วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“ยศชนัน” ลุยช่วยน้ำท่วมน่านวันที่ 3 มอบถุงยังชีพชาวปัว ยืนยันปักหลักเร่งฟื้นฟู-ดันแก้ท่วมซ้ำซาก พร้อมเดินสายให้กำลังใจผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิง จุฬาฯ ผาสิงห์ ก่อนรุดตรวจความพร้อมระบบกำแพงและรั้วอลูมิเนียมกันน้ำท่วมที่ รพ.น่าน เพื่อปกป้องพื้นที่สาธารณสุข


“ยศชนัน” ลุยช่วยน้ำท่วมน่านวันที่ 3 มอบถุงยังชีพชาวปัว ยืนยันปักหลักเร่งฟื้นฟู-ดันแก้ท่วมซ้ำซาก พร้อมเดินสายให้กำลังใจผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิง จุฬาฯ ผาสิงห์ ก่อนรุดตรวจความพร้อมระบบกำแพงและรั้วอลูมิเนียมกันน้ำท่วมที่ รพ.น่าน เพื่อปกป้องพื้นที่สาธารณสุข


วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดน่าน ลงพื้นที่ติดตามภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อฟื้นฟูและเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วน


เวลาประมาณ 13.30 น. รองนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังหอประชุมบ้านสถาน ต.สถาน อ.ปัว เพื่อแจกถุงยังชีพซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมชาวเหนือ ให้แก่ประชาชนผู้ประสบภัย ร่วมกับอดีต สส.น่าน อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และ นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์


ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวให้กำลังใจผู้ประสบภัยอย่างเป็นภาษาเหนือ โดยระบุว่า ในฐานะคนเหนือด้วยกัน เมื่อมีความเดือดร้อนก็ต้องระดมสรรพกำลังจากทุกสารทิศมาช่วยเหลือกันแบบคนละไม้คนละมือ ความเสียหายครั้งนี้เกิดจากฝนที่ตกหนักสะสมบนภูเขาจนเกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่ขอให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วน ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมถึงกรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดทอนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มวลน้ำเริ่มลดลงและสถานการณ์กำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงเป็นการก้าวเข้าสู่ "ช่วงการฟื้นฟู" โดยหน่วยงานท้องถิ่นจะเร่งเข้ามาดูแลจัดการ หากจำเป็นอาจมีการจ้างเหมาเอกชนเข้ามาช่วยเพื่อให้รวดเร็วขึ้น ในส่วนของโรงเรียน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ได้บูรณาการความร่วมมือกันเพื่อจัดเตรียมยารักษาโรคและมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ไว้รองรับแล้ว


"ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่น การลงพื้นที่ในวันนี้มีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ 1. ดูแลให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติเรียบร้อย และ 2. สร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวได้ตามปกติ สำหรับระบบสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้าและประปา จะเร่งจัดการให้เสร็จสิ้นภายใน 1-2 วันนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ผมจะยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และจะเร่งผลักดันโครงการของกรมชลประทานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากตลอด 3 ปีที่ผ่านมาให้สำเร็จให้ได้" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังเหตุดินถล่มที่อาจเกิดขึ้นตามมาหากมีฝนตกลงมาซ้ำ


ต่อมาในเวลา 15.00 น. คณะได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง จุฬาฯ ผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน เพื่อเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับผู้ประสบภัย บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยจุดแรกได้เข้าเยี่ยมครอบครัวหนึ่ง ซึ่งคุณยายได้กล่าวให้พรแก่รองนายกฯ ขอให้ประสบความสำเร็จและ "มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง" ทำเอารองนายกฯ ตอบกลับอย่างอารมณ์ดีเรียกเสียงหัวเราะว่า "พอแล้วครับ เดี๋ยวภรรยาด่า" ถือเป็นการสร้างรอยยิ้มและผ่อนคลายความเครียดให้แก่ผู้ประสบภัยในศูนย์ฯ


จากนั้นเวลา 16.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน ได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลน่าน เพื่อให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปมาตรการป้องกันน้ำท่วมของทางโรงพยาบาล ซึ่งมีการเตรียมพร้อมอย่างรัดกุม โดยได้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กรอบนอก และติดตั้งกำแพงรั้วอลูมิเนียมป้องกันน้ำท่วมแบบถอดประกอบได้ความสูงประมาณ 1 เมตร และสามารถเสริมความสูงเพิ่มได้ในเขตชั้นใน (รวมถึงบริเวณห้องเอ็กซเรย์) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่วิกฤต ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรักษาผู้ป่วย นับเป็นมาตรการป้องกันเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #น้ำท่วมน่าน #น้ำท่วม69











ไรเดอร์-ไดรเวอร์ประท้วงหน้า Lalamove ทวงสัญญาเจรจา ปมค่ารอบต่ำ หลังบริษัทไม่เปิดวงหารือ

 


ไรเดอร์-ไดรเวอร์ประท้วงหน้า Lalamove ทวงสัญญาเจรจา ปมค่ารอบต่ำ หลังบริษัทไม่เปิดวงหารือ


วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ อาคารวานิช เพลส ถนนพหลโยธิน กลุ่มคนทำงาน Lalamove นัดรวมตัวหน้าสำนักงานบริษัท เพื่อประท้วงและทวงสัญญาจากบริษัท Lalamove กรณีการเจรจาร่วมระหว่างบริษัทกับตัวแทนไรเดอร์และไดรเวอร์ ซึ่งมีกำหนดขึ้นในวันนี้ ไม่เกิดขึ้นตามที่บริษัทรับปากไว้ โดยคนทำงานเรียกร้องให้บริษัทแสดงความรับผิดชอบ เปิดพื้นที่เจรจาอย่างจริงจัง และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบเรียกงานและการกำหนดค่าตอบแทนอย่างโปร่งใส


สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มคนทำงาน Lalamove นัดหยุดงานและจัดกิจกรรมคาร์ม็อบ ยื่นหนังสือต่อบริษัท Lalamove และรัฐสภา กรณีปัญหาค่าตอบแทนและระบบการทำงานที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิต จากนั้น ตัวแทนของบริษัท Lalamove ให้สัญญากับไรเดอร์และไดรเวอร์ว่า บริษัทจะเปิดวงหารือร่วมกับไรเดอร์และไดรเวอร์ในวันที่ 21 ส.ค. เพื่อร่วมกันพูดคุยและหาแนวทางแก้ไขปัญหา


อย่างไรก็ตาม จนถึงเมื่อวานนี้ (20 ส.ค.) บริษัท Lalamove ยังไม่มีการแจ้งกำหนดการและเวลาการประชุมกับตัวแทนไรเดอร์และไดรเวอร์ พวกเขาจึงประกาศนัดรวมตัวประท้วงเพื่อทวงสัญญาจากบริษัท Lalamove บริเวณหน้าอาคารวานิช เพลส ในวันที่ 21 ส.ค. 2569


บรรยากาศการชุมนุมวันนี้ (21 ส.ค.) มีไรเดอร์และไดรเวอร์ทยอยเดินทางมาตั้งแต่เวลาประมาณ 10.30 น. ระหว่างรอคำตอบว่าบริษัทจะเปิดวงเจรจาหรือไม่ กลุ่มไรเดอร์ได้ทำกิจกรรมวางดอกไม้จันทน์ที่พวงหรีด และมีการปิดถนน 2 ช่องจราจรเพื่อกดดันบริษัท


โดยวันนี้มี พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์, “ไหม” ธนพร วิจันทร์ และเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน เข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุม


จากนั้นในช่วงบ่าย หลังยังไม่ได้รับคำตอบจากผู้บริหาร Lalamove ในเรื่องการเปิดโต๊ะเจรจา กลุ่มคนทำงาน Lalamove ได้เคลื่อนขบวนไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวง DE) ต่อไป


กลุ่มคนทำงาน Lalamove เรียกร้องให้บริษัท Lalamove

- แสดงความรับผิดชอบต่อการนัดหมายเจรจา

- เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนคนทำงานสามารถนำเสนอปัญหาและข้อเรียกร้องอย่างเต็มที่

- เปิดเผยหลักเกณฑ์และข้อมูลเกี่ยวกับระบบเรียกงานและการกำหนดค่าตอบแทนอย่างโปร่งใส

- ร่วมกันกำหนดกลไกการเจรจาและการรับฟังความคิดเห็นของคนทำงานอย่างต่อเนื่อง

- เคารพเสียงของคนทำงาน Lalamove


กลุ่มคนทำงาน Lalamove ระบุว่า การที่บริษัทไม่ดำเนินการเจรจาตามที่รับปากไว้ แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจและความไม่พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างแท้จริง โดยระบุว่า การเจรจาไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อยุติการประท้วงหรือซื้อเวลา แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา รับฟังปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม 


คนที่อยู่เบื้องหลังระบบจัดส่งทุกออเดอร์คือ “คนที่ทำงานจริง” ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงรถ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต รวมถึงความเสี่ยงจากการทำงานบนท้องถนน และเมื่อแพลตฟอร์มสามารถกำหนดระบบเรียกงานและค่าตอบแทนที่ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของคนทำงาน คนทำงานก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับคำอธิบาย มีส่วนร่วม และมีพื้นที่ในการเจรจา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #Lalamove #ลาล่ามูฟ #ลาลามูฟ



































กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เชิญอดีตอธิบดีกรมการปกครองให้ข้อมูลการทุจริตสอบนายอำเภอปี 52 ‘ภคมน’ ชี้ปัญหาโกงสอบใน มท. ฝังรากมานาน ตั้งแต่ยุค ‘ชวรัตน์’ ถึง ‘อนุทิน’

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เชิญอดีตอธิบดีกรมการปกครองให้ข้อมูลการทุจริตสอบนายอำเภอปี 52 ‘ภคมน’ ชี้ปัญหาโกงสอบใน มท. ฝังรากมานาน ตั้งแต่ยุค ‘ชวรัตน์’ ถึง ‘อนุทิน’


เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ประจำปี 2566


ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เกิดจากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องการสอบนายอำเภอเมื่อปี 2566 โดยผู้ร้องพบพิรุธจึงยื่นขอให้ตรวจสอบ เนื่องจากมั่นใจว่ากระดาษคำตอบที่ตนทำกับสำเนากระดาษคำตอบที่ได้รับหลังการสอบอาจเป็นคนละฉบับกัน ซึ่งกรณีนี้มีการร้องเรียนมาก่อนหน้ากระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน


ทั้งนี้ กมธ.ได้เชิญอดีตอธิบดีกรมการปกครองในช่วงปี 2552 ซึ่งเคยเกิดกรณีทุจริตการสอบนายอำเภอครั้งใหญ่ มาให้ข้อมูลและถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่าการทุจริตในการสอบของกระทรวงมหาดไทยในแต่ละช่วงเวลามีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร


ภคมนกล่าวว่า จากการรับฟังข้อมูลในวันนี้ ทำให้ กมธ.เห็นภาพทั้งปัญหาในอดีตและกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และสามารถเชื่อมโยงได้ว่า การโกงสอบในแต่ละครั้งมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การทุจริตในการสอบของกระทรวงมหาดไทยไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรมใดกรมหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ถูกตั้งคำถามและเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน


กรณีในปี 2552 ที่ กมธ.นำมาเปรียบเทียบ เกิดขึ้นในสมัยที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับการฝากรายชื่อผู้เข้าสอบ การช่วยเหลือผู้เข้าสอบ และข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ ขณะที่อดีตอธิบดีกรมการปกครองได้ถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับแรงกดดันจากระบบอุปถัมภ์และการแทรกแซงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับข้าราชการที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่ยอมรับใช้อำนาจทางการเมืองซึ่งตนเองต้องถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบจนถูกออกราชการและยังมีคดีติดตัวที่ตนจะต้องพิสูจน์ต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าราชการทำฝ่ายเดียวไม่ได้เช่นเดียวกันการเมืองทำโดยราชการไม่รู้เห็นเป็นใจก็ไม่มีทางสำเร็จ


ภคมนกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ กมธ.กำลังตรวจสอบในวันนี้ แม้จะเป็นการสอบของคนละกรม คือกรณีปัจจุบันเป็นการตรวจสอบกรมการปกครอง ไม่ใช่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่สิ่งที่ กมธ.ต้องการสะท้อนให้เห็นคือ ไม่ว่าการทุจริตจะเกิดขึ้นในกรมใดของกระทรวงมหาดไทย รูปแบบอาจแตกต่างกัน แต่ปัญหาเรื่องกระบวนการโกง การฝากฝัง และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งกลับปรากฏให้เห็นซ้ำ ๆ


สำหรับกรณีของผู้ร้องเรียนในวันนี้ ผู้ร้องได้เตรียมหลักฐานไว้ทั้งหมด และระบุว่าเคยสอบนายอำเภอมาแล้วถึง 7 ครั้ง และกำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้ จึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายและสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง โดยยืนยันว่าการสอบไม่ผ่านเพราะทำข้อสอบไม่ได้ไม่ใช่ปัญหา แต่การสอบตกเพราะกระบวนการไม่โปร่งใส เป็นสิ่งที่ผู้ร้องในฐานะข้าราชการรับไม่ได้


ในการสอบครั้งล่าสุด ผู้ร้องมั่นใจว่าเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และอ่านหนังสือเตรียมสอบจนแทบจะจำเนื้อหาได้ทั้งหมด โดยผู้เขียนหนังสือและเจ้าของคอร์สติวสอบดังกล่าวคือ มนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่าง TOR ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบัน


ผู้ร้องยืนยันว่า แม้ไม่ได้เข้าคอร์สเรียน แต่ได้อ่านหนังสือของมนัสทุกเล่ม และพบว่า ข้อสอบเกือบ 100% ตรงกับเนื้อหาในหนังสือติว ที่มนัสจัดทำและจำหน่าย จึงนำมาสู่คำถามว่า เหตุใดข้าราชการกระทรวงมหาดไทยจึงสามารถนำเนื้อหาจากผลงานส่วนตัวมาใช้เป็นข้อสอบคัดเลือกนายอำเภอได้


นอกจากนี้ ผู้ร้องยังชี้แจงว่า กระดาษคำตอบของตนมีร่องรอยหลายจุดที่ผิดเพี้ยนไป จึงเชื่อว่าอาจมีการแก้ไขกระดาษคำตอบเพื่อลดคะแนนลง โดยรายละเอียดเชิงลึกต่างๆ กมธ.จะสอบถามและขยายผลต่อไป


ภคมนกล่าวว่า สิ่งที่ กมธ.ต้องการตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงว่าข้อสอบรั่วหรือไม่ หรือใครเป็นผู้กระทำผิดในกรณีใดกรณีหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องการมองให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบ เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูกรณีในอดีตและนำมาเปรียบเทียบกับข้อร้องเรียนในปัจจุบัน จะเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับการโกงสอบและการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยถูกตั้งคำถามซ้ำมาหลายยุคหลายสมัย


ดังนั้น สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ เหตุใดปัญหาลักษณะนี้จึงยังเกิดขึ้นซ้ำ และเหตุใดระบบการสอบและการคัดเลือกบุคลากรของกระทรวงมหาดไทยจึงยังถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสอยู่เรื่อย ๆ


เพราะหากปัญหาเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว อาจเป็นเรื่องของคนบางคน แต่หากรูปแบบการทุจริตปรากฏซ้ำในช่วงเวลาที่ห่างกันหลายสิบปี สิ่งที่ต้องตรวจสอบให้ลึกกว่านั้นคือ โครงสร้างและระบบอุปถัมภ์ที่อาจเปิดช่องให้การโกงสอบและการซื้อขายตำแหน่งฝังรากอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาอย่างยาวนาน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการการพัฒนาการเมืององ #โกงสอบท้องถิ่น #มหาดไทย


“ยศชนัน” นำจิตอาสาลุยทำความสะอาดใหญ่ ฟื้นฟูเทศบาลน่านหลังน้ำลด เร่งรัดเยียวยาชดเชย เสนอนายกฯ อาทิตย์นี้ พร้อมชูแผนบริหารจัดการน้ำครบวงจร ยกระดับ GIS สู่ Digital Twin เอกชนวิเคราะห์ข้อมูลโทรมาตรเพื่อการแจ้งเตือนภัยแม่นยำ


ยศชนัน” นำจิตอาสาลุยทำความสะอาดใหญ่ ฟื้นฟูเทศบาลน่านหลังน้ำลด เร่งรัดเยียวยาชดเชย เสนอนายกฯ อาทิตย์นี้ พร้อมชูแผนบริหารจัดการน้ำครบวงจร ยกระดับ GIS สู่ Digital Twin เอกชนวิเคราะห์ข้อมูลโทรมาตรเพื่อการแจ้งเตือนภัยแม่นยำ


วันที่ 21 สิงหาคม 2569  เมื่อเวลา 08.30 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามการฟื้นฟูเมืองในเขตเทศบาลเมืองน่าน (ถนนสุมนเทวราช-หน้ากาดศรีคำ) โดยได้ร่วมทำความสะอาดถนนและบ้านเรือน พร้อมให้กำลังใจอาสาสมัครและภาคประชาสังคม ที่ร่วมสนับสนุนภารกิจการฟื้นฟูในพื้นที่


สำหรับบรรยากาศการทำความสะอาดครั้งใหญ่ เพื่อฟื้นฟูตัวเมืองน่านบริเวณถนนสุมนเทวราช ด้านหน้าโรงแรมเทวราช เต็มไปด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน หลังจากที่ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรถฉีดน้ำจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาสนับสนุนการฉีดชำระล้างคราบดินโคลน สำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารจิตอาสา เจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ ปภ. และประชาชนชาวน่านมาร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเนืองแน่น


นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมด้วยนายชัยณรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ลงมือร่วมทำความสะอาดอย่างใกล้ชิด โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้เป็นผู้ถือสายยางฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อล้างคราบโคลนที่ฝังแน่น และร่วมทำความสะอาดถนนเคียงข้างกับข้าราชการและอาสาสมัครจิตอาสาอย่างเป็นกันเอง โดยนายกเทศมนตรีเมืองน่านได้กล่าวขอบคุณตัวแทนรัฐบาลที่ลงพื้นที่ปักหลักบัญชาการสถานการณ์เคียงข้างชาวน่านตลอด 3-4 วันที่ผ่านมาจนถึงขั้นตอนของการฟื้นฟู


จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านการให้ความช่วยเหลือว่า เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาสอบถามและติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง โดยได้หารือกันถึงแผนการดำเนินงาน ซึ่งในวันนี้ยังอยู่ในระยะของการฟื้นฟูพื้นที่ แต่หลังจากนี้ รัฐบาลจะเร่งเข้าสู่มาตรการเยียวยาและจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ประสบภัย เนื่องจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้ แม้น้ำจะท่วมขังเพียงไม่กี่วัน แต่ได้พัดพาดินโคลนเข้ามาสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลอย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มเกษตรกรและประชาชนที่ต้องซ่อมแซมบ้านเรือน โดยจะต้องบูรณาการความร่วมมือจากหลายกระทรวง


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่จังหวัดน่านในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อติดตามเรื่องการเยียวยาโดยเฉพาะ ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาด้านเอกสารลงได้ ทำให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสามารถกลับมาใช้ชีวิตรวมถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด


เมื่อสอบถามถึงแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดน่าน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ทางกรมชลประทานและทางจังหวัดได้มีการเสนอแผนรองรับไว้แล้ว โดยหลักการสำคัญคือต้องมี "ที่พักน้ำ" ตามจุดต่าง ๆ เพื่อรองรับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูง ไม่ว่าจะเป็นบ่อพักน้ำ แก้มลิง หรือฝายชะลอน้ำขนาดเล็ก ก่อนที่น้ำจะไหลลงมาถึงตัวเมือง


นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการแจ้งเตือนภัย โดยยกระดับจากระบบ GIS สู่การทำ Digital Twin ซึ่งเป็นการร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำข้อมูลจากสถานีโทรมาตรในจุดต่าง ๆ มาวิเคราะห์ เพื่อให้การแจ้งเตือนระดับน้ำผ่านแอปพลิเคชันมีความแม่นยำ ประชาชนสามารถเห็นข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำต่างกัน และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที


ทั้งนี้ ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ศ.ดร.ยศชนัน มีกำหนดการเข้าร่วมประชุมวอร์รูม (War Room) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ก่อนจะเดินทางไปลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นลำดับต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #น้ำท่วมน่าน #น้ำท่วม69