วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ เปิดวิสัยทัศน์ TH-AI ประชาชน ชี้ลงทุน AI ต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ซื้อ ต้องต่อยอดเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก หากไทยอยากร่วมห่วงโซ่ ต้องขึ้นรถไฟให้ถูกขบวน


‘ณัฐพงษ์’ เปิดวิสัยทัศน์ TH-AI ประชาชน ชี้ลงทุน AI ต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ซื้อ ต้องต่อยอดเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก หากไทยอยากร่วมห่วงโซ่ ต้องขึ้นรถไฟให้ถูกขบวน


วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน จัดงานเสวนา ‘AI ประชาชน’ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นพร้อมแสดงวิสัยทัศน์นโยบายดิจิทัลและ AI ของพรรคประชาชน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในวงการดิจิทัลและ AI พร้อมประชาชนที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนอย่างคับคั่ง


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมบรรยายเปิดงานในหัวข้อ ‘TH-AI ในระเบียบโลกใหม่’ โดยระบุว่าแผน AI ของประเทศควรจะเป็นหน้าที่ของกรรมการ AI แห่งชาติ ที่นายกฯ เป็นประธานเป็นคนเขียน แต่บอร์ด AI ประชุมครั้งสุดท้ายก็คือสมัยรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร จนถึงวันนี้บอร์ด AI ยังไม่เคยทบทวนแผน AI ขณะที่รัฐมนตรีดิจิทัลฯ กำลังดัน TH-AI Passportอย่างเต็มที่


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าพรรคประชาชนมีโอกาสได้เข้าไปร่างแผน AI แห่งชาติใหม่ วัตถุประสงค์ของแผน AI แห่งชาติที่ดีควรมีวัตถุประสงค์สามประการหลัก คือ 


1. การเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง แม้โครงการ TH-AI Passport จะมีประโยชน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 1,500 ล้านบาทกำลังลงไปกับค่าใช้จ่ายในการซื้อ ไม่ได้เป็นการสร้าง ดังนั้น ถ้าจะลงทุนเรื่อง AI ในประเทศสักอย่างโดยใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท ควรจะต้องสามารถเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างได้


2. การลงทุนควรขยายผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นได้ การลงทุน AI ไม่ควรได้แค่ Chatbot มาตอบคำถาม แต่ควรขยายผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ 


3. การสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยในพลวัตโลกใหม่ ขณะที่เพื่อนบ้านกำลังแซงไทย มหาอำนาจก็พยายามบีบให้ประเทศไทยและประเทศอื่นต้องเลือกข้าง โจทย์คือถ้าจะกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับ AI ควรทำอย่างไรให้การลงทุนสามารถทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ทางนโยบายและตัวเลือกมากยิ่งขึ้น 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การมีแผน AI แห่งชาติที่ดีต้องตอบวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ข้อนี้ ไม่ว่าจะห่วงโซ่อุปทานหรือห่วงโซ่มูลค่าของ AI มีขนาดที่ใหญ่มากและลึกมาก ตั้งแต่พลังงาน ดาต้า โมเดลต่างๆ จนมาเป็นแอปพลิเคชัน โดยหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวถึงรายละเอียดว่า


“ในห่วงโซ่อุปทานต่างๆ เหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้องเก่งทั้งหมด แต่เลือกเก่งให้ถูกจุด นี่คือสิ่งสำคัญที่เรียกว่า ‘ยุทธศาสตร์’ คำว่ายุทธศาสตร์คืออะไร คือรู้ว่าควรจะต้องลงทุนในจุดไหน ทำในเรื่องไหน ที่ทำให้เรามีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้นได้”


AI สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชั้น คือพลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้า อัลกอริทึม และแอปพลิเคชัน 


1. พลังงานสะอาด AI ต้องใช้พลังในการประมวลผลมาก ดาต้าเซ็นเตอร์ก็มีมาตรฐานใหม่คือ RE100 ต้องใช้พลังงานสะอาด 100% เพื่อนำมาป้อนให้กับ AI โมเดลในอนาคต บทบาทของไทยทางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ประเทศไทยสามารถเป็น ‘ปลั๊กไฟที่สะอาด’ ให้กับอาเซียนได้ เราไม่ควรเอาเงินลงทุนจากดาต้าเซ็นเตอร์ หรือจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทชั้นนำจะมาลงทุนในประเทศเป็นผลงานใหญ่โตแล้วไปบดบังยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นคือการวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอย่าลืมว่านอกจากดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ทุกโรงงานต่อจากนี้ในอนาคต ทุกสินค้าที่ผลิตในภูมิภาคอาเซียนเพื่อส่งออกไปสหภาพยุโรปหรือประเทศอื่นที่มีกำแพงภาษีคาร์บอน ต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาดทั้งสิ้น ใครที่มีพลังงานสะอาดที่ถูก เสรี และเป็นธรรมกับประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้า ย่อมได้เปรียบมากกว่า


ณัฐพงษ์ระบุว่าตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Nord Pool หรือการซื้อขายพลังงานข้ามพรมแดนกันได้ เริ่มจากนอร์เวย์ที่เปิดเสรีพลังงานในประเทศ จากนั้นก็มีประเทศในกลุ่มนอร์ดิกเข้าร่วม ปัจจุบันในสหภาพยุโรปมี 16 ประเทศที่สามารถซื้อขายพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดนกันได้แล้ว และยังมีอีกหลายภูมิภาคบนโลกที่ทำเรื่องนี้แล้ว ซึ่งประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน


2. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับขบวนรถไฟ ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมมีขนาดใหญ่มาก เพียงแต่วันนี้ประเทศไทยควรจะต้องเลือกขึ้นให้ถูกขบวนและเลือกส่งเสริมให้ถูกคัน


สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดตอนนี้คือ Photonics หรือการส่งสัญญาณถึงกันด้วยแสงของชิปซีพียู และมีบริษัทหนึ่งในประเทศประเทศไทย คือ Fabrinet ที่เก่งในเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในเรื่องการทำ optical module (อุปกรณ์ส่งสัญญาณแสง) ซึ่งต่อไปชิปที่ผลิตออกมาก่อนที่จะนำไปประกอบลงในแผงวงจรและดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องนำ optical module มาประกบ


กำลังการผลิตเกือบ 100% ของ Fabrinet ตั้งอยู่ในประเทศไทย และกินส่วนแบ่งในตลาดโลกเยอะมาก 3 ปีที่ผ่านมากำไรโตขึ้นปีละ 133% ดังนั้น เมื่อ AI ในอนาคตชิปแต่ละตัวสื่อสารกันด้วยแสง และประเทศไทยมีบริษัทที่เก่งอยู่แล้ว โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยน่าดึงดูดมากกว่าการเป็นแค่ฐานการผลิต


3. ข้อมูล ณัฐพงษ์กล่าวถึงความจำเป็นที่ AI ต้องใช้ข้อมูลที่ดี แต่ก็ยังมีความกังวลเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลเช่นกัน 


“วันนี้เราบอกว่าเราสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยีไปให้แพลตฟอร์มต่างประเทศหมด แต่ความหมายก็คือ ถ้าเราเป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง มีข้อมูลบางอย่างที่มันมีมูลค่าสูงๆ ที่มีแต่หน่วยงานของไทยเข้าถึงได้ เป็นของตัวเอง เท่ากับว่าถ้าเราสร้างอธิปไตยทางข้อมูลของตัวเองได้ เรากำลังจะสร้างอธิปไตยทาง AI ของตัวเองได้ แล้วอธิปไตยทาง AI ของตัวเราเองก็หมายถึงความมั่นคงของประเทศ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยประการแรกที่ต้องมีก่อนคือกรอบกฎหมาย การวางกรอบกฎหมายที่ดีจะเป็นเกราะคุ้มกันอำนาจอธิปไตยทาง AI ตอนนี้ประเทศไทยมีกฎหมาย PDPA เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเทียบเคียงได้กับ GDPR ของสหภาพยุโรป แต่สหภาพยุโรปก็มีกฎหมายที่ส่งเสริมเศรษฐกิจข้อมูลให้เกิดขึ้นด้วยคือ Data Act ซึ่งใจความสำคัญคือการทำฐานข้อมูลที่มีมูลค่าสูงในทางเศรษฐกิจ อย่างข้อมูลทางด้านการเงิน สุขภาพ การศึกษา การเดินทาง ให้นักวิจัยเอกชนและหน่วยงานรัฐสามารถนำฐานข้อมูลนี้ไปสร้างโมเดล AI ได้


หากประเทศไทยมีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากมายมหาศาล เฉพาะข้อมูลทางการเงิน ถ้าเปิดให้เสรีมากขึ้นโดยยึดหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีการศึกษามาแล้วว่าจะสามารถทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 2-3% ต่อจีดีพี หรือข้อมูลในเรื่องการเดินทาง หากรู้เส้นทางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายว่าไปที่ไหนบ้าง จะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมได้ว่ามีนักท่องเที่ยวประเภทไหนบ้าง ซึ่งไม่ใช่การติดตามบุคคลแต่เป็นการติดตามในภาพรวม ขณะเดียวกันข้อมูลการเดินทางก็สามารถนำมาใช้ในการจัดการภัยพิบัติ การจัดการผังเมือง การเดินทาง ธุรกิจค้าปลีกได้


4. อัลกอริทึม ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องไปพัฒนา LLM แข่ง แต่เลือกทำโมเดลบางอย่างที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ในประเทศไทยมากกว่าได้ เช่น AI อ่านภาพถ่ายดาวเทียม นำมาใช้ในการจัดการน้ำท่วมและตรวจจับการทำการเกษตรแบบเผา การบุกรุกป่าแบบเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน และที่ณัฐพงษ์ย้ำว่าน่าสนใจคือ จะเป็นเรื่องดีถ้ามี AI เข้าใจภาษาราชการไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. กฎกระทรวง ระเบียบต่างๆ ที่มีเป็นหมื่นฉบับ


“ถ้า กพร. หรือสำนักงานพัฒนาระบบราชการ ต้องการจะเปลี่ยนข้อมูลจากกระดาษเป็นแอปฯ ทุกวันนี้ไม่มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มานั่งเขียนโค้ดเองแล้ว ไม่มี หาก AI เข้าใจกระบวนการของรัฐทั้งหมด ผ่านการเรียนรู้ภาษากฎหมายในระบบราชการทั้งหมด รู้ด้วยอะไรถูกอะไรผิด รู้ด้วยกระบวนการภายในเป็นยังไง ต่อไปเราจะประหยัดค่าเขียนแอปฯ ของรัฐได้ขนาดไหน ไม่ต้องมี TOR มาจ้างบริษัทใหญ่ๆ มาเขียนแล้ว เอาเจ้าของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าใจกระบวนการตัวเอง prompt ออกมาเองเลย”


5. แอปพลิเคชัน ทุกอย่างที่ตนพูดจะเปล่าประโยชน์ถ้าไม่เกิดการนำไปใช้จริง ซึ่งสิงคโปร์มีตัวอย่างที่เริ่มใช้แล้วคือ AI ภาครัฐที่เข้าใจกระบวนการภายในระบบราชการบางอย่าง ให้เจ้าหน้าที่รัฐนำ AI มาช่วยในการทำงานได้ ตัวอย่างที่สหราชอาณาจักรก็มีการตั้งกองทุนสนับสนุนให้มีการพัฒนา AI โมเดลของตัวเองขึ้นมา ถ้าประเทศไทยปูพื้นฐานชั้น 1-4 แล้วตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา ภาคเอกชนและสตาร์ตอัปต้องการทุนในการทำอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ทุนที่ตั้งขึ้นมาไม่มีใครเข้ามาขอ เพราะชั้น 1-4 ยังสะเปะสะปะอยู่


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า สุดท้ายที่น่าสนใจมากคือการทำ AI จับโกง ทุกวันนี้ LLM ทำให้การจับโกงไปไกลกว่าเดิมอีกขั้นนึง จากเดิมที่เป็น logic-based เช่น ถ้าระยะเวลาในการเปิดประมูลน้อย ผู้เข้าแข่งขันน้อย ราคาชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางแค่ 1% ก็มีความน่าสงสัย แต่เดี๋ยวนี้การโกงผ่าน TOR ไม่ว่าจะเป็นการล็อกสเป็ก ผู้รับจ้าง ล้วนเป็นภาษามนุษย์ การนำคนไปตรวจ TOR ทุกฉบับทุกโครงการเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามี AI ที่อ่าน TOR เป็น การจับโกงก็ทำได้ง่ายขึ้น เพราะ AI เริ่มเข้าใจภาษามนุษย์มากขึ้นแล้ว


ณัฐพงษ์สรุปแผน AI ของพรรคประชาชนว่า “อยากให้ทุกคนเห็นภาพ ว่าแผน AI แห่งชาติสำหรับผมและพรรคประชาชน ไม่ได้หมายถึงแค่การซื้อของจากต่างประเทศมาแจก คิดถึง 3 วัตถุประสงค์หลักด้วยกัน ทำอย่างไรให้เราเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง ทำอย่างไรให้เกิดการต่อยอดไปอุตสาหกรรมอื่น ทำอย่างไรที่เพิ่มอำนาจต่อรองของไทยบนเวทีโลกต่อไปในอนาคต”


“ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ภาพทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ ส่งเสริมนักผู้ประกอบการไทย ภาครัฐก็ได้ประโยชน์ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเราได้ด้วย อันนี้ก็เป็นภาพทั้งหมด” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่าสก69
















วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘วิโรจน์-ศุภณัฐ-อริย์ธัช’ เปิด 6 วาระ ส.ก.ประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพราชการ ยกระดับสภา กทม. ทำทันทีใน 100 วันแรก เปลี่ยนเมืองหลวงให้ปลอดภัย โปร่งใส น่าอยู่

 


‘วิโรจน์-ศุภณัฐ-อริย์ธัช’ เปิด 6 วาระ ส.ก.ประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพราชการ ยกระดับสภา กทม. ทำทันทีใน 100 วันแรก เปลี่ยนเมืองหลวงให้ปลอดภัย โปร่งใส น่าอยู่


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ในงาน ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ มีการจัดวงเสวนาหัวข้อ ‘เพิ่มประสิทธิภาพราชการ กทม. ยกระดับสภากรุงเทพ’ โดยมี วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน, ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กรุงเทพฯ และ อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางกอกน้อย ร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องการยกระดับการทำงานของสภากรุงเทพมหานคร เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ปลอดภัย โปร่งใส และน่าอยู่ขึ้น ด้วยการใช้บทบาท ส.ก. ผลักดัน 6 วาระต่อไปนี้ ทำทันทีภายใน 100 วันแรกหลังได้รับการเลือกตั้ง 


1. จัดการขยะแบบครบวงจร แก้ปัญหาการคัดแยกขยะที่สุดท้ายถูกนำไปรวมกันที่ปลายทาง ด้วยการผลักดันข้อบัญญัติให้สถานประกอบการต้องแยกขยะ 4 ประเภท มีจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันใช้แล้ว รวมถึงมีระบบติดตามขยะก่อสร้าง เพื่อสร้างการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพทั้งเมือง


2. มาตรฐานก่อสร้างปลอดภัย ป้องกันอุบัติเหตุอาคารหรือสะพานถล่มด้วยการกำหนดกติกาให้ไซต์งานต้องเปิดเผยกล้องวงจรปิดแบบ Real-Time ให้ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมบังคับเปิดเผยข้อมูลประกันภัยโครงการ เพื่อให้ประชาชนทราบวงเงินและช่องทางติดต่อเคลมได้ทันที ไม่ใช่รอเยียวยาหลังเกิดเหตุ


3. เมืองปลอดภัยป้องกันอาชญากรรม เชื่อมโยงกล้องวงจรปิดจากสถานที่ที่มีประชาชนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และสถานีขนส่ง เข้ากับ War Room ของ กทม. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและป้องกันอาชญากรรมรวมถึงภัยพิบัติอย่างทันท่วงที


4. อาคารใหญ่ต้องรับผิดชอบต่อเมือง ลดปัญหาจราจรหนาแน่นรอบอาคารขนาดใหญ่ ด้วยการกำหนดกติกาให้โครงการใหม่ต้องมีจุดจอดรถเมล์ จุดจอดแท็กซี่ และจุดรับส่งผู้โดยสารสาธารณะ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อการจราจรบนถนนหลัก


5. งบประมาณโปร่งใส เปลี่ยนการตรวจสอบงบประมาณ 1 แสนล้านบาท จากเดิมที่เห็นข้อมูลเมื่อใช้ไปแล้ว ให้เป็นการเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ ‘วันแรก’ ที่ยื่นคำของบประมาณในรูปแบบดิจิทัล พร้อมนำ AI มาใช้ตรวจจับโครงการที่มีพิรุธ เพื่อหยุดยั้งการทุจริตก่อนที่เงินภาษีจะหายไป


6. สภา กทม. ต้องโปร่งใส ผลักดันให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการและการพิจารณางบประมาณ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ติดตามว่าเมืองกำลังทำอะไร และให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์สามารถถูกตรวจสอบได้จริง


วิโรจน์, ศุภณัฐ และอริย์ธัช ร่วมกันสรุปทิ้งท้ายว่า บทบาทของ ส.ก. ไม่ใช่เพียงแค่คนยกมือผ่านงบประมาณในสภา แต่คือตัวแทนของประชาชนที่สามารถออก ‘กติกาใหม่’ ให้กรุงเทพฯได้ หากต้องการเมืองที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าอยู่ขึ้น การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือโอกาสสำคัญของคนกรุงเทพฯ ในการเลือก ส.ก. จากพรรคประชาชนทั้ง 50 เขต ที่พร้อมจะเข้าไปเปลี่ยนกรุงเทพฯ ทั้งระบบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน







‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดโรดแมป ‘100 วันแรก สร้างเมืองแคร์คน’ ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ ภายใน 1 ปี

 


‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดโรดแมป ‘100 วันแรก สร้างเมืองแคร์คน’ ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ ภายใน 1 ปี 


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองแคร์คน’ คอยช่วยพยุงชีวิตประชาชนในวันที่ยากลำบาก คืนเวลาให้คนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ ภายในงานประกอบด้วย Interactive Exhibition, โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน


[ เปิดแผน 100 วันแรกสร้างเมืองแคร์คน ]


ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน แถลงวิสัยทัศน์และโรดแมปการทำงาน "100 วันแรก สร้างเมืองที่แคร์คน" โดยนำเสนอภารกิจเร่งด่วนที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ไปจนถึงเป้าหมายภายใน 1 ปี เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่โอบอุ้มผู้คน ลดต้นทุนชีวิต เปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งตัวได้ และเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหรือการบริหารจัดการเมืองเท่านั้น แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่าย ความไม่มั่นคง และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณะด้วยตนเอง เมืองที่ดีจึงไม่ใช่เมืองที่ปล่อยให้ประชาชนดิ้นรนตามลำพัง แต่ต้องเป็นเมืองที่ช่วยแบ่งเบาภาระ เปิดโอกาส และทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี


โรดแมปดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ "เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย ค้าขายง่าย และเดินทางง่าย" ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ การยกระดับความโปร่งใสของกรุงเทพมหานคร การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่นพิษ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น


ภารกิจเร่งด่วนตั้งแต่วันแรก ประกอบด้วยการทำหนังสือถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อขอเพิ่มโควตาการดูแลผู้ถือสิทธิบัตรทองในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครจาก 800,000 คน เป็น 1 ล้านคน พร้อมเริ่มหารือแนวทางแก้ไขปัญหาระบบใบส่งตัว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้น


ภายในสัปดาห์แรก จะเพิ่มบริการรถรับส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็น 180,000 เที่ยวต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ รวมถึงเปิดเผยระบบ BKK Red Flag AI ให้ประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนร่วมตรวจสอบความเสี่ยงด้านการทุจริตและการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร


ภายในเดือนแรก จะเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากโรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นรบกวนชุมชน โดยยกเลิกสัญญาเดิม เจรจาชดเชยภาคเอกชน และจัดการขยะด้วยแนวทางที่ลดผลกระทบต่อประชาชนระหว่างการก่อสร้างระบบกำจัดขยะแบบปิดที่ได้มาตรฐาน


ในระยะ 6 เดือน จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่าน ‘หวยใบเสร็จ SMEs กรุงเทพฯ’ เพื่อจูงใจให้ประชาชนจับจ่ายกับร้านค้ารายย่อย พร้อมจัดตั้งศูนย์ Reskill กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของนายจ้าง ขณะเดียวกันจะผลักดันการขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ (LEZ) และข้อบัญญัติด้านความปลอดภัยสาธารณะ รวมถึงมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการจัดทำงบประมาณและการทำงานของสภากรุงเทพมหานคร


สำหรับเป้าหมายภายใน 1 ปี จะเดินหน้าลอกท่อระบายน้ำครบ 100% พร้อมเปิดเผยแผนลอกท่อประจำปีต่อสาธารณะ เพิ่มงบพัฒนาย่านเป็น 500 ล้านบาทต่อปี ปรับปรุงศูนย์เด็กเล็กทั่วกรุงเทพมหานครให้มีคุณภาพมากขึ้นและเปิดดูแลเด็กถึงเวลา 18.00 น. เพิ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงถึง 2,500 ตำแหน่ง พร้อมบริการดูแลถึงบ้านฟรี 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขยายพื้นที่ค้าขายที่เป็นธรรมและปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงเพิ่มเส้นทางรถเมล์และฟื้นฟูระบบเรือโดยสารในคลองสำคัญของกรุงเทพมหานคร


ชัยวัฒน์กล่าวว่า นโยบายทั้งหมดไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการพัฒนาเมืองในเชิงกายภาพ แต่เป็นการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็น ‘เมืองที่แคร์คน’ เมืองที่ช่วยให้ประชาชนเลี้ยงครอบครัวได้ง่ายขึ้น ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้และตั้งตัวได้มากขึ้น และได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


"เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่มีแต่ตึกสูงหรือโครงการใหญ่ แต่คือเมืองที่ประชาชนรู้สึกได้ว่ามีคนมองเห็นปัญหาของเขา รับฟังเขา และพร้อมช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เมืองที่แคร์คนต้องเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนลุกขึ้นตั้งตัวและก้าวไปข้างหน้าได้" ชัยวัฒน์กล่าว 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน











‘ธนาธร’ ยกนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพลอกท่อ เปลี่ยน กทม. ด้วยการฝันใหญ่-ลงมือทำจริง

 


‘ธนาธร’ ยกนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพลอกท่อ เปลี่ยน กทม. ด้วยการฝันใหญ่-ลงมือทำจริง


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองแคร์คน’ คอยช่วยพยุงชีวิตประชาชนในวันที่ยากลำบาก คืนเวลาให้คนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ ภายในงานประกอบด้วย Interactive Exhibition, โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน


[ การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากเรื่องเล็ก-ทำย้ำ จนเป็นมาตรฐานใหม่ ]


ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พูดในหัวข้อ ‘การเมืองท้องถิ่น ใกล้ตัวกว่าที่คิด ติดขัดกว่าที่เห็น’ โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ผ่านการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตจริง เช่น ปัญหาน้ำท่วมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในหน้าฝน โดยระบุว่าท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯ มีความยาวรวม 6,564 กิโลเมตร แบ่งเป็นท่อใหญ่ภายใต้การดูแลของสำนักระบายน้ำ กทม. และท่อเล็กในซอยภายใต้การดูแลของ 50 สำนักงานเขต


ธนาธร อ้างอิงผลการศึกษาแบบจำลองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า ประสิทธิภาพการระบายน้ำของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 43% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ถึง 50% จะช่วยลดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้มากกว่า 10 เขต โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่เป็นการใช้ของเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยงบประมาณ 8,000 ล้านบาทของสำนักระบายน้ำ ซึ่งมีงบงานลอกท่อเพียง 120 ล้านบาทต่อปี สามารถลอกท่อได้เพียง 58% เท่านั้น


ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวต่อว่า ในไทยการลอกท่อยังใช้แรงงานคนลงไปทำงานโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย ต่างจากต่างประเทศที่ใช้เครื่องจักร Water Jet แรงดันสูง ทั้งนี้ จากการทำ Time and Motion Study ร่วมกับ ส.ก. พรรคประชาชน พบว่าเครื่องจักรให้คุณภาพงานที่ดีกว่า เร็วกว่า และใช้คนน้อยกว่า แม้จะมีราคาสูงกว่า ซึ่งตนพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่ามีเทคโนโลยีและวิธีการจัดการหลายรูปแบบ แต่ละพื้นที่ต้องการการจัดการที่ไม่เหมือนกัน แต่ปัจจุบันเรามีข้อมูลไม่เพียงพอ ทุกวันนี้ กทม. รู้ได้อย่างไรว่าท่อที่ไหนตันหรือไม่ตัน ถ้าไม่รู้แล้วไปเปิดทำความสะอาดท่อที่ไม่ตัน ก็เสียงบประมาณเสียทรัพยากร แต่ถ้าท่อที่ตันแล้วไม่ทำ ฝนตกก็น้ำท่วมขัง ดังนั้นต้องมีข้อมูลก่อนว่าควรทำที่ไหนบ้าง


พร้อมกันนี้ ธนาธรเสนอการใช้เทคโนโลยี Smart City ติดตั้งเรดาร์และตัวส่งสัญญาณวัดระดับน้ำและสิ่งอุดตัน ราคาชุดละประมาณ 60,000 บาท หากมีการติดตั้งใน 5,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ ใช้งบไม่เกิน 300 ล้านบาท จะทำให้มีข้อมูลที่ชัดเจนในการจัดการงบประมาณอย่างตรงจุด


นอกจากนี้ ธนาธร ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง จากเดิมที่จ้างเป็นโครงการสั้นๆ เส้นละ 200-500 เมตร ซึ่งไม่เอื้อให้เอกชนกล้าลงทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัย โดยเสนอให้ทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพ รวมถึงการบังคับใช้ข้อบัญญัติเรื่องบ่อดักไขมันตามชุมชนและตลาดอย่างจริงจัง เพื่อลดการอุดตันในท่อ และการจัดการกำจัดเลนให้ถูกสุขลักษณะ แทนการปล่อยให้เอกชนไปหาที่ทิ้งเองจนส่งกลิ่นเหม็นกระทบชุมชนรอบข้าง


“เวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง เราต้องฝันใหญ่ กล้าทะเยอทะยาน แต่เวลาทำ ต้องทำจริงและทำเล็กๆ ถ้าจะทำต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แบบเดิมที่จ้างเป็นเส้นๆ ไม่สามารถทำให้เอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพของเขาได้ ต้องมีการติดอุปกรณ์ IoT เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าซอยไหนถนนไหนท่อตัน ถ้าเราทำแบบเดิมก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” ธนาธรกล่าว


ธนาธรทิ้งท้ายว่า การเมืองท้องถิ่นนั้นใกล้กับเรามาก เรื่องท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ นั้น ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็แก้ให้เราไม่ได้ คนที่จะแก้ได้คือผู้ว่า กทม. และเวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ ทำบ่อยๆ ย้ำๆ จนเกิดมาตรฐานใหม่ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำประปา เรื่องการศึกษา เรื่องการระบายน้ำ เราต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน รูปแบบการจัดสรรงบประมาณ รูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเราทำให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้ เช่นที่เกิดขึ้นใน อบจ.ลำพูน


“28 มิถุนายนนี้ เปิดประตูให้เราหน่อย ให้พวกเราเข้าไปทำงาน เราต้องการความท้าทายที่ใหญ่กว่าเดิม ต้องการปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอฝาก ‘โจ ชัยวัฒน์’ และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขตของพรรคประชาชน หวังว่าประชาชนจะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอพรรคประชาชน 2 ใบ เดินทางไปด้วยกัน” ธนาธร กล่าวปิดท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน















‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ขอชาว กทม. เลือกผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง ปลุกเลือก โจ ชัยวัฒน์-สก.ปชน. แก้ส่วย รื้อระบบงบแสนล้าน ใช้ดิจิทัลมากกว่า Traffy Fondue

 


‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ขอชาว กทม. เลือกผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง ปลุกเลือก โจ ชัยวัฒน์-สก.ปชน. แก้ส่วย รื้อระบบงบแสนล้าน ใช้ดิจิทัลมากกว่า Traffy Fondue  


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองแคร์คน’ คอยช่วยพยุงชีวิตประชาชนในวันที่ยากลำบาก คืนเวลาให้คนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ ภายในงานประกอบด้วย Interactive Exhibition, โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน


[ 28 มิ.ย. เข้าคูหากาเพื่อเปลี่ยนอีกครั้ง ]


ในช่วงเสวนา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พูดถึงหัวข้อ ‘ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น’ โดยกล่าวว่า การทำงานของพวกเราตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาถึงพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ ‘ฝันใหญ่’ เพราะจะเป็นแรงบันดาลใจทำให้พวกเรามารวมตัวกันเช่นเดียวกับวันนี้ เช่น การทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน สุราก้าวหน้า และสมรสเท่าเทียม ซึ่งตลอด 8-9 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่การฝันให้ใหญ่ ลงมือทำจริง และมีประชาชนอยู่เคียงข้าง ทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้จริง


เช่นเดียวกันกับสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นความฝันใหญ่ที่พรรคผลักดันมาโดยตลอด คือการผลักดันการเมืองที่ก้าวหน้าและการกระจายอำนาจ แม้ในพื้นที่ที่งบประมาณจำกัด เช่น อบจ.ลำพูน แต่พรรคสามารถส่งมอบนโยบายที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง เช่น รถรับ-ส่งบุตรหลานไปโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าต้องอาศัยการใส่ใจรายละเอียดและเจตจำนงทางการเมือง แม้ใช้งบประมาณไม่มากก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้


ดังนั้นหากพิจารณาถึงงบประมาณของกรุงเทพมหานคร ปีละกว่า 1 แสนล้านบาทและ กทม. ยังเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีอำนาจกำหนดระเบียบการเบิกจ่ายของตัวเองได้ หากให้โอกาสพรรคประชาชน ให้โอกาสทีมบริหาร และ ส.ก. ของพรรคทั้ง 50 เขต จะสามารถเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ได้มากเพียงใด 


หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่แคร์คนมากกว่านี้ ลำพังอำนาจของผู้ว่าฯ อาจทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะกรุงเทพฯ ยังมีปัญหาใหญ่ที่บางครั้งมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่เรารู้สึกอยู่ทุกวัน เช่น ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง, ปัญหาสัดส่วนค่าเช่าบ้านต่อรายได้ของคนกรุงเทพฯ สูงกว่าเมืองอื่นๆ ซึ่งในเมืองที่เจริญแล้วจะมีกฎหมายท้องถิ่นควบคุมสัดส่วนที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อยในโครงการจัดสรรต่างๆ คำถามสำคัญคือ กรุงเทพฯ วันนี้มีอำนาจในระดับพระราชบัญญัติแล้ว แต่สภา กทม. มีการตราข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าเหล่านี้หรือยัง


นอกจากนี้ ยังรวมถึงปัญหาการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม ตั้งแต่รถไฟฟ้าจนถึงโรงขยะอ่อนนุช และปัญหาความโปร่งใสของงบประมาณ กทม. ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ส.ก. ทั้ง 50 เขต หากเราไม่มีตัวแทนในสภากรุงเทพมหานคร และเกิดการต่อรองผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมา เราจะเปลี่ยนงบประมาณให้โปร่งใสได้อย่างไร ดังนั้นวันนี้คนกรุงเทพฯ ต้องการอะไรที่ไปไกลกว่าการแก้ปัญหาหน้าบ้าน เช่น น้ำรอระบาย ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟไม่สว่าง เพราะปัญหาเหล่านี้ผู้ว่า กทม. ทุกคนต้องเข้ามาแก้ไขอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพลังจากสภากรุงเทพมหานครเข้ามาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง


ณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ก. หาเสียงในหลายสิบเขตว่า พ่อค้าแม่ค้าต่างบ่นเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคืองและปัญหาการเรียกรับส่วย แม้แต่อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็เคยยอมรับว่ามีส่วยเทศกิจ คำถามคือเราจะปล่อยให้ระบบนี้กดขี่คนตัวเล็กตัวน้อยต่อไปจริงหรือ การจะทำให้ระบบราชการโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลำพังผู้ว่าฯ และทีมบริหารไม่กี่สิบคน ไม่สามารถดูแลสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตได้ หากอยากได้การเปลี่ยนแปลงต้องให้ตัวแทนของประชาชนเข้าไปจัดการ เพราะปัจจุบันผู้อำนวยการเขตมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ในขณะที่ระบบราชการมีการไต่เต้าโดยมักมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้ ซึ่งสุดท้ายก็จบลงที่รีดไถจากประชาชน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดแต่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย


ณัฐพงษ์ย้ำทิ้งท้ายถึงการเลือกตั้ง กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ว่า ไม่อยากให้คนกรุงเทพฯ เลือกเพียงเพราะความรู้สึกว่ากำลังเลือกผู้บริหารคนต่อไป แต่อยากให้ออกไปเลือกผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ คือ 1. มีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน ทำงานตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 2. มีทีมบริหารมืออาชีพพร้อมทำงานตั้งแต่วันแรก และ 3. มี ส.ก. ในมือเพื่อผลักดันวาระก้าวหน้าผ่านสภากรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังมี สส. อีก 119 คน ที่พร้อมผลักดันกฎหมายในระดับประเทศ เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนมากกว่านี้


“สนามการเมืองระดับประเทศที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ ตัดสินใจออกไป ‘กาเพื่อเปลี่ยน’ ไว้วางใจ สส. ทั้ง 33 เขตของพรรคประชาชน ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเมืองระดับประเทศที่โปร่งใส กติกาสูงสุดที่มีความเป็นประชาธิปไตย ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และต้องการให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ถ้าชาวกรุงเทพฯ ยังอยากได้ประเทศที่มีหน้าตาแบบนี้ 28 มิถุนายนนี้ ขอให้ออกไปกาด้วยความรู้สึกและความหวังแบบเดิม”


“ผมเชื่อว่าพรรคประชาชนสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากสนามการเมืองท้องถิ่น 8 วันสุดท้ายนี้ เติมพลังใจให้เต็มเปี่ยม ออกจากบ้านไปกาด้วยความหวัง กาด้วยเจตจำนงแห่งการเปลี่ยนแปลง” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน