วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนจัดเวทีใหญ่เปิดตัวผู้สมัครนายกเมืองพัทยา “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” พร้อมฟูลทีมผู้สมัคร ส.ม. ชูนโยบาย “พัทยาเพื่อทุกคน” ศูนย์เด็กเล็ก 7 วันเปิดทั้งกลางวันกลางคืน - เปิดเผยงบประมาณโปร่งใส - น้ำประปาทั่วถึงเท่าเทียม

 


พรรคประชาชนจัดเวทีใหญ่เปิดตัวผู้สมัครนายกเมืองพัทยา “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” พร้อมฟูลทีมผู้สมัคร ส.ม. ชูนโยบาย “พัทยาเพื่อทุกคน” ศูนย์เด็กเล็ก 7 วันเปิดทั้งกลางวันกลางคืน - เปิดเผยงบประมาณโปร่งใส - น้ำประปาทั่วถึงเท่าเทียม


วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียง ร่วมเวทีปราศรัยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร และว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) ของพรรคประชาชน ที่ลานด้านหลังโซโหทาวน์ พัทยาสาย 2 ซอย 1 จังหวัดชลบุรี


[ 28 มิ.ย. ขอโอกาสพรรคประชาชน สร้างพัทยาเพื่อทุกคน ]


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนอยากชวนทุกคนมาคิดว่าในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นวันเลือกตั้งของเมืองพัทยานั้น เราจะตัดสินใจให้เมืองพัทยาแห่งนี้เป็นเมืองแห่งโอกาสของใคร เป็นเมืองแห่งโอกาสของทุกคนหรือเป็นโอกาสของคนบางกลุ่ม ในวันนี้หนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวเมืองพัทยาคือมีเศรษฐกิจสีเทา ธุรกิจสีเทาผู้ประกอบการต่างถิ่นมาแย่งงานคนในพื้นที่ รวมถึงผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนเข้ามาพัวพันด้วย


ตลอด 8 ปี 3 การเลือกตั้งระดับชาติ พัทยาเป็นเมืองที่ให้โอกาสพรรคสีส้มมาตลอด ทุก สส.เขตจากชลบุรีของพรรคสีส้มมีอยู่บนพื้นที่ของพัทยา โอกาสที่ทุกคนมอบให้นั้น พวกตนได้ใช้โอกาสในการผลักดันกฎหมายต่างๆ เพื่อคนพัทยา เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน รวมถึงการตรวจสอบเงินในกองทุนประกันสังคมให้ถูกใช้อย่างตอบโจทย์และโปร่งใสมากขึ้น 


อย่างไรก็ตาม สนามการเมืองหนึ่งแห่งที่พวกเรายังไม่ได้รับโอกาสจากคนพัทยา คือโอกาสในการบริหารเมืองพัทยา ตนเชื่อมั่นว่าทุกประสบการณ์ทุกนโยบายที่พวกเราเคยผลักดันสำเร็จมาแล้ว ประกอบกับว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาและว่าที่ผู้สมัคร ส.ม. ของพรรคประชาชนทั้ง 24 คน ซึ่งรู้จักพัทยาเป็นอย่างดี กับงบประมาณปีละกว่า 2,400 ล้านบาท จะสามารถทำพัทยาให้ดีกว่านี้ได้แน่นอน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า วิสัยทัศน์ของพรรคประชาชนต้องการทำให้พัทยาเป็นเมืองที่ตอบโจทย์ทุกคนอย่างแท้จริง คุณอิทธิวัฒน์เกิดและเติบโตที่นี่ เคยทำงานในฐานะ ส.ม. มาแล้ว มีความเข้าใจระบบกลไกงบประมาณของพัทยาที่จะจัดสรรให้งบประมาณตกถึงมือของคนพัทยาได้ ดังนั้นเชื่อว่า วัฒน์ อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร จะสามารถเป็นนายกเมืองที่พร้อมทำงานให้คนพัทยาทุกคนอย่างแน่นอน


[ ชูนโยบายพัทยาโปร่งใส-น้ำประปาทั่วถึงเท่าเทียม ]


ด้าน อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ตนตัดสินใจมาลงสมัครนายกเมืองพัทยา เกิดจากเคยนั่งอยู่ในสภาเมืองพัทยา เห็นงบประมาณที่ได้รับอนุมัติเพื่อมาแก้ไขปัญหาของเมือง แต่ปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข จึงทำให้ตัดสินใจมาลงสมัครรับเลือกตั้งในวันนี้ เพื่อรับใช้ให้เมืองพัทยาเปลี่ยนแปลงไป


พัทยาในโฆษณานั้นสวยงาม แต่ชีวิตจริงที่ทุกคนใช้ชีวิตในเมืองพัทยานั้นแตกต่างกันมาก น้ำก็ยังท่วมอยู่ ฟุตบาทหน้าบ้านพังก็ยังไม่มีคนมาซ่อม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการบริหารงานที่ทำนโยบายเพื่อคนบางกลุ่ม แต่ไม่ได้ทำเพื่อทุกคน ทุกวันนี้พัทยามีงบประมาณกว่า 2,400 ล้านบาท แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะการบริหารของผู้นำเมืองพัทยาไม่กล้าตัดสินใจ ตนเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกัน เมืองพัทยาจะสามารถไปได้ไกลกว่านี้


ความฝันของตนคือเมืองพัทยาจะต้องสามารถรับฟังปัญหาจริงๆ ของพี่น้องประชาชนได้ แล้วนำมาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาให้ไปไกลกว่านี้ เพราะฉะนั้น หากวันนี้ชาวพัทยาไว้วางใจพวกตน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

(1) งบประมาณที่โปร่งใส เงินทุกบาททุกสตางค์ของทุกคน จะต้องรู้ได้ทันทีว่าถูกนำไปใช้อย่างถูกวัตถุประสงค์หรือไม่

(2) การเพิ่มพื้นที่ค้าขายให้กับพ่อค้าแม่ค้า โดยไร้ส่วย

(3) น้ำประปาที่เท่าเทียมและทั่วถึง คนในเกาะล้านซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่กิโลเมตรจากพัทยา กลับต้องใช้น้ำประปาที่ซื้อจากรถน้ำเอกชนในราคา 70 บาทต่อยูนิต ขณะที่คนในฝั่งใช้เพียง 20 บาทต่อยูนิตเท่านั้น

(4) นโยบายเปิดศูนย์เลี้ยงเด็กตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลลูกๆ ของพ่อแม่ที่ทำงานกะดึก


สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของนโยบายจาก 37 นโยบาย ที่เกิดจากการรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน วันนี้ตนลงสมัครในนามพรรคประชาชน เพราะตนมีความเชื่อเช่นเดียวกับพรรคว่าเมืองพัทยาจะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกคนต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เราจะยกระดับการทำงานของเมืองพัทยาให้ดีกว่านี้ แก้ไขปัญหาด้วยองค์ความรู้ พัทยาจะดีกว่านี้แน่นอน อยากเชิญชวนทุกคนร่วมกันลุกขึ้นสู้อีกครั้งเพื่อพัทยาของทุกคน


[ ยกโมเดล อบจ.ลำพูน เปลี่ยนพัทยาทำได้จริง ]


ต่อมา ธนาธร กล่าวว่า เมื่อเราพูดว่าอยากสร้าง “พัทยาเพื่อทุกคน” เรากำลังตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานว่าเมืองของเราต้องดูแล “คนใน” ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และดูแล “คนนอก” ที่มาบ้านเราให้เกิดความประทับใจแล้วอยากกลับมาอีก


หนึ่งนโยบายที่เราภูมิใจนำเสนอคือศูนย์เด็กเล็กที่เปิดทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยว สถานประกอบการหลายแห่งปิดตีสองตีสาม จะทำอย่างไรให้คนพัทยา ที่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองได้รับการดูแล สามารถฝากลูกไว้ที่ศูนย์เด็กเล็กของเมืองได้ในเวลากลางคืน และมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลที่มีมาตรฐาน ซึ่งเรื่องนี้คณะก้าวหน้าเคยทำมาแล้วร่วมกับนายก อบต.เชิงทะเล จังหวัดภูเก็ต


ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เราให้ความสำคัญกับนโยบายขนส่งสาธารณะ เพราะเราเชื่อว่าบ้านเมืองที่ดีนั้น รัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนการเดินทางของประชาชน ไม่ใช่ให้เอกชนหรือประชาชนต้องขวนขวายเอาเองจนเป็นภาระค่าใช้จ่าย แต่ทุกวันนี้คนในพัทยารู้ดีว่าสองแถวไม่ได้เดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ สิ่งที่เราจะทำคือทำงานประสานกับผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดเส้นทางใหม่ร่วมกัน ทำให้รถสองแถววิ่งได้ครอบคลุมทั่วทั้งพัทยา เพื่อให้ทุกคนเดินทางอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้เราจะทำให้มีป้ายรถประจำทางที่มีมาตรฐานด้วย 


เรื่องเหล่านี้พรรคประชาชนทำมาแล้วที่ อบจ.ลำพูน ทำให้สายรถเชื่อมโยงระหว่างเมืองเก่า พื้นที่พาณิชย์ใหม่ และโรงงานอุตสาหกรรม เดินทางผ่านจุดสำคัญต่างๆ สิ่งนี้เรียกว่าความเจริญ โดยออกแบบป้ายรถเมล์ให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ปัจจุบันกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ภายในไตรมาสสามของปีนี้ จะได้เห็นสายรถนี้วิ่งที่ลำพูน และตนหวังว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้า จะได้ไปพูดกับที่อื่นโดยเอาเส้นทางเดินรถของพัทยาไปอวดบ้าง


ธนาธรยังยกตัวอย่างอีกหลายนโยบาย ไม่ว่าจะเป็น การปรับภูมิทัศน์เมืองพัทยาให้เป็นเมืองเดินได้เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจสองข้างทาง, การทำให้น้ำประปาสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะคนในพื้นที่เกาะล้าน, การพัฒนาศูนย์เยาวชนของเมืองพัทยา พื้นที่กว่า 50 ไร่ ซึ่งปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ให้เป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกันของคนทุกช่วงวัย, นโยบายสาธารณสุขอย่างการใช้ TeleHealth ให้ อสม. ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสัญญาณชีพสำคัญของคนไข้และส่งต่อข้อมูลผ่านระบบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับคลาวด์ คุณหมอจะดูข้อมูลได้จากโรงพยาบาล คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปพบหมอ นี่คืออนาคตของบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน 


นอกจากนี้ เมืองพัทยาภายใต้พรรคประชาชนจะลงทุนสนามกีฬาเมืองพัทยาให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับกีฬาชนิดต่างๆ ให้คนในพื้นที่ได้ใช้ฟรี ยกตัวอย่างที่ลำพูนปลายปีนี้จะมีของขวัญปีใหม่คือสนามกีฬาอำเภอลี้ ซึ่งเป็นอำเภอที่ปัจจุบันไม่มีสนามกีฬา นอกจากนี้ยังมีนโยบายพัฒนาย่านต่างๆ โดยดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาใช้ประโยชน์สูงสุด เช่นที่ลำพูนซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องผ้าฝ้ายดอนหลวง ที่ผ่านมาจัดงานทุกปี ทำยอดขายได้ปีละ 40 ล้านบาท นายก อบจ. ของพรรคประชาชนเข้ามา ดึงการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น ประชาสัมพันธ์มากขึ้น ยอดการค้าขายปีนี้เพิ่มเป็น 80 ล้านบาท 


อีกตัวอย่างของลำพูน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวหน้ามาก แต่ที่ผ่านมาขาดการเชื่อมโยงกับสถานศึกษาและชุมชน เราจึงจัดงานลำพูนเทควีค ที่รวมเอาเทคโนโลยีทันสมัยมาอยู่ที่เดียว รวมถึงลำพูนฟิล์มวีค ที่เปิดพื้นที่ให้คนทำหนังและคนทำงานสร้างสรรค์ได้ปล่อยของ นี่คือการจัดอีเวนต์ที่ดึงศักยภาพของพื้นที่ออกมาใช้ รวมถึงโครงการ “เปย์ลำพูน” ที่มีมาสคอต “น้องขันโต๊ก” ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างขันโต๊กกับโทเค็น ถ้าใครไปใช้จ่ายที่ลำพูนสามารถแลกเป็นดิจิทัลโทเค็นนี้ได้ หลังเปิดโครงการ 3-4 เดือน ดึงรายได้ให้กับร้านค้าขนาดเล็กกว่า 400 ร้านในลำพูนเป็นเงินกว่า 5 ล้านบาท 


