วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘เอกภพ’ พร้อม สส. พรรคประชาชน เดินหน้าหารือ สปสช. เสนอแผนปฏิรูประบบบัตรทองกรุงเทพฯ แก้ปัญหาใบส่งตัว-งบไม่พอ-บริการไม่ทันปัญหาสุขภาพคนเมือง


‘เอกภพ’ พร้อม สส. พรรคประชาชน เดินหน้าหารือ สปสช. เสนอแผนปฏิรูประบบบัตรทองกรุงเทพฯ แก้ปัญหาใบส่งตัว-งบไม่พอ-บริการไม่ทันปัญหาสุขภาพคนเมือง


วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นเรื่องระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะปัญหาระบบบัตรทองในกรุงเทพฯ โดยเล่าถึงการร่วมหารือกับ สปสช. วานนี้ (20 มีนาคม 2569) ว่า ตนพร้อมด้วย สส.กรุงเทพฯ จากพรรคประชาชน ประกอบด้วย ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, ปวิตรา จิตตกิจ, ภูริวรรธก์ ใจสำราญ, ธีรัจชัย พันธุมาศ, ภัสริน รามวงศ์, เอกราช อุดมอำนวย, ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และ ชลณัฏฐ์ โกยกุล ร่วมกันเข้ายื่นข้อเสนอต่อ สปสช. เขตกรุงเทพมหานคร เพื่อผลักดันการปฏิรูประบบบัตรทองในกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพจริงของเมืองใหญ่


โดยนายเอกภพ ระบุว่าปัญหาในระบบบัตรทองกรุงเทพฯ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่เป็นปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งการถูกปฏิเสธใบส่งตัว การต้องเดินทางไกลเพื่อไปรักษา หรือบางกรณีต้องควักเงินจ่ายเอง ทั้งที่นี่คือสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับอย่างเป็นธรรม


ระบบบริการสุขภาพในเมืองหลวงต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนลำบากแบบนี้ต่อไป เพราะกรุงเทพฯ มีต้นทุนสูงกว่าหลายพื้นที่ ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าบุคลากร และต้นทุนการให้บริการ แต่กลับยังใช้วิธีคิดงบแบบใกล้เคียงกับทั้งประเทศ ทำให้คลินิกจำนวนมากแบกรับภาระไม่ไหว บางแห่งเริ่มถอนตัวจากระบบ และสุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชน


นายเอกภพระบุว่า ตอนนี้ยังมีคลินิกชุมชนอบอุ่นหลายแห่งกำลังพิจารณายกเลิกสัญญา ซึ่งอาจกระทบประชาชนในระบบบัตรทองมากกว่า 50,000 คน ที่เสี่ยงจะไม่มีหน่วยบริการประจำ และต้องไปรอรับบริการในระบบที่แออัดกว่าเดิม


โดย สส. พรรคประชาชนเสนอให้มีการปฏิรูประบบอย่างจริงจัง 7 ด้าน ทั้งเพิ่มอำนาจให้ สปสช. คุ้มครองสิทธิการส่งต่อผู้ป่วยได้จริง ทบทวนงบเหมาจ่ายรายหัวให้สะท้อนต้นทุนจริงของกรุงเทพฯ แยกงบส่งต่อผู้ป่วยออกจากงบรายหัว จัดทำสัญญากลางระหว่างคลินิกกับโรงพยาบาล ตั้งกลไกตรวจสอบข้อพิพาทเรื่องงบ ยกเลิกการเรียกเงินคืนย้อนหลังในกรณีที่หน่วยบริการทำโดยสุจริต และจัดระบบเครือข่ายบริการให้คลินิกเชื่อมกับโรงพยาบาลประจำเขตอย่างเป็นรูปธรรม


ข้อเสนอหลายอย่างที่พรรคประชาชนผลักดัน เริ่มได้รับการตอบสนองแล้ว เช่น การเพิ่มบทบาทสายด่วน 1330 ในบางกรณี การเสนอเพิ่มงบเหมาจ่ายรายหัว การพัฒนาระบบส่งตัวระหว่างหน่วยบริการ รวมถึงการผลักดันเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์และการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง ตรวจสอบ และนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น


นายเอกภพ ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่กรุงเทพฯ ต้องมีการปฏิรูประบบบริการสุขภาพครั้งใหญ่ และกรุงเทพมหานครต้องมีบทบาทนำมากกว่านี้ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงการรักษาได้จริง ไม่ถูกปฏิเสธสิทธิ และไม่ต้องรู้สึกว่าระบบนี้ทิ้งเขาไว้ข้างหลัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สปสช #บัตรทอง #คนเมือง














“Rights to Miss” Thumb Rights ชวนฟังจดหมายผู้ต้องขังการเมือง พร้อมเขียนส่งความคิดถึงถึงคนในเรือน ด้าน“บุ๊ค Eleven Finger” บอกสำหรับคนที่ถูกขัง จดหมายมีความสำคัญ ตนจะรอรับจดหมายทุกเย็น

 


“Rights to Miss” Thumb Rights ชวนฟังจดหมายผู้ต้องขังการเมือง พร้อมเขียนส่งความคิดถึงถึงคนในเรือน ด้าน“บุ๊ค Eleven Finger” บอกสำหรับคนที่ถูกขัง จดหมายมีความสำคัญ ตนจะรอรับจดหมายทุกเย็น


วันที่ 21 มี.ค. 2569 เวลา 17.00 น. ที่ Arai Arai Home Cafe ถนนไมตรีจิตต์ กลุ่ม Thumb Rights จัดกิจกรรม “Rights to Miss, Night of Share” ชวนประชาชนร่วมรับฟังจดหมายจากผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกส่งออกมาจากเรือนจำและไม่เคยเผยแพร่มาก่อน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมเขียนจดหมายส่งต่อถึงผู้ต้องขัง


กิจกรรมจัดขึ้นบริเวณชั้น 1 ของร้าน เริ่มต้นด้วยการอ่านจดหมายจากผู้ต้องขังทางการเมือง อาทิ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ, กฤษดา, อัฐสิษฏ, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “มานี” เงินตา คำแสน และ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน


จากนั้นเป็นวงพูดคุยถึงความสำคัญของ “จดหมาย” ในฐานะเครื่องมือสื่อสารระหว่างผู้ต้องขังกับโลกภายนอก โดยมีวิทยากร ได้แก่ “บรี” ตัวแทนจาก Amnesty International Thailand และ “บุ๊ค Eleven Finger” อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมอง


“บุ๊ค” กล่าวว่า ระหว่างถูกคุมขัง จดหมายมีความสำคัญอย่างมากต่อสภาพจิตใจ ทำให้รู้สึกเหมือนได้รับการโอบกอดและกำลังใจจากผู้คนภายนอก โดยในแต่ละวันซึ่งแทบไม่มีกิจกรรมให้ทำ ตนจะรอรับจดหมายในช่วงเย็น และนำมาอ่านร่วมกับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ เพื่อแบ่งปันกำลังใจ ซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บจดหมายเหล่านั้นไว้


ด้าน “บรี” ระบุว่า จดหมายเป็นทั้งพื้นที่สื่อสาร การแสดงออก และการยืนยันอุดมการณ์ของผู้ต้องขังทางการเมือง อีกทั้งยังเป็นช่องทางสำคัญในการรับกำลังใจจากคนภายนอก


ในประเด็นอุปสรรคของการส่งจดหมาย “บุ๊ค” ระบุว่า 

เรือนจำมีการเซนเซอร์เนื้อหาบางส่วน ขณะที่ “บรี” สะท้อนว่า เรือนจำยังไม่มีมาตรฐานกลางในการจัดการจดหมาย เช่น การจำกัดจำนวนบรรทัด หรือการกำหนดรายชื่อผู้ติดต่อ โดยบางเรือนจำกำหนดให้ 1 ใน 10 รายชื่อ ต้องเป็นญาติทางสายเลือดเท่านั้น


นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้เขียนจดหมายเพื่อส่งต่อกำลังใจไปยังผู้ต้องขัง และช่วงท้ายของกิจกรรมมีการถ่ายภาพร่วมกัน เพื่อส่งต่อไปยังผู้ต้องขัง ยืนยันว่าพวกเขายังไม่ถูกลืมและยังมีผู้คนภายนอกที่คอยสนับสนุน 


กิจกรรมปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีจาก “บุ๊ค Eleven Finger” และยุติกิจกรรมในเวลาประมาณ 19.10 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สิทธิประกันตัวประชาชน


























วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

“ชาย สิทธิพล” พรรคประชาชน จี้รัฐบาล เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน เสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากวิกฤตน้ำมัน อย่าให้ซ้ำรอยช่วงโควิด


“ชาย สิทธิพล” พรรคประชาชน จี้รัฐบาล เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน เสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากวิกฤตน้ำมัน อย่าให้ซ้ำรอยช่วงโควิด


วันที่ 20 มีนาคม 2569 นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย จากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จี้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเชิงรุกปกป้องผู้ประกอบการ ก่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจะดิ่งเหว ซ้ำรอยช่วงโควิด-19


นายสิทธิพล ระบุว่า ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็น 12% ของ GDP กำลังเผชิญมรสุมใหญ่ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านการบินระยะไกล จากยุโรปที่ต้องบินอ้อมน่านฟ้าสงคราม ส่งผลให้ค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่สายการบินหลักจากตะวันออกกลางลดเที่ยวบินลงอย่างมีนัยสำคัญ


ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน นักท่องเที่ยวอาจหายไปถึง 25% หรือเหลือเพียง 27 ล้านคน ซึ่งจะกระทบผู้ประกอบการในภาคท่องเที่ยวซึ่งมีจำนวนมาก โดยขณะนี้ยอดจองโรงแรมในภูเก็ตลดลงแล้ว 10% ส่วนภาคเหนือลดมากถึง 30%”


นอกจากปัจจัยต่างประเทศ การท่องเที่ยวในประเทศก็ชะงัก คนไทยไม่กล้าเที่ยว เพราะ “กลัวไม่มีน้ำมันเติม” สิทธิพลระบุว่าปัญหาการท่องเที่ยวในประเทศที่คนไทยเริ่มชะลอการเดินทาง ไม่ใช่แค่เพราะค่าครองชีพสูง แต่เพราะ “ความไม่เชื่อมั่นในระบบพลังงาน” โดยเฉพาะการเดินทางไปเมืองรองที่ประชาชนกังวลว่าจะหาปั๊มน้ำมันเติมไม่ได้ระหว่างทาง


นายสิทธิพลระบุว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวฝากส่งเสียงถึงรัฐบาล เช่น ที่พัทยา ปั๊ม ปตท. ไม่มีน้ำมันสักแห่ง ทัวร์จีนต้องลุ้นว่าจะส่งนักท่องเที่ยวไปสนามบินทันหรือไม่ ขณะที่ถนนเส้นทางสายเหนือจากอ่างทองถึงสุโขทัย น้ำมันหมดแทบทุกปั้ม ที่มีก็รอคิวยาวมาก และให้เติมแค่ 2,000 บาท/คัน ถ้ารถเก๋งให้คันละ 500 บาท


ส่วนเส้นทางสายใต้ ชุมพรถึงนครศรี เมื่อเวลาเลย 9.00 น. ส่วนใหญ่น้ำมันหมดแทบทุกปั๊ม คนขับเศร้าใจจะร้องไห้กันหมดแล้ว เครียดทั้งขับรถ เครียดทั้งน้ำมันหมด ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป จนใกล้สงกรานต์ สถานการณ์จะเสียหายรุนแรงกว่านี้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เที่ยวโดยรถยนต์ ใครจะเดินทาง ถ้าไม่มั่นใจ จะมีน้ำมันเติมหรือเปล่า จะยิ่งตอกย้ำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม ถ้าต่างชาติรู้สึกว่ามาเมืองไทย แล้วไม่แน่นอน ไปไหนลำบาก รถหาน้ำมันเติมไม่ได้ ใครจะมาเที่ยวบ้านเรา ท่านนายกฯ ต้องเลิกมองว่า ไม่มีปัญหาได้แล้ว


3 ข้อเสนอเร่งด่วน “ทำทันที” ต่อรัฐบาล


1. แก้ความกลัวด้วยข้อมูล (Real-time Dashboard):


รัฐบาลต้องเลิกปล่อยให้ประชาชนเดาทางเอง แต่ต้องทำ Dashboard ปั๊มน้ำมันและสถานะน้ำมันทั่วประเทศแบบ Real-time เพื่อให้คนวางแผนการเดินทางได้แม่นยำ สร้างความมั่นใจในการขับรถเดินทาง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว


2. บุกตลาดทดแทน 


เร่งอัดโปรโมชั่นดึงนักท่องเที่ยวจากเอเชีย (จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อาเซียน) และกลุ่มที่บินตรงได้โดยไม่ต้องผ่านโซนสงคราม เพื่อทดแทนส่วนแบ่งตลาดจากยุโรปที่หายไป


3. ตาข่ายรองรับผู้ประกอบการ 


หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสู้เพียงลำพัง รัฐต้องให้ บสย. เข้าช่วยค้ำประกันสินเชื่อ และออก Soft Loan ที่เข้าถึงง่าย ไม่ล่าช้า เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจรายย่อยกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) จากทั้งจำนวนลูกค้าที่ลด และต้นทุนประกอบการที่พุ่งสูงขึ้น


นายสิทธิพลทิ้งท้ายว่า ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาลมากที่สุด คือ การเข้าอกเข้าใจสิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการเผชิญ และปกป้องผลประโยชน์แทนพี่น้องประชาชน ..การที่ประชาชนผู้เดือดร้อนส่งเสียงอะไรไป แล้วผู้นำรัฐบาลบอกแต่ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ไม่มีปัญหาแบบนั้น โดยฟังแต่คนรอบข้าง ไม่ว่าจะรัฐมนตรีหรือข้าราชการ นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน ยังสะท้อนภาวะผู้นำของท่านนายกฯ อีกด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิกฤตน้ำมัน #การท่องเที่ยว

‘ศุภโชติ พรรคประชาชน’ ตั้งคำถามถึงรัฐบาล ตกลงน้ำมันหาย หรือมี ‘ไอ้โม่ง’ กักตุนไว้เพื่อขายส่งออกนอก

 


‘ศุภโชติ พรรคประชาชน’ ตั้งคำถามถึงรัฐบาล ตกลงน้ำมันหาย หรือมี ‘ไอ้โม่ง’ กักตุนไว้เพื่อขายส่งออกนอก


วันที่ 20 มีนาคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนให้ความเห็นหลังนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. คมนาคม ตั้งคำถามว่า “น้ำมันหายไปไหน?” โดยนายศุภโชติวิเคราะห์หลังมีการแถลงจากรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สิ่งที่ยิ่งทำให้สังคมกังวลมากขึ้น ไม่ใช่แค่ภาพน้ำมันขาดหน้าปั๊ม แต่คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า น้ำมันหายไปไหนกันแน่ และมีการลักลอบนำน้ำมันออกไปขายต่างประเทศหรือไม่


นายศุภโชติกล่าวว่า รัฐบาลพยายามอธิบายสถานการณ์ด้วยตัวเลขว่า การใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจาก 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน และโยนเหตุผลทั้งหมดไปที่ “ความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น” แต่คำอธิบายแบบนี้ เท่ากับกำลังผลักความรับผิดชอบของวิกฤตครั้งนี้ไปที่ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนมากเพียงแค่ต้องใช้น้ำมันเพื่อทำมาหากินตามปกติ และไม่มีศักยภาพในการกักตุนในระดับที่ทำให้ระบบทั้งประเทศสะดุดได้


นายศุภโชติกล่าวถึงประเทศไทยในอดีตว่า เคยมีประวัติเรื่องน้ำมันเถื่อนมาอย่างยาวนาน เพียงแต่ในอดีตเป็นการลักลอบ “นำเข้า” จากประเทศเพื่อนบ้านเพราะราคาถูกกว่า แต่วันนี้สถานการณ์อาจกลับด้าน จากนโยบายตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศต่ำกว่าประเทศรอบข้างอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ราคาดีเซลในลาวและพม่าที่อยู่ในระดับเกือบ 50 บาทต่อลิตร


หมายความว่า หากมีการลักลอบส่งออกมากกว่าที่รัฐบาลชี้แจงจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจทำกำไรได้สูงถึงลิตรละ 20 บาท ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลเองยอมรับว่า มีการส่งออกน้ำมันไปลาววันละ 5.29 ล้านลิตร และไปพม่าวันละ 300,000 ลิตร คำถามคือ น้ำมันเหล่านี้ขายในราคาเท่าใด


หากขายในราคาที่สูงกว่าหรือใกล้เคียงกับราคาประเทศปลายทาง กำไรส่วนต่างนั้นตกอยู่ที่ใคร เข้าประเทศ หรือเข้ากระเป๋านายทุนพลังงาน


นายศุภโชติกล่าวว่า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เรื่องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น แต่คือ มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า น้ำมันบางส่วนกำลังไหลออกนอกประเทศ ในขณะที่ประชาชนในประเทศกลับไม่มีน้ำมันใช้


ที่ผ่านมา เราได้เรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการระบายน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงปั๊มน้ำมันรายวันแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน


ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงว่าประเทศเรากำลังเจอการลักลอบส่งออกน้ำมันครั้งใหญ่ รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงให้สังคมกระจ่างมากกว่านี้ และเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอย่างตรงไปตรงมา เช่น ปัจจุบันมีรถบรรทุกของเหลวออกนอกประเทศวันละเท่าใด มีการตรวจสอบที่ด่านศุลกากรเข้มงวดเพียงใด และมีมาตรการอย่างไรในการป้องกันการสำแดงสินค้าเป็นของเหลวชนิดอื่น แต่แท้จริงข้างในอาจเป็นน้ำมัน


นายศุภโชติทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยังไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างโปร่งใส การอธิบายว่าวิกฤตครั้งนี้เกิดจาก “ประชาชนใช้น้ำมันมากขึ้น” เพียงอย่างเดียวและไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน ก็ถือเป็นการกระทำที่น่าละอายใจ และยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามมากขึ้นว่า รัฐบาลหรือคนในรัฐบาลรู้เห็นเป็นใจ รวมถึงมีส่วนได้เสียให้มีการลักลอบน้ำมันเถื่อนออกนอกประเทศหรือไม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิกฤตน้ำมัน

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

"วีระยุทธ" เผย ฟันงูเห่าโทษหนักสุด รอพรรคตัดสินใจ คาด "ดองงู" ปิดประตูย้ายขั้ว ปัดตอบ รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ขอรอมติที่ประชุมใหญ่ตัดสินใจ เคาะชื่อหัวหน้าพรรค ปลาย เม.ย.นี้

 


"วีระยุทธ" เผย ฟันงูเห่าโทษหนักสุด รอพรรคตัดสินใจ คาด "ดองงู" ปิดประตูย้ายขั้ว ปัดตอบ รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ขอรอมติที่ประชุมใหญ่ตัดสินใจ เคาะชื่อหัวหน้าพรรค ปลาย เม.ย.นี้


วันที่ 20 มีนาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการดำเนินการกับนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน สส.งูเห่าที่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีสวนมติพรรคว่า อะไรที่เป็นโทษกับเขามากที่สุด เราก็จะดำเนินการสิ่งนั้น ซึ่งในอดีตก็เคยมีบทเรียนด้านนั้นมาแล้ว


พร้อมให้ความเห็นว่า การขับออกไม่ได้เป็นประโยชน์เสมอไป เพราะอย่าลืมว่า การขับออกเขาก็จะวิ่งหนีไปเข้าที่อื่นได้ทันที มันจะยิ่งสนับสนุนปรากฏการณ์ "งูดูดงู" เข้าไปอีก เพราะฉะนั้นควรจะต้องเป็นมาตรการที่ลงโทษแล้วได้ผลมากที่สุด ซึ่งขอรอให้เป็นข้อสรุปจากที่ประชุม สส. อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยหลักการคือ ต้องเป็นสิ่งที่เป็นการลงโทษจริง ๆ ไม่ใช่การให้ประโยชน์


และขณะนี้นายสุริยา ยังไม่ได้ติดต่อเข้ามาชี้แจง ซึ่งทางพรรคมีคนที่พยายามติดต่ออยู่ และจากนั้นจะนำข้อมูลมา เข้าสู่ที่ประชุม สส. และจะสรุปเป็นมาตรการต่อไป


ส่วนกระแสข่าวที่พรรคจะรีโนเวทพรรคใหม่ โดยจะให้นายวีระยุทธ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค และให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค เป็นเลขาธิการพรรคนั้น นายวีระยุทธ กล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องตำแหน่งบริหารจะต้องดำเนินการในที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือนเมษายน เพราะว่าครบรอบ และเป็นการประชุมประจำปี ซึ่งทุกปีก็จะมีการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคอยู่แล้ว ดังนั้นขอให้รอจังหวะเวลานั้น ซึ่งต้องรอมติจากที่ประชุม ไม่สามารถพูดล่วงหน้าได้


เมื่อถามย้ำว่า หากที่ประชุมมีมติให้นายวีระยุทธ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหัวหน้าพรรค ก็มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่นำพาพรรค และทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรใช่หรือไม่ นายวีระยุทธ ได้ยิ้ม ก่อนระบุว่า “เดี๋ยวรอเวลานั้นก่อนครับ”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ปชน. เสนอรัฐยิงตรงมาตรการช่วยเหลือ คูปองน้ำมัน-ปุ๋ย ให้เกษตรกร “วีระยุทธ” ผิดหวัง ศบก. ไม่ใส่ใจหาตัวไอ้โม่งขโมยน้ำมันออกจากระบบ จี้เร่งเปิดข้อมูลแดชบอร์ดน้ำมันรายวันให้ประชาชนคลายกังวล

 


ปชน. เสนอรัฐยิงตรงมาตรการช่วยเหลือ คูปองน้ำมัน-ปุ๋ย ให้เกษตรกร “วีระยุทธ” ผิดหวัง ศบก. ไม่ใส่ใจหาตัวไอ้โม่งขโมยน้ำมันออกจากระบบ จี้เร่งเปิดข้อมูลแดชบอร์ดน้ำมันรายวันให้ประชาชนคลายกังวล


วันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย พรรคประชาชน ร่วมแถลงข้อห่วงใยต่อสถานการณ์ภาคเกษตร สืบเนื่องจากสถานการณ์น้ำมันในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


โดยวีระยุทธระบุว่าจากการประชุมของ ศบก. เมื่อวานนี้ พรรคประชาชนรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านั้นผู้อำนวยการ ศบก. บอกเองว่าจะจับคนผิดที่นำน้ำมันออกจากระบบ แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีนั่นหัวโต๊ะประชุมเมื่อวานนี้ กลับไม่มีการจับคนผิดเกิดขึ้น พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้มีการนำเอาผู้ที่หากินบนความเดือดร้อนของประชาชนมารับผิดให้ได้ 


แม้การบุกจับที่ จ.อ่างทองเมื่อเช้าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่มูลค่าที่มีการจับกุมที่จังหวัดอ่างทองอยู่ที่ราว 10 ล้านบาทเท่านั้น แต่ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากระบบทำกำไรได้สูงกว่านั้นแน่ หากไม่มีการเอาผิดอย่างจริงจัง วิกฤตก็จะลากยาวไปอีก และจะมีผู้หากินบนความเดือดร้อนของประชาชนเช่นนี้ไปอีกเรื่อย ๆ


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปิดเผยข้อมูลน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบาก วันนี้สถานการณ์ยังไม่ได้บรรเทาลง การเปิดข้อมูลจึงมีความสำคัญมากและไม่ใช่เรื่องยากเย็น ก่อนหน้านี้ภาคเอกชนทำเว็บไซต์เองแล้วให้ประชาชนแต่ละพื้นที่ส่งข้อมูลเข้าไป 


ขณะเดียวกันสำนักงานพลังงานแต่ละจังหวัดก็มีผู้ดูแลข้อมูลในระดับจังหวัดอยู่แล้ว ที่ อบจ. ลำพูน ด้วยความร่วมมือกับสำนักพลังงานจังหวัด ยังสามารถเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้เห็นว่าแต่ละปั๊มมีปริมาณน้ำมันเหลือเท่าไหร่ จึงขอเรียกร้องไปยังผู้กำหนดนโยบาย ว่าถ้าต้องการลดความตื่นตระหนกของประชาชน ขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลแดชบอร์ดอย่างจริงจัง


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่าสิ่งที่น่ากังวลในเวลานี้คือเสียงของเกษตรกรที่ยังไปไม่ถึง ศบก. และรัฐบาล ทั้งในเรื่องน้ำมันและปุ๋ย เวลานี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวแต่น้ำมันที่ชาวนาต้องใช้ ตั้งแต่เครื่องสูบน้ำจนถึงรถไถและรถเก็บเกี่ยวกำลังขาดแคลน ถ้าไม่มีส่วนนี้โอกาสที่ข้าวจะร่วงหล่นลงโดยไม่ได้เก็บเกี่ยวมีสูงมาก และจะส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร รวมถึงปริมาณข้าวที่ประเทศไทยจะผลิตและซื้อขายได้ในตลาดด้วย 


ถ้ายังไม่มีมาตรการสนับสนุนน้ำมันช่วยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรในเวลานี้ ก็จะเกิดความลำบาก พรรคประชาชนจึงเสนอว่ารัฐบาลควรออกมาตรการคูปองน้ำมัน ประเทศไทยมีฐานข้อมูลที่ดีอยู่แล้ว รู้จำนวนเกษตรกรรายพื้นที่ รู้ว่าใครเพาะปลูกอะไรด้วยซ้ำ การใช้คูปองน้ำมันจะเป็นการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากที่สุด


วีระยุทธยังกล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ยังมีเรื่องของปุ๋ยก็กำลังจะเป็นปัญหาตามมา ข้อมูลจากรัฐที่ได้มาในเวลานี้มีความไม่สอดคล้องกันอยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าจะมีสต๊อกของปุ๋ยเหลืออยู่ถึงเดือนพฤษภาคม แต่กรมการค้าภายในบอกว่าจะใช้ได้ได้ถึงเดือนสิงหาคม พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง 


นอกจากนี้ การใช้กระบวนการเดิมที่เรียกว่าธงฟ้าหรือธงเขียวไม่เพียงพอ ในปีงบประมาณที่ผ่านมามีการใช้โครงการปุ๋ยราคาพิเศษที่กรมการค้าภายในเข้ามาช่วยในโครงการธงเขียว ช่วยเหลือเกษตรกรได้ประมาณ 90,000 ถึง 100,000 กระสอบ รวมแล้วมีปริมาณปุ๋ยราคาพิเศษที่ช่วยเหลือเกษตรกรราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่ความต้องการปุ๋ยที่ใช้ในประเทศไทยทั้งหมดมีถึง 5 ล้านตัน เท่ากับว่าโครงการธงเขียวที่ผ่านมาสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ทั้งหมดคิดเป็น 0.1% หรือหนึ่งในพันเท่านั้น จึงขอเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนกระบวนการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรใหม่ให้ตรงจุดมากขึ้น โดยการทำคูปองปุ๋ย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดที่สุด ผ่านการยิงตรงให้คูปองปุ๋ยและคูปองน้ำมันไปถึงเกษตรกรในเวลาที่ตรงกับการเก็บเกี่ยว โดยสามารถควบคุมงบประมาณได้ด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน