วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : งานรำลึกสดุดี “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” วีรชนประชาธิปไตย นักต่อสู้สามัญชนอิสระ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยดี


งานรำลึกสดุดี “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” วีรชนประชาธิปไตย นักต่อสู้สามัญชนอิสระ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยดี


ดิฉันขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่มาร่วมงานมาสนับสนุนกิจกรรม และรับชมทางไลฟ์สดช่องต่าง ๆ กรุณาแชร์รูปภาพเรื่องราวในงานออกสู่สาธารณชน การปรากฏตัวร่วมงานของผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา สส. สว. และองค์กรเยาวชน รวมทั้งอดีตแกนนำต่อต้านรัฐประหารรุ่น 2535, 2549 จนปัจจุบัน มีส่วนทำให้มีผู้เผยแพร่งานนี้มากขึ้น และได้รับความสนใจจากสื่ออื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์


งานสิ้นสุดลงแล้ว แต่เจตนารมณ์และการสืบสานอุดมการณ์ประชาธิปไตย ต้องร่วมขบวนการต่อสู้ต่อไปไม่สิ้นสุด เพื่อให้ได้ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจการเมืองการปกครองเป็นของราษฎรทั้งหลายอย่างแท้จริง ท่ามกลางการครอบงำสังคมด้วยระบอบสีน้ำเงิน และการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้เห็นต่างทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ประชาชน 21 ล้านเสียง ได้แสดงตนแล้วว่า ไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ 2560


นี่คือเสียงของประชาชนที่ก้าวหน้า เป็นส่วนใหญ่ของผู้มาใช้เสียงลงประชามติทั้งหมด นี่คือต้นทุนใหม่ที่เติบใหญ่กว่าเดิม จากไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ 10 ล้านเสียง มาเป็น 21 ล้านเสียง


ประชาชนจึงต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ชัยชนะที่แท้จริง คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เท่านั้นเอง


ธิดา ถาวรเศรษฐ

2 พ.ย. 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์

สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : หลายคนอาจหมดหวัง แต่ยังมีหลายกลไกให้เดินได้ ขอให้ช่วยกันยืนยันผลักดันขับเคลื่อนต่อไป

 


สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : หลายคนอาจหมดหวัง แต่ยังมีหลายกลไกให้เดินได้ ขอให้ช่วยกันยืนยันผลักดันขับเคลื่อนต่อไป

 

ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ขอกล่าวสวัสดีนะครับ ขอขอบคุณทางอาจารย์ทุกท่าน คณะผู้จัด รวมถึงครอบครัวคุณลุงนวมทอง วันนี้ผมใส่สีน้ำเงินมาด้วย ผมไม่ไช่ สว.สีน้ำเงินนะครับ ต้องขออนุญาตกล่าวสั้น ๆ แล้วกันครับว่า กรณีของคุณลุงนวมทอง เป็นกรณีที่สะเทือนใจสำหรับผมอย่างยิ่ง ตอนนั้นแน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ว่าน้ำหนักความเข้มข้นของผมอาจจะรู้สึกว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่ว่าคนหนึ่งที่ทำให้มันรู้สึกว่ามันไม่ผ่านไปแน่ ๆ คือคุณลุงนวมทองนะครับ


คุณลุงนวมทอง เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ถ้าถามว่าคุณธรรมอะไรสำคัญที่สุดสำหรับสิ่งที่ควรยึดถือ เขาก็บอกว่าคือความกล้าหาญ เพราะว่าถ้าเราขาดซึ่งความกล้าหาญแล้ว เราจะไม่สามารถที่จะรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมข้ออื่น ๆ ได้เลย และคุณลุงนวมทองก็ได้พิสูจน์เช่นนั้น


อีกสิ่งหนึ่งที่ลุงนวมทองพิสูจน์อีกคุณธรรมหนึ่งของแกก็คือเรื่องของความเมตตากรุณา ผมจำได้ว่าคำสัมภาษณ์ของคุณลุงนวมทอง จริง ๆ แล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่แกมาแขวนคอด้วยซ้ำไป จริง ๆ แล้วอาจจะจบอยู่แค่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะว่าแกขับรถไปแล้วเผอิญเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณนั้น แกก็เลยไม่สามารถเร่งความเร็วได้เท่าที่ต้องการ ถ้าวันนั้นแกใจดำสักนิด ไม่สนใจเจ้าหน้าที่ผู้น้อย และตัดสินใจเร่งความเร็ว อาจจะจบแค่ตรงนี้แหละครับ จบแค่ตรงลานพระบรมรูปทรงม้า แต่คุณลุงนวมทองรู้สึกถึงความเห็นอกเห็นใจกับทหารชั้นผู้น้อย ท่านเลยไม่ได้เร่งความเร็วจนถึงที่สุด


สุดท้ายแล้วก็เกิดเหตุการณ์วันที่ 30 กันยา แล้วก็มาเกิดอีกครั้งวันที่ 31 ตุลาคม นะครับ ท้ายที่สุดแล้วก็คือครบรอบ 20 ปี ซึ่ง 20 ปี มีเหตุการณ์หลาย ๆ เรื่องสืบเนื่องมาต่อ เมื่อสักครู่อาจารย์ธิดาพูดถึงเรื่องการนิรโทษฯ ให้กับคนเป็น แล้วก็ทวงคืนความยุติธรรมให้กับคนตาย ผมคิดว่ามีอย่างน้อยอีก 3 ภารกิจที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์


นิรโทษกรรมให้กับคนเป็น แน่นอนเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเราผ่าน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เพราะคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยทำให้สังคมเกิดความสันติสุขได้ ผมเองก็เป็นกรรมาธิการใน พ.ร.บ. ตัวนี้ในชั้นวุฒิสภา แต่ผมเป็นเสียงข้างน้อย ปัญหาสำคัญก็คือดันไปล็อคมาตรา 112 ไว้ นอกจากมาตรา 112 ก็มีเรื่องของทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องของการกระทำให้คนอื่นถึงแก่ชีวิตและบาดเจ็บสาหัส แต่สิ่งที่สำคัญก็คือล็อคมาตรา 112 ไว้ ไม่ให้นิรโทษกรรม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีมาตรการอื่นได้


ต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าสิ่งหนึ่งที่หลายคนเองอาจจะรู้สึกหมดหวังว่าเราไม่ได้มีการนิรโทษกรรมมาตรา 112 แล้ว ผู้ต้องหาหรือนักโทษที่อยู่ในเรือนจำ ตอนนี้ประมาณ 30 กว่าท่าน จะไม่ได้มาตรการอื่น แต่ พ.ร.บ. ตัวนี้ยังมีกลไกมาตรการอื่น และไม่ควรให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขลอยนวล ไม่ต้องรอให้ถึง 180 วัน เราควรจะไปเรียกร้อง เราควรจะไปจี้ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่และอำนาจในการออกข้อเสนอแนะไปยังฝ่ายตุลาการก็ดี ไปยังฝ่ายบริหารก็ดี เป็นการออกมาตรการบริหารโทษ เป็นการแยกขัง เราก็เคยมีการแยกขังอยู่แล้ว หรือการพักโทษกรณีพิเศษ หรือการให้ประกันตัวสำหรับคนที่คดียังไม่ถึงที่สุด ผมคิดว่าเหล่านี้ยังมีช่องทางอยู่ ยังมีกลไกอยู่ เราไม่ควรจะทิ้งไป


อีกอันหนึ่งก็คือ ทวงคืนความยุติธรรมให้คนตาย เหลืออีกไม่ถึง 4 ปี 3 ปีกว่าเท่านั้น คดีการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา53 ก็จะหมดอายุความ แน่นอน กลไกที่เราร้องเอาผิดคุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ หรือว่าทหารชั้นผู้ใหญ่แทบจะหมดหนทาง เราไปร้องคดีอาญา คดีอาญาก็โยนไปว่าเป็นคดีความผิดต่อหน้าที่ เราไปร้องคดีความผิดต่อหน้าที่ เขาก็บอกว่าทำตามหน้าที่แล้ว บางคนไปร้องศาลทหาร ก็ไม่รับคำร้องอีก ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว


ดีเอสไอ มีคำวินิจฉัยในคดีสำหรับอย่างน้อย 3 สำนวนที่งดการสอบสวนไป เพราะว่าไม่มีหลักฐานที่จะชี้ว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ ถ้าหากว่าในห้วงเวลานี้เราสามารถชี้ได้ว่าใครเป็นคนสั่งการ ใครเป็นคนคุมกำลังในพื้นที่ตรงนั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดเอาเริ่มต้นจาก 3 สำนวนนี้ในการที่จะเรียกร้องความยุติธรรม


และยังมีอีกกลไกก็คือ ICC หรือศาลอาญาระหว่างประเทศ แน่นอนหลายคนกังวลว่าเราจะไปให้สัตยาบันกรุงโรม อาจจะกระทบกระเทือนไปไกล แต่อย่างน้อยข้อที่ 12 อนุที่ 3 ก็ยังมีช่องทางเฉพาะกรณี เฉพาะเหตุ ให้เรารับรองอำนาจศาล ICC เพื่อนำเรื่องนี้เข้าการพิจารณา ผมคิดว่ายังมีช่องทาง และเพื่อนบ้านเราอย่างฟิลิปปินส์ ดูเตอร์เต ตอนนี้ก็กำลังขึ้นศาล ICC อยู่เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ยังมีช่องทาง


อีกอันหนึ่ง อาจารย์ธิดาก็พูดไปแล้ว ก็คือเรื่องของ 20 ปีที่ผ่านมา มูลเหตุของการรัฐประหาร สิ่งหนึ่งที่เป็นแพะรับบาป ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ฉันอยู่ของฉันดี ๆ คุณก็มาฉีกฉัน ก็คือรัฐธรรมนูญ ครบรอบ 20 ปี ของการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลายคนอาจจะคิดว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนไปบอกให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใช่ครับประชาชนไปบอกให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ประชาชน 21 กว่าล้านเสียง เดินออกไปเข้าคูหากาบัตรในวันนั้น ก็คือการบอกว่าฉันไม่เอาแล้วกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม


ดังนั้น สิ่งนี้เราต้องยืนยันว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญฉบับเดิม อย่ามาเป็นปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งนั้นก็คือเช่น อำนาจของ สว. ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง สสร. เราต้องยอมไม่ได้ เพราะประชาชน 21 กว่าล้านเสียง บอกแล้วว่าสิ่งที่ตกค้าง สิ่งที่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 มันคือปัญหา คุณไม่ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เราต้องสร้างเล่าให้เห็นถึงความชอบธรรมว่า 21 กว่าล้านเสียงนั้น เขาบอกแล้วว่าปัญหาที่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 เช่น สว. มีปัญหาจริง ๆ ดังนั้นคุณอย่ามายุ่งกระบวนการร่างใหม่ ต้องปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คือประชาชน ให้เขามีส่วนร่วมเข้าไปเป็นคนที่เลือก สสร. ไม่ควรจะไปแทรกแซงกลไกต่าง ๆ


ผมคิดว่า 3 ภารกิจนี้เราควรจะต้องย้ำในฐานะที่เรามารำลึก 20 ปี ลุงนวมทอง ยังมีเงื่อนปมอีก 3 เงื่อนปมที่ยังไม่ชำระสะสาง ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เราไม่ควรจะนิ่งนอนใจและร่วมกันขับเคลื่อนต่อไปครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์






รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ : การเสียสละของลุงนวมทอง ต้องเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป ผลักดันให้ประเทศเดินหน้า ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน




รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ : การเสียสละของลุงนวมทอง ต้องเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป ผลักดันให้ประเทศเดินหน้า ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


พี่น้องประชาชน คุณหมอเหวง คุณหมอสันต์ อาจารย์ธิดา ครูประทีป กรรมการมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย งานนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการเสียสละของผู้คนที่มาร่วมจัดงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรรมการมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ครั้งหนึ่งเคยไปร่วมงาน/ช่วยงานอยู่พักหนึ่ง แต่เทียบไม่ได้กับท่านกรรมการมูลนิธิ คุณหมอเหวง คุณหมอสันต์ อาจารย์ธิดา ครูประทีป ซึ่งยืนหยัดในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างยาวนาน


ขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ทำให้ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยังคงสืบสานต่อไป ความทรงจำอันนี้เป็นความทรงจำที่สำคัญ เพราะลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเสียสละ ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และที่สำคัญที่สุดท่านเป็นเพียงสามัญชน


ในวันที่มีการรัฐประหาร ท่านขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของท่าน ชนกับรถถัง นี่คือความกล้าหาญ ถ้าเป็นประเทศอื่นเราจะต้องเก็บแท็กซี่คันนี้ไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่พี่น้องประชาชนขบวนการประชาธิปไตยและพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย จะต้องร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้น พิพิธภัณฑ์ที่รำลึกถึงสามัญชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นลุงนวมทอง ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านประชาชนที่ต่อสู้และถูกยิงเสียชีวิตที่สี่แยกราชประสงค์ เมษา-พฤษภา53


ความที่ท่านเสียสละนี้ จะต้องเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป ให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นปัจจุบัน ในการผลักดันให้ประเทศเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งอาจารย์ธิดาก็ได้พูดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับใหม่ เราต้องยกเลิกสิ่งที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหารปี 57 เราจะต้องทำให้การต่อสู้ของสามัญชนยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ประเทศนี้เป็นของประชาชน เพื่อให้ราษฎรเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์



สมบัติ บุญงามอนงค์ : เมื่อใดที่สามัญชนถูกยกย่องขึ้นมา และเอาเข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้ สิ่งนี้จะยืนยันว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 


สมบัติ บุญงามอนงค์ : เมื่อใดที่สามัญชนถูกยกย่องขึ้นมา และเอาเข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้ สิ่งนี้จะยืนยันว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ผมมองอย่างนี้นะ ผมทันในเหตุการณ์ปี 49 ตอนที่ผมรับทราบว่ามีเหตุการณ์ ตอนแรก ๆ มันไม่ค่อยชัดนะภาพว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือเปล่า? แต่ทันทีภาพมันปรากฎขึ้นมา ดูที่ภาพรถคันนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ (ภาพ Backdrop รถแท็กซี่ชนรถถัง) คือที่ภาพจะปรากฏสัญลักษณ์อยู่ 2 จุด


จุดที่หนึ่งคือภาพที่ใหญ่ที่สุดคือรถแท็กซี่กับรถถังชนกันข้างหน้าเลย เหตุการณ์อย่างนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นนะ ผมคิดว่าไม่เคยมีอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ในโลกนี้มีหรือเปล่าผมไม่ทราบนะ แต่ว่าผมไม่เคยเห็นภาพรถแท็กซี่กับรถถังมาเจอกันได้ คือที่ที่รถแท็กซี่วิ่งอยู่มันไม่ใช่ที่ที่มีรถถังวิ่ง แล้ววันที่รถถังมันวิ่ง มันแปลว่าทุกอย่างที่อยู่บนถนนต้องแหวกหายไปให้หมด ทุกคนใครก็แล้วแต่ มีสถานะ มีตำแหน่ง มีหน้าที่ มีกฎหมาย คุณต้องแหวกไปให้หมด เสียงปืนมันดัง อำนาจมันเหนือทุกอย่าง


แต่ปรากฏว่ามีแท็กซี่อยู่คันหนึ่ง แท็กซี่ในเมืองไทยมันเป็นสัญลักษณ์ของคนข้างล่าง รากหญ้า คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนผมเด็ก ๆ มีหนังเรื่องหนึ่ง “ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น” จริง ๆ หนังเรื่องนั้นเป็นหนังที่พูดถึงคนขับแท็กซี่ที่ต่อสู้ชีวิตเรื่องจริง เป็นหนังที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 14ตุลา และเกิดพัฒนาการทำให้หนังในยุคนั้นเป็นหนังเพื่อชีวิตขึ้นมา


แต่ว่าอยากให้ดูภาพที่สองนะครับ ที่บริเวณข้าง ๆ รถแท็กซี่นั้น มีข้อความเป็นสัญลักษณ์ถึงการประท้วง การไม่ยินยอมในการรัฐประหาร ผมชี้เรื่องนี้เพื่อจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าการออกแบบวิธีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมคิดว่าลุงนวมทองเป็นหนึ่งในคนที่ใช้สัญลักษณ์ในการต่อสู้ในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ


หลังจากนั้นแกก็ยังเคยไปให้สัมภาษณ์คุณจอม เพชรประดับ เมื่อก่อนเป็นนักข่าว iTV คุณจอมนี่ก็ต้องถือว่าต้องให้เครดิตแกในเรื่องนี้ เพราะว่าแกบันทึก แกตามไปเก็บเรื่องที่คนในเวลานั้น ผู้มีอำนาจในเวลานั้นต้องการที่จะปิดข่าว แต่ว่า จอม เพชรประดับ ไปสัมภาษณ์คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่อนุสรณ์สถาน 14ตุลา จนทำให้เราได้ยินเสียงและวิธีคิดของแก และมันถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของดิจิทัล


คือดิจิทัลสำคัญมากในโลกสมัยนี้นะครับ เพราะว่าแม้ว่าผ่านมา 20 ปีแล้ว สิ่งที่ถูกบันทึกไว้เป็นรูปธรรมที่สุดนอกจากการจัดกิจกรรมทุกปีแล้ว ก็คือเสาที่เราเห็นอยู่ที่เราไปวางพวงหรีด แต่ว่าเรื่องราวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยังไม่ได้บันทึกไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เอาจริง ๆ แล้วผมมั่นใจนะ ถึงแม้ว่า อ.ธิดา หรือผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านมีความกังวลว่าเรื่องนี้จะถูกลืมนะ แต่ผมเชื่อสุดใจนะ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อการเมืองเปลี่ยนผ่าน เรื่องราวของสามัญชนคนนี้จะถูกสร้าง ถูกยก ถูกขุดคุ้ยเรียนรู้ ผมฝากให้พวกเราหรือแม้แต่ทางครอบครัวนะ ผมไม่รู้ว่าเราเขียนหรือบันทึกอะไรไว้มากมายขนาดไหน แต่ผมคิดว่าเราควรจะบันทึกเรื่องนี้ไว้นะครับ


เหมือนที่หัวหน้าเท้งพูดเมื่อสักครู่นี้เรื่องมูลนิธิ 18 พฤษภา มาคุยกับแก ผมเพิ่งกลับจากควังจูมาเมื่อเดือนที่แล้ว แล้วก็ไปที่มูลนิธิ 18 พฤษภา เชื่อมั้ยว่าเหตุการณ์ผ่านมา 40 กว่าปี ยังมีทีมที่ทำหน้าที่ในการสอบสวนข้อเท็จจริง ผ่านมาเกือบ 50 ปี มีอนุสรณ์สถาน มีการรื้อประวัติศาสตร์ มีการดำเนินการลงโทษผู้มีอำนาจในเวลานั้น แต่เขายังมีทีมอยู่ในมูลนิธิเพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน


แต่ว่าเหตุการณ์ของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยังไม่มีคณะไหนสืบสวนนะ อาจจะมีประวัติศาสตร์บอกเล่าเขียนบันทึกไว้เท่าที่จะจำได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่านี่เป็นงานที่ผมไม่แน่ใจว่ามีใครทำวิทยานิพนธ์ มันควรจะมีงานวิจัย ผมบอกไว้เลยนะ จนถึงวันที่มีการตัดสินใจครั้งที่ 2 ของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ถ้าเราดูดี ๆ นะ หนึ่งก็ตรงเดือนใช่มั้ย ตรงเดือนกับเดือนตุลาคม ซึ่งตรงกับสิ่งที่แกให้สัมภาษณ์ว่าแกไปเดินอยู่แถวอนุสรณ์สถาน 14ตุลา แล้วก็เดินอยู่แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นี่เป็นแรงบันดาลใจ


คือผมมั่นใจว่าไม่มีใครไปจัดตั้ง เป็นสามัญชนล้วน ๆ ที่สำนึกได้โดยตัวเองอย่างบริสุทธิ์ เรียนรู้แบบชาวบ้าน ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อเลย แต่ว่าแกเรียนรู้ได้ แกเข้าใจได้ ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากที่แกขับรถแท็กซี่ และแกได้พบปะผู้คนจำนวนมาก คนขับแท็กซี่รู้เรื่องการเมืองเยอะมาก เป็นนักสื่อสารการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตัดสินใจของแกวันนั้น ทำไมจะต้องเป็นสะพานลอยหน้าไทยรัฐครับ เพราะไทยรับเมื่อ 20 ปีก่อนเรานึกถึงตอนนั้น ไทยรัฐ คือที่สำหรับมาร้องเรียน เป็นสื่อที่ใหญ่ที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด การที่มาตัดสินใจปฏิบัติการหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อต้องการสื่อสารเข้าไปในสื่อใหญ่อย่างไทยรัฐและทำให้เรื่องนี้เป็นที่รับรู้โดยกว้าง สิ่งนี้เป็นวิธีคิดที่ถูกออกแบบถูกคิดอย่างไตร่ตรองแล้ว อย่างมีเหตุมีผล และมีประสิทธิภาพ


สอง เสื้อที่แกใส่แล้วก็มีบทกลอน “อันประชามีจัดตั้ง” เป็นสิ่งที่ถูกคิดไว้แล้วว่าจะต้องใส่ข้อความนี้มา แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ปฏิบัติการ คือพยายามรั้งให้ท้ายที่สุดของวันนั้นเพื่อคนขับรถสัญจรไปมาจะได้ไม่ตกอกตกใจ แถมแกยังใส่ถุงครอบศีรษะไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ภาพที่ปรากฏออกมาไปสร้างความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ให้กับคนทั่วไป แต่ว่าแกต้องการจะสื่อสารเรื่องเดียวคือการต่อสู้กับเผด็จการรัฐประหาร


ผมคิดว่าเคสของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นเคสที่สมบูรณ์แบบในเรื่องของจิตใจในการต่อสู้ เป็นเรื่องของคนธรรมดาที่ทุกคนเป็นได้ พวกเราก็เป็นคนธรรมดานั่นแหละ ต่อให้มีตำแหน่งอะไรทั้งหลาย ทุกคนเป็นคนธรรมดาทั้งนั้น แต่ว่าเขายังไม่เคยยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็น someone หรือเป็นบุคคลสำคัญเลย เขาปฏิบัติการในขณะที่เขาเป็นคนธรรมดาและใช้ต้นทุนทั้งหมดในการต่อสู้อุทิศตน


ผมฝากเรื่องนี้ไว้ว่า ผมหวังว่า ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปี คนแบบนี้ (ลุงนวมทอง ไพรวัลย์) จะต้องถูกจารึก ถูกบอกเล่า อยู่ในสถานที่ที่ควรได้รับการเคารพและนับถือ วันหนึ่งสิ่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์เหมือนในเกาหลีใต้ เมื่อใดก็แล้วแต่ที่สามัญชนสามารถถูกยกย่องขึ้นมาได้ และสามารถเอาสิ่งเหล่านี้เข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้เมื่อไหร่ สิ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ยืนยันแล้วว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์




วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ศ. เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร


ศ. เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


สวัสดีครับ ผมขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่าน ณ ที่นี้และที่บ้าน ที่ได้ร่วมงานรำลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 20 ปี ของการสละชีพของท่านเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย และเพื่อลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. ที่กล่าวว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”


หลังจากที่ท่านพยายามสละชีวิตครั้งแรกด้วยการขับรถแท็กซี่ชนรถถังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 จนต้องเข้ารักษาอาการบาดเจ็บสาหัสที่โรงพยาบาลวชิระ และแพทย์ให้ไปพักฟื้นที่บ้าน รักษาตัวอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ท่านได้อ่านพบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. จนท่านคิดว่าเกิดเป็นคนไทย ฆ่าได้ หยามไม่ได้ ท่านจึงตัดสินใจที่จะสละชีพเพื่ออุดมการณืประชาธิปไตยและลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. ดังที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว


ในจดหมายที่ท่านเขียนลาตายไว้ นอกจากท่านได้กล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ แล้ว คำสุดท้ายของท่านยังกล่าวว่า การตายของท่านเป็นการประท้วงต่อเผด็จการ เราก็คงทราบอยู่แล้วว่า การตายของท่าน วีรกรรมของท่านที่โดดเด่น เป็นการต่อสู้โดยการสู้กับศัตรูด้วยสันติวิธีขั้นสูงสุด ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ใช้สันติวิธีขั้นสูงสุด คือการสละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย


แต่เป็นที่น่าอนาถที่ระบอบการปกครองของประเทศไทย หรือที่เราเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย ได้พยายามกลบเกลื่อนจนข่าววีรกรรมของท่านและเจตนารมณ์ของท่านดังที่ท่านได้เขียนบอกไว้ในจดหมายลาตาย ไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร เพื่อให้ประชาชนไทยได้ตื่นตัวขึ้นจากระบอบการปกครองที่ถูกมอมเมา ที่ถูกทำให้ล้างสมองคนไทยของเรา ให้ศรัทธาในสิ่งที่ได้กดขี่บีบคั้นขูดรีดเรามาโดยตลอด ผิดกับกรณีสละชีพเพื่ออุดมการณ์ เช่นเดียวกันของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ท่านสละชีพเพื่ออุดมการณ์พิทักษ์ป่าและสัตว์ป่า ซึ่งประสบผลสำเร็จพอสมควร เพราะมันไม่กระทบระบอบอำมาตยาธิปไตยและจอมเผด็จการ


ดังที่เรารู้อยู่แล้วว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่พิลึกที่ลั่นที่สุดในโลกที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน และก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งสุดท้าย มีการโยกย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี นายอำเภอและผู้มีอิทธิพลในการเลือกตั้งอื่น ๆ จำนวนมาก รวมทั้งการใช้เงินมหาศาล ทำให้เราได้วุฒิสภาสีน้ำเงิน ทำให้เราได้สภาผู้แทนราษฎรสีน้ำเงิน และเกิดรัฐบาลสีน้ำเงิน และองค์กรอิสระสีน้ำเงิน จึงอาจเรียกได้ว่าระบอบการปกครองในประเทศไทยในขณะนี้เป็นระบอบสีน้ำเงิน


และเราทั้งหลายคงทราบกันอยู่แล้วว่า สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของอะไร หมุดคณะราษฎรที่หายไปจากถนนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ปราบกบฎบวรเดชที่วงเวียนหลักสี่ หายไปโดยปราศจากร่องรอย ไม่มีใครสืบสวนสอบสวนหาความจริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ใครสั่ง? ใครทำ? ใครนำไปทำลาย? เป็นต้น ระบอบเช่นนี้เป็นระบอบที่ทำให้ประเทศไทยของเราไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร


คุณลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้พยายามสละชีพของท่านเพื่อจุดประกายให้คนไทยตื่นตัวขึ้นเพื่อที่จะทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของเรา เป็นรูปแบบการปกครองที่คณะราษฎร พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติไว้ในมาตราแรกของธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ว่า “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้เป็นเช่นนั้น ขอบพระคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ : การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การลงโทษคนที่ทำรัฐประหารคือการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีก

 


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ : การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การลงโทษคนที่ทำรัฐประหารคือการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีก


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ขอบคุณหมอสันต์นะครับกับสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ สวัสดีอาจารย์ธิดา สวัสดีหมอเหวง สวัสดีคุณแม่บุญชู เพื่อน ๆ สส. แล้วก็เรียกว่าสหายผู้ร่วมต่อสุ้ทุก ๆ ท่าน


ก่อนอื่นผมอาจจะขอออกตัวก่อนนะครับว่า ตั้งแต่มาเป็นนักการเมืองผ่านมาก็น่าจะ 6 ปี ปีนี้ปี 69 น่าจะ 7 ปีนะครับ กว่าที่จะได้มาร่วมงานของลุงนวมทองในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ผมคิดว่าช่วงคลิปไม่กี่วินาทีเมื่อสักครู่ที่เป็นเสียงลุงนามทอง ได้บอกว่า แค่ชีวิตเขาคนเดียวมันจะสำคัญอะไรมากกว่าความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ผมฟังแค่ไม่กี่คำเมื่อสักครู่ ต้องบอกว่ารู้สึกสะเทือนใจข้างใน ที่สะเทือนใจเพราะว่าผมเชื่อว่างานแบบนี้ ผมไปร่วมงาน 14ตุลา, 6 ตุลา รวมถึงงานในวันนี้ด้วย สิ่งหนึ่งที่ยึดโยงพวกเราเข้ามาอยุ่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม รุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นใหญ่ รวมถึงตัวผม หรือแม้แต่น้อง ๆ ที่นั่งอยู่ข้างหลังที่อาจจะเด็กกว่าผม ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเรามาอยู่รวมกันคือเราเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง คำว่าประชาธิปไตย สิ่งที่ดีกว่านั่นก็คืออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลาน


ผมว่าความต้องการของพวกเรามันเรียบง่ายมาก เพียงแต่ว่าวิธีการต่อสู้ในอดีตจนถึงปัจจุบันมันอาจจะต่างไป แค่อยากให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนมันทำยากในประเทศนี้ แล้วก็ต้องบอกว่าในอดีต การต่อสู้มันอาจจะมีกระบอกปืน มีรถถัง ออกมา แต่ในยุคนี้สมัยนี้จริง ๆ เขาอาจจะจำแลงกายเป็นอย่างอื่นอยู่ภายใต้ของคราบรัฐธรรมนูญปี 60


ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการลงประชามติที่ผ่านมาก็คือ ประชาชน 21 กว่าล้านเสียงได้ตัดสินไปแล้วว่าอยากจะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 60 ทิ้ง อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นประชามติจากประชาชนร่วมกันที่พวกเราต้องร่วมกันต่อสู้ ร่วมกันผลักดันต่อ ก็อยากจะให้ทุกคนที่มาร่วมงานวันนี้ก็เก็บความทรงจำไว้ ระลึกถึงการต่อสู้ในอดีต ผมคิดว่าความทรงจำและความรู้สึกร่วมกันจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเกี่ยวแขนกันเดินต่อไป


ผมมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะมาแชร์ให้ทุกท่านฟัง อาจจะไม่ได้เป็นเหตุการณ์ในประเทศ แต่จริง ๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นประเทศที่แต่ก่อนประเทศไทยเคยไปช่วยเหลือเขาในสมัยช่วงสงครามเกาหลี แล้ววันนี้เขาอาจจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเรา แล้วตอนนี้ก็เจริญไปมากกว่าเราแล้วด้วยซ้ำ ผมมีโอกาสได้พบกับตัวแทนจากประเทศเกาหลีใต้ มาจากมูลนิธิ 18 พฤษภา ก็คือเป็นเหตุการณ์ควังจู ในปี 1980 (พ.ศ.2523) หลังจากเหตุการณ์วันนั้นมาสู่ในปี 1987 (พ.ศ.2530) ที่ทำให้เกาหลีใต้มีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ประชาชนสามารถเลือกตั้งประธานาธิบดีได้โดยตรง


ก็บังเอิญมากครับที่มายึดโยงกับตัวผมโดยตรง ผมก็เกิด 18 พฤษภาคม 1987 พอดี วันและเดือนเกิดตรงกับเหตุการณ์ควังจู ส่วนปีเกิดตรงกับปีที่เขามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งหนึ่งวันนั้นที่ตัวแทนจากเกาหลีใต้ถามผมกลับมาซึ่งทำให้ผมสะอึกและตอบไม่ถูกเหมือนกัน เขาบอกว่าจริง ๆ เขาก็ศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยมาก่อน เขาบอกว่า 14ตุลา เขาเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้น ประชาชนออกมาเรือนแสนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เกิดเหตุการณ์นั้นแล้วทำไมมันไม่เหมือนกรณีเกาหลีใต้ที่การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนขนานใหญ่มันจึงสามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านได้จริง


ผมก็เลยแชร์ให้เขาฟังครับ ผมให้เขาฟังแบบนี้ว่า ถ้าผมไม่มาเป็น สส. ถ้าผมไม่เป็นนักการเมือง เอาจริง ๆ ผมแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์เชิงลึกพวกนี้เลยนะครับ เพราะว่าประเทศไทยมีความพยายามในการลบเลือนประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอนพวกนี้ หมุดคณะราษฎรถูกถอนออกไป แต่ตัดภาพไปที่ประเทศเขา บ้านเขา เขามีอนุสาวรีย์เยอะแยะเต็มไปหมด เรื่องเล่า ซีรีย์ ทุกวันนี้เปิดบน Netflix ดู ถ้าดูซีรีย์เกาหลีมีการฝังเหตุการณ์ควังจูอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง


อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เขาบอกว่าการเก็บความทรงจำมันคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมาซ้ำรอยอีก และนอกเหนือจากการเก็บความทรงจำให้อยู่กับรุ่นลูกรุ่นหลานครับ อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญก็คือการทำให้คนที่ออกมาปฏิวัติรัฐประหารได้รับการลงโทษสักหนึ่งครั้งในประวัติศาสตร์ในประเทศ มันจะเป็นสิ่งสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ซึ่งเราก็เห็นว่าทุกวันนี้นักการเมืองของเกาหลีใต้เอง ทั้งคนที่โกง ทั้งคนที่ออกมาปฏิวัติ ได้รับการลงโทษ


แต่ในประเทศเรา เราจะเห็นนักการเมืองโกงกินลอยตัว เราจะเห็นคนที่ออกมาปฏิวัติไม่เคยจะต้องรับผลอะไรเลย ผมคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ถามผมว่าถ้าจะขอมา 1 อย่าง เป็นนักการเมืองมาตลอดหลายปี จะขออะไร? สำหรับผม ผมขออย่างเดียว ถ้าวันหนึ่งเราเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยได้ สามารถตรวจสอบคดีย้อนหลัง ข้อเท็จจริงย้อนหลัง และสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ ผมขอแค่อย่างนี้อย่างเดียว ที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงครับ ขอบคุณมากครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์






อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : “ลุงนวมทอง”เป็นวีรชนประชาธิปไตยคนแรกของ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้ง ไม่มีสังกัด ไม่มีองค์กร ไม่มีการชี้นำ / บรรยากาศขณะนี้ดูเหมือนมืดมน แต่ในความมืดมนนี้มีแสงสว่างบางอย่างที่เราสามารถที่จะเดินทางและก้าวไปได้


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : “ลุงนวมทอง”เป็นวีรชนประชาธิปไตยคนแรกของ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้ง ไม่มีสังกัด ไม่มีองค์กร ไม่มีการชี้นำ / บรรยากาศขณะนี้ดูเหมือนมืดมน แต่ในความมืดมนนี้มีแสงสว่างบางอย่างที่เราสามารถที่จะเดินทางและก้าวไปได้


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ณ สดมภ์อนุสรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569


สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาในงานรำลึกสดุดีวีรชนประชาธิปไตยที่เป็นไพร่ ไพร่ในยุคใหม่ ไม่มีสังกัด ไม่ได้ขึ้นต่อใคร ทำคนเดียว ก็เป็นวีรชนได้ ท่านเลือกเกิดไม่ได้ แต่ท่านเลือกจะตายอย่างที่มีค่าตามที่ท่านคิด เพราะท่านตัวคนเดียว และไม่ใช่การตัดสินใจครั้งเดียว เป็นการตัดสินใจสองครั้ง


ก่อนที่จะนำไปสู่เรื่องราวที่อยากจะฝากไว้ ดิฉันนอกจากขอขอบพระคุณแล้วก็อยากจะบอกว่า ถามว่าผู้ที่มาร่วมและเป็นเจ้าภาพมีใครบ้าง ก็คือ นอกจากคณะทำงานแล้วก็พี่น้องประชาชนที่มาช่วย องค์กรหลักก็มี คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) และอีกอันหนึ่งก็คือมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ซึ่งเกิดใน 2535


2535, 2553 ต้องมาจัดงานด้วยกัน เพราะว่าไม่มีใครจัดงานให้ไพร่สามัญชนวีรชนประชาธิปไตยคนแรกใน 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้ง เราได้รับชัยชนะในปี 2535 ผลพวงของมันคือเราได้รัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่อาจจะเรียกว่าดีเกือบที่สุด เรายังต้องการให้มีรัฐธรรมนูญที่ดีกว่านี้ แต่มันถูกปล้นด้วยการทำรัฐประหาร 2549 และเริ่มต้น 2 ทศวรรษใหม่ของความขัดแย้ง เป็นความขัดแย้งในยุคทุนนิยม ลุงนวมทอง เป็นวีรชนประชาธิปไตยคนแรกของ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้งนี้ ไม่มีสังกัด ไม่มีองค์กร ไม่มีการชี้นำ อย่าลืมว่าการรัฐประหารเกิด 19 กันยายน แต่ท่านตัดสินใจภายในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม แสดงว่าไม่ต้องมีใครชี้นำ องค์กรแนวร่วมต่อต้านเผด็จการฯ ก็ยังไม่เกิด


เพราะฉะนั้นอย่างหนึ่งก็คือ อยากให้ประวัติศาสตร์และความทรงจำของประชาชนได้จำว่า ใน 2 ทศวรรษใหม่ของความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ซึ่งดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ท่านเป็นวีรชนคนสามัญ เป็นวีรชนประชาธิปไตยคนแรก อันนี้ต้องเป็นเกียรติยศ ในเวลานั้นผู้ใช้แรงงานคนอื่นพวกที่มีสังกัด มีกลุ่ม มีองค์กร รัฐวิสาหกิจทั้งหลายกลายเป็นกรรมกรขุนนาง องค์กรปัญญาชน องค์กรเอกชน (ขออภัย) จำนวนมาก กลุ่มชนชั้นกลางบนขึ้นไปทุกที่ ล้วนเห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร


แต่ลุงนวมทองยึดกุมหลักได้ และไม่ใช่กุมหลักการทฤษฎีได้ รู้ว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรู ใครคือปฏิปักษ์ประชาชน ท่านไม่เพียงแต่ยึดกุมแต่ท่านลงมือปฏิบัติ แต่ความที่ท่านเป็นคน ๆ เดียว ท่านไม่มีกลุ่มไม่มีพวก ท่านต้องการที่จะให้ประวัติศาสตร์จารึกว่ามันมีคนไม่เห็นด้วย คนเอาดอกไม้ไปให้ทหารที่มากับรถถัง แต่ท่านเอาแท็กซี่ชนรถถัง นี่คือสิ่งที่ต้องการแสดงออกเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐประหาร โดยทฤษฎีหลายคนก็รู้ว่าไม่เอารัฐประหาร แต่ท่านไม่ใช่ยึดกุมหลักการอย่างเดียว ท่านปฏิบัติด้วย


นี่จึงเป็นสิ่งที่ควรจะบันทึกในประวัติศาสตร์ เพราะว่าในเวลานั้นปัญญาชนจำนวนมากเห็นต่าง สนับสนุนรัฐประหาร นี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ ศาสตราจารย์ กับ คนขับแท็กซี่ ถามว่าใครยึดกุมหลักการทฤษฎีแห่งการต่อสู้ของประชาชนได้มากกว่ากัน? ลุงนวมทองยึดกุมได้มากกว่า แล้วกล้าที่จะต่อสู้แม้ตัวคนเดียว การตัดสินใจสองรอบ รอบแรกขับรถแท็กซี่ชนรถดัง รอบที่สองทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า ที่บอกว่าไม่มีคนยินดีที่จะพลีชีพเพื่ออุดมการณ์นั้นไม่จริง


ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องที่เราควรคารวะและควรจดจำสำหรับลุงนวมทอง เพราะเป็นลักษณะพิเศษ วีรชนในรุ่น 14ตุลา, 6ตุลา, เมษา-พฤษภา และรวมกระทั่งปี 53 ล้วนมีแกนนำ และจำนวนหนึ่งคือแกนนำเป็นปัญญาชน แต่ว่านี่ลุงนวมทองตัวคนเดียว ในขณะที่สหภาพรัฐวิสาหกิจทั้งหลายสนับสนุนรัฐประหาร และนี่จึงทำให้องค์กรของพวกเราเหลือแต่มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ซึ่งเหลืออยู่ หลังการต่อสู้ปี 35 แกนนำก็มีคุณครูประทีป คุณหมอสันต์ คุณหมอเหวง อาจารย์ธิดา นอกนั้นก็ถูกผ่าเป็นสองซีก


ในยุคนั้นประชาชนถูกแยกเป็นสองขั้วหมด สองขั้วคืออะไร เรายังพูดจนถึงปัจจุบัน ขั้วหนึ่งคือประชาชน อีกขั้วหนึ่งก็คือปฏิปักษ์ประชาชน ถามว่าเป็นปฏิปักษ์และเป็นสองขั้วคืออะไร เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการอำนาจ ประชาชนต้องการอำนาจ และปฏิปักษ์ประชาชน ชนชั้นนำ ก็ต้องการอำนาจ และดำเนินการทุกอย่างเพื่อที่จะแย่งอำนาจจากบัดนั้นมาจนบัดนี้ นี่จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะเข้าใจ


พรรคการเมือง ในการต่อสู้ในเส้นทางการต่อสู้ของประชาชนจาก 2475 เป็นต้นมา ลักษณะสองขั้วปฏิปักษ์ยังดำรงอยู่ พรรคการเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ต้องขออภัย อันนี้เป็นลักษณะทั่วไป เวลาจะพิสูจน์ว่าพรรคการเมืองใดเป็นอย่างไร พรรคการเมืองอาจจะไม่มีขั้ว แต่ขบวนการประชาชนมีขั้ว ผู้นำขบวนการประชาชนข้ามขั้วไม่ได้ แต่พรรคการเมืองเป็นสิทธิ์ที่เขาจะข้ามขั้วได้ เพราะเขาอาจจะมีโจทย์เรื่องอื่นที่เขาต้องทำ


ดิฉันก็จะขอฝากเอาไว้ก็คือว่า ในท่ามกลางบรรยากาศขณะนี้มันดูเหมือนมืดมน มันคลุ้งไปด้วยสีน้ำเงินเข้มเต็มไปหมด ดูมันมืดมน แต่ว่าในความมืดมนนี้มันมีแสงสว่างบางอย่างที่เราสามารถที่จะเดินทางและก้าวไปได้ จับมือกันได้ นั่นก็คือแสงสว่างที่เราจะเห็นอยู่ก็คือ ประการแรก ก็คือ 21 ล้านเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 60 นี่คือแสงสว่าง เขาจะเลือกพรรคไหนไม่รู้ แต่ 21 ล้านเสียงเป็นพวกที่ไม่เอารัฐธรรมนูญ 60 นี่คือ 21 ล้านเสียงของประชาชนที่ก้าวหน้าในประเทศไทย และก็คือพวกเรานั่นเอง และมี 11 ล้านเสียง เป็นฝ่ายที่อยากจะกอดรัฐธรรมนูญ 60 ไว้ เราอาจจะรุ้สึกว่า 21 ล้านเสียงมันเยอะนะ เกือบเป็นเท่าตัว แต่ 11 ล้านเสียงก็ไม่ใช่น้อย


ดังนั้น 21 ล้านเสียง มันเหมือนคบไฟ มันเหมือนแสงสว่าง ให้คนจุดอยู่ 21 ล้านคนมันสว่างท่ามกลางความมืดมนของสีน้ำเงินเข้ม จึงขอให้สิ่งนี้เป็นกำลังใจว่า แม้หลายคนขณะนี้ยังรู้สึกว่ามันผิดหวัง รัฐบาลก็เป็นสีน้ำเงิน สส.ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน สว.เป็นสีน้ำเงิน องค์กรอิสระสีอะไรไม่รู้ รวมทั้งกองทัพ ในความคิดของดิฉันก็คือ ไม่ใช่แต่เพียงพรรคการเมือง แต่ทั้งหมดคือระบอบสีน้ำเงิน แต่ดังที่เราบอกว่า เรามีคบไฟของประชาชน 21 ล้านคนเป็นต้นทุน ดังนั้นเราต้องตระหนักอยู่เสมอว่านี่คือทีมของเรา เรามีหน้าที่ที่ต้องสืบสานต่อ เดินทางต่อ ให้ได้รัฐธรรมนูญของประชาชนไทย ไม่เอารัฐธรรมนูญ 60 ตามเจตนารมณ์ที่ 21 ล้านเสียงได้ลุกขึ้นยืนเปล่งเสียงดัง


แต่ถามว่า ในขณะนี้ถ้าเราประมาทหรือมันอาจจะเกิดขึ้นได้ หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็อาจจะเป็นรัฐธรรมนูญสีน้ำเงินก็ได้ ดังนั้นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีมันจึงต้องทำให้ได้รัฐธรรมนูญของประชาชน ไม่ใช่สักแต่ว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องปฏิปักษ์ของประชาชน ปฏิปักษ์ของเส้นทางก้าวหน้า เราต้องสามัคคีกันเดิน


อาจารย์ธิดาก็จะฝากว่า พรรคการเมืองก็ส่วนพรรคการเมือง แต่ขบวนการประชาชนเราต้องสร้างแนวร่วมที่เป็นแนวร่วมที่กว้างขวาง มีมิตรให้มาก รู้ว่าใครคือมิตร รู้ว่าใครคือศัตรู อย่าเอาศัตรูมาเป็นมิตร แล้วก็อย่าเอามิตรไปเป็นศัตรู คนอย่างลุงนวมทองคือตัวอย่าง ในขณะที่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยหลงผิด ในขณะที่แม้กระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยังแตกเป็นเสี่ยง แล้วปรากฎว่าอดีตกรมการเมืองหรือกรรมการกลางก็เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร มันเป็นไปแล้ว และมันเป็นไปได้


ดังนั้น การชี้นำจึงไม่ขึ้นกับบุคคล มันต้องขึ้นอยู่กับหลักการเท่านั้น เพราะบุคคลเปลี่ยนแปลงได้ พรรคการเมืองก็เปลี่ยนแปลงได้ พรรคการเมืองข้ามขั้วได้ แต่ผู้นำขบวนการประชาชนข้ามขั้วไม่ได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญ เรามีแต่พรรคการเมืองในการต่อสู้ไม่พอ เราต้องสร้างแนวร่วมของขบวนการประชาชนเพื่อสานต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย และแยกมิตรแยกศัตรูนี้ให้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำยาก


ประการที่สอง ก็คือ ในบรรยากาศขณะนี้เป็นบรรยากาศที่มืดมน เราจำเป็นที่จะต้องนิรโทษกรรมให้คนเป็น เรียกร้องทวงความยุติธรรมให้คนตาย นั่นก็คือกระบวนการทวงความยุติธรรมให้กับประชาชน นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย ยกเลิกกฎหมายและมรดกบาปของกลุ่มเผด็จการที่มีมาใน 2 ทศวรรษนี้ทั้งหมด


ในทัศนะดิฉันก็คือ กระทั่งยกเลิก 112 แต่ว่า ทุกอย่างต้องสอดคล้องความเป็นจริง เพราะในคนยุคปัจจุบัน แต่ให้เป็นศาสตราจารย์ ไม่อ่านหนังสือ ไม่รู้ว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เขายังไม่ลงโทษคนเห็นต่างมากถึงขนาดนี้ ใครที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเป็นมรดกบาปของคณะรัฐประหาร ล้วนแต่เป็นคนที่ไม่ศึกษา ไม่อ่านหนังสือ และเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจที่สุด


นอกจากนิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย ประการสุดท้ายก็คือสิ่งที่ดิฉันได้พูดไปแล้วเมื่อกี้ก็คือว่า เราจำเป็นคือเราขอ 3 ประการ

- ประการแรก เราต้องมีแนวร่วมขบวนการประชาชน เราจะทิ้งให้พรรคการเมืองต่อสู้ในเวทีรัฐสภาอย่างเดียวไม่ได้ และขบวนการประชาชนต้องเข้มแข็ง

- ประการที่สอง ต้องการต่อสู้ให้เกิดความยุติธรรมทั้งคนตายและคนเป็น ยกเลิกกฎหมายที่เป็นมรดกบาปทั้งหมด

- ประการที่สาม ก็คือ การที่เราสานต่อจาก 21 ล้านเสียง ก็คือให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน แน่นอน


ขอบคุณค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์