วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ยื่นศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งเลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เสนอแนวทางให้ “จุลพันธ์” เดินหน้าเลือกตั้งตามเดิม27 ก.ย.นี้ ชี้งบประมาณ 275 ลบ.เพียงพอต่อจัดการเลือกตั้ง ล่าสุดศาลปกครองกลาง รับคำฟ้องทีม #ประกันสังคมก้าวหน้านัดไต่สวนฉุกเฉิน วันนี้ 14.00 น.

 


“ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ยื่นศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งเลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เสนอแนวทางให้ “จุลพันธ์” เดินหน้าเลือกตั้งตามเดิม27 ก.ย.นี้ ชี้งบประมาณ 275 ลบ.เพียงพอต่อจัดการเลือกตั้ง ล่าสุดศาลปกครองกลาง รับคำฟ้องทีม #ประกันสังคมก้าวหน้านัดไต่สวนฉุกเฉิน วันนี้ 14.00 น.


วันนี้ (5 สิงหาคม 2569) เวลา 9:00 น. ที่ศาลปกครองกลาง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตบอร์ดประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน หัวหน้าทีมประกันสังคมก้าวหน้า พร้อมตัวแทนผู้สมัครบอร์ด สปส.ฝั่งนายจ้างและลูกจ้างทีมประกันสังคมก้าวหน้า รวม 14 คน เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนประกาศเลื่อนการเลือกตั้งของคณะกรรมการเลือกตั้งประกันสังคม


หลังจาก ก่อนนี้ ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ข้อ 2 ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ซึ่งกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งกับสำนักงานประกันสังคม ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ได้ประกาศคำสั่งชะลอการจัดการเลือกตั้งออกไปก่อนเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลปกครอง


โดยในแถลงการณ์ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ระบุว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและผู้ประกอบการ รวม 14 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนประกาศเลื่อนการเลือกตั้งของคณะกรรมการเลือกตั้งประกันสังคม และแถลงข้อเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ให้เดินหน้าจัดการเลือกตั้งในวันที่ 27 กันยายน 2569


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า “ เป็นเวลา 5 เดือน 22 วันมาแล้ว นับตั้งแต่บอร์ดประกันสังคมชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้งหมดสมัย ที่ผ่านมาทีม ประกันสังคมก้าวหน้า ในฐานะตัวแทนผู้ประกันตนจากการเลือกตั้ง พวกเราได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อเปลี่ยนแปลงกองทุนประกันสังคม และถึงแม้ว่า 6 เสียงของเราจะยังไม่สามารถพลิกโฉมสวัสดิการ และล้างบางทุจริตในกองทุนนี้ได้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันสาธารณชนก็ได้ตระหนักถึงโครงสร้างที่บิดเบี้ยวของการที่สำนักงานประกันสังคมต้องอยู่ภายใต้ระบบราชการเป็นอย่างดี


ประกันสังคมไทยไม่เคยอยู่ในระบบไตรภาคีที่ตัวแทนทั้ง 3 ฝ่าย นายจ้าง ลูกจ้าง รัฐ คานอำนาจกันอย่างที่ใครเขาว่ากัน แต่มันถูกยึดครองโดยฝ่ายราชการที่ใช้เวลากว่า 30 ปีในการกินรวบประกันสังคมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่เงินบาทแรกจนถึงบาทสุดท้าย ใช้เงินที่หาเช้ากินค่ำของผู้ประกันตนมาก่อร่างสร้างเป็นโครงข่ายอำนาจ แปลงกายเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้างแค่ในนาม แต่เนื้อแท้คือกลุ่มอำนาจที่ไม่เคยมีเจตจำนงเป็นตัวแทนของทั้งนายจ้างและลูกจ้างโดยแท้จริง แต่เป็นปลิงที่หลอกกินเงินสมทบไปวัน ๆ


การต่อสู้ของพวกเราในบอร์ดประกันสังคมในปัจจุบัน ไม่ใช่การเจรจาต่อรองอย่างเป็นธรรมแบบไตรภาคี แต่คือการสู้กับกลุ่มอำนาจที่ยึดครองกระทรวงแรงงานมานาน ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนปลัดไปแล้วกี่คน จะวนหารัฐมนตรีไปแล้วกี่ท่าน ก็ล้วนแต่วิ่งผลัดส่งไม้ต่อกันเป็นวงจรที่เอาเปรียบชีวิตคนทำงานอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีเป้าหมายที่จะต้องได้ 14 เสียง ทั้งฝ่ายผู้ประกันตน และนายจ้างเพื่อปฏิรูปโครงสร้างประกันสังคมอันเน่าเฟะ ทำลายวัฎจักรวิ่งผลัดในกระทรวงแรงงาน คืนความปกติให้กับกองทุน ประกันสังคม และก้าวแรกของการจะปฏิรูปโครงสร้างนี้ได้ คือการคืนอำนาจกลับไปให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้ง” 


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ด้วยกติกาการเลือกตั้งในปัจจุบันของประกันสังคมเป็นมาราธอน ใช้เวลาทั้งกระบวนการนับตั้งแต่บอร์ดชุดที่แล้วหมดสมัยรวมทั้งสิ้น 7 เดือน โดย 3 เดือนรอประกาศเลือกตั้ง , 2 เดือนลงทะเบียน ,1 เดือนเพื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ และอีก 1 เดือน กว่าจะมีตัวแทนบอร์ดที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า “7 เดือน นานพอแล้วที่การบริหารประกันสังคมจะตกอยู่ในช่วงสุญญากาศ แต่อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้น โดยสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ออกประกาศให้ชะลอ หรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา โดยอ้างคำสั่งของศาลปกครองซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ อ้างคำสั่งศาลแต่ไม่ได้ทำตามคำสั่งศาล”


เนื่องจากผู้สมัครรายหนึ่ง ที่เป็นต้นเรื่องยื่นฟ้องศาลปกครอง ได้ร้องไว้ คือ ให้เพิกถอนประกาศเลือกตั้ง เฉพาะในส่วนข้อ 2 ของประกาศ ที่กำหนดเงื่อนไขให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องลงทะเบียนล่วงหน้าและร้องอีกข้อคือ ให้ผู้ประกันตนที่มีคุณสมบัติ มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ในวันที่ 27 กันยายน 2560 วันเดิม โดยไม่ต้องลงทะเบียน และศาลปกครองกลางก็ได้มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับประกาศการเลือกตั้ง เพียงแค่ข้อ 2 ที่ว่าด้วยการ กำหนดเงื่อนไขในผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงทะเบียน แต่ไม่ได้สั่งให้ชะลอ หรือเลื่อนการเลือกตั้งทั้งกระบวนการในขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งออกประกาศ สั่งชะลอการเลือกตั้งทั้งหมด ทั้งการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การกำหนดสถานที่ การทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร จนถึงการดำเนินการอื่น ๆ โดยไม่มีระบุชัดเจนว่ารวมถึงอะไร และการชะลอนี้จะทำให้การเลือกตั้งล่าช้าไปจนถึงเมื่อไหร่ ทั้ง ๆ ที่กระบวนการต่าง ๆ ไม่มีความเกี่ยวเนื่องอะไรกับข้อ 2 ของประกาศการเลือกตั้ง ที่ศาลปกครองสั่งทุเลาเอาไว้เลย


ขณะที่ผ่านมาทางกระทรวงแรงงานก็มัวแต่สาละวนอยู่กับการเลื่อนเลือกตั้ง แต่ไม่มีพฤติกรรมถึงการแก้ปัญหา ข้อ 2 ของประกาศที่เป็นประเด็นจริง ๆ ในศาลปกครอง หรือแม้แต่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล เพื่อให้การเลือกตั้งดำเนินต่อไปได้ ทั้ง ๆ ที่คำสั่งศาลมีมาตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา สุดท้ายแล้วจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า “เป็นที่น่าตั้งคำถามว่า การกระทำเกินคำสั่งที่ชัดเจนแบบนี้ เป็นหนึ่งในเกมการเมืองของเครือข่ายอำนาจในกระทรวงแรงงานหรือไม่ การออกประกาศเลื่อนเลือกตั้งหรือชะลอ ออกไปโดยไม่มีกำหนดชัดเจน คือการอ้างศาล แล้วขัดขวางไม่ให้กลไกประกันสังคมกลับสู่กระบวนการประชาธิปไตย คืนอำนาจให้กับประชาชนหรือไม่ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า พวกเราเป็นตัวแทนคนธรรมดา ลงสมัครรับเลือกตั้งตามกลไกปกติ พวกเราไม่มีอำนาจไปบีบบังคับให้ใครมาเลือกเรา ไม่เหมือนที่ท่านคิดจะเลื่อนเลือกตั้งก็คุยกันไม่กี่คนแล้วก็เคาะออกมา”


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ตั้งคำถามว่า “พวกท่านกลัวอำนาจของประชาชน กลัวเจตจำนงในการปฏิรูปประกันสังคมให้กลับมาเป็นของประชาชน ขนาดนี้เลยหรือ”


สำหรับการยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลนัดไต่สวนฉุกเฉิน คือ 


1. ศาลสั่งเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคม


2. ศาลสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้จัดการเลือกตั้งตามปกติในวันที่ 27 กันยา 69 เพื่อทำให้ประกันสังคมกลับคืนสู่ความปกติ เป็นประชาธิปไตย บริหารด้วยตัวแทนจากเจตจำนงของประชาชนให้ไวที่สุดและพวกเราขอแถลงไปถึง คุณจุลพันธ์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน


ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ขอแสดงความห่วงใยถึง นายจุลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หากท่านมีเจตจำนงในการปฏิรูปประกันสังคมจริงอย่างที่เคยสัญญาไว้ในวันหาเสียงเลือกตั้ง การเลือกตั้งประกันสังคมสามารถจัดตามเดิมในวันที่ 27 กันยายนได้


สำหรับกระบวนการจัดการเลือกตั้งทีมประกันสังคมก้าวหน้าเสนอ ดังนี้


1. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ตามข้อมูลที่มีอยู่แล้วของสำนักงานประกันสังคม


2. จัดหน่วยเลือกตั้งตามที่ได้มีผู้ลงทะเบียนเลือกสถานที่เลือกตั้งไปแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตน


3. ประกาศหน่วยเลือกตั้งพร้อมรายชื่อผู้ที่ได้ลงทะเบียนเลือกหน่วยแล้ว โดยเปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ได้เลือกหน่วย สามารถรายงานหน่วยที่ประสงค์จะลงคะแนนได้ทางออนไลน์ ภายในระยะเวลาจำกัด


4. สำหรับผู้มีสิทธิ์ที่ไม่ได้มาเลือกหน่วยเลือกตั้ง ให้จัดหน่วยตามสำนักงานประกันสังคมจังหวัดหรือสาขาที่มีรายชื่ออยู่ และ


5. จัดเลือกตั้งตามวันและเวลาเดิม 27 กันยายน 2569 โดยไม่เลื่อนออกไป


ในเวลานี้หน้าที่ของฝ่ายบริหารคือการหาทางออกให้กับกองทุนประกันสังคม เรียกคืนความเชื่อมั่นด้วยการทำให้กระบวนการเป็นไปอย่างปกติ และเปนประชาธิปไตยให้ได้มากที่สุด


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า “ประกันสังคม คือกองทุนขนาด 3 ล้านล้านบาท ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ คือความหวัง คือตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตของคนธรรมดาสามัญ คือรูปธรรมที่สุดของการเมืองเรื่องปากท้อง เราต้องยืนยันให้ได้ว่าทุกบาทที่คนส่งสมทบเข้ามา ต้องกลายเป็นสวัสดิการ เป็นเงินอุดหนุนเด็ก เป็นค่าทำฟัน เป็นค่ารักษาพยาบาล และบำนาญอุ้มชูชีวิตคนธรรมดาตั้งแต่เกิดจนตาย พวกเราจึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ร่วมมือกับผู้ประกันตนและผู้ประกอบการ คืนความปกติให้กับกองทุนประกันสังคมโดยเร็วที่สุด”


ส่วนความคืบหน้าขั้นตอนอุทธรณ์ ของสปส. ที่ยังไม่มีการยื่น มีเพียงการแต่งตั้งคณะกรรมการ


รศ. ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า คำสั่งศาลมีมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.2569 ตอนนี้ผ่านมากว่าเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ทราบว่าตั้งคณะกรรมการแล้ว แต่ก็ไม่ทราบว่าจะมีการอุทธรณ์เมื่อไหร่


ถ้าประกันสังคมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนและสำคัญจริงการอุทธรณ์ต้องสามารถเกิดได้ใน 3-4 วันทันที แต่กลับยังไม่มีการยื่น เราก็จะชี้ให้เห็นว่าสำหรับทีมประกันสังคมก้าวหน้า คำร้องตัวนี้เราใช้เวลา เพียง 3 วันเท่านั้นในการเขียนเพื่อยื่นต่อศาล แต่สำนักงานประกันสังคมมีข้าราชการ มีฝ่ายกฎหมาย มีนักกฎหมายอยู่เต็ม กลับใช้ระยะเวลายาวนานมากกว่าทีมเราที่มีเพียงแค่ 14 คน


มองว่าเป็นการยื้อเวลาหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมพยายามสื่อสารว่าจะเร่งอุทธรณ์ 


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า ตนเองก็ไม่แน่ใจว่าเร่งกันในเงื่อนไขไหน ผ่านมา 10 กว่าวัน ถึงจะมีการตั้งคณะกรรมการ


เพราะฉะนั้น วันนี้เราต้องยืนยันว่า 27 กันยายน 2569 ยังเป็นวันที่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เพื่อที่จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป 27 กันยายน ผู้ประกันตนต้องได้หย่อนบัตร 


 “เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่กระบวนการปกติ เพราะว่าบอร์ดชุดนี้หมดวาระไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จริง ๆ การหย่อนบัตรควรจะเกิดในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยซ้ำ และตอนนี้ควรจะได้บอร์ดชุดใหม่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการพยายามยื้อ การเปลี่ยนวิธี กติกาการเลือกตั้ง จนกระทั่งครั้งนี้มีการดำเนินกระบวนการการเลือกตั้งไปแล้วกว่า 70% ของกระบวนการ เหลือเพียงแค่การหย่อนบัตร แต่ว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ก็จะได้เห็นว่า ทาง กกต. ของประกันสังคมได้มีการปฏิบัติการที่เกินคำสั่งศาล หากให้ผมเทียบตามภาษานักกฎหมายก็คล้าย ๆ กับการที่พระรามให้หนุมาน ไปบุกเอาตัวนางสีดากลับคืน แต่เล่นไปเล่นมาหนุมานก็เผากรุงลงกา แล้วก็ทำให้เกิดความเสียหายมากมาย เกิดความขัดแย้งต่างๆ มากมายตามตามมา ซึ่งเกินกว่าเหตุแน่นอน” 


เมื่อถามว่า มองว่าการล้มล้างการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมหรือไม่ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า 


ตนคิดว่าเจตนาหลังจากที่เรายื่นตรงนี้ก็จะเห็นความชัดเจนว่า ถ้าข้อมูลที่เราให้ทั้งหมดนี้ ในปี 2566 ใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาทแล้วก็มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงแค่ 150,000 คนเอง เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาท และมีตัวชี้วัดว่าจะต้องมีผู้มาใช้สิทธิ 6 ล้านคน เพราะฉะนั้นมองว่าประกันสังคม สามารถทำได้ และสามารถที่จะจัดการเลือกตั้ง ภายใต้เงื่อนไขกลไกปกติ ด้วยงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานที่วางไว้ได้ครบถ้วน มองว่าไม่ได้มีข้อจำกัดใด ๆ 


ส่วนกรณีที่กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมระบุว่า งบประมาณไม่เพียงพอที่จะจัดเลือกตั้ง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่าผู้ประกันตนทั้งหมดได้ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการขยายพื้นที่จัดเลือกตั้ง ทุกอำเภอต้องมีหนึ่งพื้นที่ที่ใช้จัดการเลือกตั้ง หากพิจารณาตามกลไกการจัดการเลือกตั้งถือว่ามีความเพียงพอ งบประมาณที่ใช้จัดการเลือกตั้ง มีมูลค่า 275 ล้านบาท ซึ่งสามารถจัดการเลือกตั้งตามปกติได้ ไม่ใช่ข้อจำกัดแต่อย่างใด


ส่วนผลการยื่นคำฟ้องต่อศาลในวันนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า มีแผนจะทำอะไรต่อไปบ้าง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่าต้องฟังว่าศาลจะมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินหรือไม่ ซึ่งตนเองจะเป็นผู้ให้การต่อศาลเพื่อชี้ให้เห็นว่า ความสูญเสียสำคัญของการชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมคือ การที่เราพลาดโอกาสที่จะมีบอร์ดชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็ม เพื่อปฏิรูประบบสวัสดิการและปฏิรูปงบประมาณ หากมีรักษาการบอร์ดประกันสังคมที่ยาวนาน หมายความว่า จะเป็นการคืนอำนาจให้กับรัฐราชการ งบการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมมีสูงถึง 3 ล้านล้านบาท ปลายปีนี้จะมีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของประกันสังคมด้วย ซึ่งมีงบประมาณสูงกว่า 5 พันล้านบาท สิ่งเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีบอร์ดที่อำนาจเต็ม ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทอดเวลาการรักษาการอย่างไม่จบสิ้น


ส่วนหากศาลมีคำสั่งอีกด้านหนึ่งคือให้ยึดตามประกาศเดิมก่อน จะทำอย่างไรนั้น รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า กลไกสำคัญคือ เราใช้ทุกกลไกที่มี เชื่อว่าผนังทองแดงกำแพงเหล็กของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คงไม่ได้อยู่ลำพังเพียงแค่เราทีมประกันสังคมก้าวหน้าหรือคำตัดสินของศาล ซึ่งหากย้อนกลับศาลไม่ได้มีคำสั่งให้เลื่อนหรือชะลอการเลือกตั้ง ตนอ่านคำสั่งมา 3-4 รอบ ก็ไม่มี แต่ให้เดินหน้าการเลือกตั้งโดยทุเลาเรื่องการจัดให้มีการลงทะเบียน ซึ่งสามารถทำได้ทันที เพราะฐานข้อมูลของประกันสังคมที่มีการพูดต่อศาลและบอร์ดประกันสังคมคือ มีข้อมูลอยู่แล้วว่าใครคือ ผู้ที่มีเงื่อนไขตรงที่สามารถลงคะแนนได้ ฉะนั้นผนังทองแดงกับกำแพงเหล็กในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่จะยืนยันการมีส่วนร่วมคือ ผู้ประกันตนหลักสิบล้านคน ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง


ส่วนแผนการพูดคุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หรือไม่ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่าตนเองเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 4 คน ที่ตนเองรู้จักมานายจุลพันธ์เป็นรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์มากที่สุดคนหนึ่ง เชื่อว่ารัฐมนตรีหรือนักการเมืองที่มีอนาคตไกลหลายคนมักจะตกม้าตาย เพราะข้าราชการที่อยู่มา 20-30 ปี ตนเองเข้ามาเป็นบอร์ดประกันสังคมไม่นานก็เห็นว่า คนที่มีอำนาจระดับรัฐมนตรีเข้ามาจะได้รับข้อมูลแบบไหนจากข้าราชการ จึงเชื่อว่านายจุลพันธ์จะรับข้อเสนอของพวกเราไปพิจารณา เราชี้ให้เห็นว่ากลไกการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมสามารถเกิดขึ้นได้ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมามีคนมาใช้สิทธิ์ประมาณ 50% ฉะนั้นการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ตามตัวชี้วัดที่ได้วางไว้ว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์มากที่สุด 6 ล้านคน ถือว่าสามารถจัดการเลือกตั้งได้ หรือหากมีผู้มาใช้สิทธิ์เกินตัวชี้วัดก็สามารถของบประมาณเพิ่มเติมได้ ไม่ได้เป็นข้อจำกัด เพราะงบประมาณของประกันสังคมสามารถพิจารณาได้ภายในหน่วยงาน เนื่องจากเป็นงบประมาณด้านการบริหารจัดการ


ในเวลาต่อมา ศาลปกครองกลาง รับคำฟ้องทีม #ประกันสังคมก้าวหน้านัดไต่สวนฉุกเฉิน วันนี้ 14.00 น. ( 5 ส.ค. 69) หลังทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คนยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ สํานักงานประกันสังคมที่ประกาศเลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน


สำหรับนัดไต่สวนฉุกเฉินครั้งนี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี หัวหน้าทีมประกันสังคมก้าวหน้า เป็นตัวแทนผู้สมัครลงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 14 คนขึ้นให้การไต่สวน โดยคาดว่าวันนี้ศาลจะมีคำสั่งออกมาอย่างหนึ่งอย่างใด 


สำหรับคำร้องของทีมประกันสังคม ก้าวหน้า ได้ร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคม และขอให้ศาลสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้จัดการเลือกตั้งตามปกติในวันที่ 27 กันยายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประกันสังคมก้าวหน้า #บอร์ดประกันสังคม #ศาลปกครอง #กระทรวงแรงงาน




จม.จาก “อานนท์” ถึง เพื่อนที่รักและคิดถึงทุกคน รับกังวลนักโทษ ม.112 ถูกจับแยกกระจายไปแต่ละแดน บอกชะตากรรมของนักโทษคดีนี้ในระบอบสีน้ำเงิน ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย เป็นนกที่ถูกขังในกรง ธุลีดินโปรยลงน้ำ มันจะไปเหลืออะไร

 


จม.จาก “อานนท์” ถึง เพื่อนที่รักและคิดถึงทุกคน รับกังวลนักโทษ ม.112 ถูกจับแยกกระจายไปแต่ละแดน บอกชะตากรรมของนักโทษคดีนี้ในระบอบสีน้ำเงิน ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย เป็นนกที่ถูกขังในกรง ธุลีดินโปรยลงน้ำ มันจะไปเหลืออะไร


วันนี้ (5 สิงหาคม 2569) เพจเฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ของ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยแพร่ข้อความ ในวันที่อานนท์ ถูกเบิกตัวมาขึ้นศาลอาญา ในนัดหมายสืบพยานคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อ ปี 2563 ใจความว่า


ถึง เพื่อนที่รักและคิดถึงทุกคน


จดหมายฉบับนี้ผมเขียนขึ้นด้วยความลำบากใจอย่างยิ่ง ที่ว่าลำบากใจก็เพราะชะตากรรมที่พวกเรานักโทษการเมือง ม.๑๑๒ ตอนนี้กำลังตกอยู่ในความยากลำบาก ต้องการความช่วยเหลือแต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าต้องการให้เพื่อนๆช่วยเหลืออย่างไร เรื่องนี้มันเกินกว่ากำลังของพวกเราและอาจเกินกว่ากำลังของเพื่อนๆ ดังนั้น จดหมายฉบับนี้จึงอาจเป็นเพียงการบอกเล่าความความกังวลในอันตรายที่กำลังจะเกิดกับพวกเรานักโทษการเมือง ม.๑๑๒ ในเรือนจำขณะนี้


เมื่อปลายเดือนที่แล้ว เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะย้ายนักโทษการเมือง ม.๑๑๒ กระจายไปในแต่ละแดน ไม่ให้อยู่ด้วยกัน เรื่องนี้พวกเราเป็นกังวลเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้พวกเราเคยถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ปกปิดชื่อบุกเข้ามาพยายามอุ้มพวกเรากลางดึกเมื่อปี ๒๕๖๔ และถูกกดดันให้ขออภัยโทษเฉพาะรายตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นมา โดยอ้าง “ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง” แต่ถูกพวกเราปฏิเสธ กระทั่งเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยได้มีการเปลี่ยนชุดผู้บริหารเรือนจำ ได้มีการพยายามแยกขังพวกเราออกจากกัน ผมขอเล่าบรรยากาศในเรือนจำให้ฟังสักนิดเพื่อที่เพื่อนๆจะได้เห็นภาพว่าในเรือนจำมันน่ากลัวเพียงใดถ้าพวกเราถูกแยกขัง แยกแดน


ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ๒ รอบใน ๑ วัน คือเวลา ๑๘.๑๕ น. และเวลา ๐๕.๔๕ น. ใช่ ! เพื่อนๆฟังไม่ผิด เขาเปิดอย่างนั้นจริงๆ บรรยากาศเช่นนี้มันช่างเย็นยะเยือกยิ่งสำหรับพวกเรานักโทษการเมือง ม.๑๑๒ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า “ล้มเจ้า” ซึ่งเคยมีเพื่อนเราที่ขังแยกแดนถูกนักโทษคดีทั่วไปทำร้ายร่างกายเพราะไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีตามเวลาที่เรือนจำกำหนดมาแล้ว ตอนนี้เพื่อนคนนั้นถูกย้ายไปขังที่เรือนจำโทษประหาร(บางขวาง)


ความเปราะบางนี้น้อยคนที่จะเข้าใจหากไม่ได้เผชิญในสภาวะจริงเช่นพวกเรา การขังรวมกันไม่ได้รับประกันว่าพวกเราจะไม่ถูกทำร้ายหรือถูกฆ่า แต่จะเป็นหลักประกันว่า หากมีการส่งคนเข้ามาทำร้ายหรือเข้ามาฆ่าพวกเรา ก็ต้องฆ่าทั้งหมด เพราะถ้าฆ่าไม่หมดคนที่เหลืออยู่จะออกมาบอกเล่าว่าพวกเราถูกกระทำย่ำยีอย่างไร


ชะตากรรมของนักโทษการเมือง ม.๑๑๒ ในระบอบสีน้ำเงินภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย นกที่ถูกขังในกรง ธุลีดินโปรยลงน้ำ มันจะไปเหลืออะไร ผมจึงลำบากใจที่จะเขียนจดหมายฉบับนี้ เพราะจะบอกว่าอยากขอให้เพื่อนๆช่วย ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะให้ช่วยอย่างไร มรสุมนี้มันใหญ่เสียเหลือเกิน


รักและคิดถึงทุกคน

อานนท์ นำภา

นักโทษการเมือง ม.๑๑๒

๕ สิงหาคม ๒๕๖๙


สำหรับอานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

“เอกชัย” ถูกนำตัวแอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ เพื่อตรวจชิ้นเนื้อที่หัว - ช่องท้อง

 


“เอกชัย” ถูกนำตัวแอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ เพื่อตรวจชิ้นเนื้อที่หัว - ช่องท้อง


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน #TLHR รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทนายความเข้าเยี่ยม “เอกชัย หงส์กังวาน” นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 เพื่อติดตามสถานการณ์สุขภาพล่าสุด ภายหลังเขาต้องเข้ารักษาตัวจากอาการปวดท้องบ่อย และน้ำหนักตัวลดลงเร็วผิดปกติ ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569


ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เอกชัยมีอาการปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาโรคฝีในตับ และถูกส่งตัวฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เขาได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ และผลการตรวจยังไม่พบความผิดปกติของตับ แต่เอกชัยยังคงมีความเสี่ยงต่อการกลับมาของโรคฝีในตับ และพบอาการต่อมลูกหมากโต กระบังลมอักเสบ โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน


และเมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2569 เอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และต้องการได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม หรือโรคอื่น ๆ ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์


ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ก.ค. 2569 ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวเอกชัย พร้อมระบุความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ให้ความเห็นจากเวชระเบียนว่าควรให้เขาได้รับการประกันตัวเพื่อเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียด เนื่องจากอาการที่เอกชัยกำลังเผชิญอยู่ต้องค้นหาสาเหตุปัญหาสุขภาพอย่างจริงจัง ก่อนจะสรุปได้ว่าอาการปวดท้องดังกล่าวไม่ใช่โรคมะเร็ง หรือค้นหากลุ่มโรคด้านภูมิคุ้มกันวิทยา หรือการติดเชื้อ เช่นพยาธิ เป็นต้น


ต่อมา 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

 

เมื่อวันนี้ (4 ส.ค.) ทนายพบว่าเอกชัยมานั่งรออยู่ที่ห้องเยี่ยมในชุดผู้ป่วยสีขาวของโรงพยาบาล ใบหน้าของเขาซูบตอบ ร่างกายผอมจนเห็นซี่โครง กระดูกคิ้วโปนชัดเจน และมีผ้าก๊อซติดแผลที่หัวด้านซ้าย เอกชัยเล่าว่าช่วงนี้เขามีอาการวูบ แต่ก็ยังพอมีแรงพูดคุยได้


เมื่อสอบถามถึงสถานการณ์ทางสุขภาพ เอกชัยเล่าว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 เรือนจำกลางคลองเปรมได้ส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อเข้าตรวจร่างกายโดยละเอียด ผ่านการทำซีทีสแกนตั้งแต่ช่วงอกไปจนถึงช่วงท้อง ทั้งนี้ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่การซีทีสแกนนั้นก็ไม่สามารถเห็นรายละเอียดภายในลำไส้ได้


ต่อมา 24 ก.ค. 2569 ทางโรงพยาบาลแจ้งให้เอกชัยเข้ามาแอดมิทเนื่องจาก เขามีอาการปวดท้องบ่อยและผอมลงอย่างผิดปกติ หมอจึงให้เข้ามาตรวจสอบร่างกาย ก่อนหน้านี้น้ำหนักของเขาอยู่ที่ 72-73 กิโลกรัมแต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 64 - 65 กิโลกรัม


เอกชัยไม่ทราบว่าน้ำหนักลดลงเมื่อไหร่ เพิ่งมารู้ตอนที่อยู่โรงพยาบาล เพราะที่ผ่านมาก็กินอาหารปกติ พอเห็นน้ำหนักตัวเองก็ตกใจที่น้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติแบบนี้ หมอเองก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือเป็นโรคอะไรหรือเปล่า จึงให้ซีทีสแกนและส่องกล้องเพื่อตรวจสอบสาเหตุ


การส่องกล้องเกิดขึ้นทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เอกชัยขยายความว่าส่วนบนจะดูหลอดอาหารถึงกระเพาะอาหาร และส่วนล่างเป็นลำไส้ใหญ่ โดยในระหว่างที่รอทำการส่องกล้อง เขาต้องอดอาหาร โดยมีการให้ดื่มน้ำใสมีรสชาติหวานเปรี้ยว ซึ่งคาดว่าเป็นน้ำที่ผสมสารอาหารมาให้รับประทานแทน และมีการจ่ายยาถ่ายให้ ทั้งนี้เพื่อให้ลำไส้สะอาดและสามารถตรวจดูภายในได้


อย่างไรก็ตาม แพทย์แจ้งว่าลำไส้ของเขาไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่จากการประเมินผลเบื้องต้น หมอแจ้งว่าอาจเป็นโรคกระเพาะธรรมดา เนื่องจากการส่องกล้องส่วนบนพบว่าในกระเพาะอาหารมีรอยแดงเหมือนผื่น หมอจึงให้ยาลดกรดและยาแก้อักเสบ พร้อมทั้งให้งดทานอาหารเผ็ด และได้ตัดชิ้นส่วนออกมาทำการตรวจสอบ ซึ่งต้องรอฟังผลของชิ้นเนื้ออีกทีในวันที่ 14 ส.ค. 2569


เมื่อสอบถามถึงแผลที่หัวด้านซ้าย เอกชัยเล่าว่าเกิดจากการผ่าตัดนำชิ้นเนื้อไปตรวจสอบเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นตุ่มขึ้นที่หัวมาสักพักแล้ว จึงขอให้หมอตรวจสอบว่าเป็นตุ่มอะไร เลยทำให้มีการตัดชิ้นส่วนบริเวณที่เป็นตุ่มขนาดประมาณ 1 เซนติเมตรออกไป


ปัจจุบัน แผลที่หัวต้องล้างแผลทุกวัน และเป็นแผลที่ต้องเย็บสามเข็ม มีกำหนดตัดไหมวันที่ 10 ส.ค. 2569 และฟังผลตรวจสอบชิ้นเนื้อที่ตัดไปวันที่ 21 ส.ค. 2569 ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จนถึงวันดังกล่าว


และสาเหตุที่ต้องรอผลการตรวจชิ้นเนื้อนานเกือบเดือน เอกชัยบอกว่าทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งชิ้นเนื้อของเขาไปตรวจที่โรงพยาบาลราชวิถี เนื่องจากหมอที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง


เกี่ยวกับคดีที่ทำให้เอกชัยถูกคุมขังในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่เขาและผู้ร่วมคดีอีก 4 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักคือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี โดยศาลลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน


ปัจจุบันเอกชัย วัย 50 ปี ยังคงถูกคุมขังมาโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่คดีในชั้นฎีกายังคงดำเนินต่อไป


ข้อมูลจาก : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR #เอกชัยหงส์กังวาน #มาตรา110


วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

พริษฐ์เปิด 5 ข้อสงสัย กกต. ส่อ “ฟอกขาว” คดี 'โกง สว. จี้ทำหน้าที่ส่งเรื่องถึงศาล

 


พริษฐ์เปิด 5 ข้อสงสัย กกต. ส่อ “ฟอกขาว” คดี 'โกง สว. จี้ทำหน้าที่ส่งเรื่องถึงศาล


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดเวทีเจาะลึกหลักฐานคดี ‘โกง สว.’ ภาคพิเศษ: เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน? เพื่อสื่อสารประเด็นข้อผิดปกติในการดำเนินงานของ กกต. โดยตรง


อดีตผู้สมัคร สว. ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการเลือก สว. ทั้งในกระบวนการจัดการของ กกต. และการบังคับใช้กฎหมาย โดยระบุว่าแม้ กกต. จะห้ามนำเอกสารเข้าห้องเลือกรอบไขว้ แต่กลับมีผู้สมัครบางรายถือแฟ้มและกระเป๋าเข้าไปได้ เมื่อทักท้วงต่อเลขาธิการ กกต. ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่การร้องเรียนต่อศาลก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้มีเพียง กกต. ที่มีอำนาจยื่นคำร้อง นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนเรื่องผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงกรณีผู้รับรองผู้สมัครจำนวนมากผิดปกติ แต่หลายเรื่องไม่มีความคืบหน้า หรือถูกยกคำร้องโดยไม่มีคำชี้แจง ทำให้ผู้ร้องเห็นว่าการรวมอำนาจไว้ที่ กกต. เพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้การตรวจสอบล่าช้าและประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก จึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและดำเนินคดีได้มากขึ้น


ด้าน มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ได้นำเสนอคลิปวิดีโอหลักฐาน ซึ่งระบุว่ามีการห้ามนำเอกสารใด ๆ เข้าไปในรอบเลือก สว. แบบไขว้ แต่ภายหลังกลับมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ กกต. ได้ลงนามบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยว่ามีการยึดโพยจากผู้สมัคร สว. จริง ซึ่งขัดแย้งกับข่าวประชาสัมพันธ์ของ กกต. โดย มนัส มองว่า การเลือก สว. ครั้งนี้มีสิ่งผิดปกติ 3 ประการ ได้แก่การจัดพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความลับ แต่กลับจัดในห้องรวม ทำให้ผู้สมัครสามารถเดินไปมาหาสู่กันได้, ระเบียบการเลือก สว. กำหนดให้ใช้หมายเลขเดิมตลอดทุกระดับการเลือก และเมื่อร้องเรียนต่อประธาน กกต. กลับมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่ประกอบด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาของ แสวง บุญมี มาตรวจสอบ แสวง บุญมี เอง แม้จะมีการร้องให้เปลี่ยนเป็นบุคคลภายนอก ก็ไม่ได้รับการแก้ไข และผลสอบก็สรุปว่าไม่มีมูลความผิด


ขณะที่ นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร จากเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ความไม่ไว้วางใจต่อ กกต. เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มกระบวนการเลือก สว. โดยมองว่าการทำงานของ กกต. มีลักษณะ "ปล่อย–เข้ม–เร่ง–เบลอ" กล่าวคือ ปล่อยปละเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครจนเกิดความคลุมเครือ เข้มงวดเกินจำเป็นในการออกระเบียบแนะนำตัวและการเชิญชวนสมัคร เร่งเปลี่ยนกติกาและตัดสิทธิ์ผู้สมัครก่อนวันเลือกตั้งเพียงไม่นาน และขาดมาตรฐานในการเปิดให้สังเกตการณ์เลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยต่อความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือก สว. ทั้งระบบ


มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า กกต. มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในการสืบหาข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือก สว. จึงตั้งคำถามว่า หากท้ายที่สุด กกต. ไม่ยื่นคำร้อง จะอธิบายต่อสังคมอย่างไร ทั้งที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก พร้อมมองว่าการตั้งคณะทำงานหลายชุดเพื่อสืบสวนจนเสมือนวินิจฉัยความผิดเองเป็นเรื่องผิดบทบาท เพราะหน้าที่ของ กกต. คือส่งพยานหลักฐานให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่พิสูจน์แทนผู้ถูกร้อง นอกจากนี้ ยังเห็นว่าแนวทางที่ศาลไม่รับฟ้องคดีจากผู้สมัครที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากไม่ถือเป็นผู้เสียหาย เป็นประเด็นที่ควรทบทวน เพราะผู้สมัครเหล่านี้ล้วนได้รับความเสียหายจากกระบวนการเลือกที่อาจไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม วึ่งทั้งหมดนี้เป็นหายนะที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 


ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์และหลายพฤติกรรมที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า กกต. ยังเป็นหน่วยงานที่สามารถไว้วางใจให้ตรวจสอบเรื่องนี้ได้หรือไม่ โดยตนขอสรุปข้อสังเกตไว้ 5 ประการ


ข้อแรก คือ การออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่อาจยังไม่รัดกุมเพียงพอต่อการป้องกันการทุจริต การเลือก สว. ปี 2567ซึ่ง กกต. มีอำนาจออกระเบียบเอง โดยกกต. ได้ออกระเบียบทั้งหมด 6 ฉบับ เมื่อพิจารณารายละเอียดของระเบียบเหล่านี้ จะพบว่าบางข้ออาจยังไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างรัดกุม ตัวอย่าง ที่กำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขประจำตัวเดิมตั้งแต่รอบเช้าจนถึงรอบบ่าย ทำให้ขบวนการโพยใบสั่งทำงานได้สะดวก เพราะสามารถเตรียมหมายเลขผู้สมัครไว้ล่วงหน้าได้


ข้อที่สอง คือ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครที่อาจยังไม่รอบคอบเพียงพอ ตนขอแบ่งตัวอย่างออกเป็น 3 ประเภท โดยประเภทแรกคือ กรณีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม แม้ท้ายที่สุดบางคนจะไม่ได้รับเลือกเป็น สว. แต่หากภายหลังพบว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น ก็สะท้อนว่า กกต. หละหลวมในการตรวจสอบตั้งแต่แรก จนนำไปสู่ปัญหาที่เกิดขึ้น ประเภทที่สอง คือการกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จในใบแนะนำตัว และ ประเภทสุดท้าย คือกรณีการสมัครผิดกลุ่ม


ข้อที่สาม คือการปล่อยปละละเลยต่อการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในวันเลือก สว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ สิ่งที่ปรากฏในคลิปกลับทำให้เกิดคำถามว่า กกต. ได้ละเลยหรือไม่ในการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโพยใบสั่ง หรืออาจถึงขั้นอำนวยความสะดวกให้กระบวนการทุจริต ก่อนมีการยึดโพย มีการประกาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายชั่วโมงว่า จะไม่อนุญาตให้นำเอกสาร สว. ที่ใช้ในรอบเช้าเข้าไปใช้ในรอบไขว้หรือรอบบ่าย ซึ่งเปรียบเสมือนการบอกข้อสอบล่วงหน้า เพราะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครนำข้อมูลจากแบบ สว.3 ไปคัดลอกลงในกระดาษอื่นเพื่อนำกลับเข้าไปใช้ในช่วงบ่ายได้ หากการนำเอกสารดังกล่าวเข้าไปเป็นสิ่งต้องห้าม และผู้สมัครฝ่าฝืนอย่างชัดเจน เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการใด ๆ ณ ขณะนั้น และเมื่อมีการยึดเอกสารพร้อมบันทึกเหตุการณ์แล้ว กกต. ได้ตรวจสอบโพยใบสั่งเหล่านั้นอย่างละเอียดหรือไม่


ข้อที่สี่ คือข้อสงสัยเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดี และการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหา ตลอดสองปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการดำเนินงานของ กกต. เป็นการเตะถ่วงคดีหรือไม่ โดยมีคณะทำงานหลัก 2 ชุด ได้แก่ คณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่ง กกต. และ DSI ร่วมกันดำเนินการ และเห็นว่ามีผู้ที่อาจมีมูลความผิดอย่างน้อย 229 ราย แต่เมื่อส่งเรื่องถึง กกต. กลับมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ซึ่งประกอบด้วยกรรมการ 7 คน และเมื่อกลั่นกรองแล้วกลับมีมติสวนทางว่า ผู้ถูกกล่าวหากว่าร้อยรายไม่มีมูลความผิดแม้แต่คนเดียวเมื่อพิจารณารายชื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็พบว่าหลายคนถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ โดยมี 2 คนถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับข้อครหาการทุจริต และอีก 1 คนถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง จากเส้นทางการรับราชการและความสัมพันธ์กับนักการเมืองบางรายที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว


นอกจากนี้ ยังเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผลการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งให้ผลสรุปตรงกันข้าม จึงเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะประเมินจากข้อเท็จจริงว่า คณะใดมีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่ากัน


เมื่อคดีดำเนินมานานกว่า 2 ปีหลังการเลือก สว. สิ่งที่เกิดขึ้นคือปัญหาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ สว. จำนวนมากที่อยู่ในสำนวนผู้ถูกกล่าวหา ยังสามารถลงมติรับรอง กกต. คนใหม่เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กกต. เสียงข้างมาก 4 จาก 7 คน ล้วนได้รับการรับรองจากวุฒิสภาชุดที่มีสมาชิกจำนวนหนึ่งอยู่ในสำนวนคดีดังกล่าว 


ข้อสุดท้าย คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่น่ากังวล นั่นคือการตั้งคำถามว่า กกต. กำลังเตรียม "เป่าคดี" โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เพื่อไม่ให้เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่


คำถามคือ หลักฐานต้องชัดเจนเพียงใด จึงจะเพียงพอให้ส่งเรื่องไปยังศาล หากพิจารณาตามกฎหมาย เมื่อมี หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่ามีการกระทำอันทุจริต กกต. มีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล หน้าที่ของ กกต. คือวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้หรือไม่ว่ามีการทุจริต ส่วนหน้าที่ของศาลคือวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานพิสูจน์ได้หรือไม่ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง


ณ เวลานี้ หน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่การตัดสินว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่เป็นการพิจารณาเพียงว่า พยานหลักฐานที่ปรากฏ มีเหตุอันควรเชื่อได้ หรือไม่ว่ามีการทุจริต และหากเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ กกต. ก็มีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล


เหตุผลส่วนหนึ่งที่ต้องนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ เพราะตนไม่มั่นใจว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เนื่องจากตลอดกระบวนการที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนวันเลือก สว. ระหว่างวันเลือก และหลังการเลือกเสร็จสิ้น ล้วนมีหลายขั้นตอนและหลายพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจและไม่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ของ กกต.


ตนหวังว่าข้อสันนิษฐานเหล่านี้จะไม่เป็นความจริง และหวังว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบคดีนี้ หาก กกต. ดำเนินการด้วยความสุจริต บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ชัดเจน ละเอียด และหนักแน่น ก็ควรส่งเรื่องทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26


https://drive.google.com/file/d/1R0j923WOqjBgoqwQlTvNkbL44R9fSPuB/view?usp=sharing


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั้วสว #กกต






SEC Watch ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบฯ จนกว่าจะได้รับคำตอบ ทวงรัฐบาลทำตามบันทึกข้อตกลง 3 ข้อ ยกเลิก พ.ร.บ.SEC - ชะลอแลนด์บริดจ์ ชี้ “รัฐบาลเบี้ยวข้อตกลง”

 


SEC Watch ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบฯ จนกว่าจะได้รับคำตอบ ทวงรัฐบาลทำตามบันทึกข้อตกลง 3 ข้อ ยกเลิก พ.ร.บ.SEC - ชะลอแลนด์บริดจ์ ชี้ “รัฐบาลเบี้ยวข้อตกลง”


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่เชิงสะพานชมัยมรุเชษ ประตู 2 บริเวณทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) เดินทางมาปักหลักชุมนุม พร้อมยื่นหนังสือและอ่านแถลงการณ์เพื่อทวงถามความคืบหน้าการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงนามร่วมกับเครือข่าย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่ารัฐบาลยังไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตกลงร่วมกันไว้ และจะปักหลักชุมนุมบริเวณประตู 2 ทำเนียบรัฐบาล จนกว่าจะได้รับคำตอบตามข้อเรียกร้อง


การชุมนุมครั้งนี้สืบเนื่องจากการปักหลักชุมนุมของเครือข่าย SEC Watch และ EEC Watch ระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2569 ภายใต้กิจกรรม “หยุดกฎหมายขายแผ่นดิน” หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างกระทรวงคมนาคมกับเครือข่าย SEC Watch เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และมีหนังสือสั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569


บันทึกข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่ การยกเลิกร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ และการตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้


อย่างไรก็ตาม เครือข่าย SEC Watch ระบุว่า ข้อตกลงยังไม่ได้รับการปฏิบัติ โดยเฉพาะ 2 ประเด็น ได้แก่ การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าสามารถนำโครงการแลนด์บริดจ์กลับมาดำเนินการได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเครือข่ายเห็นว่าขัดกับสาระของบันทึกข้อตกลงที่กำหนดให้อนาคตของโครงการขึ้นอยู่กับผลการศึกษาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการที่รัฐบาลยังไม่มีความคืบหน้าในการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ แม้เวลาจะผ่านมาราว 1 เดือนหลังการลงนาม


เครือข่ายระบุว่า เมื่อข้อตกลงทั้งสองประเด็นยังไม่ถูกดำเนินการ จึงกังวลว่าข้อตกลงเรื่องการยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) อาจไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นกัน จึงกลับมาปักหลักชุมนุมเพื่อทวงถามความคืบหน้าจากรัฐบาล


ภายหลังเริ่มการชุมนุม ตัวแทนเครือข่ายได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาล และมีการอ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 3 โดยตั้งข้อสังเกตว่า การไม่ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงอาจสะท้อนถึงความไม่เป็นเอกภาพในการบริหารงานของรัฐบาล พร้อมตั้งคำถามว่าการลงนามของรองนายกรัฐมนตรีได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หลังจากมีท่าทีเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่แตกต่างจากสาระในบันทึกข้อตกลง รวมทั้งยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ตามที่ตกลงไว้


แถลงการณ์ยังระบุว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ลงนามรับรองหรือสั่งการให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง อาจสะท้อนถึงความเห็นต่างภายในฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ เครือข่ายยังวิจารณ์การผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล โดยเห็นว่าควรจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ก่อน เพื่อให้การลงทุนด้านคมนาคมสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค


ท้ายที่สุด เครือข่าย SEC Watch ยืนยันให้รัฐบาลปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่ได้ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี และประกาศจะปักหลักชุมนุมบริเวณประตู 2 ทำเนียบรัฐบาล จนกว่าจะได้รับคำตอบตามข้อเรียกร้อง


ภายหลังการอ่านแถลงการณ์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาประกาศต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ระบุห้ามชุมนุมสาธารณะรอบทำเนียบรัฐบาลในรัศมี 50 เมตร และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนตรึงกำลังเพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมข้ามไปยังบริเวณหน้าประตูทำเนียบรัฐบาล ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมจึงเริ่มทำการปักหลักชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษ จนกว่าจะได้รับคำตอบจากนายกรัฐมนตรี


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบSEC #ชะลอแลนด์บริดจ์















‘ภัทรพงษ์’ เปิดตัวระบบติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช้งบสักบาท

 


‘ภัทรพงษ์’ เปิดตัวระบบติดตามข้อมูลมลพิษทางน้ำจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช้งบสักบาท 


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ภัทรพงษ์ ส.ส. พรรคประชาชน เปิดตัวเว็บไซต์ของ อนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามชายแดน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจปัญหามลพิษทางน้ำจากเหมืองข้ามชายแดน ชี้ ไม่ต้องใช้งบสักบาท ประชาชนและรัฐบาลนำข้อมูลไปใช้ได้


ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามชายแดน เปิดตัวเว็บไซต์ https://waterpollution.disaster-mp.org/ ให้ประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำที่เกิดจากเหมืองต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน


เว็บไซต์นี้ได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนมาไว้ในระบบ เพื่อให้ประชาชนมองเห็นภาพรวมของปัญหาที่เกิดทั้งในลำน้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจสารพิษในน้ำ ผลการตรวจสารพิษในตะกอนดิน ผลการตรวจผลผลิตทางการเกษตร รวมไปถึงพิกัดเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ภาพถ่ายทางดาวเทียม รวมถึงภาพเคลื่อนไหวอธิบายเส้นทางการไหลของลำน้ำที่เกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ ภัทรพงษ์ เตรียมพัฒนาระบบต่อ เมื่อได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนขึ้น ได้แก่ ผลตรวจน้ำ-ตะกอนดินน้ำกระบุรี ผลการตรวจปลา และ ตัวเลขข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกแร่ในแต่ละด่านของประเทศไทย 


ภัทรพงษ์ ยังเปิดเผยว่า เว็บไซต์นี้ไม่ได้ใช้งบประมาณในการสร้างขึ้นมาแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากตนได้สร้างเว็บไซต์ติดตามระบบมลพิษทางน้ำข้ามแดนขึ้นมาเอง จากการรวบรวมข้อมูลจากการทำงานของอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน โดยตนได้จ่ายเพียงค่าโดเมนเว็บไซต์เพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น


เขายังกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลไม่ได้บูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำจากเหมืองในต่างประเทศออกมาอย่างเป็นระบบ ตนก็ยินดีที่จะจัดการข้อมูลที่มีทั้งหมดรวมไว้ในระบบเดียว เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าใจปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง ว่าต้นตอของปัญหานี้มาจากไหน เกิดความเสียหายต่อแหล่งน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างไรบ้าง และร่วมกันติดตามว่าปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนได้ขยายวงไปถึงไหนแล้ว


“ผมหวังว่า รัฐบาลจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ได้ เพื่อจะเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านให้แก้ไขปัญหาเพื่อประชาชนในพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด ไม่ใช่แค่ตรวจวัดมลพิษ แต่ต้องจัดการเหมืองแร่ที่เป็นต้นตอของปัญหาเลย”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #มลพิษทางน้ำ

ศาลฎีกาตรวจหลักฐานคดี 44 สส. “ก้าวไกล” ไต่สวนพยานปากสุดท้าย 18 พ.ค. 70 ก่อนนัดตัดสิน ทนายยันพยาน 60 ปากไม่ใช่การยื้อเวลาแน่นอน

 


ศาลฎีกาตรวจหลักฐานคดี 44 สส. “ก้าวไกล” ไต่สวนพยานปากสุดท้าย 18 พ.ค. 70 ก่อนนัดตัดสิน ทนายยันพยาน 60 ปากไม่ใช่การยื้อเวลาแน่นอน


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน นัดตรวจหลักฐานคดี คมจ.1/2569 ระหว่างคณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติผู้ร้อง กับ 44 สส.พรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงจากที่ทั้งหมดลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112


โดยในวันนี้ ผู้ร้องและทนายความผู้รับมอบอำนาจบางส่วนมาศาล มีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เดินทางเข้ามาในวันนี้ด้วย

 

ทั้งนี้ ศาลสอบคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วแล้ว คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงที่มีการเสนอพยานหลักฐานในเบื้องต้น เห็นควรกำหนดวันไต่สวนพยานผู้ร้องจำนวน 4 นัด 9 ปาก โดยนัดไต่สวนพยานปากแรกวันที่ 25 สิงหาคมนึ้ 


ส่วนพยานผู้คัดค้าน จำนวน 60 ปาก ประกอบด้วยประกอบด้วย ผู้คัดค้าน 25 ปาก นักวิชาการ 15 ปาก และผู้อยู่ในเหตุการณ์ 20 ปาก กำหนดไต่สวนพยาน 17 นัด เริ่มไต่สวนพยานนัดแรกวันที่ 3 พ.ย. 2569 และนัดสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 2570 ก่อนนัดฟังคำพิพากษาต่อไป


ศาลกำชับให้คู่ความทำบัญชีตารางพยานเพื่อให้ไต่สวนแต่ละนัด และกำหนดประเด็นให้ศาลทราบ พร้อมแนวคำถามมาก่อน เพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาตว่าจะให้ถามคำถามดังกล่าวหรือไม่


ต่อมานายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน ได้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทีมทนายความได้ยื่นบัญชีรายชื่อพยานไปมากกว่า 80 ปาก แต่ได้มีการปรับลดลงเนื่องจากมีความซ้ำซ้อนและตัดประเด็นออกตามที่ศาลพิจารณา ทำให้ล่าสุดศาลฎีกาอนุญาตให้ฝั่งผู้คัดค้านสืบพยานจำนวน 60 ปาก โดยศาลได้กำหนดกรอบเวลาให้ทางฝ่ายผู้คัดค้านนำเสนอตารางรายชื่อพยานและประเด็นการไต่สวนภายใน 30 วัน


สำหรับพยานทั้ง 60 ปาก สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มผู้คัดค้าน ตัวอดีต สส. ซึ่งคาดว่าบุคคลสำคัญอย่าง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อดีต สส.พรรคก้าวไกล หัวหน้าพรรคประชาชน จะเข้าเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง แต่จะต้องมีการหารือเพื่อยืนยันตารางเวลาที่ชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากทั้งสองท่านมีภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง


2. กลุ่มนักวิชาการ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อให้ความเห็นทางวิชาการที่ครอบคลุมมากกว่าประเด็นทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว และ 3. กลุ่มผู้รู้เห็นเหตุการณ์  เป็นผู้ที่รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ในสมัยดังกล่าว


เมื่อถามว่ารายชื่อพยานกลุ่มนักวิชาการ ว่าจะมีกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมายที่มีชื่อเสียง เช่น อดีตคณะนิติราษฎร์ มาร่วมเบิกความหรือไม่ นายนิธิระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทาบทามและประสานงาน จึงขอสงวนรายชื่อไว้ก่อน และจะมีการอัปเดตให้ทราบในภายหลัง เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือสลับคิวพยานตามความสะดวก


ประเด็นหลักที่ใช้ในการต่อสู้คดี นายนิธิ กล่าวว่า ประเด็นหลักของคดีนี้คือ การกระทำของฝ่ายผู้คัดค้าน 44 อดีตสส. ที่ไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรม


สำหรับไทม์ไลน์ในการพิจารณาคดีนั้น คาดว่ากระบวนการสืบพยานฝ่ายผู้คัดค้านจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือน พ.ค.ปีหน้า ซึ่งเมื่อถูกตั้งคำถามว่าระยะเวลาดังกล่าวถือว่านานเกินไปหรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า ด้วยจำนวนพยานและสภาพความซับซ้อนของคดี ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้เร็วหรือช้าจนเกินไป


นายนิธิ กล่าวอีกว่า การที่มีพยานจำนวนมาก ยืนยันว่าไม่ใช่การยื้อเวลาอย่างแน่นอน สังเกตได้ว่าศาลท่านก็อนุญาตตามที่เราร้องขอ เพราะศาลต้องการให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ทางเราเองก็ต้องการนำเสนอข้อเท็จจริง ความเห็น และพยานหลักฐานต่าง ๆ เข้าสู่สำนวนอย่างครบถ้วน ซึ่งต้องขอขอบคุณศาลที่เปิดโอกาสให้ได้นำเสนออย่างเต็มที่


นายนิธิ ยังกล่าวถึงลำดับการนำสืบพยานว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในวันนี้ว่าจะให้กลุ่มนักวิชาการหรือกลุ่มใดขึ้นเบิกความก่อน เนื่องจากต้องนำกลับไปหารือร่วมกับทีมฝ่ายผู้คัดค้านเพื่อจัดตารางความเหมาะสม โดยศาลเปิดกว้างให้สามารถบริหารจัดการและนำเสนอได้ตามความสะดวกของพยานแต่ละปาก


กรณีของ นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส.กทม. หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ได้มีทนายความมาร่วมรับฟังในวันนี้นั้น นายนิธิ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยกล่าวว่าไม่สามารถตอบแทนได้ และขอให้สื่อมวลชนสอบถามจากเจ้าตัวโดยตรง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #44สส #พรรคก้าวไกล #พรรคประชาชน