วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” ชี้แก้รถติดกรุงเทพฯ ต้องแก้ทั้งระบบ ดันใช้ AI เชื่อมใบสั่ง-ตัดแต้ม พร้อมผลักดันถ่ายโอนอำนาจจราจรให้ กทม.

 


“ชัยวัฒน์” ชี้แก้รถติดกรุงเทพฯ ต้องแก้ทั้งระบบ ดันใช้ AI เชื่อมใบสั่ง-ตัดแต้ม พร้อมผลักดันถ่ายโอนอำนาจจราจรให้ กทม.


วันที่ 6 มีนาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10 พร้อมด้วย อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตปทุมวัน เบอร์ 4 พรรคประชาชน เข้าพื้นที่ย่านปทุมวันเพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายน 2569


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ย่านปทุมวันเป็นแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า จึงเป็นแหล่งรวมตัวของคนรุ่นใหม่และชาวออฟฟิศตลอดทั้งวันด้วยการเป็นย่านที่คนคับคั่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีปัญหาเรื่องการจราจรอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ทาง กทม. เคยทำโครงการ “ราชประสงค์โมเดล” เพื่อจัดระเบียบการจราจรและแก้ปัญหารถติด แต่สิ่งหนึ่งที่อยากชวนพี่น้องคนกรุงเทพฯ ทุกคนลองคิดตามคือ โมเดลดังกล่าวนั้นสำเร็จจริง ๆ หรือไม่ วันนี้เรายังเห็นรถประเภทอื่น ๆ จอดแช่อยู่ในเลนของรถเมล์ ขณะที่ราชประสงค์โมเดลมีกล้องวงจรปิดที่ตรวจพบการฝ่าฝืนกฎจราจรกว่า 100,000 เคสต่อปี และมีผู้กระทำผิดซ้ำสูงสุดกว่า 32 ครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีการกระทำผิดซ้ำแทบทุกวัน


ราชประสงค์โมเดลในมุมมองของตน จึงเป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการแก้ไขปัญหาจราจรที่ยังไม่สำเร็จ อีกทั้งยังล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายจราจรของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่มีผู้คนไปหนาแน่น


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า คนกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปกับรถติดเฉลี่ย 72 นาทีต่อวัน และเชื่อว่าปัญหานี้ทำให้คนกรุงเทพหลายคนต้องรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มันยาก หาก กทม. อยู่ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาชน จะแก้ไขปัญหารถติดที่โครงสร้าง พัฒนาระบบที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ เดินทางง่ายขึ้น และเจ้าหน้าที่ก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย โดยนำผู้กระทำผิดรายเคสจากกล้องวงจรปิด AI เชื่อมไปกับระบบออกใบสั่งและตัดแต้มขับขี่จราจรกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และระบบตัดแต้มยกเลิกใบขับขี่สาธารณะกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ และสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับได้


ตนเห็นว่าเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ในฐานะผู้ว่าฯ ของคนกรุงเทพฯ จะต้องทำงานร่วมกับการเมืองระดับชาติด้วย โดยนำเสนอข้อมูลที่บันทึกรายเคสเหล่านี้ส่งต่อให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้เกิดการบังคับใช้และเกิดความเคารพต่อกฎหมายจราจร ที่สำคัญจะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ทั้งการแก้ไขกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. และการถ่ายโอนอำนาจจราจรมาที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาได้


ชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาจราจรคือเรื่องใกล้ตัวของคนกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงในทุกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญว่าผู้ว่าฯ จะทำให้คนกรุงเทพฯ เดินทางง่ายขึ้นอย่างไร พรรคประชาชนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้จะต้องทำงานแบบฟูลทีม โดยวันนี้ตนมาพร้อมกับทีมบริหาร กทม. มีผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง เราพร้อมแล้วที่จะร่วมทำงานยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน

























ธิดา ถาวรเศรษฐ : ความขัดแย้งในฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตย [กรณีไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุน]

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ความขัดแย้งในฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตย [กรณีไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุน]


ดิฉันขอพูดในฐานะประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งมีจำนวนมากถึงกว่า 21 ล้านคน ที่แสดงออกในการลงประชามติเห็นชอบการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ล่าสุดก็มีกรณีพรรคประชาชนนำเสนอประธานยุทธศาสตร์ของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีประวัติสนับสนุนการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีก่อนเกิดการทำรัฐประหาร ทั้งในปี 2549 และ ปี 2557 รวมทั้งรับตำแหน่งสนับสนุนการทำงานกับเผด็จการทหารที่สืบทอดอำนาจ


หรือกรณีก่อนนี้ที่พรรคประชาชนทำ MOA กับพรรคสีน้ำเงิน


ถ้าจะให้ครอบคลุมก็อาจรวมไปถึงการที่พรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลกับพรรคสีน้ำเงิน และเป็นพรรครัฐบาลจารีตอำนาจนิยม


ดิฉันอยากเรียนว่า พรรคการเมืองกับขบวนการต่อสู้ของประชาชนนั้นแตกต่างกัน เพราะเราต้องเข้าใจว่าการเกิดตายและการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองในระบอบอำมาตยาธิปไตยมีความจำกัดในการเดินทางร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เราจึงพบปฏิบัติการทางการเมืองของพรรคที่เริ่มต้นเป็นฝ่ายประชาธิปไตย สวนทางกับสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน


ประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองนั้นสั้น  แต่ประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนนั้นยาวและไม่สิ้นสุด นอกจากนั้น พรรคการเมืองยังสามารถตัดตอนประวัติศาสตร์การเมืองเพื่อพรรคการเมืองนั้นๆ ตอนไหน? แบบไหน? ก็ได้ จนอาจจะสั้นจู๋ไปเลย  แต่ขบวนการประชาชนในการต่อสู้จะตัดตอนประวัติศาสตร์ตามความพอใจของใครไม่ได้!!!


อาจจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองในวิถีทางรัฐสภาแบบนี้  ตรงข้ามกับขบวนการประชาชนที่ต่อสู้เพื่ออำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย  จะเดินทางต่อสู้ไปกับมิตรแท้ (ที่มีจุดยืนเหมือนกัน) เพื่อต่อสู้ศัตรูถาวรที่เป็นอุปสรรคทางการเมือง อันเป็นเป้าหมายยุทธศาสตร์หลักของความขัดแย้งหลักระหว่าง “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ถูกปกครอง”  การกลั่นกรองมิตรระหว่างเดินทางอาจทำให้เข้าใจผิดว่าจะมีคนร่วมทางน้อยลง  ข้อพิสูจน์ผลการเลือกตั้งปี 66 ที่พรรคประชาชนชนะถล่มทลายและแนวร่วมผู้รักประชาธิปไตยที่เติบโตกว้างขวาง แสดงออกอย่างน้อยในเรื่องประชามติ ในประเด็นว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”


ผู้เห็นชอบ 21,621,638 คน (ยี่สิบเอ็ดล้านหกแสนสองหมื่นหนึ่งพันหกร้อยสามสิบแปดคน) ขณะที่ผู้ไม่เห็นชอบ 11,241,653 คน (สิบเอ็ดล้านสองแสนสี่หมื่นหนึ่งพันหกร้อยห้าสิบสามคน) ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,330 คน (สามล้านเจ็ดหมื่นสี่พันสามร้อยสามสิบคน)


ผลประชามติของประชาชนผู้มาออกเสียงประมาณ 70% ของผู้มีสิทธิ สะท้อนถึงภาวะก้าวหน้าของประชาชนโดยรวม  แม้จะมีการเลือกพรรคการเมืองแตกต่างกัน  ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อ 11,043,315 (ประมาณ 11 ล้านคน) = 31.52% พรรคเพื่อไทย 5,575,456 (5 ล้าน 5 แสน 7 หมื่น) = 15.92% รวมกันก็น้อยกว่า 21 ล้าน 6 แสน


ดิฉันมองว่าประชาชนที่รักประชาธิปไตยไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารมีมากทีเดียว  แสดงว่าผู้รักประชาธิปไตยคิดเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าจึงต้องมองส่วนนี้ ไม่ใช่พยายามไปเอาส่วนอนุรักษ์นิยมที่มีแต่จะตกต่ำไปเรื่อย ๆ เข้ามาเป็นฐานเสียง  รังแต่จะทำให้พรรคการเมืองนั้น ๆ ออกห่างจากคนส่วนใหญ่ที่รักประชาธิปไตย


นี่แปลว่า ไม่รู้เขา (กรณี MOA) ไม่รู้เรา (กรณีประธานยุทธศาสตร์ของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) แบบเดียวกับพรรคเพื่อไทยในอดีตเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองก็มีสิทธิที่จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ยุทะวิธีของพรรคนั้น ๆ  ถ้าประชาชนไม่พอใจ ก็มี 2 อย่าง คือใช้สิทธิเลือกพรรคอื่น หรือไปออกเสียงไม่เลือกพรรคใด  ถ้าพรรคนั้น ๆ ไม่ถูกครอบงำโดยเจ้าของพรรคหรือคณะนำในพรรค ก็จะใช้ทัศนะมวลชน จุดยืน และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เดินททางไปกับประชาชนที่สนับสนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ถ้าไม่ใช่พรรคมวลชน  ทำตรงข้าม  ก็จะถอยหลังไปเป็นลำดับ


ดังนั้น ในส่วนของประชาชน  ดิฉันขอให้กำลังใจ อย่าท้อแท้ เพราะผิดหวังเรื่องพรรคการเมือง  เรายังมีคนตายที่ไม่ได้รับความยุติธรรม และคนเป็น ๆ ที่ถูกจับกุมคุมขังมากมาย  เราต้องสามัคคีเดินหน้าต่อไป  เพราะพรรคประชาชนและสส.ที่พยายามเสนอนโยบาย เสนอกฎหมายที่ก้าวหน้าเพื่อปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ก็ยังมีอยู่ ที่ควรสนับสนุนในห้วงเวลาปัจจุบัน  แต่ขาดการเชื่อมต่อกับขบวนการประชาชน  ทำให้กลายเป็นฝ่ายค้านที่โดดเดี่ยวในรัฐสภา และเหินห่างประชาชน  ทางแก้คือต้องมีทัศนะมวลชนและมีประชาธิปไตยในพรรคมากกว่าการรวมศูนย์ของคณะผู้นำพรรค เพื่อไม่เกิดข้อผิดพลาดในปฏิบัติการทางการเมืองซ้ำ ๆ อีก  ดิฉันพูดตรง ๆ ว่า ความเชื่อมั่นของมวลชนก้าวหน้าต่อพรรคที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยนั้น เสื่อมถอยลงไปเป็นลำดับ  นี่ไม่ใช่ความคิดคับแคบสุดโต่งซ้ายจัดแต่อย่างใด  เอาแค่ให้ได้ระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ก็ยังทำไม่ได้  ก็ไม่เป็นไร แต่ข้อแก้ตัวแย่ ๆ แถมเพิ่มประเด็นเอาทฤษฎีฝ่ายซ้ายของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศต่าง ๆ มาอ้าง  ยิ่งเพิ่มประเด็นการโต้แย้งไม่เห็นด้วยเข้าไปอีก


สรุปว่า อย่าแก้ตัวดีกว่า  ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง  ยอมรับความจริง  ผิดตรงไหน  ถ้ารู้ว่าผิดก็แก้ไข  ประชาชนก็ไม่หวังให้พรรคการเมืองทำถูกทุกเรื่อง  แต่เขาไม่ให้อภัย  เขาจะไม่ถอย  ถ้าไม่ยึดกุมความขัดแย้งหลักของประเทศไทยให้ถูกต้อง และดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ตนยิ่งกว่าผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน


ประเด็นเรื่องทฤษฎีฝ่ายซ้ายที่ถูกหยิบยกมาพูดนั้น ดิฉันยังไม่นำมาพูดในเวลานี้ อาทิ พรรคปฏิรูป VS พรรคปฏิวัติ, การใช้ประชาธิปไตยรวมศูนย์ในโครงสร้างการจัดตั้งการนำและสร้างพรรค, แนวร่วมประชาชาติประชาธิปไตย ฯลฯ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นประเด็นในห้วงเวลาปัจจุบัน เดี๋ยวจะกลายเป็นโรงเรียนการเมืองฝ่ายซ้ายที่อาจไม่เข้ากับยุคสมัย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #MOA #ประธานยุทธศาสตร์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม

"ชัชชาติ" ควง "แสนปิติ" ร่วมช่วยหาเสียง พร้อมทีมอดีตรองผู้ว่าฯ และที่ปรึกษา ลงพื้นที่ชุมชน เคหะธนบุรี เซ็นทรัล พระราม 2

 


"ชัชชาติ" ควง "แสนปิติ" ร่วมช่วยหาเสียง พร้อมทีมอดีตรองผู้ว่าฯ และที่ปรึกษา ลงพื้นที่ชุมชน เคหะธนบุรี เซ็นทรัล พระราม 2 


วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ลงพื้นที่หาเสียงด้วยรถแห่ในเขตจอมทองและบางขุนเทียน โดยมีนายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือ “แสนดี” บุตรชาย ร่วมลงพื้นที่ช่วยหาเสียงเป็นครั้งแรก หลังจากจบการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา


ก่อนเริ่มการหาเสียง นายชัชชาติและนายแสนปิติได้ชนหมัดและถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนขึ้นรถหาเสียง เพื่อพบปะประชาชน โดยมีนายวิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมลงพื้นที่ด้วย


โดนนายชัชชาติ เริ่มหาเสียงที่หมู่บ้านสินทวีวิลล่า เขตจอมทอง แวะเยี่ยมชมหนึ่งในโครงการปรับปรุงลานกีฬาชุมชนช่วงที่ชุมชนร้องทุกข์ขอ กทม. ระหว่างที่ นายชัชชาติ ดํารงตําแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2567 ปัจจุบันดําเนินการปรับปรุงเป็นที่เรียบร้อย


ต่อมาเวลา 13.00 น.เดินทางไปพบประชาชนในชุมชนเคหะธนบุรี 1-5 เขตจอมทอง ก่อนเดินทางต่อไปยังพื้นที่เขตบางขุนเทียนและบางบอน เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังข้อเสนอแนะจากชุมชนในพื้นที่


เวลา 14.30 น. นายชัชชาติจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่สวนชุมชนเคหะ 1 ส่วน 5 ก่อนเดินทางไปยังบริเวณเซ็นทรัล พระราม 2 ในเวลา 15.30 น. เพื่อพบปะประชาชนและผู้มาใช้บริการในช่วงวันหยุด จากนั้นในเวลา 17.30 น. จะปิดท้ายภารกิจหาเสียงที่ตลาดพิบูลย์ 4 ด้วยการพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่


ทั้งนี้ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล ระบุว่า ในช่วงบ่ายของวันดังกล่าวอาจมีฝนตกเล็กน้อย ขณะที่คณะหาเสียงยังคงเดินหน้าลงพื้นที่ตามกําหนดการในเขตจอมทอง บางขุนเทียน และพื้นที่ใกล้เคียงตลอดทั้งวัน


สําหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายแสนปิติ ลงมาช่วยคุณพ่อหาเสียงผู้ว่ากทม. และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนในพื้นที่ กับภาพน่าประทับใจ ของความอบอุ่นที่พ่อลูกช่วยกันลงพื้นที่หาเสียงในแบบฉบับคู่หูคู่ลุย


สําหรับการหาเสียง นายชัชชาติยังคงเดินหน้าลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนชาวกทม.เพื่อ รับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาในแต่ละชุมชน พร้อมนําเสนอแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครในด้านต่าง ๆ ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในช่วงเวลาต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม #ชัชชาติสิทธิพันธุ์








“ชัยวัฒน์” เยือนตลาดคลองลัดมะยม คุยพ่อค้าแม่ค้า-แวะทำขนมครก ชูนโยบาย “หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.” ปลุกความคึกคักร้านค้ารายย่อย

 


“ชัยวัฒน์” เยือนตลาดคลองลัดมะยม คุยพ่อค้าแม่ค้า-แวะทำขนมครก ชูนโยบาย “หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.” ปลุกความคึกคักร้านค้ารายย่อย 


วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10 ลงพื้นที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน พร้อมด้วย ทพ.กันตพงศ์ ดีชัยยะ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตตลิ่งชัน เบอร์ 1 และ อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ ตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา พรรคประชาชน เพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้าและนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายใช้สอย พร้อมนำเสนอนโยบายค้าขายง่ายของพรรคประชาชน โดยช่วงหนึ่งชัยวัฒน์ได้ร่วมทำขนมครกด้วย 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตลาดน้ำคลองลัดมะยมเป็นหนึ่งในตลาดน้ำสี่แห่งในเขตตลิ่งชัน เป็นสถานที่ที่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาจับจ่ายใช้สอย แต่วันนี้สิ่งที่เราสังเกตเห็นคือความซบเซา ที่ผ่านมาตลาดน้ำเคยคึกคักมากกว่านี้ ตนจึงตั้งใจนำเสนอนโยบายหวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม. ที่จะช่วยกระตุ้นการค้าขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าชาวกรุงเทพฯ โดยการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาอุดหนุนร้านค้ารายย่อยมากขึ้น 


กล่าวคือเมื่อประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทุก ๆ 20 บาท จะสามารถสะสมยอดเพื่อรับ 1 สิทธิ์ในการลุ้นรางวัล ทาง กทม. จะจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นรางวัล 10 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อให้ประชาชนนำสิทธิ์ที่สะสมมาลุ้นรางวัล เชื่อว่านโยบายนี้จะทำให้ประชาชนเกิดความกระตือรือร้นที่จะมาจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้ารายย่อยมากขึ้น คืนความคึกคักให้ตลาดน้ำและชุมชนต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ อีกครั้ง


นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดพัฒนา "ย่านท่องเที่ยวชุมชน" โดยให้ กทม. ร่วมมือกับภาคเอกชนและคนในพื้นที่ ดึงอัตลักษณ์และเรื่องราวของชุมชนมาเป็นจุดขาย พร้อมทั้งปรับปรุงระบบคมนาคมขนส่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนได้สะดวกยิ่งขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน













วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สส.ปชน. แถลงในวันสิ่งแวดล้อมโลก หวังสภาสนับสนุน 4 ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมพรรคประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของไทย

 


สส.ปชน. แถลงในวันสิ่งแวดล้อมโลก หวังสภาสนับสนุน 4 ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมพรรคประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของไทย


วันที่ 5 มิถุนายน 2569 พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ และ กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวที่รัฐสภาเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยพูนศักดิ์กล่าวว่าสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทยที่ผ่านมาอยู่ในขั้นวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหลุมเทกองขยะกว่า 2 พันแห่งทั่วประเทศ ปัญหาเรื่องฝุ่น มลพิษข้ามแดนจากแม่น้ำกก สาย รวก รวมถึงแม่น้ำโขงในปัจจุบัน การลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่รวมถึงปัญหาน้ำเสีย ซึ่งตอนนี้ได้กระจายเข้าสู่สิ่งแวดล้อมและแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งแล้ว 


จะเห็นได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่นับภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 90 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งลดลงมาเรื่อย ๆ


พรรคประชาชนเห็นความสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้คนรุ่นถัดไป เราจึงได้ยื่นร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงประเทศด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด 4 ร่างเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.การจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากร ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน และร่าง พ.ร.บ.PRTR 


สำหรับร่าง พ.ร.บ.การจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากร จะช่วยให้เกิดการลดขยะที่ต้นทาง ลดการเทกองขยะที่ก่อให้เกิดกลิ่นและน้ำเน่าเสีย โดยจะเพิ่มอัตราการรีไซเคิลและกำหนดการรับผิดชอบในซากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลพยายามทำโครงการเงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่ก็ยกเลิกในเรื่องของรถยนต์อีวีไป เนื่องจากไม่มีระบบในการจัดการซาก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลก็เร่งในการทำโซลาร์เซลล์ต่อไป ในขณะที่โซลาร์เซลล์ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของประเทศไทยที่เราไม่มีระบบในการจัดการซากเช่นเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้เราจะให้ผู้ผลิตเข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง


สำหรับร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ปัจจุบันเราเจอปัญหาเรื่องการลักลอบทิ้งขยะ หรือแม้กระทั่งโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษก็ไม่รับผิดชอบกับมลพิษที่เกิดขึ้น พรรคประชาชนจึงเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ต้องการให้มีหน่วยงานและผู้รับผิดชอบการจัดการสารปนเปื้อนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยปรับเปลี่ยนให้มีการทำประกันความสูญเสียหรือความเสียหายของพื้นที่ที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน โดยจะเพิ่มโรงงานอีก 1 ประเภท คือโรงงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงในการก่อให้เกิดมลพิษ โดยโรงงานประเภทดังกล่าวจะต้องมีการต่ออายุเป็นประจำทุกปี เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสะสมจนเกิดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน จนไม่สามารถฟื้นฟูพื้นที่ได้ในระยะเวลาอันสั้น


สำหรับร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่างนี้พวกตนตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านโครงสร้างของการจัดการคาร์บอนไดออกไซด์ ร่างนี้จะส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจสีเขียวในระบบการจัดการของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยไปพร้อมกัน


ด้านกมนทรรศน์กล่าวว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ. PRTR มีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยในเรื่องของการจัดทำระบบข้อมูลสารมลพิษและสารเคมีที่เป็นระบบข้อมูลเปิด ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ง่ายยิ่งขึ้นและไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีในเรื่องของสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ก็จะเป็นผลดีในเรื่องของการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงเป้าหมายที่จะเข้าสู่ Net Zero ได้ตรงตามเป้าหมาย ซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการในหลายด้าน และในประเทศไทยยังไม่มีการจัดทำข้อมูลสารมลพิษและสารเคมีอย่างเป็นระบบ โดยจะเห็นได้ว่ามีการเกิดปัญหาในเรื่องของการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม มีเรื่องของอุบัติภัยสารเคมี อุบัติภัยที่เกิดขึ้นในโรงงานที่เพิ่มมากขึ้น และทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน กฎหมายฉบับดังกล่าวจะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงและจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ด้านมลพิษในอนาคตได้อย่างแม่นยำ โดยการทำให้ประเทศไทยมีระบบ PRTR ถือว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการที่จะรับรู้ข้อมูลสารมลพิษที่อยู่ใกล้ตัว หรือสารมลพิษจากแหล่งกำเนิดของสารมลพิษที่อยู่ในพื้นที่ของตนเอง


ในส่วนของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจที่อาจมีความกังวลใจในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการออกแบบให้ผู้ประกอบการเปิดเผยในส่วนของสารเคมีอันตรายที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนของข้อมูลความลับทางการค้าจะไม่ได้เปิดเผย ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลสารพิษเป็นเพื่อความร่วมมือร่วมกันทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และหน่วยงานที่กำกับดูแล โดยได้ร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย พร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและยังคงรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมด้วย โดยกฎหมายฉบับนี้จะเน้นให้ผู้ที่ครอบครองหรือปล่อยสารมลพิษ ต้องมีการทำรายงานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กรมควบคุมมลพิษเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้อย่างสะดวก หากผู้ที่ครอบครองสารเคมีอันตราย หรือผู้ที่ปล่อยมลพิษไม่ได้มีการจัดทำรายงาน กฎหมายก็จะมีการกำหนดโทษอย่างชัดเจน เพื่อที่จะควบคุมและทำให้เรามีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เราจะได้ดำเนินการบริหารจัดการในด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง และเป็นการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่ประเทศไทยต้องพบเจอ


พูนศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ชุดร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงประเทศด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ยื่นต่อสภาทั้ง 4 ร่างนั้น เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย จะสามารถทำให้ประเทศลดมลพิษและมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมได้ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตขึ้นมาโดยการปรับปรุงเรื่องคุณภาพชีวิต คุณภาพของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน สร้างความเป็นธรรมให้กับคนรุ่นถัดไป 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วันสิ่งแวดล้อมโลก