วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

'ภคมน' เปิดข้อมูล “โควตาเด็กนาย” ซัดรัฐบาลเตรียมดันผู้ว่าฯ พัวพันคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมที่ดิน

 


'ภคมน' เปิดข้อมูล “โควตาเด็กนาย” ซัดรัฐบาลเตรียมดันผู้ว่าฯ พัวพันคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมที่ดิน


วันที่ 6 กันยายน 2569 ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลกรณีความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ขณะนี้ตนมีรายชื่อข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกเพิกถอนผลสอบเนื่องจากทุจริตอยู่ในมือกว่า 5,900 รายชื่อ ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าเข้าข่ายที่เรียกว่า “โควตาเด็กนาย” จำนวนมาก และมีความเกี่ยวโยงกับ สส.พื้นที่ของพรรคใหญ่หลายคนที่ฝากเด็กเข้าสอบ


ภคมนกล่าวว่า “โควตาเด็กนาย” คือกลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องจ่ายเงินสินบน 300,000–700,000 บาทเหมือนกรณีทุจริตทั่วไป แต่ได้รับการแก้ไขกระดาษคำตอบให้สอบผ่านโดยอาศัยเส้นสายของผู้มีอำนาจ ทั้งข้าราชการระดับกรม ข้าราชการระดับสูงในกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งบางรายมีคะแนนสอบสูงกว่ากลุ่มที่จ่ายเงินเสียอีก


พร้อมยกตัวอย่างกรณีจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ผลการประกาศบรรจุข้าราชการท้องถิ่นรอบแรกมีผู้สอบผ่าน 2 รายที่ใช้นามสกุลเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยคะแนนสอบภาค ก. จากที่ทำได้จริงราว 30 คะแนนเศษ ถูกแก้ไขเป็น 70-80 คะแนนเศษ ส่วนภาค ข. จากคะแนนจริงประมาณ 50 คะแนนเศษ ถูกแก้เป็น 90 คะแนน จนได้รับการบรรจุ ก่อนที่ในรอบที่สองกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อทั้งสองคนดังกล่าว


ประเด็นสำคัญที่ภคมนเปิดเผยคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดรายดังกล่าวกำลังจะได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ในเดือนตุลาคมนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากบุคคลที่ถูกมองว่ารู้เห็นเป็นใจกับระบบทุจริตได้รับตำแหน่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ประชาชนจะมั่นใจในความโปร่งใสของกระทรวงมหาดไทยได้อย่างไร โดยเฉพาะกรมที่ดินซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลและซับซ้อน


ภคมนยังกล่าวถึงสถานการณ์ในกระทรวงมหาดไทยโดยรวมว่า นอกจากคดีทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนคาดว่าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาทแล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในกรมการปกครองที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการถึงต้นตอของปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงเพิกถอนผลสอบเป็นรายบุคคลแล้วปล่อยผ่านผู้ที่อยู่เบื้องหลังระบบดังกล่าว นอกเสียจากว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่จริงจังกับการกวาดล้างการทุจริตสนใจแต่เพียงการจัดวางอำนาจและหามือทำงานเข้ามานั่งในทุกกรม ทุกกระทรวง โดยภคมนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลของการมองข้ามแผลใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ เพราะต้องการคนทำงานในภารกิจสำคัญภายใต้กรมที่ดินในอนาคตหรือไม่ 


”ซึ่งถ้านายกฯ จริงใจกับคำพูดที่ว่าเรื่องนี้สาวไปถึงใครต้องจัดการให้สิ้นซาก ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการไม่มอบตำแหน่งใหญ่ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบทุจริตนี้” ภคมนกล่าว พร้อมระบุว่าจะติดตามและเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สส.ที่เกี่ยวข้องกับการฝากเด็กเข้าสอบต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทุจริตสอบท้องถิ่น

พริษฐ์ น้อมรับความผิดพลาดโหวต อนุทิน เป็นนายกฯ ชี้โดนประชาชนลงโทษผ่านการเลือกตั้งแล้ว ลั่นขอใช้เวลา 3 ปีที่เหลือ เดินหน้าแก้ไขผลกระทบ จากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น ปัดเกียร์ว่างตรวจสอบฮั้ว สว.

 


พริษฐ์ น้อมรับความผิดพลาดโหวต อนุทิน เป็นนายกฯ ชี้โดนประชาชนลงโทษผ่านการเลือกตั้งแล้ว ลั่นขอใช้เวลา 3 ปีที่เหลือ เดินหน้าแก้ไขผลกระทบ จากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น ปัดเกียร์ว่างตรวจสอบฮั้ว สว.


วันที่ 6 กันยายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชนชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกฯแพทองธาร ออกมาระบุว่า MOA พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะเกิดครั้งเดียวและไม่เกิดขึ้นอีกในรอบ 100 ปี รวมถึงควรนำมาถอดบทเรียน ว่า ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่าเป็นการครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่เราตัดสินใจผิดพลาด และการครบรอบครั้งนั้นก็ถูกลงโทษจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกในมุมหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในพรรคประชาชนที่จะต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในวันนั้น 


เมื่อถามว่า ด้วยเหตุนี้หรือไม่ทำให้ไม่ตรวจสอบเรื่องการฮั้วสว.ในช่วงแรก นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความจริงในวันนั้นตอนที่อภิปรายนโยบายรัฐบาลซึ่งเป็นวาระแรกๆ หลังจากโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็มีนพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อภิปรายตรวจสอบ มีข้อมูลหลายอย่างที่คาบเกี่ยวกับเนื้อหาในวันนี้ด้วย แต่ตนคิดว่าเราก็ไม่ปฏิเสธ ว่าการตัดสินใจวันนั้นก็อาจจะมีผลกระทบในเชิงลบที่ตามมา และตนก็ถือว่าสิ่งที่ตนและพรรคประชาชนทำได้ในวันนี้ ที่เราจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่ได้ก่อไว้ในอดีต คือการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่เกิดจากการตัดสินใจในวันนั้น


“ ผมถือว่าผม ได้รับความไว้วางใจมาเป็นสส. เหลืออยู่ประมาณ 3 ปีกว่า ผมถือว่าส่วนหนึ่ง ในการทำหน้าที่ของผมใน 3 ปีข้างหน้านี้ ก็ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พริษฐ์วัชรสินธุ #ไอติมพริษฐ์

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2569

FreeArts แปรอักษรเป็นรูปหัวใจ ติดติยบิ้นสีน้ำเงิน ส่งกำลังใจ กกต. “ทำงานให้เป็นกลาง” ชูนิ้วส่งเสียงกกต.สู้ๆ เป็นกลาง ๆ ชวนจับตาลงมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. 14 ก.ย.

 


FreeArts แปรอักษรเป็นรูปหัวใจ ติดติยบิ้นสีน้ำเงิน ส่งกำลังใจ กกต. “ทำงานให้เป็นกลาง” ชูนิ้วส่งเสียงกกต.สู้ๆ เป็นกลาง ๆ ชวนจับตาลงมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. 14 ก.ย.


วันที่ 6 กันยายน 2569 เวลา 17.00-17.50 น. กลุ่มศิลปะปลดแอก - FreeArts จัดกิจกรรม ”แปรอักษรภาพ 💙 ส่ง'ลังใจให้ กกต. ทำงานให้เป็นกลาง🖕“ ในการ #สั่งฟ้องสว เพื่อประชาชนทุกคน บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แยกปทุมวัน


ผู้เข้าร่วมกิจกรรมผูกโบว์สีน้ำเงินที่ข้อมือ ก่อนเริ่มแปรอักษรเป็นรูปหัวใจพร้อมชูนิ้ว และกล่าวว่า “กกต. สู้ ๆ เป็นกลาง เป็นกลาง”


สำหรับคดี #โกงเลือกสว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดประชุมลงมติพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาในวันที่ 14 ก.ย. 2569 โดยเป็นที่จับตาว่า กกต. จะมีมติสั่งฟ้องทั้ง 229 คนหรือไม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229















ปชน. ชำแหละคดีโกง สว. ต่อเนื่อง กาง 4 พิรุธ “อนุฯ ที่ 36” ตั้งมาแบบมีธงการเมืองหรือไม่ แฉลึกเครือข่ายโยงใยกับผู้ถูกกล่าวหา ชวนจับตา กกต. ชี้ชะตา 14 ก.ย.

 


ปชน. ชำแหละคดีโกง สว. ต่อเนื่อง กาง 4 พิรุธ “อนุฯ ที่ 36” ตั้งมาแบบมีธงการเมืองหรือไม่ แฉลึกเครือข่ายโยงใยกับผู้ถูกกล่าวหา ชวนจับตา กกต. ชี้ชะตา 14 ก.ย.


วันที่ 6 กันยายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดการแถลงข่าว “แสวงหาความจริง: กกต. และ DSI องค์กรของใคร?” นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ, ชยพล สท้อนดี, พนิดา มงคลสวัสดิ์ และ ภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน พร้อมเชิญ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาร่วมวิเคราะห์การทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 (“อนุฯ ที่ 36”) ก่อนที่ กกต. ชุดใหญ่จะพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีโกง สว. หรือไม่ในวันที่ 14 กันยายนนี้


ด้านสมชัยระบุว่า ต้องแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 (“คณะฯ ที่ 26”) ออกจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 (“อนุฯ ที่ 36”) โดยคณะฯ ที่ 26 เป็นคณะพิเศษที่มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วม ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารได้ ก่อนมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีมูลควรส่งฟ้อง


ส่วนการตั้งอนุฯ ที่ 36 นั้น ในทางกฎหมาย กกต. มีอำนาจตั้งได้ แต่น่าตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรม เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งใช้ระบบเรียงลำดับรับคดี ขณะที่เหตุผลว่าต้องตั้งอนุฯ ที่ 36 เพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ยังต้องตรวจสอบว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเหตุผลดังกล่าวจริงหรือไม่


สมชัยกล่าวต่อไปว่า จากบันทึกการประชุมที่ได้รับมา อนุฯ ที่ 36 ประชุมโดยทั่วไปคือวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือรูปแบบการประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับฟังทีมเลขานุการสรุปสำนวนของคณะฯ ที่ 26 โดยเฉพาะช่วงหลังที่แทบไม่ปรากฏการซักถามจากอนุกรรมการ ขณะที่ผู้สอบสวนจากคณะฯ ที่ 26 ไม่เคยถูกเรียกมาชี้แจง และเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง


นอกจากนี้ ตนยังมีข้อสังเกตถึงการตีกรอบกฎหมายในช่วงต้นของการพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. กับฝ่ายการเมือง เช่น การตีความเรื่อง “การยินยอมรับความช่วยเหลือ” และเจตนาที่จะได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งหากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี


สมชัยยังกล่าวต่อไปว่า หากภายหลังมีข้อพิพาททางกฎหมาย ควรขออำนาจศาลตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของอนุฯ ที่ 36 และความเห็นส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน เพื่อดูว่ามติยกคำร้องตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้สุดท้าย กกต. ทั้ง 7 คนต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของตนเอง


ในส่วนของพริษฐ์ระบุว่า พรรคประชาชนพยายามขอข้อมูลการทำงานของอนุฯ ที่ 36 ผ่านกลไกคณะอนุกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทั้งรายชื่อผู้เสนออนุกรรมการแต่ละคน จำนวนครั้งการประชุม และข้อมูลที่นำมาพิจารณา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และประธานอนุฯ ที่ 36 ก็ไม่ได้มาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการฯ ตามคำเชิญ


ก่อนถึง กกต. ชุดใหญ่ คดีนี้ผ่านความเห็นมาแล้ว 3 ชั้น ได้แก่ คณะฯ ที่ 26 ที่เห็นควรสั่งฟ้อง 229 คน, ชั้นรองเลขาธิการ กกต. ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏเห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน และอนุฯ ที่ 36 ที่กลับมีความเห็นไม่สั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว พรรคประชาชนจึงขอตั้ง 4 ข้อพิรุธต่อคณะอนุฯ ที่ 36 ได้แก่ 


1. ที่มาและเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะอนุกรรมการพิเศษ ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน 


2. กระบวนการทำงาน ซึ่งยังมีคำถามว่าละเอียดรอบคอบเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับคณะฯ ที่ 26 


3. แนวทางการวินิจฉัย ซึ่งพรรคตั้งข้อสังเกตว่าอาจสอดรับกับธงทางการเมือง ทั้งการตั้งมาตรฐานพิสูจน์หลักฐานเสมือนเป็นศาล การตีกรอบไม่ให้สาวถึงนักการเมือง และการแยกพิจารณาหลักฐานแต่ละพื้นที่ออกจากกันจนไม่เห็นภาพของขบวนการ


4. ผลลัพธ์ ซึ่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า จากหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ก่อนวันเลือก และหลักฐานที่นครพนม ทั้งคลิปเสียง การจัดตั้ง ค่าตอบแทน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการทำโพล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยส่งศาลจากหลักฐานเพียงข้อความไลน์ไม่กี่ข้อความ ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดหลักฐานในคดีนี้จึงไม่เพียงพอแม้แต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย


ขณะที่ชยพล ได้นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคลากรจากอนุฯ ที่ 36 จำนวน 5 คนที่ลงมติยกคำร้อง ได้แก่ อนุชา จันทร์สุริยา, ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล, อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เชาวนะ ไตรมาศ และเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ โดยระบุว่าทั้งหมดต่างมีความเชื่อมโยงผ่านหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. และหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งบุคคลในแวดวง กกต. และบุคคลทางการเมืองเข้าร่วม


อย่างไรก็ตาม การเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือเครือข่ายความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อความเป็นกลางของผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่อยู่ในอนุฯ ที่ 36 มีหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงทางธุรกิจของอัฌษไธค์กับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่


ชยพลกล่าวต่อไปว่า ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาตามระเบียบ ที่ให้อำนาจสั่งอนุกรรมการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หากปรากฏหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม


ในส่วนของพนิดา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีโกง สว.) ของ DSI ในฐานความผิดอั้งยี่และฟอกเงิน โดยระบุว่า DSI ตั้งคณะพนักงานสอบสวน 41 คน โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เป็นหัวหน้าคณะ สอบพยานกว่า 700 ปาก และรวบรวมทั้งข้อมูลทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ภาพถ่าย และข้อมูลทางเทคนิค โดยหลังจากที่ DSI ส่งสำนวนผู้ต้องหาเพียงแค่ “8 ราย” ให้อัยการ อัยการได้ส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยระบุว่าข้อเท็จจริงมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 1,200 คน แบ่งเป็น 7 กลุ่ม และมีลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ไม่ควรแยกดำเนินคดีเฉพาะผู้ต้องหา 8 ราย


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรในกระทรวงยุติธรรม หลังจากปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งการตั้งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม และการโยกย้าย เอกรินทร์ ดอนดง กับ กิตติพงศ์ เดชาพิวัฒน์ โดยเอกรินทร์เป็นทั้งพนักงานสอบสวน DSI ในคดีพิเศษที่ 24/2568 และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ DSI ที่ร่วมคณะฯ ที่ 26 ของ กกต. ด้วย


พนิดากล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวถึงการโยกย้าย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี DSI ซึ่งเป็นทั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 รวมถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุฯ ที่ 36 มีชื่อในกระแสข่าวว่าจะถูกโยกมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI ด้วย


แม้การโยกย้ายข้าราชการเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร แต่คำถามคือทำไมต้องเป็นตอนนี้ ก่อนวันที่ 14 กันยายน ซึ่ง กกต. มีกำหนดพิจารณาคดี และหากมีการโยกย้ายจริงจะกระทบต่อทิศทางคดี DSI หรือการเบิกความในศาลของผู้ที่ทำสำนวนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่


ด้านภัณฑิล ได้ตั้งคำถามต่อองค์ประกอบของคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ โดยเฉพาะ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในผู้ลงมติชี้ชะตาคดี โดยระบุว่า ฐิติเชฏฐ์มีข้อกล่าวหาในอดีต ทั้งกรณีเคยถูกไล่ออกจากราชการ ฐานรับเงิน 1.5 ล้านบาทเพื่อเป็นตัวกลางวิ่งเต้นคดีใบแดงการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อปี 2558 รวมถึงกรณีพัวพันคดีจ่ายเงิน 300,000 บาทเพื่อวิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งน่าตั้งคำถามว่า กกต. เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือมาตรฐานจริยธรรมในเรื่องเหล่านี้แล้วหรือไม่


นอกจากนี้ยังมีกรณีของโพยการเลือก สว. ซึ่งฐิติเชฏฐ์เป็นผู้เก็บเอกสารดังกล่าวไว้ เมื่อเอกสารดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อสงสัยสำคัญในคดี ฐิติเชฏฐ์ควรอยู่ในสถานะใดในการร่วมพิจารณาสำนวน อีกทั้งกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. คนใหม่ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ฐิติเชฏฐ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่


ภัณฑิลกล่าวต่อไปว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. ต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมือง ตนขอฝากถึงฐิติเชฏฐ์และ กกต. ก่อนการลงมติวันที่ 14 กันยายน ว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และอย่าซื้อเวลาอีก พรรคประชาชนยืนยันว่าจะจับตาการพิจารณาของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้พรรคระบุไว้แล้วว่าหากมีการยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็จะสงวนสิทธิดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โกงเลือกสว  #ฮั้งสว #กกต #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229 #สั่งฟ้องสว229





















ภาคประชาชนจัดกิจกรรม #สั่งฟ้องสว เดินรณรงค์ 2.29 กม. ส่งเสียงถึง กกต. ก่อนลงมติ 14 ก.ย. ชวนประชาชนลงมติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีการสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 229 คนหรือไม่”

 


ภาคประชาชนจัดกิจกรรม #สั่งฟ้องสว เดินรณรงค์ 2.29 กม. ส่งเสียงถึง กกต. ก่อนลงมติ 14 ก.ย. ชวนประชาชนลงมติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีการสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 229 คนหรือไม่”


วันที่ 6 ก.ย. 2569 บริเวณ MRT ลาดพร้าว ทางออก 4 มีกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ออกเสียงลงประชามติ #สั่งฟ้องสว229 คน พร้อมทั้งเดินรณรงค์เป็นระยะทาง 2.29 กิโลเมตร เพื่อแสดงจุดยืนและเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 229 คน โดย กกต. มีกำหนดประชุมเพื่อลงมติในวันที่ 14 กันยายน 2569


สำหรับกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย House of Commons - BookCafe & Space และ Chakravan Universe ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณ 12.29 น. ภายในงานมีการปราศรัยและจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยเปิดให้ประชาชนร่วมออกเสียงในคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีการสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 229 คนหรือไม่” บริเวณ MRT ลาดพร้าว ทางออก 4 โดยให้มาแปะสติกเกอร์ใน 3 ตัวเลือก ได้แก่ “เห็นชอบ” “ไม่เห็นชอบ” และ “ไม่แสดงความเห็น” และหย่อนบัตรลงหีบ ก่อนปิดหีบในเวลา 02.29 PM (14.29 น.)


จากนั้นในเวลา 02.29 PM (14.29 น.) เริ่มเดินรณรงค์จาก MRT ลาดพร้าว ไปยัง Chakravan Universe เป็นระยะทาง 2.29 กิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการสั่งฟ้อง สว. 229 คน


นอกจากนี้ที่ Chakravan Universe เตรียมพิซซ่าแป้ง Sourdough ในราคาพิเศษถาดละ 229 บาท สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม


กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อส่งเสียงและแสดงจุดยืนไปยัง กกต. ให้สั่งฟ้องสว.ทั้ง 229 คน ก่อนมีการประชุมลงมติพิจารณาสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว.ต่อศาลฎีกาในวันที่ 14 กันยายน 2569 นี้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229 #สั่งฟ้องสว229 #กกต