วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงบางใหญ่ สนทนาธรรมกับ ‘พระพยอม’ พร้อมสนับสนุนวัดสวนแก้วผ่านนโยบายสวัสดิการสัตว์จรจัด-ศูนย์เดย์แคร์ดูแลผู้สูงอายุเมืองนนท์

 


‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงบางใหญ่ สนทนาธรรมกับ ‘พระพยอม’ พร้อมสนับสนุนวัดสวนแก้วผ่านนโยบายสวัสดิการสัตว์จรจัด-ศูนย์เดย์แคร์ดูแลผู้สูงอายุเมืองนนท์


วันที่ 4 กันยายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคประชาชน พร้อมด้วย สุทัศน์ มีศิริ สส.นนทบุรี เขต 6 และ เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่อำเภอบางใหญ่ เพื่อรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี


ช่วงเช้า เดชรัตและคณะได้เดินพบปะประชาชนที่ตลาดเช้าวัดพิกุลเงินและตลาดเก่าบางใหญ่ ซึ่งได้รับการตอบรับจากชาวบางใหญ่อย่างอบอุ่น โดยโอกาสนี้ เดชรัตได้นำเสนอ 20 นโยบายเพื่อคนนนท์ มุ่งสร้าง “New นนท์” ให้นนทบุรีเป็นของทุกคน พร้อมเชิญชวนชาวนนทบุรีออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายนนี้


จากนั้น เดชรัตและคณะได้เดินทางไปยังวัดสวนแก้ว เพื่อเยี่ยมชมโครงการสร้างอาชีพและศูนย์ดูแลสัตว์จรจัดภายในวัด พร้อมกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับพระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) โดยได้หารือถึงแนวทางที่ อบจ.นนทบุรีจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนได้ในอนาคต โดยเฉพาะนโยบายจัดการสัตว์จรจัด


เนื่องจากปัจจุบันวัดสวนแก้วต้องแบกรับภาระดูแลสัตว์จรจัดเป็นจำนวนมาก เดชรัตจึงเสนอแนวคิดนโยบายจูงใจให้ประชาชนรับอุปการะสัตว์จรจัด ไม่ว่าจะเป็นบริการฉีดวัคซีนและทำหมันฟรี รวมถึงการจัดทำประกันสุขภาพให้แก่สัตว์จรจัดที่ถูกรับไปเลี้ยงดูแล


นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง ซึ่งปัจจุบันวัดสวนแก้วมีโครงการบ้านพักรองรับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือต้องอยู่ลำพัง เดชรัตชี้ให้เห็นว่า การดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุควรเป็นภารกิจหลักของ อบจ. ที่ต้องเข้ามาโอบอุ้มดูแลอย่างเป็นระบบ


เดชรัตได้เน้นย้ำถึงนโยบาย “สูงวัยหัวใจนนท์” ที่พรรคประชาชนตั้งเป้าจัดตั้งศูนย์นันทนาการสำหรับผู้สูงอายุในทุกอำเภอ และผลักดันโครงการ “Day Care ฝากพ่อแม่อุ่นใจ” อย่างน้อย 1 อำเภอ 1 ศูนย์ ภายใน 4 ปี เพื่อรองรับการดูแลผู้สูงอายุแบบไปเช้าเย็นกลับ ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหลานที่ต้องไปทำงาน หรือดูแลผู้สูงอายุในระยะสั้นช่วงที่ลูกหลานติดภารกิจได้


หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่วัดสวนแก้ว เดชรัตได้เดินทางต่อไปยังตลาดน้ำประชารัฐสวนบัว เพื่อสำรวจพื้นที่และหาแนวทางที่ อบจ.นนทบุรีจะเข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพื่อกระตุ้นรายได้ให้แก่คนในพื้นที่


สำหรับกำหนดการในช่วงบ่าย เดชรัตมีเวทีพบปะกลุ่มเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาและเสนอนโยบายด้านการเกษตร ก่อนที่ในช่วงเย็นจะเดินทางไปรณรงค์หาเสียงบริเวณตลาดล่ำซำ โดยจะมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ มาร่วมสมทบเพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องชาวบางใหญ่อีกด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ต้นNewนนท์  #เลือกตั้งนายกอบจ #อบจนนท์ #นนทบุรี













ข้อความจาก“อานนท์ นำภา” “พวกเขาขังคนพูดความจริงได้ แต่ขังความจริงไม่ได้” ... ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเอก ผมเพียงใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อเป็นบทบันทึกสำหรับคนรุ่นหลังได้ศึกษาและต่อยอดความคิดของคนรุ่นผมเท่านั้น

 


ข้อความจาก“อานนท์ นำภา” “พวกเขาขังคนพูดความจริงได้ แต่ขังความจริงไม่ได้” ... ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเอก ผมเพียงใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อเป็นบทบันทึกสำหรับคนรุ่นหลังได้ศึกษาและต่อยอดความคิดของคนรุ่นผมเท่านั้น


วันนี้ (4 กันยายน 2569) เพจเฟสบุ๊ค อานนท์ นำภา แอดมินเพจโพสข้อความจาก อานนท์ นำภา ระบุว่า


"พวกเขาขังคนพูดความจริงได้ แต่ขังความจริงไม่ได้ เพราะความจริงมันจะปรากฏต่อหน้าพวกเขาทั้งในโลกจริงและในสามัญสำนึก ความจริงจะตามหลอกหลอนพวกเขาทั้งในหน้าจอมือถือและในฝัน กว่า 3 ปี ที่พวกเขาขังผมไว้ในคุกแต่ความจริงที่ผมพูดมันกลับชัดเจนยิ่งขึ้นตามกาลเวลา ความเสื่อมโทรมของสังคมเก่ายิ่งชัดเจนขึ้นตามกาลเวลา


ผมสาบานได้ว่าผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเอก ไม่เลยสักนิด ผมเพียงใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อเป็นบทบันทึกสำหรับคนรุ่นหลังได้ศึกษาและต่อยอดความคิดของคนรุ่นผมเท่านั้น ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นตัวละครที่ชื่อ “คูเปอร์” ในหนังเรื่อง Interstellar ในตอนท้ายเรื่องที่ตกลงไปในหลุมดำ เขาไม่คิดว่าเขาจะรอดชีวิต เขาเพียงใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อ “บันทึก” และทิ้งไว้เพื่อที่คนรุ่นหลังมาค้นพบและเอาไปศึกษาต่อยอดเท่านั้น ผมก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ด้วยโทษทัณฑ์ที่มีกำหนดยาวนานเกินกว่าอายุขัยของผม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความจริงที่ผมพูด ความหวังดีต่อสังคมจะถูกส่งต่อไปยังอีกรุ่น


ขอให้พลังใจเช่นนี้จงมีแก่เพื่อนๆทุกคน ได้โปรดรับเอาความจริงที่ผมพูดไปสานต่อให้สำเร็จด้วย

อานนท์ นำภา

4 กันยายน 2569


สำหรับในวันนี้ (4 ก.ย. 69) ศาลอาญามีนัดสืบพยานคดี #มาตรา112 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 - 20 ก.ย. 2563


คดีนี้ได้มีการเบิกตัว “ไผ่” จตุภัทร์, อานนท์ นำภา, ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมาที่ศาล เพื่อเข้าร่วมรับฟังการสืบพยานด้วย


โดยบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี 811 ในวันนี้ มีพี่น้องประชาชนทั้งกรุงเทพฯ และบางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อให้กำลังใจทั้ง 2 คน ล้นห้องเช่นเคย


สำหรับอานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

“ไผ่-จตุภัทร์” ถูกขังครบ 1 ปีเต็ม ส่งตัวกลับเรือนจำพร้อม “อานนท์” หลังเบิกตัวมาสืบพยานคดี 19 กันยาฯ พรุ่งนี้มีนัดสืบต่อ ด้านอานนท์ 26 ก.ย.นี้ ถูกขังครบ 3 ปี

 


“ไผ่-จตุภัทร์” ถูกขังครบ 1 ปีเต็ม ส่งตัวกลับเรือนจำพร้อม “อานนท์” หลังเบิกตัวมาสืบพยานคดี 19 กันยาฯ พรุ่งนี้มีนัดสืบต่อ ด้านอานนท์ 26 ก.ย.นี้ ถูกขังครบ 3 ปี 


วันนี้ 3 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “อานนท์” นำภา ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาลเพื่อสืบพยานในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร


วันนี้เป็นวันที่ “ไผ่” จตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ถูกคุมขังครบ 1 ปีเต็ม หลังถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยที่ภูเขียว ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีดังกล่าว แต่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดี 19 กันยาฯ หลังจากไผ่ถูกถอนประกัน ส่งผลให้เขายังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจนถึงปัจจุบัน


วันนี้แม่ของไผ่เดินทางมาเยี่ยมที่ศาล และได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวไผ่ในคดี 19 กันยาฯ อีกครั้ง 


แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง


ภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้น ไผ่และอานนท์ถูกควบคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องขังเพื่อเดินทางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีมวลชนมารอยืนส่งทั้งสองคนบริเวณด้านหน้าศาลอาญา


สำหรับอานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112  #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน








ธิดา ถาวรเศรษฐ : วาระ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 [2 ทศวรรษ แห่งการช่วงชิงอำนาจรัฐไทยที่ยังไม่สิ้นสุด]

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : วาระ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549


จาก 19 ก.ย. 49 ถึง 19 ก.ย. 69

2 ทศวรรษ แห่งการช่วงชิงอำนาจรัฐไทยที่ยังไม่สิ้นสุด


ธิดา ถาวรเศรษฐ [2 ก.ย. 69]


เมื่อพบว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองชนชั้นนายทุนได้เป็นพรรคใหญ่ ครองใจประชาชน ขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย ในระบอบเก่าโดยแทนที่อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  สงครามระหว่างชนชั้นก็เปิดฉาก จากปี 2548 จนใช้การทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เพื่อยึดอำนาจและทำลายนายทุนใหม่ที่มีขีดความสามารถ ยึดอำนาจผ่านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จนต้องแก้เกมด้วยการทำรัฐประหารครั้งใหม่หลังจากรัฐประหาร 2534 นับได้ 15 ปี


ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าจะมีรัฐประหารในยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว  เพราะดูประหนึ่งว่าเราก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างเป็นสากล ด้วยรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ยึดโยงกับประชาชน และค่อนข้างทันสมัยด้วยหมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนและวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง


การทำรัฐประหาร 2549 จึงเป็นหลักไมล์สำคัญเช่นกับรัฐประหาร 2490  ที่ทำลายการบริหารประเทศและอำนาจของคณะราษฎร 2475  ส่วนการทำรัฐประหาร 2549 จึงเป็นการทำรัฐประหารจัดการพรรคการเมืองนายทุนที่ยึดครองความชอบธรรมจากการเลือกตั้งโดยตรง คุกคามอำนาจระบอบอำมาตยาธิปไตย และเครือข่ายจารีตอำนาจนิยมเดิมที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน  เท่ากับว่าระบอบประชาธิปไตยแบบสากลที่ได้จากการต่อสู้ของประชาชนในปี พ.ศ. 2535 ถูกละทิ้งและสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อีกครั้ง  ถอยหลังไปจนถึงยุคเผด็จการ สฤษดิ์  ธนะรัชต์


แต่ความขัดแย้งระหว่าง 2 ระบอบนี้มีผลต่อประชาชนที่ถูกแบ่งออกเป็น ฝ่ายต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยจริง กับฝ่ายจารีตอำนาจนิยมในระบอบอำมาตยาธิปไตย  เกิดเป็นสงครามไพร่ในยุคใหม่ กับอำมาตย์ขุนศึกยุคเก่า


แต่การทำรัฐประหารและการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ตั้งแต่ปี 2550 และปี 2560  ล้วนไม่อาจสกัดไพร่สมัยใหม่ ที่จากอดีตมีไพร่ระดับล่างเป็นส่วนใหญ่ ก็มาได้ชนชั้นกลางใหม่เป็นแนวร่วม ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2563  นี่ก็ถือว่าสงครามระหว่าง 2 ขั้ว ยึดยาวมาถึง 20 ปี และยังจะยืดเยื้อต่อไป เพราะเครือข่ายชนชั้นนำระบอบอำมาตยาธิปไตยใช้เครื่องมือ พรรคการเมือง ท้องถิ่น ยกระดับเป็นพรรคใหญ่แทนพรรคเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ล้มเหลว และมีรัฐธรรมนูญ 2560 มีวุฒิสมาชิก สส.สีน้ำเงิน องค์กรอิสระ ข้าราชการชั้นสูง กระบวนการยุติธรรม เข้าสร้างเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยในยุคปัจจุบันที่เลวร้าย คดโกง ยึดกุมประเทศไว้เกือบสมบูรณ์


