วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

พริษฐ์เปิด 5 ข้อสงสัย กกต. ส่อ “ฟอกขาว” คดี 'โกง สว. จี้ทำหน้าที่ส่งเรื่องถึงศาล

 


พริษฐ์เปิด 5 ข้อสงสัย กกต. ส่อ “ฟอกขาว” คดี 'โกง สว. จี้ทำหน้าที่ส่งเรื่องถึงศาล


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดเวทีเจาะลึกหลักฐานคดี ‘โกง สว.’ ภาคพิเศษ: เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน? เพื่อสื่อสารประเด็นข้อผิดปกติในการดำเนินงานของ กกต. โดยตรง


อดีตผู้สมัคร สว. ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการเลือก สว. ทั้งในกระบวนการจัดการของ กกต. และการบังคับใช้กฎหมาย โดยระบุว่าแม้ กกต. จะห้ามนำเอกสารเข้าห้องเลือกรอบไขว้ แต่กลับมีผู้สมัครบางรายถือแฟ้มและกระเป๋าเข้าไปได้ เมื่อทักท้วงต่อเลขาธิการ กกต. ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่การร้องเรียนต่อศาลก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้มีเพียง กกต. ที่มีอำนาจยื่นคำร้อง นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนเรื่องผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงกรณีผู้รับรองผู้สมัครจำนวนมากผิดปกติ แต่หลายเรื่องไม่มีความคืบหน้า หรือถูกยกคำร้องโดยไม่มีคำชี้แจง ทำให้ผู้ร้องเห็นว่าการรวมอำนาจไว้ที่ กกต. เพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้การตรวจสอบล่าช้าและประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก จึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและดำเนินคดีได้มากขึ้น


ด้าน มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ได้นำเสนอคลิปวิดีโอหลักฐาน ซึ่งระบุว่ามีการห้ามนำเอกสารใด ๆ เข้าไปในรอบเลือก สว. แบบไขว้ แต่ภายหลังกลับมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ กกต. ได้ลงนามบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยว่ามีการยึดโพยจากผู้สมัคร สว. จริง ซึ่งขัดแย้งกับข่าวประชาสัมพันธ์ของ กกต. โดย มนัส มองว่า การเลือก สว. ครั้งนี้มีสิ่งผิดปกติ 3 ประการ ได้แก่การจัดพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความลับ แต่กลับจัดในห้องรวม ทำให้ผู้สมัครสามารถเดินไปมาหาสู่กันได้, ระเบียบการเลือก สว. กำหนดให้ใช้หมายเลขเดิมตลอดทุกระดับการเลือก และเมื่อร้องเรียนต่อประธาน กกต. กลับมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่ประกอบด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาของ แสวง บุญมี มาตรวจสอบ แสวง บุญมี เอง แม้จะมีการร้องให้เปลี่ยนเป็นบุคคลภายนอก ก็ไม่ได้รับการแก้ไข และผลสอบก็สรุปว่าไม่มีมูลความผิด


ขณะที่ นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร จากเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ความไม่ไว้วางใจต่อ กกต. เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มกระบวนการเลือก สว. โดยมองว่าการทำงานของ กกต. มีลักษณะ "ปล่อย–เข้ม–เร่ง–เบลอ" กล่าวคือ ปล่อยปละเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครจนเกิดความคลุมเครือ เข้มงวดเกินจำเป็นในการออกระเบียบแนะนำตัวและการเชิญชวนสมัคร เร่งเปลี่ยนกติกาและตัดสิทธิ์ผู้สมัครก่อนวันเลือกตั้งเพียงไม่นาน และขาดมาตรฐานในการเปิดให้สังเกตการณ์เลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยต่อความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือก สว. ทั้งระบบ


มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า กกต. มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในการสืบหาข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือก สว. จึงตั้งคำถามว่า หากท้ายที่สุด กกต. ไม่ยื่นคำร้อง จะอธิบายต่อสังคมอย่างไร ทั้งที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก พร้อมมองว่าการตั้งคณะทำงานหลายชุดเพื่อสืบสวนจนเสมือนวินิจฉัยความผิดเองเป็นเรื่องผิดบทบาท เพราะหน้าที่ของ กกต. คือส่งพยานหลักฐานให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่พิสูจน์แทนผู้ถูกร้อง นอกจากนี้ ยังเห็นว่าแนวทางที่ศาลไม่รับฟ้องคดีจากผู้สมัครที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากไม่ถือเป็นผู้เสียหาย เป็นประเด็นที่ควรทบทวน เพราะผู้สมัครเหล่านี้ล้วนได้รับความเสียหายจากกระบวนการเลือกที่อาจไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม วึ่งทั้งหมดนี้เป็นหายนะที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 


ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์และหลายพฤติกรรมที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า กกต. ยังเป็นหน่วยงานที่สามารถไว้วางใจให้ตรวจสอบเรื่องนี้ได้หรือไม่ โดยตนขอสรุปข้อสังเกตไว้ 5 ประการ


ข้อแรก คือ การออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่อาจยังไม่รัดกุมเพียงพอต่อการป้องกันการทุจริต การเลือก สว. ปี 2567ซึ่ง กกต. มีอำนาจออกระเบียบเอง โดยกกต. ได้ออกระเบียบทั้งหมด 6 ฉบับ เมื่อพิจารณารายละเอียดของระเบียบเหล่านี้ จะพบว่าบางข้ออาจยังไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างรัดกุม ตัวอย่าง ที่กำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขประจำตัวเดิมตั้งแต่รอบเช้าจนถึงรอบบ่าย ทำให้ขบวนการโพยใบสั่งทำงานได้สะดวก เพราะสามารถเตรียมหมายเลขผู้สมัครไว้ล่วงหน้าได้


ข้อที่สอง คือ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครที่อาจยังไม่รอบคอบเพียงพอ ตนขอแบ่งตัวอย่างออกเป็น 3 ประเภท โดยประเภทแรกคือ กรณีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม แม้ท้ายที่สุดบางคนจะไม่ได้รับเลือกเป็น สว. แต่หากภายหลังพบว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น ก็สะท้อนว่า กกต. หละหลวมในการตรวจสอบตั้งแต่แรก จนนำไปสู่ปัญหาที่เกิดขึ้น ประเภทที่สอง คือการกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จในใบแนะนำตัว และ ประเภทสุดท้าย คือกรณีการสมัครผิดกลุ่ม


ข้อที่สาม คือการปล่อยปละละเลยต่อการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในวันเลือก สว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ สิ่งที่ปรากฏในคลิปกลับทำให้เกิดคำถามว่า กกต. ได้ละเลยหรือไม่ในการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโพยใบสั่ง หรืออาจถึงขั้นอำนวยความสะดวกให้กระบวนการทุจริต ก่อนมีการยึดโพย มีการประกาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายชั่วโมงว่า จะไม่อนุญาตให้นำเอกสาร สว. ที่ใช้ในรอบเช้าเข้าไปใช้ในรอบไขว้หรือรอบบ่าย ซึ่งเปรียบเสมือนการบอกข้อสอบล่วงหน้า เพราะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครนำข้อมูลจากแบบ สว.3 ไปคัดลอกลงในกระดาษอื่นเพื่อนำกลับเข้าไปใช้ในช่วงบ่ายได้ หากการนำเอกสารดังกล่าวเข้าไปเป็นสิ่งต้องห้าม และผู้สมัครฝ่าฝืนอย่างชัดเจน เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการใด ๆ ณ ขณะนั้น และเมื่อมีการยึดเอกสารพร้อมบันทึกเหตุการณ์แล้ว กกต. ได้ตรวจสอบโพยใบสั่งเหล่านั้นอย่างละเอียดหรือไม่


ข้อที่สี่ คือข้อสงสัยเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดี และการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหา ตลอดสองปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการดำเนินงานของ กกต. เป็นการเตะถ่วงคดีหรือไม่ โดยมีคณะทำงานหลัก 2 ชุด ได้แก่ คณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่ง กกต. และ DSI ร่วมกันดำเนินการ และเห็นว่ามีผู้ที่อาจมีมูลความผิดอย่างน้อย 229 ราย แต่เมื่อส่งเรื่องถึง กกต. กลับมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ซึ่งประกอบด้วยกรรมการ 7 คน และเมื่อกลั่นกรองแล้วกลับมีมติสวนทางว่า ผู้ถูกกล่าวหากว่าร้อยรายไม่มีมูลความผิดแม้แต่คนเดียวเมื่อพิจารณารายชื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็พบว่าหลายคนถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ โดยมี 2 คนถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับข้อครหาการทุจริต และอีก 1 คนถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง จากเส้นทางการรับราชการและความสัมพันธ์กับนักการเมืองบางรายที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว


นอกจากนี้ ยังเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผลการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งให้ผลสรุปตรงกันข้าม จึงเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะประเมินจากข้อเท็จจริงว่า คณะใดมีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่ากัน


เมื่อคดีดำเนินมานานกว่า 2 ปีหลังการเลือก สว. สิ่งที่เกิดขึ้นคือปัญหาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ สว. จำนวนมากที่อยู่ในสำนวนผู้ถูกกล่าวหา ยังสามารถลงมติรับรอง กกต. คนใหม่เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กกต. เสียงข้างมาก 4 จาก 7 คน ล้วนได้รับการรับรองจากวุฒิสภาชุดที่มีสมาชิกจำนวนหนึ่งอยู่ในสำนวนคดีดังกล่าว 


ข้อสุดท้าย คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่น่ากังวล นั่นคือการตั้งคำถามว่า กกต. กำลังเตรียม "เป่าคดี" โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เพื่อไม่ให้เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่


คำถามคือ หลักฐานต้องชัดเจนเพียงใด จึงจะเพียงพอให้ส่งเรื่องไปยังศาล หากพิจารณาตามกฎหมาย เมื่อมี หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่ามีการกระทำอันทุจริต กกต. มีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล หน้าที่ของ กกต. คือวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้หรือไม่ว่ามีการทุจริต ส่วนหน้าที่ของศาลคือวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานพิสูจน์ได้หรือไม่ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง


ณ เวลานี้ หน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่การตัดสินว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่เป็นการพิจารณาเพียงว่า พยานหลักฐานที่ปรากฏ มีเหตุอันควรเชื่อได้ หรือไม่ว่ามีการทุจริต และหากเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ กกต. ก็มีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล


เหตุผลส่วนหนึ่งที่ต้องนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ เพราะตนไม่มั่นใจว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เนื่องจากตลอดกระบวนการที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนวันเลือก สว. ระหว่างวันเลือก และหลังการเลือกเสร็จสิ้น ล้วนมีหลายขั้นตอนและหลายพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจและไม่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ของ กกต.


ตนหวังว่าข้อสันนิษฐานเหล่านี้จะไม่เป็นความจริง และหวังว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบคดีนี้ หาก กกต. ดำเนินการด้วยความสุจริต บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ชัดเจน ละเอียด และหนักแน่น ก็ควรส่งเรื่องทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26


https://drive.google.com/file/d/1R0j923WOqjBgoqwQlTvNkbL44R9fSPuB/view?usp=sharing


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั้วสว #กกต






SEC Watch ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบฯ จนกว่าจะได้รับคำตอบ ทวงรัฐบาลทำตามบันทึกข้อตกลง 3 ข้อ ยกเลิก พ.ร.บ.SEC - ชะลอแลนด์บริดจ์ ชี้ “รัฐบาลเบี้ยวข้อตกลง”

 


SEC Watch ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบฯ จนกว่าจะได้รับคำตอบ ทวงรัฐบาลทำตามบันทึกข้อตกลง 3 ข้อ ยกเลิก พ.ร.บ.SEC - ชะลอแลนด์บริดจ์ ชี้ “รัฐบาลเบี้ยวข้อตกลง”


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่เชิงสะพานชมัยมรุเชษ ประตู 2 บริเวณทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) เดินทางมาปักหลักชุมนุม พร้อมยื่นหนังสือและอ่านแถลงการณ์เพื่อทวงถามความคืบหน้าการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงนามร่วมกับเครือข่าย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่ารัฐบาลยังไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตกลงร่วมกันไว้ และจะปักหลักชุมนุมบริเวณประตู 2 ทำเนียบรัฐบาล จนกว่าจะได้รับคำตอบตามข้อเรียกร้อง


การชุมนุมครั้งนี้สืบเนื่องจากการปักหลักชุมนุมของเครือข่าย SEC Watch และ EEC Watch ระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2569 ภายใต้กิจกรรม “หยุดกฎหมายขายแผ่นดิน” หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างกระทรวงคมนาคมกับเครือข่าย SEC Watch เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และมีหนังสือสั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569


บันทึกข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่ การยกเลิกร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ และการตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้


อย่างไรก็ตาม เครือข่าย SEC Watch ระบุว่า ข้อตกลงยังไม่ได้รับการปฏิบัติ โดยเฉพาะ 2 ประเด็น ได้แก่ การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าสามารถนำโครงการแลนด์บริดจ์กลับมาดำเนินการได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเครือข่ายเห็นว่าขัดกับสาระของบันทึกข้อตกลงที่กำหนดให้อนาคตของโครงการขึ้นอยู่กับผลการศึกษาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการที่รัฐบาลยังไม่มีความคืบหน้าในการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ แม้เวลาจะผ่านมาราว 1 เดือนหลังการลงนาม


เครือข่ายระบุว่า เมื่อข้อตกลงทั้งสองประเด็นยังไม่ถูกดำเนินการ จึงกังวลว่าข้อตกลงเรื่องการยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) อาจไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นกัน จึงกลับมาปักหลักชุมนุมเพื่อทวงถามความคืบหน้าจากรัฐบาล


ภายหลังเริ่มการชุมนุม ตัวแทนเครือข่ายได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาล และมีการอ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 3 โดยตั้งข้อสังเกตว่า การไม่ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงอาจสะท้อนถึงความไม่เป็นเอกภาพในการบริหารงานของรัฐบาล พร้อมตั้งคำถามว่าการลงนามของรองนายกรัฐมนตรีได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หลังจากมีท่าทีเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่แตกต่างจากสาระในบันทึกข้อตกลง รวมทั้งยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ตามที่ตกลงไว้


แถลงการณ์ยังระบุว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ลงนามรับรองหรือสั่งการให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง อาจสะท้อนถึงความเห็นต่างภายในฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ เครือข่ายยังวิจารณ์การผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล โดยเห็นว่าควรจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ก่อน เพื่อให้การลงทุนด้านคมนาคมสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค


ท้ายที่สุด เครือข่าย SEC Watch ยืนยันให้รัฐบาลปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่ได้ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี และประกาศจะปักหลักชุมนุมบริเวณประตู 2 ทำเนียบรัฐบาล จนกว่าจะได้รับคำตอบตามข้อเรียกร้อง


ภายหลังการอ่านแถลงการณ์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาประกาศต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ระบุห้ามชุมนุมสาธารณะรอบทำเนียบรัฐบาลในรัศมี 50 เมตร และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนตรึงกำลังเพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมข้ามไปยังบริเวณหน้าประตูทำเนียบรัฐบาล ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมจึงเริ่มทำการปักหลักชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษ จนกว่าจะได้รับคำตอบจากนายกรัฐมนตรี


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบSEC #ชะลอแลนด์บริดจ์















‘ภัทรพงษ์’ เปิดตัวระบบติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช้งบสักบาท

 


‘ภัทรพงษ์’ เปิดตัวระบบติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช้งบสักบาท 


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ภัทรพงษ์ ส.ส. พรรคประชาชน เปิดตัวเว็บไซต์ของ อนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามชายแดน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจปัญหามลพิษทางน้ำจากเหมืองข้ามชายแดน ชี้ ไม่ต้องใช้งบสักบาท ประชาชนและรัฐบาลนำข้อมูลไปใช้ได้


ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามชายแดน เปิดตัวเว็บไซต์ https://waterpollution.disaster-mp.org/ ให้ประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำที่เกิดจากเหมืองต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน


เว็บไซต์นี้ได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนมาไว้ในระบบ เพื่อให้ประชาชนมองเห็นภาพรวมของปัญหาที่เกิดทั้งในลำน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจสารพิษในน้ำ ผลการตรวจสารพิษในตะกอนดิน ผลการตรวจผลผลิตทางการเกษตร รวมไปถึงพิกัดเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ภาพถ่ายทางดาวเทียม รวมถึงภาพเคลื่อนไหวอธิบายเส้นทางการไหลของลำน้ำที่เกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ ภัทรพงษ์ เตรียมพัฒนาระบบต่อ เมื่อได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนขึ้น ได้แก่ ผลตรวจน้ำ-ตะกอนดินน้ำกระบุรี ผลการตรวจปลา และ ตัวเลขข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกแร่ในแต่ละด่านของประเทศไทย 


ภัทรพงษ์ ยังเปิดเผยว่า เว็บไซต์นี้ไม่ได้ใช้งบประมาณในการสร้างขึ้นมาแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากตนได้สร้างเว็บไซต์ติดตามระบบมลพิษทางน้ำข้ามแดนขึ้นมาเอง จากการรวบรวมข้อมูลจากการทำงานของอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน โดยตนได้จ่ายเพียงค่าโดเมนเว็บไซต์เพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น


เขายังกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลไม่ได้บูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำจากเหมืองในต่างประเทศออกมาอย่างเป็นระบบ ตนก็ยินดีที่จะจัดการข้อมูลที่มีทั้งหมดรวมไว้ในระบบเดียว เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าใจปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง ว่าต้นตอของปัญหานี้มาจากไหน เกิดความเสียหายต่อแหล่งน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างไรบ้าง และร่วมกันติดตามว่าปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนได้ขยายวงไปถึงไหนแล้ว


“ผมหวังว่า รัฐบาลจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ได้ เพื่อจะเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านให้แก้ไขปัญหาเพื่อประชาชนในพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด ไม่ใช่แค่ตรวจวัดมลพิษ แต่ต้องจัดการเหมืองแร่ที่เป็นต้นตอของปัญหาเลย”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #มลพิษทางน้ำ

ศาลฎีกาตรวจหลักฐานคดี 44 สส. “ก้าวไกล” ไต่สวนพยานปากสุดท้าย 18 พ.ค. 70 ก่อนนัดตัดสิน ทนายยันพยาน 60 ปากไม่ใช่การยื้อเวลาแน่นอน

 


ศาลฎีกาตรวจหลักฐานคดี 44 สส. “ก้าวไกล” ไต่สวนพยานปากสุดท้าย 18 พ.ค. 70 ก่อนนัดตัดสิน ทนายยันพยาน 60 ปากไม่ใช่การยื้อเวลาแน่นอน


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน นัดตรวจหลักฐานคดี คมจ.1/2569 ระหว่างคณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติผู้ร้อง กับ 44 สส.พรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงจากที่ทั้งหมดลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112


โดยในวันนี้ ผู้ร้องและทนายความผู้รับมอบอำนาจบางส่วนมาศาล มีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เดินทางเข้ามาในวันนี้ด้วย

 

ทั้งนี้ ศาลสอบคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วแล้ว คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงที่มีการเสนอพยานหลักฐานในเบื้องต้น เห็นควรกำหนดวันไต่สวนพยานผู้ร้องจำนวน 4 นัด 9 ปาก โดยนัดไต่สวนพยานปากแรกวันที่ 25 สิงหาคมนึ้ 


ส่วนพยานผู้คัดค้าน จำนวน 60 ปาก ประกอบด้วยประกอบด้วย ผู้คัดค้าน 25 ปาก นักวิชาการ 15 ปาก และผู้อยู่ในเหตุการณ์ 20 ปาก กำหนดไต่สวนพยาน 17 นัด เริ่มไต่สวนพยานนัดแรกวันที่ 3 พ.ย. 2569 และนัดสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 2570 ก่อนนัดฟังคำพิพากษาต่อไป


ศาลกำชับให้คู่ความทำบัญชีตารางพยานเพื่อให้ไต่สวนแต่ละนัด และกำหนดประเด็นให้ศาลทราบ พร้อมแนวคำถามมาก่อน เพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาตว่าจะให้ถามคำถามดังกล่าวหรือไม่


ต่อมานายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน ได้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทีมทนายความได้ยื่นบัญชีรายชื่อพยานไปมากกว่า 80 ปาก แต่ได้มีการปรับลดลงเนื่องจากมีความซ้ำซ้อนและตัดประเด็นออกตามที่ศาลพิจารณา ทำให้ล่าสุดศาลฎีกาอนุญาตให้ฝั่งผู้คัดค้านสืบพยานจำนวน 60 ปาก โดยศาลได้กำหนดกรอบเวลาให้ทางฝ่ายผู้คัดค้านนำเสนอตารางรายชื่อพยานและประเด็นการไต่สวนภายใน 30 วัน


สำหรับพยานทั้ง 60 ปาก สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มผู้คัดค้าน ตัวอดีต สส. ซึ่งคาดว่าบุคคลสำคัญอย่าง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อดีต สส.พรรคก้าวไกล หัวหน้าพรรคประชาชน จะเข้าเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง แต่จะต้องมีการหารือเพื่อยืนยันตารางเวลาที่ชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากทั้งสองท่านมีภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง


2. กลุ่มนักวิชาการ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อให้ความเห็นทางวิชาการที่ครอบคลุมมากกว่าประเด็นทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว และ 3. กลุ่มผู้รู้เห็นเหตุการณ์  เป็นผู้ที่รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ในสมัยดังกล่าว


เมื่อถามว่ารายชื่อพยานกลุ่มนักวิชาการ ว่าจะมีกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมายที่มีชื่อเสียง เช่น อดีตคณะนิติราษฎร์ มาร่วมเบิกความหรือไม่ นายนิธิระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทาบทามและประสานงาน จึงขอสงวนรายชื่อไว้ก่อน และจะมีการอัปเดตให้ทราบในภายหลัง เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือสลับคิวพยานตามความสะดวก


ประเด็นหลักที่ใช้ในการต่อสู้คดี นายนิธิ กล่าวว่า ประเด็นหลักของคดีนี้คือ การกระทำของฝ่ายผู้คัดค้าน 44 อดีตสส. ที่ไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรม


สำหรับไทม์ไลน์ในการพิจารณาคดีนั้น คาดว่ากระบวนการสืบพยานฝ่ายผู้คัดค้านจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือน พ.ค.ปีหน้า ซึ่งเมื่อถูกตั้งคำถามว่าระยะเวลาดังกล่าวถือว่านานเกินไปหรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า ด้วยจำนวนพยานและสภาพความซับซ้อนของคดี ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้เร็วหรือช้าจนเกินไป


นายนิธิ กล่าวอีกว่า การที่มีพยานจำนวนมาก ยืนยันว่าไม่ใช่การยื้อเวลาอย่างแน่นอน สังเกตได้ว่าศาลท่านก็อนุญาตตามที่เราร้องขอ เพราะศาลต้องการให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ทางเราเองก็ต้องการนำเสนอข้อเท็จจริง ความเห็น และพยานหลักฐานต่าง ๆ เข้าสู่สำนวนอย่างครบถ้วน ซึ่งต้องขอขอบคุณศาลที่เปิดโอกาสให้ได้นำเสนออย่างเต็มที่


นายนิธิ ยังกล่าวถึงลำดับการนำสืบพยานว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในวันนี้ว่าจะให้กลุ่มนักวิชาการหรือกลุ่มใดขึ้นเบิกความก่อน เนื่องจากต้องนำกลับไปหารือร่วมกับทีมฝ่ายผู้คัดค้านเพื่อจัดตารางความเหมาะสม โดยศาลเปิดกว้างให้สามารถบริหารจัดการและนำเสนอได้ตามความสะดวกของพยานแต่ละปาก


กรณีของ นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส.กทม. หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ได้มีทนายความมาร่วมรับฟังในวันนี้นั้น นายนิธิ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยกล่าวว่าไม่สามารถตอบแทนได้ และขอให้สื่อมวลชนสอบถามจากเจ้าตัวโดยตรง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #44สส #พรรคก้าวไกล #พรรคประชาชน

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

พีมูฟปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล จี้รัฐบาลหยุด “ปล้นสิทธิชุมชน” เร่งเดินหน้าโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน

 


พีมูฟปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล จี้รัฐบาลหยุด “ปล้นสิทธิชุมชน” เร่งเดินหน้าโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน

 

วันนี้ 3 สิงหาคม 2569 บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) มีการเคลื่อนขบวนเข้าปักหลักชุมนุม ยื่นหนังสือต่อรัฐบาล และติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลเคยรับปากไว้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการเจรจาโดยเร็ว ในสามข้อเรียกร้องหลักคือ มาตรการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน, การขยายอายุสถาบันบริหารจัดการที่ดิน (บจธ.) และการแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่ยังละเมิดสิทธิของประชาชนผู้พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ

 

ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เครือข่ายพีมูฟ จากทุกภูมิภาค ทยอยเดินทางมาปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ตำรวจนครบาลกว่า 3 กองร้อย เข้าดูแลพื้นที่ คงเตรียมพร้อมบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ และประกาศพื้นที่รัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาลเป็นเขตห้ามชุมนุม ส่งผลให้เครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าว และข้อกังวลต่อการใช้กฎหมายที่อาจกระทบต่อเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน

 

พชร คำชำนาญ จาก P-Move ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า การปักหลักชุมนุมในครั้งนี้ มีข้อเรียกร้องที่จะส่งถึงรัฐบาล 3 ข้อ ได้แก่

 

1. ให้มีการคุ้มครองพื้นที่ที่ยื่นขอโฉนดชุมชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553

 

เนื่องจากรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ทำให้พี่น้องที่อยู่ในพื้นที่โฉนดชุมชนถูกคุกคาม ถูกจับกุมดำเนินคดี และถูกบีบบังคับให้เข้าสู่การจัดการที่ดินของรัฐโดยไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต

 

2. ขอให้เดินหน้าสถาบันบริหารจัดการที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ.

 

เนื่องจากรัฐบาลมีแผนที่จะยุบ บจธ. ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เครือข่ายเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายที่สองที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้มีการกระจายและคุ้มครองที่ดินจะถูกยกเลิกไป จึงมีการเรียกร้องให้มีการขยายอายุ บจธ.

 

3. ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยเครือข่ายมีการเรียกร้องให้ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งแต่งคณะอนุกรรมการแก้ไข ปรับปรุง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

 

พชรกล่าวต่อว่า ในวันนี้ช่วงบ่ายจะมีการเจรจากับทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และวันพรุ่งนี้ (4 ส.ค. 2569)​ เวลา 10.00 น. จะมีการเจรจากับรัฐบาลโดยเป็นการเปิดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ P-Move ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรกในรัฐบาลนี้ ซึ่งมีเดิมพันสำคัญในสามเรื่องตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือ เรื่องโฉนดชุมชน, บจธ. และการแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์

 

สำหรับการชุมนุมปักหลักในครั้งนี้ พชรระบุว่าจะมีการปักหลักอยู่อย่างน้อยจนกว่าจะมีการประชุม ครม.นัดพิเศษ ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ถ้าผลการเจรจาไปได้ด้วยดีก็จะให้มีการนำเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อให้รับรองผลการเจรจาด้วย แต่ถ้าหากไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ก็พร้อมจะปักหลักการชุมนุมยาว

 

เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. เครือข่ายพีมูฟมีการยื่นหนังสือและติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลเคยรับปากไว้ โดยยื่นข้อเรียกร้องต่อ 4 หน่วยงานสำคัญ ดังนี้

 

1. ยื่นหนังสือถึง นายทรงศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเพิ่มวาระการพิจารณาปัญหาของพีมูฟ และกำหนดนัดหมายเปิดการเจรจาก่อนการประชุมในวันพรุ่งนี้

2. ยื่นหนังสือถึง เลขาธิการ กพร. เพื่อเร่งกำหนดวันเจรจาและหาข้อยุติกรณีการยุบธนาคารที่ดิน ซึ่งเครือข่ายมองว่าเป็นประเด็นสำคัญที่กระทบต่อสิทธิการเข้าถึงที่ดินของประชาชน

3. ยื่นหนังสือถึง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์การประกาศพื้นที่ห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล โดยเห็นว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน

4. ยื่นหนังสือถึง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามผลการประสานงานกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในการเปิดวงเจรจากับเครือข่าย พร้อมกำหนดเส้นตายให้รัฐบาลแจ้งความคืบหน้าอย่างชัดเจนในเวลา 10.00 น.

 

สำหรับหนังสือมีเนื้อหาระบุว่า “แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ฉบับที่ 1

 

เรื่อง รัฐบาลต้องหยุดปล้นสิทธิชุมชน เร่งเดินหน้าโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน

 

ทันทีที่อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลเป็นสมัยที่ 2 รัฐบาลได้กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อพี่น้องประชาชนคนทุกข์ยากและเกษตรกรไร้ที่ดินนับล้านคน ด้วยการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และประกาศจะยกเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ภายในเดือนกันยายน 2569

 

นั่นคือการทำลายความหวังของประชาชนคนยากคนจนที่จะได้เข้าถึงที่ดินอันเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและปัจจัยการผลิต ทำลาย “สิทธิชุมชน” ที่ได้รับการสถาปนาไว้อย่างมั่นคงในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ปี 2540 อีกทั้งยังเป็นการลบประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยาวนานหลายทศวรรษที่ควรถูกจารึกไว้ให้ลูกหลานได้ระลึกถึง และยังเหยียบย่ำลงไปบนดวงวิญญาณของพี่น้องหลายชีวิตที่ยอมสละลมหายใจเพื่อปกป้องผืนดินผืนสุดท้ายของเขาไว้ให้ลูกหลาน

 

กว่าจะมีโฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน และสิทธิชุมชน ไม่เคยมีรัฐบาลไหนหรือเทวดาหน้าไหนมาประทานให้ พวกเราต่างต่อสู้ด้วยแรงกาย แรงใจ เลือดเนื้อ และชีวิตกว่าจะได้มา ฉะนั้นการเดินหน้ายกเลิกโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินนั้นจึงเป็นการประกาศศึกกับประชาชน และในวันนี้รัฐบาลต้องมีคำชี้แจงกับเราว่าจะให้เราอยู่กันอย่างไร เหตุใดจึงยกเลิกโดยไม่ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน และผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วท่านจะรับผิดชอบเยียวยาเราอย่างไร

 

วันนี้พีมูฟขอประกาศปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างไม่มีกำหนด เพื่อเรียกร้องฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, ปกรณ์ นิลประพันธ์ นายกรัฐมนตรี และสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงต่อเราและต่อสาธารณะ รวมถึงเดินหน้าข้อเรียกร้องหลักของเรา 3 ข้อ ได้แก่

 

1. กำหนดแนวทางและมาตรการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน โดยมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับอย่างเป็นรูปธรรม

2. ขยายอายุสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) จนกว่าจะมีการจัดตั้งธนาคารที่ดินและดำเนินการกระจายการถือครองที่ดินแล้วเสร็จ

3. เร่งรัดการลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยเร่งด่วน เพื่อแก้ไขกฎหมายที่ยังละเมิดสิทธิของประชาชนผู้พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ

 

แม้รัฐบาลจะกำหนดวันประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมแล้ว คือวันพรุ่งนี้ (4 สิงหาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ อาคาร ก.พ.ร. แต่เราเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการเจรจากับเราก่อนในวันนี้ โดยต้องมีความคืบหน้าภายใน 12.00 น. ในเมื่อกล้ายุบและทุบทำลายความหวังสิทธิชุมชน ก็ต้องกล้าเผชิญหน้าและชี้แจงต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา และกล้ารับผิดชอบในความคิดอับคับแคบ รวมถึงการขาดความรู้และสติสัมปชัญญะในการค้นคว้าหาข้อมูลและคิดให้รอบคอบก่อนจะสร้างผลกระทบกับประชาชน

 

หากยังไม่มีสัญญาณจากทำเนียบรัฐบาล เราจะยกระดับการชุมนุมภายในวันนี้ และพร้อมจะปักหลักชุมนุมอย่างไม่มีกำหนด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อการปกป้องหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เพื่อปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของเกษตรกรทุกคนและชุมชนทุกชุมชนทั่วประเทศ”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #pmove #รัฐบาลหยุด #ปล้นสิทธิชุมชน #โฉนดชุมชน #ธนาคารที่ดิน