วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล ชี้ (1) หลักฐานแน่นกว่าคดีก่อนที่ กกต. เคยส่งศาล ทั้งโพย-คลิปเสียง-เส้นทางเงินชัด (2) อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม (3) 4 กกต. มีผลประโยชน์ทับซ้อน (4) หากหลักฐานชัด การยกคำร้อง อาจทำให้ กกต. ถูกมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง

 


“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล ชี้ (1) หลักฐานแน่นกว่าคดีก่อนที่ กกต. เคยส่งศาล ทั้งโพย-คลิปเสียง-เส้นทางเงินชัด (2) อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม (3) 4 กกต. มีผลประโยชน์ทับซ้อน (4) หากหลักฐานชัด การยกคำร้อง อาจทำให้ กกต. ถูกมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง


วันที่ 14 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. โดยระบุว่าเวลานี้ กกต. ทั้ง 7 คนจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าคดีฮั้ว สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด คณะกรรมการไต่สวนก็มีมติเห็นว่ามีบุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิดอย่างน้อย 229 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 138 คนที่เป็น สว. และอีกอย่างน้อย 91 คนที่เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่ง โดยมีหลายคนเป็น สส. รวมถึงบุคคลใน ครม. ด้วย โดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีมีมติเห็นควรให้ กกต. มีมติดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล เมื่อมีการสรุปเช่นนี้ออกมาเมื่อกลางปี 2568 กกต. จึงมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรอง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ คณะอนุวินิจฉัยฯ กลับมีมติสวนทางกัน ว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ กกต. 7 คนยกคำร้อง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าวันนี้จึงอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คนว่าจะเห็นอย่างไร ในเมื่อมีมติสวนทางกันระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ทางเลือกของ กกต. มี 3 ความเป็นไปได้ คือ 1) เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล 2) เห็นตามคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ยกคำร้องทั้ง 229 คน และ 3) ฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคนและยกคำร้องหลายคน ซึ่งอาจถูก มองว่าเป็นการสละบางคนเพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปในเดือนกันยายน 2569 ตามกรอบเวลา 90 วัน หลังจากที่ กกต. 7 คน เริ่มพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


เหตุที่ตนเห็นว่าทำไม กกต. ควรส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล มีอยู่ 4 เหตุผลด้วยกัน คือ


1) หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้าที่ กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลแล้ว


พริษฐ์ระบุว่าจากการสำรวจรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ หรือที่มีการยื่นมาจากผู้ร้องหรือผู้ให้การกับคณะไต่สวน เป็นที่คาดการณ์ได้อย่างชัดเจนในระดับหนึ่งว่าหลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถิติในการลงคะแนนในวันเลือก สว. ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหากไม่มีการจัดตั้งให้มีการเลือกตามโพย ตัวเลขการลงคะแนนในบัตรที่สอดคล้องกับหลักฐานโพยที่มีการเก็บและเผยแพร่ให้สาธารณะได้เห็น นอกจากนั้นเข้าใจว่าในสำนวนยังมีหลักฐานเรื่องการนัดหมายของกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่โรงแรมต่างๆก่อนวันเลือก มีพยานที่ระบุได้ว่ามีการพูดคุยกันอย่างไรในที่ประชุมดังกล่าว มีหลักฐานเรื่องการเดินทางที่มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับกลุ่มคนในเครือข่ายดังกล่าวเพื่อเดินทางมาประชุมก่อนวันเลือก รวมถึงอุปกรณ์หรือเสื้อสีเดียวกันที่มีการแจก ตลอดจนคลิปเสียงที่ระบุถึงการนัดหมาย หรือการเสนอทั้งเรื่องเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อให้มีการลงคะแนนให้กันและกัน และที่ชัดเจนที่สุดก็คือเส้นทางการเงิน


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอที่ กกต. ควรมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลได้ ก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีการพิจารณาคดีการเลือก สว. หลายคดีที่มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล โดยที่หลักฐานยังเบากว่าหลักฐานที่อยู่ในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ด้วยซ้ำ (เช่น คดี ลต. สว. 53/2568 (นครราชสีมา) และ คดี ลต. สว. 47/2568 (ชลบุรี) ที่มีเพียงหลักฐานที่เป็นข้อความสนทนาทาง LINE เพื่อขอคะแนนให้แก่กัน โดยไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น) แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่คดีที่มีหลักฐานทั้งเรื่องของโพย การนัดหมาย การเดินทาง คลิปเสียง เส้นทางการเงิน ฯลฯ จะไม่หนักแน่นเพียงเพียงพอที่ กกต. จะส่งเรื่องไปที่ศาลได้ หาก กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็จะถูกตั้งคำถามว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่ระหว่างคดีก่อนหน้าและคดีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน


2) คณะอนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 ที่มีมติว่าควรยกคำร้องทั้งสอง 229 คน เป็นคณะที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม และเสี่ยงเป็นเพียงเครื่องมือในการฟอกขาว


ในกระบวนการพิจารณาของ กกต. จะมีคณะอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งโดยปกติ กกต. จะใช้วิธีการสุ่มว่าคดีไหนจะถูกกลั่นกรองโดยคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่เท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรู้ก่อนล่วงหน้าว่าใครจะรับผิดชอบคดีใด แต่ในคดีการฮั้ว สว. นี้ กกต. ไม่ได้ใช้คณะอนุวินิจฉัยฯ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว แต่กลับตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ


พริษฐ์ยังระบุว่านอกจากนั้นในกระบวนการพิจารณา ทางตัวแทนจากดีเอสไอได้ให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่เคยมีการเรียกตัวแทนจากดีเอสไอหรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไปชี้แจงข้อเท็จจริง และยังมีกรณีที่อนุกรรมการบางคนถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องความเกี่ยวพันกับคดีการทุจริต (เช่น คดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม) และเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง


3) กกต. ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ 4 ใน 7 คนถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่ตอนนี้อยู่ในสำนวน


เมื่อการเข้าสู่ตำแหน่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 4 คนอาจถูกตั้งคำถามหรือข้อครหาเป็นพิเศษหากมีการตัดสินใจใดที่เป็นการค้านสายตาของสังคม หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นออกจากข้อหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน วิธีการที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดก็คือการมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลเป็นฝ่ายพิจารณา ว่าใน 229 คน ใครผิดหรือไม่ผิดอย่างไร


4) กกต. ถูกตั้งคำถาม ถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ในการตรวจสอบคดีการทุจริตการเลือก สว.


พริษฐ์ระบุว่าในการดำเนินการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ผ่านมา กกต. มีการกระทำหรือการละเว้นการกระทำในบางกรณี ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามว่ากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยหลักฐานล่าสุดก็คือคลิปที่ตนได้นำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ไปเมื่อวานนี้ ซึ่งตนได้มาจากผู้ตรวจการการเลือก สว. ที่มายื่นหลักฐานให้กับวิปฝ่ายค้านที่สภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. พร้อมตักเตือนผู้สมัคร


แม้ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการชี้แจงจาก กกต. ว่าการที่ผู้สมัครอาจจะมีการจดบันทึกตัวเลขผู้สมัครเพื่อกันลืมเวลาเดินเข้าคูหาไม่ได้ผิดโดยตัวการกระทำนั้นเอง แต่การชี้แจงเท่านี้ยังตอบคำถามของสังคมไม่ได้ เพราะสังคมยังมีคำถามอย่างน้อยดังต่อไปนี้


1) กรรมการ กกต. ที่มาตรวจมีการทิ้งท้ายว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นต้องเห็นอะไรที่ดูไม่สุจริตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องเก็บโพยดังกล่าวและตักเตือน - คำถามคือกรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มองว่าอาจเป็นเลือกที่ไม่สุจริต?


2) หลังจากเหตุการณ์ในคลิปผ่านไปและทาง กกต. ได้เก็บโพยไปแล้ว กกต. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อในวันดังกล่าว? ได้มีการเรียกประชุม กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ว่าหลักฐานประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วควรดำเนินการต่ออย่างไร? เพราะตาม พ.ร.ป.สว. มาตรา 59 เปิดช่องไว้ว่าหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม คณะกรรมการ กกต. มีอำนาจในการ “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือก หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่”


3) เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและมีการประกาศผลการเลือก สว. แล้ว โพยดังกล่าวถูกตรวจสอบต่อหรือไม่ว่ามีความเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นที่อยู่ในสำนวน เช่น มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ในโพย เชื่อมโยงกับตัวเลขของผู้สมัครที่อยู่ในหลักฐานการนัดหมาย การเดินทางร่วมกัน หรือเส้นทางการหรือไม่?


4) โพยเหล่านี้ที่เก็บไปตอนนี้อยู่ที่ไหน? อยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่และจะมีการชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่?


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าหาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงคำถามเหล่านี้อย่างชัดเจนได้ แล้วสุดท้ายมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็อาจถูกมองได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีการปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการโกง สว. หรือไม่ หรือกระทั่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการการโกง สว. ที่ผ่านมาหรือไม่


ทั้งหมดนี้คือ 4 เหตุผลที่ทำไม กกต. ควรต้องส่งเรื่องและคำร้องของทั้ง 229 คนไปที่ศาลตามมติหรือข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกต #ฮั๊วสว








“เท้ง ณัฐพงษ์” นำทีมผู้สมัคร ส.ก. ลุยหาเสียงเขตคลองสาน-บางคอแหลม-ยานนาวา ชูนโยบายชุมชนปลอดภัย-คลองสะอาด-เดินทางสะดวก สร้างเมืองที่แคร์คนอย่างแท้จริง

 


“เท้ง ณัฐพงษ์” นำทีมผู้สมัคร ส.ก. ลุยหาเสียงเขตคลองสาน-บางคอแหลม-ยานนาวา ชูนโยบายชุมชนปลอดภัย-คลองสะอาด-เดินทางสะดวก สร้างเมืองที่แคร์คนอย่างแท้จริง


วันที่ 14 มิถุนายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมรณรงค์หาเสียงและพบปะพี่น้องประชาชนสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่จะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ร่วมกับ ผู้สมัคร ส.ก. ในพื้นที่ 3 เขต ได้แก่ เขตคลองสาน บางคอแหลม และยานนาวา เพื่อนำเสนอนโยบายการพัฒนาเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง


สำหรับกิจกรรมหาเสียงในวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ที่เขตคลองสาน โดยมี ณัฐจิรา ศุภพันธ์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองสาน พรรคประชาชน เบอร์ 3 ร่วมเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดวัดเศวตฉัตร และชุมชนวัดเศวตฉัตร ก่อนจะขึ้นรถแห่กระจายเสียงไปรอบพื้นที่ถนนกรุงธนบุรี จากนั้นได้เดินเท้าพบปะพี่น้องประชาชนต่อเนื่องที่ชุมชนโรงหนังไทยราม่า และชุมชนศาลเจ้าอาเหนียว


ต่อมาช่วงบ่าย ณัฐพงษ์เดินทางต่อมายังเขตบางคอแหลม โดยร่วมกับ กิตติศักดิ์ อุตสาหประดิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางคอแหลม พรรคประชาชน เบอร์ 4 เริ่มต้นพบปะประชาชนที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พระราม 3 ก่อนขึ้นรถแห่กระจายเสียงมุ่งหน้าไปยังแยกถนนตกและถนนเจริญกรุง


จากนั้นในช่วงเย็น เดินทางไปพบปะประชาชนบริเวณตลาดบ้านใหม่ ซอยเจริญกรุง 85 ก่อนจะขึ้นรถแห่กระจายเสียงประชาสัมพันธ์นโยบายไปตามถนนสุดประเสริฐ ถนนแฉล้มนิมิตร ถนนเจริญราษฎร์ ซอยวัดเรืองยศ วัดไผ่ และถนนสาธุประดิษฐ์ ก่อนเข้าสู่พื้นที่เขตยานนาวา เพื่อร่วมหาเสียงกับ ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ผู้สมัคร ส.ก. เขตยานนาวา พรรคประชาชน เบอร์ 5 โดยลงพื้นที่พบปะประชาชนที่บริเวณตลาดรุ่งเจริญและพื้นที่ใกล้เคียงบนถนนสาธุประดิษฐ์ และปิดท้ายกิจกรรมด้วยการเดินทักทายพี่น้องประชาชนไปตามถนนสาธุประดิษฐ์ จนถึงตลาดลานทราย


ในช่วงหนึ่งของการลงพื้นที่พบปะประชาชน ณัฐพงษ์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังร่วมกันของทั้ง 3 เขต รวมถึงอีกหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าทั้งเขตคลองสาน บางคอแหลม และยานนาวาเป็นพื้นที่ที่มีตรอกซอกซอยกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันระบบรักษาความปลอดภัยยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาอาชญากรรม นโยบายของทีมผู้ว่าฯ ประชาชน จึงมุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันการติดตั้งกล้องวงจรปิดในตรอกซอกซอยและจุดเสี่ยงให้ทั่วถึงทุกมุมอับสายตา พร้อมทั้งเพิ่มแสงสว่างในชุมชนด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างระบบ LED ในซอยเปลี่ยวและพื้นที่มืด ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมที่รวดเร็วแม่นยำ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการคูคลองในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันประสบทั้งปัญหาน้ำท่วมจากการขาดการขุดลอก ปัญหาขยะสะสม และน้ำเสีย โดยนโยบายของทีมผู้ว่าฯ ประชาชนคือ กทม. จะต้องมีแผนการขุดลอกคลองที่เป็นระบบ ชัดเจน และต้องแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าเสมอ รวมถึงการเพิ่มจุดทิ้งขยะให้เพียงพอในแต่ละชุมชน การปรับรอบเวลาจัดเก็บขยะให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้งานจริง และยกระดับการส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม


ขณะเดียวกัน ในด้านการเดินทางและการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ แม้ทั้ง 3 เขตจะเป็นย่านการค้า ชุมชน และสถานที่สำคัญ แต่การเดินทางสัญจรภายในพื้นที่ยังไม่สะดวกเท่าที่ควร ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงมีนโยบายยกระดับป้ายรถเมล์ให้สามารถใช้งานได้จริง มีหลังคากันแดดฝน มีที่นั่ง ไฟส่องสว่าง เดินเข้าถึงง่าย มีกล้องวงจรปิดและระบบข้อมูลเส้นทางเดินรถที่เข้าใจง่าย นอกจากนี้ จะเร่งรัดการปรับปรุงซ่อมแซมถนนและทางเท้าที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเฉพาะถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน


ส่วนระบบขนส่งสาธารณะขนาดรอง เช่น วินรถจักรยานยนต์รับจ้างและรถสองแถว ที่ผ่านมายังขาดการจัดระเบียบที่เป็นสัดส่วน จนบางครั้งส่งผลกระทบต่อการจราจรและความปลอดภัยของผู้โดยสาร ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงเตรียมเข้าไปจัดระเบียบวินรถจักรยานยนต์ให้ชัดเจน กำหนดจุดจอดที่เหมาะสม และสร้างศาลาที่พักคอยกันแดดกันฝน ส่วนรถสองแถวจะมีการจัดระเบียบจุดรับ-ส่งผู้โดยสารให้เป็นระบบ ตีเส้นพื้นที่จอดรถให้ชัดเจน และควบคุมไม่ให้เกิดการจอดรถกีดขวางการจราจรบนท้องถนน


ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ในวันนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะแค่ใน 3 เขตนี้เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นในอีกหลายเขตทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งทีมผู้ว่าฯ ประชาชนได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าด้วยความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง ประกอบกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งแก้ไขยึดโยงไปถึงต้นเหตุ จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาของชาวกรุงเทพฯ ได้อย่างยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และเป็นเมืองที่พร้อมจะแคร์คนทุกคนได้อย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งสก69















“ชัชชาติ” พบปะประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้กำลังใจกลุ่มผู้พิการร่วมกิจกรรมเล่นกีฬาพิกเคิลบอล ณ สวนเบญจกิติ

 


ชัชชาติ” พบปะประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้กำลังใจกลุ่มผู้พิการร่วมกิจกรรมเล่นกีฬาพิกเคิลบอล ณ สวนเบญจกิติ



วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 7.30 น.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 พบปะประชาชนชาวกรุงเทพฯ ณ สวนเบญจกิติ



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชน คนรักสุขภาพ ต่างพากันเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งเข้ามาขอถ่ายรูปคู่และร่วมเซลฟี่เก็บไว้เป็นที่ระลึก บางคนส่งเสียงเชียร์และกล่าวให้กำลังใจ อ.ชัชชาติ ให้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้



ต่อมา นายชัชชาติ ยังแวะพบปะและให้กำลังใจกลุ่มผู้พิการที่กำลังร่วมกิจกรรมเล่นกีฬาพิกเคิลบอล (Pickleball) ด้วย


วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” ชี้ใบส่งตัวเป็นคอขวดระบบสุขภาพกรุงเทพฯ เสนอเพิ่มโควตาสิทธิบัตรทอง กทม. ชู รพ. แม่ข่ายเป็นศูนย์กลาง ปรับระบบจ่ายเงินคลินิกไม่ขาดทุน

 


“ชัยวัฒน์” ชี้ใบส่งตัวเป็นคอขวดระบบสุขภาพกรุงเทพฯ เสนอเพิ่มโควตาสิทธิบัตรทอง กทม. ชู รพ. แม่ข่ายเป็นศูนย์กลาง ปรับระบบจ่ายเงินคลินิกไม่ขาดทุน


วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน ได้เดินทางไปที่ชุมชนวัดสุทธาราม พร้อมกับ เนอส ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางซื่อ เบอร์ 4 และ ภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. เขต 7 พรรคประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาและเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่


ชัยวัฒน์กล่าวว่า แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะมีทรัพยากรด้านสาธารณสุขมากกว่าหลายพื้นที่ของประเทศ แต่คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยกลับยังเจออุปสรรคในการเข้าถึงการรักษา หนึ่งในปัญหาที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือเรื่อง ใบส่งตัว ของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง


ตนได้รับฟังปัญหาจากประชาชนอยู่เป็นประจำ หลายคนต้องเสียเวลาเป็นวันกว่าจะได้เข้ารับการรักษา โดยวันแรกต้องใช้เวลาไปกับการรอให้หน่วยบริการปฐมภูมิหรือคลินิกอบอุ่นในการออกใบส่งตัวให้ จากนั้นจึงต้องนัดไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลในอีกวันหนึ่ง ทำให้คนป่วยต้องเสียทั้งเวลา เสียรายได้ และบางครั้งอาการก็อาจทรุดลงระหว่างที่รอ


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่าการออกใบส่งตัวใช้เวลานานเนื่องจากคลินิกอบอุ่นที่มีหน้าที่ดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองกว่า 3.5 ล้านคนในกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นคอขวดของระบบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องรอคิวเพื่อขอใบส่งตัวก่อนจะเข้าถึงการรักษาได้ นอกจากนี้ ปัญหายังมาจากการออกแบบระบบที่ไม่เอื้อต่อการให้บริการ เพราะยิ่งคลินิกออกใบส่งตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งมีภาระต้นทุนมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกัน ระบบบัตรทองในกรุงเทพฯ ยังมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีเจ้าภาพหลักที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพของคนกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน


สำหรับพรรคประชาชน การเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่คนกรุงเทพฯ ทุกคนจะต้องเข้าถึงได้ง่าย หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สิ่งแรกที่ตนจะทำคือเสนอขอเพิ่มโควตาผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่รับบริการผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. จาก 800,000 คน เป็น 1 ล้านคน พร้อมเพิ่มงบประมาณ ทรัพยากร และบุคลากรทางการแพทย์ควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ และเพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงมากขึ้น


นอกจากนี้พรรคประชาชนเสนอให้โรงพยาบาลแม่ข่ายในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการระบบบัตรทอง ทำงานร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขและหน่วยบริการปฐมภูมิอย่างใกล้ชิด โดยใช้งบรายหัวที่ สปสช. จัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน พร้อมปรับระบบการจ่ายเงินให้คลินิกอบอุ่นมีรายได้เพียงพอในการดูแลผู้ป่วย ไม่ต้องขาดทุนจากการออกใบส่งตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีผ่านโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ที่ปัจจุบันดูแลประชาชนสิทธิบัตรทองอยู่แล้วกว่า 1.3 ล้านคน


ชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์คนไม่สามารถทำได้หากไม่เกิดการแก้ไขปัญหาจากต้นตอซึ่งต้องอาศัยเจตจำนงและแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ วันนี้ พรรคประชาชนมีทั้งทีม สส. ในสภาที่ผลักดันประเด็นสาธารณสุขให้กับคนทั้งประเทศ มีทีมผู้สมัคร ส.ก. ที่วันนี้สามารถเป็นตัวแทนที่เข้าใจปัญหาการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ยากลำบากของคนในแต่ละพื้นที่ เรามีทีมบริหาร กทม.ประชาชน ที่ออกแบบนโยบายตอบสนองการใช้บริการสาธารณสุขของคนกรุงเทพ และตนพร้อมจะเป็นผู้ว่าประชาชนที่มีเจตจำนงทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตง่ายกว่าที่ผ่านมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #โจชัยวัฒน์












“รักชนก” ชี้เวที TH-AI Passport คือเวทีฟอกขาวมากกว่ารับฟังความเห็น แนะพับโครงการ-เสนอของบตามกระบวนการปกติ ให้สภาร่วมตรวจสอบ

 


รักชนก” ชี้เวที TH-AI Passport คือเวทีฟอกขาวมากกว่ารับฟังความเห็น แนะพับโครงการ-เสนอของบตามกระบวนการปกติ ให้สภาร่วมตรวจสอบ


วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้จัดขึ้นเมื่อวานนี้ ซึ่ง ธีระชาติ ก่อตระกูล ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ระบุว่างานที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้ดูเหมือนเป็นการแถลงข่าวมากกว่าการเปิดรับฟังความคิดเห็น เพราะขนาดการถ่ายทอดสดออนไลน์ยังปิดคอมเมนต์ ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า 1.30 ชั่วโมงแรกคือความพยายามฟอกขาว คำถามที่ถามไปก็ไม่ได้คำตอบ ดูหน้างานก็เห็นอยู่แล้วว่าถูกออกแบบมาให้เราพูดได้น้อยที่สุด


ประเด็นที่เราจี้ถามเพียงประเด็นเดียวและสำคัญที่สุด คือ 1,600 ล้านบาทไม่มีรายละเอียด ก็ไม่มีการตอบคำถามในส่วนนี้ ไม่ว่าจะปลัดกระทรวง รัฐมนตรี หรือผู้ที่เคยมาชี้แจงใน กมธ.ติดตามงบประมาณฯ เคยบอกว่า Token ใช้ได้แบบไม่มีจำกัด แต่ที่ระบุอยู่ในสไลด์กลับบอกว่ามีจำกัด หรือคำถามที่รักชนกถามว่าทำไม TOR ถึงบังเอิญไปเหมือนกับอีกของกระทรวงหนึ่ง เราเข้าใจว่าเป็นการคัดลอกแล้ววาง แต่มันก็ควรจะอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ไม่ใช่การคัดลอกแล้ววางข้ามกระทรวงแบบนี้


ด้านธีระชาติกล่าวว่า วันนี้ OKMD หน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีมีแอปพลิเคชัน AI แบบเดียวกันกับ TH-AI Passport ให้ใช้ฟรีอยู่แล้ว ไปดาวน์โหลดใช้วันนี้ได้เลย โครงการนั้นมูลค่าเพียง 2.4 ล้านบาท เทียบกับ 1,600 ล้านบาทที่ไม่มีรายละเอียด


ด้านรักชนกได้เสริมว่า สิ่งที่เราสื่อสารมาตลอดคือเราต้องการให้ล้มเลิกโครงการนี้ รัฐมนตรีสามารถพับโครงการแล้วจ่ายค่าปรับบางส่วนกับเอกชน เงินที่เหลือนำไปคืนกองทุน แล้วถ้าอยากทำโครงการนี้จริงก็ขอให้ขอเข้ามาในงบประมาณปกติ ให้ผ่านกระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในวาระหนึ่ง ได้เข้า กมธ.งบประมาณฯ ได้มีการตัดในชั้นอนุกรรมาธิการ ให้มีการตรวจสอบที่รอบคอบ ไม่มีใครอยากขวางอนาคต AI ของประเทศนี้ แต่สิ่งที่พวกเราตั้งคำถามมาตลอด คือตลอดกระบวนการของเงิน 1,600 ล้านบาทมันผิดปกติทุกอย่าง ยังจะเดินหน้าดันทุรังทำไปเพื่ออะไร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการงบประมาณ #THAIPassport #thaiaipassport #ai

“รักชนก” ตามความคืบหน้าผลสอบ สตง. กรณีตึกถล่ม จี้เปิดผลสอบ-เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง เผยพบอาคาร สตง. ร้าง-ผู้รับเหมาทิ้งงานทั่วประเทศ สตง. ควรชี้แจงก่อนของบสร้างใหม่

 


รักชนก” ตามความคืบหน้าผลสอบ สตง. กรณีตึกถล่ม จี้เปิดผลสอบ-เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง เผยพบอาคาร สตง. ร้าง-ผู้รับเหมาทิ้งงานทั่วประเทศ สตง. ควรชี้แจงก่อนของบสร้างใหม่


วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกับคณะในการเข้าหารือกับผู้บริหาร สตง. เพื่อติดตามกรณีการใช้งบประมาณในการก่อสร้างอาคาร และความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนกรณีอาคาร สตง. ถล่ม


ช่วงก่อนการหารือ รักชนกได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยระบุว่าสำหรับกรณีที่จะเข้าหารือร่วมกับผู้บริหาร สตง. ในวันนี้ ประกอบด้วยกรณีการก่อสร้างอาคารสำนักงานของ สตง. ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งสร้างเสร็จแล้วแต่ถูกทิ้งร้าง และหลายแห่งยังสร้างไม่เสร็จแต่มีผู้รับเหมาทิ้งงาน จึงอยากถามความคืบหน้ากับ สตง. ว่าในแต่ละสถานที่ที่มีปัญหา สตง. จะจัดการอย่างไร เพราะ สตง. ได้ชื่อว่าเป็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หลายคนคาดหวังว่าจะมีความโปร่งใสและสามารถแก้ไขปัญหาในองค์กรตัวเองได้ดีกว่าองค์กรอื่น


ประเด็นต่อมาคือกรณีตึก สตง. ถล่ม ซึ่งวันนี้บริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งการทุจริตไปแล้ว ตนอยากถามความคืบหน้ากับ สตง. ว่าผลการสืบสวนสอบสวนไปถึงไหนแล้วในสภาสมัยที่แล้ว กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ก็เคยสอบถาม สตง. ไปแล้วหลายครั้ง แต่เข้าใจว่าเล่มรายงานสุดท้ายซึ่งเป็นเล่มของกรมโยธาธิการและผังเมืองมีการตีเป็นความลับ จึงต้องสอบถามถึงความคืบหน้าว่าจะสามารถได้รับข้อมูลบางส่วนจากการสืบสวนนั้นได้หรือไม่


รักชนกกล่าวต่อไปว่าในฐานะ กมธ.ติดตามงบฯ เราต้องการความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่อาจจะเป็นเชิงลึกกว่าเดิม อีกทั้งจะมีการติดตามความคืบหน้าในการเยียวยาแรงงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ และจะดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบแต่ตกหล่นอย่างไรด้วย อีกทั้งในแง่ของคดีความ บุคคลภายนอกหรือผู้ที่มีอำนาจยังรับผิดชอบใน สตง. น้อยเกินไปกับเรื่องนี้


หลังจากนัดนี้ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ จะติดตามตรวจสอบงบประมาณที่เป็นสิ่งปลูกสร้างของ สตง. ต่อ เพราะถ้าของบประมาณไปแล้วแต่ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ในงบประมาณปี 2570 ที่จะมีการพิจารณากันในช่วงต้นเดือนนี้ ก็อาจจะต้องมีการนำเรื่องนี้มาพิจารณาด้วยว่าจะให้งบประมาณ สตง. ไปสร้างตึกใหม่หรือไม่ แม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นว่า สตง. มีรายละเอียดคำของบประมาณอะไรมาบ้าง แต่ก็ต้องมีการนำมาเทียบกัน ถ้าของเก่าได้รับเงินไปแล้วยังทำได้ไม่ดี ของใหม่ก็ต้องนำมาพิจารณาอีกรอบ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการงบประมาณ #ตึกสตง

"กมธ.ทหาร" ลุยสอบหน่วยงานมั่นคงใช้ไอโอโจมตีสื่อ-ประชาชน พบทุกหน่วยปฏิเสธเสียงแข็งแม้มีพยาน-หลักฐานยืนยันปฏิบัติการ เตรียมทำหนังสือถึงกองทัพ-กอ.รมน. แจงข้อเท็จจริงเพิ่ม สร้างความกระจ่างให้สังคม

 


"กมธ.ทหาร" ลุยสอบหน่วยงานมั่นคงใช้ไอโอโจมตีสื่อ-ประชาชน พบทุกหน่วยปฏิเสธเสียงแข็งแม้มีพยาน-หลักฐานยืนยันปฏิบัติการ เตรียมทำหนังสือถึงกองทัพ-กอ.รมน. แจงข้อเท็จจริงเพิ่ม สร้างความกระจ่างให้สังคม


เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา เอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพฯ เขต 10 พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันนี้ ซึ่งมีวาระสำคัญในการติดตามการดำเนินงานด้านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ของหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมชี้แจง ได้แก่ กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ โดยเนื้อหาการชี้แจงครอบคลุมถึงแนวทางการดำเนินงานด้านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ การสื่อสารองค์กร การรับมือข่าวปลอม ตลอดจนมาตรการกำกับดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของกำลังพล ซึ่งทุกหน่วยงานได้อธิบายถึงความแตกต่างของรูปแบบการสื่อสาร พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน


เอกราชกล่าวต่อไปว่า ในการประชุมครั้งนี้ยังมีตัวแทนสื่อมวลชนและภาคประชาชนที่เคยได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางออนไลน์เข้าร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และตัวแทนจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตถึงเครือข่ายเพจที่เคยปรากฏในรายงานความโปร่งใสของบริษัท META เมื่อปี 2564 ว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ถูกกล่าวหาว่ามุ่งเป้าโจมตีสื่อมวลชนและภาคประชาชน


เอกราชกล่าวว่า ทางด้านกองทัพบกได้ยอมรับว่ามีการใช้ปฏิบัติการข่าวสารในทางการทหารจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้ใช้กับประชาชน ขณะที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ชี้แจงว่าดำเนินการในลักษณะการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ส่วนกองทัพอากาศและกองทัพเรือต่างยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการดำเนินการหรือมีนโยบายทำไอโอกับประชาชนโดยเด็ดขาด


นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีเว็บไซต์ Pulony.blogspot ขึ้นมาหารือ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาแก้ว่า กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ดังกล่าว พร้อมสั่งให้ลบข้อความและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี โดยประเด็นนี้ถูกนำมาประกอบการพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในการดำเนินงานด้านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานรัฐ


ขณะที่ ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้นำข้อมูลและเอกสารที่เคยใช้อภิปรายในสภาฯ เพื่อระบุถึงความเชื่อมโยงของหน่วยงานและโครงสร้างการปฏิบัติงานร่วมมาสอบถามในที่ประชุม แต่ทางกองทัพบกยืนยันว่าไม่มีผังปฏิบัติการร่วมตามที่ถูกกล่าวอ้าง เช่นเดียวกับ รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านข่าวสารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกางเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการมาประกอบการอภิปราย ทว่าผู้แทน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กลับยืนยันว่าไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน


สำหรับบทสรุปของการประชุม ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติให้จัดทำหนังสือส่งไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในทุกประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัย รวมไปถึงการตรวจสอบสถานะและบทบาทของ พล.อ.ธรรมนูญ วิถี ในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในที่ประชุม เพื่อสร้างความกระจ่างชัดให้กับสังคมและเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างเข้มข้นต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการทหาร #ไอโอกองทัพ #IO #กอรมน