วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘ศิริกัญญา’ ลงพื้นที่น้ำท่วมปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา ชี้รัฐ ไร้แผนระบายน้ำ งบท้องถิ่นตัดเหลือข้าววันละมื้อ เยียวยารัฐสะดุด

 


‘ศิริกัญญา’ ลงพื้นที่น้ำท่วมปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา ชี้รัฐ ไร้แผนระบายน้ำ งบท้องถิ่นตัดเหลือข้าววันละมื้อ เยียวยารัฐสะดุด 


วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน, ศุกติชา ตันเจริญ อดีตผู้สมัคร สส. เขต2 จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน พร้อมกับทีมงาน ลงพื้นที่แจกถุงยังชีพให้กับประชาชนในพื้นที่รอยต่อจังหวัดปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเปิดแผนระบายน้ำในพื้นที่


สถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่บ้านบางกระดาน หมู่ 6 ตำบลบางกระเจ็ด อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ท่วมขังยาวนานมากว่า 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา แม้ว่าระดับน้ำจะเริ่มลดลงแล้ว แต่ในบางจุดระดับน้ำยังคงท่วมสูง รถยนต์ไม่สามารถผ่านได้ ประชาชนยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้สะดวก และเนื่องจากเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี กับอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ความช่วยเหลือจากทั้งสองจังหวัดจึงส่งไปไม่ค่อยถึง


ระหว่างการแจกถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือต่อประชาชนนั้น ประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามาสะท้อนปัญหาว่า เข้าถึงความช่วยเหลือได้ยากและล่าช้า เนื่องจากลักษณะพื้นที่ไม่ได้เป็นชุมชนขนาดใหญ่หรือหมู่บ้านจัดสรร แต่เป็นบ้านเรือนกระจายตัวกลุ่มละ 5-6 ครอบครัว ห่างกันเป็นระยะทางนับกิโลเมตร ขณะที่การประกอบอาหารแจกจ่ายจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มประสบปัญหางบประมาณไม่เพียงพอ มีการปรับลดการแจกอาหารปรุงสุกจากวันละ 2 มื้อ เหลือเพียงวันละ 1 มื้อ ทำให้ความเป็นอยู่ยากลำบากขึ้น นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่ยังต้องการยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาแก้ไข้ ยาแก้แพ้ และยาคลายกล้ามเนื้อต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันด้วย


ศิริกัญญา กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการขณะนี้ คือประชาชนต้องการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้ได้เร็วที่สุด เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ต้องรองรับน้ำจากทั้งปราจีนบุรี และนครนายก บวกกับน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองสียัดที่เก็บเต็มความจุ และการเร่งระบายน้ำจากกทม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ต้องผลักดันลงสู่อ่าวไทยผ่านแม่น้ำบางปะกงมีปริมาณสูง ทำให้น้ำที่ไหลมารวมที่อำเภอบางคล้าไม่มีทางไป และประชาชนที่นี่จึงต้องอยู่ในสภาพน้ำท่วมขังอย่างยาวนานกว่าพื้นที่อื่น


“ในเมื่อปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลควรทุ่มทรัพยากรมาบรรเทาปัญหาในพื้นที่ที่ยังไม่คลี่คลายได้แล้ว อย่าปล่อยให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกลืม ถูกละเลย และที่สำคัญ คือรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจมีฝนตกหนักอีกระลอกในสัปดาห์หน้าได้แล้ว”


นอกจากนี้ ศิริกัญญา ยังพบว่าประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่ทำนา และเพาะเลี้ยงกุ้งยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการชดเชยเยียวยา ว่าจำเป็นต้องเตรียมเอกสารหลักฐานอย่างไร จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสามารถเข้าถึงเงินชดเชยเยียวยาได้เร็วขึ้น และง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ ที่ไม่มีสมาร์ตโฟน หรือไม่รู้วิธีการใช้สมาร์ตโฟนลงทะเบียนรับเงินเยียวยา โดยผู้นำชุมชนบางแห่งก็ยังไม่ได้ชี้แจงขั้นตอนข้อมูลอย่างชัดเจน ส่วนคนที่สามารถลงทะเบียนผ่านแล้วก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแต่อย่างใด 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #ปราจีนบุรี #ฉะเชิงเทรา









‘เท้ง - ณัฐพงษ์’ ลงพื้นที่ขอนแก่น เยี่ยมสหกรณ์เกษตรกรปลูกผักปลอดภัยซำสูง ชี้รัฐต้องแก้ปัญหาเกษตรครบวงจร ตั้งแต่ที่ดิน น้ำ หนี้สิน ไปจนถึงตลาด


‘เท้ง - ณัฐพงษ์’ ลงพื้นที่ขอนแก่น เยี่ยมสหกรณ์เกษตรกรปลูกผักปลอดภัยซำสูง ชี้รัฐต้องแก้ปัญหาเกษตรครบวงจร ตั้งแต่ที่ดิน น้ำ หนี้สิน ไปจนถึงตลาด


วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย สส. และทีมงานพรรคประชาชน เดินทางลงพื้นที่บ้านสว่าง อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น เยี่ยมชม ‘สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษอำเภอซำสูง จำกัด’ เดินชมแปลงผักและพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกร เพื่อรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาภาคการเกษตร


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ซำสูงเป็นอำเภอที่มีขนาดเล็กที่สุดของจังหวัดขอนแก่น แต่มีทรัพยากรที่เอื้อต่อการทำเกษตร โดยเฉพาะแหล่งน้ำใต้ดิน จากเดิมที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำนาปีและนาปรัง ได้รับการส่งเสริมความรู้ให้หันมาปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ ปัจจุบันสามารถปลูกผักได้มากกว่า 60 ชนิด สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนและชุมชน โดยมีตลาดรองรับผลผลิต โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและสินค้าเกษตร ‘จริงใจ Farmer’s Market’


ณัฐพงษ์มองว่า ซำสูงเป็นพื้นที่ต้นแบบที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่อื่นได้ แสดงให้เห็นว่าหากเกษตรกรรวมกลุ่มกัน มีองค์ความรู้ และสามารถเชื่อมโยงกับตลาดได้ ก็มีโอกาสเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ที่ดีขึ้น


อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาภาคการเกษตรเป็นความท้าทายสำคัญของทุกรัฐบาล และไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทำให้สินค้าเกษตรขายได้ราคาสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นทางว่าเกษตรกรมีความพร้อมในการผลิตมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกินและแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ หากเกษตรกรยังต้องเช่าที่ดินก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น ขณะที่บางพื้นที่ยังขาดแคลนน้ำหรือระบบชลประทานยังไม่ทั่วถึง ทำให้ไม่สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกษตรกรไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองทั้งหมด


อีกประเด็นสำคัญคือ หนี้สินเกษตรกร ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากต้องนำรายได้ไปชำระหนี้จนแทบไม่เหลือเงินสำหรับเลี้ยงครอบครัวและลงทุนเพาะปลูกรอบใหม่ รัฐบาลจึงต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้จริงของเกษตรกร ทั้งการขยายระยะเวลาชำระหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และพักชำระหนี้อย่างมีเงื่อนไข ควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มช่องทางตลาด และยกระดับราคาสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอชำระหนี้และกลับมาตั้งตัวได้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนเกษตรกรอย่างจริงจัง ตั้งแต่การจัดการเรื่องที่ดินทำกิน การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน การแก้ปัญหาหนี้สิน ไปจนถึงการลดต้นทุน สนับสนุนองค์ความรู้ และสร้างตลาดรองรับผลผลิต ไม่ปล่อยให้เกษตรกรต้องรับความเสี่ยงและแบกรับต้นทุนอยู่ฝ่ายเดียว


“ภาพฝันที่เราอยากเห็น คือเกษตรกรปลูกแล้วขายได้ มีรายได้เหลือเลี้ยงครอบครัว และสามารถพัฒนาอาชีพของตัวเองต่อไปได้อย่างมั่นคง การยกระดับราคาสินค้าเกษตรจึงต้องทำควบคู่ไปกับการลดต้นทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะถ้าเกษตรกรยังมีต้นทุนสูง ต่อให้ขายได้ราคาดีขึ้น ก็อาจไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น”


ณัฐพงษ์ทิ้งท้ายถึงการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า เกษตรกรทุกคนมีองค์ความรู้และความต้องการพัฒนาสินค้าทางการเกษตร สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องส่งเสริมและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและทั่วถึง เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสเติบโต สร้างรายได้ และพัฒนาอาชีพได้อย่างมั่นคง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สหกรณ์การเกษตร #ขอนแก่น

 















จดหมายจาก “อานนท์” ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 69

 


จดหมายจาก “อานนท์” ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 69


“เสียดายที่ในพจนานุกรมของเราไม่มีคำว่า “โชคดี” ความหวังที่จะได้กลับไปอยู่กับลูกทั้งสองอยู่ในสถานะริบหรี่ในสถานการณ์การเมืองที่อึมครึม ฝูงเหยี่ยวสยายปีกทั่วท้องฟ้า ในพจนานุกรมจึงต้องขีดเส้นใต้คำว่า “อดทน”


วานนี้ (16 ตุลาคม 2569) เพจเฟสบุ๊ค อานนท์ นำภา โพสข้อความจดหมายจาก อานนท์ นำภา ระบุว่า


“หมวย” คลอดลูกในช่วงน้ำท่วมใหญ่ 5 ตัว โชคดีที่พวกเราสังเกตทันว่ามีน้ำคล่ำออกมาเลยหากล่องกระดาษมาวางที่โต๊ะการเมือง ในค่ำที่น้ำเลยเข่า ลูกแมว 5 ตัวก็ได้ออกมาดูโลก (ยังไม่ลืมตา) อย่างปลอดภัยในภาวะแร้นแค้น พวกเราเจียดอาหารมาให้หมวยกินเพื่อให้มีน้ำนม ส่วนลูกเจ้าหมวยก่อนหน้านี้ 6 ตัวในวัยหนุ่มสาว พวกเราจับไปไว้บนล็อกเกอร์ รอดจากน้ำท่วมหวุดหวิด


“จิ๋ว” ลูกเจ้าหมวยที่คลอดตอนต้นปี ก็คลอดเช่นกันในช่วงน้ำท่วม มันคลอดในลังหนังสือ 4 ตัว แต่กว่าพวกเราจะเห็นทั้ง 4 ตัวก็จากโลกนี้ไปเสียแล้ว อาจจะเพราะจิ๋วยังเด็กเกินไปที่จะตั้งท้อง หรืออาจเพราะยังไม่อาจดูแลลูก ๆได้ “จิ๋ว” จึงต้องเสียลูกๆไป พวกเราช่วยกันให้อาหารเท่าที่จะหาได้ 1 สัปดาห์ผ่านไป สุขภาพจิ๋วดีขึ้น ส่วนลูกๆของหมวยก็แข็งแรงขึ้น ที่โต๊ะการเมืองพร้อมแล้วที่จะมาสมาชิกใหม่ 5 คน+12 ตัว


แม้ไม่ใช่คนจำพวก “ทาสแมว” แต่ก็อดสงสารและเอ็นดูแมวพวกนี้ไม่ได้ เวลาดูลูกแมวเล่นกันก็ทำให้คิดถึง “เจ้าปราณ” กับ “เจ้าขาล” ป่านนี้เด็กๆ จะเป็นอย่างไรบ้างนะ


ขณะที่เขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นประกันตัวไปแล้ว ศาลอาญาส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์สั่ง เสียดายที่ในพจนานุกรมของเราไม่มีคำว่า “โชคดี” ความหวังที่จะได้กลับไปอยู่กับลูกทั้งสองอยู่ในสถานะริบหรี่ในสถานการณ์การเมืองที่อึมครึม ฝูงเหยี่ยวสยายปีกทั่วท้องฟ้า ในพจนานุกรมจึงต้องขีดเส้นใต้คำว่า “อดทน” เดือนหน้า ลูกทั้งสองก็จะเปิดเทอมแล้ว ลูกทั้งสองคงได้เจอเพื่อน ๆ เล่นกับเพื่อน ๆ เติบโตไปตามวัย ส่วนพ่อนั้นคงอีกนานกว่าจะได้เปิดเทอม 


รักและคิดถึงลูกทั้งสอง (และแม่ของพวกเธอ)

อานนท์ นำภา

10 ต.ค. 69


สำหรับวัน อานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


และวันที่ 30 ตุลาคม 2569 อานนท์จะถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษาคดีมาตรา112 กรณีปราศรัยหน้า SCB เมื่อ 25 พ.ย. 63 นับเป็นคดี112 คดีที่ 12 ของอานนท์ที่ต้องมาฟังคำพิพากษา 


ทั้งนี้อานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาครบ 3 ปีแล้ว เมื่อ 26 ก.ย. 69 โดยได้มีการจัดงานขึ้นที่สถาบันปรีดี ทองหล่อ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

จองบัตรด่วน! เปิดทำการแสดงแล้ว ละครเวที #น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ปี2475 (No Time To Blind) เรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองสุดเพี้ยนพิศดาร ระหว่างคนหนุ่มสาวผู้ชิงชังกับอนาคตกับเหล่าผู้ใหญ่ผู้พึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

 


จองบัตรด่วน! เปิดทำการแสดงแล้ว ละครเวที #น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ปี2475 (No Time To Blind) เรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองสุดเพี้ยนพิศดาร ระหว่างคนหนุ่มสาวผู้ชิงชังกับอนาคตกับเหล่าผู้ใหญ่ผู้พึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

.

วันนี้ (16 ตุลาคม 2569) 19.00 น. ที่KINJAI CONTEMPORARY บางพลัด กรุงเทพฯ เปิดรอบทำการแสดงละครเวที น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ปี 2475 (No Time To Blind) สำหรับรอบนี้ ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, สมบัติ บุญงามอนงค์ ร่วมรับชมด้วย


เพราะอนาคตมันเฮงซวย! 


“มารีญา” นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากอนาคตอันแสนไกล จึงย้อนเวลากลับมาในปี 2475 ด้วยความเชื่ออันแรงกล้าว่าหากแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดได้ อนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น


ทว่า เธอกลับต้องถูกขัดขวางโดยเหล่าสุภาพบุรุษแห่งองค์กรปริศนาผู้เดินทางข้ามเวลามาเพื่อปกป้องประวัติศาสตร์ที่เป็นอยู่ เพราะสำหรับพวกเขา “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดีเสมอ” 


นี่คือเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองสุดเพี้ยนพิศดาร ระหว่างคนหนุ่มสาวผู้ชิงชังกับอนาคตกับเหล่าผู้ใหญ่ผู้พึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น


นำแสดงโดยรวิสรา บุญนพ, ณัฐภัทร มาเดช, บุญญาดา เตชมานะชัย, พิชญะ อุดมศรีโยธิน, ภูริ ยิ่งยอด, ดนุภัทร แซ่หว้า


เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ณัฐภัทร มาเดช


อำนวยการผลิตโดย จณิสตา รักษา


🔴จัดทำการแสดงวันที่ 16-18, 23-25 ตุลาคม 2569  เวลา 14.00 น. และ 19.00 น. จำนวน 11 รอบการแสดง


🔴มีวงสนทนาหลังละครจบ (Post-talk discussion) ทุกรอบการแสดงเวลา 14.00 น.


🎟️ จองบัตรได้ที่ 

https://politicletheatre.github.io/Ticket/index.html

.

