‘นฤมาศ’ สส.พรรคประชาชน ชี้ แหลมฉบังไม่ควรเป็น ‘ถังขยะโลก’
จี้รัฐเข้มงวดตรวจขยะพิษข้ามชาติ
นฤมาศ
เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ชี้ปัญหาการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายและขยะ
อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งจัดการ
หลังพบตู้สินค้าต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบัง
และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการตรวจสอบตั้งแต่ด่านนำเข้า
ขยายผลไปถึงต้นทาง
ตลอดจนทำให้ผู้กระทำผิดเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่
14 กันยายน 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ร่วมกับกรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเทียบเรือฮัทชิสัน
จำนวน 9 ตู้ พบการกระทำผิด 6 ตู้
โดยเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้าที่สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม
นฤมาศกล่าวว่า
แหลมฉบังเป็นหนึ่งในท่าเรือหลักของประเทศที่รับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก
การที่ของเสียอันตรายหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำเข้ามาโดยแฝงอยู่ในสินค้าประเภทเศษวัสดุ
ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านกฎหมาย
แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
หากมีการนำไปกำจัดหรือฝังกลบอย่างไม่ถูกต้อง
“ศรีราชาและแหลมฉบังไม่ควรเป็น ‘ถังขยะโลก’
ที่ต้องแบกรับของเสียจากประเทศอื่น”
ข้อมูลกรมศุลกากรระบุว่า
ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568
ถึงเดือนสิงหาคม 2569 มีการจับกุมคดีลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายรวม
187 คดี แบ่งเป็นของเสียอันตราย 98 คดี
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 56 คดี เศษพลาสติก 15 คดี
และสัตว์หรือพืชตามอนุสัญญาอนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ระหว่างประเทศ
(CITES) 18 คดี รวมมูลค่าของกลางกว่า 234 ล้านบาท
ขณะที่
DSI อยู่ระหว่างขยายผลข้อมูลตู้สินค้าต้องสงสัยที่นำเข้าจากต่างประเทศ
เพื่อดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าและผู้เกี่ยวข้อง
รวมถึงบริษัทผู้นำเข้าและผู้ส่งออก
นฤมาศ
กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ
ณ ด่านนำเข้า และการบังคับใช้กฎหมายตลอดห่วงโซ่
โดยไม่ควรหยุดอยู่เพียงการตรวจยึดสินค้าหรือดำเนินคดีกับผู้นำเข้าเท่านั้น
นฤมาศเสนอให้ภาครัฐดำเนินการ
4 ด้าน ได้แก่
1.
ยกระดับการตรวจสอบตู้สินค้า
เพิ่มความเข้มงวดและความโปร่งใสในการตรวจสอบตู้สินค้านำเข้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง
เพื่อป้องกันไม่ให้ของเสียอันตรายหลุดรอดเข้าสู่ประเทศ
2.
ขยายผลถึงต้นทาง
ติดตามไปถึงผู้นำเข้า
ผู้ส่งออก และเส้นทางของขยะ
เพื่อให้สามารถจัดการกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
3.
ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยาและฟื้นฟู
โดยค่าใช้จ่ายควรตกอยู่กับผู้กระทำผิด
ไม่ใช่เป็นภาระของประชาชนผ่านงบประมาณแผ่นดิน
4.
ใช้กฎหมายจัดการผลประโยชน์จากการกระทำผิด
ผลักดันให้การลักลอบนำเข้าและทิ้งของเสียอันตรายสามารถเชื่อมโยงกับกลไกการติดตามและยึดทรัพย์
เพื่อจัดการกับผลประโยชน์ที่เกิดจากการกระทำผิดอย่างจริงจัง
นฤมาศย้ำว่า
ในฐานะ สส.ชลบุรี จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
และผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อให้การป้องกันขยะพิษข้ามชาติครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง ด่านนำเข้า
ไปจนถึงการกำจัดและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
“ภาระจากของเสียที่เกิดจากการกระทำผิด
ไม่ควรตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา”






















