สุดท้ายคือนโยบายเรื่องความโปร่งใส งบประมาณของพัทยากว่า 2,400 ล้านบาทต่อปี บริหาร 4 ปีเป็นเงินเกือบ 10,000 ล้านบาท ถ้ามีนายกเมืองพัทยาจากพรรคประชาชน ชาวพัทยาจะได้รับความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้รับเหมา จะอยู่บนเว็บไซต์ทั้งหมด ประชาชนสืบค้นง่าย เมื่อมีความผิดปกติก็มีสายตาของทุกคนช่วยกันมอง นี่เป็นนโยบายที่ทำให้ อบจ.ลำพูน เป็น อบจ. ที่ซื้อของต่ำกว่าราคากลางมากที่สุดในประเทศไทย คือ 26.7% เมื่อเทียบกับบุรีรัมย์ 0.9% กรุงเทพ 2.6% นี่คือหน้าตาของความโปร่งใสที่จับต้องได้ และนโยบายเหล่านี้อยู่ในเว็บไซต์ https://pattayaall.net/ 


ธนาธรทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนได้รับชัยชนะ นายกเมืองพัทยาและ ส.ม. จะไม่ทำงานโดยลำพัง พรรคประชาชนจะเข้ามาช่วยผลักดันความเจริญก้าวหน้าให้กับพัทยา อนาคตของพัทยาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกคน เดินทางร่วมกับเราเพื่อสร้างพัทยาที่ดีกว่านี้ไปด้วยกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นายกเมืองพัทยา


























พริษฐ์ เปิดข้อพิรุธใหม่ มีความเป็นไปได้ที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ “ยกคำร้อง” คดีซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม ทั้งที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการกระบวนการ “ไต่สวน” ข้อเท็จจริงใด ๆ

 


พริษฐ์ เปิดข้อพิรุธใหม่ มีความเป็นไปได้ที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ “ยกคำร้อง” คดีซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม ทั้งที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการกระบวนการ “ไต่สวน” ข้อเท็จจริงใด ๆ 


วันนี้ (12 พฤษภาคม 2569) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสข้อความผ่านเพจเฟสบุ๊ค ระบุว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ “ยกคำร้อง” คดีซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม ทั้งที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการกระบวนการ “ไต่สวน” ข้อเท็จจริงใด ๆ ? 


ณ ขณะนี้ ทางพรรคประชาชนกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำคำร้อง ที่เรา พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น และ สว. บางส่วน จะยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระ มาไต่สวน ป.ป.ช. เรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ


อย่างไรก็ตาม เราได้ค้นพบข้อพิรุธเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการของ ป.ป.ช. ที่ผมได้แถลงต่อสาธารณะเช้าวันนี้ และขอฝากคำถามไปถึง ป.ป.ช. ให้ชี้แจงให้ชัดเจน


ข้อพิรุธที่ว่านี้ คือผมมีข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. อาจจะไม่ได้มีการดำเนินการ “ไต่สวน” ข้อเท็จจริงใดๆเลย กรณีการซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก่อนจะมีมติยกคำร้อง เพราะ


1. พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 51 ระบุชัดว่า “..กรณีมีการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง.. ให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนเอง หรือจะแต่งตั้งกรรมการไม่น้อยกว่าสองคนและบุคคลอื่นเป็นคณะกรรมการไต่สวนก็ได้” แต่ปัจจุบัน ผมยังไม่ค้นพบข้อมูลที่เป็นการยืนยัน ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนกรณีนี้เอง หรือได้ตั้งคณะกรรมการใด ๆ ขึ้นมาไต่สวน


2. คำแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. วันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่ชี้แจงมติของ ป.ป.ช. ในการยกคำร้องต่อการซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม ไม่ปรากฏข้อความใดๆที่พูดถึงกระบวนการในการไต่สวนข้อเท็จจริงใด ๆ (ความจริงแล้ว ไม่ปรากฏคำว่า “ไต่สวน” แม้แต่ครั้งเดียว)


ด้วยข้อสังเกตดังกล่าว ผมเลยมีข้อสันนิษฐานว่า ทาง ป.ป.ช. ได้ยกคำร้องคดีคุณศักดิ์สยาม ทั้งที่ยังไม่มีการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงใดๆ โดยอาจเป็นการยกคำร้องแบบรวบรัด-เร่งรีบ ที่อาศัยช่องของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 49 เพื่ออ้างว่า “ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่ามีข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอที่จะดำเนินการต่อไป”


ดังนั้น เพื่อไขข้อสงสัยดังกล่าว ผมขอฝากคำถามผ่านสาธารณะและสื่อมวลชนไปถึง ป.ป.ช. ดังนี้


1. ตกลงแล้ว ทาง ป.ป.ช. ได้ดำเนินการ “ไต่สวน” ข้อเท็จจริงใด ๆ หรือไม่ เกี่ยวกับกรณีการซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม ก่อนจะมีมติยกคำร้องดังกล่าว?


2. หากไม่มีการ “ไต่สวน” ใด ๆ เหตุใด ป.ป.ช. ถึงตัดสินใจไม่ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (เช่น เส้นทางการเงิน การโอนหุ้น) ก็ชี้ชัดว่ามีความพยายามในการซุกหุ้น และอย่างน้อยน่าจะเป็นเหตุเพียงพอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ก่อนจะตัดสินใจว่าจะยกคำร้องหรือไม่?


3. หาก ป.ป.ช. อ้างว่า ไม่มีการ “ไต่สวน” ใด ๆ เพราะได้ “ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่ามีข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอที่จะดำเนินการต่อไป” จึงไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 49, เหตุใด ป.ป.ช. จึงไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติในมาตราเดียวกันที่กำหนดชัดว่า ป.ป.ช. จะต้อง “มีหนังสือแจ้งให้ผู้กล่าวหาทราบ [เมื่อมีคำสั่งไม่รับเรื่องไว้พิจารณา]” (ที่ผ่านมมา ผู้กล่าวหา (สส. ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล) ยืนยันว่าไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งใดๆจาก ป.ป.ช. ในกรณีดังกล่าว)


ผมหวังว่า ป.ป.ช. จะให้คำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้ พร้อมกับหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควรจะรวมอยู่ในรายการเอกสารที่ ผู้กล่าวหา (สส. ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล) ได้ใช้สิทธิร้องขอต่อ ป.ป.ช. เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เช่น

- รายงานแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวน

- บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาต่อคุณศักดิ์สยาม

- คำชี้แจงของคุณศักดิ์สยามที่ยื่นชี้แจงต่อ ป.ป.ช.

- ความเห็นของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบคดีนี้

- รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

- คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อคดีนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #ซุกหุ้น #ศักดิ์สยาม

‘ธีระ’ มือกฎหมาย พรรคประชาชน ชี้แจง การยื่นเรื่องให้ศาล รธน. วินิจฉัย “พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน” คือการใช้กลไกปกติของฝ่ายนิติบัญญัติ การยื่นเรื่องดังกล่าว ทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง

 


‘ธีระ’ มือกฎหมาย พรรคประชาชน ชี้แจง การยื่นเรื่องให้ศาล รธน. วินิจฉัย “พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน” คือการใช้กลไกปกติของฝ่ายนิติบัญญัติ การยื่นเรื่องดังกล่าว ทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง


วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ธีระ สุธีวรางกูร สส. บัญชีรายชื่อ ทีมกฎหมาย พรรคประชาชนให้ความเห็นกรณีที่พรรคประชาชนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่อง พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้าน


โดยธีระกล่าวว่า มีหลายท่านกังวลใจ ที่พรรคประชาชนตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ที่ผ่านมา พรรคประชาชน พรรคก้าวไกล และพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันเส้นแบ่งเกี่ยวกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือเข้ามาก้าวก่ายในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร


การที่พรรคประชาชนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในบางกรณี ก็น่าจะมีความจำเป็นอยู่ รวมถึงการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ” ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ด้วยเหตุผลที่ว่า


(1) ในฐานะที่พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านที่มีอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เมื่อพรรคพบเห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจที่อาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พรรคก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบ


(2) ในการตรวจสอบรัฐบาลที่ออกพระราชกำหนดดังกล่าว แม้พรรคสามารถตรวจสอบได้โดยวิธีการหนึ่ง คือ “การตรวจสอบทางการเมือง” โดยพรรคสามารถมีมติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน.ของพรรคลงมติไม่อนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าวได้ก็ตาม แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก็เป็นฝ่ายข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ รัฐบาลซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายข้างมากในสภาผู้แทนฯ ก็ย่อมอนุมัติพระราชกำหนดข้างต้น ทำให้การตรวจสอบรัฐบาลในทางการเมืองของพรรคไม่บรรลุผล


โดยความข้อด้วยเหตุนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดกลไก “การตรวจสอบทางตุลาการ” ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเข้าชื่อเสนอเรื่องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดดังกล่าวได้ การที่พรรคตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ จึงเป็นความพยายามในการใช้กลไกการตรวจสอบให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง “การตรวจสอบทางการเมือง” และ “การตรวจสอบทางศาล”


(3) อำนาจในการตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดก่อนที่สภาจะอนุมัติโดย “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” หรือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตามแต่กรณี เป็นอำนาจปกติทั่วไปที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534, พ.ศ. 2540, พ.ศ. 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนั้น อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นอำนาจที่จะช่วยปกป้องอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ


ดังนั้น การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนดดังกล่าว กล่าวได้ว่าเป็นการใช้กลไกการตรวจสอบปกติทั่วไปที่จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และต่อพรรคในฐานะที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฝ่ายนิติบัญญัติ


(4) สำหรับข้อกังวลว่า การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ อาจเป็นการ “เปิดช่อง” ให้ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยคำวินิจฉัยของตนเอง ขยายขอบเขตอำนาจของตนให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด นั้น


ธีระกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ ต้องกล่าวว่าทางพรรคได้เสนอ “ประเด็นของคดี” ในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลวินิจฉัยตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญ เฉพาะประเด็นว่า “พระราชกำหนดดังกล่าวตราขึ้นโดยเป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้หรือไม่” เท่านั้น ดังนั้น โดยความชัดเจนของประเด็นแห่งคดีที่พรรคเสนอไป ก็น่าจะช่วยให้คลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง


(5) แม้พรรคไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจเกินขอบเขตของศาลรัฐธรรมนูญในหลายคดีที่ผ่านมา กระนั้นก็ตาม ในทางปฏิบัติ ก่อนหน้านี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก็เคยมีบทบาทในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีพระราชกำหนดขยายเวลาการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันการทรมานฯ หรือกรณีการกระทำของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายงบประมาณ


ดังนั้น การที่พรรคยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ตราขึ้นโดยชอบด้วยเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่พรรคเคยทำมาแล้ว ด้วยความระมัดระวังที่จะไม่ตั้งประเด็นของคดีเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจของตนผ่านคำวินิจฉัย


ธีระกล่าวทิ้งท้ายว่า ด้วยเหตุผลข้างต้น พรรคเข้าใจและยอมรับความกังวลใจของหลายท่าน แต่ขอยืนยันว่า การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ได้ตราขึ้นโดยชอบตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่” นั้น พรรคได้ทำไปด้วยความรอบคอบอย่างระมัดระวัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“ธนพร” จี้ “จุลพันธ์” เร่งออกกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE ผู้ประกันตนรอมาหลายเดือนแล้ว ชี้อยากกู้วิกฤตศรัทธาประกันสังคมเริ่มได้เลย


ธนพร” จี้ “จุลพันธ์” เร่งออกกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE ผู้ประกันตนรอมาหลายเดือนแล้ว ชี้อยากกู้วิกฤตศรัทธาประกันสังคมเริ่มได้เลย


วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเร่งดำเนินการออกกฎกระทรวงรับรองสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพแบบ CARE (Career Average Revalued Earnings) ภายหลังกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีฯ เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา


โดยธนพรกล่าวว่า เป็นเวลากว่า 5 เดือนหลังจากบอร์ดประกันสังคมเห็นชอบกับแนวทางสูตร CARE เหลือเพียงขั้นตอนการเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ช่วงที่ผ่านมาเห็นคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ออกมาพูดเกี่ยวกับประกันสังคมว่าต้องการกู้วิกฤตศรัทธา จะแก้ไขกฎหมายเพิ่มความโปร่งใส พรรคประชาชนเองก็เพิ่งยื่นร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสังคมเข้าสภา เราเห็นว่าเป็นทิศทางที่ดีที่จะได้ผลักดันร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตน แต่ที่ผ่านมาพี่น้องผู้ประกันตนคนทำงานมีบทเรียนว่าแม้รัฐบาลเคยประกาศนโยบายแล้วแต่ต้องพิสูจน์ด้วยการทำงานว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่


สำหรับสูตร CARE นั้น ทุกอย่างพร้อมแล้ว เหลือเพียง รมว.แรงงาน ลงนามเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ที่ผ่านมาท่านบอกว่าเห็นด้วยในหลักการ แต่ขอพูดคุยกับทุกกลุ่มให้รอบด้าน แต่จนวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า จึงอยากทราบว่าติดขัดปัญหาตรงไหนอย่างไร ผู้ประกันตนกำลังรอคอยคำตอบ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของพวกเขาที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือน ดังนั้นขอร้องอย่ายื้อเวลา หากจะฟื้นศรัทธาจากผู้ประกันตน ท่านเริ่มได้จากเรื่องนี้เลย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

นพ.เหวง โตจิราการ : บทบาทของนักศึกษามหิดล และการตั้งพรรคแนวร่วมมหิดล ในยุค 2516-2519

 


นพ.เหวง โตจิราการ : บทบาทของนักศึกษามหิดล และการตั้งพรรคแนวร่วมมหิดล ในยุค 2516-2519


กล่าวในงาน Mahidol Activists Reunion

ที่ Sky Baiyok ราชปรารภ

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569


สวัสดีครับท่านผู้แทนมหาวิทยาลัย สวัสดีพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ รวมทั้งลูกหลานมหิดลที่เคารพ ก่อนอื่นผมขออนุญาตชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าตอนที่ติดต่อตั้งแต่ต้นเขามอบเวลาให้ผม 10 นาที ดังนั้นผมขอใช้ 10 นาที บวกลบนิดหน่อย ผมพยายามเอาแก่น ๆ นะครับ ผมต้องขอบคุณที่ให้เกียรติที่เชิญผมมาพูดในวันนี้


ประเด็นที่ให้ผมพูดถึง “บทบาทในสมัยตั้งพรรคแนวร่วมมหิดล ไปจนสมัยเป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล”


ผมขออนุญาตต้องกราบเรียนทุกท่านรวมไปถึงทุกคนที่ได้ยินที่ผมพูด ผมคิดว่าความคิดและการกระทำของคนล้วนแล้วแต่กำหนดโดยอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของเขาผู้นั้นเสมอ ผมก็เป็นแบบเดียวกัน บทบาทและความคิดการกระทำของผมกำหนดโดยอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผม ฉะนั้นการที่จะเข้าใจบทบาทของผมทั้งหมด ต้องเข้าใจอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผมด้วย ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตอธิบายเบื้องต้นก่อนว่า  อุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผมเป็นอย่างไร? และได้มาอย่างไร?


อันนี้ก็ต้องไปเริ่มต้นก่อนเข้ามหาวิทยาลัยนะครับ คือในสมัยมัธยมผมได้ครูดี ครูเขาสอนเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของผมเลย ก็คือว่า คนต้องค้นคว้าและรู้จักคิดด้วยตนเอง ผมก็เลยตะลุยอ่านหนังสือเยอะมาก ในที่สุดท่านทราบมั้ยครับผมนี่อาจจะคล้าย ๆ กับโสกราตีส (Socrates) ก็ได้ แต่ไม่ได้คล้าย ๆ ในแง่ดื่มน้ำพิษนะครับ คล้าย ๆ ในแง่ที่ว่าคุณต้องตั้งคำถามให้ได้ว่าชีวิตคุณคืออะไร? ผมก็ได้ผลึกของคำถามหลังจากที่ค้นคว้าเยอะแยะว่า มนุษย์เกิดมาทำไม? และเมื่อเกิดมาแล้วต้องทำอะไร? ผมก็ตะลุยต่อเลยนะครับ


ในที่สุดผมก็ไปเจออาจารย์พุทธทาส โอ้โหผมก็เลยตะครุบเลย ก็คืออาจารย์พุทธทาสท่านบอกว่า มนุษย์เกิดมาต้องทำลายตัวกู ของกู นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็มุ่งมั่นในการที่ลดความเห็นแก่ตัวให้น้อยที่สุด หรือแทบไม่มีเลยได้เป็นดีที่สุด ตอนนั้นผมเข้ามหาวิทยาลัยพอดี ตอนที่เจออาจารย์พุทธทาสและมีคำตอบที่มันเกิดแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถที่บรรลุได้นะครับ แต่เป็นเพียงคำตอบที่มองเห็นข้างหน้า ผมก็เลยเริ่มหาทางทำงานส่วนรวม


แรก ๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับ ผมก็เอา quotation ของอาจารย์พุทธทาสมาติดผนังตึกจานบินเอาไว้ให้ทุกคนอ่าน ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพื่อนหลายคนเขามาขอบคุณผมทีหลัง ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ชีวิตสมัยเด็กของผมอยู่ในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเข้ามหาวิทยาลัยในสมัย จอมพลประภาส จารุเสถียร และจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่ง 3 จอมพลนี้ท่านทั้งหลายคงทราบแล้วนะครับว่าปกครองด้วยระบอบเผด็จการทรราช ผมจำเป็นต้องอธิบายถึงจอมพลสฤษดิ์นิดนึง


จอมพลสฤษดิ์นี่เด็ดขาดมาก คือว่าประหารชีวิตคนด้วยมาตรา 17 ประหารคนด้วยข้อกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์หลาย 10 คน นอกจากนี้ยังฉลาดในการทำงานมวลชนก็คือว่าที่ไหนมีไฟไหม้ขนาดใหญ่ จอมพลสฤษดิ์จะไปบัญชาการดับไฟเลย ดับเสร็จปุ๊บจับคนใกล้เคียงนั้นเลย จากนั้นก็มีมติหรือมีคำสั่งประหารชีวิตในไม่กี่วันถัดมา ประเทศตกอยู่ภายใต้ชะงักงันหรือเงียบสนิท นักศึกษา อาจารย์ทั้งหลายผมไม่ตำหนิ เพราะว่าจอมพลสฤษดิ์ปกครองประเทศด้วยระบอบอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยทุกแห่งเงียบสนิท!!! ไม่มีใครกล้าหือ


พอจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อนิจกรรม จอมพลถนอมมา ก็ยังมีมาตรา 17 นะครับ แต่เปลี่ยนเลขที่มาเป็นมาตรา 21 เมื่อจอมพลถนอมมา บรรยากาศมันคนกล้า เพราะว่าไม่พอใจจอมพลสฤษดิ์มาเยอะ คนก็เลยกล้าตั้งคำถาม ตรงนี้ผมต้องให้เครดิต อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และต้องให้เครดิตหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญญาชนที่จบสด ๆ ร้อน ๆ หนุ่ม ๆ จากยุโรป-อเมริกา ชุดนี้เข้ามาปุ๊บแล้วเขากล้าที่จะตั้งคำถาม และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เลยตั้งคำถามกับระบอบเผด็จการทรราช โดยเริ่มต้นที่ธรรมศาสตร์ก่อน


ผมได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์สุลักษณ์ หนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้กล้าเริ่มเคลื่อนไหว และผมก็เริ่มคิดเลยนะครับหลังจากที่ไปติด quotation ของอาจารย์พุทธทาส หลังจากไปเจอจอมพลสฤษดิ์ เจอจอมพลถนอม ผมก็เลยคิดนะครับว่า บรรดามหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ทั้งหลายควรจะต้องเริ่มต้นเปิดประตูมหาวิทยาลัยตัวเอง เพื่อมีส่วนร่วมในการต่อต้านเผด็จการได้แล้ว เช่นเดียวกับอาจารย์สุลักษณ์และหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ได้เริ่มต้นมา ผมก็ค่อยคิดค่อยทำของผมเรื่อย ๆ


ตอนนั้นต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ หาเพื่อนยากมาก!!! เพราะว่า จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม จอมพลประภาส ปกครองด้วยระบอบทรราช และสาขาแพทย์มันเรียนยาก ฉะนั้นทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสือ ผมก็เลยจำเป็นต้องไปผูกมิตรกับเพื่อน ๆ ต่างสถาบัน ก็คือผมไปผูกมิตรกับกลุ่มสภาหน้าโดมครับ แรก ๆ ก็ไปเอาหนังสือพิมพ์ฉบับละบาท แล้วก็ระดมเพื่อน ๆ มาช่วยกันขายเพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางความคิด สังคม การเมือง ให้กับเพื่อน ๆ และครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมหิดลเริ่ม ๆ ขึ้นมา และไม่ต้องไปกลัวกับระบอบเผด็จการทรราช


ต่อมาก็จับกลุ่มขึ้นมาเป็นกลุ่มอิสระ ตรงนี้เป็นจุดตั้งต้นของผม ตอนนั้นมีเพื่อน ๆ หลายคนมาช่วยกันขายหนังสือ จากนั้นก็จับกลุ่มเป็นกลุ่มอิสระหลวม ๆ ที่มีเรื่องทำให้มันเดือดขึ้นมาก็คือปี 2511 จอมพลถนอมเขารัฐประหารยึดอำนาจ พวกเผด็จการเขาเอานายทหารมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยครับ ฉะนั้นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เดือดเลยครับ ก็เลยจัดให้มีการอภิปรายต่อต้านเผด็จการทหารที่เอาทหารมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีในมหาวิทยาลัย จัดขึ้นที่คณะวิทยาศาสตร์ ในวันนั้นผมก็เลยสนิทกับกลุ่มสภาหน้าโดมมาก


ขณะเดียวกันต้องกราบเรียนเพื่อน ๆ นะครับ ผมกับคุณธีรยุทธ บุญมี ที่ 1 ประเทศไทย ม.ศ.5 ในปีพ.ศ.นั้น สนิทกันมากตั้งแต่มัธยมปลาย ตั้งแต่เขาเรียนสวนกุหลาบ ตอนนั้นเขาเรียน ม.ศ.4 ม.ศ.5 ผมสนิทกับเขามาก แต่เขาได้มีโอกาสมาเป็นเลขาธิการศูนย์นิสิต ผมก็ให้ความร่วมมือ การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาครึกโครมขึ้นมาอย่างมากมาย จนมีเรื่องก็คือไปแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญครับ จอมพลถนอน จอมพลประภาส จับเลยครับ ตั้งข้อหากบฏ มีเรื่องเลยครับ


เย็นวันนั้นกลุ่มสภาหน้าโดมได้จัดชุมนุมที่ลานโพธิ์ทันที ผมไปเลยเย็นวันนั้น ชุมนุมกันอยู่หลายวัน ผมกับเสกสรร ประเสริฐกุล และกลุ่มสภาหน้าโดมสนิทกันมานานพอสมควร เสกสรรบอกผมว่า เอ็งเป็นนักศึกษาแพทย์คนเดียว เอ็งไปจัดกลุ่มแพทย์มาหน่อยเพื่อที่จะได้มาดูแลนักศึกษา-ประชาชนที่มาชุมนุมซึ่งมีมากขึ้นทุกวัน ๆ ผมก็เลยจำเป็นในการที่ข้ามไปทุกคณะ ผมไปเชิญพี่ ๆ ทั้งแพทย์ ทั้งพยาบาล ทั้งสาธารณสุข ทั้งเภสัช ทั้งทันต ทั้งเทคนิคการแพทย์ มาตั้งเป็นกลุ่มในการดูแลสุขภาพของผู้ชุมนุม 14ตุลา16 ซึ่งหลังจากนั้นได้พัฒนาการเป็นกลุ่มพยาบาลเพื่อมวลชนซึ่งโด่งดังมาก ผมชุมนุมตั้งแต่ลานโพธิ์ไปจนเฮลิคอปเตอร์ยิง นักศึกษา-ประชาชน ตายที่ถนนราชดำเนินในและในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบลงด้วย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ต้องบินหนีไป เหตุการณ์ก็จบลง


ต้องขออนุญาตเรียนว่า ความที่ผมคลุกคลีตีโมงกับกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์ สภาหน้าโดม มากเหลือเกิน ผมก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองระหว่างเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆว่า ทำไมนักศึกษาธรรมศาสตร์เคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักมีประสิทธิภาพมากเหลือเกิน ทำไม? ทำไม? ทำไม? ผมก็เลยเรียนรู้ว่าโครงสร้างกิจกรรมนักศึกษาเขาเป็นโครงสร้างที่ดีมาก ก็คือมีนักศึกษาทุกชั้นปี ทุกคณะ มาเป็น สส. เรียกว่า สส. ก็แล้วกันนะ ไม่ใช่ สส. แบบเลือกตั้ง แต่ว่าเอามาเป็นตัวแทนเขา แล้วก็มีพรรคการเมืองในมหาวิทยาลัย แล้วเสนอคณะบริหารขึ้นมาเข้าไปเป็นสโมสร สโมสรก็บริหารไปตามนโยบายที่แถลงไว้กับนักศึกษา


ผมก็เลยได้คิดว่าถ้าอย่างนั้นต้องมาทำในมหิดล ผมเห็นเลย เพราะว่ามันพิสูจน์จากการทำที่เป็นจริงในการเคลื่อนไหว 14ตุลา ศูนย์นิสิตฯ ไปหมดเลย โดนจับไปหมดแล้ว และศูนย์นิสิตฯ ไม่มีโอกาสมามีส่วนร่วมในการดูแลขบวนทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 6ตุลา ไปจนถึง 14ตุลา ศูนย์นิสิตฯ ไม่มีโอกาสเข้ามาร่วมเลยนะ กลุ่มสภาหน้าโดมและอาสาสมัครต่าง ๆ ได้เข้าไปช่วย และผมได้เข้าไปช่วย ผมก็ได้เห็นว่าอย่างนี้เป็นโครงสร้างที่ถูกต้อง คือให้นักศึกษาทุกคณะ ทุกชั้นปี เลือกตั้งแทนขึ้นมาเป็นสส. แล้วให้นักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัยตั้งเป็นพรรคการเมือง แล้วก็ให้พรรคการเมืองนักศึกษาตั้งคณะบริหารขึ้นมาให้นักศึกษาโหวตเลือก ผมก็เลยได้รูปแบบ


พอเสร็จ 14ตุลา ผมก็เลยมาปรึกษาพี่ประยงค์ เต็มชวาลา นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลขณะนั้น ว่าเราต้องปรับนะ ปรับอย่างนี้ ทำให้นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยเลย จะได้คึกคักมีชีวิตชีวาและมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับพวกเผด็จการทรราชนอกมหาวิทยาลัย ที่สำคัญที่สุดที่ผมปรารถนามากก็คือต้องเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดลให้ได้ ในที่สุดก็สำเร็จครับ ก็คือในมหิดลต้องมีการเลือกตั้งตัวแทนทุกชั้นปี ทุกคณะไปเป็นสส. แล้วก็ให้ตั้งพรรคนักศึกษาขึ้นมาบริหาร  สำเร็จครับ!


ขออนุญาตด้วยความเคารพ อันนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย โครงสร้างไทยสมัยโบราณเป็นสังคมจารีต นักศึกษาหญิงกับนักศึกษาชายต้องแยกกัน ไม่ใช่ไปปั้นจิ้มปั้นเจ๋อไปพูดคุยจุ๊กจิ๊ก ๆ ไม่ได้ ผมจะไปติดต่อพยาบาลศิริราชเป็นเรื่องเยอะนะ ขนาดพยาบาลรามาฯ กว่าจะไปติดต่อไปคุยกับนักศึกษาพยาบาลและแพทย์รามาฯ ไม่ใช่ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม พอ 14ตุลา มันมีช่องแล้ว ผมก็เลยไปติดต่อทั้งหมดเลย แพทย์ พยาบาล ทันตฯ เภสัช สาธารณสุขศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ ในที่สุดก็เลยมีกลุ่มดูแลการชุมนุม 14ตุลา และพัฒนาขึ้นมาเป็นพยาบาลเพื่อมวลชน


ผมก็เลยชนะการเลือกตั้งได้ไม่ยากเพราะผมมีพื้นฐานอยู่แล้ว พอชนะการเลือกตั้งผมได้เป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหิดล ผมคิดกับตัวเองว่าเมื่อเป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหิดลแล้วต้องทำงาน ก็คือเปิดมหาวิทยาลัยให้มหาวิทยาลัยทั้งหมดได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้กับเผด็จการข้างนอก นี่คือข้อที่ 1


และข้อที่ 2 ผมคิดในใจของผมว่า ธรรมศาสตร์เขาโดดเด่นมาก ทำอย่างไรเราจะผลักดันในการเคลื่อนไหวต่อสู้ของนักศึกษามหิดลเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในที่สุดมันก็สำเร็จ เพราะว่าตอนนั้นหลัง 14ตุลา ท่านทั้งหลายอย่าไปคิดว่าเราได้เป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะฝ่ายขวา ฝ่ายอนุรักษ์ยังมีอำนาจสูงมาก ทั้งนอกคือสังคมไทยโดยรวม ทั้งในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมปลาย ศูนย์นิสิตฯ สมัยนั้นไปตั้งอยู่ที่จุฬาลงกรณ์ แต่พอการต่อสู้เผด็จการทรราชหนักขึ้นทุกที จุฬาลงกรณ์เชิญออกครับ ต่อมามีขบวนการติดต่อ ต้องขอบคุณและปรบมือให้ท่านด้วยครับ อาจารย์คณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดประตูให้ศูนย์นิสิตฯ มาตั้งที่คณะเภสัชศาสตร์ มหิดล ตรงข้ามโรงเรียนอำนวยศิลป์พระนคร ถนนศรีอยุธยา ปรบมือด้วยครับ ฉะนั้น มหาวิทยาลัยมหิดลก็เริ่มมีบทบาทขึ้นมาแล้ว เพราะศูนย์ต้องมาประชุมกันที่นั่น


ปรากฏว่า “กระทิงแดง” มาเต็มไปหมดเลยครับ บางทีก็มีระเบิดลงบ้าง บางทีก็มีเสียงปืนบ้าง ผมเป็นนายกสหพันธ์ฯ แล้วตอนนั้น ผมก็เห็นปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่าศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทยก็โดนครับ โดนกับทุกโรงเรียนมัธยมปลาย เพราะเขาไม่ต้อนรับเนื่องจากเผด็จการทรราชมันยังอยู่ ผมก็เปิดประตูเชิญศูนย์กลางนักเรียนฯ มาตั้งที่ตึกสันทนาการครับ ตอนนั้นตึกสันทนาการเคลื่อนไหวกันคึกคักเลย 2-3 ปี ตึกสันทนาการกลายเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั้งหมด ที่ต่อสู้ทางการเมือง เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ปรึกษาหารือ รวมทั้งเตรียมการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ปริมณฑล แทบจะทั้งหมด


ผมต้องเรียนอย่างนี้ เพราะว่าผมเป็นนายกสหพันธ์ฯ ผมจำได้และผมไปร่วมด้วยความลำบากมาก ผมแบ่งเวลาเรียนหนังสือ ทุกคืนมีการกวนแป้งเปียกให้กลายเป็นกาวเหนียว ๆ เพื่อไปติดโปสเตอร์เชิญชวนประชาชนมาชุมนุมต่อต้านเผด็จการและต่อต้านความอยุติธรรมทั้งหลาย ก็เลยทำให้ฝ่ายขวาจัด กอ.รมน. เขามุ่งเป้าว่ามหิดลเป็นศูนย์กลางของคอมมิวนิสต์อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ธรรมศาสตร์นะ มหิดลนี่แหละ เขาก็ส่ง “กระทิงแดง” มาทุกคืน


คราวนี้ฝ่ายขวาเริ่มหนักขึ้น กอ.รมน. เป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและอาจารย์ทั้งหลายในสมัยโน้นนะครับ ดังนั้น ฝ่ายขวาและ กอ.รมน. ตั้งเป้าจะกวาดล้างมหิดลนะครับ ผมขออนุญาตตบท้ายนิดเดียว ก็คือแรก ๆ ก็แค่ข่มขู่ หลัง ๆ เริ่มฆ่าเลย ปลายปี 17 เริ่มต้นที่ชาวนาก่อนครับ โดนฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน และฆ่าหลายสิบศพนะ พอฆ่าชาวนาได้ผล คือหมายความว่าสยบอยู่และไม่มีใครต่อต้าน ไม่มีกองกำลังติดอาวุธไปต่อสู้กับพวกเขา เขาก็เลยเริ่มฆ่าพวกกรรมกร จากกรรมกร ก็มาฆ่านักศึกษา อันนี้เข้าใกล้ผมแล้ว ก็คือมหิดลโดน คุณอมเรศ ไชยสะอาด โดนมือปืนซ้อนมอเตอร์ไซค์มา เดินขึ้นไปอาด ๆ ยิงบนศาลาวัด ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากกลางวันแสก ๆ ฆาตกรลอยนวลครับ ผู้คิดได้ตอนนั้นเลย กอ.รมน. จัดการครับ


นอกจากนี้ก็ยังมี ปรีดา จินดานนท์ นักดนตรีวงกรรมาชน โดนรถชนตายที่หน้าคณะวิทยาศาสตร์ อันนี้ชัดเจนว่าปรีดาเขาเป็นคนที่สติปัญญาดี มีความรอบคอบจะข้ามถนนแบบผลีผลามไม่ได้ แต่เขาถูกจัดฉาก นี่มหิดลนะครับ แต่มหาวิทยาลัยอื่นก็โดนตามลำดับ เช่น เชียงใหม่ คุณนิสิต จิรโสภณ เขากล่าวหาว่า นิสิต จิรโสภณ ดื่มเหล้าเมาแล้วตกรถไฟ จริง ๆ ไม่ใช่ ผมไปดูศพด้วยตัวเอง เขาถูกถีบตกรถไฟฆ่าตายครับ นอกจากนี้ก็มี คุณแสง รุ่งนิรันดรกุล เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกยิงที่ป้ายรถเมล์กลางวันแสก ๆ หน้ามหาวิทยาลัย ผมก็รู้เลยว่าผมก็เป็นเป้าหมาย ผมเลยต้องเปลี่ยนเวทีการต่อสู้ไปร่วมต่อสู้ในเขตป่าเขา ขอบคุณมากครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #มหิดล




นายกฯ ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เตรียมกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ


นายกฯ ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เตรียมกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ


วันนี้ (12 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน”  


นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมขบวนรถพุ่มพวงบริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี ก่อนเป็นประธานปล่อยขบวนรถพุ่มพวง ภายใต้กิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยมีเสียงแตรลมเป็นสัญลักษณ์เริ่มปล่อยขบวน เพื่อกระจายสินค้าราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ พร้อมกล่าวว่า สินค้าภายใต้โครงการเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ขอให้ประชาชนมั่นใจและสามารถเลือกซื้อได้อย่างเต็มที่


สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” ดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดบริการไปรษณีย์ไทย โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับผู้ประกอบการ มุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดได้ยาก พร้อมตั้งเป้าช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ


โดยโครงการนำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย อาทิ น้ำมันปาล์ม ข้าวสาร และผงซักฟอก มาจำหน่ายผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวงทั่วประเทศกว่า 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์ จังหวัดและอำเภอ 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน โดยผู้ประกอบการรถพุ่มพวงจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. แบ่งตามประเภทรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน  


นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น (Starter Kit) โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น


โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด พร้อมติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าสามารถเข้าถึงสินค้าราคาราคาพิเศษ  และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา


ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้เปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ระหว่างวันที่ 1–7 พฤษภาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 10,397 ราย แบ่งเป็น รถยนต์ (L) จำนวน 3,539 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง (M) จำนวน 4,535 ราย และรถจักรยานยนต์ (S) จำนวน 2,323 ราย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ 

#16ปีพฤษภา53 : หลอกลวงประชาชน เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล

 


#16ปีพฤษภา53 : หลอกลวงประชาชน เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกเหตุการณ์ เมษาพฤษภา53 “ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความซึ่งเขียนโดย พลเอก อดุล อุบล ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลัง และให้ได้ทราบว่าในกองทัพไทยยังมีนายทหารประชาธิปไตยผู้รักชาติรักประชาชน ที่เขียนไว้ให้ปรากฏ โดยแง่คิดต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ไม่หลงผิดทำสิ่งเลวร้าย ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวงจรอุบาทว์เสมอมา 


หลอกลวงประชาชน


ผมขออนุญาตจริง ๆ นะครับ ไม่อยากจะแตะต้องการเมืองแม้แต่น้อย แต่ครั้งนี้ทนไม่ได้ครับ ผมทนเห็นคนที่เอาเรื่องทางทหารไปหลอกประชาชน แก้ตัวเองเพื่อหวังความพ้นผิดโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่กองทัพและประเทศชาติในอนาคต


แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีบุคคลเขียนข้อความลง Facebook ว่าในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. 53 ทหารไม่ได้ออกมาปราบปรามประชาชน เพียงแต่ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่


ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ผมว่าน่าจะเป็นบ้ากันทุกฝ่ายแล้ว มันใช้แนวคิดทฤษฎีอะไรกัน และใช้กฎบัตรหรืออนุสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับไหนที่ใช้กำลังทหารถืออาวุธพร้อมรบเต็มอัตราศึก เพิ่มเติมกำลังด้วยยานเกราะ เฮลิคอปเตอร์ และ Sniper (พลซุ่มยิง) ในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ


อย่าว่าแต่กรณีเหตุการณ์เล็กน้อยแค่นี้เลยครับ แม้แต่ในสนามรบยามสงครามระหว่างประเทศ นายสิบและพลพยาบาลที่คอยดูแลผู้บาดเจ็บขณะที่กำลังปะทะกันอยู่ กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เหล้านั้นยังไม่ถืออาวุธ แต่ถือเครื่องมือแพทย์ติดตัวและติดเครื่องหมายแสดงว่าเป็น จนท. ทางการแพทย์


แล้วนี่มันอะไรกัน จะหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าด้าน ๆ ด้วยเรื่องแบบนี้เชียวเหรอ แล้วเคยคิดบ้างไหมว่าเมื่อทั่วโลกเขารู้เรื่องที่มันเขียนใน FB นี้ และเมื่อนำมาเทียบกับภาพข่าวที่เคยแพร่เรื่องเหตุการณ์ เม.ย. – พ.ค. 53 ไปแล้วทั่วโลก เขาจะมองดูประเทศนี้ในสภาพอย่างไร


หรือว่าสังคมและประเทศชาติจะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน ขอให้ตัวกูอยู่รอด พ้นผิด และติดอยู่ในอำนาจตลอดไปก็แล้วกัน


เวรแล้วไหมล่ะ (ขอใช้คำพูดของอดีตผู้บังคับบัญชาบางคนครับ เพราะมันเข้ากันดีเหลือเกิน)


อดุล อุบล

พลเอกทหารราบ

24 มิ.ย. 54


ประวัติการศึกษาบางส่วน :

 

โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง