วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

 


‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.30 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์ วัย 29 ปี จำเลยคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ เมื่อปี 2565 ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อ เนื่องจากเลือกเข้ารับโทษเพื่อลดภาระทางคดีและกลับมาเริ่มต้นชีวิตกับงานได้โดยเร็วที่สุด โดยวันนี้อติรุจเดินทางมาศาลพร้อมทนายความและนายประกัน เพื่อถอนประกัน ก่อนเข้ารับการส่งตัวเข้าเรือนจำในช่วงเย็น 


บรรยากาศในวันนี้ มีประชาชนมาร่วมส่งอติรุจมากกว่า 10 คน ขณะที่อติรุจเดินทางมาถึงศาลอาญากรุงเทพใต้พร้อมกับครอบครัวในเวลาบ่ายโมงเศษ และได้พูดคุยกับประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจเล็กน้อย ก่อนที่จะไปยื่นถอนประกันต่อศาล จากนั้นศาลเรียกให้อติรุจขึ้นไปสอบถามบนห้องพิจารณาคดีที่ 404 ว่าเป็นจำเลยในคดีนี้ใช่หรือไม่ และไม่ประสงค์จะยื่นฎีกาใช่หรือไม่ อติรุจตอบยืนยันก่อนที่ศาลจะออกหมายขัง


จากนั้น อติรุจถูกนำตัวลงไปห้องคุมขังและรถของเรือนจำออกจากศาลในเวลา 16.49 น. เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงให้กำลังใจจากครอบครัวและประชาชน 


อย่างไรก็ตาม การที่อติรุจถูกคุมขังในวันนี้ ทำให้ยอดผู้ต้องขังทางการเมืองมีอย่างน้อย 55 คน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 คน) 


ลำดับเหตุการณ์คดีของ "อติรุจ"


15 ต.ค. 2565 อติรุจถูกจับกุมจากการตะโกนข้อความระหว่างขบวนเสด็จผ่านที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และถูกฟ้องใน 2 ข้อหาคือ ม.112 และ ม.138 (ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ)


การสู้คดีนั้น อติรุจรับสารภาพในข้อหา ม.112 แต่ปฏิเสธข้อหา ม.138 โดยสู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบและไม่แสดงบัตร ทำให้ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงาน


12 ธ.ค. 2566 คำพิพากษาศาลชั้นต้น ตัดสินว่ามีความผิดทุกข้อหา ลงโทษจำคุก ม.112 (หลังลดหย่อน) 1 ปี 6 เดือน และ ม.138 อีก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา (ได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์)


16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา ก่อนที่อติรุจจะตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อในเวลาต่อมา


หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนอติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา และเตรียมตัวเข้ารับโทษในเรือนจำ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องในปัจจุบันสายงานโปรแกรมเมอร์และเทคโนโลยีนั้น พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หากต้องเสียเวลากับคดีความที่ยืดเยื้อ อาจทำให้เขาตามไม่ทันเทคโนโลยี และงานสะดุด การเลือกเข้ารับโทษเพื่อให้กระบวนการจบและออกมาเริ่มต้นใหม่โดยเร็วที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า


ซึ่งเมื่อดูจากหลักฐานที่เป็นเหตุซึ่งหน้า ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม เขาประเมินว่าการสู้ต่อในชั้นฎีกาก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้ ส่วนจุดยืนเรื่องเสรีภาพของเขานั้น แม้จะยอมรับโทษตามกระบวนการ แต่เขายังคงยืนยันหลักการเดิมว่า “ไม่ควรมีใครต้องถูกขังหรือต้องลี้ภัยเพียงเพราะการพูด"


ทั้งนี้ อติรุจได้กล่าวสั้น ๆ ว่า ทบทวนและใช้เวลาตัดสินใจดีแล้ว เหตุเพราะช่วงรอเวลาศาลฎีกานัดฟังคำตัดสิน ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างติดขัดอยากไปเรียน ไปทำงานต่างประเทศก็ไม่ได้ เวลาระหว่างรอคือความไม่สบายใจ หลังจาก 16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา จึงได้ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ยื่นฎีกาต่อ แต่ขอไปเคลียร์งานและภาระหน้าที่ จึงได้มาดำเนินการตามกระบวนการถอนประกัน เพื่อรับโทษ


อย่างไรก็ตาม Thumbright ได้ลงคลิปสัมภาษณ์ อติรุจก่อนถึงวันเดินทางมาศาลาอาญากรุงเทพใต้ บางช่วงระบุว่า แม้เขาจะรับสารภาพและกำลังจะเดินหน้าเข้ารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่การพูด ซึ่งไม่มีควรมีใครต้องถูกขังและต้องลี้ภัยเพียงเพราะแค่พูดเรื่องนี้


"ผมหวังว่าคุณจะกลับมาอย่างครบถ้วน ทั้งร่างกาย จิตใจ และที่สำคัญที่สุด คือศักดิ์ศรีที่ยังคงอยู่"


นี่คือข้อความที่อติรุจอยากฝากถึงตัวเองในวันที่ได้ออกจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112
















พรรคประชาชน แถลงข่าวความคืบหน้าในการขยายผลการกวาดล้างขบวนการกลุ่มทุนจีนสีเทา พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งตรวจสอบและเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

 


พรรคประชาชน แถลงข่าวความคืบหน้าในการขยายผลการกวาดล้างขบวนการกลุ่มทุนจีนสีเทา พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งตรวจสอบและเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.40 น. ณ ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี และนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน แถลงข่าวความคืบหน้าในการขยายผลการกวาดล้างขบวนการกลุ่มทุนจีนสีเทา ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 70,000 ล้านบาท พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงครอบครัวของผู้ต้องหา และเมื่อตรวจสอบไปยังภรรยาพบความผิดปกติที่บุตรทั้ง 3 คนได้รับสัญชาติไทย นำมาสู่การตรวจสอบขบวนการทุจริตดังกล่าวอย่างจริงจัง นอกจากนี้พบลักษณะเดียวกันที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9


โดยมีหลักฐานสำคัญคือสำเนาสูติบัตรของเด็กหญิงรายหนึ่งมีมารดาเป็นชาวจีนวัย 36 ปี ทำการคลอดบุตรในประเทศไทยและแจ้งเกิดโดยระบุชื่อบิดาเป็นชายชาวไทย อายุ 22 ปี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ความผิดปกติที่พบในกระบวนการแจ้งเกิด เริ่มจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเป็นผู้ดำเนินการไปแจ้งเกิดที่สำนักงานเขตด้วยตนเอง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีบริการในลักษณะแพ็กเกจเหมาจ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกในการขอสัญชาติหรือไม่ การขอสูติบัตรไม่มีแม้กระทั่งหนังสือรับรองการเกิด เจ้าหน้าที่ทะเบียนของสำนักงานเขตลงนามรับผิดชอบอนุมัติเพียงผู้เดียว ทั้งในช่องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและนายทะเบียน 


จากข้อมูลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า บิดาชาวไทยรายนี้มีประวัติอาชญากรรมจำนวนมาก และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นการรับจ้างจดทะเบียนรับรองบุตรเพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย ซึ่งขณะนี้บิดาชาวไทยรายดังกล่าวกำลังหลบหนีและอยู่ระหว่างการติดตามตัวของเจ้าหน้าที่ จึงขอตั้งข้อสังเกตและฝากประเด็นคำถามไปยังรัฐบาล จำนวน 3 ประการ ได้แก่


1. การตั้งคณะกรรมการสอบสวน ขบวนการดังกล่าวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 หรืออาจจะก่อนหน้านั้น แสดงให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและโรงพยาบาลเอกชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้กำกับดูแลกรมการปกครองและงานทะเบียนราษฎร ตลอดจนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีคดีลักษณะนี้เกิดขึ้น ชี้แจงว่าได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ภายใต้สังกัดที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่


2. การระงับการออกหนังสือเดินทาง โดยขณะนี้มารดาชาวจีนหลายรายเริ่มไหวตัวและพยายามขอหนังสือเดินทางไทยให้แก่บุตรเพื่อเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศระงับการออกหนังสือเดินทางในกรณีเหล่านี้แล้วหรือไม่ หรือยังคงปล่อยให้มีช่องว่างทางกฎหมาย


3. มาตรการรองรับสำหรับเด็ก หากมีการเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็ก รัฐบาลมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไป เด็กจะยังคงได้รับสัญชาติจีนหรือไม่ หรือจะมีมาตรการผลักดันออกนอกประเทศอย่างไร เนื่องจากเด็กถือเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนรู้เห็น และเลือกเกิดไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนจากทางรัฐบาลในประเด็นนี้


ด้านนายเฉลิมพงศ์ แสงดี ได้แถลงเพิ่มเติมถึงกรณีความผิดปกติของการออกบัตรประจำตัวบุคคลประเภทที่ 8 ให้กับชาวต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อกวาดล้างกลุ่มนอมินี พบกรณีของชาวจีนรายหนึ่งที่ได้รับการโอนสัญชาติเป็นสัญชาติไทย โดยมีข้อพิรุธทางทะเบียนราษฎร กล่าวคือ มารดาสามารถรับรองบุตรได้หลายคน และสถานะทางทะเบียนราษฎรของบิดาก็ไม่มีความชัดเจน


ซึ่งบุคคลรายนี้มีพฤติการณ์เข้าข่ายการเป็นนอมินี โดยถือหุ้นในบริษัทถึง 5 แห่งในจังหวัดภูเก็ต และทำหน้าที่เป็นตัวแทนประสานงานให้กับชาวต่างชาติ ทั้งในเรื่องค่านายหน้า อสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนชักชวนชาวจีนให้เข้ามาทำบัตรประชาชนหรือโอนสัญชาติ โดยมีมูลค่าเรียกเก็บสูงถึงใบละ 1 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี ได้ยื่นเรื่องต่อพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบพฤติการณ์ของบุคคลรายดังกล่าวว่าเข้าข่ายการประกอบธุรกิจอำพรางหรือนอมินีหรือไม่


นอกจากนี้ ได้ยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการออกบัตรประชาชนและสถานะทางทะเบียนราษฎร เนื่องจากพบว่าเดิมบุคคลนี้มีสถานะขออนุญาตในพื้นที่ภาคเหนือ ก่อนจะย้ายทะเบียนบ้านมายังจังหวัดภูเก็ต


จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งสืบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมเกี่ยวกับการทุจริต การออกบัตรโดยมิชอบ และเพื่อแก้ไขปัญหาการแย่งอาชีพคนไทยซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #จีนเทา

‘ณัฐพงษ์’ ชี้ ข่าวฉาวรอบรัฐบาลล้วนวนถึงมหาดไทย ซัดสะท้อนความล้มเหลวของนายกฯ อนุทิน

 


ณัฐพงษ์’ ชี้ ข่าวฉาวรอบรัฐบาลล้วนวนถึงมหาดไทย ซัดสะท้อนความล้มเหลวของนายกฯ อนุทิน


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนได้แถลงผลหลังการประชุม ครม.เงา โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงถึงการทุจริตคอร์รัปชันในกระทรวงมหาดไทย และความรับผิดชอบของ อนุทิน ชาญวีรกูล


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่สังคมมองเห็นจากการตั้งข้อสังเกตในเรื่องของข่าวใหญ่ ล้วนมีความเกี่ยวข้องอยู่ในวงโคจรของอนุทิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ การทุจริตการสอบท้องถิ่น การสวมสิทธิ์ การทุจริตต่างๆ รวมถึงเรื่องของงบประมาณท้องถิ่น ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท และในส่วนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 200,000 ล้านบาท ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามในการสอดไส้เอาแคตตาล็อกผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเข้ามารับเงินในส่วนนี้หรือไม่ ทำให้ในวันถัดมารัฐบาลต้องออกหนังสือเวียนยกเลิกเรื่องดังกล่าว รวมถึงการกำกับดูแลสถานบันเทิงต่างๆ


ทุกอย่างที่ตนพูดมานั้น หากทุกคนมองในจุดเดียวกัน จะเห็นว่าทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรมการปกครอง ซึ่งอยู่รอบตัวของอนุทินทั้งสิ้น ตนเชื่อว่าข้อสังเกตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความล้มเหลวในการทำหน้าที่ของอนุทิน สาเหตุของความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ตนอาจเรียงได้เป็น สาม ประการ ดังนี้


ประการแรก เกิดจากตัวของนายกรัฐมนตรีเอง ที่มองว่างานในกระทรวงมหาดไทยเป็นงานพาร์ตไทม์ ไม่ได้ลงมากำกับดูแลงานในกระทรวงอย่างเข้มข้น หรืออาจจะรู้ปัญหาอยู่แล้ว แต่ขาดความกล้าหาญในการจัดการ


ประการที่สอง อนุทินเองได้คุมกระทรวงมหาดไทยมาภายใต้รัฐบาลหลายชุดแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมากำกับในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอาจรู้ปัญหา แต่ไม่กล้าที่จะเข้าไปแตะ


ประการที่สาม หรือแย่ไปกว่านั้น คืออนุทินและบริวารมีส่วนพัวพันในเรื่องของการทุจริตในแวดวงราชการต่างๆ


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า ตนเชื่อว่า ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ทุกสาเหตุล้วนแสดงถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของอนุทินเอง ซึ่งพรรคประชาชนที่ผ่านมา ก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ หรือทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบอย่างเดียวเท่านั้น แต่เชื่อว่าทางออกที่สำคัญให้กับประชาชนคนไทย คือการทำอย่างไรให้เรื่องสีเทาและการทุจริตในประเทศไทยหมดสิ้นไป


ซึ่งพรรคประชาชนเองก็เตรียมเวที Forum ที่จะพูดคุยปัญหาในเรื่องเหล่านี้ ภายใต้งานที่ชื่อว่า ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ที่โรงแรม Novotel Sukhumvit 20 โดยจะร่วมกันตีแผ่ว่า ในฐานะประชาชนคนไทย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ที่ต้องพึ่งพาบริการสาธารณะในทุกช่วงวัย ต้องจ่ายต้นทุนเท่าไร และมีการโกงอย่างไร รวมทั้งมีข้อเสนอเชิงรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กระทรวงมหาดไทย

‘ณัฐพงษ์-ภัทรพงษ์’ ยื่นหลักฐาน 2,676 เหมืองให้ทางการจีนตรวจสอบ จี้รัฐบาลใช้การทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน


ณัฐพงษ์-ภัทรพงษ์’ ยื่นหลักฐาน 2,676 เหมืองให้ทางการจีนตรวจสอบ จี้รัฐบาลใช้การทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนแถลงผลภายหลังการประชุม ครม.เงา โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าในการหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนร่วมกับสถานทูตจีน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการหารือเรื่องสารพิษในลำน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำกก รวก สาย สาละวิน รวมถึงแม่น้ำสายอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 6 สาย


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ตนและพรรคประชาชนได้เข้าหารือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยต่อกรณีดังกล่าว โดยทางการจีนแสดงจุดยืนมาตลอดว่าพร้อมที่จะสนับสนุนประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากสารพิษในลำน้ำไม่ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านนับล้านคน สถานทูตได้ให้คำมั่นว่า หากมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นว่าเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งส่งออกแร่ไปยังประเทศจีนก่อมลพิษจริง ทางจีนก็พร้อมที่จะเข้ามาจัดการกับเรื่องดังกล่าว เพราะจีนมีความเข้มงวดด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม และไม่อยากให้ประชาชนไทยรวมถึงประชาคมโลกมองว่ารัฐบาลจีนสนับสนุนธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังมีความเกี่ยวข้องกับทุนสีเทาและการสวมสิทธิ์ต่างๆ ด้วย


จากการดำเนินงานที่ผ่านมา นำมาสู่การที่ตน ภัทรพงษ์ รวมถึงเพื่อนสมาชิก ได้เข้าพบทูตจีนโดยตรงเมื่อวานนี้ โดยได้รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งเป็นผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าสารพิษไม่ได้มีต้นทางมาจากประเทศไทย แต่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่า หลังจากได้รับข้อมูลแล้วจะส่งตรงไปยังรัฐบาลจีน พร้อมทั้งเน้นย้ำและเรียกร้องกลับมายังทางการไทยว่า ปัญหานี้ทางการจีนไม่สามารถแบกรับเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่รัฐบาลไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา


ณัฐพงษ์เชื่อว่า หากรัฐบาลไทยใช้แนวทางการทูตที่ถูกต้อง ประเทศไทยในฐานะที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและเป็นผู้ถือธงนำในเรื่องดังกล่าว รัฐบาลจีนก็พร้อมที่จะสนับสนุนทางการไทยเช่นเดียวกัน


ด้านภัทรพงษ์กล่าวว่า พวกตนได้ยื่นบันทึกและเอกสารอ้างอิงอย่างละเอียด เพื่อให้ทางการจีนได้เห็นอย่างชัดเจน โดยไม่ได้มีเพียงผลการตรวจน้ำ ตะกอนดิน หรือฝุ่น ที่ยืนยันว่าสารพิษเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมหรือธรรมชาติภายในประเทศไทย แต่ยังมีข้อมูลที่ลงลึกถึงพิกัดเหมืองจำนวน 2,676 แห่งในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมร้องขอให้ประเทศจีนตรวจสอบตามกฎหมายของจีนที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่การร้องขอให้ประเทศจีนดำเนินการใดๆ นอกเหนือจากกฎหมาย แต่เป็นการร้องขอเบื้องต้น เพื่อให้พรรคประชาชนสามารถทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกคน ในการประสานงานระหว่างทางการจีนกับประชาชนไทย เพื่อให้จีนแสดงให้เห็นว่ามีความจริงใจและใส่ใจต่อปัญหาดังกล่าวมากน้อยเพียงใด


ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด การดำเนินการในส่วนนี้ รัฐบาลไทยต้องเป็นแกนนำเดินหน้าอย่างจริงจัง เพราะปัญหาดังกล่าวประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย แต่กลับได้รับผลกระทบเต็มๆ”


ณัฐพงษ์กล่าวเสริมว่า วิธีแก้ปัญหาอาจใช้แนวทางแบบที่รัฐบาลทำอยู่ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทางเมียนมา แต่ลืมไปว่าพื้นที่ตั้งของเหมืองหลายแห่งอาจไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจควบคุมของรัฐบาลเมียนมาโดยตรง แต่อยู่ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ


อีกวิธีหนึ่งในการจัดการกับเรื่องดังกล่าวคือมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ หากดูตัวเลขการนำเข้าแร่หายากที่จีนนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ จะพบว่าเมียนมามีสัดส่วนที่สำคัญมาก หากจีนมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชี้ชัดว่าเหมืองแร่ต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งออกแร่ไปยังจีนไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายของจีน ทางการจีนก็สามารถออกมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจได้ เพื่อให้เหมืองแร่ต่างๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่จีนเป็นผู้กำหนด ซึ่งเอกอัครราชทูตจีนก็ได้เน้นย้ำว่าประเทศจีนพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของพวกตนในส่วนนี้


ตนเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมสิทธิ์ ปัญหาทุนสีเทา ตลอดจนการใช้เวทีทางการทูตที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการทูตแบบ Pro Thailand หรือการทูตเพื่อผลประโยชน์และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นข้ามประเทศและมีความเกี่ยวพันกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ


หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มองการทูตเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ หรือเป็นเพียงการเปิดงานเท่านั้น แต่ใช้เวทีการทูตต่างๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งในวันที่ 16–20 กรกฎาคมนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนเพื่อหารือในหัวข้อที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่อง AI โดยในเวทีดังกล่าว นอกจากจะมีการพบปะผู้นำระดับสูงของจีนแล้ว ยังมีผู้นำจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมด้วย


ตนคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเยือนประเทศจีนในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีจะไม่ได้เป็นเพียงการเปิดงานหรือพูดถึงเรื่อง AI เท่านั้น แต่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีนำความคืบหน้ากลับมาฝากประเทศไทย ว่าตกลงแล้วในการแก้ไขปัญหามลพิษ การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา การแก้ไขปัญหาทุนสีเทา หรือการสวมสิทธิ์ต่าง ๆ ทางการไทยพร้อมถือธงนำโดยใช้เวทีทางการทูต และทางการจีนพร้อมที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนเหล่านี้อย่างไรบ้าง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สารพิษข้ามแดน







‘ณัฐพงษ์’จี้มหาดไทย ถ่ายโอนอำนาจจัดโซนนิ่งให้ท้องถิ่น ชี้ช่องโหว่กฎหมายทำให้เกิดโศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์


ณัฐพงษ์’จี้มหาดไทย ถ่ายโอนอำนาจจัดโซนนิ่งให้ท้องถิ่น ชี้ช่องโหว่กฎหมายทำให้เกิดโศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนได้แถลงผลหลังการประชุม ครม.เงา โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อกรณีเหตุเพลิงไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว และเรียกร้องให้แก้กฎหมายการจัดโซนนิ่งสถานบริการ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ก่อนอื่นตนขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์บริเวณซอยลาดพร้าว 1 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 30 ราย โดยเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งอาจเกิดจากช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งตัวกฎหมายเองและเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย


โดยข้อเสนอของพรรคประชาชนคือ การปรับเปลี่ยนกฎหมายเรื่องการจัดโซนนิ่ง (zoning) ของสถานบริการ ซึ่งปัจจุบันอำนาจในการกำหนดโซนนิ่งเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หากถ่ายโอนให้เป็นอำนาจของท้องถิ่น เช่น ผู้ว่าฯ กทม. อาจทำให้การจัดโซนนิ่งและการกำกับดูแลเป็นไปอย่างใกล้ชิด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ช่องโหว่ในกฎหมายปัจจุบันอาจทำให้ผู้ประกอบการบางส่วน แทนที่จะขอใบอนุญาตอย่างถูกต้องเป็นสถานบริการหรือสถานประกอบการที่ต้องมีมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด กลับเลือกขออนุญาตในลักษณะที่อาจเป็นการหลีกเลี่ยง เช่น การขอเป็นร้านอาหารที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้


และในส่วนนี้ พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะติดตามว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบการค้าในพื้นที่และสถานบันเทิงต่างๆ ว่าจะมีความรัดกุมเพียงใด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กระทรวงมหาดไทย #โซนนิ่งสถานบริการ

ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร จากภาวะเกลือแร่ในเลือดผิดปกติร่วมกับโรคหัวใจโตระหว่างถูกคุมขังคดี ม.112 ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องมาตรฐานการรักษาของ รพ.ราชทัณฑ์ ยังไม่มีข้อยุติ

 


ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร จากภาวะเกลือแร่ในเลือดผิดปกติร่วมกับโรคหัวใจโตระหว่างถูกคุมขังคดี ม.112 ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องมาตรฐานการรักษาของ รพ.ราชทัณฑ์ ยังไม่มีข้อยุติ


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายของ "บุ้ง เนติพร" นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวังหลังอดอาหารประท้วงกว่า 65 วัน และเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 หลังใช้เวลาไต่สวนพยาน 8 ปาก นานกว่า 2 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์นั้น กู้ชีพและรักษาบุ้งตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่


โดยในวันนี้ ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำสั่งว่า กรณีที่ญาติผู้ตายนำหลักฐานเข้าสืบในทำนองว่าสาเหตุการตายเกิดจากการรักษาอาการป่วยและการช่วยเหลือผู้ตายขณะหมดสติไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน อันเป็นการจงใจหรือประมาทและเล่ออย่างร้ายแรงยังมีข้อโต้แย้งอยู่ในชั้นนี้ และยังวินิจฉัยให้รับฟังเป็นยุติดังที่ญาติผู้ตายนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนไม่ได้


จึงมีคำสั่งว่าผู้ตาย เนติพร เสน่ห์สังคม ตายที่ รพ.ธรรมศาสตร์ ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 เวลา 11.22 น. ด้วยสาเหตุ เสียสมดุลเกลือแร่ในเลือด ร่วมกับโรคหัวใจโต ระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่


สำหรับกรณี บุ้ง เนติพร นั้นถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2567 หลังจากถูกศาลอาญากรุงเทพใต้ สั่งจำคุกหนึ่งเดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล พร้อมกับถอนประกันคดี มาตรา 112 จากเหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” และเสียชีวิตในวันที่ 14 พ.ค. 2567 จากนั้นสองปีเศษ ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่บุ้งถูกถอนประกัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรมประชาชน #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #บุ้งเนติพร













‘ภัทรพงษ์’ และทีมพรรคประชาชน ยื่นหนังสือสถานทูตจีน แก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน ด้านทูตจีนให้คำมั่นส่งข้อมูลถึงปักกิ่ง

 


‘ภัทรพงษ์’ และทีมพรรคประชาชน ยื่นหนังสือสถานทูตจีน แก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน ด้านทูตจีนให้คำมั่นส่งข้อมูลถึงปักกิ่ง


วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน และทีม สส.พรรคประชาชน ยื่นข้อมูลเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนให้กับทางสถานเอกอัครราชทูตจีน เพื่อให้จีนมีข้อมูลที่ครบถ้วนและชัดเจน สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ตรงจุด ตรวจสอบต้นตอได้ตรงเป้า และร่วมแสดงความจริงใจต่อปัญหานี้ เพื่อหยุดปัญหาน้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านร่วมกัน 


“ปัญหาแม่น้ำพิษ พูดมานาน 1 ปี แต่รัฐบาลไม่ขยับ วันนี้พวกเราทำให้เอง” 


เนื่องจากการแก้ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษต้องจัดการที่ต้นตอ วันนี้ตัวแทนพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์, สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ และ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กรุงเทพฯ เขต 1 จึงได้ร่วมยื่นหนังสือถึงทางการจีน 


หลังยื่นข้อมูลให้สถานทูตจีน ภัทรพงษ์กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ได้เน้นย้ำกับทางเอกอัครราชทูตจีนถึงความสำคัญของประเด็นนี้ เนื่องจากผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชนทุกเชื้อชาติ จึงต้องเร่งจัดการปัญหาร่วมกันจากทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง และการแก้ปัญหานี้รอไม่ได้ 


“หนังสือมีเนื้อหาที่ระบุชัดเจนว่า ต้นตอของสารพิษที่เราเจอกันมากว่า 1 ปี ไม่ได้มาจากสารโลหะหนักในธรรมชาติของไทย หรือกิจกรรมใด ๆ ในไทยเลย โดยอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งการตรวจน้ำและตะกอนดินของกรมควบคุมมลพิษ และงานวิจัยของ รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของสารพิษกับทางจีน รวมถึงสภาพความรุนแรงของปัญหานี้ที่ปัจจุบันกระทบกับทั้งแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน รวมถึงความเสี่ยงในแม่น้ำกระบุรี ที่เราพบค่าสารพิษในแม่น้ำมากกว่ามาตรฐานทั้งสารหนูและตะกั่ว และยังลามไปถึงอาหารที่เรากิน การตรวจพืชผักที่ทำให้อาหารเราปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน และเนื้อปลาที่ตอนนี้ก็มีการตรวจพบปลาจากแม่น้ำโขงที่มีสารตะกั่วเกินเกณฑ์ปลอดภัยแล้วเช่นกัน” 


ภัทรพงษ์กล่าวถึงข้อมูลเรื่องต้นตอของสารพิษว่า ได้แนบพิกัดอย่างละเอียดของเหมือง 2,676 จุด จาก Stimson Center เพื่อให้ทางจีนสามารถตรวจสอบว่ามีภาคส่วนใดของจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหมืองแห่งไหนบ้าง เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายของจีนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย Rare Earth Management, กฎหมาย Outbound Investment และกฎหมาย Export Control โดยขอให้ทางการจีนตรวจสอบและตอบกลับเป็นหนังสือ เพื่อนำมาสื่อสารต่อกับประชาชนในประเทศไทย ให้รับรู้ถึงความใส่ใจต่อปัญหานี้ของทางการจีน ในฐานะประเทศผู้ก่อตั้งความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ที่มีกรอบด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะ 


“เป้าหมายของเราในครั้งนี้ ไม่ใช่การชี้ตัวว่าใครคือผู้กระทำผิด แต่เป็นการดึงประเทศใน Supply Chain ของแร่ เข้ามาร่วมตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหมือง ร่วมจัดการ Supply Chain ของแร่ และจัดการปัญหานี้ที่ต้นตอ โดยเรายังมีข้อเสนอการบำบัดมลพิษที่เหมืองที่มีต้นทุนต่ำจากงานวิจัยที่เราแนบไปด้วย อธิบายสั้น ๆ แบบนี้ว่า ในกรณีเหมืองที่ถูกกฎหมาย ค่าบำบัดที่เหมืองสามารถทำได้ในต้นทุน 5-20 บาทต่อลูกบาศก์เมตร แต่หากปล่อยไว้แล้วค่อยฟื้นฟู แพงกว่าร้อยถึงพันเท่าแน่นอน และอาจจะฟื้นฟูไม่ได้เลยอีกด้วย” 


ภัทรพงษ์กล่าวทิ้งท้ายถึงการยื่นหนังสือในวันนี้ว่า เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้คำมั่นถึงการส่งเอกสารทั้งหมดตรงไปยังรัฐบาลจีน 


“ผมและพรรคประชาชนจะติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิดต่อไป จนกว่าแม่น้ำประเทศเราจะกลับมาสะอาด และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่ริมน้ำกลับมาปลอดภัยเหมือนในอดีต”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #มลพิษทางน้ำข้ามแดน #สถานทูตจีน