รายได้สุทธิจากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดจะนำไปมอบให้ Freedom Bridge โครงการที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองที่ยังยืนหยัดการต่อสู้ในเรือนจำ และครอบครัวของนักโทษทางการเมือง


KINJAI CONTEMPORARY ใกล้ ๆตลาดกรุงธน (MRT สิรินธร) 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ปี2475 #NoTimetoBlind #PoliticleTheatre #KINJAICONTEMPORARY


















วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ ลุยขอนแก่น แนะรัฐบาลรื้อระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำชี-พอง รับมือท่วม-แล้งซ้ำซาก พร้อมเร่งรัดโครงการระบายน้ำเมืองขอนแก่นที่ล่าช้า

 


‘ณัฐพงษ์’ ลุยขอนแก่น แนะรัฐบาลรื้อระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำชี-พอง รับมือท่วม-แล้งซ้ำซาก พร้อมเร่งรัดโครงการระบายน้ำเมืองขอนแก่นที่ล่าช้า


วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย สส. และทีมงานพรรคประชาชน เดินทางไปจังหวัดขอนแก่น เพื่อหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชี-ลุ่มน้ำพอง การวางแผนใช้น้ำเพื่อการเกษตรในระยะยาว รวมถึงติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองขอนแก่น และติดตามโครงการขุดเชื่อมท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ที่มีความล่าช้า


ณัฐพงษ์ระบุว่า สิ่งสำคัญในการเดินทางมาครั้งนี้คือการหารือถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำชี-ลุ่มน้ำพอง เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำของภาคอีสานให้เป็นภาพเดียวกันทั้งระบบ เนื่องจากพื้นที่ต้นน้ำย่อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลที่เชื่อมโยงพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน


ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนในภาคอีสานต้องเผชิญกับปัญหาเดิมๆ ซ้ำซากทุกปี ในฤดูฝนหลายพื้นที่ต้องเร่งระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง เกษตรกรกลับประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับการเพาะปลูก จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องทบทวนการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ การพัฒนาระบบชลประทาน การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร ไปจนถึงการวางแผนรับมืออุทกภัย โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันบนแผนบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำ


นอกจากนี้ ณัฐพงษ์และคณะยังได้เดินทางไปยังบริเวณถนนมิตรภาพ เพื่อติดตามโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองขอนแก่น ซึ่งมีการก่อสร้างระบบระบายน้ำใต้ดินด้วยเทคนิค Pipe Jacking เพื่อระบายน้ำไปยังบึงทุ่งสร้าง รวมถึงจุดผันน้ำบริเวณบึงหนองโคตร ซึ่งเป็นโครงการระบายน้ำระยะที่ 1 ของกรมโยธาธิการและผังเมือง งบประมาณกว่า 376 ล้านบาท


โครงการดังกล่าวประสบปัญหาความล่าช้าจากอุปสรรคทางวิศวกรรม ทั้งสภาพชั้นดิน แนวเจาะที่ต้องปรับเปลี่ยน และปัญหาเครื่องจักร จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องเร่งติดตามความคืบหน้าให้ชัดเจน เพื่อให้ระบบระบายน้ำสามารถช่วยผันน้ำได้สะดวกยิ่งขึ้น


“การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองและการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ต้องมองเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม การลงทุนด้านน้ำจึงต้องมีแผนที่เชื่อมโยงกันทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การกักเก็บน้ำ และการจัดสรรน้ำให้เพียงพอ เพราะภาคอีสานมีสัดส่วนประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรมสูงที่สุดในประเทศ รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบในระยะยาว” ณัฐพงษ์กล่าว


ณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในภาคอีสาน คือการทำให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอในฤดูแล้ง สามารถวางแผนชีวิตและการประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงในระยะยาว เพื่อสร้างผลผลิตทางการเกษตรได้มากขึ้นและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำชี #น้ำพอง #ขอนแก่น