วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” ชี้ใบส่งตัวเป็นคอขวดระบบสุขภาพกรุงเทพฯ เสนอเพิ่มโควตาสิทธิบัตรทอง กทม. ชู รพ. แม่ข่ายเป็นศูนย์กลาง ปรับระบบจ่ายเงินคลินิกไม่ขาดทุน

 


“ชัยวัฒน์” ชี้ใบส่งตัวเป็นคอขวดระบบสุขภาพกรุงเทพฯ เสนอเพิ่มโควตาสิทธิบัตรทอง กทม. ชู รพ. แม่ข่ายเป็นศูนย์กลาง ปรับระบบจ่ายเงินคลินิกไม่ขาดทุน


วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน ได้เดินทางไปที่ชุมชนวัดสุทธาราม พร้อมกับ เนอส ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางซื่อ เบอร์ 4 และ ภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. เขต 7 พรรคประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาและเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่


ชัยวัฒน์กล่าวว่า แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะมีทรัพยากรด้านสาธารณสุขมากกว่าหลายพื้นที่ของประเทศ แต่คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยกลับยังเจออุปสรรคในการเข้าถึงการรักษา หนึ่งในปัญหาที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือเรื่อง ใบส่งตัว ของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง


ตนได้รับฟังปัญหาจากประชาชนอยู่เป็นประจำ หลายคนต้องเสียเวลาเป็นวันกว่าจะได้เข้ารับการรักษา โดยวันแรกต้องใช้เวลาไปกับการรอให้หน่วยบริการปฐมภูมิหรือคลินิกอบอุ่นในการออกใบส่งตัวให้ จากนั้นจึงต้องนัดไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลในอีกวันหนึ่ง ทำให้คนป่วยต้องเสียทั้งเวลา เสียรายได้ และบางครั้งอาการก็อาจทรุดลงระหว่างที่รอ


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่าการออกใบส่งตัวใช้เวลานานเนื่องจากคลินิกอบอุ่นที่มีหน้าที่ดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองกว่า 3.5 ล้านคนในกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นคอขวดของระบบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องรอคิวเพื่อขอใบส่งตัวก่อนจะเข้าถึงการรักษาได้ นอกจากนี้ ปัญหายังมาจากการออกแบบระบบที่ไม่เอื้อต่อการให้บริการ เพราะยิ่งคลินิกออกใบส่งตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งมีภาระต้นทุนมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกัน ระบบบัตรทองในกรุงเทพฯ ยังมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีเจ้าภาพหลักที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพของคนกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน


สำหรับพรรคประชาชน การเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่คนกรุงเทพฯ ทุกคนจะต้องเข้าถึงได้ง่าย หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สิ่งแรกที่ตนจะทำคือเสนอขอเพิ่มโควตาผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่รับบริการผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. จาก 800,000 คน เป็น 1 ล้านคน พร้อมเพิ่มงบประมาณ ทรัพยากร และบุคลากรทางการแพทย์ควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ และเพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงมากขึ้น


นอกจากนี้พรรคประชาชนเสนอให้โรงพยาบาลแม่ข่ายในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการระบบบัตรทอง ทำงานร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขและหน่วยบริการปฐมภูมิอย่างใกล้ชิด โดยใช้งบรายหัวที่ สปสช. จัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน พร้อมปรับระบบการจ่ายเงินให้คลินิกอบอุ่นมีรายได้เพียงพอในการดูแลผู้ป่วย ไม่ต้องขาดทุนจากการออกใบส่งตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีผ่านโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ที่ปัจจุบันดูแลประชาชนสิทธิบัตรทองอยู่แล้วกว่า 1.3 ล้านคน


ชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์คนไม่สามารถทำได้หากไม่เกิดการแก้ไขปัญหาจากต้นตอซึ่งต้องอาศัยเจตจำนงและแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ วันนี้ พรรคประชาชนมีทั้งทีม สส. ในสภาที่ผลักดันประเด็นสาธารณสุขให้กับคนทั้งประเทศ มีทีมผู้สมัคร ส.ก. ที่วันนี้สามารถเป็นตัวแทนที่เข้าใจปัญหาการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ยากลำบากของคนในแต่ละพื้นที่ เรามีทีมบริหาร กทม.ประชาชน ที่ออกแบบนโยบายตอบสนองการใช้บริการสาธารณสุขของคนกรุงเทพ และตนพร้อมจะเป็นผู้ว่าประชาชนที่มีเจตจำนงทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตง่ายกว่าที่ผ่านมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #โจชัยวัฒน์












“รักชนก” ชี้เวที TH-AI Passport คือเวทีฟอกขาวมากกว่ารับฟังความเห็น แนะพับโครงการ-เสนอของบตามกระบวนการปกติ ให้สภาร่วมตรวจสอบ

 


รักชนก” ชี้เวที TH-AI Passport คือเวทีฟอกขาวมากกว่ารับฟังความเห็น แนะพับโครงการ-เสนอของบตามกระบวนการปกติ ให้สภาร่วมตรวจสอบ


วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้จัดขึ้นเมื่อวานนี้ ซึ่ง ธีระชาติ ก่อตระกูล ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ระบุว่างานที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้ดูเหมือนเป็นการแถลงข่าวมากกว่าการเปิดรับฟังความคิดเห็น เพราะขนาดการถ่ายทอดสดออนไลน์ยังปิดคอมเมนต์ ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า 1.30 ชั่วโมงแรกคือความพยายามฟอกขาว คำถามที่ถามไปก็ไม่ได้คำตอบ ดูหน้างานก็เห็นอยู่แล้วว่าถูกออกแบบมาให้เราพูดได้น้อยที่สุด


ประเด็นที่เราจี้ถามเพียงประเด็นเดียวและสำคัญที่สุด คือ 1,600 ล้านบาทไม่มีรายละเอียด ก็ไม่มีการตอบคำถามในส่วนนี้ ไม่ว่าจะปลัดกระทรวง รัฐมนตรี หรือผู้ที่เคยมาชี้แจงใน กมธ.ติดตามงบประมาณฯ เคยบอกว่า Token ใช้ได้แบบไม่มีจำกัด แต่ที่ระบุอยู่ในสไลด์กลับบอกว่ามีจำกัด หรือคำถามที่รักชนกถามว่าทำไม TOR ถึงบังเอิญไปเหมือนกับอีกของกระทรวงหนึ่ง เราเข้าใจว่าเป็นการคัดลอกแล้ววาง แต่มันก็ควรจะอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ไม่ใช่การคัดลอกแล้ววางข้ามกระทรวงแบบนี้


ด้านธีระชาติกล่าวว่า วันนี้ OKMD หน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีมีแอปพลิเคชัน AI แบบเดียวกันกับ TH-AI Passport ให้ใช้ฟรีอยู่แล้ว ไปดาวน์โหลดใช้วันนี้ได้เลย โครงการนั้นมูลค่าเพียง 2.4 ล้านบาท เทียบกับ 1,600 ล้านบาทที่ไม่มีรายละเอียด


ด้านรักชนกได้เสริมว่า สิ่งที่เราสื่อสารมาตลอดคือเราต้องการให้ล้มเลิกโครงการนี้ รัฐมนตรีสามารถพับโครงการแล้วจ่ายค่าปรับบางส่วนกับเอกชน เงินที่เหลือนำไปคืนกองทุน แล้วถ้าอยากทำโครงการนี้จริงก็ขอให้ขอเข้ามาในงบประมาณปกติ ให้ผ่านกระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายในวาระหนึ่ง ได้เข้า กมธ.งบประมาณฯ ได้มีการตัดในชั้นอนุกรรมาธิการ ให้มีการตรวจสอบที่รอบคอบ ไม่มีใครอยากขวางอนาคต AI ของประเทศนี้ แต่สิ่งที่พวกเราตั้งคำถามมาตลอด คือตลอดกระบวนการของเงิน 1,600 ล้านบาทมันผิดปกติทุกอย่าง ยังจะเดินหน้าดันทุรังทำไปเพื่ออะไร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการงบประมาณ #THAIPassport #thaiaipassport #ai

“รักชนก” ตามความคืบหน้าผลสอบ สตง. กรณีตึกถล่ม จี้เปิดผลสอบ-เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง เผยพบอาคาร สตง. ร้าง-ผู้รับเหมาทิ้งงานทั่วประเทศ สตง. ควรชี้แจงก่อนของบสร้างใหม่

 


รักชนก” ตามความคืบหน้าผลสอบ สตง. กรณีตึกถล่ม จี้เปิดผลสอบ-เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง เผยพบอาคาร สตง. ร้าง-ผู้รับเหมาทิ้งงานทั่วประเทศ สตง. ควรชี้แจงก่อนของบสร้างใหม่


วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกับคณะในการเข้าหารือกับผู้บริหาร สตง. เพื่อติดตามกรณีการใช้งบประมาณในการก่อสร้างอาคาร และความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนกรณีอาคาร สตง. ถล่ม


ช่วงก่อนการหารือ รักชนกได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยระบุว่าสำหรับกรณีที่จะเข้าหารือร่วมกับผู้บริหาร สตง. ในวันนี้ ประกอบด้วยกรณีการก่อสร้างอาคารสำนักงานของ สตง. ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งสร้างเสร็จแล้วแต่ถูกทิ้งร้าง และหลายแห่งยังสร้างไม่เสร็จแต่มีผู้รับเหมาทิ้งงาน จึงอยากถามความคืบหน้ากับ สตง. ว่าในแต่ละสถานที่ที่มีปัญหา สตง. จะจัดการอย่างไร เพราะ สตง. ได้ชื่อว่าเป็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หลายคนคาดหวังว่าจะมีความโปร่งใสและสามารถแก้ไขปัญหาในองค์กรตัวเองได้ดีกว่าองค์กรอื่น


ประเด็นต่อมาคือกรณีตึก สตง. ถล่ม ซึ่งวันนี้บริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งการทุจริตไปแล้ว ตนอยากถามความคืบหน้ากับ สตง. ว่าผลการสืบสวนสอบสวนไปถึงไหนแล้วในสภาสมัยที่แล้ว กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ก็เคยสอบถาม สตง. ไปแล้วหลายครั้ง แต่เข้าใจว่าเล่มรายงานสุดท้ายซึ่งเป็นเล่มของกรมโยธาธิการและผังเมืองมีการตีเป็นความลับ จึงต้องสอบถามถึงความคืบหน้าว่าจะสามารถได้รับข้อมูลบางส่วนจากการสืบสวนนั้นได้หรือไม่


รักชนกกล่าวต่อไปว่าในฐานะ กมธ.ติดตามงบฯ เราต้องการความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่อาจจะเป็นเชิงลึกกว่าเดิม อีกทั้งจะมีการติดตามความคืบหน้าในการเยียวยาแรงงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ และจะดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบแต่ตกหล่นอย่างไรด้วย อีกทั้งในแง่ของคดีความ บุคคลภายนอกหรือผู้ที่มีอำนาจยังรับผิดชอบใน สตง. น้อยเกินไปกับเรื่องนี้


หลังจากนัดนี้ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ จะติดตามตรวจสอบงบประมาณที่เป็นสิ่งปลูกสร้างของ สตง. ต่อ เพราะถ้าของบประมาณไปแล้วแต่ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ในงบประมาณปี 2570 ที่จะมีการพิจารณากันในช่วงต้นเดือนนี้ ก็อาจจะต้องมีการนำเรื่องนี้มาพิจารณาด้วยว่าจะให้งบประมาณ สตง. ไปสร้างตึกใหม่หรือไม่ แม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นว่า สตง. มีรายละเอียดคำของบประมาณอะไรมาบ้าง แต่ก็ต้องมีการนำมาเทียบกัน ถ้าของเก่าได้รับเงินไปแล้วยังทำได้ไม่ดี ของใหม่ก็ต้องนำมาพิจารณาอีกรอบ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการงบประมาณ #ตึกสตง

"กมธ.ทหาร" ลุยสอบหน่วยงานมั่นคงใช้ไอโอโจมตีสื่อ-ประชาชน พบทุกหน่วยปฏิเสธเสียงแข็งแม้มีพยาน-หลักฐานยืนยันปฏิบัติการ เตรียมทำหนังสือถึงกองทัพ-กอ.รมน. แจงข้อเท็จจริงเพิ่ม สร้างความกระจ่างให้สังคม

 


"กมธ.ทหาร" ลุยสอบหน่วยงานมั่นคงใช้ไอโอโจมตีสื่อ-ประชาชน พบทุกหน่วยปฏิเสธเสียงแข็งแม้มีพยาน-หลักฐานยืนยันปฏิบัติการ เตรียมทำหนังสือถึงกองทัพ-กอ.รมน. แจงข้อเท็จจริงเพิ่ม สร้างความกระจ่างให้สังคม


เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา เอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพฯ เขต 10 พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันนี้ ซึ่งมีวาระสำคัญในการติดตามการดำเนินงานด้านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ของหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมชี้แจง ได้แก่ กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ โดยเนื้อหาการชี้แจงครอบคลุมถึงแนวทางการดำเนินงานด้านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ การสื่อสารองค์กร การรับมือข่าวปลอม ตลอดจนมาตรการกำกับดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของกำลังพล ซึ่งทุกหน่วยงานได้อธิบายถึงความแตกต่างของรูปแบบการสื่อสาร พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน


เอกราชกล่าวต่อไปว่า ในการประชุมครั้งนี้ยังมีตัวแทนสื่อมวลชนและภาคประชาชนที่เคยได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางออนไลน์เข้าร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และตัวแทนจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตถึงเครือข่ายเพจที่เคยปรากฏในรายงานความโปร่งใสของบริษัท META เมื่อปี 2564 ว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ถูกกล่าวหาว่ามุ่งเป้าโจมตีสื่อมวลชนและภาคประชาชน


เอกราชกล่าวว่า ทางด้านกองทัพบกได้ยอมรับว่ามีการใช้ปฏิบัติการข่าวสารในทางการทหารจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้ใช้กับประชาชน ขณะที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ชี้แจงว่าดำเนินการในลักษณะการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ส่วนกองทัพอากาศและกองทัพเรือต่างยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการดำเนินการหรือมีนโยบายทำไอโอกับประชาชนโดยเด็ดขาด


นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีเว็บไซต์ Pulony.blogspot ขึ้นมาหารือ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาแก้ว่า กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ดังกล่าว พร้อมสั่งให้ลบข้อความและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี โดยประเด็นนี้ถูกนำมาประกอบการพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในการดำเนินงานด้านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานรัฐ


ขณะที่ ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้นำข้อมูลและเอกสารที่เคยใช้อภิปรายในสภาฯ เพื่อระบุถึงความเชื่อมโยงของหน่วยงานและโครงสร้างการปฏิบัติงานร่วมมาสอบถามในที่ประชุม แต่ทางกองทัพบกยืนยันว่าไม่มีผังปฏิบัติการร่วมตามที่ถูกกล่าวอ้าง เช่นเดียวกับ รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านข่าวสารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกางเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการมาประกอบการอภิปราย ทว่าผู้แทน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กลับยืนยันว่าไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน


สำหรับบทสรุปของการประชุม ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติให้จัดทำหนังสือส่งไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในทุกประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัย รวมไปถึงการตรวจสอบสถานะและบทบาทของ พล.อ.ธรรมนูญ วิถี ในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในที่ประชุม เพื่อสร้างความกระจ่างชัดให้กับสังคมและเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างเข้มข้นต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการทหาร #ไอโอกองทัพ #IO #กอรมน




ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง การถวายน้ำสรง และถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

 


ประกาศสำนักพระราชวัง


เรื่อง การถวายน้ำสรง และถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา


ด้วยสำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ในการเข้าถวายน้ำสรง และถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ดังนี้


๑. พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดาเบื้องหน้าพระรูป ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันเสาร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ตั้งแต่เวลา ๘ นาฬิกา ๓๐ นาที ถึงเวลา ๑๒ นาฬิกา


๒. พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน เวลา ๐๘.๓๐ น. - ๑๖.๐๐ น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ในการนี้ ได้จัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัย ไว้ ณ ที่นี้ด้วย


๓. พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ ๑๕ วัน ทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐ น.- ๒๑.๐๐ น. เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ 


๔. พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล ราชินิกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐบาล คณะบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรรมพระศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ ๑๐๐ วัน


จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน


สำนักพระราชวัง

๑๒ มีถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

สำนักพระราชวัง ประกาศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

 


สำนักพระราชวัง ประกาศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์


ตามที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ นั้น


ตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ พระอาการได้ทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) อันเนื่องจากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ร่วมกับสภาวะความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ และการแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๙ นาฬิกา ๔๘ นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริพระชันษาปีที่ ๔๗


ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี และประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พระองค์ภา #องค์ภา #สำนักพระราชวัง #สิ้นพระชนม์


วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“พนิดา” ซัดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ล็อกอนาคตประเทศไว้กับมรดก คสช. หวังสภาหนุนแก้ ม.256 เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนมีส่วนร่วมเลือก สสร.

 


“พนิดา” ซัดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ล็อกอนาคตประเทศไว้กับมรดก คสช. หวังสภาหนุนแก้ ม.256 เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนมีส่วนร่วมเลือก สสร.


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน ได้อภิปรายต่อการรับทราบรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2567–2568


พนิดากล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือประจักษ์พยานความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือการไม่เชื่อมั่นในประชาชน ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และพยายามออกแบบประเทศให้ถูกควบคุมโดยคนเพียงไม่กี่กลุ่ม 


ผู้ร่างกติกานี้อธิบายกับสังคมว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะช่วยสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองไม่เห็นอนาคต ระบบราชการยังรวมศูนย์ กองทัพยังคงมีอภิสิทธิ์เหนือภาคส่วนอื่น องค์กรอิสระจำนวนมากขาดการตรวจสอบที่เพียงพอ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับถดถอยลง ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ทำให้รัฐมีประสิทธิภาพขึ้น หรือประเทศมีวิสัยทัศน์มากขึ้น แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ "ล็อกประเทศ" และ "ล็อกอนาคต" ของพวกเราเอาไว้ภายใต้โครงสร้างการสืบทอดอำนาจของ คสช. แม้ คสช. จะหมดอำนาจในทางรูปแบบไปแล้ว แต่อำนาจนั้นยังคงดำรงอยู่ผ่านยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกฝังไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 


หากพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้เป็นเพียงแนวนโยบาย แต่ถูกออกแบบให้มีสภาพบังคับทางการเมือง ไม่ว่าประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมีนโยบายที่ประชาชนสนับสนุนมากขนาดไหน หากถูกกล่าวหาว่าดำเนินนโยบายขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ ก็สามารถถูกนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายและองค์กรอิสระได้ นี่คือปัญหาที่สำคัญที่สุดของกลไกนี้ เพราะมันขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอย่างชัดเจน


พนิดากล่าวต่อว่า ปัญหาอีกด้านหนึ่งคือ ยุทธศาสตร์ชาติล้าสมัยและไม่ทันโลก ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เทคโนโลยีใหม่ในวันนี้อาจกลายเป็นของล้าสมัยภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่ประเทศไทยกลับเลือกล็อกทิศทางประเทศไว้ยาวนานถึง 20 ปี เพียงไม่กี่ปีหลังประกาศใช้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาฝุ่น PM2.5 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สงครามการค้า และความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ยุทธศาสตร์ชาติกลับไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ และประจักษ์พยานของความล้มเหลวนี้ก็อยู่ในรายงานที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้


เราใช้ยุทธศาสตร์ชาติมาแล้ว 7 ปี แต่รายงานปี 2568 ฉบับนี้กำลังบอกเราว่า ประเทศไทยไม่ได้กำลังเดินเข้าใกล้เป้าหมาย หากแต่กำลังเดินห่างออกจากเป้าหมายที่ตนเองกำหนดไว้


พนิดากล่าวต่อว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ล็อกทุกอย่างไว้ล่วงหน้า 20 ปี แต่คือประเทศที่ปรับตัวได้เร็ว ฟังเสียงประชาชน และเปิดโอกาสให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง


ยุทธศาสตร์ชาติส่งผลต่อชีวิตคนไทยทั้งประเทศยาวนานถึง 20 ปี แต่ประชาชนกลับแทบไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตัวเอง กติกาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ยุค คสช. คนร่างมาจากการแต่งตั้ง กลไกเห็นชอบก็อยู่ภายใต้อำนาจของ คสช. การรับฟังความคิดเห็นเกิดขึ้นอย่างจำกัด ประชาชนจำนวนมากไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า มีการกำหนดอนาคตประเทศระยะยาวเอาไว้แล้ว นี่จึงไม่ใช่ "ยุทธศาสตร์ของชาติ" แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ของผู้มีอำนาจ" 


ตนกำลังชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ชาติคือประจักษ์พยานสำคัญที่สะท้อนความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จำกัดอำนาจของประชาชน และสืบทอดอำนาจของคนบางกลุ่มผ่านกลไกทางกฎหมาย ตราบใดที่เรายังคงติดอยู่ในโครงสร้างแบบนี้ ประเทศไทยก็จะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง


ตนจึงขอฝากความคาดหวังไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า เมื่อวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาถึง เราจะร่วมกันพิจารณาบนหลักการที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุดของประชาชนในการเลือกผู้ร่าง ป้องกันการผูกขาดอำนาจ และไม่เพิ่มอภิสิทธิ์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมผลักดันทุกร่างข้อเสนอไปสู่การหาฉันทามติในวาระที่ 2 ให้ได้มากที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญคือวาระสำคัญของคนทั้งประเทศ


และสุดท้าย จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ประเทศไทยไม่ได้ขาดยุทธศาสตร์ ประเทศไทยขาดอำนาจของประชาชนในการกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเอง เมื่อประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ยุทธศาสตร์ก็กลายเป็นเพียงเครื่องมือรักษาอำนาจ มากกว่าจะเป็นเข็มทิศนำพาประเทศไปข้างหน้า


พนิดากล่าวปิดท้ายว่า ตราบใดที่อนาคตของประเทศยังถูกกำหนดโดยคนเพียงไม่กี่คนที่ประชาชนไม่ได้เลือก แทนที่จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ปัญหาเดิม ๆ ก็จะยังคงเกิดซ้ำ เพราะอนาคตของประเทศไม่ควรถูกล็อกไว้ล่วงหน้า 20 ปี แต่ควรเป็นสิ่งที่ประชาชนร่วมกันออกแบบ ทบทวน และปรับเปลี่ยนได้ตามความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม เพราะสุดท้ายแล้ว อนาคตของประเทศไม่ได้เป็นของคณะกรรมการชุดไหน แต่อยู่ในมือเจ้าของอำนาจตัวจริง คือประชาชนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งสสร #มาตรา256 #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่