วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิทำทางยื่น สปสช. ทวงถาม “ทำแท้งสิทธิประกันสังคม” หลังประกาศกว่า 1 ปี ผู้ประกันตนยังเข้าถึงบริการยาก

 


มูลนิธิทำทางยื่น สปสช. ทวงถาม “ทำแท้งสิทธิประกันสังคม” หลังประกาศกว่า 1 ปี ผู้ประกันตนยังเข้าถึงบริการยาก


วันนี้ 6 มีนาคม 2569 หลังจากช่วงเวลา 09.00–13.00 น. มูลนิธิทำทาง พร้อมเครือข่ายภาคประชาสังคม อาทิ กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง, เครือข่ายท้องไม่พร้อม, สมาคมเพศวิถีศึกษา, แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ และสมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA โดยมีเป้าหมายผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงบริการ ‘ยุติการตั้งครรภ์ตามสิทธิ’ ได้จริง ได้จัดกิจกรรมทวงถามความคืบหน้า “ทำแท้งสิทธิประกันสังคม” โดยเข้ายื่นหนังสือต่อ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานประกันสังคม เนื่องในวันสตรีสากลที่จะถึงในวันที่ 8 มี.ค. 2569


สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผ่านมากว่า 1 ปี ที่สำนักงานประกันสังคมประกาศให้ “การยุติการตั้งครรภ์เป็นสิทธิการรักษา เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยทั่วไป” และประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษา อย่างไรก็ตาม เครือข่ายระบุว่ายังพบว่าผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้จริง


โดย ในเวลา 09.00 น. ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิทำทางได้เข้ายื่นหนังสือและร่วมพูดคุยหารือแนวทางส่งต่อบริการยุติการตั้งครรภ์ตามสิทธิประกันสังคม ที่ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจ โดยมีตัวแทนจากกรมอนามัย ร่วมพูดคุย นำโดย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย, ดร.นพ.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ และ พญ.ทิพา ไกรลาศ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ


ต่อมาในเวลา 11.00 น. เครือข่ายเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงานประกันสังคม โดยมี ผศ.ดร.นครินทร์ ปิ่นปฐม ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือ ขณะเดียวกันมีการปราศรัยบริเวณด้านหน้าอาคาร โดยผู้ร่วมกิจกรรมผลัดเปลี่ยนกันขึ้นพูด พร้อมถือป้ายเรียกร้องสิทธิทำแท้งและสิทธิสตรี รวมถึงแปะป้ายทวงถามความคืบหน้าการบังคับใช้สิทธิยุติการตั้งครรภ์ภายใต้ประกันสังคมบริเวณด้านหน้าอาคารด้วย


และสุดท้าย ในช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. มีการยื่นหนังสือและเข้าร่วมหารือที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 


โดยมูลนิธิทำทางระบุว่า บริการยุติการตั้งครรภ์ต้องถือเป็น "บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน" โดยสำนักงานประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ต่างมีบทบาทมีสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเที่ยมสำหรับทุกคน พร้อมมีข้อเรียกร้องให้ทั้งสามหน่วยงานร่วมมือในการบริการเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด


ทั้งนี้ มูลนิธิทำทางและเครือข่ายระบุว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้เป็นการติดตามและสะท้อนปัญหาการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวเป็นครั้งที่ 4 แล้ว หลังจากในปี 2568 เคยเข้าพบและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว 3 ครั้ง เพื่อสะท้อนสถานการณ์การเข้าถึงสิทธิยุติการตั้งครรภ์ของผู้ประกันตน แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังคงพบปัญหาว่าผู้ประกันตนจำนวนมากยังไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้จริง 


ตัวแทนเจ้าหน้าที่รณรงค์เชิงนโยบาย ของมูลนิธิทำทาง ได้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวด้วยว่า “วันนี้เราใช้โอกาสเนื่องในวันสตรีสากลมายื่นข้อเรียกร้องกับ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นการคุมกำเนิดการยุติการตั้งครรภ์ หน่วยแรกที่ไปก็คือกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อคุยเรื่อง "การส่งต่อบริการยุติการตั้งครรภ์ทั่วประเทศ" และ "ทำอย่างไรให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์มีทัศนคติที่ดีขึ้น" ซึ่งกรมอนามัยรับเรื่องและกล่าวถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยเขาเห็นว่าเป็นแนวโน้มที่ดีที่กรมอนามัยรับเรื่องนี้


“ต่อมาเราได้เข้าพบสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นการพูดคุยครั้งที่ 4 แล้ว และปัญหาหลักยังคงเป็น "ผู้ประกันตนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติการตั้งครรภ์ตามสิทธิของตนเองได้" โดยผู้รับบริการมักเจอกับอคติและสถานพยาบาลไม่ยอมออกใบส่งตัวให้” เจ้าหน้าที่รณรงค์ฯ กล่าว


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่สำนักงานประกันสังคมเคยแจ้งกับเครือข่ายว่า "จะไม่มีคนมารับหนังสือ" ทำให้มูลนิธิประกาศยกระดับการรณรงค์เป็นการปราศรัย แต่ในการเข้าพบครั้งนี้มีผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมมาชี้แจงว่าจะรับเรื่องไปดำเนินการ 


“สุดท้ายที่ สปสช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ โดยมีการพูดคุยเรื่องสิทธิและปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีประเด็นสำคัญคือ ‘การขึ้นทะเบียนหน่วยงานเฉพาะสำหรับการยุติการตั้งครรภ์’ อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ได้คือไม่สามารถทำได้แค่เรื่องยุติการตั้งครรภ์ แต่ สปสช. ต้องดูแลทั้งการส่งเสริมและป้องกัน ครอบคลุมสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ รวมถึงการป้องกันและการคุมกำเนิดด้วย ทางเครือข่ายจึงเสนอให้ สปสช. ช่วยขยายสิทธิและเป็นพี่เลี้ยงให้สำนักงานประกันสังคมเกี่ยวกับโมเดลการบริการด้วย” เจ้าหน้าที่รณรงค์ฯ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทำแท้งเป็นสิทธิรักษา #ประกันสังคม #สปสช






















ปชน.ยื่น กกต.ขอนับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสุพรรณบุรี ชี้ กปน. 3 หน่วยที่นับใหม่ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตชัดเจน หากหน่วยอื่นเป็นเหมือนกันจะมีผลต่างคะแนนมหาศาล ย้ำนับใหม่ไม่ได้หวังพลิกกลับมาชนะ แต่ต้องการข้อเท็จจริง

 


ปชน.ยื่น กกต.ขอนับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสุพรรณบุรี ชี้ กปน. 3 หน่วยที่นับใหม่ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตชัดเจน หากหน่วยอื่นเป็นเหมือนกันจะมีผลต่างคะแนนมหาศาล ย้ำนับใหม่ไม่ได้หวังพลิกกลับมาชนะ แต่ต้องการข้อเท็จจริง


วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ธีระ สุธีวรางกูร ทีมกฎหมายพรรคประชาชน ร่วมยื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สุพรรณบุรี หลังจากที่การนับคะแนนใหม่ในสามหน่วยเลือกตั้งที่ ต.บางตาเถร พบความคาดเคลื่อนของคะแนน คะแนนของผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนเพิ่มขึ้นขณะที่คะแนนของผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย ลดลง


โดยกิตติชัยระบุว่า จาก สส. เขตทั่วประเทศ ยังมีอยู่หนึ่งเขตที่ยังไม่ได้รับการประกาศรับรองจาก กกต. คือสุพรรณบุรี เขต 2 สืบเนื่องจากกรณีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ตำบลบางตาเถรทั้งหมดสามหน่วย ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เป็นไปตามระเบียบ และได้มีการสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ ซึ่งผลคะแนนปรากฏออกมาชัดเจนแล้วว่าคะแนนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กับคะแนนในวันที่ให้มีการนับคะแนนใหม่ 27 กุมภาพันธ์ มีความแตกต่างกัน โดยคะแนนผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน จากเดิมในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้ 104 คะแนน แต่เมื่อมีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่คะแนนเปลี่ยนมาอยู่ที่ 228 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ได้ 427 คะแนนแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ได้คะแนนลดลงเหลือเพียง 263 คะแนน


จ.สุพรรณบุรี เขต 2 มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 245 หน่วย หากนำตัวเลขที่มีความแตกต่างกันนี้ ในส่วนของพรรคประชาชนที่มีคะแนนเพิ่มขึ้น 124 คะแนน มาคูณจำนวนหน่วยเลือกตั้งของทั้งเขตทั้ง 245 หน่วย จะมีตัวเลขคะแนนเพิ่มขึ้นถึงกว่า 30,000 คะแนน ขณะเดียวกันผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ตัวเลขลดลง 164 คะแนน หากคูณจำนวนหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 245 หน่วย จะมีผลลดลงอยู่ที่ประมาณ 40,000 กว่าคะแนน


กิตติชัยกล่าวต่อไปว่า กกต. มีเวลาในการประกาศรับรองภายใน 60 วันหลังการเลือกตั้ง ขณะนี้ยังพอเหลือเวลาอยู่กว่า 30 วัน ตนจึงขอให้ทาง กกต. ได้ใช้ข้อเท็จจริงเหล่านี้และอำนาจของ กกต. ในเรื่องของความปรากฏ สั่งให้มีการนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ทั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สุพรรณบุรี ขณะเดียวกันในส่วนของทางผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับ กปน. ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไปแล้ว


สำหรับเรื่องที่ได้มีการตรวจสอบในส่วนของ กปน. ไม่ว่าจะเป็นที่ จ.สุพรรณบุรีหรือจังหวัดอื่นก็ตาม เข้าใจว่าไม่ได้มีเพียงกรณีเดียวในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ กกต. ได้รีบเร่งดำเนินการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแถลงผลจากการตรวจสอบด้วย ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้ยื่นขอให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งหมด 30 เขตทั่วประเทศ เข้าใจว่าที่ร้องไปส่วนใหญ่มีการประกาศรับรองผลไปหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการชี้แจงหรืออาจมีในบางกรณีเท่านั้น อย่างเช่นที่ จ.น่าน ได้มีการส่งหนังสือกลับมาที่พรรค ส่วนที่เหลือขณะนี้ยังรอผลจากการตรวจสอบของ กกต. อยู่


กิตติชัยกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนใหม่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ไม่ว่าผู้สมัครของพรรคประชาชนจะแพ้หรือชนะ พรรคประชาชนไม่เคยคำนึงว่าจะพลิกกลับมาให้ชนะได้ แต่พรรคประชาชนต้องการข้อเท็จจริงและให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ว่าการทำหน้าที่ของ กปน. ถูกต้อง พิสูจน์ให้ประชาชนเห็น และทำให้ประชาชนเชื่อมั่นกับการทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ได้อีกครั้งหนึ่ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต #สุพรรณบุรีเขต2 #กปน






ธิดา ถาวรเศรษฐ : การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 ทำลายประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหลายเรื่อง

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 ทำลายประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหลายเรื่อง


1. มีคนมาออกเสียงน้อยเป็นประวัติการ ต่ำกว่าปีก่อน ๆ โดย

·        การเลือกตั้งปี 2554 มีผู้มาใช้สิทธิ 75.03%

·        การเลือกตั้งปี 2562 มีผู้มาใช้สิทธิ 74.69%

·        การเลือกตั้งปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิ์ 75.22%

·        การเลือกตั้งปี 2569 มีผู้มาใช้สิทธิ์ 71.43%

แสดงว่าประชาชนไม่ค่อยมีความหวังกับการเลือกตั้งว่าจะได้รัฐบาลตามแบบฉบับที่ตนสนใจสนับสนุน และ/หรือ ผิดหวังกับการเมืองรัฐสภา


2. มีการกล่าวโทษการทำงานของ กกต. และฟ้องร้องมากที่สุด นับถอยหลังเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ (ยกเว้นกรณีที่ กปปส. ออกมาขัดขวางการเลือกตั้ง) ยังไม่เคยเห็นการฟ้องร้องกล่าวโทษการทำงานของ กกต. และการขาดความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในระดับสูงเช่นนี้


3. มีพรรคการเมืองฝ่ายจารีตอำนาจนิยมได้รับเลือกตั้ง มีจำนวน สส. มากที่สุดตั้งแต่เคยมีการเลือกตั้งมา  การได้รับชัยชนะครั้งนี้นับว่าฝ่ายจารีตอำนาจนิยมได้อำนาจเบ็ดเสร็จทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ (2 สภา) ผ่านการเลือกตั้งที่เชื่อกันว่าได้ทุ่มทรัพยากรทางการเมืองและการใช้อำนาจรัฐมากที่สุด


4. ฉากทัศน์การเมืองประเทศไทยในระยะใกล้ 2-4 ปี รัฐบาลฝ่ายจารีตต้องแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสงครามชายแดน วิกฤตทางสังคม อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ล้าหลัง เพื่อความเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน มิฉะนั้นจะมีการประท้วงกว้างขวาง


ฉากทัศน์ในระยะใกล้ ก่อนการเลือกตั้งใหม่ อาจก่อน 2573 จะเป็นระยะเติบโตของพรรคคนรุ่นใหม่ แข่งขันกันกับพรรคภูมิใจไทยที่เป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ ถ้าการทำรัฐบาลรอบนี้แก้ปัญหาวิกฤตประเทศไม่ได้ ก็เป็นโอกาสของพรรคประชาชน แต่อาจถูกยุบพรรคอีกก็ได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็พยายามสร้างเครือข่ายอำนาจรัฐในระบบอุปถัมภ์ จากท้องถิ่นสู่ส่วนกลางเต็มที่ เพื่อรักษาฐานะนำทางการเมืองยาวนานของฝ่ายจารีตนิยม เพราะตัวเลือกอื่น ๆ ของฝั่งจารีตอำนาจนิยมล้วนอยู่ในสภาพอ่อนแรงทั้งสิ้น


ฝ่ายประชาชน


1. ยืนหยัดภารกิจการตรวจสอบ กกต. และการเลือกตั้งสกปรก เพื่อฟ้องร้องทั้งในระบบกระบวนการยุติธรรมไทยและต่อสังคมไทย สังคมโลก


2. มุ่งมั่นภารกิจให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และแก้กฎหมายเพื่อความยุติธรรมของประชาชนทั่วหน้า การขับเคลื่อนให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ยึดโยงประชาชนมากที่สุด


3. สนใจภารกิจ ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ ผู้แทนราษฎร พรรคการเมือง และบทบาทในเวทีรัฐสภา ที่ไม่ได้อยู่ที่จุดยืนผลประโยชน์ประชาชน และภารกิจทวงความยุติธรรมให้ประชาชน คนตาย/คนเป็น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยังเป็นภารกิจสำคัญเพื่อพิสูจน์จุดยืนของพรรคการเมือง และเปิดโปงอำนาจรัฐที่ไม่ยอมให้มีนิติรัฐนิติธรรม อันหมายถึงความเท่าเทียมทางกฎหมายแก่ประชาชน


เราต้องให้ภาคการต่อสู้ของประชาชนนอกเวทีรัฐสภาเข้มแข็ง และมีทิศทางถูกต้องในการเดินทาง ไม่ใช่เป็นแต่พลพรรคในเวทีรัฐสภาอย่างเซื่อง ๆ นี่จะเป็นการบังคับให้พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าต้องเดินแนวทางมวลชน และไม่ทรยศหักหลังผลประโยชน์ของประชาชนในการเดินทางต่อไปทางการเมือง


6 มี.ค. 69


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 


ทนายอั๋น ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเลือกตั้ง เป็นโมฆะ พร้อมแนบ ขอออกคำสั่งคุ้มครอง ห้ามเปิดสภา จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี

 


ทนายอั๋น ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเลือกตั้ง เป็นโมฆะ พร้อมแนบ ขอออกคำสั่งคุ้มครอง ห้ามเปิดสภา จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดี


เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตนเข้าไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกรณีที่ได้ร้องเรียนขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้ง 2569 เป็นโมฆะ ซึ่งประจวบเหมาะตนก็จะไปเร่งรัดผู้ตรวจการแผ่นดินให้เร่งส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากตอนนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรเขาเร่งจะเปิดสภากันอยู่แล้ว


นอกจากนี้ ตนเห็นว่ามีช่องตามที่รัฐธรรนูญกำหนดไว้ใน พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจในการกำหนดมาตรการคุ้มครองฉุกเฉิน หมายความว่าคดีหลัก สำนวนหลัก จากฝั่งผู้ตรวจการแผ่นดินต้องรีบส่งไปแล้ว ตนก็จะทำคำร้องแนบ ว่าควรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ดุลพินิจในการกำหนดเงื่อนไขพิเศษ หรือมาตรการฉุกเฉิน โดยสั่งให้ไม่ให้เปิดสภาชุดนี้ เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหาย หากคราวหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ และสั่งให้เป็นโมฆะ จึงควรสั่งให้ชะลอหรือหยุดการเปิดสภาออกไปก่อน ก่อนที่จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดคดี จนถึงที่สุด ซึ่งตนมองว่านี่เป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุด และคนไทยอยากเห็นมากที่สุด


นอกจากนี้ ทนายอั๋น ยังได้มีความห่วงใยที่สุดกรณีที่ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งของกกต. ในนามของอนุวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายทำคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. แต่งตั้งทั้งหมด 7 คน ลงนามโดยอดีตกกต. นายอิทธิพร บุญประคอง 16 ก.ย.68


ทนายอั๋น ยังกล่าวถึงอีกหนึ่งบุคคลพบว่าถูกไล่ออก ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสูงระดับเลขาในองค์กรอิสระ ซึ่งต้นสังกัดให้ออกแล้ว แต่ดันถูกแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะอนุวินิจฉัย และอีกหนึ่งคนที่ไปไหว้สวยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อาชีพข้าราชการของเขาก็ก้าวกระโดดพอสมควร


การทำทุจริตนั้นต้องใช้แรงใช้สมองในการหาพรรคพวก ถ้าจะลบคดีฮั้ว สว. ก็อยู่เฉยๆ ได้เลยเดี๋ยว "นายว." จะนำกล้วยไปให้รับประทานเอง ทนายอั๋น กล่าว


พร้อมฝากถึง สว. สีน้ำเงิน โดยยกตัวอย่างคดีหมอเกศ ที่กกต. เพิ่งส่งคำร้องดำเนินคดีอาญา ให้ดูตัวอย่างไว้ ถึงเวลาเขาก็ไม่อุ้ม พร้อมฝากถึงสว.สีน้ำเงินให้กลับตัวกลับใจ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569





มูลนิธิทำทางยื่นหนังสือ–ปราศรัย–แปะป้ายทวงถาม “ทำแท้งสิทธิประกันสังคม” หน้าสำนักงานประกันสังคม เนื่องในวันสตรีสากล

 


มูลนิธิทำทางยื่นหนังสือ–ปราศรัย–แปะป้ายทวงถาม “ทำแท้งสิทธิประกันสังคม” หน้าสำนักงานประกันสังคม เนื่องในวันสตรีสากล


วันที่ 6 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานประกันสังคม ถนนติวานนท์ จ.นนทบุรี มูลนิธิทำทางจัดกิจกรรม “ทวงถามความคืบหน้าทำแท้งสิทธิประกันสังคม” หลังผ่านมามากกว่า 1 ปี ที่สำนักงานประกันสังคมมีประกาศว่า 'การยุติการตั้งครรภ์ถือเป็นสิทธิการรักษา เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยทั่วไป' โดยการยุติการตั้งครรภ์หรือการทำแท้งเป็นสิทธิการรักษาที่ประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย เนื่องในวันสตรีสากล 2569 ที่จะมาถึงในวันที่ 8 มี.ค. 2569 นี้


บรรยากาศบริเวณสำนักงานประกันสังคม มีการจัดกิจกรรมปราศรัยบริเวณด้านหน้าสำนักงาน โดยมีตัวแทนผู้ร่วมกิจกรรมผลัดกันขึ้นปราศรัยบนรถกระบะ ทั้งนี้มีตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคมออกมารับหนังสือ ได้แก่ ผศ.ดร.นครินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์


นอกจากนี้ ยังมีประชาชนมาร่วมถือป้ายข้อความทวงถามสิทธิทำแท้งและสิทธิสตรี เช่น “สามีมีสิทธิลาดูแลภรรยาและบุตรหลังคลอด” “สวัสดิการผ้าอนามัย แรงงานสตรี” และ “มีสิทธิลาปวดท้องประจำเดือน” พร้อมทั้งพบว่ามีการแปะป้ายหนังสือทวงถามความคืบหน้าทำแท้งสิทธิประกันสังคม บริเวณด้านหน้าอาคารด้วย


ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 09.00 น. ได้มีการไปยื่นหนังสือทวงถามประเด็นดังกล่าวที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาแล้ว และในช่วงบ่ายจะมีการไปยื่นหนังสือที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต่อไป


สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อสำนักงานประกันสังคม มีองค์กรร่วม ได้แก่ มูลนิธิทำทาง, กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง, เครือข่ายท้องไม่พร้อม, สมาคมเพศวิถีศึกษา, แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ และสมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA ซึ่งมีข้อเสนอให้มีการเร่งดำเนินการ ดังนี้


1.เร่งรัดการบังคับใช้ประกาศประกันสังคมให้เกิดผลในทางปฏิบัติทั่วประเทศ

2.แก้ไขแนวทางปฏิบัติในการให้บริการการยุติการตั้งครรภ์ให้มีความชัดเจนกับโรงพยาบาลในเครือข่ายทุกแห่ง เพื่อให้บุคลากรเข้าใจและสามารถให้บริการเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ตามสิทธิ รวมถึงขั้นตอนการส่งต่อผู้ประกันตนให้ได้รับบริการยุติการตั้งครรภ์โดยเร็วที่สุด

3.มีระบบกำกับติดตามและตัวชี้วัด เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการได้จริง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนหรือถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และดำเนินการลงโทษโรงพยาบาลภายใต้สิทธิประกันสังคมที่ไม่ยอมออกใบส่งตัวให้ผู้ประกันตน

4.ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้องมีใบส่งตัว

5.สำนักงานประกันสังคมต้องผลักดันให้โรงพยาบาลในสังกัดสิทธิประกันสังคมประชาสัมพันธ์และให้บริการเป็นภาษาที่ผู้ประกันตนสามารถเข้าใจได้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ของสำนักงานประกันสังคมและโรงพยาบาลประกันสังคมแต่ละแห่ง

6.ขยายสิทธิให้ครอบคลุมบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ เช่น การอัลตราซาวด์เพื่อนำไปรับบริการยุติการตั้งครรภ์ การอัลตราซาวด์หลังยุติการตั้งครรภ์เพื่อตรวจสอบการแท้งสมบูรณ์ หรือการรักษาอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ โดยที่ผู้ประกันตนไม่จำเป็นต้องสำรองค่าใช้จ่ายหรือขอใบส่งตัว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันสตรีสากล #มูลนิธิทำทาง