วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

เพิ่มงาน ตัดงบ! พรรคประชาชนมีข้อสรุป เสนอเพิ่มวันประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายของ สส. และภาคประชาชน ประหยัดงบในส่วนที่ไม่จำเป็น ยกเลิกสวัสดิการอาหารฟรีสำหรับ สส. โดยให้ สส. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง


เพิ่มงาน ตัดงบ! พรรคประชาชนมีข้อสรุป เสนอเพิ่มวันประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายของ สส. และภาคประชาชน ประหยัดงบในส่วนที่ไม่จำเป็น ยกเลิกสวัสดิการอาหารฟรีสำหรับ สส. โดยให้ สส. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง


วันนี้ (24 มีนาคม 2569) พรรคประชาชนได้มีการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ เพื่อหารือแนวทางการทำงานของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคประชาชนมีข้อสรุปบางส่วนที่น่าสนใจดังนี้


1. พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเพิ่มวันประชุมในแต่ละสัปดาห์ โดยเพิ่มจาก 2 วันต่อสัปดาห์ (พุธ-พฤหัสบดี) ที่เคยเป็นแนวปฏิบัติในสภาชุดที่ผ่านๆมา มาเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ (พุธ-ศุกร์) อย่างน้อยในบางสัปดาห์ (เช่น 2 สัปดาห์ต่อเดือน ) โดยพรรคเห็นว่า วันพุธควรเป็นวันพิจารณากฎหมายเหมือนที่ผ่านมา วันพฤหัสบดีควรเป็นวันพิจารณากระทู้-ญัตติ-รายงานเหมือนที่ผ่านมา ส่วนวันศุกร์ที่เพิ่มขึ้นมา ควรเน้นพิจารณากฎหมายที่ สส. หรือ ภาคประชาชน เสนอเข้ามา ที่อาจค้างอยู่ในระเบียบวาระการประชุม - พรรคหวังว่าแนวทางนี้จะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประธานสภาฯคนใหม่ โสภณ ซารัมย์ ที่ได้เคยอภิปรายไว้ในที่ประชุมสภาก่อนได้รับเลือกว่าต้องการให้สภามีพื้นที่สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. มากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงกฎหมายที่ถูกเสนอโดยคณะรัฐมนตรี


2. พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณในส่วนที่เกินความจำเป็นหรือไม่คุ้มค่าเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสิ่งที่ สส. เราเรียกร้องมาโดยตลอดและผลักดันสำเร็จในบางส่วนตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล - ในส่วนของสวัสดิการอาหารฟรี ที่ปัจจุบันมีการจัดสรรให้กับ สส. ในวันประชุมสภา ทางพรรคเห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยกเลิกสวัสดิการดังกล่าว โดยหากสภาจำเป็นต้องมีการจัดอาหารเพื่ออำนวยความสะดวก สส. ในการปฏิบัติหน้าที่ในห้องประชุมสภา ก็สามารถดำเนินการได้โดยให้ สส. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง (เช่น ผ่านการหักจากเงินเดือน สส.) - ในขั้นตอนถัดไป เห็นควรให้ทุกพรรคร่วมกันออกแบบรายละเอียดในการดำเนินการผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการกิจการสภาและกลไกการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน
 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คดีชุมนุม REDEM #ม็อบ2พฤษภา64 ให้ “บอย” ธัชพงศ์ รอลงอาญา – แก้โทษจำเลย 13 คนเป็นปรับพินัย

 


ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คดีชุมนุม REDEM #ม็อบ2พฤษภา64 ให้ “บอย” ธัชพงศ์ รอลงอาญา – แก้โทษจำเลย 13 คนเป็นปรับพินัย 


วันนี้ 24 มี.ค. 2569 เวลา 13.30 น. ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของนักกิจกรรม 13 ราย ที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา64 ของกลุ่ม REDEM เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมอรภูมิมายังบริเวณหน้าศาลอาญา 


คดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 15 ราย ได้แก่ ร่อซีกีน นิยมเดชา, หทัยรัตน์ แก้วสีคร้าม, ศุภกิจ บุญมหิทานนท์, วีรภาพ วงษ์สมาน, ปรณัท น้อยนงเยาว์, พัชรวัฒน์ โกมลประเสริฐกุล, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, อิทธิกร ทรัพย์แฉ่ง, ปรีชญา สานจิตรสัมพันธ์, สุทธิตา รัตนวงศ์, “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง, ยงยุทธ ฮังนนท์, ศรัณย์ อนุรักษ์ปราการ, ชนกันต์ เคืองไม่หาย และธัชพงศ์ แกดำ เป็นจำเลยที่ 1-15 ตามลำดับ


ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก “บอย” ธัชพงศ์ 1 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ขณะที่จำเลยที่ 3-14 ถูกพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 33,000 บาท โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 1-2 ศาลยกฟ้องจึงทำให้คดีของจำเลยที่ 1-2 สิ้นสุดลง


อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ โทษจำคุกธัชพงศ์เป็นให้รอลงอาญา 3 ปี ให้แก้โทษปรับทางอาญาเป็นปรับพินัย 2,200 บาท และปรับทางอาญา 19,999.99 บาท ส่วนจำเลยที่ 3-14 ให้แก้โทษปรับทางอาญาเป็นปรับพินัยคนละ 3,300 บาท


วันนี้ (23 มีนาคม 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 จำเลยเดินทางมาศาลพร้อมด้วยทนายความ ส่วน “เก็ท” โสภณ ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ ”อารีฟ“ วีรภาพ ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำกลางบางขวาง เนื่องจากทั้งสองคนยังถูกคุมขังในคดี ม.112 ในคดีนี้ศาลเลื่อนไปอ่านคำพิพากษาในช่วงบ่าย เนื่องจากช่วงเช้ามีจำเลย 1 คนกำลังเดินทางมาศาล


ศาลอ่านคำพิพากษาโดยสรุปว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจำเลยทั้ง 13 คนมีความผิด สำหรับจำเลยที่ 3-14 แก้โทษปรับอาญาเป็นโทษปรับพินัย โดยข้อหา พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ให้ปรับเป็นพินัยคนละ 300 บาท และข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ให้ปรับเป็นพินัยคนละ 3,000 บาท 


ส่วนธัชพงศ์ (จำเลยที่ 15) ให้แก้โทษจำคุกเป็นรอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าไม่ปรากฏว่าจำเลยมีโทษจำคุกมาก่อน และกำลังศึกษาเล่าเรียน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลย แต่เพื่อให้หลาบจำจึงให้คุมประพฤติจำเลยด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่รอการลงโทษมานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น


ในกรณีของธัชพงศ์ให้แก้โทษปรับอาญาเป็นโทษปรับพินัย โดยข้อหา พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ให้ปรับเป็นพินัย 200 บาท และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ปรับเป็นพินัย 2,000 บาท และพิพากษาแก้ในข้อหาขัดขืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ไม่ยอมเลิกการมั่วสุม ตาม ป. อาญา มาตรา 216 ให้ลงโทษปรับทางอาญา 10,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงปรับ 6,666.66 บาท และในข้อหาดูหมิ่นศาลฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 198 ปรับ 20,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงปรับ 13,333.33 บาท 


พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3-14 ให้แก้โทษปรับทางอาญาเป็นปรับพินัยคนละ 3,300 บาท ส่วนโทษจำคุกคนละ 3 ปี ให้รออาญาไว้ 2 ปี ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ ด้านจำเลยที่ 15 จำคุก 1 ปี 12 เดือน ให้รอลงอาญา 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม 12 ชั่วโมง ปรับพินัย 2,200 บาท และปรับอาญารวม 19,999.99 บาท


สำหรับการชุมนุมในวันดังกล่าว มีการปราศรัยเรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังและอดอาหารประท้วงในขณะนั้น และมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยการปามะเขือเทศ-ไข่ ใส่ป้ายศาลและรูปภาพ ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา


ซึ่งในการสืบพยานคดีนี้จำเลยต่อสู้คดีว่า ไม่ใช่ผู้จัดกิจกรรม และการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชน การชุมนุมโดยภาพรวมเป็นไปอย่างสงบสันติ ไม่มีการใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #REDEM

พิพากษาคดี #ม112 "อาย กันต์ฤทัย" โพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อปี 65 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน ทำให้โทษรวมขณะนี้จำคุก 10 ปี 60 เดือน (หรือ 15 ปี) ก่อนส่งตัวกลับ อายฝากข้อความถึงทุกคนว่า “คิดถึงทุกคน ยังเป็นอายคนเดิม”

 


พิพากษาคดี #112 "อาย กันต์ฤทัย" โพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อปี 65 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน ทำให้โทษรวมขณะนี้จำคุก 10 ปี 60 เดือน (หรือ 15 ปี) ก่อนส่งตัวกลับ อายฝากข้อความถึงทุกคนว่าคิดถึงทุกคน ยังเป็นอายคนเดิม”


วันที่ 24 มี.ค. 69 เวลา 13.15 น. ศาลอาญาพิพากษา คดี ม. 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ อาย กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมสองกระทง เป็น 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา


จากกรณีโพสต์ข้อความและภาพบนเฟซบุ๊คส่วนตัวโดยมีเนื้อหาล้อเลียนรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2565


ซึ่งรวมกับโทษ 112 คดีแรก (8 ปี 48 เดือน) จะรวมเป็นโทษจำคุกทั้งหมด 10 ปี 60 เดือน (หรือประมาณ 15 ปี)


ก่อนส่งตัวกลับเรือนจำ อายฝากข้อความถึงทุกคนว่า “คิดถึงทุกคน ยังเป็นอายคนเดิม”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112

‘พริษฐ์’ พรรคประชาชน ​เผย ฝ่ายค้านพร้อมเดินหน้าทำงาน เริ่มต้นด้วยญัตติด่วนเรื่องวิกฤตพลังงานพรุ่งนี้ - 5 ข้อเสนอต่อวาระการประชุมสภา

 



พริษฐ์’ พรรคประชาชน ​เผย ฝ่ายค้านพร้อมเดินหน้าทำงาน เริ่มต้นด้วยญัตติด่วนเรื่องวิกฤตพลังงานพรุ่งนี้ - 5 ข้อเสนอต่อวาระการประชุมสภา


วันนี้ 24 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ในฐานะผู้แทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า วัน


วันนี้ เป็นการประชุมครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการระหว่างตัวแทนพรรคในซีกฝ่ายค้าน เพื่อหารือแนวทางการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร โดยประกอบไปด้วย 5 พรรคที่มิได้ลงมติสนับสนุนคุณอนุทิน เป็นนายกฯ (พรรคประชาชน / พรรคกล้าธรรม / พรรคประชาธิปัตย์ / พรรคไทยภักดี / พรรคเสรีรวมไทย)


ในระบบรัฐสภา พรรคในซีกฝ่ายค้านไม่ได้มีการตกลงมาเป็นฝ่ายค้านร่วมกันเหมือนกับในกรณีพรรคที่ร่วมกันตั้งรัฐบาล แต่พรรคในซีกฝ่ายค้านย่อมถูกคาดหวังให้มีจุดร่วมกันในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อปกป้องประโยชน์ประชาชน แม้อาจมีจุดยืนในบางประเด็น นโยบาย หรือร่างกฎหมาย ที่แตกต่างกันออกไปบ้าง


ในการประชุมเช้าวันนี้ พรรคในซีกฝ่ายค้ใจาน มีข้อสรุปสำคัญร่วมกันดังต่อไปนี้


1. ในการประชุมสภาวันพุธ (พรุ่งนี้ - 25 มี.ค.) พรรคในซีกฝ่ายค้าน จะมีการเสนอญัตติด่วนเรื่องวิกฤตน้ำมัน เพื่อเสนอแนะรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นญัตติที่เราได้เตรียมนำเสนอในการประชุมวันพฤหัสบดีที่แล้วหลังวาระการเลือกนายกฯ แต่ประธานสภาปิดประชุมไปก่อน


2. พรรคในซีกฝ่ายค้าน เห็นว่า ประธานสภา ควรเพิ่มการประชุมสภาในวันพฤหัสบดีนี้ (26 มี.ค.) เพื่อใช้พื้นที่สภาในการพิจารณาญัตติเกี่ยวกับปัญหาอื่นๆของประชาชน ที่ สส. จากหลายพรรคได้ยื่นเข้าไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว - การที่ประธานสภานัดประชุมแค่วันพุธเพียงวันเดียวในสัปดาห์นี้ เป็นอะไรที่ผิดวิสัยจากแนวปฏิบัติที่ผ่านมาที่มักมีการนัดประชุมอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์


3. นอกเหนือจากญัตติด่วนเรื่องวิกฤตน้ำมันตามข้อ 1 ทางพรรคในซีกฝ่ายค้าน เห็นว่ามีอย่างน้อย 4 ญัตติ ที่พรรคในซีกฝ่ายค้านได้เสนอไปแล้ว และเราเห็นว่าเป็นเรื่องด่วนที่ควรจะนำมาพิจารณาในที่ประชุมสภาโดยเร็ว ไม่ว่าจะในวันพฤหัสบดีนี้ (หากประธานนัดประชุม) หรือ สัปดาห์หน้า


- 1. ญัตติ ติดตามและรับมือผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน (ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง การต่างประเทศ)


- 2. ญัตติ แก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร


- 3. ญัตติ ติดตามความคืบหน้าในการชดเชยเยียวยา-ฟื้นฟูพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ (เช่น หาดใหญ่)


- 4. ญัตติ ติดตามแนวทางของรัฐบาลเกี่ยวกับการกำกับการใช้กัญชา


4. แม้ ครม. ณ เวลานี้ ยังคงเป็น ครม. รักษาการ แต่ทางพรรคในซีกฝ่ายค้านเห็นว่ากลไกของกระทู้สดในการสอบถามนายกฯหรือรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ สามารถดำเนินการต่อไปได้ แม้ในห้วงเวลาที่การตั้ง ครม. ใหม่ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์


5. ในการทำงานของสภาชุดที่ 27 ทางพรรคในซีกฝ่ายค้าน เห็นว่า สภาควรมีการเพิ่มวันประชุมในแต่ละสัปดาห์ โดยเพิ่มจาก 2 วันต่อสัปดาห์ที่เคยมีมาโดยตลอด (พุธ = กฎหมาย / พฤหัสบดี = กระทู้-ญัตติ-รายงาน) มาเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ (พุธ = กฎหมาย / พฤหัสบดี = กระทู้-ญัตติ-รายงาน / ศุกร์ = เน้นกฎหมายที่ สส. หรือ ภาคประชาชนเสนอ) อย่างน้อยในบางสัปดาห์ (เช่น เดือนละ 2 สัปดาห์) โดยเน้น กฎหมาย สส. หรือ ภาคประชาชน ที่อาจค้างอยู๋ในระเบียบวาระการประชุม - เราหวังว่าแนวทางนี้จะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประธานสภา ที่ได้เคยอภิปรายไว้ในที่ประชุมสภาก่อนได้รับเลือก ว่าต้องการให้สภามีพื้นที่สำหรับการพิจารณากฎหมาย ที่มาจาก สส. (ไม่ใช่จาก ครม.) มากขึ้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ประชุมสภา #วิกฤตพลังงาน

“วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต ชี้แม้ยังไม่ประทับรับฟ้องแต่มีสัญญาณบวกโดยศาลให้กกต.ตอบคำถามศาลภายใน 1 เดือน ถือได้ว่ากระบวนการเดินหน้าแล้ว

 


วาโย” พอใจคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริต ชี้แม้ยังไม่ประทับรับฟ้องแต่มีสัญญาณบวกโดยศาลให้กกต.ตอบคำถามศาลภายใน 1 เดือน ถือได้ว่ากระบวนการเดินหน้าแล้ว

 

วันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางรับฟังคำสั่งศาล กรณีพรรคประชาชนยื่นฟ้องคดีอาญาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก รวม 9 ราย


โดยวันนี้ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ในส่วนของเจตนาพิเศษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และหากมีกฎหมายลำดับรอง เช่น ระเบียบ ประกาศ และข้อบังคับต่าง ๆ ก็สามารถเพิ่มเติมเข้ามาในคำฟ้องได้ ซึ่งตนจะนำมาเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์มากขึ้น


จุดที่น่าสนใจคือศาลได้สั่งให้ทาง กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้นด้วย แม้ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งประทับรับฟ้อง แต่ศาลก็ได้ใช้ข้อบังคับของศาลฎีกาฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ข้อที่ 3 เมื่อโจทก์ส่งฟ้องแล้วสามารถให้คู่ความชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ โดยขอให้ชี้แจงภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยให้ตอบคำถามสามข้อคือ


1) ในการจัดการเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ คำว่า “ลับ” หมายความว่าอย่างไร


2) กรณีการนำสัญลักษณ์คิวอาร์โคดใส่ลงในบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต และนำสัญลักษณ์บาร์โคดใส่ลงในบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ คณะกรรมการ กกต. อาศัยอำนาจตามกฏหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งใด ในการใส่สัญลักษณ์ลงในบัตรเลือกตั้ง เหตุใดจึงนำสัญลักษณ์ดังกล่าวใส่ไว้ในบัตร การใส่สัญลักษณ์ดังกล่าวทำให้ทราบได้หรือไม่ว่าผู้ออกเสียงเลือกผู้สมัครรายใดหรือพรรคการเมืองใด


3) จากคำถามข้อที่ 2) หากสัญลักษณ์ที่ปรากฏในบัตรเลือกตั้งสองชนิดดังกล่าวสามารถนำสัญลักษณ์ไปอ่านค่าจนทราบว่าผู้ออกเสียงเลือกผู้สมัครรายใดหรือพรรคใด การตรวจสอบจะเกิดขึ้นในกรณีใด สำนักงานคณะกรรมการ กกต. มีเงื่อนไขหลักเกณฑ์ใดและขั้นตอนในการดำเนินการเพื่ออ่านค่าสัญลักษณ์ในบัตรเลือกตั้งหรือไม่อย่างไร


วาโยกล่าวต่อไปว่าจะเห็นได้ว่าคดีนี้ศาลไม่ได้ชักช้า แม้จะมีคำแนะนำให้ทางพวกตนและพรรคประชาชนและโจทก์ทั้งสี่ราย ไปแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้สมบูรณ์มากขึ้น ภายใน 30 วัน และได้ถามคำถามเพิ่มเติมกับทาง กกต. เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาโดยให้ชี้แจงภายในหนึ่งเดือน ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่คำสั่งอีกครั้งว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 และหากพวกตนจะคัดค้านคำชี้แจงของ กกต. ก็จะมีเวลาถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2569


จากประสบการณ์ คำสั่งวันนี้ถือว่าสัญญาณที่ดี ทั้งการเปิดโอกาสให้พรรคประชาชนไปแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้รัดกุมมากขึ้น พร้อมกันนั้นก็ไม่ชักช้าในการสอบถามและให้ กกต. ชี้แจงเลยถึงสามข้อ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ประชาชนหลายคนอยากรู้เช่นเดียวกับศาล ตอนนี้ถือว่ากระบวนการเดินไปแล้ว ถึงจะยังไม่ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องอย่างเป็นทางการ แต่กระบวนการในศาลอาญาคดีทุจริต ระหว่างที่ให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ศาลมีอำนาจในการไต่สวนและขอให้จำเลยชี้แจงได้ไปพร้อมกัน และทางโจทก์ก็สามารถคัดค้านคำชี้แจงของจำเลยได้ด้วยเช่นกัน


วาโยยังได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะมีผลต่อคดีนี้หรือไม่ โดยระบุว่าเป็นคนละคดีและคนละข้อกฎหมายกัน แต่เท่าที่ตนรับฟังการชี้แจงของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นลักษณะของข้อความเห็นมากกว่า แต่การชี้แจงในศาลไม่ว่าจะเป็นสารอาญาคดีทุจริตหรือศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการ กกต. ต้องตอบคำถามโดยใช้พยานหลักฐานอื่นด้วย คงไม่สามารถนำความเห็นของตัวเองเพียงฝ่ายเดียวมาตอบได้ ส่วนการดำเนินคดีในศาลอาญาคดีทุจริตจะส่งผลต่อการเมืองหรือไม่ ส่วนตนไม่เชื่อว่าส่งผล หากจะมีคำสั่งที่ส่งผลทางการเมืองตนเชื่อว่าน่าจะเป็นคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะมีอำนาจในการสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ


แต่สำหรับศาลอาญาคดีทุจริตไม่ใช่อำนาจตุลาการในลักษณะนั้น คดีนี้น่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี นอกจากนี้คดีนี้เป็นการฟ้องคณะกรรมการ กกต. และเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับฝ่ายการเมืองมากนัก แต่หากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นลบกับ กกต. และการเลือกตั้ง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญน่าจะถูกนำมาผูกพัน และตนจะมีการนำมาแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในคดีนี้แน่นอน ถ้าศาลเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนนั้นได้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต





ชวนติดตาม ! คำฟังพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดี REDEM #ม็อบ2พฤษภา64 หน้าศาลอาญา ชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรม พร้อมเบิกตัว เก็ท โสภณ และ อาลีฟ วีรภาพ มาฟังคำพิพากษาด้วย

 


ชวนติดตาม ! คำฟังพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดี REDEM #ม็อบ2พฤษภา64 หน้าศาลอาญา ชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรม พร้อมเบิกตัว เก็ท โสภณ และ อาลีฟ วีรภาพ มาฟังคำพิพากษาด้วย


วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดา มีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมิ่นศาลของประชาชนทั้งหมด 15 รายได้แก่ ร่อซีกีน นิยมเดชา, หทัยรัตน์ แก้วสีคร้าม, ศุภกิจ บุญมหิทานนท์, วีรภาพ วงษ์สมาน, ปรณัท น้อยนงเยาว์, พัชรวัฒน์ โกมลประเสริฐกุล, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, อิทธิกร ทรัพย์แฉ่ง, ปรีชญา สานจิตรสัมพันธ์, สุทธิตา รัตนวงศ์, “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง, ยงยุทธ ฮังนนท์, ศรัณย์ อนุรักษ์ปราการ, ชนกันต์ เคืองไม่หาย และธัชพงศ์ แกดำ


ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2564 ที่มีการฝากขังนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนมากอย่าง อานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุลและคนอื่น ๆ จึงเป็นช่วงเวลาที่มีเรียกร้องให้ประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง ถัดมาทำให้มีกลุ่มผู้ชุมนุมไร้แกนนำอย่างกลุ่ม REDEM ชวนกันออกมาจัดคาร์ม็อบเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้กับผู้ต้องขังทางการเมืองในเวลานั้น


การชุมนุมดังกล่าวได้เริ่มจากการตั้งขบวนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนขบวนไปที่ศาลอาญา และปราศรัยเกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้ประกันตัว พร้อมกับสาดสี ปาไข่ แปะรูปภาพบริเวณหน้าศาลอาญา


ศาลชั้นต้นได้พิพากษาไว้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 โดยพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และ 2 โดยที่ลงโทษจำเลยที่ 3 - 14 จำคุก 3 ปี และปรับเป็นจำนวน 33,300 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษเอาไว้ 2 ปี ร่วมกับการคุมประพฤติทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง


ส่วนจำเลยที่ 15 หรือ ธัชพงศ์ แกดำ ศาลลงโทษคำคุก 3 ปี ปรับ 3,300 บาท โดยศาลเห็นว่าจำเลยที่ 15 ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษหนึ่งในสาม ทำให้เขามีโทษจำคุก 1 ปี 12 เดือนและโทษปรับ 2,200 บาท โดยไม่รอการลงโทษและได้ประกันตัวเพื่อสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์ในเวลาถัดมา


และในคดีดังกล่าว ยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวน 2 คนได้แก่ วีรภาพ วงษ์สมานและโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ที่จะถูกเบิกตัวเพื่อมาฟังคำพิพากษาด้วย


ขอบคุณข้อมูล Thumbright

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรมประชาชน








ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่ง พรรค ปชน.แก้คำฟ้อง คดีเอาผิด ม.157 กับ 9 กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง นัดฟังคำสั่งอีกครั้ง 24 มิ.ย.

 


ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่ง พรรค ปชน.แก้คำฟ้อง คดีเอาผิด ม.157 กับ 9 กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง นัดฟังคำสั่งอีกครั้ง 24 มิ.ย.


มติชนออนไลน์ รายงานว่า จากกรณี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมทีมทนายความของพรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นฟ้องดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน รวมถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และนายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง รวมผู้ถูกฟ้องทั้งสิ้น 9 ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา


ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 ประกอบมาตรา 164 จากกรณีที่ กกต.ยอมรับว่าบัตรเลือกตั้งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนได้ ส่งผลกระทบต่อความลับในการลงคะแนน โดยความเสียหายได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. และเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในการลงคะแนนใหม่เขตคันนายาวเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่พบบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไม่มีรหัสต้นขั้ว ทั้งนี้ ศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ในวันที่ 24 มีนาคม


วันนี้ (24 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำสั่งให้พรรคประชาชนแก้ไขคำฟ้อง ในคดีเอาผิด กกต. 9 คน ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมกันนี้เห็นควรให้ กกต.ออกเอกสารชี้แจงภายในวันที่ 24 เมษายน พร้อมนัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 24 มิถุนายน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกต #เลือกตั้ง2569