วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

"อ.ธิดา" ถาม นี่เป็นการลงโทษแบบไหนกัน ต้องติดกำไล EM ในคุก และถูกตีตรวนซ้ำเมื่อมาศาล

 


"อ.ธิดา" ถาม นี่เป็นการลงโทษแบบไหนกัน ต้องติดกำไล EM ในคุก และถูกตีตรวนซ้ำเมื่อมาศาล


วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก หลังจากได้เข้ารับฟังคดีการชุมนุมเมื่อปี 63 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก และได้พบเห็นสิ่งที่ไม่เคยพยเจอมาก่อน ความว่า


วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) ดิฉันไปร่วมรับฟังคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นคดีที่มีจำเลยจำนวนมาก (22 คน) รวมทั้ง รุ้ง ปนัสยา, เพนกวิน, ไมค์ ภาณุพงศ์, สมยศ, ลูกตาล และอีกหลายคน


มีอานนท์-ไผ่-ครูใหญ่-แอมป์ ที่ถูกเบิกตัวมาศาลด้วย ก็ถือโอกาสดูสภาพร่างกายและจิตใจ


จำเลยที่ถูกคุมขังดูมีสุขภาพดี จิตใจดี ได้พบ "โจนาธาน เฮด" ผู้สื่อข่าวบีบีซี เพื่อนดั้งเดิมด้วย ครอบครัวอานนท์มา ลูกชายกำลังซนน่ารัก ได้ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพให้ดี พวกเขาก็ขอให้เรารักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วย เราก็ได้อาศัยทีมงานและป้า ๆ ช่วยดูแลผู้ถูกคุมขังยามที่พวกเขามาศาลกัน


🔴 แต่สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่เราเพิ่งเคยเห็นเคยพบ และเชื่อว่าไม่พบในห้องพิจารณาคดีของศาลทั้งหลายในโลกคือ มีจำเลยที่เป็นผู้ถูกคุมขังมาศาลด้วยสภาพที่ติดกำไล EM รวมทั้งตรวนข้อเท้าด้วย (ติด 2 แบบ) คือ "ไผ่ ดาวดิน" ต้องติดกำไล EM อยู่ในคุกด้วย


นี่มันเป็นการลงโทษแบบไหนกัน ?????


กำไล EM ใช้ในกรณีได้รับการประกันตัว 


แต่ต้องติดกำไล EM ในคุก 


และถูกตีตรวนซ้ำเมื่อมาศาล 


มีที่รัฐไทย ศาลไทย เท่านั้น!!! 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กำไลEM

โตโต้ ปิยรัฐ พร้อมทนายความ ยื่นฟ้องกลุ่มบุคคลสร้างพยานหลักฐานเท็จใช้กล่าวหาคดี 112 หลังศาลยกฟ้องคดีเดิม เหตุไม่เชื่อพยานโจทก์ พร้อมเตรียมดำเนินคดีทั้งกลุ่มประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 19 ต.ค. 69

 


โตโต้ ปิยรัฐ พร้อมทนายความ ยื่นฟ้องกลุ่มบุคคลสร้างพยานหลักฐานเท็จใช้กล่าวหาคดี 112 หลังศาลยกฟ้องคดีเดิม เหตุไม่เชื่อพยานโจทก์ พร้อมเตรียมดำเนินคดีทั้งกลุ่มประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 19 ต.ค. 69


วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ นำพยานหลักฐานซึ่งเป็นโพสต์โซเชียลมีเดีย มายื่นฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสร้างหลักฐานเท็จ นำมาใช้กล่าวหาตัวเองในคดีอาญา ความผิดมาตรา 112 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2563 โดยมีกลุ่มคนรักสถาบันฯ เป็นโจทก์ฟ้องศาล อ้างว่าตัวเองถ่ายรูปที่บริเวณท้องสนามหลวงและโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ซึ่งภายหลังศาลได้ยกฟ้องคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2568 เนื่องจากศาลไม่เชื่อในพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์


นายปิยรัฐ ยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวในเพจเฟซบุ๊กที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้แอบอ้าง และในช่วงเวลาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้ เป็นช่วงเวลาที่ตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารในการโพสต์ได้ ซึ่งสาเหตุที่จะต้องเดินทางมาฟ้องในวันนี้ เนื่องจากทราบว่าฝ่ายโจทก์มีความพยายามที่จะอุทธรณ์คดีต่อ


ส่วนจำเลยที่ยื่นฟ้อง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือประชาชน ซึ่งอ้างว่าเป็นกลุ่มคนรักสถาบันฯ โดยกรณีนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาแจ้งความเท็จ สร้างพยานหลักฐานเท็จ ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม


ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐ คือพนักงานสอบสวนสังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. ที่เห็นว่ามีความเชื่อมโยงในการรับเอกสารฉบับนี้เข้ามา และมีการนำมาแจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงสรุปสำนวนส่งฟ้องศาล


โดยจะดำเนินคดีเป็นรายบุคคล ซึ่งจะดำเนินคดีแยกข้อกล่าวหากับกลุ่มประชาชน โดยเพิ่มมาตรา 157 กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะต้องฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ส่วนการยื่นฟ้องในวันนี้ เบื้องต้นศาลนัดหมายไต่สวนคำฟ้อง ในวันที่ 19 ต.ค. 2569

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โตโต้ปิยรัฐ #112 #ฟ้องกลับ #หลักฐานเท็จ

iLaw รองฝ่ายค้านตรวจสอบ พร้อมยื่นข้อมูลคดีโกงเลือก สว. ชี้โยงแกนนำภูมิใจไทย-สส.-รัฐมนตรีอย่างน้อย 9 คน

 


iLaw รองฝ่ายค้านตรวจสอบ พร้อมยื่นข้อมูลคดีโกงเลือก สว. ชี้โยงแกนนำภูมิใจไทย-สส.-รัฐมนตรีอย่างน้อย 9 คน 


วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ห้องแถลงข่าวอาคารรัฐสภา iLaw นำโดย “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ มีการเปิดข้อมูล ข้อกล่าวหา ปากคำพยาน ในคดีการโกงเลือกสว. ในส่วนที่เกี่ยวกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย สส. รัฐบาล และรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันอย่างน้อย 12 คน และยื่นข้อมูลให้กับฝ่ายค้าน เพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลปัจจุบัน โดยมี พริษฐ์ วัชระสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน หรือประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับหนังสือ


สำหรับในหนังสือที่ iLaw นำส่งข้อมูลให้ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า ตลอดการติดตามกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาปี 2567 ตั้งแต่การรับสมัคร การเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ จนถึงการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ได้รวบรวมข้อมูลจากพยานผู้มีส่วนรู้เห็นที่ได้ให้ข้อมูล ตั้งแต่การนัดหมายเพื่อตระเตรียมการลงคะแนนอย่างมียุทธศาสตร์ การเดินทาง การเข้าพักโรงแรม การตกลงและการให้ผลประโยชน์ตอบแทนการลงคะแนน ซึ่งเคยส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว แต่เห็นว่าแนวโน้มการดำเนินคดียังไม่มีความคืบหน้า iLaw จึงนำข้อมูลส่วนหนึ่งมายื่นต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจในการบริหารราชการ และความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หรือคณะรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือก สว. ตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่


iLaw ระบุข้อมูลขบวนการทุจริตการเลือก สว. ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในรัฐบาล จำนวน 9 คน ดังนี้ 1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, 2. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, 3. ภราดรปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 4. กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปฯรัฐบาล, 5. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, 6.นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 7.สุขสมรวบ วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 8.พิชัย ชมภูพล สส.พรรคภูมิใจไทย และ 9.ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกต #ฮั๊วสว















วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ เปิดเวที ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย

 


ณัฐพงษ์’ เปิดเวที ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย


วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดงาน ‘Forum ผู้นำฝ่ายค้าน: เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ซึ่งเป็นเวทีสะท้อนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมนำเสนอแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว


ณัฐพงษ์กล่าวว่า หากพูดถึงข่าวการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสังคม จะพบว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทยทุกคน จึงเป็นที่มาของชื่องาน ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ในวันนี้ เพราะต้องการวิเคราะห์ปัญหาการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ ผ่านเส้นเรื่องชีวิตของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทยและประเทศไทยอย่างไรบ้าง


งานในวันนี้แบ่งรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันออกเป็น 5 ประเภท ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทย ได้แก่


กลุ่มที่ 1 การทุจริตที่ทำให้สิทธิของคนไทยลดลง

กลุ่มที่ 2 การที่ประชาชนต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจ่าย หรือจ่ายแพงเกินปกติ

กลุ่มที่ 3 แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ต้องรับผลข้างเคียงจากการคอร์รัปชัน

กลุ่มที่ 4 ผู้กระทำผิดจ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

กลุ่มที่ 5 มีคนจ่ายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนไม่มีสิทธิ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การจัดกลุ่มลักษณะนี้จะทำให้ข้อสรุปในช่วงท้ายของงานชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยต้องการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ควรแก้ไขอย่างไร


สำหรับงานครั้งนี้ ช่วงแรกเป็นการนำเสนอหัวข้อ ‘เกิด-แก่-เจ็บ-โกง: เกิดเป็นคนไทย ต้องจ่ายอะไรบ้าง’ ช่วงที่สองเป็นวงเสวนาในหัวข้อ ‘เราจะออกจากวังวนนี้อย่างไร’ ช่วงที่สามเป็นการนำเสนอ ‘พฤติกรรมว่าด้วยการโกง’ และช่วงสุดท้ายเป็นการปาฐกถาหัวข้อ ‘แก้สามชั้นปัญหาคอร์รัปชันไทย’ โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน














ศาลอาญากรุงเทพใต้ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม แอมป์ยังไม่ถูกปล่อยตัวแม้ถูกขังครบกำหนดโทษและได้ประกันตัวคดีอื่นทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงคดีนี้เท่านั้น

 


ศาลอาญากรุงเทพใต้ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม แอมป์ยังไม่ถูกปล่อยตัวแม้ถูกขังครบกำหนดโทษและได้ประกันตัวคดีอื่นทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงคดีนี้เท่านั้น


ศูนย์ทนายความเพื่อนิทธิมนุษยชน รายงานว่าวันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) เวลา 11.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในคดี ม.112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่แอมป์ยังมีหมายขังอยู่ และเป็นคดีที่เขาถอนประกันตนเองภายหลังจากการถูกคุมขังในคดีหลัก


ศาลระบุคำสั่งยกคำร้องว่า “พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างพิจารณา จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง” ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์


กรณีดังกล่าว “แอมป์” ถูกคุมขังครบกำหนดโทษในคดีหลักมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2569 แล้ว แต่เขายังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากยังเหลือเพียงคดีนี้เท่านั้นที่ศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ปชน. เสนอร่างกฎหมาย ‘Anti-SLAPP’ ยุติการฟ้องปิดปาก คุ้มครองการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 


ปชน. เสนอร่างกฎหมาย ‘Anti-SLAPP’ ยุติการฟ้องปิดปาก คุ้มครองการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ


วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนได้จัดงานเสวนา ‘สิทธิของเรา อย่าให้ใครฟ้องปิดปาก’ โดย ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ สส.กรุงเทพฯ เขต 23 และ อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี เขต 3 พรรคประชาชน ได้นำเสนอหลักการแก้ไขกฎหมายการฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) ของพรรคประชาชน


ชลธารกล่าวว่า ที่มาของกฎหมายฉบับนี้เกิดจากปัญหาการฟ้องปิดปากหรือกลั่นแกล้งประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตนเอง หรือเปิดเผยการทุจริตคอร์รัปชัน โดยไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความขัดกันและการสร้างสมดุลของสิทธิ เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในชื่อเสียงของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถสร้างสมดุลในการรักษาทั้งสองสิทธิดังกล่าวได้ จึงเป็นโจทย์สำคัญว่า ประเทศไทยจะรักษาสมดุลของสิทธิระหว่าง ‘เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น’ กับความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ และชื่อเสียงของบุคคล อย่างไร


สำหรับสิทธิในชื่อเสียงของบุคคลนั้น ประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลของสิทธิดังกล่าว แต่ว่าประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่มีโทษทางอาญา ซึ่งขัดกับมาตรฐานของต่างประเทศอย่างชัดเจน เพราะการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ควรมีใครต้องติดคุกเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ในประเทศไทยยังมีกฎหมายอีกหลายมาตราที่ทำให้ประชาชนที่แสดงความคิดเห็นโดยชอบธรรมจะต้องติดคุก เป็นเรื่องที่ประชาคมระหว่างประเทศและสหประชาชาติได้เรียกร้องมาตลอดว่า ประเทศไทยควรจะแก้ไข จากทั้งหมดนี้ก็ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างสมดุลในคุณค่าของสิทธิต่างๆ ได้ เพราะยังมีกฎหมายที่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศอยู่มาก


อีกประเด็นที่จะสามารถนำมาตรวจสอบต่อได้ว่า ประเทศไทยทำได้ดีหรือไม่ในเรื่องของ SLAPP คือการขัดกันระหว่างอีกสองสิทธิ คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับสิทธิทางศาล หรือเรียกว่าสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งดูเหมือนไม่เป็นเรื่องที่ยากอะไร แต่กระบวนการทางศาลของไทยนั้นมีข้อยุ่งยาก ต้องใช้เวลาและทรัพย์สินในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม จึงต้องตั้งคำถามว่า ข้อจำกัดดังกล่าวมีความยุติธรรมต่อตัวจำเลยหรือไม่ โดยสิทธิทางศาลที่เป็นเรื่องจำเป็น หากถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง จะต้องทำอย่างไรให้สามารถสร้างสมดุลของสิทธิทั้งสองด้านได้ สามารถเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและสิทธิในชื่อเสียงได้ในกรณีที่ถูกละเมิด และในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ก่อความยุ่งยากจนเกินไปให้กับจำเลย ที่ออกมาใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพียงเท่านั้น ซึ่งก็เป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทยเช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังสร้างสมดุลระหว่างสองสิทธิดังกล่าวได้ไม่ดี


ชลธารกล่าวว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ที่พูดเองว่าประเทศไทยยังทำได้ไม่ดี แต่มาจากทั้งนักวิชาการในต่างประเทศ หรือแม้แต่คนในประเทศไทยเองที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างสมดุลของสิทธิในประเทศไทย จึงเป็นเหตุผลให้พรรคประชาชนผลักดันการปฏิรูป ‘กฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก’ หรือ Anti-SLAPP


สำหรับการสร้างสมดุลของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น ในต่างประเทศก็มีการถกเถียงเช่นเดียวกัน โดยมีมาตรการอยู่หลายอย่าง และมีหลักการที่ทุกคนยึดถือเหมือนกัน คือ การจำกัดการแสดงความคิดเห็นจะต้องออกเป็นกฎหมายที่ชัดเจน มีวัตถุประสงค์อันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องใช้เท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน


ด้านอนุสรณ์กล่าวว่า มีคนบางกลุ่มพยายามโจมตีกฎหมายฉบับนี้ว่า หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะเกิดการหมิ่นประมาทในสังคมมากขึ้น โดยกฎหมายฉบับนี้มีคำสำคัญที่ไม่เหมือนกับกฎหมายหมิ่นประมาท คือเรื่องของผลประโยชน์สาธารณะ เพราะฉะนั้น การแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็นที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ จึงจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายฉบับดังกล่าว


อนุสรณ์ย้ำว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การคุ้มครองการกระทำความผิด แต่ทำหน้าที่คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้มีการร่างมาตั้งแต่สภาชุดที่ 26 โดยได้รอให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพยื่นกฎหมายฉบับดังกล่าว เนื่องจากหากเป็นกฎหมายที่ออกมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะถูกนำมาพิจารณาก่อน แต่จากท่าทีของรัฐบาลปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ไม่มีท่าทีที่จะยื่นกฎหมายฉบับดังกล่าว พรรคประชาชนจึงยื่นกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาก่อน หากรัฐบาลเห็นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ก็ขอให้รีบเสนอร่างเข้าสู่สภา


สำหรับร่างของพรรคประชาชน จะเป็นการสร้างสมดุลของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและชื่อเสียงของบุคคล สิ่งที่พรรคประชาชนเสนอแก้ไขคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายอาญา โดยเสนอให้นำโทษทางอาญาออกจากความผิดฐานหมิ่นประมาท และให้เป็นโทษทางพินัย หรือการปรับทางแพ่ง รวมถึงเสนอแก้ไขความผิดฐานดูหมิ่นทางอาญาและดูหมิ่นซึ่งหน้า ตลอดจนการหมิ่นประมาททางแพ่ง หรือการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงิน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขู่และฟ้องปิดปากให้หยุดแสดงความคิดเห็น


พรรคประชาชนเสนอให้สามารถยื่นคำร้องได้ในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล โดยในชั้นตำรวจ ซึ่งปกติคดีอาญาสามารถเลือกได้ว่าจะแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหรือยื่นฟ้องโดยตรง ในบางกรณีผู้ร้องจะเลือกแจ้งความ พรรคประชาชนจึงเปิดสิทธิให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นว่าคดีที่ถูกแจ้งความนั้นเป็น SLAPP หลังจากนั้นตำรวจจะมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น แล้วส่งความเห็นไปยังอัยการ หากอัยการเห็นด้วยว่าเป็น SLAPP ก็มีอำนาจยุติคดีได้ และผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการเพื่อให้ตรวจเนื้อหาของคดีว่าเป็น SLAPP หรือไม่ หากอัยการเห็นว่าเป็น SLAPP ก็มีอำนาจยุติคดีได้เช่นเดียวกัน


ในชั้นศาลก็เช่นเดียวกัน ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลไต่สวนโดยเร็วว่าเป็น SLAPP หรือไม่ หากศาลเห็นว่าเป็น SLAPP ก็สามารถยุติคดีได้ และหากใครเป็นผู้ฟ้อง SLAPP ศาลมีดุลยพินิจให้จ่ายค่าเสียหายไม่น้อยกว่าสองเท่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และไม่สามารถนำคดีดังกล่าวมาฟ้องได้อีก


กฎหมายปัจจุบันในเรื่องหมิ่นประมาท ผู้ฟ้องไม่ได้สนใจว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สิ่งที่สนใจคือการที่ตนได้รับความเสียหายก็ถือว่าเป็นความผิด และคนที่เกรงกลัว SLAPP ไม่ได้เกรงกลัวผลสุดท้ายของคดี เพราะผลสุดท้ายศาลก็จะยกฟ้อง แต่สิ่งที่กลัวคือกระบวนการและขั้นตอนของการดำเนินคดี อย่างการถูกฟ้องร้องในพื้นที่ห่างไกลหลายแห่ง ซึ่งต้องใช้ทุนทรัพย์จำนวนสูงมาก จึงเป็นการฟ้องเพื่อปิดปากคนพูด และผลที่จะตามมา


ชลธารกล่าวว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลของศาลในประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคน


ด้านอนุสรณ์เสริมว่า วันนี้รัฐไทยจะเปลี่ยนวิธีคิดหรือไม่ โดยในอดีต หากรัฐไม่ต้องการให้ประชาชนทำอะไร ก็จะนำโทษทางอาญามาใส่ไว้ วันนี้รัฐจะเปลี่ยนแนวความคิดแล้วหรือไม่ ต้องการเห็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ รัฐไทยต้องการปลดปล่อยเรื่องเหล่านี้ออกจากโทษทางอาญาหรือไม่ หากกฎหมายของพรรคประชาชนผ่านและมีการบังคับใช้ ศาลก็จะตัดสินตามกฎหมายฉบับที่ประชาชนได้ยื่นเสนอไป หากประชาชนอยากเห็นรัฐไทยให้ความคุ้มครองสิ่งเหล่านี้ ก็ขอให้ช่วยผลักดันกฎหมายฉบับดังกล่าว


“หากวันหนึ่งเราสามารถพูดได้ว่า ปลาหมอคางดำหลุดมาจากที่ไหน สารพิษจากแม่น้ำกกมาจากที่ไหน หรือราคาพลังงาน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในประเทศไทย ใครเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ ก็ขอถามว่าสิ่งที่แสดงออกในเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรพูดใช่หรือไม่ ประชาชนคนไทยควรที่จะรับรู้ ความเสียหายนั้นมีอยู่แล้วกับผู้ที่กระทำผิด แต่คนที่กำลังทำผิดกำลังออกมาปกป้องตัวเองด้วยการปิดปากไม่ให้คนอื่นพูด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องตั้งคำถามว่า อยากจะเห็นอะไร” อนุสรณ์กล่าว


ด้านชลธารกล่าวว่า กฎหมายเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยได้ให้สัญญาไว้กับต่างประเทศ และในกระบวนการระหว่างประเทศก็มีการตรวจสอบประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ว่าทำตามสัญญาหรือไม่ โดยที่ผ่านมา สหประชาชาติมีคณะทำงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้สื่อสารมายังรัฐบาลอย่างเป็นทางการมาโดยตลอดว่า ในเรื่อง SLAPP ประเทศไทยยังทำได้ไม่ดีพอ และสามารถทำได้ดีกว่านี้ เพื่อคุ้มครองประชาชน นักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน และคนในชุมชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ยุติการฟ้องปิดปาก #SALPP #AntiSlapp
















วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มวลชนร่วมเป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย จำเลย 112 ครบ 35 ปี ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิง - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 2 เดือน - ล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง

 


มวลชนร่วมเป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย จำเลย 112 ครบ 35 ปี ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิง - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 2 เดือน - ล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง


วันนี้ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มวลชนอิสระจัดกิจกรรม กินข้าวกับเพื่อนหน้าเรือนจำ - เป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบรอบ 2 ปี 2 เดือน โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งมาร่วมกิจกรรม รวมถึงพ่อของ “เก็ท” โสภณ มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย


ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่มมวลชนทยอยเดินทางมายังหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และเริ่มติดภาพป้ายผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นมีการแสดงดนตรี โดย “อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์” และกิจกรรมล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำ ขณะเดียวกันก็มีผู้ขึ้นปราศรัยกล่าวถึงผู้ต้องขังหลายคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำขณะนี้ รวมไปถึง “บุ้ง” เนติพร และ “อากง” ที่เสียชีวิตจากการถูกคุมขังคดี ม.112 ในเรือนจำ และกล่าวถึงอาการป่วยของเอกชัยที่ยังคงไม่ได้รับการรักษา และศาลยังคงไม่ให้ประกันตัว รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” และ “ครูใหญ่” จึงทำให้ต้องติดกำไล EM และถูกขังอยู่ในเรือนจำ


จากนั้นมีการเปิดเพลงสุขสันต์วันเกิดและเป่าเค้กให้ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่วันนี้อายุครบ 35 ปี และอวยพรขอให้อายได้พบกับเสรีภาพในเร็ววันนี้ สำหรับอาย กันต์ฤทัยนั้น ปัจจุบันถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 2567 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว หลังถูกพิพากษาจำคุกรวม 10 ปี 60 เดือน


ในเวลาประมาณ 19.30 น. เริ่มจุดเทียนและวางดอกไม้ เพื่อรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร ที่เสียชีวิตครบรอบ 2 ปี 2 เดือน หลังจากเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค.​ 2567 ระหว่างถูกขังในคดีละเมิดอำนาจศาล และถูกถอนประกันในคดี ม.112 ซึ่งต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องคดีนี้


กิจกรรมปิดท้ายด้วยการอ่านบทกวี "มหาตุลาการ" ที่สะท้อนถึงบทบาทอำนาจของตุลาการ ประพันธ์โดย ทนายอานนท์ นำภา และอ่านกลอนถึง “อาย” กันต์ฤทัย เนื่องในวันเกิดของอาย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #นิรโทษกรรมประชาชน