พรรคประชาชนจัดเต็มเวที #สามย่าน ขอประชาชนเกินครึ่งประเทศเลือก “อนาคตสีส้ม” กาส้ม 2 ใบให้ถล่มทลายเพื่อตั้งรัฐบาลประชาชน เขียนอนาคตใหม่ประเทศไทย อย่ายอมจำนนกับความอยุติธรรม ทำเรื่องที่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป
วันที่ 25 มกราคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง “เชื่อในประชาชน” โดยมีแกนนำและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค, รักชนก ศรีนอก พร้อมด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาร่วมรับฟังการปราศรัยจนแน่นขนัดลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์
[ ทำสัญญาประชาคม “สัญญาสามย่าน” ]
พรรณิการ์กล่าวช่วงหนึ่งว่า ประเทศนี้มีพรรคการเมืองมากมาย หลายพรรคก็เป็นตัวแทนของครอบครัวตัวเอง ของกลุ่มทุน ชนชั้นนำ แต่เราตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน 99% พรรคการเมืองที่สามจึงชื่อว่า “พรรคประชาชน” เรียบง่ายและเป็นสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์
พรรคประชาชนไม่ได้เชื่อว่าตัวเองเก่งที่สุด ดีที่สุด แต่พวกเราเชื่อว่าประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้มีมากพอจะจัดตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ เราเชื่อว่าเสียงของประชาชนจะดังพอ และประชาชนจะผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดในประเทศนี้ได้ จึงขอทำสัญญาประชาคมร่วมกับประชาชนในวันนี้ ชื่อ "สัญญาสามย่าน" ประชาชนผู้รักการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่อยู่แน่นขนัด ณ ที่แห่งนี้ ที่ดูอยู่ที่บ้านจากทั่วประเทศ วันนี้เราทำสัญญาประชาคมร่วมกัน หากท่านคือคนที่รักการเปลี่ยนแปลง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่ารอเพียงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อย่ารอเพียงเดินเข้าคูหาไปกาให้กับพรรคประชาชน
พรรคประชาชนเปลี่ยนแปลงคนเดียวไม่ได้ ต้องใช้ประชาชนผู้รักการเปลี่ยนแปลงนับสิบๆ ล้านคนในประเทศนี้ หาเสียงทุกวัน รณรงค์ทุกวัน เพื่อเดินทางไปถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ให้เสียงของคนผู้ต้องการการเปลี่ยนแปลง เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ นี่คือสัญญาสามย่านที่ประชาชนผู้รักการเปลี่ยนแปลงจะทำด้วยกัน และนี่คือ ‘สัญญาสามย่าน’ ที่ทุกคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงต้องทำให้มันเกิดขึ้น
[ ไทยไม่ทน ประชาชนจะเป็นสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ]
รักชนกกล่าวว่า โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะสำเร็จ ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างถล่มทลาย ตนและพรรคประชาชนจึงทำงานอย่างหนักมาตลอดสองปี เพื่อให้ผลงานเป็นตัวชี้วัดว่าประชาชนจะเลือกพรรคประชาชนเพื่อสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลหรือไม่ สองปีที่ผ่านมาเรา ตนโกรธที่การควบรวมทรู–ดีแทค เราไม่มีอำนาจมากพอที่จะขัดขวางไม่ให้ค่าโทรศัพท์ของคนไทยแพง โกรธที่ก่อนเลือกตั้งทุกครั้ง จะต้องมีการซื้อไฟฟ้าเพิ่ม ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น โกรธที่ปลาหมอคางดำ คนทั้งประเทศรู้หมดว่าเกิดจากใคร แต่กลับเอาผิดไม่ได้ หรือกรณีตึก SKYY9 มีหลักฐานชัดเจนแล้ว แต่ขาดรัฐมนตรีที่มีเจตจำนงจะนำผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิด หากไม่ใช่รัฐมนตรีแรงงานจากพรรคประชาชน ก็ไม่มีใครกล้าเอาผิดกระทรวงแรงงาน หรือกล้าเอาผิดคนในประกันสังคมได้ และหากเปิดรายชื่อรัฐมนตรีแรงงานย้อนหลัง 10 คน ก็จะเห็นได้ว่ามาจากพรรคใดบ้าง
รักชนก กล่าวว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ตน ไม่ใช่แค่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่ใช่แค่คนที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนในสภา แต่คือทุกคนที่จะเป็นสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้ และสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะกลายเป็นพายุได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน
[ ปลุกเลือกพรรคประชาชนให้ชนะ “เยอะ-ยิ่งใหญ่-ยาวกว่าเดิม” ]
พิธา กล่าวว่า ตนกลับมาเพื่อชักชวนให้ประชาชนเลือกหมายเลข 46 ส่งนายกฯ เท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล พวกเราคุ้นเคยกับการเมืองแห่งความหวัง การเมืองแห่งความเป็นไปได้ ขอให้พวกเราจับมือไปด้วยกัน ทำให้การเมืองเป็นเรื่องสนุก ไม่ได้มีแต่ความทุกข์อย่างที่เขาพยายามทำให้เป็น และเรื่องหนึ่งที่เรายังค้างคากันอยู่ คือการเลือกตั้งคราวที่แล้ว พี่น้องกว่า 40% ทั่วประเทศเทคะแนนให้พวกเราอดีตก้าวไกล 14 ล้านเสียง มาเป็นอันดับหนึ่ง ทิ้งอันดับสอง 40% แต่เขาไม่ยอมให้เราบริหารเพื่อพี่น้องประชาชน ครั้งนี้พี่น้องต้องไม่ยอมอีกต่อไป วิธีการเดียวที่เราจะทำแบบนั้นได้คือเราต้อง “ชนะให้เยอะ ชนะให้ยิ่งใหญ่ ชนะให้ยาวกว่าเดิม”
“ชนะให้เยอะ” ให้พรรคอันดับสองมันไม่กล้าจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับเรา “ชนะอย่างยิ่งใหญ่” ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ให้สมศักดิ์ศรีพวกเราตั้งแต่อนาคตใหม่ และต้อง “ชนะแบบยาวๆ” เอานายกฯ เท้ง 2 สมัย 8 ปี ธนาธร ปิยบุตร จะกลับมา อีกไม่นาน พิธา ชัยธวัช กลับมา เต็มทีมแน่นอน
ตนขอสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชน 3 กลุ่ม กลุ่มแรกกว่า 25% หรือประมาณ 12 ล้านคน ที่จะไม่ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนเข้าใจดีว่าการกลับไปใช้สิทธิ์มีต้นทุน ท่านต้องปิดร้านต้องลางานต้องเดินทาง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญกว่าครั้งไหน ไม่มี สว. อีกแล้ว กลุ่มที่สองกว่า 10-15% หรือประมาณ 7 ล้านคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าใครควรจะเป็นรัฐบาล ตนต้องบอกว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนสมบูรณ์แบบ แต่จะมีใครตื่นเช้ามาและสู้เพื่อประชาชนเหมือนอย่างรังสิมันต์ โรม จะมีนักการเมืองพรรคไหนที่ตื่นเช้ามาแล้วสู้เรื่องประกันสังคมเหมือนอย่างรักชนก ดังนั้นถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ 8 กุมภากาหมายเลข 46 เท่านั้น และกลุ่มคนสุดท้าย คือคนที่จะใช้สิทธิครั้งแรกในชีวิตอีกประมาณ 2.4 ล้านคน ท่านผิดหวังกับประเทศไทยได้แต่อย่าเพิ่งหมดหวังเด็ดขาด
“ถ้าทั้งสามกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิเลือกพรรคประชาชน เราชนะอย่างแน่นอน จะเป็นการเมืองแห่งความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเรา แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน เรามาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนไปด้วยกัน”
[ ขอใบอนุญาตประชาชนเกินครึ่งประเทศ ตั้งรัฐบาลประชาชน ]
ปิยบุตร กล่าวว่า ในห้วงเวลานี้คือเวลาที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศไม่พอใจสิ่งที่เป็นอยู่ กับสภาพสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ แต่ละคนมีข้อเรียกร้องที่รัฐไม่ได้ตอบสนอง เสียงเหล่านี้เซ็งแซ่ไปทั่วทั้งแผ่นดิน แต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่พุ่งตรงไปที่รัฐ ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็เกิดความกลัว จึงพยายามทุกวิถีทางในการปกป้องตนเองและรักษาอำนาจ ห้วงเวลาแบบนี้เป็นห้วงเวลาสำคัญในทางประวัติศาสตร์ เพราะมันคือห้วงเวลาที่ประชาชนซึ่งเป็นองค์ประธานทางการเมือง เป็นเจ้าของประเทศ กำลังสำแดงพลังออกมาว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อประชาชนจำนวนมากมากมายมหาศาลเรียกร้องต่อผู้ปกครองแล้วผู้ปกครองตอบสนองไม่ได้ แล้วยังขอรักษาอำนาจเดิม อยู่แบบเดิมไปวันต่อวัน ประชาชนก็จะร่วมกันเปล่งเสียงของความไม่พอใจออกมา ว่าเห็นหัวประชาชนบ้าง
ด้วยสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ คือประชาธิปไตยสองใบอนุญาต สิ่งที่ประชาชนทำได้อย่างเดียวคือการรวมพลังกันไปแสดงออก เก็บความแค้นที่สะสมมาหลายปี เก็บความไม่พอใจที่สะสมมาหลายปี แปรเปลี่ยนให้เป็นความหวัง แล้วรวมเป็นพลังระเบิดออกมาพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อที่จะบอกพวกเขาว่าคนไทยเจ้าของประเทศออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาลแล้ว จะไม่มีใครหน้าไหนขวางใบอนุญาตนี้ได้ ไม่ต้องไปหาใบอนุญาตที่สอง จะมาเพิกถอนใบอนุญาตของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศไม่ได้
[ ร่วมภารกิจทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” ให้เป็นสิ่งที่ “ปฏิเสธไม่ได้” ]
ธนาธร กล่าวว่า ทุกคนย่อมเคยได้ยินคนพูดว่ารัฐบาลประชาชนเป็นไปไม่ได้ หรือต่อให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่งก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ตนมาที่นี่เพื่อบอกทุกคนว่ามันเป็นไปได้
ภารกิจของเราคือการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เลือกตั้งรอบนี้อำนาจ สว. ในการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ทำให้ผลของการเลือกตั้งกับผลของการจัดตั้งรัฐบาลไม่สอดคล้องกัน บิดเบือนเจตจำนงของประชาชนไม่มีแล้ว ไม่มีใครมาขวางพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ถ้าพรรคประชาชนได้รับเสียงจากประชาชนสนับสนุนเป็นพรรคอันดับหนึ่งอย่างท่วมท้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีทันที
ที่พวกเขาต้องปล่อยข่าวเท็จนี้ออกมา ก็เพราะเขาไม่เหลืออะไรที่จะหยุดยั้งพรรคประชาชนในนาทีสุดท้ายได้อีกแล้ว เหลือเครื่องมือเพียงเดียวคือความเท็จต่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนหมดหวัง หดหู่ และไม่กล้าเปิดประตูความเป็นไปได้ใหม่
พวกเขากำลังกลัวกับยุคสมัยใหม่ พวกเขากลัวเพราะความหนักแน่นของพวกเราตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน พวกเราทำให้เห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ยุบอนาคตใหม่ก็มีก้าวไกล ยุบก้าวไกลก็ยังมีพรรคประชาชน ถ้าจะตัดสิทธิณัฐพงษ์ก็ยังมีคนอื่นอีกเยอะแยะ นี่คือเหตุผลที่พวกเขากลัวเรา เพราะพวกเราหนักแน่นและพิสูจน์แล้วว่าพวกเราเอาจริง
เขากลัวพวกเรา กลัวว่าระเบียบแบบแผนทางการเมืองในปัจจุบัน ที่อนุญาตให้พวกเขาเสวยสุขบนความทุกข์ยากของประชาชนจะจบลง พวกเขากลัวว่ายุคสมัยที่พวกเขาทำผิดอะไรก็ไม่ต้องรับผิด จะทุจริตอย่างไรก็ได้จะจบลง พวกเขาจึงทำทุกวิถีทางไม่ให้ประชาชนคิดฝันถึงความเป็นไปได้ใหม่ ไม่ใช่เพราะพวกเขากลัวธนาธร พิธา หรือณัฐพงษ์ แต่เพราะพวกเขากลัวประชาชนที่ตื่นรู้
ธนาธรกล่าวต่อไปว่า หลายคนกังวลและถามตนว่าถ้าชนะไปแล้ว ได้ใบอนุญาตที่หนึ่งจากประชาชนไปแล้ว เขาจะให้ใบอนุญาตอีกใบกับพรรคประชาชนหรือ แต่สำหรับตนคำถามไม่ใช่ว่าเขาจะให้ใบอนุญาตกับเราหรือไม่ คำถามที่ถูกต้องก็คือทุกคนจะยอมให้เป็นแบบนั้นหรือ ถ้าไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น สองสัปดาห์ที่เหลือมาทำร่วมกันทำให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ ทำให้พรรคประชาชนชนะขาดลอย อำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศนี้อยู่ในมือของประชาชนทุกคนประชาชนจะกำหนดอนาคตของสังคมไทยด้วยกากบาทของตัวเอง
“พรรคประชาชนไม่มีอำนาจอิทธิพล ไม่มีเครือข่ายหัวคะแนน ไม่มีอภินิหารทางกฎหมาย ไม่มีเงินทองก้อนใหญ่ที่จะติดป้ายได้ทุกสี่แยก แต่พรรคประชาชนมีทรัพยากรที่มีพลังและคุณค่ามากกว่านั้น ทรัพยากรเดียวที่พรรคประชาชนมีคือพวกคุณทุกคน มาเดินทางร่วมกันในสองสัปดาห์สุดท้าย ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ร่วมกัน” ธนาธรกล่าว
[ 8 กุมภา กาเพื่อการเปลี่ยนแปลง เขียนอนาคตใหม่ของประเทศไทย ]
ทางด้านณัฐพงษ์ระบุว่า อยากชวนประชาชนทุกคนมาร่วมขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ประเทศไทย ประวัติศาสตร์ที่ตนและพรรคประชาชนเพียงลำพังคนเดียวเขียนไม่ได้ แต่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ประชาชนทุกคนจะช่วยกันเขียน ที่ผ่านมาเวลาทุกคนอ่านบทที่ผ่านมาในอดีต จะเคยเจอหน้าประวัติศาสตร์ที่ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่ประเทศไทยเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย แม้หลายคนจะรู้สึกว่าประเทศนี้ไม่เหลือความภูมิใจในอดีตอีกแล้ว แต่ตนอยากให้ทุกคนเก็บความภาคภูมิใจเหล่านั้นไว้ในหัวใจ เปลี่ยนความภาคภูมิใจในอดีตเหล่านั้นมาสร้างความภาคภูมิใจใหม่ให้กับลูกหลานของเรา
การเลือกตั้งครั้งนี้คือหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ที่ทุกคนจะมาขีดเขียนอนาคตและความภาคภูมิใจใหม่ไปด้วยกัน 8 ปีที่ผ่านมาประชาชนทุกคนเป็นคนพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าไม่ว่าพรรคส้มจะถูกทุบทำลายกี่ครั้ง แต่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่เคยหวนกลับ ประชาชนทุกคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพรรคที่ไม่มีมุ้ง ไม่มีทุนใหญ่ ไม่มีทุนเทา ชนะการเลือกตั้งและพร้อมจะเป็นรัฐบาล ประชาชนทุกคนเป็นคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตราบใดที่ไม่ยอมจำนน สุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม หรือกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ผ่านสภาได้
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าประวัติศาสตร์หน้าต่อไปที่ตนอยากชวนประชาชนคนไทยทุกคนมาร่วมกับขีดเขียน คือประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยจะมีระบอบประชาธิปไตย ไม่มีเผด็จการมาครอบงำประเทศอีก ที่ประเทศไทยมีความมั่นคงเพราะประชาชนทุกคนในประเทศนี้มีความมั่นคงไปพร้อมกัน ไม่ว่าใครจะเกิดมารวยหรือจนต้องเกิดมาดีโตดี การศึกษาดี และจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือคำว่าคนเท่ากันที่ฝังอยู่ในก้นบึ้งหัวใจที่ลึกที่สุดของพรรคนี้ ที่ตำรวจทุกนายทำงานรับใช้ประชาชน ไม่ต้องเรียกรับส่วยไปซื้อตั๋วแลกตำแหน่งอีกต่อไป ที่ข้าราชการทุกคนเป็นผู้รับใช้ประชาชน ที่คุกมีไว้ขังคนผิด ไม่ได้มีไว้ขังคนจนและคนเห็นต่างทางการเมือง ที่สิ่งแวดล้อมดี น้ำใส อากาศสะอาด ขยะไม่ล้นเมือง ไม่ทิ้งมลพิษไว้ให้ลูกหลาน และที่กองทัพทันสมัย ทำหน้าที่ปกป้องประเทศไม่ใช่ปกครองประเทศ
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า จากวันนี้จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนคนไทยเหลือแค่สองตัวเลือกเท่านั้น คือการเมืองแห่งอดีตที่พรรคสีน้ำเงินจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล อีกหนึ่งตัวเลือกคือการเมืองแห่งอนาคต ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่มีพรรคสีส้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่าหยุดเชื่อ อย่าหยุดหวัง หน้าที่ของประชาชนทุกคน ณ ตอนนี้คือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง กาเพื่อการเปลี่ยนแปลง ตนขอให้สัญญาว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ สส. ของพรรคประชาชน และตัวแทนของพรรคทุกคน จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน ไม่โกหกหลอกลวงประชาชน จะอ่อนน้อมต่อประชาชนและยืนหยัดหลังตรงต่อต้านเผด็จการ จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน ไม่เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ถ้าเจอใครที่โกงกินทุจริตจะเข้าไปจัดการทันที
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน