วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

"นันทนา" ซัด กกต. ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ! ฟ้องปิดปาก ปชช. เรียกร้องยุติขัดขวางการตรวจสอบ"เลือกตั้ง" ด้านทนายอั๋น ลั่น จะเป็นทนายความให้ทุกคดีที่ กกต.ฟ้องประชาชนคดีเลือกตั้ง จ่อยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน 4 มี.ค. นี้

 


"นันทนา" ซัด กกต. ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ! ฟ้องปิดปาก ปชช. เรียกร้องยุติขัดขวางการตรวจสอบ"เลือกตั้ง" ด้านทนายอั๋น ลั่น จะเป็นทนายความให้ทุกคดีที่ กกต.ฟ้องประชาชนคดีเลือกตั้ง จ่อยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน 4 มี.ค. นี้


วันที่ 2 มีนาคม 2569 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ SLAPP กับประชาชน ว่า จากปัญหาจากการเลือกตั้งที่มีข้อบกพร่องผิดพลาดมากมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ทั้งที่ กกต. ได้จัดการเลือกตั้งมาหลายครั้งแล้ว แต่ในครั้งนี้นอกจากการนับคะแนนที่ไม่ชัดเจนการรายงานผลคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับคะแนนหน้าหน่วย การประกาศผลคะแนนล่าช้าแต่กลับรับรอง สส. อย่างรวดเร็ว ยังมีปัญหาเรื่องคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าการใส่เครื่องหมายใด ๆ บนบัตรเลือกตั้ง จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่


นางสาวนันทนา ยังกล่าวว่า แทนที่กกต.จะออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัยกลับเลือกวิธีดำเนินคดีกับประชาชนเริ่มต้นจากการฟ้องประชาชนชาวชลบุรี ในข้อหาบุกรุกขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นยังแจ้งความดำเนินคดีกับอีก 6 คนในข้อหาร้ายแรง ถึง 5 ข้อหา เช่น ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. , ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นประชาชน , มาตรา 209 ความผิดฐานอั้งยี่ , มาตรา 322 เปิดเผยเอกสารผู้อื่น และ มาตรา 14 การนำเข้าข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีโทษทั้งจำและปรับ ตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 10 ปี นี่จะถือว่าเป็นการฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่ เพียงเพราะว่าประชาชนต้องการเข้าไปตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่


โดยนี่คือการทำหน้าที่พลเมืองดีในการช่วยตรวจสอบการเลือกตั้งใช่หรือไม่ การกระทำของ กกต. จึงถือเป็นการลุแก่อำนาจไม่นำพาจารีตการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรรัฐซึ่งเป็นแก่นสารสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในฐานะองค์กรรัฐที่ใช้เงินภาษีของประชาชนย่อมไม่อาจหลีกหนีการตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการได้มาซึ่งรัฐบาลยิ่งต้องถูกตรวจสอบให้การเลือกตั้งนั้นโปร่งใสที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลและสส.ใหม่ ว่าเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง


"การดำเนินคดีต่อบุคคลดังกล่าวของกกต.จึงเป็นความพยายามปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบการเลือกตั้ง เป็นความพยายามที่จะปิดปากประชาชนไม่ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ในฐานะสว. เห็นว่า กกต.นั้นควรยินยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของประชาชนอย่างเข้มข้นในทุกมิติ เพื่อให้หายสงสัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสสุจริตและเป็นความลับ กกต. ควรยุติการขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของประชาชน และหันมาให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกมิติ เพื่อให้การได้มาซึ่ง สส. และรัฐบาลเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างสิ้นสงสัย" นางสาวนันทนา กล่าว


นางสาวนันทนา ยังกล่าวถึง การจำลองการเลือกตั้งที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง จะจัดให้เกิดขึ้นในวันพุธนี้เป็นเรื่องที่กกต.ควรสนับสนุน เพื่อพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นความลับหรือไม่ แต่กกต. พยายามที่จะขัดขวางและปิดกั้น พร้อมบอกว่าการพยายามจัดการเลือกตั้งจำลองนั้น เป็นความผิดทางกฎหมาย


ตนเห็นว่าถ้าการจัดการเลือกตั้งจำลอง หรือการจัดการเลือกตั้งใดๆ ที่ กกต. ไม่ได้เป็นผู้จัดนั้นเป็นความผิดทางกฎหมาย ต่อไปการจัดเลือกตั้งหัวหน้าห้องของนักเรียนชั้นประถมก็จะผิดกฎหมายด้วยหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ กกต. ควรยุติการปิดกั้นการตรวจสอบของภาคประชาชน โดยหันมาให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส สร้างความชอบธรรมให้แก่การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นแล้ว กกต. นั่นแหละจะตกเป็นจำเลยของประชาชนทั้งประเทศ


ด้านนายภัทรพงศ์ ศุภอักษร ทนายความ แถลงแสดงจุดยืนว่ากลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบและตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ใช่อาชญากรรมหรือบุคคลที่ก เซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐตามข้อกล่าวหา แต่เห็นว่าการเลือกตั้งไม่สง่างามไม่สุจริตไม่เที่ยงธรรม โดยเห็นว่าการใช้อำนาจของ กกต. ในการฟ้องร้องเป็นการปิดปากประชาชน กดเสียงของประชาชนให้เงียบลง แต่เชื่อว่าเสียงของประชาชนจะดังขึ้นและขยายออกไปไกลกว่าเดิม และแสดงความพร้อมเป็นทนายความให้กับประชาชนที่ออกมาตรวจสอบการทำงานของ กกต. ในทุกคดี ชี้ว่าสังคมต้องเดินด้วยความกล้าหาญไม่ใช่ความหวาดกลัว


นายภัทรพงศ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าว่า ได้ไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมกันนี้จะร่างคำร้องชี้เห็นถึงกระบวนการการเลือกตั้ง ตั้งแต่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแนบท้ายคำร้องที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมจะขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้ สส. ที่ได้มารายงานตัว ยังไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ โดยจะยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินในวันพุธที่ 4 มีนาคมนี้


“คือผมไม่ต้องการให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรในการปฎิบัติหน้าที่ ในช่วงสถานการณ์แบบนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ สง่างาม มันสกปรกแต่ก็มีส่วนหนึ่งเชิดหน้าชูตาแถลงข่าวยิ้มแย้มแจ่มใส คุณก็รู้ที่มาองรวมไม่ สง่างาม แล้วที่บอกว่ารับรองไปก่อนสอยทีหลัง นั่นเป็นเรื่องของบุคคลแต่ละคนแต่วันนี้กระบวนการเนาะเฟะ หมายถึงกระบวนการที่ไม่ชอบทั้งกระบวนการ” นายภัทรพงศ์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต

“พรรคเพื่อไทย” ออกแถลงการณ์ต่อความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อม 3 ข้อเรียกร้อง

 


“พรรคเพื่อไทย” ออกแถลงการณ์ต่อความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อม 3 ข้อเรียกร้อง


เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ต่อความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางและการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาค โดยมีความว่า


แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย


เรื่อง สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาค


ตามที่ปรากฏสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น พรรคเพื่อไทยมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนและแรงงานไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย


พรรคเพื่อไทยขอแถลงจุดยืนและข้อเรียกร้องดังนี้:


1. พรรคเพื่อไทยขอส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องคนไทยและครอบครัว ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังสูงสุด และติดตามข้อมูลข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูตและหน่วยงานของรัฐอย่างใกล้ชิดในทุกช่องทาง


2. พรรคเพื่อไทยขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกในการติดตามสถานการณ์ และจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุเพื่อดูแลความปลอดภัย รวมถึงแผนการอพยพหากมีความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะได้รับการคุ้มครองอย่างทันท่วงที


3. พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจาและสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อพลเรือนและเศรษฐกิจโลก และขอให้รัฐบาลไทยรักษาบทบาทที่สมดุลในการประสานความช่วยเหลือภายใต้กรอบมนุษยธรรม


พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนไทยคือภารกิจสูงสุด และเราจะร่วมติดตามสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการดูแลคนไทยให้ดีที่สุด


พรรคเพื่อไทย

1 มีนาคม 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #สงคราม #สหรัฐ #อิหร่าน

แถลงการณ์พรรคประชาชนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง : รัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ภารกิจเพื่อคุ้มครองและปกป้องประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชน

 


แถลงการณ์พรรคประชาชนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง : รัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ภารกิจเพื่อคุ้มครองและปกป้องประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชน


วันนี้ (2 มีนาคม 2569) พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ภารกิจเพื่อคุ้มครองและปกป้องประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชน เนื้อหาแถลงการณ์ระบุว่า


ตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วยความกังวลอย่างยิ่ง สถานการณ์ดังกล่าวมิได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อคู่ขัดแย้งเท่านั้น หากยังส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชนในหลายประเทศรวมถึงพี่น้องคนไทย ต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก และต่อสันติภาพระยะยาวของประชาคมโลกโดยรวม


พรรคประชาชนเห็นว่าหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในประชาคมโลกคือ การเคารพกฎกติกาสากล โดยเราหวังว่าทุกฝ่ายจะยุติการกระทำที่นำไปสู่การยกระดับความรุนแรง คำนึงถึงความปลอดภัยของพลเรือนเป็นสำคัญ และสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ


เพื่อคุ้มครองและปกป้องประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและคนไทย ทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต พรรคประชาชนขอสนับสนุนรัฐบาลไทยให้ดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ


1. คุ้มครองชีวิตและสวัสดิภาพของคนไทยเป็นลำดับแรก


ในสถานการณ์วิกฤต ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนไทย


พรรคประชาชนสนับสนุนให้รัฐบาล :


ใช้ทุกกลไกทางการทูตในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดูแล ให้ความคุ้มครอง และเตรียมแผนอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ


ประสานความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาและสายการบินพาณิชย์ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเส้นทางเดินทางฉุกเฉิน รวมถึงเตรียมการจัดเที่ยวบินเหมาลำจากสายการบินในประเทศและกองทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมในภาวะวิกฤตฉุกเฉิน


สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นปัจจุบัน เกี่ยวกับสถานะเส้นทางการบิน การเดินเรือ และพื้นที่เสี่ยง พร้อมแจ้งเตือนประชาชนที่มีแผนเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าวให้พิจารณาชะลอการเดินทางจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย


2. เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย


ความตึงเครียดในตะวันออกกลางย่อมกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศไทย จากค่าครองชีพ ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิตในประเทศ ที่สูงขึ้น


พรรคประชาชนสนับสนุนให้รัฐบาลเตรียมแผนรองรับอย่างรอบด้านโดยการ :


เตรียมมาตรการรับมือความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางล่วงหน้า


บริหารจัดการสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ และสื่อสารเชิงรุกเพื่อลดความตื่นตระหนกในตลาด


ติดตามผลกระทบต่อการส่งออก-นำเข้า และห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง


จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชน ในการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า และในการเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยภายนอกในระยะยาว


3. ร่วมฟื้นฟูระเบียบโลกเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้ประเทศไทยและความปลอดภัยของคนไทยในอนาคต


ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดและไม่แน่นอนสูง การตั้งมั่นในระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกาสากลตามกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) รวมถึงเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกรัฐอย่างเสมอภาค จะยิ่งเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในการปกป้องความมั่นคงของประเทศไทยและความปลอดภัยของคนไทยในอนาคต


พรรคประชาชนเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยการประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศมหาอำนาจระดับกลางอื่น ๆ เพื่อ:


ร่วมเรียกร้องการลดระดับความรุนแรงและผลักดันให้เกิดการหยุดยิง รวมถึงร่วมสนับสนุนกลไกการเจรจาทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ


ร่วมฟื้นฟูระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) เพื่อเป็นเกราะป้องกันความไม่แน่นอนและความรุนแรงที่เสี่ยงจะย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยในภายภาคหน้า


พรรคประชาชนหวังว่ารัฐบาลจะใช้ทั้งมาตรการภายในและระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือคนไทยและบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า รวมถึงเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและภาคเอกชนในระยะยาว ท่ามกลางสภาวะความผันผวนและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

'ภัทรพงษ์ พรรคประชาชน' ซัดรัฐบาลอนุทิน “หอมหัวใหญ่ไทยเตรียมสูญพันธุ์ ถ้ารัฐบาลยังนิ่ง ปล่อยหอมจีนบุกตลาดแบบนี้ หอมไทยตายเรียบแน่!”

 


'ภัทรพงษ์ พรรคประชาชน' ซัดรัฐบาลอนุทิน “หอมหัวใหญ่ไทยเตรียมสูญพันธุ์ ถ้ารัฐบาลยังนิ่ง ปล่อยหอมจีนบุกตลาดแบบนี้ หอมไทยตายเรียบแน่!”


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณีหอมหัวใหญ่ไทยกำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำว่า “นอกจากวิกฤตมะพร้าวน้ำหอมแล้ว ภาคเหนือกำลังเจอกับวิกฤตราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำ ทั้งที่พึ่งเริ่มต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว จากการที่รัฐบาลปล่อยให้มีการนำเข้าหอมหัวใหญ่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปี จนหอมนำเข้าทุบตลาดไทย ทำให้ราคาหอมหัวใหญ่และหอมแดงไทยตายเรียบ”


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า “อธิบายง่ายๆ ว่า​ หอมใหญ่ในไทย ผลิต​ได้ประมาณ​ปีละ​ 30,000 ตัน​ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ​ เราจึงต้องมีการนำเข้า​ แต่เราดันปล่อยให้มีหอมนำเข้า​มาขายในตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของหอมไทย​ (ธันวาคม-เมษายน)​ ทำให้หอมล้นตลาด​ ส่งผลกระทบหนักทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยที่รับซื้อจากเกษตรกร​เต็ม ๆ ”


พร้อมทั้งระบุข้อเสนอที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันทีว่า “ปัญหานี้รัฐบาลสามารถเริ่มต้นแก้ไขได้ง่ายมาก​ เพราะหอมหัวใหญ่เป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว​ ดังนั้น รัฐสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ​ มาตรา​ 25 (3),(5), และ (11) ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีพาณิชย์กำหนดหลักเกณฑ์​การจำหน่าย แผนการจำหน่าย​ หรือห้ามจำหน่ายหอมหัวใหญ่ในช่วงฤดูผลผลิตหอมไทยในช่วงนี้ก่อนได้​ แล้วค่อยนำหอมนอกกลับมาขายหลังฤดูหอมไทย”


ภัทรพงษ์กล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่สามารถทำได้ทันที​ หากเรามีรัฐบาล​และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์​ที่เข้าใจในการจัดการผลผลิตทางการเกษตร หากรัฐบาลเห็นความสำคัญกับเกษตรกรไทยมากกว่านายทุนผู้นำเข้า​ รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ทันที”


ภัทรพงษ์กล่าวย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดครั้งแรก ปีที่แล้วชาวสวนลำไยก็เจอปัญหาราคาตกต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์มาแล้ว มาวันนี้รัฐบาลกำลังจะทำให้หอมใหญ่เป็นแบบนั้นอีก พูดได้คำเดียว กับรัฐบาลที่หาเสียงว่า เดี๋ยวคนไทยจะรวยจนทนไม่ไหว! หรือเหมือนกับที่นักการเมืองคนหนึ่งกล่าวว่า กระทรวงเกษตรไม่ใช่ใครก็คุมได้ ถ้าไม่ใช่ผมเดี๋ยวคุณก็รู้ คำเดียวที่พูดได้กับคนเหล่านี้คือคำว่า “ปลอม” คนที่มีเจตจำนงในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่มีทางทำผิดพลาดซ้ำ ๆ ทุกครั้งแบบนี้แน่นอน”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน









วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“ไอติม พริษฐ์” ลงบันทึกประจำวัน หลังถูก กกต. แจ้งความ ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือ ยันทำหน้าที่ในฐานะประชาชนเพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

 


“ไอติม พริษฐ์” ลงบันทึกประจำวัน หลังถูก กกต. แจ้งความ ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือ ยันทำหน้าที่ในฐานะประชาชนเพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมทนาย เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม หลังตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กกต. ฟ้องดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14


นายพริษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้เดินทางมาหลังจากที่ เห็นกระแสข่าวเมื่อวานนี้ว่า กกต. มีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนรวมตนเองเป็นทั้งหมด 6 คน ที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ที่เขตคันนายาว วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงวันนี้มาลงบันทึกประจำวันเพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองกับเจ้าหน้าที่ หลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต. ได้เข้าแจ้งความ แต่ในส่วนของรายชื่อคนที่ถูกกล่าวหาขั้นตอนนี้จะไม่สามารถเผยแพร่ได้ในเวลานี้ ซึ่งคนที่จะรู้ดีที่สุดว่าแจ้งข้อหาอะไร หรือแจ้งความใคร คือผู้ที่กล่าวหา กกต. ส่วนรายงานข่าวที่ออกมาเมื่อวาน คาดว่าคงเป็นไปตามที่มีรายงาน และเพื่อให้สิ้นข้อสงสัยอยากจะเรียกร้องให้กกต.พูดออกมาอย่างช้าๆ และชัดๆ ว่าแจ้งความใครบ้าง และข้อเท็จจริงที่ใช้แจ้งความมีอะไรบ้าง แทนที่จะใช้วิธีการปล่อยข่าวแบบนี้ก็พูดออกมาให้ชัด ๆ

 

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า หนึ่งในข้อหาที่ถูกแจ้งคืออั้งยี่ซ่องโจรนั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้มาลงบันทึกประจำวัน หลังเห็นว่ามีรายงานข่าว วันนี้มายืนยันความบริสุทธิ์ใจและมั่นใจว่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว ตนเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวหลังจากที่มีการปิดหีบ เวลา 17.00 น. ซึ่งอยู่ในช่วงของการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งการนับคะแนนกกต. จะต้องทำในพื้นที่ที่โปร่งใสต่อหน้าพี่น้องประชาชน ซึ่งกกต. มีการสื่อสารเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนน และการที่ตัวเองไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ยังไม่นับว่าในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่กกต.อยู่หลายคน รวมถึงรองเลขากกต. ก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอะไร และเจ้าหน้าที่คนใดถือให้เห็นหรือพยายามจะตักเตือนชี้แนะสิ่งที่ทำอยู่ว่าเป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ และขอยืนยันว่า ไม่มีอะไรที่ขัดต่อข้อกฎหมายความจริงเป็นความจริง และเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ตัวเองขอยืนยันความจริงแบบนี้ และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ


เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความกลับหรือไม่ นายพริษฐ์ บอกว่า ในหลักการการแจ้งความกลับด้วยข้อมูลที่ตนรู้ว่าเป็นเท็จเป็นการสร้างความเสียหายให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ต้องรอดูว่ากกต. แจ้งความด้วยข้อเท็จจริง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จะปรากฏหรือไม่ หากพบว่าเป็นการแจ้งความข้อมูลอันเป็นเท็จ ทาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมที่จะดำเนินการกลับทันที


เมื่อถามว่าข้อกล่าวหาอั้งยี่ซ่องโจรเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ นายพริษฐ์ ยืนยัน จะกล่าวหาแรงหรือเบาแค่ไหน ตนก็ขอยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง เห็นว่ามีหลายข้อกล่าวหายืนยันว่าผมไม่ได้ทำความผิดทั้งนั้น ถ้ามีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงก็กล่าวหามาเลยแล้วออกมาพูดต่อสาธารณะด้วยว่ากล่าวหาว่าอะไร พร้อมเข้าสู่กระบวนการ


“ขอพูดนอกเหนือในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่พูดในฐานะ คนที่มาอาสาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรมันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผมในการตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐต่างๆ ว่ามีการดำเนินการอย่างไร รวมไปถึงการเลือกตั้งว่าโปร่งใสหรือไม่ ผมพร้อมเดินหน้าในการตรวจสอบข้อพิรุธข้อสงสัย และการดำเนินการของกกต. สุดท้ายถ้าผมไม่ทำตรงนั้น ผมควรเป็นฝ่ายถูกถามว่าเข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรทำไม”


เมื่อถามว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงแทนบุคคลอื่นได้ ซึ่งในวันนั้นไม่เห็นบางคนใน 6 รายชื่ออยู่ในเหตุการณ์ แต่ กลับถูกแจ้งความ จึงอยากให้เจ้าตัวมายืนยันข้อเท็จจริง น่าจะแม่นยำกว่า ส่วนจะเป็นการปิดปากหรือไม่ ขอตอบคำถามนี้ใน 2 สถานะ ในฐานะที่ทำงานการเมืองไม่ว่าเจตนาในการฟ้องตนเองคืออะไร ตนพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ย้ำถ้าตนอาสามาเป็นสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คือการเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบหน้าที่ของกกต. ไม่มีเหตุผลใดที่จะยุติการเดินหน้า


สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักในสังคมไทย เรื่องการฟ้องปิดปากหากมีการฟ้องปิดปากจริง จากหน่วยงานรัฐที่มีการฟ้องประชาชนโดย และคาดการณ์แล้วว่าไม่สามารถนำไปสู่การพิสูจน์ความจริงได้ และสังคมควรจะตระหนักร่วมกันว่า แม้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหา จะพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ แต่ความเสียหายมันได้เกิดขึ้นแล้ว ภาระ ที่ใช้ในการชี้แจง รวมถึงภาระรายจ่าย การแจ้งความก็สร้างภาระให้กับประชาชนได้เหมือนกัน และเป็นการส่งผลลบต่อเสรีภาพ การแสดงออกซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่จะแสดงออกทางประชาธิปไตยได้


“หน่วยงานรัฐเวลาเจอพี่น้องประชาชน ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำหน้าที่ และถ้าเป็นการตั้งคำถามที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย อย่างการสังเกตการณ์การนับคะแนน สิ่งที่หน่วยงานรัฐพึงกระทำ คือการชี้แจงให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยไม่ใช่การดำเนินคดีกับประชาชน”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต

พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย


พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย


วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจครั้งที่ 10 เรื่อง 'เลือกตั้ง 69 เช็คคะแนน กกต. ในสายตาประชาชน' สะท้อนภาวะความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ โดยประชาชนถึง 87.7% มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ "ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย" ขณะที่มีเพียง 12.3% ที่เห็นว่า 'ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม-สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด'


การสำรวจจัดทำระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) ค่าความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2.5%


ผลสำเร็จในคำถาม : ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่พบว่า

ร้อยละ 87.7 ระบุว่า ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม - ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 12.3 ระบุว่า ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


คำถาม : ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 67.6 ระบุว่า พอใช้ - แย่

ร้อยละ 32.4 ระบุว่า ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยภาพรวมเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 57.6 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 42.4 ระบุ ค่อนข้างดี – ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 54.7 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 45.3 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการควบคุมการหาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 54.3 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 45.7 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการนับคะแนนที่โปร่งใสและประชาชนตรวจสอบได้เป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 50.6 ระบุว่า พอใช้ - แย่

ร้อยละ 49.4 ระบุว่า ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 56.4 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี

ร้อยละ 43.6 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 59.9 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี

ร้อยละ 40.1 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์และป้ายประกาศต่าง ๆ ในวันเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 61.9 ระบุ ค่อนข้างดี-ดี

ร้อยละ 38.1 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านคิดว่าสิ่งที่ กกต. ควรปรับปรุงเร่งด่วนที่สุดอันดับแรกคืออะไร พบว่า

ร้อยละ 23.6 ระบุ ควรเร่งปรับปรุงการนับคะแนนที่โปร่งใสมากที่สุด

ร้อยละ 23.3 ระบุ การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง

ร้อยละ 20.5 การสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลก่อนเลือกตั้ง

ร้อยละ 7.8 การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว

ร้อยละ 6.5 การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการ

ร้อยละ 4.6 การจัดการการเลือกตั้งล่วงหน้า

ร้อยละ 13.7 ไม่มีข้อเสนอแนะ


เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถามดังนี้ พบว่า


คำถาม : ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่


กรุงเทพมหานคร

ร้อยละ 70.7 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 29.3 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคกลาง

ร้อยละ 21.5 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 78.5 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคตะวันออก

ร้อยละ 44.4 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 55.6 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ร้อยละ 65.3 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 34.7 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคเหนือ

ร้อยละ 59.4 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 40.6 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคใต้

ร้อยละ 74.9 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 25.1 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต



กกต. เผยข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 2569 เห็นชอบ 58.64%


กกต. เผยข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 2569 เห็นชอบ 58.64%


วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่ข่าวเลขที่ 194/2569 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เผยแพร่ข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569


สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้


ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 52,933,610 คน

ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 36,840,302 คน คิดเป็น 69.65%

เห็นชอบ จำนวน 21,266,029 คน คิดเป็น 58.64%

ไม่เห็นชอบ จำนวน 11,231,161 คน คิดเป็น 30.46%

ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 คน คิดเป็น 8.34%

บัตรเสีย จำนวน 942,608 ใบ คิดเป็น 2.56%


หมายเหตุ

1. ข้อมูล ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

2. บัตรออกเสียงประชามติ (ในประเทศ) มีน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 12 บัตร

เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิมาแสดงตนแต่ไม่ขอรับบัตรออกเสียงประชามติ หรือรับบัตร ออกเสียงประชามติแล้ว แต่ไม่ประสงค์ออกเสียงลงคะแนน เป็นต้น

3. บัตรออกเสียงประชามติ (นอกราชอาณาจักร) มีจำนวนน้อยกว่าผู้มาใช้สิทธิ 50 บัตรเนื่องจากบางซองไม่มีบัตรออกเสียงประชามติ ส่งกลับมา


​สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #ประชามติ2569 #เห็นชอบ #รัฐธรรมนูญใหม่