วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568

พรรคภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์ ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชน จัดตั้งรัฐบาลใหม่

 


พรรคภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์ ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชน จัดตั้งรัฐบาลใหม่


ภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ และ ภราดร ปริศนานันทกุล เดินทางมาที่ทำการของพรรคประชาชน เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการ กับหัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารของพรรคนั้น


ล่าสุด วันที่ 29 สิงหาคม 2568 พรรคภูมิใจไทย ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง "พรรคภูมิใจไทย ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชน จัดตั้งรัฐบาลใหม่" โดยระบุว่า


พรรคภูมิใจไทย โดยมติคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค รับข้อเสนอของพรรคประชาชน และดำเนินการรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดของสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้สนับสนุนหลัก


โดยความชอบธรรมและประเพณีปฏิบัติทางการเมือง พรรคประชาชน ในฐานะพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นอันดับ 1 มีสิทธิที่จะรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นลำดับแรก แต่เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมาย ทำให้พรรคประชาชนไม่สามารถเสนอบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาชนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีได้


พรรคประชาชนจึงเสนอแนวทางการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ตามที่ได้ประกาศให้ทราบทั่วกันแล้วซึ่งพรรคภูมิใจไทย ได้หารือกับพรรคการเมืองบางพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่ง เห็นตรงกันว่าสามารถรับข้อเสนอของ พรรคประชาชน เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศและประชาชน จากนั้นจะยุบสภาผู้แทนราษฎร จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมือง ตามกำหนดเวลาที่พรรคประชาชนเสนอ


หลังจากพรรคภูมิใจไทย รับข้อเสนอของพรรคประชาชนในวันนี้แล้ว จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาหารือขอรับการสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาล เพื่อบริหารประเทศในสถานการณ์ที่มีปัญหาภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้พ้นจากระยะวิกฤต แล้วจะคืนอำนาจให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป


พรรคภูมิใจไทย ขอเรียนว่านโยบายและภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ ที่จะจัดตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของ พรรคประชาชน มี 3 ประการ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะได้นำไปหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อพิจารณาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา 2. การจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และ 3. การยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองภายในเวลา 4 เดือน นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น


พรรคภูมิใจไทย ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่ได้นำเสนอแนวทางจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้การเมืองไทยดำเนินไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้อย่างราบรื่น และขอใช้โอกาสนี้เชิญชวน พรรคการเมืองทุกพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อแก้วิกฤติของประเทศ แก้ปัญหาของประชาชน และ คืนอำนาจให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ตัดสินใจทางการเมือง อีกครั้งหนึ่ง


พรรคภูมิใจไทย

29 สิงหาคม 2568

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคภูมิใจไทย

"ภูมิธรรม" นำหัวหน้าพรรคร่วมฯ เดิม แถลงตั้งรัฐบาล พร้อมหนุน "ชัยเกษม" เป็นนายกฯ คนต่อไป

 


"ภูมิธรรม" นำหัวหน้าพรรคร่วมฯ เดิม แถลงตั้งรัฐบาล พร้อมหนุน "ชัยเกษม" เป็นนายกฯ คนต่อไป


วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. ที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย และแกนนำรัฐบาล จัดแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล หลังจากกรณี ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี


ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคร่วมเดิม สนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ทั้งนี้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยืนยันว่าจะร่วมมือกันต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย




’เท้ง‘ แถลง ปชน.พร้อมเลือกนายกฯ ใหม่ ภายใต้เงื่อนไข ต้อง ‘ยุบสภา’ ใน 4 เดือน , ครม.ชุดใหม่ต้องจัดให้มีประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร.จากการเลือกตั้งโดยเร็ว ไม่เกินวันเลือกตั้ง สส. และพรรค ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาล ไม่มีคนจากพรรคเป็นรัฐมนตรี

 


’เท้ง‘ แถลง ปชน.พร้อมเลือกนายกฯ ใหม่ ภายใต้เงื่อนไข ต้อง ‘ยุบสภา’ ใน 4 เดือน , ครม.ชุดใหม่ต้องจัดให้มีประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร.จากการเลือกตั้งโดยเร็ว ไม่เกินวันเลือกตั้ง สส. และพรรค ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาล ไม่มีคนจากพรรคเป็นรัฐมนตรี


วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค และ สส.พรรคประชาชน แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เนื่องจาก ศาลเห็นว่าการเจรจาของนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุนเซ็นตามคลิปเสียงดังกล่าว มีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ เป็นการถือเอาผลประโยชน์ของสมเด็จฮุนเซนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ จึงเข้าข่ายมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้มีผลความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. และมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุด


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนและพรรคประชาชนยืนยันมาโดยตลอดว่า คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในประเด็นที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือมาตรฐานทางจริยธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ชัดเจนแน่นอนตายตัว อีกทั้งในเรื่องนี้ เป็นโอกาสให้การใช้ดุลพินิตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ จึงมิควรถูกวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีนี้พรรคประชาชนเห็นว่า นางสาวแพทองธาร จะต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก หรือยุบสภา ให้ประชาชนได้ตัดสินผ่านคูหาเลือกตั้งไปก่อนหน้านี้


อย่างไรก็ตาม วันนี้เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ซึ่งมีผลเป็นที่สิ้นสุด ทำให้สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นจะต้องมีมติในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนเห็นว่า ด้วยสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศได้ จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความชอบธรรมทางการเมือง อีกทั้งจะต้องเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจในการแต่งตั้งทีมผู้บริหาร ที่เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง มากกว่าการแต่งตั้งบุคคล ที่เกิดจากการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง


หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว อีกว่า ด้วยเงื่อนไขที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ จากองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในขณะนี้ จำเป็นการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่มาทำหน้าที่ยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ในกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนในฐานะเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร จึงถือภารกิจในการผ่าทางตันทางการเมือง โดยอาศัยกระบวนการ และกลไกในรัฐสภา คือการเลือกนายกฯคนใหม่ ในการทำหน้าที่ยุบสภา เพื่อป้องกันกรณีให้มีนายกรัฐมนตรีที่เคยเป็นอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร หรือนายกรัฐมนตรีคนนอกเข้าสู่อำนาจได้


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สว.พรรคประชาชนทุกคน พร้อมเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้


1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน ตั้งแต่ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป


2. คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินวันก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป


3. พรรคประชาชนยืนยันที่จะไม่ร่วมรัฐบาล และทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชน ไปดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีนี้ ส่วนมองผลคดีเป็นบวกหรือเป็นลบนั้น ตนไม่คิดว่าเป็นบวกหรือเป็นลบใดๆ แต่ตนคิดว่าสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในตอนนี้ คือเรื่องการทำให้ประเทศเดินหน้า คือการต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อที่จะได้มีรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีความชอบธรรมในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ


เมื่อถามว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองใดติดต่อมาแล้วบ้าง นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ยังไม่มีการตกลงใดๆ อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะพรรคการเมืองใดก็ตาม ก่อนหน้านี้เราเองได้มีการแถลงจุดยืนไปแล้ว วันนี้ก็ออกมาแถลงในการยืนยันจุดยืนเดิมอีกหนึ่งครั้งว่า พวกเราไม่ร่วมรัฐบาล และพร้อมจะใช้เสียงของพวกเราทุกเสียง กลไกทุกอย่างที่มีในสภา เพื่อผ่าทางตันของประเทศ ดังนั้น ในตอนนี้ถ้าพรรคใดๆ ก็ตาม ที่ไม่สามารถรวมเสียงข้างมากในการตั้งรัฐบาลได้ จะต้องมาขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน โดยที่เราไม่ร่วมรัฐบาล ก็ต้องยอมรับเงื่อนไข ที่ตนได้แถลงไป


เมื่อถามว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเดินทางมาที่ทำการพรรคประชาชน ได้มีการติดต่อประสานงานกันหรือยัง นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ยังไม่มีการติดต่อประสานงานทางการใดๆ ตนเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าความตั้งใจของนายอนุทินที่จะเข้ามาพูดคุยจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่เชื่อว่า วันนี้ได้แถลงเรื่องเงื่อนไขในการตั้งรัฐบาล ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการยุบสภาโดยเร็วไปแล้ว


เมื่อถามว่า หากตอนที่พรรคอื่นมาขอเสียงโดยยอมรับเงื่อนไข แต่เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว มีความกังวลว่า จะโดนหักหรือเบี้ยวหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างที่ตนได้บอกไปแล้วว่า คนที่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ คงไม่จำเป็นจะต้องมายอมรับเงื่อนไขพรรคประชาชน ดังนั้น ถ้าพรรคใดๆ ก็ตาม ที่จะเข้ามาบรรลุข้อตกลงตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนได้แถลงไป แปลว่าเขาต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้น หนึ่งประการ ที่ สส.ของเราทั้งหมด จะใช้เสียงทั้งหมดที่เรามี กำกับทิศทางของรัฐ บาลนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ตนเชื่อว่าเราจะเป็นเสียงสำคัญในสภา ที่จะกำกับนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว


นายณัฐพงษ์ ยังเชื่ออีกว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลแต่ละชุดมีการผิดสัญญากับประชาชนหลายครั้ง และหากครั้งนี้ทำผิดสัญญากับประชาชนอีกสักหนึ่งครั้ง ตนเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนจะจดจำ และตัดสินนักการเมืองที่โกหกประชาชน


เมื่อถามว่าการกำหนดเงื่อนไขในการยุบสภาภายใน 4 เดือน พรรคประชาชนมีความพร้อมในการเลือกตั้งอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พวกเราไม่ได้ตั้งเงื่อนไขนี้ บนพื้นฐานที่ว่า เราประเมินจากความได้เปรียบ หรือเสียเปรียบทางการเมืองของพรรคประชาชน แต่เราตั้งเงื่อนไขนี้ เพราะเป็นสิ่งที่เราอยากยืนยันมาโดยตลอด ว่าประเทศจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีความชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่ได้ประเมินเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ หรือพร้อมไม่พร้อม เพราะจริงๆ แล้ว เราพร้อมเลือกตั้งทุกวัน แต่การที่เราตัดสินใจตั้งเงื่อนไขแบบนี้ ก็เพื่อยืนยันในหลักการเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




ปล่อยตัวแล้ว ! “ใบปอ” หลังศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี ก่อนลดเหลือ 4 ปี คดี #ม112 แชร์โพสต์ ‘เพจทะลุวัง’ เรื่องงบสถาบันกษัตริย์ และได้ประกันตัว วงเงิน 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์

 


ปล่อยตัวแล้ว ! “ใบปอ” หลังศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี ก่อนลดเหลือ 4 ปี คดี #ม112 แชร์โพสต์ ‘เพจทะลุวัง’ เรื่องงบสถาบันกษัตริย์ และได้ประกันตัว วงเงิน 200,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์


วันที่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ใบปอ” นักศึกษาและนักกิจกรรม ซึ่งถูกอัยการยื่นฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ (5) จากกรณีที่มีการแชร์โพสต์ของ ‘เพจทะลุวัง’ เรื่อง ‘งบสถาบันกษัตริย์’ เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 รวมจำนวน 2 โพสต์


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ข้อมูลว่าคำพิพากษาสรุป เห็นว่า ในคดีนี้ พยานโจทก์ล้วนเบิกความไปในทำนองเดียวกันว่าโพสต์ทั้ง 2 โพสต์ มีเนื้อหาหยายคาย เป็นการดูหมิ่น เกลียดชัง อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112


ศาลพิจารณาทั้งสองโพสต์ข้อความ เห็นว่าเป็นการกล่าวถึงพระบรมวงศานุวงศ์ รัชกาลที่ 10 และสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับการใช้พระราชอำนาจและการนำเงินภาษีประชาชนไปใช้ และแม้ภาพในโพสต์จะมีการปกปิดใบหน้าบางส่วน แต่ก็ดูออกได้ว่าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์


ภาพและข้อความที่จำเลยแชร์นั้นมีเนื้อหาลักษณะเสียดสี ประชดประชัน สร้างความเสียหายต่อพระเกียรติของรัชกาลที่ 10 และพระราชินีอย่างร้ายแรง อันเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร


ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรค 1 (5) ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสูงสุด จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง รวม 6 ปี


เนื่องจากจำเลยให้ข้อเท็จจริงในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และปรากฏจากแถลงการณ์ปิดคดี จำเลยยังอยู่ในระหว่างการศึกษา และได้ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ กับบริจาคอวัยวะ เช่น ดวงตาแก่ผู้อื่น เป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น เห็นควรลงโทษสถานเบาสุด และกรณีมีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา


โดยศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา โดยให้วางหลักทรัพย์ 200,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใด โดยหลักทรัพย์ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ จากนั้นใบปอได้เดินทางออกไปพบกับประชาชนบริเวณศาลอาญาที่มาร่วมให้กำลังใจ และเดินทางกลับบ้าน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112




“นายกฯแพทองธาร” แถลง น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรธน. ขอบคุณทุกส่วนที่ให้โอกาสและประสบการณ์

 


“นายกฯแพทองธาร” แถลง น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรธน. ขอบคุณทุกส่วนที่ให้โอกาสและประสบการณ์


วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา170 วรรคหนึ่ง (4) กรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา นั้น


ต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ได้แถลงต่อสื่อมวลชน ความว่า


สวัสดีค่ะ อย่างแรกเลยนะคะ ด้วยความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม ดิฉันขอน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญค่ะ แต่ว่าในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่ตั้งใจจะทำเพื่อประเทศตลอดมา ไม่ว่าบทสนทนานั้นที่เป็นคลิปเสียงออกไป ดิฉันเองไม่ได้ขออะไรเพื่อเป็นประโยชน์ของตัวดิฉันเองเลย


ก็อยากจะบอกพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ดิฉันยึดมั่นเสมอนั่นก็คือชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นทหาร เป็นพลเรือน ดิฉันตั้งใจจริง ๆ ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตเขาเหล่านั้นไว้ให้ได้ คลิปนี้เกิดขึ้นก่อนการปะทะที่รุนแรงในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็ขอยืนยันเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ตั้งใจจะสื่อสารจริง ๆ


คำตัดสินของศาลในวันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างฉับพลัน เราก็ต้องมาช่วยกันค่ะ ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง ฝ่ายค้าน ประชาชนเอง ทุก ๆ คนก็ต้องมารวมใจกันสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของเราให้กลับมาเข้มแข็งให้ได้ ให้ไม่มีจุดเปลี่ยนอย่างฉับพลันเช่นนี้อีก


แน่นอนค่ะ ดิฉันเองในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ดิฉันต้องขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ให้โอกาสดิฉันทำงานเพื่อประเทศชาติมาเกือบ 1 ปีเต็ม ดิฉันมีความภาคภูมิใจที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ได้ทำเพื่อประเทศชาติ นำประสบการณ์ นำความตั้งใจมาเพื่อจะพัฒนาประเทศชาติ เพื่อจะให้ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วยโอกาส ดิฉันคิดว่าอย่างไรก็ตาม รัฐบาลต่อจากนี้ก็จะนำในเรื่องของโอกาสกลับมาให้พี่น้องประชาชนให้ได้ เพราะว่าการที่พี่น้องประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากกินดีอยู่ดีได้ นั่นเองคือพื้นฐานที่สำคัญในการเป็นประเทศที่เข้มแข็ง ประเทศที่มีเสถียรภาพ


ดิฉันในฐานะคนไทยคนหนึ่ง มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สุดหัวใจเท่าที่คนไทยคนหนึ่งจะทำได้ ยังขอยืนยันเรื่องนี้ตลอดไปค่ะ ต้องขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่ให้โอกาส ต้องขอขอบคุณครม.ที่ทำงานร่วมกันมา ขอบคุณสื่อมวลชน ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ให้โอกาส ให้ประสบการณ์ ทำให้ดิฉันได้รู้ข้อดีข้อเสียของตัวเอง พร้อมที่จะพัฒนาต่อไป แน่นอนค่ะว่ามีส่วนไหนที่ดิฉันจะทำเพื่อช่วยประเทศชาติให้ดีขึ้นได้ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ดิฉันก็ยินดีที่จะทำทั้งนั้น


แน่นอนค่ะ ต่อจากนี้ขอส่งกำลังใจให้ทีมบริหารทุก ๆ ท่านช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป ดิฉันเองก็จะคอยติดตามอย่างใกล้ชิด คอยเป็นพลังที่ดีให้กับประเทศชาติของเราต่อไป ขอบพระคุณค่ะ สวัสดีค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #แพทองธารชินวัตร #ผิดจริยธรรมร้ายแรง

ด่วน! “แพทองธาร” ไม่รอด! ผิดจริยธรรมร้ายแรง ศาลรัฐธรรมนูญ ฟัน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ครม.ทั้งคณะพ้นไปด้วย

 


ด่วน! “แพทองธาร” ไม่รอด! ผิดจริยธรรมร้ายแรง ศาลรัฐธรรมนูญ ฟัน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ครม.ทั้งคณะพ้นไปด้วย


วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ชี้ขาดคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 36 คน เข้าชื่อยื่นเรื่องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา


โดยวันนี้ผู้ร้อง พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา เดินทางมาฟังศาลด้วยตัวเอง ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายนายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทนายความมาฟังคำวินิจฉัย


โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคลิปเสียงต่างประเทศไม่มีการแปล ศาลเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวางในการค้นหาความจริงและยุติข้อกล่าวหาได้อย่างแท้จริง โดยผู้ถูกร้องยอมรับว่าเป็นบุคคลในคลิปจริง การฟังคลิปเสียงจึงเป็นการเอื้อต่อระบบยุติธรรมมากกว่า ดังนั้นศาลจึงรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานได้


ส่วนเรื่องความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นที่ไว้วางใจต่อสาธารณะ และต้องถูกตรวจสอบทุกแง่มุม ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีการกระทำอันเป็นเหตุต้องห้าม เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นการใช้เทคนิคมุ่งหมายลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น และใช้คำว่า “เรา” การที่ผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย การกล่าวคำดังกล่าวนั้น พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการแบ่งข้าง และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพ แสดงความอ่อนแอให้กัมพูชาทราบ เป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศได้ การใช้คำว่า ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เขาไล่หลานให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้ว เหมือนกับว่าเป็นการตกลงร่วมกัน เป็นการขอร้องให้เห็นใจ แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่มีการตอบโต้ ผู้ถูกร้องยังแสดงตนและจำนนให้สมเด็จฯ ฮุนเซนทราบ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือรักษาจุดยืนของประเทศชาติ และเปิดช่องให้กัมพูชาหยิบยื่นข้อเรื่องร้องต่อไทยได้ตามต้องการ ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการประชุม สมช. มีการพิจารณากับกองทัพจากเบาไปหาหนัก และทราบดีว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา


ศาลจึงพิจารณาแล้วเห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #แพทองธารชินวัตร #ผิดจริยธรรมร้ายแรง

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก “ใบปอ” 6 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือ 4 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 - พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ด้านทนายเตรียมยื่นประกัน สู้ต่อในชั้นอุทธรณ์


ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก “ใบปอ” 6 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือ 4 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 - พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ด้านทนายเตรียมยื่นประกัน สู้ต่อในชั้นอุทธรณ์


วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 911 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นเบื้องสูงคดีดำ อ1691/2565ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้องน.ส.ณัฐนิจ ดวงมุกสิทธิ์ หรือ “ใบปอ” และน.ส.สุพิชฌาย์ ชัยลอม หรือ “เมนู” แกนนำกลุ่มทะลุวัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112,ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯมาตรา 14(5)


กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2565 จำเลยทั้งสองได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยการแชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ทะลุวัง ThaluWang” ซึ่งมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความวิจารณ์งบประมาณสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการบิดเบือนข้อมูล โดยมีเจตนาอาฆาตมาดร้าย และทำลายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้ และได้รับการประกันตัว


ในวันนี้น.ส.ณัฐนิจ ได้เดินทางเข้ามาฟังคำพิพากษาด้วยตนเองพร้อม นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ ส่วนน.ส.สุพิชฌาย์ จำเลยที่ 2 หลบหนีระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งศาลได้ออกหมายจับและปรับนายประกันก่อนหน้านี้แล้ว


ศาลพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบโน้ตบุ๊คอยู่ในห้องของจำเลยทั้งสอง มีประวัติการใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก ใบปอ ณัฐนิจ และเพจทะลุวัง ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รู้และเห็นการใช้งานและนำภาพและข้อความที่ระบุเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 3 หมื่นล้านบาทมาใช้ซึ่งเป็นการบิดเบือนจาบจ้วงและให้ร้าย สร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทบความมั่นคงของชาติ


พยานหลักฐานโจทก์นำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ปราศจากความน่าสงสัย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นโทษหนักสุด


พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 6 ปี แต่จำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นนักศึกษา และทำความดีต่อสังคมด้วยการจะบริจาคอวัยวะ เป็นการบรรเทาผลร้ายจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญา


มีรายงานว่า ภายในห้องพิจารณามีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังเข้ามาให้กำลังใจและร่วมรับฟังการพิพากษา รวมทั้งครอบครัวของน.ส.ณัฐนิจด้วย หลังจากทราบผลคำพิพากษา “ใบปอ” ถึงกับร้องไห้และโผเข้ากอดครอบครัวของตนเองโดยมีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังยืนปลอบและให้กำลังใจ ด้านนายกฤฎางค์ นุตจรัส ทนายความเปิดเผยสั้น ๆ ว่าได้เตรียมคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวน.ส.ณัฐนิจในชั่นอุทธรณ์คดีไว้แล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ใบปอ #มาตรา112