วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ภาพบรรยากาศ 'ชัยวัฒน์' ลงพื้นที่สีลม-บางรัก หาเสียงชิงผู้ว่าฯ กทม.


ภาพบรรยากาศ 'ชัยวัฒน์' ลงพื้นที่สีลม-บางรัก หาเสียงชิงผู้ว่าฯ กทม.


เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ตลาดตลาด ITF นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน และ น.ส.วนัสญาย์ สิริเหมะเวคิน ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางรัก พรรคประชาชน ลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตพื้นที่เขตบางรัก เพื่อพูดคุยกับประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ก่อนจะเดินเท้าไปยังตลาดละลายทรัพย์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย และนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปแนะนำตัวกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยรวมถึงพ่อค้าแม่ค้า

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน












“อาจารย์โจ” ชูนโยบายดิจิทัลเพื่อ “กรุงเทพง่ายๆ” จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส-รถเก็บขยะติดกล้องจับภาพถนนชำรุด ย้ำพรรคประชาชนพร้อมทำงานฟูลทีม ขับเคลื่อนวาระ กทม. และวาระเขตด้วยเจตจำนงทางการเมือง


อาจารย์โจ” ชูนโยบายดิจิทัลเพื่อ “กรุงเทพง่ายๆ” จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส-รถเก็บขยะติดกล้องจับภาพถนนชำรุด ย้ำพรรคประชาชนพร้อมทำงานฟูลทีม ขับเคลื่อนวาระ กทม. และวาระเขตด้วยเจตจำนงทางการเมือง


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน กล่าวถึงนโยบายของพรรคประชาชนในการสู้ศึกเลือกตั้งกรุงเทพฯ ครั้งนี้ว่าการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครเป็นมากกว่าการเลือกผู้ว่าหนึ่งคน แต่เป็นการเลือกอนาคตว่าคนกรุงเทพฯ อยากเห็นกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร พรรคประชาชนจึงนำเสนอ “กรุงเทพง่าย ๆ” ว่าเราอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โอบอุ้มชีวิตและให้โอกาสผู้คน คืนเวลาให้คนกรุงเทฯ ทั้งเวลาในการเดินทาง เวลาในการรอหมอ เวลาในการดูแลลูก เวลาที่ต้องดูแลพ่อแม่ นี่คือ “วาระเมืองกรุงเทพ” ของพรรคประชาชน


โดยนโยบายด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเรื่องที่ตนให้ความสำคัญตั้งแต่เมื่อครั้งทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย หากตนเป็นผู้ว่า กทม. มั่นใจว่าสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาออกแบบและพัฒนาเมืองได้อีกมาก เช่น ปัญหาถนนไม่เรียบ เรามีรถเก็บขยะของกรุงเทพฯ ที่วิ่งอยู่ทุกวันทุกตรอกซอกซอย สามารถติดกล้องที่รถขยะนี้ เพื่อให้เห็นสภาพพื้นผิวถนนในแต่ละพื้นที่พร้อมระบุพิกัด จะรู้ได้ว่าปัญหาเกิดที่จุดไหน ก่อนให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปแก้ไข


รวมถึงการใช้งบประมาณที่โปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ของ กทม. สามารถใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับได้ เช่น ราคากลางและราคาเสนอเท่าไร มีการฮั้วราคากันหรือไม่ เมื่อระบุความผิดปกติได้แล้ว จากนั้นจึงให้คนเข้าไปดูเป็นรายกรณีว่าเบื้องลึกของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร


อีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามามาก คือคนที่ใช้รถเมล์เขาอยากรู้ว่ารถเมล์อยู่ที่ไหน จะมาเมื่อไร ตอนนี้แม้มีบางแอปพลิเคชันของเอกชนทำได้ แต่ยังไม่ครบถ้วนทุกบริษัทรถเมล์รวมถึง ขสมก. ดังนั้น ตนจะให้ กทม. เป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ ประชาชนต้องดูได้ครบทุกสายทุกบริษัท รวมถึงตารางของเรือและรถไฟฟ้า จะทำให้การวางแผนใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ง่ายขึ้น


ส่วนปัญหาโรงขยะอ่อนนุชซึ่งเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2565 สส.กรุงเทพฯ และแคนดิเดต ส.ก. ของพรรคประชาชนติดตามมาโดยตลอด ทุกวันนี้เมื่อสอบถามประชาชนที่ใช้ชีวิตในบริเวณดังกล่าว ก็ยังบอกว่าได้รับผลกระทบอยู่ ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข หาก กทม. จะอ้างเรื่องข้อจำกัดทางอำนาจของตัวเอง ก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะในสัญญาของการจัดการขยะมี 2 สัญญาที่เป็นการนำขยะมาหมักเป็นปุ๋ย คือสัญญา 1,000 ตัน กับ 600 ตัน กระบวนการหมักส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นหากไม่ได้อยู่ในระบบปิดที่ถูกต้องตามมาตรฐานสุขลักษณะ ดังนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ไหน ทำไมถึงปล่อยให้คนในชุมชนโดยรอบไม่ต่ำกว่า 400,000 คน ต้องทนเหม็นจนถึงทุกวันนี้


ปัจจุบันมีที่ให้ขยะเหล่านี้ถูกนำไปจัดการได้แล้ว คือโรงขยะโรงใหม่ที่มีการทดลองและมีศักยภาพที่จะรองรับปริมาณขยะตรงนั้นได้ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขยะไม่มีที่ไป แต่ปัญหาคือ กทม. มีเจตจำนงที่จะจัดการปัญหาหรือไม่ หลายคนบอกว่าโรงขยะจะครบสัญญาอยู่แล้ว แต่คนในพื้นที่พวกเขาได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่สุขภาพกายแต่รวมถึงสุขภาพใจ


ดังนั้นหากตนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. จะทำเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน ด้วยการยกเลิกสัญญา พิจารณาให้การนำขยะมาหมักต้องยุติทันที และทบทวนความรับผิดชอบของ กทม. และความรับผิดชอบของคู่สัญญา ว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำตามความรับผิดชอบของตัวเองหรือไม่ หากจำเป็นต้องมีการจ่ายชดเชยให้เป็นธรรมก็ต้องจ่าย


ต่อมาเรื่องการรับมือภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ชัยวัฒน์กล่าวว่า สำหรับเรื่องน้ำท่วม ต้องแก้ตั้งแต่การเตรียมพร้อม ทุกวันนี้เราเห็น กทม. ลอกท่อ ทำเส้นเลือดฝอย เวลาฝนตกแล้วน้ำท่วมระบายเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ไม่ได้ทำอย่างครอบคลุม โดยการลอกท่อต้องทำอย่างทั่วถึงและครอบคลุม ไม่เช่นนั้นศักยภาพในการระบายน้ำจะไม่เต็มระบบ ขณะที่การป้องกันน้ำท่วมยังมีอีกหลายส่วนที่สามารถทำเพิ่มเติมได้


เรื่องฝุ่น PM 2.5 ก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่สามารถทำเฉพาะ กทม. ได้ เพราะปัญหาดังกล่าวครอบคลุมทั่วประเทศ สำหรับขอบเขตที่ กทม. ทำได้ คือเรื่องมาตรฐานการควบคุมการก่อสร้างไม่ให้มีการปล่อยฝุ่นออกมา ซึ่งสามารถทำได้ดีกว่านี้ เพราะมีพื้นที่ก่อสร้างหลายงานที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงเรื่องการเผา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ของฝุ่น ต้องแก้ทั้งในระดับ กทม. และระดับประเทศ


โดยพรรคประชาชนสามารถทำได้ทั้งสองระดับ ในระดับ กทม. สามารถออกข้อบัญญัติเรื่องการก่อสร้าง ทีมบริหารที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างจะดูแลส่วนนี้ ช่วยให้ฝุ่นจากการก่อสร้างลดลงได้ ส่วนเรื่องการเผา สามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย และระดับประเทศ พรรคประชาชนได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไปแล้ว สส. ทั้ง 119 คนในสภาต้องเข้าไปขับเคลื่อนต่อไป


ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่า คนกรุงเทพฯ มอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชนผ่าน สส. ทั้ง 33 เขต แต่จะดีกว่าหรือไม่หากคนกรุงเทพฯ มอบความไว้วางใจของท่านให้เราดูแล กทม. ให้โอกาสเราได้แสดงให้เห็นว่าการบริหารภายใต้พรรคประชาชนจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่กรุงเทพมหานครอย่างไร


นอกจากวาระระดับเมือง เรายังมีวาระระดับเขตจากการส่งผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต แต่ละเขตมีวาระของตัวเอง ทั้งหมดนี้คือการทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย สส. ในระดับประเทศ, ส.ก. ในระดับเขต และระดับงานบริหารโดยผู้ว่าและทีมบริหารที่เราเปิดต่อประชาชนไปแล้ว ยืนยันว่าหากได้รับโอกาสเข้าไปทำงาน จะไม่ทำให้คนกรุงเทพฯ ผิดหวัง พรรคประชาชนมีวาระ มีความแน่วแน่ และมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนผลักดันวาระให้สำเร็จ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน

Con for All ยกขบวนทวงคะแนน กกต. ขอให้เผยแพร่ผลนับคะแนน สส. - ประชามติ ให้ครบทุกหน่วย

 


Con for All ยกขบวนทวงคะแนน กกต. ขอให้เผยแพร่ผลนับคะแนน สส. - ประชามติ ให้ครบทุกหน่วย


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ไอลอว์และเครือข่ายภาคประชาชนจัดกิจกรรม “ยกขบวนทวงคะแนน กกต.” เพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วยของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปี 2569 และการออกเสียงประชามติให้ครบทุกหน่วยออกเสียง


กิจกรรมเริ่มต้นจากการแถลงของตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ก่อนจะตะโกนว่า “คะแนนประชามติอยู่ไหน” และ “คะแนนเลือกตั้ง 100% กี่โมง”


คะแนนประชามติหาย คะแนนเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ทุกหน่วย


ชยพล ดโนทัย ตัวแทนไอลอว์ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า หลังจากที่ กกต. ทยอยเผยแพร่ผลการนับคะแนนออกเสียงเลือกตั้ง สส. รายหน่วย ที่เรียกว่า แบบ ส.ส. 5/18 และแบบ ส.ส. 5/18 (บช) ตามลำดับ พบว่า ยังมีบางเขตเลือกตั้งที่ยังอัปโหลดคะแนนไม่สมบูรณ์ โดยมีทั้งไฟล์หายไป การอัปโหลดผิดพลาด และการอัปโหลดซ้ำ โดยจากคำให้สัมภาษณ์ของแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ว่า ทุกเขตเลือกตั้งรายงานผลแก่กกต. ทราบ ก็จริงอยู่ แต่ไม่ครบถ้วน 100% เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 ตำบลไผ่ อำเภอเมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 9 ขาดผลการนับคะแนนทั้งหน่อวย


ในขณะที่การออกเสียงประชามติ ประชาชนทราบเพียงว่า มีเสียงเห็นชอบ 21.6 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 11.2 ล้านเสียง และไม่แสดงความคิดเห็น 3 ล้านเสียง แต่ไม่เคยเห็นว่า ผลการออกเสียงในแต่ละเขต แต่ละหน่วยเป็นอย่างไรจึงขอเรียกร้องอย่างจริงจังให้เปิดเผยผลการนับคะแนนเลือกตั้งให้ครบทุกเขต และเปิดเผยผลคะแนนการออกเสียงประชามติในประเด็นรัฐธรรมนูญ ในทุกเขต ทั่วประเทศโดยเร็ว และสะดวกต่อการเข้าถึงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง


พงศธร กันทวงค์ ตัวแทนวีวอทช์กล่าวว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้าพบปัญหาการกรอกรหัสจังหวัดผิด ทำให้อาจส่งผลถึงการนับคะแนนที่ผิดพลาด และยังพบว่ามีการใช้ซองบัตรเลือกตั้งเก่าที่มีรหัส 5 หลักแทน โดยยังไม่ได้รับคำชี้แจงจากกกต. อีกทั้งยังมีการฟ้องประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง จึงขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีต่อประชาชนด้วย


นอกจากนี้ พงศธรยังเสนอให้ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในหน่วยเลือกตั้ง แม้อาจมีข้อกังวลว่าอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่ก็เลือกมุมในการติดตั้งกล้องดังกล่าวได้ เพื่อประโยชน์ในตรวจสอบการทำงานของกรรมการประจำหน่วย อีกทั้งหากคนที่แจ้งความผิดปกติอาจเข้าใจผิด ภาพในกล้องวงจรปิดก็เป็นข้อยืนยันตรวจสอบการแจ้งความผิดปกติได้


กระบวนการสู่รัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่จบ ภาคประชาชนรอติดตามการมีส่วนร่วมเต็มที่


ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ตัวแทนเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญกล่าวว่า การจัดการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 มีปัญหาอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ซึ่งเป็นผู้จัดการเลือกตั้งที่มีข้อกังขาว่าจัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส


เธอมองว่า การทำงานของกกต. ดูราวกับจะยึดหลักความ “ชอบด้วยกฎหมาย” มากกว่าความโปร่งใส อีกทั้งยังมีข้อสงสัยว่ามีการจัดวางคนที่จัดการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากกกต. ในประเด็นเหล่านี้ อีกทั้งในช่วงหลังมานี้ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ มักจะมาจากผู้ที่มาจากสังกัดกระทรวงคมนาคมเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่มั่นใจว่าจะมีความสามารถในการการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด และเมื่อมีคำถามจากประชาชน กรรมการ กกต. เหล่านี้ก็ไม่ได้เข้ามาตอบคำถามหรือแสดงความรับผิดชอบใด ๆ มีเพียงเลขาธิการกกต. เท่านั้นที่ออกมารับหน้า


ณ ตอนนี้ ประชาชนได้เห็นตรงกันแล้วว่าต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เมื่อครม. มีมติไม่นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เคยพิจารณาก่อนยุบสภา ภัสราวลีกล่าวว่า แม้กระบวนการจะช้าลง แต่อาจเป็นผลดีกับประชาชนมากกว่า เปิดทางให้อาจมีผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนมากกว่า ถ้าหากจะรีบเร่งไปโดยที่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลังก็คงไม่ให้ผลดีเท่ากระบวนการที่ช้า แต่มีส่วนร่วมจากประชาชนจริง ๆ


จากนี้ไปภาคประชาชนจึงติดตามกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีส่วนร่วมจากประชาชน และหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ภาคประชาชนจะรณรงค์เข้าชื่อเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีสาระสำคัญว่า ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน


เตรียมจับตากกต. ชุดใหญ่สั่งฟ้องคดีโกงเลือกสว. ชี้ควรเป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา


ขณะที่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ระบุว่า ในเวลาประมาณ 30 วันข้างหน้านี้ กกต. จะต้องวินิจฉัยและมีคำสั่งในคดีโกงเลือกสว. ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปมาถึงตอนนี้ก็ปรากฏว่า กกต.มากกว่าครึ่งหนึ่งมีที่มาจากสว. กลุ่มนี้ที่กำลังถูกตั้งข้อกล่าวหาอยู่ ทางเลือกปัจจุบันมีอย่างเดียวคือ กกต. ต้องไม่ใช้อำนาจการวินิจฉัยส่วนตน และออกคำสั่งเพื่อส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยในคดีนี้ ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับ


เขาเรียกร้องว่า กกต. ควรทำหน้าที่เพียงบุรุษไปรษณีย์ ส่งคดีไปยังศาลฎีกาที่มีที่มาชอบธรรมกว่าเพื่อให้ศาลพิจารณาคดี และผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิจะสู้คดีได้อย่างเปิดเผย ถ้าต้องการให้ทุกอย่างโปร่งใสและรักษาคุณภาพ กกต. ก็ควรส่งคดีไปให้ศาลวินิจฉัย


ในฐานะที่ติดตามสังเกตการณ์กระบวนการเลือก สว. มาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งชีพกล่าวว่ายังมีข้อมูลเกี่ยวกับการร่วมกันจัดตั้งคะแนนเสียง เส้นทางการโอนเงิน สถานที่และบุคคลที่เข้าร่วมประชุมเตรียมการโกงขนาดใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบข้อมูลให้หน่วยงานที่สอบสวนเรื่องนี้แล้ว แต่หากกกต. ใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมทำให้คดีนี้จบไป ก็จำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งหมดที่มีเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อฟ้องต่อประชาชน และให้สังคมทำหน้าที่พิพากษาสว. เหล่านี้แทนกระบวนการทางกฎหมายที่ กกต. สร้างทางตันขึ้นมา


และถ้าหากในเวลาไม่กี่วันข้างหน้านี้ กกต. มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีโกงเลือก สว. ที่เลือกกกต. มา ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงจากข้อครหาจากสังคมถึงการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในหมู่ “สีน้ำเงิน” ไปได้ หากสิ่งนี้เกิดขึ้นเราจำเป็นต้องดำเนินคดีต่อกกต. ในฐานที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเท่าที่กฎหมายจะมีช่องให้ทำได้ต่อไป


จากนั้น ตัวแทนภาคประชาชนได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านการตัดริบบิ้นเพื่อเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยผลการนับคะแนนให้ครบถ้วนทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ และได้เข้ายื่นหนังสือต่อกกต. เพื่อแจ้งเรื่องต่อกกต. ต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 #ประชามติ2569























“ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด ชี้ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งเปิดเผยข้อมูลแล้วคดี “นาฬิกาเพื่อน” ไม่มีเหตุให้ต้องยื้ออีก ตั้งข้อสงสัย ป.ป.ช. เมินหลักฐานสำคัญจนยกคำร้องหรือไม่

 


ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด ชี้ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งเปิดเผยข้อมูลแล้วคดี “นาฬิกาเพื่อน” ไม่มีเหตุให้ต้องยื้ออีก ตั้งข้อสงสัย ป.ป.ช. เมินหลักฐานสำคัญจนยกคำร้องหรือไม่


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อใช้สิทธิตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540 ขอเข้าตรวจดูและขอสำเนาของข้อมูลข่าวสาร ในฐานะผู้เคยร้องเรียนในคดีที่ได้กล่าวหาต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจปกปิดทรัพย์สิน หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่ง ป.ป.ช. ได้มีการยกคำร้องไปก่อนหน้านี้


โดยปกรณ์วุฒิระบุว่าเอกสารที่ตนขอไปนั้น ประกอบด้วย 1) รายงาน การแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในสำนวนเรื่องร้องเรียนคดี 2) บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต่อเรื่องร้องเรียนคดี 3) คำชี้แจงของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยืนชี้แจงพอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดี 4) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องร้องเรียนคดี 5) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดี และ 6) คำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อคดี


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการขอเอกสารในลักษณะนี้ ตั้งแต่ประมาณปี 2561 ถึง 2562 วีระ สมความคิด และสำนักข่าว The Matter ได้เคยขอเอกสารลักษณะเดียวกันนี้กับสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยว่าไม่เปิดเผย และต่อมาทั้งสองท่านได้ยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยที่ สค.334/2562 ใจความสำคัญระบุว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการไต่สวน ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการไต่สวนข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. การพิจารณาวินิจฉัยความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทางในชั้นการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยังไม่ยอมเปิดเผย จนสุดท้ายเรื่องไปสู่ศาลปกครอง สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยังหน่วงเวลาต่อไปจนไปถึงปี 2566 กว่าที่จะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้กับผู้ร้อง ใจความสำคัญระบุว่าข้อมูลข่าวสารลับ ที่มีการวินิจฉัยไปแล้ว ให้ถือว่าข้อมูลข่าวสารนั้นถูกยกเลิกชั้นความลับไปแล้ว


ดังนั้น ตนคาดหวังว่าสำนักงาน ป.ป.ช. จะไม่กล่าวอ้างถึง พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ข่าวสารทางราชการที่เป็นชั้นความลับ หรือข้ออ้างอื่นใดก็ตามที่บอกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการปฎิบัติงานของ ป.ป.ช. เพราะทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ และคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ก็เคยมีแนวคำพิพากษาออกมาไว้แล้วว่าข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยได้ และตนคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลเหล่านี้โดยเร็ว เพื่อความโปร่งใสของสำนักงาน ป.ป.ช. และความยึดโยงกับประชาชนในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระต่อไป


ปกรณ์วุฒิยังกล่าวต่อไปว่าคดีนี้มีความไม่ชอบมาพากลแน่นอน ตนเป็นหนึ่งในผู้ร้องเรียน ได้เห็นเอกสารหลักฐานในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญมาหมดแล้ว แม้ตนจะไม่ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อยากทราบว่าเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ ป.ป.ช. ใช้ในการไต่สวนคดีนี้เหมือนหรือต่างกับของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร หากมีเอกสารหลักฐานบางรายการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ในการวินิจฉัยคดี แต่ ป.ป.ช. ไม่ได้นำมาใช้ ก็ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใด ป.ป.ช. ถึงไม่ใช่หลักฐานนั้น ที่อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาไต่สวนคดีนี้


เมื่อข้อกล่าวหาคือการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือเจตนาของศักดิ์สยามเมื่อปี 2562 เมื่อได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไปแล้ว ว่าที่ไม่ได้ยื่นบัญชีที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนดังกล่าวนั้นเป็นเจตนาในการปกปิดหรือไม่ การพิสูจน์เจตนาของใครคนใดคนหนึ่ง ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ต้องพิสูจน์พฤติกรรมก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ หมายความว่า ป.ป.ช. จะต้องพิสูจน์เจตนาของศักดิ์สยามที่เกิดขึ้น ณ วันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2562 พฤติกรรมใดที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่สามารถย้อนกลับไปบอกได้ว่าเจตนาเมื่อปี 2562 ของผู้ถูกร้องเป็นอย่างไร การยกคำร้องด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง


ปกรณ์วุฒิยังกล่าวอีกว่าสิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ ซึ่งสังคมรับทราบถึงระบอบที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งมีความโยงใยในหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. โดยที่ สว. ก็มีอำนาจในการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องย้อนกลับมาคิดว่าระบอบนี้จะเป็นการเอื้อให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งครองประเทศนี้โดยที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติรัฐหรือไม่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช







รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 6

 


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 6


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อม – ราชประสงค์ – ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 4


ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 1 วัน  คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2553  หรือหลังจากการสลายม็อบ 1 วัน  ซึ่งขั้นตอนนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่า  พบหลักฐานที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย  ทั้งอาวุธต่าง ๆ  โดยที่ทหารระบุว่าเป็นของคนเสื้อแดง  และรวมถึงสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ  ที่ทหารก็ระบุว่าเป็นของคนเสื้อแดงทั้งหมด  แต่นั้นคงจะไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญนั้นอยู่ที่ผลพวงของการใช้ยุทธศาสตร์ทางทหารมาเป็นหลักของการแก้ปัญหาการเมืองของรัฐบาลอภิสิทธิ์  จนมีการสูญเสียชีวิตและมีการบาดเจ็บมากมายของประชาชน  เป็นปรากฏการณ์สั่นสะเทือนจิตใจและเป็นคำถามที่ยังไร้คำตอบ ไร้ความรับผิดชอบจากผู้กระทำการที่ออกสู่สายตาชาวโลกและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายได้เห็นแล้วในปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์  สิ่งเหล่านี้ใช่หรือไม่ที่ชาวโลกควรจะได้รับรู้ความจริงและเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลังการตายทั้งหมดของเหตุการณ์ครั้งนี้


ส่งท้ายของปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อม พื้นที่ราชประสงค์ วันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 ที่คนทั่วโลกควรจดจำ


- หน่วยรับผิดชอบในการวางกำลังยุทธการปฏิบัติการ 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก, กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ


- กำลังของกองทัพบกจำนวน 3 กองพบ ได้แก่

กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร1.รอ.) ใช้กำลัง 3 กรมหลักคือ   

ร.1 รอ., ร.11 และ ร.31 รอ. ให้ ร.1 รอ. กับ ร.11 รอ. วางกำลังส่ง

พื้นที่ดินแดง พญาไท ราชปรารภ ร.31 รอ. เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว

พร้อมปฏิบัติการพิเศษ


กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) มีหน้าที่ดูแลพื้นที่

ถนนวิทยุ, บ่อนไก่, ศาลาแดง, ลุมพินี, สามย่าน


กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ดูแลพื้นที่อโศก, เพลินจิต, ชิดลม


นอกจากนี้ยังมีกองกำลังพร้อมสนับสนุนคือ พล.ร.2 รอ. กำลังของหน่วยอากาศโยธิน (อย.) ของกองทัพอากาศแสตนบายพร้อมออกปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมง และมีหน่วยปฏิบัติการทางอากาศพร้อมขึ้นบินพื้นที่ราชประสงค์ ขณะที่กองทัพเรือรับภารกิจพิเศษอารักขาสถานที่สำคัญ


หน่วยพิเศษของทหารเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกฝนและทหารเห็นว่าประสบความสำเร็จมากในเหตุการณ์ 10 เมษา 53 คือ หน่วยสไนเปอร์ประจำการตามตึกสูง พลซุ่มยิงพร้อมคนชี้เป้ายิง


- กองทัพใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท สำหรับกำลังพล 67,000 นาย ในภารกิจนี้

- มีการเบิกจ่ายกระสุน 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด เท่ากับใช้ไป 117,923 นัด (ภายหลังมีการอัพเดทรายงานการคืนกระสุนครั้งที่ 2 คือมีการเบิกจ่ายกระสุน 778,750 นัด ส่งคืน 586,801 นัด เท่ากับใช้ไป 191,949 นัด)

- กระสุนสำหรับการซุ่มยิง 3,000 นัด ส่งคืน 880 นัด เท่ากับใช้ไป 2,120 นัด

- ตำรวจใช้งบไปกว่า 700 ล้านบาท สำหรับกำลังพลราว 25,000 นาย


ตัวเลขผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุม เมษา – พฤษภา 53


- ผู้เสียชีวิตทั้งหมด 99 ราย

- แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 10 ราย

- พลเรือนเสียชีวิต 89 ราย

- ผู้หญิง 7 ราย

- ผู้ชาย 92 ราย

- เสียชีวิตจากกระสุนปืน 82 ราย

- ผู้เสียชีวิตอายุน้อยที่สุด 12 ปี

- ผู้บาดเจ็บทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,283 ราย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง




รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 5

 


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 5


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อม – ราชประสงค์ – ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 3


เมื่อทุกหน่วยพร้อมปฏิบัติการร่วมสังหารหมู่ 3 เหล่าทัพด้วยกำลัง 3 กองพลได้เริ่มต้นขึ้นเช้าตรูวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จัดชุดอุปกรณ์เต็มกำลังอัตราศึกทั้งกำลังอาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนเปอร์ หน่วยยานเกราะ และถือได้ว่าเป็นการปรับยุทธวิธีจากบทเรียนวันที่ 10 เมษายน 2553 นั่นเอง


นี่คือคำสารภาพของทหารเองจากบทความในวารสารเสนาธิปัตย์ ซึ่งต่อมาภายหลังทางกองทัพได้มีการออกมาแก้ตัวว่า เป็นเพียงทัศนคติของนายทหารท่านหนึ่งซึ่งเขียนขึ้นในหนังสือ แสดงความสำเร็จในยุทธวิธีทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายรวมถึงการปฏิบัติการทั้งหมด


เมื่อปฏิบัติการขั้นตอนที่ 3 เริ่มขึ้น ผู้เสียชีวิตก็เริ่มตายไปด้วย เริ่มต้นที่บริเวณซอยรางน้ำของวันที่ 19 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิต 2 รายคือ


1) นายประจวบ เจริญทิม เสียชีวิตเวลาประมาณ 09.52 น.

2) นายปรัชญา แซ่โค้ว เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.00 น. จากบาดแผลกระสุนทำลายตับและหัวใจ


ข้ามมายังบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ก็มีผู้เสียชีวิตอีก 1 คน คือ น.ส.วาสินี เทพปาน เสียชีวิตเวลาประมาณ 22.00 น. จากปอดและตับถูกทำลายจากบาดแผลกระสุนปืน


ความตายที่ราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม ปฏิบัติการของทหารในการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ทหารได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบของการปฏิบัติการนี้ 8 ส่วน ทหารแต่งกายแตกต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไป ทั้งหมวก อาวุธปืน มีการติดอุปกรณ์เสริม เช่น ศูนย์เล็งเลเซอร์ ถูกผ้าติดที่ช่องทัดปลอกกระสุนและหมวกไหมพรมปิดหน้า


ปฏิบัติการบริเวณสวนลุมพินีของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นี้ ยังผลให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตทั้งหมด 5 คน คือ


1) นายถวิล คำมูล เวลาประมาณ 07.30 น. ถูกยิงที่หัว

2) ชายไม่ทราบชื่อ เสียชีวิตใกล้จุดของนายถวิล ถูกยิงที่หัว

3) นายนรินทร์ ศรีชมพู เวลาประมาณ 09.00 น. จากการถูกยิงที่หัว

4) นาย Fabio Polenghi เวลาประมาณ 10.45 น. ถูกยิงบริเวณหน้าอก

5) นายธนโชติ ชุ่มเย็น เวลาประมาณ 11.30 น. ถูกยิงทะลุไตซ้ายและเส้นเลือดใหญ่


ผ่านมาถึงช่วงบ่ายก็ได้มีการประเมินสถานการณ์ และมีมติจากแกนนำ โดยมีการประกาศยุติการชุมนุม เนื่องจากถ้าหากการชุมนุมยังมีต่อไป ความสูญเสียชีวิตของประชาชนจะต้องมีมากมายนับไม่ถ้วน จึงได้ประกาศยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการในเวลา 13.45 น. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แกนนำทั้ง 6 คนได้เดินจากเวทีราชประสงค์เข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนผู้ชุมนุมบางส่วนยังอยู่ที่บริเวณแยกราชประสงค์ บางส่วนไปทางถนนพระราม 1 เข้าไปที่วัดปทุมวนารามซึ่งได้ติดป้ายเป็น "เขตอภัยทาน" หมายความว่าจะไม่มีการฆ่าหรือการทำร้ายเกิดขึ้นภายในวัด


จนถึงช่วงเวลา 16.00 น. ได้มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดมาจากทางรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ยิงมาที่ประตูทางเข้าวัด จังหวะนั้นก็ได้มีเสียงร้องของชาย 2 คนซึ่งถูกยิงบริเวณประตูวัด โดยมีกลุ่มชาย 3-4 คนวิ่งออกไปเอาร่างของผู้ถูกยิงเข้ามาภายในวัด แต่ก็พบว่าได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้คือ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ถูกกระสุนปืนทำลายปอด และมีผู้เสียชีวิตรายต่อมาคือ นายมงคล เข็มทอง ซึ่งถูกยิงหลังจากได้ทำการช่วยพยาบาลนายอัฐชัย ชุมจันทร์ พยานเล่าว่าขณะนั้นเขายืนอยู่ใต้ราง และได้เห็นทหารประมาณ 3 คน เล็งปืนลงมา จึงได้วิ่งเข้าไปภายในวัด และเขาถูกยิงในชุดอาสาสมัครกู้ภัยสีกรมท่าเป็นรายที่ 2 ในวัดปทุมฯ ซึ่งการเบิกความการสอบสวนคดีการตายในวัดปทุมฯ ล่าสุดได้มีการรับสารภาพจากทหารหน่วยรบพิเศษ 3 นาย ว่าเป็นผู้ยิงปืนเข้าไปภายในวัดปทุมฯ จากบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส


18.00 น. มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตอีก 1 คน คือ นายสุวัน ศรีรักษา ถูกกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจ จากการสอบสวนของตำรวจพบว่าน่าจะโดนยิงตรงบริเวณหน้าห้องน้ำภายในวัดปทุมฯ เป็นรายที่ 3 เหตุการณ์นี้มีนักข่าวต่างประเทศคือ Andrew Buncombe จากหนังสือพิมพ์ The Independent ถูกยิงบาดเจ็บ ผู้เสียชีวิตรายที่ 4 ภายในวัดปทุมวนารามและถือเป็นการเสียชีวิตที่น่าคิด และเป็นประเด็นที่ต้องถามถึงความยุติธรรม คือกรณีของ น.ส.กมลเกด อัคฮาด ซึ่งถูกยิงด้วยกระสุนปืน 11 แผล ถูกยิงขณะที่กำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในเต็นท์พยาบาลภายในวัด และในเวลาเดียวกัน นายอัครเดช ขันแก้ว ก็เป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 5 ซึ่งถูกยิงขณะที่เข้าไปช่วยเหลือ น.ส. กมลเกด ผู้เสียชีวิตรายที่ 6 ซึ่งเป็นรายสุดท้ายที่เกิดจากยุทธการขอคืนพื้นที่ภายในวัดปทุมฯ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ก็คือกรณีการเสียชีวิตของ นายรพ สุขสถิตย์ ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกยิง สันนิษฐานได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทหารได้ทำการยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้า


ขณะเดียวกันบริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์ก็มีผู้เสียชีวิตในช่วงนั้น คือเวลาหลังจากที่ไฟได้ไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์แล้วตั้งแต่เวลา 16.30 น. คือ นายกิตติพงษ์ สมสุข ซึ่งพยานและการสอบสวนได้ให้การว่านายกิตติพงษ์ได้โทรศัพท์บอกกับอดีตแฟนของเขาว่าตนติดอยู่ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะวิ่งหนีทหารที่ไล่ยิงเข้าไป


และนี่คือบทสรุปของปฏิบัติการขั้นตอนที่ 3 ของยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ ในขั้นการสลายม็อบที่ทหารได้เขียนบทความเป็นคำสารภาพจากปากทหารเอง แสดงความสำเร็จของตัวเองลงอย่างภาคภูมิ ด้วยวิธีการใช้วิธีการของการทหารในการแก้ปัญหา แทนที่จะเลือกใช้วิธีทางการเมืองด้วยการเจรจา แล้วยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดเป็นรัฐบาล


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง