก์ต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #IO #อังคณานีละไพจิตร










CLIP อ.ธิดา กล่าวปิดงาน พร้อมกล่าวคำปฏิญาณในการต่อต้านรัฐประหาร ยืนยันเจตนารมณ์ประชาชน 21 ล้านเสียงต้องการรัฐธรรมนูญใหม่

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านซัดรัฐบาลงัดทุกกลไกเพื่อสกัดกั้น-แทรกแซง-คุกคามการตรวจสอบ แฉ 3 ขบวนการรวบอำนาจ ‘คุม กมธ.-ตัดตอนคดีโกง สว.-ส่งสปายแวร์ส่องมือถือ’ ทำลายหลักนิติรัฐ

 


ฝ่ายค้านซัดรัฐบาลงัดทุกกลไกเพื่อสกัดกั้น-แทรกแซง-คุกคามการตรวจสอบ แฉ 3 ขบวนการรวบอำนาจ ‘คุม กมธ.-ตัดตอนคดีโกง สว.-ส่งสปายแวร์ส่องมือถือ’ ทำลายหลักนิติรัฐ


วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาชน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยประธานคณะกรรมาธิการสามัญในสัดส่วนของฝ่ายค้าน ร่วมกันแถลงข่าวกรณีพบความพยายามในการสกัดกั้น แทรกแซง และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้านผ่านกลไกต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจรัฐ แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เกิดหลายเหตุการณ์ขึ้นพร้อมกัน ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจในเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน กำลังใช้ทุกกลไกที่สามารถควบคุมได้เข้ามาสกัดกั้น แทรกแซง และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่


ประเด็นแรก คือความพยายามสกัดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีที่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยกำหนดว่าต่อไปนี้การดำเนินงานใดๆ ของคณะกรรมาธิการจะต้องผ่านมติที่ประชุมเสมอ ซึ่งการกำหนดแนวทางเช่นนี้ถือเป็นการสกัดกั้นการทำหน้าที่ของกลไกสภาฯ ในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะบทบาทของฝ่ายค้านอย่างชัดเจน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้ใช้กลไกกรรมาธิการเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ หากมีการวางแนวปฏิบัติให้ทุกเรื่องต้องใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถือเสียงข้างมากในเกือบทุกคณะอยู่แล้ว ย่อมเท่ากับว่าสภาฯ ไม่จำเป็นต้องมี สส. ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่ และจะทำให้คณะกรรมาธิการกลายเป็นเพียง ‘ตรายาง’ คอยประทับรับรองความถูกต้องให้กับโครงการที่มีข้อครหาของรัฐบาล เพียงแค่ฝ่ายรัฐบาลใช้เสียงข้างมากลากไปและลงมติรับรองว่าโครงการโปร่งใส ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบรัฐสภา


ประเด็นที่สอง คือ ความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริตเลือก สว. จากกรณีที่ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเป็นความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระที่เสียงข้างมากมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ไปร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้ในชั้นการไต่สวนของศาลฎีกาจะพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่ชี้ว่ามีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดในขบวนการทุจริตเลือก สว. แต่หากบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 77 คนตามคำร้องเดิมของ กกต. ก็จะไม่สามารถเอาผิดบุคคลเหล่านั้นในกระบวนการของศาลยุติธรรมได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามีความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระเข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม


ส่วนประเด็นที่สาม คือ ความพยายามคุกคามการทำหน้าที่ของ สส. ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะตนเองและ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งต่างได้รับข้อความแจ้งเตือนความปลอดภัยจากบริษัทแอปเปิลบนโทรศัพท์มือถือว่าอุปกรณ์มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง โดยข้อความระบุชัดเจนว่าเครื่องมือจารกรรมประเภทนี้มักถูกนำมาใช้โดยหน่วยงานภาครัฐในระดับประเทศเท่านั้น ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังมีความพยายามจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลไทยในการโจมตีและคุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านหรือไม่ ซึ่งฝ่ายค้านยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการใช้อำนาจรัฐในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรวบอำนาจในสภาฯ การใช้มติ กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หรือการใช้สปายแวร์สอดแนม


ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงเสริมในฐานะผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมาหลายสมัยว่า แม้ในทุกยุคสมัยการทำหน้าที่ตรวจสอบมักจะเผชิญกับอุปสรรคและข้อจำกัด เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่มักไม่ต้องการถูกตรวจสอบ แต่ระบบรัฐสภาตามมาตรฐานสากลทั่วโลก แม้ฝ่ายรัฐบาลจะเป็นเสียงข้างมาก แต่จะมีประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยอมรับและเคารพการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ไม่ยึดแต่การใช้เสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว


อภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีการสกัดกั้นการทำงานของประธานคณะกรรมาธิการว่า ตนทราบมาว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานสภาฯ ได้เรียกประชุมประธานกรรมาธิการและให้ฝ่ายกฎหมายไปสรุปจนออกมาเป็นหนังสือเวียน โดยไม่ได้นำมาถามความเห็นหรือมติจากประธานกรรมาธิการอีกครั้ง จึงขอแนะนำให้ประธานสภาฯ เรียกประชุมประธานกรรมาธิการอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เช่น การบรรจุวาระเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ สามารถใช้การหารือในที่ประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้มีการทักท้วงหรือตั้งข้อสังเกตได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมติ 


นอกจากนี้ ในขณะนี้ยังมีความพยายามจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ ซึ่งมีเนื้อหาที่หนักกว่าหนังสือเวียน เพราะมุ่งเปิดช่องให้ใช้เสียงข้างมากเสนอ ‘ยุบคณะกรรมาธิการ’ ได้ และเสนอให้การเลือกประธานกรรมาธิการใช้เสียงข้างมากชี้ขาด จากเดิมที่จัดสรรตามสัดส่วนจำนวน สส. ของแต่ละพรรค ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ กลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติจะทำงานไม่ได้เลย จึงขอเรียกร้องให้ประธานสภาฯ ส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย


อภิสิทธิ์กล่าวต่อไปถึงกรณีการแทรกแซงผ่านกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีว่า ปัจจุบันมีกรณีที่น่าตั้งข้อสังเกต เช่น กรณีของ การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าไปตรวจสอบโครงการของรัฐ แต่กลับถูกบริษัทเอกชนที่ไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งผิดธรรมชาติของการทำธุรกิจเอกชน และดูเหมือนเป็นการตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมือง จึงขอฝากไปยังประธานศาลฎีกาให้ผลักดันคำแนะนำเรื่องการป้องกันการฟ้องปิดปากที่เคยออกมา ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทุกคดี


สำหรับกรณีการถูกคุกคามด้วยสปายแวร์ อภิสิทธิ์ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่างมีความระมัดระวังตัวอยู่แล้ว และทราบดีว่าเหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ จึงไม่ได้มีความหวั่นไหวใด ๆ แต่ต้องการย้ำเตือนว่าการกระทำดังกล่าวต้องไม่เกิดขึ้นโดยฝีมือของหน่วยงานรัฐ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์










ชาวปราจีนฯ ยื่นหนังสือจี้รัฐประกาศเขตควบคุมมลพิษลุ่มน้ำปราจีนบุรี หลังวิกฤตกากอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 20 ปี พบสารพิษรั่วไหลปนเปื้อน-ประชาชนตรวจพบโลหะหนักในปัสสาวะผิดปกติ

 


ชาวปราจีนฯ ยื่นหนังสือจี้รัฐประกาศเขตควบคุมมลพิษลุ่มน้ำปราจีนบุรี หลังวิกฤตกากอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 20 ปี พบสารพิษรั่วไหลปนเปื้อน-ประชาชนตรวจพบโลหะหนักในปัสสาวะผิดปกติ


วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มเครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรีและประชาชนผู้ห่วงใยอนาคตลุ่มน้ำปราจีนบุรี เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมพูดคุยข้อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาประกาศให้พื้นที่ลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็นเขตควบคุมมลพิษตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หรือพิจารณาใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมในการแก้ไขวิกฤตมลพิษเชิงพื้นที่อย่างเร่งด่วน


เนื่องด้วยพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาได้เผชิญกับปัญหามลพิษสะสมและปัญหาการลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ รวมไปถึงการขยายตัวของกิจการกำจัดและจัดการของเสียอุตสาหกรรมและของเสียอันตราย ประกอบกับข้อจำกัดการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่สามารถป้องกันและควบคุมปัญหามลพิษสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ปราจีนบุรีเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2569 ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการกระจายสารมลพิษและของเสีย โดยเฉพาะบริเวณบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม ตรวจพบการปนเปื้อนและรั่วไหลของสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในระดับสูงถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับพบโลหะหนักบางชนิด พบประชาชน 73 รายมีผลตรวจคัดกรองโลหะหนักในปัสสาวะผิดปกติ และนอกจากนั้นยังพบปัญหาการได้รับกลิ่นสารเคมีรุนแรง การฟุ้งกระจายของฝุ่นจากกากของเสีย อาการระคายเคืองตาและผิวหนัง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก


นอกจากนั้นยังพบการปนเปื้อนของสารอะลูมิเนียมในบางจุดของลำน้ำในระดับที่น่ากังวล ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนิเวศทางน้ำ การสะสมของสารปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และกระทบต่อการใช้อุปโภคบริโภค การเกษตร และการประกอบอาชีพของประชาชน ตลอดจนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกิดอุทกภัย และการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงกำลังเผชิญต่อความกังวลต่อสุขภาพจากการสัมผัสสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ผ่านทางน้ำ อากาศ ดิน และห่วงโซ่อาหาร


จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เครือข่ายฯ เห็นว่าพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขามีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในด้านการจัดการมลพิษและคุ้มครองสุขภาพประชาชน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การเกษตร และคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง จึงขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาดำเนินการเพื่อศึกษา ป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และควบคุมปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมถึงพิจารณาประกาศพื้นที่เป็นเขตควบคุมมลพิษตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 การจัดทำแผนปฏิบัติการตามมาตรา 60 หรือดำเนินมาตรการอื่นใดตามสมควรและจำเป็นต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#ปราจีนบุรี #แม่น้ำปราจีน #สารพิษปนเปื้อน