วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ทวี” แนะจับตาคดีประวัติศาสตร์ “ฮั้ว สว.” บททดสอบหลักนิติธรรมและศรัทธาสาธารณชนต่อ กกต.

 


“ทวี” แนะจับตาคดีประวัติศาสตร์ “ฮั้ว สว.” บททดสอบหลักนิติธรรมและศรัทธาสาธารณชนต่อ กกต.


วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชาติว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติและสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้


มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” : จุดชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. และศรัทธาต่อ กกต.


ในสภาวการณ์ที่สังคมไทยกำลังจับจ้องการประชุมชี้ขาดคดีประวัติศาสตร์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีจะมีมติ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา มากกว่า 229 คน การตัดสินใจของ กกต. ในครั้งนี้มิได้มีผลเฉพาะต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความศรัทธาของประชาชนต่อหลักนิติธรรมของประเทศ ซึ่งการพิจารณาทางกฎหมายมหาชนและประสบการณ์ส่วนตัวจากคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ (คำวินิจฉัยที่ 1/2569) มีข้อเสนอ ดังนี้


1. กกต. เป็นองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 215 กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ


ความเป็น “องค์กรอิสระ” จึงมิใช่อำนาจที่จะใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ หรือเบี่ยงเบนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด หากแต่หมายถึงความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและความยุติธรรมของบ้านเมือง


2. สิ่งที่สร้างความกังวลแก่สังคม คือข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาที่ปรากฏว่า ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา 138 คน กำลังถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง วุฒิสภาชุดเดียวกันกลับเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จำนวน 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง

- นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ แม้ครบวาระแล้ว แต่เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาใหม่ จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

- กรรมการ กกต. อีก 4 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร ต่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน


ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้วิญญูชนตั้งคำถามได้ว่า การพิจารณาคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จะสามารถดำเนินไปโดยปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใด แม้ไม่มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นก็ตาม ความเชื่อมั่นของสาธารณชนย่อมได้รับผลกระทบจากภาพแห่งความขัดกันของผลประโยชน์ดังกล่าว


3. พฤติการณ์ที่เป็นข้อกังขาของสังคมที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตอบแทนบุญคุณมากกว่าความถูกต้อง และการเอื้อประโยชน์เปิดประตูให้ทำการทุจริต อาทิ


- ระเบียบ กกต. ข้อ 122 ที่กำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเปิดช่องให้เกิดการลงคะแนนแบบจัดตั้งหรือ “โหวตล็อก” อันกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับตามมาตรา 33

- ขบวนการบล็อก หรือให้ลงคะแนนตามโพย จนผลการเลือกตั้งมีลักษณะผิดธรรมชาติ แต่เลือกตามโพย โดยผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 138 คน มีคะแนนกระจุกตัวอยู่ในช่วงประมาณ 50–79 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครอีกจำนวนมากมีคะแนนอยู่เพียงประมาณ 20–28 คะแนน

- การแต่งตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 มาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้ไต่สวนโดยตรง

- การปรับผลการประเมินเลขาธิการ กกต. จาก “ไม่ผ่าน” เป็น “ผ่าน”

- การไม่รับสำนวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทั้งที่มีการกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน

ฯลฯ


ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้มีการอธิบายอย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง


4. “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” คือมาตรฐานทางกฎหมายที่ กกต. ต้องยึดถือ


พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา


คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 (หน้า 19) ซึ่งอ้างอิงรายงานการประชุมของวุฒิสภาในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย ได้อธิบายเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาของ กกต. ใช้มาตรฐานทางกฎหมายมหาชน มิใช่มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร


กล่าวคือ หากมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเบื้องต้นที่ทำให้วิญญูชนเห็นได้อย่างมีเหตุผลว่าน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิด ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยต่อไป


เมื่อเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ซึ่งศาลสามารถออกหมายจับได้โดยอาศัยเพียง “หลักฐานตามสมควร” การใช้มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ตามมาตรา 62 จึงมิใช่มาตรฐานที่สูงกว่านั้น


หากเป็นจริงตามที่มีการกล่าวอ้างว่าสำนวนคดีมีเอกสารกว่า 80,000 แผ่น พร้อมพยานหลักฐานด้านนิติคณิตศาสตร์และข้อมูลอื่นประกอบแล้ว ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าจะพิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัยได้หรือไม่ เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา หากแต่เป็นการพิจารณาว่าได้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่


5. หลักกฎหมายมหาชนกำหนดให้การใช้อำนาจรัฐต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน และต้องรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม


ภายใต้ข้อเท็จจริงและข้อกังวลที่เกิดขึ้น ทางออกที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมมากที่สุด คือการที่ กกต. ใช้อำนาจตามมาตรา 62 ยื่นคำร้องและส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยคดี


เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้ใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในคดีลักษณะนี้ การส่งเรื่องให้ศาลจึงมิใช่การตัดสินว่าผู้ใดมีความผิด หากเป็นการเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้


ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือคำวินิจฉัยที่ยุติธรรมตามความเป็นจริงและกฎหมาย ความไม่ยุติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง คือภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมที่นำไปสู่การขัดแย้งแตกแยกในสังคมโดยส่วนรวม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชาติ #ฮั้วสว


วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘สหัสวัต’ เสนอมาตรการให้กระทรวงแรงงานเร่งช่วยเหลือแรงงานไทยในญี่ปุ่นหลังแผ่นดินไหว ย้ำ แม้ญี่ปุ่นมีมาตรการรับมือที่ดี แต่ก็ใช่ว่ากระทรวงแรงงานไทยจะไม่ต้องทำอะไรเลย

 


‘สหัสวัต’ เสนอมาตรการให้กระทรวงแรงงานเร่งช่วยเหลือแรงงานไทยในญี่ปุ่นหลังแผ่นดินไหว ย้ำ แม้ญี่ปุ่นมีมาตรการรับมือที่ดี แต่ก็ใช่ว่ากระทรวงแรงงานไทยจะไม่ต้องทำอะไรเลย 


วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 หลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น 1 วัน จากรายงานเบื้องต้นของสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ ระบุว่า มีคนไทยพำนักอยู่ในจังหวัดคูมาโมโตะ 455 คน โดยคนไทยที่สามารถติดต่อได้แจ้งว่าปลอดภัย และยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ แต่บางส่วนประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา หรือแก๊สใช้เป็นการชั่วคราว ทำให้บางส่วนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง


สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยไปยังประชาชนญี่ปุ่น คนไทย และโดยเฉพาะแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว


“ผมขอแสดงความห่วงใยไปยังแรงงานไทยทุกคน เพราะแม้รายงานเบื้องต้นจะระบุว่ายังไม่มีแรงงานไทยได้รับอันตรายร้ายแรง แต่คำว่า ‘ปลอดภัย’ ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของทุกคนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว”


สหัสวัตมีข้อเสนอว่า กระทรวงแรงงานต้องมีบทบาทสนับสนุนการดูแลแรงงานไทยร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ สำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่น ทางการท้องถิ่น นายจ้าง และเครือข่ายคนไทยในพื้นที่ ไม่ควรปล่อยให้ภาระทั้งหมดอยู่กับสถานกงสุลหรือรอให้แรงงานที่กำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินเป็นฝ่ายติดต่อขอความช่วยเหลือเข้ามาเอง


ประการแรก กระทรวงแรงงานต้องเร่งตรวจสอบว่าในพื้นที่ได้รับผลกระทบมีแรงงานไทยทำงานอยู่สถานประกอบการใดบ้าง พักอาศัยอยู่ที่ใด พร้อมติดตามแรงงานเป็นรายบุคคล โดยแยกให้ชัดว่าใครยังติดต่อไม่ได้ ใครต้องอพยพ ใครมีปัญหาเรื่องที่พัก หรือประสบปัญหาใดบ้าง


ประการที่สอง ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในสถานประกอบการ และการจัดการภัยพิบัติดีเยี่ยมเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก แม้เราจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะสามารถกำกับดูแลสถานประกอบการเพื่อดูแลพี่น้องแรงงานไทยได้อย่างดีและเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงแรงงานของไทยไม่ต้องทำอะไร ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงควรติดตามให้แรงงานไทยผู้ได้รับผลกระทบทุกคนได้รับสิทธิที่ควรพึงได้ และมีประกาศแจ้งสิทธิของแรงงานตามกฎหมายญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย เพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องแรงงานทุกคน ไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก และได้รับสิทธิตามกฎหมายญี่ปุ่น ตั้งแต่เรื่องการได้รับค่าชดเชย การกลับไปทำงาน สถานะการพำนัก และการจัดการกับเอกสารที่อาจได้รับความเสียหาย


ประการที่สาม ต้องจัดช่องทางติดต่อฉุกเฉินที่แรงงานเข้าถึงได้จริงตลอดเวลา พร้อมจัดข้อมูลภาษาไทยเกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือ และข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวตาม รวมถึงต้องมีช่องทางสำรองสำหรับพื้นที่ที่ระบบโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตขัดข้อง และต้องเตรียมมาตรการช่วยเหลือระยะต่อไป เช่น การจัดหาที่พักชั่วคราว การออกหนังสือเดินทางหรือเอกสารสำคัญทดแทน การประสานสิทธิประกันและค่าชดเชย การย้ายสถานประกอบการในกรณีที่ไม่สามารถกลับไปทำงานได้ ตลอดจนการช่วยเหลือผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทย


“ผมขอย้ำว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นไปเพื่อการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงานด้วย จึงไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศหรือสถานกงสุลเพียงฝ่ายเดียว สถานกงสุลมีภารกิจช่วยเหลือคนไทยในภาวะฉุกเฉิน แต่เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน สิทธิจากการจ้างงาน และการประสานกับนายจ้าง เป็นภารกิจที่กระทรวงแรงงานต้องเข้ามารับผิดชอบร่วมด้วย”


สหัสวัตย้ำว่า ในเวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้แรงงานไทยทุกคนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง รับรู้ว่าพวกเขากำลังเผชิญปัญหาอะไร และพร้อมช่วยเหลือไม่เพียงแต่ในวันที่เกิดภัยพิบัติแต่รวมถึงช่วงเวลาหลังภัยพิบัติที่จะเกี่ยวข้องกับงานและการดำเนินชีวิตต่อไป


“ผมขอเป็นกำลังใจให้ชาวญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่กู้ภัย คนไทย และแรงงานทุกคนในพื้นที่ ขอให้ทุกคนปลอดภัย และผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ร้องขอไปยังกระทรวงแรงงานให้มีการติดต่อ ดูแล และคุ้มครองสิทธิของแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมตามสมควรต่อไปด้วยเช่นกัน ขอให้ทุกคนปลอดภัย” สหัสวัตทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กระทรวงแรงงาน #แผ่นดินไหวญี่ปุ่น

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ศาลเยาวชนฯ สั่งยุติคดีและปล่อยตัว “ฐาปนา” หลังเข้าแผนบำบัดฟื้นฟูที่บ้านกรุณาครบ 2 ปี 3 เดือน จากคดีในการชุมนุมดินแดง เมื่อปี 2564

 


ศาลเยาวชนฯ สั่งยุติคดีและปล่อยตัว “ฐาปนา” หลังเข้าแผนบำบัดฟื้นฟูที่บ้านกรุณาครบ 2 ปี 3 เดือน จากคดีในการชุมนุมดินแดง เมื่อปี 2564


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางนัดฟังผลการปฏิบัติตามมาตรการพิเศษของ  ฐาปนา” (นามสมมติ) ปัจจุบันอายุ 22 ปี เป็นเยาวชนที่ถูกคุมขังจากคดีการวางเพลิงตู้จราจรพญาไท และขว้างปาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมดินแดง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 


คดีของฐาปนา ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรมขั้นต่ำ 2 ปี และขั้นสูง 3 ปี ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 4 ปี 


เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 29 เม.ย. 2567  ในวันนี้เขาถูกปล่อยตัวจากศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา หลังครบกำหนดระยะเวลาการฝึกอบรมขั้นต่ำตามคำสั่งศาล สิ้นสุดการคุมขังเป็นเวลา 2 ปี 3 เดือน


ตามรายงานศูนย์ฝึกอบรมฯ ได้สอดคล้องกับบันทึกเยี่ยม ลงวันที่ 4 ก.ค. 2569 ซึ่งที่ปรึกษากฎหมายได้เข้าเยี่ยมฐาปนา โดยเขาได้แจ้งด้วยสีหน้าสดชื่นว่าตอนนี้เขาจบชั้น ม.6 แล้ว และได้รับวุฒิการศึกษาเรียบร้อย


ฐาปนายังให้ข้อมูลว่าเขาเรียนวิชาชีพทั้งหมดไป 5 วิชาชีพ ได้แก่ ช่างยนต์, ดูแลผู้สูงอายุ, ดนตรี, ตัดผม, ช่างไฟฟ้า แต่ช่างไฟฟ้าจะเรียนจบวันที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งก็คุยกับทางครูผู้สอนว่าจะสามารถให้เรียนจบก่อนได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ออกไปก็จะมีวุฒิ ม.6 แล้ว


ครูบอกว่าผมเรียนวิชาชีพมากกว่าคนอื่นเลย ไม่ค่อยคิดลบ และคุยกับคนอื่นมากขึ้น ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนมากขึ้น เช่นเพื่อนจะชวนออกกำลังกาย วิดพื้น เลยคิดว่าไม่ค่อยเครียดเหมือนช่วงแรก ๆ ที่เข้ามา” ฐาปนากล่าว


สำหรับสิ่งแรกที่จะทำหลังพ้นกำหนดฝึกอบรม เขาตอบชัดเจนว่าอยากไปเจอลูก คิดถึงลูกมาก และหลังจากนั้นก็จะนำเงินที่ได้จากกองทุนที่ช่วยเหลือเขาระหว่างคุมขังส่วนหนึ่ง ไปหามอเตอร์ไซค์มาไว้ขับวิ่งรับงาน อาจจะส่งพัสดุหรือไม่ก็ส่งพวกอาหาร กำลังคิดอยู่ว่าจะเป็นมอไซค์มือหนึ่งหรือมือสองดี


ผลจากการปล่อยตัวดังกล่าว ทำให้จำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมือง ที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลอยู่ คงเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 52 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 29 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี 22 คน และผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 30 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR


วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พริษฐ์ ชี้ ‘ภูมิใจไทย’ เลิกขู่ฟ้องแล้วหันมาแจงปมฮั๊วสว. จี้ อนุทิน-พวก แจงปมฮั้วสว. จี้ ‘อนุทินพร้อมพวก’ เคลียร์เส้นทางการเงิน-ที่พัก เตือนกกต. ระวังโดนฟ้อง ม.157 หากตัดตอนช่วย "น้ำเงิน" เตรียมใช้กลไกสภาซักฟอก

 


พริษฐ์ ชี้ ‘ภูมิใจไทย’ เลิกขู่ฟ้องแล้วหันมาแจงปมฮั๊วสว. จี้ อนุทิน-พวก แจงปมฮั้วสว. จี้ ‘อนุทินพร้อมพวก’ เคลียร์เส้นทางการเงิน-ที่พัก เตือนกกต. ระวังโดนฟ้อง ม.157 หากตัดตอนช่วย "น้ำเงิน" เตรียมใช้กลไกสภาซักฟอก


วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.15 น.ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)ให้สัมภาษณ์ภายหลังงานเปิดหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว. ภาค 2 โดยเปิดเผยถึงการขยายผลข้อมูลในวันนี้ว่า ข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอต่อสาธารณะมีความมั่นใจว่าเป็นชุดข้อมูลที่มีอยู่ในสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อยู่แล้ว สาเหตุที่ต้องนำออกมาตีแผ่ต่อสาธารณะ เนื่องจากมีความกังวลว่าหน่วยงานตรวจสอบอาจทำหน้าที่ไม่ตรงไปตรงมา และเกรงว่าเรื่องจะไปไม่ถึงชั้นศาล


ทั้งนี้ นายพริษฐ์ ได้สรุปภาพรวมขบวนการโกง สว. ออกเป็น 5 ฉากสำคัญ 1.การวางแผน กำหนดแนวทางดำเนินการอย่างเป็นระบบ 2.การจัดตั้งและจ้างคนมาสมัคร ในระดับอำเภอ เพื่อไต่ระดับขึ้นสู่ระดับจังหวัด ซึ่งมีหลักฐานเส้นทางการเงินเชื่อมโยงชัดเจน 3. การกระจายไปเก็บตัวตามศูนย์ฮับโพล ก่อนวันเลือก สว. ระดับประเทศ 1-2 วัน 4.กระบวนการกลุ่มมวลชน ที่ใช้คนจากบริษัทชัดเจน มีคลิปปรากฏภาพประธานวุฒิสภาในขณะที่เป็นผู้สมัคร นำโพยมายื่นให้ กกต. 5.การบล็อกโหวตผ่านการประชุมที่โรงแรมพูลแมน ซึ่งเปรียบเสมือนการ "ปฐมนิเทศ สว." หลังการเลือก


"ผมคิดว่าการพยายามนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า กระบวนการนี้ถูกกล่าวหาอย่างไร มีองค์ประกอบอย่างไร หลังจากนี้ผมคิดว่าเราก็ยังได้รับข้อมูลที่หลากหลายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผมจะทำหน้าที่ต่อไปในการนำเสนอภาพตรงนี้ให้ชัดขึ้น" นายพริษฐ์ กล่าว


เมื่อถามถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าร่างคำฟ้องหมิ่นประมาทเรื่องฮั้ว สว. เสร็จเรียบร้อยแล้วและปล่อยให้ฝ่ายค้านหาแสงว่า ตอนนี้บุคคลที่ต้องเตรียมตัวมากกว่าคือ ผู้ที่ถูกกล่าวหาจากพรรคภูมิใจไทย ในการตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้จากเวทีเสวนา ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ย้ำว่าบุคคลสาธารณะจากพรรคภูมิใจไทยควรออกมาชี้แจงข้อสงสัยของประชาชน โดยเฉพาะรายนามที่ถูกพาดพิง ไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา


นายพริษฐ์ ยืนยันว่า ข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอต่อสาธารณะมีความมั่นใจว่าอยู่ในสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ยังกังวลคือหลักฐานเหล่านี้อาจไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาจนเรื่องไปไม่ถึงชั้นศาล พร้อมระบุว่าหลังจากนี้จะมีข้อมูลทยอยหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนจะทำหน้าที่นำเสนอให้สังคมเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น


เมื่อถามถึงความน่าเชื่อถือของพยานบุคคล นายพริษฐ์ กล่าวชี้แจงใน 3 ประเด็นหลัก 1. หลักฐานไม่ได้มีแค่พยานบุคคล แต่ยังรวมถึงเส้นทางการเงิน หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน และการจองที่พัก ซึ่งสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ 2. หลักฐานพิสูจน์ได้ แม้คำกล่าวอ้างของพยานจะเป็นคำพูด แต่เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก เช่น สถานที่และเวลาในการนัดหมายรวมตัวตามโรงแรมต่าง ๆ 3. เหตุผลที่พยานส่วนใหญ่เป็นผู้สมัคร สว.เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวกับการเลือก สว. โดยตรง จึงเข้าใจได้ว่าผู้ที่มีข้อมูลคือผู้สมัคร ทั้งนี้ หลายคนมีสถานะเป็น สว.สำรอง หรือผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว ซึ่งต่อให้มีการถอดถอน สว. ทั้งสภา บุคคลเหล่านี้ก็ไม่ได้กลับมาเป็น สว. อยู่ดี จึงอยากให้สังคมมองที่ "สาระของคำพูด" มากกว่า หากข้อมูลไม่จริงอีกฝ่ายควรออกมาชี้แจง การนิ่งเฉยยิ่งทำให้ข้อกล่าวหามีน้ำหนักมากขึ้น


ด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่กรรมการ กกต. ระบุว่าต้องเร่งพิจารณาจากสำนวนเดิมเพราะได้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาหมดแล้ว และการพิจารณานอกสำนวนจะไม่เป็นธรรมว่า กระบวนการทำงานของ กกต. ต้องใช้ "ระบบไต่สวน" ซึ่งหมายถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงทุกรูปแบบ การออกมาตัดตอนพยานหรือปัดตกข้อมูลนอกสำนวนถือว่าผิดไปจากกระบวนการทางกฎหมาย


นายพริษฐ์ กล่าวเสริมถึงข้อกังวลกรณีที่ กกต. จะมีมติชี้ขาดว่า สิ่งที่กังวลที่สุดไม่ใช่การยกคำร้องทั้งหมดแบบโจ่งแจ้ง แต่เป็นการ "ตัดตอนแบบแนบเนียน" คือการส่งฟ้องบางคนและยกคำร้องบางคน โดยไม่ได้ตัดสินบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน แต่ตัดสินจากความใกล้ชิดกับระบบอำนาจ โดยเป็นการ "สังเวยน้ำเงินอ่อนเพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม"


"ถ้า กกต. มีมติยกฟ้องบางคน สิ่งที่ต้องทำคือต้องดำเนินคดีกับ กกต. ฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157)" นายพริษฐ์ กล่าว และว่าหากบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมถึงนายอนุทินยังคงเก็บเงียบไม่ยอมออกมาชี้แจง ฝ่ายค้านจะยกระดับการตรวจสอบผ่าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะไม่จำกัดแค่ประเด็นโกง สว. เท่านั้น รวมถึงการใช้กลไกสภาอื่น ๆ เช่น การตั้งกระทู้ถามสดและการทำงานของคณะกรรมาธิการต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกต #ฮั้วสว

ฝ่ายค้านจัดเวที ‘เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2’ พยาน นักวิชาการ ภาคประชาชน เปิดภาพขบวนการ ชี้มีการวางแผนเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ จี้ผู้ถูกพาดพิงควรตอบสังคมมากกว่าที่จะฟ้อง - กกต. ต้องส่งคดีถึงศาล

 


ฝ่ายค้านจัดเวที ‘เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2’ พยาน นักวิชาการ ภาคประชาชน เปิดภาพขบวนการ ชี้มีการวางแผนเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ จี้ผู้ถูกพาดพิงควรตอบสังคมมากกว่าที่จะฟ้อง - กกต. ต้องส่งคดีถึงศาล


วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2’ โดยมีผู้ร่วมอภิปรายจากทั้งในส่วนของภาคประชาชน ภาควิชาการ และตัวแทนจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงพยานบุคคลที่ได้ให้การในคดี มาร่วมเปิดเผยหลักฐานในคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เกิดขึ้นในปี 2567


โดยในส่วนของ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันจัดเวที ‘ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้วเลือก สว.’ โดยขณะนั้นความกังวลสำคัญที่สุดคือคดีอาจไม่ถูกส่งไปถึงศาล เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งกรรมการบางส่วนได้รับการรับรองจากวุฒิสภา และในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีมีความล่าช้า


สิ่งที่ประชาชนและทุกภาคส่วนสามารถทำได้คือ การทำให้คดีอยู่ในความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส และไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายก่อนถึงกระบวนการยุติธรรม 


ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข้อมูลและหลักฐานใหม่จำนวนมากที่ช่วยยืนยันลักษณะของขบวนการฮั้วเลือก สว. ได้แก่ การพบโพยหรือใบสั่งเลือก สว. ในวันเลือกระดับประเทศ ซึ่งมีความผิดปกติถึงขั้นกรรมการ กกต. เข้าไปยึดและตักเตือนผู้สมัคร โดยหนึ่งในผู้ที่ส่งมอบโพยให้ กกต. คือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากพยานในหลายจังหวัด ที่ระบุว่าก่อนวันเลือกมีการจัดตั้งเครือข่าย จ้างผู้สมัคร จ้างผู้ลงคะแนน และวางแผนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การดำเนินการที่เกิดขึ้นเฉพาะในวันเลือก และยังมีข้อมูลจาก iLaw และพยานหลายรายที่บ่งชี้ว่าขบวนการดังกล่าวไม่ได้มีเพียงกลุ่มผู้สมัคร สว. เท่านั้น แต่มีเครือข่ายนักการเมืองและเครือข่ายพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังด้วย


ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังแข่งกับเวลา เพราะยังไม่ทราบว่า กกต. จะมีมติสั่งฟ้องหรือยกคำร้อง ดังนั้นทุกข้อมูลใหม่ที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้จะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ก่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญ การจัดเวทีครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมและจัดระบบข้อมูลทั้งหมดให้เห็นภาพของขบวนการฮั้วเลือก สว. อย่างครบถ้วน


ตัวแทนพยานบุคคล 4 รายที่ร่วมงานวันนี้ ได้ให้ข้อมูลจากประสบการณ์ที่พบเห็นและเข้าร่วมกระบวนการเลือก สว. โดยระบุสอดคล้องกันว่า การเลือก สว. ไม่ได้เป็นไปโดยอิสระ แต่มีการจัดตั้งเครือข่ายและวางแผนล่วงหน้า ตั้งแต่การนัดรวมตัวผู้สมัคร การจัดการเรื่องการเดินทางและที่พัก การแจกโพยรายชื่อและหมายเลขผู้สมัคร ไปจนถึงการกำหนดแนวทางการลงคะแนนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอผลประโยชน์และการประสานงานผ่านบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง โดยพยานหลายรายได้นำข้อเท็จจริงและหลักฐานเข้าให้การต่อดีเอสไอและ กกต. ซึ่งทั้งหมดยืนยันตรงกันว่าพฤติการณ์ทั้งหมดสะท้อนถึงการฮั้วเลือก สว. ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและมีการกำหนดผลการเลือกไว้ล่วงหน้า


ทางด้าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า คำให้การของพยานทั้ง 4 รายมีความสอดคล้องกันอย่างชัดเจน ทั้งรูปแบบ วิธีการ และรายละเอียดของกระบวนการฮั้วเลือก สว. จึงสะท้อนว่าไม่ได้เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่มีพยานและหลักฐานรองรับ อีกทั้งพยานหลายคนยังเก็บเอกสารและข้อมูลสำคัญไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีในชั้น กกต. ดีเอสไอ และศาล


ในการนี้ ตนขอเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่ตามระบบไต่สวน ด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลและหลักฐานใหม่ที่มีการทยอยเปิดเผยออกมา ไม่ใช่จำกัดการพิจารณาไว้จากเพียงข้อมูลในสำนวนเดิม และหาก กกต. เพิกเฉยต่อพยานหลักฐานและมีมติไม่ส่งคดีให้ศาล ก็อาจจะต้องรับผิดตามกฎหมายด้วย


สาทิตย์ยังกล่าวต่อไปว่า ยังมีความกังวลต่อการข่มขู่พยาน และขอเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ที่ออกมาเปิดเผยความจริงสามารถให้ข้อมูลได้อย่างปลอดภัย คดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักการประชาธิปไตยและต้องได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส


ขณะที่ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า คดีฮั้ว สว. ไม่ใช่เพียงการทุจริตเลือกตั้งทั่วไป แต่สะท้อนการใช้เครือข่ายอำนาจและอิทธิพลเข้ายึดกุมสถาบันการเมือง กุมอำนาจรัฐ ผ่านการออกแบบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. และการประสานงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นปัญหาที่กระทบต่อโครงสร้างประชาธิปไตยและความชอบธรรมของรัฐ


จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน กกต. มีอำนาจและหน้าที่เพียงพอที่จะส่งคดีให้ศาลฎีกาวินิจฉัย เพราะกฎหมายกำหนดให้ใช้เพียงหลักฐานที่พึงเชื่อได้ ไม่ใช่ต้องพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาล ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งดำเนินการโดยไม่ยื้อเวลา และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน เพราะหากจัดการเฉพาะปลายกิ่งแต่ปล่อยรากแก้วของเครือข่ายอำนาจไว้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก


สิริพรรณยังกล่าวต่อไปว่า คดีฮั้ว สว. ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบ โดยเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของวุฒิสภา เพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจและเครือข่ายอิทธิพลครอบงำการได้มาซึ่ง สว. ในอนาคตอีกครั้ง


ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ระบุว่า เป้าหมายของการเปิดเผยข้อมูลและการตั้งคำถามต่อบุคคลต่างๆ ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน แต่เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกพาดพิงออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ หากข้อมูลส่วนใดคลาดเคลื่อนตนก็พร้อมตรวจสอบและแก้ไข ดังเช่นกรณีที่ก่อนหน้านี้มีการแก้ไขข้อมูลหลังได้รับคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง


ประเด็นแรก ยิ่งชีพขอตั้งคำถามถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าเหตุใดจึงยังไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาสำคัญ เช่น ได้พบ กุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือไม่ และได้เดินทางไปที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ในวันที่มีการประชุมของกลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามคำให้การของพยานหรือไม่ หากไม่ได้เกี่ยวข้องก็ควรตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาได้


ยิ่งชีพกล่าวต่อไปว่า ประเทือง มนตรี สว. ที่ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ เป็นตัวอย่างของการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะหลังจากชี้แจงว่า นาที รัชกิจประการ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมตามที่ตนเคยเข้าใจ ตนก็ได้นำข้อมูลกลับไปตรวจสอบกับพยานอีกครั้ง และพบว่าบุคคลที่อยู่ในห้องประชุมคือ ปกรณ์กาญจน์ รัชกิจประการ ซึ่งตนได้กล่าวขอโทษนาทีและเรียกร้องให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงว่าปกรณ์กาญจน์เป็นบุตรสาวของตนหรือไม่ อยู่ในห้องประชุมดังกล่าวจริงหรือไม่ รวมถึงตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ อธิวัชต์ มนตรี ซึ่งพยานระบุว่าเป็นผู้ประสานงานการประชุมและแจกเสื้อให้ผู้เข้าร่วมด้วย


ในส่วนของ สุขสมรวย วันทนียกุล ซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดีตน ยังไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นที่ถูกกล่าวหา แม้ตนจะเคยระบุชื่อสามีของสุขสมรวยผิดและได้ขอโทษแล้ว แต่สุขสมรวยก็ควรต้องชี้แจงประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น ข้อกล่าวหาเรื่อง "กลุ่ม 14 เต็มแล้ว จะเป็นโหวตเตอร์หรือไม่", ความเชื่อมโยงกับ กนก ศรศิลป์ ที่พยานระบุว่าเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. ตลอดจนความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สว. นามสกุลวันทนียกุลหลายรายที่ปรากฏในการเลือกตั้ง


ยิ่งชีพยังตั้งคำถามถึง พิชัย ชมภูพล สส. จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่าจากข้อมูลเส้นทางการเงินของ สุบิน ศักดา ซึ่งมีประวัติรับโอนเงินจากบุคคลที่ถูกดำเนินคดี และต่อมาได้โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในช่วงก่อนและระหว่างวันเลือก สว. พร้อมระบุเหตุผลการโอนที่แตกต่างกัน เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน หรือค่าเช่าพระเครื่อง เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่าสุบินมีภาพปรากฏตัวในฐานะผู้ช่วยหรือผู้ใกล้ชิดกับพิชัย จึงขอให้พิชัยชี้แจงว่ารู้จักหรือเกี่ยวข้องกับสุบินหรือไม่ และรับทราบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินดังกล่าวหรือไม่


ท้ายที่สุดการตั้งคำถามต่อบุคคลเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย หากผู้ถูกพาดพิงไม่ได้เกี่ยวข้องก็ควรออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ เพราะการอธิบายข้อเท็จจริงย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคมและต่อการค้นหาความจริง มากกว่าการใช้การฟ้องร้องเพียงอย่างเดียว


ในช่วงท้ายของงานเสวนา พริษฐ์ ได้กล่าวสรุปงานเสวนาและข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาในเวลานี้ โดยระบุว่า จากข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้ ทั้งจากพยานบุคคล ภาคประชาชน และ iLaw ทำให้เห็นภาพของขบวนการฮั้วเลือก สว. ที่เป็นระบบ โดยสามารถเรียบเรียงออกเป็น 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การวางแผนยึดกุมวุฒิสภา 2) การจัดตั้งและระดมผู้สมัคร 3) การรวมตัวเพื่อทำโพยก่อนวันเลือก 4) การลงคะแนนตามโพยในวันเลือก และ 5) การรวมตัวของ สว. หลังได้รับเลือก ซึ่งข้อมูลและพยานหลักฐานจากหลายแหล่งต่างสอดคล้องกัน


แม้หลายประเด็นจะมีหลักฐานสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมได้ดีที่สุดคือ การออกมาชี้แจงของบุคคลที่ถูกพาดพิง โดยเฉพาะการตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับการเข้าร่วมประชุม การติดต่อประสานงาน และความเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. ในช่วงการเลือกตั้ง หากไม่ได้เกี่ยวข้องก็ควรชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลที่เปิดเผยในวันนี้เพียงพอที่จะทำให้สังคมเห็นเหตุอันควรสงสัย ว่ามีขบวนการฮั้วเลือก สว. เกิดขึ้นจริง พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเดินหน้ารวบรวมและตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังแข่งกับเวลาก่อนที่ กกต. จะมีมติในคดี ยิ่งข้อมูลและหลักฐานถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นหลักประกันให้ กกต. และดีเอสไอทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมามากขึ้นเท่านั้น และหากท้ายที่สุด กกต. ไม่ส่งคดีไปยังศาลทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว


“ยิ่งเรามีหลักฐานมาอยู่ในแสงสว่างมากขึ้น ยิ่งสังคมรับรู้ถึงกระบวนการนี้มากขึ้น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้การทำหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง กกต. และดีเอสไอไม่เป็นอิสระจากประชาชน และทำงานอย่างตรงไปตรงมา ท้ายสุดหากหลักฐานชัด แล้ว กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็ต้องคิดหนักว่าพร้อมจะเอาตัวเองมาเสี่ยงติดคุกเพื่อปกป้องคนในระบบสีน้ำเงินหรือไม่” พริษฐ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรรคฝ่ายค้าน #ฮั๊วสว











ไอลอว์ เปิดข้อมูล ผู้ช่วยสส. ภูมิใจไทยโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน จากอำเภอเดียวกัน

 


ไอลอว์ เปิดข้อมูล ผู้ช่วยสส. ภูมิใจไทยโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน จากอำเภอเดียวกัน


วันนี้ (26 กรกฎาคม 2569) เวปไซต์ iLaw โพสข้อความระบุว่า ท่ามกลางผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวนมากและผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการจัดตั้งคะแนนเสียงอันทุจริตที่ถูกดำเนินคดีฐาน “โกงเลือกสว.” อย่างน้อย 229 คน ชื่อของสุบิน ศักดา โดดเด่นขึ้นมาเพราะปรากฏข้อมูลการโอนเงินให้กับผู้สมัครสว. จำนวนหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน และโอนเงินในวันก่อนวันเลือกระดับจังหวัด ทำให้สุบิน ตกเป็นผู้ต้องหาฐานฟอกเงิน และอั้งยี่ ตามสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 


จากคำให้การของพนักงานสอบสวนที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ระบุว่าในช่วงวันที่ 15-16 มิถุนายน 2567 พบการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของสุบิน ศักดา อย่างน้อย 11 รายการ ซึ่ง 10 จาก 11 รายการเป็นการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของผู้สมัคร สว. ในอำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี 10 รายการที่ถูกโอนในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 เพียงหนึ่งวันก่อนการเลือกสว. ในระดับจังหวัด และมีอีกหนึ่งรายการที่ถูกโอนในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันเลือก สว. ระดับจังหวัด รวมทั้ง 11 รายการมีการโอนเงินรวมจำนวน 34,000 บาท


จากข้อมูลของเว็บไซต์องค์การบริหารส่วนตำบลตะกุกเหนือ พบว่าสุบิน ศักดา เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตะกุกเหนือ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้านโพสต์ทูเดย์ รายงานว่า สุบินเป็น “หัวคะแนน” ให้กับพิชัย ชมภูพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเขตเลือกตั้งที่ 6 ประกอบไปด้วยอำเภอท่าชนะ อำเภอไชยา อำเภอท่าฉาง และอำเภอวิภาวดี ซึ่งจากปากคำของพนักงานสอบสวนระบุว่า สุบินเป็นคณะทำงานและผู้ช่วยดำเนินงานของพิชัยด้วย


อย่างไรก็ตามยังพบข้อมูลในบัญชี TikTok ที่ใช้ชื่อบัญชีว่า @subinsakda และใช้ชื่อว่า Subin Sakda โดยมีภาพของสุบิน สวมเสื้อแจ็คเก็ตมีโลโก้พรรคภูมิใจไทย และมีข้อความที่ปักลงในเสื้อดังกล่าวด้วยข้อความว่า “สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.พิชัย ชมภูพล เขต 6 สุราษฎร์ธานี”


จากข้อมูลของพนักงานสอบสวน ระบุถึงเส้นทางการเงินในวันที่ 15-16 มิถุนายน 2567 ไว้ 11 รายการ โดย 10 จาก 11 รายการพบว่า เป็นการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของบุคคลที่ลงสมัคร สว. 10 คน ทั้งหมดสมัครในอำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ไม่พบข้อมูลว่า เป็นผู้สมัครสว. หรือไม่ ซึ่งผู้สมัครทั้ง 10 คนดังกล่าว ผ่านการคัดเลือระดับอำเภอ และเข้าสู่ระดับจังหวัด โดยข้อมูลการโอนเงินที่ตรวจพบมีดังนี้


ในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 สุบิน ศักดา โอนเงินออกจากบัญชีเดียวกันให้กับบุคคลดังต่อไปนี้

- โกศล สงรักษ์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 1 จำนวน 8,000 บาท

- เชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 2 จำนวน 6,000 บาท

- เชาวลิตร พละเลิศ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 6 จำนวน 4,000 บาท

- เมธา หมานพัฒน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 4 จำนวน 2,000 บาท

- กนกศักดิ์ บุญรัตน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 6 จำนวน 2,000 บาท

- ณัฐพงษ์ สาโรจน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17 จำนวน 2,000 บาท

- ทัศนีย์ อินทวิเศษ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17 จำนวน 2,000 บาท

- โกวิทย์ สินกลิน ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 16 จำนวน 2,000 บาท

- ศุรดา เดชจันทร์แสง ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 19 จำนวน 2,000 บาท

- นงค์ใย บัวพินธุ์ ไม่พบข้อมูลว่าเป็นผู้สมัคร สว. แต่รับโอนเงินจากสุบินจำนวน 2,000 บาท


เงินโอนในวันที่ 16 มิถุนายน 2567

- สุนิเชต สุพัฒน์แก้ว ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8, รับโอนเงินจากสุบินจำนวน 2,000 บาท


ผู้รับโอนเงิน 10 จาก 11 คน สมัครสว. ในอำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านเข้าถึงระดับจังหวัด แต่มีเพียงหนึ่งคน คือ เมธา หมานพัฒน์ ที่เข้าสู่การเลือกระดับประเทศ ที่เหลือไม่ผ่านระดับจังหวัด


📌อดีตผู้สมัครระบุรับเงิน 2,000 แลกช่วยโหวตพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์


ภายในเส้นเรื่องทางการเงินที่เชื่อมโยงกับสุบิน ศักดา มีพยานรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. ในพื้นที่อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่าได้รับการติดต่อให้ช่วยลงคะแนนให้ผู้สมัครที่พิชัย ชมภูพล จัดเตรียมไว้และแจ้งว่าจะมีค่าตอบแทนให้ ทั้งยังระบุว่าสุบินได้มีการนัดหมายรวมตัวกันถ่ายรูปหน้าตรงและจะชำระค่าถ่ายรูปให้ 


พยานคนดังกล่าวเปิดเผยว่า ช่วงก่อนวันเลือก สว. ระดับอำเภอ หรือวันที่ 9 มิถุนายน 2567 พยานได้รับการติดต่อให้ไปรับเงินสดจากสุบิน จำนวน 3,000 บาท และได้รับเงินโอนจำนวน 2,000 บาทในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ก่อนที่จะมีการส่งรูปถ่ายลายมือเขียนลงในกระดาษระบุให้เลือกหมายเลขประจำตัวผู้สมัครของพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ อดีตที่ปรึกษาของอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งต่อมาพลเอกเกรียงได้รับเลือกให้เป็น สว. และเป็นรองประธานวุฒิสภา


พยานยังระบุว่าจากการสอบถามผู้สมัครอีกคนหนึ่งก็ได้ค่าตอบแทนในยอดเงิน 3,000 บาท และ 2,000 บาท จากสุบินเช่นเดียวกัน


📌เปิด 11 เหตุผล ‘สุบิน’ โอนเงินก่อนวันเลือก สว. จังหวัด


สุบิน ศักดาระบุถึงเหตุผลในการโอนเงินจากบัญชีธนาคารของเขาไปยังผู้สมัคร สว. ทั้ง 10 คน ซึ่งในจำนวนทั้งหมด มี 9 รายการที่โอนในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ก่อนวันเลือก สว. ระดับจังหวัดเพียงหนึ่งวัน และมีอีกหนึ่งรายการที่โอนเงินในวันเลือก สว. ระดับจังหวัด มีเพียงกรณีเดียวที่ผู้รับโอนเงินไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. ดังนี้ 


สุบินให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 เขาเช่ารถตู้จากทัศนีย์ อินทวิเศษเพื่อไปทำบุญที่วัดตาไข่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยออกเดินทางในเวลา 09.00 น. ในเวลา 10.00 น. ได้พบพบณัฐพงษ์ สาโรจน์ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในหมู่บ้านท่านหญิง ตำบลตะกุกเหนือ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขาได้โอนเงินซื้อพระเครื่องจากณัฐพงศ์ในราคา 4,000 บาท 


ระยะทางจากหมู่บ้านท่านหญิงและวัดตาไข่อยู่ห่างราว 153 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งคาดหมายได้ว่าสุบินจะเดินทางถึงวัดตาไข่ในเวลาราว 12.30 น. แต่สุบินให้การว่า ในเวลาราว 13.00 น. เขาได้โอนเงินเข้าบัญชีของเชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว 6,000 บาทที่บ้านของเชวงศักดิ์ หลังนำรถยนต์กระบะไปซ่อมที่บ้านของเชวงศักดิ์


ต่อมาสุบินโอนเงินจำนวน 2,000 บาทให้กับทัศนีย์เพื่อเป็นค่าเช่ารถตู้ จากนั้นเขาเดินทางไปที่บ้านของโกวิทย์ สินกลินเพื่อเช่าพระต่อจากโกวิทย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโกวิทย์จำนวน 2,000 บาท


และสุบินยังได้เดินทางต่อไปยังร้านนวดแผนโบราณของศุรดา เดชจันทร์แสง เพื่อใช้บริการนวด โดยโอนเงินให้ศุรดาเป็นค่าตอบแทนจำนวน 2,000 บาท


ส่วนเงินโอนอื่นสุบินไม่ได้ให้การในรายละเอียดเวลา แต่อ้างว่าเขาได้โอนเงินดังต่อไปนี้

- โอนเงิน 2,000 บาท ให้โกศล สงรักษ์ อ้างว่าเป็นการชดใช้หนี้ที่ตนเคยยืม

- โอนเงิน 4,000 บาท ให้เชาวลิต พละเลิศ อ้างว่าเป็นค่าปุ๋ยใส่ทุเรียน

- โอนเงิน 2,000 บาท ให้กนกศักดิ์ บุญรัตน์ อ้างว่าเป็นค่าซื้อยาฉีดทุเรียน

- โอนเงิน 2,000 บาท ให้เมธา หมานพัฒน์ อ้างว่าอาจเป็นค่าซื้อตอไม้

- โอนเงิน 2,000 บาท ให้นงค์ใย บัวพินธุ์ อ้างว่าเป็นการชดใช้หนี้ที่ตนเคยยืม


ส่วนในกรณีของสุนิเชต สุพัฒน์แก้ว สุบินโอนให้เงินให้สุนิเชตในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ในเวลา 11.00 น. อ้างว่าเป็นค่าซื้อน้ำมันเป็นถังแกลลอนจากปั๊มน้ำมันของสุนิเชต


📌เงินเข้าจากนิสิตาใกล้เคียงกับยอดใช้จ่ายของสุบิน


พนักงานสอบสวนยังมีข้อมูลว่า ในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่สุบินโอนเงินจำนวน 10 รายการ รวม 32,000 บาท สุบินก็ได้รับโอนเงินจากนิสิตา หมั่นไชย จำนวน 2 รายการ ได้แก่ 36,000 บาท และ 2,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของสุบิน


นิสิตาเคย เป็นเสมียนที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย ในพื้นที่เขต 6 อำเภอท่าฉางจังหวัดสุราษฎร์ธานีของพิชัย ชมภูพล ทำหน้าที่ประสานช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและทำหน้าที่ทางธุรการจ่ายเงินช่วยเหลือให้ผู้ช่วย สส. เพื่อไปร่วมงานต่างๆ เช่น งานแต่ง หรือ งานศพ 


ในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 นิสิตา ได้รับเงินโอนจากวรพจน์ ตั้งพันธ์เพียร 2 รายการ คือ จำนวน 154,000 บาท และ 20,000 บาท เธออ้างว่ากรณีเงินโอนมายังบัญชีธนาคารของเธอรวมจำนวน 174,000 บาทนี้ มาจากกรณีที่วรพจน์ได้ซื้อบูชาพระสมเด็จเกศไชโยเลี่ยมกรอบพระทองจากเธอ เธออ้างว่าได้นำเงินที่วรพจน์ซื้อพระจากเธอไปซื้อ “วัวพันธุ์” ต่อจากสุบินในราคา 36,000 บาท เธอยืนยันว่า เธอและสุบินเป็นญาติกัน


อ่านทั้งหมดที่ https://www.ilaw.or.th/articles/58852


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #โกงสว #ฮั๊วสว




วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จม.จากเรือนจำ ฉบับวันที่ 21 ก.ค. 69 “อานนท์” เขียน ในวันที่ทบทวนเรื่องราวเหตุการณ์ ข้อกล่าวหามาตรา 112 เพื่อไปทำหน้าที่ทนายความและเป็นจำเลย .. “อาจเป็นการทำหน้าที่ทนายความคดีท้ายๆของอาชีพทนายความ…. สัญญาว่าจะทำหน้าที่ทนายความอย่างเต็มที่จนนาทีสุดท้าย lll”

 


จม.จากเรือนจำ ฉบับวันที่ 21 ก.ค. 69 “อานนท์” เขียน ในวันที่ทบทวนเรื่องราวเหตุการณ์ ข้อกล่าวหามาตรา 112 เพื่อไปทำหน้าที่ทนายความและเป็นจำเลย .. “อาจเป็นการทำหน้าที่ทนายความคดีท้ายๆของอาชีพทนายความ…. สัญญาว่าจะทำหน้าที่ทนายความอย่างเต็มที่จนนาทีสุดท้าย lll”


วันนี้ (25 กรกฎาคม 2569) เพจเฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ของ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยแพร่ข้อความในจดหมาย ฉบับวันที่ 21 ก.ค. 69 ใจความว่า


จดหมายวันที่ 21 ก.ค. 69


เขียนตอนเวลาราว ๆ สามทุ่มครึ่ง รู้สึกอ่อนล้ามากเมื่อกลับจากศาลถึงเรือนจำ บรรยากาศในแดนดูสงบเงียบเพราะเป็นเวลาที่เพื่อนผู้ต้องขังขึ้นเรือนนอนหมดแล้ว การได้อาบน้ำช่วยผ่อนคลายได้ระดับหนึ่ง บรรยากาศเช่นนี้ดำเนินไปอย่างกับว่าเป็นกิจวัตร 


ใช่แล้ว ผมใช้ชีวิตในนี้มา 3 ปีแล้ว ตื่นเช้าจากห้องขัง อาบน้ำ ขึ้นรถขังไปศาล ขึ้นว่าความแล้วขึ้นรถขังกลับเรือนจำ อาบน้ำ แล้วเข้านอนในห้องขังเพื่อตื่นไปศาลอีกวัน


วันนี้ก็เช่นกัน ผมพยายามใช้ความคิดที่อ่อนล้า ทบทวนเรื่องราวเหตุการณ์ เรื่องราวของข้อกล่าวหามาตรา 112 เพื่อไปทำหน้าที่ทนายความและเป็นจำเลย ผมไม่สามารถนำสำนวนคดีกลับมาได้ และไม่สามารถนำเอกสารกระทั่งปากกาออกจากเรือนจำ มีเพียงมือเปล่าและสมองเท่านั้นที่เป็นเครื่องมือในการว่าความ


ผมพยายามคิดทบทวน วางแผนการถามความ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เพื่อให้จำให้ได้ จำในสมองให้ได้ ภาพเหตุการณ์การชุมนุมที่สนามหลวงเมื่อ 19 กันยา 2563 ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาปะติดปะต่อ ถ้อยคำปราศรัยของเพื่อน ๆ ทุกคน แว่วดังในความทรงจำ แสงสีบนเวทีใหญ่ ทำเอาผมแสบตาในขณะนี้ เสียงปรบมือของมวลชนในวันนั้นดังอื้ออึงในหัวใจ ผู้คนนับหมื่นแสนชู 3 นิ้ว เต็มสนามหลวง


อาจเป็นการทำหน้าที่ทนายความคดีท้าย ๆ ของอาชีพทนายความเพราะผลการตัดสินของสภาทนายความที่มีคนไปร้องให้ถอนใบอนุญาตอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย คงกำลังมา สัญญาว่าจะทำหน้าที่ทนายความอย่างเต็มที่จนนาทีสุดท้าย lll


อานนท์ นำภา


สำหรับอานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112