วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : รับได้ไหม? สูตรรัฐบาล “อนุรักษ์นิยม” จับมือ “ประชาธิปไตย”

 


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : รับได้ไหม? สูตรรัฐบาล “อนุรักษ์นิยม” จับมือ “ประชาธิปไตย”


ในรายการ เจาะข่าวเด็ด ทาง MONO NEWS

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.10 – 14.50 น.


ผู้ดำเนินรายการ : อีกแค่ 2 วันก็จะถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ เชื่อว่าประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคอการเมืองต่างตั้งหน้าตั้งตารอว่าผลการเลือกออกมาจะเป็นอย่างไร พรรคไหนจะได้อันดับ 1 พรรคไหนจะได้อันดับ 2 รวมไปถึง 3-4-5 แล้วสมการการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเกิดขั้วอนุรักษ์นิยมจับมือกับประชาธิปไตย มันจะเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันนะครับ อยู่กับเรานะครับ อาจารย์ ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานนปช. อาจารย์ธิดา สวัสดีครับ


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : สวัสดีค่ะ


ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์ธิดา ครับ เจอกันครั้งที่แล้วกับอาจารย์คือเลือกตั้งครั้งก่อนเลย เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ใช่ ใช่ พอใกล้เลือกตั้งก็เชิญอาจารย์มา


ผู้ดำเนินรายการ : ครับ ทุกวันนี้มองว่าเป็นยังไงบ้างครับ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยขนาดไหน


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เปลี่ยนไปมาก แต่ว่าการเลือกตั้งบ่อยเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประชาชนที่เราอยู่กับสถานการณ์การทำรัฐประหารมานาน เพราะว่าเลือกตั้งมันได้ให้ความรู้ประชาชนว่า นักการเมืองเป็นยังไง? แล้วเวลาที่ผ่านไปเขาทำได้เหมือนที่พูดมั้ย? เราก็จะเห็นปรากฏการณ์ของพรรคการเมืองที่ตกต่ำ และพรรคการเมืองที่ขึ้นสูง ยกตัวอย่างเช่น พรรคประชาชน ถ้ากราฟขึ้นนะ ถ้าภาษาของพวกเรานักวิทยาศาสตร์เขาเรียกเป็น exponential ก็คือขึ้นสูงเลย เขาเรียกว่าไม่มีช่วง latent period เลยนะ ปุ๊บขึ้น แล้วก็ขึ้นไปอีก แต่เที่ยวนี้อาจารย์ว่าอาจจะไม่ใช่เป็น exponential แล้วนะ ถ้าคิดว่าเป็นอย่างนั้นก็คือขึ้นแต่ว่าไม่น่าจะสูงแบบเป็นเท่าตัว คือจาก 88 แล้วก็ถูก กกต. เนี่ย ที่เรากำลังพูดถึง กกต. นะ อาจารย์ว่าความผิด กกต. ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นความผิดเมื่อปี 2562 เพราะว่าผิดทั้งคณิตศาสตร์ ผิดทั้งกฎหมาย ก็คือทำให้พรรคประชาชนซึ่งได้ 88 ที่ ก็เหลือ 81 แล้วก็กลายเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยซึ่งได้คะแนนเพียง 2-3 หมื่นคะแนน แต่ว่าได้สส. 1 คน อันนี้เป็นวิธีคำนวณที่พิสดารมาก คือมันน่าหัวเราะนะสำหรับอาจารย์นะ อาจารย์ว่าให้เด็กมัธยมก็ยังคำนวณได้ถูกต้องมากกว่า แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือมันผิดกฎหมายด้วย เพราะว่าสส.บัญชีรายชื่อ 1 คน มันจะต่ำกว่า 7 หมื่นกว่าคนที่เป็นค่าเฉลี่ยตอนนั้นไม่ได้ มันผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยตรงเลย แต่เขาก็ยังดันทุรังกันจนได้ แล้วพอมาเจอครั้งนี้ก็น่าว่าจะมีความผิดมากขึ้นอีก ก็คือว่าครั้งนี้ประชาชนตื่นตัวก็มีการฟ้องร้องแล้วก็โกรธ กกต. แต่อาจารย์เคยโกรธมาก ๆ นะตอนปี 2562 หลังจากนั้นก็รู้แหละว่ามันมีปัญหา แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใดก็คือคำพูดของ กกต. นะ ที่พูดว่า ไม่พอใจก็ไม่ต้องมาเลือกตั้ง อะไรอย่างนี้ แต่ว่าแกคงพูดประมาณว่ามันเหมือนกับว่าไม่เชื่อกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า แต่แกออกมาแก้ทีหลัง) แต่ว่าอาจารย์ว่าถึงแก้ก็ไม่ได้ แสดงว่าในจิตสำนึกแกไม่เคารพเสียงประชาชน แกไม่ได้มองว่าเสียงประชาชนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าทำผิดทำพลาดไป แม้แต่ 1 เสียง 2 เสียง มันเป็นความผิดที่รุนแรง คือแกไม่ได้ถืออย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่นเลือกตั้งล่วงหน้า แกไม่ได้บอกตั้งแต่ต้นว่าประชามติมันจะต้องลงอีกรอบหนึ่ง ทำให้คนที่ไปออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า 8 แสนกว่าคนเสียสิทธิ์ไป คน 8 แสนกว่าไม่ใช่น้อย และอาจารย์เชื่อว่าคนที่ไปลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า 100% ออกเสียงประชามติกาเห็นชอบ เพราะว่าเขาเป็น active citizen แล้ว คือถ้าเขาเป็นคนที่ไม่ active ไปไม่สะดวกก็ไม่ไปลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ทีนี้ถ้าคนเป็น active citizen แบบนี้แนวความคิด 99% กาเห็นชอบ


ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์มองว่าเลือกตั้ง เลือกพรรคไหนก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องของกฎกติกาการเมืองมันควรจะเปลี่ยนแปลง ใช่มั้ยครับ?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ อาจารย์รับตรง ๆ เลยว่าอาจารย์ต้องการให้มีการแก้ไข แม้ว่าพรรคที่ชูคำขวัญต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลนะ สมมุติ!!! สมมุติเขาตีว่าเขาได้ 200 เลยเอ้า หมายถึงพรรคส้มได้ 200 ที่ คือเดิมเขาได้ 112 เขต แล้วก็มาได้บัญชีรายชื่ออีก 39 หรืออะไรประมาณนี้นะ ครั้งที่แล้วพรรคก้าวไกลได้ 151 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยได้ 141 ที่นั่ง ต่อให้ครั้งนี้พรรคส้มได้ 200 ที่เหลือมัน 300 เขาก็จับรวมกัน 300 มันก็ชนะอยู่ดี


ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์มองว่าต่อให้พรรคประชาชนได้ 200 แลนด์สไลด์ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : มีโอกาสที่จะตั้งรัฐบาลไม่ได้สูง!!! ยกเว้นถ้าได้ 250 ก็ยื้อกัน อาจจะมีงูเห่า มีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่ว่าอย่างไรก็ตามบางทีเขาก็อยู่ด้วยกันไม่นานแบบครั้งนี้ มันมีความแตกแยกกัน ในที่สุดก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่


ผู้ดำเนินรายการ : แสดงว่า scenario ที่อาจารย์พูดถึงมองว่าพรรคไหนจะเป็นอันดับ 1 น้ำเงินมั้ยครับ?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : พรรคประชาชน อาจารย์ให้ถึงคิดว่า 170-180 มากกว่าเดิม แต่มันไม่ใช่เป็น exponential ไม่กระโดด แต่ว่าขึ้นมากกว่าเดิม แล้วเขาชูคำขวัญ “เปลี่ยนแปลง” และให้เลือก 2 ใบ อันนี้ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูก แต่ว่าปัญหาประเทศไทยมันซับซ้อน มันไม่เหมือนประเทศอื่น ก็คือหมายความว่าปรากฏการณ์ตอนปลายเราจะเห็น ก็คือมีการแสดงออกว่า “รักชาติ/ไม่รักชาติ” หรือกระทั่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นว่ามีปัญหาพระราชอำนาจ มันคนละเรื่องกันเลย นักการเมืองมักจะคิดว่าขั้วไม่มี คิดว่าข้ามขั้ว คือเพื่อไทยก็ข้ามขั้วไปรอบหนึ่ง แต่เพื่อไทยโดนหนักเพราะเพื่อไทยไปโฆษณาก่อนว่าไม่จับมือกับสองลุง แต่เที่ยวนี้คุณยศชนันแกบอกแกจับมือกับใครก็ได้ ก็แปลว่าคุณยศชนันแกไม่เจอข้อหาตระบัดสัตย์ ก็แปลว่าข้ามไปแล้ว คือในช่วงนั้นกระแสลุง่มันแรง แล้วคุณพิธาเสนอคำขวัญ “มีเราไม่มีลุง” อันนั้นมันโดน!!! เพราะลุงยังอยู่ ยังเห็นอยู่ เพราะว่าเราจมอยู่กับปัญหาของประเทศมา 10 ปี ในช่วงคุณประยุทธ์เป็นรัฐบาล ดังนั้นความเสียหายทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มันมาก


ผู้ดำเนินรายการ : ด้วยอารมณ์ของคนตอนนั้นเขาก็เลยเทไปให้ “ส้ม” ถ้าในครั้งนี้ “น้ำเงิน” เป็นอันดับ 2 แล้ว “แดง” สมมุติว่าเป็นอันดับ 3 แล้ว 2 กับ 3 จับมือกันตั้งรัฐบาล ในมุมมองของอาจารย์รับได้มั้ยครับ?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : สำหรับอาจารย์นะ อาจารย์ไม่ใช่ขั้วฝั่งอนุรักษ์นิยม คือพรรคการเมืองเขามักจะคิดว่าเขาไม่มีขั้ว แต่ประชาชนกับฝั่งจารีตนิยมเองออกมาแสดงว่ามีขั้ว สำหรับอาจารย์ถือว่ามีขั้ว อาจารย์เป็นเสรีประชาธิปไตย ทีนี้ถ้าเป็นพรรคน้ำเงินซึ่งแสดงตัวชัดเจนว่าเป็นฝั่งจารีตอำนาจนิยมและมาชูประเด็น “รักชาติ” เล่นหนักมากเช่นที่ภาคใต้ ทั้งคุณอนุทินด้วย อะไรด้วย หมายความว่าตอนโค้งสุดท้ายเอากระแสนี้มา ซึ่งอาจารย์ไม่เห็นด้วย


แต่ว่าอาจารย์เคารพคนที่อยากจะเลือกแบบนี้ ก็คือเราต้องยอมรับว่าในสังคมเรามันมีคนมีความคิดเห็นต่างกัน แต่ความเชื่อของอาจารย์ก็คือคนที่อยู่ฝ่ายเสรีนิยมและเสรีประชาธิปไตยมัน 70 กว่าเปอร์เซ็น ยิ่งมีคนรุ่นใหม่มากขึ้น คนรุ่นใหม่ยิ่งจะเป็นคนจำพวกนี้หมด ไม่ใช่จารีตนิยม จารีตนิยมมันมีแต่จะลดลง ฝั่งเสรีนิยม เสรีประชาธิปไตย มีแต่จะสูงขึ้น แต่ในความเป็นเสรีประชาธิปไตยเราต้องยอมรับได้ว่ามีคนต่างกับเรา แต่ปัญหาก็คือฝั่งจารีตโดยธรรมชาติเขาจะสู้ยิบตา อะไรเห็นต่างก็จับไปขัง หรือว่าจะไปฆ่าทิ้ง หรือใช้อาวุธอย่างที่เคยเกิดขึ้นมา อันนี้มันเป็นท่วงทำนองของฝั่งจารีตนิยม


แต่ถ้าในฝั่งเสรีนิยม เสรีประชาธิปไตย มันจะคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน คำนึงถึงเสรีภาพและความเท่าเทียมกันมากกว่า โลกที่พัฒนาแล้วก็คือความเหลื่อมล้ำไม่ต่างกันมาก คนชั้นกลางมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กระแสของเสรีประชาธิปไตยมันก็จะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ อนาคตมันจะเป็นแบบนี้ แต่ถ้ายังต่อสู้กันแข็งแรงไม่เลิกเราก็จะเห็นแบบที่เกิดขึ้นมา


ในเที่ยวนี้คุณอนุทินก็โผล่มาในลักษณะที่เรียกว่าพูดถึงความไปกันได้ดีกับทหาร ความรักชาติ ปัญหาเรื่องชายแดน ซึ่งอาจารย์ไม่เห็นด้วย ก็แสดงว่าเขาแสดงตัวชัดว่าเขาอยู่ขั้วฝั่งจารีตอำนาจนิยม ครั้งที่แล้วการที่ผิด MOA เขาบอกเขาไม่มีอิทธิพลกับวุฒิสมาชิก พอไม่มีอิทธิพลกับวุฒิสมาชิกก็คือแก้รัฐธรรมนูญใน step 2 ไม่ได้ เราก็เลยต้องมาทำประชามติ step เดียวคือ step แรก อันนี้ก็แสดงชัดเจนว่าขั้วดำรงอยู่


เพราะฉะนั้นในฝ่ายประชาชนมีขั้ว แต่อาจารย์ว่านะพรรคการเมืองมักจะทำเป็นไปไม่เห็น พรรคการเมืองฝ่ายเสรีประชาธิปไตยนะ จะพยายามทำ grand compromise ตลอด ไม่ว่าจะพรรคแดง พรรคส้ม อาจารย์คิดอย่างนั้นนะ แต่ว่าในที่สุดโค้งสุดท้ายก็จะเห็นว่าพรรคฝ่ายจารีตแสดงตัวชัดเจนถึงความคิดความเชื่อ


ผู้ดำเนินรายการ : แต่ในเมื่อทางภูมิใจไทยเขานำเสนอกระแสชาตินิยมมาเต็มที่แล้ว ส่วนพรรคประชาชนเองเขาประกาศชัดเจนบอกว่า นี่คือการเลือกตั้งเพื่อเลือกระหว่าง 2 ขั้ว ขั้วอดีตกับขั้วอนาคต เป็นการผลักให้แยกออกจากกันเลย อาจารย์มองว่าอย่างนี้ทำให้คนที่เป็นเสรีประชาธิปไตยในฝั่งของเสื้อแดงคนที่สนับสนับเพื่อไทย เขาจะลังเลและไปเท “ส้ม” มากขึ้นมั้ย? หรือยังเหนียวแน่นกับเพื่อไทยอยู่


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : คนเสื้อแดงมี 3 กลุ่ม คืออย่างนี้ แม้กระทั่งแกนนำเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเขาก็คิดว่าเสื้อแดงคือเพื่อไทย ในฐานะอาจารย์ที่เป็นอดีตประธานนปช.และร่วมมาตั้งแต่ต้น คำว่า นปช. มาจาก แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ คำว่า Front แปลว่าเรามีความแตกต่างกันนะ มันไม่ใช่เสื้อแดงเพื่อไทยทั้งหมด เสื้อแดงไม่ได้แปลว่าเพื่อไทย เสื้อแดงแปลว่าไม่เอารัฐธรรมนูญ 50 และที่รณรงค์สีเขียวมาจากตอนรณรงค์ให้เห็นชอบ ไฟเขียว รัฐธรรมนูญ 40 ที่มา สีเขียว/สีแดง มันเป็นอย่างนี้


เพราะฉะนั้น เสื้อแดง ไม่ว่าใครจะอ้างอย่างไร อาจารย์ว่าใครจะพูดยังไงก็พูดไป แต่ว่าคำว่า Front แปลว่าเรามีความแตกต่างกัน นั่นก็คือแปลว่ามีทั้งจุดร่วมและจุดต่าง คนที่ใส่เสื้อแดงมันจะมีจุดร่วมในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร แล้วก็ปฏิปักษ์ต่อระบอบจารีตอำนาจนิยม อันนี้ถ้าเป็นเสื้อแดงจริง ๆ แต่ว่าจะมีส่วนหนึ่งที่ว่าเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพรรค เขาคิดว่าเสื้อแดงก็คือพรรค แกนนำบางคนก็พูดอย่างนั้นนะ แกนนำมีชื่อเสียงบางคนที่พูดเก่ง ๆ ที่ยังเป็นกองเชียร์ก็คือมองว่าเสื้อแดงคือพรรคเพื่อไทย มันไม่ใช่!!! เพราะสมัยที่อาจารย์ทำโรงเรียนนปช. บอก 2 ขา ขาหนึ่งอยู่ในเวทีรัฐสภา ขาหนึ่งอยู่นอกรัฐสภา เป็นการสู้ข้างนอก ในเวทีรัฐสภาไม่ได้แปลว่าพรรคเดียวนะ ฉะนั้นพอมีพรรคก้าวไกลขึ้นมา คุณจะเห็นเลยว่าคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยหายไปร่วม 5 ล้านเสียงเลย ซึ่งก่อนหน้านี้มีประมาณ 15 ล้าน หายไป 1 ใน 3 แต่ตอนนั้นยังปิดสวิทซ์ 3ป อยู่ คือคนยังเลือกด้วยความเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย


ถ้าตอนเวลานั้นนะ เพราะอาจารย์เห็นผลเลือกตั้ง 2566 หายไป 5 ล้านเสียง ซึ่ง 5 ล้านเสียงนั้นมันก็ไป “ส้ม” พรรคส้ม มีเหลืองก้าวหน้าหน่อยก็มา แดงก้าวหน้าหน่อยก็มาอยู่ที่ส้ม ฉะนั้น “ส้ม” ก็มีทั้งสองส่วน แต่จริง ๆ ส่วนของคนเสื้อแดงมัน 10 กว่าล้านคนนะ ในสมัยยุคคุณยิ่งลักษณ์ก็ได้ 14.9 ประมาณ 15 ล้านเสียง แล้วหายไป 5 ล้านเสียง่ ปี 2566 ตอนที่รู้ผลการเลือกตั้งประมาณว่าพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไปแล้ว คนจะออกจากพรรค หมายถึงว่าไปลงให้ก้าวไกลอีกครึ่งหนึ่ง ก็คนโกรธมาก แต่อาจารย์รู้จักคนเสื้อแดง เพราะว่าอาจารย์เป็นประธานอยู่ 3-4 ปี อาจารย์ทำงานมวลชนและโรงเรียนนปช.ตลอด มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของประชาชน เสื้อแดงไม่ใช่ก้อนหิน ไม่ใช่หุ่นไล่กาที่ใส่เสื้อแดง เป็นคน!!! ดังนั้นเขาคิดได้ และเราสร้างประชาชนที่คิดได้มาตลอด เขาไม่ใช่ของตาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น อาจารย์ก็มองว่าพรรคเพื่อไทยก็ต้องพยายามรักษา เพราะตอนนั้นพรรคเพื่อไทยคิดว่าตัวเองแลนด์สไลด์ ไม่ได้คิดว่าจะเป็นที่ 2 พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นที่ 1 แปลว่าทั้ง 2 พรรค ไม่รู้จักประชาชน อาจารย์ขนาดรู้จักนะก็ยังนึกไม่ถึงว่าจะหายไปขนาดนั้น


เพราะฉะนั้น อาจารย์ทำนายเลยว่ารอบต่อไป หายไปอีก 5 ล้าน แต่ว่าพอมาถึงตอนนี้พรรคแดงคงไม่หายถึงขนาดนั้น เพราะว่าเขาพยายามเอา ศ.ดร.ยศชนัน ซึ่งมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างโอเค


ผู้ดำเนินรายการ : การมาของ อาจารย์เชน มันช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้มากขนาดไหน หรือว่ามันเป็นแค่การอุดรอยรั่ว ไม่ทำให้แผลมันใหญ่ไปกว่าเดิม


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ช่วยได้ระดับหนึ่ง ประการหลังที่คุณบอกว่าอุดรอยรั่ว อาจารย์ว่าโอเคนะ คืออย่างนี้ พรรคเพื่อไทยก็คือว่าในเรื่องกระแสก็เรียกว่าสู้พรรคส้มไม่ได้ เพราะว่าตลาดของเขาเป็นตลาดเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นโหวตเตอร์ให้พรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งก็อยู่ในระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่ มันก็มีบ้านใหญ่หนีไปเยอะ แต่อาจารย์ก็ยังพยายามมองในแง่ดีนะว่า ประวัติศาสตร์และพื้นฐานการต่อสู้ของคนเสื้อแดงและของเพื่อไทยมันก็ยังมีส่วนด้านบวกอยู่ รวมทั้งที่มีคุณยศชนันซึ่งดูดี ก็น่าจะทำให้ความเสียหายไม่มาก คือกราฟไม่ถึงกับตกมาก อาจารย์มองว่าระดับ 100 คือยังไม่ถึง 2 ตัว (หลักสิบ) ก็ไม่แน่ แต่อาจารย์เรียกว่าพยายามลำเอียงนิด ๆ ก็คือคนเคยมีสัมพันธภาพกัน คือมีความเป็นห่วงอยู่ แต่ว่าเราต้องพูดความจริง ก็คือส่วนที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่จำนวนหนึ่งอาจจะหายไป แต่มันก็ไม่แน่ เพราะเคยเจอเหตุการณ์เมื่อตอนปี 2554 ที่พรรคภูมิใจไทยและคุณเนวินซึ่งมีบทบาทสำคัญได้อพยพจากเพื่อไทยแล้วก็ไปอยู่กับคุณอภิสิทธิ์ และจนกระทั่งนำมาให้เกิดเหตุการณ์ปี 2553


พอเลือกตั้งปี 2554 เขาก็เอาบ้านใหญ่ที่มัน effective มากไปอยู่กับเขาเยอะนะ แต่ว่าไม่ได้เลย เที่ยวนั้นเพื่อไทยได้กระแสจากการถูกปราบด้วย และพื้นฐานของคนเสื้อแดงที่เทให้ คุณยิ่งลักษณ์ก็ชนะขาดลอย และอาจารย์ทำโครงการตรวจสอบการเลือกตั้ง ใช้คนเป็นแสนเลยนะ อยู่ทุกหน่วยเลยเพื่อสกัดตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ดูว่าในหมู่บ้านแจกกันแค่ไหน และจนกระทั่งวันเลือกตั้ง พูดจริง ๆ ว่าประสิทธิภาพมันไม่สูงหรอก เพราะเขาเป็นมวลชนพื้นฐาน แต่มันมีผลทางจิตวิทยา ก็คือคนในหมู่บ้านให้เช็คกันแล้วรายงาน การรายงานผลการเลือกตั้งไม่ทัน สู้ที่ทางสื่อมวลชนทำกันไม่ได้ แต่ว่าการตรวจสอบเรื่องการใช้เงิน ซึ่งอาจารย์บอกพรรคเพื่อไทยว่าแปลว่าคุณต้องไม่ใช้เงินด้วยนะ เพราะถ้าคุณใช้เงิน พอจับได้เราก็ไม่ไว้เหมือนกัน ในที่สุดเราก็ทำงานค่อนข้างได้ดี เที่ยวนั้นเพื่อไทยและคุณยิ่งลักษณ์ก็ชนะมาก ได้ประมาณ 15 ล้านเสียง


ผู้ดำเนินรายการ : มาถึงวันนี้เราจะยังติดหล่มกับดักเดิม ๆ บ้านใหญ่เดิม ๆ แบบนั้นมั้ย?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : นี่ไงที่อาจารย์กำลังบอกว่าพรรคเพื่อไทย แม้กระทั่งตอนที่คุณทักษิณยังอยู่ เขาก็พยายามจะไปหาเสียงบ้านใหญ่ แม้กระทั่ง อบจ. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะเขารู้อยู่ว่ากระแสเขาอาจจะลำบาก เขาอาจจะรู้ตัวอยู่ว่าเขามีดีลอยู่แล้ว เขาจะต้องข้ามขั้ว ฉะนั้น เขาจะต้องสู้กับภูมิใจไทยโดยเฉพาะในภาคอีสาน ปัญหามันอยู่ที่ว่า บ้านใหญ่ที่ออกไปและที่เข้ามา ตรงนี้จะสามารถดึงคนไปช่วยแต่ละพรรค เช่นไปช่วยภูมิใจไทยได้มั้ย หรือมาช่วยเพื่อไทยได้มั้ย อันนี้มันตอบยาก เพราะอาจารย์มองว่าคนมันไม่ใช่ก้อนหินนะ ในสมัยตอนก่อนหน้านี้เขามีคำขวัญว่า รับเงิน....แต่กาอีกเบอร์หนึ่ง แต่ว่าคนไทยโดยทั่วไปถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่มักจะมีความซื่อตรงไม่อยากหักหลัง รับเงินเขามาก็ต้องกาให้เขา แต่ว่าถ้าเป็นเยาวชนหน่อยก็ไม่สนใจ ซึ่งอันนี้ก็จะทำให้ผลที่ได้มันไม่แน่ พลิกไป


ตรงนี้ถ้าประเมิน อาจารย์มองว่าเพื่อไทยถ้าดูตามความเป้นจริงก็อาจจะเสียเขตไปจำนวนหนึ่ง แล้วก็เสียบัญชีรายชื่อไปจำนวนหนึ่ง ฉะนั้นจาก 141 ก็อาจจะเหลือ 100 ต้น ๆ


ผู้ดำเนินรายการ : ถ้า 100 ต้น ๆ แล้วจับมือกับพรรคภูมิใจไทยที่เป็นขั้วอนุรักษ์นิยม อนุรักษ์นิยมกับประชาธิปไตยมาตั้งรัฐบาล จะจับได้อีกครั้งมั้ย?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : พรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไปแล้ว อาจารย์ว่าเขาเรียกว่าครึ่งน้ำครึ่งบก หรือสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกก็ได้ ความจริงเขารู้ตัว แต่ว่าไปตกหลุมตอนช่วงหาเสียงปี 2566 ว่าไม่เอาลุง เพราะว่าพอคุณพิธาเขาเสนอ “มีเราไม่มีลุง” เพื่อไทยก็เลยเหมือนกับถูกบีบ กลัวเสียคะแนน แต่ไม่รู้ว่าการไปพูดอย่างนั้นมันยิ่งเป็นด้านลบนะ เพราะตระบัดสัตย์มันเกิดจากตรงนั้น ถ้าพูดเหมือนอาจารย์เชนตอนนี้ บอกว่าอยู่กับใครก็ได้ คำว่าตระบัดสัตย์ก็จะไม่มี เพราะว่าส้มก็มาค้ำอนุทิน MOA ก็ข้ามขั้วเหมือนกัน พูดตรง ๆ แต่เขาคิดว่าข้ามขั้วเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ร่วมรัฐบาล แต่ว่าพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วเพื่อเป็นรัฐบาล ไม่ต้องการจะเว้น 10 เดือน ต่างคนต่างก็มีเหตุผล แต่ว่าจะพูดว่าพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหมดก็ไม่ได้ จะบอกว่าเป็นเสรีประชาธิปไตยทั้งหมดมันก็ไม่เต็มปาก เพราะว่ามันมีข้อเปรียบเทียบ มันไม่มีตัวเลขบอกว่าแค่ไหน แต่มันมีตัวเปรียบเทียบเพราะว่าถ้าเขาไปเปรียบเทียบกับพรรคส้ม คนก็อาจจะมองว่าคุณไม่ใช่แล้ว พรรคส้มต่างหากที่เป็น


ผู้ดำเนินรายการ : มองอย่างนี้ได้มั้ยว่าเพื่อไทยมาสายกลาง ประนีประนอมเพื่อให้สามารถให้เมืองไทยเดินต่อไปข้างหน้าได้


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : อันนี้ก็เป็นวิธีคิดเขาก็จะมีคนที่เห็นใจ ยอมรับจำนวนหนึ่ง แต่ก็อย่าลืมว่าครั้งนี้ในโค้งสุดท้าย พรรคของคุณอนุทินออกมาพูดชัดเจน เขารักชาติ เขารักสถาบัน แล้วเขารักทหาร เขาไม่เคยตั้งคำถามกับทหาร เขาไปกันได้ดีกับทหาร อันนี้คือบอกขั้วชัด เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่มีขั้นมันไม่ใช่ แปลว่าคุณอนุทินต้องการจะไปโอบล้อมว่าประชาชนที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่าไปเลือกพรรคอื่นเลย มาเลือกพรรคนี้ให้หมด “ส้ม” ก็เลยบอกว่าก็ต้องเลือกเขา 2 ใบเหมือนกัน มันก็เลยกลายเป็นว่าหัวขบวนต่อสู้กันระหว่าง “ส้ม” กับ “น้ำเงิน” แต่ “น้ำเงิน” เขาได้เปรียบกว่า ถึงแม้เขาจะคะแนนน้อยกว่านะ เขาได้เปรียบกว่าเพราะว่าเขาสามารถอ้างว่าเขามีใบอนุญาตที่ 2 แล้วไปดึงพรรคอื่น ๆ มาร่วมกันหมด


คือถ้าพรรคส้มได้ไม่ถึง 250 มันก็มีความยากลำบาก แต่อาจารย์ว่าถ้าเขาถึงขนาด 200 นะ แต่ตอนนี้อาจารย์ว่า 180 มีโอกาสเป็นไปได้สูง และอาจารย์เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยได้ไม่เท่า ต่อให้น้อยกว่า 30-40 เสียง เขาก็จัดรัฐบาล


ผู้ดำเนินรายการ : ทิ้งท้ายอย่างนี้ อยากให้อาจารย์ช่วยมองประเมินว่าในสังคมไทยด้วยบริบทปัจจุบัน อาจารย์มองว่าประชาชนอยากจะเห็นรูปแบบของรัฐบาลออกมาเป็นแบบไหน สีอะไรจับกับอะไร เป็นไปได้บ้าง


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ถ้าเราเอาคะแนนเสียงของการเลือกบัญชีรายชื่อมา อาจารย์ว่าประชาชนไทยขณะนี้ 80% เพราะครั้งก่อนมัน 68% ครั้งนี้ก็ 70-80% เลย ที่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยแบบสากล ก้าวหน้า พวกจารีตหรืออนุรักษ์นิยม ไม่ถึง 30% แล้ว เหลือน้อย แต่เขาไม่ยอมแพ้ไง แล้วก็พยายามใช้กติกาต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อที่จะทำให้คน 30% สามารถที่จะเป็นรัฐบาลได้ เหมือนที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์โกรธ กกต. ปี 62 คำนวณประสาอะไรเด็กก็ยังต้องหัวเราะเลย


ผู้ดำเนินรายการ : เพราะฉะนั้นมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการสู้กันระหว่างอดีตกับอนาคตจริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่เลือกไปทางอนาคตแล้ว


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ใช่ แต่ว่าอดีตก็ไม่ยอมแพ้ อาจารย์ก็มองว่าไม่ยอมแพ้ก็ไม่ยอมแพ้ อย่างน้อยประชามติมันจะบ่งบอกว่า ถ้าประชามติ “เห็นชอบ” มากกว่า แปลว่าคนต้องการเปลี่ยน แม้นว่าฝ่ายเสรีประชาธิปไตยไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569

‘เท้ง ณัฐพงษ์ - วีระยุทธ - พิธา’ ผนึกกำลังโค้งสุดท้าย ขึ้นรถแห่หาเสียงทั่วกรุงเทพฯ อ้อนพ่อแม่พี่น้องขอให้กาพรรคส้มทั้ง 2 ใบ ตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกัน เลือกเพื่อลูกหลาน อย่าติดหล่มปัจจุบันที่ไร้อนาคต ช่วยเป็นสักขีพยานนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง

 


เท้ง ณัฐพงษ์ - วีระยุทธ - พิธา’ ผนึกกำลังโค้งสุดท้าย ขึ้นรถแห่หาเสียงทั่วกรุงเทพฯ อ้อนพ่อแม่พี่น้องขอให้กาพรรคส้มทั้ง 2 ใบ ตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกัน เลือกเพื่อลูกหลาน อย่าติดหล่มปัจจุบันที่ไร้อนาคต ช่วยเป็นสักขีพยานนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง


วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 หัวหน้าพรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 รองหัวหน้าพรรคประชาชน, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขึ้นรถคาราวานแบ่งออกเป็น 2 สายเพื่อพบปะพี่น้องประชาชนทั่วกรุงเทพมหานครในวันสุดท้ายของการหาเสียงก่อนเข้าคูหา


คาราวานประชาชนแบ่งออกเป็น 2 สาย คือสาย “ก่อนอรุณจะรุ่ง” และสาย “ปักธงไชย” แบ่งกันวิ่งพบปะพ่อแม่พี่น้องทั่วกรุงเทพฯ โดยคาราวานสาย “ก่อนอรุณจะรุ่ง” วิ่งจากฝั่งธน - กรุงเทพชั้นใน วิ่งจากถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันตก) ถนนกัลปพฤกษ์ ไปยังถนนบรมราชชนนี แวะที่ตลาดสดธนบุรี ตามด้วยถนนพรานนกพุทธมณฑลสาย 4 และวิ่งไปยังเส้นเยาวราชและบรรจบกับคาราวานอีกสายที่ห้าแยกลาดพร้าว


คาราวาน “ก่อนอรุณจะรุ่ง” นำโดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พร้อมด้วย เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 33, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร


คาราวาน “ปักธงไชย” วิ่งทั่วกรุงเทพเหนือ-กรุงเทพตะวันออก นำโดยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ อาทิ อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และ ชยพล สท้อนดี ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 8 วิ่งจากถนนฉลองกรุง ไปยังถนนเลียบวารี ตลาดมีนบุรี ถนนรามอินทรา ตลาด AC สายไหม ตรงไปแยกเกษตร แยกรัชโยธิน และบรรจบสายกับคาราวาน “ก่อนอรุณจะรุ่ง” ที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว


บรรยากาศขณะที่คาราวานวิ่งรถเพื่อพบปะประชาชนตลอดถนนสองข้างทาง มีประชาชนออกมาต้อนรับ ถ่ายภาพรถคาราวาน และโบกมือทักทายต้อนรับอย่างอบอุ่นหนาแน่นตลอดทาง ขณะที่หน้าบริเวณเซ็นทรัลลาดพร้าว มีพี่น้องประชาชนมารอต้อนรับแน่นขนัด ทั้งบริเวณหน้าห้าง และบริเวณสถานีรถไฟฟ้าตรงช่วงห้าแยกลาดพร้าว


ขณะที่รถคาราวานวิ่งอยู่บนท้องถนนเพื่อพบปะประชาชน ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ก็ได้กล่าวเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ขอให้กาให้พรรคประชาชนทั้งสองใบ ไม่ต้องเผื่อใจ กาส้มทั้งสองใบ เพื่อตั้งรัฐบาลประชาชน เพื่อให้รัฐบาลประชาชนได้ดูแลประชาชนอย่างแท้จริง 8 กุมภา กาเพื่อเปลี่ยน


ด้าน ‘ต้น วีระยุทธ’ กล่าวว่า นี่คือโอกาสครั้งสำคัญในรอบ 30 ปี ถ้าไม่อยากติดหล่มอยู่กับปัจจุบันที่ไร้อนาคต ก็สามารถเลือกเพื่อเปลี่ยนแปลง เลือกเพื่ออนาคตของเราและลูกหลาน ให้โอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สลัดการเมืองอุปถัมภ์ที่ฉุดรั้งประเทศไทยไว้กับอดีต


ส่วน ‘ทิม พิธา’ กล่าวว่า พรุ่งนี้ 8 กุมภาพันธ์ คูหาเลือกตั้งเปิดตั้งแต่ 8.00 น. ถึง 17.00 น. ขอให้ไปใช้สิทธิใช้เสียงตั้งแต่เช้า ไปช่วยกันกาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ และอย่าลืมกาเห็นชอบประชามติ เปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย และขอให้ประชาชนช่วยกันลงแรงเป็นอาสาสมัครเฝ้าหน่วยเลือกตั้ง หลังจากที่ปิดหีบหลัง 17.00น. ที่เริ่มมีการนับคะแนน อยากให้ประชาชนช่วยเป็นอาสาสมัครช่วยเป็นสักขีพยานเพื่อทำให้การนับคะแนนมีความตรงไปตรงมา และขอให้พี่น้องช่วยกันบอกต่อ ออกมากาให้พรรคประชาชนอย่างถล่มทลาย


ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาชน ทั้ง 33 เขต มีดังนี้


เขต 1 ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ (เบอร์ 5)

เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครชัยศรี) เขตบางรัก


เขต 2 เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ (เบอร์ 2) เขตสาทร เขตปทุมวัน เขตราชเทวี


เขต 3 จรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ (เบอร์ 9) เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา


เขต 4 ภัณฑิล น่วมเจิม (เบอร์ 2) เขตคลองเตย

เขตวัฒนา


เขต 5 ปิติกรณ์ บรรณเภสัช (เบอร์ 6) เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง (ยกเว้นแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์)


เขต 6 กันตภณ ดวงอัมพร (เบอร์ 7) เขตพญาไท เขตดินแดง


เขต 7 ภัสริน รามวงศ์ (เบอร์ 8) เขตบางซี่อ เขตดุสิต (เฉพาะแขวงถนนนครชัยศรี)


เขต 8 ชยพล สท้อนดี (เบอร์ 1) เขตหลักสี่ (ยกเว้นแขวงตลาดบางเขน) เขตจตุจักร (ยกเว้นแขวงจันทรเกษมและเสนานิคม)


เขต 9 ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ (เบอร์ 5) เขตบางเขน (ยกเว้นแขวงท่าแร้ง) เขตจตุจักร (เฉพาะแขวงจันทรเกษมและเสนานิคม) เขตหลักสี่ (เฉพาะแขวงตลาดบางเขน)


เขต 10 เอกราช อุดมอำนวย (เบอร์ 6) เขตดอนเมือง


เขต 11 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ (เบอร์ 15) เขตสายไหม (ยกเว้นแขวงออเงิน)


เขต 12 ภูริวรรธก์ ใจสำราญ (เบอร์ 15) เขตสายไหม (เฉพาะแขวงออเงิน) เขตบางเขน (เฉพาะแขวงท่าแร้ง) เขตลาดพร้าว (เฉพาะแขวงจรเข้บัว)


เขต 13 ธนเดช เพ็งสุข (เบอร์ 7) เขตลาดพร้าว (ยกเว้นแขวงจรเข้บัว) เขตบึงกุ่ม (ยกเว้นแขวงคลองกุ่ม)


เขต 14 ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ (เบอร์ 14) เขตวังทองหลาง (เฉพาะแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์) เขตบางกะปิ


เขต 15 วิทวัส ติชะวาณิชย์ (เบอร์ 8) เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม (เฉพาะแขวงคลองกุ่ม)


เขต 16 พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ (เบอร์ 10) เขตคลองสามวา (ยกเว้นแขวงคลองสามวาตะวันออกและทรายกองดินใต้)


เขต 17 วีรวุธ รักเที่ยง (เบอร์ 10) เขตหนองจอก (ยกเว้นแขวงโคกแฝด, ลำผักชี และลำต้อยติ่ง)

เขตคลองสามวา (เฉพาะแขวงคลองสามวาตะวันออก และทรายกองดินใต้ )


เขต 18 ธีรัจชัย พันธุมาศ (เบอร์ 10) เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงโคกแฝด, ลำผักชี และลำต้อยติ่ง) เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว) เขตมีนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ)


เขต 19 กันตพงษ์ ประยูรศักดิ์ (เบอร์ 6) เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง)


เขต 20 ชุมพล หลักคำ (เบอร์ 7) เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว)


เขต 21 ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ (เบอร์ 8) เขตประเวศ (ยกเว้นแขวงหนองบอน) เขตสะพานสูง (เฉพาะแขวงทับช้าง)


เขต 22 สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ (เบอร์ 6) เขตสวนหลวง เขตประเวศ (เฉพาะแขวงหนองบอน)


เขต 23 ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ (เบอร์ 15) เขตพระโขนง เขตบางนา


เขต 24 ณพัฏน์ จิตตภินันท์กัณตา (เบอร์ 6) เขตธนบุรี (ยกเว้นแขวงวัดกัลยาณ์ หิรัญรูจี และบางยี่เรือ) เขตคลองสาน เขตราษฎร์บูรณะ (เฉพาะแขวงบางปะกอก)


เขต 25 แอนศิริ วลัยกนก (เบอร์ 7) เขตทุ่งครุ เขตราษฏร์บูรณะ (ยกเว้นแขวงบางปะกอก)


เขต 26 พงษ์สรณัฐ ทองลี เบอร์ 1 เขตบางขุนเทียน (เฉพาะแขวงท่าข้าม) เขตจอมทอง (ยกเว้นแขวงบางขุนเทียน)


เขต 27 นฤพล เลิศปัญญาโรจน์ (เบอร์ 7) เขตบางบอน (เฉพาะแขวงบางบอนใต้ และคลองบางบอน) เขตบางขุนเทียน (ยกเว้นแขวงท่าข้าม)


เขต 28 ชลณัฏฐ์ โกยกุล (เบอร์ 3) เขตจอมทอง (เฉพาะแขวงบางขุนเทียน) เขตบางบอน (ยกเว้นแขวงบางบอนใต้ และคลองบางบอน) เขตหนองแขม (เฉพาะแขวงหนองเเขม)


เขต 29 ทิสรัตน์ เลาหพล (เบอร์ 3) เขตบางแค (เฉพาะแขวงบางแคเหนือ และบางไผ่) เขตหนองแขม (เฉพาะแขวงหนองค้างพลู)


เขต 30 ธัญธร ธนินวัฒนาธร (เบอร์ 15) เขตบางแค (ยกเว้นแขวงบางแคเหนือและบางไผ่) เขตภาษีเจริญ (เฉพาะแขวงบางหว้า บางด้วน และคลองขวาง)


เขต 31 อนุสรณ์ ธรรมใจ (เบอร์ 12) เขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน (ยกเว้นแขวงบางเชือกหนัง)


เขต 32 ปวิตรา จิตตกิจ (เบอร์ 15) เขตบางกอกน้อย (เฉพาะแขวงศิริราช) เขตบางกอกใหญ่ เขตภาษีเจริญ (ยกเว้นแขวงบางหว้า บางด้วน และคลองขวาง) เขตตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงบางเชือกหนัง) เขตธนบุรี (เฉพาะแขวงวัดกัลยาณ์ หิรัญรูจี และบางยี่เรือ)


เขต 33 เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร (เบอร์ 11) เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช)

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน















🟠#นนทบุรี ช่วงเช้า วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี หาเสียงวันสุดท้าย

ภาพบรรยากาศหลังปราศรัยจบ เท้ง ณัฐพงษ์ นำทัพพรรคประชาชน เดินไปพบปะ สวัสดี ขอบคุณ พี่น้องประชาชน ที่สนามฟุตบอลข้างอาคารกีฬาเวสน์ 1 ในศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทยญี่ปุ่น (ดินแดง) กรุงเทพมหานคร

 


ภาพบรรยากาศหลังปราศรัยจบ เท้ง ณัฐพงษ์ นำทัพพรรคประชาชน เดินไปพบปะ สวัสดี ขอบคุณ พี่น้องประชาชน ที่สนามฟุตบอลข้างอาคารกีฬาเวสน์ 1 ในศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทยญี่ปุ่น (ดินแดง) กรุงเทพมหานคร 


ที่เตรียมไว้รองรับประชาชนเพิ่มเติมสำหรับด้านในอาคารเต็ม โดยมีการติดตั้งจอขนาดใหญ่ เพื่อถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง ซึ่งมีพี่น้องประชาชนเต็มสนาม 


6 ก.พ. 69 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 รัฐบาลประชาชน












มวลชนอิสระทำโพล “นิรโทษกรรม” หรือ “ไม่นิรโทษกรรม” ในงานปราศรัยใหญ่พรรคประชาชน เสียงส่วนใหญ่หนุนนิรโทษกรรม

 


มวลชนอิสระทำโพล “นิรโทษกรรม” หรือ “ไม่นิรโทษกรรม” ในงานปราศรัยใหญ่พรรคประชาชน เสียงส่วนใหญ่หนุนนิรโทษกรรม


6 กพ. 2569 บริเวณอาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย–ญี่ปุ่น) เขตดินแดง กลุ่มมวลชนอิสระจัดกิจกรรมทำโพลสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ “นิรโทษกรรม” หรือ “ไม่นิรโทษกรรม” ภายในงานปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย “ประชาชนเปลี่ยนประเทศ” ของพรรคประชาชน ก่อนถึงวันเลือกตั้งและลงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. 2569


บรรยากาศตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ประมาณ 15.00 น. จนถึงราว 20.00 น. บริเวณอาคารกีฬาเวสน์ 1 กลุ่มมวลชนอิสระเปิดพื้นที่ให้ประชาชนที่มาร่วมฟังการปราศรัยร่วมแสดงความเห็นด้วยการแปะสติกเกอร์ในช่อง “นิรโทษกรรม” หรือ “ไม่นิรโทษกรรม” ตามความสมัครใจ พร้อมทั้งถือป้ายรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้ผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวน 59 คน ซึ่งปัจจุบันยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยมีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว


ผู้ร่วมกิจกรรมรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า นอกจากวันนี้จะมาร่วมให้กำลังใจพรรคการเมืองที่ตนเองสนับสนุนแล้ว ยังต้องการสื่อสารไปยังสังคมว่ายังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีก 59 คนที่ยังคงถูกคุมขัง โดยระบุว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคที่ทำให้ตนมีความหวังแล้ว ตนยังเป็นผู้ที่ใช้เสรีภาพในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ยังอยู่หลังกำแพงเรือนจำ


ผู้ร่วมกิจกรรมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องการผลักดันให้ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี และสนับสนุนให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง เพื่อเดินหน้าการนิรโทษกรรม อันจะนำไปสู่การปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองสู่เสรีภาพและกลับคืนสู่ครอบครัว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

















เท้ง ณัฐพงษ์ : จุดไฟหวังให้ลุกโชน ชวนประชาชนที่ยังลังเลใจ กาส้ม 2 ใบเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียง

 


เท้ง ณัฐพงษ์ : จุดไฟหวังให้ลุกโชน ชวนประชาชนที่ยังลังเลใจ กาส้ม 2 ใบเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียง


วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนจัดการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ‘ประชาชนเปลี่ยนประเทศ’ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง โดยมีการจัดเตรียมที่นั่งทั้งด้านในอาคาร รองรับประมาณ 10,000 คน และภายนอกอาคาร บริเวณสนามฟุตบอลข้างสระว่ายน้ำ 


ณัฐพงษ์ระบุว่าการเมืองของประชาชนเป็นสิ่งที่เรียบง่าย มีความหมายถึงการเมืองที่เสียงของประชาชนทุกคนมีความหมายอย่างแท้จริง การเมืองที่ผ่านมาเสียงของประชาชนถูกทำให้ไม่มีความหมายเพราะนักการเมืองมองเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงในคูหา แปรเป็นจำนวน สส. เอาจำนวน สส. ไปต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อหาเงินเทาเงินทอนไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่พวกเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน


ตนเป็นหนึ่งคนที่ได้ร่วมเดินทางมากับทุกคนตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ตนทั้งรู้สึกเป็นเกียรติ ขอบคุณ และมีความภาคภูมิใจที่เราร่วมเดินทางกันมาจนถึงวันนี้ วันนี้การเมืองของประชาชนเป็นจริงมากขึ้นทุกวัน แม้เราจะเป็นพรรคฝ่ายค้านแต่เราก็มีกฎหมายที่ผลักดันได้สำเร็จ ในการเลือกตั้งครั้งนี้เรายังผลักดันประเด็นที่ก้าวหน้าได้สำเร็จ ทั้งการทำให้ประกันสังคมโปร่งใส และการเปิดเสรีพลังงาน นอกจากทุกคนจะช่วยกันสถาปนาการเมืองของประชาชนให้เป็นจริงมากขึ้นทุกวันแล้ว อีกด้านหนึ่งทุกคนยังช่วยกันทำลายการเมืองที่ผูกขาดให้ผุพังลงทุกวันเช่นเดียวกัน 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาเรามีคนธรรมดามาทำงานการเมืองหลายคน ไม่ได้มีนามสกุลใหญ่โต ห่างไกลจากคำนิยามของนักการเมืองมุ้งใหญ่ ห่างไกลจากคำว่าคนที่เป็นเจ้าของเงินทุนยึดครองพรรคการเมืองได้ มีทั้งอดีตนักกิจกรรมที่เคยติดคุก ที่วันนี้ได้เติบโตเป็นกรรมาธิการ พูดเรื่องสแกมเมอร์จนเป็นประเด็นระดับโลก และเป็นประเด็นสำคัญที่เราต้องผลักดันร่วมกัน เรามีนายช่างที่เคยเป็นถึงอดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. แต่วันนี้ยอมถอดหมวกออกทุกใบเพื่อเปิดทางให้คนอื่นมาทำหน้าที่ในสภาแทน คนหนึ่งทุกวันนี้ต่อสู้เป็นปากเสียงเรียกร้องเรื่องประกันสังคม มีอีกคนที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนภาคใต้ ทั้งสงขลาและอีกหลายจังหวัดในช่วงที่มีความเดือดร้อนมากที่สุดจากวิกฤตอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา


คนธรรมดาเหล่านี้ถึงแม้ตนไม่เอ่ยชื่อแต่ทุกคนก็รู้ได้ว่าคือใคร ที่ทุกคนจดจำเขาได้เพราะเราชื่นชมในการทำงาน การครองตน และการประพฤติตนเป็นผู้แทนราษฎร การเดินทางของเราที่ผ่านมามีพนักงานกว่าร้อยคน ทีมจังหวัด เครือข่ายอีกหลักพันคน ตัวแทนผู้สมัครของพรรคทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศกว่า 2,000 คน และสมาชิกพรรคและหัวคะแนนธรรมชาติหลักแสนหลักล้านคน การเดินทางของเราที่ผ่านมาตลอด 8 ปีนี้เป็นการเดินทางที่สวยงาม มีอุปสรรคขวากหนาม หลายคนโดนเล่นงาน หลายคนโดนข่าวปลอมโจมตี หลายคนถูกดำเนินคดีฟ้องร้องปิดปาก แต่ไม่ว่าพวกเราจะมีบาดแผลสักแค่ไหน เกิดเป็นส้มต้องอดทน ความอดทนและมั่นคงในหลักการ ความเชื่อในการเมืองของประชาชน คือสิ่งที่ทำให้เรารักและศรัทธากันและกันมาจนถึงทุกวันนี้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าก่อนที่เราทุกคนจะเดินทางไปถึงสถานีปลายทางที่เราเรียกว่าการเมืองของประชาชน ที่อำนาจสูงสุดของประชาชน เรายังต้องเดินทางผ่านอีกหลายสถานี ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทลายปัญหาการทุจริต การทลายทุนผูกขาด การยุติรัฐรวมศูนย์ ยกระดับ 15 หัวเมืองรอง การแก้ปัญหารัฐพันลึก เอาทหารออกจากการเมือง เอาตั๋วออกจากตำรวจ ทุกสถานีไม่ง่าย แต่ตนเชื่อว่าพวกเราทำได้ด้วยเสียงของประชาชนทุกคน 


ก่อนที่เราจะมีโอกาสมุ่งหน้าสู่สถานีถัดไป สถานีแรกที่เรามีนัดหมายกันคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สถานีต่อไปคือการกาเพื่อเปลี่ยน จาก 14 ล้านเสียงเป็น 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก การเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียงต้องสื่อสารถึงคนทุกกลุ่มในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย หรือคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ตนอยากให้ทุกคนกล้า เพื่อจุดไฟที่อยู่ในตัวลูกหลานอีกครั้ง จุดไฟแห่งความหวังของพวกเขาให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง เหมือนที่ไฟของพวกเขาเคยลุกโชนด้วยความหวังเมื่อประเทศไทยอยู่ในสถานะเสือตัวที่ห้าของเอเชีย


ตนอยากเชิญชวนทุกคนที่อยู่ในวัยทำงาน ให้กาเพื่อลูกหลาน กาเพื่อเปลี่ยนให้สังคมไทยดีกว่านี้ ให้ทุกคนที่เกิดและเติบโตมาในประเทศนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จเท่ากัน ไม่ต้องจ่ายส่วนสินบนเงินใต้โต๊ะ หรือไม่ต้องเกิดมาในครอบครัวที่รวยกว่า ถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ตนอยากขอคะแนนเสียงจากกลุ่มวัยรุ่นเยาวชนทุกคน ที่หลายคนมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิต กาเพื่ออนาคตของตัวเองแล้วช่วยกันบอกต่อไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา ให้ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าหมดเวลาแล้วกับการเมืองแบบอดีตที่เคยแบ่งประชาชนออกเป็นกลุ่มก้อน 8 กุมภาพันธ์นี้ ถึงเวลารวมพลังของประชาชนให้เป็นหนึ่ง สถาปนาการเมืองของประชาชนขึ้นมา ประเทศไทยมีตัวเลือกเพียงแค่สองแบบ แบบแรก ถ้าภารกิจของเราไม่สำเร็จ ประชาชนบางส่วนยังรู้สึกลังเล หวาดระแวงการเมืองแบบที่พวกเราอยากทำ ตัดสินใจกาให้พวกเราให้แค่ครึ่งใจ กาบัญชีรายชื่อให้เราแต่กาแบบแบ่งเขตให้คนเดิมๆ ถ้าเป็นแบบนี้บอกได้เลยว่าหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราคงได้รัฐบาลหน้าตาแบบเดิม ไม่ต่างจาก 2 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา กับตัวเลือกอีกหนึ่งแบบ คือการเทคะแนนให้พวกเราหมดทั้งใจ กาส้มสองใบ กาให้เกิน 20 ล้านเสียง ให้เราได้ สส. เกินครึ่งสภา ให้พวกเขาปฏิเสธการตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้อีก


พรรคประชาชนมีความพร้อมอย่างยิ่งในการตั้งรัฐบาลประชาชน ไม่ว่าจะในเรื่องจุดยืนและหลักการ ผู้สมัคร ทีมบริหาร และนโยบายที่เปรียบเสมือนเป็นพิมพ์เขียวของประเทศไทย เราจะไม่เอารัฐมนตรีทุจริต เราจะไม่เอาการเมืองแบบเดิมที่ไปแบ่งโควตาแบ่งงบประมาณกันกิน เราจะไม่เอาวิธีการบริหารราชการแผ่นดินที่ต่างคนต่างทำ แต่เราจะเอาภารกิจนำหน้า แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ผู้สมัคร สส. ของเราก็มีความพร้อมทั้ง 498 คน เรามีความพร้อมด้านนโยบายที่เปรียบเป็นพิมพ์เขียวของประเทศกว่า 200 นโยบาย ภายใน 1 ปีแรกต้องเห็นผลลัพธ์ เราจะเริ่มทำตั้งแต่ 3 เดือนแรก และภายในหนึ่งสมัย เราจะมุ่งปราบปรามการทุจริต กู้คืนเงินของประชาชนกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อทำสวัสดิการที่คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน นอกจากกาส้มทั้งสองใบ อย่าลืมบัตรอีกหนึ่งใบกาเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. องค์กรอิสระ ปล้นอำนาจของประชาชนไปอีก


“8 กุมภาพันธ์นี้ อำนาจในปลายปากกาของทุกคนจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะอยู่ในประเทศไทยที่มีอนาคตแบบไหน อนาคตที่การเมืองถูกผูกขาด เศรษฐกิจถูกผูกขาด และโอกาสของลูกหลานถูกผูกขาด หรือการเมืองที่เป็นของประชาชน เศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย และโอกาสที่เท่าเทียมกันของทุกคน อนาคตที่ดีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวผมเป็นคนกำหนด มันอยู่ที่ตัวคุณทุกคนจะเป็นคนกำหนด 8 กุมภาพันธ์นี้ กาพรรคประชาชนสองใบ กาเห็นชอบการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเปลี่ยนอนาคตในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ให้เป็นอนาคตใหม่ที่ดีของลูกหลาน สร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้าก้าวไกลไปกว่าเดิมด้วยกัน” ณัฐพงษ์กล่าว


 #UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน