วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569

ปชน.จัดทัพใหม่ พิจารณ์นั่งเลขาฯ พัฒนาองคาพยพ-วีระยุทธตั้ง ครม.เงา-ณัฐพงษ์ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย ด้านมวลมอบยันต์ชนะมาร รุ่นคาถาประชาชนใส่กรอบให้ “เท้ง” - และส้มใส่กล่องพร้อมดอกไม้มอบเป็นกำลังใจให้“พิจารณ์” ในตำแหน่งใหม่

 


ปชน.จัดทัพใหม่ พิจารณ์นั่งเลขาฯ พัฒนาองคาพยพ-วีระยุทธตั้ง ครม.เงา-ณัฐพงษ์ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย ด้านมวลมอบยันต์ชนะมาร รุ่นคาถาประชาชนใส่กรอบให้ “เท้ง” - และส้มใส่กล่องพร้อมดอกไม้มอบเป็นกำลังใจให้“พิจารณ์” ในตำแหน่งใหม่


วันที่ 26 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค พร้อมกับ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคคนใหม่ และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลังจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ที่ประชุมใหญ่ของพรรคให้ความเห็นชอบให้ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค และ สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และมีการเสนอให้ ภคมน หนุนอนันต์ ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรค


ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ จะมีทิศทางในการขับเคลื่อนพรรคเหมือนหรือแตกต่างกับเลขาธิการท่านก่อนอย่างไร


พิจารณ์กล่าวว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ เพื่อต่อยอดให้ภารกิจที่ประชุมร่วมกันเกิดขึ้นได้จริง ตนคิดว่าจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะทุกองคาพยพของพรรค ตนขอเรียนว่า ทุกภารกิจไม่ว่าเราจะทำอะไร สุดท้ายแล้วสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำคือพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ดังนั้นทุกองคาพยพของพรรคจำเป็นต้องทำงานอย่างสอดคล้องกันมากขึ้นไปอีก จำเป็นต้องติดอาวุธความรู้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมาย กลไกสภา เพื่อให้การทำงานทั้งในสภาและนอกสภาสามารถเชื่อมโยงกันได้แบบไร้รอยต่อ และตนคิดว่าภายใต้ความมุ่งหมายที่เราต้องการชนะการเลือกตั้ง สุดท้ายแล้วคือเราจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะที่เรายังเป็นฝ่ายค้านได้อย่างไร เราจะใช้กลไกสภา ใช้การผลักดันรณรงค์กฎหมายต่าง ๆ ที่แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร เราจึงจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทุกองคาพยพของเราไปด้วย


ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อว่า สำหรับการเคาะผู้สมัครได้เร็วขึ้นนั้น จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอย่างไร


พิจารณ์กล่าวว่า เวลาเราพูดว่าเป้าหมายคืออะไร วิธีการที่เราพูดคุยกันและเห็นตรงกัน คือการที่เรามีทั้งตัวแทน รวมถึงทีมงานของพรรคและเครือข่ายในพื้นที่ แต่ถ้าเราเพิ่มแคนดิเดตผู้สมัครที่เราสามารถรับรองได้เร็วขึ้น ก็จะมีทีมงานหรือพลังในการทำงานในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปูทางไปสู่การเลือกตั้ง


ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความกดดันต่อตำแหน่งเลขาธิการหรือไม่ เพราะว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นเหมือนมันสมองของพรรค และมาในช่วงที่พรรคกำลังเติบโตอยู่ รวมถึงการเมืองภายในด้วย


พิจารณ์กล่าวว่า ความกดดันหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าที่ประชุมให้ความไว้วางใจตน ตนก็มีหน้าที่ในการส่งมอบภารกิจให้บรรลุเป้าหมายที่ทั้งกรรมการบริหารพรรค ผู้บริหาร และองคาพยพของพรรคเห็นตรงกันว่าจะมุ่งไปทางไหน ตนจึงมีหน้าที่ในการบริหารจัดการ ภายใต้สถานการณ์นิติสงคราม ภายใต้สถานการณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตนมองว่านี่คือโอกาสในวิกฤตที่จะขับเคลื่อนการทำงานของเราผ่าน 10 ส.ส. ที่ไม่ได้ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีพลัง ความกดดันหรือไม่นั้นจึงไม่ใช่ประเด็น แต่คือการทำอย่างไรให้ดีที่สุด


ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีการล่ารายชื่อกับ ป.ป.ช. ในกรณี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่มองว่าอาจจะมีความสองมาตรฐานได้ และกรณีที่ไม่เห็นพรรคได้พูดถึงการทำงานร่วมกับฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ ซึ่งมีความแตกต่างกัน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของ ป.ป.ช. ที่ตนได้ตั้งคำถามไปนั้นว่า อาจจะมีประเด็นเรื่องสองมาตรฐาน ตัวประธานรัฐสภาเอง ในสภาชุดที่แล้ว อดีตประธานรัฐสภาได้ปัดตกที่ ส.ส. ของพรรคประชาชนได้มีการลงชื่อให้ตรวจสอบ ในสภาชุดนี้พวกตนก็พร้อมที่จะล่ารายชื่อ ส.ส. และ ส.ว. ที่เห็นด้วย ผ่านประธานรัฐสภาให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ในส่วนนี้ แต่ต้องยอมรับตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญว่า เฉพาะเสียงของ ส.ส. พรรคประชาชนชุดที่ 27 มีไม่เพียงพอ ดังนั้นตนเชื่อว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่พร้อมจะลงชื่อร่วมกับพวกตน ให้ครบทั้ง 140 เสียง เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว พวกตนทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิกในพรรคฝ่ายค้านและ ส.ว. ที่เห็นตรงกันในหลักการเดียวกัน ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าจะได้เสียงครบแน่นอน


ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้ง ครม.เงา จะมีธีมหรือรายละเอียดอย่างไรบ้าง


วีระยุทธกล่าวว่า ครม.เงา คือความตั้งใจของพรรคประชาชนที่จะมีกลไกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่ก็อยากเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น ครม.เงาจะมีการประชุมรายสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยจะมีการแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้าน คือ ความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการปฏิรูปรัฐ ปฏิรูปกฎหมายไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นการทำงานที่เชื่อมองคาพยพของพรรค และตนคิดว่าโครงสร้างรัฐไทยที่เป็นอยู่ 4 ด้านนี้เป็นประโยชน์มากกว่าการแยกรายกระทรวง ดังนั้นการทำงานก็จะเป็นการเชื่อมโยง ส.ส. ของพรรค รวมถึงแกนนำพรรค โดยไม่ได้กำหนดตายตัว ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจ บางเรื่องที่สำคัญแต่ถูกทอดทิ้ง เช่น SME ก็จะมีทีม ครม.เงา ด้าน SME โดยเฉพาะ ดังนั้นเราจะเลือกให้สอดคล้องกับการบริหารรัฐในยุคใหม่ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาหน้างาน ซึ่งการแบ่งทีมใหญ่ก็จะมีทีมย่อย ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้าน SME ด้านเศรษฐกิจใหม่ เป็นต้น


ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ตอนนี้มีการประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่ และอะไรจะเป็นกับดักที่ทำให้รัฐบาลนี้สะดุดลงได้


ณัฐพงษ์กล่าวว่า หากมองจากภายนอกก็เหมือนรัฐบาลเข้มแข็ง มีเสถียรภาพหลายด้าน หลายคนวิเคราะห์ว่าอาจจะมีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับ ส.ว. หรือองค์กรอิสระ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ความเข้มแข็งตรงนั้นก็มีความเปราะบางคือ ทุกกลุ่มก้อนอำนาจที่ยึดโยงอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมุ้งใหญ่จากพรรคอื่น ๆ ที่ทางพรรคภูมิใจไทยได้ดึงเข้ามา รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรอิสระ กลุ่มทุน นายทุนที่สนับสนุน และข้าราชการที่ได้รับประโยชน์อิงแอบจากรัฐบาลสีน้ำเงิน ทุกคนล้วนโยงใยกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ เราเห็นได้ชัดว่าจากวิกฤตราคาน้ำมันที่เกิดขึ้น จะเป็นวิกฤตที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้แสดงความเปราะบางออกมา ถึงแม้เราจะมีรัฐมนตรีที่เรียกว่าสายเทคโนแครต แต่บางประเด็นก็ไม่ได้กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาก ตนเชื่อว่าความเปราะบางภายในของรัฐบาลที่ยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ วิกฤตต่อไปในอนาคต ทุกวิกฤตจะทำให้รัฐบาลที่ดูเหมือนเข้มแข็ง แต่สุดท้ายจะมีความเปราะบางในตัวเอง และเป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน เป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะทำให้ประชาชนเห็นว่า ภายใต้รัฐบาลแบบนี้จะยิ่งทำให้สังคมไทยเปราะบาง และรัฐบาลเองก็อยู่ไม่ได้


ภายหลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแล้วเสร็จ ประชาชน ได้นำยันต์ “ชนะมาร รุ่นประชาชน” ใส่กรอบ มอบให้นายณัฐพงษ์ โดยบอกว่าเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการฝ่าโพยภัยเพื่อชับชนะประชาชนประชาธิปไตย พร้อมมอบผลส้มที่บรรจุอยู่ในกล่องใสพร้อมดอกไม้กำลังใจ มอบให้กับนายพิจารณ์ ในการรับตำแหน่งใหม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน







“ณัฐพงษ์” ประกาศ 3 ความชัดเจน 4 หมุดหมายพรรคประชาชน ยืนหยัดทำงานความคิดควบคู่งานพื้นที่ เดินหน้าการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง - เตรียมเปิด ครม. เงา ทำหน้าที่ตรวจสอบ-เสนอแนะรัฐบาล พร้อมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ต้นพฤษภาคมนี้

 


“ณัฐพงษ์” ประกาศ 3 ความชัดเจน 4 หมุดหมายพรรคประชาชน ยืนหยัดทำงานความคิดควบคู่งานพื้นที่ เดินหน้าการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง - เตรียมเปิด ครม. เงา ทำหน้าที่ตรวจสอบ-เสนอแนะรัฐบาล พร้อมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ต้นพฤษภาคมนี้


วันที่ 26 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา กรุงเทพฯ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชน โดยชี้แจงถึงการปรับโครงสร้างใหม่ รวมถึงทิศทางการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในอนาคต


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ช่วง 3 วันที่ผ่านมา เราไม่ได้พูดคุยกันเพียงปัญหาภายในพรรค แต่เราพูดคุยถึงปัญหาของประเทศและอนาคตของประเทศ สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้พรรคประชาชนเป็นยานพาหนะที่นำมาซึ่งการสร้างการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่สังคมไทยที่ดีกว่านี้


ทั้งนี้ต้องยอมรับกันตามตรงว่าตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง หลายอย่างเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นในสังคม ซึ่งเราได้ตกผลึกทางความคิดว่า เราสามารถสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นได้ ทั้งภายในองคาพยพของพรรค และความชัดเจนของพรรคที่จะนำเสนอสู่สังคมไทย โดย 3 ความชัดเจนประกอบด้วย บุคลากร ทิศทางของพรรค และอุปสรรคของประเทศนี้ รวมถึง 4 หมุดหมายสำคัญที่เราจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนเร็ว ๆ นี้ 


ความชัดเจนแรก คือเรื่องของบุคลากร จากคำสั่งของศาลฎีกา 10 สส. ของพรรคประชาชนจะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะมีการเสนอในระเบียบวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ


ความชัดเจนที่สองคือทิศทางของพรรค ที่ผ่านมาเราถูกตั้งคำถามว่าตกลงแล้วพรรคประชาชน จะเป็นพรรคที่เน้นทำงานทางความคิดระดับชาติหรือจะเป็นพรรคที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปทำงานการเมืองในพื้นที่ ตนเชื่อว่าการตกผลึกจากเพื่อน ๆ สมาชิกทุกคน ทำให้เห็นว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเลือกทางใดทางหนึ่งได้ เราจำเป็นที่จะต้องทำทั้งสองอย่างให้ดีที่สุดไปพร้อมกัน 


ตนให้คำสัญญาว่า หลังจากนี้คณะกรรมการบริหารพรรคจะเน้นทำงานทางความคิดให้เข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งภายในพรรคและภายนอกพรรค แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานทางความคิดอย่างเดียวย่อมไม่สามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงได้ เราจำเป็นต้องมีแกนนำต่าง ๆ ในชุมชนเพื่อปลูกเมล็ดพันธุ์ทางความคิดว่าการสร้างสังคมที่ดีกว่า จำเป็นจะต้องชวนพวกเขามาร่วมกันทำการเมืองใหม่ไปพร้อมกับพวกเรา ขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน 


ความชัดเจนที่สามคืออุปสรรคของประเทศ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ไม่ว่าวิกฤตภายนอกจะร้ายแรงแค่ไหน ประชาชนคนไทยก็ยังสามารถคาดหวังอนาคตที่ดีกว่านี้ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราเห็นได้จากกรณีวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา ว่าใครที่มีเส้นสายยึดโยงกับบ้านใหญ่ กลุ่มพลังงาน ก็อาจจะเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรหรือเข้าถึงผลประโยชน์ได้เร็วกว่าประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย 


ดังนั้นตอนนี้เราต้องชี้ให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นภาพร่วมกับเรา ว่าอุปสรรคที่สำคัญ ศัตรูของประชาชน ไม่ใช่วิกฤตพลังงานเฉพาะหน้า ไม่ใช่วิกฤตต่อ ๆ ไปที่จะถาโถมเข้ามาในประเทศไทย แต่คือวิกฤตภายในประเทศของพวกเราเอง เราจะต่อสู้กับระบบการเมืองอุปถัมภ์ การเมืองมุ้งใหญ่ องค์กรอิสระ สว. หรือระบบราชการที่ไม่มีความโปร่งใส ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนในองคาพยพของพรรค ที่ทุกการสื่อสารหลังจากนี้ต้องชี้เป้าให้ชัดเจนว่าอุปสรรคที่ชัดเจนของประเทศไทยคือระบบกินรวบที่กำลังกัดกินประเทศนี้อยู่


สำหรับหมุดหมายในการทำงานของพรรค ซึ่งเราจะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนคนไทยเร็ว ๆ นี้ หมุดหมายแรก คือเราจะเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ และทำงานให้มากกว่าเดิม ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะบริหารประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า เราเตรียมที่จะเปิด ครม.เงา ทีมทำงานที่พร้อมจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล


หมุดหมายที่สอง คือการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ขับเคลื่อนวาระของประชาชน ผ่านกลไกกรรมาธิการทั้ง 35 คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ 9 คณะ ที่มี สส. พรรคประชาชนเป็นประธาน


หมุดหมายที่สาม คือเรื่องยุทธศาสตร์ในการทำงานพื้นที่ เรามีการปรับโครงสร้างของพรรค ตั้งทีมทำงานขึ้นมาเพื่อมีเป้าหมายในการเอาชนะการเลือกตั้ง เราเตรียมพร้อมที่จะเคาะผู้สมัครให้เร็ว วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ จะมีการเคาะผู้สมัครชุดแรกลงไปทำงานในพื้นที่ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสและมีเวลาได้นำเสนอชุดความคิดของพรรคประชาชนในพื้นที่มากขึ้น ส่วนเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร หากเราเคาะผู้สมัครได้เร็ว ประชาชนในพื้นที่ก็จะมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบผู้สมัครของพวกเราได้เร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน


หมุดหมายที่สี่ คือเร็ว ๆ นี้เราจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น เรามีลำพูนโมเดลที่แสดงให้เห็นแล้วว่า การชนะการเมืองระดับท้องถิ่นผ่านการทำงานให้ประชาชนเห็น สามารถส่งผลต่อการเมืองในระดับประเทศได้อย่างไร ซึ่งพวกตนเตรียมพร้อม นอกจากสนามการเลือกตั้งในพัทยาแล้ว ในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการเปิดตัวผู้สมัครทีมบริหารกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ที่มีทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ และผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งตนเชื่อว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ แน่นอน


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า ตนขอขอบคุณทุกคนที่เชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชน ที่ทุกคนในฐานะสมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน








วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

ประชุมใหญ่ ปชน. ถกเข้มวางอนาคตทิศทางพรรค ยืนหยัดแนวทางทำงานความคิดคู่งานพื้นที่ คงเป้าหมายสร้างพรรคมวลชน

 


ประชุมใหญ่ ปชน. ถกเข้มวางอนาคตทิศทางพรรค ยืนหยัดแนวทางทำงานความคิดคู่งานพื้นที่ คงเป้าหมายสร้างพรรคมวลชน


วันที่ 25 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา กรุงเทพฯ พรรคประชาชน จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 26 เมษายน 2569 โดยมีตัวแทนสมาชิกพรรคและ สส.พรรคประชาชน เข้าร่วมวงประชุมอย่างพร้อมเพรียง 


บรรยากาศการประชุมในวันนี้ มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างตัวแทนสมาชิกพรรคและ สส.พรรคประชาชนอย่างเข้มข้นในหลายประเด็นสำคัญ เช่น แนวทางในการทำงานความคิด การทำงานในประเด็นที่มีความแหลมคม การทำงานเครือข่าย งานมวลชน งานพื้นที่ และการทำงานร่วมกันระหว่างทีมจังหวัด ผู้สมัคร สส. อาสาส้ม และตัวแทนพรรคประจำอำเภอ รวมไปถึงบทบาทของผู้สมัครท้องถิ่นและการสนับสนุนงานการเมืองในพื้นที่


หลังการแลกเปลี่ยน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าสิ่งสำคัญสำหรับพรรคมวลชนคือการมีจิตวิญญาณร่วมกัน ทำอย่างไรที่จะมีกระบวนการในการทำงานร่วมกัน แต่ละคนที่อยากขับเคลื่อนประเด็นอะไรโดยเฉพาะต้องไม่รู้สึกว่าต่อสู้เพียงลำพัง โจทย์ที่สำคัญต่อจากนี้คือการขับเคลื่อนที่ยึดโยงกับสมาชิกทุกส่วน และขับเคลื่อนเป็นขบวนการร่วมกัน


จากหลายความเห็นที่มีการแลกเปลี่ยนมา ตนเห็นด้วยว่าต้องทำงานทางความคิดภายในพรรคให้มากขึ้น และควรเชิญวิทยากรภายนอกมาลับความคิดของพวกเราให้แหลมคมยิ่งขึ้น อีกทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ถ้าการสร้างการเปลี่ยนแปลงคือการสร้างขบวนการ พรรคการเมืองเป็นแค่องค์ประกอบ ยังมีภาคประชาสังคมที่พรรคต้องเข้าไปสัมพันธ์ด้วยให้มากกว่านี้ ในเรื่องของโครงสร้างยุทธศาสตร์พื้นที่ การแบ่งบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนระหว่างส่วนงานในการสร้างพรรค ขยายฐานมวลชน ขยายฐานสมาชิก จัดงานสมาชิกสัมพันธ์ และการเอาชนะการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น ซึ่งตนจะขอรับข้อเสนอในวันนี้จากตัวแทนสมาชิกพรรคทุกคนไปดำเนินการต่อไป


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าการประชุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ตนและผู้บริหารมีความตั้งใจอยากทำกระบวนการภายในให้เป็นพรรคมวลชนมากยิ่งขึ้น คำว่าพรรคมวลชนคือการเปลี่ยนจากโหวตเตอร์หรือคนที่คาดหวังให้พรรคการเมืองทำอะไรสักอย่าง กลายเป็นคนที่ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง โดยไม่รอให้ผู้บริหารพรรคทำหรือรอให้พรรคได้เป็นรัฐบาล แต่มวลชนคือผู้ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน


สำหรับวันพรุ่งนี้ (26 เม.ย.) ในช่วงเช้าพรรคประชาชนจะมีการประชุมเรื่องการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ รวมถึงทิศทางการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในอนาคต


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน













“ยศชนัน” นำทัพลงพื้นที่อุดรธานี ชูยุทธศาสตร์ “บริหารจัดการน้ำด้วยนวัตกรรม” บูรณาการข้อมูล 56 หน่วยงาน ตั้งเป้าใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีแก้ปัญหา ท่วม-แล้ง ยั่งยืนทั่วประเทศ

 


“ยศชนัน” นำทัพลงพื้นที่อุดรธานี ชูยุทธศาสตร์ “บริหารจัดการน้ำด้วยนวัตกรรม” บูรณาการข้อมูล 56 หน่วยงาน ตั้งเป้าใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีแก้ปัญหา ท่วม-แล้ง ยั่งยืนทั่วประเทศ


วันนี้ (25 เมษายน 2569) เวลา 08.30 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ โครงการคลองส่งน้ำห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมคณะเพื่อบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง โดยเน้นหนักไปที่การรับฟังปัญหา ทางออก และข้อเสนอการบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมือง พร้อมทั้งหารือร่วมกับกรมชลประทานและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เพื่อเยี่ยมชมเทคโนโลยีระบบเฝ้าระวังและคาดการณ์อัจฉริยะที่จะเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการทำงานยุคใหม่ 


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในโลกปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาเพียงประสบการณ์แบบเดิมได้ แต่จำเป็นต้องใช้ชุดข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำที่สุด ซึ่งในขณะนี้ สสน. ประสบความสำเร็จในการบูรณาการฐานข้อมูลขนาดใหญ่จาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวง เพื่อสร้างภาพรวมของวงจรน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่น้ำในชั้นบรรยากาศ น้ำบนดิน ไปจนถึงน้ำใต้ดิน ผ่านเครือข่ายเซนเซอร์และสถานีโทรมาตรที่ทันสมัย เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ วางแผนแจ้งเตือน และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้วางแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 3 ประเด็นหลักอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากการสร้างฐานข้อมูลและศูนย์สั่งการระดับพื้นที่ โดยจะผลักดัน "ศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดอุดรธานี" ให้เป็นโครงการต้นแบบในการดึงข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติมาใช้จริงในระดับท้องถิ่น และมีแผนจะขยายผลไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อสร้างความพร้อมให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้เองด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์


นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้กำชับให้ สสน. บูรณาการเชิงลึกร่วมกับกรมชลประทาน ในการสำรวจและประเมินศักยภาพลำน้ำด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและเรือสำรวจ เพื่อตรวจสอบสภาพลำน้ำและวางแผนการขุดลอกอย่างเป็นระบบทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงการเร่งติดตั้งสถานีโทรมาตรเพิ่มเติมให้ครอบคลุม เพื่อความคล่องตัวในการจัดสรรงบประมาณบูรณาการน้ำร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขยายผลความสำเร็จสู่ระดับชุมชน มาเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดความรู้ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและหน่วยงานในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดวงจรการจัดการน้ำที่สมบูรณ์ตั้งแต่การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำชัดว่าการดำเนินงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับประเทศ เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหา "ท่วม-แล้ง" ให้เหลือน้อยที่สุดด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม


ในขณะเดียวกัน นายจุลพันธ์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงการปิดช่องว่างในการทำงาน โดยเสนอให้เปลี่ยนข้อมูลที่มีความละเอียดระดับตำบลให้กลายเป็น "ข้อเสนอโครงการ" ที่มีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถพิจารณาอนุมัติงบประมาณและเริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ทันทีที่ลงพื้นที่ ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง สสน. สทนช. และกรมชลประทานให้เป็นเนื้อเดียวกัน 


ส่วนนายวัชระพล ได้แสดงความยินดีที่มีภาคประชาชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมสั่งการให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการขุดลอกห้วยหลวงเพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนโดยด่วน และเน้นย้ำให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการข้อมูลการพยากรณ์อากาศร่วมกับกระทรวง อว. และกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้สามารถคาดการณ์และป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วิกฤต เป็นการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำให้กับจังหวัดอุดรธานีอย่างยั่งยืนในระยะยาว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์







วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

“สหัสวัต-รักชนก” ลุยซอยละลายทรัพย์ รณรงค์ปฎิรูปประกันสังคม ชวนประชาชนร่วมเดินขบวนยื่นร่างกฎหมายทวงคืนประกันสังคมที่รัฐสภา 1 พ.ค. นี้

 


“สหัสวัต-รักชนก” ลุยซอยละลายทรัพย์ รณรงค์ปฎิรูปประกันสังคม ชวนประชาชนร่วมเดินขบวนยื่นร่างกฎหมายทวงคืนประกันสังคมที่รัฐสภา 1 พ.ค. นี้


วันที่ 24 เมษายน 2569 สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 และ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางไปที่ตลาดละลายทรัพย์ ย่านสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เพื่อรณรงค์การยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนร่วมแปะสติ๊กเกอร์เห็นด้วยกับการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมอย่างล้นหลาม


สหัสวัตกล่าวว่า การรณรงค์ครั้งนี้ พรรคประชาชนต้องการพลังจากทุกคน หากประชาชนรู้สึกว่าถูกหักเงินของตนเองเข้ากองทุนประกันสังคม แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ขอให้ช่วยกันส่งเสียงเพื่อให้กองทุนกลับมาเป็นของประชาชน


ด้านรักชนกกล่าวว่า กองทุนประกันสังคมมีเงินสมทบของผู้ประกันตนและนายจ้างที่ส่งเข้าไป แต่การบริหารส่วนใหญ่กลับผูกขาดโดยราชการ จึงเป็นความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน คือการปฏิรูปประกันสังคมใน 4 ด้าน เพื่อทำให้กองทุนกลับมาเป็นของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง โดยบริหารผ่านผู้แทนของผู้ประกันตน 


(1) ความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล เช่น วาระการประชุม บันทึกการประชุม รายละเอียดการใช้งบประมาณ ให้ผู้ประกันตนรวมถึงนายจ้าง ตรวจสอบได้ว่ามีการนำเงินในกองทุนไปทำอะไรบ้าง


(2) ประสิทธิภาพการบริหาร จัดตั้ง “กองทุนประกันสังคม” เป็นนิติบุคคลอิสระตามกฎหมายเฉพาะ แยกออกจากระบบราชการ เปิดทางให้บุคคลที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารกองทุนได้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารเงินหลักล้านล้านบาท


(3) ความยึดโยงกับผู้ประกันตน ปรับโครงสร้างบอร์ดให้มาจาก 3 ฝ่ายเช่นเดิม แต่ไม่เกิน 13 คน ประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน โดยจำนวนผู้แทนของแต่ละฝ่ายจะสอดคล้องกับสัดส่วนการจ่ายเงินสมทบ


(4) ความยั่งยืนของกองทุน กำหนดให้รัฐบาลรับประกันการจ่ายประโยชน์ทดแทนแก่ผู้ประกันตน ต้องมีการทบทวนอัตรานำส่งเงินสมทบและเพดานฐานค่าจ้างทุกๆ 3 ปี มีการเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนประกันสังคมกับกองทุนระดับโลกในรูปแบบเดียวกัน เพื่อประเมินผลและปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้เหมาะสม


ทั้งนี้ สหัสวัตและรักชนกได้ย้ำเชิญชวนประชาชนร่วมเดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ เวลา 15:00 น.  


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ประกันสังคม #วันแรงงาน69














10 สส. พรรคประชาชน แถลงเดินหน้าสู้คดี 44 สส. ถึงที่สุด ยันไม่มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามกินรวบอำนาจโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน

 


10 สส. พรรคประชาชน แถลงเดินหน้าสู้คดี 44 สส. ถึงที่สุด ยันไม่มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามกินรวบอำนาจโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน


วันนี้ (24 เมษายน 2569) เวลา 12.30 น. ที่โรงแรมเมเปิล บางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยอีก 9 สส. ประกอบด้วย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร


ร่วมแถลงข่าวภายหลังศาลฎีกา มีคำสั่งรับคำร้องจาก ป.ป.ช.คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมกันลงชื่อและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า


เช้าวันนี้ ทางศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาว่าอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 10 คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ห้ามไม่ให้กระทำซ้ำหรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล เราขอเพียงแค่ยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากนั้น นัยของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกผม คือเรื่องอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม


“เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกของการรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน” หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว


นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น พวกเราจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่รับใช้พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง


เมื่อถามถึงคดี 44 สส.เทียบกับกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องไปก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในมุมหนึ่ง วันนี้สิ่งที่พวกเราอยากชี้ให้เห็นคือเรื่องของอนาคตของระบอบประชาธิปไตย หนึ่งในนั้นคือการที่กระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ หรือองค์กรอิสระ ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเท่ากัน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่แม้แต่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังออกมาให้ความเห็นว่า ได้วินิจฉัยไปแล้วในเรื่องของเส้นทางการเงิน มีความชัดเจน ผูกพันทุกองค์กร เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคดี 44 สส. สังคมเองมองเห็นว่า ป.ป.ช.เอง มีการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันหรือไม่


เมื่อถามถึงการเลือก กก.บห.ชุดใหม่ ภายหลังศาลฎีกาไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 สส.ปชน. จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเลือก กก.บห.ชุดใหม่ ขอให้รอที่ประชุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 เม.ย.นี้ก่อน


ถามย้ำว่าหากที่ประชุมใหญ่ของพรรคเลือก กก.บห.ชุดเดิมมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ มีความพร้อมหรือไม่ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า ทุกคนพร้อมปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่งต่าง ๆ ขอรอวันอาทิตย์ เช่นเดียวกับเรื่องเลขาธิการพรรคด้วย 


เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายพิธาแล้วหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ตลอด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน