วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

'ณัฐพงษ์' บรรยาย มธ. ชี้สมรภูมิ Geopolitics โลก ไทยต้องสร้าง 'อำนาจต่อรอง'

 


'ณัฐพงษ์' บรรยาย มธ. ชี้สมรภูมิ Geopolitics โลก ไทยต้องสร้าง 'อำนาจต่อรอง'


วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บรรยายในหัวข้อ ‘Geopolitics: Thailand, ASEAN, and the World’ ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกล่าวถึงสมรภูมิที่แต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญในสถานการณ์โลกปัจจุบัน


ณัฐพงษ์ระบุว่า เมื่อพูดถึง ‘Geopolitics’ หรือภูมิรัฐศาสตร์ มีคำสำคัญคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง นั่นคือ ‘การสร้างอำนาจต่อรอง’ เพราะเมื่อประเทศต่าง ๆ พูดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจ ประเทศอำนาจขนาดกลาง หรือแม้แต่ประเทศอื่น ๆ ก็หมายความว่าประเทศเหล่านั้นกำลังหาทางสร้างอำนาจต่อรองให้ตัวเองในแต่ละสมรภูมิ


ณัฐพงษ์ยกตัวอย่างสมรภูมิที่แต่ละประเทศกำลังแข่งขันกัน 6 สมรภูมิ ได้แก่ สมรภูมิบนพื้นโลก ซึ่งมีขอบเขตชายแดนทางบกและทางทะเล สมรภูมิบนอากาศ เช่น อากาศยานและโดรน สมรภูมิใต้พื้นโลก ซึ่งเป็นการแย่งชิงแร่สำคัญและแร่หายาก สมรภูมินอกโลก ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม และการเดินทาง สมรภูมิการค้า เช่น กำแพงภาษีและ Supply Chain ที่มหาอำนาจพยายามแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานส่วนสำคัญ และสมรภูมิโลกดิจิทัล ซึ่งแข่งขันกันด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และการประมวลผล


สำหรับการบรรยายครั้งนี้ ณัฐพงษ์ยกตัวอย่าง 3 สมรภูมิ ได้แก่ สมรภูมิทางการค้า สมรภูมิดิจิทัล และสมรภูมิเพื่อนบ้าน รวมถึง ‘ทางเลือกของไทย’ ในฐานะประเทศอำนาจขนาดกลาง


[ สมรภูมิการค้า (Trade War & Supply Chain) ]


ในอดีต ช่วงยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศที่มีความมั่งคั่งพยายามขยับไปอยู่ในภาคบริการที่มีส่วนต่างของกำไรสูง และย้ายโรงงานผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูก แต่ปัจจุบันสหรัฐฯ ตระหนักแล้วว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงโรงงานผลิตสินค้าราคาถูกอีกต่อไป แต่กำลังกินรวบตั้งแต่สินค้าราคาถูกไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป อำนาจจะตกอยู่กับประเทศจีน สหรัฐฯ จึงพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมของตัวเอง ด้วยการดึงห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับเข้ามาในประเทศ เช่น การให้บริษัทรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่าง TSMC ไปตั้งโรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯ


หากเราถอดเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch ออกมาหนึ่งเครื่อง จะเห็นว่าเครื่องเกมหนึ่งเครื่องต้องเดินทางเกือบรอบโลกก่อนมาถึงมือเรา เริ่มตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ชิป Nvidia ไต้หวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ TSMC ผู้ผลิตชิป เกาหลีใต้ ซึ่งผลิตหน่วยความจำ (Memory) และจอ LCD และเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการประกอบเครื่อง


การที่ภาษีทรัมป์เวอร์ชัน 2.0 ออกมาจึงไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศจีนเพียงประเทศเดียว แต่เป็นการตั้งกำแพงภาษีครอบคลุมหลายประเทศ พร้อมกำหนดให้ต้องพิสูจน์ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (COO) เพื่อป้องกันการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามเพื่อสวมสิทธิ์หลบเลี่ยงภาษี


ขณะที่ประเทศไทยกำลังถูกจับตามอง เพราะตัวเลขดุลการค้าจากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า เราได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นเช่นกัน สหรัฐฯ จึงตั้งข้อสงสัยว่าประเทศไทยกำลังเป็นทางผ่านของสินค้าจีนหรือไม่ ดังนั้น ในการเจรจา เราจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เหล่านี้ผลิตในประเทศไทยจริง ๆ


สมรภูมิดิจิทัล (Digital Battlefield)


ณัฐพงษ์ระบุว่า คำถามสำคัญของสมรภูมินี้คือ การย้ายฐานการผลิต เช่น Data Center มายังประเทศไทย จะช่วยเพิ่มทักษะขั้นสูงให้กับแรงงานไทย หรือทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริงหรือไม่


ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเปิดหน้าแรกของแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Netflix แต่ละคนจะเห็นหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน เพราะแพลตฟอร์มมี AI / Algorithm คอยคาดเดาพฤติกรรมของผู้ใช้จากข้อมูล ก่อนนำข้อมูลไปประมวลผลที่ Data Center ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล


ทั้งนี้ โครงสร้างของโลกดิจิทัลสามารถแบ่งออกเป็น 5 ชั้นที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ได้แก่


- ชั้นแรก คือชั้นพลังงาน เนื่องจาก AI และ Data Center ใช้ไฟฟ้ามหาศาล ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้าง Asian Smart Grid พร้อมพัฒนาระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อชูจุดแข็งด้านพลังงานสะอาดที่มีใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และผลักดันไทยสู่การเป็น Green Compute Hub


- ชั้นที่สอง คือชั้นการประมวลผล การเน้นดึง Data Center มาตั้งในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้เพียงประมาณ 15% เท่านั้น เนื่องจากมูลค่าส่วนใหญ่จะตกอยู่กับเจ้าของระบบ Cloud และซอฟต์แวร์ต่างชาติเป็นหลัก


- ชั้นที่สาม คือชั้นฮาร์ดแวร์และชิป (Hardware & Semiconductor) ในส่วนของชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ พบว่ามูลค่าหลักกว่า 60% ของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ตกอยู่ที่ตัวชิป โดยผู้ที่คิดค้นและออกแบบชิประดับโลกอย่าง Nvidia หรือ Apple เป็นผู้คว้าส่วนแบ่งมูลค่าสูงสุดไปครอง


- ชั้นที่สี่ คือชั้นข้อมูล ข้อมูลเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ใหม่ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดกฎหมายที่กำกับดูแลอธิปไตยทางข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลสาธารณะที่ไม่ระบุตัวตนมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและกำหนดนโยบายได้


- ชั้นสุดท้าย คือชั้นอัลกอริทึมและแอปพลิเคชัน (Algorithm & Application) ซึ่งถือเป็นชั้นที่สร้างกำไรสูงสุด ตัวอย่างเช่น Netflix ที่กวาดกำไรและส่วนแบ่งค่าคอนเทนต์ไปเกือบ 70% ขณะที่ผู้ให้บริการ Data Center และไฟฟ้าได้รับส่วนแบ่งจริงไม่ถึง 5% เท่านั้น


ณัฐพงษ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการสร้างอำนาจต่อรองในสมรภูมิดิจิทัลอย่างแท้จริง ภาครัฐต้องนำกรอบความคิดสำคัญ 3 ข้อมาใช้พิจารณาในการดำเนินนโยบายอยู่เสมอ ได้แก่ มูลค่าเกิดขึ้นที่ใคร สิทธิในการตัดสินใจเป็นของใคร และต้นทุนเหล่านี้ใครเป็นผู้จ่าย


[ สมรภูมิเพื่อนบ้าน (Regional Geopolitics) ]


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาในประเทศเพื่อนบ้านกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ทั้งปัญหายาเสพติด สารพิษในแม่น้ำ ฝุ่น PM2.5 จากการเผาไร่ข้าวโพด แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ตลอดจนการค้ามนุษย์


นอกจากนี้ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชายังมีมูลค่าพลังงานมหาศาล ซึ่งเราต้องเร่งเจรจาเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกัน และนำเงินใหม่มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Smart Grid ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด จนทำให้ทรัพยากรฟอสซิลหมดมูลค่า


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศในระดับประชาชนไม่ได้มีอยู่จริง แต่ความขัดแย้งมักถูกสร้างขึ้นโดยนักการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ดังนั้น ไทยต้องดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน ‘นิยมและเกรงใจไทย’ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน


[ ทางเลือกของไทยในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก ]


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า ยุทธศาสตร์ทางเลือกของไทยอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาเซียน และบิมสเทค ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 4,000 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่เพียง 13% ของผืนโลก และประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางของประชากรครึ่งโลกนี้พอดี


หากเรามองภาพใหญ่และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคได้ ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาตัวเองเป็นจุดเชื่อมโยงโลก ทั้งทางบก ทางราง ทางไซเบอร์ ผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ และห่วงโซ่อุปทาน ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #พาณิชยศาสตร์และการบัญชี #ธรรมศาสตร์






















‘ศุภณัฐ’ จี้ กทม. เลิกขอสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ชี้ต้องเร่งอำนวยความสะดวกประชาชนรับเงินเยียวยาน้ำท่วม

 


‘ศุภณัฐ’ จี้ กทม. เลิกขอสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ชี้ต้องเร่งอำนวยความสะดวกประชาชนรับเงินเยียวยาน้ำท่วม


วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ตุลาคม) ตนได้มอบหมายให้ทีมงานไปยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกการเรียกเก็บสำเนาเอกสารที่หน่วยงานของรัฐมีข้อมูลอยู่ในครอบครองแล้ว ในการยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th เพื่อลดภาระของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติ


ศุภณัฐระบุว่า ในปีนี้ กทม. ได้พัฒนาระบบยื่นขอรับเงินเยียวยาผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ซึ่งมีการออกแบบระบบ (UX/UI) ที่ใช้งานง่าย สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ ThaiD และได้ยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องใช้ใบแจ้งความลงบันทึกประจำวันตามที่ตนเคยเสนอแนะไปก่อนหน้านี้ ทำให้ลดขั้นตอนลงไปได้พอสมควร


อย่างไรก็ตาม เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง กทม. จำเป็นต้องปรับปรุงระบบเพิ่มเติมด้วยการเลิกขอเอกสารที่หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อยู่แล้ว ได้แก่ ​สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาโฉนดที่ดิน, สำเนาบัญชีธนาคาร


นอกจากนี้ กทม. ไม่ควรให้ประชาชนต้องกรอกข้อมูลที่ไม่มีความจำเป็นต่อการพิจารณาอนุมัติเงินเยียวยา เช่น ข้อมูลรหัสประจำบ้าน รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลในบ้าน และข้อมูลรายได้ต่าง ๆ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ กทม. สามารถตรวจสอบผ่านระบบได้เอง และไม่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้าน


ศุภณัฐได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท ว่าในรอบนี้แอปพลิเคชันทางรัฐอำนวยความสะดวกได้ดีกว่ามาก เนื่องจากแทบไม่มีการเรียกขอเอกสารเพิ่มเติมเลย


“สิ่งที่ผมเรียกร้องไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาหลายครั้ง ทั้งในเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือตอนเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด เช่น สงขลา (หาดใหญ่) เชียงราย อยุธยา และอ่างทอง ซึ่ง สส.พรรคประชาชนหลายท่านก็ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด


“และล่าสุดเมื่อ 3 เดือนก่อน สภาผู้แทนราษฎรถึงขั้นต้องผ่าน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน เพื่อบังคับให้หน่วยงานรัฐเลิกขอสำเนาเอกสารที่มีอยู่ในครอบครองอยู่แล้ว ทั้งที่เรื่องนี้ควรเป็นสิ่งที่หน่วยงานรัฐริเริ่มผลักดันเองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการ จนสภาฯ ต้องออกกฎหมายมาบังคับ” ศุภณัฐกล่าว


ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม) สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สังกัดพรรคประชาชน ก็ได้ร่วมกันอภิปรายในสภา กทม. เพื่อย้ำข้อเสนอให้ กทม. ยกเลิกการขอเอกสารและข้อมูลที่ซ้ำซ้อนเหล่านี้เช่นกัน


ศุภณัฐกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กทม. จะเร่งปรับปรุงระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ โดยด่วน เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างภาระซ้ำเติมประชาชนที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากจากภัยน้ำท่วมอยู่แล้ว และยังต้องมาวุ่นวายกับการจัดเตรียมเอกสารที่ กทม. ควรจะมีอยู่แล้วหรือสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นได้ด้วยตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #ศุภณัฐมีนชัยนันท์

พรรคประชาชนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ณัฐพงษ์’ ชี้อภิปราย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่เป็นศัตรูกับประชาธิปไตย

 


พรรคประชาชนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ณัฐพงษ์’ ชี้อภิปราย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่เป็นศัตรูกับประชาธิปไตย


เมื่อวันที่ (8 ตุลาคม 2569) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกันยื่นญัตติขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวมทั้งสิ้น 18 คน มีสมาชิกร่วมลงชื่อในญัตติทั้งหมด 145 คน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันจัดทำเป็นกรอบญัตติมีความยาว 7 หน้า โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีแต่ละราย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ประกอบด้วย


1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

3. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

4. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

5. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

6. ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

7. พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

8. สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

9. ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

10. สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

11. พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

12. นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

13. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

14. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

15. สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

16. สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

17. เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

18. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ต้องการตรวจสอบสิ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งกำลังขยายอำนาจครอบคลุมกลไกต่างๆ ของประเทศ


“การอภิปรายในครั้งนี้ เราต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งกำลังกินรวบประเทศนี้อยู่ พวกเรามองว่าระบอบสีน้ำเงินเป็นศัตรูและเป็นอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และกำลังกินรวบประเทศนี้ ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงกลไกในการถ่วงดุลตรวจสอบ เช่น องค์กรอิสระด้วย”


ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวต่อว่า เนื้อหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน ทั้งเรื่องการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) การทุจริตสอบท้องถิ่น ตลอดจนปัญหาวิกฤตที่กระทบต่อประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วม ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การยื่นญัตติครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านเชื่อมั่นในข้อมูลและพยานหลักฐานที่นำมาใช้ประกอบข้อกล่าวหา และหลังการอภิปราย หากพบว่ามีมูลความผิด ก็จะดำเนินการตามกลไกทางกฎหมายเพื่อเอาผิดกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อไป


“พยานหลักฐานทั้งหมดหลังการอภิปราย เราเองก็จะดำเนินการทุกอย่างที่จะใช้ในการเอาผิดกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้” ณัฐพงษ์กล่าว


ส่วนการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ณัฐพงษ์เรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา โดยพิจารณาจากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ถูกนำเสนอในการอภิปรายเป็นรายบุคคล


ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวว่า ยังไม่ร่วมลงชื่อในการยื่นญัตติครั้งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคกล้าธรรมต้องชี้แจงด้วยตนเอง ขณะที่ผู้ร่วมลงชื่อในญัตติปัจจุบันมีทั้งหมด 145 คน ซึ่งเป็นสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน โดยอาจมีสมาชิกบางส่วนที่มีข้อจำกัดและไม่สามารถมาร่วมลงชื่อได้ครบทั้งหมด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ #ระบอบสีน้ำเงิน


















นพ.เหวง โตจิราการ : รำลึก 50 ปี 6ตุลา19 : ต้องหยุดเผด็จการทรราชย์-ต้องหยุดการยึดอำนาจรัฐประหาร-ต้องหยุดการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง


นพ.เหวง โตจิราการ : รำลึก 50 ปี 6ตุลา19


ต้องหยุดเผด็จการทรราชย์

ต้องหยุดการยึดอำนาจรัฐประหาร

ต้องหยุดการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง


เจตจำนงทั้งสามประการ แสดงออกอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ #6ตุลา19 ไม่มีข้อโต้แย้งปรากฏต่อสาธารณะ ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมาเลยว่า #6ตุลา19 เป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเพื่อต่อต้านการกลับเข้ามาประเทศของ (หนึ่งใน) สามทรราช เป็นการประกาศอย่างหนักแน่นว่าประเทศนี้ไม่ต้อนรับไม่เอาทรราชอีกต่อไป


ฝ่ายขวาใช้การโกหกใส่ร้ายป้ายสีว่า การต่อสู้ของนักศึกษาจาบจ้วงสถาบันปลุกระดมคนทั้งประเทศให้เกลียดชัง และใช้อันธพาลการเมืองกับเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธสงครามของรัฐออกไปเข่นฆ่าทำลายนักศึกษา


แล้วก็ใช้การรัฐประหารยึดอำนาจปิดจบเรื่อง ทั้งหมดสำทับด้วยการใช้ประกาศคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 ตอกย้ำว่านักศึกษาไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ดังนั้นต้องแก้ไขกฎหมายในเรื่องสถาบันให้หนัก ไม่ต่างจากโทษฉกรรจ์อื่น ๆ กล่าวคือ แก้ไข ม.112 เพิ่มโทษสาหัสยิ่งขึ้น ขั้นต่ำจำคุกสามปี ขั้นสูงจำคุกสิบห้าปี


ดังนั้นการรำลึก #50ปี6ตุลา ที่ถูกต้องก็คือ ต้องช่วยกันแบกรับภารกิจผลักดันเจตจำนงทั้งสามประการให้สัมฤทธิ์ผล


ในสภาพปัจจุบันการจะผลักดันภาระกิจสามประการได้นั้น


1. ต้องสั่นคลอนการเมืองของระบอบสีน้ำเงินให้ได้

ก. ต้องดำเนินการเรื่องฮั้วสว.ให้บรรลุผลทางกฎหมายและเปิดโปงความชั่วร้ายของกระบวนการฮั้วสว.ไปโดยไม่หยุดยั้ง จนกว่าผู้กระทำผิดยอมจำนน

ข. เดินหน้าในเรื่องที่ดินเสากระโดงต่อเนื่องไปจนกว่าคำพิพากษาศาลฎีกาจะศักดิ์สิทธิบรรลุผลในทางปฏิบัติ


2. ต้องเดินหน้าตามประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่ต้องการให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน

 

3. ดำเนินการนำคณะยึดอำนาจปี 2549 มารับโทษทางกฎหมาย ป.อ. ม.113 ข้อหากบฏเพื่อหยุดการรัฐประหารยึดอำนาจได้อย่างแท้จริง


ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำเลย การเดินหน้าฝ่าฟันอุปสรรคทุกประการจะทำให้ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนขยายตัวเพิ่มจำนวน และความลึกซึ้งแตกฉานมากยิ่ง ๆ ขึ้นออกไป ประชาชนที่มีคุณภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่งและจำนวนมหาศาลนี่แหละครับ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นได้ในประเทศไทย และบรรลุเขตจำนงทางการเมืองสามประการของการต่อสู้เมื่อ #ตุลา19 ห้าสิบปีที่แล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #50ปี6ตุลา #6ตุลา2519

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“ยิ่งชีพ iLaw” แถลงข่าวพร้อมสู้คดี หลังได้รับหมายศาล“อนุทิน” ฟ้องหมิ่นฯกรณีเปิดข้อมูลคดีโกงเลือก สว. ย้ำเสนอข้อมูลตามหลักฐาน จ่อขอศาลเรียกเอกสาร – พยานคดีโกงเลือก ชี้คดีนี้ “ง่ายที่สุดเท่าที่เห็น” หากต้องสู้



“ยิ่งชีพ iLaw” แถลงข่าวพร้อมสู้คดี หลังได้รับหมายศาล“อนุทิน” ฟ้องหมิ่นฯกรณีเปิดข้อมูลคดีโกงเลือก สว. ย้ำเสนอข้อมูลตามหลักฐาน จ่อขอศาลเรียกเอกสาร – พยานคดีโกงเลือก ชี้คดีนี้ “ง่ายที่สุดเท่าที่เห็น” หากต้องสู้ 


วันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw จัดแถลงข่าวถึงแนวทางสู้คดีที่ “อนุทิน” ฟ้องหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และ 328 จากกรณียื่นหนังสือถึงประธานวิปฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงเลือก สว.


ในวันนี้มีผู้ร่วมแถลงข่าว ได้แก่ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, อนุสราวดี มฤคศิรมาส และกัลยกร สุนทรพฤกษ์ ยิ่งชีพระบุว่าตนได้รับหมายนัดและคำฟ้องเรียบร้อยแล้ว และเป็นหมายแรกที่ได้รับจากกรณีโกงเลือก สว. ส่วนกรณีอื่น ๆ ยังไม่ได้รับหมาย ยิ่งชีพระบุว่ารู้สึกเป็นเกียรติในชีวิตที่ครั้งหนึ่งบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีมีเวลามายื่นฟ้องตน 


สำหรับคำฟ้องดังกล่าว ลงวันที่ 15 ก.ย. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องยิ่งชีพต่อศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2672/2569 และศาลมีกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธ.ค. 2569 เวลา 9.00 น. 


อนุสราวดี ทนายความของยิ่งชีพ กล่าวถึงเนื้อหาตามคำฟ้องได้กล่าวถึงกรณีที่ยิ่งชีพได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ในการยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ที่อาคารรัฐสภา ขอให้ตรวจสอบบุคคลในรัฐบาลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว.ในปี 2567 


อนุสราวดีกล่าวว่า ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ตอบรับข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้ คือ การแต่งตั้งทนายความด้วยตัวเองและยื่นฟ้องคดีในนามของตัวเองโดยไม่ใช้กลไกของรัฐ เช่น ตำรวจ อัยการ และการยื่นฟ้องที่ศาลอันเป็นพื้นที่เกิดเหตุคือศาลอาญา  


ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี จึงข้อแจ้งให้ทราบถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการที่จะดำเนินการต่อไป ดังนี้


1. เนื้อหาในส่วนการแถลงข่าวที่เกี่ยวข้องกับอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้ ไม่ใช่การใส่ร้ายหรือใส่ความให้ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง และพร้อมที่จะต่อสู้คดี เราในฐานะประชาชนและภาคประชาชนย่อมมีสิทธิตรวจสอบโดยสุจริต อีกทั้งประธานศาลฎีกามีคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 161/1 ศาลอาญาควรยกฟ้องคดีได้ทันทีและห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก


2. หากศาลมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องก็ขอเรียกร้องให้ “อนุทิน” เดินทางมาเบิกความต่อศาลด้วยตัวเองในวันที่ 14 ธ.ค.2569 เพื่อพิสูจน์สิ่งที่โจทก์อ้างว่าเป็นความจริง หรือเป็นความเท็จ และพิสูจน์สิ่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยืนยันว่าเป็นความจริงเช่นเดียวกัน หรือหากโจทก์ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้เพราะติดภารกิจอื่นหรือไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ก็ควรจะถอนฟ้องไปเสียด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้เป็นภาระต่อคนอื่น


3. หากภายหลังศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดี ฝ่ายโจทก์และจำเลย ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีพยานที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทั้งสองจริงหรือไม่ จำเลยจะใช้สิทธิขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารการสอบสวนในคดีการโกงเลือก สว. หลายรายการ ได้แก่ เอกสารสรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเห็นควรให้ยื่นฟ้องอนุทินในคดีโกงเลือก สว., เอกสารความเห็นของกรรมการการเลือกตั้ง 2 ท่าน ที่เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งออกความเห็นควรให้ยื่นฟ้องอนุทินในคดีโกงเลือก สว., เอกสารที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567, เอกสารที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ของสำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะที่ชั้นสี่ ห้องเกี่ยวกับธุรการการเงิน ในช่วงเวลาการเลือกสว. ปี 256


และขอเอกสารข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ ซึ่งแสดงสถานที่อยู่ของโทรศัพท์ของอนุทิน เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567 และแสดงข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างอนุทินกับผู้สมัคร สว. ในช่วงเวลาการเลือก สว. รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ที่เคยถูกดำเนินคดีฐานโกงเลือก สว., บันทึกคำให้การของพยานในคดีโกงเลือก สว. ปากกุสุมาวตี ศิริโกมุท และพยานหมายเลข 25/26 รวมทั้งพยานปากอื่น ที่พบเห็นและทราบถึงบทบาทของโจทก์ในคดีนี้ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสว. นอกจากนั้นก็จะขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลให้มาเบิกความต่อศาลอย่างน้อยอีก 11 คน 


ยิ่งชีพระบุว่า ถ้าหากนายกไม่ถอนฟ้อง ก็จะใช้โอกาสในการเป็นจำเลยขอหมายเรียกเอกสารและพยาน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีโกงเลือก สว. เพิ่ม ตนถือว่าการสู้คดีนี้ “ง่ายมาก” แค่เพื่อจะสู้ให้ตนเองไม่ติดคุก ตนอ่านคดีหมิ่นประมาทมาเยอะ คดีนี้ง่ายที่สุดเท่าที่เห็นมา ถ้าท่านจะไม่ถอนฟ้องจริง ๆ ก็ไปที่ศาลและตนจะใช้สิทธิจำเลย ส่วนตัวแล้วตนไม่มีความกังวล ตนคิดว่าคดีนี้ไม่ควรจะเป็นคดีตั้งแต่แรก เพราะโดยหลักการแล้วประชาชนทุกคนเมื่อเห็นข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการโกงควรออกมาพูดต่อสาธารณะได้เต็มที่ ถ้าจริงไม่จริงอย่างไรก็ชี้แจงมา ไม่ใช่การฟ้องหมิ่นประมาท


นอกจากนั้น อีกกรณีหนึ่งที่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รายหนึ่ง ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ดำเนินคดีกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ DSI และยิ่งชีพ กรณีนำเอกสารสำนวนคดีโกงเลือก สว. จำนวน 90,000 หน้า มาเปิดเผยต่อสาธารณะ ยิ่งชีพอ่านเอกสารดังกล่าวแล้วรู้สึกว่า “ตลกขบขัน” พอสมควร คือไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ร้องทุกข์ และผู้นั้นได้รับความเสียหายหรือไม่ อย่างไร และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับตนไม่ได้ระบุความผิดเป็นเลขมาตรา ว่ากระทำผิดในฐานใด นอกจากมาตรา 86 ฐานผู้สนับสนุน ตนจึงเข้าใจว่าหาความผิดอะไรให้ตนไม่ได้เลย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #iLaw

#โกงเลือกสว  #อนุทินชาญวีรกูล