วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนจี้รัฐอย่าดำเนินนโยบายแบบ ‘คิดไป ทำไป’ วิกฤตเกิดเพราะรัฐไม่คิดให้เป็นระบบ ไม่อธิบายให้สังคมเข้าใจ ไม่จริงใจในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

 


พรรคประชาชนจี้รัฐอย่าดำเนินนโยบายแบบ ‘คิดไป ทำไป’ วิกฤตเกิดเพราะรัฐไม่คิดให้เป็นระบบ ไม่อธิบายให้สังคมเข้าใจ ไม่จริงใจในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง


วันที่ 26 มีนาคม 2569 พรรคประชาชนมีความเห็นต่อ 7 มาตรการบรรเทาผลกระทบของ ศบก. ที่นำโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ดังต่อไปนี้


1. รัฐบาลควรเตรียมพร้อมมาตรการเยียวยาล่วงหน้า ไม่ใช่คิดไปทำไป


สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว แต่รัฐบาลกลับทยอยออกมาตรการเป็นครั้งคราวแบบกระท่อนกระแท่น แสดงถึงการไม่เตรียมความพร้อมด้านนโยบายและการบริหารประเทศยามวิกฤต รัฐบาลควรประเมินสถานการณ์และวางนโยบายที่คำนึงถึงผลกระทบลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ไว้ล่วงหน้า และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกของสังคมและความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ


2. ต้องอธิบายหลักการบริหารจัดการราคาน้ำมันให้สังคมเข้าใจ


หลังสิ้นสุดกรอบเวลา 15 วันของการตรึงราคาน้ำมัน รัฐบาลกลับไม่ได้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าจะใช้แนวทางใดในการบริหารจัดการราคาน้ำมันต่อ เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน จนทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันนี้ จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอีกครั้ง รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนให้ประชาชนเห็นว่าจะใช้หลักการอะไรในการบริหารจัดการราคาน้ำมันต่อจากนี้ จะปล่อยให้ลอยตัวตามราคาตลาดโลกเลยหรือไม่ หรือจะใช้หลักการอุดหนุนแบบขั้นบันได หากใช้แนวทางขั้นบันได มีกรอบตัวเลขแต่ละขั้นอย่างไร เพื่อลดความกังวลของประชาชน 


ทั้งนี้ ถึงแม้พรรคประชาชนจะเห็นด้วยในการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเพื่อลดค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินมาตรการดังกล่าวว่าอยู่ในอำนาจของรัฐบาลรักษาการหรือไม่ และเร่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการทางภาษีได้โดยสมบูรณ์ ที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงรายได้ของรัฐบาลว่าจะเพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวหรือไม่

 

3. เร่งรัดจัดทำรายละเอียดการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 


นอกจากการลดราคาน้ำมันในตลาดสำหรับผู้บริโภคทุกคนแล้ว พรรคประชาชนสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้า “ช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า” สำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถโดยสารสาธารณะ โดยรัฐบาลสามารถพิจารณาการใช้งบกลาง ในส่วนของรายการเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่มีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยควรจัดสรรให้ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชนแต่ละกลุ่ม และเร่งรัดจัดทำรายละเอียดว่าจะช่วยเหลือแต่ละกลุ่มอย่างไร

.

4. เหตุใดจึงสอดแทรก “คู่สัญญาสัมปทานก่อสร้างภาครัฐ” มารับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน


การมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร หรือกลุ่มขนส่ง เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในแง่ของความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่เรื่องที่น่ากังขาคือ เหตุใดรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ “กลุ่มผู้รับเหมางานก่อสร้างภาครัฐ” ในระดับเดียวกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ต่างก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบและการชะลอตัวของกำลังซื้อ


5. การช่วยเกษตรกรผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวแบบที่ทำมาได้ผลเพียง 0.1% 


ภาคเกษตรเป็นอีกกลุ่มสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 500,000 ตัน โดยเป็นปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึง 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลมักเลือกใช้เป็นธงนำอย่างโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ในทางปฏิบัติพบว่าช่วยเกษตรกรได้ในวงค่อนข้างจำกัด เช่นในปีงบประมาณที่ผ่านมา มีการจำหน่ายปุ๋ยธงเขียวราคาพิเศษจำนวน 5 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งประเทศ 5.6 ล้านตัน จึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด รัฐบาลควรเข้าไปดูแลราคาทั้งห่วงโซ่ปัจจัยการผลิตของภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิกฤตน้ำมัน

ศาลยกฟ้อง นักกิจกรรม-ประชาชน รวม 18 คน คดี #คนอยากเลือกตั้ง #UN62 เมื่อ 21-22 พ.ค. 61 เห็นว่าการชุมนุมเป็นโดยสงบเรียบร้อย คำปราศรัยของจำเลยนั้นเรียกร้องต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้ง เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

 


ศาลยกฟ้อง นักกิจกรรม-ประชาชน รวม 18 คน คดี #คนอยากเลือกตั้ง #UN62 เมื่อ 21-22 พ.ค. 61 เห็นว่าการชุมนุมเป็นโดยสงบเรียบร้อย คำปราศรัยของจำเลยนั้นเรียกร้องต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้ง เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ


วันนี้ 26 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 910 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุมนุมประท้วง หมายเลขดำอ.1308/2562ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา7 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว เสรีธิวัฒน์, นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายอานนท์ นำภา ทนายความ, น.ส.ณัฏฐา หรือโบว์ มหัทธนา , นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ, น.ส.ศรีไพร นนทรีย์, นายวันเฉลิม กุนเสน, นายธนวัฒน์ พรมจักร, นายประจิณ ฐานังกรณ์, นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์, นายปิยรัฐ หรือโตโต จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ ปชน ,น.ส. ชลธิชา หรือลูกเกด แจ้งเร็ว อดีต สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน , นายนิกร วิทยาพันธุ์, นายวิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์, นายพุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์, นายคีรี ขันทอง, นายประสงค์ วางวัน และ นายภัทรพล จันทรโคตร ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-18 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 , พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ และฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558


กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 กลุ่มคนอยากเลือกตั้งร่วมกันชุมนุม เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้ง และต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี คสช.รัฐประหาร และยุติการสืบทอดอำนาจคสช. บริเวณ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน


พวกจำเลยให้การปฏิเสธและส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวยกเว้นนายอานนท์ นำภา และนายเอกชัย หงส์กังวาล วันนี้ทนายความนายประจิณ ฐานังกรณ์ จำเลยที่9 และทนายความนายวิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์ จำเลยที่ 14 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเลื่อนฟังคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีอาการป่วยหนักไม่สามารถเดินทางมาศาลได้


ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผ่านมานานพอควรแล้วเห็นสมควรพาจำเลยที่ 9 และจำเลยที่ 14 มาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาเวลา 14.00 น. โดยจำเลยทั้งสองซึ่งมีอาการป่วยความดันโลหิตต้องนอนพักอยู่บนเตียงบริเวณห้องควบคุม


ส่วนกรณีนายพุทไธสิงห์ จำเลยที่ 15 เสียชีวิตนั้น ศาลให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ


ต่อมาเวลา 14.00 น.เศษ ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาโดยพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างเห็นว่า การชุมนุมของพวกจำเลยเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธตามสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยมีเจตนาชัดเจนเพื่อให้รัฐบาลคสช.ขณะนั้นจัดการเลือกตั้งทั่วไปและมิให้รัฐบาลคสช.บริหารประเทศต่อไป โดยกลุ่มผู้ชุมนุมขออนุญาตชุมนุมถูกต้อง และไม่มีเจตนาพิเศษสร้างความรุนแรง แตกแยกให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องหรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองอีกทั้งการชุมนุมก็มิใช่เป็นม็อบจัดตั้งหรือเกณฑ์คนมาร่วมชุมนุมแต่อย่างใด


ส่วนการจราจรอาจติดขัดบ้างเพราะเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นบนถนนเองเพื่อความเป็นระเบียบและความสะดวกในการสัญจรของประชาชนและยานพาหนะทั่วไป


อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ชุมนุมมิได้ขออนุญาตการใช้เครื่องขยายเสียงโดยถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.โฆษณาเครื่องขยายเสียง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมานั้นยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษพวกจำเลยได้


พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ปรับจำเลยทั้ง 17 คน ๆ ละ 200 บาทในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต


ทั้งนี้ ได้มีการเบิกตัวอานนท์ นำภา เอกชัย หงส์กังวาน มาฟังคำพิพากษาด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์




“ณัฐพงษ์-วีระยุทธ” จี้รัฐบาลแจงขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว6บาท มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ จี้เปิดหน้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมันคือใคร ซัดนโยบายที่ผ่านมาไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ ไม่เห็นใจประชาชน

 


ณัฐพงษ์-วีระยุทธ” จี้รัฐบาลแจงขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว6บาท มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ จี้เปิดหน้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมันคือใคร ซัดนโยบายที่ผ่านมาไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ ไม่เห็นใจประชาชน


วันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวต่อกรณีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา รวมทั้งการบริหารจัดการวิกฤติน้ำมันของรัฐบาลในด้านอื่นๆ


โดยในส่วนของณัฐพงษ์ ระบุว่าวันนี้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นมา 6 บาทต่อลิตร ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนได้พยามเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ สิ่งที่ตนอยากเรียกร้องถึงรัฐบาลโดยตรงคือการพูดความจริงกับประชาชนมากกว่านี้ และการบริหารที่ทำให้ประชาชนเชื่อใจได้มากกว่านี้ เวทีสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะสามารถใช้ชี้แจงประชาชนทั้งประเทศได้


จนถึงวันนี้ประชาชนยังมีข้อสงสัยหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคนที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล อย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่เป็นประธาน ศบก. ด้วย มีการตั้งคำถามว่าหากคนในรัฐบาลรู้ล่วงว่าจะมีการดำเนินนโยบายอย่างไร จะตรึงราคาถึงเมื่อไหร่ แล้วจะมีการประกาศขึ้นราคาเมื่อไหร่ โดยเฉพาะเมื่อบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน การที่รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเข้าไปทำงานโดยอ้างความเชี่ยวชาญ จะกลายเป็นความช่ำชองหรือฉ้อฉลในการใช้อำนาจรัฐและมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาในขณะที่รัฐบาลบอกว่าน้ำมันไม่ขาด แต่หน้างานจริงหลายพื้นที่ประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมันหลายชั่วโมง และตอนนี้ก็ยังตามหาตัวไม่พบว่าคนที่กักตุนน้ำมันคือใคร แม้ตำรวจจะมีการจับกุมและแถลงข่าวทุกวันแต่ก็เป็นเพียงรายย่อยเท่านั้น สถานการณ์วันนี้เชื่อได้ว่ามีคนที่ได้ผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังบนความเดือดร้อนของประชาชนแน่นอน แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะชี้แจงผ่านเวทีสื่อมวลชนที่รัฐบาลสามารถควบคุมเนื้อหาในการสื่อสารได้เอง หลีกเลี่ยงไม่มาชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถตั้งคำถามในเชิงกล่าวหาได้ มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง และรัฐมนตรีหรือ สส. ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิพาดพิงในการตอบชี้แจงได้ทันที


แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ตั้งแต่ช่วงเช้า พรรคประชาชนพยายามเรียกร้องให้ตัวแทนรัฐบาลที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ใช้สิทธิตามข้อบังคับที่มีอยู่แล้วในการตอบชี้แจงข้อสงสัยที่สมาชิกได้ตั้งคำถาม แต่ตั้งแต่เช้าถึงค่ำกลับไม่มีการลุกขึ้นมาตอบชี้แจงข้อสงสัยแต่ประการใด อาจมีตัวแทน สส. ฝั่งรัฐบาลบางส่วนตอบชี้แจงบ้าง สถานการณ์วิกฤติในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญคือวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชน และทุกคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันจะเป็นผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใคร และก่อนหน้านี้มีการกักตุนไว้หรือไม่ ถ้าวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาได้ ตนก็ยังไม่เห็นว่าจะหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤตตรงนี้ให้กลับสู่สถานการณ์ปกติได้อย่างไร


ขณะเดียวกัน วีระยุทธระบุว่าการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาททันทีไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ และไม่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน ทำตรงข้ามกับที่พูดมาโดยตลอด และไม่มีการรับฟังข้อเสนอที่มีการอภิปรายในสภาด้วย ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อที่พรรคประชาชนรวบรวมเสนอไม่ได้ถูกนำไปใช้เลย ไม่ว่าจะเป็น


1) รัฐบาลยังคงใช้การบริหารแบบปิดห้องคุยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรายใหญ่แล้วมาบอกประชาชนให้ทำอย่างที่ต้องการ ไม่มีการเปิดรับฟังผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการเข้าไปหาชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่งรายย่อย หรือไรเดอร์ที่ต้องขับรถรายวันเลย


2) ยังคงไม่ยอมรับว่าปัญหาความปั่นป่วนที่ผ่านมาเกิดจากการที่รัฐบาลประกาศตรึงราคา 15 วัน แล้วยังกลับมาชี้หน้าต่อว่าประชาชน พรรคประชาชนเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นขั้นบันได ซึ่งไม่ใช่แบบที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในการขึ้น 6 บาททันที โดยไม่มีคำอธิบายว่าทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร คนไทยและผู้ประกอบการจะใช้ชีวิตอย่างไร ต้องรอเวลา 22.00 น. ในการประกาศและรอความไม่แน่นอนแบบนี้ต่อไปแค่ไหน หลักการขั้นบันไดที่พรรคประชาชนเสนอคือการประกาศให้ชัดว่าถ้าราคาโลกอยู่ในระดับนี้จะต้องอุดหนุนกี่ % ถ้าราคาสูงกว่านี้จะไม่อุดหนุนแต่มีเพดานอย่างไร ประกาศให้รู้ล่วงหน้า แล้วสังคมก็จะเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขไปด้วยกัน แต่อย่างน้อยต้องรู้ว่าหลักการคืออะไร


3) พรรคประชาชนเสนอว่าจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยมีการออกแนวทางอย่างเป็นทางการเลย มีเพียงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แต่ไม่เคยมีการเรียกรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งการระบุว่าจะช่วยผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างภาครัฐโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าในบรรดากลุ่มที่จะได้รับการช่วยเหลือกลุ่มแรก ทำไมถึงมีกลุ่มผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างภาครัฐอยู่ด้วย นี่คือการทำงานบนความเชี่ยวชาญหรือเป็นการใช้ผลประโยชน์นำกันแน่


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่านอกจากนี้รัฐบาลจะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ เพราะมีทั้งงบกลางและเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอยู่ อาจจะต้องขอ กกต. แต่สถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ไม่มีทางที่ กกต. จะปฏิเสธได้ เวลานี้มีเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอยู่ราว 30,000 ล้านบาท ถ้ารัฐบาลเห็นอกเห็นใจประชาชนจริงๆสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้เลย แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยอยู่กับความไม่แน่นอนรายวัน


สิ่งที่รัฐบาลทำไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน มีเครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้อยู่แล้วแต่กลับไม่ใช้ มีแต่การที่นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯรัฐมนตรีไปออกรายการต่างๆ แล้วให้สัมภาษณ์ ไม่มีการออกประกาศอย่างเป็นทางการ สถานการณ์วิกฤตแบบนี้ภาวะความเป็นผู้นำยิ่งมีความสำคัญกว่าสถานการณ์ปกติ ต้องมีการสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ตอบคำถามให้เป็นทางการ แต่แสดงความเห็นอกเห็นใจประชาชนด้วย ไม่ใช่สื่อสารผ่านหน้าข่าวหรือออกรายการบางรายการเท่านั้น


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนเรียกร้องว่าการช่วยเหลือเยียวยาสามารถทำได้เลย โดยใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินที่อยู่ในงบกลาง เว้นแต่รัฐบาลจะเก็บไว้ทำอย่างอื่น ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าตอนนี้เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุด และไม่ใช่ข้ออ้างที่จะรอรัฐบาลใหม่ เรื่องภาษีสรรพสามิตอาจจะต้องรอรัฐบาลใหม่ พ.ร.ก. เงินกู้ต้องรอรัฐบาลใหม่ แต่การมีเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินอยู่สามารถใช้ได้เลยผ่าน กกต. และควรจะมีการนำมาใช้เลย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิกฤตน้ำมัน





"จ่านิว" พร้อมพวกขึ้นศาลฟังคำพิพากษาคดีการชุมนุม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" #คดีUN62 ชุมนุมในวันครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร คสช. โดยเบิกตัว อานนท์-เอกชัย มาขึ้นศาลด้วย จ่านิวยันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้ง

 


"จ่านิว" พร้อมพวกขึ้นศาลฟังคำพิพากษาคดีการชุมนุม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" #คดีUN62 ชุมนุมในวันครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร คสช. โดยเบิกตัว อานนท์-เอกชัย มาขึ้นศาลด้วย จ่านิวยันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้ง


วันนี้ (26 มีนาคม 2569) ที่ห้องพิจารณา 903 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีชุมนุมของกลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" หมายเลขดำ อ.1308/2562 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว พร้อมพวกรวม 18 คน เป็นจำเลย


จำเลยประกอบด้วยบุคคลทางการเมืองและนักกิจกรรมหลายราย อาทิ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว นายเอกชัย หงส์กังวาน นายอานนท์ นำภาน.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และน.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด อดีต สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558


คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 ที่กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปีการรัฐประหาร


#คดีUN62 หรือ ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เรียกร้องให้คสช.ออกจากตำแหน่ง และให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว บริเวณหน้าสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 คดีนี้ต่อสู้มานานกว่า 7 ปี


ขณะนั้น วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และพยายามเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีข้อเรียกร้องหลัก คือ การให้รัฐบาล คสช. ออกจากตำแหน่ง และให้มีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ก็มีการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดการชุมนุม และจบลงด้วยการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่และจับกุมแกนนำกว่า 10 คน


โดยคดีนี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้รับมอบอำนาจ จาก คสช. แจ้งความดำเนินคดีกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องเลือกตั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ต่อเนื่องถึงองค์การสหประชาชาติ ทั้งหมด 62 คน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อคดี UN62 โดยแบ่งเป็นแกนนำผู้ถูกกล่าวหาฐานยุยงปลุกปั่น 21 คน และร่วมชุมนุมทางการเมือง 41 คน

 

คดีนี้อัยการได้ยื่นฟ้องแกนนำ 2 ชุด รวม 18 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ฐานยุยงคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 หนึ่งในจำเลยคดีนี้ คือ อานนท์ นำภา และ เอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ


ในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว ยกเว้นนายอานนท์ นำภา และนายเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งในวันนี้ทั้ง 2 ถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษาด้วย


ด้านนายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าฟังคำพิพากษาว่า การชุมนุมในวันเกิดเหตุเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่า ไม่มีความรุนแรงหรือการทำร้ายเจ้าหน้าที่ มีเพียงการผลักดันกันบริเวณแนวกั้นเท่านั้น และไม่มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ

 

จ่านิว ระบุด้วยว่า การเคลื่อนไหวครั้งนั้นเป็นไปตามข้อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปในปี 2561 ที่ประกาศไว้ แต่ไม่เกิดขึ้น จึงต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ พร้อมย้ำว่าคดีนี้ถือเป็นคดีสุดท้ายของตนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงต่อต้านการรัฐประหาร

 

เมื่อถามว่าได้เตรียมหลักทรัพย์มาด้วยหรือไม่ จ่านิว กล่าวว่า หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดหมายก็ได้เตรียมไว้อยู่ แต่ยังคงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา116

