วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เปิดรายชื่อส.ก. ของพรรคประชาชน ทั้ง 50 คน

 


เปิดรายชื่อส.ก. ของพรรคประชาชน ทั้ง 50 คน 


 เขตคลองสาน - ณัฐจิรา ศุภพันธ์ (ณัฐ)

 เขตคลองสามวา - สุรเกียรติ หวังพิทักษ์ (อักรอม)

 เขตคลองเตย - พลอย เตลาน (ลัญ)

 เขตคันนายาว - นันท์นภัส สุขสิริฐานันท์ (กาญจน์)

 เขตจตุจักร - อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย (มาร์ท)

 เขตจอมทอง - กิรติ จงพิพิธพร (บาส)

 เขตดอนเมือง - อดิศร ฤกษ์ลักษณี (โบ๊ท)

 เขตดินแดง - อัมรินทร์ สวัสยานุภาพ (ทนายจัมโบ้)

 เขตดุสิต - อัครชัย กันธมาลา (มิก)

 เขตตลิ่งชัน - กันตพงศ์ ดีชัยยะ (แมพ)

 เขตทวีวัฒนา - ณัฐนนท์ นาคหล่อ (หลุยส์)

 เขตทุ่งครุ - มหัทธวัฒน์ พรเภตรา (บอสส์)

 เขตธนบุรี - สุวิจักขณ์ วิริยะธนการ (สิทธิ์)

 เขตบางกอกน้อย - อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ (อริ) 

 เขตบางกอกใหญ่ - พลวริศ สุทธิคีรี (ภู)

 เขตบางกะปิ - วีระชาติ เสประธานนท์ (โจ้)

 เขตบางขุนเทียน - เอษณา จรัสสุริยพงศ์ (เอ)

 เขตบางคอแหลม - กิตติสัณห์ อุตสาหประดิษฐ์ (เอิร์ธ)

 เขตบางซื่อ - ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย (เนอส)

 เขตบางนา - ฉัตรชัย หมอดี (โต้ง)

 เขตบางบอน - เขมชาติ ฉัตรตรัสตรัย (เขม)

 เขตบางพลัด - เอกนรินทร์ พัชรประกาย (เบียร์)

 เขตบางรัก - วนัสญาย์ สิริเหมะเวคิน (จ๋า)

 เขตบางเขน - ภาณุวัฒน์ ศรีวงษา (นุ)

 เขตบางแค - อำนาจ ปานเผือก (นาจ)

 เขตบึงกุ่ม - อภิชาต ปรางทอง (ตูน)

 เขตปทุมวัน - อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ (อัญอัญ)

 เขตประเวศ - ฐาปนีย์ สุขสำราญ (เกตุ)

 เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย - อัยรินทร์ กลางประพันธ์ (แป้ง)

 เขตพญาไท - วรวิทย์ ฉายสุวรรณ์ (เก๋า)

 เขตพระนคร - อดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์ (เจด)

 เขตพระโขนง - สราวุธ อนันต์ชล (หนุ่ม)

 เขตภาษีเจริญ - พัณณ์ชิตา รณบรรณ (ลิ้ม)

 เขตมีนบุรี - กิตติคุณ รุจิมงคล (วิน)

 เขตยานนาวา - ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร (ท๊อป)

 เขตราชเทวี - เอกกวิน โชคประสพรวย (วิน)

 เขตราษฎร์บูรณะ - ปิยวัช รังผึ้ง (ป้อง)

 เขตลาดกระบัง - อานนท์ แม้นเพชร (โอม)

 เขตลาดพร้าว - ณภัค เพ็งสุข (ต้น)

 เขตวังทองหลาง - อธิการ ถิรวิริยพล

 เขตวัฒนา - ภัคญดา อำนวยเดชกร (เอลฟ์)

 เขตสวนหลวง - มาโนช วงศ์เกตุใจ (ต้อง)

 เขตสะพานสูง - เมธิณี หวังพิทักษ์ (เมย์)

 เขตสัมพันธวงศ์ - ธนภัทร เทียนกระจ่าง (ลาเต้)

 เขตสาทร - ไซราม ประกายกิจ (ครูทอมมี่)

 เขตสายไหม - ภมร พลจันทร์ (อ๊อฟ)

 เขตหนองจอก - หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ (หยก)

 เขตหนองแขม - กิตติคุณ กชกรจารุพงศ์

 เขตหลักสี่ - ณพวิทย์ วงศ์อารีย์ (ที)

 เขตห้วยขวาง - ปภาวิน ติณณ์พิพัฒน์โสภณ (ปังปอนด์)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“เท้ง” ยืนยันสู้สนาม กทม. เพื่อผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ครบทั้งผู้ว่า ส.ก. ทีมบริหาร ผนึกกำลัง สส.กทม. รับใช้คนกรุงเทพฯ

 


“เท้ง” ยืนยันสู้สนาม กทม. เพื่อผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ครบทั้งผู้ว่า ส.ก. ทีมบริหาร ผนึกกำลัง สส.กทม. รับใช้คนกรุงเทพฯ


วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวปิดท้ายเวทีถึงเหตุผลที่พรรคตัดสินใจสู้ในสนาม กทม. โดยระบุว่าการตัดสินใจส่งตัวแทนพรรคลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ไม่ใช่การช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง ไม่ใช่แค่การรักษาฐานเสียง แต่คือโอกาสในการนำเสนอวาระเมืองของกรุงเทพ ว่าอีก 4 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า กรุงเทพควรมีหน้าตาแบบไหน


“เราต้องการสร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงให้กับคนที่ล้ม และเป็นลมใต้ปีกให้กับทุกคน มีสวัสดิการโอบอุ้มคนทุกคนอย่างเท่าเทียม และสร้างโอกาสในการเติบโต ตั้งตัว ขยายธุรกิจ ค้าขายง่ายขึ้น เลี้ยงครอบครัวง่ายขึ้น เดินทางง่ายขึ้นสำหรับทุกคน 


แต่ทั้งหมดนี้ ไม่สามารถทำได้โดยผู้ว่าเพียงคนเดียว การที่เราจะดูแลคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพให้ครบถ้วน เราต้องทำงานร่วมกันในหลายระดับ


เราต้องการ สส. แก้กฎหมาย เพิ่มอำนาจให้ กทม. จัดการคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพให้ได้มากขึ้น

เราต้องการ ผู้ว่า กำหนดทิศทางนโยบาย บริหารเมือง ขับเคลื่อนกลไกการทำงาน


เราต้องการทีมบริหารมืออาชีพ เพื่อดูแลงานแต่ละด้านด้วยประสบการณ์ ข้อมูล และองค์ความรู้ 

เราต้องการ สก. ดูแลพื้นที่ ใกล้ชิดประชาชนอย่างทั่วถึงในทุกเขต ตรวจสอบงบประมาณที่ควรใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพ รวมถึงผลักดันวาระเขต ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างตรงจุด


และที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้คือ “ประชาชน” คนกรุงเทพ ที่จะต้องได้รับการดูแลจากเมือง ๆ นี้ พวกคุณเองก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมือง ผ่านการมีส่วนร่วม คิด ออกแบบนโยบาย ติดตามตรวจสอบการทำงานของเมือง / โดยเมืองที่ดี ต้องเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ง่าย โปร่งใส มีความหมาย ไม่เป็นภาระกับประชาชน 


วันนี้ ผมยืนยันว่าพรรคประชาชนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าด้วยความพร้อม ครบทุกด้าน หลายท่านอาจจะมองว่าสนามนี้สู้ยาก ผมยอมรับว่ายาก เพราะผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน ท่านทำงานได้ดี เป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชน แต่เราพร้อมสู้ เรามั่นใจว่าเรามีวาระกรุงเทพที่จะนำเสนอต่อประชาชน และเรามีฟูลทีม”


ณัฐพงษ์ได้เปิดรายชื่อทีมบริหาร กทม. ได้แก่ 

1. วรภพ วิริยะโรจน์ ดูแลด้านเศรษฐกิจและการคลัง

2. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ดูแลด้านปราบปรามคอร์รัปชัน

3. วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ดูแลด้านสวัสดิการ

4. ศ.อมร พิมานมาศ ดูแลด้านโยธา

5. นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ดูแลด้านสาธารณสุข


นอกจากนี้ยังมีทีมที่ปรึกษาอีก 2 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางนโยบายและการบริหารราชการ กทม. ได้แก่

1. เดชรัต สุขกำเนิด ดูแลด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม 

2. เพียงพนอ บุญกล่ำ ดูแลด้านปฏิรูประบบราชการ


“นี่คือฟูลทีม ที่มีครบทั้งเจตจำนงทางการเมือง ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และความสามารถในการผลักดันกฎหมาย พร้อมเปลี่ยนเรื่องยาก ๆ ให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เช่นการใช้สิทธิ 30 บาท และการส่งตัวผู้ป่วย การจัดการจราจร และการกำหนดเส้นทางขนส่งสาธารณะ การจัดการมลพิษ และฝุ่น PM2.5 ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ ล้วนเป็นปัญหาใกล้ตัวที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้การผลักดันไปพร้อมกันทุกระดับ ตั้งแต่การถ่ายโอนภารกิจจากรัฐส่วนกลางไปยังท้องถิ่น การแก้ไขกฎหมายในระดับประเทศ เช่น พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ควบคู่กับการผ่านข้อบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายในระดับท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายบางฉบับ เราสามารถผลักดันจนเป็นผลสำเร็จ ถึงแม้ยังเป็นเสียงส่วนน้อยในสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และสภากรุงเทพมหานคร” 


ณัฐพงษ์ปิดท้ายด้วยการกล่าวขอบคุณคนกรุงเทพ ที่มอบความไว้วางใจให้กับพรรคประชาชนผ่านการเลือกตั้ง สส. 2 สมัยที่ผ่านมา และเชิญชวนทุกคน เปลี่ยนความไว้วางใจเหล่านั้น เป็นคะแนนเสียงเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พร้อมซัพพอร์ตคุณในทุกแง่มุมของชีวิต


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน












พรรคประชาชนเปิดตัว อ.โจ ชัยวัฒน์ ชิงผู้ว่า เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการครบวงจร-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน สร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม-เป็นลมใต้ปีกให้ประชาชนเติบโต

 


พรรคประชาชนเปิดตัว อ.โจ ชัยวัฒน์ ชิงผู้ว่า เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการครบวงจร-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน สร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม-เป็นลมใต้ปีกให้ประชาชนเติบโต 

 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 พรรคประชาชนจัดงานเปิดแคมเปญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่องาน “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” โดยมรประชาชนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง จนล้นออกมาหน้าห้องจัดงาน 


การเปิดตัวดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากในช่วงวันที่ 2-4 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการปล่อยข้อความผ่านบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งคำถามประชาชนว่า “อยู่กรุงเทพ ใช้ชีวิตยากมั้ย” ผ่าน 8 โจทย์ที่ทุกคนต้องเจอ ตั้งแต่การพาพ่อแม่ไปหาหมอ การเดินทางกลับบ้านช่วงเย็น การเดินคนเดียวตอนกลางคืน การเก็บเงิน การทำมาค้าขาย ไปจนถึงการมีสุขภาพดีและอากาศสะอาดหายใจ 


ในช่วงแรกของงาน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ขึ้นกล่าวทักทายประชาชน ในฐานะอดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ในการเลือกตั้งปี 2565 ซึ่งวิโรจน์ยืนยันว่าตนมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำงานบริหารกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตกเป็นจำเลยในคดี 44 สส. ตนจึงต้องยอมรับว่าไม่สามารถเป็นแคนดิเดตให้พรรคได้เนื่องจากต้องรอกระบวนการพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล พรรคประชาชนจึงต้องใช้เวลาในการคัดเลือกตัวแทนคนใหม่เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ ในปีนี้ และในที่สุดก็ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการลงสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ คือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ อ.โจ 


จากนั้นวิโรจน์ได้ส่งต่อเวทีให้กับชัยวัฒน์ ซึ่งขึ้นมากล่าวเปิดเวทีโดยตั้งคำถามกับประชาชนผู้มาร่วมงานว่า “ใช้ชีวิตในกรุงเทพทุกวันนี้ ยากมั้ย” ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนเองเกิดที่ย่านตลาดพลู ครอบครัวค้าขาย ไม่ได้มีฐานะดี ในวัยเด็กต้องช่วยพ่อแม่หารายได้ด้วยการวิ่งขายของหน้าร้านสมใจนึกบางลำภู วิ่งหนีเทศกิจ นั่งรถเมล์ไปเรียนจนจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนทำงานก็ต้องนั่งรถเมล์ เรือด่วน บีทีเอส มอเตอร์ไซค์ รวม 4 ต่อเพื่อไปทำงาน


ตนจึงทราบดีว่าชีวิตกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมันยากและเหนื่อยมากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคน 99% ของกรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจก็คือ คนกรุงเทพดูจะชินชาและปรับตัว ทุกคนสู้ชีวิต อดทนทำงานหาเงิน เพื่อจะใช้ชีวิตในกรุงเทพ เป้าหมายคือยิ่งมีเงิน ชีวิตเราก็จะยิ่งง่ายขึ้น สบายขึ้น มั่นคงขึ้น เราเชื่อกันว่ากรุงเทพ ก็เป็นแบบนี้แหละ


“สำหรับผม นี่คือสัญญาณของ ความหวังที่หดแคบลง จนคนกรุงเทพไม่เชื่อว่า กทม. จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ง่ายขึ้น ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอง จนลืมคิดไปว่าหลายเรื่องไม่ควรจะเป็นเรื่องยากขนาดนี้เลย ผมและพรรคจึงเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเสนอว่ากรุงเทพจะไม่ปล่อยให้คุณต่อสู้เพียงลำพัง เมืองที่มีงบประมาณ 120,000 ล้าน และเจ้าหน้าที่เกือบ 100,000 คน สามารถทำได้มากกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ 


พรรคประชาชน ไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่า กทม. 1 คน มาให้ท่านเลือก แต่เราขอเสนอ วาระเมืองกรุงเทพ ว่าอนาคตของเมืองนี้ควรจะเป็นอย่างไร


ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในฐานะแคนดิเดต ผู้ว่า กทม. เสนอวาระที่จะทำให้เมืองกรุงเทพ เป็นเมืองที่เป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณพร้อมไปข้างหน้า เมืองที่คอยโอบรับในวันที่ชีวิตคุณลำบาก และให้โอกาสในวันที่คุณอยากก้าวกระโดดไปข้างหน้า”


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับตนเอง กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่คือผู้คน จากประสบการณ์ที่ได้ไปใช้ชีวิตทั้งเรียนและทำงานที่ญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี ที่นั่นมีปรัชญาที่เชื่อในการพัฒนาเมือง ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง และสิ่งที่ตนเองได้ซึมซับกลับมาคือหลักคิดที่ว่า "คนคือขุมทรัพย์ของเมือง"


เมืองกรุงเทพต้องพัฒนาได้มากกว่าขีดจำกัดของ กทม. และเพื่อไปสู่จุดนั้น ต้องทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่พัฒนาคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังพัฒนาเมือง


การจะพัฒนาคน มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือเวลา เวลาคุณภาพที่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว เวลาที่ได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเอง แต่กรุงเทพวันนี้ เต็มไปด้วยความยาก ที่พรากเวลาจากพวกเราไป แค่ทำภารกิจในแต่ละวัน เวลาก็สูญไปแล้ว วันละ 3-4 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นของเมืองกรุงเทพที่จะพัฒนาคน ต้องทวงคืนเวลาให้คนกรุงเทพ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้กรุงเทพง่าย


ชัยวัฒน์ฉายภาพกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ด้วยการเสนอไฮไลท์ 4 ชุดนโยบาย “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” 


 1. เลี้ยงครอบครัวง่าย พัฒนาคนตั้งแต่เด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐาน ศูนย์พัฒนาเด็ก ให้พ่อแม่เชื่อมั่นที่จะนำลูกมาให้ กทม. ดูแล โดยขยายช่วงเวลารับเลี้ยงและช่วงอายุเด็กที่ดูแล ให้ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ทำงาน และใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเป็นพื้นที่เล่นในวันหยุดให้กับเด็กทุกครอบครัว / ทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Day Care ที่คนทำงานสามารถพาพ่อแม่มาให้ดูแลแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้ผู้สูงอายุ มีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ มีการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และสำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง จะมีการจ้าง Caregiver นักดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 5,000 ตำแหน่ง ทำงานเต็มเวลา ไปช่วยดูแลที่บ้านได้เลย


2. ค้าขายง่าย เพิ่มพื้นที่ค้าขายแบบไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มเขตผ่อนผัน โดยไม่ละเมิดสิทธิคนเดินเท้า ให้คนกรุงเทพได้มีโอกาสค้าขายได้ง่าย พัฒนาย่านท่องเที่ยวใหม่ร่วมกับประชาชน สนับสนุนเอกชนและประชาชน ให้พัฒนาย่านท่องเที่ยวของตัวเอง เพื่อสร้างเรื่องราวของเมืองให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในย่าน ยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้กลายเป็นศูนย์ Reskill เพื่อการจ้างงาน ดึงภาคเอกชนที่ต้องการหาคนทำงาน เข้ามาใช้เป็นพื้นที่ ฝึกทักษะที่ตรงความต้องการของนายจ้าง และหาคนทำงาน ในคราวเดียวกัน


3. เดินทางง่าย กทม. จะรับเป็นเจ้าภาพ เชื่อมข้อมูล รถเมล์ รถไฟ เรือ ให้การเดินทาง วางแผนง่าย เห็นพิกัด GPS รถ/เรือ ที่กำลังรอแบบเรียลไทม์ เพิ่มเส้นทาง เดินรถเส้นที่กรมขนส่งทางบกอนุมัติไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนวิ่ง ฟื้นเรือเมล์ กทม. ใน 3 คลอง (คลองภาษีเจริญ, คลองพระโขนง, คลองแสนแสบ ถึง มีนบุรี) ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ คืนเวลาให้คนกรุงเทพ


4. ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องสู้กับกลิ่นขยะ ยกเลิกสัญญาโรงขยะกลางเมืองที่ส่งกลิ่นเหม็นแล้วพัฒนาให้กลายเป็นระบบปิดที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย / การติดต่อราชการของคนที่เปิดร้านอาหารหรือขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตเล็ก ใหญ่ ระบบที่บังคับให้คนต้องเลือกระหว่าง "รอนาน" หรือ "จ่ายใต้โต๊ะ" จะต้องหมดไป คนกรุงเทพ ต้องได้รับบริการที่โปร่งใส ยุติธรรม จาก กทม. 


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน





กรุงเทพฯ ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นผู้คน : ในการใช้ชีวิตประจำวันที่ "โคตรยาก" ของคนกรุงเทพฯ พร้อมที่มุ่งเป้าแก้ปัญหาทั้งเรื่องความปลอดภัย การเดินทาง สวัสดิการ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย ตอบโจทย์ทุกคน

 


กรุงเทพฯ ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นผู้คน : ในการใช้ชีวิตประจำวันที่ "โคตรยาก" ของคนกรุงเทพฯ พร้อมที่มุ่งเป้าแก้ปัญหาทั้งเรื่องความปลอดภัย การเดินทาง สวัสดิการ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย ตอบโจทย์ทุกคน


วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.40 น. #พรรคประชาชน เปิดตัว ‘ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร‘ แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมเปิดแคมเปญเลือกตั้งกทม. “กรุงเทพง่าย ๆ by ผู้ว่าประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69




“ศิริกัญญา” ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เซ็นเช็คเปล่า-ไร้รายละเอียด เสี่ยงดันเพดานหนี้ปี 70 ทะยานไปอีก ย้ำไม่ติด 2 แสนล้านก้อนแรกใช้เยียวยาประชาชนเร่งด่วน แต่อีก 2 แสนล้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบ

 


“ศิริกัญญา” ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เซ็นเช็คเปล่า-ไร้รายละเอียด เสี่ยงดันเพดานหนี้ปี 70 ทะยานไปอีก ย้ำไม่ติด 2 แสนล้านก้อนแรกใช้เยียวยาประชาชนเร่งด่วน แต่อีก 2 แสนล้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบ


วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า ข้อน่ากังวลประการแรกคือวงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่ยังมีคำถามอยู่ว่าจะทำให้จำเป็นต้องมีการขยายเพดานเงินกู้หรือไม่ แม้น่าจะยังไม่ต้องขยายไปจนถึงปลายปีงบประมาณ 2569 แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มต้นงบประมาณปี 2570 ก็ต้องขยายอยู่ดี ทำให้ในกระบวนการทำงบประมาณปี 2570 ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่ดี รัฐบาลควรต้องทบทวนว่าต้องต้องใช้วงเงินถึง 400,000 ล้านบาทหรือไม่


ความจริงแล้วรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เหมือนกัน โดยมาจากการคาดการณ์ว่าในภายภาคหน้าจีดีพีจะโตดีจากเงินเฟ้อ ยิ่งเงินเฟ้อเยอะสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็จะลดลง แต่นั่นก็เกิดทำให้เกิดคำถามตามมาอีก ว่าทำไมถึงต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาท ในส่วนของ 200,000 ล้านบาทที่จะนำมาเยียวยาผลกระทบนั้นตนไม่ติดใจ เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนตามความเดือดร้อนของประชาชน แต่อีก 200,000 ล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น ที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จริงมีเพียงแค่ 200,000 ล้านบาทเท่านั้น ที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าแม้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ก็ไม่ได้เร่งด่วนขนาดที่จะต้องออกเป็น พ.ร.ก. ดังนั้น อีก 200,000 ล้านบาทรัฐบาลควรที่จะไปคิดโครงการให้ละเอียดว่าอยากทำอะไรบ้าง แล้วค่อยออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อที่จะกู้เงิน นำมาเข้าสภาให้ได้พิจารณา การออก พ.ร.ก. ไม่ควรที่จะออกพร่ำเพรื่อ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังและเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพราะนี่คือการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภาไปเลยโดยไม่ต้องมีการพิจารณาใดๆ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ได้สัดส่วน และควรยอมให้เกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงที่วิกฤตหรือจำเป็นเร่งด่วนจริงเท่านั้น


ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าการกู้ที่มีส่วนของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย เพราะจะได้ทำไปทีเดียวพร้อมกันเหมือนโมเดลช่วงโควิด ต้องอย่าลืมว่าในช่วงโควิดเงินกู้ที่นำมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจออกมาในรูปแบบของการแจกคนละครึ่ง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะที่กำลังตกต่ำ แต่วิกฤตแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน วิกฤตโควิดไม่เหมือนวิกฤตพลังงาน 


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่านี่จึงนำไปสู่ข้อกังวลประการต่อมาว่ารัฐบาลกำลังจะใช้คนละครึ่งในการเยียวยาผลกระทบให้กับประชาชน จริงอยู่ที่ว่าคนละครึ่งดูเหมือนจะช่วยลดค่าครองชีพได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดมากมาย ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้มีการระบุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการใช้อย่างไรหรือไม่ ขณะนี้ต้องยึดว่าจะยังเป็นคนละครึ่งแบบเดิม เว้นแต่จะมีการเพิ่มวงเงินจากฝั่งรัฐบาลให้เป็น 60% แต่กระนั้นคนละครึ่งก็มีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ทำให้ใช้ยาก ไม่เหมาะสมกับการที่จะใช้ในการเยียวยาประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจหรือลดค่าครองชีพในระยะสั้นด้วยวงเงินที่น้อยเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ในเวลานี้ประเทศกำลังเข้าสู่วิกฤตพลังงาน ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกด้าน ไม่ใช่แค่เฉพาะค่าใช้จ่ายในการใช้สอยรายวันเท่านั้น


ดังนั้น ควรมีการเปิดเงื่อนไขให้กว้างที่สุด เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นเงินเยียวยา นั่นก็คือการจ่ายเป็นเงินสดไปเลยโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขเล็กน้อย เพราะเงื่อนไขเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานี้ที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลานี้อาจมีผลทำให้ราคาสินค้ายิ่งสูงขึ้นอีก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาบางร้านค้าก็ใช้โอกาสแบบนี้ในการขึ้นราคาสินค้า


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน สิ่งที่เอกนิติบอกมาโดยตลอดว่าจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาเยียวยากลับจะใช้คนละครึ่ง ซึ่งต้องแย่งกันลงทะเบียน สุ่มว่าใครจะได้หรือไม่ ทำให้คนที่ควรได้รับอย่างผู้ที่เข้าเกณฑ์ยากจนแต่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงจะลงทะเบียนใหม่ก็อาจจะไม่ทัน และแม้จะรวมทุกแพ็กเกจในวงเงิน 400,000 ล้านบาท ก็ยังมีคนที่จะตกหล่นอยู่ดี เช่น เกษตรกรที่ในเวลานี้ได้ปุ๋ยไปแค่ไม่กี่กระสอบ ยังคงอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมัน หรือชาวประมงที่ต้องเติมน้ำมันในการออกเรือ ซึ่งเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงมากในการประกอบกิจการ ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด


นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่รัฐบาลคิดแพ็คเกจแบบเน้นคะแนนนิยมทางการเมืองมากกว่าที่จะพิจารณาถึงความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลควรพิจารณาว่าแต่ละมาตรการที่ออกมาเหมาะกับสถานการณ์แบบไหน ไม่ใช่ใช้คนละครึ่งทุกครั้งเหมือนคิดได้แค่โครงการเดียว หว่านแหแบบไม่รู้ว่าจะตกถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างว่าอยากจะช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น จะไม่หว่านแห จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต แต่พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่คะแนนนิยมทางการเมืองลดลง ก็นำคนละครึ่งมาใช้ด้วยเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกันเอง


ศิริกัญญายังกล่าวต่อไปว่าตนเห็นด้วยในหลักการว่าการจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้จะต้องมีทั้งการเยียวยาระยะสั้นและการแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจในทั้งระยะกลางและระยะยาว แต่ก็ควรต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งก็ไม่ได้เป็นภาระอะไรเลยสำหรับรัฐบาลในการต้องนำเข้าสภาก่อนที่จะมีการกู้ และเมื่อออกเป็น พ.ร.บ. รัฐบาลก็จะมีเวลาคิดในรายละเอียดโครงการมากขึ้นด้วย ทุกวันนี้รัฐบาลเองก็ยังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวคือการทำอะไร บอกแค่ว่าจะนำไปทำโซลาร์เซลล์ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อปไม่ได้ ต้องลงรายละเอียดให้ถึงขั้นว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างไร กี่เมกะวัตต์ จะเป็นการอุดหนุนหรือให้เปล่า จะเป็นการอุดหนุนดอกเบี้ยหรืออะไร ทุกอย่างต้องคิดอย่างละเอียด


เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ควรรีบร้อน ไหนๆ จะมีผลในระยะกลางและระยะยาวอยู่แล้ว ยังมีเวลาให้ได้คิด จากประสบการณ์ที่ได้เห็น พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาอย่างน้อยสองฉบับ เราได้เห็นแล้วว่าทุกครั้งไม่ว่าวงเงินจะเป็นเท่าไหร่รัฐบาลก็มักเขียนรายละเอียดน้อยมาก เป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปกู้เงินเท่าไหร่ก็ได้ นำไปทำอะไรก็ได้


ตนยืนยันมาตลอดและไม่มีปัญหาถ้ารัฐบาลจะต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ สำหรับการเยียวยาประชาชน ซึ่งเป็นความเร่งด่วนที่สุด ภายใต้สถานการณ์ทางการคลังที่ไม่มีเงินแล้ว แต่ขั้นตอนควรจะเป็นการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อที่จะเยียวยาประชาชนจากผลกระทบก่อน ส่วนที่เหลือควรออกเป็น พ.ร.บ. ที่มีรายละเอียดครบถ้วนเข้าสู่การพิจารณาของสภา หากทำอย่างรวดเร็วภายในสามเดือนก็เสร็จ อย่างไรก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเริ่มต้นอยู่แล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

เพื่อไทย ลุยสนาม สก. "ธีรรัตน์" ยันส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้กทม. มั่นใจรักษาฐานที่มั่นเดิมได้ แม้กระแสการเมืองเปลี่ยน


เพื่อไทย ลุยสนาม สก. "ธีรรัตน์" ยันส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้กทม. มั่นใจรักษาฐานที่มั่นเดิมได้ แม้กระแสการเมืองเปลี่ยน


วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์​ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย​ ในฐานะกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมส่งผู้สมัครลงชิงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ สก. ว่า ในส่วนของสก. เดิมของพรรคเพื่อไทย ก็ยังยืนยันว่าจะลงต่อโดยมีการขออนุญาตใช้โลโก้พรรค ซึ่งทางพรรคก็ไม่ได้ติดขัดและปฏิเสธ ฉะนั้นก็คืออนุญาตให้ใช้สามารถลงสมัครในนามของพรรคเพื่อไทยได้ 


เมื่อถามว่าจะส่งผู้สมัครลงครบทุกเขตหรือไม่ นางสาวธีรรัตน์​ กล่าวว่า ไม่ครบทั้ง 50 เขต แม้ว่าเราจะมีบุคลากรอยู่ แต่ก็ต้องประเมินความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ ซึ่ง 20 สก.เดิมของพรรคเพื่อไทยก็มีทั้งคนที่ยังอยู่ และมีคนที่เปลี่ยนไปลงในนามอิสระ หรือกลุ่มต่างๆแล้ว เพราะฉะนั้นจะมีการคัดผู้สมัครทางผู้สมัครเดิมและผู้สมัครใหม่ที่จะเข้ามาเสริม และจะพยายามเคาะรายชื่อใหม่โดยเร็วที่สุด และคิดว่าขณะนี้หลายๆกลุ่มอยู่ระหว่างการทำงาน แต่ในเบื้องต้น อย่างน้อยสก.เดิมที่ไม่มีชื่อไปไหนยังยืนยันที่จะอยู่ต่อ ซึ่งคร่าวๆในมือมีอยู่ 20 รายชื่อ แต่เป็นเฉพาะคนที่ทำงานอยู่กับพรรค ทั้งสก.ปัจจุบันและผู้ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนในระดับท้องถิ่น 


ส่วนมั่นใจว่าจะได้จำนวนสก.เท่าเดิมหรือไม่นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า ยังคงเชื่อมั่น เพราะจุดเด่นของพรรคเพื่อไทยคือการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เข้าถึงประชาชนแนะนำปัญหาเข้าไปสู่กระบวนการการแก้ไข หน้าที่หลักของสก.อย่างหนึ่งคือการพิจารณากฎหมายส่วนของสภากทม.หลายเรื่องและหลายนโยบายที่เคยประกาศไว้เมื่อปี 2565 ก็สามารถผลักดันได้ และคิดว่าผลงานต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการมาก็จะได้รับการตอบรับจากประชาชน แต่คงต้องแยกกับการออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา เนื่องจากสก.กับสส.มีตัวแปรที่แตกต่างกัน 


ส่วนหวั่นใจหรือไม่สนาม สก.จะเปลี่ยนแปลงเหมือนสนามสส. นางสาวธีรรัตน์ ยืนยันว่ายังคงต้องยึดหลักในเรื่องการทำหน้าที่เพื่อประชาชน ส่วนเรื่องการตอบรับยังคงต้องมุ่งหวัง ว่าจะต้องเดินในทางที่ถูกต้องหรือทางที่ควรจะเป็น พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองที่ต้องยืนหยัดทำงานต่อไม่ว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่ก็ตาม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #สมาชิกสภากรุงเพมหานคร #สก
 

รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 2

 


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 2


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อมราชประสงค์ – ปฏิบัติการขั้นที่ 1


ปฏิบัติการขั้นที่ 1 เริ่มต้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 แต่ในความเป็นจริง ปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 เพราะนายอภิสิทธิ์ได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ. ให้ฝ่ายทหารเริ่มปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้ เพื่อยุติการชุมนุม จนมาถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรงฉบับที่ 2 จากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดยเริ่มมาตรการระงับบริการสาธารณะและปิดล้อมแยกราชประสงค์อย่างสมบูรณ์ และชี้แจงมาตรการจากเบาไปหาหนัก และรวมถึงการใช้กระสุนจริงในการปราบปรามประชาชนด้วย


7 ชั่วโมงเศษหลังจากการแถลงของ ศอฉ. ความสูญเสียศพแรกของยุทธการกระชับวงล้อมจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เริ่มขึ้น นั่นคือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ซึ่งถูกยิงด้วยสไนเปอร์ขณะกำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าว กระสุนพุ่งเข้าใส่หน้าผากขวาของเสธ.แดงกดทะลุท้ายทอย ซึ่งก็ยืนยันได้ว่าถูกยิงจากที่สูง ซึ่งนั่นก็หมายถึงหน่วยสไนเปอร์ของกองกำลังทหารนั่นเอง การตายของเสธ.แดงนั้น ในยุทธศาสตร์ของทหารได้ให้ความสำคัญว่า เสธ.แดงเป็นตัวจักรสำคัญทางด้านการวางแผน การดูแลรักษาความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเสื้อแดง การปลิดชีพเสธ.แดงได้นั้น ทหารถือว่าเป็นการโค่นผู้นำทางทหารของคนเสื้อแดง รายละเอียดการเสียชีวิตของเสธ.แดงนั้นระบุว่า ขณะที่ เสธ.แดง กำลังเดินตรวจแนวการ์ดนปช. บริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เขาถูกซักถามโดยนักข่าว โดยในเวลานั้นมีนักข่าวหรือช่างภาพไม่ทราบสังกัดคนหนึ่งเปิดไฟแฟลชเป็นระยะ ราวกับกำลังชี้เป้าให้มือสังหาร และมีการหน่วงเหนี่ยว เสธ.แดง ด้วยการพูดคุยนานจนผิดปกติ โดยกระสุนที่สังหาร เสธ.แดง นั้น เป็นกระสุนยี่ห้อลาปัว ขนาด.308 จากอาวุธปืนไรเฟิลแรงสูงเข้าที่ศีรษะและบริเวณเสื้อเกราะที่หน้าอกอีก 1 นัด และเสียชีวิตด้วยอาการไตวายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553


นอกจากการตายของ เสธ.แดง แล้ว อีก 1 ศพของวีรชนคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากยุทธการกระชับวงล้อมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์คือ นายชาติชาย ชาเหลา ในเวลา 22.50 น. บริเวณปากซอยศาลาแดง 1 ซึ่งถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ศีรษะ สมองฉีกขาด กะโหลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงถึงความโหดร้ายของปฏิบัติการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง