วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยก 3 วาระประชาชนที่นายกฯ อนุทินควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี

 


“เท้ง ณัฐพงษ์” ยก 3 วาระประชาชนที่นายกฯ อนุทินควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 


3 วาระประชาชน ที่นายกฯ อนุทินต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน


ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2569 ผมอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน 


โดยในวันนี้เราเผชิญปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งโจทย์สำคัญของผู้นำไทยในเวลานี้ต้องพลิกบทบาทในระดับนานาชาติให้ได้ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าตัดสินใจถือบทบาทนำ 


ผมจึงขอเสนอ 3 วาระที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นั่นคือ ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา วิกฤตด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม


ประเด็นแรก การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่ ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU44 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา และนายกฯ อนุทินอาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้


ประเด็นต่อมา ด้านวิกฤตพลังงาน ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของสถานการณ์โลก 


ในเวลาที่ท้าทายแบบนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องจับมือกันผ่านการผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทผู้นำในการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกภูมิภาค 


การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมต่อการเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้านี้ให้ประสบความสำเร็จ


ประเด็นสุดท้าย ด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) มานานกว่า 20 ปี แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ดีขึ้นจากเดิม จนทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่นพิษประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เราอยู่ในสถานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” และ “ผู้ก่อมลพิษ” ในเวลาเดียวกัน


ผมจึงเสนอให้นายกฯ อนุทินใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น “ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน” โดยการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) และยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานระดับอาเซียน เพื่อสามารถแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับการออกมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรมีที่มาจากการเผา​ กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน​ จัดการสินค้าที่มาจากการเผาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อตัดปัญหาการรับซื้อจากบริษัทนำเข้าแล้วมาอ้างว่ารับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ


ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก - สาย - รวก และโขง รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการผ่านเวทีอาเซียน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน โดยนอกเหนือจากการอาศัยกรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว ควรเร่งเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึง United Nations Development Programme เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา อันจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์มลพิษ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ


ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การมีมาตรการที่จริงจังต่อการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ซึ่งมีไทย เมียนมา จีน เป็นสมาชิกครบถ้วน เป็นกลไกสำคัญ นอกจากนี้ ควรขยายระดับการเจรจากับจีนจากความร่วมมือแบบทวิภาคีไทย - จีน ไปสู่กรอบอาเซียน - จีน ผ่านกลไกของ China-ASEAN Environmental Cooperation Center เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและประสิทธิภาพของการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค 


ทั้ง 3 วาระนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราขาดกลไกหรือขาดองค์ความรู้ในการจัดการปัญหา แต่สิ่งที่ขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ผมหวังว่านายกฯ อนุทินจะใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสกอบกู้บทบาทนำของประเทศไทย พิสูจน์ว่าอาเซียนที่มีประเทศไทยถือธงนำ จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้มองอาเซียนเป็นที่พึ่งที่หวังอีกครั้ง นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว นั่นคือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและผู้คนทั้งอาเซียน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ พรรคประชาชน

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู” ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ

 


“ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู” ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ 


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด โดย ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายถึงหลักการและเหตุผลสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเรือนจำไทย


ศศินันท์ระบุว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พบว่าถึงแม้จะมีการศึกษาเรื่องนี้มาหลายสมัย แต่ปัญหานักโทษล้นเรือนจำยังคงวิกฤต โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังจริงกว่า 300,000 คน ขณะที่ความจุรองรับได้เพียง 200,000 คน อีกทั้งเรือนจำหลายแห่งมีอายุกว่า 100 ปีโดยขาดการปรับปรุง ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับสากล สิ่งที่ตนเสนอจึงไม่ใช่การศึกษาซ้ำรอยเดิม แต่เป็นการมองในมิติ “เชิงคุณภาพ” ทั้งระบบการรักษาพยาบาลและกระบวนการคืนคนสู่สังคม


ศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า สิทธิในสุขภาพคือสิทธิพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติระบบส่งต่อผู้ป่วยในเรือนจำยังเป็น “คอขวด” จนนำมาซึ่งความสูญเสีย เช่นกรณีของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่เสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเรือนจำไม่มีแพทย์เวรดึกและมีปัญหาเรื่องการจัดการกุญแจห้องขังในยามฉุกเฉิน รวมถึงกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน ที่ป่วยหนักแต่กลับได้รับการปฏิบัติไม่เหมือนนักโทษการเมืองคนอื่นที่สามารถออกไปรักษานอกเรือนจำได้ ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องเร่งหาทางแก้ไข


นอกจากนี้ ศศินันท์ยังเน้นย้ำถึงปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 33.87% โดยมองว่าเป้าหมายของเรือนจำต้องเปลี่ยนจาก “จองจำ” เป็น “ฟื้นฟู” ปัจจุบันวิธีคิดของกรมราชทัณฑ์ยังเน้นเพียงการฝึกระเบียบวินัย หรือโครงการคืนคนดีสู่สังคมที่ขาดการเชื่อมโยงกับโลกความจริง เช่น การทำโคกหนองนาซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินรองรับ หรือการฝึกสมาธิและเรียนบาลี ในขณะที่ต่างประเทศใช้การทำ MOU กับสภาอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการฝึกอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการจริง


ศศินันท์กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สภาวะที่เด็กเกิดต่ำและแรงงานลดลง รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงโทษให้เข็ดหลาบหรือการตัดสิทธิพลเมือง มาเป็นการทำให้รัฐแบกรับภาระน้อยที่สุดผ่านมาตรการขังนอกเรือนจำ การให้สิทธิประกันตัว และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนเพื่อรับผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยต้องเปลี่ยน “ห้องขังเป็นโอกาส” ผ่านการฝึกงานในเรือนจำ การเรียนออนไลน์ หรือการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการศึกษาและจัดสอบได้ตามสิทธิ


ศศินันท์กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ได้ผูกพันแค่กระทรวงยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ถ้าทำงานอย่างเป็นระบบ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่ไม่ใช่เป็นเพียงการคุมขัง แต่เป็นการสร้างคนมากขึ้น เราสามารถคืน “คนปกติ” ไม่ใช่แค่คนดีอย่างเดียว กลับสู่สังคมไทยได้อย่างสง่างามและปลอดภัยสำหรับทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘จุลพันธ์’ ย้ำกระทรวงแรงงานพร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมผลักดันร่าง กม.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เข้าสภา


‘จุลพันธ์’ ย้ำกระทรวงแรงงานพร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมผลักดันร่าง กม.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เข้าสภา 


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับหนังสือเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่ค้างอยู่ในสภามาพิจารณา จากนายเซีย จำปาทอง สส. พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย 


โดยนายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ ไม่ได้รับการยืนยันจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งทำให้กระบวนการต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ซึ่งกระทรวงแรงงานถือเป็นหนึ่งใน ครม. มีความจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นที่มีความแตกต่างจากหลายกระทรวง


อย่างไรก็ตาม นายจุลพันธ์ ย้ำจุดยืนว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตนเห็นด้วยในเชิงหลักการ ไม่มีความขัดข้องต่อร่างกฎหมายดังกล่าว และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องแรงงานในหลายมิติ


ทั้งนี้ ในกรณีเรื่องการปรับลดชั่วโมงการทำงานจากร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. จรัส คุ้มไข่น้ำ ที่มีการเสนอให้ปรับลดชั่วโมงการทำงานให้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นายจุลพันธ์ย้ำว่า หลักการในปัจจุบันเป็นไปตาม ILO standard คือ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมชี้ว่า การปรับลดชั่วโมงการทำงานช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตพลังงาน อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน ซึ่งนั่นก็คือผลกระทบที่จะไปสู่พี่น้องแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานลูกจ้างรายวัน นอกจากนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทเฉพาะกาลที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะส่งผลให้การปรับค่าจ้างของแรงงานไม่ทัน ทำให้รายได้ลด และอาจจะกระทบต่อระบบการจ้างงานทั้งระบบ จุดนี้ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ


ส่วนในกรณีการให้สิทธิวันลาเพิ่มเติม วันลาช่วงปวดประจำเดือน และการจัดสถานที่ให้นมบุตร จากร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. วรรณวิภา ไม้สน นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า เป็นสิ่งที่เป็นผลดีต่อแรงงาน และพร้อมเปิดพื้นที่ในการตั้งคณะทำงานเพื่อให้มีการพูดคุยกัน และยกร่างเป็นกฎหมายร่วมกัน เพื่อให้ทางกระทรวงแรงงานจัดทำร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว ส่วนกรณีการจัดสถานที่ให้นมบุตร อาจจะออกเป็นกฎกระทรวงได้ โดยดูตามความเหมาะสมกับศักยภาพของสถานประกอบการ และขนาดของสถานประกอบการ


“ผมเชื่อว่าในการแก้ไขกฎหมายในครั้งถัดไป เราจะได้ตัวกฎหมายที่ตอบโจทย์ทั้งตัวพี่น้องแรงงาน และมิติอื่น ๆ ได้อย่างรอบด้าน ซึ่งในเรื่องนี้ทางกระทรวงแรงงานพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ สส. ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน หรือพรรคอื่น ๆ รวมทั้งภาคประชาชนด้วย เพื่อให้ตัวกฎหมายที่ออกมานั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องแรงงานให้ได้มากที่สุด” นายจุลพันธ์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน
 

ครม.เงา พรรคประชาชนจี้รัฐช่วยขนส่ง-ประมง แบกต้นทุนพลังงานสูงสุดแต่โดนทิ้ง


ครม.เงา พรรคประชาชนจี้รัฐช่วยขนส่ง-ประมง แบกต้นทุนพลังงานสูงสุดแต่โดนทิ้ง


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 1 พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งและประมง ซึ่งเป็นภาคการผลิตต้นน้ำแบกรับต้นทุนพลังงานสูงที่สุดในประเทศ แต่กลับเป็นกลุ่มที่มาตรการรัฐเอื้อมไปไม่ถึงและถูกทอดทิ้งมากที่สุด


[ ภาคขนส่งจี้รัฐหนุนพลังงานสะอาด-ช่วยไรเดอร์ให้เท่าเทียม ]


ศิริชัย ศรีเจริญศิลป์ ตัวแทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยกล่าวว่า รัฐบาลเยียวยามา 6,000 บาท เมื่อเฉลี่ยจากวันที่ 22 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม 2569 จะตกอยู่ที่วันละ 140 บาท ซึ่งความเสียหายของพวกตนมีมากกว่านั้นและพวกตนอยากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในเรื่องของพลังงานสะอาดไฟฟ้ากับภาคขนส่ง โดยฝากทางฝ่ายค้านในการผลักดันต่อไป


พรเทพ ชัชวาลอมรกุล นายกสมาคมไรเดอร์ไทย กล่าวว่ารัฐบาลกำลังใช้แนวทางการช่วยเหลือแบบ 2 มาตรฐาน โดยไรเดอร์ขนส่งได้รับการช่วยเหลือ ได้รับเงินเยียวยา 870 บาท แต่ไรเดอร์ส่งอาหารไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งอยากให้มีการช่วยเหลือในส่วนนี้ด้วย


ณัฐพงษ์ กล่าวว่ามาตรการที่รัฐบาลได้ออกมาเยียวยานั้น อาจมีความล่าช้าและยุ่งยากเกินไป เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการงานหายเงินหาย กว่าจะทำได้ครบตามเงื่อนไขของภาครัฐ ก็อาจสายเกินแก้ไปแล้ว จึงขอเสนอให้มีการปรับปรุงมาตรการเยียวยาให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น


[ ประมงพาณิชย์เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ]


วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมประมงแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบที่ชาวประมงได้รับ 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือเรื่องของต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตน้ำมัน โดยรวมแล้วส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30


ประเด็นที่สอง คือต้นทุนราคาสัตว์น้ำ เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ก็ควรที่จะขายสัตว์น้ำในราคาที่ดีขึ้น แต่กลายเป็นว่า สินค้าประมงเป็นสินค้าเกษตร จึงไม่สามารถตั้งราคาขายเองและไม่สามารถต่อรองได้ โดยที่ผ่านมาไม่ได้มีการประกาศให้สินค้าในกลุ่มดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นเพื่อชดเชยเลย ซึ่งสินค้าประมงบางส่วนก็ราคาลดลงไปอีก เนื่องจากมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งที่จริงแล้วต้นทุนของสัตว์น้ำในต่างประเทศก็สูงเช่นเดียวกัน แต่ในประเทศดังกล่าวไม่ได้มีกติกากำหนด และประเทศไทยเองก็มีการนำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศที่ได้ใบแดงจาก IUU ด้วย


และประเด็นที่ 3 คือ เมื่อน้ำมันราคาเพิ่มขึ้น ก็ต้องใช้เงินมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง


ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาเฉพาะหน้าของกลุ่มประมงคือราคาน้ำมัน หนี้ และราคาสัตว์น้ำ ในส่วนของราคาน้ำมัน จากการประชุมก็พบว่าทั้งน้ำมันเขียว B20 เองราคาถูก แต่หาเติมยากมาก โดยเฉพาะประมงพื้นบ้านที่ไม่สามารถจะไปรวมกลุ่มกันเพื่อซื้อน้ำมันดังกล่าวได้ เนื่องจากจะติดข้อกฎหมาย ในส่วนของภาระหนี้สิน รัฐบาลควรมีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการประมงที่มีภาระหนี้สินเยอะ เนื่องจากไม่ได้มีการออกเรือ และในส่วนของราคาสัตว์น้ำที่มีปัญหาการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งที่บางประเทศเหล่านั้นได้ใบแดงด้วยซ้ำ เรื่องนี้ไม่เป็นธรรมกับทางฝั่งผู้ประกอบการไทย จึงเป็นข้อเรียกร้องเฉพาะหน้าที่ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไข


สำหรับระยะยาว กลุ่มชาวประมงเองก็พร้อมที่จะเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด อย่างประมงพื้นบ้านได้ให้ข้อเสนอที่จะเปลี่ยนจากเรือประมงสันดาปไปเป็นเรือประมงพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นวันนี้ทุกคนพร้อมที่จะเปิดรับและปรับตัว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 4


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 4


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อม – ราชประสงค์ – ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 2


ปฏิบัติการขั้นที่ 2 ขั้นการวางกำลังตรึงพื้นที่รอบนอกเพื่อป้องกันการเติมคนของผู้ชุมนุม นปช. ขั้นตอนนี้ในรายงานระบุว่าใช้เวลา 4 วัน คือตั้งแต่วันที่ 15 – 18 พฤษภาคม ปฏิบัติการของทหารได้กระทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนทั่วไปซึ่งไม่ได้เป็นผู้ชุมนุมรวมอยู่ด้วย ยังผลให้ประชาชนได้รู้ได้เห็นและเกิดความไม่พอใจในการกระทำของเจ้าหน้าที่ และได้มีการออกมาชุมนุมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ


ปฏิบัติการของทหารในขั้นตอนที่ 2 นี้ถือว่าเป็นปฏิบัติการที่โหดร้ายแบบเต็มรูปแบบ มีการใช้ความป่าเถื่อนของเผด็จการในการเข่นฆ่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายชีวิตในหลายพื้นที่ดังต่อไปนี้


บริเวณบ่อนไก่ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ผู้เสียชีวิตได้แก่


1) นายมานะ แสนประเสริฐศรี เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.

2) นายพรสวรรค์ นาคะไชย เสียชีวิตเพราะถูกยิงที่ท้อง เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.

3) นายวารินทร์ วงศ์สนิท ถูกยิงบริเวณหน้าอก เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.

4) นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง ถูกยิงเส้นเลือดแดงใหญ่ทะลุ เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.


นอกจากย่านบ่อนไก่บริเวณศาลาแดงก็มีการเสียชีวิต นั่นคือ นายวงศกร แปลงศรี ซึ่งถูกยิงด้วยปืน ทำลายขั้วปอดเสียชีวิต ย่านบ่อนไก่ก็ยังถือว่าเป็นสมรภูมิของการสังหารประชาชนทั่วไป เพราะในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ในย่านนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 7 ราย ซึ่งมีรายนามดังนี้


1) นายสมชาย พระสุพรรณ เวลาประมาณ 09.30 น. ถูกยิงที่หัว

2) นายสุพรรณ์ ทุมทอง เวลาประมาณ 10.00-10.30 น. ถูกยิงที่หัว

3) นายวุฒิชัย วราคัม เวลาประมาณ 14.140-14.41 น. ถูกยิงที่บริเวณหลัง

4) นายเฉลียว ดีรื่นรัมย์ เวลาประมาณ 14.00-16.00 น. ถูกยิงที่บริเวณท้อง

5) นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสุกล เวลาประมาณ 15.00-15.30 น. เสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากหลังจากการถูกยิง

6) นายประจวบ ประจวบสุข เวลาประมาณ 15.00-15.30 น. เสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากหลังจากการถูกยิง

7) นายสมัย ทัดแก้ว เสียชีวิตจากการรักษาหลังถูกยิงบริเวณหลังลำไส้ทะลุไขสันหลัง


นอกจากย่านบ่อนไก่ซึ่งเป็นพื้นที่การฆ่าของเจ้าหน้าที่ทหาร บริเวณสวนลุมพินี ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ก็มีการตายเกิดขึ้น นั่นคือการตายของนายสุพจน์ ยะทิมา ซึ่งได้ถูกกระสุนปืนจากทหารยิงเข้าที่หัว เสียชีวิตในช่วงค่ำของวันนั้น


การสูญเสียชีวิตในย่านราชปรารภในวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ทั้งผู้ชุมนุมและผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม กับอีก 6 รายของยุทธการกระชับวงล้อมของทหาร ซึ่งมีรายนามดังนี้


1) นายสมาพันธ์ ศรีเทพ เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. จากการถูกยิงที่หัว

2) นายสุภชีพ จุลทรรศน์ เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. จากการถูกกระสุนปืนความเร็วสูงที่หัว

3) นายอำพล ชื่นสี เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. ถูกยิงช่องท้อง

4) นายชาญณรงค์ พลศรีลา เสียชีวิตเวลา 15.50 น. ถูกยิงที่ท้อง

5) นายอุทัย อรอินทร์ เสียชีวิตเวลา 15.00 น. ถูกยิงหลังทะลุเข้าหัวใจ

6) นายธนากร ปิยะผลดิเรก เสียชีวิตเวลา 16.30 น. ถูกยิงบริเวณหน้าแก้มขวา


นี่คือ 6 ศพจากปฏิบัติการย่านราชปรารภวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ด้วยปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่สนใจแก้ปัญหาการเมือง


บริเวณซอยรางน้ำ ย่านราชปรารถ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ก็มีการตายเกิดขึ้นอีก 2 ราย นั่นคือ


1) นายเยื้อน โพธิ์ทองคำ เวลาประมาณ 21.00 น. ถูกยิงทะลุผ่านลำไส้ใหญ่ และ

2) นายสมพาน หลวงชม เวลาประมาณ 22.00 น. ถูกยิงบริเวณในหน้าทะลุคอ


และในบริเวณนี้ก็มีอีก 1 ศพ ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 นั่นคือกรณีของ นายออง ละวิน มูฮัมหมัด อารี ซึ่งเป็นสัญชาติพม่า ซึ่งถูกยิงขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ ถูกยิงหน้าอกทะลุ เวลา 17.30 น. บ่งบอกได้ว่าทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกภาษา คือเป้าหมายในภารกิจห่ากระสุนจริงของทหารครั้งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง



ครม.เงา วีระยุทธ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC หวั่นพาไทยตกอยู่ใต้เงามหาอำนาจจนสูญเสียพลังต่อรองระดับโลก

 


ครม.เงา วีระยุทธ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC หวั่นพาไทยตกอยู่ใต้เงามหาอำนาจจนสูญเสียพลังต่อรองระดับโลก


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1


วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีมครม.เงา ด้านเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วย ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน และพิศาล มาณวพัฒน์ ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ กล่าวในการแถลงสรุปการประชุม ครม.เงา วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ถึงกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่คุ้มค่าซ้ำรอย EEC และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งจนเกินสมดุล


[ อย่าทิ้งไพ่สำคัญของเราให้มหาอำนาจชาติเดียว ]


วีระยุทธ ระบุว่า หากพิจารณาจากความคุ้มค่าทางการเงินเพียงอย่างเดียว รายงานจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ฉบับล่าสุดชี้ชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน มีอัตราผลตอบแทนภายในทางการเงิน (FIRR) เพียงร้อยละ 4.9 และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบถึง 42,000 ล้านบาท


ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์มีประเด็น 2 ชั้นที่ต้องพิจารณาคือเรื่องของ พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยภายหลังการเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนท่าทีโดยนำปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นเหตุผลหลักในการผลักดันโครงการ ซึ่งแม้จะเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ก็น่ากังวลว่าหากมีมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเข้ามามีบทบาทนำหรือให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้ไทยเกิดจุดเปราะบางทั้งเชิงพลังงานและเชิงความมั่นคงในอนาคต


รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยนี้อย่างรอบคอบ ถ้าจะทำโครงการนี้ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ควรใช้เป็นโอกาสวางจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย ทำให้เป็นจุดร่วมลงทุนของประเทศต่างๆ กระจายความเสี่ยงทั้งในเชิงเทคโนโลยีและประเทศที่มาร่วมลงทุน


[ ใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์คือ พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ ที่เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC ]


ด้านภคมน หยิบยกประเด็นร่าง พ.ร.บ. SEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช และอาจขยายพื้นที่ไปได้ถึง 10 จังหวัดภาคใต้ มีลักษณะเป็นการรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และสร้างระบบยกเว้นทางกฎหมายขึ้นมา เช่น การอนุญาตให้เช่าที่ดินนานถึง 99 ปี การให้อำนาจคณะกรรมการในการเร่งรัดกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการเปลี่ยนแปลงผังเมืองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปกติ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


ภคมนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่จำเป็นต้องรู้ทันรัฐบาล วันนี้เราต้องมองภาพใหญ่ว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ อาจเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. SEC แม้แน่นอนว่าปัจจุบันคนใต้ต้องการ “เครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่” เพื่อต่อยอดจากฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ สร้างงานสร้างรายได้ในพื้นที่ แต่การโฆษณาโครงการนี้ของรัฐบาลโดยไม่ได้พูดถึงที่มาที่ไปของโครงการอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิขาดในการบริหารจัดการของทุนต่างชาติ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัด กำลังเป็นการขายฝันและฉวยโอกาสมากเกินไป สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือเม็ดเงินที่จะสร้างนั้นสร้างให้ใคร และใครจะการันตีได้ว่าบทเรียนที่เกิดขึ้นกับ EEC จะไม่เกิดกับภาคใต้อีก


ภคมนกล่าวด้วยว่า ตนเสียดายที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ยกเลิกการลงพื้นที่ เพราะท่านควรลงพื้นที่ไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง ถ้าไม่รู้จะไปฟังที่ไหน ตนแนะนำที่อ่าวเคยจังหวัดระนอง ประชาชนที่นั่นพร้อมให้ข้อมูล และทราบมาว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการกว้านซื้อที่ดินไปแล้วประมาณ 500 ไร่จากบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของ “อาม่า”


[แลนด์บริดจ์คือการวางตำแหน่งประเทศไทยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ]


พิศาล ในฐานะที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของ ครม.เงา ให้ทัศนะว่า ความชาญฉลาดของผู้นำอยู่ที่การใช้ "ไพ่" ที่ประเทศไทยมีอยู่ ทั้งทำเลที่ตั้งและขนาดเศรษฐกิจ โดยไทยควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งจนเกินสมดุล


พิศาลระบุว่า ปัจจุบันจีนให้ความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์มากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากจีนต้องการลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา แต่หากรัฐบาลไทยยินยอมให้จีนเข้ามาลงทุนภายใต้เงื่อนไขที่เป็นผู้ควบคุมการบริหารจัดการ จะเท่ากับว่าไทยกำลังละทิ้งการพัฒนาความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมหาอำนาจ


วันนี้โครงการแลนด์บริดจ์ถือไพ่ใบใหม่ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยหรือไม่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ไพ่ใบนี้จะทำให้พลังต่อรองของประเทศไทยต่อมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุน และต่อมหาอำนาจรวมถึงประเทศอื่นที่ไม่ได้มาลงทุน มากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้ไทยเป็นแหล่งดึงดูดเงินเงินทุนและเทคโนโลยีจากนานาประเทศมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้เราเป็นเพียงทางผ่านหรือส่วนต่อทางเศรษฐกิจหรือเราสามารถกำหนดแนวทางที่เป็นอิสระได้มากขึ้นหรือน้อยลง


ครม.เงา เสนอทางออกว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์จริง ๆ ก็ควรใช้วิธีการกระจายแหล่งเงินทุน (Diversify) จากหลายกลุ่มประเทศ ทั้งจีน ตะวันตก และตะวันออกกลาง พร้อมจ้างมืออาชีพที่มีประสิทธิภาพสูงมาบริหารจัดการ เพื่อให้แลนด์บริดจ์กลายเป็น "ไพ่ใบใหม่" ที่เพิ่มพลังดึงดูดและอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินและใช้สิทธิขาดเหนือทรัพยากรของคนในพื้นที่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

ครม.เงา พรรคประชาชน ศิริกัญญา ย้ำ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน - กู้ครั้งสุดท้าย ต้องไม่หว่านแห ไม่ลักไก่สอดไส้โครงการระยะยาว ไม่ตีเช็คเปล่า มาพร้อมแผนใช้หนี้


ครม.เงา พรรคประชาชน ศิริกัญญา ย้ำ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน - กู้ครั้งสุดท้าย ต้องไม่หว่านแห ไม่ลักไก่สอดไส้โครงการระยะยาว ไม่ตีเช็คเปล่า มาพร้อมแผนใช้หนี้


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1


ด้านศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีม ครม.เงาด้านปฏิรูปรัฐ แสดงความเห็นต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท


ศิริกัญญาชี้ว่า มาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่ผ่านมายังคงตกหล่น ไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป ไม่ได้พุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ควรได้รับ เช่น กลุ่มขนส่งที่ได้รับผลกระทบสูงยังได้รับการเยียวยาน้อยเกินไป กลุ่มประมงโดยเฉพาะประมงพื้นบ้านไม่ได้รับการเยียวยาจนถึงบัดนี้


แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำคือ การแจกเงินเยียวยา 2 แสนล้านบาทนี้มีแผนใช้ครั้งเดียวหมดภายใน 4 เดือน ส่วนใหญ่เทไปที่โครงการคนละครึ่งซึ่งมีลักษณะของการเยียวยาแบบหว่านแห อันจะนำไปสู่ปัญหาว่าคนที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนคนที่ได้รับอาจไม่ได้เดือดร้อนจริง และหากสงครามและวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ คำถามคือหากหลังจากนี้สงครามยังไม่จบ ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลจะทำอย่างไร ต้องกู้เงินก้อนใหม่อีกหรือไม่ ในเมื่อสถานการณ์ทางการคลังปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นการกู้รอบสุดท้าย ไม่ได้อยู่ในจุดที่อนุญาตให้รัฐบาลกู้ก้อนใหม่ได้อีกเลยด้วยซ้ำไป จึงมองได้ว่าการใช้เงินกู้ไปกับโครงการคนละครึ่ง ไม่ได้ตั้งใจจะเยียวยาประชาชน แต่กำลังใช้เงินกู้ เพื่อกู้คะแนนนิยมของรัฐบาลที่กำลังตกต่ำหรือไม่


ศิริกัญญากล่าวว่า ตนไม่ติดใจที่จะออก พ.ร.ก. เพื่อกู้เงินตามแผนงานที่ 1 จำนวน 2 แสนล้านบาทสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีความจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่เงินกู้ตามแผนงานที่ 2 อีกจำนวน 2 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนงานนี้แม้มีความสำคัญ แต่ไม่เร่งด่วนถึงขนาดที่จะต้องออก พ.ร.ก. เสนอว่ารัฐบาลควรจัดทำแผนงบประมาณรายละเอียดโครงการให้ชัดเจนแล้วออกเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาตรวจสอบของสภาและใช้เวลาราวสามเดือนก็น่าจะสามารถออกกฎหมายได้


ดังนั้น ครม.เงา จึงเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงการออกแบบมาตรการการเยียวยาให้เน้นมุ่งเป้ามากขึ้น และ ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห ต้องไม่มีการสอดไส้โครงการระยะยาวและต้องมีการแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา