นพ.เหวง
โตจิราการ :
เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (5)
โฉมหน้าใหม่มหาวิทยาลัยมหิดลภายหลัง
14 ตุลาคม 2516
หลัง14ตุลา
ผมตั้งใจที่จะทุ่มเทในการเปิดประตูมหาวิทยาลัยมหิดล
ออกสู่การต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนไทยภายนอก
ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลรับใช้ประชาชน
ให้มหาวิทยาลัยเป็นที่พึ่งของศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและศูนย์นักเรียนแห่งประเทศไทย
ผมได้ดำเนินการ
โดยยุทธวิธีและมาตรการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1.
เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารกิจการนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยมหิดล
ให้เป็นโครงสร้างที่สะท้อนออกซึ่งศักยภาพของนักศึกษา เอื้ออำนวยให้นักศึกษาสามารถแสดงบทบาทในการรับใช้ประชาชนและเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนได้อย่างเต็มที่
โดยเปลี่ยนให้เป็นโครงสร้างประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ
นั่นคือ ให้มีสภานักศึกษา และมีคณะบริหารนักศึกษา โดยให้นักศึกษาแต่ละคณะ
แต่ละชั้นปี เลือกตัวแทนของนักศึกษาเข้ามาเป็นตัวแทนในสภา
เพื่อสะท้อนความต้องการของนักศึกษา
และควบคุมดูแลการบริหารของคณะบริหารของนักศึกษาให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับนักศึกษาในเวลาเลือกตั้ง
ให้มีคณะบริหารของนักศึกษามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของนักศึกษา
โดยให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองของนักศึกษา
ซึ่งมีนโยบายบริหารกิจกรรมนักศึกษาและแถลงนโยบายหาเสียงกับนักศึกษาในเวลาเลือกตั้ง
และให้นักศึกษาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พรรคของนักศึกษาเพื่อมาบริหารได้โดยตรง
ในขณะเดียวกันก็ให้นักศึกษาแต่ละชั้นปี แต่ละคณะเลือก ตัวแทนของตนเข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นปากเสียงและควบคุมดูแลการบริหารแทนตน
ตามสัดส่วนของจำนวนนักศึกษา
อันที่จริงโครงสร้างนี้
มหาวิทยาธรรมศาสตร์ได้ดำเนินการ เป็นมหาวิทยาลัยแรกของประเทศไทย
มหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดดำเนินการเป็นมหาวิทยาลัยที่สองในประเทศไทย
โครงสร้างเช่นนี้เป็นโครงสร้างที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับจิตวิญญาณประชาธิปไตยแก่สังคมไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเริ่มต้นปฏิบัติ
(ไม่ใช่แค่พูดกันเป็นคุ้งเป็นแควแต่ไม่ได้ลงสู่การปฏิบัติ) ในยุคที่ยังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย
ย่อมทำให้เมื่อจบการศึกษาออกไปเป็นพลเมืองของประเทศ
จะไปช่วยทำให้การเมืองของประเทศไทยแข็งแกร่งก้าวหน้าแน่นอน
และในชีวิตจริงก็ยืนยันว่า
นักศึกษาในยุค 16-19
มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงที่สุดยุคหนึ่งในประเทศไทย
หลังจากนั้นคุณภาพของนักเรียนนักศึกษาก็ตกต่ำตลอดจนแม้ในปัจจุบันก็ไม่สามารถที่จะสร้างคุณภาพของนักศึกษาในระดับเช่นนั้นได้อีก
โครงการในการบริหารระบบประชาธิปไตยเช่นนี้ไม่เพียงแต่
ก่อเกิดขึ้นและเติบโตอย่างเข้มแข็งในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น
แต่ยังลงรากลึกไปยังระดับ
มัธยมปลาย มัธยมต้น ประถมปลาย ประถมต้นด้วย
จนก่อรูปขึ้นมาเป็นศูนย์นักเรียนแห่งประเทศไทย
และมีสภานักเรียนในแทบจะทุกโรงเรียนทั่วประเทศ
และมีการเลือกคณะบริหารนักเรียนในโรงเรียน เพื่อช่วยครูแบ่งเบาภาระ ขณะเดียวกั
ก็ตรวจสอบคุณภาพครูด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ มีคุณค่าในการสร้างคุณภาพให้แก่เยาวชนยุวชนและอนุชนของประเทศไทยได้อย่างดียิ่ง
น่าเสียดาย
ที่การเมืองที่ล้าหลังระยะต่อมาได้ทำลายโครงสร้างดังกล่าวทั้งหมดไปอย่างสิ้นซาก
จนทำให้
อนุชน ยุวชน เยาวชนของไทยตกต่ำอย่างน่าใจหาย ในปัจจุบัน ประเทศเราประสบปัญหา
อย่างน้อยตั้งแต่เด็ก ๆ ที่อายุยังน้อย การมีสัมพันธ์ทางเพศตั้งแต่อายุน้อย เช่น
ตั้งแต่ 11-12
ปี เป็นต้นไป มีการตั้งครรภ์อายุน้อยมาก มีการร่วมเพศในโรงเรียน ในชั้นเรียน
มีการล่วงละเมิดทางเพศโดยครูอาจารย์ มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด
มีการแพร่ระบาดของท่วงทำนองชีวิตที่เน่าเฟะแหลกเหลว แข่งกันมีคู่ควงต่างเพศ
มีการเบี่ยงเบนทางเพศ
มีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ไปในทางหาความบันเทิงเริงรมย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเพศและยาเสพติด
ความล้มเหลวของการศึกษาโดยสิ้นเชิง คุณภาพของบัณฑิตสาขาต่าง ๆ ตกต่ำอย่างน่าใจหาย
ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงโดยตรงของการทำลายความเข้มแข็งของกระบวนการนักเรียนนิสิต
นักศึกษา อันสืบเนื่องมาจาก ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ล้าหลังหวาดกลัว อนุชน ยุวชน เยาวชน
จะเติบใหญ่เข้มแข็งทางจิตสำนึกที่ดีงามทางการเมืองแล้วเป็นอุปสรรคต่อการปกครองของพวกเขา
พวกเขาจึงจัดการทำลายโดยสิ้นเชิง
นพ.เหวง
โตจิราการ
5 ก.ย. 56
ขอบคุณเจ้าของภาพประกอบ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง




























































