ธิดา
ถาวรเศรษฐ : เลขาธิการมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย 2535
กล่าวรำลึกในงาน
#50ปี6ตุลา
ณ.
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เมื่อวันที่
6 ต.ค. 2569
ลิ้งค์ยูทูป
: https://www.youtube.com/watch?v=xhJdkfsibDE
สวัสดีค่ะ
เป็นครั้งแรกของดิฉันที่ได้มาพูดในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้ง ๆ
ที่ดิฉันจริง ๆ ก็น่าจะเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงกว่าใคร ๆ ณ ที่นี้ด้วยซ้ำ
เพราะได้ร่วมมาตั้งแต่ 14ตุลา16 และวันที่ 5 ตุลา19
ตอนกลางคืนก็มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมกับทนายทองใบ ทองเปาด์ และก็เพื่อน
ๆ อีกจำนวนหนึ่ง
วันนี้ดิฉันมาในนามตัวแทนของมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย
มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ก่อตั้งใน พ.ศ. 2535 หมายความว่า มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย
เกิดหลังจากเหตุการณ์ของ 6ตุลา19 เป็นเวลา 16 ปี หรือว่า 15
ปีมีการทำรัฐประหารจากรอบ 6ตุลา19 มาจนกระทั่งถึง 2535 มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย
เราไม่ต้องการวีรชนมากกว่านี้อีกแล้ว เราคิดว่า 6ตุลา19 มันก็โหดเหี้ยม
แต่ว่ามันก็เกิดเหตุการณ์ 2535 และ 2553 ซึ่งไม่แน่ว่ามันจะเกิดอีกก็ได้
เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้
ก่อนอื่นดิฉันและมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตยก็ต้องขอแสดงความคารวะสดุดีวีรชน
ในวาระครบ 50 ปี เหตุการณ์ 6ตุลา19
ซึ่งเป็นวาระทางประวัติศาสตร์ประชาชนที่สำคัญยิ่ง เรามาจัดงาน เรามาร่วมสดุดี
เรามาร่วมรำลึก ในทัศนะดิฉันถือว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณผู้จัดงาน และขอบคุณเยาวชนที่จะต้องเป็นผู้รับช่วงด้วยความเต็มใจในการที่จะจัดงานต่อไป
เพราะว่าคนรุ่นเราก็ผ่านชีวิตมามาก ดิฉันอาจจะอยู่ได้ทัน 100 ปี 2475 ก็คือ 2575
แต่ถ้า 100 ปี 6ตุลา ไม่มีทางถึงแน่ คงไปนานแล้ว
การจัดงานครั้งนี้
เท่าที่ดิฉันดูแล้วมันไม่ได้อยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก็ฝากคำขอบคุณไปยังเยาวชนและผู้จัดงานในมหาวิทยาลัยและที่ต่าง ๆ
มันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน ซึ่งเป็นสายธารมายาวนานแล้ว
แล้วในระหว่างทางนั้นมีผู้สูญเสียเป็นวีรชนประชาธิปไตยมาเป็นลำดับ เราไม่อยากให้มีอีก!!!
พอแล้ว!!! วีรชนประชาธิปไตยที่ต้องเสียสละชีวิต
แล้วก็มาเยียวยากัน มาตั้งมูลนิธิกัน แบบมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย 2535
ที่เราทำกันอยู่นี่ พอแล้ว!!!
แต่อย่างไรก็ตาม
ในเมื่อสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนที่ผ่านมานั้น
มันเป็นการต่อสู้กับชนชั้นนำจารีตอำนาจนิยม ซึ่งในยุคแรกต่อสู้กับคณะราษฎร
และยุคที่เรามีการสูญเสียที่เรารำลึกวันนี้ก็เป็นช่วงเวลาของสงครามเย็นและความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์
ดังนั้นจึงมีคำประณามและคำกล่าวหาว่า นักศึกษาปัญญาชนในช่วงที่จัดชุมนุม 6ตุลา19
นั้น เป็นคอมมิวนิสต์ แต่ในทัศนะดิฉันนะ ต่อให้มันเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งสนาม
ก็ฆ่าไม่ได้ ไม่สามารถเอาปืนมายิงคนมือเปล่า ต่อให้เป็นคอมมิวนิสต์จริง ๆ
แล้วความจริงมันก็ไม่ใช่!!! มันเป็นความคิดเห็นแตกต่าง
มันเป็นยุคสมัยของฝ่ายซ้ายที่เฟื่องฟูทั้งในกระแสโลกสากล และโดยเฉพาะชัยชนะของสงครามอินโดจีน
คือหมายถึงว่าประเทศอินโดจีนได้รับชัยชนะในการปฏิวัติ ทำให้เกิดความหวาดกลัวสุดขีด
และความหวาดกลัวสุดขีดนั้นได้กระทำต่อปัญญาชน 6ตุลา19
และแม้ว่าจะมีการพูดจาว่าเรามีจุดอ่อนในส่วนของนักศึกษาปัญญาชนอย่างไรก็ตาม
ประการแรกดิฉันบอกแล้ว
ต่อให้เป็นคอมมิวนิสต์ทั้งหมด คุณก็เอาปืนอาวุธสงครามมายิงไม่ได้ คุณทำไม่ได้
แต่คุณทำไปแล้ว แปลว่าไม่กลัวอะไรเลย และนอกจาก 6ตุลา19 มันก็มาเกิด พฤษภา35
แล้วมันก็ พฤษภา53 หมายความว่าความโหดเหี้ยมมันยังดำรงอยู่
การไม่ยอมคืนอำนาจประชาชนยังดำรงอยู่ แต่เหยื่อผู้ถูกกระทำเปลี่ยนแปลงไปตามโจทย์การเมืองแต่ละยุคสมัย
แต่โจทย์ในช่วง 6ตุลา19 เป็นโจทย์ที่เขาหวาดกลัวอย่างสุดขีด
ดังนั้นเป็นบทเรียนว่า
ถ้าในปัจจุบันยังมีความหวาดกลัวสุดขีดจากชนชั้นนำจารีตอำนาจนิยม
เขาอาจจะไม่ใช้อาวุธ แต่เขาจะใช้อย่างอื่นในการกระทำ
ดังเช่นที่เยาวชนสูญเสียอิสรภาพอยู่ในเรือนจำเป็นจำนวนมาก
นี่ก็เป็นการสงครามโดยใช้กฎหมาย อาจจะไม่หลั่งเลือด แต่ว่าสูญเสียอิสรภาพ
นี่เป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจว่า ภาวะสงครามการต่อสู้ของประชาชนต่อเนื่องมาตลอด
ไม่ได้หยุดเลยค่ะ มาจนถึงปัจจุบัน
ดิฉันก็ขอขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับผู้จัดงาน
เขาไม่ต้องการให้เราจำ เราก็ต้องจำ เขาไม่ต้องการให้เราบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ประชาชน
เราก็ต้องบันทึก เราจะจัดงาน เราจะจดจำ
และเราจะจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน ให้ได้ระลึกเสมอว่า
สงครามระหว่างชนชั้นนำที่ไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนยังดำรงอยู่จนถึงบัดนี้ไม่สิ้นสุด
แต่มีการเปลี่ยนแปลงเหยื่อและเปลี่ยนแปลงรูปแบบเท่านั้นเอง
อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะฝากไว้
แล้วการจัดงานของเรานอกจากจะเพื่อจดจำ
เพื่อเล่าเรื่องให้คนรุ่นอนาคตได้รับรู้ แต่สิ่งหนึ่งก็คือ
เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า ประชาชนยังต่อสู้อยู่ ยังไม่ยอมแพ้
เพราะเมื่อไหร่ที่ล้มเลิกจัดงาน
เลิกทำงานเพื่อที่จะช่วยเหลือแม้กระทั่งคนที่ต้องติดคุกติดตะรางอยู่
นั่นแปลว่าประชาชนยอมสยบ
เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอขอบพระคุณผู้จัดงานและผู้ที่มาร่วมงานทุกท่าน
ดิฉันก็อายุมากแล้ว ข้างหลังนี่ก็คือคุณประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์ เป็นคณะกรรมการในมูลนิธิฯ
ด้วยกัน
ขอขอบพระคุณเยาวชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่าง
ๆ ที่กำลังทำ ให้ท่านเข้าใจว่าสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนยังไม่จบ
ยังต้องต่อสู้ต่อไป และเราต้องไม่มีวันลืม
ขอคารวะสดุดีสำหรับวีรชนประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะ #50ปี6ตุลา
เราไม่ต้องการวีรชนประชาธิปไตยคนใหม่ ๆ อีกต่อไป ก็ขอให้มันยุติ
และมันจะยุติได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถจัดการต่อสู้ได้อย่างถูกต้อง ขอบคุณค่ะ.































































