วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านผนึกกำลัง สว. ทวงถามประธานรัฐสภา จี้ส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระฟัน ป.ป.ช. ปมคดีซุกหุ้น "ศักดิ์สยาม"

 


ฝ่ายค้านผนึกกำลัง สว. ทวงถามประธานรัฐสภา จี้ส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระฟัน ป.ป.ช. ปมคดีซุกหุ้น "ศักดิ์สยาม"


วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา และคณะ แถลงข่าวทวงถามความคืบหน้าจากประธานรัฐสภา กรณีการเข้าชื่อกล่าวหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


นายพริษฐ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนรวมกว่า 140 คน ได้อาศัยสิทธิตามกลไกของรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เข้าชื่อกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการยกคำร้องคดีซุกซ่อนหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งได้ยื่นรายชื่อและคำร้องดังกล่าวต่อประธานรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลักประกอบด้วย


ประการแรก การดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง ซึ่งมีรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดคือการละเว้นหรือเลือกที่จะไม่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเชิงลึก ทั้งที่ปรากฏพฤติกรรมซึ่งบ่งชี้ว่ามีการซุกซ่อนหุ้นหรือการใช้บุคคลอื่น (Nominee) ถือครองหุ้นแทน


ประการที่สอง การใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างร้ายแรง


ประการที่สาม การมีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ


และประการสุดท้ายคือ การละเว้นการตรวจสอบข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฐานความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 126


ทั้งนี้ ในเชิงกระบวนการหลังจากยื่นข้อกล่าวหา ประธานรัฐสภามีทางเลือก 2 ทาง คือ การตัดสินใจส่งคำร้องต่อไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระมาไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหา หรือทางเลือกที่สองคือการปัดตกคำร้องและตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ


ซึ่งการแถลงข่าวในวันนี้มีจุดประสงค์เพื่อทวงถามความคืบหน้าผ่าน 2 คำถามสำคัญ คือ ประธานรัฐสภาจะตัดสินใจเมื่อใด และจะตัดสินใจอย่างไร สำหรับคำถามแรก แม้ในทางกฎหมายหรือข้อบังคับจะไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการตัดสินใจของประธานรัฐสภาไว้ แต่หากเทียบเคียงกับการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ สว. บางส่วนเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะนั้น


เพื่อกล่าวหา ป.ป.ช. กรณีการรับสินบนทองคำ พบว่าประธานศาลฎีกามีคำสั่งตั้งคณะไต่สวนอิสระในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียง 41 วัน เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกรณีนี้ที่ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน จนถึงปัจจุบันล่วงเลยมาแล้ว 33 วัน จึงขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาตัดสินใจให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงการปิดสมัยประชุมสภาพอดี


ส่วนคำถามที่ว่าประธานรัฐสภาจะตัดสินใจอย่างไรนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ประธานรัฐสภาจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ หากเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา โดยประธานรัฐสภาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า ป.ป.ช. กระทำผิดหรือไม่ ทางผู้ร้องมีความเห็นว่าข้อเท็จจริง ข้อมูล และหลักฐานที่รวบรวมยื่นต่อรัฐสภานั้น มีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอแล้วที่จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา หากประธานรัฐสภาตัดสินใจปัดตกคำร้องและตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า เหตุใดจึงเป็นเพียงไม่กี่คนที่ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในกรณีนี้เลย


ด้าน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ในนามของ สว. อิสระที่ร่วมลงชื่อในคำร้อง ขอตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลา 33 วันที่ล่วงเลยไปว่า เหตุใดประธานรัฐสภาจึงยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ และการตรวจสอบรายชื่อมีความล่าช้าผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีผู้ใดแจ้งความประสงค์ถอนชื่อหรืออ้างว่าถูกปลอมแปลงลายมือชื่อ ความล่าช้านี้ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการฟอกขาวให้กับพวกพ้อง หรือตอกย้ำข้อครหาเรื่องการมีอยู่ของระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ หากประธานรัฐสภาต้องการปลดเปลื้องข้อครหาเหล่านี้ จะต้องเร่งดำเนินการตามมาตรา 236 ซึ่งไม่ได้เปิดช่องให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจในการเพิกเฉยหรือเททิ้งคำร้อง หากเลือกที่จะไม่ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา จะต้องชี้แจงต่อประชาชนให้ได้ว่าคำร้องดังกล่าวไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้อย่างไร หากมีการประวิงเวลาจนปิดสมัยประชุมสภา หรือมีพฤติการณ์เพิกเฉยละเลย อาจนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยและอาจมีการดำเนินการร้องเรียนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อไป


นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล กล่าวเสริมถึงกรณีที่ตนเคยยื่นขอเอกสารข้อมูลการไต่สวนคดีของนายศักดิ์สยาม จาก ป.ป.ช. โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ 15 วัน ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้ส่งตัวแทนมาชี้แจงต่อวิปฝ่ายค้านว่าเอกสารกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายว่าสามารถเปิดเผยรายการใดได้บ้าง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ล่วงเลยมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จาก ป.ป.ช. แม้ในช่วงแรกตนจะให้ความเป็นธรรมและให้เวลาฝ่ายกฎหมายในการพิจารณา แต่เมื่อระยะเวลาเนิ่นนานเกินควร หากยังไม่ได้รับคำตอบในเร็ววันนี้ ตนจะดำเนินการในขั้นตอนอื่นต่อไป เช่นเดียวกับกรณีคดีนาฬิกายืมเพื่อน ที่ผู้ร้องได้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ขอฝากข้อคิดไปยัง ป.ป.ช. 2 ประการ คือ ขอให้องค์กรยึดมั่นและปฏิบัติตามคำขวัญที่ว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และขอฝากเตือนจากบทเรียนในอดีตกรณีคดีนาฬิกายืมเพื่อนว่า การปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น ท้ายที่สุดแล้วจะมีจุดจบอย่างไร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคฝ่ายค้าน #สว #ปปช #ซุกหุ้น #ศักดิ์สยามชิดชอบ







วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“รมว.ยุติธรรม” เผย DSI ลุยสืบโกงสอบท้องถิ่น หากเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน จ่อชงบอร์ดรับเป็นคดีพิเศษ

 


“รมว.ยุติธรรม” เผย DSI ลุยสืบโกงสอบท้องถิ่น หากเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน จ่อชงบอร์ดรับเป็นคดีพิเศษ


วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบการทุจริตสอบท้องถิ่นว่า คณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องนี้มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม โดยเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรงมหาดไทย ได้สั่งการกำชับให้เร่งดำเนินการโดยด่วน


พลตำรวจโท รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ในชั้นการสืบสวนแล้ว เนื่องจากพบว่าพฤติการณ์มีลักษณะคล้ายกับคดีหลอกลวงของกลุ่มติวเตอร์ในต่างจังหวัด ที่มีพฤติกรรมหลอกลวงเด็กนักเรียนที่ไปเข้าคอร์สติวสอบ รวมถึงพบว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ในกองคลังที่เป็นข้าราชการด้วย ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการชุดที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะมีการประชุมร่วมกันทุกหน่วยงานเพื่อสรุปข้อมูลอีกครั้ง


ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวโน้มการยกระดับเป็นคดีพิเศษ พลตำรวจโท รุทธพล ชี้แจงว่า ขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ยังไม่ได้รายงานเรื่องการพบข้าราชการกระทำผิดเข้ามาอย่างเป็นทางการ และเนื่องจากข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามกฎหมาย มาตรา 21 วงเล็บ 2 อยู่นอกเหนืออำนาจของอธิบดี DSI ที่จะอนุมัติรับเป็นคดีพิเศษได้เอง จึงจำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อพิจารณาและลงมติตามขั้นตอน


"หากผลการสืบสวนพบพยานหลักฐานชัดเจนว่า มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก และเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกงประชาชนเมื่อไหร่ ทางกระทรวงก็พร้อมจะเสนอเรื่องให้บอร์ดคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษทันที"


สำหรับแนวทางการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ในเบื้องต้นจะยังไม่มีการรวมศูนย์คดีไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่จะให้แต่ละหน่วยงานแยกย้ายกันดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการสืบสวนล่วงหน้าไปก่อนแล้วและมีพยานหลักฐานค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีการดำเนินคดีไปแล้วบางส่วน ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดในส่วนใด ก็จะส่งมอบให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเป็นผู้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #โกงสอบท้องถิ่น

‘วันนอร์’ เดือด เสนอยุบ กอ.รมน. ชี้มีผลงานอย่างเดียวคือยิง สส. บอกไม่เกี่ยวไม่ได้ ทั้ง รถ-ปืน เป็นของ กอ.รมน. ชี้ นำงบไปช่วยเหลือคนยากจนดีกว่า

 


วันนอร์’ เดือด เสนอยุบ กอ.รมน. ชี้มีผลงานอย่างเดียวคือยิง สส. บอกไม่เกี่ยวไม่ได้ ทั้ง รถ-ปืน เป็นของ กอ.รมน. ชี้ นำงบไปช่วยเหลือคนยากจนดีกว่า


วันนี้ (7 กรกฎาคม 2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 อภิปรายงบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตอนหนึ่งว่า เห็นชัดเจนว่าภารกิจของ กอ.รมน.ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งนั้น และเห็นตรงกับ วีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการงบประมาณอีกคนหนึ่ง ว่า ควรจะ ‘ยุบ’ หน่วยงานนี้ได้แล้ว


คนก็ซ้ำซ้อน ไปเอาของหน่วยงานอื่นเข้ามาใช้ แล้วก็เบิกเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเติม ทำงานภารกิจซ้ำซ้อนกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งซ้ำซ้อนเกือบทั้งหมด จึงไม่แน่ใจว่า กอ.รมน.มีขึ้นมาเพราะอะไร


กอ.รมน.ใช้งบประมาณไปหลายพันล้าน เป็นหมื่นล้าน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีความคุ้มค่ากับหน่วยงานนี้หรือไม่ เท่าที่ผมติดตามดู เดิมภารกิจ กอ.รมน.ไม่มีอะไร แต่พอปฏิวัติในปี 2549 ก็ไปสร้างภารกิจ ตั้งงบประมาณเยอะแยะ จึงเห็นด้วยกับท่านวีระว่าหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนอย่างนี้ คืนงบประมาณให้หน่วยงานที่เขาทำอยู่แล้ว ทำให้ดีขึ้นดีกว่า”


ทั้งนี้ วันมูหะมัดนอร์เสนอให้คืนกำลังคนของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะฝ่ายปกครอง ทหารเรือ ทหารบก ให้หน่วยงานเดิมทำ ภารกิจจะได้ไม่ต้องซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น พร้อมกับกล่าวด้วยว่า ในอดีตยังไม่เห็นผลงานเด่นใด ๆ


ถ้าจะพูดถึงเด่น ก็เด่นอยู่อย่างเดียว คือยิง สส.ภารกิจยิง สส.เป็นหน้าที่ กอ.รมน.หรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบ จะปฏิเสธบอกว่าไม่ใช่ ก็จับได้แล้ว ขณะนี้ขึ้นศาลอยู่ รถของ กอ.รมน. ปืนของ กอ.รมน. คนของ กอ.รมน.ผมพูดแล้วไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากไม่จำเป็นแล้ว เกิดขึ้น ว่างงาน ไม่มีภารกิจ เลยคิดอะไรที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชน


ผมคิดว่า ในสภาฯ เขาพูดกันเยอะ มันถึงเวลาที่ต้องพิจารณา ไม่ใช่ว่าต้องไปเพิ่มงาน หรือไปตัดงบฯ ผมว่าตัดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นออกบ้าง รัฐจะได้เบาภาระ เบาภารกิจลงไป ท่านลองไปถามดู ถามว่า สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลัวอะไรที่สุดตอนนี้ ท่านรองประธานกรรมาธิการงบประมาณ ลองถามเขาว่ากลัวอะไร เขากลัว กอ.รมน.ขนาด สส.ยังถูกยิง แล้วประชาชนจะหวังอะไร หวังอะไรกับความมั่นคงของชาติ หวังอะไรกับ กอ.รมน.ที่ใช้งบจากภาษีประชาชนมาทำลาย ไม่ใช่ทำลายธรรมดา ทำลายชีวิตผู้แทนของประชาชนที่เขาเลือกตั้งมา”


วันมูหะมัดนอร์กล่าวอีกด้วยว่า อยากให้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติไปพิจารณาดูว่า กอ.รมน.ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ใช้งบประมาณไปแล้วเท่าไร ใช้เจ้าหน้าที่เท่าไร ผลงานที่ประจักษ์แจ้ง ที่เป็นผลดีกับงบประมาณที่ใช้นั้นคุ้มแล้วหรือไม่ และหากไม่มี กอ.รมน.งานที่ กอ.รมน.ทำ หน่วยงานอื่นทำได้หรือไม่ หากไม่จำเป็น ไม่ต้องคิดถึงประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ ตัดหน่วยงานพวกนี้ออกไป นำงบประมาณไปช่วยคนยากคนจนจะดีเสียกว่า


สำหรับเหตุการณ์ที่วันมูหะมัดนอร์กล่าวถึงคือ คดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถของกมลศักดิ์ ขณะเดินทางกลับถึงบริเวณบ้านพักในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่กมลศักดิ์รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว


ต่อมาการสืบสวนพบว่า รถกระบะที่ใช้ในการก่อเหตุอยู่ในความครอบครองของ กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส ขณะที่ผลการตรวจพิสูจน์อาวุธพบความเชื่อมโยงว่า ปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นอาวุธของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถสาวไปถึงตัวผู้บงการในเหตุการณ์ดังกล่าวได้ คงไว้แค่มือสังหารที่ไม่พอใจการเคลื่อนไหวของกมลศักดิ์ในฐานะ สส.เท่านั้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #งบประมาณ70 #ประชุมสภา #กอรมน

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ทนายด่าง โพสต์ “เราเห็นอะไรในคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ยกฟ้องจำเลยในคดีทำโพล ขบวนเสด็จในวันนี้?” เชื่อ ถ้าเรายืนหยัดในหลักการที่ถูกต้องประชาชนจะเชื่อถือในระบอบยุติธรรมของเรา

 


ทนายด่าง โพสต์ “เราเห็นอะไรในคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ยกฟ้องจำเลยในคดีทำโพล ขบวนเสด็จในวันนี้?” เชื่อ ถ้าเรายืนหยัดในหลักการที่ถูกต้องประชาชนจะเชื่อถือในระบอบยุติธรรมของเรา


วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ตามที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาในคดีของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวกรวม 7 คน ที่ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 จากกรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565


ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักมาตรา 112 และมาตรา 116 เห็นว่า การทำแบบสอบถาม ไม่ได้ระบุชื่อใคร และไม่มีพระนาม เป็นการแสดงความเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ในความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ที่สั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร ใกล้พระราชวัง และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน


🔴 ต่อมา นายกฤษฎางค์ นุตจรัส (ทนายด่าง) ทนายความเครือข่ายศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความระบุว่า


เราเห็นอะไรในคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ยกฟ้องจำเลยในคดีทำโพล ขบวนเสด็จในวันนี้?


ที่เห็นชัดเจนคือข้อวินิจฉัยของศาลในคำพิพากษาดังกล่าวยืนยันหลักการว่าการกระทำความผิดทางอาญาตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้นจะต้องบังคับใช้โดยเคร่งครัด กล่าวคือการกระทำความผิดจะต้องเป็นกรณีที่ดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์พระราชินีองค์รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนเท่านั้น


เมื่อกรณีไม่ปรากฏว่าการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการหมิ่นประมาทดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลทั้งสี่ฐานะที่กฎหมายระบุไว้จึงไม่เป็นความผิด และการกระทำของจำเลยทั้งหมดผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นการกระทำนอกเหนือไปจากเจตนาของรัฐธรรมนูญ มิได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือทำให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแต่อย่างใด


ในข้อวินิจฉัยของศาลยังยืนยันว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดในคดีนี้ที่ถูกโจทก์กล่าวหาเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ


ผมเห็นว่าเป็นกรณีที่การวินิจฉัยเป็นไปตามบทกฎหมายโดยเคร่งครัด คำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลทั้งหมดสามารถตรวจสอบดูได้


ความเห็นของผมไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยของผม แต่เป็นเพราะว่าผมยืนยันว่าถ้าเรายืนหยัดในหลักการที่ถูกต้องประชาชนจะเชื่อถือในระบอบยุติธรรมของเรา


ที่สุดแล้วทำให้ผมเปลี่ยนแปลงความเชื่อของตัวเองในหลายเรื่องอย่างน้อยที่สุดเรื่องหนึ่งคือผมเชื่อว่ายังมีคนในกระบวนการยุติธรรมที่มีความกล้าหาญที่จะพูดในสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่าเขาจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม


กฤษฎางค์ นุตจรัส


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยกฟ้อง #มาตรา112

ธิดา ถาวรเศรษฐ : เรื่องปลอม ๆ ของรัฐไทย

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : เรื่องปลอม ๆ ของรัฐไทย


เริ่มตั้งแต่ได้วุฒิปลอมเพื่อเป็นครูอาจารย์, เป็นนักการเมือง, รับราชการ, เป็นนักธุรกิจ


สอบแข่งขันปลอม ใช้เงินแทนความรู้  แต่ได้เป็นข้าราชการจริง
!!!


การเลือกตั้งปลอม ๆ ใช้เงินและเครือข่ายวางระบบทั้งประเทศ และได้เป็นสมาชิกรัฐสภาจริง!!!


เป็นที่มาองค์กรอิสระปลอม ๆ แต่มีอำนาจให้คุณให้โทษนักการเมืองจริง 


สุดท้ายการเมืองการปกครองก็เป็นระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมชัดเจน  แต่มีอำนาจรัฐจริงในการเป็นผู้ปกครองประเทศและได้ผลประโยชน์จริง 


การสร้างเครือข่ายจึงต้องให้ผลประโยชน์กับเครือข่ายที่ทำให้ได้อำนาจในรัฐสภาและอำนาจบริหาร  ต้องมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนเหิมเกริมมาก ไม่เกรงกลัวอะไร จนถูกฟ้องร้อง เหมือนฝีแตกแผล แต่มีแผลฝีหนองทั้งตัว


สุดท้าย คือความฉิบหายของประเทศนี้ที่สามารถทำให้นักการเมืองปลอม ๆ ในระบอบประชาธิปไตย มีแก๊งค์เครือข่ายคุมประชาชน คุมหัวคะแนนทั้งประเทศ 


ใช้ “กระสุนเงิน” ยิงประชาชนแทน “กระสุนปืน”  ถือว่าได้ผลเกินคาด ได้อำนาจโดยไม่ต้องใช้กระสุนจริง  จึงแนบเนียนกว่า  ดูดีกว่า  ชอบธรรมมากกว่าการทำรัฐประหาร  น่าสงสัยว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาธิปไตยจอมปลอม ภายใต้อำนาจของ “ระบอบน้ำเงินแท้”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เรื่องปลอมๆ #รัฐไทย #ระบอบน้ำเงินแท้

พิพากษายกฟ้อง! ม.112 - ม.116 ตะวันและพวกรวม 7 คน เหตุทำโพล ”ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ แต่ปรับคนละ 5 พัน เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตำรวจ

 


พิพากษายกฟ้อง! ม.112 - ม.116 ตะวันและพวกรวม 7 คน เหตุทำโพล ”ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ แต่ปรับคนละ 5 พัน เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตำรวจ


วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 เหตุทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565


คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, ใบปอ, ฐากูร, วรเวช, บีม ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ และ “แบม” อรวรรณ


โดยก่อนหน้านี้มี “บุ้ง” เนติพร เป็นจำเลยด้วย แต่ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป


ทั้งหมดถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 และ “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368 อีกทั้งจำเลยบางคนถูกสั่งฟ้องในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และ ตามมาตรา 136, 138 และ 140 ด้วย


พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน ในข้อหามาตรา 112 และ 116


เห็นว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 อีกทั้งโพลเป็นเพียงประโยคคำถาม ไม่ได้เชื่อมโยงถึงใคร และจำเลยไม่ได้ปราศรัย หรือแสดงประการอื่นใด และทางนำสืบของโจทก์ไม่แสดงให้เห็นความวุ่นวายที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 116


พิพากษาปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 368


เห็นว่า ที่ตำรวจสั่งให้หยุดการชุมนุมเป็นคำสั่งชอบโดยกฎหมายเพื่อถวายความปลอดภัย จำเลยทราบแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม


พิพากษาลงโทษจำคุกวรเวช 4 เดือน ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138


เมื่อพิจารณาเหตุการณ์แล้ว เห็นว่าจำเลยอื่นไม่ได้ผลักดัน มีเพียงวชเวชผลักดันร่วมกับคนอื่นซึ่งไม่ได้ฟ้องมาในคดีนี้ วรเวชจึงมีความผิดข้อหานี้เพียงคนเดียว ลงโทษจำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 4 เดือน


พิพากษายกฟ้องวรัณยา ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136


เห็นว่า วรัณยาไม่ทราบว่าบุคคลที่ไม่ได้แต่งชุดในเครื่องแบบ ผู้นั้นเป็นใคร แม้คำกล่าวจะแรงไปบ้าง แต่เป็นการถามด้วยความสงสัย และต้องการความรับผิดชอบ


สรุปแล้ว พิพากษายกฟ้องข้อหา ม.112 และ ม.116 จำเลยทุกคน แต่ลงโทษปรับจำเลยทุกคน คนละ 5000 บาท ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน


ขณะที่วันนี้ วรเวชจะถูกนำตัวกลับไปคุมขังตามเดิม

ข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112














วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เปิดตัวแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ล่า 5 หมื่นรายชื่อ เสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน

 


เปิดตัวแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ล่า 5 หมื่นรายชื่อ เสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน


วันนี้ (5 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.00 - 17.30 น. ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีกิจกรรม “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” ร่วมทบทวนประวัติศาสตร์ ทำความเข้าใจผลพวงของรัฐประหาร และร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการลบ “มรดกของคณะรัฐประหาร”


สืบเนื่องจากในปี 2569 นี้ กำลังจะครบ 50 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ผลพวงจากการรัฐประหารและการแก้ไขกฎหมายโดยคณะรัฐประหาร ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้น จากการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน


เครือข่ายฯ มีการเปิดแคมเปญให้ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 โดยระบุว่าเป็นกฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรมด้านที่มา และเนื้อหาเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร เพื่อลบล้างมรดกทางกฎหมายของการรัฐประหารในครั้งนั้น และแก้ไขอัตราโทษของความผิดในประมวลกฎหมายอาญาให้เหมาะสม


ภายหลังจากวงเสวนาที่ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ แล้วเสร็จ เวลาประมาณ 17.00 น. มีการเดินขบวนไปยังประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ใกล้หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่ออ่านแถลงการณ์เปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ก่อนยุติกิจกรรม


โดยแถลงการณ์ มีรายละเอียดดังนี้


แถลงการณ์เปิดแคมเปญ "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ"


หลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักถูกกล่าวถึงในฐานะหน้าประวัติศาสตร์อันโศกเศร้าในฐานะบทเรียนความรุนแรงของรัฐ แต่สำหรับพวกเราที่ชีวิตถูกหักรากถอนโคนด้วยน้ำมือของเผด็จการ อีกทั้งมรดกบาปของการรัฐประหารในวันนั้น ยังคงฝังรากลึกและทำหน้าที่กดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย อยู่จนถึงวินาทีนี้


ในตอนเย็นของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีการก่อการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างการปกครองโดยคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งของคณะหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขโทษของกฎหมายหลายมาตราให้สูงขึ้นทั้งหมิ่นศาลหมิ่นประมาทและอื่น ๆ รวมถึงมาตรา 112 ที่ต่างเป็นสาเหตุของคดีทางการเมืองและผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากในปัจจุบัน


จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่มีอยู่แล้ว แต่ผลพวงของกฎหมายยังคงอยู่ และยังมีการทำรัฐประหารซึ่งฉุดรั้งประเทศมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยโอกาสครบรอบ 50 ปีนี้ เราจึงอยากให้ 6 ตุลาเป็นวาระให้รับใช้ประชาชน โดยการร่วมกันยกเลิกประกาศดังกล่าว “ทั้งฉบับ”


นี่ไม่ใช่แค่การลบมรดกบาปในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น แต่เป็นการปักธงว่า คณะรัฐประหารและกฎหมายของพวกเขาที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นสิ่งที่ “มิอาจยอมรับได้และไม่ควรมีที่ยืนในสังคม” อีกต่อไป


พวกเราจึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมลงชื่อ เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม ไม่ว่าจะเป็นพวกเราหรือคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เราต่างได้รับผลกระทบของรัฐประหารด้วยกันทั้งนั้น การผสานพลังของพวกเราจะช่วยให้ประเทศไทย เป็น “ประชาธิปไตยขึ้นอีกก้าว” มาร่วมลงชื่อด้วยกัน เพื่อลบมรดกบาปรัฐประหารและเขียนอนาคตด้วยประชาชน


ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา

คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน

ขอบคุณ


ร่วมลงชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ได้ที่เว็บไซต์:

https://decoup6octsins.com


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ลบมรดกบาป6ตุลา #50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา