พรรคประชาชนจี้รัฐบาลเร่งอนุมัติงบกลาง จ่ายเยียวยาพื้นที่ ‘น้ำท่วมขังเกิน 1 เดือน’ เพิ่มเติมแบบขั้นบันได ชี้เกณฑ์ปัจจุบันคิดเหมาเข่ง ท่วมสั้น-ท่วมนานได้เท่ากันหมด ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน นำโดย สส., อดีต สส., และอดีตผู้สมัคร สส. ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และนครปฐม ซึ่งต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังมายาวนานเกินกว่า 1 เดือน ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง โดยส่งข้อเรียกร้องให้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัย การชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สภาผู้แทนราษฎร นำไปพิจารณาต่อ
ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ทางพรรคประชาชนได้รับการร้องเรียนจากตัวแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นการทวงถามและเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อให้เกิดการชดเชยค่าเสียโอกาสของพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมในระยะยาวหรือกินเวลานานเกินกว่าหนึ่งเดือนขึ้นไป ซึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้เคยหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาทวงถามรัฐบาลแล้วว่า เหตุใดพื้นที่ที่น้ำท่วมขังเกินหนึ่งเดือนจึงไม่ได้รับการเยียวยาแบบเป็นขั้นบันไดหรือการชดเชยที่เหมาะสมเหมือนกับเหตุการณ์น้ำท่วมระยะสั้นในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับเงินช่วยเหลือตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างรวดเร็ว
ทวิวงศ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวมีความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด หากพิจารณาจากกรณีน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 3-5 วัน ประชาชนจะได้รับการชดเชยค่าช่วยเหลือตามเกณฑ์มาตรฐานในทันที แต่ในส่วนของพี่น้องประชาชนในส่วนภูมิภาคโดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และจังหวัดรอบข้าง ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ รวมระยะเวลานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เพียงระยะเวลาไม่กี่วัน ประชาชนต้องสูญเสียโอกาสทางอาชีพ ขาดรายได้ เกษตรกรไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ พื้นที่ทำกินกลายเป็นพื้นที่รับน้ำและไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตใด ๆ ได้เลย รวมถึงผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้การเยียวยาเพียงแค่เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามเกณฑ์ปกติไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
ทวิวงศ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงปีก่อนๆ รัฐบาลชุดก่อนหน้าเคยรับข้อเสนอของพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนไปดำเนินการ โดยมีการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาค่าเสียโอกาสแบบขั้นบันไดให้กับพี่น้องชาวอยุธยาที่น้ำท่วมขังยาวนาน 3-4 เดือน ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 4 เดือน ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีอำนาจเต็มและมีกลไกงบประมาณที่พร้อมกว่า จึงควรสานต่อมาตรการดังกล่าวให้ต่อเนื่อง โดยสามารถเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้งบประมาณกลางเพิ่มเติมในการจ่ายเงินชดเชยค่าเสียโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ที่น้ำท่วมขังยาวนานเกิน 1 เดือน เช่น หากคำนวณจากจำนวนครัวเรือนที่น้ำท่วมยาวนาน ณ ตอนนี้กว่า 1 แสนหลังคาเรือน รัฐบาลสามารถจ่ายเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท โดยใช้งบกลางเบื้องต้นราว 500 ล้านบาทมาช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้ทันที และหากปีนี้เกิดโชคดี หลายพื้นที่ท่วมเกิน 1 เดือนมาแค่เดือนเดียว รัฐบาลก็สามารถเพิ่มการชดเชยเป็นเดือนละ 9,000 บาทให้เท่ากับการชดเชยเยียวยาตามระบบปกติได้ เพื่อคืนความเป็นธรรมและลดความเดือดร้อนให้กับประชาชน
ด้านเจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีว่า พื้นที่หลักที่ได้รับผลกระทบคืออำเภอเมืองและอำเภอสามโคก ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันกินเวลานานเกินกว่า 1 เดือนแล้ว และระดับน้ำยังคงขึ้นลงสลับกันไปตามอิทธิพลของการระบายน้ำและน้ำทะเลหนุน โดยชาวบ้านต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังจนกว่าจะถึงช่วงลอยกระทงในปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสะท้อนว่าพี่น้องประชาชนต้องแบกรับความเดือดร้อนในระยะยาว จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเป็นรายเดือนให้กับประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ลุ่มต่ำเช่นเดียวกับแนวทางปฏิบัติที่เคยมีมา
เจษฎาขยายความถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ริมคลองว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสายต่าง ๆ เช่น คลองรังสิต คลองบางหลวงเหนือ คลองบางหลวงใต้ และคลองบางหลวงวัดพระ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำเน่าเสียและภาวะน้ำท่วมขังซ้ำซากทุกปี แต่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังพบปัญหาสำคัญเรื่องประตูน้ำและการบริหารจัดการน้ำ โดยประตูน้ำหลายแห่งในจังหวัดปทุมธานีไม่มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำถาวร ทำให้เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน หน่วยงานราชการต้องนำเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่หรือเครื่องสูบน้ำขับเคลื่อนด้วยน้ำมันมาติดตั้งชั่วคราว ซึ่งส่งเสียงดังรบกวนและไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่เพื่อช่วยสูบน้ำออกจากชุมชนริมคลอง จึงอยากฝากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดหาและติดตั้งเครื่องสูบน้ำถาวรให้กับประตูน้ำทุกแห่งในปทุมธานีเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ขณะที่กิตติภณ ปานพรหมมาศ อดีต สส.นครปฐม พรรคประชาชน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพี่น้องเกษตรกร ชาวบ้าน และผู้ใช้แรงงานในหลายอำเภอมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว พี่น้องประชาชนต้องสูญเสียรายได้และทรัพย์สิน ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำเน่าเสียที่เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมจนไม่สามารถทำมาหากินได้ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่สะท้อนความเดือดร้อนที่แท้จริงจากภาครัฐ
กิตติภณกล่าวต่อไปว่า ตนขอเรียกร้องไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลว่า อยากให้ตระหนักว่าผู้แทนราษฎรทุกคนต่างเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ไม่ควรจำกัดบทบาทอยู่เพียงแค่การสนับสนุนฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงและสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ถูกละเลย โดยเฉพาะชาวลุ่มน้ำท่าจีนที่เผชิญวิกฤตน้ำท่วมซ้ำซากและยาวนาน รัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยแผนการบริหารจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและวางแผนชีวิตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์อุทกภัย
ส่วนศุกติชา ตันเจริญ อดีตผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน กล่าวว่า จังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะพื้นที่ปลายน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งรับมวลน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายก เริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา แม้ในปัจจุบันระดับน้ำในบางพื้นที่จะเริ่มลดลงแล้ว แต่พื้นที่ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่หนองน้ำธรรมชาติ เช่น ตำบลคลองเขื่อน อำเภอบางคล้า ตำบลหัวไทร และพื้นที่รอบนอก รวมถึงชุมชนริมน้ำต่าง ๆ ยังคงจมอยู่ใต้น้ำในระดับสูง ประชาชนสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร สวนมะม่วง สวนมะพร้าว บ่อปลา และบ่อกุ้ง เสียหายร้อยเปอร์เซ็นต์ และต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก จึงต้องการให้ภาครัฐเร่งสำรวจความเสียหายอย่างครอบคลุมและเยียวยาเกษตรกรอย่างเป็นธรรม
และสุดท้าย ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.นนทบุรี เขต 2 พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัย การชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ กล่าวสรุปว่า คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ศึกษาและจำแนกปัญหาอุทกภัยออกเป็นประเด็นหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันจากน้ำป่าไหลหลาก ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและพื้นที่รับน้ำที่ต้องจมอยู่นานนับเดือน และปัญหาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในระบบการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาของรัฐบาลในปัจจุบัน ที่มักกำหนดอัตราการช่วยเหลือเท่ากันหมดโดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาความเสียหายที่แท้จริง
ปัญญารัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ประชาชนที่เผชิญน้ำท่วมขังระยะสั้น 3-5 วัน กับประชาชนที่ต้องจมน้ำนานกว่า 1 เดือนหรือนานถึงครึ่งปีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี กลับได้รับการเยียวยาในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง คณะอนุกรรมาธิการฯ จึงได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยเสนอให้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยารายเดือนสำหรับกรณีที่น้ำท่วมขังเกิน 30 วันขึ้นไป ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท รวมถึงการกำหนดอัตราการชดเชยสำหรับพื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่ชะลออุทกภัย ในอัตราไร่ละ 1,400 บาท สำหรับพื้นที่ไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน เพื่อให้การช่วยเหลือมีความครอบคลุมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
ปัญญารัตน์กล่าวย้ำว่า แม้ภาครัฐจะมีโครงการประกันภัยพิบัติหรือมาตรการช่วยเหลือตามระเบียบเดิม แต่จากการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าความคุ้มครองยังคงจำกัดอยู่เพียงแค่การเสียชีวิต ค่ารักษาพยาบาล หรือการซ่อมแซมบ้านเรือนเบื้องต้นเท่านั้น โดยยังไม่มีการครอบคลุมถึงการชดเชยรายได้หรือค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ จะเร่งสรุปรายงานข้อเสนอแนะทั้งหมดส่งมอบให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมทั้งเตรียมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมและการเยียวยาประชาชนได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #เยียวยาน้ำท่วม