วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ความมั่นคงของปท.ในทัศนะของฝ่ายจารีตอำนาจนิยม [หรือที่แท้เป็นการทำลายความมั่นคง]

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ความมั่นคงของปท.ในทัศนะของฝ่ายจารีตอำนาจนิยม [หรือที่แท้เป็นการทำลายความมั่นคง]


Facebook Live อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569


สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ มิตรสหาย พี่น้องลูกหลาน ที่เรามาพบกันในวันเวลาที่ถือว่าเป็นปีใหม่ในระบบจุลศักราชแต่โบราณซึ่งเป็นคติของพราหมณ์ แต่ว่าไทยก็รับมาเป็นปีใหม่เป็นราชการอยู่ยาวนาน ก็ถือว่าเป็นปีใหม่ไทย จริง ๆ อยากให้มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น แต่ว่าอากาศก็ร้อน สถานการณ์ที่มองไปข้างหน้าและปัจจุบัน มันเป็นสถานการณ์ที่เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจและเข้าใจกับมัน เพื่อที่จะได้ปรับตัวเอง แม้เราจะไม่ใช่คนที่ยิ่งใหญ่ แต่เราก็ต้องปรับตัวและปรับใจให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น


ในขณะนี้ดิฉันค่อนข้างมีความเป็นกังวลกับอนาคตประเทศไทยมาก เพราะพื้นฐานประเทศไทย เรามีความขัดแย้งเรื่องการเมืองอยู่สูงเป็นประการแรก จึงมีการต่อสู้ทางการเมืองตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะมีเสถียรภาพทางการเมืองได้ อันที่ 2 ทางด้านเศรษฐกิจเราก็มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทำให้คนมั่งคั่ง 10% แรก หรือ 1% โดยเฉพาะ 1% แรก ห่างจากคน 80% ของประเทศสูงมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ “ขีดความสามารถของประเทศ” ในทุก ๆ ด้านมันก็ไม่มีทางที่จะสู้กับประเทศอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิตหรือภาคอื่น ๆ เรามีดีก็คือภาคบริการที่ยิ้มแย้มแจ่มใสหน่อย ต้อนรับ เราก็ขายวัฒนธรรม ขายความงามของแผ่นดิน ขายมายาท แต่สิ่งอื่นที่จะพัฒนาเพื่อจะแข่งขันกับประเทศอื่น เราลำบากมาก รวมไปถึงสังคม


นี่ก็คืออารัมภบทว่า ทัศนะทางความมั่นคงของฝ่ายจารีตอำนาจนิยม แท้จริงแล้วเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศไทย หรือไม่???


ดิฉันคิดอย่างนั้นนะ ก็พูดไปตามธรรมเนียมว่าหรือไม่? แต่จริง ๆ ใช่!!! ดิฉันจะยกประเด็นที่จะพูดในวันนี้ 2 เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับความคิดทางความมั่นคงของประเทศไทย ซึ่งในทัศนะของดิฉัน คนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วย ประเทศไทยเราแยกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็เป็นฝ่าย บางคนเรียกอนุรักษ์นิยม แต่ดิฉันยังคิดว่าอนุรักษ์นิยมนั้นดิฉันยังยอมรับได้ ถ้าเป็นอนุรักษ์นิยมตามระบอบประชาธิปไตย แต่ที่มันมีปัญหาก็คือพวกจารีตอำนาจนิยมที่ไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนฝ่ายหนึ่ง โดยมีอนุรักษ์นิยมพ่วงเข้าไปด้วยเป็นแนวร่วม กับอีกฝั่งหนึ่งก็คือฝั่งประชาชน เสรีประชาธิปไตย ซึ่งร่วมกันกับพรรคการเมืองและประชาชนที่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม


สองฝักฝ่ายนี้มีการต่อสู้มายาวนาน ดังนั้นมันไม่มีทางที่จะมีเสถียรภาพ สู้กันมาตั้งแต่ 2475 พวกจารีตสู้กับคณะราษฎร ช่วงแรกพ่ายแพ้ ช่วงหลังเป็นฝ่ายชนะหลังรัฐประหาร 2490 แต่หลังจากนั้นนอกจากสู้กับคณะราษฎร แต่ใช้กลโกงเช่น “อาจารย์ปรีดีฆ่าในหลวง” อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้มันเป็นความทรงจำหรือภาพจำที่ผิด ๆ เหมือนกับคนเสื้อแดงเป็นพวกชายชุดดำ พวกล้มเจ้า พวกเผาบ้านเผาเมือง ประมาณนั้น อันนั้นก็คือการต่อสู้และแยกสลายฝั่งคณะราษฎรให้ส่วนหนึ่งมาร่วมกับในสมัยนั้นเขาเรียก “คณะเจ้า” นะคะ คณะเจ้า ความหมายก็คือฝั่งจารีตที่ชื่นชมระบบเก่า หรือมีความสุขกับระบอบเก่าที่ให้อำนาจตัวเอง ดังนั้นก็เป็นฝ่ายชนะ เพราะว่าคณะราษฎรอยู่ได้ 15 ปี หลังจากนั้นก็เป็นการต่อสู้ในสงครามเย็นเป็นด้านหลัก สู้กับ พคท. ในที่สุดก็มาจนกระทั่งถึงมีการออก 66/23 นี่เป็นการสู้กับ พคท. (แต่ในรายละเอียดในช่วงเวลานั้นที่มีการต่อสู้กับความไม่เป็นเอกภาพคือคณะทหารบางคน ดิฉันจะไม่พูดถึง เอาเรื่องใหญ่ ๆ)


พอถัดจาก พคท. ก็มาถึงยุคนายทุนใหม่ที่มีการต่อสู้ก็คือพรรคของทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย และต่อมาเป็นชื่อพรรคอื่น ๆ รวมแล้วก็เป็นพรรคทักษิณนั่นแหละ ก็กลายเป็นศัตรูตัวสำคัญ คือจากคอมมิวนิสต์ก็มาเป็นทักษิณ ทั้งหมดนี้จนกระทั่งมาถึงยุคใหม่ของพรรคอนาคตใหม่และเยาวชนรุ่นใหม่ อันนี้ก็อาจจะไม่ได้มีการปราบปรามเข่นฆ่าเหมือนในยุคของคนเสื้อแดง ซึ่งใช้ทั้งการเข่นฆ่าและอำนาจกฎหมาย แต่ว่าในยุคหลังเน้นใช้การต่อสู้ที่ไม่ใช่อาวุธ โดยใช้กฎหมายหรือที่จะเรียกว่า “นิติสงคราม” มาจนถึงบัดนี้


เพราะฉะนั้นในทัศนะดิฉันก็คือว่า ถามว่าทำไมเขายังต่อสู้? คำขวัญของฝ่ายความมั่นคงในระบอบเก่าซึ่งมีมาตั้งแต่ยุค ร.6 ก็คือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่ง  “ชาติ” ของเขาก็ไม่ได้รวมประชาชาติทั้งหมด ก็มีชาติพันธุ์ไทยเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะ “ชาติ” ต้องหมายถึงประชาชนทุกฝ่ายที่ร่วมส่วนเป็นประชากรในประเทศ “ศาสนา” ก็หมายถึงศาสนาต่าง ๆ ได้ ส่วนใน “สถาบันพระมหากษัตริย์” นั้น มันต้องเป็นยุคที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจจะฟังดูเป็น Constitutional Monarchy แต่พระมหากษัตริย์ในคำขวัญในยุคนี้ไม่ใช่ ร.6 นะคะ ร.6 นั้นคือ Absolute Monarchy เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ว่าในยุคนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ก็เป็นสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ฝั่งจารีตนิยมอำนาจนิยมจำนวนหนึ่งยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังทำเหมือนอยู่ในยุค ร.6 และหลายอย่างในยุค ร.6 ยังดีกว่า ยกตัวอย่างเช่นปัญหาการลงโทษมาตรา 112 ยุค ร.6 ก็ยังดีกว่ายุคปัจจุบัน คือโทษขั้นสูงไม่เกิน 7 ปี โทษขั้นต่ำไม่มี แล้วพระองค์ท่านก็ออกมาเขียนอะไรตอบโต้ในสิ่งที่พระองค์ท่านไม่เห็นด้วย นั่น Absolute Monarchy แต่ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่!!!


แต่ฝั่งจารีตเหล่านี้มันยิ่งกว่าคำว่าอนุรักษ์นิยม เพราะอนุรักษ์นิยมที่ต้องการรักษาสิ่งเดิม ๆ ที่ดีไว้จำนวนหนึ่ง แต่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เช่น ในอังกฤษ พรรค Conservative เหล่านี้เป็นต้น เขาก็ตั้งชื่อพรรคอนุรักษ์นิยม เขาก็ประกาศตัวเป็นอนุรักษ์นิยมไม่เห็นมีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นความมั่นคง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ในทัศนะดิฉันมันต้องอยู่ในบริบทใหม่ ไม่ใช่อยู่ในบริบทของ ร.6 ซึ่งดิฉันไปเห็นคำขวัญต่าง ๆ ที่เขียนแล้วมันเหมือนเรื่องของเด็กเอ๋ยเด็กดี ที่ร้องเป็นเพลง เป็นแบบนั้นทีเดียว ดิฉันมองว่าอันนี้เป็นความมั่นคงที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นจากคณะราษฎร มาสงครามเย็น มาจนกระทั่งถึงยุคคุณทักษิณ และมาถึงยุคของพรรคอนาคตใหม่ และพรรคประชาชนในปัจจุบัน


ในปัจจุบันปัญหาคดีที่มีการส่งฟ้องร้อง ดิฉันพูดประเด็นนี้เพื่อแสดงถึงธาตุแท้ของวิธีคิดของฝ่ายความมั่นคงของประเทศไทย ลองคิดดูนะ อันนี้ ป.ป.ช. ส่งฟ้อง แต่ ป.ป.ช. ไม่ส่งฟ้องเรื่องอื่น อย่างเรื่องของคนเสื้อแดง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่เล็งเห็นผลในการใช้อาวุธจริง ป.ป.ช. ก็ไม่ส่ง เรื่องอื่น ๆ ก็ไม่ส่ง ของคุณศักดิ์สยามก็ไม่ส่ง แต่จะส่งเรื่องนี้แหละ เรื่องของพรรคประชาชน 44 สส. ซึ่งเขาทำหน้าที่ในการขอแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 คำถามว่า มันผิดจริยธรรมถึงขนาดว่าจะเอาไม่ให้เขาต้องสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิตเหรอ? แล้วไอ้ที่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัย 19 เปลี่ยนแปลงจากสมัย ร.6 ให้มันหนักข้อยิ่งกว่าสมัย ร.6 แล้วให้มันหนักข้อยิ่งกว่าสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองอีก ถามว่า ที่เขาแก้ไขตรงนี้มันอาจจะมีบางส่วนที่หลายคนไม่พอใจ เช่น ลงโทษผู้ที่หมิ่นพระมหากษัตริย์น้อยไป หรือว่าจริง ๆ มันต้องแบ่งแยก หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย นี่ยกตัวอย่าง น้อยไป หรือว่าเรื่องอื่นใดก็ตาม แต่ทุกคนก็พูดตรงกัน ดิฉันก็ไม่อยากจะพูดซ้ำว่า นี่มันเป็นหน้าที่ เมื่อเขายื่นเข้าไปแล้ว ถามว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ถ้าเขาไม่เห็นด้วย เขาก็ไม่ยกมือ กฎหมายก็ไม่ผ่าน คุณจะตำหนิติเตียนคุณก็ตำหนิติเตียนไป โซเชียลตอนนี้มีเยอะเลย คุณก็ไปด่าว่าเขาก็ได้ว่าเว่อร์ไป หรืออะไรก็ตาม แต่ถึงกับขนาดว่าลงโทษไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 235 (1) ประกอบมาตรา 226 วรรคเจ็ด อันนี้ที่ว่ากำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง แล้วก็ไม่ได้เขียนชัดนะ มาตรฐานทางจริยธรรมก็ไปเอามาตรฐานทางจริยธรรมของศาล หรือของอื่น ๆ มา


คำว่า “มาตรฐานทางจริยธรรม” ดิฉันอยากจะถามว่าเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของใคร ถ้ามันเป็นสัตว์ เป็น Animal Farm เป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของสิงโต หรือมาตรฐานทางจริยธรรมของเป็ด/ไก่ หรือลิง มันก็ไม่เหมือนกัน มาตรฐานทางจริยธรรมของสัตว์ผู้ใด หรือชนชั้นใด ก็ย่อมแตกต่างกับมาตรฐานทางจริยธรรมของสัตว์ชนิดอื่น หรือคนแบบอื่น หรือชนชั้นอื่น แล้วคุณเอามาตรฐานทางจริยธรรมแบบไหน? ก็คือแบบของฝ่ายจารีตอำนาจนิยม ดิฉันคิดว่านี่เป็นการแสดงออก ถ้าหากว่าศาลรับคำร้อง แล้วคนเหล่านี้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็มีคำพิพากษาว่าผิดมาตรฐานทางจริยธรรมจริง ซึ่งจริง ๆ คุณก็เคยจัดการกับอดีตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย 2 คนมาแล้ว ดิฉันก็ไม่เห็นด้วยในข้อหาว่าเขาผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ปัญหาคือเขาโกงประเทศมั้ย? เขาโกงประชาชนมั้ย? คอร์รัปชั่นหรือเปล่า?


ประเทศไทยที่อยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายจารีตอำนาจนิยมนั้นคอร์รัปชั่นสูงมากเลย สูงปรี๊ดเลย หรือการคบค้ากันกับจีนเทา หรือการที่มีเรื่องราวของคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน ไอ้อย่างนั้นแหละมันชัด คนโกงน่ะ คนฆ่าคน คนสั่งฆ่าคน กระทำโดยมิชอบ ป.ป.ช. ไม่ยื่น แต่กรณีนี้เขาขอแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. ยื่น ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนคนจำนวนหนึ่ง แต่รากเหง้าความคิดและการครอบงำความคิดมันสะท้อนถึงความหวาดกลัว เพราะคุณใช้คำว่า “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” คุณมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คุณมองว่าแก้ 112 คือเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน ดิฉันว่าไม่ใช่ สิ่งที่คุณทำเหล่านี้ นี่แหละคือการเซาะกร่อนบ่อนทำลายจริง เพราะมันแสดงถึงความหวาดกลัว ความเกลียดและความกลัวของคนรุ่นใหม่ที่คิดต่าง


ดิฉันจะบอกให้ว่าคนจำนวนหนึ่งเขาก็ไม่เห็นด้วยทั้งหมดในสิ่งที่พรรคประชาชน (ตอนนั้นเป็นพรรคก้าวไกล) นำเสนอ จริง ๆ พรรคอนาคตใหม่ ในนโยบายเขาก็ไม่มีอันนี้ มามีในช่วงยุคพรรคก้าวไกล ตอนเขาจะตั้งรัฐบาลเขาก็ไม่เอาไปใส่เป็นนโยบายกลาง เขาก็คิดว่าเขาก็ทำหน้าที่ของเขาไป ไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเขาซื่อตรงต่อประชาชน ดิฉันคิดว่าคำว่า “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” มันเกิดขึ้นจริงเมื่อ ป.ป.ช. ยื่นให้และเมื่อมีคำพิพากษาว่าคนเหล่านี้ขาดจริยธรรม ในทัศนะดิฉัน นี่คือความไม่มั่นคงอย่างแท้จริงของสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์ เพราะว่าการปกครองนั้นมันต้องเป็นการปกครองโดยธรรมะ ไม่ใช่เป็นการปกครองที่ใช้ความรุนแรงกระทำต่อผู้ที่เห็นต่าง คุณจะใช้วิธีโยนเข้าไปให้สิงโต/เสือมันกัดคนที่เห็นต่าง หรือเอาดาบประหาร มันคนละยุคแล้วค่ะ


ยุคนี้ประชาชนทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนเอง สามารถแสดงความคิดเห็น มีอินหลูเอนเซอร์ มีอะไรต่าง ๆ มาก มันจึงเป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าการกระทำ และดังที่ดิฉันได้พูดในคำแถลงของคณะประชาชนทวงความยุติธรรม (คำแถลงของ คปช.53 https://udd-news.blogspot.com/2026/04/2553-16-2553.html) “ความยุติธรรมเป็นป้อมปราการด่านสุดท้ายของประชาชน” เขาทนหิวได้ เขาอาจจะทนความอดอยากได้ แต่สิ่งที่เขาจะทนไม่ได้คือความยุติธรรม ถามว่ามันจะเป็นความมั่นคงของสถาบัน “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ได้อย่างไร ถ้าหากว่าสิ่งที่ทำไปนั้นทำด้วยความกลัว มาตรฐานทางจริยธรรมนั้นสมควรจะเอามาใช้กับองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม เหมือนที่คนเสื้อแดงไม่ได้รับมาเลยหลังจากการทำรัฐประหาร คุณกลัวใช่มั้ย คุณกลัวทหาร คุณจำเป็นต้องยุติคดี หรือเบี่ยงเบนไป ตอนนี้ไม่มีทหารแล้ว ถามว่าที่คุณกลัว กลัวอะไร คุณไม่กล้าสิ่งที่ควรกล้ามากกว่านั้นก็คือ ความโกรธของประชาชน ทัศนะคติของประชาชนที่มีต่อ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”


ดังนั้น ดิฉันถือว่าไอ้ที่เขาคิดว่าเป็นความมั่นคงคือฟ้องมันให้แหลก จับมันให้แหลก ไม่ให้ประกันตัว เพราะไอ้พวกนี้มันเซาะกร่อนบ่อนทำลาย อันนี้ดิฉันมองว่ามันจะทำให้เกิดความไม่มั่นคงจริง ๆ เพราะว่ามันไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องจัดการถึงขนาดนี้ มันแสดงออกถึงความเกลียดและความกลัว แต่ดิฉันว่าความกลัวสำคัญกว่า ถ้าคุณไม่ปรับปรุงตัว สิ่งที่แข็งแรง สิ่งที่มีอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ปรับปรุงตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริง มันดำรงอยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีฝ่ายซ้าย หรือไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีของวิทยาศาสตร์ ของ ชาลส์ ดาร์วิน อย่างที่ดิฉันอยากจะบอกว่า ทำไมไดโนเสาร์อยู่ไม่ได้ แต่ว่าตัวอื่นที่อยู่ในยุคตั้งแต่ไดโนเสาร์ยังอยู่ได้นะ สัตว์เลื้อยคลานบางตัวยังอยู่ได้นะ แต่ไดโนเสาร์อยู่ไม่ได้ จระเข้มันก็ยังอยู่ได้ เต่ายังอยู่ได้ มันก็มีการปรับตัว เพราะฉะนั้นคุณจะยิ่งใหญ่แบบไดโนเสาร์ แต่ถ้าคุณไม่ปรับตัวมันก็จะกลายเป็นจิ้งจก ตุ๊กแก จิ้งเหลน หรืออะไรไป


นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่ดิฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ และดิฉันยอมรับว่าดิฉันมีความคิดแบบฝ่ายซ้าย ในปรัชญานะ ไม่ใช่ฝ่ายซ้ายในเรื่องการไปชิงการปกครอง ก็คือ เราจะทำทุกอย่างได้สำเร็จก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสอดคล้องกับความเป็นจริง แล้วความเป็นจริงของวัตถุหรือสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในโลกนี้มันไม่ได้หยุดนิ่งกับที่ มันไม่ได้หยุดอยู่ที่สมัย ร.5, ร.6 นี่มันสมัย ร.10 มันไม่เหมือนกัน มันมีการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด คุณต้องมีการปรับปรุงในทุกส่วน ในทั้งฝ่ายประชาชน ผู้ถูกปกครองกับผู้ปกครอง และปรับปรุงกันไปปรับปรุงกันมา สู้รับกันจนกระทั่งในที่สุดยอมรับว่า ระบอบประชาธิปไตย มันดีที่สุดแล้ว คือจะเรียกว่ามันเลวน้อยที่สุด ที่คุณบอกว่าจะเอาคนดีมาปกครอง คุณหาคนดีได้กี่คน งั้นคุณก็เอาพระอรหันต์มาปกครองดิ หรือโป๊ป ในที่สุดก็มีอาณาจักรเหลืออยู่แค่นี้ คือคัดคนดี แต่นี่ก็คือเรื่องของตัวแทนของประชาชนและต้องเรียนรู้กันไป


เอาล่ะ ในส่วน 44 สส. ดิฉันไม่เห็นด้วยกับ ป.ป.ช. เลย กระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็คือส่งเรื่องที่ไม่ควรจะส่งไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่ส่งเรื่องที่ควรส่ง คือทำตัวเป็นผู้พิพากษา เรื่องของกรณีเสื้อแดง ไม่ส่งมันเฉย ข้อมูลใหม่ก็ไม่ส่ง เราเอาหลักฐานจากฝั่งของเจ้าหน้าที่มา ไม่ส่ง ยิ่งเขียนดีเท่าไหร่ยิ่งไม่ส่ง ดิฉันถึงต้องมีความคิดว่าเราต้องแก้กฎหมายเพื่อไม่ให้คนที่คิดคดทรยศต่อประชาชน คำว่า “คด” คุณจะแปลอย่างไรก็ตาม แต่ว่ามันไม่ตรงไปตรงมา ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ


เพราะฉะนั้นในกรณี 44 สส. คือพรรคประชาชนก็โดนมาแล้วหลายรอบ แบบเดียวกับเพื่อไทยก็โดนมาแล้วหลายรอบ เขาต้องการทำที่จะให้ศิโรราบคือไม่มีใครออกมาต่อต้านหรือมีความคิดเห็นแตกต่างอีกต่อไป นั่นมันเป็นวิธีคิดแบบหนึ่ง คุณอาจจะได้ผลถ้าในกรณีอย่างเช่น พคท. หรือในกรณีของคณะราษฎร แต่ขณะนี้คุณมาต่อสู้กับพรรคการเมืองในระบบทุนนิยม พรรคมันไม่ตายหรอก พรรคการเมืองบางพรรคจำเป็นที่จะต้องก้าวข้าม/ข้ามขั้วเพราะมีตัวประกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นคุณอุ๊งอิ๊ง คุณยิ่งลักษณ์ อะไรก็ตาม หรือพรรคเพื่อไทยก็เป็นตัวประกัน อยากจะเป็นรัฐบาล


ตัวดิฉันเองก็ไม่รู้ว่าพรรคนี้เขาจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ในฐานะคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคทั้งสองพรรค แต่ถือเป็นแนวร่วม เพราะเขาเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำกันทั้งคู่ พรรคหนึ่งศิโรราบไปแล้ว อีกพรรคหนึ่งจะหวัง Grand Compromise ไม่มีทาง!!! เพราะว่าการยื่น 44 สส. ครั้งนี้มันเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนของการที่เหี้ยมโหด ดิฉันก็ไม่รู้ผลตัดสินจะเป็นอย่างไร ถ้าบอกว่ายกฟ้อง อืม มันก็น่าจะเป็นข่าวดีนะ ดิฉันเคยใช้คำว่า “อรุณรุ่งแห่งความยุติธรรม” แต่มันไม่เคยมีจริง มันทำท่าให้เราดีใจ แล้วประเดี๋ยวก็จัดการอีก เพราะฉะนั้นดิฉันพูดเอาไว้ก่อนนะ ขอเตือนฝั่งจารีตไว้ว่า ถ้าคุณยังจัดการแบบนี้ ดิฉันไม่คิดว่าพลพรรคของพรรคประชาชนหรือว่าตัวพรรคประชาชนจะเป็นแบบเดียวกับพรรคเพื่อไทย ที่จำเป็นต้องยอมจำนน เพราะว่ามันก็มีใบใหม่ผลิออกมาเรื่อย ๆ มันเป็นการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุดและเป็นการต่อสู้ที่เหี้ยมโหดมาก


อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องคดีภาคใต้ที่มันมีคดีมายาวนาน และครั้งหลังสุด การพลั้งวาจาของแม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีการตายจำนวนหนึ่ง และความพยายามที่จะฆ่า สส.พรรคประชาชาติ คุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เราก็รู้จักในฐานะที่ท่านเป็นประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านก็ให้ความร่วมมือค่อนข้างดี และรวมทั้ง สส.พรรคประชาชน ทนายแจม (ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์) ในกรณีเรื่องของทวงความยุติธรรมให้คนเสื้อแดงเพื่อแก้กฎหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่อยู่ในอาณัติของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นี้แหละ ถ้าทำความผิดอาญาต่อประชาชนให้ไปขึ้นศาลพลเรือน ไม่ต้องมาขึ้นศาลนี้ มี 3 ศาลเลย แต่ในกรณีผิดจริยธรรมที่ว่าต้องส่งมาที่ศาลนี้


ในกรณีของ สส.กมลศักดิ์ มันก็ยังเป็นความมั่นคงแบบเก่าที่เหยียดเชื้อชาติ เพราะว่าในอดีตเขาเป็นเหมือนประเทศราช เหยียดศาสนา ไม่ใช่ศาสนาเดียวกัน แล้วเขาเคยมีรัฐที่มีกษัตริย์ปกครอง ความพยายามจะรวมชาติโดยศิลปะต่าง ๆ มีมาตั้งแต่ยุค ร.5, ยุค ร.6 แล้วก็มีมาเรื่อย ๆ ก็มีการกวาดต้อนผู้คนมาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วก็มาอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ก็อยู่กันได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าในทัศนะดิฉัน ความรุนแรงมันเกิดขึ้นมากโดยเฉพาะหลังสงครามเย็น ความมั่นคงที่ทวีความเข้มข้นในเรื่อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความเชื่อในลัทธิที่แตกต่างกัน มันมามีมาก เคยมีแกนนำเสื้อแดงเขาไปบอกกับพี่น้องมุสลิม ดิฉันบอกให้ไปปลอบเขาว่า มันไม่ใช่เป็นเฉพาะคนมุสลิม เขาก็ไปบอกให้ฟังว่า พี่น้อง สำหรับคนเสื้อแดงเขาไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เลย เขายิงกันซึ่งหน้าเลย เวลายิงคนมุสลิมยังต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ นี่หนีหายไปไง หาตัวเจอ 4 คน เขาก็ไปบอกอย่างนั้น ซึ่งมันก็เป็นความจริง


ดังนั้นหมายความว่า แน่นอนมันมีเรื่องชาติพันธุ์ด้วย แต่ว่าไอ่ความคิดแนวคิดของความมั่นคงที่จัดการกับคนที่มีความเห็นต่างอย่างรุนแรง แล้วมันพลั้งออกมาเป็นคำพูดที่บอกว่า “ถ้าเป็นผมทำ ไม่รอด” ซึ่งมันเป็นความคิดที่มันหยิ่งยโส” ถ้ามองในแง่ดีก็อาจจะบอกว่า โอ๋...พวกผมไม่ได้ทำหรอก แต่พอคำว่า “ถ้าผมทำ ไม่รอดแน่” มันแสดงถึงความลึก ๆ ในใจนะว่า ถ้าเป็นกูทำ มึงไม่เหลือ ประมาณนั้น พอมันหลุดออกมา พี่น้องประชาชนเขาก็รับไม่ได้ ดิฉันก็อยากจะปลอบใจพี่น้องประชาชนสามจังหวัดภาคใต้ด้วยว่า ท่านก็ทวงความยุติธรรม ดิฉันเองกับพี่น้องประชาชนและคนเสื้อแดงในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้รักประชาธิปไตย ก็ทวงความยุติธรรมเหมือนกัน ชาติพันธุ์เดียวกันนะ แค่ความคิดต่างยังฆ่าได้เลย ฆ่ากันโจ่งแจ้ง ไม่ต้องไปแอบแล้วหนี แล้วเอารถไปจัดการ


เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็คือ คำว่า “ชาติ” สำหรับพวกเขาในหน่วยงานความมั่นคงแบบเก่า ก็คือ เหยียดชาติพันธุ์ “ศาสนา” ก็ถือว่าต่างศาสนา และความ่เป็นรัฐที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คือพ่วงไปด้วยหมด แต่วิธีการไม่ชาญฉลาด แม้กระทั่งเมื่อเทียบกับพระมหากษัตริย์ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะคนเหล่านี้ได้รับอิทธิพลความโหดเหี้ยมมาจากสงครามเย็น เหมือนที่ว่าเขาเผาหมู่บ้านมายไลในเวียดนาม หรือในเมืองไทยก็เผาหมู่บ้านนาทราย ถีบลงเขาเผาลงถัง ยิงประชาชน ไม่ว่าจะเป็น 14ตุลา, 6ตุลา, พฤษภา35, เมษา-พฤษภา53 ก็คือประชาชนที่เห็นต่าง


ดังนั้น เราเป็นประชาชนไทย ถึงแม้จะต่างศาสนา ต่างชาติพันธุ์ แต่เราก็ถูกกระทำโดยผู้ปกครองที่เป็นฝั่งจารีตอำนาจนิยม ที่หวาดกลัวประชาชนที่เห็นต่าง กลัวว่าจะมีอำนาจประชาชนมากไปกว่าอำนาจของคนในระบอบเก่า มากไปกว่าอำนาจของชนชั้นนำในเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือเครือข่ายระบอบเก่า หรือคนชั้นนำ 1% ที่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น ความเกลียดกลัวประชาชนที่มาแสดงออกที่สามจังหวัดภาคใต้ หรือแสดงออกสำหรับคนเสื้อแดงที่ทวงความยุติธรรม หรือแสดงออกในกรณีของ 44 สส. และเยาวชนที่ถูกคุมขัง ไม่ยอมปล่อยออกมา นี่คือความเกลียดกลัว ดิฉันถือว่ามันไม่ใช่เทพนะ มันเป็นอสูรนะ ที่ไม่ยอมปรับตัว


ถ้า scenario ของประเทศไทยจะไปได้ด้วยดี การเมืองของเราต้องไม่เป็นอย่างนี้ ต้องไม่คิดที่จะฆ่าฟันกัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยอาวุธหรือด้วยกฎหมาย มันต้องยอมรับความเห็นต่าง และโดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นผู้ปกครอง มีอำนาจ ต้องยอมรับความจริงว่าที่แท้แล้วระบอบประชาธิปไตยนั้น ชื่อมันชัดว่าผู้มีอำนาจแท้จริงคือประชาชน ไม่ใช่พวกคุณ แต่คุณไม่ยอม ประชาชนก็ไม่ยอม แล้วจะอยู่กันอย่างนี้เหรอ? แล้วถามหน่อย คุณกลัวมาก แล้วคุณเกลียดมาก แล้วคุณกระทำมาก ก็เพราะคุณกลัวแพ้ แต่มันไม่ต้องชนะหรือแพ้ เราอยู่ร่วมกันได้ แต่ปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เหมือนประเทศที่เป้นอารยประเทศ เขาเคยทำความผิดมามาก พวกกลุ่มประเทศในยุโรป แล้วที่กำลังทำอยู่ก็คือสหรัฐอเมริกา ในประเทศยุโรปก็เป็นเจ่าจักรวรรดินิยมเก่า แล้วสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชายแดนกับกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชายแดนกับมาเลเซีย อันนี้มันเป็นเรื่องที่ปัจจุบันนี้เขาก็ปรับตัวแล้ว เขาอยู่ร่วมกับประเทศอื่น ๆ ได้ ยอมสละอำนาจในฐานะจักรวรรดินิยมเดิม


ดิฉันอยากจะถามว่า พวกท่านที่เป็นฝ่ายจารีตจะไม่ยอมสละอำนาจให้ประชาชนจำนวนเลยหรือ ท่านใช้ทั้งอาวุธปราบปราม ใช้ทั้งกฎหมายจัดการ แล้วท่านคิดว่าท่านจะชนะตลอดไปหรือ? อันนี้เป็นการแสดงความกลัว ดิฉันขอใช้คำว่า “ขี้ขลาด” คุณใช้สิ่งที่คุณมีอยู่ที่เหนือกว่ามาจัดการ ถ้าเป็นชาวบ้านก็คือ แทนที่จะชกกันตัวต่อตัว คุณมีทั้งอาวุธพร้อม มีทั้งกฎหมายพร้อม สารพัดที่จะจัดการกับประชาชน ดิฉันอาจจะอยู่ไม่ทันเห็นอนาคตที่ดี แต่ดิฉันบอกได้เลยว่าในระยะอันใกล้นี้ ถ้าฝั่งจารีตอำนาจนิยมไม่ยอมที่จะปรับตัวเอง ยังจะเป็นยุคไดโนเสาร์อยู่ มันจะต้องมีวันที่ไดโนเสาร์ก็จะไม่เหลือ และความยุติธรรมเป็นป้อมปราการด่านสุดท้ายของประชาชนที่จะทนได้ เขาจะทนความยุติธรรมไม่ได้ยิ่งกว่าความอดอยาก แต่ตอนนี้มันมีทั้งสองอย่าง ทั้งอดอยาก ทั้งความยุติธรรม ที่มันไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วคุณคิดว่าประเทศไทยมันจะเติบโตต่อไปได้อย่างไร


ดิฉันก็ขออภัยที่นำเรื่องที่ไม่น่าชื่นชมมาพูด แต่นี่คือการเตรียมตัวสำหรับปีใหม่ไทยที่มีเรื่องร้อน ๆ เกิดขึ้น เราต้องเตรียมว่า 44 สส. ถูกจัดการ แล้วก็ กอ.รมน. ยังสยายปีกอยู่ทั่วประเทศหลังจากทำรัฐประหาร 2549 มี พ.ร.บ.ใหม่ กอ.รมน. มีอำนาจมาก จัดการกับแกนนำเสื้อแดงทุกจังหวัดเลย หรือแกนนำประชาชน แปลว่าคุณมองประชาชนเป็นศัตรู แล้วหลายคนเขาก็บอกให้ยกเลิก กอ.รมน. เสีย ดิฉันเห็นด้วย อยู่ทำอะไร แม้กระทั่งฝั่งจารีตอำนาจนิยม มันก็ไม่ได้ดี ทำไมคุณไม่ใช้กฎหมายธรรมดาเหมือนสำหรับประชาชนทั่วไป ทำไมคุณจะต้องเอารัฐ กอ.รมน. อำนาจของกองทัพ อำนาจนิยม มาซ้อน ราชการคุณก็เป็นจารีตนิยมแล้ว คุณยัง กอ.รมน. ซึ่งเป็นอำนาจนิยมมาครอบลงไปอีก แล้วคุณคิดว่าประเทศไทยจะเดินได้อย่างไร


ดิฉันก็ต้องพูดเพราะว่าอีกไม่กี่วันปัญหามันก็จะปรากฏ 44 สส. จะถูกจัดการมั้ย? พรรคจะถูกยุบมั้ย? แล้วการยิง สส.กมลศักดิ์ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นประชาชนไม่ไว้ใจเลย กอ.รมน. มันบ่งชี้ถึงความผิดปกติทั้งสิ้น ดังนั้น ความเชื่อมั่นต่อผู้ปกครอง แม้คุณจะมีทั้ง สส.สีน้ำเงิน สว.สีน้ำเงิน แล้วอย่าให้พูดเลยว่าองค์กรอิสระก็จะเป็นสีน้ำเงินบ้าง เขียวบ้าง มันไม่ใช่ความมั่นคงในทัศนะดิฉัน ที่คุณคิด แต่นี่คือคุณกำลังทำลายความมั่นคงของประเทศไทยอย่างแท้จริง ขอให้ยกเลิกความคิดที่จะทำลายผู้เห็นต่าย และก็ยกเลิก กอ.รมน. ด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ความมั่นคง #ปปช #คดี44สส #กอรมน #กมลศักดิ์ลีวาเมาะ

“หมอเหวง” ชี้ กอ.รมน. ถ้าจะมีอยู่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รับใช้ประชาชน ถึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่มีอยู่เพื่อกดขี่ประชาชนหรือเข่นฆ่าประชาชน นี่ไม่ใช่ความมั่นคงของประเทศ

 


“หมอเหวง” ชี้ กอ.รมน. ถ้าจะมีอยู่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รับใช้ประชาชน ถึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่มีอยู่เพื่อกดขี่ประชาชนหรือเข่นฆ่าประชาชน นี่ไม่ใช่ความมั่นคงของประเทศ


วันที่ 17 เมษายน 2569 นพ.เหวง โตจิราการ ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว Weng Tojirakarn กรณี กอ.รมน. และปฏิบัติการ IO ของกองทัพ ความว่า


ผมยังจำเหตุการณ์ที่ประธานผู้ดูแลการประชุมสภา ในคราวที่ “ชยพล” อภิปรายเรื่อง กอ.รมน. และงาน IO ของกองทัพได้ดี


ประธานที่ประชุมสั่งห้าม “ชยพล สะท้อนดี” พูดต่อไป สั่งให้หยุดพูดทันที


ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย


เพราะรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวทีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้ สส. ทำหน้าที่ของตนเองที่เป็นประโยชนต่อประเทศและประชาชน


แต่เพราะ “ชยพล” ไปแตะความเป็นจริงของเรื่อง IO ไปแตะเรื่อง ความเป็นจริงของกอ.รมน .เข้า


ก็เลยทำให้ฝ่ายอำนาจนิยมตื่นตระหนกสะท้านกลัวจนต้องห้ามพูด ห้ามเปิดสไลด์ในที่ประชุมสภาที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศทั่วโลก


กอ.รมน. ถ้าจะมีอยู่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รับใช้ประชาชน ถึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่มีอยู่เพื่อกดขี่ประชาชนหรือเข่นฆ่าประชาชน นี่ไม่ใช่ความมั่นคงของประเทศ


หาก กอ.รมอ. เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนแล้วไซร้

ยกเลิกกอ.รมอ.ไปเลยดีกว่าอยู่ครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #กอรมน #IOกองทัพ

พรรคประชาชนเรียกร้อง “สุชาติ” - ครม.อนุทิน ยืนยันร่าง PRTR กลับมาพิจารณาในสภา เปิดข้อมูลสารพิษโรงงาน คืนสิทธิการรับรู้ให้ประชาชน ก่อนเดดไลน์ 12 พ.ค. นี้

 


พรรคประชาชนเรียกร้อง “สุชาติ” - ครม.อนุทิน ยืนยันร่าง PRTR กลับมาพิจารณาในสภา เปิดข้อมูลสารพิษโรงงาน คืนสิทธิการรับรู้ให้ประชาชน ก่อนเดดไลน์ 12 พ.ค. นี้


วันที่ 17 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีนำร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้วและยังอยู่ในสภาฯ กลับมาพิจารณา เพื่อเป็นกฎหมายเริ่มต้นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน


กฎหมาย PRTR เป็นกฎหมายสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลกลางการรายงานสารเคมีอันตราย ที่กระทบกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐวางแผนรับมืออุบัติภัยทางเคมีได้แม่นยำขึ้น สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหามลพิษได้ตั้งแต่ต้นทาง ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ประชาชนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและสุขภาพ เป็นกฎหมายที่จะยืนยันสิทธิในการรับรู้ของประชาชน (Right to Know) และในส่วนของภาคเอกชนก็ได้ประโยชน์ในการส่งเสริมธรรมาภิบาล สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และแข่งขันในตลาดโลกได้


การเดินทางของกฎหมาย PRTR ในประเทศไทยมีมาอย่างต่อเนื่องกว่าสิบปี ผ่านการเรียกร้องจากภาคประชาชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในวันที่ 5 กันยายน 2568 สภาฯ มีมติรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างฯ และแล้วเสร็จทุกมาตราเตรียมลำดับเข้าพิจารณาในวาระ2-3 ต่อไป แต่มีการยุบสภาไปเสียก่อนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และวันนี้ วันที่มีสภาชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตนในฐานะตัวแทนของประชาชนขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาทบทวนนำร่างฯ PRTR ที่ค้างอยู่กลับมาพิจารณาต่อ


ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับปัญหามลพิษ ฝุ่น PM2.5 ปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรม และปัญหาอุบัติภัยสารเคมีที่ดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดพื้นที่ EEC เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ เหตุการณ์พลุระเบิด ไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีที่ จ.อยุธยา จ.ราชบุรี ไฟไหม้บริษัทวินโพรเสส จ.ระยอง ล่าสุดมีเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อกลบของเสียอุตสาหกรรมของบริษัทเบตเตอร์ เวิร์ล กรีน จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนความล้มเหลวของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และอุปสรรคในด้านกฎหมายที่ล้าสมัย การบังคับใช้ยังไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหามลพิษที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมได้


ตนจึงขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีนำร่างฯ PRTR ที่ค้างอยู่มาพิจารณาภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ซึ่งจะครบกำหนดวาระในวันที่ 12 พ.ค. 2569 เพื่อเป็นการเริ่มต้นการสร้างระบบฐานข้อมูลสารเคมีในประเทศไทย ให้กฎหมายนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #PRTR #สารพิษโรงงาน

"ณัฐพงษ์" ชี้รัฐบาลพลเรือนต้องชิงนำแนวทางสันติภาพดับไฟใต้ คลายปมคดีลอบยิง สส.ฟื้นฟูความเชื่อมั่น มุ่งปฏิรูปโครงสร้างงานความมั่นคง


"ณัฐพงษ์" ชี้รัฐบาลพลเรือนต้องชิงนำแนวทางสันติภาพดับไฟใต้ คลายปมคดีลอบยิง สส.ฟื้นฟูความเชื่อมั่น มุ่งปฏิรูปโครงสร้างงานความมั่นคง


วันที่ 17 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่าตนและพรรคประชาชนได้ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาด้วยความกังวล เพราะนอกจากความรุนแรงในระยะหลังที่ยกระดับสูงขึ้นทั้งในแง่ของปริมาณและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแล้ว ยังพบว่าความตึงเครียดและหวาดระแวงระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ก็มีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์ลอบยิงเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งปรากฎข้อเท็จจริงเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคงที่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงต่อตัวผู้บงการ


เจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของทั้งกองทัพและ กอ.รมน. แม้จะมีความคืบหน้าในการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดี แต่ยังมีคำถามที่ประชาชนยังคงกังขา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไปยังผู้บงการในการก่อเหตุครั้งนี้


ณัฐพงษ์ เห็นว่า ความไม่ชัดเจนในเหตุการณ์ความรุนแรงหลายกรณีก่อนหน้านี้ เมื่อรวมกับความคลุมเครือในกรณีการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ รวมไปถึงล่าสุดคือการสื่อสารของท่านแม่ทัพภาคได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้าสถานการณ์กำลังจะบานปลาย จนกระทั่งมีเสียงเรียกร้องให้มีการย้ายแม่ทัพภาคจากเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่


ณัฐพงษ์กล่าวว่า “ตนอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีใช้โอกาสที่จะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างรอบด้านและเปิดกว้าง ความตึงเครียดที่กำลังสุกงอมนี้ถือเป็นโอกาสที่ผู้นำประเทศจะได้ตั้งหลักและมองหาหนทางที่ดีที่สุดในการคลี่คลายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานนี้”


หัวหน้าพรรคประชาชน ยังกล่าวย้ำด้วยว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ของผู้นำประเทศ เพราะทุกการตัดสินใจทางการเมืองจะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นายกรัฐมนตรีจะต้องประเมินทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบด้านและเลือกหนทางที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนและประเทศชาติ ตนอยากให้รัฐบาลมีความมุ่งมั่นจริงจังกับแนวทางการเมืองที่มุ่งเน้นส่งเสริมการพูดคุยสันติภาพเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่


รัฐบาลต้องยืนยันหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเป็นแกนกลางในการแก้ไขปัญหา เพราะการมุ่งเน้นที่การใช้กำลังหรือการควบคุมความคิดของประชาชนจะยิ่งสร้างความไม่ไว้วางใจมากยิ่งขึ้น”


อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ ยังกล่าวย้ำด้วยว่าความคืบหน้าของคดีการลอบสังหาร สส. กมลศักดิ์ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นฟูความไว้วางใจของประชาชน ในฐานะผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท่านต้องแสดงให้เห็นว่าเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาและไม่เลือกปฏิบัติ การเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับกรณีนี้จะเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนอีกครั้ง ตนคาดหวังว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้จะทำให้นายกรัฐมนตรีได้รับข้อมูลและสัมผัสความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง ในขณะเดียวกันก็ได้รับฟังมุมมองและการประเมินสถานการณ์จากหน่วยงานในพื้นที่อีกด้วย


หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลจะต้องใช้วิกฤตความเชื่อมั่นในขณะนี้เพื่อพิจารณาแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างของหน่วยงานความมั่นคงอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดรับกับทิศทางใหญ่ที่รัฐบาลพลเรือนจะต้องเป็นผู้กำหนด โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพูดคุยสันติภาพและกระบวนการสันติภาพที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองต่อข้อเสนอในขณะนี้ให้มีการยุติการปฏิบัติการข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าแพร่มลทินซึ่งทำลายบรรยากาศของการสร้างสันติภาพ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

‘สส. กู๊ดดี้’ แฉขบวนการ IO ยังไม่หยุดเล่นงานสื่อ พร้อมเดินหน้าโจมตีเรื่องเก่าเรื่องเท็จ เพื่อเบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

 


‘สส. กู๊ดดี้’ แฉขบวนการ IO ยังไม่หยุดเล่นงานสื่อ พร้อมเดินหน้าโจมตีเรื่องเก่าเรื่องเท็จ เพื่อเบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4


วันที่ 16 เมษายน 2569 ชยพล สท้อนดี สส. กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชนให้ความเห็นกรณีขบวนการ IO ที่กำลังคุกคามสื่อมวลชนไม่หยุดหลังมีกระแสแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พูดให้ความเห็นกรณีลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่กล่าวว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด”


โดยชยพลกล่าวว่า ขบวนการ IO ยังทำหน้าที่เหมือนเดิม แม้เวลาล่วงเลยผ่านไปแล้ว 1 ปี นับตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดโปงขบวนการ IO ของ ศปก.ร่วมฯ หรือ กลุ่มนายพลเกษียณ ที่ซ่อนตัวหลังฉากหน้าของกองทัพ ที่ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการสร้างดีลแลกประเทศ บีบคอให้รัฐบาลต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง เพื่อเกมอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ตามมา


ชยพลกล่าวว่า นับตั้งแต่การอภิปรายเมื่อวันที่ 25 มีนาคมของตนที่ได้เปิดโปงกระบวนการนี้ตั้งแต่การก่อตั้ง กลุ่มผู้ดำเนินการ ขั้นตอนวิธีการ แผนการระยะสั้นระยะยาว ผลของการดำเนินการ ฯลฯ ซึ่งถูกสงสัยว่าใช้เงินภาษีของประชาชนในการดำเนินการมากกว่าพันล้านต่อปี โดยแฝงตัวอยู่ตามงบประมาณของภารกิจปกติที่ไม่ยอมลงรายละอียด ขบวนการนี้ก็ได้ถูกตีแตกจนหายไปเกือบปี จนกระทั่งช่วงเวลาที่ผ่านมาผมได้เห็นกระแสการกลับมาของ IO อีกครั้งหนึ่ง ตนจึงอยากหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันอีกครั้ง ทุกคนจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้ IO หลอกกันได้ง่าย ๆ 


ชยพลกล่าวถึงเป้าหมายของขบวนการ IO คือการกล่อมให้ความคิดโดยรวมของสังคมเป็นไปในทางที่เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการปล่อยข่าวปลอม ลดทอนคุณค่ากลุ่มเป้าหมาย พูดเบี่ยงประเด็น ปลุกกระแสอื่นกลบ ลองนึกภาพเหมือนวงนินทาจะสามารถเข้าใจได้ง่ายมาก วงที่มีใครสักคนในกลุ่มจงใจปล่อยกระแสข่าวลือให้เชื่อในบางอย่าง หรือปั่นข่าวปลอมให้เกลียดคนบางคน หรือเบี่ยงประเด็นบทสนทนาของวงให้ออกจากเรื่องที่ไม่พึงประสงค์ต่อตัวเอง 


แต่วงนินทานี้ทำงานกันอย่างเป็นกระบวนการ มีการแบ่งกลุ่มบุคคลให้อยู่ในบทบาทของการเป็น Influencer ให้สร้างอิทธิพลและผู้ติดตามของตัวเอง มีการตั้งเพจและกลุ่มตามโซเชียลมีเดียเพื่อรวมกลุ่ม IO มดงานและคนที่มีความคิดใกล้เคียงกัน ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งเพจเฟสบุคทั้งหลายนี้จะทำหน้าที่เป็นหัวจ่ายข้อมูล คอยปล่อยภาพปล่อยบทความให้มดงานแต่ละคนสามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่ในวงนินทาต่าง ๆ ต่อได้ เพื่อกระจายข้อมูลออกไปให้ไกลยิ่งขึ้น โดยพยายามเล่นกับอารมณ์ของผู้อ่านให้มากที่สุดแต่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรประกอบเลย 


ชยพลยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงนี้ที่กำลังเกิดขึ้น จากการที่พี่แยม ฐาปนีย์ (สื่อมวลชนจากสำนักข่าว The Reporters) ได้ติดตามทำข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์การลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับบุคลากรและทรัพยากรของกองทัพและ กอ.รมน. นอกจากนี้ยังได้มีการสัมภาษณ์ มทภ. 4 ที่หลุดปากพูดรายละเอียดน่าข้องใจหลายประเด็น ทำให้สังคมเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น


ลองนึกภาพว่าถ้าเป็นวงนินทาที่พี่แยมเปิดประเด็นจนคนในวงเริ่มหันมาสนใจประเด็นที่เราไม่อยากให้ใครพูดถึงเราจะทำอย่างไรดี? ก็ปั่นกระแสสาดสีใส่พี่แยมแล้วพาเบี่ยงไปประเด็นอื่น เลยเกิดเป็นกระแสพยายามโจมตีเรื่องเก่า ๆ ที่เคยใช้กันมา ทั้งเรื่อง BRN และ โรฮิงญา จนอาจทำให้คนลืมประเด็นเรื่องของรถ กอ.รมน. ที่ใช้ในการลอบยิ งสส.กมลศักดิ์ หรือคำพูดของ มทภ.4 ที่บอกว่าถ้าเป็นเขาทำ คงไม่ปล่อยให้รอดหรอก ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่เราควรให้ความสนใจมากกว่า


ชยพลย้ำว่า ในยุคของข้อมูลข่าวสาร หากเราต้องการข้อมูลอะไรมันก็สามารถค้นหาผ่านมือถือได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลมันก็มีเยอะมากจนเราก็ต้องรู้ให้ทันว่าควรหยิบข้อมูลจากไหนมาเชื่อดี หลักการที่ดีเลยคือการดูว่าข้อมูลมาจากไหน จากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้หรือไม่ เป็นการเล่าข้อมูลเท็จจริงหรือการตีความผสมความคิดเห็นของผู้เขียนอีกที หรือเขียนเองใส่ไข่เองแต่ไม่ได้มีที่มาที่ไป เทียบเท่ากับวงนินทา


เรื่องที่พอถามว่าเอามาจากไหนแล้วได้คำตอบว่า “เขาเล่ามา” ก็อยากให้ทุกคนลองถามต่อดูว่า “เขาไหน?” ถ้ามันไม่มีที่มาที่ไป ก็อย่าเพิ่งรีบไปเชื่อเลย สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง สร้างนิสัยการสืบค้นต้นทางข้อมูล นอกจากจะรอดจากข่าวปลอมแล้ว ก็สามารถรอดจากแสกมเมอร์ได้ด้วยเหมือนกัน ชยพลตั้งคำถามว่า ใครที่อยู่เบื้องหลัง IO? ก็ลองตามมาดูต้นทางข้อมูลสิ

พร้อมแนบไฟล์เอกสารจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ ดังนี้ 


https://drive.google.com/drive/folders/16n2xNG_NvlcEM52vW9uPlpi7bsfVUJ5q


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #IOกองทัพ

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือกำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งวิกฤตพลังงาน - เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น

 


พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือกำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งวิกฤตพลังงาน - เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น


วันที่ 15 เมษายน 2469 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต ของ จังหวัดแพร่ และภาคเหนือ : วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น ที่จะยังไม่หมดไปหลังเทศกาลสงกรานต์ 


เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์และรับฟังปัญหาประชาชนที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับ Supachot Chaiyasat - ศุภโชติ ไชยสัจ (สส. บัญชีรายชื่อ) และ พิมไจ - ลักษณารีย์ ดวงตาดำ (สส. แพร่ เขต 3)


แม้ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็เข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนต่อ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่พี่น้องภาคเหนือกำลังเผชิญ และจะไม่หมดไปพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์


วิกฤตที่หนึ่ง คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่เริ่มลุกลามไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ


จากเสียงของประชาชนที่แพร่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลพอสมควรต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงสงกรานต์ (พื้นที่อื่นเป็นเช่นไร แชร์กันเข้ามาได้ครับ)

- เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน-ด่านตรวจสภาพรถ ใน อ.ลอง ให้ข้อมูลว่า 2-3 วันที่ผ่านมา สถิติการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ลดลงเหลือ 1/4 หรือ 1/3 เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

- ตรงนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่งานประเพณีและจากตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนในวงเสวนา ที่เล่าว่าจำนวนคนที่เดินทางกลับมาที่บ้านที่แพร่ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

(- อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ของจังหวัดแพร่จะจัดขึ้นวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งคงทำให้เราเห็นข้อมูลของจังหวัดได้เพิ่มเติม)


ทางพรรคประชาชน เราจะทำหน้าที่ต่อไปในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักขึ้นหลังสงกรานต์

- ในส่วนของปัญหา “น้ำมันแพง” เราจะตรวจสอบรัฐบาลต่อไปเกี่ยวกับแนวทางในการปรับโครงสร้างราคา รวมถึงกระทุ้งให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยากลุ่มเปราะบางต่างๆ ให้ครอบคลุมและได้สัดส่วนกับปัญหากว่ามาตรการที่เคาะออกมาในการประชุม ครม. 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

- ในส่วนของปัญหา “น้ำมันขาด” เรายังคงวางใจไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันที่ค้างอยู่ระหว่างขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามแทบไม่เหลือแล้ว รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังคงพลิกไปพลิกมาได้ทุกวัน - รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจริงจังมากขึ้นกับการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน

- นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่ตามมา (เช่น เรื่อง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าโดยทั่วไป) ที่รัฐจำเป็นต้องนำหน้าปัญหาให้ได้


วิกฤตที่สอง คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน


นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ประชาชนจับตาดูคือความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาจากชุดที่แล้ว

- รัฐบาลเหลือเวลาตามกรอบกฎหมายอีกแค่ประมาณ 1 เดือน (ก่อน 12 พ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะมีมติยืนยัน ให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อหรือไม่

- แม้ สส. จากหลายพรรค ได้ทวงถามรัฐบาลในประเด็นนี้ตลอดการอภิปรายคำแถลงนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เรากลับยังไม่ได้ยินคำตอบจาก นายกฯ หรือเห็นความชัดเจนจาก ครม. ชัดๆ นอกเหนือจากการมอบหมายให้ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนและเสนอความเห็นต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เม.ย.


อย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในการอภิปรายนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเสี่ยงจะเผชิญกับสภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) ที่กระทบพี่น้องประชาชนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“สาดความหวัง” หน้าเรือนจำคลองเปรม ส่งเสียงถึงผู้ต้องขังการเมืองในวันสงกรานต์ 2569 - รำลึก “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน

 


“สาดความหวัง” หน้าเรือนจำคลองเปรม ส่งเสียงถึงผู้ต้องขังการเมืองในวันสงกรานต์ 2569 - รำลึก “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน


วันที่ 14 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มีกิจกรรม “สาดความหวัง วันสงกรานต์“ ส่งเสียงผู้ต้องขังทางการเมืองที่ไม่ได้กลับบ้านไปหาครอบครัวในวันหยุดสงกรานต์ 2569 นี้ พร้อมรำลึกถึง ‘บุ้ง‘ เนติพร ในวาระที่เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน


บรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม ผู้ร่วมกิจกรรมทยอยมาร่วมกิจกรรม โดยแต่งกายสีสันสดใส พร้อมกับปืนฉีดน้ำและถังเล่นน้ำ มาร่วมเล่นน้ำ เล่นดนตรี และรำวงฉลแงวันสงกรานต์ โดยมีพ่อของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังทางการเมืองในคดี ม.112 มาร่วมตีกลองและเล่นกีตาร์ด้วย


ก่อนเวลา 18.00 น. มีการร้องเพลง ”19 กันยา สรรเสริญประชาชน“ พร้อมกับถือรูปผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นร่วมกันรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้


ต่อมามีการจุดเทียนและวางดอกไม้เพื่อรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร และมีการจุดพลุเพื่อส่งเสียงไปถึงเพื่อนที่อยู่ในเรือนจำ ปิดท้ายด้วยการอ่านบทกวีถึงมหาตุลาการ และยุติกิจกรรมในเวลา 21.09 น.


ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งสิ้น 62 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ซึ่งไม่มีโอกาสได้ไปฉลองเทศกาลสงกรานต์กับครอบครัวในวันหยุดยาวนี้


ส่วน “บุ้ง” เนติพร ภายหลังจากเสียชีวิตลงขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 จนปัจจุบันครบ 1 ปี 11 เดือนแล้ว โดยศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดไต่สวนการตายบุ้ง ในวันที่ 8 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สงกรานต์2569