วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ประมวลภาพบรรยากาศ 31 ปี วันคล้ายวันเกิด บุ้ง เนติพร 🕊️"ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม" ? ⚖️ ล้อมวงคุย "ยกฟ้องหลังความตาย : ชำแหละรอยแผล 112 ถึงสิทธิประกันตัว" และ เมื่อร่างกายคืออาวุธสุดท้าย : สำรวจการประท้วงอดอาหารของผู้ต้องขังการเมือง ตีแผ่มาตรฐานการรักษาพยาบาลหลังกำแพง" ก่อนปิดท้ายด้วยร้องเพลงอวยพรวันเกิดเพื่อนในเรือนจำที่เกิดในเดือนสิงหาคม

 


ประมวลภาพบรรยากาศ 31 ปี วันคล้ายวันเกิด บุ้ง เนติพร 🕊️"ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม" ? ⚖️ ล้อมวงคุย "ยกฟ้องหลังความตาย : ชำแหละรอยแผล 112 ถึงสิทธิประกันตัว" และ เมื่อร่างกายคืออาวุธสุดท้าย : สำรวจการประท้วงอดอาหารของผู้ต้องขังการเมือง ตีแผ่มาตรฐานการรักษาพยาบาลหลังกำแพง" ก่อนปิดท้ายด้วยร้องเพลงอวยพรวันเกิดเพื่อนในเรือนจำที่เกิดในเดือนสิงหาคม


เมื่อวานนี้ (8 สิงหาคม 2569) เวลา 13.15 น. ณ ชั้น 4 หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่ ทองหล่อ ซอย 3 มีงาน 31 ปี วันคล้ายวันเกิด บุ้ง เนติพร ”ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม เพื่อร่วมทบทวนและทำความเข้าใจเหตุการณ์ล่าสุดที่มีคำพิพากษายกฟ้องใน "คดีโพลขบวนเสด็จ (มาตรา 112)" ซึ่งบุ้ง-เนติพรเป็นหนึ่งในจำเลย


ทว่าก่อนที่จะได้รับความยุติธรรมผ่านผลคำพิพากษานี้ บุ้งได้ถูกศาลสั่งถอนประกันและต้องเสียชีวิตลงในระหว่างการถูกคุมขัง ต่อมามีคำสั่งไต่สวนการเสียชีวิตที่ยังคงคลุมเครือ 


โดย 13.15 น. มีเวทีเสวนาในหัวข้อ ยกฟ้องหลังความตาย: ชำแหละรอยแผล 112 ถึงสิทธิประกันตัว โดยมี ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือ ใบปอ จำเลยในคดีโพลขบวนเสด็จ, กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความในคดีโพลขบวนเสด็จ และมาริสา ปิดสายะ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมเสวนา และดำเนินรายการโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์


ต่อมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้มีการอับเดตสถานการณ์เพื่อนในเรือนจำ


จากนั้น 14.30 น. วง เสวนาหัวข้อ "เมื่อร่างกายคืออาวุธสุดท้าย : สำรวจการประท้วงอดอาหารของผู้ต้องขังการเมือง ตีแผ่มาตรฐานการรักษาพยาบาลหลังกำแพง" โดย อ.ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ (อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ.), พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร (แพทย์นักเคลื่อนไหว คลินิกเวชกรรมทานตะวัน), ศ.ดร.ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น (อาจารย์ประจำคณะภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน) ร่วมเสวนา และดำเนินรายการโดย: คุณธีรภัทร ระดับแก้ว


ก่อนที่ปิดท้ายกิจกรรมด้วย การร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้เพื่อนในเรือนจำที่เกิดในเดือนสิงหาคม และดนตรีโดย: คุณมายด์ ภัสราวลี และคุณณัฐชนน ไพโรจน์


สำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองที่เกิดในเดือนสิงหาคม มี 7 คน ประกอบด้วย


"อานนท์" เรือนจำกลางคอลงเปรม ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 10 เดือน

"อุดม" เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 10 เดือน

"ก้อง" อุกฤษฏ์ เรือนจำกลางบางขวาง ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 5 เดือน

"มานี" ทัณฑสถานหญิงกลาง ถูกคุมขังมาแล้ว 1 ปี 12 เดือน

"แอมป์" ณวรรษ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถูกคุมขังมาแล้ว 1 ปี 7 เดือน 

"ไผ่" จตุภัทร เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถูกคุมขังมาแล้ว 10 เดือน

"บอส" ฉัตรมงคล เรือนจำกลางเชียงราย ถูกคุมขังมาแล้ว 10 เดือน


หลายคนเป็นผู้ที่ถูกขังระหว่างพิจารณาคดี แม้ยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ผู้จัดงานแบะผู้ร่วมงานจึงร่วมกันอวยพรด้วยหวังว่าในเดือนเกิด ทุก ๆ คนจะยังสุขภาพแข็งแรงและมีกำลังใจที่เข้มแข็งเพื่อรอวันได้ออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัว


ติดตามรับชมรับฟังการถ่ายทอดทั้งหมดได้ที่ https://www.youtube.com/live/u_7ReUNqDN8?si=7kSkBIuFvc8k_JHO


BLACK FREEMAN

PHOTOGRAPHER


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #บุ้งเนติพร #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #ปล่อยนักโทษการเมือง #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน
































ThumbRights Tour พาเดินทางไปตามหมุดหมายสำคัญของการเคลื่อนไหว ย้อน 6 เส้นทาง รำลึกข้อเรียกร้องจากการชุมนุมสู่คดีและผู้ต้องขังการเมือง

 


ThumbRights Tour พาเดินทางไปตามหมุดหมายสำคัญของการเคลื่อนไหว ย้อน 6 เส้นทาง รำลึกข้อเรียกร้องจากการชุมนุมสู่คดีและผู้ต้องขังการเมือง


วันที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-14.00 น. เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ ThumbRights จัดกิจกรรม “ThumbRights Tour” ชวนผู้เข้าร่วมเดินทางไปยังหมุดหมายสำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา เพื่อย้อนทำความเข้าใจว่าแต่ละสถานที่เคยเกิดเหตุการณ์สำคัญอะไรขึ้น ใครเคยยืนอยู่ตรงนั้น และเหตุการณ์เหล่านั้นเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพในปัจจุบันอย่างไร


กิจกรรมเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา เรือนจำกลางคลองเปรม และศาลอาญา โดยแต่ละจุดมีการเล่าถึงเหตุการณ์การชุมนุมและความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ รวมถึงผลสืบเนื่องหลังเหตุการณ์ ทั้งการดำเนินคดีทางการเมือง การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 110 ตลอดจนสถานการณ์ของผู้ต้องขังทางการเมืองในปัจจุบัน


ระหว่างการเดินทาง ณัฐชนน ไพโรจน์ และ บอย-ธัชพงศ์ แกดำ ร่วมพูดคุยถึงเหตุการณ์สำคัญตามจุดต่าง ๆ ผ่านภาพ บันทึกเหตุการณ์ และเรื่องเล่าจากผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์จริง พร้อมชวนย้อนดูว่า หลังจากการชุมนุมในแต่ละครั้ง ผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวต้องเผชิญกับสถานการณ์ใดบ้าง และเรื่องราวเหล่านั้นที่พัฒนามาสู่สถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพในปัจจุบัน


จุดแรกของกิจกรรมคืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเชื่อมโยงกับการชุมนุม #เยาวชนปลดแอก เมื่อปี 2563 โดยมีการย้อนเล่าถึงเหตุการณ์และบรรยากาศของการชุมนุมในวันดังกล่าว ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร


เมื่อผ่านบริเวณสนามหลวง มีการเปิดวิดีโอการปราศรัยของ อานนท์ นำภา จากการชุมนุมในวันดังกล่าว พร้อมพูดถึงผลสืบเนื่องทางคดีจากการชุมนุม โดยมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมจำนวน 22 คนถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 และมาตรา 116 และปัจจุบันคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล


กิจกรรมเดินทางต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยพูดถึงการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา และคดีตามมาตรา 110 ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว 


จากนั้น เดินทางต่อไปยังรัฐสภา ซึ่งเชื่อมโยงกับการชุมนุม #ม็อบ17พฤศจิกา และเหตุการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นบริเวณรัฐสภา รวมถึงบทบาทสำคัญของรัฐสภาในฐานะกลไกสำคัญที่มีหน้าที่พิจารณากฎหมาย พร้อมชวนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 41 และ #NOระบอบสีน้ำเงิน การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเดินหน้าด้วยมือประชาชน


จากนั้น ผู้เข้าร่วมเดินทางต่อไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อพูดถึงสถานการณ์ของผู้ต้องขังทางการเมือง และผลจากการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นหลังการเคลื่อนไหวทางการเมือง


กิจกรรมปิดท้ายที่ศาลอาญา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่เชื่อมโยงกับกระบวนการดำเนินคดีทางการเมือง โดยชวนย้อนดูเส้นทางของผู้ถูกดำเนินคดีตั้งแต่การชุมนุม การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงสถานการณ์ของคดีและผู้ต้องขังทางการเมืองในปัจจุบัน


กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นสำหรับสมาชิก ThumbRights โดยมีการแจกเอกสาร “BEYOND THE WAIIIS" ซึ่งบอกเล่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน คดีทางการเมือง และผู้ต้องขังทางการเมือง ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม


รับชมประมวลภาพทั้งหมดได้ที่ 

https://www.facebook.com/share/p/1DH2E1VzpN/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยกเลิกมรดกรัฐประหาร6ตุลา #Noระบอบสีน้ำเงิน

















ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานเพิ่ม ‘คดีโกง สว.’ ภาค 4 พยานแฉจ่ายเงิน-ลงโพย เปิดเส้นเงินโยง 6 จังหวัด บ่งชี้รูปแบบจัดตั้ง 20 กลุ่มอาชีพ-มีร่องรอยเครือข่ายทั่วประเทศ รูปแบบจัดตั้งเป็นขบวนการชัดเจน หลักฐานถึงขั้น กกต. ควรส่งศาลได้

 


ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานเพิ่ม ‘คดีโกง สว.’ ภาค 4 พยานแฉจ่ายเงิน-ลงโพย เปิดเส้นเงินโยง 6 จังหวัด บ่งชี้รูปแบบจัดตั้ง 20 กลุ่มอาชีพ-มีร่องรอยเครือข่ายทั่วประเทศ รูปแบบจัดตั้งเป็นขบวนการชัดเจน หลักฐานถึงขั้น กกต. ควรส่งศาลได้


วันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดงานแถลงข่าวเจาะลึกหลักฐาน ‘คดีโกง สว.’ ภาค 4 โดยการแถลงในวันนี้เป็นการเปิดโปงถึงใบสั่ง เส้นเงิน และสายสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา


พนิดา มงคงสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน นำเสนอข้อมูลจากการวิเคราะห์บัตรลงคะแนนและผลคะแนนการเลือก สว. ระดับประเทศ โดยตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการลงคะแนนที่ซ้ำกันในหลายกลุ่มอาชีพ และความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนในรอบเลือกกันเองช่วงเช้ากับการเลือกแบบไขว้ในช่วงบ่าย โดยระบุว่าจากการรวบรวมภาพบัตรลงคะแนนในรอบเช้ามาถอดข้อมูลเป็นรายใบ พบว่าในหลายกลุ่มอาชีพมีบัตรจำนวนมากที่ลงคะแนนให้ผู้สมัครหมายเลขเดียวกันถึง 10 คน และเรียงลำดับหมายเลขตรงกันทั้งหมด 


ขณะที่เมื่อรวมบัตรที่เลือกผู้สมัครชุดเดียวกันแต่สลับลำดับหมายเลข จะพบจำนวนบัตรที่มีลักษณะสัมพันธ์กันประมาณ 18-23 ใบในหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง พบการเรียงหมายเลขตรงกันทั้งหมด 18 ใบ และเมื่อรวมบัตรที่เลือกหมายเลขชุดเดียวกันแต่สลับลำดับ มีทั้งหมด 20 ใบ โดยผู้สมัคร 7 ลำดับแรกในชุดดังกล่าวได้รับเลือกเป็น สว.ตัวจริง รวมถึง มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งได้ 34 คะแนนในรอบเช้า และ 67 คะแนนในรอบบ่าย ขณะที่ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ได้ 40 คะแนนในรอบเช้า และ 74 คะแนนในรอบบ่าย


พนิดากล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ผู้สมัคร 3 ลำดับท้ายในชุดเดียวกันกลับมีรูปแบบคะแนนแตกต่างออกไป คือมีคะแนนค่อนข้างสูงในรอบเช้า แต่ลดลงเหลือเพียงหลักหน่วยในรอบบ่าย โดยยกตัวอย่างผู้สมัครที่ได้ 36 คะแนนในรอบเช้า แต่เหลือ 4 คะแนนในรอบบ่าย และอีก 2 รายที่ได้ 29 คะแนนในรอบเช้า แต่เหลือรายละ 2 คะแนนในรอบบ่าย ซึ่งรูปแบบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มเดียว แต่พบซ้ำในหลายกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มชาวสวน พบบัตรที่ลงหมายเลขตรงกันและเรียงลำดับเหมือนกันทุกประการ 16 ใบ และเมื่อรวมบัตรที่สลับลำดับแล้วมี 18 ใบ โดยผู้สมัคร 7 คนแรกในชุดดังกล่าวได้เป็น สว.ตัวจริง ขณะที่ผู้สมัคร 3 คนท้ายได้คะแนนรอบเช้า 32, 33 และ 32 คะแนน แต่รอบบ่ายเหลือเพียง 1, 0 และ 1 คะแนนตามลำดับ


พนิดาอธิบายว่า เมื่อนำผลคะแนนของผู้สมัครใน 20 กลุ่มอาชีพมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะเห็นลักษณะการเรียงคะแนนที่คล้ายกัน คือคะแนนของผู้สมัครประมาณ 6 อันดับแรกอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกัน อันดับ 7 มีความแตกต่างกันบ้าง ก่อนที่คะแนนตั้งแต่อันดับ 8 เป็นต้นไปจะลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งรูปแบบดังกล่าวอาจสอดคล้องกับการวางเป้าหมายให้มีผู้ได้รับเลือกประมาณกลุ่มละ 6-7 คน


หากทดลองคำนวณย้อนกลับจากกติกาการเลือกรอบบ่ายซึ่งเป็นการเลือกแบบไขว้ โดยผู้สมัครแต่ละกลุ่มมี 40 คน และผู้สมัครจากอีก 4 กลุ่มในสายเดียวกัน รวม 160 คน สามารถลงคะแนนให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มได้คนละ 5 คะแนน ทำให้แต่ละกลุ่มมีคะแนนรวมสูงสุด 800 คะแนน หากตั้งเป้าให้ผู้สมัคร 6 คนได้รับคนละประมาณ 60 คะแนน จะต้องใช้คะแนนรวม 360 คะแนน หรือคิดเป็นประมาณ 45% ของคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือก 160 คน เทียบเท่ากับผู้ลงคะแนนประมาณ 72 คนในหนึ่งสาย หรือเฉลี่ยกลุ่มละ 18 คน ขณะที่หากต้องการผลักดันผู้สมัคร 7 คน จะต้องมีผู้ลงคะแนนที่สามารถกำหนดทิศทางได้ประมาณ 21 คนต่อกลุ่ม


ตัวเลข 18-21 คนดังกล่าวสอดคล้องกับจำนวนบัตรที่พบการเลือกผู้สมัครชุดเดียวกันในหลายกลุ่มอาชีพ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 18-23 ใบ และหากคำนวณย้อนกลับไปยังการเลือกรอบเช้า ซึ่งแต่ละกลุ่มอาชีพมีผู้สมัครระดับประเทศ 154 คน และแต่ละคนมี 10 คะแนน รวมคะแนนสูงสุด 1,540 คะแนน หากต้องการส่งผู้สมัครประมาณ 18 คนเข้าสู่รอบบ่ายและตั้งเป้าให้แต่ละคนได้ประมาณ 30 คะแนน จะต้องใช้คะแนนรวม 540 คะแนน หรือประมาณ 35.6% ของคะแนนทั้งหมด เทียบเท่ากับการมีผู้สมัครในเครือข่ายประมาณ 55 คนต่อกลุ่ม


หากต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกันครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ จะต้องมีผู้สมัครรวมประมาณ 1,100 คน หากรูปแบบที่พบเกิดจากการจัดตั้งจริงก็จะไม่ใช่เพียงการนัดหมายของผู้สมัครกลุ่มเล็กๆ แต่มีลักษณะเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ในระดับประเทศ


พนิดายังนำเสนอการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของบัตรลงคะแนน โดยระบุว่ามีสิ่งที่เรียกว่า ‘โพยหลัก’ และ ‘โพยรอง’ โพยหลักคือชุดหมายเลขที่มีผู้สมัครประมาณ 6-7 คนได้รับเลือกเป็น สว. ขณะที่โพยรองเป็นผู้สมัครอีกชุดหนึ่งซึ่งมีคะแนนสูงในรอบเช้า แต่คะแนนลดลงอย่างมากในรอบบ่าย เช่น ในกลุ่มที่ 1 เมื่อรวมผู้สมัครในโพยหลัก 10 คน และโพยรอง 10 คน ผู้สมัครที่ได้ 0 คะแนนอีก 20 คน และผู้สมัครที่ได้ 1 คะแนนอีก 10 คน จะมีผู้สมัครรวม 50 คน ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับผลการคำนวณ ว่าหากต้องการส่งผู้สมัครที่สามารถกำหนดทิศทางการลงคะแนนเข้าสู่รอบบ่ายประมาณ 18 คน จะต้องมีผู้สมัครในเครือข่ายราว 55 คนต่อกลุ่ม


อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเพียงพบการลงคะแนนเหมือนกันแล้วจะสามารถสรุปได้ทันทีว่ามีการทุจริต แต่จะต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ทั้งรูปแบบบัตรลงคะแนน ผลคะแนนรอบเช้าและรอบบ่าย ตลอดจนความสัมพันธ์ของตัวเลขที่เกิดซ้ำในหลายกลุ่มอาชีพ ดังนั้น สิ่งที่ต้องตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือข้อมูลและพฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้พึงเชื่อได้แล้วหรือไม่ ว่ามีผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ไม่จำเป็นต้องรอจนพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงที่สุดก่อนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่


พนิดายังกล่าวถึงผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งมีรายชื่อ สว. 138 คนเสนอให้ กกต. พิจารณา โดยระบุว่าตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับรูปแบบที่พบจากการวิเคราะห์ คือประมาณ 7 คนต่อ 20 กลุ่มอาชีพ จึงขอชื่นชมการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ผิดกับมติของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ระบุว่าบุคคลทั้งหมดไม่มีความผิด ทั้งนี้ หลักฐานที่นำเสนอไม่ได้มีเพียงโพยที่ถูกพบตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ยังต้องพิจารณาความสอดคล้องกับรูปแบบการลงคะแนนจริงทั้งในรอบเช้าและรอบบ่าย สาธารณชนและ กกต. ควรตั้งคำถามต่อข้อมูลที่ปรากฏว่ามีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อได้หรือไม่ ว่าการเลือก สว.ที่ผ่านมาอาจไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม


จากนั้นมีการนำเสนอข้อมูลจากพยานบุคคล 3 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้สมัคร สว. และมีประสบการณ์โดยตรงกับกระบวนการเลือกในพื้นที่ต่าง ๆ โดยคำให้การครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร การจัดหาบุคคลเข้าสมัคร การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงคะแนนตามโพยในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนข้อกล่าวหาในกระบวนการเลือก สว. ตั้งแต่การปล่อยให้บุคคลที่อาจขาดคุณสมบัติเข้าสู่กระบวนการ การจัดหาผู้สมัครเป็นเครือข่ายและมีค่าตอบแทน ไปจนถึงการกำหนดชุดผู้สมัครเป้าหมาย การลงคะแนนตามโพย และการจ่ายเงิน


ต่อมา ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงที่มาของระบบเลือกสมาชิกวุฒิสภาแบบเลือกกันเอง โดยระบุว่าปัญหาการจัดตั้ง การฮั้ว หรือการลงคะแนนเป็นกลุ่มที่กำลังถูกกล่าวถึงในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ตั้งแต่ตอนออกแบบระบบ และเคยมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงดังกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ปี 2560 ว่าระบบดังกล่าวยังสามารถถูกจัดตั้งและควบคุมผลการเลือกได้


ตัวอย่างข้ออภิปรายของ สนช. ในเวลานั้นระบุว่า เมื่อผู้สมัครผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ จำนวนผู้ที่จำเป็นต้องประสานหรือควบคุมเพื่อลงคะแนนให้กับบุคคลเป้าหมายจะลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการแบ่งผู้สมัครออกเป็นสายสำหรับการเลือกไขว้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะใช้การจัดตั้งผู้สมัครเป็นกลุ่มเพื่อควบคุมผลการเลือกได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตในที่ประชุม สนช. ว่าหากเครือข่ายสามารถควบคุมพื้นที่ได้จำนวนหนึ่ง ก็อาจส่งผู้สมัครเข้าไปในทุกกลุ่มอาชีพ และใช้ผู้สมัครเหล่านั้นเป็นฐานคะแนนให้แก่บุคคลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยผู้สมัครบางส่วนไม่ได้มีเป้าหมายที่จะได้รับเลือกด้วยตนเอง แต่มีหน้าที่เข้าไปลงคะแนนให้ผู้สมัครเป้าหมาย


ปุรวิชญ์กล่าวต่อไปว่า ลักษณะดังกล่าวใกล้เคียงกับสิ่งที่ในการอภิปรายปัจจุบันเรียกว่า ‘ผู้สมัครพลีชีพ’ ขณะที่ในบันทึกการประชุม สนช. เมื่อปี 2560 มีการใช้คำว่า ‘กามิกาเซ่’ เพื่ออธิบายผู้สมัครซึ่งถูกจัดตั้งเข้ามาโดยไม่สนใจคะแนนของตนเอง แต่มีหน้าที่ลงคะแนนตามหมายเลขที่กำหนดไว้ให้ รวมถึงมีการกล่าวถึงบุคคลที่ทำหน้าที่ประสานควบคุมการลงคะแนนของกลุ่ม 


ด้วยเหตุนี้ คะแนน โพย และคำให้การของพยานในปัจจุบัน จึงไม่ใช่ความเสี่ยงที่เพิ่งถูกค้นพบภายหลังการเลือก แต่เป็นช่องโหว่ที่เคยมีผู้เตือนไว้ตั้งแต่ก่อนกฎหมายถูกนำมาใช้จริงแล้ว ระบบนี้ออกแบบมาแต่แรกให้เกิดการฮั้วการโกงได้ง่ายอยู่แล้ว เมื่อนำคำอภิปรายของ สนช. เมื่อเกือบ 9 ปีก่อนมาเปรียบเทียบกับหลักฐานและคำให้การปัจจุบัน จะเห็นรูปแบบที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไปไกลกว่าที่ผู้ตั้งข้อสังเกตในเวลานั้นเคยคาดการณ์ไว้


ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ตั้งข้อสังเกตถึงกรณี จ.อำนาจเจริญ ซึ่งมี สว. ได้รับเลือกถึง 5 คน พร้อมลงรายละเอียดไปยังประวัติการสมัครและเส้นทางการได้รับเลือกของผู้สมัครบางราย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ 10 ผู้ประกอบกิจการอื่น เริ่มจากกรณี สมภาร พละศักดิ์ และ แดง กองมา สว. จากอำนาจเจริญ ซึ่งข้อมูลในใบสมัครระบุประวัติการทำงานเกี่ยวข้องกับการค้าขายก๋วยเตี๋ยวและขายหมู 


ข้อน่าสังเกตคือผู้ประกอบกิจการในลักษณะดังกล่าวเหตุใดจึงสมัครในกลุ่มที่ 10 แทนที่จะเป็นกลุ่มที่ 9 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม เมื่อพยายามตรวจสอบประวัติการประกอบอาชีพของสมภารจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ กลับพบข้อมูลร้านค้าที่แตกต่างกันหลายแห่ง ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา และร้านก๋วยเตี๋ยวนายพราน ขณะที่ข้อมูลบางส่วนที่ค้นพบทำให้เกิดข้อสงสัยเพิ่มเติม ทั้งเรื่องความเป็นเจ้าของกิจการและระยะเวลาการประกอบอาชีพ สมภารมีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มที่สมัครจริงหรือไม่ ทั้งในแง่ประเภทและขนาดของกิจการ ตลอดจนระยะเวลาการประกอบอาชีพตามที่กฎหมายกำหนด


ยิ่งชีพกล่าวต่อไปว่า หากไล่ตรวจสอบผู้สมัครกลุ่มที่ 10 ซึ่งอยู่ในกระบวนการเลือกเดียวกับสมภารและแดง ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ จะพบว่า ผู้สมัครจำนวนหนึ่งระบุอาชีพหรือประวัติการทำงาน เช่น ค้าขาย ทำนา ขายของชำ ขายน้ำปั่น ขายเครื่องสำอาง รับจ้างทั่วไป ทำขนมจีน กล้วยตาก และช่างทาสี ซึ่งหลายกรณีดูไม่สอดคล้องกับลักษณะของผู้ประกอบกิจการในกลุ่มที่ 10


นอกจากนี้ ผู้สมัครบางส่วนมีประวัติเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ มีความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในกระบวนการเลือก อีกทั้งยังมีกรณีที่ สุขสมรวย วันทนียกุล สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์แสดงความยินดีกับสมภารและแดงภายในเวลาประมาณ 24 ชั่วโมงหลังการเลือก สว. เสร็จสิ้น แม้การแสดงความยินดีดังกล่าวไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่เป็นหนึ่งในข้อมูลแวดล้อมที่น่าตั้งข้อสังเกตอย่างยิ่ง


ยิ่งชีพกล่าวถึงความผิดปกติต่อว่า นอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการแล้ว ยังมีตัวอย่างที่พบในกลุ่มที่ 16 ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดง บันเทิง นักกีฬา และอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน โดยพบผู้สมัครจาก อ.ชานุมาน หลายราย ซึ่งมีภูมิลำเนาและประวัติใกล้เคียงกัน ประกอบอาชีพทำนา แต่ใช้ประวัติการร่วมพายเรือประเพณีประจำหมู่บ้านในการสมัครกลุ่มดังกล่าว ขณะที่ใน อ.เมืองอำนาจเจริญ พบผู้สมัครกลุ่มเดียวกันหลายรายเป็นข้าราชการครูเกษียณ ซึ่งระบุประสบการณ์เกี่ยวกับพลศึกษาและศิลปะ และท้ายที่สุด สุวิทย์ จำปานนท์ ซึ่งมีประวัติเป็นครูเช่นกัน สามารถผ่านเข้าสู่ระดับประเทศและได้รับเลือกเป็น สว. โดยได้ 30 คะแนนในรอบแรก และเพิ่มเป็น 65 คะแนนในรอบเลือกไขว้


เมื่อพิจารณาผู้สมัครตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงประเทศ จะพบผู้สมัครจำนวนหนึ่งที่มีประวัติอาชีพซึ่งชวนให้ตั้งคำถามว่าเข้าข่ายกลุ่มที่สมัครจริงหรือไม่ รวมถึงการเข้าสมัครเป็นกลุ่มของบุคคลที่มีภูมิหลังหรือพื้นที่ใกล้เคียงกัน ควรถูกตรวจสอบควบคู่กับรูปแบบคะแนนและข้อมูลเรื่องการจัดตั้งผู้สมัครที่ถูกนำเสนอก่อนหน้านี้


สิ่งที่ยิ่งชีพต้องการตั้งคำถาม ไม่ใช่เพียงว่า สว. แต่ละคนได้รับคะแนนจากใคร แต่ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบด้วยว่าบุคคลที่เข้ามาเป็นผู้สมัครและมีสิทธิลงคะแนนให้กันตั้งแต่ต้นนั้น มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตรงกับกลุ่มที่สมัครจริงหรือไม่ และเหตุใดผู้สมัครที่มีประวัติในลักษณะดังกล่าวจึงสามารถผ่านกระบวนการเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับประเทศและมีส่วนกำหนดผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ได้


ในส่วนของ บุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่ iLaw นำเสนอข้อมูลจากการตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงานของ สว. หลังการเลือกเสร็จสิ้น โดยระบุว่า สว. แต่ละคนสามารถแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานได้ 8 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน จากข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รายชื่อผู้ปฏิบัติงานของ สว.อำนาจเจริญ 3 คน ได้แก่ สมภาร พละศักดิ์, แดง กองมา และ สมทบ ธีรพันธ์ มีข้อน่าสังเกตว่าบุคคลจำนวนหนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ความสัมพันธ์ทางการเมือง หรือมีประวัติเชื่อมโยงกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน


ในกรณีของสมภาร พบว่าผู้ที่เคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งมีนามสกุลเดียวกับ สุวิทย์ จำปานนท์ สว.อำนาจเจริญอีกคน และมีประวัติเคยลงสมัครการเมืองท้องถิ่นในนามกลุ่มภูมิใจไทอำนาจ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกรายมีบุตรสาวสมรสกับหลานชายของ สุขสมรวย วันทนียกุล สส.พรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ข้อมูลจากบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้ช่วย สว.สมภารหลายราย พบการโพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสุขสมรวย รวมถึงนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยและนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและหลังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. โดยในบางกรณีกลับแทบไม่พบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สว. ที่แต่งตั้งบุคคลเหล่านั้น


บุณยนุชกล่าวต่อไปถึงผู้ปฏิบัติงานของ แดง กองมา โดยระบุว่าพบความเชื่อมโยงหลายลักษณะ เช่น ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งเป็นสามีของ สว.อำนาจเจริญอีกคน และจากข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่าบุคคลเดียวกันยังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงานของ สว. อีกจังหวัดหนึ่งด้วย ซึ่งอาจขัดกับหลักเกณฑ์ของวุฒิสภาที่ห้ามบุคคลเดียวกันได้รับการแต่งตั้งจาก สว. มากกว่าหนึ่งคน ขณะที่ผู้ช่วยรายอื่น ๆ พบทั้งผู้ที่เคยเป็นคณะทำงานของกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในอำนาจเจริญ ผู้ที่มีภาพหรือโพสต์แสดงความสัมพันธ์กับสุขสมรวย และผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของ สว. รายอื่นในจังหวัดเดียวกัน


สำหรับผู้ปฏิบัติงานของ สมทบ ธีรพันธ์ พบสายสัมพันธ์ที่ย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับบุคคลในกลุ่มเดียวกันอีก เช่น ผู้ช่วยที่มีนามสกุลเดียวกับบุคคลที่ทำงานให้ สว.รายอื่น รวมถึงผู้ช่วยที่เป็นลูกชายของ แดง กองมา และอีกรายซึ่งจากข้อมูลที่สืบค้นเชื่อว่าน่าจะเป็นบุตรของ สมภาร พละศักดิ์ เมื่อพิจารณารายชื่อผู้ปฏิบัติงานของ สว. ทั้งสามคนร่วมกัน จะเห็นความสัมพันธ์ที่ไขว้กันไปมาระหว่างครอบครัวของ สว. ผู้ช่วย สว. นักการเมืองระดับชาติ และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นอีกชั้นของข้อมูลที่ควรนำไปพิจารณาประกอบกับข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว.


ช่วงท้าย ยิ่งชีพกล่าวเสริมว่า ประเด็นดังกล่าวควรถูกตรวจสอบต่อไปในระดับประเทศ เพราะ สว. ทั้ง 200 คนสามารถแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานได้คนละ 8 คน ขณะที่การเลือก สว. ครั้งนี้มีผู้สมัครกว่า 40,000 คน อาจมีกรณีที่ผู้สมัครซึ่งเคยมีส่วนลงคะแนนให้ สว. คนหนึ่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยของ สว. อีกคนในเครือข่ายในลักษณะฝากเลี้ยงหรือไม่


iLaw จะเปิดเผยเอกสาร สว.3 ของผู้สมัครทั้งหมดกว่า 40,000 คน พร้อมรายชื่อผู้ช่วย สว. เพื่อให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบความสัมพันธ์ของบุคคลต่าง ๆ การตรวจสอบกรณีอำนาจเจริญที่ผ่านมาได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมากจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งช่วยชี้ความสัมพันธ์ทางเครือญาติและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลที่อาจไม่ปรากฏจากเอกสารทางการเพียงอย่างเดียว จึงอยากชวนประชาชนในจังหวัดอื่น ๆ ให้ร่วมตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ของตนเอง เพื่อดูว่ารูปแบบความสัมพันธ์ที่พบในกรณีอำนาจเจริญปรากฏขึ้นในจังหวัดอื่นด้วยหรือไม่


สุดท้าย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน โดยระบุว่าหากพิจารณาหลักฐานแต่ละชิ้นแยกออกจากกันอาจยังไม่สามารถสรุปถึงการกระทำผิดได้ แต่เมื่อประกอบข้อมูลหลายประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งรูปแบบคะแนน โพย คำให้การของพยาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และเส้นทางการเงิน จะทำให้เห็นภาพของขบวนการตามข้อกล่าวหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


เส้นทางการเงินถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมาก เพราะสามารถใช้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการจ้างบุคคลเข้าสมัครหรือการจ่ายเงินเพื่อให้ลงคะแนนได้โดยตรง แม้การจ่ายเงินส่วนใหญ่อาจใช้เงินสดและไม่ทิ้งร่องรอย แต่การที่กระบวนการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ย่อมมีโอกาสที่จะพบธุรกรรมผ่านบัญชีธนาคารซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า หากทบทวนเส้นทางการเงินที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี จะพบผู้ช่วย สส.พรรคภูมิใจไทยโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนในอำเภอเดียวกันในช่วงใกล้กับวันเลือกระดับจังหวัด ที่ จ.หนองบัวลำภู พบเส้นทางเงินผ่านบุคคลที่ทำงานร่วมกับทีมของ สว.สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ก่อนมีการโอนต่อไปยังผู้สมัคร สว. อีก 7 คน รวมกว่า 100,000 บาท และที่ จ.อำนาจเจริญ พบการโอนเงินระหว่าง แดง กองมา กับผู้สมัคร สว. 3 คนในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับกระบวนการเลือก ซึ่งธุรกรรมเหล่านี้ยังคงต้องได้รับคำชี้แจงว่าเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.หรือไม่


พริษฐ์เปิดเผยถึงข้อมูลเส้นทางการเงินเพิ่มเติมอีก 4 กรณี เริ่มจาก จ.นครพนม พบข้อมูลการชำระเงินเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 หรือประมาณ 5 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ จาก สิทธิกร ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สมัครและปัจจุบันเป็น สว. เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้ตนเองและผู้สมัคร สว. อีก 7 คนเดินทางเข้ากรุงเทพ รวมเป็นเงินประมาณ 31,000 บาท การที่ผู้สมัครคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัครรายอื่น สามารถเชื่อมโยงได้กับคำให้การของพยาน ที่ระบุว่าผู้สมัครจากนครพนมมีการเดินทางมารวมตัวกันก่อนการเลือกระดับประเทศเพื่อจัดทำโพย จึงขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทั้งข้อมูลการจองตั๋ว การเดินทาง และการรวมตัวของผู้สมัครในช่วงเวลาดังกล่าว


พริษฐ์กล่าวต่อไปถึงกรณีที่ จ.ลำพูน โดยระบุว่าพบ อาทร โยธา ซึ่งไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ในลำพูนรวม 7 คน ทั้งในช่วงก่อนการเลือกระดับจังหวัดและก่อนการเลือกระดับประเทศ รวมเป็นเงิน 21,000 บาท นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าอาทรและผู้สมัคร สว. จากลำพูนเคยเดินทางไปรวมตัวกับผู้สมัครอีก 2 คน ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็น สว. ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน หรือหนึ่งวันก่อนการเลือกระดับประเทศ 


และเมื่อเปรียบเทียบกับโพยหลายชุดที่ถูกนำเสนอ จะพบว่าหมายเลขของ สว.ทั้งสองคนปรากฏซ้ำในโพยแทบทุกชุด แม้หมายเลขผู้สมัครรายอื่นรอบข้างจะมีความแตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดทั้งสองคนได้รับเลือกเป็น สว. ในกลุ่มเดียวกัน โดยได้อันดับ 1 และอันดับ 5 ซึ่งขอเรียกร้องให้ สว. ทั้งสองรายชี้แจงว่าการรวมตัวดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ มีความสัมพันธ์กับอาทรอย่างไร และรับรู้เกี่ยวกับการโอนเงินให้ผู้สมัครรายอื่นหรือไม่ 


พริษฐ์กล่าวต่อไปถึงกรณีที่ จ.สงขลา โดยระบุว่าพบธุรกรรมจาก สว. 2 คนไปยังผู้สมัครรายอื่นในช่วงใกล้กับการเลือก โดยรายแรกพบการโอนเงิน 200,000 บาทให้ผู้สมัครในช่วงเปิดรับสมัคร และอีก 85,000 บาทในช่วงการเลือกระดับจังหวัด ส่วน สว. อีกราย พบการโอนเงิน 60,000 บาทให้ผู้สมัคร สว. อีกคนหลังการเลือกระดับจังหวัดและก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งควรต้องมีการตรวจสอบเอกสารประกอบและวัตถุประสงค์ของการโอนให้ชัดเจน แม้จำนวนผู้รับเงินในกรณีสงขลาจะไม่มากแต่ยอดเงินค่อนข้างสูง จึงควรตรวจสอบต่อว่าเงินดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังบุคคลอื่นหรือไม่


สุดท้ายคือกรณีของ จ.อำนาจเจริญ พบข้อมูลการโอนเงิน 13 ครั้ง ระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2567 รวม 860,000 บาท จาก ญาณี สีฟ้า ไปยัง สุรชัย ขันติยานนท์ จากการตรวจสอบพบว่าญาณีปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) อำนาจเจริญ และมีข้อมูลแสดงความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองและนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ ขณะที่สุรชัย จากเอกสารของ กกต.ในปี 2567 พบชื่อเป็นพนักงานสืบสวนและไต่สวน ฝ่ายสืบสวนและวินิจฉัยของ กกต.


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าจึงต้องตั้งคำถามต่อ กกต. ว่าได้สอบสวนบุคคลทั้งสองและธุรกรรมรวม 860,000 บาทแล้วหรือไม่ เงินดังกล่าวถูกโอนด้วยวัตถุประสงค์ใด และเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหรือไม่ นอกจากนี้หาก กกต. ตรวจสอบแล้วเห็นว่าธุรกรรมดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ก็ควรอธิบายด้วยว่าเหตุใดจึงพบการโอนเงินระหว่างบุคคลทั้งสองเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2567 แต่ไม่พบธุรกรรมในลักษณะเดียวกันในช่วงครึ่งหลังของปี


สุดท้ายนี้ จากหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่พบกระจายอยู่ในอย่างน้อย 6 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน นครพนม หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ สุราษฎร์ธานี และสงขลา ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับหลักฐานประเภทอื่นที่ถูกนำเสนอในการแถลงข่าว ทั้งรูปแบบการลงคะแนน โพย คำให้การของพยาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล พริษฐ์จึงเห็นว่ามีน้ำหนักเพียงพอแล้วให้ กกต. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฝ่ายค้าน #กกต #ฮั้วสว #โกงสว