วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

“ปกรณ์วุฒิ” ผิดหวัง ป.ป.ช. ยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ยกข้ออ้างปรับปรุงบัญชีหลังศาลวินิจฉัยมาบ่งชี้ว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ได้ ซัดหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยคือศาลไม่ใช่ ป.ป.ช.

 


“ปกรณ์วุฒิ” ผิดหวัง ป.ป.ช. ยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ยกข้ออ้างปรับปรุงบัญชีหลังศาลวินิจฉัยมาบ่งชี้ว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ได้ ซัดหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยคือศาลไม่ใช่ ป.ป.ช.


วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน กรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงการยกคำร้องของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในคำร้องที่ปกรณ์วุฒิและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นในข้อหาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผล ป.ป.ช. โดยสรุป คือความสมบูรณ์ทาง “นิติกรรม” : นายศักดิ์สยามได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนหุ้นให้นาย ศ. (นอมินีตามคำวินิจฉัยศาล) เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี


การรับรู้และความเข้าใจของผู้ถูกกล่าวหา: เมื่อมีการจดทะเบียนโอนหุ้นทางเอกสารไปแล้ว นายศักดิ์สยามจึงรับรู้และเข้าใจตามข้อเท็จจริงทางทะเบียนว่าตนไม่ได้ครอบครองหุ้นดังกล่าวแล้ว และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารกิจการ เมื่อไม่ระบุในบัญชีทรัพย์สินจึงถือว่า "ขาดเจตนา" ในการปกปิด เนื่องด้วยเจ้าตัวเข้าใจว่าโอนหุ้นไปโดยชอบแล้ว จึงไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน ประกอบกับภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายศักดิ์สยามได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน และดำเนินการฟ้องร้อง นาย ศ. เพื่อให้โอนหุ้นคืน ป.ป.ช. จึงเห็นว่าพฤติการณ์ฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง


ปกรณ์วุฒิระบุว่าสิ่งที่ ป.ป.ช. ต้องพิสูจน์ในกรณีนี้คือเจตนาของศักดิ์สยามที่เกิดขึ้นก่อนปี 2562 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้าเป็น สส. ว่าวันก่อนหน้านั้นและวันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ศักดิ์สยามมี “เจตนาปกปิดทรัพย์สิน” หรือไม่ ดังนั้น การกระทำใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน หรือการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ นั้น ไม่สามารถพิสูจน์เจตนาย้อนหลังในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2562 ได้ คำถามก็คือ เอกสารหลักฐานเส้นทางการเงิน ซึ่งได้เคยถูกพิสูจน์ในชั้นศาล รธน.ไปแล้ว ว่าต้นทางของเงิน ที่ นาย ศ. นำมาซื้อหุ้น หจก. นั้น มาจาก นาย ศักด์สยาม เอง ทาง ป.ป.ช. ได้พิจารณาหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ และมีความเห็นว่า อย่างไรบ้าง 


ความสมบูรณ์ทาง “นิติกรรม” ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานโต้แย้ง เจตนาปกปิดได้ เนื่องจากกรณีนี้ เป็นการพิสูจน์ว่า การโอนหุ้นดังกล่าว เป็นการใช้ “นอมินี” หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ “นอมินี” คือ การทำธุรกรรมทาง “นิตินัย” แต่ไม่มีผลทาง “พฤตินัย” พูดแบบภาษาชาวบ้าน คือ ป.ป.ช. มีหน้าที่ พิสูจน์ว่ากรณีนี้ เป็นการ “ซุกหุ้น” หรือไม่ และแน่นอน ว่า หนึ่งในองค์ประกอบของการ “ซุกหุ้น” คือมีการทำธุรกรรมทางนิติกรรม โดยสมบูรณ์ .. และในโลกนี้ คงไม่มี “การซุกหุ้นโดยไม่เจตนา”


นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังไม่มีความเข้าใจในการทำหน้าที่ของตัวเอง ในกระบวนการยุติธรรมผู้ที่จะต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในคดีอาญาคือศาล ไม่ใช่ ป.ป.ช. เหมือนที่ตำรวจหรืออัยการไม่จำเป็นต้องพิจารณาจนสิ้นสงสัยจึงส่งฟ้อง หากตำรวจหรืออัยการเห็นว่ามีมูลก็ยื่นส่งฟ้อง และศาลก็มีหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยนั้นมีความผิดจึงจะพิพากษาว่ามีความผิดจริง ดังนั้น หาก ป.ป.ช.เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า “มีมูล” จะต้อง ชี้มูล และให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเอง


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าในกรณีนี้ ป.ป.ช. ต้องทำหน้าที่เสมือนตำรวจหรืออัยการ หากเห็นว่ามีมูลก็ต้องชี้มูลและให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเองว่าศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานแบบนี้ตั้งแต่ในชั้น ป.ป.ช. และหากจะใช้มาตรฐานเช่นนี้ ก็ยังมีข้อน่าสงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ คือเส้นทางการเงินในการโอนหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าภายในราว 10 นาทีต้นเงินนั้นมาจากศักดิ์สยามและนาย ศ. ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินี ป.ป.ช. ได้พิสูจน์หลักฐานเหล่านั้นหรือไม่ และให้เหตุผลใดในการบอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนาและไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน


อีกประเด็น คือ ในคดีนี้ ตนเป็นผู้ร้อง ร่วมกับ ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น แต่ในฝั่งผู้ร้อง ไม่เคยได้รับเอกสารรายงานความคืบหน้า และ หลังจาก ป.ป.ช.ได้มีมติ ยกคำร้อง ทางฝั่งผู้ร้องก็ไม่เคยได้รับเอกสารแจ้งผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. เลย 


ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสาร

1. รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด

2. คำชี้แจงของ นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยื่นชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ในคดีนี้

3. ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องกล่าวหา

4. รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าในกรณีนี้มีมาตรฐานมาแล้ว จากกรณีที่ศาลปกครองได้พิพากษาว่าเมื่อคดีจบแล้ว เอกสารเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไป และ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผย ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารเหล่านี้เป็นสาธารณะ และ หาก ป.ป.ช. ยังไม่เปิดเผย เอกสารดังกล่าว ภายในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นเอกสารขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมดด้วยตนเองต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

จม.จากเรือนจำ อานนท์ เขียน “ไผ่ ดาวดิน มนุษย์ผู้อับโชคในโลกหลังกำแพง

 


จม.จากเรือนจำ อานนท์ เขียน “ไผ่ ดาวดิน มนุษย์ผู้อับโชคในโลกหลังกำแพง


วันนี้ (30 เมษายน 2569) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 28 เม.ย. 69 ไผ่ ดาวดิน มนุษย์ผู้อับโชคในโลกหลังกำแพง


หลังจากไผ่ย้ายจากภูเขียวมาสืบพยานคดี ม. 112 ชุมนุมที่สนามหลวงปี 2563 เขาก็เริ่มกิน กินและกิน เพราะรู้ว่าที่แดน 4 มียิมสำหรับออกกำลังกาย จนน้ำหนักขึ้นเกือบ 85 กิโล เมื่อเดือนก่อนหลังจากคดีภูเขียวศาลฎีกาให้ประกันตัว ไผ่ดีใจใหญ่ ดูดีใจจนออกนอกหน้า 


“เสี่ยไผ่” บริจาคเสื้อผ้าข้าวของจนหมดตู้ล็อกเกอร์สั่งให้แฟนซื้อข้าวกล่องมาแจกเพื่อนเพื่อนกว่า 30 กล่องระหว่างที่รอคำสั่งประกันคดี ม.112 ของศาลอาญาคดีสุดท้าย ปรากฏว่าศาลกลับไม่ให้ประกันตัว เอาไงล่ะ ของก็แจกไปหมดแล้วก็ต้องขอคืนสิครับท่าน 555+ 


ไผ่ดูนอย ๆไป 2-3 วัน จากนั้นก็กลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง ออกอย่างหนัก ทั้งยกเวท ทั้งกระโดดเชือก ชกมวย แต่! สวรรค์ก็ยังกลั่นแกล้งไผ่ ช่วงสงกรานต์หลังปิดขังอยู่ดีๆหลังคาโรงยิมก็พังลงมา ทำให้ต้องปิดโรงยิมเพื่อซ่อมแซม ตอนนี้ไผ่ได้แต่นอนอ่านหนังสือและเล่นกับแมว


วันก่อน (26 เมษายน) ท่ามกลางแดดที่ร้อนผ่าว แม้แรมเดือน มีเพื่อน(พี่) ผู้ต้องขังที่อยู่ด้วยกันรำพึงว่าวันนี้ฝนน่าจะตก ไผ่เอ่ยส่วนขึ้นมาทันทีว่า “ไม่ตกหรอก” ถ้าจะยอมซื้อต้มเลือดหมูมาเลี้ยงเลยสามถุง


ตกบ่าย จากแดดร้อนลมก็เริ่มพัดมา ฟ้าเริ่มครึ้มๆ สีหน้าไผ่ดูไม่ค่อยดีสักพักฝนก็เทลงมา 555+ ต้มเลือดหมูของเช้าวันที่ 27 ช่างอร่อยจริง ๆ


รักและคิดถึงทุกคน

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 7 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่าง ๆ ที่ยังไม่สิ้นสุด โทษรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

สส.ปชน. เตือนคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” กระทบสถาบันการเมือง แฉ IO เบี่ยงประเด็น จี้กองทัพหยุดปฏิบัติการในประเทศ

 


สส.ปชน. เตือนคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” กระทบสถาบันการเมือง แฉ IO เบี่ยงประเด็น จี้กองทัพหยุดปฏิบัติการในประเทศ


วันที่ 30 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์, พร้อมกับ ชยพล สท้อนดี สส.กทม.เขต 8 และ เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.เขต 18 พรรคประชาชนและกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ ได้แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา หลังประธานสภาฯ ปฏิเสธการตั้งคณะกรรมการติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชน


รอมฎอนกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความกังวลว่า สภาผู้แทนราษฎรมีการดำเนินการน้อยเกินไปต่อการติดตามคดีลอบยิงดังกล่าว ซึ่งเมื่อเช้าประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้สนทนากับตน โดยบอกว่าข้อเสนอของตนนั้น ที่เสนอให้ใช้อำนาจในฐานะประธานสภา ตั้งกลไกในการติดตาม ตรวจสอบ ถ่วงดุลคดีนี้ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า การดำเนินคดีนี้และการดำเนินงานของพนักงานสอบสวนในฝ่ายบริหาร จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งประธานสภาเห็นว่ายังไม่มีอุปสรรค โดยตนเองก็ยังไม่มีเวลาที่จะสนทนามาก ตนจึงอยากจะสื่อสารต่อพี่น้องประชาชนว่า แท้จริงแล้วมีอุปสรรคพอสมควร 


รวมถึงมีข้อกังขาและข้อสงสัยอยู่ว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและความคืบหน้าของคดีเป็นอย่างไร ต้องเรียนต่อพี่น้องประชาชนว่า ณ วันนี้ เพื่อน สส. ที่มาจากเขตเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงตนเองนั้น ก็ต้องระวังตัว ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงในการทำหน้าที่ สส. อย่างกมลศักดิ์เองก็ลาประชุมมา 2 สัปดาห์แล้ว เพราะต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่ ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีต่อ สส. คนใดคนหนึ่ง แต่กำลังท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีมาตรการป้องกัน


รอมฎอนกล่าวต่อว่า คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีส่วนตัว แต่เป็นคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมือง เพราะมีความเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมืองบางอย่าง ประชาชนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าจะมีความพยายามในการตัดตอนหรือเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่ และพนักงานสอบสวนจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานหรือไม่ ก็ต้องเรียนตามตรงว่าข้อสังเกตนี้ก็นำมาซึ่งข้อเสนอแนะให้ทางรัฐบาลได้พิจารณา ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารกมลศักดิ์เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นกลางและเป็นมืออาชีพจริง ๆ คาดหวังเพียงตำรวจในท้องที่อาจจะไม่เพียงพอแล้ว ตนก็อยากฝากเรื่องดังกล่าวให้รัฐบาลได้พิจารณา


ทางชยพลกล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและได้มีคนเรียกร้องขึ้นมานั้น ก็จะถูกใช้กลยุทธ์ในการสร้างภาพจำ หรือความพยายามที่จะเบี่ยงประเด็น มีความพยายามที่จะกลบข่าวข้างต้น ตนอยากจะชวนทุกคนย้อนกลับมาดูข้อมูลที่ตนใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือยุทธศาสตร์ของการทำ IO ที่อยู่ในเอกสารของหน่วยงานราชการ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ซึ่งมีการระบุไว้อยู่แล้วถึงกลยุทธ์ในการสร้างภาพจำ ซึ่งจะเห็นได้จากที่รอมฎอนและบุคคลอื่นก็กำลังเผชิญอยู่ โดยกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มการโจมตี IO นั้น ก็มีการระบุไว้แล้วว่าแต่ละกลุ่มจะต้องสร้างภาพจำอย่างไรบ้าง


หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตนเกี่ยวข้องกับทีม IO ทีมดังกล่าวก็ได้หายไประยะหนึ่ง ตนได้สังเกตว่ากลุ่มดังกล่าวได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาที่ตึงเครียด ซึ่งมีนโยบายจากส่วนกลางของกองทัพกระจายไปแต่ละหน่วยงาน คือเป็นการผลักดันให้กำลังพลออกมาทำคอนเทนต์ เพื่อช่วยสื่อสารในมุมของกองทัพ ซึ่งก็จะมีทั้งด้านสว่างและด้านมืด


ด้านสว่างก็จะเป็นการสื่อสารภารกิจทั่วไปของกองทัพ แต่ส่วนด้านมืดก็จะไล่โจมตีกลุ่มต่าง ๆ ตามสถานการณ์การเมือง ว่าสังคมตอนนั้นกำลังสนใจประเด็นอะไรอยู่ อย่างเช่นกองทัพเรือมีเอกสารคำสั่งจากทาง ผบ.ทร. ว่าให้รวบรวมรายชื่อกำลังพลที่จะสามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แล้วส่งชื่อกลับไปที่ส่วนกลาง ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือการเบี่ยงประเด็นจากสิ่งที่เราควรจะสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการโจมตี การคุกคาม และการใช้กำลัง จนเป็นอันตรายต่อชีวิตจากการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ตนอยากจะเชิญชวนให้พี่น้องสื่อมวลชนสนใจในประเด็นตั้งต้น คือการที่เพื่อน สส. ถูกลอบสังหาร โดยมีทรัพยากรของหน่วยงานรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง และพยายามช่วยกันเข็นสังคมให้อยู่กับประเด็น และอย่าหลงประเด็นคล้อยตามกับสิ่งที่ IO พยายามจะเบี่ยงเราไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน







“จุลพันธ์” ลั่น นำไรเดอร์-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่ระบบประกันสังคม ก่อนสิ้นปี


“จุลพันธ์” ลั่น นำไรเดอร์-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่ระบบประกันสังคม ก่อนสิ้นปี


วันนี้ (30 เมษายน 2569) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เป็นประธานเปิดงาน "SAFE DRIVE SAFE LIFE" เพื่อมุ่งเน้นให้ความรู้ วัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งไรเดอร์และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง


นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กลุ่มไรเดอร์และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นอาชีพอิสระ มีผู้ประกอบอาชีพนี้กว่า 2 แสนคน ที่อยู่นอกระบบการประกันสังคม ตนเห็นว่าการประกอบอาชีพดังกล่าว เป็นอาชีพสุจริตที่ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงครอบครัว แต่ต้องยอมรับว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ เพราะชีวิตต้องอยู่บนเส้นทางสัญจรบนท้องถนนตลอดเวลา ตนจึงขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน 


นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่าเพื่อเป็นหลักประกันในชีวิตของทุกคน ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอยืนยันว่าจะพยายามผลักดันนำกลุ่มบุคคล ผู้ประกอบการอาชีพนี้เข้าสู่ระบบประกันสังคมให้ได้ภายในสิ้นปี 2569 นี้


ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้เป็นประธานมอบหมวกกันน็อค พร้อมปล่อยขบวนรถมอเตอร์ไซค์ ผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มาร่วมงาน กว่า 200 คัน รวมทั้งเยี่ยมชมบูธของแต่ละหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ กว่า 10 บูธ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #ไรเดอร์ #ประกันสังคม









พริษฐ์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน รับหนังสือภาคประชาชน-ผู้เสนอร่าง ผนึกกำลังจี้ ครม. ให้มีมติให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อ ย้ำรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับฤดูฝุ่นล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วค่อยมาตามแก้ไข

 


พริษฐ์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน รับหนังสือภาคประชาชน-ผู้เสนอร่าง ผนึกกำลังจี้ ครม. ให้มีมติให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อ ย้ำรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับฤดูฝุ่นล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วค่อยมาตามแก้ไข


วันที่ 30 เมษายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ได้มารับหนังสือจากตัวแทนของภาคประชาชนเกี่ยวกับการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว ซึ่งกำลังรอมติจากคณะรัฐมนตรีที่จะต้องยืนยันก่อนวันที่ 12 พฤษภาคม เพื่อให้ร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาและเพื่อไม่ให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป


ตัวแทนจากภาคประชาชนกล่าวว่า วันนี้พวกตนมาแสดงความกังวลผ่านทางฝ่ายค้าน เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลบอกว่าจะส่งร่างอากาศสะอาดที่ค้างอยู่มาที่รัฐสภาให้ได้ไปต่อ แต่รัฐบาลยังไม่ได้มีมติดังกล่าว จึงมีความกังวลหลายเรื่อง ทั้งรัฐบาลจะส่งมาจริงหรือไม่ และถ้าส่งมาจริง รัฐสภาจะเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งหากได้ไปต่อในชั้นกรรมาธิการของ สว. แล้ว สว. จะเปลี่ยนแปลงร่างดังกล่าวหรือไม่อย่างไร ซึ่งพวกตนเห็นถึงความสำคัญของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน วันนี้พวกตนจึงขอยื่นหนังสือ เพื่อให้ทางฝ่ายค้านสนับสนุนอย่างเต็มที่ และฝากความหวังไว้กับฝ่ายค้านด้วย


ทางด้านพริษฐ์กล่าวว่า ตนขอเป็นตัวแทนของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีความเห็นตรงกันว่า พร้อมที่จะทำเต็มที่และใช้ทุกกลไก เพื่อให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่จากสภาชุดที่แล้ว สามารถไปต่อได้และบังคับใช้ในประเทศนี้โดยเร็ว


พริษฐ์กล่าวต่อว่า ขั้นตอนในการทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อนั้น มีสองขั้นตอนหลัก ๆ ขั้นตอนแรกคือ ครม. จะต้องมีมติยืนยันให้ร่างดังกล่าวได้ไปต่อก่อนวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็น 60 วันหลังที่มีการประชุมสภานัดแรก ทางวิปฝ่ายค้านจะติดตามและตรวจสอบมติ ครม. อย่างใกล้ชิด พวกตนมีความเข้าใจว่า ครม. จะมีมติในการตัดสินใจว่าจะให้ร่างกฎหมายฉบับใดได้ไปต่อหรือไม่ไปต่อ ในการประชุม ครม. วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เพราะฉะนั้น ทางด้านวิปฝ่ายค้านจึงได้ออกหนังสือเชิญตัวแทนจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาร่วมประชุมกับวิปฝ่ายค้าน คู่ขนานกับการประชุม ครม. ในเช้าวันอังคาร 5 พฤษภาคม  หาก ครม. มีมติใดให้ร่างใดไปต่อ แล้วพวกตนเห็นด้วย ก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่หากมีร่างใดที่พวกตนเห็นว่าควรได้ไปต่อ (เช่น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด) แต่หาก ครม. ไม่มีมติยืนยันออกมาในวันที่ 5 พฤษภาคม พวกตนจะได้ซักถามถึงเหตุผลจากตัวแทนคณะรัฐมนตรี และเสนอแนะกลับไปว่าให้กลับไปทบทวน เพื่อให้มีมติในการประชุม ครม. ครั้งถัดไปในวันที่ 12 พฤษภาคม ทันตามกรอบเวลาที่ยังสามารถมีมติได้


สำหรับขั้นตอนที่สอง คือหากสมมติว่า ครม. ได้มีมติยืนยันให้ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้ได้ไปต่อ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งเข้ามาในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา คือ สส. และ สว. รวมกัน ซึ่งถ้ากฎหมายจะได้ไปต่อ จะต้องมีมติเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา ตนได้คำนวณตัวเลขดูคร่าว ๆ สส. และ สว. รวมกัน 700 คน ต้องการ 350 เสียง ดังนั้นหากพรรคร่วมรัฐบาลลงมติเห็นชอบให้กฎหมายดังกล่าวไปต่อได้ เมื่อบวกตัวเลขของ สส. ในซีกฝ่ายค้านที่พร้อมจะลงมติเห็นชอบอยู่แล้ว ร่างดังกล่าวจะได้มติเห็นชอบจากรัฐสภาให้ไปต่อได้แน่นอน


พวกตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ว่าจะในที่ประชุม ครม. ก็ดี หรือในการลงมติในรัฐสภาก็ดี จะนึกถึงสุขภาพและปอดของพี่น้องประชาชนไทยทุกคน หากการตัดสินใจใด ๆ ที่ทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ทำกันมาอย่างยาวนานในสภาชุดที่แล้วไม่ได้ไปต่อ จะไม่ได้เป็นเพียงการทิ้งงานที่ได้ร่วมผลักดันกันมาหลายปี แต่จะเป็นการโยนทิ้งรายชื่อของพี่น้องประชาชน ที่ได้เข้าชื่อกันผ่านกลไกทางการของสภาประมาณ 26,500 รายชื่อ ซึ่งตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะไม่ตัดสินใจเช่นนั้น


พริษฐ์กล่าวปิดท้ายว่า แม้ในกรณีที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด สามารถผ่านไปได้ และประกาศบังคับใช้ ตนก็มองว่าภารกิจยังไม่เสร็จสิ้นเพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่พวกตนอยากเห็น คือการที่รัฐบาลใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่จะมีมากขึ้นจาก พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อนำมาเตรียมการต่อการรับมือกับฤดูฝุ่นในปีถัดไป อย่าปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วมาวัวหายล้อมคอก แต่ต้องพยายามใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีมากขึ้นในการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการจัดสรรงบประมาณ หรือการเพิ่มแรงจูงใจในการลดมลพิษหรือฝุ่น PM2.5 ที่แหล่งผลิตหรือที่ต้นตอ


ทั้งหมดนี้ก็เป็นคำสัญญาของพวกตนในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ที่จะร่วมขับเคลื่อนไปกับพี่น้องประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรบอากาศสะอาด





“ณัฐพงษ์” ถามกระทู้รัฐบาล “พิพัฒน์” เอี่ยว “เสี่ยตือ” ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ สุดเซ็งทั้งนายกฯ-พิพัฒน์ไม่มาตอบ จี้นายกฯ อย่าสองมาตรฐาน ย้อนความกดดันให้ “วรภัค” ลาออกได้แต่ทำไมไม่ทำแบบเดียวกันกับพิพัฒน์

 


ณัฐพงษ์” ถามกระทู้รัฐบาล “พิพัฒน์” เอี่ยว “เสี่ยตือ” ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ สุดเซ็งทั้งนายกฯ-พิพัฒน์ไม่มาตอบ จี้นายกฯ อย่าสองมาตรฐาน ย้อนความกดดันให้ “วรภัค” ลาออกได้แต่ทำไมไม่ทำแบบเดียวกันกับพิพัฒน์


วันที่ 30 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ต่อกรณีความเกี่ยวข้องของบุคคลในรัฐบาลต่อการกักตุนน้ำมัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบกระทู้แทน ขณะที่พิพัฒน์ได้มอบหมายให้ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน


อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ระบุว่าความจริงแล้วตนได้มีความพยายามสื่อสารไปตั้งแต่เมื่อวาน ตลอดจนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ไปถึงสำนักประธานสภาสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหารือโดยตรงกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าตนมีความประสงค์ในการตั้งกระทู้ถามสดต่อบุคคลสองคนเท่านั้นในรัฐบาลชุดนี้ คือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ ประเด็นที่ตนจะตั้งกระทู้ถามสดไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดังนั้น ตนจึงขอใช้เวลาในการตั้งกระทู้ถามลอยในที่ประชุมแห่งนี้ ส่งเป็นคำถามล่วงหน้าให้นายกรัฐมนตรีหรือพิพัฒน์ได้มาตอบในที่ประชุมในคราวต่อไป


โดยสิ่งที่ตนจะถามกระทู้ในวันนี้ เป็นกรณีสืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามของ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนำมาสู่การร่วมตรวจคลังน้ำมันใน จ.เพชรบุรี ซึ่งพบข้อพิรุธหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่คลังน้ำมันภายใต้ความรับผิดชอบของกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันและมีท่อเชื่อมถึงกัน มีปัญหาการปิดผนึกหลายถัง


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งที่ตนต้องถามโดยตรงถึงนายกรัฐมนตรีและพิพัฒน์ เพราะเรื่องใหญ่ที่เราพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลตอบต่อสังคมจนถึงวันนี้ ทั้งสองคนยังไม่ได้ให้ความชัดเจน นั่นคือเหตุบังเอิญและข้อสงสัยว่ากรณีการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้ กำลังมีส่วนพัวพันโยงกับเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ และมีส่วนพัวพันกับบุคคลระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้นี้หรือไม่


โดย 5 เหตุบังเอิญหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่อยู่รายล้อมนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้ ประกอบไปด้วย


1) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเจ้าของคลังน้ำมันที่ จ.เพชรบุรี ที่มีการขายให้กับบริษัท BCPG บริษัทลูกของบางจากในปี 2566 ด้วยมูลค่าที่สูงเกินจริงถึง 9,000 ล้านบาท ทั้งที่มีการประเมินราคาไว้เพียง 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน่าสงสัยว่าการซื้อแพงเกินจริงขนาดนี้ทำไปเพื่ออะไร


2) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเจ้าของคาสิโนหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งกัมพูชา ที่อาจมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ ที่กำลังจะมาฮุบบริษัทบางจากผ่านการซื้อหุ้น


3) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นพ่อของบุตรชาย บุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในคดีการฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ เป็นคนออกมายืนยันต่อสื่อมวลชนเองว่าลูกชายของเสี่ยตือคนนี้ มีความพยายามในการติดสินบน 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการยุติการดำเนินคดีเครือข่ายทุนเทาและเว็บการพนัน


4) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นพ่อของบุตรสาว ผู้ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันใน จ.อ่างทอง ที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้รังสิมันต์ว่าขณะนี้ดีเอสไอกำลังสอบสวนการลักลอบและกักตุนน้ำมันใน จ.อ่างทองอยู่


5) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเพื่อนของรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ ซึ่งพิพัฒน์เองก็ยอมรับต่อสื่อมวลชนเมื่อสองวันที่แล้ว เมื่อถูกถามว่าสัญญาปล่อยกู้เงินที่พิพัฒน์ให้บริษัทเครือข่ายของเสี่ยตือกู้เงินกว่า 100 ล้านบาทมีรายละเอียดเป็นอย่างไร พิพัฒน์ไม่ได้ตอบประเด็นเรื่องเงินกู้ แต่ตอบมาว่า “ตัวเองมีเพื่อนสักคนลำบากมากเลยหรือ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าทั้ง 5 ข้อนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญทั้งหมด แต่เป็น “เหตุบังเอิญพลัส” ในรัฐบาลชุดนี้ ยังมีเหตุบังเอิญอีกหลายอย่างที่พวกตนได้ไปตรวจสอบมา ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าความบังเอิญในการกักตุ้นน้ำมันเกี่ยวข้องกับเครือข่ายไอ้โม่ง ที่อาจจะเกี่ยวข้องโยงใหญ่กับเครือข่ายทุนเทา อาชญากรข้ามชาติ และบังเอิญเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลนี้ ทั้งหมดไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่เป็นคำถามที่สังคมไทยไม่ได้ไม่เคยได้รับคำตอบจากสองบุคคลในรัฐบาลนี้เลย คือจากนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์


และในเมื่อวันนี้พิพัฒน์ไม่ได้มาตอบโดยตรง ตนจึงขอฝากอีกหนึ่งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตอนที่นายกเคยยกหูหา วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง จากกรณีที่มีข่าวว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ แต่กับกรณีนี้พิพัฒน์ ที่ได้ยอมรับต่อสื่อมวลชนโดยตรงแล้วว่าเป็นเพื่อนกับเสี่ยตือ ซึ่งเครือข่ายของเสี่ยตืออาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและอาชญากรข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติต่อพิพัฒน์อย่างไร หรือจะปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน เพียงเพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายเงินที่สำคัญให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่


ทางด้านสิริพงศ์ ได้ตอบเพียงสั้น ๆ ว่าในทุกประเด็นที่ฝากมา ตามความเข้าใจของตนไม่ได้เกี่ยวกับหน้าที่ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม แต่ก็เป็นปัญหาที่ต้องมีคำตอบให้สังคม ตนจะนำเรียนต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป หลายเรื่องได้มีการดำเนินในชั้นดีเอสไอแล้ว ซึ่งผู้ที่เหมาะสมมาตอบน่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เป็นผู้กำกับดูแลดีเอสไอโดยตรง ตนส่วนตนก็ขอรับประเด็นเอาไว้และขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“จุลพันธ์” เผยผลสอบงบการเงิน สปส. ปี 68 เร่งหน่วยงานแก้ไขปมบัญชีคลาดเคลื่อน ย้ำต้องโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นผู้ประกันตน


“จุลพันธ์” เผยผลสอบงบการเงิน สปส. ปี 68 เร่งหน่วยงานแก้ไขปมบัญชีคลาดเคลื่อน ย้ำต้องโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นผู้ประกันตน


วันที่ 30 เมษายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินหน้าเชิงรุกสั่งการด่วนให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งตรวจสอบและชี้แจงกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินประจำปี 2568 โดยเน้นย้ำต้องมีความชัดเจนและโปร่งใสที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน


นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนในทุกประเด็นที่ สตง. ตั้งข้อสังเกต โดยตนกำชับว่าการบริหารจัดการเงินกองทุนและการจัดทำบัญชีต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ทรัพย์สินและเงินทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนจะต้องได้รับการดูแลอย่างรัดกุม ตรวจสอบได้ และต้องยกระดับมาตรฐานการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สังคม โดยล่าสุดได้รับรายงานการชี้แจงว่า ปัญหาดังกล่าว “ไม่ใช่กรณีเงินกองทุนสูญหาย” แต่เป็นข้อขัดข้องทางเทคนิคในการกระทบยอดตัวเลขทางบัญชี ระหว่างระบบบัญชีภายใน (E-Form-GL) กับระบบบัญชีภาครัฐ (New GFMIS Thai) ที่รูปแบบข้อมูลไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การลงรายการบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนตามข้อมูลสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง


สำหรับประเด็นความแตกต่างในบัญชีสินทรัพย์ สปส. ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องในการปรับปรุงข้อมูลระหว่าง "ทะเบียนคุมครุภัณฑ์" และ "ระบบ GFMIS" ให้เป็นปัจจุบัน โดยสาเหตุจากการบันทึกรายการในระบบ GFMIS ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีการลงรายการซ้ำซ้อน หรือบางรายการจำหน่ายออกไปแล้วแต่ระบบยังไม่อัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน


ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำชับให้หน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหา ทั้งการยืนยันตัวเลขทรัพย์สิน โดยจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเปรียบเทียบรายการบัญชีและรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด เพื่อยืนยันต่อ สตง. ว่ารายการที่เป็นส่วนต่างนั้นมีทรัพย์สินรองรับอยู่จริงโดยเร็วที่สุด การจัดระบบทะเบียนครุภัณฑ์ใหม่ ป้องกันความบกพร่องในการบันทึกข้อมูล ซึ่งได้กำชับหน่วยปฏิบัติงานทั่วประเทศให้ตรวจนับสินทรัพย์จริง (Physical count) และปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตรงกันทันที รวมทั้งเพิ่มความรัดกุมในการบริหารจัดการ อุดช่องว่างงานเอกสารด้วยการเสริมมาตรการตรวจสอบภายในที่เข้มงวด ป้องกันความผิดพลาดในการลงรายการ และเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลสินทรัพย์ให้ถูกต้องแม่นยำ


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนจะติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับปรุงข้อมูลบัญชีและทรัพย์สินในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบบริหารจัดการที่ไร้ช่องโหว่ เพื่อรักษาความมั่นคงของกองทุนและสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกันตนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #กระทรวงแรงงาน #ประกันสังคม