วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

จดหมายจากอติรุจ… ผู้ซึ่งตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือนเมื่อ 15 ก.ค. 69 ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก ลงวันที่ 16 ส.ค. 2569

 


จดหมายจากอติรุจ… ผู้ซึ่งตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือนเมื่อ 15 ก.ค. 69 ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก ลงวันที่ 16 ส.ค. 2569


วันนี้ (1 กันยายน 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสจดหมาย พร้อมข้อความในจดหมาย จาก อติรุจ ฉบับลงวันที่ 16 ส.ค. 69 ใจความว่า 


สวัสดีพี่ ๆ ที่ศูนย์ทนายนะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่าจดหมายนี้จะใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะถึง แต่ก็หวังว่า Promp Post ของผมจะพร้อมใช้งานตอนที่เราคุยกันครั้งต่อไป ในส่วนของจดหมายเยี่ยมน่าจะเห็นแล้วว่าผมอยู่ได้ ขอให้ไม่ต้องเป็นห่วง


เรื่องหลัก ๆ ที่อยากพูดในฉบับนี้ก็คงเป็นเรื่องภาษา เพราะตั้งแต่เข้าเรือนจำมามันทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างของ 'fine' กับ 'สบาย' ในเรือนจำผมสามารถใช้ I'm fine ได้ แต่ผมก็คงไม่ใช้คำว่า สบายดี และก็คงจะไม่ใช้คำนี้กับเรื่องอะไรก็ตามในเรือนจำ


อีกอย่างที่โดนย้ำก็คือประเทศไทยเป็นประเทศที่บ้ายศ และคำนำหน้า ขนาดกลายเป็นนักโทษทางการเมืองแล้วยังได้รับคำนำหน้าใหม่ ซึ่งเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างนอกไม่ต้องใช้มันหรอก การจ่าหน้าข้อความหรือจดหมายย่อมใช้นายได้เหมือนเดิม


แต่ในทางกลับกันวัฒนธรรมการใช้ชื่อเล่นในสื่อกระแสหลักของไทย ก็ทำให้ปัญหาหลายๆ ดูเบาลง ยกตัวอย่างเช่นการเรียกหัวหน้าคณะรัฐประหารว่าลุงตู่ นี่ยังไม่นับการใช้ "บิ๊ก" มานำหน้าชื่อเล่นทหาร ซึ่งผมเชื่อว่าการใช้ภาษาในรูปแบบนี้ส่งผลต่อการรับรู้ความร้ายแรงของปัญหาต่าง ๆ หรือการไม่สามารถพูดถึงปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่นการที่เราไม่สามารถพูดถึง Tom Riddle ได้จนเกิด ม๊อบ Harry Potter ขึ้น ผมหวังว่าการพูดถึงเรื่องนี้ในจดหมายสั้น ๆ ฉบับนี้จะทำให้บางคนเห็นหรือเข้าใจปัญหาเรื่องวัฒนธรรมภาษานี้มากขึ้น


สุดท้ายนี้ก็หวังว่าลายมือภาษาไทยของผมจะไม่ได้แย่จนเกินไป และนิสัยการพูดวกวน/ไม่รู้เรื่อง จะไม่ส่งผลกับการเขียนของผมมากเกินไปเช่นกัน


ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก

รุจ


ที่เชื่อว่าภาษาและการสื่อสาร สำคัญต่อการแก้ปัญหา

16 August 2026


สำหรับ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก จำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา


ในวัย 29 ปี อติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี ไม่ยื่นฎีกาต่ออีก วันที่ 15 ก.ค. 2569 อติรุจ เดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อถอนการประกันตัวและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์


ทั้งนี้ อติรุจได้กล่าวก่อนถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 69 ว่า เขาทบทวนและใช้เวลาตัดสินใจดีแล้ว เหตุเพราะช่วงรอเวลาศาลฎีกานัดฟังคำตัดสิน ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างติดขัดอยากไปเรียน ไปทำงานต่างประเทศก็ไม่ได้ เวลาระหว่างรอคือความไม่สบายใจ หลังจาก 16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา จึงได้ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ยื่นฎีกาต่อ แต่ขอไปเคลียร์งานและภาระหน้าที่ จึงได้มาดำเนินการตามกระบวนการถอนประกัน เพื่อรับโทษ


อติรุจระบุว่า แม้เขาจะรับสารภาพและกำลังจะเดินหน้าเข้ารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่การพูด ซึ่งไม่มีควรมีใครต้องถูกขังและต้องลี้ภัยเพียงเพราะแค่พูดเรื่องนี้


"ผมหวังว่าคุณจะกลับมาอย่างครบถ้วน ทั้งร่างกาย จิตใจ และที่สำคัญที่สุด คือศักดิ์ศรีที่ยังคงอยู่"


นี่คือข้อความที่อติรุจอยากฝากถึงตัวเองในวันที่ได้ออกจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112

‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงนนทบุรี เขต 3 พบประชาชน-ชาวสวน ชูนโยบายยกระดับเกษตรกร สร้างเมืองน่าอยู่ที่เติบโตไปด้วยกัน

 


‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงนนทบุรี เขต 3 พบประชาชน-ชาวสวน ชูนโยบายยกระดับเกษตรกร สร้างเมืองน่าอยู่ที่เติบโตไปด้วยกัน


วันที่ 1 กันยายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี พรรคประชาชน เบอร์ 4 ลงพื้นที่หาเสียงและพบปะประชาชนในเขต 3 จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วย อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี พรรคประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่และนำเสนอนโยบายสำหรับการพัฒนา อบจ.นนทบุรี


ในช่วงเช้า เดชรัตและคณะได้ทักทายประชาชนบริเวณวงเวียนพระราม 7 เพื่อประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งให้แก่ผู้ที่กำลังเดินทางไปทำงาน ก่อนจะเดินเท้าต่อไปยังตลาดศรีบางกรวยเพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงแจกแผ่นพับแนะนำตัวและนโยบาย จากนั้นจึงเดินทางไปยังสวนคุณแผ่นดิน เพื่อพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


ต่อมา เดชรัตและคณะได้เดินทางไปยังสวนพุทธรักษามหาสวัสดิ์ เพื่อพบปะและพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกและชาวสวนในพื้นที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตลอดจนรับฟังปัญหาน้ำเค็มที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก


เดชรัตระบุว่า การรักษาพื้นที่เกษตรกรรมและการสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ ถือเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของนโยบาย “เกษตรนนท์ชูใจ” ซึ่งมุ่งหวังให้ อบจ. เข้ามามีบทบาทสนับสนุนเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การช่วยลดต้นทุนผ่านปุ๋ยและเครื่องจักร การสร้างตลาดรองรับผลผลิตโดยเชื่อมโยงเข้ากับมื้ออาหารในโรงเรียน ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และนำเทคโนโลยีมาใช้ดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้พื้นที่เกษตรของนนทบุรีสามารถอยู่รอด และสร้างรายได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมือง


นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอนโยบาย “นนท์จิ๋วแต่แจ๋ว” เพื่อให้ อบจ. เข้ามาสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรายย่อย โดยการเพิ่มพื้นที่จำหน่ายสินค้าทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการยกระดับมาตรฐานต่างๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัด เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนตัวเล็กและชุมชนท้องถิ่น


เดชรัตกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาด้านน้ำและสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้เตรียมเสนอนโยบาย “นนท์คล่องคลอง” ที่มุ่งฟื้นฟูและเชื่อมต่อระบบคูคลอง พร้อมจัดทำแผนที่คลองทั่วจังหวัดเพื่อวางแผนบริหารจัดการในระยะยาว รวมถึงนโยบาย “นนท์ไม่นอง” ที่จะพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ ผ่านการกำหนดแนวทางร่วมกับชุมชน การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ และการพัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาน้ำของจังหวัด


“เมืองที่ดีไม่ควรวัดจากเพียงจำนวนอาคารและการขยายตัวของเมืองเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างคุณภาพชีวิตให้ผู้คนสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ เราจึงตั้งใจนำประสบการณ์และนวัตกรรมจากเมืองต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อแบ่งเบาภาระและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับประชาชน” เดชรัตกล่าวย้ำ


สำหรับในช่วงเย็น เดชรัตและคณะมีกำหนดการเดินทางไปยังวัดสวนใหญ่ เพื่อพูดคุยกับกลุ่มจิตอาสาและผู้ก่อตั้งชมรมอนุรักษ์นกแก้วโม่ง จากนั้นจะลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณปากทางถนนเทิดพระเกียรติ ปิดท้ายด้วยการร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานรณรงค์หาเสียงและทักทายประชาชนในพื้นที่ ร่วมกับ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เดชรัตNEWนนท์ #เลือกตั้งนายกอบจ #อบจนนท์ #นนทบุรี















‘รักชนก-ธีระชาติ’ ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก

 


รักชนก-ธีระชาติ’ ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก


วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ นำสำนวนพร้อมพยานหลักฐานเข้ายื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport


รักชนกระบุว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ ประกอบด้วย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.), ประธานคณะร่าง TOR และบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบริษัท Human Intelligent


สำหรับไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ, จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้


รักชนกกล่าวต่อไปว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Human Intelligent กับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง


นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการ โดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง


จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” รักชนกกล่าว


รักชนกกล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริง (Active user) ประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว


เมื่อถามว่าการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ รักชนกตอบว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ


ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” รักชนกกล่าว


พร้อมกันนี้ รักชนกยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าอาจเข้ามาตรวจสอบโครงการนี้ช้าเกินไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบางโครงการในอดีตที่ ป.ป.ช. เคยออกข้อสังเกตหรือเข้ามามีบทบาทตั้งแต่โครงการยังไม่ทันได้เดินหน้า จึงน่าสงสัยว่ามีเหตุแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ที่ทำให้ ป.ป.ช. ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่


ทั้งนี้ ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับ ป.ป.ช. แต่เหตุผลที่ต้องมายื่นเรื่องเพราะต้องการให้สังคมร่วมกันจับตาว่า เมื่อมีโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติและการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และหน้าที่ของตนในฐานะผู้แทนคือการตีแผ่ความผิดปกติให้ประชาชนได้รับรู้


รักชนกกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้โกหกผ่านสื่อสาธารณะหลายครั้ง กรณีที่ระบุว่าให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เป็นอย่างดี เพราะจากเอกสารหลายสิบฉบับที่กรรมาธิการร้องขอไป กลับได้รับมาเพียง 9 ฉบับ และประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่กรรมาธิการไม่ได้ร้องขอ ขณะที่เอกสารสำคัญ เช่น ข้อเสนอเชิงเทคนิคของบริษัทที่เข้าร่วมประมูล และเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับล่าสุด ทางกรรมาธิการยังไม่ได้รับครบถ้วน จึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเอกสารดังกล่าว โดยกำหนดให้จัดส่งภายในวันที่ 8 กันยายน ก่อนที่จะมีการประชุมเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายนนี้


ด้านธีระชาติกล่าวว่า จากเอกสารที่ได้รับมาเพียงบางส่วน พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้ TOR จะกำหนดให้มี AI อย่างน้อย 8 ราย และตัวโครงการนำเสนอว่ามี AI มากกว่า 10 ราย แต่จากเอกสารที่พบกลับมีใบอนุญาตจาก Google ประเทศไทยเพียงรายเดียว ตนจึงขอตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR เพราะยิ่งได้รับเอกสารมากขึ้น ก็ยิ่งพบจุดผิดปกติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย


นอกจากนี้ หลังเปิดใช้งานจริง ประเด็นเรื่อง Token และส่วนต่างระหว่างสัญญาเหมาจ่ายเดิมกับระบบ Pay per use ยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมี Active user ประมาณ 1 แสนคน ค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงจะอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท ขณะที่วงเงินตามรูปแบบเดิมตั้งไว้กว่า 1,600 ล้านบาท จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านการประมูลมาแล้ว กลับมีส่วนต่างมหาศาลในระดับนี้ได้อย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่


ธีระชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของกรรมาธิการไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการนำข้อมูลออกมาเปิดเผยให้สาธารณะได้รับรู้มากที่สุด ส่วนการวินิจฉัยความผิดเป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งหากหน่วยงานตรวจสอบและกระทรวงดิจิทัลฯ ขยับตัวเร็วกว่านี้ ปัญหาก็อาจไม่เดินมาถึงจุดปัจจุบัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #THAIPassport #พรรคประชาชน








วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ศาลอาญาให้ประกัน ‘ตะวัน’ ระหว่างอุทธรณ์ วางหลักทรัพย์ 100,000 บ.ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หลังพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดี ม.112



ศาลอาญาให้ประกัน ‘ตะวัน’ ระหว่างอุทธรณ์ วางหลักทรัพย์ 100,000 บ.ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หลังพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดี ม.112 


วันนี้ ( 31 สิงหาคม 2569) เวลา 16.58 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ระหว่างอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 โดยให้วางเงิน 100,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จึงทำให้ทานตะวันถูกปล่อยตัวที่ศาลอาญาแล้วในวันนี้


กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเช้าของวันนี่ (31 ส.ค.) ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในข้อหาตามมาตรา 112 และปรับ 600 บาทฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานฯ เหตุไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กเพื่อส่งเสียงให้ม็อบชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายจุดปักหลัก บริเวณถนนราชดำเนินนอก ตรงข้าม UN ก่อนขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 ผ่าน และถูกตำรวจจับกุมเมื่อ 5 มี.ค. 2565


ตะวันให้สัมภาษณ์หลังได้รับการปล่อยตัวว่า จริง ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้า เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านแล้ว แต่กลายเป็นว่าคนที่โดนคดี ม.112 ไม่ได้ออกมา คนกลุ่มนั้นเพียงต้องการที่จะล้างมลทินให้ตัวเอง เราอาจจะได้รับบารมีนิดหน่อย แต่นี่ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี เพราะคนที่ออกมาแค่พูดถึงปัญหาว่าอยากจะให้สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง มันเป็นคดีการเมืองจริง ๆ อย่ามองว่าคดี ม.112 ไม่ใช่คดีการเมือง และฝากทุกคนติดตามสถานการณ์ผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย ตอนนี้น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112







ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”หลังจากที่ เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 69 แม่ได้ร่วมยื่นประกันตัว ขอออกมาดูแลบิดาที่เจ็บป่วย และฟ้าอดอาหารใกล้ครบ 2 เดือน


ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”หลังจากที่ เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 69 แม่ได้ร่วมยื่นประกันตัว ขอออกมาดูแลบิดาที่เจ็บป่วย และฟ้าอดอาหารใกล้ครบ 2 เดือน


วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลฎีกายกคำร้องให้ประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู หลังจากที่มีการยื่นประกันตัวเขาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” หลังฟ้าอดอาหารใกล้ครบ 2 เดือน


โดยในการยื่นประกันตัวครั้งที่ผ่านมา มารดาและครอบครัวของ “ฟ้า” ร่วมยื่นประกันตัวต่อศาล ระบุถึงความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตในการอดอาหาร ความจำเป็นในการกลับไปดูแลบิดาที่ป่วยหนัก และข้อเท็จจริงบางข้อหาในคดีเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข


ปัจจุบัน “ฟ้า” พรหมศร ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือนในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง จากนั้นฟ้าตัดสินใจเริ่มอดอาหารประท้วงตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 62 วันแล้ว (นับถึงวันที่ 31 ส.ค.)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #สิทธิประกันตัวประชาชน

ด่วน! ศาลอาญาจำคุกคดี ม.112 ‘ตะวัน’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เหตุไลฟ์สดส่งเสียงให้ม็อบชาวนาหน้า UN ก่อนขบวนเสด็จฯ ผ่าน รอประกันตัวชั้นอุทธรณ์

 


ด่วน! ศาลอาญาจำคุกคดี ม.112 ‘ตะวัน’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เหตุไลฟ์สดส่งเสียงให้ม็อบชาวนาหน้า UN ก่อนขบวนเสด็จฯ ผ่าน รอประกันตัวชั้นอุทธรณ์


วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญาพิพากษา จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ในข้อหาหลักตามมาตรา 112 และปรับ 600 บาทฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานฯ เหตุไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กเพื่อส่งเสียงให้ม็อบชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายจุดปักหลัก บริเวณถนนราชดำเนินนอก ตรงข้าม UN ก่อนขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 ผ่าน และถูกตำรวจจับกุมเมื่อ 5 มี.ค. 2565


ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์


ทานตะวันถูกฟ้องทั้งหมด 4 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3), “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ตามมาตรา 138 และ “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368 ทานตะวันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและมีการสืบพยานในช่วงปี 2566-2569 รวมทั้งสิ้น 7 นัด


วันนี้ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 906 ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา เห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ลงโทษจำคุก 3 ปี และเห็นว่ามีความผิดฐาน “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368 ลงโทษปรับ 900 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี และปรับ 600 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องในข้อหา “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ตามมาตรา 138


ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาทนายความกำลังยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ในขณะที่วันนี้มีประชาชนและกลุ่มนักกิจกรรมเดินทางมาร่วมให้กำลังใจ เช่น นัท-ธีรเมท, อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์, ซี-จันทนา, หนวด ริมทาง


ก่อนฟังคำพิพากษา ทานตะวันให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้มาฟังคำพิพากษาเป็นคดีที่สอง เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 ถูกกล่าวหาว่าเราไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จ และกล่าวหาว่าด้อยค่า ร.10 ต่อให้เราสิ้นหวังกับกระบวนการยุติธรรมกับประเทศนี้แล้ว และไม่มั่นใจว่าประเทศนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ก็ยืนยันว่าวันนี้ก็จะยังอยู่และฟังคำพิพากษา โดยวันนี้มีทนายความเตรียมคำร้องประกันตัวไว้แล้ว หากถูกพิพากษาจำคุก วันนี้รู้สึกตื่นเต้น ถ้าถามว่าเครียดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าทำใจมาแล้ว ถ้าผลเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับ


ก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่ามีม็อบชาวนามาเรียกร้องอยู่ตรง UN อยู่หลายวันมาก ๆ ด้วยความที่เราเคยไปม็อบชาวนาและม็อบชาวบ้านอยู่แล้ว เราเข้าใจว่าในแต่ละวันทั้งทนร้อน ทนฝน ก็เลยอยากให้เข้าใจชาวบ้านบ้างว่าคุณ กลับบ้านนอนอยู่ในห้องแอร์ ไม่รู้หรอกว่าชาวบ้านจะต้องรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องออกมาเรียกร้องแต่ละวัน เขาต้องมาอยู่ทุกปีและมาอยู่ตลอด สุดท้ายข้อเรียกร้องก็ไม่ดำเนินต่อไป อยากให้ทุกคน ไม่ว่าจะจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือใครก็ตามที่มีอำนาจ ช่วยสนใจชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องว่าแต่ละครั้งนั้นยากลำบากแค่ไหน และอยากให้สนใจประชาชนมากกว่านี้”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ตะวันทางตะวัน #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

ชวนจับตาวันนี้ ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา “ตะวัน” ทานตะวัน ในคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ จากกรณีไลฟ์สดหน้ายูเอ็น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565 ก่อนขบวนเสด็จผ่าน ขณะนี้กำลังรอผล

 


ชวนจับตาวันนี้ ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาตะวัน” ทานตะวัน ในคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ จากกรณีไลฟ์สดหน้ายูเอ็น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565 ก่อนขบวนเสด็จผ่าน ขณะนี้กำลังรอผล


#ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าในวันนี้ (31 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา ในคดีของ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กส่วนตัวบริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามกับสำนักงานอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 ผ่าน และถูกตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 และพาตัวไปยัง สน.พญาไท ก่อนนำตัวไป บช.ปส. ซึ่งไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ และปฏิเสธให้ทนายความเข้าพบในช่วงแรก โดยอ้างว่ารอคำสั่ง “นาย”


คดีนี้ อัยการโจทก์ยื่นฟ้องทั้งหมด 4 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3), “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ตามมาตรา 138, “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามมาตรา 368


ทานตะวันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยในช่วงปี 2566-2569 รวมทั้งสิ้น 7 นัด โดยสรุปแล้วโจทก์อ้างว่าจำเลยกล่าวพาดพิง ดูหมิ่น หรือด้อยค่าสถาบันฯ ขณะไลฟ์สดซึ่งยืนอยู่ใกล้เส้นทางขบวนเสด็จ อาจกระทบต่อความปลอดภัย และฝ่าฝืนคำเตือนของเจ้าหน้าที่ ทั้งยังใช้กำลังขัดขวางการจับกุม


ฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า ถ้อยคำในการไลฟ์สดเป็นการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสามารถทำได้ภายใต้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จุดที่จำเลยยืนไลฟ์สดไม่ใช่เส้นทางขบวนเสด็จ และไม่ได้ขัดขวางหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะจับกุม แต่ดิ้นรนเพราะการจับกุมไม่แจ้งว่าจะนำตัวไปที่ใด


นอกจากนั้น คดีนี้เป็นเหตุให้ทานตะวันถูกคุมขังในเรือนจำทั้งสองครั้ง และทั้งสองครั้งเธอได้อดอาหารประท้วง โดยครั้งแรกถูกคุมขังช่วงปี 2565 เป็นเวลา 37 วัน จากการที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกัน และครั้งที่สองเมื่อปี 2566 ทานตะวันได้แสดงเจตจำนงถอนประกันตนเองพร้อมกับ “แบม” เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาลและเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมือง โดยเธออดอาหารประท้วงอีกครั้งเป็นเวลา 53 วัน


ในวันนี้ตะวันเดินทางมาถึงศาล พร้อมพี่น้องประชาชนที่มารอให้กำลังใจ และจะเข้าร่วมสังเกตุการณ์ให้ห้องพิจารณาคดี ขณะนี้กำลังรอผลคำพิพากษา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #ตะวันทานตะวัน