วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘วรภพ’ อดีต สส. พรรคประชาชนชี้ ปัญหาน้ำมันหมด แก้ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าเอาผิดเอกชนที่กักตุน และ ฉวยจังหวะค้ากำไรจากนโยบายรัฐบาล

 


‘วรภพ’ อดีต สส. พรรคประชาชนชี้ ปัญหาน้ำมันหมด แก้ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าเอาผิดเอกชนที่กักตุน และ ฉวยจังหวะค้ากำไรจากนโยบายรัฐบาล


วันที่ 18 มีนาคม 2569 วรภพ วิริยะโรจน์ อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญนโยบายพลังงาน ให้ความเห็นกรณีวิกฤน้ำมันในปัจจุบันว่า จากสถานการณ์ที่ประชาชนไม่สามารถเติมน้ำมันที่ปั๊ม แต่รัฐบาลยืนยันตลอดว่าประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอ สะท้อนว่าปัญหาเกิดจากการที่มี เอกชนในธุรกิจพลังงาน กำลังกักตุนน้ำมัน และ ฉวยจังหวะค้ากำไรจากนโยบายรัฐบาลเอง


วรภพให้ความเห็นว่า สาเหตุจากการที่นโยบายรัฐบาลที่ตรึงราคาไว้ต่ำ แต่ทุกคนรู้ว่าราคาน้ำมันสุดท้ายกำลังจะต้องกระโดดเพิ่มขึ้นในที่สุด ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานย่อมมีแรงจูงใจที่จะกักตุนและขายน้อยกว่าปกติเพื่อขายราคาแพงขึ้นในอนาคต ในขณะที่ประชาชนก็่อมต้องอยากเติมน้ำมันให้เต็มหรือเติมน้ำมันถี่ขึ้นกว่าปกติ ซึ่งแรงจูงใจแบบนี้ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำมันหมดปั๊มแบบที่เห็น และ กำลังจะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นวงกว้าง


และปัญหานี้จะแก้ไม่ได้เลย ถ้ารัฐบาลล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง เพื่อเอาผิดเอกชนที่กักตุน และ ฉวยจังหวะค้ากำไรจากนโยบายรัฐบาล เพราะ ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงาน เท่านั้นถึงจะมีถังน้ำมันในขนาดที่จะสามารถกักตุนน้ำมันปริมาณมากๆ ในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้


วรภพกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำจริงจังในวิกฤตพลังงานแบบนี้ 1. กำหนดให้ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานทุกราย (ซึ่งทุกรายล้วนมีใบอนุญาตตามกฎหมาย) รายงานแจ้งข้อมูลสต็อค การรับ การจ่าย ปริมาณน้ำมัน รายวัน 2. เปิดเผยสถานะข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนลดการตื่นตระหนกว่าน้ำมันกำลังจะหมด และ ตรวจสอบการกักตุนของผู้ประกอบการ และ 3. สุ่มตรวจสอบความถูกต้องของการรายงานและเอาผิดผู้ประกอบการที่กักตุน, ขนส่ง, ขายน้ำมัน น้อยกว่าปกติ เพื่อหวังที่จะขายน้ำมันแพงขึ้นในอนาคต จากนโยบายของรัฐบาล


วรภพทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องไม่เกรงใจกลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่รายไหน หรือ บ้านใหญ่ที่ประกอบธุรกิจพลังงาน ที่อาจจะฉวยจังหวะนี้ กักตุนและขายน้อยกว่าปกติเพื่อขายราคาแพงขึ้นในอนาคต จากนโยบายของรัฐบาลเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

จับตา ศาลรธน. “รับ/ไม่รับ” คำร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่?


จับตา ศาลรธน. “รับ/ไม่รับ” คำร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่?


วันที่ 18 มีนาคม เวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดประชุมประจำสัปดาห์ตามปกติ เพื่อพิจารณาคำร้องเรียนต่าง ๆ โดยวาระที่น่าสนใจ คือ คำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งส่งคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัย กรณีการจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85 หรือไม่


สืบเนื่องจากคำร้องดังกล่าวมีประชาชนยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเนื่องจากเห็นว่ากรณีการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากอาจสามารถเชื่อมโยงให้มีการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าเลือกใครหรือลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ


ทั้งนี้ แนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ อาจเป็นไปได้ใน 2 แนวทางคือ


1.ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย หมายถึงประเด็นนี้จบไป การเลือกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นไปตามกฎหมาย


2.หากรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามขั้นตอน ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญสงสัยภายใน 15 วัน


ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญ จะเผยแพร่มติผลการประชุมของศาลผ่านทางเอกสารข่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้ง2569


 

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน “ป้านิด จิราภรณ์” คดี ม.112 ปราศรัย THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อ 26 ก.ค. 2566 ที่ มธ.รังสิต โดยเห็นว่าอายุมากแล้ว-ไม่พบข้อเสื่อมเสีย ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

 


ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน “ป้านิด จิราภรณ์” คดี ม.112 ปราศรัย THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อ 26 ก.ค. 2566 ที่ มธ.รังสิต โดยเห็นว่าอายุมากแล้ว-ไม่พบข้อเสื่อมเสีย ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี


วันนี้ (18 มีนาคม 2569) เวลา 9.15 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาคดี มาตรา 112 ของ "ป้านิด" จิราภรณ์ บุษปะเกศ ประชาชนชาวนนทบุรี วัย 77 ปี กรณีขึ้นปราศรัยในงาน ให้สว.เคารพเสียงของประชาชน ชุมนุม THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อ26 ก.ค. 2566 ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง


ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์จากรายงานการสืบเสาะ จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และกำลังเข้าสู่วัยชรา มีโรคประจำตัว ประกอบกับไม่พบข้อเสื่อมเสียของจำเลย ควรให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัว


โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน/ครั้ง และให้อบรมธรรมะเดือนละ 1 ครั้งต่อปี


โดยมีหมู่มิตรร่วมรับฟังคำพิพากษาและรอให้กำลังใจ โดยหลังจากทราบโทษจำคุกให้รอลงอาญา ต่างโผเข้ากอดกัน ก่อนที่ป้านิดจะเดินทางไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ จังหวัดปทุมธานีต่อไป

ชวนจับตา! ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาคดี ม.112 “ป้านิด” จิราภรณ์ วัย 77 ปี กรณีปราศรัยในงาน ให้สว.เคารพเสียงของประชาชน ชุมนุม THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อ26 ก.ค. 2566 “ป้านิด” ยันในเจตนาดีหวังประเทศพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ฝากขอบคุณประชาชนผู้รักความเป็นธรรม


ชวนจับตา! ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาคดี ม.112 “ป้านิด” จิราภรณ์ วัย 77 ปี กรณีปราศรัยในงาน ให้สว.เคารพเสียงของประชาชน ชุมนุม THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อ26 ก.ค. 2566 “ป้านิด” ยันในเจตนาดีหวังประเทศพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ฝากขอบคุณประชาชนผู้รักความเป็นธรรม


วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 9.00 น. ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ปทุมธานี นัดฟังคำพิพากษา คดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ของป้านิด” จิราภรณ์ บุษปะเกศ ประชาชนชาวนนทบุรี วัย 77 ปี จากการถูกกล่าวหาว่าขึ้นปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ในการชุมนุม THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2566 โดยเป็นกิจกรรมร่วมกันทวงคืนอำนาจให้แก่ประชาชน แสดงจุดยืนต่อ 8 พรรคประชาธิปไตย(ขณะนั้น)ให้จับมือกันให้มั่น และ เรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.)เคารพเสียงของประชาชน


โดยป้านิดได้ขึ้นร้องเพลงและปราศรัยไม่ต้องการให้กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การทำรัฐประหารในประเทศไทยที่เกิดขึ้นมาแล้วถึง 13 ครั้ง


คดีนี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และพวก เป็นผู้กล่าวหา โดยจิราภรณ์ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 โดยแจ้งข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)


สำหรับป้านิด อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจระดับสูงอยู่ที่องค์กรแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว แต่ยังประกอบอาชีพขายโจ๊กอยู่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จังหวัดนนทบุรี เธอเข้าร่วมการชุมนุมกับคนเสื้อแดง และเป็นประชาชนที่คอยติดตามร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาตลอด โดยข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ป้านิดนับเป็นประชาชนอายุมากที่สุดที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ในยุคหลังปี 2563 เป็นต้นมา


โดยคดีนี้เป็นคดีที่เลื่อนการนัดอ่านคำพิพากษามาจากวันที่ 18 กุมภาพันธุ์ ที่ผ่านมา เนื่องจากศาลได้รับรายงานสืบเสาะจากพนักงานคุมประพฤติล่าช้า ทำให้จัดทำคำพิพากษาไม่ทันในวันนัดเดิม จึงเลื่อนมาอ่านคำพิพากษาในวันนี้ 18 มีนาคม 2569 เวลา 9.00 น.


โดยเวลา 8.10 น. เมื่อป้านิด เดินทางมาถึงศาลธัญบุรี ได้กล่าวกับพี่น้องที่มารอให้กำลังใจว่า สบาย ๆ อะไรจะเกิดให้เกิด แต่มั่นใจว่าพูดให้ประเทศพัฒนาในทางที่ดีขึ้น และขอบคุณประชาชนผู้รักความเป็นธรรมที่ร่วมส่งกำลังใจมาให้ จากนั้นเตรียมตัวขึ้นไปฟังคำพิพากษา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112




“ศิริกัญญา” จี้ รัฐบาลสื่อสารถึงสถานการณ์น้ำมันให้ชัด บริหารเรื่องความคาดหวังของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ

 


“ศิริกัญญา” จี้ รัฐบาลสื่อสารถึงสถานการณ์น้ำมันให้ชัด บริหารเรื่องความคาดหวังของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ


เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันและมาตรการของรัฐบาลในการตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้น


โดยศิริกัญญาได้กล่าวว่าที่ผ่านมานั้นพรรคประชาชนได้ติดตามมาตรการของรัฐบาลในการตรึงราคาน้ำมัน 15 วันที่ผ่านมา ซึ่งกำลังหมดอายุในวันนี้ ซึ่งก็เห็นว่ามีความโกลาหลและความตื่นตระหนกเกิดขึ้นค่อนข้างมากในช่วงท้ายของมาตรการ เนื่องจากช่วงก่อนหน้าที่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงของมาตรการจึงไม่ได้ออกมาส่งเสียงมากนัก แต่ทั้งนี้พรรคประชาชนก็ติดตามถึงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด


สำหรับสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบัน ศิริกัญญากล่าวว่าในตอนนี้เราจะเห็นว่าตัวเลขน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่สามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้จากแหล่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากแอฟริกา หรือจากสหรัฐอเมริกา แต่ใจกลางของปัญหาคือเรื่องของราคาที่มีความแตกต่างกันระหว่างราคาหน้าปั๊มกับราคาจากพ่อค้าคนกลางหรือ jobber ที่ได้รับ เลยทำให้เกิดการกักตุน ซึ่งการกักตุนนี้ไม่ใช่เฉพาะประชาชนอย่างเดียว แต่รวมไปถึงโรงงานอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ใช้น้ำมัน เพราะหากซื้อจากพ่อค้าคนกลางในตอนนี้ก็จะได้รับในราคาที่แพงกว่า เพราะไม่มีเงินอุดหนุน ปัญหาในตอนนี้คือเรื่องของการจัดสรรน้ำมันที่มีปัญหาอย่างชัดเจน


ส่วนกรณีที่ประชาชนบางส่วนมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นการซื้อสินค้าแบบตื่นตระหนกนั้น ตนมองว่าก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเป็นสาเหตุมาจากการซื้อสินค้าแบบตื่นตระหนกจากประชาชนให้มากอย่างไรนั้น ก็คงไม่ถึงขั้นที่จะทำให้น้ำมันหมดในหลายปั๊มพร้อมกัน ซึ่งมีโอกาสที่อาจจะเกิดจากการกักตุนจากโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า


ศิริกัญญามองว่าการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรมี 2 แนวทาง คือใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการลดภาษีสรรพสามิต โดยควรให้ความสำคัญกับกองทุนน้ำมันเป็นหลัก เนื่องจากเคยมีหนี้สูงถึง 150,000 ล้านบาท แต่ยังฟื้นตัวได้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเปิดแผนการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างชัดเจนว่าจะค่อยปรับขึ้นไปถึงราว 33 บาทต่อลิตรในระยะเวลาเท่าใด และจะขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือทันที เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้เห็นว่าไม่ควรกำหนดเพดานราคาตายตัว แต่ควรกำหนดวงเงินอุดหนุนต่อวันและระยะเวลาที่ดำเนินการได้ ซึ่งในตอนนี้ตนเข้าใจว่าก็ยังมีวงเงินกู้เหลืออยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ที่จะให้การตรึงราคาน้ำมันยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่จะมีความชอบธรรมเต็มที่ เนื่องจาก ณ เวลานี้ รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้


สำหรับภาคการขนส่งนั้น โดยเฉพาะศิริกัญญามองว่าจะต้องมีการอุดหนุนเป็นการเฉพาะ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อราคาสินค้าแทน ซึ่งอาจใช้เป็นคูปองหรือบัตรกำนัลต่าง ๆ ให้ภาคการขนส่งได้รับการช่วยเหลือเยียวยา และควรที่จะสนับสนุนในกลุ่มเปราะบางที่ใช้น้ำมันเบนซินด้วย


สำหรับแนวทางในการลดภาษีสรรพสามิต ศิริกัญญามองว่าแนวทางดังกล่าวก็สามารถทำได้ แต่ภาษีสรรพสามิตนั้นมีความเกี่ยวข้องกับรายได้ที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บได้ ซึ่งหากเกิดผลกระทบหนักก็อาจจะกระทบกับดุลการคลังได้เหมือนกัน แต่ก็อาจลดได้บางส่วน หากเราสามารถยอมให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่มมากขึ้น ก็อาจเกิดความเสี่ยงอื่น ๆ ตามมา


ส่วนแนวคิดที่ว่า การปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตรงกับความเป็นจริง เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการประหยัดพลังงาน ตนมองว่า จริง ๆ แล้วหลายประเทศก็เริ่มทำในวิธีดังกล่าว ซึ่งตนมองว่าก็เป็นไปได้ เพื่อทำให้ประชาชนเห็นว่ามีปัญหาเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของรัฐบาลในช่วงวิกฤตแบบนี้ที่จะสื่อสารว่าเราหลังชนฝาแล้ว เพื่อให้ประชาชนรู้สึกถึงความเร่งด่วนว่าเราจำเป็นที่จะต้องประหยัดพลังงานแล้ว นอกเหนือจากการสั่งแบบสะเปะสะปะของรัฐบาล อย่าง work from home หรือการงดดูงานของข้าราชการ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผล


ส่วนปัจจุบันที่มีการขึ้นค่ากลั่นน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมัน ศิริกัญญามองว่ารัฐบาลสามารถที่จะควบคุมค่าการกลั่นได้ หากเราสามารถที่จะรู้ต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นน้ำมันได้ ซึ่งก็ควรจะเอาข้อมูลดังกล่าวมาพูดคุยกับโรงกลั่น และควบคุมกำกับดูแลได้อย่างถูกต้อง


สำหรับวิธีการจัดเก็บภาษีลาภลอยนั้น ตนยอมรับว่าในหลายประเทศเคยใช้ ในยุโรปใช้ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ก็มีส่วนที่ต้องระวังคือรายละเอียดว่าส่วนไหนคือกำไรที่เกินกว่าปกติ หลายบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วย


ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องจัดการเร่งด่วนคือเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ให้เกิดความตระหนก จนนำไปสู่การกักตุนสินค้า สถานการณ์น้ำมันนี้ก็ต้องสื่อสารตรงไปตรงมา โดยออกมาเป็น Dashboard ว่าปริมาณน้ำมันที่มีอยู่นั้นเพียงพออย่างจริง ๆ เพื่อให้ปั๊มน้ำมันสามารถบริหารจัดการน้ำมันของตนเองได้ และต้องทำให้การบริการขั้นพื้นฐานดำเนินต่อไปได้ ในส่วนของปุ๋ย หรือสินค้าอื่น ๆ ที่ราคาอาจสูงขึ้น ก็คิดว่ายังสามารถบริหารสถานการณ์ตรงนี้ได้ โดยในช่วงเวลานี้ที่เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นที่จะขาดแคลน ก็ต้องให้เป็นช่วงเวลาที่จะเริ่มหาแหล่งสินค้าจากที่ใหม่ ๆ ซึ่งรัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องสื่อสารเพื่อให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลมีมาตรการอะไรอยู่บ้าง


สำหรับเรื่องความกังวลต่อราคาสินค้าที่จะพุ่งตัวสูงขึ้นนั้น ศิริกัญญากล่าวว่าสินค้าอย่างอาหารสดนั้นมีขึ้นแล้วก็จะลงมา แต่อาหารหรือสินค้าสำเร็จรูปนั้นเมื่อราคาขึ้นแล้วก็จะไม่ค่อยลงมา ซึ่งก็ต้องใช้กลไกในการควบคุมราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งการที่รัฐมนตรีพาณิชย์ออกมาประกาศว่าจะทำการควบคุมราคาสินค้า 59 สินค้าควบคุม ซึ่งถือว่าน้อยมาก ๆ ซึ่งเราก็จำเป็นที่จะต้องติดตามว่าการขึ้นราคาสินค้านั้นขึ้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่ และก็จัดหาสำหรับสินค้าที่จำเป็นเพิ่มขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาชน #วิกฤตพลังงาน

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

สส.-ส.ก. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ลุยสำรวจเตาเผาขยะใหม่อ่อนนุช ชี้เปิดใหม่หนึ่งเตาแต่ไม่จัดการเตาเดิม กลิ่นเหม็นก็ไม่หาย พร้อมเรียกร้อง กทม. อย่าอุ้มเอกชน ถ้าทำไม่ได้มาตรฐานต้องยกเลิกสัญญาทันที

 


สส.-ส.ก. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ลุยสำรวจเตาเผาขยะใหม่อ่อนนุช ชี้เปิดใหม่หนึ่งเตาแต่ไม่จัดการเตาเดิม กลิ่นเหม็นก็ไม่หาย พร้อมเรียกร้อง กทม. อย่าอุ้มเอกชน ถ้าทำไม่ได้มาตรฐานต้องยกเลิกสัญญาทันที


วันที่ 17 มีนาคม 2569 ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส. กรุงเทพฯ เขต 21 พรรคประชาชน พร้อมด้วยศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กรุงเทพฯ เขต 9, พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส. บัญชีรายชื่อ, และภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก. เขตบางซื่อ ลงพื้นที่สำรวจเตาเผาขยะอ่อนนุชแห่งใหม่ ซึ่งกำลังจะเปิดทดสอบระบบในวันที่ 20 มี.ค. นี้ เพื่อติดตามสถานการณ์และเน้นย้ำให้โครงการไม่ก่อมลพิษทางกลิ่นให้รบกวนประชาชนอีก


ณัฐพงศ์กล่าวว่า เตาเผาขยะใหม่นี้เป็นเพียง 1 โรงจากนับสิบโรงในศูนย์ขยะอ่อนนุช และการสร้างเตาเผาใหม่อย่างเดียวย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดังที่หน่วยงานรัฐพยายามโฆษณา แต่ต้องจัดการกับของที่มีอยู่เดิมด้วย และความน่าเป็นห่วงคือ ตนได้สอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของสัญญาโรงแห่งใหม่นี้ บริษัทเอกชนก็ยังให้ข้อมูลว่า กทม. ไม่ได้มีการทำสัญญาอะไรเป็นพิเศษที่จะลดความเสี่ยงในเรื่องการก่อมลพิษ โดยให้ทั้งหมดเป็นเป็นดุลยพินิจของเอกชน ซึ่งถือว่าทำให้ กทม. เสียเปรียบมากในการจัดการปัญหามลพิษ และไม่เคยนำบทเรียนมาแก้ไขในโครงการใหม่เลย ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เอกชนต้องรับรู้และระมัดระวังตนเอง


"ผมได้แจ้งกับบริษัทว่าทุกโรงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ตนเอง ขอให้ทำให้ได้ตามมาตรฐาน หากทำไม่ได้มาตรฐานและรบกวนประชาชนแบบโรงอื่นอีก เราก็จะติดตามอย่างถึงที่สุดในทุกช่องทางที่เรามีแน่นอน"


ณัฐพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ตนขอยืนยันและเรียกร้องไปถึง กทม.ให้ยกเลิกสัญญากับโรงที่ทำไม่ได้มาตรฐานทันที อย่าอุ้มเอกชนที่ไม่สามารถควบคุมมาตรฐานการทำงานได้ เพื่อให้เป็นแบบอย่างให้กับโครงการใหม่ ๆ ต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน 





จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน จะ3 ปีแล้ว ที่ไม่อาจมองพระจันทร์ยามค่ำคืน ฝากกำลังใจถึงเพื่อนที่กำลังหมดไฟ เปรียบผู้ต้องขังทางการเมืองเวลานี้ เหมือนนก หากหยุดขยับปีกเมื่อไหร่ย่อมร่วงลงมาตาย เป็นนกที่มิอาจหยุดบิน ไม่อาจ burn out


จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน จะ3 ปีแล้ว ที่ไม่อาจมองพระจันทร์ยามค่ำคืน ฝากกำลังใจถึงเพื่อนที่กำลังหมดไฟ เปรียบผู้ต้องขังทางการเมืองเวลานี้ เหมือนนก หากหยุดขยับปีกเมื่อไหร่ย่อมร่วงลงมาตาย เป็นนกที่มิอาจหยุดบิน ไม่อาจ burn out


วันนี้ (17 มีนาคม 2569) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 7 มี.ค. 69 (เพิ่งได้รับ!) โดยมีเนื้อความว่า 


เช้านี้หลังเปิดขังอากาศค่อนข้างดี ลมเย็นอ่อน ๆ พัดผ่านมาพอให้คลายร้อน ร้อนที่ระอุมาหลายวัน ยืนมองพระจันทร์ตอนเช้ายิ่งชวนให้เหงา เป็นความเหงาที่คุ้นชินไปเสียแล้ว ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่น้อยคนที่จะพอพูดคุย พระจันทร์ในรุ่งเช้ายังงดงามเหมือนทุกครั้งที่ยืนมองจากตรงนี้ 3 ปีแล้วที่ไม่อาจมองพระจันทร์ยามค่ำคืน


ทราบข่าวเพื่อน ๆ หลายคน burn out เซาซบไปกับวันเวลาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจและให้กำลังใจ หวังว่าปรากฎการณ์นี้จะหายไปเมื่อจังหวะเวลาที่จำเป็นมาถึง สำหรับพวกเราในนี้ หากจะเปรียบก็เหมือนนกที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า หยุดขยับปีกบินเมื่อไหร่ย่อมต้องร่วงลงมาตายอย่างแน่นอน เป็นนกที่มิอาจหยุดบิน ไม่อาจ burn out


ตอนนี้ เก็ท โสภณ กำลังอ่าน Human Acts นิยายที่ Han Kang เขียน ส่วนไผ่ ดาวดิน กำลังอ่าน “ฤทธิ์มีดสั้น” ส่วนผมกำลังอ่าน “ซอร์บา” (Zorba) ที่เขียนโดย Nikos Kazantzakis การอ่านหนังสือหากเป็นเวลาที่พวกเราได้อยู่ในโลกอีกโลก ท้องฟ้าอีกผืน โลกที่ไม่มีกำแพง ท้องฟ้าที่โบยบินได้อย่างเสรีในทุก ๆ เช้า ของพวกเราจะพูดคุย ฟังเรื่องราวที่ทุกคนได้จากการเยี่ยมญาติ เยี่ยมทนายความ มีทั้งใจหาย เสียดาย และบางช่วงก็อดหัวใจฟูไปกับมันไม่ได้


“อยากบังเอิญเจอใครที่ยังฝันอยู่ นั่งฟังเพลงอยู่ตรงนี้ หากว่ามีจริง ๆ ได้ก็คงดี บอกทีว่ายังฝันอยู่…” บอกพวกเราทีว่ายังฝันอยู่ 


คิดถึงทุกคน

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 6 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112