วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ภาคประชาสังคมฯ ร่วมยื่นหนังสือต่อวุฒิสภา เร่งคุ้มครองสิทธิในการรักษาพยาบาลและสิทธิประกันตัวของ “เอกชัย หงส์กังวาน”

 


ภาคประชาสังคมฯ ร่วมยื่นหนังสือต่อวุฒิสภา เร่งคุ้มครองสิทธิในการรักษาพยาบาลและสิทธิประกันตัวของ “เอกชัย หงส์กังวาน”


วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคม ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โดยมี เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อขอให้ติดตามการเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลและสิทธิในการประกันตัวของ เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดีมาตรา 110


ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ระบุว่า เอกชัยมีอาการป่วยหลายโรคในระดับรุนแรง แต่ยังไม่ได้รับการส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลภายนอกเรือนจำอย่างเหมาะสม จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ รวมถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี


ณัฎฐธิดา มีวังปลา ผู้เข้าเยี่ยมเอกชัย เปิดเผยว่า เอกชัยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 และยื่นขอตรวจร่างกายพร้อมตรวจเลือดที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2568 แต่เพิ่งได้รับการส่งตัวไปตรวจรักษาอย่างจริงจังในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 โดยแพทย์ตรวจพบภาวะต่อมลูกหมากโต ตับโต ม้ามโต และมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก) หลายครั้งในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การรักษายังขาดความต่อเนื่อง และยังคงรักษาตัวอยู่ภายในระบบโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยอาการหนัก


เครือข่ายภาคประชาสังคมระบุว่า ที่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือถึงกรมราชทัณฑ์หลายครั้ง เพื่อขอให้ส่งตัวเอกชัยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลภายนอก เช่น โรงพยาบาลราชวิถี หรือโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาสิทธิในการประกันตัว เนื่องจากเอกชัยยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่มีอาการป่วยที่เสี่ยงต่อชีวิต


โดยก่อนหน้านี้ เครือข่ายได้ยื่นหนังสือในประเด็นเดียวกันต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดย รังสิมันต์ โรม รับเรื่องไว้ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามกรณีดังกล่าว และเห็นว่าผู้ต้องขังทุกคนควรได้รับสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องการให้เกิดเหตุสูญเสียซ้ำรอยกรณีของ “บุ้ง เนติพร”


ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนอ้างถึงข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela Rules) ข้อ 27 ซึ่งกำหนดว่า หากผู้ต้องขังจำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง หรือสถานพยาบาลในเรือนจำไม่สามารถให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม ต้องได้รับการส่งตัวไปรักษาในสถานพยาบาลภายนอก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการประกันตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเอกชัยอย่างเร่งด่วน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ThumbRights #นิรโทษกรรมประชาชน



















วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ศศินันท์’ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่การสร้างสันติสุข

 


‘ศศินันท์’ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่การสร้างสันติสุข


วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.เขต 11 พรรคประชาชน ได้อภิปราย ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเป็นเรื่องที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และได้ส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา


ศศินันท์กล่าวว่า ตนได้ฟังคำอธิบายของเพื่อนสมาชิกทุกคนอภิปรายอย่างตั้งใจ โดยทุกคำพูด ทุกประโยค ทุกแววตา ทุกความรู้สึก ตนขอขอบคุณทุกคนที่อภิปรายด้วยเหตุและผล แต่บางคนยังมีความเข้าใจที่ผิดไป คำว่า "เด็กถูกล้างสมอง" ที่หลายคนอภิปรายพูดซ้ำๆ จนแผ่นเสียงตกร่อง จึงยกตัวอย่างว่า ในสมัยนี้มี AI เด็กไม่สามารถถูกล้างสมองได้ง่ายๆ แต่รุ่นเก่าหรือรุ่นเราต่างหาก ที่ถูกเลือกข้อมูลจากผู้มีอำนาจมาใช้ในสมองผ่านตำราประวัติศาสตร์ไทย ที่แก้แล้วแก้อีก


“จากที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าคดีมาตรา 112 มีไม่ถึง 10 คดี ท่านลองใช้ ChatGPT หาดูได้ว่า เยาวชนโดน 112 กี่คน อย่างน้อย 18 คน รวม 21 คดี ถ้าอัปเดตจริงๆ ณ ปัจจุบัน ในเว็บศูนย์ทนายฯ นั่นคือ 20 คน 24 คดี”


และการที่เพื่อนสมาชิกได้ยกถึงตัวเลขของผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมในสมัยต่าง ๆ โดยยกตัวอย่างทั้งคดีก่อการร้าย ปิดสนามบิน อั้งยี่ ซ่องโจร กบฏ ครอบครองอาวุธ บุกรุกสถานที่ราชการ


“ในขณะที่คดีมาตรา 112 กลับเป็นการโพสต์เฟซบุ๊ก รีทวีต กดไลก์ แปลข่าว อ่านแถลงการณ์ ใส่ชุดไทย ใส่เสื้อครอปท็อป หรืออีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 110 ที่ชื่อมาตราดูร้ายแรงมาก แต่พฤติการณ์ในคดีคือการชุมนุมโดยทั่วไป แล้วไม่รู้ว่ามีขบวนเสด็จขับรถผ่านมา จึงมีการชูสามนิ้ว นั่นคือพฤติการณ์ในคดีมาตรา 110 ที่หลายคนบอกว่าร้ายแรงมาก ให้อภัยไม่ได้”


ศศินันท์กล่าวว่า การนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ ข้อหาคอมมิวนิสต์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นข้อหาในมาตรา 112 ก็เคยถูกนิรโทษกรรมมาแล้ว ซึ่งหลายท่านในห้องประชุมก็ต่างได้รับประโยชน์กันมาแล้วทั้งนั้น ย่อมเข้าใจดี


"‘การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ’ ประโยคนี้ออกมาจากปากของลูกชายคนที่จะได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ผ่านคำสั่งที่ 66/23 และใช่ค่ะ ไม่มีเยาวชนคนไหนในเรือนจำตอนนี้ที่ติดคุกในคดีมาตรา 112 แต่ในคดีอื่นๆ ในบัญชีแนบท้ายก็ไม่มีใครอยู่ในเรือนจำสักคน เพราะการนิรโทษกรรมที่เราต้องการคือ เราต้องการได้ใช้ชีวิตปกติ เอาชีวิตปกติกลับคืนมา กลับไปทำงาน กลับไปเรียนหนังสือ แต่กับคดีมาตรา 112 หรือ 110 ไม่มีใครสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ หลายคนแค่ลมหายใจกลับมายังไม่ได้ เอาร่างกลับมายังไม่ได้”


การที่เราจะไม่เห็นชอบในวันนี้กับการแก้ไขของวุฒิสภา ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคน 6,000 กว่าคน


ศศินันท์ย้ำว่า การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่เราต้องเอาความจริงมาพูดกันว่า มาตรา 11 ที่พรรคเพื่อไทยบรรจงเขียนเพิ่มลงไป ถูกลบความหมายทั้งหมดด้วยการเพิ่มวรรค 2 ของวุฒิสภา


ทางพรรคเพื่อไทยไม่เอะใจหรือติดใจ แต่ตนไม่เข้าใจ เพราะในชั้นกรรมาธิการ พรรคเพื่อไทยเองเสนอว่าจะเปิดช่องในมาตรา 11 โดยเลี่ยงบาลี ไม่ใช้คำว่า ‘นิรโทษกรรม’ แต่ใช้มาตรการของศาลเยาวชนแทน ท้ายที่สุดมาตรา 112 ก็ถูกล็อกอีกในวรรค 2 ปิดประตู ปิดหู ปิดตา มัดมือ มัดเท้า แล้วถูกปลอบประโลมด้วยคำว่า “การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ”


หลายคนบอกว่าหากนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 ก็จะกลับมาทำอีก แต่กลับไม่มีการตั้งคำถามกับการกระทำผิดซ้ำในคดีอื่นๆ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่าจะไม่ทำอีก


ศศินันท์กล่าวว่า อยากให้ทุกคนหยุดคิดกับประโยคนี้ว่า ไม่ใช่แค่คนทั่วไป ไม่ใช่แค่นักกิจกรรม หรือคนที่สังคมอาจตีตราไปแล้ว แต่มีหลายคนที่ตอนเกิดเหตุยังเป็นเด็กและเยาวชน เติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้งเป็นเวลากว่า 20 ปี บางคนแค่ลืมตาขึ้นมาก็อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และออกไปชุมนุม เอาไปพูด เอาไปตั้งคำถาม ด้วยความเชื่อ ความโกรธ ความขัดข้องใจ และความหวังเล็กๆ ว่าประเทศนี้จะดีขึ้น เพราะเป็นประเทศที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตต่อไปอีกยาวนาน มากกว่าหลายคนที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้


“เราอาจเห็นต่างกับสิ่งที่เขาพูด อาจไม่เห็นด้วยกับวิธีการ แต่คำถามคือ เราจะตอบสนองต่อเยาวชนเหล่านี้ด้วยอะไร ด้วยความเข้าใจว่าพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในสังคมที่มีความขัดแย้งตลอด 20 ปีมานี้ หรือจะบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ใช้ชื่อว่า ‘เสริมสร้างสังคมสันติสุข’ แต่สำหรับพวกเขาแล้ว กลับไม่มีที่ยืนในสมการนี้”


หากในกฎหมายฉบับนี้ แม้แต่เยาวชนก็ยังไม่กล้าโอบรับ เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วเราต้องการสร้างสันติสุขจริง ๆ หรือกำลังสร้างความขัดแย้งใหม่ในสังคมกันแน่


พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ร้ายแรง เขาไม่ได้ปิดสนามบิน ไม่ได้บุกรุกสถานที่ราชการ ไม่ได้ทำให้ใครเสียชีวิต แต่กลับต้องถูกกีดกันออกจากกระบวนการนี้ ทั้งที่ทุกคนประสานเสียงเดียวกันว่า เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน จะก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน ตนขอตีเก๊ทั้งหมด


การปิดประตูใส่ประชาชนที่ถูกใช้มาตราเหล่านี้เป็นเครื่องมือ ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งจบลง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐไม่ได้ต้องการการสมานฉันท์ ปรองดอง หรือการเสริมสร้างสังคมสันติสุขจริงๆ แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตต่อไปในสังคมนี้ ให้ได้รับบทเรียนว่า ความยุติธรรมของรัฐไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม ตามรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย


“ถ้าร่างนี้ เป็นการเปิดประตูให้กับคนบางกลุ่ม แต่ปิดประตูใส่หน้าให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้แต่เยาวชน ดิฉันไม่ขอเรียกสิ่งนี้ว่าการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่เป็นการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติและอำมหิต วันนี้ดิฉันและพรรคประชาชน เราจึงขอโหวตไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของ สว. ที่กลับมาในสภาแห่งนี้”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นิรโทษกรรม

มติสภาฉลุย ‘กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ 306 ต่อ 141 เสียง เห็นชอบ ร่างกม. นิรโทษกรรม ยืนตามสว. ไม่รวม ม.112 ทุกกรณี

 


มติสภาฉลุย ‘กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ 306 ต่อ 141 เสียง เห็นชอบ ร่างกม. นิรโทษกรรม ยืนตามสว. ไม่รวม ม.112 ทุกกรณี


วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ... หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯพิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ข้อ 137 โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา112 แก่เด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี  


ทั้งนี้ภายหลังจากที่เปิดให้สมาชิก อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไขมาด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 งดออกเสียง 2 จากนั้นประธานฯได้สั่งปิดการประชุม ในเวลา 17.51 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข #นิรโทษกรรม

‘พุธิตา’ เรียกร้องตั้งกรรมการสอบ กรณีตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ชุมนุมต่อต้านมลพิษทางน้ำข้ามแดน จนมีผู้บาดเจ็บกระดูกแขนหัก

 


‘พุธิตา’ เรียกร้องตั้งกรรมการสอบ กรณีตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ชุมนุมต่อต้านมลพิษทางน้ำข้ามแดน จนมีผู้บาดเจ็บกระดูกแขนหัก


จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กลุ่มประชาชนประมาณ 30 คน จัดกิจกรรมขับเคลื่อนการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี บริเวณใกล้กับสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ เพื่อยื่นแถลงการณ์ ส่งมอบตัวอย่างน้ำ และจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เรียกร้องให้แก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน ซึ่งกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชนหลายจังหวัดภาคเหนือ โดยการชุมนุมดังกล่าวได้แจ้งต่อสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 แล้ว


แต่ระหว่างการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าประชิดในพื้นที่ห่างจากบริเวณกงสุลและมีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทำให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย โดยเฉพาะ วิศรุต ศรีจันท์ กองเลขานุการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ที่ถูกผลักล้มจนได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นแขนหักและหัวไหล่หลุด


ต่อมาตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้แถลงยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ยึดหลักยุทธวิธีตามหลักสากล และมิได้มีเจตนาใช้ความรุนแรง แต่ข้อเท็จจริงที่มีประชาชนบาดเจ็บถึงขั้นกระดูกหักจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ย่อมขัดแย้งกับคำแถลงดังกล่าวอย่างชัดเจน


วันนี้ (8 กรกฎาคม 2569) ที่ห้องแถลงข่าว รัฐสภา พุธิตา ชัยอนันต์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน จึงตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าการใช้กำลังระดับดังกล่าวต่อผู้ชุมนุมโดยสงบนั้น ได้สัดส่วนตามหลักสากลหรือไม่


“ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และข้อ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี การที่ประชาชนออกมาส่งเสียงปกป้องแม่น้ำอันเป็นแหล่งชีวิตของตน มิใช่ภัยคุกคามที่ต้องตอบโต้ด้วยกำลัง”


พุธิตามีข้อเรียกร้องต่อเหตุการณ์ผู้ชุมนุมถูกทำร้าย ดังนี้


1. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่เป็นอิสระโดยเร่งด่วน เปิดเผยผลต่อสาธารณะ และให้ความชัดเจนในเรื่องกรอบระยะเวลาต่อสังคม


2. ชดเชยเยียวยาผู้บาดเจ็บ ทั้งค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายอื่นโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมขอโทษต่อสาธารณะ เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ชัดเจนว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุ ในพื้นที่ที่มีระยะไกลจากกงสุล


3. ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน ในแม่น้ำกก สาย รวก โขง อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประชาชนต้องออกมาชุมนุม โดยเจรจากับประเทศต้นทางอย่างจริงจัง ดังที่พรรคประชาชนโดยหัวหน้าพรรค คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้แถลงไปเมื่อเช้านี้โดยด่วน


พุธิตาย้ำว่า ประชาชนคือเจ้าของประเทศและมีสิทธิอันชอบธรรมในการปกป้องบ้านเกิดของตนเอง รัฐไม่มีความชอบธรรมใดๆ ในการใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ส่งเสียงเรียกร้องตามสิทธิของตนเองเพื่อแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลละเลย


“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงผู้กำกับภาค และหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ต้องออกมาชี้แจงและรับผิดชอบต่อกรณีนี้ โดยไม่โยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อย เพื่อไม่ให้เป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำพิษ #มลพิษทางน้ำข้ามแดน




‘ศิริกัญญา-วีระยุทธ’ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาล รธน. คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ซัดเอาวิกฤตบังหน้า

 


ศิริกัญญา-วีระยุทธ’ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาล รธน. คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ซัดเอาวิกฤตบังหน้า


วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ว่า วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 จะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้มีการยื่นคำร้องไปในส่วนของ 200,000 ล้านบาท ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างด้านพลังงาน ให้พิจารณาว่าเป็นไปโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่


ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นแบ่งออกได้เป็น 2 ฉากทัศน์ใหญ่ และอีก 2 ฉากทัศน์ย่อย คือ


- พ.ร.ก. ผ่านทั้งฉบับ

- พ.ร.ก. ไม่ผ่าน แบ่งออกได้เป็น


2.1. ไม่ผ่านทั้งฉบับ หรือมีโอกาสที่ พ.ร.ก. จะตกทั้งฉบับ ซึ่งก็จะนำไปสู่ความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น เนื่องจาก 200,000 ล้านบาทแรกได้มีการเบิกจ่ายไปเรียบร้อยแล้วกับโครงการไทยช่วยไทย+ และการเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐ ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาลในการหาแหล่งเงินใหม่เข้ามาทดแทน


2.2. พ.ร.ก. อาจจะไม่ผ่านเฉพาะในส่วนของ 200,000 ล้านบาทหลัง อาจจะมีความยุ่งยากน้อยกว่าและรัฐบาลอาจออก พ.ร.ก. ฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่า พ.ร.ก. มีปัญหา รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบให้ได้สัดส่วนกับปัญหาที่รัฐบาลสร้างขึ้น เพราะ 200,000 ล้านบาทหลังนอกจากจะเป็นโครงการที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ได้กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังส่อให้เห็นถึงการตั้งโครงการเข้ามายัดไส้ แล้วก็ใช้วิกฤตของประชาชนบังหน้า พ่วงไปกับความช่วยเหลือเยียวยาที่ประชาชนจะได้รับจาก 200,000 ล้านบาทแรก


วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า ในฐานะที่อยู่ในกลไกกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งเป็นกลไกเดียวที่รัฐสภาตั้งขึ้นมา เมื่อได้ทำงานติดตามในรายละเอียดและพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยิ่งพบความน่ากังวลเป็นพิเศษมากกว่าเดิม เพราะการใช้เงินก้อน 200,000 ล้านบาทหลังสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กลับไม่มีการตั้งเงื่อนไขหรือโรดแมปว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศด้วยเป้าหมายอะไร เช่น จะลดการใช้พลังงานฟอสซิลเท่าไหร่ในระยะเวลาเท่าไหร่ โครงการใหญ่ควรจะเป็นอย่างไร ไม่มีการตั้งเงื่อนไขปริมาณและมูลค่าขั้นต่ำด้วยซ้ำ


ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโครงการเบี้ยหัวแตกสอดไส้เข้ามา โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะนำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางไหน รวมถึงอีกเงื่อนไขสำคัญคือเมื่อออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน ก็ทำให้ต้องรีบใช้เงิน 200,000 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขผูกมัดว่าต้องรีบใช้ให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ จึงเป็นความน่ากังวลว่าจะเกิดการเข้ามาแย่งชิงในการใช้จ่ายเงิน โครงการนี้จะเกิดประสิทธิภาพในการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงแค่ไหน และนี่เป็นเงินกู้ที่จะทำให้ประเทศไทยติดเพดาน เสี่ยงที่เงินจะหมด และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานอย่างที่ตั้งใจ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ครมเงา #พรกเงินกู้สี่แสนล้าน

ภัทรพงษ์-พิศาล จี้รัฐบาลหยุดปล่อยเกียร์ว่าง ใช้มาตรการทางการทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามแดนใน 6 ลำน้ำ เตือนหากไม่เร่งแก้ปัญหาปีนี้จะหนักยิ่งกว่าเดิม


ภัทรพงษ์-พิศาล จี้รัฐบาลหยุดปล่อยเกียร์ว่าง ใช้มาตรการทางการทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามแดนใน 6 ลำน้ำ เตือนหากไม่เร่งแก้ปัญหาปีนี้จะหนักยิ่งกว่าเดิม


วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน เชียงใหม่ เขต 8 และ พิศาล มาณวพัฒน์ แถลงในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองในลำน้ำ 6 สาย ซึ่งสถานการณ์เลวร้ายลงต่อเนื่องแต่รัฐบาลกลับละเลย พร้อมเรียกร้องให้ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบ


ภัทรพงษ์ระบุว่า สถานการณ์ปนเปื้อนสารพิษครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่น้ำ ตะกอนดิน ดินเกษตร ปลา และพืช อยู่ในระดับอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่ 6 ลำน้ำ ได้แก่ กก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล ด้านสุขภาพพบสารโลหะหนักทั้งสารหนู ตะกั่ว และปรอท ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจท่องเที่ยวริมน้ำปิดตัวไปแล้วกว่า 80% ขณะที่ญี่ปุ่นยกเลิกนำเข้าสินค้าเกษตรจากอำเภอแม่อาย เพราะกังวลสารพิษปนเปื้อนในน้ำ


ภัทรพงษ์กล่าวว่า มาตรการของรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นมาตรการเชิงรับที่ไม่มีประสิทธิผล จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 3 ด้าน


1. จัดการภายในประเทศ เนื่องจากร่างงบปี 2570 ไม่มีการจัดสรรงบสำหรับเรื่องนี้เลย จึงขอให้เตรียมงบกลางโดยด่วนสำหรับตรวจสอบอย่างเป็นระบบครอบคลุมทุกพื้นที่ ช่วยเหลือเกษตรกรที่พบดินปนเปื้อนด้วยการบำบัดดิน บำบัดน้ำ และปรับเปลี่ยนพืชที่ไวต่อสารโลหะหนักน้อยลง พร้อมจัดทำฐานข้อมูลในประเทศเพื่อใช้เจรจาระหว่างประเทศ


2. จัดการแร่ในประเทศให้ตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งเหมืองจนถึงประเทศปลายทางที่ส่งออก เพื่อหยุดไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่พิษ และ


3. แก้ที่ต้นตอด้วยการทูตสิ่งแวดล้อมเชิงรุก เนื่องจากไทยไม่เคยใช้เวทีระหว่างประเทศอย่างจริงจัง จนประชาชนต้องเคลื่อนไหวเองและเกิดความขัดแย้งที่เชียงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา


อย่างไรก็ดี ก่อนเริ่มเจรจาระหว่างประเทศ ภัทรพงษ์ขอให้รัฐบาลทำงานในประเทศให้พร้อม โดยเฉพาะการเตรียมข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน ทว่าที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มทำงานด้านสิ่งแวดล้อมล่าช้า ที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีการหยิบยกประเด็นนี้ในวาระหารือ เช่นเดียวกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ก็ยังไม่เคยแสดงความเห็นเรื่องนี้เลย ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ สุชาติ ชมกลิ่น ประชุมคณะทำงานติดตามผลครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็ยังไม่เคยประชุมคณะทำงานเจรจาระหว่างประเทศเลยนับแต่ตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว


ขณะที่พิศาลให้ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการเจรจาของรัฐบาลไทยว่า ขอแนะนำรัฐบาลไทย โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อย่าทำเพียงเรื่อง MOU 44 และเตรียมประชุมอาเซียนสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเมียนมาเท่านั้น แต่ควรใช้ความเชี่ยวชาญทางการทูตแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชนรากหญ้า เช่น น้ำปนเปื้อนสารพิษจากโรงงานเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีข้อเสนอ 3 ประเด็น


1. กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหาน้ำเสีย ไม่ใช่เดินตามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะรัฐมนตรีกระทรวงอื่นไม่มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์เท่าสีหศักดิ์ ต้องใช้จุดแข็งของไทยต่อรองกับประเทศใหญ่ทั้งในและนอกภูมิภาค


2. การเจรจาไม่จำเป็นต้องทำกับรัฐบาลเมียนมา เพราะเข้าไม่ถึงการบริหารดินแดนกลุ่มชาติพันธุ์ที่โรงงานปล่อยน้ำปนเปื้อนตั้งอยู่ แต่ต้องพูดตรงกับฝ่ายจีน ซึ่งข้อมูลสหประชาชาติระบุว่าถือหุ้นในบริษัทเหมืองแร่ถึงร้อยละ 90 โดยสื่อสารด้วยชั้นเชิงทางการทูตว่าอย่ามองข้ามความรู้สึกของคนไทย เพราะฝ่ายจีนจะได้ประโยชน์มากกว่าในการแก้ภาพลบและได้ใจคนไทยทั้งประเทศ และ


3. หากจีนไม่กระตือรือร้น กระทรวงการต่างประเทศควรยกระดับใช้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคแม่น้ำโขงกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ซึ่งพร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว โดยเชิญทูตประเทศเหล่านี้มาหารือความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีทันสมัยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพและชีวิตของประชาชนในอนุภูมิภาค

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำพิษ #สารพิษข้ามแดน #6ลำน้ำ

‘ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลอนุทินเร่งแก้ปัญหาไทยเป็นทางผ่านยาเสพติด รับผิดชอบกับ ‘สุญญากาศกัญชา’ พร้อมใช้เวทีการทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามแดนใน 6 ลำน้ำ


ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลอนุทินเร่งแก้ปัญหาไทยเป็นทางผ่านยาเสพติด รับผิดชอบกับ ‘สุญญากาศกัญชา’ พร้อมใช้เวทีการทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามแดนใน 6 ลำน้ำ

 

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ครั้งที่ 8 เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไข 2 ปัญหาสำคัญ ได้แก่ ปัญหายาเสพติด และสารพิษปนเปื้อนข้ามพรมแดนในลำน้ำ 6 สาย

 

ณัฐพงษ์ระบุว่า ในรอบเดือนที่ผ่านมาพบข่าวจับกุมการลักลอบขนยาเสพติด ทั้งเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน และกัญชาล็อตใหญ่จากไทยไปหลายประเทศต่อเนื่อง โดยเฉพาะคดีลักลอบขนเฮโรอีนไปยังออสเตรเลียผ่านแอร์โฮสเตสของสายการบินหนึ่ง ซึ่งจากการสืบสวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พบว่าต้นทางของยาเสพติดอยู่ที่ประเทศลาว และขบวนการค้ายาเสพติดครั้งนี้มีขนาดใหญ่ระดับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ที่ขนส่งจากไทย แสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศทางผ่านที่กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดใช้เป็นแหล่งกระจายสินค้าไปยังอีกหลายประเทศ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะไทยไม่ควรเป็นสวรรค์ของนักค้ายาเสพติดที่อาศัยเป็นทางผ่านส่งสินค้าได้อย่างง่ายดาย รัฐบาลจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขปัญหาใหญ่นี้โดยเร่งด่วนที่สุด

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับกัญชา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน เมื่อมีข้อมูลจากกรมศุลกากรระหว่างตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ระบุว่า พบคดีลักลอบส่งออกกัญชาจากไทยเกือบ 3,000 คดี น้ำหนักรวมกว่า 315,000 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 4,045 ล้านบาท เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจับกุมกัญชาล็อตใหญ่จากไทยถึง 3 ครั้งในฮ่องกง โปแลนด์-เยอรมนี และอินโดนีเซีย ยิ่งสะท้อนว่าไทยถูกใช้เป็นจุดปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมยาเสพติดระดับโลก จากช่องโหว่กฎหมายที่ไม่เคยถูกออกแบบให้มีความรัดกุม จนเปิดช่องให้อาชญากรฉวยโอกาส

 

ณัฐพงษ์ระบุว่า สภาวะสุญญากาศการควบคุมกัญชาเป็นผลจากการที่ อนุทิน ชาญวีรกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตัดสินใจปลดกัญชาและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีกฎหมายระดับ พ.ร.บ. มารองรับ ทำให้เกิดสุญญากาศในการควบคุมทั้งการเสพและการผลิตกัญชา ส่งผลกระทบทั้งมิติสุขภาพพบว่าผู้ป่วยที่รักษาอาการทางจิตจากกัญชาเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

ส่วนฝั่งผู้ผลิต แม้กัญชาจะเป็นพืชสมุนไพรควบคุม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ที่ต้องขออนุญาตเพียงแค่ 3 รูปแบบเท่านั้นคือ ใบอนุญาตขายหรือแปรรูป ใบอนุญาตส่งออก และใบอนุญาตวิจัย แต่ไม่มี ‘ใบอนุญาตปลูก’ ทำให้รัฐไม่มีข้อมูลปริมาณการปลูกในประเทศ จึงเป็นเรื่องยากที่จะติดตามตรวจสอบสต๊อกกัญชาในประเทศ ดังนั้น เมื่อไม่รู้ตัวเลขการผลิตและการใช้ ก็ทำให้การตรวจสอบการลักลอบส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นไปได้ยากมาก

 

ณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหานี้ก่อนที่ไทยจะกลายเป็น ‘ฮับกัญชา’ โดยระยะสั้นเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความรับผิดชอบ แก้ไขการตัดสินใจที่ผิดพลาด โดยลงมากำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของท่านอย่างจริงจัง ทั้ง ป.ป.ส. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) รวมถึง กรมศุลกากร และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันให้มีกฎหมายควบคุมกัญชงกัญชาอย่างเต็มระบบ โดยพรรคประชาชนพร้อมเข้ามาร่วมผลักดันการพิจารณากฎหมายในสภา

 

สำหรับสถานการณ์ปนเปื้อนสารพิษจากการทำเหมืองครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่น้ำ ตะกอนดิน ดินเกษตร ปลา และพืช อยู่ในระดับอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่ 6 ลำน้ำ ได้แก่ กก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลแสวงหาความร่วมมือจากทุกประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา #สุญญากาศกัญชา #สารพิษข้ามแดน #6ลำน้ำ