วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” ร่วมอาลัยอาสาดับไฟป่า ชี้ปัญหาอาสาต้องสู้ไฟป่าท่ามกลางความขาดแคลนงบประมาณและอุปกรณ์ สนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” จากทีมเทศบาลประชาชนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมดันกฎหมายอากาศสะอาด

 


“ณัฐพงษ์” ร่วมอาลัยอาสาดับไฟป่า ชี้ปัญหาอาสาต้องสู้ไฟป่าท่ามกลางความขาดแคลนงบประมาณและอุปกรณ์ สนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” จากทีมเทศบาลประชาชนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมดันกฎหมายอากาศสะอาด


วันที่ 4 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมกับ สมชิด กันธะยา สส.เชียงใหม่ เขต 5 พรรคประชาชน เดินทางไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพ บุญมา ผ้าแดง เจ้าหน้าที่อาสาดับไฟป่า ที่วัดสิทธิทรงธรรม ต.สะลวงใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่


ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว คุณบุญมาเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ จากการสอบถามบุคคลในพื้นที่ทราบว่าคุณบุญมาเป็นอาสาช่วยดับไฟป่าทุกปี และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครตั้งตัว คาดว่าเกิดจากความเหนื่อยล้าสะสมในช่วงการปฏิบัติงาน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า จากการสอบถามทีมสู้ไฟที่อยู่หน้างาน และจากการเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติงานที่ อ.สันป่าตอง พร้อมกับ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ที่ทำโครงการอาสาส้มสู้ไฟมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ได้พบว่าสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือเรื่องของสวัสดิการ เช่น ประกันกลุ่ม รวมถึงการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณมากเพียงพอในภารกิจสู้ไฟป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำแนวกันไฟ ที่โดนสำนักงบประมาณปรับลดงบประมาณทุกปี


ในวันนี้ที่ตนได้เดินทางมาที่นี่ ค่าจุดความร้อนในประเทศไทยพีคขึ้นอีกรอบ อยู่ที่ 5,050 จุด และในประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 13,500 จุด เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือน่าจะยังไม่ดีขึ้น และอาจคงอยู่ต่อไปจนถึงปลายเดือนเมษายนเป็นอย่างน้อย


ดังนั้น นอกจากการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการสู้ไฟป่า และการลดการเผาในภาคการเกษตรแล้ว อีกส่วนที่สำคัญคือการช่วยเหลือและป้องกันกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ป่วยและเด็กเล็กที่แพ้ฝุ่นรุนแรง ซึ่งอาศัยในบ้านเรือนที่ไม่มีกำลังทรัพย์จะทำห้องปรับอากาศ เพื่อนำเครื่องฟอกอากาศไปติดตั้งได้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ทางทีมเทศบาลประชาชนจึงได้ริเริ่มโครงการทำ “มุ้งสู้ฝุ่น” มาก่อนหน้านี้ เพื่อนำไปติดตั้งให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ในพื้นที่ ซึ่งมีมูลค่าไม่แพง สามารถทำกันได้เอง โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานไม่กี่อย่าง มูลค่าต่อชุดรวมราว 1,500-2,000 บาท ที่วันนี้ตนและทีมงานของพรรคประชาชนได้นำเข้ามามอบให้กับประชาชนบางส่วนในแขวงเม็งราย


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า หลังจากนี้ ตน สส. และทีมงานของพรรคประชาชน จะช่วยกันผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นส่วนสำคัญ ที่จะแก้ปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน พร้อมเร่งรัดติดตามให้ท้องถิ่นได้รับจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและเหมาะสมในภารกิจสู้ไฟป่า รวมถึงการทำโครงการร่วมกับอาสาประชาชนในการส่งมอบมุ้งสู้ฝุ่นให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง พร้อมกับสนับสนุนการทำงานของทีมส้มสู้ไฟต่อไป


ทั้งนี้ในวันนี้ ณัฐพงษ์ มีกำหนดการเดินทางไปสำรวจหน้างานพร้อมกับ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 และ พุธิตา ชัยอนันต์ สส.เชียงใหม่ เขต 4 พรรคประชาชน พร้อมกับทีมส้มสู้ไฟด้วย โดยก่อนลงพื้นที่ประชุมมีการประชุมถอดบทเรียนกันที่ศูนย์ส้มสู้ไฟ เพื่อเตรียมรับมือต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และรวบรวมปัญหาข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่จะนำไปผลักดันต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #PM25


























วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569

“ธนาธร” ห่วงกระจายอำนาจไทยถอยหลัง แผนถ่ายโอนล้มเหลวเพราะส่วนกลางหวงอำนาจ ย้ำถึงเวลาเขย่าโครงสร้างจังหวัดให้ประชาชนเลือกผู้นำได้เพื่อสร้างวาระแห่งอนาคต

 


“ธนาธร” ห่วงกระจายอำนาจไทยถอยหลัง แผนถ่ายโอนล้มเหลวเพราะส่วนกลางหวงอำนาจ ย้ำถึงเวลาเขย่าโครงสร้างจังหวัดให้ประชาชนเลือกผู้นำได้เพื่อสร้างวาระแห่งอนาคต


เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมจัดงานเสวนา “กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”


ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า ระบุว่าการกระจายอำนาจคือการแบ่งบทบาทการทำบริการสาธารณะภาครัฐ มีระดับท้องถิ่นพื้นฐาน คือเทศบาลและ อบต. ระดับต่อมาคือ อบจ. และระดับต่อมาคือรัฐบาลส่วนกลาง การกระจายอำนาจที่ควรจะเป็น คือท้องถิ่นพื้นฐานควรมีอำนาจและงบประมาณเพียงพอในการให้บริการที่เป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ใกล้ตัวที่สุด ระดับจังหวัดเชื่อมตำบลเข้าหากัน เชื่อมจังหวัดต่อจังหวัด และเชื่อมจังหวัดกับประเทศไทย ส่วนกลางต้องไม่เข้าไปแก้ปัญหาท้องถิ่น แต่ต้องคิดเรื่องจะแข่งขันกับโลกอย่างไร จะส่งออกได้มากกว่านี้อย่างไร ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านจะเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาจะเป็นอย่างไร วิธีการแบ่งบริการสาธารณะแบบนี้เป็นระบบที่ใช้ทั่วโลกในประเทศที่พัฒนาแล้ว และผู้ที่ใช้อำนาจนั้นมาจะการเลือกตั้งของประชาชน


แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานวันนี้มีอำนาจและงบประมาณน้อยนิด ไม่สามารถทำภารกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เอาภารกิจที่ควรอยู่ที่ท้องถิ่นมาอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้รัฐส่วนกลางใหญ่โตเทอะทะ ไม่มีเวลาและสมาธิไปมุ่งเน้นเตรียมการรับมือกับอนาคต ตราบใดที่รัฐส่วนกลางยังต้องมานั่งซ่อมถนนและสะพานในต่างจังหวัด ไม่ให้ท้องถิ่นไดัมีอำนาจและงบประมาณจัดการตัวเอง ประเทศไทยไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้ 


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของการกระจายอำนาจคือการถ่ายโอน รพ.สต. ซึ่งเป็นบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิให้ อบจ. เป็นคนทำ แต่ปัจจุบันก็ยังถ่ายโอนไม่จบ รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ในสมัยนั้นเป็นคนผลักดันการถ่ายโอน แต่กระทรวงสาธารณสุขที่ส่วนกลางพยามดึงอำนาจ ไม่ยอมถ่ายโอนออกไป เรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมก็เช่นกัน ทั้งที่อยู่ในแผนแต่ก็ก็ยังไม่มีการถ่ายโอนอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น บริการขนส่งสาธารณะก็เช่นกัน พ.ร.บ.ขนส่งทางบกฉบับแก้ไข ที่จะให้อำนาจในการออกใบอนุญาตในการเดินรถสาธารณะให้ท้องถิ่น เสนอเข้าสภาไปเดือนสิงหาคม 2567 แต่ก็ไม่ผ่าน นี่คือสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันบริการสาธารณะขนาดใหญ่ต่อไปในอนาคตน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก 


ขณะเดียวกัน กระแสเรียกร้องให้จังหวัดต่างๆ เป็นมหานครที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ความคิดหลักของข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่ต้องการตึกรามบ้านช่องที่สูงใหญ่ แต่คือการเลือกผู้นำของจังหวัดด้วยตัวเอง คือการตอบคำถามว่าตกลงใครเป็นผู้รับผิดชอบจังหวัด ที่จังหวัดไหนพัฒนาช้าหรือพัฒนาเร็วใครเป็นคนรับผิดชอบ ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ อยู่ปีครึ่ง ผ่านงบประมาณสมัยเดียวก็ออกจากตำแหน่งแล้ว อบจ. ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณและอำนาจ จังหวัดจะพัฒนาได้ต้องมีโครงสร้าง มีอำนาจ มีงบประมาณ และมีผู้นำ คำถามคือถ้าไม่มีผู้นำที่รับผิดชอบความเจริญก้าวหน้าของจังหวัด จะทำให้จังหวัดเจริญได้อย่างไร


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าโจทย์ปัจจุบันของการกระจายอำนาจคือจะทำอย่างไรให้ระดับจังหวัดผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โครงสร้างการบริหารจังหวัดที่ทับซ้อนกันต้องควบรวมกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานอย่าง อบต. และเทศบาล ต้องยกระดับให้เป็นเทศบาลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เทศบาลและ อบต. ที่เล็กเกินไปต้องควบรวม ถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณ สร้างความเข้มแข็ง แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับความสัมพันธ์ต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีเข้าแก้ปัญหา


ถ้าอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าที่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ การกระจายอำนาจคือวาระของอนาคต การกระจายอำนาจแยกไม่ออกจากเรื่องประชาธิปไตย ล่าสุดที่การกระจายอำนาจถดถอยลงไปว่าก็เพราะการทำรัฐประหาร การกระจายอำนาจส่งเสริมประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในระดับชาติก็ส่งเสริมการกระจายอำนาจ วันนี้การกระจายอำนาจในประเทศไทยไม่ไปไปถึงไหนทั้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2540 ญี่ปุ่นผลักดันกระจายอำนาจครั้งใหญ่ในห้วงเวลาเดียวกัน แต่เขาทำเสร็จไปไกลแล้ว ถ้าอยากเห็นแต่ละพื้นที่กำหนดอนาคตของตัวเองได้ เราหนีการพูดคุยเรื่องนี้ไม่พ้น เมื่อส่วนกลางไม่ยอมปล่อยงบประมาณและภารกิจ มีแต่การรวมตัวของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้การผลักดันวาระการกระจายอำนาจ ยุติการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางมีความก้าวหน้าขึ้นได้


ขณะที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าตนเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจแน่นอน และเชื่อในแนวคิดบริหารจัดการตนเอง จะทำอะไรท้องถิ่นควรเป็นผู้กำหนดเอง ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านการกระจายอำนาจมาหลายครั้ง ได้เห็นการเติบโตของการกระจายอำนาจมาเป็นลำดับ ตนเป็นคนท้องถิ่น สส.ภูมิใจไทยส่วนมากเติบโตมาจากท้องถิ่น หลายคนอาจบอกว่าเป็นระบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่ แต่สิ่งเหล่านี้มาไม่ได้ถ้าไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน


ปัจจุบันสิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอ คือการเห็นปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ สิ่งที่สำคัญของการกระจายอำนาจคือเรื่องของงบประมาณ งบประมาณที่มีจำกัดและไม่สามารถทำอะไรที่ตอบสนองกับสิ่งที่อยากทำได้ สิ่งที่ อบจ. กำลังจะเผชิญต่อจากนี้คือจะแบกเงินเดือนบุคลากรจากภารกิจที่ถ่ายโอนมาไม่ไหวแล้ว ไม่ว่าจะ รพ.สต. หรือโรงเรียน เพราะงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรน้อยมาก หลักการคือการกระจายงบประมาณไปสู่ส่วนภูมิภาค สิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอคือภาษีบ้านเกิดเมืองนอนเพราะเราเห็นเช่นเดียวกันว่าท้องถิ่นควรได้งบประมาณที่มากกว่านี้


สิริพงศ์กล่าวต่อไปว่าหลักคิดคือในการพัฒนาหลายจังหวัดของประเทศไทยมีการพัฒนาจากส่วนกลางมาก ภาษีที่จังหวัดได้เป็นภาษีบำรุงท้องที่ แต่ละรายได้ที่ได้รวมอยู่ที่ส่วนกลาง หลักคิดคือเมื่อใช้ทรัพยากรในต่างจังหวัด วิธีเสียภาษีคือต้องเสียภาษี ณ พื้นที่นั้น เพื่อที่พื้นที่นั้นสามารถนำภาษีที่ได้จากการทำธุรกิจมาสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนอื่น ๆ


ถ้าเป็น อบจ. สามารถของบประมาณตรงกับสำนักงบประมาณ แต่อบต. อาจมีความจำเป็นในการผ่านสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด แต่หากประชาชนมีสิทธิเลือกที่จะเสียภาษี จะเสียภาษีให้ที่ไหน อยากมอบเงินภาษีให้ท้องถิ่นพัฒนาได้อย่างไร ที่ต้องเป็นระบบนี้เพราะมีทั้งมีเมืองใหญ่และเมืองเล็ก หากไม่บริหารแบบนี้จะกลายเป็นว่าเมืองใหญ่จะโตขึ้นไปอีก เมืองเล็กก็จะเล็กอยู่เช่นนั้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์






กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ จัดโครงการเสวนาทางวิชาการ “Movie Talk : กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”

 


กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ จัดโครงการเสวนาทางวิชาการ “Movie Talk : กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”


วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 12.00 – 17.00 น. ณ ห้อง LT2 อาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดโครงการเสวนาทางวิชาการ “Movie Talk : กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”


โดยมี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการ กล่าวเปิดการเสวนา โดยมีคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ คณะทำงาน บุคลากรในวงงานรัฐสภา นักศึกษา เยาวชน ประชาชนทั่วไปที่สนใจประเด็นประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจ นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม ผู้ปฏิบัติงานด้านท้องถิ่น สื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์ เข้าร่วมรับฟังการเสวนาและกิจกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้


เวลา 12.30 - 13.30 น. ปฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ปัญหาอุปสรรคของการกระจายอำนาจ ตลอดจนแนวนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาล โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย


จากนั้นเวลา 13.30 – 15.30 น. กิจกรรมชมภาพยนตร์เรื่อง Where We Belong : ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า ซึ่งถ่ายทอดและสะท้อนแง่มุมของอำนาจ ทรัพยากร และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่


ต่อมา 15.30 – 17.00 น. กิจกรรมถอดบทเรียนเรื่อง ความเหลื่อมล้ำและการกระจายอำนาจในมิติต่าง ๆ ที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่อง Where We Belong : ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า สำหรับการเสวนาในช่วงถอดบทเรียนได้รับเกียรติจากวิทยากรหลายภาคส่วน ได้แก่


นายคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับและผู้เขียนบทภาพยนตร์ Where We Belong : ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า


รองศาสตราจารย์เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


นายชำนาญ จันทร์เรือง ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติเชียงใหม่มหานคร


นางสาวภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)


และนางสาวเพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย


ทั้งนี้ วิทยากรได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคการกระจายอำนาจของท้องถิ่น ตลอดจนข้อเสนอและทางออกในการส่งเสริมการกระจายอำนาจและการปกป้องสิทธิการปกครองตนเองของท้องถิ่น


ในช่วงท้าย นายวีรยุทธ สร้อยทอง ประธานคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้กล่าวปิดการเสวนา พร้อมทั้งกล่าวถึงทิศทางการทำงานของคณะกรรมาธิการในประเด็นการกระจายอำนาจในระยะต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง

















แหวน-ณัฎฐธิดา ร้องกระทรวงยุติธรรมเร่งตรวจสอบกรณี ‘เอกชัย’ ป่วยแต่ถูกส่งกลับเรือนจำ ชี้อาจละเมิดสิทธิ-เข้าข่ายทรมาน

 


แหวน-ณัฎฐธิดา ร้องกระทรวงยุติธรรมเร่งตรวจสอบกรณี ‘เอกชัย’ ป่วยแต่ถูกส่งกลับเรือนจำ ชี้อาจละเมิดสิทธิ-เข้าข่ายทรมาน


วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 110 ซึ่งป่วยเป็นต่อมลูกหมากโตระยะแรกและกระบังลมอักเสบ แต่ถูกยุติการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์และส่งกลับไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมเรียกร้องให้คืนสิทธิการประกันตัว 


การยื่นหนังสือในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขของผู้ต้องขังตามมาตรฐานสากล และอาจเข้าข่ายการปฏิบัติที่โหดร้ายหรือการทรมานตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ จึงขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ส่งตัวเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม รวมถึงพิจารณาสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อให้เข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม


ณัฏฐธิดา ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า ปัจจุบันเอกชัยป่วยเป็นต่อมลูกหมากโตระยะแรกและกระบังลมอักเสบ สภาพในเรือนจำที่ไม่ถูกสุขลักษณะนั้น ส่งผลต่อผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตนเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยมีอยู่จริง วันนี้มาร้องขอกระทรวงยุติธรรมให้คืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวให้เอกชัยออกมาต่อสู้คดี หากไม่สามารถให้ประกันตัวได้ อย่างน้อยก็ขอให้ส่งตัวไปโรงพยาบาลภายนอกเพื่อผ่าตัดรักษา


สมยศ พฤกษาเกษมสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนอื่นอยากให้ทบทวนกรณีของบุ้ง เนติพร ที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์เมื่อปี 2567 และสำหรับกรณีเอกชัยที่เจ็บป่วยนั้น ตนเห็นว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์อาจไม่สามารถดูแลรักษาได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากขาดเครื่องมือช่วยชีวิตในกรณีฉุกเฉิน จึงขอเรียกร้องให้เอกชัยได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล หากเกิดเหตุร้ายแรง ความรับผิดชอบควรอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการคืนสิทธิประกันตัวแก่ผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังทางการเมือง


สำหรับหนังสือที่มีการยื่นในวันนี้ มีรายละเอียดระบุโดยสรุปว่า “เรียน อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และสำเนาถึง ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และอธิบดีกรมการปกครอง ขอแจ้งการกระทำทรมานฯ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ


ณัฏฐธิดา มีวังปลา ผู้ร้อง ในฐานะผู้พบเห็นหรือทราบเหตุการณ์ที่อาจจะเข้าข่ายเป็นการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เนื่องจากได้โพสต์ว่า ‘อัพเดทเยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2569 วันนี้เราถึงได้ทราบความจริงว่าเอกชัยถูกนำตัวกลับไปขังที่เรือนจำคลองเปรมไร้สิทธิ์ในการรักษาตัวต่อเนื่อง จากการวินิจฉัยโรคของทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อาการเบื้องต้น ป่วยเป็นต่อมลูกหมากโตขั้นแรก กระบังลมอักเสบ และยุติการรักษาแต่เพียงเท่านั้น’


ผู้ร้องเห็นว่า ในทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน "การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน" คือสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขัง ดังที่กำหนดไว้ในมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดแมนเดลา -Mandela Rules ข้อที่ 27 ซึ่งได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ต้องขังควรได้รับการดูแลทางด้านสุขภาพใน มาตรฐานเดียวกับบุคคลทั่วไปในสังคม หากเรือนจำไม่มีขีดความสามารถในการรักษาโรคเฉพาะทาง ต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เพียงพอและมีแพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษาพยาบาล ในกรณีของเอกชัย ผู้ร้องมีความห่วงกังวลต่อความพร้อมของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ว่าอาจไม่สามารถรักษาพยาบาลเอกชัยได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ เนื่องจากขาดอุปกรณ์และแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโรคเฉพาะทาง


นอกจากนั้น แทนที่เอกชัยจะได้รับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมต่อไป แต่กลับส่งตัวกลับไปคุมขังในเรือนจำคลองเปรมทั้งที่ยังมีอาการเจ็บป่วยหนักอยู่ อาจทำให้อาการเจ็บป่วยทรุดลง จนส่งผลให้เอกชัยได้รับความเจ็บปวดทรมานทางร่างกายและจิตใจมากยิ่งขึ้น จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบถูกบุคคลกล่าวหาว่าปฏิบัติต่อเอกชัยอย่าง "โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ทรมานฯ


ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำหรือละเลยทำให้เอกชัย ซึ่งเป็นผู้ป่วยในระยะวิกฤติ ทำให้ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลที่มีอุปกรณ์การแพทย์เพียงพอและโดยแพทย์เฉพาะทาง จนก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานต่อร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรง ซึ่งนอกจากถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงแล้ว อาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานกระทำทรมานฯ ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ทรมานฯ อีกด้วย


จึงเรียนมาเพื่อให้รับเรื่องตรวจสอบลงพื้นที่ ยับยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวโดยตรงและเร่งด่วน รวมทั้งการแสวงหาข้อเท็จจริงและความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของแพทยสภา ให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและโดยวิธีการที่โปร่งใสและเป็นอิสระด้วย 


พร้อมทั้งขอให้กรมราชทัณฑ์คืนสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลให้แก่เอกชัย โดยส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ดำเนินมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย รวมทั้งส่งเสริมให้คืนสิทธิการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวให้กับเอกชัย เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลได้อย่างมีผลด้วย”


ปัจจุบัน เอกชัยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาเป็นระยะเวลาเกือบ 7 เดือนแล้ว หลังจากศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน ในคดีมาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 แต่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา 


นอกจากนั้นในวันนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ล่าสุดที่มีการยื่นประกันตัวเอกชัยไปนั้น ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #ปล่อย นักโทษการเมือง #เอกชัยต้องได้รักษา