ยุทธศาสตร์การยึดครองอำนาจควบคุมการปกครองประเทศของระบอบอำมาตยาธิปไตยยังดำเนินไปไม่หยุดยั้ง ผ่านวิธีการจากรัฐประหารดื้อ ๆ มาใช้กลยุทธผ่านพรรคการเมืองแบบสร้างขุมกำลังแบบโจรในคราบนักการเมือง ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีคำว่ามีความชอบธรรม มีคุณธรรม แม้แต่ตามกฎหมายที่โจร ในฐานะรัฎฐาธิปัตย์จากกองทัพ ได้เขียนเอาไว้เอง หลังผ่านรัฐประหารมา 2 ทศวรรษ มีกฎหมายโจร, รัฐธรรมนูญโจร (ของอาจารย์มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ) เกิดขึ้นมากมาย เพื่อประหัตประหารพรรคการเมืองและขบวนการประชาชนที่ต้องการความเท่าเทียมและสิทธิเสรีภาพแบบประเทศที่เจริญแล้ว

 

สิ่งที่ระบอบเก่าทำสำเร็จคือ แยกสลายพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้ไปร่วมขั้วรัฐบาลกับพรรคของกลุ่มตน และทำกลยุทธให้พรรคใหม่ฝ่ายประชาธิปไตยไปสนับสนุนให้พรรคสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นตัวแทนของน้ำเงินแท้ ได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล เพียงช่วงเวลาไม่นาน พรรคสีน้ำเงินจากนายทุนท้องถิ่นก็สถาปนาอำนาจได้ทั่วประเทศ ทั้งโดยกระสุนเงินและกระแสอ้างสถาบันฯ


ประชาชนต้องเดินทางต่อไป แม้เขาจะนิรโทษกรรมเครือข่ายความขัดแย้งเก่าที่ผ่านมา จาก 2548 ยกเว้นผู้ผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ดิฉันคิดว่าความขัดแย้งหลักยังคงอยู่ และตัวละครหลักภายใต้หัวโขนเดิม แม้จะเปลี่ยนหน้าใหม่ แต่ก็ยังแสดงบทแบบเดิม


การไม่รู้เท่าทันยุทธศาสตร์คงอำนาจของระบอบอำมาตย์ฯ ไปเน้นเรื่องพรรคและบุคคล กระทั่งสีเสื้อ  เป็นการสลายพละกำลังของขบวนการประชาธิปไตยเอง  พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเดิมและพรรคใหม่ก็มีปัญหาในการร่วมเดินทางกับประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยจริง กลับไปเติมพลังให้ระบอบอำมาตย์ ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม เป็นเรื่องน่าเสียใจ  แต่ทำอย่างไรได้  พรรคสีน้ำเงินก็มาเยาะเย้ย มาขอบคุณ และกล่าวว่า ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล  นั้นชัดเจน ในพรรคที่ข้ามขั้วไปแล้ว แต่พรรคที่เป็นความหวังของประชาชนก็ผิดพลาดทั้งในทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ของการต่อสู้ของประชาชน


คำขวัญของเราคือ “นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย”


เราก็ต้องเดินทางต่อสู้ในสงครามชนชั้นที่ยืดเยื้อในประเทศนี้ต่อไป  พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจร่วมเดินทางกับประชาชนได้ในระยะเวลาหนึ่ง ถ้าเข้าใจว่าทุกพรรคประสงค์เป็นรัฐบาล อ้างว่าก้าวข้ามความขัดแย้งนั้น น่าจะอยากเป็นรัฐบาลเพื่อสร้างพรรคของตนเองให้เติบใหญ่ ด้วยอำนาจทางการเมือง  มากกว่าที่จะคิดถึงการต่อสู้จริงของประชาชน เปาหมายเพื่อเป็นรัฐบาลและอาจสร้างความฝันให้เป็นจริงได้นั้น เป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่ขบวนการต่อสู้ของประชาชนนั้นสืบทอดอุดมการณ์ เพื่อช่วงชิงอำนาจให้มาอยู่ในมือประชาชนจริงนั้น ต้องเดินหน้าต่อไป!!!


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐประหาร #รัฐไทย 

Thumb Rights จัด “ยืนหยุดขัง” เราไม่ลืมเพื่อน ส่งเสียงถึงสังคมยังมีผู้ต้องขังทางการเมือง ม.112 , ม.110 อยู่ในเรือนจำ ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเหมือนกลุ่มอื่น พร้อมชวนปชช.ร่วมลงชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ

 


Thumb Rights จัด “ยืนหยุดขัง” เราไม่ลืมเพื่อน ส่งเสียงถึงสังคมยังมีผู้ต้องขังทางการเมือง ม.112 , ม.110 อยู่ในเรือนจำ ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเหมือนกลุ่มอื่น พร้อมชวนปชช.ร่วมลงชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ 


วันนี้ 2 กันยายน 2569 เวลา 17.00 - 18.12 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณเกาะพญาไท เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที เพื่อส่งเสียงให้ผู้ที่สัญจรไปมาได้เห็นว่า ผู้ต้องขังทางการเมืองยังมีอยู่จริง และยังมีคนที่ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เลือนหายไปจากสายตาของสังคม โดยผู้ร่วมกิจกรรมมีการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” ก่อนยุติกิจกรรม


ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 53 คน ในเรือนจำ โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน ขณะที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จึงชวนให้มาร่วมกันเพื่อส่งเสียงว่าพวกเขายังไม่ถูกลืม


ในตอนท้าย ณัฐชนน ไพโรจน์ Thumb Rights กล่าวว่า ตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกาศบังคับใช้ มีข่าวดีให้กับเพื่อนหลายคนที่ศาลพิจารณาจำหน่ายคดีให้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม โดยอ้างว่าต้องรอคณะกรรมการฯ ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่ออนุมัติ ซึ่งพวกเราต้องติดตามกันว่าจะมีการนิรโทษกรรมครบทุกคดีหรือไม่ แต่ก็ยังมีผู้ต้องขังคดี ม.112 และคดี ม.110 อีกจำนวนมากอยู่ในเรือนจำ “แม้ว่าพวกเขาจะถูกลอยแพ แต่เราจะไม่ทิ้งพวกเขาใช่หรือไม่ ถ้าช่วงนี้ยังมีแรงก็อยากชวนทุกคนออกมาช่วยกัน เพื่อให้พวกเขาไม่ถูกลืม เหมือนที่รัฐบาลลืมพวกเขา” ณัฐชนนกล่าว


ณัฐชนนกล่าวต่อว่า คนที่อยู่ในเรือนจำตอนนี้ เขาไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง เราไม่ได้มาช่วยเขาเพราะเขาชื่ออะไร แต่เราช่วยเพราะเขาพูดเพื่อคนทั้งสังคม พูดเพื่อเรียกร้องให้คนในสังคมเท่าเทียมกันในทุกมิติ จึงชวนมาร่วมกันยืนหยุดขังในวันนี้ เพื่อบอกว่าเราไม่ลืมพวกเขา และไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบลงไป และอยากให้ทุกคนช่วยกันติดตามและจับตา “สั่งฟ้องสว.” ไปพร้อม ๆ กัน 


นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ชวนประชาชนร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร 2519 ที่เพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับหมิ่นประมาทในหลายข้อหา ซึ่งรวมไปถึง “มาตรา 112” ที่ถูกเปลี่ยนจากโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นโทษจำคุก 3-15 ปี


ร่วมเป็น 1 ใน 50,000 รายชื่อ เสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41

ลงชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ 

✏️ https://decoup6octsins.com/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยืนหยุดขัง #มาตรา112 #ปล่อยเพื่อนเรา #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #ลบมรดก6ตุลา