“ทวี”
แนะจับตาคดีประวัติศาสตร์ “ฮั้ว สว.” บททดสอบหลักนิติธรรมและศรัทธาสาธารณชนต่อ
กกต.
วันที่
31 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชาติว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติและสส.บัญชีรายชื่อ
พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
มาตรฐาน
“มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” : จุดชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. และศรัทธาต่อ กกต.
ในสภาวการณ์ที่สังคมไทยกำลังจับจ้องการประชุมชี้ขาดคดีประวัติศาสตร์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) กรณีจะมีมติ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และสมาชิกวุฒิสภา มากกว่า 229 คน การตัดสินใจของ กกต.
ในครั้งนี้มิได้มีผลเฉพาะต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
หากยังเป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ
และความศรัทธาของประชาชนต่อหลักนิติธรรมของประเทศ
ซึ่งการพิจารณาทางกฎหมายมหาชนและประสบการณ์ส่วนตัวจากคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ
(คำวินิจฉัยที่ 1/2569) มีข้อเสนอ ดังนี้
1.
กกต. เป็นองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 3
วรรคสอง และมาตรา 215
กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม ด้วยความสุจริต
เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ
ความเป็น
“องค์กรอิสระ” จึงมิใช่อำนาจที่จะใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ
หรือเบี่ยงเบนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด
หากแต่หมายถึงความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว
และผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและความยุติธรรมของบ้านเมือง
2.
สิ่งที่สร้างความกังวลแก่สังคม
คือข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาที่ปรากฏว่า ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา 138 คน กำลังถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง
วุฒิสภาชุดเดียวกันกลับเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จำนวน 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง
-
นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ แม้ครบวาระแล้ว
แต่เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาใหม่ จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
-
กรรมการ กกต. อีก 4 คน ได้แก่ นายณรงค์
กลั่นวารินทร์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร
ต่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน
ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้วิญญูชนตั้งคำถามได้ว่า
การพิจารณาคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ
กกต. จะสามารถดำเนินไปโดยปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใด
แม้ไม่มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นก็ตาม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนย่อมได้รับผลกระทบจากภาพแห่งความขัดกันของผลประโยชน์ดังกล่าว
3.
พฤติการณ์ที่เป็นข้อกังขาของสังคมที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ตอบแทนบุญคุณมากกว่าความถูกต้อง และการเอื้อประโยชน์เปิดประตูให้ทำการทุจริต อาทิ
-
ระเบียบ กกต. ข้อ 122
ที่กำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย
ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเปิดช่องให้เกิดการลงคะแนนแบบจัดตั้งหรือ “โหวตล็อก”
อันกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับตามมาตรา 33
-
ขบวนการบล็อก หรือให้ลงคะแนนตามโพย
จนผลการเลือกตั้งมีลักษณะผิดธรรมชาติ แต่เลือกตามโพย โดยผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 138 คน มีคะแนนกระจุกตัวอยู่ในช่วงประมาณ 50–79 คะแนน
ขณะที่ผู้สมัครอีกจำนวนมากมีคะแนนอยู่เพียงประมาณ 20–28
คะแนน
-
การแต่งตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36
มาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่อนุกรรมการชุดที่ 26
เป็นผู้ไต่สวนโดยตรง
-
การปรับผลการประเมินเลขาธิการ กกต. จาก “ไม่ผ่าน” เป็น “ผ่าน”
-
การไม่รับสำนวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทั้งที่มีการกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน
ฯลฯ
ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้มีการอธิบายอย่างชัดเจนและโปร่งใส
เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง
4.
“มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” คือมาตรฐานทางกฎหมายที่ กกต.
ต้องยึดถือ
พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า หากมี
“หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
มีการกระทำอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.
ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่
1/2569 (หน้า 19) ซึ่งอ้างอิงรายงานการประชุมของวุฒิสภาในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย
ได้อธิบายเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาของ กกต.
ใช้มาตรฐานทางกฎหมายมหาชน
มิใช่มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร
กล่าวคือ
หากมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเบื้องต้นที่ทำให้วิญญูชนเห็นได้อย่างมีเหตุผลว่าน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิด
ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยต่อไป
เมื่อเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 66 ซึ่งศาลสามารถออกหมายจับได้โดยอาศัยเพียง “หลักฐานตามสมควร”
การใช้มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ตามมาตรา 62
จึงมิใช่มาตรฐานที่สูงกว่านั้น
หากเป็นจริงตามที่มีการกล่าวอ้างว่าสำนวนคดีมีเอกสารกว่า
80,000 แผ่น พร้อมพยานหลักฐานด้านนิติคณิตศาสตร์และข้อมูลอื่นประกอบแล้ว
ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าจะพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยได้หรือไม่
เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา
หากแต่เป็นการพิจารณาว่าได้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่
5.
หลักกฎหมายมหาชนกำหนดให้การใช้อำนาจรัฐต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน
และต้องรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม
ภายใต้ข้อเท็จจริงและข้อกังวลที่เกิดขึ้น
ทางออกที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมมากที่สุด คือการที่ กกต. ใช้อำนาจตามมาตรา 62
ยื่นคำร้องและส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยคดี
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในคดีลักษณะนี้
การส่งเรื่องให้ศาลจึงมิใช่การตัดสินว่าผู้ใดมีความผิด
หากเป็นการเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
ท้ายที่สุด
สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือคำวินิจฉัยที่ยุติธรรมตามความเป็นจริงและกฎหมาย
ความไม่ยุติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง คือภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย
และหลักนิติธรรมที่นำไปสู่การขัดแย้งแตกแยกในสังคมโดยส่วนรวม



















