วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

“ไผ่-จตุภัทร์” ถูกขังครบ 1 ปีเต็ม ส่งตัวกลับเรือนจำพร้อม “อานนท์” หลังเบิกตัวมาสืบพยานคดี 19 กันยาฯ พรุ่งนี้มีนัดสืบต่อ ด้านอานนท์ 26 ก.ย.นี้ ถูกขังครบ 3 ปี

 


“ไผ่-จตุภัทร์” ถูกขังครบ 1 ปีเต็ม ส่งตัวกลับเรือนจำพร้อม “อานนท์” หลังเบิกตัวมาสืบพยานคดี 19 กันยาฯ พรุ่งนี้มีนัดสืบต่อ ด้านอานนท์ 26 ก.ย.นี้ ถูกขังครบ 3 ปี 


วันนี้ 3 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “อานนท์” นำภา ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาลเพื่อสืบพยานในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร


วันนี้เป็นวันที่ “ไผ่” จตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ถูกคุมขังครบ 1 ปีเต็ม หลังถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยที่ภูเขียว ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีดังกล่าว แต่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดี 19 กันยาฯ หลังจากไผ่ถูกถอนประกัน ส่งผลให้เขายังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจนถึงปัจจุบัน


วันนี้แม่ของไผ่เดินทางมาเยี่ยมที่ศาล และได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวไผ่ในคดี 19 กันยาฯ อีกครั้ง 


แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง


ภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้น ไผ่และอานนท์ถูกควบคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องขังเพื่อเดินทางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีมวลชนมารอยืนส่งทั้งสองคนบริเวณด้านหน้าศาลอาญา


สำหรับอานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112  #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน








ธิดา ถาวรเศรษฐ : วาระ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 [2 ทศวรรษ แห่งการช่วงชิงอำนาจรัฐไทยที่ยังไม่สิ้นสุด]

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : วาระ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549


จาก 19 ก.ย. 49 ถึง 19 ก.ย. 69

2 ทศวรรษ แห่งการช่วงชิงอำนาจรัฐไทยที่ยังไม่สิ้นสุด


ธิดา ถาวรเศรษฐ [2 ก.ย. 69]


เมื่อพบว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองชนชั้นนายทุนได้เป็นพรรคใหญ่ ครองใจประชาชน ขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย ในระบอบเก่าโดยแทนที่อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  สงครามระหว่างชนชั้นก็เปิดฉาก จากปี 2548 จนใช้การทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เพื่อยึดอำนาจและทำลายนายทุนใหม่ที่มีขีดความสามารถ ยึดอำนาจผ่านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จนต้องแก้เกมด้วยการทำรัฐประหารครั้งใหม่หลังจากรัฐประหาร 2534 นับได้ 15 ปี


ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าจะมีรัฐประหารในยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว  เพราะดูประหนึ่งว่าเราก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างเป็นสากล ด้วยรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ยึดโยงกับประชาชน และค่อนข้างทันสมัยด้วยหมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนและวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง


การทำรัฐประหาร 2549 จึงเป็นหลักไมล์สำคัญเช่นกับรัฐประหาร 2490  ที่ทำลายการบริหารประเทศและอำนาจของคณะราษฎร 2475  ส่วนการทำรัฐประหาร 2549 จึงเป็นการทำรัฐประหารจัดการพรรคการเมืองนายทุนที่ยึดครองความชอบธรรมจากการเลือกตั้งโดยตรง คุกคามอำนาจระบอบอำมาตยาธิปไตย และเครือข่ายจารีตอำนาจนิยมเดิมที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน  เท่ากับว่าระบอบประชาธิปไตยแบบสากลที่ได้จากการต่อสู้ของประชาชนในปี พ.ศ. 2535 ถูกละทิ้งและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อีกครั้ง  ถอยหลังไปจนถึงยุคเผด็จการ สฤษดิ์  ธนะรัชต์


แต่ความขัดแย้งระหว่าง 2 ระบอบนี้มีผลต่อประชาชนที่ถูกแบ่งออกเป็น ฝ่ายต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยจริง กับฝ่ายจารีตอำนาจนิยมในระบอบอำมาตยาธิปไตย  เกิดเป็นสงครามไพร่ในยุคใหม่ กับอำมาตย์ขุนศึกยุคเก่า


แต่การทำรัฐประหารและการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ตั้งแต่ปี 2550 และปี 2560  ล้วนไม่อาจสกัดไพร่สมัยใหม่ ที่จากอดีตมีไพร่ระดับล่างเป็นส่วนใหญ่ ก็มาได้ชนชั้นกลางใหม่เป็นแนวร่วม ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2563  นี่ก็ถือว่าสงครามระหว่าง 2 ขั้ว ยึดยาวมาถึง 20 ปี และยังจะยืดเยื้อต่อไป เพราะเครือข่ายชนชั้นนำระบอบอำมาตยาธิปไตยใช้เครื่องมือ พรรคการเมือง ท้องถิ่น ยกระดับเป็นพรรคใหญ่แทนพรรคเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ล้มเหลว และมีรัฐธรรมนูญ 2560 มีวุฒิสมาชิก สส.สีน้ำเงิน องค์กรอิสระ ข้าราชการชั้นสูง กระบวนการยุติธรรม เข้าสร้างเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยในยุคปัจจุบันที่เลวร้าย คดโกง ยึดกุมประเทศไว้เกือบสมบูรณ์


ยุทธศาสตร์การยึดครองอำนาจควบคุมการปกครองประเทศของระบอบอำมาตยาธิปไตยยังดำเนินไปไม่หยุดยั้ง ผ่านวิธีการจากรัฐประหารดื้อ ๆ มาใช้กลยุทธผ่านพรรคการเมืองแบบสร้างขุมกำลังแบบโจรในคราบนักการเมือง ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีคำว่ามีความชอบธรรม มีคุณธรรม แม้แต่ตามกฎหมายที่โจร ในฐานะรัฎฐาธิปัตย์จากกองทัพ ได้เขียนเอาไว้เอง หลังผ่านรัฐประหารมา 2 ทศวรรษ มีกฎหมายโจร, รัฐธรรมนูญโจร (ของอาจารย์มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ) เกิดขึ้นมากมาย เพื่อประหัตประหารพรรคการเมืองและขบวนการประชาชนที่ต้องการความเท่าเทียมและสิทธิเสรีภาพแบบประเทศที่เจริญแล้ว

 

สิ่งที่ระบอบเก่าทำสำเร็จคือ แยกสลายพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้ไปร่วมขั้วรัฐบาลกับพรรคของกลุ่มตน และทำกลยุทธให้พรรคใหม่ฝ่ายประชาธิปไตยไปสนับสนุนให้พรรคสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นตัวแทนของน้ำเงินแท้ ได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล เพียงช่วงเวลาไม่นาน พรรคสีน้ำเงินจากนายทุนท้องถิ่นก็สถาปนาอำนาจได้ทั่วประเทศ ทั้งโดยกระสุนเงินและกระแสอ้างสถาบันฯ


ประชาชนต้องเดินทางต่อไป แม้เขาจะนิรโทษกรรมเครือข่ายความขัดแย้งเก่าที่ผ่านมา จาก 2548 ยกเว้นผู้ผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ดิฉันคิดว่าความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ และตัวละครหลักภายใต้หัวโขนเดิม แม้จะเปลี่ยนหน้าใหม่ แต่ก็ยังแสดงบทแบบเดิม


การไม่รู้เท่าทันยุทธศาสตร์คงอำนาจของระบอบอำมาตย์ฯ ไปเน้นเรื่องพรรคและบุคคล กระทั่งสีเสื้อ  เป็นการสลายพละกำลังของขบวนการประชาธิปไตยเอง  พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเดิมและพรรคใหม่ก็มีปัญหาในการร่วมเดินทางกับประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยจริง กลับไปเติมพลังให้ระบอบอำมาตย์ ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม เป็นเรื่องน่าเสียใจ  แต่ทำอย่างไรได้  พรรคสีน้ำเงินก็มาเยาะเย้ย มาขอบคุณ และกล่าวว่า ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล  นั้นชัดเจน ในพรรคที่ข้ามขั้วไปแล้ว แต่พรรคที่เป็นความหวังของประชาชนก็ผิดพลาดทั้งในทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ของการต่อสู้ของประชาชน


คำขวัญของเราคือ “นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย”


เราก็ต้องเดินทางต่อสู้ในสงครามชนชั้นที่ยืดเยื้อในประเทศนี้ต่อไป  พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจร่วมเดินทางกับประชาชนได้ในระยะเวลาหนึ่ง ถ้าเข้าใจว่าทุกพรรคประสงค์เป็นรัฐบาล อ้างว่าก้าวข้ามความขัดแย้งนั้น น่าจะอยากเป็นรัฐบาลเพื่อสร้างพรรคของตนเองให้เติบใหญ่ ด้วยอำนาจทางการเมือง  มากกว่าที่จะคิดถึงการต่อสู้จริงของประชาชน เปาหมายเพื่อเป็นรัฐบาลและอาจสร้างความฝันให้เป็นจริงได้นั้น เป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่ขบวนการต่อสู้ของประชาชนนั้นสืบทอดอุดมการณ์ เพื่อช่วงชิงอำนาจให้มาอยู่ในมือประชาชนจริงนั้น ต้องเดินหน้าต่อไป!!!


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐประหาร #รัฐไทย 

Thumb Rights จัด “ยืนหยุดขัง” เราไม่ลืมเพื่อน ส่งเสียงถึงสังคมยังมีผู้ต้องขังทางการเมือง ม.112 , ม.110 อยู่ในเรือนจำ ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเหมือนกลุ่มอื่น พร้อมชวนปชช.ร่วมลงชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ

 


Thumb Rights จัด “ยืนหยุดขัง” เราไม่ลืมเพื่อน ส่งเสียงถึงสังคมยังมีผู้ต้องขังทางการเมือง ม.112 , ม.110 อยู่ในเรือนจำ ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเหมือนกลุ่มอื่น พร้อมชวนปชช.ร่วมลงชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ 


วันนี้ 2 กันยายน 2569 เวลา 17.00 - 18.12 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณเกาะพญาไท เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที เพื่อส่งเสียงให้ผู้ที่สัญจรไปมาได้เห็นว่า ผู้ต้องขังทางการเมืองยังมีอยู่จริง และยังมีคนที่ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เลือนหายไปจากสายตาของสังคม โดยผู้ร่วมกิจกรรมมีการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” ก่อนยุติกิจกรรม


ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 53 คน ในเรือนจำ โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน ขณะที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จึงชวนให้มาร่วมกันเพื่อส่งเสียงว่าพวกเขายังไม่ถูกลืม


ในตอนท้าย ณัฐชนน ไพโรจน์ Thumb Rights กล่าวว่า ตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกาศบังคับใช้ มีข่าวดีให้กับเพื่อนหลายคนที่ศาลพิจารณาจำหน่ายคดีให้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม โดยอ้างว่าต้องรอคณะกรรมการฯ ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่ออนุมัติ ซึ่งพวกเราต้องติดตามกันว่าจะมีการนิรโทษกรรมครบทุกคดีหรือไม่ แต่ก็ยังมีผู้ต้องขังคดี ม.112 และคดี ม.110 อีกจำนวนมากอยู่ในเรือนจำ “แม้ว่าพวกเขาจะถูกลอยแพ แต่เราจะไม่ทิ้งพวกเขาใช่หรือไม่ ถ้าช่วงนี้ยังมีแรงก็อยากชวนทุกคนออกมาช่วยกัน เพื่อให้พวกเขาไม่ถูกลืม เหมือนที่รัฐบาลลืมพวกเขา” ณัฐชนนกล่าว


ณัฐชนนกล่าวต่อว่า คนที่อยู่ในเรือนจำตอนนี้ เขาไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง เราไม่ได้มาช่วยเขาเพราะเขาชื่ออะไร แต่เราช่วยเพราะเขาพูดเพื่อคนทั้งสังคม พูดเพื่อเรียกร้องให้คนในสังคมเท่าเทียมกันในทุกมิติ จึงชวนมาร่วมกันยืนหยุดขังในวันนี้ เพื่อบอกว่าเราไม่ลืมพวกเขา และไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบลงไป และอยากให้ทุกคนช่วยกันติดตามและจับตา “สั่งฟ้องสว.” ไปพร้อม ๆ กัน 


นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ชวนประชาชนร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร 2519 ที่เพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับหมิ่นประมาทในหลายข้อหา ซึ่งรวมไปถึง “มาตรา 112” ที่ถูกเปลี่ยนจากโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นโทษจำคุก 3-15 ปี


ร่วมเป็น 1 ใน 50,000 รายชื่อ เสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41

ลงชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ 

✏️ https://decoup6octsins.com/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยืนหยุดขัง #มาตรา112 #ปล่อยเพื่อนเรา #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #ลบมรดก6ตุลา
































‘ภัทรพงษ์’ ชำแหละร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับ สว. ชี้แก้ 3 ปมใหญ่ “เอื้อทุน-ตัดสิทธิประชาชน-ขวางกระจายอำนาจ” ขอสภาฯ ตั้ง กมธ. แก้ไขใหม่

 


‘ภัทรพงษ์’ ชำแหละร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับ สว. ชี้แก้ 3 ปมใหญ่ “เอื้อทุน-ตัดสิทธิประชาชน-ขวางกระจายอำนาจ” ขอสภาฯ ตั้ง กมธ. แก้ไขใหม่


วันที่ 2 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่วุฒิสภาได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา โดยในการนี้ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้อภิปรายคัดค้านการแก้ไขของวุฒิสภา ที่มีลักษณะของการเอื้อนายทุนและตัดลดสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด


ภัทรพงษ์ระบุว่า ร่างดังกล่าวอยู่ในมือ สว. มากว่าหนึ่งปี ขณะที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตฝุ่น PM2.5 อีกหนึ่งฤดู และพื้นที่ภาคเหนือมีค่าฝุ่นพุ่งสูงกว่า 900 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเมื่อร่างกฎหมายถูกส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร พบว่ามีการแก้ไขเนื้อหาสำคัญจากร่างที่ผ่านการพิจารณาของฝั่ง สส. ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเอื้อกลุ่มทุน การตัดสิทธิของประชาชน และการขวางการกระจายอำนาจ


ในประเด็นแรก การเอื้อกลุ่มทุน สว. เพิ่มสัดส่วนตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชนเข้าไปในโครงสร้างคณะกรรมการหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการระดับชาติ ระดับจังหวัด และคณะกรรมการวิชาการ ทั้งที่ร่างเดิมได้กำหนดสัดส่วนภาคเอกชนเอาไว้อยู่แล้ว แม้แต่คณะกรรมการวิชาการที่มีหน้าที่เสมือนคลังสมองในการคำนวณข้อมูลและเสนอมาตรการ ก็ยังมีการเพิ่มตัวแทนจากภาคธุรกิจเข้าไปอีก


นอกจากนี้ยังมีการลดบทลงโทษภาคอุตสาหกรรม จากเดิมที่มีโทษปรับสูงสุด 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท ซึ่งสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงต้นทุนในการประกอบธุรกิจมากกว่าจะมีผลเป็นบทลงโทษจริง เมื่อเทียบกับประชาชนที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดจากการเผาป่ายังมีโทษจำคุกสูงกว่ามาก


นอกจากนี้ยังมีการตัดระบบ PRTR หรือทำเนียบการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษออกจากร่างกฎหมาย ทั้งที่ PRTR เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งญี่ปุ่นก็มีระบบดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 1999 แต่ร่างกฎหมายที่ สว. แก้ไขกลับตัดกลไกนี้ออก


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่สอง คือการตัดสิทธิของประชาชน โดยระบุว่าร่างในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรพยายามอุดช่องโหว่เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ในโครงการที่อาจก่อมลพิษทางอากาศ เนื่องจากปัจจุบันยังมีกิจการหลายประเภทที่สามารถได้รับอนุมัติโดยไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดออกจากร่างที่ สว. ส่งกลับมา


นอกจากนี้ ยังมีการตัดกลไกที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการคุ้มครองชั่วคราวและการดำเนินคดีแบบกลุ่มออกด้วย จนต้องตั้งคำถามว่าทุกวันนี้ สว.ทำหน้าที่นิติบัญญัติเพื่อประชาชนหรือเพื่อกลุ่มทุนกันแน่


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่สาม คือการขวางการกระจายอำนาจ โดยระบุว่าจากประสบการณ์การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือผู้นำในพื้นที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ร่างที่สภาผู้แทนราษฎรส่งไปจึงกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) เป็นประธาน และเป็นหัวเรือในการจัดการปัญหาระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยกำกับติดตาม แต่ สว. กลับแก้ไขให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานแทน


การแก้ไขดังกล่าวทำให้กลไกการแก้ปัญหากลับไปสู่รูปแบบเดิม คือมีผู้นำที่แต่งตั้งจากส่วนกลาง ไม่มีงบประมาณอยู่ในมือโดยตรง อาจโยกย้ายภายในระยะเวลาไม่นาน และไม่จำเป็นต้องมีความผูกพันหรือความเข้าใจพื้นที่ในระยะยาว ซึ่งทำให้ปัญหาเดิมมีแนวโน้มวนกลับมาอีก


“ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เนื้อหาร่างที่ถูกแก้ไขสะท้อนคำถามว่า สว. ชุดปัจจุบันทำงานเพื่อใครและยึดโยงกับผลประโยชน์ของใคร ผมจึงไม่สามารถยอมให้กฎหมายที่ถูกตัดทอนเนื้อหาสำคัญ โดยกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ จึงขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วม สส.-สว. มาปรับแก้ร่างร่วมกัน” ภัทรพงษ์กล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรบอากาศสะอาด

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

‘ภคมน’ จี้อธิบดีปกครองแจงปมทุจริตสอบนายอำเภอ เรียกรับหัวละ 3 ล้าน แฉมีบุคคลเอี่ยวโกง สว.-โกงสอบท้องถิ่นด้วย ซัดทำเป็นขบวนการ วางเครือข่ายอำนาจหวังกินรวบประเทศไทย

 


‘ภคมน’ จี้อธิบดีปกครองแจงปมทุจริตสอบนายอำเภอ เรียกรับหัวละ 3 ล้าน แฉมีบุคคลเอี่ยวโกง สว.-โกงสอบท้องถิ่นด้วย ซัดทำเป็นขบวนการ วางเครือข่ายอำนาจหวังกินรวบประเทศไทย


วันที่ 2 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนและเอกสารหลักฐานจาก ภัทรพงศ์ ศุภักษร เกี่ยวกับกรณีข้อสงสัยการทุจริตสอบนายอำเภอในช่วงเดือนเมษายน 2568 โดยพบข้อมูลเบาะแสการเรียกรับเงินสูงถึง 3 ล้านบาทต่อหัว


ภคมนกล่าวว่า กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เคยพิจารณาเรื่องการทุจริตสอบนายอำเภอปี 2566 มาแล้ว จากกรณีมีผู้ร้องเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สอบถึง 7 ครั้งแต่ไม่ผ่าน โดยผู้ร้องระบุชัดเจนว่าไม่ได้ร้องเรียนเพราะสอบตก แต่สังเกตเห็นถึงข้อพิรุธหลายอย่าง จึงได้รวบรวมหลักฐานมายื่นต่อ กมธ. ซึ่งจากการตรวจสอบ กมธ. ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากกรมการปกครอง อีกทั้งยังออกหนังสือแย้งมาทันทีว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้บริหารชุดปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการปัดความรับผิดชอบ หลังจากนั้น ตนได้รับข้อมูลเบาะแสเพิ่มเติมทั้งทางสาธารณะและทางลับจำนวนมาก ว่าการสอบนายอำเภอมีพิรุธและมีการเรียกรับเงินกันมาอย่างยาวนาน


ดังนั้น สำหรับการสอบนายอำเภอในปี 2568 จึงเป็นปีที่ต้องจับตาอย่างยิ่ง โดยข้อมูลที่ กมธ. ได้รับตรงกับหลักฐานที่ภัทรพงศ์เคยยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว เรื่องนี้สังคมต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจน เพราะปัจจุบันก็มีกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่ยังคงเป็นที่กังขาของประชาชน และบุคคลที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบนายอำเภอก็เชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่นด้วย


ภคมนกล่าวต่อไปว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกไปยังกรณีที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดโปงหลักฐานในคดีการโกง สว. พบว่ามีบุคคลหนึ่งที่หากเชื่อมโยงเครือข่ายกันได้จริง บุคคลนี้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทั้งกระบวนการโกง สว. และการทุจริตสอบท้องถิ่น ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การทุจริตสอบเข้ารับราชการ หรือการเรียกรับสินบนทั่วไป แต่คือโครงข่ายสำคัญที่กำลังวางฐานอำนาจเพื่อกินรวบประเทศไทย ค้ำจุนอำนาจบางอย่างให้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ และในฐานะผู้แทนราษฎรและประธาน กมธ. ตนถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเอาความจริงมาเปิดเผยและหาคำตอบให้กับประชาชน


นอกจากนี้ ภคมนเปิดเผยว่า ตนได้เห็นเอกสารรายชื่อบุคคลที่ ป.ป.ช. เรียกขอข้อมูลจากกรมการปกครองแบบไม่เซ็นเซอร์ชื่อแล้ว หลังจากนี้ กมธ. จะทำเรื่องขอข้อมูลจากกรมการปกครอง พร้อมเชิญบุคคลที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว รวมถึงอธิบดีกรมการปกครองเข้ามาชี้แจงต่อ กมธ. ให้ได้


“ขอฝากไปถึงกรมการปกครองว่า อย่าทำเพียงแค่ออกหนังสือโต้ตอบ กมธ. เราเปิดพื้นที่ให้อธิบดีและตัวแทนกรมการปกครองเสมอ อยากให้ท่านเข้ามาชี้แจงด้วยวาจา เพื่อให้ได้เห็นข้อมูลที่ครบถ้วนและแลกเปลี่ยนกัน การโต้กลับเป็นเอกสารไม่ช่วยให้เรื่องจบ แต่การมาชี้แจงด้วยตนเองคือการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวท่านอธิบดีเอง” ภคมนกล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โกงสอบท้องถิ่น #โกงเลือกสว #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง






สภาเห็นชอบวาระ 2-3 ร่าง พ.ร.บ.กลาโหมฯ ฉบับ ครม. ‘ชยพล-กิตติพงษ์’ สงวนความเห็น ชี้ปฏิรูปกองทัพต้องมีเข็มทิศเดียว จัดซื้อยุทโธปกรณ์ตามแผน ย้ำรัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ

 


สภาเห็นชอบวาระ 2-3 ร่าง พ.ร.บ.กลาโหมฯ ฉบับ ครม. ‘ชยพล-กิตติพงษ์’ สงวนความเห็น ชี้ปฏิรูปกองทัพต้องมีเข็มทิศเดียว จัดซื้อยุทโธปกรณ์ตามแผน ย้ำรัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ


วันที่ 2 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. … ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้ว 


ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน พร้อมทั้ง กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ได้อภิปรายสงวนความเห็นในหลายมาตรา จากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ยึดเนื้อหาตามร่างฯ ของ ครม. เป็นเนื้อหาหลัก


ชยพลได้อภิปรายในมาตรา 3 แก้ไขมาตรา 13 เสนอให้บรรจุ ‘แผนการจัดหายุทโธปกรณ์’ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม หรือ ‘สมุดปกขาว’ เพื่อให้การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในแต่ละปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ ทั้งด้านสมรรถนะ ความเข้ากันได้ของระบบ (compatibility) และการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเหล่าทัพ เสนอให้สภากลาโหมเป็นผู้ให้ความเห็นด้านการทหาร ก่อนเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ


ชยพลระบุว่า หากสมุดปกขาวไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ จะเปิดช่องให้เกิดการจัดซื้อที่ไม่สอดคล้องกับภาพใหญ่ เช่น แต่ละเหล่าทัพใช้ระบบสื่อสารหรือมาตรฐานยุทโธปกรณ์ต่างกันจนเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้ เกิดปัญหาการส่งกำลังบำรุง อะไหล่ และการซ่อมบำรุง หรือการจัดซื้อที่ไม่สนับสนุนแผนป้องกันประเทศ อย่างเช่นกรณีกองทัพเรือที่มีแผนจัดหาเรือฟริเกต แต่กลับไปจัดหาเรือดำน้ำก่อน


ขณะเดียวกัน อำนาจให้ความเห็นชอบสมุดปกขาวควรอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่สภากลาโหม เพราะแผนพัฒนากองทัพและการจัดหายุทโธปกรณ์มีระยะเวลายาวกว่าวาระของผู้บัญชาการเหล่าทัพแต่ละคน จึงต้องยึดโยงกับฝ่ายการเมือง นโยบายรัฐบาล สถานการณ์ของประเทศและสถานการณ์โลก เพื่อให้กองทัพมีทิศทางการพัฒนาในระยะยาว


ด้านกิตติพงษ์อภิปรายเพิ่มเติม ว่าไม่ควรผูกการจัดทำแผนปฏิรูปกองทัพเข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 และการรัฐประหารโดย คสช. กองทัพจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่นกรณีอากาศยานไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกรอบเวลา 20 ปีอาจยาวเกินไปสำหรับการวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง


นอกจากนี้ยังควรมีการบรรจุแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ในสมุดปกขาว การพัฒนากองทัพต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วน คือ ยุทโธปกรณ์ กำลังพล และแผนการทางทหาร หากมียุทธศาสตร์แต่ไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ การกำหนดทิศทางพัฒนากองทัพก็จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ


กิตติพงษ์ยังระบุว่า นอกจากนี้ หากต้องการให้กองทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้จริง ต้องมีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capability Command: JCC) การจัดหายุทโธปกรณ์ก็ต้องมีแผนร่วมกัน ไม่เช่นนั้นการปฏิบัติงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งการมีแผนจัดหาระยะยาวยังช่วยประหยัดงบประมาณทั้งในขั้นตอนการจัดหาและการซ่อมบำรุงด้วย


สำหรับมาตรา 5 แก้ไขมาตรา 24 วรรคห้า ชยพลเสนอให้ตัด ‘มติของสภากลาโหม’ ออกจากฐานอำนาจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถมอบให้บุคคลอื่นปฏิบัติราชการแทน โดยชี้ว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เดิมให้อำนาจสภากลาโหมไว้สูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะมาตรา 43 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามมติสภากลาโหมในหลายเรื่อง ตั้งแต่นโยบายการทหาร การระดมสรรพกำลัง การปกครองบังคับบัญชา งบประมาณ ไปจนถึงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทหาร


“สภากลาโหมประกอบด้วยนายพลโดยตำแหน่งจำนวนมาก ซึ่งสามารถลงมติเหนือรัฐมนตรีได้ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปทำไม หากรัฐมนตรีไม่มีอำนาจบริหารกระทรวงของตนเอง อำนาจนั้นควรจะต้องอยู่ที่ฝั่งของการเมืองในการบริหารราชการ ไม่ใช่ไปนั่งเป็นหุ่นเชิดให้กับสภาของนายพล” ชยพลกล่าว


ด้านกิตติพงษ์ ได้อภิปรายในมาตราดังกล่าว โดยขอย้ำหลักการพลเรือนต้องอยู่เหนือกองทัพ รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ สภากลาโหมควรเป็นเพียงสภาที่ปรึกษา ไม่ควรมีอำนาจเหนือรัฐมนตรี อำนาจสั่งการ อนุญาต อนุมัติ และปฏิบัติราชการซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีอยู่แล้ว ไม่ควรถูกผูกไว้กับมติของสภากลาโหม


ช่วงท้าย ชยพลยังอภิปรายสนับสนุนกรอบเวลา 90 วันในการจัดทำแผนปฏิรูปหรือพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่าแผนดังกล่าวเปรียบเสมือนกระดูกและเข็มทิศของการปฏิรูปกองทัพ และข้อมูลที่ใช้จัดทำควรเป็นข้อมูลที่กองทัพมีอยู่แล้วจากการบริหารราชการตามปกติ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอนานถึง 6 เดือนตามร่างฯ ครม.


ส่วนคำชี้แจงที่ระบุว่าแนวทางใหม่จะเป็นการวางแผนจากบนลงล่าง หากเป็นเช่นนั้น ที่ผ่านมากองทัพวางแผนจากแต่ละเหล่าทัพขึ้นมาแล้วจึงค่อยสร้างแผนภาพใหญ่ครอบอีกชั้นหนึ่งหรือไม่ และนั่นหมายความว่าที่ผ่านมาแต่ละเหล่าทัพไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่


ส่วนผลการลงมติ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ในวาระ 2 และ 3 มีจำนวนผู้ลงมติ 435 คน เห็นด้วย 434 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 1 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบกลาโหม #พรรคประชาชน #ปฏิรูปกองทัพ

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

จดหมายจากอติรุจ… ผู้ซึ่งตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือนเมื่อ 15 ก.ค. 69 ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก ลงวันที่ 16 ส.ค. 2569

 


จดหมายจากอติรุจ… ผู้ซึ่งตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือนเมื่อ 15 ก.ค. 69 ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก ลงวันที่ 16 ส.ค. 2569


วันนี้ (1 กันยายน 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสจดหมาย พร้อมข้อความในจดหมาย จาก อติรุจ ฉบับลงวันที่ 16 ส.ค. 69 ใจความว่า 


สวัสดีพี่ ๆ ที่ศูนย์ทนายนะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่าจดหมายนี้จะใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะถึง แต่ก็หวังว่า Promp Post ของผมจะพร้อมใช้งานตอนที่เราคุยกันครั้งต่อไป ในส่วนของจดหมายเยี่ยมน่าจะเห็นแล้วว่าผมอยู่ได้ ขอให้ไม่ต้องเป็นห่วง


เรื่องหลัก ๆ ที่อยากพูดในฉบับนี้ก็คงเป็นเรื่องภาษา เพราะตั้งแต่เข้าเรือนจำมามันทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างของ 'fine' กับ 'สบาย' ในเรือนจำผมสามารถใช้ I'm fine ได้ แต่ผมก็คงไม่ใช้คำว่า สบายดี และก็คงจะไม่ใช้คำนี้กับเรื่องอะไรก็ตามในเรือนจำ


อีกอย่างที่โดนย้ำก็คือประเทศไทยเป็นประเทศที่บ้ายศ และคำนำหน้า ขนาดกลายเป็นนักโทษทางการเมืองแล้วยังได้รับคำนำหน้าใหม่ ซึ่งเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างนอกไม่ต้องใช้มันหรอก การจ่าหน้าข้อความหรือจดหมายย่อมใช้นายได้เหมือนเดิม


แต่ในทางกลับกันวัฒนธรรมการใช้ชื่อเล่นในสื่อกระแสหลักของไทย ก็ทำให้ปัญหาหลายๆ ดูเบาลง ยกตัวอย่างเช่นการเรียกหัวหน้าคณะรัฐประหารว่าลุงตู่ นี่ยังไม่นับการใช้ "บิ๊ก" มานำหน้าชื่อเล่นทหาร ซึ่งผมเชื่อว่าการใช้ภาษาในรูปแบบนี้ส่งผลต่อการรับรู้ความร้ายแรงของปัญหาต่าง ๆ หรือการไม่สามารถพูดถึงปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่นการที่เราไม่สามารถพูดถึง Tom Riddle ได้จนเกิด ม๊อบ Harry Potter ขึ้น ผมหวังว่าการพูดถึงเรื่องนี้ในจดหมายสั้น ๆ ฉบับนี้จะทำให้บางคนเห็นหรือเข้าใจปัญหาเรื่องวัฒนธรรมภาษานี้มากขึ้น


สุดท้ายนี้ก็หวังว่าลายมือภาษาไทยของผมจะไม่ได้แย่จนเกินไป และนิสัยการพูดวกวน/ไม่รู้เรื่อง จะไม่ส่งผลกับการเขียนของผมมากเกินไปเช่นกัน


ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก

รุจ


ที่เชื่อว่าภาษาและการสื่อสาร สำคัญต่อการแก้ปัญหา

16 August 2026


สำหรับ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก จำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา


ในวัย 29 ปี อติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี ไม่ยื่นฎีกาต่ออีก วันที่ 15 ก.ค. 2569 อติรุจ เดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อถอนการประกันตัวและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์


ทั้งนี้ อติรุจได้กล่าวก่อนถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 69 ว่า เขาทบทวนและใช้เวลาตัดสินใจดีแล้ว เหตุเพราะช่วงรอเวลาศาลฎีกานัดฟังคำตัดสิน ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างติดขัดอยากไปเรียน ไปทำงานต่างประเทศก็ไม่ได้ เวลาระหว่างรอคือความไม่สบายใจ หลังจาก 16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา จึงได้ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ยื่นฎีกาต่อ แต่ขอไปเคลียร์งานและภาระหน้าที่ จึงได้มาดำเนินการตามกระบวนการถอนประกัน เพื่อรับโทษ


อติรุจระบุว่า แม้เขาจะรับสารภาพและกำลังจะเดินหน้าเข้ารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่การพูด ซึ่งไม่มีควรมีใครต้องถูกขังและต้องลี้ภัยเพียงเพราะแค่พูดเรื่องนี้


"ผมหวังว่าคุณจะกลับมาอย่างครบถ้วน ทั้งร่างกาย จิตใจ และที่สำคัญที่สุด คือศักดิ์ศรีที่ยังคงอยู่"


นี่คือข้อความที่อติรุจอยากฝากถึงตัวเองในวันที่ได้ออกจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112