วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” ชู Bangkok Studio พร้อมพัฒนาโรงเรียนฝึกอาชีพสร้างงาน 200,000 ตำแหน่งให้คนกรุงเทพภายใน 4 ปี “รักชนก” หวังคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน

 


“ชัยวัฒน์” ชู Bangkok Studio พร้อมพัฒนาโรงเรียนฝึกอาชีพสร้างงาน 200,000 ตำแหน่งให้คนกรุงเทพภายใน 4 ปี “รักชนก” หวังคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน พร้อมด้วย พลอย เตลาน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองเตย และรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ได้จัดงาน “กรุงเทพง่ายๆ เริ่มต้นใหม่ ต้องง่ายกว่านี้” โดยในงานเป็นการพูดคุยร่วมกับประชาชนว่าจะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพสามารถเข้าถึงทักษะใหม่ งานใหม่ และโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานได้ง่ายขึ้น


พลอยกล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีหน้าที่ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งไม่ใช่แค่ถนน ทางเดิน และการสร้างตึกใหม่ แต่รวมไปถึงการทำอย่างไรให้คนสามารถมีรายได้ด้วย งานในวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อสะท้อนให้กับคนที่กำลังหาอาชีพใหม่ และคนที่กำลังจะหางาน


รักชนกกล่าวว่า เวลาที่เราพูดถึงรัฐหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง กทม. ที่เป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ หลายคนมักจะนึกถึงเรื่องขนส่งมวลชนสาธารณะ การปรับปรุงโรงเรียน เป็นต้น แต่สิ่งที่พรรคประชาชนอยากจะนำเสนอคือ จริงๆ แล้ว องคาพยพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง กทม. สามารถช่วยประชาชนในการปรับตัวสู่โลกอนาคตได้ ช่วยหางานให้ได้ด้วย การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครในครั้งนี้ พรรคประชาชนจึงได้บรรจุเรื่องเหล่านี้เป็นนโยบาย


ชัยวัฒน์กล่าวว่า กรุงเทพมหานครควรจะเป็นเมืองที่สร้างโอกาสให้กับคนได้เติบโตไปข้างหน้า กทม. มีโรงเรียนฝึกอาชีพที่ดีอยู่แล้ว แต่พวกตนอยากจะทำให้โรงเรียนฝึกอาชีพนั้นสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ ด้วยการสร้างระบบที่สามารถทำให้คนไปเจอกับอาชีพใหม่ งานใหม่ โอกาสใหม่ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น นโยบายของตนจึงเป็นการยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. มาเป็น Bangkok Studio ซึ่งจะเป็นอะไรที่มากกว่าโรงเรียน โดยเป็นพื้นที่ที่สามารถเดินเข้ามาแล้วเรียนรู้ทักษะใหม่ และเจอโอกาสในการได้งานทำ เราจึงอยากทำระบบที่สามารถเชื่อมคนจ้างงานว่าอยากได้คนที่มีทักษะอะไร และใช้พื้นที่ Bangkok Studio ในการสร้างทักษะเหล่านั้นขึ้น


รักชนกเสริมว่า สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการจะเพิ่มเข้ามาคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเดินเข้ามาบอกกรุงเทพมหานครได้ว่ากำลังขาดแรงงานในรูปแบบไหน แล้วกรุงเทพมหานครจะทำการเพิ่มหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปในโรงเรียนฝึกอาชีพ เพราะปัญหาของการฝึกอาชีพคือการที่ฝึกแล้วจะหางานต่ออย่างไร พรรคประชาชนจึงเสนอแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการให้คนที่กำลังหาแรงงานมาพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน เพราะการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันจะทำให้เกิดการการันตีว่าคนที่เข้ามาศูนย์ฝึกอาชีพจะสามารถได้งานแน่นอน สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่พวกตนอยากจะยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพขึ้นมา


พลอยกล่าวต่อว่า จากการที่ตนลงพื้นที่ก็ได้พบว่าหลายตำแหน่งงานมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนและลดจำนวนบุคลากรลงไป ทำให้การแข่งขันในตลาดแรงงานสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นทักษะที่ติดตัวหรือสิ่งที่จะต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองจึงมีความสำคัญ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้ และหาจุดที่เราต้องพัฒนา


รักชนกกล่าวว่า พรรคประชาชนเชื่อว่ากรุงเทพมหานครจะสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ สิ่งที่คนรากหญ้ามักจะถามต่อ สส. หรือว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน คือจะทำอย่างไรให้รายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ที่ผ่านมาพรรคประชาชนมีนโยบายในเรื่องของขนส่งมวลชนสาธารณะ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงการพัฒนาระบบการศึกษา เพื่อที่จะช่วยลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนและคนกรุงเทพ ซึ่งนโยบายการสร้างงานเพิ่ม 200,000 ตำแหน่งภายใน 4 ปี หรือการทำ Bangkok Studio ที่จะยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานครให้ก้าวข้ามศักยภาพเดิมไปอีกขั้น เพื่อให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนและคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ที่อยากให้เกิดขึ้นจริงในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับคนที่อยากจะมีอาชีพใหม่ แต่กลัวกับการเริ่มต้นใหม่ว่าจะต้องมีการลงทุนใหม่หรือซื้ออุปกรณ์ใหม่ การมี Bangkok Studio จะสามารถช่วยให้เข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับคนที่มองหาโอกาสอยู่เป็นจำนวนมากในกรุงเทพมหานคร


นอกจากนี้ตนได้ทำการหาข้อมูลถึงโรงเรียนฝึกอาชีพใน กทม. พบว่าคนที่มาเรียนส่วนมากเป็นคนที่มีกินมีใช้อยู่แล้ว มีเวลาว่างเยอะ และมาเรียนเพื่อเป็นงานอดิเรก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ก็ทำให้ขาดโอกาสสำหรับคนที่กำลังค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำให้ศูนย์ฝึกอาชีพไม่ใช่จบแค่การเป็นโรงเรียนที่ไว้สอน แต่จะต้องเชื่อมต่อไปว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องมีรายได้เพิ่มและหางานทำได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ศูนย์ฝึกอาชีพตามวิสัยทัศน์ของตนเป็นตัวเชื่อมให้กับโอกาสและคนให้สามารถมาเจอกันได้


ชัยวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่าสิ่งที่เมืองนี้จะสามารถรองรับและสนับสนุนได้มากกว่านี้ยังมีอีกมาก และโอกาสเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเมืองนี้ที่จะสร้างให้กับคน โดยที่ผ่านมาเมืองยังสร้างโอกาสให้กับคนไม่มากพอ จึงเป็นที่มาของนโยบายพรรคประชาชนที่ต้องการให้คนได้พบโอกาสมากขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน

















“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน

 



“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เข้าร่วมเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน(ไม่)ผ่านการเมืองไทย 2566 - 2569” จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิจารณ์กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) ครบ 12 ปีของการรัฐประหาร 2557 หากมองอย่างผิวเผิน การเมืองไทยดูเหมือนเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงการเปลี่ยน “ร่างทรง" เท่านั้น โดยส่งต่ออำนาจมาจาก "รัฐพันลึก" (Deep State) และมือที่มองไม่เห็น 


ในการเลือกตั้ง 2562 เปลี่ยนร่างทรงจากกองทัพและทหาร มาสู่รัฐบาลสืบทอดอำนาจ ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แต่ก็ยังมีโครงสร้างคอยเกื้อหนุนอยู่ ต่อมาปี 2566 มีการจัดตั้งรัฐบาลแบบ "เปลี่ยนขั้ว" ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนร่างทรงอีกครั้ง และล่าสุดปี 2569 แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากผลการเลือกตั้งและไม่มีอำนาจมาตรา 44 แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเหมือนว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จกินรวบยิ่งกว่ามาตรา 44 เสียอีก โดยเป็นการใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ สส. และ สว. ภายใต้สิ่งที่พรรคประชาชนเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน


ส่วนสิ่งที่ตนเห็นว่ายังไม่เปลี่ยนในการเมืองไทย คือเรายังคงเห็นรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและชนชั้นนำ และมองข้ามหรือละเลยผลประโยชน์ของประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดคือ โครงสร้างราคาพลังงานหรือค่าไฟ ซึ่งประชาชนต้องแบกรับภาระจาก "ค่าพร้อมจ่าย" ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลในอดีต แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว แต่โครงสร้างนี้ยังไม่ถูกแก้ไข แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม


นอกจากนี้ เรายังคงเห็นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่กลุ่มทุนชนะการประมูลแต่กลับไม่ได้ริเริ่มทำโครงการ กลับมาต่อรองกับภาครัฐเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสัญญาและเงื่อนไขที่เคยชนะการประมูลมา ดังนั้นถ้าถามว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยเปลี่ยนผ่านหรือไม่ ตนเห็นว่าที่แน่ๆ คือเราเปลี่ยนร่างทรง แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือการเมืองไทยยังคงยึดโยงอยู่กับกลุ่มอำนาจ ชนชั้นนำ และกลุ่มทุน โดยละเลยผลประโยชน์ของประชาชน


พิจารณ์กล่าวต่อมาว่า ปัจจัยหลักที่รั้งหรือขัดขวางการเปลี่ยนผ่านคือรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกจากการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งตนเสนอแนวทางเพื่อการเปลี่ยนผ่านแบ่งเป็น 3 ระยะ (1) ระยะสั้น ต้องเรียกร้องไปยังผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทำงานอย่างเข้มข้นกว่านี้ในการตรวจสอบองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น กรรมาธิการ 


(2) ระยะกลาง หากผู้แทนราษฎรเห็นพ้องต้องกันว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่สามารถร่วมมือกันปรับแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ได้ทันที เช่น ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมือง หากเสียงส่วนใหญ่ของ สส. เห็นตรงกันก็สามารถเดินหน้าแก้ไขได้เลย


(3) ระยะยาว เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอตั้งข้อสังเกตต่อการที่พรรคภูมิใจไทยเพิ่งยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา ตนอยากชวนคิดว่าทำไมจึงไม่ยื่นในนาม ครม. ในแง่หนึ่งอาจเป็นการพยายามหาฉันทามติ แต่อีกแง่หนึ่งอาจเป็นความพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะเงื่อนไขในร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มอำนาจให้ สว. กำหนดว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของ สว. ที่มีอยู่ ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญ 2560 เรื่องนี้พรรคประชาชนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเคลือบแคลงใจว่าวิธีนี้สุดท้ายจะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจริงหรือไม่


นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกำแพงที่ถูกก่อขึ้น แต่หากตีความอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่ได้มีนัยตรงไหนที่บอกว่าการเลือกตั้ง สสร. โดยทางอ้อมนั้นทำไม่ได้ 


พิจารณ์ย้ำว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เราเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองแสดงจุดยืนผ่านร่างของตนเอง ทั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะร่วมลงนามกับพรรคการเมืองใดๆ ก็ตามที่เสนอร่างแก้ไข โดยมีเงื่อนไขว่าร่างนั้นจะต้องไม่มีเนื้อหาที่ขัดกับหลักการของพรรคประชาชน เพื่อเปิดทางให้มีร่างรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับเข้าสู่การพิจารณาในสภา


เลขาธิการพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ใช่แค่การแก้ไขกติกาของสังคมให้เป็นธรรมเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือพลังของประชาชน ยกตัวอย่างกรณีความพยายามทำรัฐประหารในประเทศเกาหลีใต้ ที่ประชาชนพร้อมใจกันออกมาต่อต้านจนทำให้การรัฐประหารล้มเหลวลงภายในไม่กี่ชั่วโมง พลังของประชาชนที่มาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้สำเร็จ


ซึ่งการจะทำให้เสียงของประชาชนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริงนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วม พรรคประชาชนพยายามทำงานการเมืองตามแนวทางนี้ คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการร่วมออกแบบนโยบายและการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง 


อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในการเมืองไทยมีความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนอยู่ เรื่องหนึ่งที่พรรคประชาชนเพิ่งสื่อสารไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการแสดงความกังวลต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะหลักการสำคัญคือ “The King can do no wrong” หรือสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งและอยู่เหนือการเมือง ดังนั้น ในการออกนโยบายใดๆ ของรัฐบาล ไม่ควรปรากฏภาพที่ทำให้สังคมเกิดคำถามว่ามีความเชื่อมโยงกับความเห็นของคณะองคมนตรี ซึ่งมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์


“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากที่นายกรัฐมนตรีควรจัดวางพระราชฐานะให้รัดกุมและเหมาะสม แม้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรายงานและรับฟังความเห็นขององคมนตรี แต่รัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องบริหารและแยกแยะให้ถูกว่าอะไรคือพื้นที่ขอคำปรึกษาและอะไรคือพื้นที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน”


“หากต้องขอรับคำปรึกษา ควรออกแบบกลไกระหว่างนายกรัฐมนตรีและสำนักพระราชวังหรือคณะองคมนตรีอย่างเหมาะสมและเป็นทางลับ ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ มิฉะนั้นนโยบายที่ออกไปจะทำให้สังคมเกิดข้อสังเกตว่าเกี่ยวพันกับสถาบัน และผลลัพธ์ของนโยบายนั้นจะเกิดผลกระทบต่อสถาบันหรือไม่” 


“คุณอนุทินเป็นนักการเมืองมายาวนาน น่าจะรู้ดีว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ การประชุมที่เกิดขึ้นที่มีการให้สื่อมวลชนเข้าไปเก็บภาพและเผยแพร่ออกมา ผมตั้งเป็นข้อสังเกตว่านี่คือความพยายามรูปแบบหนึ่งของรัฐบาลที่จะแสดงให้ข้าราชการ กลุ่มทุน หรือพี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคณะองคมนตรีหรือไม่อย่างไร”


พิจารณ์ทิ้งท้ายว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาชนพยายามสื่อสารเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเพื่ออธิบายกับประชาชน เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนเห็นภาพและรู้สึกตื่นตัวว่าอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ อำนาจในการได้มาซึ่งรัฐบาล คืออำนาจของประชาชน ซึ่งนี่ก็คือเป้าหมายสูงสุดที่พวกตนเข้ามาทำงานการเมือง










“ลิซ่า” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดมาตรฐานจริยธรรม

 


“ลิซ่า” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดมาตรฐานจริยธรรม 


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ “หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง” ขอ "ส้ม" เพียง 50 ชื่อเพื่อจับ "ยักษ์น้ำเงิน" ที่ส้มปล่อยออกมากลับเข้าขวดแต่ส้มไม่ช่วย อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน ว่าเรื่องฮั้ว สว. และกรณีเขากระโดง พรรคประชาชนเดินหน้าตรวจสอบจริงจังอยู่แล้วและทำมาตลอด ทั้งอภิปรายในสภาและแถลงนอกสภา แต่เหตุผลที่เราไม่ร่วมเข้าชื่อกับคุณเสรีพิศุทธ์ เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้ไปผูกขาดการตีความเรื่องมาตรฐานจริยธรรม


หากเราเห็นผู้มีอำนาจทำเรื่องที่ผิดและบ้านเมืองมีกฎหมายกำหนดบทลงโทษครอบคลุมไว้อยู่แล้ว เราก็เดินหน้าตามช่องทางนั้น ไม่ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้กำหนดนิยามจริยธรรมตามดุลยพินิจของตัวเอง จนสังคมตั้งคำถามว่าความแน่นอนชัดเจนอยู่ตรงไหน เสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ 


“ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์เห็นปัญหาที่ผ่านมาแต่ยังจะทำแบบเดิม ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่าตลอดชีวิตทางการเมือง ท่านเคยทบทวนบ้างหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นผลดีต่อระบบการเมืองและความเข้มแข็งของประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนหรือเปล่า” 


ภคมนกล่าวว่า พรรคประชาชนไม่มีฮั้วกับใคร เรายืนบนหลักการนี้มาตลอด ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์ยังจำได้ ย้อนไปตอนรัฐบาลเศรษฐาและรัฐบาลแพทองธาร พรรคประชาชนก็ถูกตั้งคำถามลักษณะนี้ แต่เรายึดหลักการนี้เหมือนกันว่าเรื่องจริยธรรมควรเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้คนไม่กี่คนมาตัดสินตามดุลพินิจของตัวเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ศาลรัฐธรรมนูญ

“เดชรัต” กางข้อมูลส่งออกผลไม้เพิ่มขึ้น สวนทางราคาหน้าสวนที่เกษตรกรขายได้ เหตุผลผลิตปีนี้มากกว่าปีก่อน แนะ “ศุภจี” ดูตัวเลขเกษตรให้ครบมิติเพื่อเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่

 


“เดชรัต” กางข้อมูลส่งออกผลไม้เพิ่มขึ้น สวนทางราคาหน้าสวนที่เกษตรกรขายได้ เหตุผลผลิตปีนี้มากกว่าปีก่อน แนะ “ศุภจี” ดูตัวเลขเกษตรให้ครบมิติเพื่อเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ 


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์นำเสนอผลงานการเพิ่มการส่งออกของผลไม้ในเดือนเมษายน 2569 ได้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากติดลบมาเป็นเวลา 8 เดือนติดต่อกัน โดยยกสินค้ามา 3 ชนิดคือ ทุเรียน (ส่งออกเพิ่มขึ้น 109.5%) เงาะ (ส่งออกเพิ่มขึ้น 92.8%) และลิ้นจี่ (ส่งออกเพิ่มขึ้น 70.0%) 


โดยเดชรัตระบุว่า ตอนแรกกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้แจ้งว่าเป็นการเปรียบเทียบแบบเดือนต่อเดือน หรือเปรียบเทียบแบบปีต่อปี ซึ่งตอนหลังคุณศุภจีก็แจ้งว่าเป็นการเปรียบเทียบแบบปีต่อปี และถือเป็นผลงานหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ แต่คำถามคือทำไมราคาที่เกษตรกรขายได้กลับลดลง


เมื่อเราค้นข้อมูลราคาที่เกษตรกรขายได้ทั้ง 3 ชนิด ในเดือนเมษายน 2569 ก็จะพบภาพที่ต่างกัน ข้อมูลดัชนีราคาที่เกษตรกรขายได้ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แสดงให้เห็นว่าราคาทุเรียนที่เกษตรกรขายได้ในเดือนเมษายน 2569 ลดลง 1.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนเงาะ ดัชนีราคาลดลง 22.8% และลิ้นจี่ลดลง 7.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน นั่นแปลว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มีส่วนทำให้ราคาที่พี่น้องเกษตรกรได้รับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในเรื่องนี้คุณศุภจีไม่ได้พูดถึง 


“หลายท่านอาจคิดว่า ผมกำลังกล่าวโทษกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าที่เกษตรกรขายได้เพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ เปล่าเลยครับ ผมกำลังจะบอกว่าราคาหน้าสวนที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะผลผลิตที่ออกจากสวนในเดือนเมษายน 2569 มากกว่าเดือนเมษายน 2568”


เดชรัตกล่าวต่อว่า ในกรณีทุเรียนและเงาะ ประเด็นนี้มีพี่น้องชาวสวนผลไม้แย้งคุณศุภจีไปแล้วเมื่อวานนี้ว่าเมื่อปีก่อนผลผลิตทุเรียนออกช้า ทำให้มูลค่าการส่งออกในเดือนเมษายนจึงน้อย แต่ปีนี้ผลผลิตออกเร็วขึ้น มูลค่าการส่งออกในเดือนเมษายนจึงเพิ่มขึ้นและราคาหน้าสวนจึงลดลง 


ตัวเลขดัชนีผลผลิตของเดือนเมษายนปี 2569 เมื่อเทียบเมษายน 2568 โดยใช้ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เราจะพบว่าผลผลิตทุเรียนในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 26.1% เทียบกับเมษายนปีก่อน ส่วนผลผลิตเงาะเพิ่มขึ้นถึง 6137.0% เลยทีเดียว 


เรื่องผลผลิตเงาะนั้น ปีก่อนผลผลิตเงาะในเดือนเมษายน 2568 ยังออกน้อยมาก และไปพีคในเดือนมิถุนายน 2568 ส่วนปีนี้ผลผลิตออกเร็วขึ้นมาก และแน่นอนเป็นผลในทางกลับกันว่าราคาเงาะหน้าสวนลดลงไปถึง 22.8% ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมพี่น้องที่ปลูกเงาะจึงรู้สึกแปลกใจกับตัวเลขที่คุณศุภจีโชว์ ทั้งนี้ มียกเว้นลิ้นจี่ที่ผลผลิตในเดือนเมษายนปี 2569 จะลดลงจากปีก่อน และแม้ผลผลิตจะลดลง และส่งออกได้มากขึ้น แต่ราคาลิ้นจี่หน้าสวนก็ยังลดลงอยู่ดี ซึ่งเสียดายที่เราไม่ได้ยินคุณศุภจีกล่าวถึงประเด็นนี้ 


เดชรัตกล่าวว่า โดยสรุปมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2569 ส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตในเดือนนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดือนเมษายนของปีก่อน ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น ก็ต้องส่งออกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และก็จะมีโจทย์ตามมาทันทีว่า แล้วราคาที่หน้าสวนดีขึ้นตามหรือไม่ ซึ่งคำตอบของทั้งสามสินค้านี้คือยังไม่ดีขึ้น 


“มองตัวเลขสินค้าเกษตรต้องมองให้ครบถ้วน ผมจึงขอแนะนำคุณศุภจีว่า อย่าเพิ่งรีบที่จะนำเสนอผลงานของตนจนเกินไป สินค้าเกษตรมีความซับซ้อน ทั้งความเป็นฤดูกาล ความผันผวนของปริมาณผลผลิต และอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน เราจำเป็นต้องมองตัวเลขในหลายมิติไปพร้อมๆ กัน เพื่อสอบทานตัวเลขที่คุณศุภจีนำมาแสดงว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นนั้นมาเพราะสาเหตุใดกันแน่ และยังมีตัวเลขหรือปัญหาใดที่ซ่อนอยู่ในห่วงโซ่ของสินค้าเกษตรหรือไม่ เพื่อที่จะได้รีบนำไปแก้ไขกัน” 


เดชรัตทิ้งท้ายว่า หากจะเป็นการดี คุณศุภจีควรช่วยเร่งให้กระทรวงพาณิชย์นำตัวเลขการส่งออกที่คุณศุภจีนำมาใช้แสดงผลงานมาขึ้นเว็บให้ประชาชนเข้าไปดูโดยทั่วกัน ตอนนี้อัปเดตถึงเดือนมีนาคม 2569 เราจะได้ช่วยคุณศุภจีค้นว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรตัวใดบ้างที่ลดลง เพราะคุณศุภจีกล่าวถึงแต่ตัวที่เพิ่มขึ้น และจะได้ช่วยกันแนะนำต่อไป เพราะภายใต้ “สัญญาณบวกเพียงเบื้องต้น” ที่คุณศุภจีและกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึง ก็มีสัญญาณลบหรือจุดปมปัญหาที่จะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้และแก้ไขต่อไป เพียงแต่คุณศุภจีจะมองเห็นและสื่อสารออกมาหรือไม่เท่านั้นเอง 


“สุดท้าย ผมขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่พยายามนำเสนอผลงานมาเป็นระยะ ผมจะพยายามช่วยตรวจสอบตัวเลขต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเชิงลึก และเสนอปมปัญหาที่ควรเร่งแก้ไขมาให้ทราบ เพื่อมิให้ตัวเลขบวกในบางด้าน มาบดบังปัญหาที่แท้จริงที่เกษตรกรไทยเผชิญอยู่ครับ” เดชรัตกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน



วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านจี้ประธานสภาวางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

 


ฝ่ายค้านจี้ประธานสภาวางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท


วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรวางตัวเป็นกลาง และไม่ขัดขวางการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา โดยเฉพาะการเสนอญัตติด่วนเพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก. เงินกู้


ศิริกัญญา กล่าวว่า รัฐบาลได้อนุมัติโครงการใช้งบจากเงินกู้ไปแล้วกว่า 170,000 ล้านบาท และกำลังจะเริ่มกู้เงินจริง โดยเงินช่วยเหลือจะเริ่มถึงมือประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ หรืออีกเพียง 8 วันข้างหน้า ทั้งที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงต่อรัฐสภาและสังคมอย่างเพียงพอว่า การกู้เงินดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด มีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรหลังมาตรการเยียวยาระยะเวลา 4 เดือนสิ้นสุดลง และเงินเยียวยาหมดลง


นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่ารัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้สนับสนุนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ อาจเข้าข่ายใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์และขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการกู้เงินในสถานการณ์พิเศษ


“ในเมื่อรัฐบาลเริ่มดำเนินการกู้เงินและใช้งบประมาณแล้ว เหตุใดการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงจะไม่ถือเป็นญัตติด่วน หากไม่ถูกบรรจุเป็นญัตติด่วน ก็ต้องรอคิวตามระเบียบวาระปกติซึ่งมีญัตติค้างอยู่จำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบเกิดขึ้นไม่ทันต่อสถานการณ์” ศิริกัญญากล่าว


ศิริกัญญายังตั้งข้อสังเกตต่อเหตุผลของประธานสภาที่ระบุว่าควรรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยเห็นว่าในเมื่อรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินโดยไม่ได้รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็ไม่ควรชะลอการทำหน้าที่ตรวจสอบเช่นกัน


“ฝ่ายค้านต้องต่อสู้กับความพยายามของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่แล้ว แต่กลับต้องถูกประธานสภาขัดขวางด้วยการไม่รับรองความเป็นญัตติด่วนอีก กลไกตรวจสอบของสภากำลังถูกจำกัดตัดตอน และนี่คือการเปิดช่องให้รัฐบาลหนีการตรวจสอบจากสภา” ศิริกัญญากล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“หมอเหวง” รำลึกรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557





 

“หมอเหวง” รำลึกรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557


12ปีรัฐประหาร57

รำลึกรัฐประหาร22พค.2557


ทันทีที่คสช.ยึดอำนาจสำเร็จ กลุ่ม กปปส. ไปฉลองชัยชนะ ดื่มแชมเปญ เต้นโขยกเขยกร้องเพลงประจำการเคลื่อนไหวอย่างดีอกดีใจ คึกคะนอง บนห้องจัดเลี้ยงหรูโรงแรมหรูใจกลางกทม.


ประจานตนเองต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศให้เห็นอย่างล่อนจ้อนว่ าการเคลื่อนไหวของ กปปส. สถาปนารัฏฐาธิปัตย์ แก่นแท้เป็นเพียงการเตรียมการให้กลุ่มทหารขวาจัดยึดอำนาจ เพื่อสถาปนาอำนาจรัฐอนุรักษ์จารีตขวาจัดอำนาจนิยมเท่านั้น เพื่อแก้ไข “การยึดอำนาจรัฐประหารเสียของปี 49 ของคปค. คมช.”


กปปส.สร้างเงื่อนไข ขว้างระเบิดฆ่าประชาชนที่ถนนบันทัดทอง ขว้างระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อสังหารแกนนำ กปปส. (จากคลิปบันทึกภาพที่มีการเผยแพร่ผู้กระทำไม่ได้ถูกจับ ลักษณะคล้ายทหารมาก เพราะชำนาญการในการขว้างชัดเจน) ฆ่าประชาชนคนยากจนแถบสวนจตุหลายคน ฆ่าคนเสื้อแดงสองคนเอาศพยัดกระสอบไปโยนลงเจ้าพระยาที่สะพานซังฮี้ โดยเอาขึ้นปิคอัพขับขึ้นสะพานยิงปืนขู่พนักงานกทม. ที่ทำงานซ่อมสะพานนอยู่ ศพลอยไปติดตลิ่งที่แถบถนนพระอาทิตย์ มีคลิปชัดเจนที่มติชนเผยแพร่ แต่เรื่องก็เงียบ


ทั้งหมดเป็นการยืนยันว่า อำนาจรัฐตัวจริงไฟเขียวจให้ทำได้ การปิดโรงพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง ห้ามและข่มขู่ประชาชนไม่ให้ไปเลือกตั้ง จนเกิด“ป้าไฟฉาย” หญิงปีนรั้ว“ เพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่ก็ยังมีประชาชนไปใช้สิทธิ 20 ล้านคน การปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้งโดยใช้กำลังอาวุธเล็งยิงตำรวจที่มาคุ้มครองการสมัครเลือกตั้งตรงกลางอกทะลุหัวใจ มีหัวหน้าหน่วยซีลมาใส่ร้ายว่ามีพวกเขมรติดอาวุธลัดลอบเข้าเมืองมาช่วยคนเสื้อแดง ทั้งที่คนพูดเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าง ยังปล่อยให้เกิดหตุการณ์ตำตาได้อย่างไร


และอีกหลากหลายวีรกรรมวีรเวรของกปปส. ล้วนประจานว่า อำนาจรัฐพันลึกที่กุมอาวุธไว้ในมืออยู่เบื้องหลังการสร้างสถานการณ์จนสุกงอม จากนั้นก็ส่งทหารเข้ามาทำบังเกอร์ในกทม. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ประกาศกฎอัยการศึกโดยพลการ  แล้วก็เรียกเจ็ดกลุ่มสำคัญเข้ามารวมกันที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี ด้วยข้ออ้างจะหาทางประนีประนอม ยุติสถานการณ์


แต่ความจริงคือเพื่อเอาหัวเรือใหญ่ทุกฝ่ายมาคุมตัวไว้เพื่อยึดอำนาจ ภายหลังจากที่กล่าวหารัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า ย้ายถวิล เปลี่ยนสี แล้วใช้อำนาจกระบวนการยุติธรรมของพวกเขาปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เหลือแต่รัฐบาลรักษาการ

 

ทั้งหมดนี้เป็นบางส่วนสำคัญของการยึดอำนาจรัฐประหารของคสช. 12 ปีที่แล้วเมื่อ 22 พ.ค. 2557 เป็นชัยชนะของฝ่ายจารีตอนุรักษ์อำนาจนิยมซึ่งยังสืบต่อมาจนทุกวันนี้ ผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ของคสช. และยังจะทำคลอดรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน เพื่อสร้างอำนาจรัฐจารีตอนุรักษ์อำนาจนิยมไปให้ยาวนานตลอดไป อำนาจสูงสุดทางการเมืองเป็นของประชาชนจะกลายเป็นความฝัน อันเป็นไปไม่ได้เสียแล้วหรือ???


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐประหาร2557 #หมอเหวง

พิจิตตร่วมหาเสียงชัยวัฒน์ ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ ด้านชัยวัฒน์ชวนคนกรุงมองอนาคต 4 ปีข้างหน้า


พิจิตตร่วมหาเสียงชัยวัฒน์ ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ ด้านชัยวัฒน์ชวนคนกรุงมองอนาคต 4 ปีข้างหน้า


วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน พร้อมด้วย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และ วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม.ของพรรคประชาชนได้มาลงพื้นที่หาเสียง ในถนน สายไม้เขตบางซื่อ พร้อมกับ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางซื่อ โดยมี พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานครร่วมลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ด้วย


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ถนนสายไม้ ซึ่งมีประวัติอันยาวนานในอดีต โดยเป็นแหล่งค้าไม้สำคัญในอดีต และปัจจุบันตนก็มองเห็นศักยภาพของถนนสายไม้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาถนนให้มีจุดแลนด์มาร์กต่าง ๆ และเป็นย่านธุรกิจ รวมถึงย่านท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในด้านงาน คราฟท์เกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนในการพัฒนาย่าน โดยให้คนในย่านเป็นผู้กำหนดทิศทางร่วมกัน


ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการมาของพิจิตตในวันนี้โดย พิจิตตกล่าวว่า ตนรู้จักกับชัยวัฒน์จากประวัติด้านส่วนตัว จึงได้พิจารณาว่า คุณสมบัติที่สำคัญและน่าสนใจในการเป็นผู้ว่าฯ กทม. คือการเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจว่า การเป็นวิศวกรมักนึกถึงเรื่องของการสร้างและออกแบบ ตนคิดว่า วิศวะคนนี้ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของการซ่อมอย่างเดียว แต่กำลังคิดถึงเรื่องของการสร้างเมือง หาก กทม. ซ่อมเพียงอย่างเดียวก็จะไม่จบสิ้น แต่จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบคิดใหม่ และพิจารณาเรื่องราวใหม่ทั้งหมด การสร้างเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรวมถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของเมือง รวมไปถึงมุมมองของการสร้าง การป้องกันน้ำท่วม และแก้ไขปัญหาจราจรเป็นระบบ ซึ่งแต่ละเรื่องไม่ใช่การคิดแยกกันไป มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน อย่างเรื่องของน้ำท่วมก็มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง จากการที่ตนได้พูดคุยกับชัยวัฒน์เรื่องของการออกแบบ ตนจึงรู้สึกว่าชัยวัฒน์มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา โดยไม่ใช่การซ่อมเพียงอย่างเดียว


ประการที่สอง จากการที่ชัยวัฒน์ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมาก่อน หากเรานั่งนึกถึงผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาจะพบว่า แทบทุกคนจะคิดในมิติของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าประกอบกันไปเสมอ ไม่ได้คิดแค่เพียงเศรษฐกิจในระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังคิดถึงสถานภาพเศรษฐกิจของชุมชนเป็นหลัก


สำหรับตน ชัยวัฒน์จึงมีทั้งสองอย่างรวมกัน คือการเป็นวิศวกร และประสบการณ์ในงานธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมีสิ่งที่ตนชื่นชมที่สุด คือความเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจ ความเชื่อในเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนคิดว่ามีความสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครใหญ่เกินกว่าที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเพียงคนเดียว ซึ่งพรรคประชาชนมีทีมที่เข้าใจในการพัฒนาเมือง ที่ไม่ใช่แค่การซ่อมมแต่สร้างความเชื่อในเรื่องของการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม. ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด และพรรคประชาชนยังเชื่อในเรื่องของความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นของประเทศในวันหน้า วันนี้ประเทศใหญ่เกินกว่าที่จะมีแค่สภาหรือทำเนียบรัฐบาล แต่หากมีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ความอยู่รอดของประชาชนและการพัฒนาอย่างถาวรจะดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ตรงกับความคิดของตน จึงเป็นสาเหตุที่ตนอาสาเข้ามาช่วยชัยวัฒน์


ชัยวัฒน์เสริมว่า นอกจากพิจิตตและตนจะมีชื่อว่า “โจ” เหมือนกันแล้ว กลุ่มมดงานคือกลุ่มที่ได้รับความนิยมในการบริหารกรุงเทพมหานครในอดีต ทำให้มีโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะมาผสมผสานประสบการณ์ของพิจิตต ที่ลงพื้นที่ค้นหาปัญหา กทม. มาแล้ว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์


เมื่อผู้สื่อข่าวถามพิจิตตว่า คิดว่าในวันนี้คนกรุงเทพอยากได้ผู้ว่าฯ แบบไหน ระหว่างผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรค กับผู้ว่าฯ ที่อยู่อิสระ พิจิตตกล่าวว่า สามารถมองได้ทั้งสองอย่าง ในอดีตก็มีผู้ว่าฯ ที่ไม่สังกัดอะไรเลยก็ทำงานได้ดี แต่สำหรับผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรคการเมืองก็ไม่ได้ถูกครอบงำขนาดนั้น บางทีผู้ว่าฯ สังกัดพรรคการเมืองก็มีความอิสระของตัวเอง ทั้งนี้ หากบางเขตมีผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ก็จะสามารถช่วยมีความคิดในการต่อเติมให้กับผู้บริหารท้องถิ่นได้ โดยสรุปตนคิดว่าก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่กรุงเทพมหานครต้องทำงานเป็นทีม ซึ่งตนทำงานของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็สามารถประสานและทำงานกับทุกคนได้ ชัยวัฒน์เสริมว่า การที่มีทีม ส.ก. ก็จะสามารถช่วยในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ กทม. ได้ และจะทำให้สิ่งที่ประชาชนได้เลือกมาได้รับการผลักดันสอดคล้องอย่างเต็มที่


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พิจิตตมาลงเดินกับชัยวัฒน์ครั้งนี้ ได้มีการคุยกับชัชชาติหรือไม่ และในปีนี้จะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับชัยวัฒน์หรือชัชชาติ พิจิตตกล่าวว่า ไม่ได้มีการคุยกัน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตนก็ได้สนับสนุนความตั้งใจของชัชชาติ พอสนับสนุนให้ได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็ถือว่าได้สนับสนุนเสร็จแล้ว และปีนี้ตนจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับชัยวัฒน์ และ ส.ก. ของพรรคประชาชน ซึ่งหลายคนเป็นลูกของกลุ่มมดงานด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ชัชชาติได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงต่ออีกสมัยหนึ่งนั้น ชัยวัฒน์ยังมีความมั่นใจเช่นเดิมหรือไม่ ชัยวัฒน์กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ชัชชาติจะประกาศอย่างเป็นทางการ ก็เป็นที่คาดหวังกันอยู่แล้วว่าจะมีการลงสมัครต่อ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครครั้งนี้จึงไม่ได้อยากให้มองว่าเป็นการเลือกใครมาเป็นผู้ว่าฯ เท่านั้น แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คนกรุงเทพอยากเห็นกรุงเทพมหานครเป็นอย่างไร เป็นเมืองที่จะช่วยให้คนกรุงเทพมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เป็นเมืองที่ให้บริการกับคนกรุงเทพ เลี้ยงลูก เลี้ยงพ่อแม่ได้อย่างไร เป็นเมืองที่จะเปิดโอกาสให้คนกรุงเทพได้ลืมตาอ้าปากได้อย่างไรมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนได้เสนอเป็นวาระของเมืองกรุงเทพ หากดูผู้สมัคร ส.ก. ในแต่ละเขต ก็จะมีวาระในแต่ละเขตที่ตนเองต้องการจะผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นขนส่งสาธารณะ การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างถนนสายไหมที่มาดูในวันนี้ ตนอยากให้พ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ได้พิจารณาวาระของเขตที่พวกตนนำเสนอ และวาระของเมืองที่พวกตนนำเสนอภาพอนาคตร่วมกันว่าอยากเห็นอย่างไร


ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ปัจจุบันคนกรุงเทพส่วนหนึ่งมีความคิดว่า ยังไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าชัชชาติที่จะลงตำแหน่งผู้ว่าฯ ชัยวัฒน์จะทำอย่างไรที่จะทำให้คนกรุงเทพยอมรับว่าจะสามารถทำงานเทียบเท่ากับชัชชาติใน 4 ปีที่ผ่านมา ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตนคงไม่ได้มองแค่ว่าเทียบเท่า ในส่วนที่ชัชชาติทำ ตนก็จะต้องทำให้ดีกว่า และจะต้องแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรัง รวมถึงปัญหาที่ยังต้องแก้ไขอีกมากมาย อย่างเรื่องคอร์รัปชันในการบริหารกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะต้องทำทั้งในระดับ กทม. และภาพใหญ่ ที่จะต้องให้ สส. ช่วยขับเคลื่อนในสภา เราได้นำเสนอเรื่องระบบ อย่าง “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง” เพราะเราไม่ได้เชื่อในคนดีอย่างเดียว แต่เราเชื่อในระบบที่ดีเข้ามาช่วยจับด้วย แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงไม่ได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เราคิดจะทำงานเป็นทีม สำหรับเรื่องที่ต้องผลักดันนอกเหนือเขตอำนาจของ กทม. ก็สามารถทำงานสอดคล้องเป็นทีมได้ด้วย


พิจิตตเสริมว่า หากไม่มีระบบที่ดี การทุจริตก็จะเป็นเหมือนแค่การซ่อม ที่ต้องไล่จับทุกวัน แต่หากระบบได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ก็จะมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำให้พฤติกรรมการทำผิดปกติไม่เกิดขึ้นบ่อย การสร้างจึงเป็นเรื่องสำคัญ


พิจารณ์เสริมว่า ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่จะยกระดับการเมืองไทย ที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์ให้คนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนมาพรรคประชาชน พวกตนได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแลนด์สไลด์ในกรุงเทพมหานคร 2 ครั้งติด โดยครั้งแรกขาดไปเพียง 4 คะแนน แพ้ไปเขตเดียว ส่วนครั้งที่สองได้ครบ 33 เขต แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรุงเทพมหานคร การชนะการเลือกตั้งทั้งสองครั้งใน กทม. ไม่ได้หมายความว่าครั้งนี้เราจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ที่ผ่านมาคนกรุงเทพให้โอกาสกับพรรคประชาชน


พวกตนจึงขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านทางแคนดิเดต ผ่านทางทีมบริหาร และทีม ส.ก. เพื่อให้พี่น้องชาวกรุงเทพเห็นว่า กรุงเทพมหานครดีกว่านี้ได้ และสุดท้ายก็จะอยู่ที่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครว่าจะให้โอกาสกับพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งรอบนี้ หากพวกตนสามารถเข้าไปบริหารงบประมาณปีละกว่าแสนล้านบาท รวม 4 ปี กว่า แสนล้านบาท จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศเห็นว่า พรรคประชาชนจะมีศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างกรุงเทพมหานครอย่างไร สุดท้าย ไม่ว่าจะชนะหรือไม่ชนะการเลือกตั้ง หน้าที่ของพวกตนคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้พิจารณา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน