กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จัดเวทีชำแหละ กกต.-คดีโกง สว. โค้งสุดท้าย ‘ชยพล’ จี้ กกต. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน หากไม่ส่งเตรียมเปิดหลักฐานต่อแน่
วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จัดงานเสวนา “วิกฤติศรัทธา(สภา)สูง: โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย” ในวาระนับถอยหลัง 3 วันสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. หรือไม่ โดยมี โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักวิจัย, มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ร่วมวงเสวนา
ชยพลกล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2 การดำเนินการอภิปรายเป็นไปอย่างล่าช้าจนต้องยืดเวลาออกไปเป็น 4 วัน ทำให้ตนตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นความพยายามยืดเวลาการรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปี 2567 และ 2568 ซึ่งความจริงสามารถนัดประชุมเพิ่มได้แต่กลับไม่เกิดขึ้น จึงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นความพยายามหลากหลายรูปแบบจากฝั่งรัฐบาลที่จะดึงรายงานดังกล่าวไม่ให้เข้ามาพิจารณาในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ยังเห็นถึงความพยายามของฝั่งรัฐบาลที่จัดสรรให้ช่วงเวลาอภิปรายงบ กกต. ไปอยู่ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด ดึกที่สุด รวมถึงมีการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าว่าจะประท้วงใครบ้าง และเมื่อบุคคลเป้าหมายอภิปรายเสร็จ สส. ฝั่งรัฐบาลก็หายตัวออกจากห้องประชุมไปเป็นจำนวนมาก
ชยพลกล่าวต่อไปว่า ฝั่งรัฐบาลยังมีความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ชุดที่ 36 เพื่อเตรียมรองรับการตัดสินคดีโกง สว. ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 กันยายนนี้ เช่น กรณีการเปิดประเด็นว่ามีคนในอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ร่วมเรียนหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) กับบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย ก็มีความพยายามชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลว่ามีบุคคลอื่นร่วมเรียนในหลักสูตรดังกล่าวด้วย ซึ่งในความเป็นจริง ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเรียน แต่สำคัญคือเมื่อเรียนแล้วนำสายสัมพันธ์จากหลักสูตรไปใช้ทำอะไรต่อ
จากข้อมูลที่ตนได้รับและที่ปรากฏต่อสาธารณะจำนวนมาก ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ทำให้เชื่อได้ว่ามีบางเครือข่ายพยายามทำตัวเป็น “ผู้กำกับ” ดูแลคนในแต่ละภูมิภาคและจังหวัด มีการรวมกลุ่ม สัญญาให้ผลประโยชน์ ดูแลเป็นพิเศษ และนัดแนะวางแผน ดังนั้น กกต. ในฐานะผู้ถือกฎหมายเลือกตั้ง มีหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้น และในเมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มากมากขนาดนี้ ก็ต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยต่อไป
“ณ ตอนนี้เป็นเหมือนกระบวนการบีบคอให้ประชาธิปไตยตายลงอย่างช้า ๆ จนอาจเหลือแค่ประชาธิปไตยในนามเท่านั้น ทำให้ทุกคนเริ่มหมดหวังและหมดศรัทธา ทั้งที่ระบบประชาธิปไตยจะฟังก์ชันได้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ 4 ปีครั้ง ทุกคนต้องการความชัดเจน ความยุติธรรม และการสืบสวนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ หากมีการส่งฟ้องไม่ครบ หรือแม้กระทั่งไม่ส่งเลย ตนก็พร้อมเปิดหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นเรื่อย ๆ ว่าทำไมการตัดสินถึงค้านสายตาสังคมขนาดนั้น” ชยพลกล่าว
ทั้งนี้ ชยพลยอมรับว่าลึก ๆ แล้วรู้สึกว่า กกต. อาจจะไม่ส่งฟ้องเลยทั้ง 229 คน เพราะหากนำคนกลุ่มหนึ่งมาสังเวยเข้าสู่กระบวนการ คนเหล่านั้นอาจทนแรงกดดันไม่ได้และเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อผู้เกี่ยวข้อง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ส่งใครเลย แต่อาจยอมสังเวย กกต. ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์แทน และมั่นใจว่าจะไม่เป็นอะไร เพราะกลไกในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ล็อกให้การตรวจสอบและสอบสวน กกต. เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว
ด้านโคทมระบุว่า หน้าที่ของ กกต. คือการรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องมีความเป็นกลางและไม่อยู่ใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร การ “ไม่มี กกต.” กับ “กกต. ไม่ทำหน้าที่” นั้นอาจให้ผลไม่ต่างกัน แต่ตนอยากให้มี กกต. อยู่ เพราะหากยุบ อำนาจทั้งหมดก็จะกลับไปที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งอาจเลวร้ายกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากหลุดพ้นจากระบอบนี้ เราจำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นกระบวนการสรรหา กกต. ใหม่ทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังไม่เปิดทางให้มากนัก
ด้านมุนินทร์ระบุว่า ในทางกฎหมาย นักกฎหมายน่าจะเห็นตรงกันถึงองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้กระทำผิดอาจเป็นผู้สมัครหรือบุคคลอื่นก็ได้ การที่เลขาธิการ กกต. ให้ความเห็นว่าผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้สมัครเท่านั้น ถือเป็นเรื่องน่าตกใจมาก
มุนินทร์กล่าวย้ำว่า กกต. ไม่มีหน้าที่ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาก กกต. สรุปในเอกสารว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดหรือไม่เพียงพอที่จะผิด ถือว่าไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและเป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลฎีกา หน้าที่ของ กกต. คือประเมินหลักฐานว่ามีมูลพอที่จะส่งไปยังศาลฎีกาหรือไม่ โดยต้องประเมินหลักฐานทุกชิ้น และศาลฎีกาจะเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการตรวจสอบความสุจริตเที่ยงธรรม นอกจากนี้ ความพยายามปกป้องความไม่โปร่งใสและทำให้กระบวนการไม่ตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้เกิดความน่าสงสัยและเชื่อได้ว่ามีความผิดปกติ ซึ่งต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิสูจน์ พร้อมยืนยันว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต. ต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการได้
ขณะที่สฤณีเปิดเผยว่า คดีนี้ปรากฏเส้นทางการเงินจำนวนมาก และจากข้อมูลปัจจุบันมีหลักฐานชุดเดียวที่แสดงเส้นทางการเงินอย่างชัดเจน ซึ่งมาจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างหนักระหว่างเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอ การที่ กกต. อ้างว่าขอยืดเวลาเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม จึงน่าตั้งคำถามว่าข้อมูลเพิ่มเติมคืออะไร เพราะหลักฐานชุดนี้ก็มีความชัดเจนและไม่น่าสับสน
สฤณีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลักฐานทางการเงินมีสองประเด็นหลัก คือแรงจูงใจในการโอนเงิน และความน่าเชื่อถือของข้ออ้างในการโอน หากมองเฉพาะเรื่องแรงจูงใจส่วนบุคคลเพื่อเข้าไปเป็น สว. นั้นอาจจะประเมินว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะมีการโอนเงินในหลายระดับ จึงต้องมองให้เห็นภาพรวมซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจในการ “ครอบงำสภาสูง” ผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีรายการน่าสงสัยหลายรายการ เช่น ผู้สมัคร สว. หลายคนได้รับเงินโอนในช่วงวันเลือกตั้ง บางรายการโอนมาจากผู้ช่วย สส. และบางรายการโอนรอบเดียว 10 คนในจำนวนเงินเท่ากันหมด ซึ่งผู้มีแรงจูงใจในการจ่ายเงินลักษณะนี้ก็ต้องเป็นสังกัดของผู้ช่วย สส. ดังกล่าว ข้อมูลทางการเงินเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #โกงเลือกสว #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229





























