พริษฐ์เปิด 5 ข้อสงสัย กกต. ส่อ “ฟอกขาว” คดี 'โกง สว. จี้ทำหน้าที่ส่งเรื่องถึงศาล
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดเวทีเจาะลึกหลักฐานคดี ‘โกง สว.’ ภาคพิเศษ: เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน? เพื่อสื่อสารประเด็นข้อผิดปกติในการดำเนินงานของ กกต. โดยตรง
อดีตผู้สมัคร สว. ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการเลือก สว. ทั้งในกระบวนการจัดการของ กกต. และการบังคับใช้กฎหมาย โดยระบุว่าแม้ กกต. จะห้ามนำเอกสารเข้าห้องเลือกรอบไขว้ แต่กลับมีผู้สมัครบางรายถือแฟ้มและกระเป๋าเข้าไปได้ เมื่อทักท้วงต่อเลขาธิการ กกต. ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่การร้องเรียนต่อศาลก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้มีเพียง กกต. ที่มีอำนาจยื่นคำร้อง นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนเรื่องผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงกรณีผู้รับรองผู้สมัครจำนวนมากผิดปกติ แต่หลายเรื่องไม่มีความคืบหน้า หรือถูกยกคำร้องโดยไม่มีคำชี้แจง ทำให้ผู้ร้องเห็นว่าการรวมอำนาจไว้ที่ กกต. เพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้การตรวจสอบล่าช้าและประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก จึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและดำเนินคดีได้มากขึ้น
ด้าน มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ได้นำเสนอคลิปวิดีโอหลักฐาน ซึ่งระบุว่ามีการห้ามนำเอกสารใด ๆ เข้าไปในรอบเลือก สว. แบบไขว้ แต่ภายหลังกลับมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ กกต. ได้ลงนามบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยว่ามีการยึดโพยจากผู้สมัคร สว. จริง ซึ่งขัดแย้งกับข่าวประชาสัมพันธ์ของ กกต. โดย มนัส มองว่า การเลือก สว. ครั้งนี้มีสิ่งผิดปกติ 3 ประการ ได้แก่การจัดพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความลับ แต่กลับจัดในห้องรวม ทำให้ผู้สมัครสามารถเดินไปมาหาสู่กันได้, ระเบียบการเลือก สว. กำหนดให้ใช้หมายเลขเดิมตลอดทุกระดับการเลือก และเมื่อร้องเรียนต่อประธาน กกต. กลับมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่ประกอบด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาของ แสวง บุญมี มาตรวจสอบ แสวง บุญมี เอง แม้จะมีการร้องให้เปลี่ยนเป็นบุคคลภายนอก ก็ไม่ได้รับการแก้ไข และผลสอบก็สรุปว่าไม่มีมูลความผิด
ขณะที่ นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร จากเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ความไม่ไว้วางใจต่อ กกต. เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มกระบวนการเลือก สว. โดยมองว่าการทำงานของ กกต. มีลักษณะ "ปล่อย–เข้ม–เร่ง–เบลอ" กล่าวคือ ปล่อยปละเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครจนเกิดความคลุมเครือ เข้มงวดเกินจำเป็นในการออกระเบียบแนะนำตัวและการเชิญชวนสมัคร เร่งเปลี่ยนกติกาและตัดสิทธิ์ผู้สมัครก่อนวันเลือกตั้งเพียงไม่นาน และขาดมาตรฐานในการเปิดให้สังเกตการณ์เลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยต่อความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือก สว. ทั้งระบบ
มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า กกต. มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในการสืบหาข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือก สว. จึงตั้งคำถามว่า หากท้ายที่สุด กกต. ไม่ยื่นคำร้อง จะอธิบายต่อสังคมอย่างไร ทั้งที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก พร้อมมองว่าการตั้งคณะทำงานหลายชุดเพื่อสืบสวนจนเสมือนวินิจฉัยความผิดเองเป็นเรื่องผิดบทบาท เพราะหน้าที่ของ กกต. คือส่งพยานหลักฐานให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่พิสูจน์แทนผู้ถูกร้อง นอกจากนี้ ยังเห็นว่าแนวทางที่ศาลไม่รับฟ้องคดีจากผู้สมัครที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากไม่ถือเป็นผู้เสียหาย เป็นประเด็นที่ควรทบทวน เพราะผู้สมัครเหล่านี้ล้วนได้รับความเสียหายจากกระบวนการเลือกที่อาจไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม วึ่งทั้งหมดนี้เป็นหายนะที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560
ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์และหลายพฤติกรรมที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า กกต. ยังเป็นหน่วยงานที่สามารถไว้วางใจให้ตรวจสอบเรื่องนี้ได้หรือไม่ โดยตนขอสรุปข้อสังเกตไว้ 5 ประการ
ข้อแรก คือ การออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่อาจยังไม่รัดกุมเพียงพอต่อการป้องกันการทุจริต การเลือก สว. ปี 2567ซึ่ง กกต. มีอำนาจออกระเบียบเอง โดยกกต. ได้ออกระเบียบทั้งหมด 6 ฉบับ เมื่อพิจารณารายละเอียดของระเบียบเหล่านี้ จะพบว่าบางข้ออาจยังไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างรัดกุม ตัวอย่าง ที่กำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขประจำตัวเดิมตั้งแต่รอบเช้าจนถึงรอบบ่าย ทำให้ขบวนการโพยใบสั่งทำงานได้สะดวก เพราะสามารถเตรียมหมายเลขผู้สมัครไว้ล่วงหน้าได้
ข้อที่สอง คือ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครที่อาจยังไม่รอบคอบเพียงพอ ตนขอแบ่งตัวอย่างออกเป็น 3 ประเภท โดยประเภทแรกคือ กรณีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม แม้ท้ายที่สุดบางคนจะไม่ได้รับเลือกเป็น สว. แต่หากภายหลังพบว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น ก็สะท้อนว่า กกต. หละหลวมในการตรวจสอบตั้งแต่แรก จนนำไปสู่ปัญหาที่เกิดขึ้น ประเภทที่สอง คือการกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จในใบแนะนำตัว และ ประเภทสุดท้าย คือกรณีการสมัครผิดกลุ่ม
ข้อที่สาม คือการปล่อยปละละเลยต่อการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในวันเลือก สว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ สิ่งที่ปรากฏในคลิปกลับทำให้เกิดคำถามว่า กกต. ได้ละเลยหรือไม่ในการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโพยใบสั่ง หรืออาจถึงขั้นอำนวยความสะดวกให้กระบวนการทุจริต ก่อนมีการยึดโพย มีการประกาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายชั่วโมงว่า จะไม่อนุญาตให้นำเอกสาร สว. ที่ใช้ในรอบเช้าเข้าไปใช้ในรอบไขว้หรือรอบบ่าย ซึ่งเปรียบเสมือนการบอกข้อสอบล่วงหน้า เพราะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครนำข้อมูลจากแบบ สว.3 ไปคัดลอกลงในกระดาษอื่นเพื่อนำกลับเข้าไปใช้ในช่วงบ่ายได้ หากการนำเอกสารดังกล่าวเข้าไปเป็นสิ่งต้องห้าม และผู้สมัครฝ่าฝืนอย่างชัดเจน เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการใด ๆ ณ ขณะนั้น และเมื่อมีการยึดเอกสารพร้อมบันทึกเหตุการณ์แล้ว กกต. ได้ตรวจสอบโพยใบสั่งเหล่านั้นอย่างละเอียดหรือไม่
ข้อที่สี่ คือข้อสงสัยเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดี และการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหา ตลอดสองปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการดำเนินงานของ กกต. เป็นการเตะถ่วงคดีหรือไม่ โดยมีคณะทำงานหลัก 2 ชุด ได้แก่ คณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่ง กกต. และ DSI ร่วมกันดำเนินการ และเห็นว่ามีผู้ที่อาจมีมูลความผิดอย่างน้อย 229 ราย แต่เมื่อส่งเรื่องถึง กกต. กลับมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ซึ่งประกอบด้วยกรรมการ 7 คน และเมื่อกลั่นกรองแล้วกลับมีมติสวนทางว่า ผู้ถูกกล่าวหากว่าร้อยรายไม่มีมูลความผิดแม้แต่คนเดียวเมื่อพิจารณารายชื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็พบว่าหลายคนถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ โดยมี 2 คนถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับข้อครหาการทุจริต และอีก 1 คนถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง จากเส้นทางการรับราชการและความสัมพันธ์กับนักการเมืองบางรายที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผลการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งให้ผลสรุปตรงกันข้าม จึงเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะประเมินจากข้อเท็จจริงว่า คณะใดมีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่ากัน
เมื่อคดีดำเนินมานานกว่า 2 ปีหลังการเลือก สว. สิ่งที่เกิดขึ้นคือปัญหาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ สว. จำนวนมากที่อยู่ในสำนวนผู้ถูกกล่าวหา ยังสามารถลงมติรับรอง กกต. คนใหม่เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กกต. เสียงข้างมาก 4 จาก 7 คน ล้วนได้รับการรับรองจากวุฒิสภาชุดที่มีสมาชิกจำนวนหนึ่งอยู่ในสำนวนคดีดังกล่าว
ข้อสุดท้าย คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่น่ากังวล นั่นคือการตั้งคำถามว่า กกต. กำลังเตรียม "เป่าคดี" โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เพื่อไม่ให้เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่
คำถามคือ หลักฐานต้องชัดเจนเพียงใด จึงจะเพียงพอให้ส่งเรื่องไปยังศาล หากพิจารณาตามกฎหมาย เมื่อมี หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่ามีการกระทำอันทุจริต กกต. มีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล หน้าที่ของ กกต. คือวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้หรือไม่ว่ามีการทุจริต ส่วนหน้าที่ของศาลคือวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานพิสูจน์ได้หรือไม่ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง
ณ เวลานี้ หน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่การตัดสินว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่เป็นการพิจารณาเพียงว่า พยานหลักฐานที่ปรากฏ มีเหตุอันควรเชื่อได้ หรือไม่ว่ามีการทุจริต และหากเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ กกต. ก็มีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล
เหตุผลส่วนหนึ่งที่ต้องนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ เพราะตนไม่มั่นใจว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เนื่องจากตลอดกระบวนการที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนวันเลือก สว. ระหว่างวันเลือก และหลังการเลือกเสร็จสิ้น ล้วนมีหลายขั้นตอนและหลายพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจและไม่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ของ กกต.
ตนหวังว่าข้อสันนิษฐานเหล่านี้จะไม่เป็นความจริง และหวังว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบคดีนี้ หาก กกต. ดำเนินการด้วยความสุจริต บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ชัดเจน ละเอียด และหนักแน่น ก็ควรส่งเรื่องทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26
https://drive.google.com/file/d/1R0j923WOqjBgoqwQlTvNkbL44R9fSPuB/view?usp=sharing
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั้วสว #กกต





















