‘สส. ศุภโชติ’ พรรคประชาชน เปิด 5 ไอ้โม่ง ที่ทำให้น้ำมันขาดแคลนจากตลาด

 


‘สส. ศุภโชติ’ พรรคประชาชน เปิด 5 ไอ้โม่ง ที่ทำให้น้ำมันขาดแคลนจากตลาด


วันที่ 25 มีนาคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน


ศุภโชติกล่าวว่า โจทย์ที่พี่น้องประชาชนฝากตนมาวันนี้มีเพียงคำถามเดียวคือ น้ำมันของพวกเขาหายไปไหน ในขณะที่รัฐบาล ที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “น้ำมันมีเพียงพอ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ความเพียงพอนี้มันไปไม่ถึงประชาชน แน่นอนว่ามี “จุดรั่วไหล” บางอย่างในระบบการซื้อขายน้ำมันของประเทศเราแน่นอน และทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่ยอมออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาเกิดที่จุดไหน


ศุภโชติได้สะท้อนให้เห็นว่าจุดที่น้ำมันรั่วไหลออกจากระบบนั้นมี 5 จุดด้วยกัน ดังนี้


จุดที่หนึ่ง ไอ้โม่งคือโรงกลั่นน้ำมัน รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าโรงกลั่นน้ำมีการชะลอการปล่อยน้ำมันหรือไม่ เพราะโรงกลั่น แค่ปล่อยน้ำมันช้าหนึ่งวันหรือลดปริมาณการปล่อยน้ำมันลงก็สามารถทำกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ การที่รัฐบาลบอกว่าตรวจแล้ว ไม่พบการกักตุน แต่ไม่ได้มีข้อมูลมายืนยันกับพี่น้องประชาชนเลยว่าโรงกลั่นแต่ละแห่งผลิตเท่าไร ปล่อยออกเท่าไร ลดลงจากภาวะปกติหรือไม่ ตัวเลขเหล่านี้ไม่เคยเปิดเผยกับประชาชน ถ้ารัฐบาลยืนยันที่จะบอกว่า โรงกลั่นไม่ใช่ไอ้โม่ง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปิดบังตัวเลขเหล่านี้


จุดที่สอง ไอ้โม่งคือคลังน้ำมันและพ่อค้าคนกลางเป็นคนกักตุนน้ำมันหรือไม่ เหตุผลเดียวกับโรงกลั่น กล่าวคือ ถ้าพวกเขากักตุนน้ำมันไว้แล้วค่อยขายน้ำมันออกไปในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้น พวกเขาก็จะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล ซึ่งข่าวล่าสุดที่จังหวัดอ่างทองที่มีผู้กักตุนน้ำมันกว่า 300,000 ลิตรก็พอจะยืนยันเรื่องนี้ได้ แต่ผ่านมาหลายวันแล้ว รัฐบาลยังไม่สามารถหาคนผิดที่กักตุนน้ำมันนี้ได้


จุดที่สาม ไอ้โม่งคือรถขนส่งน้ำมันหรือไม่ มาตรการที่รัฐบาลสั่งเพิ่มรอบขนส่ง แต่จากที่ตนได้ลงพื้นที่หลายพื้นที่ก็ยังเห็นรถน้ำมันจำนวนไม่น้อยนับร้อยคันจอดนิ่งเฉยๆ สิ่งที่รัฐบาลต้องหาคำตอบคือรถที่จอดนิ่งเหล่านี้เป็นรถเปล่าที่รอการเติมน้ำมันจากคลัง หรือเป็นรถที่มีน้ำมันที่ไอ้โม่งใช้เป็นเครื่องมือกักตุนน้ำมันไว้


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า ตนยังไม่เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะเรียกข้อมูลจากรถน้ำมันด้วยซ้ำ ว่ารถออกจากคลังวันละกี่เที่ยว ไปที่ไหนบ้าง ทั้งๆ ที่มีกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลในการข้อมูลเหล่านี้ได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลบ่ายเบี่ยงที่จะใช้อำนาจที่ตัวเองมีเพื่อหาคำตอบให้กับสังคม


จุดที่สี่ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่ามีไอ้โม่งคนไหนลักลอบเอาน้ำมันของคนไทยไปขายนอกประเทศหรือไม่ ประเทศไทยเราขึ้นชื่อในการค้าน้ำมันเถื่อนอยู่แล้ว จากอดีตที่เคยลักลอบน้ำมันเถื่อนที่มีราคาถูกมาขายในประเทศไทย แต่วันนี้พอรัฐบาลไทยตรึงราคาน้ำมันต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนพวกนี้ก็อาจจะแค่ทำกลับด้าน คือการเอาน้ำมันไทยออกไปขายต่างประเทศแทน ทำกำไรได้เกือบเท่าตัว 


เราเห็นข่าวการตรวจยึดรถน้ำมันจำนวนมากที่กำลังจะขนข้ามชายแดน วันก่อน 20,000 ลิตร เมื่อวานจับเพิ่มอีก 200,000 ลิตร และที่เรายังจับไม่ได้อีกเท่าไหร่


ศุภโชติกล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดที่มีรัฐมนตรียุติธรรมออกมายืนยันว่าทุกอย่างยังปกติ ถ้ารัฐบาลตีรวนไม่ยอมตรวจสอบเรื่องการลักลอบน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศแบบจริงจัง ภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นคงเป็น ไอ้โม่งรวย ต่างประเทศมีน้ำมัน แต่คนไทยหาเติมไม่ได้


จุดสุดท้าย รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า มีไอ้โม่งกักตุนไบโอดีเซลที่ใช้เป็นส่วนผสมเพื่อผลิตน้ำมันดีเซลที่เราใช้กัน แล้วทำให้น้ำมันดีเซลขาดแคลนหรือไม่ การที่รัฐบาลปรับจากสูตรน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 และจะไป B10 หรือ B20 ทำให้ความต้องการน้ำมันไบโอดีเซล (B100) ที่จะนำไปผสมเพิ่มมากขึ้น


ศุภโชติกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ มันอาจเป็นไปได้ว่า เราไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันดิบ แต่มีไอ้โม่งกักตุนน้ำมันไบโอดีเซลไว้เพื่อเก็งกำไร ทำให้ไม่สามารถผลิตดีเซลที่เราใช้ออกมาสู่ตลาดได้เพียงพอ รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลให้ชัดว่าช่วงที่ผ่านมามีสต็อกน้ำมันไบโอดีเซล B100 เท่าไรบ้าง ที่ไหนบ้าง มีการกักตุนที่ไหนหรือไม่และมีใครได้ประโยชน์จากนโยบายนี้กันแน่


ศุภโชติย้ำถามว่า ถ้าถามตนว่าใครคือไอ้โม่งที่มีส่วนรู้เห็นในการกักตุนน้ำมันของประชาชนไว้ ตนก็ต้องตอบตรงนี้เลยว่า ท่านพิพัฒน์ ท่านเป็นผู้รู้และผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้ดี อาจจะตอบได้ดีกว่าตน 


ปัจจุบัน วิกฤตพลังงานของประเทศเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว แต่ตนยังไม่เห็นความพยายามของรัฐบาลในการอุด “รูรั่ว” ในระบบน้ำมันอย่างจริงจัง และยังไม่เห็นคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามของประชาชน หากรัฐบาลยังไม่ปิดรูรั่วนี้ ตนไม่เชื่อว่าคำประกาศที่ว่า ภายในไม่กี่วันจะไม่มีปั๊มใดขาดแคลนน้ำมัน จะเกิดขึ้นได้จริง ปัญหาวันนี้ไม่ใช่แค่น้ำมันขาด แต่คือการที่ประชาชนไม่ได้รับคำอธิบายที่ตรงไปตรงมารวมถึงข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากรัฐบาล


ศุภโชติทิ้งท้ายว่า ยิ่งรัฐบาลนิ่งเฉย ไม่ตอบคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน สังคมก็ยิ่งตั้งคำถามต่อความคลุมเครือนี้ว่าเป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ หรือมีท่านมีส่วนร่วมในการหากินกับประชาชนจากวิกฤตน้ำมันครั้งนี้กันแน่ นี่น้ำมันเป็นแค่คลื่นลูกแรกที่มากระทบประเทศไทย คลื่นลูกถัดไปที่จะมาซัดประเทศไทยซ้ำ คือ ค่าไฟแพงในปีนี้จะหนักแน่ยาวนานไม่แพ้กัน แต่ตนยังไม่เห็นรัฐบาลเตรียมมาตรการรับมืออะไรเลย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิกฤตน้ำมัน

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

“เชตวัน” ลุยต่อ! ยื่นญัตติขอให้สภาฯ ชุดใหม่ตั้ง “กมธ.ธุรกิจกองทัพ” แนะใช้รายงานชุดที่แล้วก่อนยุบสภามาประกอบการศึกษาเพิ่มเติม

 


“เชตวัน” ลุยต่อ! ยื่นญัตติขอให้สภาฯ ชุดใหม่ตั้ง “กมธ.ธุรกิจกองทัพ” แนะใช้รายงานชุดที่แล้วก่อนยุบสภามาประกอบการศึกษาเพิ่มเติม 


วันที่ 25 มีนาคม 2569 เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 5 พรรคประชาชน กล่าวว่า มาประชุมสภาฯ วันนี้ ตนได้ยื่นญัตติเรื่อง “ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอน ยุบ เลิก แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม” ต่อสภาฯ เป็นที่เรียบร้อย โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาฯ ชุดนี้จะเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไป เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องของการปฏิรูปกองทัพและจัดการธุรกิจของกองทัพที่ใช้ทรัพยากรของประเทศในการดำเนินกิจการให้อยู่ในร่องในรอย ถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนต่อไป 


ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสวัสดิการเชิงธุรกิจและพาณิชย์หลายรูปแบบของกองทัพ ทั้งปั๊มน้ำมัน สนามกอล์ฟ ร้านสะดวกซื้อ ตลาดนัด สโมสร โรงแรม สนามม้า สนามมวย รวมถึงสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ของทหาร กองทัพไม่ควรต้องมาหาเงินกับเรื่องเหล่านี้ กำลังพลที่ควรจะไปฝึกซ้อม เตรียมพร้อมให้เป็นกองทัพที่เข้มแข็งทันสมัย แต่กลับต้องมาดูแลจัดการธุรกิจต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ และที่ผ่านมาก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วย 


เชตวันกล่าวต่อไปว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วเคยมีการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษาเรื่องธุรกิจต่างๆ ของกองทัพ และจัดทำรายงานเป็นเล่มเรียบร้อยแล้ว แต่น่าเสียดายที่เกิดการยุบสภาไปเสียก่อน จึงไม่ได้มีโอกาสเสนอรายงานต่อสภาฯ เพื่อมีมติยื่นให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป ดังนั้น หากมีการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ตามที่ตนได้ยื่นญัตตินี้ ก็สามารถนำรายงานผลการศึกษาจากสภาฯ ชุดก่อนมาพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมได้เลยทันที ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณา และร่นระยะเวลาในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซ้ำซ้อนในประเด็นที่ได้มีการพิจารณากันไปแล้ว ทำให้คณะกรรมาธิการสามารถมุ่งเน้นการศึกษาในประเด็นเชิงลึกอื่นๆ เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนและต่อเนื่องในการตัดสินใจดำเนินการต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการ #ธุรกิจกองทัพ





"เรือบิน-ธนารัตน์" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน หลักฐานมัด กกต. ปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด เชื่อมถึงคนลงคะแนน รู้ว่าเลือกใคร ยันทำงานบนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ประชาชน ย้ำไม่มีการเมืองหนุนหลัง พร้อมมอบหลักฐานอีกชุด ให้“ทนายอั๋น” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการฯ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

 


"เรือบิน-ธนารัตน์" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน หลักฐานมัด กกต. ปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด เชื่อมถึงคนลงคะแนน รู้ว่าเลือกใคร ยันทำงานบนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ประชาชน ย้ำไม่มีการเมืองหนุนหลัง พร้อมมอบหลักฐานอีกชุด ให้“ทนายอั๋น” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการฯ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 10.45 น.นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการรีโหวตมหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย นายธนารัตน์ เกื้อวัฒนาพันธ์ุ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อเป็นหลักฐานประกอบคำร้องในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเลือกตั้งมีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ


นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า หลักฐานที่เรามายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาในวันนี้ประกอบด้วยหลักฐานเชิงเทคนิคในคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงหลักฐานที่ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ช่างภาพอิสระที่ส่งรูป และคลิปเข้ามา ทั้งนี้ถ้านำทั้ง 2 ข้อมูลมารวมกันตามที่เราได้แสดงวิธีการจัดการเลือกตั้งก๋วยเตี๋ยวจำลองที่รัฐสภา ก็สามารถทราบได้เลยว่าผู้มาใช้สิทธิได้กาให้กับใครบ้าง แต่วันนี้เรายังไม่ได้นำข้อมูลทั้งสองอย่างมารวมกัน จึงขอความกรุณาว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญอยากทราบ อยากให้เรานำมารวมกัน ขอให้เรียกเราไปเป็นพยานบนศาล ก็จะทราบว่าใครเลือกใคร แล้วจะได้ทราบว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ตามรูปถ่ายทั้งหมดที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. และวันที่ 22 ก.พ. นอกจากนี้ยังส่งความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ระบุว่าคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดไม่ใช่เครื่องมือป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเทคโนโลยีในการสืบหาข้อมูลย้อนกลับได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะสืบย้อนหาข้อมูลอะไร จึงเป็นคำถามที่ถามไปถึงกกต.ว่ามีอะไรจูงใจจึงใช้เทคโนโลยีการสืบย้อนกลับ แล้วมาบอกว่าเป็นการป้องกันการปลอมแปลง


ด้านนายธนารัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเห็นแนวทางการต่อสู้ของกกต.ในเรื่องนี้อยู่ 2 แนวทางคือ 1. จากการแถลงข่าวกกต.ยอมรับว่าบาร์โค้ด สามารถเชื่อมโยงไปที่ต้นขั้วได้ โดยใช้คำว่ามีกลไกทางกฎหมายมากำกับ เอาผิดคนที่ไปเปิดเผยความลับ ซึ่งรายงานที่ตนเขียนไปจะเน้นย้ำในส่วนนี้ว่า ความลับเมื่อถูกเปิดเผยแล้วมันย้อนคืนไม่ได้ ความลับมันรั่วไหลไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลักการที่ว่าความลับถูกปกป้องด้วยกลไกทางกฎหมายใช้ไม่ได้แน่นอน และแนวสู้ข้อที่ 2 คือข้อกำหนดที่ 129 เรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง ทางกกต.มีอำนาจในการทำเครื่องหมายลงไปในบัตรเลือกตั้ง แต่ในวรรคสุดท้ายของข้อดังกล่าวระบุว่ามีเอาไว้เพื่อกันการปลอมแปลงเท่านั้น ซึ่งเราได้หาหลักฐานมาประกอบให้ศาลเห็นว่าคำกล่าวอ้างเรื่องที่ว่า ทำเครื่องหมายเพื่อกันการปลอมแปลงนั้นขาดน้ำหนักเป็นอย่างมาก เพราะจนถึงขนาดนี้ก็ยังไม่เห็นว่าบาร์โค้ดดังกล่าวนำไปใช้เพื่อกันการปลอมแปลงในขั้นตอนไหน


ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่พยายามถ่ายเจาะข้อมูลดังกล่าวอาจจะมีความผิด นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า เป็นความเข้าใจผิด เพราะสิ่งที่เราทำเราไม่ได้เจาะข้อมูลอะไรเลย ข้อมูลที่มีบนบาร์โค้ดไม่ได้เข้ารหัสอะไรเลย ใช้มือถือธรรมดาสแกนก็เห็นตัวเลขแล้ว เป็นตัวเล็กต้นขั้ว ไม่มีใครไปเจาะอะไร ทุกคนใช้แค่กล้องธรรมดา หรือกล้องที่สื่อมวลชลถ่าย เพราะฉะนั้นไม่ได้ใช้ความสามารถในการเจาะอะไรเลย แค่เอากล้องถ่ายตอนผู้มาใช้สิทธิ แล้วตอนนับคะแนนแค่นี้มาลิงค์ก็ทราบแล้วว่าใครกาอะไร


เมื่อถามว่าสิ่งที่ทางกลุ่มพยายามดำเนินการมีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้สูญเสีย ตนยอมรับว่าไม่ได้กาในช่องไม่ลงคะแนนให้กับผู้ใด ตนกาให้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เรื่องนั้นไม่ได้เป็นสาระสำคัญในเรื่องความเป็นกลาง กลุ่มเราพร้อมรับฟังและพยายามทำให้ทุกอย่างตรงไปตรงมา และเป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ได้ตัดสินโดยใช้ความรู้สึก


เมื่อถามว่าในกรณีที่ไม่มีการถ่ายบัตรเลือกตั้งติดต้นขั้ว จะสามารถสืบย้อนไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่า ไม่ได้ครับ ด้านนายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ในบัตรเลือกตั้ง ในวันนับคะแนนสื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายภาพ แค่นั้นก็อันตรายแล้ว วันนั้นรูปทุกรูปที่ถ่ายคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด ถ้านำรวมกันก็สามารถรู้ได้ แต่ไม่สามารถประเมินได้ว่ากี่คน ซึ่งเท่าที่เห็นแนวทางการตัดสินของศาล แค่รู้ไม่กี่คนแค่หันคูหาที่ด้านก็ผิดแล้ว ตนกล้ายืนยันว่าครั้งนี้ สามารถสืบค้นได้ว่าใครลงคะแนนให้ใครได้มากกว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้น


เมื่อถามว่าวันที่ 22 ก.พ.ในการลงคะแนนใหม่มีการถ่ายต้นขั้วและเห็นชื่อประชาชนผู้มาใช้สิทธิ ถือว่าเป็นการเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ตอนถ่ายบัตรเลือกตั้งไม่เห็นชื่อ แต่เห็นคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ซึ่งสามารถทราบลำดับได้ หากเรียงลำดับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น 300 คนเข้ามาคูหาในลำดับที่ 10 ก็แค่นำบาร์โค้ดที่อยู่ในลำดับที่ 10 มาแมช ก็สามารถทราบได้ว่าเลือกให้กับใคร ส่วนใบหน้าก็สามารถนำไปค้นหาข้อมูลได้ว่าเป็นใคร พร้อมยืนยันว่ากระบวนการที่ไปตรวจสอบมา สามารถยืนยันให้ศาลเห็นว่าบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้


ด้านนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ กลุ่มของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร และนายธรรม์ธีร์ ได้นำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับอย่างไรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อต่อสู้ของ กกต. มี 5 ประเด็นคือหลัก ๆ วันนี้ กกต. ยอมรับแล้วว่าคิวอาร์โค้ด ถ้ายิงมาแล้วจะรู้ว่ามาจากต้นขั้วใด ขณะที่ กกต. ก็ต่อสู้ว่า มีรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย ห้ามพิสูจน์ทราบ และระเบียบ ให้แยกกันชัดเจนระหว่างต้นขั้วบัตร กับบัตร กับประเด็นที่ 2 อ้างนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6/2561 กรณีการใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้พิการ ทางการมองเห็นและผู้สูงอายุ ที่ต้องให้ กปน. เป็นผู้ช่วยลงคะแนน ซึ่งศาลระบุว่าตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผย หมายความว่าทาง กปน. ไม่เอาไปบอกหรือยังไม่มีใครรู้ก็ถือว่าเป็นความลับอยู่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกรณีนี้


ทั้งนี้ นายธรรม์ธีร์ ได้มอบหลักฐานดังกล่าว อีกชุด ให้กับ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้อง ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


โดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องไว้พิจารณา เพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เรือบิน #กกต #กกต #คิวอาร์โค้ด #บาร์โค้ด #เลือกตั้ง2569