วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ผู้ชุมนุม P-Move เจ็บ 3 ราย เหตุปะทะเจ้าหน้าที่ อส. หน้ากระทรวงมหาดไทย ระหว่างติดตามทวงคืน “โฉนดชุมชน” ยันปักหลักชุมนุมต่อ เจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังเข้ม

 


ผู้ชุมนุม P-Move เจ็บ 3 ราย เหตุปะทะเจ้าหน้าที่ อส. หน้ากระทรวงมหาดไทย ระหว่างติดตามทวงคืน “โฉนดชุมชน” ยันปักหลักชุมนุมต่อ เจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังเข้ม


วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) เดินขบวนทำเนียบรัฐบาลมาชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทย ถนนอัษฎางค์ เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิที่อยู่อาศัยของประชาชน ผ่านกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ของขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย


ข้อเรียกร้องสำคัญครอบคลุมหลายกรณีที่ยังค้างคา หลังจากก่อนหน้านี้มีการปักหลักชุมนุมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 2569 


เวลาประมาณ 15.40 น. มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างประชาชนผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) หลังเกิดความตึงเครียดสะสมตั้งแต่ช่วงเช้าจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ อส. ไม่ให้ประชาชนนั่งใกล้รถยนต์ที่จอดบนถนนสาธารณะ และคำพูดของเจ้าหน้าที่ อส. คนหนึ่งที่กล่าวว่า "เรื่องที่ดินผมก็มีปัญหา แต่ใช้เงินเดือนตนเองแก้ปัญหา" สร้างความรู้สึกถูกเหยียดหยามให้แก่กลุ่มมวลชน 


พบว่ามีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บทั้งหมดสามคน คือ


รายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณมือ อาการมือบวมอักเสบจากการที่เจ้าหน้าที่ อส. ยกโล่กำบังลงกระแทก

รายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บจากการโดนกระจกประตูในอาคารบาดบริเวณขา

รายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บบริเวณท่อนแขนจากการกระแทกกับรั้วเหล็กและโล่กำบังของเจ้าหน้าที่ อส.


จำนงค์ หนูพันธ์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ที่เดินขบวนมายังกระทรวงมหาดไทย เพราะมาติดตามให้เกิดการประชุม หลังจากที่เครือข่ายได้ยื่นหนังสือตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา และได้มีการทำนัดหมายประชุมกับ ทรงศักดิ์ รองศรี ซึ่งได้รับปากว่าประสานรัฐมนตรีไว้แล้ว เพื่อจะมาพูดคุย วาระต่าง ๆ”


“วาระเรื่องแรกคือ การลงนามในอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์เป็น ที่อยู่อาศัยแบบถูกต้องตามกฎหมาย มี 18 จังหวัด บวกกรุงเทพมหานคร เป็น 19 จังหวัด ได้นำเสนอเรียบร้อย และมีเรื่องเร่งด่วน เช่น เรื่องพี่น้องไทยดำ พี่น้องทับยาง ในเรื่องที่ดินสาธารณะที่จะถูกเพิกถอน และพี่น้องชาติพันธุ์กว่า 4,800 ราย ที่ยังไม่สามารถดำเนินการให้มีสัญชาติได้ เนื่องจากติดข้อปัญหาต่าง ๆ มากมาย"


"พวกเราก็ไปคุย คุยรอบแรกก็คุยกับผู้อำนวยการของรัฐมนตรี เรายืนยันว่าต้องเป็นรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธาน ซึ่งเรายืนยันว่าไม่เอาข้าราชการประจำ ไม่ว่าจะเป็นปลัดหรือรองปลัดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีอะไรประสานกลับมา"


"เราก็เลยบอก งั้นลองขยับตามซิ เพื่ออาจจะได้การตอบกลับอะไรเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ไปเจอ กับ อส. ท่านหนึ่ง พอเราไปบอก เขาก็บอกว่า 'เรื่องที่ดินผมก็มีปัญหา แต่ผมก็ใช้เงินเดือนผม ในการแก้ปัญหา' เรารู้สึกว่า เอ้า! เงินเดือนของคุณก็ภาษีพวกผม นี่แหละ มาจากคนจนนี่แหละ เราก็เลยบอกให้เอาคนนี้ออกไป บอกว่าคำพูดแบบนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว มันมีปัญหาแล้ว เขาก็ถอยไป"


"หลังจากนั้นเราเรียกร้องรอให้รองปลัดฝ่ายความมั่นคง ซึ่งกำลังเดินทางมา แต่ทว่ามันมีการกระทบกระทั่งกัน โดยมีมูลเหตุคือ ตอนเช้าที่เคลื่อนขบวนมา มีรถของ อส. จอดอยู่ข้างประตูด้านนอก พี่น้องไปนั่งอยู่ใกล้ เขาก็บอกว่าอย่ามาใกล้รถเขา เราก็เลยบอกว่า ถ้าคุณคิดว่ารถคุณ พี่น้องคนจนใกล้ไม่ได้ คุณก็เอาออกไป เพราะมันเป็นถนนสาธารณะที่จอดด้วยกัน อันนี้คือครั้งแรกของเช้าเลย ตอนที่เรามาถึง"


"และครั้งที่สอง ที่คำพูดเหมือนว่าดูถูกเหยียดหยามเรา สร้างความเหลื่อมล้ำ ทั้ง ๆ ที่เราเดือดร้อนและทำนัดกับฝ่ายการเมืองเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าพอมันมีเหตุการณ์เรื่องแบบนี้ หมายถึงว่า นายกฯ ก็ติดภารกิจต้อนรับประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จากเมียนมาร์ เราก็เข้าใจว่ารองปลัดฯ ไม่สามารถประสานฝ่ายการเมืองได้ เราก็เลยต้องมาติดตามเพื่อให้กดดัน แต่ว่าเหตุการณ์มันลุกลามนิดหน่อย เพราะว่าต่างฝ่ายต่างควบคุมอารมณ์ไม่ได้"


"มี 3 ราย ที่เลือดตกยางออก นอกนั้นก็มีเคล็ดขัดยอก เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของ อส. มีความแข็งแรงกว่าพวกเราอยู่แล้ว เพราะว่าได้รับการฝึกมา แล้วก็พวกเราส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุและผู้หญิง ก็เลยเป็นภาพที่เห็น หลังเหตุการณ์ปะทะก็มีการขอโทษกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่ได้ติดใจอะไร และรอฟังผลการแก้ปัญหามากกว่า” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #PMOVE #กระทรวงมหาดไทย #อส




















“โรม” เผย กมธ. ได้ข้อมูลใหม่ปมสอบท้องถิ่น ชี้เอกสารประชุมปี 2567 มีชื่อ "อนุทิน" กมธ.เตรียมประมวลหลักฐาน ชี้หากจบแค่ข้าราชการเท่ากับ "ตัดตอนการเมือง"

 


“โรม” เผย กมธ. ได้ข้อมูลใหม่ปมสอบท้องถิ่น ชี้เอกสารประชุมปี 2567 มีชื่อ "อนุทิน" กมธ.เตรียมประมวลหลักฐาน ชี้หากจบแค่ข้าราชการเท่ากับ "ตัดตอนการเมือง"


วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการประชุมในวาระพิจารณากรณีการทุจริตการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นปี 2567-2569


หลังการประชุม รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงภาพรวมของการประชุมในวันนี้ โดยระบุว่าการประชุมวันนี้ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม และเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงกระบวนการจัดสอบ แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการยกเลิกผลการจัดจ้างของมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเดิมเป็นผู้ชนะการจัดสอบ 


แต่ก่อนหน้านี้มีการประชุมของผู้บริหารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเพื่อหาแนวทางยกเลิกผลการคัดเลือกมหาวิทยาลัยบูรพา โดยอ้างว่ามีผู้ร้องเรียนว่ามหาวิทยาลัยเกี่ยวข้องกับการทุจริตการจัดสอบ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายได้ว่าข้อร้องเรียนดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร จึงเป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าเมื่อมหาวิทยาลัยบูรพาหลุดจากการรับงาน และการจัดสอบครั้งต่อมากลับเกิดปัญหาทุจริตร้ายแรงกว่าเดิม จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการยกเลิกผลผู้ชนะเดิมอาจไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้รับเอกสาร ซึ่งเป็นหนังสือสอบถามไปยังกรมบัญชีกลาง โดยอ้างถึงการประชุมเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 และมีการอ้างชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี


เอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาที่บ่งชี้ว่า มีความพยายามผลักดันให้มหาวิทยาลัยบูรพาพ้นจากการได้รับงาน อีกทั้งผู้แทนมหาวิทยาลัยบูรพาที่เข้าให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการวันนี้ ได้สะท้อนถึงพฤติการณ์หลายประการที่เข้าข่ายไม่ชอบมาพากล และเชื่อว่าปัญหาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับข้าราชการ แต่เชื่อมโยงไปถึงระดับนโยบายทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจสรุปได้ว่าอนุทินมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด แต่ตนเห็นว่าจำเป็นต้องมีการตรวจสอบต่อไป


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยบูรพา มีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นนอกเหนือจากอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ถูกดำเนินคดีอยู่หรือไม่ รังสิมันต์ระบุว่าจากข้อมูลที่กรรมาธิการได้รับ ทำให้เห็นว่าผู้ที่มีบทบาทในการยกเลิกผลผู้ชนะของมหาวิทยาลัยบูรพา ไม่ได้มีเพียงอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลระดับสูงคนอื่นเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนริศรา ซึ่งเป็นผู้ลงนามหนังสือถึงกรมบัญชีกลางและอ้างอิงผลการประชุมที่มีอนุทินเป็นประธาน ข้อมูลที่ได้รับจึงทำให้เชื่อว่าตัวละครในคดีนี้มีมากกว่าผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในปัจจุบัน แต่ทุกคนก็ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด


นอกจากนี้ ผู้แทนมหาวิทยาลัยบูรพายังได้ให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการว่ามีพฤติการณ์พยายามกดดันให้มหาวิทยาลัยดำเนินการหรือไม่ดำเนินการบางอย่าง รวมถึงยืนยันว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ผ่านบุคคลลักษณะนายหน้า อย่างไรก็ตามผู้ให้ข้อมูลยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อบุคคลดังกล่าว แต่ระบุว่าผู้เกี่ยวข้องอาจมีมากกว่ารายชื่อตัวการใหญ่ที่สังคมรับทราบกันก่อนหน้านี้


รังสิมันต์ยังกล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้กรรมาธิการจะนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลเพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบต่อไป โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับในวันนี้ทำให้เห็นภาพว่าการทุจริตสอบท้องถิ่นอาจมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงที่อนุทินดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี


“สิ่งที่เป็นคำถามสำคัญต่อไปก็คือตกลงแล้ว คุณอนุทิน ชาญวีรกูล มีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งนี้ มากน้อยแค่ไหน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากที่มีการตัดตอน ม.บูรพาไปแล้ว มหากาพย์การทุจริตการสอบมันก็เกิดขึ้นตามลำดับ คำถามก็คือว่าฝ่ายการเมืองรู้แค่ไหนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้” รังสิมันต์กล่าว


รังสิมันต์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เอกสารและคำให้การที่กรรมาธิการได้รับในวันนี้ ยังระบุถึงบทบาทของผู้บริหารระดับสูงในการสั่งการให้หาแนวทางยกเลิกผลผู้ชนะของมหาวิทยาลัยบูรพา แต่บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ และยังไม่ถูกดำเนินคดีหรือออกหมายเรียกแต่อย่างใด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการกฎหมาย #สอบท้องถิ่น








ภาคประชาชนแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ค้าน 'มิน อ่อง หล่าย' เยือนไทย ชูป้าย 'ไม่ต้อนรับอาชญากร' พร้อมสวมหน้ากาก 'อนุทิน-มิน อ่อง หล่าย' โชว์กินเค้กร่วมกัน สื่อถึงการแบ่งผลประโยชน์จากเหมือง

 


ภาคประชาชนแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ค้าน 'มิน อ่อง หล่าย' เยือนไทย ชูป้าย 'ไม่ต้อนรับอาชญากร' พร้อมสวมหน้ากาก 'อนุทิน-มิน อ่อง หล่าย' โชว์กินเค้กร่วมกัน สื่อถึงการแบ่งผลประโยชน์จากเหมือง


วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 18.10 น. บริเวณทำเนียบรัฐบาล ภาคประชาชนแสดงออกคัดค้านการเยือนประเทศไทยของ มิน อ่อง หล่าย ถือป้ายเป็นข้อความภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเมียนมา พร้อมมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นการกินเค้ก ที่มีการปักธงชาติไทยและธงชาติเมียน โดยสวมหน้ากากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และ พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย อดีตผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ


ในระหว่างการจัดกิจกรรม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนตรึงกำลังปิดกั้นบริเวณ ก.พ.ร. เพื่อไม่ให้ประชาชนออกมาด้านนอก โดยระบุว่าเป็นพื้นที่ของราชการ ไม่ให้ประชาชนออกไปจากบริเวณตรงนี้และให้ออกอีกประตูหนึ่ง พร้อมกับถือป้ายข้อความ “เขตห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร” โดยผู้ชุมนุมอยู่บริเวณด้านหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 


ผู้จัดกิจกรรมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “การมาเยือนอย่างเป็นทางการของพลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ไม่ได้ฟังเสียงข้อเรียกร้องของประชาชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านมนุษยธรรมและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ยังดำรงอยู่ คือ การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และกรณีการเข่นฆ่า ทำร้าย การโจมตีทางอากาศที่ยังเกิดขึ้นทุกพื้นที่ในเมียนมา รวมถึงการลงทุนของไทยที่ช่วยเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ทหารเมียนมาทำสงครามเข่นฆ่าประชาชน


“การพบปะกันครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยทำให้เกิดสันติภาพในเมียนมา และไม่ได้แก้ปัญหาที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในเมียนมา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่คำนึงถึงประชาชน เหมือนการแสดงเมื่อสักครู่นี้ที่ให้เห็นว่าการนั่งกินเค้กไม่ได้สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้เสียงจากประชาชนเมียนมา และประชาชนไทยจะร่วมกันแสดงพลังและแสดงจุดยืน แต่ตราบใดที่ผู้มีอำนาจทั้งสองประเทศไม่สนใจและไม่รับฟังเสียง สันติภาพในเมียนมา และความปกติสุขในประเทศไทย ก็ยากมากที่จะเกิดขึ้น”


หลังให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ผู้จัดกิจกรรมมีการถือป้ายข้อความขนาดใหญ่ “พวกเราไม่ต้อนรับอาชญากร มิน อ่อง หล่าย” บริเวณริมถนนหน้าป้ายสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน


ทั้งนี้ ในวันนี้กลุ่มภาคประชาสังคมจำนวน 17 องค์กร ได้แก่ Solidarity Collective TH, SEM (Spirit in Education movement), Milk Tea Alliance Thailand, FemSamYan, Socialgaze, สมัชชาคนจน, คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition), กลุ่มเพื่อนต่อด้านเผด็จการ (Friends Against Dictatorship: FAD), ภาคีเซฟบางกลอย, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, เครือข่ายติดตามเฝ้าระวังโครงการพัฒนาปาตานี, The Patani, วงสามัญชน, กอผือรื้อเผด็จการ


เฟมินิลต์ปลาแดก, Amnesty Interational (Thailand), Myanmar response network (MRN) มีการออกแถลงการณ์คัดด้านการเยือนประเทศไทยของ มิน อ่อง หล่าย โดยมีข้อความดังนี้


“ผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา


พวกเราขอคัดค้านการเดินทางเยือนประเทศไทยของ มิน อ่อง หล่าย ในวันที่ 6-7 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือและหารือปัญหาแนวชายแดน เนื่องจาก มิน อ่อง หล่าย คือ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ผู้ซึ่งการดำรงอยู่ของระบอบได้แลกมาด้วยความรุนแรงต่อประชาชน การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ และอาชญากรรมสงครามที่ยังคงคร่าชีวิตผู้คนอย่างต่อเนื่อง


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วิกฤตในเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในประเทศ หากแต่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วทั้งภูมิภาค ทั้งการพลัดถิ่นของผู้ลี้ภัย การสูญเสียชีวิตและวิถีชีวิตของผู้คนนับล้าน ความไม่มั่นคงบริเวณชายแดน การค้ามนุษย์ และผลกระทบต่อประชาชนทั้งในประเทศเมียนมาและประเทศไทย


การมอบความชอบธรรมหรือผลประโยชน์ให้รัฐบาลทหารเมียนมา ไม่ได้ทำให้ภูมิภาคสงบสุข หากกลับยิ่งยืดเยื้อความรุนแรง หล่อเลี้ยงสงคราม และทำให้ประชาชนต้องเผชิญความทุกข์ทรมานต่อไป ความมั่นคงที่แท้จริงของประเทศไทยและภูมิภาค ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนของตนเอง แต่ต้องตั้งอยู่บนสันติภาพ ความยุติธรรม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พวกเราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทย

- หยุดส่งผ่านรายได้และผลประโยชน์ให้รัฐบาลทหารเมียนมา พร้อมทบทวนความร่วมมือและข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์หรือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมา

- รับฟังข้อเรียกร้องของแรงงานเมียนมาในประเทศไทย โดยอำนวยความสะดวกและผ่อนปรนข้อกำหนดเพื่อป้องกันการหลุดจากระบบของแรงงานที่ถูกกฎหมาย และไม่ผลักภาระให้แรงงานต้องพึ่งพาระบบที่สร้างรายได้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา


- สนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่เป็นอิสระ โดยผลักดันให้ความช่วยเหลือจากนานาชาติสามารถเข้าถึงประชาชนในเมียนมาได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านรัฐบาลทหารเมียนมา


- ปฏิเสธการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมาและผู้นำที่ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชน การเลือกตั้งภายใต้การควบคุมของกองทัพ ซึ่งมีการจำกัดการแข่งขันทางการเมือง ปราบปรามผู้เห็นต่าง และไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่อาจถือเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง


- คัดค้านการคืนบทบาทหรือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเมียนมาในอาเซียน จนกว่ารัฐบาลของเมียนมาจะยุติความรุนแรงต่อประชาชน และเดินหน้าสู่การฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง


เราขอเรียกร้องให้อาเซียนดำเนินบทบาทที่จริงจังในการยุติความรุนแรง และยืนหยัดต่อหลักการที่ว่า การยึดอำนาจด้วยกำลังและการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนไม่ควรได้รับการยอมรับหรือสร้างความชอบธรรมผ่านเวทีระหว่างประเทศ


ท้ายที่สุด วิกฤตเมียนมาไม่ใช่เพียงปัญหาของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นปัญหาของภูมิภาคทั้งหมด ต้นตอของวิกฤตคือรัฐบาลทหารที่เลือกทำสงครามกับประชาชนของตนเอง พร้อมทั้งมิน อ่อง หล่ายได้ถูกกล่าวหาและยื่นหมายจับในเวทีระหว่างประเทศแล้วว่ามีส่วนรับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ


ประเทศไทยไม่ควรดำเนินนโยบายที่สร้างประโยชน์ต่อรัฐบาลทหารเมียนมา หรือถูกมองว่าเลือกยืนอยู่ข้างผู้ก่อความรุนแรงต่อประชาชนและอาชญากรรมสงคราม การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการไม่มอบความชอบธรรมแก่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และยืนหยัดเคียงข้างประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม


เพราะความมั่นคงของประชาชนไทย ไม่อาจแยกขาดจากความปลอดภัยของประชาชนเมียนมา


หยุดสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อสันติภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และอนาคตร่วมกันของภูมิภาค”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐบาลอนุทิน #มินอ่องหล่าย

















กลุ่ม Bright Future รวมตัวหน้า UN คัดค้านรัฐบาลไทยต้อนรับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา เหตุไม่สร้างสันติภาพ ทำลายจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน

 


กลุ่ม Bright Future รวมตัวหน้า UN คัดค้านรัฐบาลไทยต้อนรับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา เหตุไม่สร้างสันติภาพ ทำลายจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน


วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. บริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย ถนนาาชดำเนินนอก มีการชุมนุมของกลุ่ม Bright Future นำโดย วีระ แสงทอง แกนนำและนักเคลื่อนไหวชาวเมียนมา เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านต่อการที่รัฐบาลไทยให้การต้อนรับและสานสัมพันธ์ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) อดีตผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ


บรรยากาศในช่วงบ่าย มีผู้ทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุม โดยมีการแต่งกายชุดสีดำ และมีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้าน พล.อ.มิน อ่อง หล่าย อย่างไรก็ตาม ขณะที่กำลังมีการชุมนุมอยู่ พบว่าประชาชน 1 ราย ที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่ม Bright Future ได้เข้ามาต่อว่า ก่อนถูกพาตัวออกไป โดยที่ไม่ได้มีการปะทะหรือทำร้ายร่างกายกัน


ก่อนยุติการชุมนุม วีระ แสงทอง อ่านแถลงการณ์คัดค้านการสานสัมพันธ์อาชญากรเผด็จการทหารเมียนมา และข้อเรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิ์แรงงานข้ามชาติ โดยมีเนื้อหาดังนี้


“ในนามของกลุ่ม Bright Future พวกเรามารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างถึงที่สุดต่อการที่รัฐบาลไทยให้การต้อนรับและสานสัมพันธ์กับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย และตัวแทนจากสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ซึ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร ที่ปล้นอำนาจและเข่นฆ่าประชาชนของตนเอง


การที่รัฐบาลไทยเลือกจับมือกับผู้ที่มีเลือดประชาชนเปื้อนมือ ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนของไทยในเวทีโลก แต่ยังเป็นการเปิดทางให้เผด็จการทหารเมียนมาใช้อำนาจข้ามแดนมา “ขูดรีดและกดขี่” แรงงานข้ามชาติที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกระบวนการทำเอกสารรับรองบุคคล (CI-Certificate of Identity) ความทุจริตและการขูดรีดผ่านศูนย์ CI ที่รัฐบาลไทยปล่อยปละละเลย


ในขณะนี้แรงงานพม่าในไทยกำลังเผชิญกับการขูดรีดอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการสมคบคิดกันระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมาและกลุ่มผลประโยชน์ในไทย ดังนี้ :


1. การบังคับปล้นทรัพย์ผ่านระบบธนาคาร (กฎโอนเงิน 25%) รัฐบาลทหารเมียนมาได้ออกกฎระเบียบที่ไร้มนุษยธรรม บังคับให้แรงงานในไทยต้องโอนเงินอย่างน้อย 1 ใน 4 (25%) ของรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศในช่วง 3 เดือนกลับเข้าบัญชีครอบครัวผ่านระบบธนาคารที่รัฐบาลทหารรับรอง เพื่อแลกกับการต่อใบอนุญาตทำงานเมื่อครบวาระ 4 ปี นี่คือการบังคับให้แรงงานหาเงินมาเป็นท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนกองทัพเพื่อนำไปซื้ออาวุธมาเข่นฆ่าประชาชนทางบ้านเกิด

    

2. ขบวนการนายหน้าเถื่อนที่ศูนย์ CI: นอกจากการขูดรีดจากรัฐบาลทหารแล้ว แรงงานยังต้องเผชิญกับ “แก๊งนายหน้า” ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อ โดยบังคับเก็บเงินได้แบบไม่มีใบเสร็จอีก 1,000-3,000 บาทต่อคน เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการในศูนย์ CI ได้ หากใครปฏิเสธที่จะจ่ายส่วยนี้ จะถูกกีดกันไม่ให้เข้ารับบริการ แม้ว่าแรงงานเหล่านั้นจะทำการจองคิวผ่านระบบและจ่ายค่าธรรมเนียมตามประกาศของรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ตาม


นอกจากวิกฤตของแรงงานแล้ว เราขอประณามการกระทำของรัฐบาลทหารเมียนมาในประเด็นต่อไปนี้


การรุกรานปราบปรามประชาชน เข่นฆ่าด้วยการทิ้งระเบิดใส่พลเรือน เผาหมู่บ้าน และการจับกุมทรมานผู้เห็นต่างทางการเมืองจำนวนมาก คืออาชญากรรมสงครามที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ความไม่สงบที่เกิดจากกองทัพเมียนมา ทำให้เกิดคลื่นผู้ลี้ภัยและยังเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน


เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการตามข้อเสนอดังต่อไปนี้

 

1. ยุติการสานสัมพันธ์กับเผด็จการทหาร: รัฐบาลไทยต้องยุติการให้ความร่วมมือ การต้อนรับ และการรับรองความชอบธรรมของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย และคณะ รัฐบาลไทยต้องยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเมียนมา ไม่ใช่อาชญากรสงคราม


2. ยกเลิกการใช้เอกสารรับรองบุคคล (CI-Certificate of Identity) ให้รัฐบาลไทยรับรองสิทธิการทำงาน และการพำนักด้วยการออกเอกสารอนุญาตทำงาน “บัตรสีชมพู” เพียงใบเดียว โดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากสถานทูตเมียนมาภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา เพื่อตัดวงจรไม่ให้รัฐบาลเผด็จการได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากหยาดเหงื่อของแรงงานพม่าในไทย


3. ขอให้รัฐบาลไทยเตรียมการรับรองอำนาจการบริหารของรัฐบาลที่ชอบธรรมของประชาชนเมียนมา และสนับสนุนโครงสร้างการปกครองตนเองในอนาคต”


อย่างไรก็ตาม พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ประธานาธิบดีเมียนมา เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค. 2569 โดยในวันนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการและมีการหารือทวิภาคีที่ทำเนียบรัฐบาล


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มินอ่องหล่าย #BrightFuture