วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘พริษฐ์’ สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

 


พริษฐ์’ สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

 

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยรายละเอียดการประชุมเรื่อง ‘คดีฮั้ว สว.’ ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) องค์กรอิสระฯ ร่วมกับตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อตรวจสอบและเสนอแนะการทำหน้าที่ของ กกต. ในคดี ‘ฮั้ว สว.’ โดยสรุปเป็น 9 ประเด็นสำคัญ ดังนี้


1. ประเด็นหลักที่ตรวจสอบคือ การเปรียบเทียบการทำหน้าที่ระหว่าง 2 คณะ ที่มีมติสวนทางกัน ระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เสนอให้ กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปที่ศาล กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (คณะอนุวินิจฉัยฯ) ชุดที่ 36 ที่เสนอให้ กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ให้ไปไม่ถึงศาล


2. รายละเอียดการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. 229 คน ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงว่า

- องค์ประกอบ: กรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากเจ้าหน้าที่ กกต. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

- ระยะเวลาพิจารณา: ใช้เวลาพิจารณาทั้งหมด 120 วัน โดยประชุมทุกวัน หรือแทบทุกวัน

- รายละเอียดการพิจารณา: มีเอกสารประกอบทั้งหมดประมาณ 90,000 หน้า เป็นความเห็นกรรมการราว 1,000 หน้า และมีการสอบพยานหลักร้อยคน


3. ส่วนรายละเอียดการทำงานของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งมีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงว่า

- องค์ประกอบ: อนุกรรมการประกอบไปด้วย 7 คน ซึ่งแต่ละคนถูกเสนอโดยกรรมการ กกต. แต่ละคน

- ระยะเวลาพิจารณา: ตัวแทน กกต. ที่มาชี้แจงว่าไม่ทราบข้อมูล

- รายละเอียดการพิจารณา: ตัวแทน กกต. ที่มาชี้แจงว่าไม่ทราบข้อมูลอีกเช่นกัน


4. ข้อพิรุธเรื่องการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจาก

- ได้รับการยืนยันว่า โดยปกติแล้ว กกต. จะมีอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 ชุด โดยในการกลั่นกรองแต่ละคดีจะใช้วิธีสุ่มหรือเวียนว่าใช้อนุวินิจฉัยฯ ชุดไหน จะไปรับผิดชอบคดีใด เพื่อไม่ให้เกิดการ ‘ล็อก’ คนที่ไปพิจารณาคดีต่างๆ แต่ในกรณีคดีฮั้ว สว. มีการยืนยันว่า กกต. ได้ตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งทาง กมธ. จะทำหนังสือตามไปเพื่อขอรายชื่อคดีทั้งหมดก่อนหน้า ที่มีการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดพิเศษเป็นการเฉพาะในลักษณะนี้ โดยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มบังคับใช้

- มีการยืนยันว่า รายชื่ออนุกรรมการ 7 คน ของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่ได้มีแค่คนที่เป็นอนุกรรมการอยู่ใน 35 ชุด ที่ถูกเลือกมาอยู่ในชุดที่ 36 แต่ยังมี ‘คนนอก’ ที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในอนุวินิจฉัยฯ 35 ชุดเลย แต่ถูกดึงมาอยู่ในชุดที่ 36 โดยเฉพาะ ซึ่งตัวแทน กกต. ให้ข้อมูลว่า จำตัวเลขไม่ได้ว่ามีคนนอกกี่คนจาก 7 คน


5. นอกจากความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 แล้ว ยังได้รับแจ้งว่า คณะกรรมการ กกต. ที่พิจารณาคดีนี้อยู่ ยังมีความเห็นของ ‘เลขาธิการ กกต.’ ซึ่ง กกต. ชี้แจงว่าไม่ใช่ความเห็นของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่เป็นความเห็นของ ‘องค์คณะรองเลขาฯ ที่รับผิดชอบสำนวน’

หรือพูดง่าย ๆ คือ คณะกรรมการ กกต. สำหรับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน จะมี 3 ความเห็นคือ (1) คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง (2) เลขาธิการ กกต. เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง (3) อนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง


6. หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่กำลังถูกพิจารณาโดย กกต. ทางตัวแทน กกต. เลือกที่จะไม่ตอบคำถามผมว่ามีหลักฐานประเภทใดอยู่บ้าง เช่น การวิเคราะห์สถิติการลงคะแนน โพยจัดตั้ง หลักฐานการนัดหมาย หลักฐานการจ่ายค่าเดินทาง แต่ยืนยันว่าหลักฐานมีความหลากหลาย


7. ส่วนหลักฐานในคลิปที่ได้เผยแพร่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ หนึ่งในคณะกรรมการ กกต. และการเก็บเอกสารจาก มงคล สุระสัจจะ ซึ่งต่อมาเป็นประธานวุฒิสภา

- ตัวแทน กกต. เลือกที่จะไม่ตอบคำถามว่า หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคลิปดังกล่าวอยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่หรือไม่

- โดย กกต. ตอบเพียงแค่ว่า หลักฐานหรือประเด็นในคลิปนี้จะมีอยู่ในสำนวนที่เคยมีคำร้องในประเด็นดังกล่าว ซึ่งคาดว่าเป็นคำร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. แต่ไม่ได้ตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่กำลังถูกพิจารณาโดย กกต. ในคดีฮั้ว สว. ณ เวลานี้หรือไม่


8. การเผยแพร่คลิปจากวันเลือก สว. ทางตัวแทน กกต. ยืนยันว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ร.ป. เลือก สว.) ในการบันทึกคลิปการเลือก สว. ทุกระดับอยู่แล้ว และยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า บางกรณีในอดีตมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน กกต. จึงเผยแพร่บางส่วนของคลิปดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับสังคม

ดังนั้น ในเมื่อ กกต. มีคลิปการเลือก สว. ทั้งหมดอยู่ในมือ ทาง กกต. ก็สามารถเลือกที่จะเผยแพร่ทั้งหมดหรือบางส่วนของคลิปดังกล่าวได้ เพื่อไขข้อสงสัยของสังคมว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างในวันดังกล่าว


9. หลังจากนี้ คณะกรรมการ กกต. จะต้องมีมติภายใน 90 วันหลังจากการพิจารณานัดแรก ซึ่งจะครบ 90 วันช่วงเดือนกันยายน 2569 ว่าจะสั่งฟ้องใครบ้าง หรือยกคำร้องใครบ้าง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือหากมีการยกคำร้องใคร เอกสารที่ กกต. ยืนยันกับ กมธ. ว่าจะเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะมีเพียง ‘คำวินิจฉัย’ ถึงเหตุผลในการยกคำร้องบุคคลดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นเพียงคำอธิบายสั้นๆ 3-4 ย่อหน้า ว่า ‘พยานหลักฐานไม่เพียงพอ’ โดยไม่มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบหรือข้อเท็จจริงในคดีโดยละเอียด


บทสรุปคือ ทาง กมธ. จะทำหนังสือขอข้อมูลจากทาง กกต. อีกครั้ง เพื่อขอคำตอบและเอกสารในหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำชี้แจง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“ชัชชาติ” หาเสียงตลาดเช้าสาทร “สะพาน 2-ตรอกจันท์” พ่อค้าแม่ค้าแห่เซลฟี่-ตะโกนเชียร์ “เบอร์ 9” คึกคัก

 


ชัชชาติ” หาเสียงตลาดเช้าสาทร “สะพาน 2-ตรอกจันท์” พ่อค้าแม่ค้าแห่เซลฟี่-ตะโกนเชียร์ “เบอร์ 9” คึกคัก


วันที่ 19 มิถุนายน 2569 บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมด้วยทีมงาน "กรุงเทพฯ ทำงาน" โดยในวันนี้ได้เดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่เขตสาทร ตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยปักหมุดลุยตลาดใหญ่ในพื้นที่ถึง 2 แห่ง ทั้งตลาดสะพาน 2 และตลาดเช้า ซอยจันทน์ 18/7 (ตลาดเช้าตรอกจันท์)


บรรยากาศในช่วงเช้าวันนี้เป็นไปอย่างคึกคักและความอบอุ่น ทันทีที่ชัชชาติและทีมงานเดินทางถึงตลาดสะพาน 2 และตลาดเช้าตรอกจันท์ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของต่างพากันเข้ามาต้อนรับอย่างเนืองแน่น โดยพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากได้พร้อมใจกันเชิญชวน นายชัชชาติ ให้มาร่วมถ่ายรูปคู่หน้าร้านค้าของตัวเองไว้เป็นที่ระลึก


พ่อค้าแม่ค้าบางคนส่งเสียงตะโกน “เบอร์ 9” ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ บางคนประกาศสนับสนุนว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ จะพร้อมใจกันลงคะแนนเทใจให้เบอร์ 9 อย่างแน่นอน


หลังจากเดินตลาดสะพาน 2 นายชัชชาติและทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เดินเท้าลุยหาเสียงต่อในบริเวณถนนจันทน์ เขตสาทร เพื่อพบปะทักทายพี่น้องประชาชนตามอาคารบ้านเรือนและร้านค้าริมทาง โดยได้แวะพบปะพูดคุย ทักทาย คนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์











“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ พบคนกรุงเลือก “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย 72.35% ห่างจาก “ชัยวัฒน์” ซึ่งได้ 8.80%

 


“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ พบคนกรุงเลือก “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย 72.35% ห่างจาก “ชัยวัฒน์” ซึ่งได้ 8.80%


วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่องโค้งสอง สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0


จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 72.35 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
อันดับ 2 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)
อันดับ 3 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)
อันดับ 4 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)
อันดับ 5 ร้อยละ 2.70 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ
อันดับ 6 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)
และร้อยละ 2.10 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสมัย ละเลิศ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) นายประยูร ครองยศ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นายคมสัน พันธุ์ชาติกุล (อิสระ) กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)


เมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 32.85 ระบุว่า อิสระ
อันดับ 2 ร้อยละ 27.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 3 ร้อยละ 12.30 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 4 ร้อยละ 8.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน
อันดับ 6 ร้อยละ 6.85 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว
อันดับ 7 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น ทีม Better Bangkok
อันดับ 8 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)”
และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ กลุ่มพัฒนาหนองแขม และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)


เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.50 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.50 เป็นเพศหญิง


ตัวอย่าง ร้อยละ 10.70 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 16.90 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.55 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.60
อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 29.25 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 93.75 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.80 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.45 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ


ตัวอย่าง ร้อยละ 43.15 สถานภาพโสด ร้อยละ 54.05 สมรส และร้อยละ 2.80 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.35 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 10.25 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 25.95 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 46.15 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 9.90 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี


ตัวอย่าง ร้อยละ 7.85 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 26.00 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 28.25 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.25 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.30 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 24.05 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.30 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ตัวอย่าง ร้อยละ 23.50 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 4.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 15.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 8.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.10 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.65 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.80 ไม่ระบุรายได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิด้าโพล #กรุงเทพมหานคร #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม69 #เลือกตั้งสก69



วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

อธิบดีปกครองเบี้ยวไม่เข้าประชุมแจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ปม ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ รอบสอง ด้าน ‘ภคมน’ รับไม่ไหว หากยังไม่ยอมมาชี้แจงเอง อาจพิจารณาใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ

 


อธิบดีปกครองเบี้ยวไม่เข้าประชุมแจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ปม ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ รอบสอง ด้าน ‘ภคมน’ รับไม่ไหว หากยังไม่ยอมมาชี้แจงเอง อาจพิจารณาใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ


วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการประชุมเพื่อรับฟังข้อชี้แจงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากการร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบการแทรกแซงการเลือกตั้งโดยอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จากการส่งข้อความทาง LINE หาปลัดจังหวัดภูเก็ตขอให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” และกรณีคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง


หลังการประชุม ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และโฆษก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้ มีการเรียกทั้ง กกต. และอธิบดีฯ มาให้คำชี้แจง ซึ่งอธิบดีฯ ก็ไม่มาเช่นเดิม แต่ให้รองอธิบดีฯ มาแทน ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จึงเชิญให้รองอธิบดีฯ กลับไป เพราะกรณีนี้มีความละเอียดอ่อน ส่งผลได้ผลเสียต่อประชาชน เป็นเรื่องใหญ่ในวงกว้าง ไม่สามารถให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามารับผิดชอบผลที่อาจจะเกิดขึ้นแทนได้ และขอให้ในการประชุมครั้งหน้าอธิบดีฯ มาทำการชี้แจงด้วยตนเองในที่ประชุมให้ได้


ชลณัฏฐ์กล่าวต่อว่า การส่งตัวแทนมานั้นไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกหรือตอบแทนได้ และไม่สามารถรับผิดชอบแทนได้ ถ้าสุดท้าย กมธ. ไม่สามารถเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงได้ กมธ. สามารถใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ เรียกเจ้าตัวมาได้ในที่สุด แต่คำถามคือ อธิบดีฯ จะดื้อแพ่งต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ เพราะอย่างไร กมธ. ก็จะติดตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด


ด้าน ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ระบุว่า การชี้แจงวันนี้น่าผิดหวัง เนื่องจาก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้เรียกอธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงเป็นครั้งที่ 2 แล้ว หลังจากครั้งแรกอธิบดีฯ ปฏิเสธ และส่งรองอธิบดีฯ มาแทน ในการประชุมครั้งนี้ก็ยังไม่มา และส่งรองอธิบดีฯ ท่านเดิมมาอีก


นอกจากนี้ การดำเนินการที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่มีความคืบหน้า และยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามที่นายกรัฐมนตรี หรือตามที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เคยชี้แจงกับทั้งสังคมและ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ การประชุมวันนี้จึงไม่สามารถติดตามถึงความคืบหน้าใดๆ ดังกล่าวได้


ภคมนกล่าวต่อไปว่า ไม่ควรมีข้าราชการคนไหนมารับหน้าแทนการกระทำส่วนตัวของอธิบดีฯ ที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งกรมการปกครอง การเลือกตั้ง ประเทศ และประชาชนคนไทย โดยที่คำชี้แจงที่ผ่านมาก็ทำไปแบบผ่านๆ ไม่มีความสมเหตุสมผล การให้ลูกน้องรับหน้าแทนอีกครั้งในวันนี้และการแสดงออกที่ผ่านมา ล้วนสะท้อนว่าอธิบดีฯ ไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำไว้ได้ส่งผลอย่างไรบ้าง และไม่มีกระทั่งความคิดที่จะรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังและอธิบดีฯ ควรมีความละอายแก่ใจอย่างยิ่ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #อธิบดีปกครอง #ช่วยน้ำเงินด้วย







วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘สหัสวัต’ จี้รัฐแก้กฎหมายคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ รับลูกอนุสัญญาฯ ฉบับใหม่ของ ILO

 


‘สหัสวัต’ จี้รัฐแก้กฎหมายคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ รับลูกอนุสัญญาฯ ฉบับใหม่ของ ILO 


วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียถึงผลการประชุมแรงงานระหว่างประเทศ ที่รองรับสิทธิของแรงงานแพลตฟอร์ม ขณะที่ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุน ‘อนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม’ ยังไม่มีความชัดเจนด้านกฎหมาย ว่าแรงงานแพลตฟอร์มมีสิทธิด้านแรงงานต่างๆ ตามสถานะ ‘ลูกจ้าง’ เหมือนอาชีพอื่นๆ หรือไม่


สหัสวัตกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference) สมัยที่ 114 ของ 187 ประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม หรือ Decent Work in the Platform Economy Convention 2026 


การประชุมครั้งนี้นับเป็นรูปธรรมแรกของประชาคมโลกในการกำหนดมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศสำหรับคนทำงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งอาหาร คนขับรถรับส่ง คนส่งพัสดุ ฟรีแลนซ์ออนไลน์ หรือแรงงานรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลในอนาคต


โดยสาระสำคัญของอนุสัญญาฉบับนี้เริ่มด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า โลกของการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากกฎหมายแรงงานในอดีตถูกออกแบบบนความสัมพันธ์แบบ ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ในโรงงานหรือออฟฟิศ แต่ปัจจุบัน เนื่องจากมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ลักษณะนี้เปลี่ยนไป เพราะคนหันมาทำงานผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น แต่ความเป็นจริงคือ คนทำงานเหล่านี้ไม่ถูกนับเป็น ‘ลูกจ้าง’ แม้จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และการควบคุมของแพลตฟอร์มอย่างเข้มข้นก็ตาม


อนุสัญญาฉบับนี้พยายามจะแก้ปัญหาข้างต้น โดยยืนยันว่าแรงงานแพลตฟอร์มคือแรงงานที่ต้องได้รับการรับรองและคุ้มครองภายใต้มาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศในหลายประเด็นด้วยกัน ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้ 


1. ด้านสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน อนุสัญญาดังกล่าวระบุว่า ประเทศสมาชิกต้องรับรองเสรีภาพในการรวมตัว สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม การขจัดแรงงานบังคับและแรงงานเด็ก การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในสภาพการทำงานที่ปลอดภัย หลักการนี้ยืนยันว่า แรงงานแพลตฟอร์มไม่ใช่เพียง ‘ผู้ใช้งานแอปฯ’ แต่เป็นคนทำงานที่มีสิทธิและศักดิ์ศรีไม่ต่างจากแรงงานกลุ่มอื่น ๆ


2. ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ระบุว่า รัฐต้องมีมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ โรคจากการทำงาน และความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับงานแพลตฟอร์ม พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของทุกฝ่ายอย่างชัดเจน โดยอีกสาระสำคัญคือ อนุสัญญานี้รับรองสิทธิในการปฏิเสธงานที่มีอันตรายร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพคนทำงานได้ โดยจะต้องไม่ถูกลงโทษจากแพลตฟอร์ม


3. การรับรองสถานะการจ้างงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำงานในระบบแพลตฟอร์มปัจจุบัน เพราะปัญหาใหญ่ในปัจจุบันของแรงงานแพลตฟอร์มไม่ใช่การไม่มีงานทำ แต่คือการที่บริษัทแพลตฟอร์มปฏิเสธสถานะ ‘ลูกจ้าง’ โดยวิธีเลี่ยงไปใช้คำว่า ‘พาร์ทเนอร์’ ‘ผู้รับจ้างอิสระ’ หรือ ‘ผู้ให้บริการ’ เพื่อปฏิเสธความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ส่งผลให้คนทำงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานได้ เพราะไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง


ประเด็นแรงงานแพลตฟอร์มเป็นที่ถกเถียงในแวดวงเศรษฐศาสตร์แรงงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะปัญหาหลักๆ คือ คนทำงานไม่มีสิทธิ์กำหนดค่าตอบแทน เงื่อนไขการรับงาน ระบบประเมินผล หรือหลักเกณฑ์การจัดอันดับด้วยตนเองได้ เพราะการกำหนดรายได้ โอกาสในการทำงาน ใครจะได้รับหรือไม่ได้รับงาน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มทั้งหมด


อัลกอริทึมเป็นตัวแจกงาน กำหนดแรงจูงใจ สามารถลดหรือเพิ่มรายได้ ไปจนถึงระงับบัญชี และตัดสินชะตาการทำงานของแรงงานในแพลตฟอร์มของตัวเอง โดยที่คนทำงานแทบไม่มีอำนาจต่อรองหรือแม้แต่รับรู้หลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินได้เลย หรือพูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ บริษัทเป็นคนตัดสินใจกำหนดราคา วิธีทำงาน ระบบประเมินผล และบทลงโทษทั้งหมด 


ดังนั้น การอ้างว่าแรงงานเหล่านี้เป็น ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ จึงถึงเวลาที่ต้องถูกทบทวนใหม่


ด้วยเหตุนี้ จึงมีการกำหนดหลักการสำคัญว่า การพิจารณาสถานะลูกจ้างต้องยึดข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในการทำงาน ไม่ใช่ชื่อเรียกในสัญญา เป็นการยืนยันว่า ‘ข้อเท็จจริงต้องอยู่เหนือสัญญา’ และสิทธิแรงงานไม่ควรถูกลบเลือนด้วยถ้อยคำทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ


4. ด้านค่าตอบแทนและการประกันสังคม มีหลักการว่าแรงงานแพลตฟอร์มต้องได้รับค่าตอบแทนอย่างครบถ้วน ตรงเวลา และได้รับข้อมูลที่โปร่งใสเกี่ยวกับรายได้และการหักเงิน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบจ้างงาน (ที่เข้าหลักเกณฑ์ข้อก่อนหน้า) ต้องได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และได้รับการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ค่าน้ำมัน ค่าความเสี่ยงต่างๆ ตามกฎหมายแต่ละประเทศ


นอกจากนี้ รัฐยังต้องรับประกันการเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคมและการประกันสังคม ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าแรงงานประเภทอื่นที่มีสถานะการจ้างงานแบบเดียวกัน หมายความว่า ถ้าแรงงานแพลตฟอร์มเป็น ‘ลูกจ้าง’ ตามกฎหมาย แรงงานเหล่านี้ก็ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไม่ต่างจากแรงงานอื่น ๆ


5. การกำกับดูแลอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งถือว่าเป็นข้อที่มีความก้าวหน้า โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยการใช้ระบบอัตโนมัติที่มีผลต่อการทำงาน และแจ้งให้แรงงานทราบว่าระบบดังกล่าวส่งผลต่อการเข้าถึงงาน รายได้ และสภาพการทำงานอย่างไร และหากมีการตัดสินใจสำคัญผ่านระบบอัตโนมัติ เช่น การไม่จ่ายค่าตอบแทน การระงับหรือปิดบัญชี หรือการยุติความสัมพันธ์ในการทำงาน แรงงานต้องได้รับคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร และมีสิทธิให้มนุษย์ทบทวนคำตัดสินดังกล่าวแทน AI


อธิบายให้ง่ายคือ บริษัทแพลตฟอร์มจะต้องเปิดเผยว่า การที่บางคนได้งานหรือไม่ได้งาน หรือการคำนวณรายได้ในแต่ละช่วงเวลานั้นคิดแบบไหนคิดอย่างไร ระบบแจกจ่ายงานอย่างไร KPI ในเรื่องรายได้และการได้งานคืออะไร และถ้าเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นไม่จ่ายเงินหรือปิดบัญชี ต้องผ่านการพิจารณาด้วยมนุษย์อีกรอบหนึ่ง ไม่ใช่อนุญาตให้ AI ตัดสินใจเอง


นอกจากนี้ยังคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รับรองสิทธิในการเข้าถึง แก้ไข และลบข้อมูล รวมถึงกำหนดให้รัฐป้องกันการเลือกปฏิบัติ การปิดบัญชีโดยมิชอบ และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย


สำหรับประเทศไทย อนุสัญญาฉบับนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า กฎหมายแรงงานไม่อาจยึดติดกับรูปแบบการจ้างงานของศตวรรษที่ผ่านมาได้อีกต่อไป หากต้องการก้าวทันเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยจำเป็นต้องปรับกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้รองรับแรงงานแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน รับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ปฏิรูประบบประกันสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานทุกกลุ่ม และกำหนดมาตรฐานความโปร่งใสของอัลกอริทึมที่มีผลต่อชีวิตและรายได้ของประชาชน และในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โหวตสนับสนุนอนุสัญญาฉบับนี้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะแก้ไขกฎหมายของเราให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับดังกล่าว โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานที่ต้องเร่งจัดการ 


ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีทำให้เราสะดวกสบายขึ้น เข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น หรือการทำงานนั้นยืดหยุ่นมากขึ้นหรือไม่ แต่คือการยืนยันว่า คนทำงานทุกคนย่อมมีสิทธิ ศักดิ์ศรี และสมควรได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน


อนุสัญญาฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับกฎหมายให้ทันเทคโนโลยี หากเป็นการยืนยันว่า สิทธิแรงงานต้องก้าวทันอำนาจรูปแบบใหม่ที่ซ่อนอยู่หลังแพลตฟอร์มดิจิทัล และไม่มีนวัตกรรมใดอยู่เหนือหลักการคุ้มครองคนทำงาน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #แรงงานแพลตฟอร์ม

‘ชัยวัฒน์’ ลุยราษฎร์บูรณะ รับฟังปมส่วยลอกท่อ ลั่นหมดเวลาปิดตาข้างเดียว ปัญหาคอร์รัปชันต้องไม่เป็นภาระที่คนกรุงเทพฯ จำยอมจ่ายอีกต่อไป

 


‘ชัยวัฒน์’ ลุยราษฎร์บูรณะ รับฟังปมส่วยลอกท่อ ลั่นหมดเวลาปิดตาข้างเดียว ปัญหาคอร์รัปชันต้องไม่เป็นภาระที่คนกรุงเทพฯ จำยอมจ่ายอีกต่อไป


วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน พร้อมกับ ‘ป้อง’ ปิยวัช รังผึ้ง ผู้สมัคร ส.ก. เขตราษฎร์บูรณะ เบอร์ 5 และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินทางไปที่เขตราษฎร์บูรณะเพื่อประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งและรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ได้รับฟังปัญหาต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการค้าขายของหาบเร่แผงลอย ซึ่งพรรคประชาชนมีนโยบาย ‘ค้าขายง่าย’ โดยเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย และเพิ่มทางเลือกอาหารราคาถูกให้คนกรุงเทพฯ โดยต้องไม่กระทบต่อทางเท้าของประชาชน


แต่เรื่องน่าประหลาดใจที่ได้มาเห็นในวันนี้คือเรื่อง ‘ส่วยลอกท่อ’ ที่ประชาชนในซอยสุขสวัสดิ์ 26 ได้สะท้อนให้พวกตนฟังว่า พวกเขาถูกละเลยจากการดูแลของ กทม. ที่ไม่เคยมาลอกท่อให้ จนเกิดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ ถึงขั้นที่ประชาชนยอมจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่เพื่อให้เข้ามาลอกท่อ แต่เงินที่จ่ายไปกลับสูญเปล่า เพราะเจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นไม่ได้เข้ามาลอกท่อเหมือนที่เคยอ้างไว้ สุดท้ายประชาชนต้องลงขันออกเงินซื้ออุปกรณ์มาลอกท่อด้วยตัวเอง


ชัยวัฒน์กล่าวว่า หากเสียงสะท้อนของประชาชนที่เล่ามาเป็นเรื่องจริง ประเด็นนี้ ถ้า กทม. จะชี้แจงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เอกชน ไม่สามารถเข้าไปดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้ ตนก็ขอตั้งข้อสังเกต 2 ข้อด้วยกัน ข้อแรก หากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เอกชนที่ กทม. ไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ ทำไมจึงปล่อยให้มีเจ้าหน้าที่รับส่วยเพื่อเข้ามาช่วยลอกท่อในพื้นที่นี้ และ ข้อที่สอง กทม. มีข้อบัญญัติสำหรับการพัฒนาพื้นที่ส่วนบุคคลที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเปิดช่องให้ กทม. สามารถเข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาไม่น้อยกว่า 10 ปีได้ ทำไม กทม. จึงไม่ใช้ช่องทางดังกล่าวในการเข้าไปช่วยลอกท่อให้กับประชาชน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำมาโดยตลอด แต่กลับถูกละเลยในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างครบวงจร และการลอกท่อก็ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา กทม. ตั้งงบประมาณสำหรับการลอกท่อครอบคลุมเพียง 55% ของท่อทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา


พรรคประชาชนจึงเสนอให้ลอกท่อให้ครบ 100% ทั่วกรุงเทพฯ ทุกปี โดยเพิ่มงบประมาณ 300–500 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการจ้างเอกชนเข้ามาช่วยลอกท่อให้มากขึ้น แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรของ กทม. และทำให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า จากปัญหาที่พวกตนได้รับฟังในวันนี้ สิ่งที่น่าผิดหวังคือ นอกจากประชาชนจะถูกปล่อยปละละเลยและไม่ได้รับการดูแลจาก กทม. แล้ว ประชาชนยังต้องยอมจ่ายส่วยเพื่อหวังให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาได้รับการดูแลที่ดีขึ้น


วันนี้เราจะปิดตาข้างเดียว แล้วพูดว่าที่ผ่านมา กทม. อาจมีสิ่งที่ดีขึ้น และมีการทุจริตเพียงเล็กน้อยไม่ได้อีกแล้ว เพราะการทุจริตใน กทม. ล้วนเป็นต้นทุนที่คนกรุงเทพฯ ต้องจ่าย


ชัยวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่า คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่อย่างที่บางคนตั้งคำถามว่า ทำไมปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่มีอยู่ในหลายระดับของ กทม. จึงถูกนำมาพูดถึงในช่วงนี้ เพราะพวกเราพรรคประชาชนตรวจสอบการบริหารงานของ กทม. มาโดยตลอด ผ่านบทบาทของ สส. และ ส.ก. แต่สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามดัง ๆ ในวันนี้ คือทำไมที่ผ่านมา กทม. จึงยอมปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญปัญหาแบบนี้ และทำไมประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน





















‘ภคมน’ รับเรื่องสื่อภูเก็ตถูกฟ้องปิดปาก หลังแฉผู้มีอิทธิพลรุกที่สาธารณะ-สั่งย้ายข้าราชการ ซัดย้ายผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ ภูเก็ตแค่เล่นละคร ด้าน ‘เฉลิมพงศ์’ ย้ำ เปลี่ยนผู้ว่าฯ กี่ครั้งก็ไม่หมดส่วย ทางออกคือให้ภูเก็ตมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง

 


ภคมน’ รับเรื่องสื่อภูเก็ตถูกฟ้องปิดปาก หลังแฉผู้มีอิทธิพลรุกที่สาธารณะ-สั่งย้ายข้าราชการ ซัดย้ายผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ ภูเก็ตแค่เล่นละคร ด้าน ‘เฉลิมพงศ์’ ย้ำ เปลี่ยนผู้ว่าฯ กี่ครั้งก็ไม่หมดส่วย ทางออกคือให้ภูเก็ตมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง

 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย เฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ร่วมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ก่อตั้งเพจเฟซบุ๊ก ‘โหดจังจังหวัดภูเก็ต’ สื่อท้องถิ่นของภูเก็ต ที่ถูกฟ้องปิดปาก หลังออกมาเปิดเผยกรณีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่บุกรุกที่สาธารณะหาดบางเทาในจังหวัดภูเก็ต รวมถึงการสั่งย้ายข้าราชการที่พยายามปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่


ภคมนระบุว่า ผู้มีอิทธิพลที่ว่าไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลใหม่ แต่เป็นผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับการย้ายรองผู้ว่าฯ ล่าสุด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมของกระทรวงมหาดไทยว่า รองผู้ว่าฯ คนนี้มีคนสนิทที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์และการบุกรุกที่สาธารณะ และคนที่ฟ้องสื่อท้องถิ่นภูเก็ตก็คือคนใกล้ชิดคนนั้น


วันนี้ การย้ายรองผู้ว่าฯ จึงเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น เพราะคนที่มีอำนาจและมือทำงานอยู่ในพื้นที่ก็ยังอยู่ ยังคงฟ้องสื่อมวลชน รับผลประโยชน์ และทำทุกอย่างเหมือนเดิม รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทย ต้องจริงใจกับประชาชน และต้องยอมรับให้ได้หากประชาชนตั้งคำถามว่าการย้ายรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าฯ ภูเก็ต เป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งที่จะนำไปสู่การวางอำนาจใหม่ในจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น


ภคมนกล่าวต่อไปว่า เนื่องจากการย้ายรองผู้ว่าฯ ครั้งนี้มีข้อกล่าวหารุนแรงมาก เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการสอบทางวินัยและทางอาญาให้สาธารณะได้รับรู้ และจากเดิมที่ก่อนหน้านี้ประชาชนไม่เคยรับรู้การประชุมของกระทรวงมหาดไทยมาก่อน แต่ครั้งนี้ประชาชนกลับได้เห็นการประชุม นั่นเป็นเพราะมีธงที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการจะแสดงบทบาทนั้นออกมาให้สาธารณะเห็น


แต่สุดท้ายประชาชนไม่ได้สนใจความขัดแย้งส่วนตัวเหล่านั้น สิ่งที่ประชาชนสนใจคือผลประโยชน์ อิทธิพล และส่วยในจังหวัดภูเก็ต ว่าจะถูกจัดการอย่างไร วิญญูชนที่รับรู้สื่อสาธารณะทุกคนทราบดีว่า การย้ายแค่หัวแต่หางยังอยู่ มีหรือที่จะไม่เกิดการเสิร์ฟเครื่องบรรณาการกันเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น วันนี้ หากจะมีการจัดการอย่างจริงจัง ก็ขอให้เอาจริงแบบขุดรากถอนโคน ทำให้เห็นว่าอำนาจจริงๆ ในการกินผลประโยชน์ในจังหวัดภูเก็ตอยู่ตรงไหนบ้าง อย่าแค่เล่นใหญ่ด้วยการสั่งย้ายเพียงอย่างเดียว


ภคมนยังกล่าวต่อไปว่า การย้ายครั้งนี้เป็นเรื่องตลกมาก ข้าราชการกรมการปกครองทุกคนทราบดีว่า เวลามีคำสั่งย้ายต้องย้ายไปยังจังหวัดที่เล็กกว่า แต่กรณีของรองผู้ว่าฯ ที่มีข้อกล่าวหาว่ามีความผิดชัดเจน กลับย้ายจากจังหวัดภูเก็ตไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่กว่า แถมยังเป็นจังหวัดบ้านเกิดด้วย นี่อาจเป็นการย้ายข้าราชการที่มีความผิดที่คนถูกย้ายน่าจะดีใจที่สุดแล้ว


ดังนั้น ฉากละครสำคัญนี้จึงเล่นไม่เนียน ผู้เขียนบททำมาไม่ละเอียด สิ่งที่ประชาชนต้องร่วมกันติดตามต่อไปคือการวางอำนาจใหม่ในจังหวัดภูเก็ต วันนี้ภาคใต้ฝั่งอันดามัน เว้นแต่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้นที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถยึดครองได้ การย้ายผู้ว่าฯ วันนี้คือการวางอำนาจใหม่ของสีน้ำเงินในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ด้วยความคาดหวังว่าจะยึดอันดามันให้ได้ทั้งหมด


ภคมนกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งของบุคคลหรือการกระทำที่เกิดขึ้นกับบุคคล แต่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก และกำลังทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ทำให้ระบอบสีน้ำเงินขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่ต้องรับผิดชอบคือผู้มีอำนาจทุกคน อย่าทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายและหมดศรัทธากับการเมืองไทย อย่างน้อยขอให้มีความจริงใจในการสืบเรื่องนี้อย่างจริงจัง


ภคมนย้ำว่า หลังจากข่าวนี้ออกไป เชื่อว่าจะมีคนออกมาตอบว่า เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบแล้ว แต่ก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะกรณีที่ผ่านมา เรื่องอธิบดีกรมการปกครอง นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะตั้งกรรมการสอบ จึงได้เรียกรองอธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงใน กมธ. ซึ่งรองอธิบดีกรมการปกครองบอกเองว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นอย่าพูดอย่างเดียว แต่ขอให้ทำจริง เพราะประชาชนจับตาอยู่


และถ้าดูข้าราชการหรือผู้ว่าฯ ที่ย้ายเข้าไปใหม่ตอนนี้ ภคมนกล่าวว่า ไม่ได้สบประมาทหรือดูแคลนการทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสายใกล้ชิดของคนเหล่านั้นคือสายไหน สิ่งที่เห็นหน้าฉากวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวัดพลังเพื่อชิงการนำเป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างผู้มีอำนาจในพื้นที่และพรรคภูมิใจไทย คนของใครเข้าไปมีอำนาจมากกว่า คนเหล่านั้นก็มีโอกาสได้เป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ การแก้ปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องรองลงมา นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องมองให้ทันเกมการวางของระบอบสีน้ำเงิน


ส่วน เฉลิมพงศ์ สส.ภูเก็ต ระบุว่า ปัญหาผู้มีอิทธิพลไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานแล้ว เปลี่ยนผู้ว่าฯ กี่คนก็ยังมีส่วยและผู้มีอิทธิพลเหมือนเดิม โดยลมใต้ปีกของผู้มีอิทธิพลก็คือข้าราชการระดับสูงที่เกาะกินจังหวัดภูเก็ตอยู่ วันนี้คนภูเก็ตจำทนมาเป็นเวลาหลายสิบปี ก็อยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพื่อกำหนดอนาคตของคนภูเก็ตเอง คนภูเก็ตย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าบริบทภูเก็ตเป็นอย่างไร การบริหารงาน การปราบปรามผู้มีอิทธิพล การคัดกรองนักธุรกิจที่มาลงทุนในจังหวัดภูเก็ตต้องทำอย่างไร จึงฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี ว่าทางออกที่ดีที่สุดในอนาคตก็คือ การให้คนภูเก็ตได้เลือกผู้ว่าฯ ด้วยตัวเอง


ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ภูเก็ตบ่อยครั้ง ตั้งแต่ในยุครัฐบาลเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน ลงพื้นที่ภูเก็ตถึง 5 ครั้ง นายกรัฐมนตรีอนุทินล่าสุดก็ไปถึง 2 ครั้ง ทั้งหาดบางเทาและหาดฟรีด้อม ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าปัญหาเหล่านี้อยู่ตรงไหน ดังนั้น จึงอยู่ที่ความจริงใจของนายกรัฐมนตรี สั่งวันนี้ไม่ต้องเสร็จเมื่อวาน จะเสร็จพรุ่งนี้ก็ได้


เฉลิมพงศ์ย้ำว่า สิ่งที่คนภูเก็ตรอคอยไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู จึงจำเป็นต้องติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ตราบใดที่ยังเป็นผู้แทนของจังหวัดภูเก็ตอยู่ จะขุดหลุมออกมา และรัฐบาลก็ต้องไปกลบหลุมให้ทัน หรือถ้ามีความจริงใจ ก็ช่วยแก้ไขปัญหาในหลุมเหล่านั้นด้วย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #ผู้ว่าฯภูเก็ต