วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

“เชตวัน” ลุยต่อ! ยื่นญัตติขอให้สภาฯ ชุดใหม่ตั้ง “กมธ.ธุรกิจกองทัพ” แนะใช้รายงานชุดที่แล้วก่อนยุบสภามาประกอบการศึกษาเพิ่มเติม

 


“เชตวัน” ลุยต่อ! ยื่นญัตติขอให้สภาฯ ชุดใหม่ตั้ง “กมธ.ธุรกิจกองทัพ” แนะใช้รายงานชุดที่แล้วก่อนยุบสภามาประกอบการศึกษาเพิ่มเติม 


วันที่ 25 มีนาคม 2569 เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 5 พรรคประชาชน กล่าวว่า มาประชุมสภาฯ วันนี้ ตนได้ยื่นญัตติเรื่อง “ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอน ยุบ เลิก แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม” ต่อสภาฯ เป็นที่เรียบร้อย โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาฯ ชุดนี้จะเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไป เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องของการปฏิรูปกองทัพและจัดการธุรกิจของกองทัพที่ใช้ทรัพยากรของประเทศในการดำเนินกิจการให้อยู่ในร่องในรอย ถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนต่อไป 


ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสวัสดิการเชิงธุรกิจและพาณิชย์หลายรูปแบบของกองทัพ ทั้งปั๊มน้ำมัน สนามกอล์ฟ ร้านสะดวกซื้อ ตลาดนัด สโมสร โรงแรม สนามม้า สนามมวย รวมถึงสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ของทหาร กองทัพไม่ควรต้องมาหาเงินกับเรื่องเหล่านี้ กำลังพลที่ควรจะไปฝึกซ้อม เตรียมพร้อมให้เป็นกองทัพที่เข้มแข็งทันสมัย แต่กลับต้องมาดูแลจัดการธุรกิจต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ และที่ผ่านมาก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วย 


เชตวันกล่าวต่อไปว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วเคยมีการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษาเรื่องธุรกิจต่างๆ ของกองทัพ และจัดทำรายงานเป็นเล่มเรียบร้อยแล้ว แต่น่าเสียดายที่เกิดการยุบสภาไปเสียก่อน จึงไม่ได้มีโอกาสเสนอรายงานต่อสภาฯ เพื่อมีมติยื่นให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป ดังนั้น หากมีการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ตามที่ตนได้ยื่นญัตตินี้ ก็สามารถนำรายงานผลการศึกษาจากสภาฯ ชุดก่อนมาพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมได้เลยทันที ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณา และร่นระยะเวลาในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซ้ำซ้อนในประเด็นที่ได้มีการพิจารณากันไปแล้ว ทำให้คณะกรรมาธิการสามารถมุ่งเน้นการศึกษาในประเด็นเชิงลึกอื่นๆ เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนและต่อเนื่องในการตัดสินใจดำเนินการต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการ #ธุรกิจกองทัพ





"เรือบิน-ธนารัตน์" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน หลักฐานมัด กกต. ปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด เชื่อมถึงคนลงคะแนน รู้ว่าเลือกใคร ยันทำงานบนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ประชาชน ย้ำไม่มีการเมืองหนุนหลัง พร้อมมอบหลักฐานอีกชุด ให้“ทนายอั๋น” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการฯ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

 


"เรือบิน-ธนารัตน์" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน หลักฐานมัด กกต. ปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด เชื่อมถึงคนลงคะแนน รู้ว่าเลือกใคร ยันทำงานบนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ประชาชน ย้ำไม่มีการเมืองหนุนหลัง พร้อมมอบหลักฐานอีกชุด ให้“ทนายอั๋น” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการฯ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 10.45 น.นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการรีโหวตมหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย นายธนารัตน์ เกื้อวัฒนาพันธ์ุ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อเป็นหลักฐานประกอบคำร้องในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเลือกตั้งมีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ


นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า หลักฐานที่เรามายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาในวันนี้ประกอบด้วยหลักฐานเชิงเทคนิคในคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงหลักฐานที่ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ช่างภาพอิสระที่ส่งรูป และคลิปเข้ามา ทั้งนี้ถ้านำทั้ง 2 ข้อมูลมารวมกันตามที่เราได้แสดงวิธีการจัดการเลือกตั้งก๋วยเตี๋ยวจำลองที่รัฐสภา ก็สามารถทราบได้เลยว่าผู้มาใช้สิทธิได้กาให้กับใครบ้าง แต่วันนี้เรายังไม่ได้นำข้อมูลทั้งสองอย่างมารวมกัน จึงขอความกรุณาว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญอยากทราบ อยากให้เรานำมารวมกัน ขอให้เรียกเราไปเป็นพยานบนศาล ก็จะทราบว่าใครเลือกใคร แล้วจะได้ทราบว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ตามรูปถ่ายทั้งหมดที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. และวันที่ 22 ก.พ. นอกจากนี้ยังส่งความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ระบุว่าคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดไม่ใช่เครื่องมือป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเทคโนโลยีในการสืบหาข้อมูลย้อนกลับได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะสืบย้อนหาข้อมูลอะไร จึงเป็นคำถามที่ถามไปถึงกกต.ว่ามีอะไรจูงใจจึงใช้เทคโนโลยีการสืบย้อนกลับ แล้วมาบอกว่าเป็นการป้องกันการปลอมแปลง


ด้านนายธนารัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเห็นแนวทางการต่อสู้ของกกต.ในเรื่องนี้อยู่ 2 แนวทางคือ 1. จากการแถลงข่าวกกต.ยอมรับว่าบาร์โค้ด สามารถเชื่อมโยงไปที่ต้นขั้วได้ โดยใช้คำว่ามีกลไกทางกฎหมายมากำกับ เอาผิดคนที่ไปเปิดเผยความลับ ซึ่งรายงานที่ตนเขียนไปจะเน้นย้ำในส่วนนี้ว่า ความลับเมื่อถูกเปิดเผยแล้วมันย้อนคืนไม่ได้ ความลับมันรั่วไหลไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลักการที่ว่าความลับถูกปกป้องด้วยกลไกทางกฎหมายใช้ไม่ได้แน่นอน และแนวสู้ข้อที่ 2 คือข้อกำหนดที่ 129 เรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง ทางกกต.มีอำนาจในการทำเครื่องหมายลงไปในบัตรเลือกตั้ง แต่ในวรรคสุดท้ายของข้อดังกล่าวระบุว่ามีเอาไว้เพื่อกันการปลอมแปลงเท่านั้น ซึ่งเราได้หาหลักฐานมาประกอบให้ศาลเห็นว่าคำกล่าวอ้างเรื่องที่ว่า ทำเครื่องหมายเพื่อกันการปลอมแปลงนั้นขาดน้ำหนักเป็นอย่างมาก เพราะจนถึงขนาดนี้ก็ยังไม่เห็นว่าบาร์โค้ดดังกล่าวนำไปใช้เพื่อกันการปลอมแปลงในขั้นตอนไหน


ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่พยายามถ่ายเจาะข้อมูลดังกล่าวอาจจะมีความผิด นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า เป็นความเข้าใจผิด เพราะสิ่งที่เราทำเราไม่ได้เจาะข้อมูลอะไรเลย ข้อมูลที่มีบนบาร์โค้ดไม่ได้เข้ารหัสอะไรเลย ใช้มือถือธรรมดาสแกนก็เห็นตัวเลขแล้ว เป็นตัวเล็กต้นขั้ว ไม่มีใครไปเจาะอะไร ทุกคนใช้แค่กล้องธรรมดา หรือกล้องที่สื่อมวลชลถ่าย เพราะฉะนั้นไม่ได้ใช้ความสามารถในการเจาะอะไรเลย แค่เอากล้องถ่ายตอนผู้มาใช้สิทธิ แล้วตอนนับคะแนนแค่นี้มาลิงค์ก็ทราบแล้วว่าใครกาอะไร


เมื่อถามว่าสิ่งที่ทางกลุ่มพยายามดำเนินการมีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้สูญเสีย ตนยอมรับว่าไม่ได้กาในช่องไม่ลงคะแนนให้กับผู้ใด ตนกาให้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เรื่องนั้นไม่ได้เป็นสาระสำคัญในเรื่องความเป็นกลาง กลุ่มเราพร้อมรับฟังและพยายามทำให้ทุกอย่างตรงไปตรงมา และเป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ได้ตัดสินโดยใช้ความรู้สึก


เมื่อถามว่าในกรณีที่ไม่มีการถ่ายบัตรเลือกตั้งติดต้นขั้ว จะสามารถสืบย้อนไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่า ไม่ได้ครับ ด้านนายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ในบัตรเลือกตั้ง ในวันนับคะแนนสื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายภาพ แค่นั้นก็อันตรายแล้ว วันนั้นรูปทุกรูปที่ถ่ายคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด ถ้านำรวมกันก็สามารถรู้ได้ แต่ไม่สามารถประเมินได้ว่ากี่คน ซึ่งเท่าที่เห็นแนวทางการตัดสินของศาล แค่รู้ไม่กี่คนแค่หันคูหาที่ด้านก็ผิดแล้ว ตนกล้ายืนยันว่าครั้งนี้ สามารถสืบค้นได้ว่าใครลงคะแนนให้ใครได้มากกว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้น


เมื่อถามว่าวันที่ 22 ก.พ.ในการลงคะแนนใหม่มีการถ่ายต้นขั้วและเห็นชื่อประชาชนผู้มาใช้สิทธิ ถือว่าเป็นการเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ตอนถ่ายบัตรเลือกตั้งไม่เห็นชื่อ แต่เห็นคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ซึ่งสามารถทราบลำดับได้ หากเรียงลำดับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น 300 คนเข้ามาคูหาในลำดับที่ 10 ก็แค่นำบาร์โค้ดที่อยู่ในลำดับที่ 10 มาแมช ก็สามารถทราบได้ว่าเลือกให้กับใคร ส่วนใบหน้าก็สามารถนำไปค้นหาข้อมูลได้ว่าเป็นใคร พร้อมยืนยันว่ากระบวนการที่ไปตรวจสอบมา สามารถยืนยันให้ศาลเห็นว่าบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้


ด้านนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ กลุ่มของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร และนายธรรม์ธีร์ ได้นำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับอย่างไรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อต่อสู้ของ กกต. มี 5 ประเด็นคือหลัก ๆ วันนี้ กกต. ยอมรับแล้วว่าคิวอาร์โค้ด ถ้ายิงมาแล้วจะรู้ว่ามาจากต้นขั้วใด ขณะที่ กกต. ก็ต่อสู้ว่า มีรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย ห้ามพิสูจน์ทราบ และระเบียบ ให้แยกกันชัดเจนระหว่างต้นขั้วบัตร กับบัตร กับประเด็นที่ 2 อ้างนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6/2561 กรณีการใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้พิการ ทางการมองเห็นและผู้สูงอายุ ที่ต้องให้ กปน. เป็นผู้ช่วยลงคะแนน ซึ่งศาลระบุว่าตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผย หมายความว่าทาง กปน. ไม่เอาไปบอกหรือยังไม่มีใครรู้ก็ถือว่าเป็นความลับอยู่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกรณีนี้


ทั้งนี้ นายธรรม์ธีร์ ได้มอบหลักฐานดังกล่าว อีกชุด ให้กับ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้อง ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


โดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องไว้พิจารณา เพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เรือบิน #กกต #กกต #คิวอาร์โค้ด #บาร์โค้ด #เลือกตั้ง2569








บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ยื่นหนังสือถึง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. - สส.พรรคประชาชน เรียกร้องยุติการใช้ SLAPP ลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชน


บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ยื่นหนังสือถึง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. - สส.พรรคประชาชน เรียกร้องยุติการใช้ SLAPP ลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชน


วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 13.00 น. ณ ห้องแถลงข่าวรัฐสภา หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record เข้ายื่นหนังสือต่อ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค (กมธ.พัฒนาการเมืองฯ) วุฒิสภา และ สส.พรรคประชาชน เรียกร้องขอให้ตรวจสอบนักการเมืองและผู้มีอำนาจในการใช้อำนาจลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชน หรือ SLAPP


กรณีนี้สืบเนื่องมาจาก หทัยรัตน์ได้เปิดเผยว่าตนได้รับหมายเรียกจาก สุชาติ ขมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ในข้อหาหมิ่นประมาท จากเหตุโพสต์ข้อความว่า “เปิดหลักฐานนักการเมืองรับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์” และนำข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก The Isaan Record แปะตอนท้าย


หทัยรัตน์กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนและสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจ พร้อมระบุว่า การถูกฟ้องร้องในฐานะนักข่าวเปรียบเสมือน ‘เหรียญเกียรติยศ’ อย่างหนึ่ง และกรณีนี้ทำให้สังคมสนใจเสียงของแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าที่ได้รับความเดือดร้อนมากกว่า 1 แสนคน แต่ลงทะเบียนว่าเป็นผู้เสียหายกับสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทยเพียง 4 คน ซึ่งตอนนี้คดีการค้ามนุษย์อยู่ที่ศาลฟินแลนด์และสวีเดน


นอกจากนี้ หทัยรัตน์ระบุว่า ปัจจุบัน The Issan Record เซ็นสัญญาสารคดี ”Blood Berries: หมากไม้“ ให้กับ Thai PBS แล้ว และได้ประสาน House Samyan เพื่อฉายสารคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งต้องรอติดตามว่าทั้งสองแห่งจะมีการฉายเมื่อใด


สำหรับการยื่นหนังสือครั้งนี้ ฝั่งวุฒิสภามี เทวฤทธิ์ มณีฉาย โฆษกคณะกรรมาธิการ เป็นตัวแทนรับหนังสือ ขณะที่ฝั่ง สส.พรรคประชาชน มี สหัสวัต คุ้มคง เป็นตัวแทนรับเรื่อง โดยมีเนื้อหาในหนังสือดังนี้


เรื่อง ขอให้ตรวจสอบนักการเมืองและผู้มีอำนาจใช้อำนาจสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชน


หลังจากดิฉัน หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ได้รับหมายศาลจากทนายความของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการเป็น สื่อมวลชนและเป็นการทำลายความขวัญกำลังใจของกองบรรณาธิการ The Isaan Record เพราะดิฉันและกองบรรณาธิการทำหน้าที่อย่างสุจริตมาโดยตลอดและทุ่มเทรายงานปัญหาของแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่ามาเป็นเวลากว่า 3 ปี


แม้ตอนนี้นายสุชาติที่เป็นผู้กล่าวหาจะมอบหมายให้ทนายถอนฟ้องดิฉันแล้ว โดยให้เหตุผลว่า "ดิฉันทำหน้าที่นักข่าวโดยสุจริต" แต่จนถึงขณะนี้เรายังไม่ได้รับเอกสาร ยืนยันการถอนฟ้องอย่างเป็นทางการ ดังนั้นเราจึงยังคงดำเนินการและเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องเสรีภาพสื่อและเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่แรงงานเก็บเบอร์รี่ที่ได้รับผลกระทบต่อไปจนกว่าจะมีการชี้แจงสถานะคดีอย่างเป็นทางการ


ดิฉันขอเน้นย้ำว่า การใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหาย ต่อสื่อมวลชนซึ่งปฏิบัติหน้าที่เชิงสืบสวน เป็นการจำกัดเสรีภาพสื่อและเสี่ยงต่อการสร้างบรรทัดฐานของการใช้กฎหมายปิดปาก (SLAPP) และข่มขู่สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักจริยธรรมสื่อ ดิฉันไม่ยอมรับการปิดปากสื่อด้วยวิธีการใช้กฎหมายข่มขู่ คุกคาม ซึ่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารที่ยืนอยู่บนประโยชน์ของสาธารณะ


ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงขอเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนให้ปฏิบัติการดังต่อไปนี้


1. ขอให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงสถานะคดีอย่างโปร่งใส หากมีการถอนฟ้อง ขอให้ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรและเผยแพร่ต่อสาธารณะ


2. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและให้ความ มั่นใจว่า สื่อสามารถปฏิบัติหน้าที่เชิงสืบสวนได้ โดยปราศจากการข่มขู่หรือการตอบโต้ทางกฎหมายที่มิชอบ


3. ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการเพื่อสอบสวนประเด็นการค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างจริงจังและเป็นธรรมไม่ใช่ใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อลบหลู่หรือเบียงเบนความสนใจจากประเด็นหลัก รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขการส่งแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าไปต่างประเทศอย่างมีความเป็นธรรมและเป็นระบบ


4. ขอเรียกร้องให้สังคม ประชาชนสนับสนุนสื่อมวลชน สื่อพลเมือง และให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ดิฉันขอยืนยันว่า จะยังคงปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน โดยมุ่งมั่นรายงานข้อเท็จจริงตรวจสอบและพร้อมรับผิดชอบต่อการรายงานตามมาตรฐานวิชาชีพเพื่อให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบจากการค้ามนุษย์และการเอาเปรียบแรงงานไม่ถูกกลืนหรือละเลยไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เสรีภาพสื่อมวลชน #IsaanRecord


















“หมอเหวง” กราบคารวะ “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” ขอให้รักษาสุขภาพ อายุเกินร้อย เพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน


“หมอเหวง” กราบคารวะ “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” ขอให้รักษาสุขภาพ อายุเกินร้อย เพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน


วันนี้ (25 มีนาคม 2569) ที่ Facebook Weng Tojirakarn ได้เผยแพร่ภาพ นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำนปช. ผู้รักประชาธิปไตย ได้เข้าคารวะและกราบ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เนื่องในวาระวันคล้ายวันเกิด  โดย นพ.เหวง ได้โพสต์ข้อความว่า


“กราบ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในวาระครบรอบวันเกิด 93 ปี 

ขอให้อาจารย์รักษาสุขภาพให้อายุเกินร้อยเพื่อทำประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน”


ศาสตราจารย์พิเศษ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เกิดเมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2476 นามปากกา ส. ศิวรักษ์ เป็นนักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวไทย ได้รับ รางวัลอัลเทอเนทิฟโนเบล (Alternative Nobel, Right Livelihood Award) หรือ "รางวัลโนเบลทางเลือก" ใน พ.ศ. 2538 และยังได้รับรางวัลศรีบูรพา จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปีเดียวกัน มีผลงานการเขียนมากมายครอบคลุมหลายด้าน เช่น พุทธศาสนา สังคม การเมือง รูปแบบการปกครอง เป็นต้น โดยมีหนังสืออัตชีวประวัติของตนเองชื่อว่า ช่วงแห่งชีวิต


อ.สุลักษณ์ เป็นนักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่งและอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักวิชาการรุ่นแรก ๆ ที่ออกมาพูดถึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นเหตุให้โดนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายครั้ง แต่ก็พ้นผิดจากคุกได้ทุกครั้ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #สุลักษณ์ศิวรักษ์




เซีย ปชน. - เครือข่ายแรงงานฯ ยื่นปธ.สภา เดินหน้าผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในรัฐบาลใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรอง เพิ่มเวลาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง


เซีย ปชน. - เครือข่ายแรงงานฯ ยื่นปธ.สภา เดินหน้าผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในรัฐบาลใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรอง เพิ่มเวลาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

 

วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ที่ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ น.ส.รัชดาภรณ์ เอียมอนันท์ นิติกรเชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จาก นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน และคณะ โดยมีหลักการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2543 ดังนี้


1. แก้ไขเพิ่มเติม ให้ใช้บังคับรวมถึง ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4)


2. แก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิกบทนิยามคำว่า "นายจ้าง" และ "วันลา" โดยกำหนดบทนิยามใหม่เพื่อขยายขอบเขตของบทนิยามให้มีความครอบคลุมมากขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา8)


3. กำหนดเพิ่มบทนิยาม คำว่า "การจ้างงานรายเดือน" "หน่วยงานของรัฐ" และ “หน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ” (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5)


4. กำหนดเพิ่มหน้าที่และอำนาจของรัฐมนตรีในการกำหนดบทนิยามเพิ่มตราบเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.นี้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5)


5. กำหนดให้สถานประกอบการที่มีการจ้างงานรายวันและรายเดือน นายจ้างจะต้องจ้างเป็นรายเดือนทั้งหมดโดยไม่เลือกปฏิบัติ เว้นแต่ลักษณะการจ้างงานที่มีความเฉพาะซึ่งไม่ใช่ธุรกิจหลักของนายจ้าง และกำหนดให้ผู้ใช้แรงงานได้รับสวัสดิการเท่ากับพนักงานระบบอื่นของนายจ้าง (เพิ่มมาตรา 29/2)


6. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้เหมาะสมต่อค่าครองชีพและเพียงพอต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 87)


7. เพิ่มเติมบทกำหนดโทษในกรณีที่นายจ้างทำสัญญาในลักษณะอื่นใดกับลูกจ้างโดยมีเจตนาเพื่ออำพรางสัญญาจ้างแรงงาน (เพิ่มเติมมาตรา 144/2)


สำหรับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีเหตุผลคือ โดยที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ใช้บังคับในปัจจุบันมีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผู้ใช้แรงงานมากกว่าสามสิบล้านคน ในตลาดแรงงานไทยมีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างปรากฏชัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ใช้แรงงานโดยรวมให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรอง และเพิ่มเวลาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งสอดรับกับการพัฒนาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สมควรแก้ไขบทนิยามคำว่า "นายจ้าง" และ "วันลา" และเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "การจ้างงานรายเดือน" กำหนดให้นายจ้างจะต้องจ้างงานเป็นรายเดือนทั้งหมด โดยไม่เลือกปฏิบัติ อีกทั้งแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ


นายเซีย จำปาทอง กล่าวภายหลังยื่นหนังสือว่า ตนในฐานะ สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องแรงงาน ยื่นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งก่อนยุบสภาได้ยื่น พ.ร.บ.ในลักษณะดังกล่าวไปแล้วหลายฉบับ ทำให้กฎหมายค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ในร่างกฎหมายฉบับนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าว


ด้าน น.ส.รัชดาภรณ์ เอียมอนันท์ กล่าวว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ตนมารับหนังสือแทน ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวจะนำกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป


นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน และ สส. ปราณี วัฒนาประดิษฐ์ชัย พรรคประชาชน ยื่นข้อเรียกร้อง ให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายทั้งสองฉบับกลับสู่สภา และรัฐบาลพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาลต้องสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้แก่ ฉบับมีความมั่นคงในการทำงานเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาการในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร


จากนั้น นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน ได้แถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ กลับเข้าสู่การพิจารณา จากกรณีที่มีการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงแรงงาน จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีเวลาพักผ่อน" เสนอโดย นายจรัส คุ้มไขน้ำ มีเนื้อหาคือ การคืนเวลาให้ชีวิตคนทำงานด้วยการลดชั่วโมงทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาหยุดพักผ่อนประจำปี 10 วัน/ปี และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เสนอโดย น.ส.วรรณวิภา ไม้สน


คือการยืนยันว่าแรงงานทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม สถานประกอบการต้องจัดให้มีพื้นที่ปั๊มนมบุตร มีสิทธิในการลาไปดูแลคนใกล้ชิดของตนเองเมื่อเจ็บป่วย และลาในวันที่มีประจำเดือน ซึ่งผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ในสมัยประชุมที่ผ่านมา ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาเนื่องจากเกิดการยุบสภาก่อนการพิจารณาจะแล้วเสร็จ ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ มิใช่เป็นเพียงข้อบททางกฎหมายเท่านั้น หากแต่คือเลือดเนื้อและชีวิตจริงของผู้ใช้แรงงาน หยาดเหงื่อของพวกเราผู้ใช้แรงงานถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในทุกภาคส่วน


ในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือเกิดภาวะสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในการทำงานและคุณภาพชีวิต พวกเรากลับถูกผลักให้แบกรับภาระที่หนักขึ้นโดยลำพัง ขณะที่กฎหมายที่ควรยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ กลับกำลังจะถูกปล่อยให้ตกไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ ในนามของคนส่วนใหญ่ของประเทศ พวกเรามิอาจยอมรับให้กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อคนทำงานผู้สร้างสรรค์โลกแห่งนี้ต้องหล่นหายไป เพียงเพราะความล้มเหลวของกระบวนการทางการเมือง หรือความเพิกเฉยของผู้มีอำนาจที่เลือกจะไม่เห็นความสำคัญของชีวิตแรงงาน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีสามารถนำร่างกฎหมายที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จกลับเข้าสู่การพิจารณาได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งหมายความว่า ขณะนี้ เวลาของผู้ใช้แรงงานกำลังถูกนับถอยหลังลงไปเรื่อย ๆ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่รัฐบาลว่าจะเดินหน้าต่อหรือปล่อยให้ชีวิตของพวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องตกไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ พวกเราเครือข่ายคนทำงานประกอบด้วย ผู้แทนสภาแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สหภาพแรงงาน จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้


1. รัฐบาลต้องรับรองนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับมีเวลาพักผ่อนและฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยทันที


2. รัฐบาล และพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ต้องสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อีก 1 ฉบับ ได้แก่ “ฉบับมีความมั่นคงในการทำงาน" เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิมนุษยชน #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน







“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน ทำงานโปร่งใส–อุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร ชี้ยิ่งโลกป่วน ผู้นำยิ่งต้องเคียงข้างประชาชน

 


“วีระยุทธ” แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน ทำงานโปร่งใส–อุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร ชี้ยิ่งโลกป่วน ผู้นำยิ่งต้องเคียงข้างประชาชน


วันนี้ 25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน


การบริหารประเทศยามวิกฤต—โลกป่วน


วีระยุทธชี้ว่าน้ำมันเป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง


การพาประเทศไทยฝ่า “วิกฤตโลกป่วน” ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย โดย วีระยุทธเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้


1. เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด


การทำงานของรัฐบาลภายใต้ “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” หรือ ศบก. ที่มีคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมต.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการ มีคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมต.คลัง เป็นรองผู้อำนวยการ ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก


อย่างวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ศบก. ก็เรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ คุณพิพัฒน์กับคุณเอกนิติก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง ดังที่เห็นในกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติและสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยในวันที่ 18 มี.ค.


อย่างไรก็ดี นอกจากกลุ่มใหญ่ๆ ที่รวมตัวกันแน่นอยู่แล้ว กลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยกระจัดกระจายหรือต้องทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็น “การทำงานแบบเปิด” เปิดหู เปิดใจ รับฟัง


อีกเรื่องที่สะท้อนการทำงานแบบปิดของ ศบก. คือเรื่องข้อมูล เพราะที่คนไทยตื่นตระหนกทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ได้ตอบสิ่งที่ประชาชนสงสัย ในขณะที่รัฐบาลย้ำแต่ว่า “ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน” “เยอะสุดในอาเซียน” สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ “แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด” “แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน” ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัดๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้กระทรวงพลังงานสั่งให้ “สำนักงานพลังงานจังหวัด” จัดทำสรุปตารางสถานะสถานีบริการเป็นรายวัน แต่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต้องเข้าไปที่ Facebook เองและพิมพ์ค้นหา “สำนักงานพลังงานจังหวัด” ตามด้วยชื่อจังหวัดตนเอง ซึ่งจากการตรวสอบก็พบว่าหลายจังหวัดไม่สามารถหาเพจสำนักงานพลังงานได้ด้วยซ้ำ หรือบางจังหวัดที่มีข้อมูล ก็มีการอัปเดตเพียงครั้งเดียวต่อวัน เช่นเวลา 8.00 น. แต่ระหว่างวันไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย


ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานประกาศว่าได้พัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน Fuel Now ซึ่งจะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. แต่จนถึงปัจจุบันที่กำลังอภิปราย ก็ยังไม่พบแอปพลิเคชันนี้ในระบบ จนทำให้ประชาชนทั่วไปหันไปทำข้อมูลกันเอง ดังที่พบในเพจ pumpradar.com แต่เพราะเป็นการส่งข้อมูลกันเองของประชาชนจึงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกเวลา


เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็น “การจัดการวิกฤตแบบเปิด” ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ


2. เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง


เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนเรื่องที่สองคือ แนวทางในการอุดหนุนราคาน้ำมัน


วีระยุทธชี้ว่าความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะ “ตรึงราคา” เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ “ความอยากขายน้อยกว่าปกติ” ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น


ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ “อุดหนุนแบบขั้นบันได” โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง


นอกจากการอุดหนุนแบบขั้นบันไดแล้ว รัฐบาลยังสามารถ “อุดหนุนเฉพาะจุด” ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ


วีระยุทธย้ำว่า ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลต้องนำเครื่องมืออื่นๆ ที่มีในมือมาวางบนโต๊ะให้หมด แล้วเลือกผสมผสานใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะนอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลด “ภาษีสรรพสามิต” เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม


สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร


3. เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง


ภาคเกษตรเป็นกลุ่มต่อไปที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะเรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด


วีระยุทธชี้ว่าโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “​ธง​เขียว​พลัส” เป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมากๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก


รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะช่วยเกษตรกรได้ดีที่สุดและกว้างที่สุดได้อย่างไร โดยพรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต


อีกขาหนึ่งคือการแจก “คูปองปุ๋ย” ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้


โดยสรุปแล้ว วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ โดยเปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง


วีระยุทธกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้คือความรู้สึกว่ารัฐบาลและผู้นำประเทศไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในยามวิกฤต การเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้จึงต้องอาศัยการทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังประสบความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันส่งเสียงผ่านมายังพรรคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียงไปไม่ถึงรัฐบาลอย่างเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและขนส่ง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน


“ณัฐวุฒิ” เผยผลหารือร่วม “โสภณ” ยึด ประชุมสภาฯ พุธ-พฤหัสฯ หากจำเป็นเพิ่มวันศุกร์เดือนละ 2 ครั้ง เปิดไทม์ไลน์ เริ่มสมัยประชุมที่หนึ่ง 14 มี.ค. - 11 ก.ค. สมัยที่สองเริ่ม 25 ส.ค.-22 ธ.ค. ชี้ ถกญัตติวิกฤตน้ำมันวันนี้เต็มที่ มีสส.อภิปรายร่วม 100 คน


ณัฐวุฒิ” เผยผลหารือร่วม “โสภณ” ยึด ประชุมสภาฯ พุธ-พฤหัสฯ หากจำเป็นเพิ่มวันศุกร์เดือนละ 2 ครั้ง เปิดไทม์ไลน์ เริ่มสมัยประชุมที่หนึ่ง 14 มี.ค. - 11 ก.ค. สมัยที่สองเริ่ม 25 ส.ค.-22 ธ.ค. ชี้ ถกญัตติวิกฤตน้ำมันวันนี้เต็มที่ มีสส.อภิปรายร่วม 100 คน


วันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 08.45 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาพร้อมด้วยตัวแทนพรรคการเมือง อาทิ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายณัฐวุฒิ  บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆเป็นต้น เพื่อหารือเรื่องการกำหนดวัน เวลาในการประชุม และสมัยการประชุม


จากนั้นเวลา 09.30 น. นายณัฐวุฒิ เปิดเผยผลการประชุม ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นหลัก ๆ 3 ประเด็น คือ 1. เรื่องวันเวลาประชุม เบื้องต้นยืนยันนัดประชุมเหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่ผ่านมาคือวันพุธและวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ แต่เราพิจารณาแล้วเห็นว่าอาจจะมีวาระอื่นๆ ทั้งรายงานของหน่วยงานต่างๆ หรือการเสนอร่างกฎหมายของสส. รวมถึงการเสนอร่างกฎหมายของภาคประชาชน ที่อาจจะมีการค้างการพิจารณา หรือในอนาคตหากคณะรัฐมนตรี มีการยืนยันกฎหมายกลับมาที่ประชุม จึงเปิดช่องให้มีการประชุมเพิ่ม กรณีที่มีการพิจารณาวาระครั้งการพิจารณา ก็จะประชุมเพิ่มในวันศุกร์อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน


นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่าการประชุมสัปดาห์ไหนที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็อาจจะมีการประชุมชดเชย เพื่อทำให้สภาฯ แห่งนี้มีการนำปัญหาของประชาชนมาพูดคุยกันอย่างเต็มที่ และการประชุมสภาฯ จะเริ่มในเวลา  09.00 น. ส่วนจะจบเมื่อไหร่คงขึ้นอยู่กับวาระของแต่ละวัน 2. ที่ได้มีการหารือกันคือ วันเวลาของการปิดสมัยประชุม ทั้งในสมัยที่ 1 และสมัยที่ 2 โดยในสมัยที่หนึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. ไปถึงวันที่ 11 ก.ค.  ขณะที่สมัยที่ 2 เริ่มวันที่ 25 ส.ค. เป็นต้นไป และปิดวันที่ 22 ธ.ค. เป็นไปตามกำหนดระยะเวลา 120 วันคือ โดยใช้กรอบนี้ตลอดการประชุม 4 ปี  และ 3. เรื่องการพิจารณาญัตติ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบ กับสถานการณ์สงคราม ภาคตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ราคาพืชผลเกษตร ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวันนี้ โดยที่ประชุมเห็นว่าเนื่องจากเรื่องนี้ค้างการพิจารณามาจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉะนั้น จึงจะเปิดให้สมาชิกได้มีการอภิปรายอย่างเต็มที่ และจากที่มีการหารือกันนั้นคาดว่ามีผู้อภิปรายเกือบ 100 คน  ทั้งจากพรรคฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ท่านประธานจึงระบุว่าหากเป็นเช่นนั้นให้มีผู้ที่อภิปราย เปิดเป็นระยะเวลา 15 นาทีและปิด 10 นาที ส่วนผู้อภิปรายอื่นๆใช้ 7 นาทีต่อคน เพื่อให้สมาชิกได้ทำหน้าที่ ตัวแทนประชาชนอย่างเต็มที่ในกรณีนี้จะไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการใดๆ แต่เป็นการอภิปรายเพื่อส่งข้อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป เพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนและสำคัญ


นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมยังมีการกล่าวถึงการประชุมในวันที่ 26 มี.ค. ที่ไม่ได้มีการประชุมนัดประชุม ซึ่งฝ่ายค้านต้องการให้มีการประชุม แต่เห็นตรงกันว่าสัปดาห์นี้ จะมีการประชุมเพียงวันเดียวคือวันที่ 25 มี.ค. เพื่อให้สส. ลงพื้นที่พบปะประชาชน ส่วนในสัปดาห์ถัดไปประธานจะนัดประชุมหัวหน้าพรรคการเมืองในวันที่ 30 มี.ค. นี้ ก็จะได้หารือถึงการประชุมต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชุมสภา