วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ธีรศักดิ์ จี้รัฐบาลทบทวน ดัน 2 ร่างกฎหมายครูกลับเข้าสภา ล้างมรดก ม.44 ของ คสช

 


ธีรศักดิ์ จี้รัฐบาลทบทวน ดัน 2 ร่างกฎหมายครูกลับเข้าสภา ล้างมรดก ม.44 ของ คสช.


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.ของพรรคประชาชน ได้แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา โดยขอให้รัฐบาลยืนยันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครูกลับเข้าสู่สภาอีกครั้ง


ธีรศักดิ์กล่าวว่า วันนี้พวกตนมาแถลงข่าวเพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีได้ยืนยันกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา เกี่ยวข้องกับครู เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพ กลับเข้าสู่สภา โดยนับตั้งแต่ที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการศึกษา ปี พ.ศ. 2542 มา ก็มี พ.ร.บ. อื่น ๆ ตามจาก พ.ร.บ. ดังกล่าวอีกมาก ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราแทบจะไม่มีกฎหมายทางการศึกษาใด ๆ ที่เกี่ยวกับครูผ่านไปได้เลย เรียกได้ว่าวาระทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับครูและนักเรียนแทบจะไม่มีผ่านสภาแห่งนี้


ธีรศักดิ์กล่าวต่อว่า แต่ตนดีใจเมื่อสภาชุดที่ผ่านมานำวาระทางการศึกษาคือร่าง พ.ร.บ. สองร่างเข้ามาสู่สภาได้นั่นคือ ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยร่างที่ถูกใช้เป็นร่างหลักคือของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลคนปัจจุบัน ซึ่งเราก็ได้เห็นว่าเนื้อหาสาระเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงสนับสนุนเต็มที่และได้ผลักดันผ่านกระบวนการของสภาไป จนกระทั่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสร็จสิ้นแล้วทั้งสองฉบับ ฉบับหนึ่งดันไปสู่วุฒิสภาแล้ว ในส่วนของ พ.ร.บ. สภาครู ได้ผลักดันเข้าไปให้ถึงวาระที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อ แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจว่าเหตุการณ์จบอยู่แค่นั้น เกิดการยุบสภาไปก่อน เมื่อตั้งสภาขึ้นมาใหม่ กฎหมายก็ระบุว่าจำเป็นที่จะต้องให้ ครม. ยืนยันกฎหมายที่ถูกค้างไว้ในสภา เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง


แต่ที่ผ่านมาตนและทีมการศึกษาของพรรคประชาชนได้ติดตามว่า ครม. จะนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องครูเข้ามาในสภาหรือไม่ ก็ได้พบว่าเอกสารที่พอจะเชื่อถือได้ว่า จะมีกฎหมายอยู่ 31 ฉบับที่ ครม. จะนำกลับเข้ามาพิจารณา ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่พบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครูทั้งสองฉบับที่กล่าวข้างต้น หากถามว่ากฎหมายสองฉบับดังกล่าวสำคัญอย่างไร กฎหมายทั้งสองฉบับจะเป็นการล้างมรดกของ คสช. ที่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 นำตัวแทนของครูออกจากบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสำคัญในกระทรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดของคณะกรรมการคุรุสภา บอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องของการบรรจุ การจัดสรรอัตรากำลัง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การรับรองวุฒิต่าง ๆ ซึ่งสำคัญมาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าตลอด 10 ปีแล้ว เราไม่มีตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพ ตัวแทนของผู้บริหารสถานศึกษา ตัวแทนของผู้บริหารในเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ เข้านั่งอยู่ในคณะเหล่านี้เลย


ธีรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า วันนี้ตนจึงขอมาเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีได้โปรดทบทวนอีกครั้ง ซึ่งตนก็ยังมีความหวังอีกครั้งว่าหลังประชุม ครม. ในวันอังคารหน้า อันจะตรงกับวันที่ 12 พฤษภาคม ที่จะส่งหนังสือยืนยันมาว่าจะส่ง พ.ร.บ. อะไรกลับเข้าสู่สภาบ้าง ซึ่งก็ขอให้ท่านได้พิจารณา 2 พ.ร.บ. ดังกล่าวด้วย โดยให้เห็นถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมของพี่น้องครู อย่าใช้แต่ผู้บริหารจากข้าราชการส่วนกลางซึ่งมีอำนาจมากอยู่แล้ว ในการดำเนินกิจการทางการศึกษา โดยละทิ้งการมีส่วนร่วมของครู


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




ปชน. เตรียมยื่นศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อัดแพ็กเกจเยียวยามัดรวมเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ไม่มีรายละเอียดโครงการ สะท้อนจงใจสอดไส้เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน

 


ปชน. เตรียมยื่นศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อัดแพ็กเกจเยียวยามัดรวมเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ไม่มีรายละเอียดโครงการ สะท้อนจงใจสอดไส้เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท


โดยในส่วนของณัฐพงษ์ ระบุว่าหลังจากการหารืออย่างรอบคอบ พรรคประชาชนเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการสอดไส้การตีเช็คเปล่ากู้เงิน 2 แสนล้านบาท ในเรื่องการผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพราะการออก พ.ร.ก. ในครั้งนี้มีสองแผนที่มัดรวมกันมาเป็นชุดเดียว และต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาหลายปี นอกจากนี้สิ่งที่ยังไม่มีใครเห็นคือรายละเอียดไส้ในว่า 2 แสนล้านบาทที่รัฐบาลใช้อำนาจในการออกเป็น พ.ร.ก. เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่าต้องเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร


พรรคประชาชนจึงพร้อมที่จะใช้อำนาจที่มีในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ในการเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในลำดับถัดไป และยินดีที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านมาลงชื่อด้วยกัน ซึ่งตามกระบวนการพรรคประชาชนได้มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด คือต้องระมัดระวังไม่ให้การใช้สิทธิเสนอความเห็นตามช่องทางนี้ เป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจของตนเอง เพราะฉะนั้น ในส่วนของคำร้องพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการร่างเอง


ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ วงเงินที่เป็นการเยียวยาประชาชนก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะเป็นการเยียวยาแบบสุ่มและไม่ได้พุ่งเป้าอย่างที่รัฐบาลพยายามสื่อสารก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามอำนาจในการตรา พ.ร.ก. ก็เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในกรณีที่มีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในส่วนที่พรรคประชาชนกังวลใจต่อการใช้อำนาจครั้งนี้คือความลุแก่อำนาจ ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ก็คือการกู้ 2 แสนล้านบาทที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน


ในส่วนของศิริกัญญา ระบุว่าสิ่งที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตอบตนมาในการตั้งกระทู้ถามสดเมื่อเช้า ว่าเป็นเพราะคนเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจึงต้องจ่าย 30 ล้านคน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ควรที่จะจ่ายแบบถ้วนหน้าไปเลย แต่กลายเป็นว่าในทางหนึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าอยากให้เป็นการเยียวยาแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง แต่ในรายละเอียดของการเยียวยากลับกลายเป็นการเยียวยาแบบเกือบถ้วนหน้า 


ซึ่งถ้าจะถ้วนหน้าจริงก็ควรต้องแตะไปที่ 50 ล้านคนขึ้นไป ไม่รวมผู้ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์และอื่นๆ แต่รอบนี้ก็เมื่อรวมทั้งคนละครึ่งและการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ได้รับผลประโยชน์อยู่ที่ราว 44 ล้านคน แสดงว่าจะมีคนส่วนหนึ่งที่ตกหล่นแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ พรรคประชาชนไม่ติดถ้าจะต้องมีการเยียวยาประชาชน แต่ควรจะเลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้ารัฐบาลอ้างว่าทุกคนเดือดร้อนก็ควรจะแจกแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ต้องพูดเรื่องการอยากพุ่งเป้า ถ้าอยากพุ่งเป้ารัฐบาลก็ต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงต้องตกหล่นหรือคนที่ไม่ได้เดือดร้อนกลับได้รับแทน


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าส่วนเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รัฐมนตรีก็ได้ออกมายอมรับเองแล้วว่ายังไม่มีโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องเข้ามาและผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกที รวมถึงยังยอมรับอีกด้วยว่าการเยียวยาจะเป็นการกู้ปีนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด


อย่างไรก็ตามส่วนที่พรรคประชาชนจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ คือการขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ 


ศิริกัญญายังกล่าวอีกว่าพรรคประชาชนพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องวินัยการเงินกลางคลังไม่ได้มีแค่เรื่องของเพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องของการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีเพียงคำตอบเดียวตามโพย อ้างว่าวินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุเพดาน ซึ่งตนไม่ได้ถามในส่วนนั้น ก็อาจช่วยปลอบใจรัฐบาลไปได้ว่าทุกอย่างยังคงดีอยู่ แต่ทุกคนที่เป็นวิญญูชนย่อมทราบดีว่าวินัยการเงินการคลังได้ถูกทำลายไปแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ปชน.จี้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. ดึงร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสภา

 


ปชน.จี้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. ดึงร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสภา


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ และ นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน ได้แถลงที่อาคารรัฐสภา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาต่อการนำร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR)


กมนทรรศน์กล่าวว่า วันนี้ตนขอยืนยันว่าประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมาย PRTR และรัฐบาลเองจะต้องให้ความสำคัญกับสิทธิของพี่น้องประชาชนมากกว่านี้ ต้องเลิกปิดหูปิดตาประชาชน และเลิกแอบวางระเบิดมลพิษไว้ที่ข้างบ้านของประชาชน เหมือนที่เคยทำตลอดหลายปีที่ผ่านมา


กมนทรรศน์กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยถูกหมักหมมมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งยิ่งนานวันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกที แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่ดูเหมือนว่าจะจัดการในเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แต่กฎหมายเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่การจัดการที่ปลายเหตุ และตัวบทกฎหมายเองก็ยังไม่เท่าทันบริบทของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางโรงงานอันตราย ท่ามกลางสารเคมีอันตราย ขยะอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย แผ่นดินที่ปนเปื้อน และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยที่ประชาชนไม่เคยได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้ปล่อยมลพิษ พวกเขาปล่อยมลพิษออกมามากน้อยแค่ไหน ปล่อยออกมาแล้วใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ประชาชนจะต้องเจ็บป่วยโดยที่รู้ต้นตอไม่ได้ ชุมชนได้รับผลกระทบแต่เข้าถึงข้อมูลไม่ได้ และหลายครั้งเมื่อเกิดวิกฤต คนที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน


ตนขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน และนี่คือเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กฎหมายดังกล่าวจะทำให้ผู้ที่ก่อมลพิษไม่สามารถซ่อนข้อมูลได้อีกต่อไป ปล่อยสารเคมีอะไรออกมาก็ต้องรายงาน ขนย้ายของเสียออกไปที่ไหนก็ต้องตรวจสอบดูแลได้ มีการรับผิดชอบ รัฐบาลไม่ควรจะนิ่งเฉยหรือละเลยความสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ในสมัยที่แล้วพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่น่าเสียดายว่ามติ ครม. ในวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่มีการหยิบร่างดังกล่าวกลับเข้ามาในสภา และที่สำคัญในวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ Net Zero ประเทศไทยอยากที่จะก้าวเข้าสู่กลุ่มสมาชิก OECD ตามคำแถลงของนายกรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา คำแถลงนโยบายถือว่าเป็นสัญญาที่ให้กับประชาชน รัฐบาลจึงไม่ควรปฏิเสธกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OECD ก็ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ และพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น


จากที่กล่าวมาทั้งหมด ตนขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีกลับไปพิจารณาให้ร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาภายในวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่จะมีมติให้เข้าสภาก่อนวันที่ 14 พฤษภาคม กฎหมายดังกล่าวเกิดจากการเข้าชื่อของประชาชน 12,000 รายชื่อ การละเลยดังกล่าวถือเป็นการทำร้ายเจตจำนงและไม่ฟังเสียงความต้องการของประชาชน อย่าให้การเดินทางของกฎหมายที่ประชาชนได้ร่วมกันต่อสู้กันมาหลาย 10 ปีถูกทำลายลง ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้าจะมีข่าวดีให้กับประชาชน คือการรับร่างดังกล่าวให้สภากลับมาพิจารณาต่อ เพื่อเป็นความหวังในการคืนสิทธิการรับรู้ของประชาชน คืนสิทธิการอยู่อาศัยในที่ที่ปลอดภัย คืนสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป


ด้านรอมฎอนกล่าวว่า 3 ปีที่แล้วมีเหตุการณ์โกดังพลุระเบิดที่ตลาดมูโนะ จ.นราธิวาส โดยเหตุการณ์ในทำนองดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วประเทศซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่จริงเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ การเข้าถึงข้อมูลมลพิษและวัตถุอันตรายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ตนในฐานะตัวแทนของประชาชน อยากให้รัฐบาลนำร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภา


นฤมาศกล่าวว่า ในเขต 6 จังหวัดชลบุรี มีนิคมอุตสาหกรรม มีท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีการขนส่งสินค้าทางสารเคมีต่าง ๆ และในพื้นที่ของตน ชุมชนกับพื้นที่อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกัน การสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวจึงสำคัญต่อพี่น้องประชาชนในเขตของตนและพี่น้องทั่วประเทศไทย เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าคุณภาพชีวิตของลูกหลานเรา และทราบว่ามีสารเคมีอะไรอยู่ใกล้กับบ้านเรือนของเราบ้าง ตอนนี้ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่ควบคุมปัญหาดังกล่าว ไม่มีการชี้แจงว่าสารพิษนั้นมีอะไรบ้าง มีจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรจะรับรู้ และเมื่อเกิดเหตุจะได้จัดการกับต้นเหตุอย่างทันท่วงที เพราะสารเคมีแต่ละชนิดมีวิธีการจัดการแตกต่างกัน จึงขอเรียกร้องให้กฎหมายดังกล่าวเข้าสู่ ครม. ในสัปดาห์หน้า เพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน และให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับรู้ว่าใกล้ตัวของเขาต้องดูแลสุขภาพอย่างไร แล้วรัฐบาลต้องดูแลอย่างไร อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องของการขอความร่วมมือ แต่จำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้มงวด เพื่อคุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกคน


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน








“เท้ง ณัฐพงษ์” ยก 3 วาระประชาชนที่นายกฯ อนุทินควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี

 


“เท้ง ณัฐพงษ์” ยก 3 วาระประชาชนที่นายกฯ อนุทินควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 


3 วาระประชาชน ที่นายกฯ อนุทินต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน


ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2569 ผมอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน 


โดยในวันนี้เราเผชิญปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งโจทย์สำคัญของผู้นำไทยในเวลานี้ต้องพลิกบทบาทในระดับนานาชาติให้ได้ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าตัดสินใจถือบทบาทนำ 


ผมจึงขอเสนอ 3 วาระที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นั่นคือ ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา วิกฤตด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม


ประเด็นแรก การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่ ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU44 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา และนายกฯ อนุทินอาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้


ประเด็นต่อมา ด้านวิกฤตพลังงาน ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของสถานการณ์โลก 


ในเวลาที่ท้าทายแบบนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องจับมือกันผ่านการผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทผู้นำในการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกภูมิภาค 


การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมต่อการเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้านี้ให้ประสบความสำเร็จ


ประเด็นสุดท้าย ด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) มานานกว่า 20 ปี แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ดีขึ้นจากเดิม จนทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่นพิษประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เราอยู่ในสถานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” และ “ผู้ก่อมลพิษ” ในเวลาเดียวกัน


ผมจึงเสนอให้นายกฯ อนุทินใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น “ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน” โดยการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) และยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานระดับอาเซียน เพื่อสามารถแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับการออกมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรมีที่มาจากการเผา​ กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน​ จัดการสินค้าที่มาจากการเผาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อตัดปัญหาการรับซื้อจากบริษัทนำเข้าแล้วมาอ้างว่ารับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ


ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก - สาย - รวก และโขง รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการผ่านเวทีอาเซียน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน โดยนอกเหนือจากการอาศัยกรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว ควรเร่งเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึง United Nations Development Programme เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา อันจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์มลพิษ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ


ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การมีมาตรการที่จริงจังต่อการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ซึ่งมีไทย เมียนมา จีน เป็นสมาชิกครบถ้วน เป็นกลไกสำคัญ นอกจากนี้ ควรขยายระดับการเจรจากับจีนจากความร่วมมือแบบทวิภาคีไทย - จีน ไปสู่กรอบอาเซียน - จีน ผ่านกลไกของ China-ASEAN Environmental Cooperation Center เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและประสิทธิภาพของการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค 


ทั้ง 3 วาระนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราขาดกลไกหรือขาดองค์ความรู้ในการจัดการปัญหา แต่สิ่งที่ขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ผมหวังว่านายกฯ อนุทินจะใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสกอบกู้บทบาทนำของประเทศไทย พิสูจน์ว่าอาเซียนที่มีประเทศไทยถือธงนำ จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้มองอาเซียนเป็นที่พึ่งที่หวังอีกครั้ง นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว นั่นคือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและผู้คนทั้งอาเซียน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ พรรคประชาชน

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู” ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ

 


“ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู” ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ 


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด โดย ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายถึงหลักการและเหตุผลสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเรือนจำไทย


ศศินันท์ระบุว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พบว่าถึงแม้จะมีการศึกษาเรื่องนี้มาหลายสมัย แต่ปัญหานักโทษล้นเรือนจำยังคงวิกฤต โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังจริงกว่า 300,000 คน ขณะที่ความจุรองรับได้เพียง 200,000 คน อีกทั้งเรือนจำหลายแห่งมีอายุกว่า 100 ปีโดยขาดการปรับปรุง ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับสากล สิ่งที่ตนเสนอจึงไม่ใช่การศึกษาซ้ำรอยเดิม แต่เป็นการมองในมิติ “เชิงคุณภาพ” ทั้งระบบการรักษาพยาบาลและกระบวนการคืนคนสู่สังคม


ศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า สิทธิในสุขภาพคือสิทธิพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติระบบส่งต่อผู้ป่วยในเรือนจำยังเป็น “คอขวด” จนนำมาซึ่งความสูญเสีย เช่นกรณีของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่เสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเรือนจำไม่มีแพทย์เวรดึกและมีปัญหาเรื่องการจัดการกุญแจห้องขังในยามฉุกเฉิน รวมถึงกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน ที่ป่วยหนักแต่กลับได้รับการปฏิบัติไม่เหมือนนักโทษการเมืองคนอื่นที่สามารถออกไปรักษานอกเรือนจำได้ ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องเร่งหาทางแก้ไข


นอกจากนี้ ศศินันท์ยังเน้นย้ำถึงปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 33.87% โดยมองว่าเป้าหมายของเรือนจำต้องเปลี่ยนจาก “จองจำ” เป็น “ฟื้นฟู” ปัจจุบันวิธีคิดของกรมราชทัณฑ์ยังเน้นเพียงการฝึกระเบียบวินัย หรือโครงการคืนคนดีสู่สังคมที่ขาดการเชื่อมโยงกับโลกความจริง เช่น การทำโคกหนองนาซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินรองรับ หรือการฝึกสมาธิและเรียนบาลี ในขณะที่ต่างประเทศใช้การทำ MOU กับสภาอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการฝึกอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการจริง


ศศินันท์กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สภาวะที่เด็กเกิดต่ำและแรงงานลดลง รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงโทษให้เข็ดหลาบหรือการตัดสิทธิพลเมือง มาเป็นการทำให้รัฐแบกรับภาระน้อยที่สุดผ่านมาตรการขังนอกเรือนจำ การให้สิทธิประกันตัว และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนเพื่อรับผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยต้องเปลี่ยน “ห้องขังเป็นโอกาส” ผ่านการฝึกงานในเรือนจำ การเรียนออนไลน์ หรือการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการศึกษาและจัดสอบได้ตามสิทธิ


ศศินันท์กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ได้ผูกพันแค่กระทรวงยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ถ้าทำงานอย่างเป็นระบบ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่ไม่ใช่เป็นเพียงการคุมขัง แต่เป็นการสร้างคนมากขึ้น เราสามารถคืน “คนปกติ” ไม่ใช่แค่คนดีอย่างเดียว กลับสู่สังคมไทยได้อย่างสง่างามและปลอดภัยสำหรับทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘จุลพันธ์’ ย้ำกระทรวงแรงงานพร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมผลักดันร่าง กม.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เข้าสภา


‘จุลพันธ์’ ย้ำกระทรวงแรงงานพร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมผลักดันร่าง กม.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เข้าสภา 


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับหนังสือเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่ค้างอยู่ในสภามาพิจารณา จากนายเซีย จำปาทอง สส. พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย 


โดยนายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ ไม่ได้รับการยืนยันจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งทำให้กระบวนการต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ซึ่งกระทรวงแรงงานถือเป็นหนึ่งใน ครม. มีความจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นที่มีความแตกต่างจากหลายกระทรวง


อย่างไรก็ตาม นายจุลพันธ์ ย้ำจุดยืนว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตนเห็นด้วยในเชิงหลักการ ไม่มีความขัดข้องต่อร่างกฎหมายดังกล่าว และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องแรงงานในหลายมิติ


ทั้งนี้ ในกรณีเรื่องการปรับลดชั่วโมงการทำงานจากร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. จรัส คุ้มไข่น้ำ ที่มีการเสนอให้ปรับลดชั่วโมงการทำงานให้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นายจุลพันธ์ย้ำว่า หลักการในปัจจุบันเป็นไปตาม ILO standard คือ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมชี้ว่า การปรับลดชั่วโมงการทำงานช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตพลังงาน อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน ซึ่งนั่นก็คือผลกระทบที่จะไปสู่พี่น้องแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานลูกจ้างรายวัน นอกจากนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทเฉพาะกาลที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะส่งผลให้การปรับค่าจ้างของแรงงานไม่ทัน ทำให้รายได้ลด และอาจจะกระทบต่อระบบการจ้างงานทั้งระบบ จุดนี้ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ


ส่วนในกรณีการให้สิทธิวันลาเพิ่มเติม วันลาช่วงปวดประจำเดือน และการจัดสถานที่ให้นมบุตร จากร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. วรรณวิภา ไม้สน นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า เป็นสิ่งที่เป็นผลดีต่อแรงงาน และพร้อมเปิดพื้นที่ในการตั้งคณะทำงานเพื่อให้มีการพูดคุยกัน และยกร่างเป็นกฎหมายร่วมกัน เพื่อให้ทางกระทรวงแรงงานจัดทำร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว ส่วนกรณีการจัดสถานที่ให้นมบุตร อาจจะออกเป็นกฎกระทรวงได้ โดยดูตามความเหมาะสมกับศักยภาพของสถานประกอบการ และขนาดของสถานประกอบการ


“ผมเชื่อว่าในการแก้ไขกฎหมายในครั้งถัดไป เราจะได้ตัวกฎหมายที่ตอบโจทย์ทั้งตัวพี่น้องแรงงาน และมิติอื่น ๆ ได้อย่างรอบด้าน ซึ่งในเรื่องนี้ทางกระทรวงแรงงานพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ สส. ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน หรือพรรคอื่น ๆ รวมทั้งภาคประชาชนด้วย เพื่อให้ตัวกฎหมายที่ออกมานั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องแรงงานให้ได้มากที่สุด” นายจุลพันธ์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน
 

ครม.เงา พรรคประชาชนจี้รัฐช่วยขนส่ง-ประมง แบกต้นทุนพลังงานสูงสุดแต่โดนทิ้ง


ครม.เงา พรรคประชาชนจี้รัฐช่วยขนส่ง-ประมง แบกต้นทุนพลังงานสูงสุดแต่โดนทิ้ง


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 1 พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งและประมง ซึ่งเป็นภาคการผลิตต้นน้ำแบกรับต้นทุนพลังงานสูงที่สุดในประเทศ แต่กลับเป็นกลุ่มที่มาตรการรัฐเอื้อมไปไม่ถึงและถูกทอดทิ้งมากที่สุด


[ ภาคขนส่งจี้รัฐหนุนพลังงานสะอาด-ช่วยไรเดอร์ให้เท่าเทียม ]


ศิริชัย ศรีเจริญศิลป์ ตัวแทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยกล่าวว่า รัฐบาลเยียวยามา 6,000 บาท เมื่อเฉลี่ยจากวันที่ 22 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม 2569 จะตกอยู่ที่วันละ 140 บาท ซึ่งความเสียหายของพวกตนมีมากกว่านั้นและพวกตนอยากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในเรื่องของพลังงานสะอาดไฟฟ้ากับภาคขนส่ง โดยฝากทางฝ่ายค้านในการผลักดันต่อไป


พรเทพ ชัชวาลอมรกุล นายกสมาคมไรเดอร์ไทย กล่าวว่ารัฐบาลกำลังใช้แนวทางการช่วยเหลือแบบ 2 มาตรฐาน โดยไรเดอร์ขนส่งได้รับการช่วยเหลือ ได้รับเงินเยียวยา 870 บาท แต่ไรเดอร์ส่งอาหารไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งอยากให้มีการช่วยเหลือในส่วนนี้ด้วย


ณัฐพงษ์ กล่าวว่ามาตรการที่รัฐบาลได้ออกมาเยียวยานั้น อาจมีความล่าช้าและยุ่งยากเกินไป เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการงานหายเงินหาย กว่าจะทำได้ครบตามเงื่อนไขของภาครัฐ ก็อาจสายเกินแก้ไปแล้ว จึงขอเสนอให้มีการปรับปรุงมาตรการเยียวยาให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น


[ ประมงพาณิชย์เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ]


วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมประมงแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบที่ชาวประมงได้รับ 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือเรื่องของต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมัน โดยรวมแล้วส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30


ประเด็นที่สอง คือต้นทุนราคาสัตว์น้ำ เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ก็ควรที่จะขายสัตว์น้ำในราคาที่ดีขึ้น แต่กลายเป็นว่า สินค้าประมงเป็นสินค้าเกษตร จึงไม่สามารถตั้งราคาขายเองและไม่สามารถต่อรองได้ โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีการประกาศให้สินค้าในกลุ่มดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นเพื่อชดเชยเลย ซึ่งสินค้าประมงบางส่วนก็ราคาลดลงไปอีก เนื่องจากมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งที่จริงแล้วต้นทุนของสัตว์น้ำในต่างประเทศก็สูงเช่นเดียวกัน แต่ในประเทศดังกล่าวไม่ได้มีกติกากำหนด และประเทศไทยเองก็มีการนำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศที่ได้ใบแดงจาก IUU ด้วย


และประเด็นที่ 3 คือ เมื่อน้ำมันราคาเพิ่มขึ้น ก็ต้องใช้เงินมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง


ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาเฉพาะหน้าของกลุ่มประมงคือราคาน้ำมัน หนี้ และราคาสัตว์น้ำ ในส่วนของราคาน้ำมัน จากการประชุมก็พบว่าทั้งน้ำมันเขียว B20 เองราคาถูก แต่หาเติมยากมาก โดยเฉพาะประมงพื้นบ้านที่ไม่สามารถจะไปรวมกลุ่มกันเพื่อซื้อน้ำมันดังกล่าวได้ เนื่องจากจะติดข้อกฎหมาย ในส่วนของภาระหนี้สิน รัฐบาลควรมีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการประมงที่มีภาระหนี้สินเยอะ เนื่องจากไม่ได้มีการออกเรือ และในส่วนของราคาสัตว์น้ำที่มีปัญหาการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งที่บางประเทศเหล่านั้นได้ใบแดงด้วยซ้ำ เรื่องนี้ไม่เป็นธรรมกับทางฝั่งผู้ประกอบการไทย จึงเป็นข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าที่ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไข


สำหรับระยะยาว กลุ่มชาวประมงเองก็พร้อมที่จะเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด อย่างประมงพื้นบ้านได้ให้ข้อเสนอที่จะเปลี่ยนจากเรือประมงสันดาปไปเป็นเรือประมงพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นวันนี้ทุกคนพร้อมที่จะเปิดรับและปรับตัว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา