วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ของ 3 นักกิจกรรม "ทะลุฟ้า" หลังเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ พร้อมให้ถอด EM

 


ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ของ 3 นักกิจกรรม "ทะลุฟ้า" หลังเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ พร้อมให้ถอด EM


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันนี้ศาลอาญานัดสืบพยานในคดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ และพวกรวม 3 คน ในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564


ศาลได้มีคำสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบทความ ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ทำให้วันนี้ทรงพลและ “ไดโน่” นวพล ต้นงาม ได้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ทันที


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้รายละเอียดว่า การชุมนุมใน #ม็อบ16สิงหา ของกลุ่มทะลุฟ้า เป็นการเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. เข้าสกัดกั้นการชุมนุมไว้ หลังการชุมนุม ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้ายไปจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และการจับกุมผู้ชุมนุมตามมาด้วย โดยการชุมนุมสองส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน


ในชั้นตำรวจ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 นักกิจกรรมสี่คนได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.นางเลิ้ง โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ต่อมาคดีค้างอยู่ที่ชั้นตำรวจเกือบ 3 ปี พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้กับอัยการเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2567 


ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีแก่ทรงพลและพวก รวม 4 คน โดย เจษฏาภรณ์ โพธิ์เพชร หนึ่งในจำเลยเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง (ศาลพิพากษาปรับ 10,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 2 ปี) ส่วนจำเลยที่เหลือ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและให้ฟ้องเข้ามาใหม่ 


ในระหว่างที่รออัยการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่ เงื่อนไขการประกันตัวที่ถูกกำหนดไว้ในการฟ้องครั้งแรกที่ให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) กลับไม่ได้สิ้นผลตามคำสั่งที่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว เพื่อให้มีการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่และกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวใหม่อีกครั้งแต่อย่างใด


ต่อมา เมื่อวันที่ 7 ก.ค.​ 2568 จำเลยทั้งสามถูกสั่งฟ้องใหม่ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสามระหว่างพิจารณาคดี โดยให้วางหลักประกันคนละ 50,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ และได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไล EM เช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้ (16 พ.ค. 2568)


ศาลได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานคดีในวันที่ 18 ส.ค. 2568 และต่อมาได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค. 2569


และในวันนี้ (25 ส.ค. 2569) เวลา 09.42 น. ที่ห้องพิจารณาที่ 912 ฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยมาพร้อมก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีนี้


ทางทนายจำเลยแถลงว่า ในวันนี้ได้ยื่นคำร้องขอศาลสั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งคดีนี้เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมาย


ศาลแจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องก็ได้ เพราะ พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 ข้อหาตามท้าย พ.ร.บ. ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 ทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด


ศาลเห็นว่า ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานความผิด ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ตามมาตรา 215, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216, ร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยร่วมกันชุมนุม หรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในสถานที่แออัด ภายในเขตพื้นที่มีคำสั่งกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และกระทำโดยไม่ด้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่


ข้อหาตามฟ้องของโจทก์เป็นการกระทำตามท้าย พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามมาตรา 7 บัญญัติให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด จึงมีคำสั่งยุติการพิจารณาคดี ตามมาตรา 8 ยกเลิกการสืบพยานในคดี


หลังศาลอ่านคำสั่งเสร็จ จำเลยทั้งหมดได้ปรึกษาทนายต่อเกี่ยวกับเรื่องของการถอดกำไล EM โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ทันที


ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM ทำให้จำเลยสองราย ได้แก่ ทรงพลและนวพล ได้ปลดกำไล EM หลังใส่มากว่า 1 ปี 4 เดือนเศษ แต่จำเลยอีกหนึ่งรายยังต้องติดกำไล EM ตามคำสั่งศาลในอีกคดีหนึ่งอยู่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR #นิรโทษกรรมประชาชน

‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงนนทบุรีต่อเนื่อง ชูนโยบาย ‘NEW นนท์’ ยกระดับเกษตรกร-ดูแลผู้สูงวัย

 


‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงนนทบุรีต่อเนื่อง ชูนโยบาย ‘NEW นนท์’ ยกระดับเกษตรกร-ดูแลผู้สูงวัย


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคประชาชน พร้อมด้วย ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดนนทบุรี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและนำเสนอนโยบาย ‘NEW นนท์’


โดยเริ่มต้นที่ตลาดเทศบาลบางศรีเมือง เดชรัตได้เดินพบปะประชาชน แจกแผ่นพับแนะนำตัว พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ โดยมีประชาชนเข้ามาทักทาย พูดคุย และให้กำลังใจตลอดการลงพื้นที่


จากนั้น เดชรัตเดินทางไปที่สำนักงานเทศบาลเมืองบางกร่าง เพื่อรับฟังปัญหาจากกลุ่มเกษตรกร และร่วมกิจกรรมปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ โดยเดชรัตเน้นย้ำนโยบาย ‘เกษตรนนท์ชูใจ’ ที่มุ่งยกระดับเกษตรกรนนทบุรีด้วยการลดต้นทุนผ่านปุ๋ยและเครื่องจักร พร้อมส่งเสริมการรับซื้อผลผลิตส่งตรงสู่มื้ออาหารในโรงเรียน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และนำเทคโนโลยีมาใช้ดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนตลาดและสร้างรายได้ที่มั่นคง


รวมถึงนโยบาย ‘สูงวัยหัวใจนนท์’ ที่จะส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์นันทนาการสำหรับผู้สูงอายุในทุกอำเภอ โดยมีศูนย์ Day Care สำหรับผู้สูงอายุ อย่างน้อย 1 อำเภอ 1 ศูนย์ ภายใน 4 ปี รวมถึงโครงการ ‘สูงวัยไม่ถูกโกง’ ที่จะระดมทีมให้คำแนะนำแก่ผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์


ในช่วงบ่าย เดชรัตเดินทางต่อไปที่วัดค้างคาว เพื่อรับฟังปัญหาและลงพื้นที่ดูสภาพเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำลังประสบปัญหาเขื่อนทรุดตัวและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่


และในช่วงเย็นวันนี้ เดชรัตจะเดินทางไปยังวัดเขียน เพื่อลงพื้นที่หาเสียง พบปะประชาชน และรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ ก่อนนำเสียงของประชาชนไปเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบาย ‘NEW นนท์’ เพื่อพัฒนาจังหวัดนนทบุรีให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนต่อไป 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อบจนนท์ #เลือกตั้งอบจ #นนทบุรี #เดชรัต #NEWนนท์











ครม.เงาชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานในเงินกู้ 4 แสนล้าน “ไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ” ชวนจับตาโครงการพ่วงชื่อ “โซลาร์” กลายเป็นช่องทางผันเงินให้เครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่

 


ครม.เงาชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานในเงินกู้ 4 แสนล้าน “ไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ” ชวนจับตาโครงการพ่วงชื่อ “โซลาร์” กลายเป็นช่องทางผันเงินให้เครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ครม.เงาพรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 11 โดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข้อคิดเห็นต่อความคืบหน้าล่าสุดในการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท


ศิริกัญญาระบุว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยและเผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็ม พรรคประชาชนพบประเด็นน่าสนใจจากคำชี้แจงของพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าแผนการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (2 แสนล้านบาท) ยังไม่ปรากฏแผนงานที่เป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะทำให้เชื่อว่าจะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาระยะกลางถึงระยะยาว


นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง เนื่องจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับหนี้สาธารณะที่กำลังเข้าใกล้กรอบเพดานวินัยการเงินการคลัง ซึ่งคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญหลายประเด็นเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านและความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย โดยฝ่ายค้านเตรียมนำข้อมูลเหล่านี้ไปอภิปรายในการพิจารณา พ.ร.ก. ที่กำลังจะเกิดขึ้น


ศิริกัญญากล่าวเสริมอีกว่า นอกจากนี้ยังพบความไม่ชอบมาพากลในแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดทำแคตตาล็อกสินค้า ซึ่งอาจมีการกำหนดรหัสสินค้าบางประเภทที่นำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกให้แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ


ด้านศุภโชติระบุว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการจัดทำคำของบประมาณที่ใช้วิธีเปิดให้หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการขึ้นมาจากล่างขึ้นบน ก่อนส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะเริ่มจากการกำหนดทิศทางและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศให้ชัดเจน จึงเกิดคำถามตามมาว่า หลังใช้เงิน 2 แสนล้านบาทไปแล้ว ประเทศไทยจะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นเพียงใด หรือจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากแค่ไหน ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้


สำหรับปัญหาที่พบสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มโครงการที่ “ไม่ตรงปก” และโครงการที่ “ไม่มีเนื้อ” โดยในส่วนที่ “ไม่ตรงปก” เช่น กรณีนโยบายสินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน จากการชี้แจงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง พบว่าตัวเลข 1 ล้านครัวเรือนยังติดข้อจำกัดด้านศักยภาพของโครงข่ายไฟฟ้า ขณะที่ขนาดกำลังผลิตต่อครัวเรือนยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็น 3 หรือ 5 กิโลวัตต์ และเงินอุดหนุนที่เคยปรากฏเป็นข่าวว่าจะอุดหนุน 50,000 บาทต่อราย ก็อาจถูกลดเหลือเพียง 30,000 บาท


ส่วนแนวคิด “ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ” ซึ่งรัฐบาลเคยระบุว่าประชาชนสามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟไปชำระค่าติดตั้งโซลาร์โดยอัตโนมัตินั้น ทางการไฟฟ้าฯ ได้ชี้แจงว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎเกณฑ์ปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายรองรับให้ส่งมอบเงินไปชำระยังธนาคารโดยตรง


อีกหนึ่งตัวอย่างคือโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) วงเงิน 24,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งเป้าไว้ 80,000 คัน ครอบคลุม 7 ประเภท แต่ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกกลับชี้แจงว่าจะเน้นให้ความสำคัญกับรถแท็กซี่เป็นหลัก ส่วนรถโดยสารประจำทางจะให้กลับไปใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ และรถบรรทุกสินค้ายังติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงสถานีชาร์จ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อม ทำการบ้านไม่มากพอ แต่ตั้งโครงการมาโฆษณาไว้ก่อน แล้วค่อยมาหาวิธีการแก้ปัญหาทีหลัง


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มโครงการที่ “ไม่มีเนื้อ” มีตัวอย่างจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น โครงการของกรมชลประทานวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งอ้างชื่อเกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เมื่อสอบถามรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการ กลับพบว่ายังไร้ความชัดเจน และเป็นเพียงการจัดซื้อปั๊มน้ำติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น


อีกกรณีคือโครงการของการยางแห่งประเทศไทย วงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการยางสู่การทำสวนยางคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าเป็นการนำมาตรการ EUDR (กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า) มาแอบอ้างเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดังนั้น การนำคำว่า “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” มาใช้กับโครงการจำนวนมาก อาจเป็นช่องทางให้เงิน 2 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการทุจริตในอนาคต


ด้านรักชนก ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาไม่มีการนัดประชุมอย่างต่อเนื่อง แม้พรรคประชาชนจะสอบถามหลายครั้ง จนต้องนำเรื่องไปติดตามผ่านคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจแทน ทำให้ต้องตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่ามีความจริงใจในการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่


นอกจากนี้ ปัจจุบันคำว่า “โซลาร์” กำลังกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของโครงการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ ซึ่งโครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าหลายหมื่นล้านถึงหลักแสนล้านบาท จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่ามีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวหรือรับรู้ข้อมูลล่วงหน้าหรือไม่


โครงการนี้มันเป็นเรือโนอาห์ที่จะพาให้ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือ สส. ของเครือข่ายสีน้ำเงิน ไปแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือเปล่า” รักชนกกล่าว


รักชนกยังระบุด้วยว่า ตนได้รับข้อมูลจากข้าราชการว่าหลายพื้นที่เริ่มส่งคำขอโครงการเข้ามาแล้ว ทั้งที่หลักเกณฑ์การอนุมัติยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการถึงมาก่อน แต่หลักเกณฑ์ยังไม่มา ขณะเดียวกัน กรรมาธิการฯ ได้ขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน มอก. สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ โดยจะตรวจสอบทั้งกรณีที่ไร้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ได้รับมาตรฐาน (ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้รายเดิม) และกรณีที่มีผู้ประกอบการบางรายได้รับมาตรฐานใหม่อย่างรวดเร็วในช่วงที่มีเงินกู้ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่


พรรคประชาชนยืนยันว่าจะนำข้อมูลจากการติดตามทั้งหมดเข้าสู่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประชาชนได้เห็นทั้งปัญหาเชิงหลักการ กระบวนการจัดทำโครงการ และความเสี่ยงในการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ก่อนที่สภาฯ จะลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก. ต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา







นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (9)


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (9)


3. วงดนตรี “กรรมาชน” และจิ้น กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ ในงานวันไหว้ครู  ปี2517  ผมโชคดีที่เห็นน้อง ๆ คณะดนตรีของมหิดลเราเล่นเพลง “คนกับควาย” ในแนว ร๊อคมิวสิค ผมจึง “กระโจน” เข้าหาน้อง ๆ กลุ่มดังกล่าว และให้กำลังใจ สนับสนุน ให้น้อง  ๆรวมตัวกันให้ถาวร และจัดหาที่ฝึกซ้อม อำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ให้ ปรากฏว่า สามารถก่อรูปขึ้นเป็น วงดนตรี “กรรมาชน” ได้ และผมนำออกแสดงครั้งแรกในหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ในช่วง นิทรรศการ “จีนแดง”


กรรมาชน”ติดลมบนตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา


และเมื่อมีการชุมนุมของกรรมกร ชาวนา หรือประชาชนที่ไหน ไม่เพียงแต่ในกทม.เท่านั้น ทั้งรอบปริมณฑลและทั่วประเทศ ล้วนมีเสียงเรียกร้องขอให้ “กรรมาชน”ไปเล่น


คณะประจำวงท่านหนึ่ง ก็คือ “คุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” ต่อมาก็กลายเป็นแกนนำคนสำคัญของ “สมัชชาคนจน” ในภายหลัง


จิ้น หรือ กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ เป็น นักดนตรีหลัก มีพรสวรรค์ทางการดนตรีสูงมาก จิ้นแต่งเพลงออกมามากมายในระยะนั้น เช่น “แสง”  “โลกที่สาม”  “กรรมาชน”  “กรรมกรชาวนา”


ที่เด่นและทรงพลานุภาพที่สุด คือ “เพลงเพื่อมวลชน” ความเป็นมาของเพลงเพื่อมวลชน มีดังนี้ ในตอนนั้นกระแสปฏิวัติใหญ่วัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพของจีนส่งผลสะเทือนอันเลวร้ายเข้ามาใน การต่อสู้ทางการเมืองของไทยด้วย ที่โดนหนักที่สุดในมหิดล คือ วงดนตรีกรรมาชน โดนวิพากษ์ว่า ใช้เครื่องดนตรีของ “จักรพรรดินิยม ใช้ท่วงทำนองดนตรีของจักรพรรดินิยม”


ในจีนแดงเอง แม้แต่เปียโนชั้นดีราคาแพงยังโดนขวานจามทิ้ง คนเล่นเปียโนหรือ ไวโอลินโดนตัดนิ้ว โทษฐานเป็นข้าช่วงใช้ของจักรพรรดินิยม


จิ้นแต่งเพลง “เพื่อมวลชน” ใช้ทำนอง “แทงโก้”


ปกติ ผมจะเชิญจิ้นไปชนบทกับผมหลายครั้ง เพราะต้องการให้สัมผัสชีวิตคนชนบท มีคราวหนึ่ง ตั้งใจไปให้ใกล้ “เทือกเขาภูพาน” เพราะเป็นฐานที่มั่นของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ที่ต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนโดยเฉพาะชาวนา เพื่อไปทำความเข้าใจการต่อสู้ของชาวนา และพคท.


ในระหว่างเดินทางไป จิ้นมาสะท้อนความปวดร้าวในหัวใจที่ถูกโจมตีว่า “เป็นขี้ข้าจักรพรรดินิยม” “ใช้ท่วงทำนองดนตรีจักรพรรดินิยม” จนหมดกำลังใจ อยากจะเลิกเล่นดนตรีแล้ว ผมก็เลยบอกว่า ดนตรีเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น มันขึ้นอยู่ที่ว่าคนชนชั้นไหนจะนำไปรับใช้ชนชั้นไหน มันอยู่ที่เรา อยู่ที่เราจะนำไปใช้เพื่ออะไร เหมือนกับไฟ เหมือนมีด ถ้าเรามาใช้เป็นประโยชน์มันก็เป็นประโยชน์กับเรา เราก็นำมารับใช้ประชาชนผู้ยากไร้ที่ถูกกดขี่ขูดรีดซี แล้วมันจะเสียหายอะไร


จิ้นก็เลยลองเล่นเพลง “เพื่อมวลชน” ให้ผมฟัง ผมชอบมาก จิ้นก็เลยบอกว่า ยังไม่มีชื่อเพลง “ให้พี่เหวงช่วยตั้งชื่อให้” ผมฟังแล้วผมบอกทันทีว่า เอาชื่อ “เพื่อมวลชน” เลย จิ้นเห็นด้วย ก็เลยปรากฏเป็นเพลง “เพื่อมวลชน” ที่โด่งดังมากจนปัจจุบัน


ในช่วงเดือนพฤษภา53 จิ้นแต่งเพลงแห่งยุคสมัยอีกเพลงคือ “นักสู้ธุลีดิน”


ผมเห็นความสามารถของจิ้น ก็เลยขอให้จิ้นเอาเพลงของ จิตร ภูมิศักดิ์ มาแสดง อีกครั้ง จิ้นก็ทำได้สำเร็จ จึงเป็นที่มาของการฟื้นคืนชีพอีกครั้งของเพลงจิตร ภูมิศักดิ์ เช่น แสงดาวแห่งศรัทธา,เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ, มาร์ชชาวนาไทย มาร์ชกรรมกร, ทุ่งรวงทอง, รำวงวันเมย์เดย์, สิทธิแห่งมนุษยชน, ทะเลชีวิต, หยดน้ำบนผืนทราย เป็นต้น


ต่อมาผมได้ความคิดว่า “ต้องบันทึกเป็นตลับเทป” เพื่อเผยแพร่ การผลิตเป็นตลับเทปของผมในคราวนั้น “ไม่มีแนวคิดจะทำเป็นธุรกิจ”


ผมและจิ้นได้ร่วมกันทำก่อนหน้า แกรมมี่นำเพลงอัดใส่ตลับขาย หรือพวกฝรั่งตะวันตก นำเพลงมาอัดใส่ตลับเทปขายตั้งนานมากครับ พวกเราทำในราว ๆ ต้นปี 2518 ครับ จิ้นถามว่า “จะทำได้อย่างไร” ผมก็คิดหาทางทำ ผมคิดถึงห้องตรวจการทำงานของหูของภาควิชาหู


ผมจึงหาทางขออนุญาตภาควิชาโสตศอนาสิกราริ๊งค์ของคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ใช้ห้องทดสอบการได้ยินเสียงซึ่งเป็นห้องที่ดูดซับเสียงก้องสะท้อนทุกอย่างได้หมด”


ในที่สุดก็บันทึกเทปเพลง “จิตร ภูมิศักดิ์”ได้ออกมาเป็นอย่างดี


ผมยังได้ใช้เทปเพลงสองเทปนี้ ฟังในระหว่างที่ลี้ภัยการเมืองไปยังปารีสอยู่กว่าสองเดือน ฟังทุก ๆ วัน รวมไปถึงระหว่างที่อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม ลาว ก่อนจะเข้าสู่ป่าเขาลำเนาไพรในไทย และทราบว่าภายในประเทศไทยเอง นักศึกษาประชาชนและนักต่อสู้ของประชาชนทั้งหลายก็นิยมชมชอบเทปเพลง จิตร ภูมิศักดิ์ ที่นำมาเล่นใหม่ของ จิ้น กรรมาชน กันอย่างมากมาย


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง 


ศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษาคดี ม.112 ของ “นัท ธีรเมธ” กรณีโพสต์คลิป Tiktok จำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี


ศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษาคดี ม.112 ของ “นัท ธีรเมธ” กรณีโพสต์คลิป Tiktok จำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี


ตามที่วันนี้ 25 สิงหาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดพัทลุง นัดฟังคำพิพากษาคดีของธีรเมธ (สงวนนามสกุล) หรือ “นัท” ประชาชนวัย 21 ปี ที่เป็น “เด็กพิเศษ” ผู้มีความบกพร่องด้านสติปัญญา ซึ่งถูกกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เหตุจากข้อกล่าวหาว่าเผยแพร่คลิปใน TikTok เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566


เวลา 8.10 น. นัท เดินทางมาถึงศาลจังหวัดพัทลุงพร้อมทนายความ โดยมีประชาชนราว 20 คน ที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ และบางส่วนเป็นชาวพัทลุง รวมตัวมอบดอกไม้และให้กำลังนัท โดยนัทได้อ่านคำแถลงด้านหน้าศาลก่อนขึ้นไปฟังคำพิพากษา อ่านได้ที่ https://www.facebook.com/100044510196415/posts/1701457648014559/


ต่อมาเวลาประมาณ 9.30 น. ศาลจังหวัดพัทลุงอ่านคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “นัท ธีรเมธ” กรณีโพสต์คลิป Tiktok จำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี


สำหรับคดีนี้ นัท ธีรเมธ ปัจจุบันอายุ 23 ปี ถูก ทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน กล่าวหาไว้ที่ สภ.ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง จากการเผยแพร่คลิป TikTok เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566 เขาต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่จังหวัดพัทลุงมาตั้งแต่ปี 2567


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112







‘รุทธพล’ เผย ‘ดีเอสไอ’ เตรียมแจ้งความเอาผิด ‘มือปล่อย-ผู้เผยแพร่’ สำนวนคดีฮั้ว สว. ชี้ ผิดทั้งอาญา-กฎหมายคดีพิเศษ

 


รุทธพล’ เผย ‘ดีเอสไอ’ เตรียมแจ้งความเอาผิด ‘มือปล่อย-ผู้เผยแพร่’ สำนวนคดีฮั้ว สว. ชี้ ผิดทั้งอาญา-กฎหมายคดีพิเศษ


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่ iLaw เปิดข้อมูลคดีฮั้ว สว. ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงและได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ว่า เท่าที่ติดตามข่าว เอกสารดังกล่าวเป็นสำนวนของกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยตนก็มีข้อสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวได้มาอย่างไร


ขณะนี้ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า บุคคลใดทำให้เอกสารหลุดออกไป หรือมีใครเกี่ยวข้องบ้าง เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จ จะให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงต่อตนว่า ข้อมูลหลุดไปยังบุคคลภายนอกได้อย่างไร และตนยังทราบว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องหมายถึงผู้ที่นำเอกสารและสำนวนไปใช้ในการตรวจสอบ ซึ่งอาจมีความผิดทั้งในคดีอาญาและตามกฎหมายพิเศษ


เมื่อถามว่า การแจ้งความครั้งนี้จะเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูล รวมถึงบุคคลภายนอกที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ด้วยหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้พิจารณาตามพยานหลักฐานว่า ผู้ที่นำเอกสารไปและนำมาเผยแพร่จะมีความผิดอย่างไร


อย่างไรก็ตาม เอกสารที่หลุดออกมาเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คดีฮั้วสว #ดีเอสไอ #กระทรวงยุติธรรม

“ศุภชัย” โพสต์ ใครรับผิดชอบ กรณีสำนวนฮั้วสว. หลุด “คนปล่อย-คนรับ-คนเผยแพร่”

 


“ศุภชัย” โพสต์ ใครรับผิดชอบ กรณีสำนวนฮั้วสว. หลุด “คนปล่อย-คนรับ-คนเผยแพร่”


จากกรณีในโซเชียลมีการเผยแพร่เอกสารคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาในคดี “ฮั้วสว.” และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (23 ส.ค.) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ได้แสดงรายงานการสอบสวนคดดังกล่าว โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมระบุว่าถ้า กกต. ไม่สั่งฟ้องใครใน 229 ราย ตนจะเปิดเผยรายงานการสอบสวนของคนนั้น


วันนี้ (25 สิงหาคม 2569) นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจได้ ได้โพสต์เฟสบ๊ก ตั้งคำถามถึงสำนวนฮั้ว สว. หยุดได้อย่างไร และใครต้องรับผิดชอบ โดยมีข้อความดังนี้


สำนวนฮั้ว สว.” หลุดได้อย่างไร? คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่ ใครต้องรับผิด


ช่วงที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลซึ่งอ้างว่าเป็น คำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ จนนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในทางกฎหมายว่า


สำนวนที่ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวน ออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกได้อย่างไร?


เรื่องนี้ต้องแยกพิจารณาอย่างน้อย 3 ฝ่าย คือ “คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่” เพราะสถานะและความรับผิดทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน


1. “คนปล่อย” — สำนวนออกจากหน่วยงานได้อย่างไร?


หากเอกสารนั้นเป็นเอกสารจริงจากสำนวนของ กกต. หรือ DSI คำถามแรกไม่ควรเริ่มต้นที่คนซึ่งนำเอกสารมาแสดงต่อสาธารณะ แต่ต้องย้อนกลับไปถึงต้นทางว่า ใครเป็นผู้นำเอกสารออกจากสำนวน และมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเปิดเผยหรือส่งมอบแก่บุคคลภายนอกหรือไม่?


โดยเฉพาะเมื่อ DSI มีมาตรการเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลในสำนวนโดยเฉพาะ ส่วนกระบวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. ก็เป็นกระบวนการตามกฎหมาย มิใช่เอกสารที่เจ้าหน้าที่คนใดจะหยิบออกมาเผยแพร่ตามความพอใจ


หากเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ส่งมอบข้อมูลโดยไม่มีอำนาจ ก็ต้องตรวจสอบทั้ง กฎหมายอาญา กฎหมายเฉพาะ ระเบียบ และความรับผิดทางวินัย ตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี


2. “คนรับ” — ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่ได้แปลว่าทำอะไรก็ได้


บุคคลภายนอกอาจกล่าวว่า ผมไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงไม่มีหน้าที่รักษาความลับของราชการ” ประโยคนี้อาจถูกในแง่ที่ว่า ความผิดบางฐานกำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำไว้โดยเฉพาะว่าเป็นเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเหล่านั้นไปใช้กับประชาชนทั่วไปโดยอัตโนมัติ


แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อไม่ใช่เจ้าพนักงานแล้ว จะรับและเผยแพร่เอกสารในสำนวนอย่างไรก็ได้” ต้องตรวจสอบต่อว่า บุคคลนั้นได้เอกสารมาอย่างไร รู้หรือไม่ว่าเป็นข้อมูลจากสำนวนที่ยังไม่เปิดเผย มีส่วนร่วมในการขอหรือชักจูงให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารออกมาหรือไม่ และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในลักษณะใด


เพราะหากมีการร่วมมือกันตั้งแต่ต้น ก็อาจต้องพิจารณาหลักเรื่อง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ประกอบกับฐานความผิดที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี


3. “คนเผยแพร่” — ต้องแยก “พยานในสำนวน” ออกจาก “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว” เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง 


คำให้การของพยาน ≠ ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

ข้อกล่าวหา ≠ ความผิด และ การมีชื่ออยู่ในสำนวน ≠ เป็นผู้กระทำความผิด


สำนวนการไต่สวนมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย ทั้งพยานที่สนับสนุนและหักล้างข้อกล่าวหา ก่อนที่องค์กรผู้มีอำนาจจะประเมินพยานหลักฐานและมีคำวินิจฉัย


หากมีใครเลือกนำคำให้การหรือเอกสาร เพียงบางส่วน ออกมาเผยแพร่ แล้วนำไปสร้างข้อสรุปต่อสังคมว่าบุคคลใดกระทำความผิด ทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ย่อมต้องระมัดระวังทั้งในเรื่องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ความเป็นธรรมของกระบวนการ และความรับผิดตามกฎหมายอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง


คำถามที่สังคมควรถาม แทนที่จะสนใจเฉพาะว่า “ในสำนวนเขียนว่าอะไร?”


ผมเห็นว่ามีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ สำนวนมาอยู่ในมือคุณได้อย่างไร?” ใครเป็นคนเอาออกมา? ใครเป็นคนส่งให้? ได้รับอนุญาตหรือไม่?


เป็นเอกสารฉบับเต็มหรือเลือกมาเฉพาะบางหน้า? มีการตัดข้อความก่อนหรือหลังออกหรือไม่? และเหตุใดข้อมูลจากกระบวนการไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุดจึงถูกนำมาใช้ต่อสู้กันในพื้นที่สาธารณะ?


หากต้องการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรตรวจสอบ เส้นทางของเอกสาร (chain of custody) ตั้งแต่เอกสารถูกจัดทำ อยู่ในความครอบครองของใคร ใครเข้าถึงได้ จนกระทั่งออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอก


อย่าให้ “สำนวนการไต่สวน” กลายเป็น “คำพิพากษาของสังคม”


หลักนิติธรรมไม่ได้คุ้มครองเฉพาะคนที่เราเห็นด้วย แต่ต้องคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาค ผู้ถูกกล่าวหาต้องมีโอกาสชี้แจง พยานหลักฐานต้องได้รับการตรวจสอบ


องค์กรที่มีอำนาจต้องเป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่เลือกเอกสารบางหน้าออกจากสำนวน แล้วนำมาตัดสินกันบนหน้าจอโทรศัพท์ เพราะหากเรายอมรับวิธีการเช่นนี้ วันนี้อาจเกิดกับคนที่เราไม่ชอบ แต่วันหนึ่งก็อาจเกิดกับใครก็ได้


ก่อนถามว่า “สำนวนฮั้ว สว. มีอะไรอยู่ข้างใน” จึงควรถามให้ดังไม่แพ้กันว่า สำนวนออกมาข้างนอกได้อย่างไร?” นี่ต่างหากคือคำถามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้คำตอบแก่สังคม  ไม่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง, พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดี ดีเอสไอ, พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือแม้กระทั่ง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ได้กล่าวในเวทีฝ่ายค้านว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับโพยและเส้นเงินมีน้ำหนักเพียงพอที่ กกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามมาตรา 157 หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศุภชัยใจสมุทร #พรรคภูมิใจไทย #คดีฮั้วสว