วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

‘เลขาฯ ป.ป.ช.’ ยืนยัน ส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกา พรุ่งนี้! คดีเข้าชื่อเสนอแก้ ม.112 ผิดจริยธรรมร้ายแรง หลังจัดทำคำฟ้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว 56 ชุด

 


‘เลขาฯ ป.ป.ช.’ ยืนยัน ส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกา พรุ่งนี้! คดีเข้าชื่อเสนอแก้ ม.112 ผิดจริยธรรมร้ายแรง หลังจัดทำคำฟ้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว 56 ชุด


วันที่ 8 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการคำร้องเสร็จสิ้นแล้ว และจะไปยื่นฟ้องศาลฎีกาในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) เวลาประมาณ 9.00 น. โดยจะมอบหมายให้ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช.เป็นผู้ดำเนินการ


ทั้งนี้การยื่นฟ้องคดีดังกล่าว ป.ป.ช. จะต้องจัดทำเอกสารคำฟ้องจำนวน 56 ชุด พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ศาล เพื่อตรวจสอบเอกสาร เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารคำร้อง เอกสาร ครบถ้วนแล้ว ก็จะนำเสนอตามกระบวนการของศาลฎีกา


นายสุรพงษ์ ยืนยันว่า เป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้อง ว่า ไปยื่นคำร้องในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา การแถลงนโยบายรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวกับ. ป.ป.ช. และเมื่อ ป.ป.ช.ไปยื่นคำร้องในวันที่ 9 เม.ย. นี้แล้ว ศาลฎีกาก็จะยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ออกมาในวันเดียวกัน ต้องรอขั้นตอนตั้งองค์คณะไต่สวนมาพิจารณาสำนวน ป.ป.ช.ว่า มีความครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ จึงจะพิจารณาว่า จะสั่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งยังไม่รู้ศาลจะมีคำสั่งออกมาวันใด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #มาตรา112 #แก้กฎหมายเป็นอำนาจรัฐสภา

“ณัฐพงษ์” สรุปญัตติปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ชี้ประชาชนต้องการความเชื่อมั่น ชู “ปฏิญญาสงขลา“ ลงทุน 15,000 ล้าน พัฒนาหาดใหญ่ให้เติบโตกว่าเดิม

 


“ณัฐพงษ์” สรุปญัตติปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ ชี้ประชาชนต้องการความเชื่อมั่น ชู “ปฏิญญาสงขลา“ ลงทุน 15,000 ล้าน พัฒนาหาดใหญ่ให้เติบโตกว่าเดิม


วันที่ 8 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติกรณีการบริหารจัดการและการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยใน จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2568 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในส่วนของพรรคประชาชน


ณัฐพงษ์ระบุว่าจากสิ่งที่รับฟังจากสมาชิก และจากการได้มีโอกาสทำงานอาสาสมัครกับประชาชนอาสาในการจัดการขยะหลังน้ำท่วม สิ่งที่ได้พบเห็นในขณะนั้นคือประชาชนและอาสาสมัครทุกคนต่างต้องร่วมไม้ร่วมมือกันเอง แทนที่รัฐบาลจะเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ให้มีประสิทธิภาพกว่านี้


วันนี้อยากให้รัฐบาลมองไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่การถอดบทเรียนย้อนหลัง ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการและนักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม และกิจการที่เกี่ยวข้องข้องกับการท่องเที่ยว รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหาดใหญ่ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม เพราะแม้รัฐบาลมีการออกมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่ไม่มีนักธุรกิจคนไหนกล้ากู้ ทุกคนบอกว่าต่อให้ดอกเบี้ย 0% ก็ไม่กล้ากู้ เพราะกู้แล้วก็ต้องใช้คืน เพราะในอีก 5-10 ปีข้างหน้ายังไม่มีความมั่นใจว่าถ้าฝนตกหนักแล้วน้ำจะท่วมแบบที่ผ่านมาอีกหรือไม่


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ประชาชนโดยเฉพาะภาคธุรกิจล้วนต้องการความเชื่อมั่นจากรัฐบาล ซึ่งตนได้เคยเสนอ “ปฏิญญาสงขลา” ที่เป็นโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาหาดใหญ่ให้เป็นเมืองที่รองรับน้ำได้ ถึงแม้วันนี้พรรคประชาชนจะเป็นฝ่ายค้าน ก็จะผลักดันคำมั่นสัญญานี้ที่ให้ไว้กับประชาชาต่อไปในสภาผู้แทนราษฎร 


ปฏิญญาสงขลา คือ คำสัญญาว่า พรรคประชาชนจะผลักดันให้มีการใส่เงินลงทุนเข้าไปในตัวเมืองหาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทภายในกรอบระยะเวลา 8 ปี เพื่อพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับมา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบแจ้งเตือน การเผชิญเหตุ การคืนชีพธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงการวางผังเมือง และการพัฒนาเมือง


1) การพัฒนาเมือง สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากเห็นคือแผนงานที่มีความชัดเจน ว่ารัฐบาลจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร เพื่อทำให้ชาวหาดใหญ่และผู้ประกอบธุรกิจมีความมั่นใจได้ว่าเมืองหาดใหญ่ จะพร้อมรับมือกับฝนตกหนัก ไม่เกิดปัญหาอุทกภัยใหญ่แบบที่ผ่านมา


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ในต่างประเทศมีการออกแบบอาคารด้วยการยกชั้นแรกให้สูงขึ้น ในสถานการณ์ปกติพื้นที่ชั้นล่างก็ใช้เป็นพื้นที่ทำประโยชน์ได้ เมื่อเวลาฝนตกลงมาก็จะเป็นทางในการระบายน้ำ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างขวางการระบายน้ำในตัวเมือง


นอกจากนี้ ในเรื่องของการออกแบบผังเมือง ในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการออกกฎหมายผังเมืองควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างชัดเจน ตลอดสองข้างฝั่งของลำคลองหรือแม่น้ำต่าง ๆ ต้องมีการเว้นพื้นที่ไว้ ในฤดูกาลปกติใช้เป็นสวนสาธารณะได้ เวลาน้ำมาก็ใช้เป็น Floodway ในการระบายน้ำออก ซึ่งในประเทศไทย ก็มีกรณีศึกษาที่ดีที่เทศบาลนครยะลา ที่ได้มีการผ่านเทศบัญญัติในการเว้นพื้นที่เหล่านี้ไว้สำหรับเมืองในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ให้ในอนาคตข้างหน้าเป็นเมืองที่รองรับน้ำได้ดีขึ้น 


ซึ่งเรามีทั้งกฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายผังเมือง เทศบัญญัติ ที่เข้ามาใช้ในการควบคุมได้ โดยรัฐบาลไม่ควรผลักภาระทั้งหมดไปให้เอกชนและท้องถิ่น เพราะรัฐบาลสามารถออกแบบนโยบายในการใส่เงินอุดหนุนลงไป เพื่อช่วยในการพัฒนาเมืองหาดใหญ่ให้เป็นเมืองที่สามารถรองรับน้ำได้ดีขึ้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล มีถ้อยคำที่เขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะออก พ.ร.บ.งบประมาณเปลี่ยนแปลงกลางปี 2568 และงบประมาณในปี 2569 ให้ทันใช้ในเดือนตุลาคม 2569 เพราะต้องการเบิกจ่ายงบประมาณซึ่งเป็นรายจ่ายภาครัฐ ที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่ตอนนี้ซบเซาอยู่ แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าการเร่งรัดการเบิกจ่ายต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว แทนที่จะเอาไปเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เอามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาตัวเมืองหาดใหญ่ 15,000 ล้านบาท ตามข้อเสนอใน “ปฏิญญาสงขลา” เพื่อพัฒนาหาดใหญ่ ให้เป็นเมืองที่รองรับนำได้จะดีกว่าหรือไม่


น้ำท่วมที่ผ่านมามีการประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ถึงหลักหมื่นล้านบาทรวมทั้งพื้นที่ภาคใต้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยป้องกันความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจต่อเนื่องไปในอนาคต และช่วยกอบกู้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและนักธุรกิจให้กลับคืน คนถึงจะกล้าลงทุน ถ้ารัฐบาลไม่มีวิสัยทัศน์และความชัดเจนแบบนี้ หาดใหญ่ก็ไม่มีวันเหมือนเดิม


2) การจ่ายเงินชดเชยเยียวยา ซึ่งที่ผ่านมาการจ่าย 49,500 บาทค่าซ่อมบ้านไม่เพียงพอ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะขยายเป็น 100,000 บาท จ่ายตามจริงโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายทั้ง 100,000 บาทเต็ม


3) มาตรการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลยังไม่ควรจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือกระตุ้นการบริโภค เพราะถ้าความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา ภาคธุรกิจก็ยังไม่กลับมา สิ่งสำคัญแรกที่ต้องทำคือการเอาความเชื่อมั่นกลับมาก่อน เมื่อความเชื่อมั่นกลับมาแล้วการจัดสรรงบประมาณเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวในตัวเมืองหาดใหญ่และพื้นที่ภาคใต้ถึงจะได้ผล


เช่น ถ้ารัฐบาลมีนโยบายทำคนละครึ่งพลัส เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณบางส่วนลงไปพร้อมกับคนละครึ่งพลัส แต่เอาไว้ใช้กับพื้นที่หลังน้ำลด เช่น การเอาไปจูงใจให้มีการเที่ยวในตัวเมืองหาดใหญ่ หรือในพื้นที่อื่น ๆ ที่ประสบปัญหาอุทกภัย เพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังน้ำลด


4) แผนเผชิญเหตุ ปัญหาของรัฐบาลในการรับมือภัยพิบัติที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ในหนึ่งประโยคว่าเกิดจากการขาด “Single Command” ปัญหาฝุ่นในภาคเหนือตอนนี้ก็มาจากปัญหาเดียวกัน อย่าให้เป็นความผิดซ้ำซาก ละเลยจนประชาชนต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอีก ศูนย์บัญชาการที่บูรณาการภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดความชัดเจนในการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


5) ระบบการแจ้งเตือน ซึ่ง GISTDA มีเทคโนโลยีที่บอกได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ว่าถ้าฝนตกเท่านี้น้ำจะท่วมสูงกี่เมตร เมื่อมีเทคโนโลยีแบบนี้แล้วหน้าที่ของรัฐบาลคือเมื่อมีฝนตกหนักครั้งต่อไป ต้องแจ้งเตือนประชาชนก่อนเกิดเหตุเพื่อป้องกันการเสียชีวิตและทรัพย์สิน อย่าให้เป็นแบบในอดีตที่ผ่านมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง "ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ" สส. เขต 2 สุพรรณบุรี แล้ว สภาฯ สส.ครบ 500 คน

 


กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง "ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ" สส. เขต 2 สุพรรณบุรี แล้ว สภาฯ สส.ครบ 500 คน


วันนี้ (8 เมษายน 2569) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ได้ลงนามประกาศ กกต. เรื่องผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขตเลือกตั้ง โดยได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เพิ่มเติม 1 คน คือ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี เขต 2 พรรคภูมิใจไทย


โดยการประกาศในครั้งนี้จะมี สส.เขต และ บัญชีรายชื่อ ครบจำนวน 500 คนแล้ว


ทั้งนี้เนื่องจาก การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน และแบบแบ่งเขต 399 คน รวม 499 คน ยกเว้น จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 เพียงเขตเดียว โดยผู้ที่ได้รับผลคะแนนสูงสุด คือ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จากพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการนับคะแนน ว่าเป็นการนับคะแนนไม่ถูกต้องหรือเป็นการนับคะแนนที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่


 #UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 #เขต2สุพรรณบุรี

ยกคำร้อง! ศูนย์ทนายฯเผย ศาลอาญายังไม่ให้ประกันตัว ‘ไผ่’ จตุภัทร์ คดีชุมนุม 19 กันยาฯ ชี้ไม่มีเหตุไต่สวน อ้างศาลอุทธรณ์เคยยกคำร้อง แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวในคดี ม.112 ภูเขียว

 


ยกคำร้อง! ศูนย์ทนายฯเผย ศาลอาญายังไม่ให้ประกันตัว ‘ไผ่’ จตุภัทร์ คดีชุมนุม 19 กันยาฯ ชี้ไม่มีเหตุไต่สวน อ้างศาลอุทธรณ์เคยยกคำร้อง แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวในคดี ม.112 ภูเขียว


วันนี้ (8 เมษายน 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญายกคำร้องขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในระหว่างพิจารณาคดี ม.112 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง หลังจากครอบครัวยื่นคำร้อง พร้อมขอให้ศาลมีการไต่สวนเพื่อพิจารณาการประกันตัว ไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา


ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนี้ จำเลยเคยกล่าวอ้างไว้ในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฯ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยแสดงเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุไต่สวนและไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม


กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้จตุภัทร์ยังคงถูกคุมขังต่อไป กล่าวคือ แม้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกาคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว และอีกคดีหนึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย แล้วก็ตาม


แต่เมื่อในคดีนี้ (คดีชุมนุม 19 กันยาฯ) ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ปัจจุบันเขายังคงมีหมายขังในคดีนี้เพียง 1 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้จตุภัทร์ก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ แต่ภายหลังจากที่จตุภัทร์ถูกคุมขัง นายประกันได้ยื่นคำร้องขอถอนประกัน แต่เมื่อได้รับการประกันตัวในคดีภูเขียวแล้ว กลับไม่ได้ประกันตัวในคดีนี้


ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 ที่จตุภัทร์เริ่มถูกคุมขัง เขาถูกขังมาแล้ว 218 วัน หรือ 7 เดือน 5 วัน


โดยศูนย์ทนายฯ ได้ ลำดับการยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดีชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร


◾️ 9 ก.พ. 2565 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์ระหว่างพิจารณาคดี


◾️ 16 ก.ย. 2568 นายประกันยื่นคำร้องขอส่งตัวและถอนประกันจตุภัทร์ เนื่องจากในระหว่างนั้นถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดี ม.112 เหตุชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว


◾️ 13 มี.ค. 2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกาคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียว และสภ.ภูเขียว โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน รวมทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย เนื่องจากเห็นว่าศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวในคดีที่ภูเขียว


แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องในคดีชุมนุม #19กันยาทวงคืนอำนาจราษฎร นี้ ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ข้อกล่าวหาตามฟ้องมีลักษณะเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อพิจารณาประกอบข้อคัดค้านของพนักงานอัยการโจทก์ และข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยยังถูกฟ้องดำเนินคดีในลักษณะการกระทำทำนองเดียวกันกับคดีนี้อีกด้วย นอกจากนี้ศาลได้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องในคดีนี้ไว้แล้ว หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจหลบหนี หรือจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีในศาลได้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ให้ยกคำร้อง”


◾️ 16 มี.ค. 2569 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว – ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง


ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคล อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”


◾️ 28 มี.ค. 2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 – ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง


◾️ 2 เม.ย. 2569 ยื่นประกันตัวครั้งที่ 3 (ครั้งล่าสุด) – ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง


ทั้งนี้คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ศาลอาญามีกำหนดนัดสืบพยานต่อไปในวันที่ 7 พ.ค. 2569 พร้อมนัดสืบพยานรวมอีกกว่า 30 นัด ต่อไปจนถึงเดือน พ.ย. ปีนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไผ่จตุภัทร์ #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

ณัฐพงษ์ นำแถลงพรรคฝ่ายค้าน พร้อมดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด จี้รัฐควรหนุนท้องถิ่นสู้ฝุ่นให้เต็มที่

 


ณัฐพงษ์ นำแถลงพรรคฝ่ายค้าน พร้อมดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด จี้รัฐควรหนุนท้องถิ่นสู้ฝุ่นให้เต็มที่


วันที่ 8 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมพรรคร่วมฝ่ายค้าน แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาถึงสถานการณ์ฝุ่นและมลพิษที่กำลังเกิดขึ้น


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม แถลงร่วมกันสืบเนื่องจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งนี้ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่จังหวัดแพร่ จากกรณีอาสาสมัครดับไฟป่า “เดชา ตาธิกา” ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีกรณีของ “บุญมา ผ้าแดง” ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจากการลงพื้นที่พบว่า ในความเป็นจริงมีอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เกือบทุกปี ซึ่งหากหน่วยงานภาครัฐมีการวางแผนงบประมาณ การเตรียมกำลังคน อุปกรณ์ป้องกัน รวมถึงสวัสดิการที่เพียงพอ ก็อาจลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำซากในแต่ละปีได้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ตนได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนกลุ่มเปราะบางในหลายชุมชนยังคงได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 อย่างหนัก โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยให้เป็นห้องปิด หรือใช้เครื่องปรับอากาศได้


ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลสามารถสนับสนุนได้ ซึ่งมีองค์ความรู้และทำได้ไม่ยาก เช่น การทำ “มุ้งสู้ฝุ่น” สำหรับผู้ป่วยติดเตียง หรือกลุ่มเปราะบางในชุมชน รวมถึงการจัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” แบบแรงดันบวก ซึ่งตนได้ลงพื้นที่ในชุมชนบริเวณแขวงเม็งราย พบว่ามีต้นทุนไม่สูงและมีประสิทธิภาพ โดยจากการวัดค่าฝุ่นก่อนเข้าห้องอยู่ที่ประมาณ 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อเข้าไปในห้องปลอดฝุ่น ค่าลดลงเหลือเพียงประมาณ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ


สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าหากภาครัฐสนับสนุนอย่างเพียงพอ หน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผู้แทนประชาชน มีความพร้อมที่จะนำทรัพยากรไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้โดยตรง ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะนำไปผลักดันต่อในกรรมาธิการวิสามัญ เพื่ออุดช่องว่างเชิงนโยบาย รวมถึงผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดอย่างเต็มที่


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า พรรคประชาชนได้ผลักดันประเด็นนี้มาตั้งแต่สภาชุดก่อน แต่การผลักดันให้สำเร็จไม่สามารถทำได้โดยพรรคเดียว จึงขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคที่เห็นตรงกันและให้ความสำคัญกับกฎหมายอากาศสะอาด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฝ่ายค้าน #กฎหมายอากาศสะอาด










"ณัฐพงษ์" จัด 20 ขุนพลถล่มนโยบายรัฐบาล ชูธีม "พอแล้ว-ไม่ไหวแล้ว" แบ่งกลุ่มเศรษฐกิจและกลุ่มดูแลวิกฤต ย้ำปมวิกฤตราคาน้ำมัน-วิกฤตฝุ่นควัน พร้อมจี้ เดินหน้าแก้ รธน.

 


"ณัฐพงษ์" จัด 20 ขุนพลถล่มนโยบายรัฐบาล ชูธีม "พอแล้ว-ไม่ไหวแล้ว" แบ่งกลุ่มเศรษฐกิจและกลุ่มดูแลวิกฤต ย้ำปมวิกฤตราคาน้ำมัน-วิกฤตฝุ่นควัน พร้อมจี้ เดินหน้าแก้ รธน.


วันที่ 8 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยจัดสรรเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าการอภิปรายจะสิ้นสุดในวันศุกร์นี้เวลาประมาณ 23.00 น. ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้กว่า 20 คน โดยมีการแบ่งเนื้อหาและจัดสรรตัวผู้อภิปรายไว้อย่างครบถ้วน เพื่อใช้เวทีสภาให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นวิกฤตราคาน้ำมัน และวิกฤตฝุ่นควันที่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงวิกฤตอื่น ๆ ที่ประชาชนกำลังคาดหวังให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา


ผู้สื่อข่าวถามว่าเนื้อหาที่จะอภิปรายจะเน้นไปที่ด้านใด นายณัฐพงษ์ชี้แจงว่า ในเรื่องของเวลาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์หน้างาน แต่เบื้องต้นเตรียมผู้อภิปรายไว้ 20 กว่าคน แบ่งเป็นกลุ่มผู้อภิปรายเปิด กลุ่มเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ดูแลวิกฤตด้านอื่น ๆ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งนี้การอภิปรายไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ตัวรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง แต่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่รัฐบาลถูกตั้งคำถามในการแก้ปัญหาประเทศ เพราะแม้ว่านโยบายจะเขียนออกมาสวยหรูเพียงใด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเจตจำนงทางทางการเมืองในการแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่ารัฐบาลสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่


"ในธีมการอภิปรายผมได้แถลงไปตั้งแต่วันก่อนแล้วว่า เราเตรียมมาในธีมที่บอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว คือพอแล้วกับการเมืองแบบนี้ ที่ไม่ได้มีที่มาที่ไปในการเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ และไม่ไหวแล้วกับวิกฤตต่าง ๆ ในทุกด้านที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดอยากให้ทุกคนรอติดตามการอภิปรายจริงในวันพรุ่งนี้ดีกว่าครับ"


ผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลต่อสถานการณ์และไทม์ไลน์ทางการเมืองที่อาจมีผลกระทบ นายณัฐพงษ์ระบุว่า ตามปกติแล้วหากไม่มีการรีบเร่งผิดปกติ เรื่องต่าง ๆ ควรจะพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปก่อน แต่ที่ผ่านมาเราเห็นสถานการณ์ที่บางคดีช้าหรือเร็วผิดปกติ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ขั้วการเมืองใด ตนไม่อยากเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามตั้งแต่วันที่รัฐบาลเริ่มทำหน้าที่แถลงนโยบาย ว่ารัฐบาลชุดนี้ซึ่งรวบอำนาจแทบทั้งหมด ทั้งสภาบน สภาล่าง และถูกตั้งคำถามถึงองค์กรอิสระ จะมีการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือไม่ และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลจากสภาจะทำได้เต็มที่จริงหรือไม่ เพราะหากทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องจะยิ่งทำให้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน


ผู้สื่อข่าวถามถึงความพร้อมและกระบวนการภายในพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าได้วางแผนรองรับไว้ทุกรูปแบบแล้ว ขอให้ทุกคนมั่นใจและไม่ต้องเป็นห่วง แต่ขอไม่ลงรายละเอียดในเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ตามกรอบกฎหมายและข้อบังคับพรรคที่จะต้องมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พรรคประชาชนจะจัดให้มีการประชุมภายในเดือนเมษายนนี้อย่างแน่นอน


ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในการอภิปรายจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ควรทำตามเจตจำนงของประชาชน เนื่องจากผลการออกเสียงประชามติครั้งแรกมีประชาชนเกือบ 60% ที่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องนี้จะถูกระบุไว้ในคำแถลงนโยบายหรือไม่ ก็ถือเป็นภารกิจของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการตามฉันทามติของประชาชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช

ปชน.ยื่นญัตติทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ “ภคมน” ผิดหวังผ่านไป 5 เดือนยังจ่ายเยียวยาไม่ครบ บางบ้านได้แค่หลักร้อย จี้รัฐปรับเกณฑ์-จ่ายย้อนหลังให้ถึง เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ

 


ปชน.ยื่นญัตติทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ “ภคมน” ผิดหวังผ่านไป 5 เดือนยังจ่ายเยียวยาไม่ครบ บางบ้านได้แค่หลักร้อย จี้รัฐปรับเกณฑ์-จ่ายย้อนหลังให้ถึง เร่งออกมาตรการเฉพาะหน้ายิงตรงภาคธุรกิจ


วันที่ 8 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติด่วนกรณีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2568 โดย ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เป็นผู้เสนอญัตติในส่วนของพรรคประชาชน


ภคมนระบุว่าเมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดอุทกภัยรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เราห้ามฟ้าห้ามฝนไม่ได้ แต่เราสามารถคาดหวังกับศักยภาพของรัฐบาลในการบริหารจัดการภัยพิบัติและเยียวยาประชาชนได้ คนธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวยเจอภัยพิบัติระดับนั้นไม่ตายก็ลุกไม่ไหว น้ำท่วมในภาคใต้ผ่านมาแล้ว 5 เดือน หากรัฐบาลมีศักยภาพจริงตนไม่ต้องมาทวงเงินเยียวยาและเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลให้ชาวหาดใหญ่แบบนี้


ตั้งแต่ช่วงแรกที่น้ำท่วม ฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ต่อเนื่องระดับน้ำสูงในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 แต่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ล่าช้าไปสี่วัน เท่ากับการออกคำสั่งรวมศูนย์อำนาจและการสั่งการย่อมล่าช้าไปด้วย ไม่มีการประกาศแผนการอพยพล่วงหน้า มาประกาศในวันที่ประชาชนออกจากบ้านไม่ได้แล้ว ไฟดับทั้งเมือง อินเทอร์เน็ตตัดขาด ของใช้อาหารไม่มี บ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียงไม่ได้เตรียมความพร้อมไว้ กระทั่งโรงพยาบาลน้ำท่วมเครื่องปั่นไฟเพราะไม่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการ ประชาชนดิ้นรนเอาชีวิตรอด ไม่รู้ว่าต้องติดตามข่าวสารจากช่องทางไหน


ภคมนกล่าวต่อไปว่าแม้ต่อมารัฐบาลจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่ชัดเจน วันแรกนายกรัฐมนตรีตั้ง ธรรมนัส พรหมเผ่า ทุกคนคิดว่าจะมีการตั้งศูนย์บัญชาการที่ชัดเจน แต่ช่วงบ่ายคณะรัฐมนตรีกลับมีมติให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาดูแลอีกที จนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้บัญชาการใคร เกิดภาวะสุญญากาศ ประชาชนดิ้นรนกันเอง หน่วยงานทำงานแบบเชิงรับเพราะไม่รู้ต้องฟังคำสั่งจากใคร แทนที่รัฐมนตรีจะทุบโต๊ะ มีคำสั่งเด็ดขาด บัญชาการอย่างเป็นระบบด้วยตัวเองตั้งแต่วันแรก แต่กลับไม่มีคำสั่งการจัดการรวมศูนย์ ไม่มีคนที่อยู่หน้างานจริงเพื่อสั่งการ


ระบบราชการที่ไม่ยืดหยุ่น วัฒนธรรมการเมืองที่ล้าหลัง เป็นอุปสรรคในการตัดสินใจและการสั่งการในสถานการณ์ที่เปลี่ยนทุกนาที แต่รัฐบาลตั้งวอร์รูมอยู่ที่กรุงเทพ กว่าจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็ผ่านไปสี่วันแล้ว คนในรัฐบาลที่มีอำนาจแก้ปัญหาไม่มีใครอยู่ในพื้นที่เกินสามวัน สุดท้ายประชาชนถูกโดดเดี่ยวจากรัฐบาลที่ทำงานไม่ทันเหตุการณ์ สถานการณ์ลุกลามบานปลาย ระดับความรุนแรงมากขึ้น ความช่วยเหลือเกินมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครกลายเป็นที่พึ่งหลักของประชาชน


ภคมนกล่าวต่อไปว่าตนอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ทำงานร่วมกับกู้ภัยนครศรีธรรมราช ช่วยประชาชนอพยพส่งข้าวส่งของ ใช้สัญชาตญาณล้วน ๆ เพราะไม่มีข้อมูลอะไร ใช้ข้อมูลจากจิตอาสาที่ทำแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังขาดข้อมูลที่จำเป็นในพื้นที่รายหลายครัวเรือน ซึ่งหากมีข้อมูลกลางจะช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดกว่านี้ จัดเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมกับแต่ละกรณี ประหยัดเวลาและทรัพยากรได้มากกว่านี้


พรรคประชาชนเสนอตั้งแต่วันนั้นให้รัฐบาลทำศูนย์ข้อมูลกลาง และเชื่อมข้อมูลกับจิสด้า ซึ่งเป็นภาพถ่ายดาวเทียมที่ระบุได้ว่าใครติดที่ไหนบ้าง เพื่อประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าให้กับแนวหน้า อาสาสมัคร และหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่นได้ ข้อมูลกลางนี้จะมีการระบุจีโอโลเคชั่น หรือตำแหน่งภูมิศาสตร์ และถ้ามีข้อมูลกลางนี้ รัฐบาลสามารถใช้ข้อมูลนั้นในการเยียวยาประชาชนได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนถ่ายเอกสารมายืนต่อคิว และถ้ามีศูนย์ข้อมูลกลางจริง ภายใน 30 วันนับจากวันนั้น รัฐบาลสามารถจ่ายเงินเยียวยาประชาชนได้ โดยไม่ต้องให้ประชาชนมาร้องขอแบบนี้


ภคมนกล่าวต่อไปว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติที่รุนแรงอย่างกรณีโคลนถล่มที่ จ.เชียงราย รัฐบาลสามารถขยายเงินเยียวยานอกหลักเกณฑ์ได้ จ่ายเพิ่มเป็นค่าซ่อมบ้าน แต่ในเหตุน้ำท่วมหนักที่สุดในภาคใต้ ทำไมรัฐบาลถึงยังจ่ายอยู่แค่ 9,000 บาท ทำไมไม่ขยายเงินเยียวยานอกหลักเกณฑ์ นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถออกหลักเกณฑ์ย้อนหลังให้เงินเยียวยาค่าซ่อมบ้าน ที่รวมกับค่าแรงและค่าวัสดุ รวมถึงใช้เกณฑ์เยียวยาจำนวน 11,400 บาท ที่เป็นเงินทุนในการช่วยเหลือการประกอบอาชีพได้อีกด้วย


ในส่วนเงินเยียวยาค่าซ่อมบ้าน ขณะนี้ข้อมูลจากสำนักงานจังหวัดสงขลา มีผู้ได้รับผลกระทบ 101,000 กว่าครัวเรือน แต่มีผู้ได้รับการอนุมัติช่วยเหลือแค่ 55,000 ครัวเรือน คำถามคืออีกครึ่งหนึ่งทำไมถึงยังไม่ได้รับการอนุมัติช่วยเหลือ บางคนน้ำท่วมเป็นเมตรได้ 240 บาท คำถามคือรัฐบาลใช้เกณฑ์อะไร ลูกบิดกลอนประตูยังซื้อไม่ได้เลย


ภคมนกล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนเสนอให้มีการแก้ระเบียบและขยับเพดานจาก 49,500 บาทเป็น 100,000 บาท จ่ายตามจริงโดยให้รวมค่าวัสดุและค่าแรงด้วย และดูเหมือนรัฐบาลก็ฟังข้อเสนอนี้ เพราะล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 มีการแก้ระเบียบส่วนนี้ให้เกณฑ์การเยียวยาขึ้นเป็น 88,500 บาท ให้ทั้งค่าวัสดุและค่าแรงแล้ว แต่มีผลบังคับใช้สำหรับภัยที่เกิดหลัง 6 มีนาคม 2569 แปลว่าประชาชนที่นำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้วจะไม่ได้รับเงินเยียวยาครอบคลุมกลับไปในส่วนที่แก้ระเบียบใหม่อยู่ดี รัฐบาลต้องทำให้ระเบียบมีมาตรฐานและพึ่งพาได้จริง ไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะต้องต่อสู้ดิ้นรนกันเอง


ในกรณีผู้เสียชีวิต รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา 2 ล้านบาท แต่ไม่มีผ่านการติดตามดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิต ไม่มีการดูแลฟื้นฟูอาชีพหรือสภาพจิตใจ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า เสียใจด้วยนะ รัฐบาลช่วยได้แค่นี้ รัฐบาลพูดและกล่าวว่าเมื่อเทียบกับอดีตแล้วการจ่ายเงินเยียวยาครั้งนี้ค่อนข้างรวดเร็ว แต่ประชาชนไม่ได้ถามหาความรวดเร็วเทียบกับในอดีต แต่ถามหามาตรฐานที่ประชาชนควรจะได้รับ


ภคมนกล่าวต่อไปว่าในด้านเศรษฐกิจ สภาพเมืองที่เจออุทกภัยยิ่งใหญ่ขนาดนั้นต้องมีการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันถ้าไปหาดใหญ่จะเห็นสภาพเมืองที่เหมือนจะกลับมาเป็นปกติ แต่นั่นไม่ได้เกิดจากการบริหารจัดการของรัฐบาล หาดใหญ่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่เชื่อมต่อจังหวัดอื่นๆ เป็นตลาดแรงงานของจังหวัดใกล้เคียงกันโดยภาคธุรกิจ หากไม่สามารถเรียกร้องความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและกระตุ้นนักท่องเที่ยว หาดใหญ่ก็ไปต่อได้ยาก จนถึงวันนี้รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจของหาดใหญ่ไว้หรือยังว่าเสียหายไปเท่าไหร่ และต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ถึงจะสามารถชดเชยเศรษฐกิจที่เสียหายได้


การฟื้นฟูเมืองหลังเจออุทกภัยต้องมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว วันนี้พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการระยะสั้นก่อน เช่น โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยหมุนเวียนบัญชีเมืองหลวงทุก 4 เดือน ทำโปรโมชั่นร่วมกับโรงแรม ร้านอาหารในพื้นที่ อย่าหวังว่าแค่ปล่อยคนละครึ่งแล้วจะจบ ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งใหญ่และเล็กพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้รับการเยียวยาอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องไปยื่นช่องทางไหน ในส่วนสินเชื่อธนาคารที่รัฐบอกว่าจะพักหนี้ สุดท้ายก็ต้องใช้เครดิตส่วนตัวในการคุยกับธนาคาร ได้บ้างไม่ได้บ้างขึ้นอยู่กับเครดิต แต่แม่ค้าในตลาดมีทางเลือกเดียวที่มีคือดอกเบี้ยรายวัน สุดท้ายขายไม่ดี ไม่มีปัญญาจ่ายดอกเบี้ยก็ต้องปล่อยเจ๊ง ประชาชนถูกซ้ำเติมรับชะตากรรมแบบนี้ซ้ำๆ


ภคมนกล่าวต่อไปว่าอีกไม่กี่วันจะสงกรานต์แล้ว ภาคธุรกิจในหาดใหญ่มีความหวังว่าจะจะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในหาดใหญ่ แต่เมื่อเจอกับวิกฤตน้ำมันแบบนี้ทำท่าจะยากแล้ว บวกกับรัฐบาลยังไม่มีมาตรการกระตุ้นอะไรเพื่อช่วยพื้นที่เศรษฐกิจในหาดใหญ่เลย วันนี้ชาวหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงที่น้ำท่วมเจอวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการไม่ต่างกับประชาชน คือโรดแมปในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อความมั่นใจว่าจะสามารถลงทุนรอบใหม่ได้ ธุรกิจจะรอด


พรุ่งนี้จะมีการแถลงนโยบายต่อสภา สิ่งที่จะพอใกล้เคียงกับการบริหารจัดการน้ำและการเยียวยาภัยพิบัติ คือนโยบายกองทุนภัยพิบัติ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ แต่การเยียวยาประชาชนจากภัยพิบัติไม่เท่ากับการป้องกันประชาชนตั้งแต่แรก รัฐบาลจะต้องทำทั้งสองอย่าง แต่น่าผิดหวังที่บทเรียนความล้มเหลวจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ไม่มีค่าพอให้รัฐบาลออกเป็นแนวทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหา ทำให้ต้องมีการยื่นญัตติในวันนี้ รัฐบาลคิดแต่การเยียวยาด้วยการจ่ายแล้วจบ ชะตากรรมของประชาชนแขวนบนเส้นด้าย สิ่งที่ประชาชนอยากได้คือความปลอดภัยที่รัฐบาลต้องดูแล

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เยียวยาน้ำท่วม