วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ศิริกัญญา’ ชี้งบฯ 70 ยังมีช่องโหว่ แม้รัฐบาลตัดงบแล้ว พบโครงการซ้ำซ้อนเพียบ เจอโครงการ Cloud ซ้ำ ครุภัณฑ์ราคาเกินจริงหลายหน่วยงาน เตรียมหั่นงบเพิ่ม เตือนจับตาโครงการโซลาร์บาดาล 6,500 ล้าน เสี่ยงซ้ำรอยปัญหาทุจริต

 


ศิริกัญญา’ ชี้งบฯ 70 ยังมีช่องโหว่ แม้รัฐบาลตัดงบแล้ว พบโครงการซ้ำซ้อนเพียบ เจอโครงการ Cloud ซ้ำ ครุภัณฑ์ราคาเกินจริงหลายหน่วยงาน เตรียมหั่นงบเพิ่ม เตือนจับตาโครงการโซลาร์บาดาล 6,500 ล้าน เสี่ยงซ้ำรอยปัญหาทุจริต


วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ถึงภาพรวมและทิศทางในอนาคตของ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในความเห็นของพรรคประชาชน หลังจากที่มีการพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 ผ่านไป 3 สัปดาห์


โดยศิริกัญญาระบุว่า ขณะนี้การพิจารณางบประมาณดำเนินมาได้ประมาณ 3 สัปดาห์แล้ว สำหรับห้องประชุมใหญ่ได้พิจารณาไปเกือบครึ่งทาง บรรยากาศในปีนี้ค่อนข้างคึกคัก เพราะเปิดให้ประชาชนติดตามการประชุมผ่านการถ่ายทอดสดตั้งแต่ต้น ทำให้สังคมให้ความสนใจกับการพิจารณางบประมาณมากขึ้น และเนื่องจากรัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณของหลายหน่วยงานไปแล้วตั้งแต่ต้น การพิจารณาในห้องใหญ่จึงเน้นการอภิปรายเชิงนโยบายเป็นหลัก


อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่คาดว่าชั้นอนุกรรมาธิการอาจไม่จำเป็นต้องตัดงบเพิ่มเติมมากนัก แต่เมื่อเริ่มพิจารณารายละเอียดในสัปดาห์นี้ กลับพบว่าหลายโครงการยังมีราคาสูงผิดปกติ และมีการของบประมาณซ้ำซ้อนกันอยู่จำนวนมาก เช่น ปีนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับงบเพิ่มขึ้นประมาณ 30% โดยส่วนใหญ่เป็นงบสำหรับระบบ Cloud กลางของภาครัฐ มูลค่าราว 5,000 ล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรวมการจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ มาไว้ที่ส่วนกลาง


แต่เมื่อตรวจสอบรายละเอียด กลับพบว่าหลายหน่วยงานยังคงของบเพื่อซื้อหรือเช่า Cloud แยกต่างหาก ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน อนุกรรมาธิการจึงกำหนดให้หน่วยงานที่ของบลักษณะนี้ต้องนำหนังสือรับรองจากกระทรวงดีอีมายืนยันว่าไม่ซ้ำกับระบบ Cloud กลาง และระบบดังกล่าวไม่สามารถรองรับความต้องการของหน่วยงานได้จริง


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังพบปัญหาในหน่วยงานที่ให้บริการประชาชน เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) งบสวัสดิการที่ควรถึงมือประชาชนถูกปรับลด แต่กลับมีการตั้งงบด้านการบริหารเพิ่มขึ้น เช่น กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีโครงการจัดตั้ง Data Center พร้อมรายการจัดซื้อที่มีราคาสูงเกินจริง ไม่ว่าจะเป็นประตูหนีไฟราคาประมาณ 200,000 บาท ชุดสำรองไฟราคา 800,000 บาท หรือเก้าอี้สำนักงานราคาตัวละ 15,000 บาท ซึ่งรายการเหล่านี้จำเป็นต้องถูกตรวจสอบและพิจารณาปรับลด


แม้อนุกรรมาธิการเพิ่งเริ่มพิจารณารายละเอียดได้เพียงสัปดาห์เดียว แต่ก็พบความผิดปกติจำนวนมาก สะท้อนว่าแม้รัฐบาลจะบอกว่าปรับลดงบประมาณไปมากแล้ว แต่เมื่อพิจารณาในระดับโครงการ ยังพบรายการที่มีราคาสูงเกินจริงอยู่หลายแห่ง” ศิริกัญญากล่าว


ศิริกัญญากล่าวถึงงบกลาง 12,000 ล้านบาทว่า เป็นมาตราแรกๆ ที่ กมธ. ได้มีการพิจารณา ขณะนี้ได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้ว แต่จะกลับมาพิจารณาอีกครั้งหลังการพิจารณางบประมาณทุกมาตราเสร็จสิ้น กมธ.ฝ่ายรัฐบาลบางส่วนก็เห็นตรงกันว่าหากพบความซ้ำซ้อนจริง ก็สามารถปรับลดงบประมาณได้ จึงต้องติดตามผลการพิจารณาในช่วงท้ายอีกครั้ง


ขณะที่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย แม้กรมโยธาธิการและผังเมืองจะถูกปรับลดงบบางส่วนแล้ว แต่ยังพบข้อสังเกตว่าโครงการที่เหลือมีลักษณะกระจายงานให้ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ขณะเดียวกันก็เว้นพื้นที่ให้ผู้รับเหมาชั้นรองสามารถเลื่อนชั้นได้ ซึ่งควรตรวจสอบว่ามีความผิดปกติหรือไม่


ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตต่อว่า การที่หลายหน่วยงานมีรายได้นอกงบประมาณอยู่แล้ว แต่ยังขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินเพิ่มเติม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเปิดอบรมปีละประมาณ 200-300 คน เก็บค่าอบรมสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคน ทำให้มีรายได้หลายสิบล้านบาทต่อปี แต่ยังของบประมาณจากรัฐเพิ่มเติม


ทั้งที่เคยมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีงบประมาณก่อนแล้ว หลายหลักสูตรมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ผู้เข้าอบรมจำนวนมากกลับไม่ได้เลื่อนตำแหน่งก่อนเกษียณ จึงเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ และยังเป็นการโยกงบประมาณจากหน่วยงานหนึ่งไปสนับสนุนอีกหน่วยงานหนึ่งผ่านการจัดหลักสูตรอีกด้วย


ศิริกัญญากล่าวถึงโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่าโครงการนี้เป็นงบผูกพันที่ล่าช้ามาตั้งแต่ระยะแรก เดิมเกิดจากผู้รับเหมาที่เสนอราคาต่ำกว่าราคากลางมากจนไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนด ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยก็เคยชี้แจงเรื่องนี้ไว้ และล่าสุดยังพบปัญหาสภาพคล่องของบริษัทผู้ควบคุมงาน ทำให้โครงการมีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีก


ทั้งที่เดิมตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2569 แต่ปัจจุบันมีความคืบหน้าเพียงประมาณหนึ่งในสาม แม้จะขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีกหนึ่งปี ก็ไม่น่าจะแล้วเสร็จทัน ผลกระทบคือหน่วยงานต่างๆ ที่ยังใช้อาคารเดิม จำเป็นต้องของบประมาณมาปรับปรุงอาคารเพิ่มเติมระหว่างรอโครงการใหม่แล้วเสร็จ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนอีก


ศิริกัญญากล่าวต่อถึงกรณีการอนุมัติงบกลางประมาณ 6,500 ล้านบาท สำหรับโครงการน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยระบุว่า ในสถานการณ์ที่งบประมาณมีจำกัดและรัฐบาลต้องโอนงบประมาณมารองรับรายจ่ายจำเป็น กลับยังมีการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ลักษณะนี้ จึงน่ากังวลว่าจะซ้ำรอยโครงการบริหารจัดการน้ำในปี 2568 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการทุจริต และรัฐบาลต้องยกเลิกบางโครงการในเวลาต่อมา


ขณะนี้ร่าง TOR อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น จึงอยากเชิญชวนผู้ที่มีความรู้ช่วยตรวจสอบว่ามีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะหรือเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดหรือไม่ เพราะโครงการนี้เกี่ยวข้องทั้งระบบน้ำบาดาล ระบบโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และอินเวอร์เตอร์ ซึ่งมีความซับซ้อน


ศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายว่า งบประมาณของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีภาระรายจ่ายจำนวนมาก ทั้งคดีคลองด่าน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ จึงน่าตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกใช้งบกลางกว่า 6,500 ล้านบาทกับโครงการนี้ ทั้งที่กรมชลประทานเพิ่งถูกตัดงบประมาณไปประมาณ 7,000 ล้านบาท จึงสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องในการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณในปีนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบ70

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“โรม” เผย กมธ.กฎหมายฯ พบพิรุธหลายจุด “คดีน้องเมย” ยังไม่สรุปผล เตรียมเรียกสอบเพิ่ม ชี้คำวินิจฉัยตำรวจ ‘ไม่เสื่อมเสีย’ ขัดสามัญสำนึก

 


“โรม” เผย กมธ.กฎหมายฯ พบพิรุธหลายจุด “คดีน้องเมย” ยังไม่สรุปผล เตรียมเรียกสอบเพิ่ม ชี้คำวินิจฉัยตำรวจ ‘ไม่เสื่อมเสีย’ ขัดสามัญสำนึก


วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยมี รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณี ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารถูกลงโทษจนเสียชีวิต และมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยและจริยธรรมต่อผู้ก่อเหตุ รวมทั้งมาตรการคุ้มครองสิทธิให้แก่ผู้เสียหาย โดยมี สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่ของผู้เสียชีวิต เป็นผู้ร้องเรียน


รังสิมันต์กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้แบบ 100% แต่ก็มีจุดที่เป็นข้อสังเกตหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่แม่ของผู้เสียชีวิตได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.พญาไท ก็ปรากฏว่าอัยการศาลทหารมีคำสั่งไม่ส่งฟ้อง แล้วส่งกลับมาที่ สน.พญาไท ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ซึ่งทาง สน.พญาไท ได้ทำหนังสือแจ้งมาในเดือนกรกฎาคม โดยลายเซ็นในการรับหนังสือก็ไม่ใช่ลายเซ็นของแม่ของผู้เสียชีวิตที่ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี


ประเด็นต่อมาคือ ข้อเท็จจริงหลายอย่างที่อยู่ในการครอบครองของสถานีตำรวจภูธรบ้านนา ผู้กำกับสถานีตำรวจไม่สามารถตอบคำถามอะไรได้ อาจเป็นเพราะไม่ได้เป็นผู้ทำคดีเอง แต่ตนมองว่าอาจไม่เกี่ยว เพราะข้อเท็จจริงต่างๆ จะต้องเป็นไปตามเอกสาร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับดำเนินการเหมือนกับว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีความสำคัญ ก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง


รวมถึงคุณสมบัติของผู้ที่เป็นตำรวจ ในเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาออกมาว่ามีความผิด มีโทษจำคุก 4 เดือน ถึงแม้จะรอลงอาญา แต่จากการฟังข้อมูลชี้แจงในวันนี้ก็ไม่ได้มีการระบุว่าจะต้องติดคุกจริงหรือไม่ ซึ่งตนก็จะมีการเรียกประชุมในประเด็นดังกล่าวอีกครั้งเพื่อสร้างความกระจ่าง


ส่วนประเด็นที่มีการดำเนินคดีกับนักเรียนเตรียมทหาร 2 คน และนายแพทย์ ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในสถานีตำรวจภูธรบ้านนา และมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น จำเป็นที่จะต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากพระธรรมนูญศาลทหารต่อไป เพราะในวันนี้ก็ยังไม่ได้รับข้อเท็จจริงถึงเหตุและผลที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์เกิดอะไรขึ้น


รังสิมันต์กล่าวว่า ทุกอย่างมีพิรุธหมด แต่สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดคือ การที่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่ทาง ตร. ได้ตั้งขึ้นมา วินิจฉัยว่าตำรวจที่ศาลทหารได้พิพากษาให้มีโทษจำคุก เป็นผู้ที่ไม่เสื่อมเสีย ซึ่งการทำร้ายร่างกายผู้อื่นก็ไม่สามารถตีความเช่นนั้นได้ ตนมองว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวขัดกับสามัญสำนึกของวิญญูชน แต่ในเชิงข้อกฎหมายก็ต้องดูกันต่อไป อย่างที่ถกเถียงกันว่า การที่ศาลทหารได้พิพากษาให้มีความผิดและมีโทษจำคุก น่าจะเพียงพอแล้วหรือไม่ ในเรื่องของการพิจารณาคุณสมบัติของนายตำรวจผู้นี้


การประชุมของกรรมาธิการจะมีการนัดต่อไป เนื่องจากมีข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ต้องรับฟัง ซึ่งตนเชื่อว่าข้อเท็จจริงส่วนใหญ่เข้าสู่การพิจารณามากพอสมควรแล้ว อาจเหลือเพียงบางส่วน จึงน่าจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะขอมติ หรือสรุปแนวทางของคณะกรรมาธิการว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป


โดยในวันนี้ต้องยอมรับว่า ในส่วนของข้อเท็จจริงเรื่องอวัยวะสำคัญ สำหรับตนมองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ไม่มีการแจ้งให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทราบ แค่พยายามคิดว่า หากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นกับตน ก็ไม่สามารถรับได้


รวมไปถึงประเด็นของกระเพาะปัสสาวะว่ามีอยู่หรือไม่อย่างไร ซึ่งทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เหมือนจะยังไม่ทราบ โดยในหลายประเด็นหากพิจารณาเรื่องดังกล่าวจากทั้งสองฝ่าย ก็ต้องยอมรับว่ามีพิรุธบางอย่าง เพียงแต่ว่ากำลังต้องรับฟังอย่างเป็นธรรมว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นในกระบวนการตรงไหน และความผิดพลาดดังกล่าวเป็นความผิดพลาดเชิงกระบวนการ หรือเป็นความผิดพลาดที่มีความจงใจให้เกิดขึ้น


สำหรับคดีที่ สน.พญาไท มีข้อสรุปว่ามีคำสั่งไม่ฟ้องแพทย์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งก็ยังไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยสามารถรับฟังได้เพียงอย่างเดียวว่า ทาง สน.พญาไท และอาจรวมถึงอัยการศาลทหาร เชื่อในข้อมูลของแพทยสภา ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่าประเด็นที่แพทยสภาวินิจฉัยนั้นมีการถามกันอย่างไร เพราะต้องดูคำถาม จึงจะดูคำตอบได้ ในวันนี้สิ่งที่ตนเห็นมีแต่คำตอบ แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ถามไปนั้นถามอย่างไร ก็คงจะได้พิจารณาอีกสักครั้ง


สำหรับข้อสังเกตที่ว่า คณะกรรมการสอบที่มี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง มีข้อสังเกตอย่างไรบ้างนั้น รังสิมันต์คิดว่าประเด็นที่ค่อนข้างแปลก คือเมื่อคำวินิจฉัยออกมาว่าเป็นบุคคลที่ไม่เสื่อมเสีย และผู้ชี้แจงได้ชี้แจงว่าต้องดูเป็นรายกรณี โดยที่จริงแล้วควรจะมีบรรทัดฐาน โดยปิดหน้าปิดชื่อ และพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ หากแต่ละคนมีพฤติกรรมที่คล้ายกัน ก็ต้องตัดสินหรือวินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกัน


แต่ปัญหาคือ สิ่งที่ยังไม่สามารถตอบได้คือ เมื่อพิจารณาเป็นรายกรณี หมายความว่าดูชื่อก่อนหรือไม่ ซึ่งตนก็ไม่มั่นใจ ดังนั้น การที่มีคำวินิจฉัยว่าไม่เสื่อมเสีย โดยที่ไม่มีเหตุผลหรือน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพฤติกรรม หรือข้อเท็จจริงที่ศาลได้วินิจฉัยไว้ จะให้รับฟังแล้วเห็นคล้อยตามก็คงเป็นไปได้ยาก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการกฎหมาย #คดีน้องเมย #นักเรียนเตรียมทหาร

‘สหัสวัต’ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของกลุ่มคนที่ทำร้ายร่างกายชายผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง ชี้ไม่ใช่ปกป้องสถาบัน แต่ทำลายหลักนิติรัฐ

 


‘สหัสวัต’ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของกลุ่มคนที่ทำร้ายร่างกายชายผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง ชี้ไม่ใช่ปกป้องสถาบัน แต่ทำลายหลักนิติรัฐ


ตามที่เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 จากกรณีคลิปที่ถูกเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย เมื่อมีกลุ่มคนกล่าวหาว่าชายคนหนึ่งมีพฤติกรรมหมิ่นเบื้องสูง และมีภาพการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ต่อมามีข้อมูลระบุว่าชายคนดังกล่าวกำลังถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจ


สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน แสดงความเห็นว่า ไม่ว่าเราจะรักหรือไม่รักสถาบัน ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นของใคร สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยไม่ควรยอมรับ คือ ‘การใช้ความรุนแรงกับผู้ที่เห็นต่าง’


“หากวันนี้มีผู้ใดอ้างความจงรักภักดีเพื่อทำร้ายร่างกายผู้อื่น นั่นไม่ใช่การปกป้องสถาบัน แต่คือการทำลายหลักนิติรัฐ และทำให้สถาบันถูกดึงเข้าไปผูกโยงกับการใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์”


สหัสวัตย้ำถึงหลักการว่า ในประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย ไม่มีประชาชนคนใดมีสิทธิตั้งตัวเป็นศาล เป็นตำรวจ หรือเป็นผู้ลงโทษผู้อื่น เพราะคิดว่าตนเองอยู่ฝ่ายที่ถูกต้อง หากมีการกระทำผิด ก็มีกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินการ แต่ไม่มีความเห็นต่างแบบใดที่ควรลงเอยด้วยการรุมทำร้ายกันกลางถนน


“ผมยืนยันหลักการเดิมเสมอว่า ความเห็นต้องสู้กันด้วยเหตุผล การกระทำผิดต้องตัดสินกันด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยกำปั้น ถ้าเราเลือกยอมรับความรุนแรงเพียงเพราะผู้ก่อเหตุอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา วันหนึ่งความรุนแรงนั้นก็จะย้อนกลับมาทำร้ายทุกคนในสังคม”


สหัสวัตกล่าวต่อว่า ประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันที่เราปกป้องเฉพาะคนที่คิดเหมือนเรา แต่คือการยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเท่าเทียมกัน แม้จะเป็นคนที่เราไม่เห็นด้วยที่สุดก็ตาม


“ประเทศไทยควรเป็นสังคมที่ใช้กฎหมายแทนความแค้น ใช้เหตุผลแทนกำลัง และใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็ตามอ้างอุดมการณ์ของตนเพื่อใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

จม.จากเรือนจำ ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 69 “อานนท์” เขียน การสู้คดีมิใช่เรื่องคดีอย่างเดียว ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ด้วย ถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ครั้งนี้หากจะมีสักคนที่ต้องลงนรก ผมก็พร้อมจะลงไป ลงไปพร้อมกับการเขียนบางบันทึกและกอดคอสังคมเก่าลงไปพร้อม ๆ กัน

 


จม.จากเรือนจำ ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 69 “อานนท์” เขียน การสู้คดีมิใช่เรื่องคดีอย่างเดียว ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ด้วย ถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ครั้งนี้หากจะมีสักคนที่ต้องลงนรก ผมก็พร้อมจะลงไป ลงไปพร้อมกับการเขียนบางบันทึกและกอดคอสังคมเก่าลงไปพร้อม ๆ กัน


วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) เพจเฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ของ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยแพร่ข้อความในจดหมาย ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 69 ใจความว่า


เมื่อวานตอนถูกเบิกตัวไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ผ่านวิดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ที่แดน 2 ได้เจอกับรุจ ซึ่งเป็นนักโทษคดีม.112 ที่ตัดสินใจไม่ฎีกา ถอนประกันตัวเข้ามาในเรือนจำ รุจยังดูแจ่มใสพร้อมที่จะปรับตัวและใช้ชีวิตในนี้ ผมเพิ่งเคยเจอรุจเป็นครั้งแรกแต่ก็คุ้นหน้าและคุ้นแววตา ผมว่าหน้าเขาคล้าย จิตร ภูมิศักดิ์ พอฟังคำพิพากษาเสร็จ ผมกลับมาแดน 4 กดนิ้วซื้อของใช้ ของกินที่จำเป็นส่งไปให้รุจ 


การกักตัว 5 วันที่แดน 2 เป็นเรื่องที่ต้องมีการตระเตรียมและให้ความช่วยเหลือเพราะยังไม่สามารถติดต่อกับญาติได้ รวมทั้งการซื้อของด้วย ข้าวของที่เตรียมให้น่าจะพอสำหรับการใช้ชีวิตในช่วงกักตัว หวังว่ารุจจะได้ย้ายมาอยู่ที่แดน 4 ด้วยกัน


สำหรับการเดินย่ำลงทะเล ก้าวแรกเป็นน้ำเค็ม ก้าวที่สองย่อมเป็นน้ำเค็ม เราล้วนรู้ว่าสำหรับคดีของทนายอานนท์ นำภา จะเป็นเช่นไรในที่สุด หากแต่การสู้คดีมิใช่เรื่องคดีอย่างเดียว มันยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ด้วย ถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ครั้งนี้หากจะมีสักคนที่ต้องลงนรก ผมก็พร้อมจะลงไป ลงไปพร้อมกับการเขียนบางบันทึกและกอดคอสังคมเก่าลงไปพร้อม ๆ กัน


อาการปวดขาดีขึ้นมากหลังจากตัดสินใจไปพบหมอ ความจริงถ้าออกไปพบหมอตั้งแต่แรก ๆ ก็คงหายแล้ว ขอบคุณหมอใจดีคนนั้น


ฟ้าเช้านี้ครึ้มฝน ผู้คนเดินดูสับสน ใต้ตึกเปิดไฟสีนวล ๆ เหมาะแก่การเขียนอะไรบางอย่าง นอกจากจดหมายแล้วก็คือบทกวี 


อานนท์ นำภา


สำหรับอานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเรื่องคำร้องสอบ ป.ป.ช. คดีศักดิ์สยาม: (1) เปิดรายชื่อคณะกรรมการกลั่นกรอง (2) กำหนดกรอบเวลาให้ชัด (3) เชิญผู้ร้องเข้าให้ข้อมูล (4) เผยแพร่บันทึกการประชุม

 


ฝ่ายค้านทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเรื่องคำร้องสอบ ป.ป.ช. คดีศักดิ์สยาม: (1) เปิดรายชื่อคณะกรรมการกลั่นกรอง (2) กำหนดกรอบเวลาให้ชัด (3) เชิญผู้ร้องเข้าให้ข้อมูล (4) เผยแพร่บันทึกการประชุม


วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา โสภณ ซารัมย์ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคำร้องที่พรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อเสนอให้มีการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระมาตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้ว ประธานรัฐสภาได้ให้สัมภาษณ์ว่าเพิ่งเซ็นตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาพิจารณาคำร้องดังกล่าว แม้ผ่านไปแล้ว 40 กว่าวัน


ในหนังสือดังกล่าว ฝ่ายค้านได้ขอให้ประธานรัฐสภา :


1. เปิดเผยรายชื่อกรรมการและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองคำร้อง ที่ประธานรัฐสภาเซ็นตั้ง


2. ให้ความชัดเจนเรื่องกรอบระยะเวลา ที่คณะกรรมการดังกล่าวจะใช้ในการดำเนินการและเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา


3. เชิญตัวแทนผู้ยื่นคำร้องเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการระหว่างการพิจารณา เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรม


4. เปิดเผยบันทึกการประชุมและผลการพิจารณาของคณะกรรมการ หลังจากที่มีการเริ่มปฏิบัติหน้าที่


พริษฐ์กล่าวว่า บ่ายวันนี้ ประธานรัฐสภา โสภณ ซารัมย์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยยืนยันว่า “ไม่ได้รับใช้บุคคลหรือพรรคการเมืองใด” และไม่ได้มีเจตนาดองคำร้องดังกล่าวของฝ่ายค้าน จึงตั้งคำถามว่า “หากประธานรัฐสภา ‘พูดแล้วทำ’ จริง ตามสโลแกนของพรรคต้นสังกัดท่าน ผมหวังว่าท่านจะให้ความร่วมมือกับทางฝ่ายค้านใน 4 ประเด็นดังกล่าว”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ศักดิ์สยามชิดชอบ #ซุกหุ้น

‘ภัทรพงษ์’ จี้นายกฯ จำเนื้อเพลง ‘เถียนมี่มี่’ ได้ แต่ตั้งใจลืมคุยกับจีนเรื่องแม่น้ำพิษจากการทำเหมือง

 


‘ภัทรพงษ์’ จี้นายกฯ จำเนื้อเพลง ‘เถียนมี่มี่’ ได้ แต่ตั้งใจลืมคุยกับจีนเรื่องแม่น้ำพิษจากการทำเหมือง


จากการให้สัมภาษณ์สื่อของ อนุทิน ชาญวีรกูล ถึงประเด็นการพูดคุยปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน จากการไปเยือนจีนเมื่อวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569


วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่รัฐบาลไทยปล่อยหลุดมือไป เพราะนายกฯ อนุทินตอบคำถามของสื่อที่ถามว่าได้มีการพูดคุยกับจีนเรื่องสารพิษในแม่น้ำกกหรือไม่ และได้คำตอบว่า “ไม่ได้พูดคุยกับจีน เพราะเป็นปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องพูดคุยกันเองให้เรียบร้อยก่อน”


ในฐานะที่ทำงานติดตามปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง ภัทรพงษ์เห็นว่า คำตอบของนายกฯ อนุทินเป็นคำตอบที่ตื้นเขินมาก เพราะแร่ส่วนใหญ่จากเหมืองเหล่านี้ มีปลายทางอยู่ที่ประเทศจีน


“ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปรายพร้อมข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงตัวเลขการนำเข้าแร่จากเมียนมาเข้าสู่ไทยก่อนส่งออกไปยังจีน หรือตัวเลขการครองตลาดแร่หายากของจีน​ ที่จีนนำเข้าโดยตรงจากเมียนมา ซึ่งเหมืองจำนวนมากอยู่ต้นน้ำของประเทศไทย​ ในการอภิปรายต่อรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง และเมื่อสัปดาห์ก่อนก็ได้นำข้อมูลอย่างละเอียดยื่นต่อเอกอัครราชทูตจีนในประเทศไทยเช่นกัน ทางรัฐบาลจีนมีข้อมูลเหล่านั้นในมือพร้อมอยู่แล้ว แต่คุณอนุทินกลับยังมองปัญหานี้เป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ​ ทิ้งโอกาสในการคุยกับรัฐบาลจีน​ให้ร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นนี้ผ่านเวที​ล้านช้าง-แม่โขง”


ภัทรพงษ์กล่าวว่า หากนายกฯ ทำการบ้าน จะไม่ได้ทราบเพียงแค่ว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาระหว่างไทยกับเมียนมา แต่จะทราบด้วยว่าปัญหาการจัดการระหว่างสองประเทศไม่มีความคืบหน้าอะไรมา 1 ปีแล้ว แค่เฉพาะ TOR คณะทำงานร่วมไทย-เมียนมา ก็ยังจัดการกันไม่เสร็จ ซึ่งไทยเองก็ไม่มีมาตรการอะไรภายในประเทศออกมา และยังปล่อยให้ประเทศเราเป็นทางผ่านของแร่พิษจากเมียนมาไปประเทศที่สามเหมือนเดิม


“น่าเสียดาย เพราะหากรัฐบาลไม่ได้ทำการบ้านด้วยตนเอง ก็สามารถลอกการบ้านพรรคประชาชน จากข้อมูลที่เรานำเสนอทั้งหมดก็ได้ แต่รัฐบาลกลับไม่ทำ และยังนิ่งเฉยโดยไม่สนผลกระทบกับประชาชน ถ้ารัฐบาลลงพื้นที่และฟังเสียงจากประชาชน จะรู้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันคือปัญหาที่ทำลายวิถีชีวิต การทำมาหากิน รวมถึงสุขภาพที่สารพิษจากเหมืองพวกนี้จะสะสมในร่างกายของประชาชนคนไทยโดยที่คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเหมืองเหล่านี้เลย”


ภัทรพงษ์ย้ำทิ้งท้ายว่า “โอกาสมี อำนาจมี แต่ไม่ทำ แบบนี้คำถามต่อไปที่ต้องถามคือ คุณมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่ออะไร”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำพิษ

‘วีระยุทธ’ ติง ครม. ทำงานไม่เป็น ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนผิดซ้ำซาก ไม่เข้าใจหัวอกเกษตรกร - ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยผีไปแล้ว 8 แสนล้าน ไร้มาตรการคุมผลกระทบ

 


วีระยุทธ’ ติง ครม. ทำงานไม่เป็น ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนผิดซ้ำซาก ไม่เข้าใจหัวอกเกษตรกร - ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยผีไปแล้ว 8 แสนล้าน ไร้มาตรการคุมผลกระทบ


วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และ รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยกรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชน แถลงแสดงความกังวลต่อกรณีการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผลกระทบของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสะท้อนการทำงานของรัฐบาลที่ไม่รอบคอบและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน


วีระยุทธกล่าวถึงหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า การที่ผู้มีรายได้น้อยถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพียงลำพัง แต่เกิดจากการทำงานของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เนื่องจากเกณฑ์รอบใหม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมไม่ได้พิจารณาอายุรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ไม่ได้ตรวจสอบจำนวนผู้พิการให้แม่นยำ ทั้งนี้ นี่เป็นการปรับเกณฑ์ครั้งที่สอง หลังครั้งแรกมีปัญหาสิทธิลดหย่อนภาษีกระทบสิทธิบิดามารดา แต่ยังพบความบกพร่องเช่นเดิม


วีระยุทธ ยกตัวอย่างกรณีเกษตรกรซึ่งสะท้อนความไม่เข้าใจและการทำงานไม่ละเอียดของคณะรัฐมนตรีคือ เกณฑ์ถือครองที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ ไม่สะท้อนความเป็นจริงของภาคเกษตร เพราะสำมะโนการเกษตรปี 2566 ระบุว่าเกษตรกรไทยถือครองที่ดินเฉลี่ย 17.4 ไร่ และกว่าร้อยละ 60 มีที่ดินตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่ได้รับสิทธิ ทั้งที่ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิมีผลตอบแทนสุทธิเพียง 1,386 บาทต่อไร่ ถือครองที่ดิน 10 ไร่ ก็มีรายได้เพียง 13,860 บาท หรือราวร้อยละ 14 ของเกณฑ์รายได้ 100,000 บาท


ส่วนเกณฑ์หนี้สินไม่เกิน 100,000 บาท ก็ไม่สอดคล้องความเป็นจริง เพราะครัวเรือนเกษตรกรไทยมีหนี้สินเฉลี่ยถึง 198,038 บาท แม้ไม่รวมหนี้เพื่อการเกษตรก็ยังเฉลี่ย 126,891 บาท เกินเกณฑ์ สะท้อนว่ารัฐบาลมีข้อมูลแต่ไม่ได้นำมาพิจารณารอบด้าน


วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลใช้ข้อมูลจากหลายกระทรวงประกอบการพิจารณา และยกเลิกเกณฑ์แบบผิดข้อเดียวตัดสิทธิ์ทันที เช่น กรณีมีรถจักรยานยนต์เพียงคันเดียว โดยปรับเป็นระบบให้คะแนนองค์รวม ถัวเฉลี่ยคะแนนลบกับคะแนนบวก เช่น รายได้เป็นศูนย์หรือภาระดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้เดือดร้อนจริงยังได้รับสิทธิ แม้มีเงื่อนไขทางเทคนิคบางประการไม่ผ่านเกณฑ์ปกติ


ประเด็นดาต้าเซ็นเตอร์ วีระยุทธกล่าวถึง การที่ รมว. เอกนิติสั่งทบทวนเกณฑ์สนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ ก็มีลักษณะทำนองเดียวกันกล่าวคือ กำหนดให้ผู้ขอลงทุนใหม่ต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำ ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงรายงาน EIA และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม แต่เกณฑ์นี้ใช้เฉพาะคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รอบใหม่ โครงการที่ผ่านมายังไม่ต้องปฏิบัติตาม ไตรมาสแรกปี 2569 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสรวม 57 โครงการ มูลค่า 8.7 แสนล้านบาท


วีระยุทธแสดงความกังวลว่า มูลค่าลงทุนที่สูงนำไปสู่การนำเข้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก จนช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 875,295 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องมูลค่าเพิ่มในประเทศ การจ้างงานที่น้อยเมื่อเทียบกับเงินลงทุน และผลกระทบต่อน้ำไฟฟ้า โดย EEC ใช้น้ำไปแล้วร้อยละ 73 ระยองไม่มีน้ำเหลือ ชลบุรีเหลืออีกร้อยละ 14 และฉะเชิงเทราเหลืออีกร้อยละ 56 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลวางแผนจัดหาน้ำไฟฟ้าให้เพียงพอโดยไม่ผลักภาระประชาชน ควบคุมมลพิษอย่างรัดกุม กำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน (ค่า PUE) และให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนี้


ทั้งนี้ กรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและ Data Center สะท้อนปัญหาการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพของรัฐบาล และการขาดความเข้าใจต่อผลกระทบที่ประชาชนต้องเผชิญ หากรัฐบาลจะทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการเป็นครั้งที่สามก็ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ ใช้ข้อมูลที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร และใช้การประเมินจากหลายปัจจัยร่วมกัน แทนการตัดสิทธิด้วยเกณฑ์เพียงข้อเดียว


ด้าน สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ระบุว่ารัฐควรทบทวนหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณเพื่อให้สวัสดิการตรงถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ารัฐบาลขาดความรอบคอบ คิดนโยบายแบบชักเข้าชักออก และระบบคัดกรองยังมีข้อบกพร่องจากการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่แนวทางแก้ไขที่รัฐบาลเสนอ เช่น การให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ไปใช้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60:40’ ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะผู้เดือดร้อนจำนวนมากอาจไม่มีเงินแม้แต่ที่จะจ่ายในส่วน 40% แรกด้วยซ้ำ


นอกจากนี้ แม้รัฐบาลจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์และจัดตั้งศูนย์ One Stop Service แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องพิสูจน์ความยากจนของตนเอง ทั้งที่ผู้เดือดร้อนจำนวนมากอาจเข้าไม่ถึงระบบอุทธรณ์หรือบริการของรัฐ พรรคประชาชนเห็นว่าภาระการพิสูจน์ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว และควรบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อยืนยันสิทธิของประชาชนแทนการให้ผู้เดือดร้อนต้องวิ่งดำเนินการด้วยตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน