วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนเปิดเวทีกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ‘วิโรจน์’ ซัดงบไม่พอไม่ควรเป็นข้ออ้างแก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้ ชูออกพันธบัตรปฏิรูประบายน้ำกรุงเทพฯ จบน้ำท่วมใน 5 ปี ด้าน ‘ชัยวัฒน์’ ลั่นจะไม่เป็นแค่พ่อบ้าน แต่จะเป็นพ่อเมืองจบปัญหา หากเป็นผู้ว่าฯ พร้อมเลิกสัญญาโรงขยะอ่อนนุชทันที ‘ณัฐพงษ์’ ขอแรงส่งส้มยกจังหวัด ชี้เปลี่ยนกรุงเทพฯ ได้ต้องมีทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.

 


พรรคประชาชนเปิดเวทีกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ‘วิโรจน์’ ซัดงบไม่พอไม่ควรเป็นข้ออ้างแก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้ ชูออกพันธบัตรปฏิรูประบายน้ำกรุงเทพฯ จบน้ำท่วมใน 5 ปี ด้าน ‘ชัยวัฒน์’ ลั่นจะไม่เป็นแค่พ่อบ้าน แต่จะเป็นพ่อเมืองจบปัญหา หากเป็นผู้ว่าฯ พร้อมเลิกสัญญาโรงขยะอ่อนนุชทันที ‘ณัฐพงษ์’ ขอแรงส่งส้มยกจังหวัด ชี้เปลี่ยนกรุงเทพฯ ได้ต้องมีทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.


วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่สนามกีฬาหมู่บ้านเคหะธานี 4 เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. โดย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ได้ร่วมการปราศรัยกับผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนจากทั้ง 9 เขต และ สส.กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกอย่างพร้อมเพรียง โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมการบริหารพรรคประชาชน ร่วมเวทีปราศรัย


วิโรจน์ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้กรุงเทพฯ จะพัฒนาไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่กรุงเทพฯ ยังไปไกลกว่านี้ได้ มหานครของโลกพัฒนาเมืองโดยมีทีมนโยบายที่คอยคิดว่า ถ้าเมืองจะล้มเหลวจะเกิดจากสาเหตุอะไร ต้องหาวิธีป้องกันให้ได้ และจะไม่ยอมให้เมืองสะดุดด้วยปัญหาเดิมๆ อีกครั้ง


ที่ผ่านมากรุงเทพฯ เคยเผชิญกับวิกฤตอย่างน้อยสองเรื่อง คือมหาอุทกภัยในปี 2554 และโควิด-19 จนหลายคนตั้งคำถามว่า หากกรุงเทพฯ เจอกับเหตุการณ์อุทกภัยแบบนั้นอีกครั้ง ด้วยศักยภาพและระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ จะสามารถรับมือให้ผลกระทบจากภัยพิบัติลดน้อยลงกว่าที่เคยเป็นได้หรือไม่ หรือหากเจอโรคระบาดในระดับเดียวกับโควิด-19 จะสามารถป้องกันไม่ให้คนเสียชีวิตมากขนาดที่เคยเจอได้หรือไม่ วิโรจน์บอกว่า ไม่มั่นใจ นี่คือสาเหตุที่กรุงเทพฯ ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่มาก 


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า ด้วยสภาวะโลกรวน ทำให้ปัญหาอุทกภัยมีความรุนแรงมากขึ้น กรุงเทพฯ รับมือด้วยการระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำ 97 แห่ง ความสามารถในการระบายน้ำอยู่ที่ 1,200-1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีอุโมงค์ยักษ์ 5 สายที่ใช้งานได้จริง แต่ถ้าเพียงพอแล้วปัญหาระบบระบายน้ำท่วมขังต้องดีกว่านี้ แม้จะมีการพัฒนา แต่ปัญหาก็รุกคืบตามไปด้วย วิโรจน์ย้ำว่า มีทางเดียวคือกรุงเทพฯ ต้องคิดให้ใหญ่กว่านี้ และต้องแซงปัญหาให้ได้ โดยเฉพาะน้ำท่วม ซึ่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกใช้เวลานานที่สุดในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งทุกวันนี้ระบายผ่าน 2 คลองหลัก คือคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต กับคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งมีขีดความสามารถในการระบายน้ำไม่เพียงพอ


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า การลอกคลองและท่อระบายน้ำต้องทำมากกว่าและคิดใหญ่กว่าเดิม ทำให้ต้องการผู้ว่าที่กล้าท้าทายกว่าผู้ว่าฯ คนเก่า สานต่องานของผู้ว่าฯ คนเก่าอย่างเต็มที่ และระบบระบายน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญมาก 


การระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เป็นเรื่องที่ใช้เทคโนโลยีอะไรวุ่นวาย แต่คือ pipe-jacking หรือการสอดท่อลงไปเพื่อลัดน้ำลงคลอง ซึ่งแต่เดิมกรุงเทพฯ ทำหลายเส้นมาก บางปีงบประมาณทำได้ถึงหลักสิบเส้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด ปัจจุบันปีหนึ่งทำได้ไม่เกิน 3-4 โครงการ 


“อย่าเอางบประมาณมาหยุดความฝันของคนกรุงเทพฯ อย่าเอางบประมาณมาทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องยอมทน เพราะกรุงเทพฯ หาเงินได้ ไม่ต้องรอ ถ้าบอกว่าต้องทำแค่ 10 เส้น เพราะถ้าทำมากกว่านี้จะกระทบกับการจราจรก็ยังโอเค แต่จะต้องไม่ใช่เพราะติดเรื่องเงินหรือเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงาน” วิโรจน์กล่าว


วิโรจน์ยังระบุต่อไปว่า ระบบเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT ก็จะต้องมีการติดเพิ่มเพื่อมอนิเตอร์ระดับน้ำ เพื่อให้ระบบศูนย์ควบคุมสั่งการในการระบายน้ำสามารถสั่งการทางไกลได้ ปรับปรุงประตูระบายน้ำให้มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยี ทำให้การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแม้จะต้องใช้เงินระดับถึงแสนล้านในระยะ 5 ปี แต่ผู้ว่าฯ ก็ต้องกล้าคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อออกพันธบัตร 25,000 ล้านบาทเป็นระยะเวลา 5 ปี แม้จะมีดอกเบี้ย แต่ก็ดีกว่าการชะลอโครงการที่ควรจะทำ ซึ่งแนวคิดของพรรคประชาชนคือ กล้าที่จะออกพันธบัตรเพื่อทำระบบระบายน้ำแบบที่ไม่ต้องรอคอยงบประมาณ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ต้องทำพร้อมกันให้เสร็จภายใน 5-6 ปี 


“นี่คือเส้นเลือดใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ ที่จะมาเสริมกับเส้นเลือดฝอย ตอนนี้เส้นเลือดฝอยไขมันไม่อุดตันแล้ว แต่หัวใจที่ตีบอยู่ได้เวลาทำบอลลูน ทำระบบระบายน้ำใหม่ให้กรุงเทพฯ ปลอดภัยจากน้ำท่วมไปอีก 10-20 ปีข้างหน้าให้ได้” วิโรจน์กล่าว


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือขยะ ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีขยะประมาณ 9,000 ตันต่อวัน ความน่ากังวลคือกรุงเทพฯ ใช้วิธีการฝังกลบประมาณ 60-70% ซึ่งตราบใดที่ยังไม่สามารถหาวิธีในการแยกขยะที่เป็นเศษอาหารที่มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 49% ได้ ขยะเหล่านั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย กรุงเทพฯ ต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและสื่อสารกับประชาชนว่าปัญหาขยะสามารถแก้ได้ด้วยการแยกขยะ แต่ไม่ใช่การผลักภาระ


และวันนี้โรงขยะ 800 ตันกับ 1,000 ตันที่อ่อนนุชกำลังจะหมดใบอนุญาตในปี 2570 วิโรจน์ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องให้คนอ่อนนุชทนรอจนถึงปี 2570 เพราะ กทม. สามารถยกเลิกสัญญาได้เลย โดยเจรจากับผู้ประกอบการ หาทางชดเชยให้เลิกก่อนหมดสัญญา โรงขยะ 800 ตันที่ทำก๊าซชีวภาพและเชื้อเพลิง ปรับปรุงใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่เป็นแบบปกปิดจริงๆ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ส่งเสริมให้มีศูนย์รีไซเคิล เปลี่ยนขยะให้เป็นเชื้อเพลิง ก็จะสามารถทำให้ปัญหาขยะในภาคตะวันออกของกรุงเทพฯ ลดลงได้


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับสภา กทม. ที่จะมีการเลือกพร้อมผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าใครก็ตามมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้วถูกล้อมรอบด้วย ส.ก. ที่หากินตบทรัพย์ คิดแต่จะผันงานให้กับผู้รับเหมาและพ่อค้าในเครือข่าย แล้วหวังให้แบ่งเปอร์เซ็นต์มาให้ตัวเองกับข้าราชการในเครือข่าย ผู้ว่าฯ จะทำงานไม่ได้ เพราะโครงการที่ดีที่ต้องการนำเสนอให้กับประชาชน การแก้ปัญหาทุจริตงบประมาณแปรญัตติ ต้องป้องกันไม่ให้โจรสวมสูทเข้าไปเป็นสมาชิกสภา กทม. ให้ได้ และทางเดียวก็คือเลือก ส.ก. จากพรรคประชาชนให้ครบทั้ง 50 คน 50 เขต เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์เอามาทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพฯ


ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการเดินทางในกรุงเทพฯ ว่าจะดีกว่านี้หรือไม่ถ้ามีรถเมล์มากกว่านี้ และเดินทางด้วยรถเมล์ได้จริง โดยยกตัวอย่างการหาเสียงที่คลองสามวา ที่มีป้ายรถเมล์เยอะมากแต่แทบไม่มีรถเมล์วิ่ง ซึ่งนอกจากรถเมล์แล้ว ชัยวัฒน์ยังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงการโดยสารทางเรือผ่านคลองเส้นต่างๆ และกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกก็มีศักยภาพอยู่แล้ว 


“ตั้งแต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรกผ่านมา 51 ปี กรุงเทพฯ ก็ยังไม่ค่อยไปไหน ปัญหาที่ต้องแก้ไขก็คือปัญหาเดิม ไม่ว่าจะการเดินทาง โรงขยะที่คนอ่อนนุชต้องทนกลิ่นเหม็นมา 20 ปี ถ้าผู้ว่าฯ เดือดร้อนแทนคนกรุงเทพฯ เรื่องขยะแบบนี้ควรจะต้องจบไปนานแล้ว แต่ทุกวันนี้ปัญหานี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม เลือกตั้งมา 51 ปี มีผู้ว่าฯ กทม. มา 17 คน กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่คนเลือกตั้งผู้ว่าฯ มาเอง ผู้ว่าฯ ควรจะต้องทำอะไรได้มากกว่านี้” 


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า มีคนเปรียบเทียบว่างานผู้ว่าฯ ก็เหมือนงานพ่อบ้าน ทำไปเก็บกวาดบ้านไป ทำทางเท้า ทำถนน ลอกท่อ ปะผุกันไป น้ำก็ยังท่วมเหมือนเดิม รถยังติดเหมือนเดิม รถเมล์ยังน้อยเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริง คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องการผู้ว่าฯ แบบ ‘พ่อบ้าน’ ที่จะมาทำงานบ้าน แต่ต้องการ ‘พ่อเมือง’ ที่จะมาแก้ปัญหาให้จบ และยืนยันว่า หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. โรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็นต้องยกเลิกสัญญาทันที


ส่วนเรื่องคลอง ทุกวันนี้กรุงเทพฯ ลอกได้ครึ่งเดียว จึงต้องลอกให้ครบทั้ง 100% เพื่อให้ระบายน้ำได้ดีช่วงหน้าฝน แม้จะเป็นงานแบบพ่อบ้านแต่ก็ต้องทำแบบพ่อบ้านที่เอาจริง และทำแบบพ่อเมือง แก้ปัญหาน้ำท่วมให้จบด้วยการแยกท่อน้ำฝนออกมา ไม่ใช่นำน้ำฝนและน้ำเสียมารวมไหลไปในท่อเดียวกัน 


ปัญหาเรื่องการทุจริต ชัยวัฒน์มองว่า ผู้ว่าฯ ต้องเป็นคนเข้ามาแก้ให้จบ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบ แต่เงินภาษีของประชาชนถูกทำให้รั่วไหลออกไปผ่านการทุจริต เรื่องแบบนี้ไม่ต้องบอกว่าผู้ว่าฯ มีอำนาจหรือไม่ แต่ต้องถามว่ามีใจที่จะแก้ไขหรือไม่ คนกรุงเทพฯ เลือกมาโดยตรงต้องแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ให้จบให้ได้ 


ส่วนปัญหาด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะใบส่งตัวที่คนกรุงเทพฯ เจอกัน ถ้ามองว่าไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯ ก็จบอยู่แค่นั้น แล้วปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ไข แต่ผู้ว่าฯ ที่เป็นพ่อเมืองจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนกรุงเทพฯ เช่น เป็นเจ้าภาพไปคุยกับ สปสช. แก้ปัญหาระบบการจ่ายเงิน นำศูนย์บริการสาธารณสุขเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพคนกรุงเทพฯ ได้ดีขึ้น


“แม้จะไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯ แต่ถ้ามันคือความเดือดร้อนของประชาชน พ่อเมืองก็ต้องทำ ผมจะเป็นตัวอย่างให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็น และเป็นตัวอย่างให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็น ว่าผู้ว่าฯ ที่ประชาชนเลือกต้องรับใช้ประชาชน จบปัญหาให้ได้ ไม่ใช่อยู่แค่จบครบเทอม คนกรุงเทพฯ ต้องให้โอกาสกับตัวเอง กล้าที่จะเลือกคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม กล้าที่จะจบปัญหาเรื้อรังต่างๆ ของ กทม. แล้วเราจะสร้างกรุงเทพฯ เพื่อลูกหลานของเราไปด้วยกัน” ชัยวัฒน์กล่าว


ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ฝันใหญ่ของพรรคประชาชน ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ คือเรื่องการผลักดันการกระจายอำนาจ เพราะท้องถิ่นประเทศไทยในปัจจุบันยังคงถูกกดทับและรวมศูนย์อยู่ แม้แต่กรุงเทพฯ ที่ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนก็ยังไม่มีอำนาจในการย้ายเสาไฟฟ้าสักต้น เพราะมีหลายเจ้าภาพ ผู้ว่าฯ จึงต้องเป็นมือประสานสิบทิศ


ส่วน ส.ก. เปรียบเสมือนเป็นคนดูแลกระเป๋าเงินของผู้ว่าฯ งบประมาณปีละแสนล้าน ถ้าผู้ว่าฯ ฝันใหญ่ อยากทำระบบระบายน้ำหรือทำโครงการอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายผู้อนุมัติก็คือ ส.ก. และทุกอย่างที่ทุกคนเห็นในข่าว อย่างเช่น เรื่องลู่วิ่งราคาแพง ก็มาจากกระบวนการงบประมาณท้องถิ่นที่เป็นแบบนี้ ถ้าทุกคนอยากได้การพิจารณางบประมาณที่มีความโปร่งใส เม็ดเงินทุกบาทถูกลงในโครงการเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับชาวกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง ก็ต้องเลือก ส.ก. ที่เชื่อมั่นได้ว่าทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสิ่งสูงสุด


ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนต่างมาด้วยเจตจำนงเดียวกัน ถ้าอยากได้ ส.ก. ที่ทำงานเหมือน สส.พรรคประชาชน พิจารณางบประมาณ กทม. อย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา แบบ สส.พรรคประชาชน ที่เสนอกฎหมายในระดับประเทศ แต่เสนอเป็นข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าในสภา กทม. ไม่ว่าจะเป็นการจัดการผังเมือง การทำพื้นที่สีเขียว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รถเมล์อนาคต มีวาระที่ก้าวหน้าอีกหลายเรื่องที่ผลักดันผ่านกฎหมายท้องถิ่นได้ ที่ฝากความหวังไว้กับ ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 คน 50 เขตได้


“ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายนี้ การตัดสินใจของท่านในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้ อยากให้ทุกคนศึกษาจริงๆ ดู ส.ก. ในเขตของตัวเอง ศึกษาประวัติให้ดีว่าเป็นใครมาจากไหน การประกาศตัวว่าอิสระแล้วใส่สีเขียวบนป้ายหาเสียงเพื่อพยายามห้อยโหนกระแส อ.ชัชชาติ อิสระจริงไหม ถ้าศึกษาแล้วแคนดิเดตเหล่านั้นไม่สามารถทำให้เชื่อถือได้จริง อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของพรรคสีส้ม เชื่อมั่นในแคนดิเดต ส.ก. 50 คน 50 เขต ผมการันตีให้ได้” ณัญพงษ์กล่าว


ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า ชัยวัฒน์มีทีมบริหารที่พร้อมทุกด้าน ตั้งแต่คุณภาพชีวิต การปฏิรูประบบราชการ ระบบสาธารณสุข งานโยธา เศรษฐกิจปากท้อง ทำให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ชัยวัฒน์ทำได้แน่นอนก็คือ งานพ่อเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการระบายน้ำ ทางเท้าไม่ผุพัง ถนนเรียบ ไฟส่องสว่างต่างๆ 


คนเป็นผู้นำคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือไม่ปฏิเสธเรื่องยาก ชัยวัฒน์อาสามาแก้ไขปัญหาให้กับคนกรุงเทพฯ โดยไม่มองเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง คนแบบนี้เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำอย่างยิ่ง มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ไม่มีใครเข้ามาเพราะตั้งใจที่จะชนะการเลือกตั้ง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ กาเพื่อเปลี่ยนแล้ว กาเพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนไปแล้ว แล้วการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ถ้ากาเพื่อให้เปลี่ยนอีกสักครั้ง เพื่อให้กรุงเทพฯ มีงบประมาณที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น มีข้อบัญญัติที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น มีผู้นำเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง มีความทะเยอทะยาน มีวิสัยทัศน์ มีทีมบริหารที่พร้อม ทำไมเราจะกาเพื่อเปลี่ยนอีกหนึ่งครั้งไม่ได้ 


“เหลือเวลาอีกแค่ 7 วันเท่านั้น อย่าออกจากบ้านด้วยความรู้สึกแค่อยากเลือกผู้ว่าฯ สักคนที่มั่นใจว่าทำงานให้ได้ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความรู้สึกในการกาเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อการเมืองที่ดีกว่าเดิม ถ้าได้ชัยวัฒน์และทีมบริหารพรรคประชาชนไปบริหาร ได้ ส.ก. 50 คน 50 เขต สีส้มยกทั้งจังหวัด เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน” ณัฐพงษ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งสก69













วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ เปิดวิสัยทัศน์ TH-AI ประชาชน ชี้ลงทุน AI ต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ซื้อ ต้องต่อยอดเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก หากไทยอยากร่วมห่วงโซ่ ต้องขึ้นรถไฟให้ถูกขบวน


‘ณัฐพงษ์’ เปิดวิสัยทัศน์ TH-AI ประชาชน ชี้ลงทุน AI ต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ซื้อ ต้องต่อยอดเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก หากไทยอยากร่วมห่วงโซ่ ต้องขึ้นรถไฟให้ถูกขบวน


วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน จัดงานเสวนา ‘AI ประชาชน’ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นพร้อมแสดงวิสัยทัศน์นโยบายดิจิทัลและ AI ของพรรคประชาชน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในวงการดิจิทัลและ AI พร้อมประชาชนที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนอย่างคับคั่ง


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมบรรยายเปิดงานในหัวข้อ ‘TH-AI ในระเบียบโลกใหม่’ โดยระบุว่าแผน AI ของประเทศควรจะเป็นหน้าที่ของกรรมการ AI แห่งชาติ ที่นายกฯ เป็นประธานเป็นคนเขียน แต่บอร์ด AI ประชุมครั้งสุดท้ายก็คือสมัยรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร จนถึงวันนี้บอร์ด AI ยังไม่เคยทบทวนแผน AI ขณะที่รัฐมนตรีดิจิทัลฯ กำลังดัน TH-AI Passportอย่างเต็มที่


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าพรรคประชาชนมีโอกาสได้เข้าไปร่างแผน AI แห่งชาติใหม่ วัตถุประสงค์ของแผน AI แห่งชาติที่ดีควรมีวัตถุประสงค์สามประการหลัก คือ 


1. การเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง แม้โครงการ TH-AI Passport จะมีประโยชน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 1,500 ล้านบาทกำลังลงไปกับค่าใช้จ่ายในการซื้อ ไม่ได้เป็นการสร้าง ดังนั้น ถ้าจะลงทุนเรื่อง AI ในประเทศสักอย่างโดยใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท ควรจะต้องสามารถเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างได้


2. การลงทุนควรขยายผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นได้ การลงทุน AI ไม่ควรได้แค่ Chatbot มาตอบคำถาม แต่ควรขยายผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ 


3. การสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยในพลวัตโลกใหม่ ขณะที่เพื่อนบ้านกำลังแซงไทย มหาอำนาจก็พยายามบีบให้ประเทศไทยและประเทศอื่นต้องเลือกข้าง โจทย์คือถ้าจะกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับ AI ควรทำอย่างไรให้การลงทุนสามารถทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ทางนโยบายและตัวเลือกมากยิ่งขึ้น 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การมีแผน AI แห่งชาติที่ดีต้องตอบวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ข้อนี้ ไม่ว่าจะห่วงโซ่อุปทานหรือห่วงโซ่มูลค่าของ AI มีขนาดที่ใหญ่มากและลึกมาก ตั้งแต่พลังงาน ดาต้า โมเดลต่างๆ จนมาเป็นแอปพลิเคชัน โดยหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวถึงรายละเอียดว่า


“ในห่วงโซ่อุปทานต่างๆ เหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้องเก่งทั้งหมด แต่เลือกเก่งให้ถูกจุด นี่คือสิ่งสำคัญที่เรียกว่า ‘ยุทธศาสตร์’ คำว่ายุทธศาสตร์คืออะไร คือรู้ว่าควรจะต้องลงทุนในจุดไหน ทำในเรื่องไหน ที่ทำให้เรามีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้นได้”


AI สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชั้น คือพลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้า อัลกอริทึม และแอปพลิเคชัน 


1. พลังงานสะอาด AI ต้องใช้พลังในการประมวลผลมาก ดาต้าเซ็นเตอร์ก็มีมาตรฐานใหม่คือ RE100 ต้องใช้พลังงานสะอาด 100% เพื่อนำมาป้อนให้กับ AI โมเดลในอนาคต บทบาทของไทยทางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ประเทศไทยสามารถเป็น ‘ปลั๊กไฟที่สะอาด’ ให้กับอาเซียนได้ เราไม่ควรเอาเงินลงทุนจากดาต้าเซ็นเตอร์ หรือจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทชั้นนำจะมาลงทุนในประเทศเป็นผลงานใหญ่โตแล้วไปบดบังยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นคือการวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอย่าลืมว่านอกจากดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ทุกโรงงานต่อจากนี้ในอนาคต ทุกสินค้าที่ผลิตในภูมิภาคอาเซียนเพื่อส่งออกไปสหภาพยุโรปหรือประเทศอื่นที่มีกำแพงภาษีคาร์บอน ต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาดทั้งสิ้น ใครที่มีพลังงานสะอาดที่ถูก เสรี และเป็นธรรมกับประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้า ย่อมได้เปรียบมากกว่า


ณัฐพงษ์ระบุว่าตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Nord Pool หรือการซื้อขายพลังงานข้ามพรมแดนกันได้ เริ่มจากนอร์เวย์ที่เปิดเสรีพลังงานในประเทศ จากนั้นก็มีประเทศในกลุ่มนอร์ดิกเข้าร่วม ปัจจุบันในสหภาพยุโรปมี 16 ประเทศที่สามารถซื้อขายพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดนกันได้แล้ว และยังมีอีกหลายภูมิภาคบนโลกที่ทำเรื่องนี้แล้ว ซึ่งประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน


2. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับขบวนรถไฟ ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมมีขนาดใหญ่มาก เพียงแต่วันนี้ประเทศไทยควรจะต้องเลือกขึ้นให้ถูกขบวนและเลือกส่งเสริมให้ถูกคัน


สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดตอนนี้คือ Photonics หรือการส่งสัญญาณถึงกันด้วยแสงของชิปซีพียู และมีบริษัทหนึ่งในประเทศประเทศไทย คือ Fabrinet ที่เก่งในเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในเรื่องการทำ optical module (อุปกรณ์ส่งสัญญาณแสง) ซึ่งต่อไปชิปที่ผลิตออกมาก่อนที่จะนำไปประกอบลงในแผงวงจรและดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องนำ optical module มาประกบ


กำลังการผลิตเกือบ 100% ของ Fabrinet ตั้งอยู่ในประเทศไทย และกินส่วนแบ่งในตลาดโลกเยอะมาก 3 ปีที่ผ่านมากำไรโตขึ้นปีละ 133% ดังนั้น เมื่อ AI ในอนาคตชิปแต่ละตัวสื่อสารกันด้วยแสง และประเทศไทยมีบริษัทที่เก่งอยู่แล้ว โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยน่าดึงดูดมากกว่าการเป็นแค่ฐานการผลิต


3. ข้อมูล ณัฐพงษ์กล่าวถึงความจำเป็นที่ AI ต้องใช้ข้อมูลที่ดี แต่ก็ยังมีความกังวลเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลเช่นกัน 


“วันนี้เราบอกว่าเราสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยีไปให้แพลตฟอร์มต่างประเทศหมด แต่ความหมายก็คือ ถ้าเราเป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง มีข้อมูลบางอย่างที่มันมีมูลค่าสูงๆ ที่มีแต่หน่วยงานของไทยเข้าถึงได้ เป็นของตัวเอง เท่ากับว่าถ้าเราสร้างอธิปไตยทางข้อมูลของตัวเองได้ เรากำลังจะสร้างอธิปไตยทาง AI ของตัวเองได้ แล้วอธิปไตยทาง AI ของตัวเราเองก็หมายถึงความมั่นคงของประเทศ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยประการแรกที่ต้องมีก่อนคือกรอบกฎหมาย การวางกรอบกฎหมายที่ดีจะเป็นเกราะคุ้มกันอำนาจอธิปไตยทาง AI ตอนนี้ประเทศไทยมีกฎหมาย PDPA เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเทียบเคียงได้กับ GDPR ของสหภาพยุโรป แต่สหภาพยุโรปก็มีกฎหมายที่ส่งเสริมเศรษฐกิจข้อมูลให้เกิดขึ้นด้วยคือ Data Act ซึ่งใจความสำคัญคือการทำฐานข้อมูลที่มีมูลค่าสูงในทางเศรษฐกิจ อย่างข้อมูลทางด้านการเงิน สุขภาพ การศึกษา การเดินทาง ให้นักวิจัยเอกชนและหน่วยงานรัฐสามารถนำฐานข้อมูลนี้ไปสร้างโมเดล AI ได้


หากประเทศไทยมีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากมายมหาศาล เฉพาะข้อมูลทางการเงิน ถ้าเปิดให้เสรีมากขึ้นโดยยึดหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีการศึกษามาแล้วว่าจะสามารถทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 2-3% ต่อจีดีพี หรือข้อมูลในเรื่องการเดินทาง หากรู้เส้นทางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายว่าไปที่ไหนบ้าง จะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมได้ว่ามีนักท่องเที่ยวประเภทไหนบ้าง ซึ่งไม่ใช่การติดตามบุคคลแต่เป็นการติดตามในภาพรวม ขณะเดียวกันข้อมูลการเดินทางก็สามารถนำมาใช้ในการจัดการภัยพิบัติ การจัดการผังเมือง การเดินทาง ธุรกิจค้าปลีกได้


4. อัลกอริทึม ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องไปพัฒนา LLM แข่ง แต่เลือกทำโมเดลบางอย่างที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ในประเทศไทยมากกว่าได้ เช่น AI อ่านภาพถ่ายดาวเทียม นำมาใช้ในการจัดการน้ำท่วมและตรวจจับการทำการเกษตรแบบเผา การบุกรุกป่าแบบเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน และที่ณัฐพงษ์ย้ำว่าน่าสนใจคือ จะเป็นเรื่องดีถ้ามี AI เข้าใจภาษาราชการไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. กฎกระทรวง ระเบียบต่างๆ ที่มีเป็นหมื่นฉบับ


“ถ้า กพร. หรือสำนักงานพัฒนาระบบราชการ ต้องการจะเปลี่ยนข้อมูลจากกระดาษเป็นแอปฯ ทุกวันนี้ไม่มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มานั่งเขียนโค้ดเองแล้ว ไม่มี หาก AI เข้าใจกระบวนการของรัฐทั้งหมด ผ่านการเรียนรู้ภาษากฎหมายในระบบราชการทั้งหมด รู้ด้วยอะไรถูกอะไรผิด รู้ด้วยกระบวนการภายในเป็นยังไง ต่อไปเราจะประหยัดค่าเขียนแอปฯ ของรัฐได้ขนาดไหน ไม่ต้องมี TOR มาจ้างบริษัทใหญ่ๆ มาเขียนแล้ว เอาเจ้าของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าใจกระบวนการตัวเอง prompt ออกมาเองเลย”


5. แอปพลิเคชัน ทุกอย่างที่ตนพูดจะเปล่าประโยชน์ถ้าไม่เกิดการนำไปใช้จริง ซึ่งสิงคโปร์มีตัวอย่างที่เริ่มใช้แล้วคือ AI ภาครัฐที่เข้าใจกระบวนการภายในระบบราชการบางอย่าง ให้เจ้าหน้าที่รัฐนำ AI มาช่วยในการทำงานได้ ตัวอย่างที่สหราชอาณาจักรก็มีการตั้งกองทุนสนับสนุนให้มีการพัฒนา AI โมเดลของตัวเองขึ้นมา ถ้าประเทศไทยปูพื้นฐานชั้น 1-4 แล้วตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา ภาคเอกชนและสตาร์ตอัปต้องการทุนในการทำอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ทุนที่ตั้งขึ้นมาไม่มีใครเข้ามาขอ เพราะชั้น 1-4 ยังสะเปะสะปะอยู่


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า สุดท้ายที่น่าสนใจมากคือการทำ AI จับโกง ทุกวันนี้ LLM ทำให้การจับโกงไปไกลกว่าเดิมอีกขั้นนึง จากเดิมที่เป็น logic-based เช่น ถ้าระยะเวลาในการเปิดประมูลน้อย ผู้เข้าแข่งขันน้อย ราคาชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางแค่ 1% ก็มีความน่าสงสัย แต่เดี๋ยวนี้การโกงผ่าน TOR ไม่ว่าจะเป็นการล็อกสเป็ก ผู้รับจ้าง ล้วนเป็นภาษามนุษย์ การนำคนไปตรวจ TOR ทุกฉบับทุกโครงการเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามี AI ที่อ่าน TOR เป็น การจับโกงก็ทำได้ง่ายขึ้น เพราะ AI เริ่มเข้าใจภาษามนุษย์มากขึ้นแล้ว


ณัฐพงษ์สรุปแผน AI ของพรรคประชาชนว่า “อยากให้ทุกคนเห็นภาพ ว่าแผน AI แห่งชาติสำหรับผมและพรรคประชาชน ไม่ได้หมายถึงแค่การซื้อของจากต่างประเทศมาแจก คิดถึง 3 วัตถุประสงค์หลักด้วยกัน ทำอย่างไรให้เราเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง ทำอย่างไรให้เกิดการต่อยอดไปอุตสาหกรรมอื่น ทำอย่างไรที่เพิ่มอำนาจต่อรองของไทยบนเวทีโลกต่อไปในอนาคต”


“ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ภาพทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ ส่งเสริมนักผู้ประกอบการไทย ภาครัฐก็ได้ประโยชน์ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเราได้ด้วย อันนี้ก็เป็นภาพทั้งหมด” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่าสก69
















วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘วิโรจน์-ศุภณัฐ-อริย์ธัช’ เปิด 6 วาระ ส.ก.ประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพราชการ ยกระดับสภา กทม. ทำทันทีใน 100 วันแรก เปลี่ยนเมืองหลวงให้ปลอดภัย โปร่งใส น่าอยู่

 


‘วิโรจน์-ศุภณัฐ-อริย์ธัช’ เปิด 6 วาระ ส.ก.ประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพราชการ ยกระดับสภา กทม. ทำทันทีใน 100 วันแรก เปลี่ยนเมืองหลวงให้ปลอดภัย โปร่งใส น่าอยู่


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ในงาน ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ มีการจัดวงเสวนาหัวข้อ ‘เพิ่มประสิทธิภาพราชการ กทม. ยกระดับสภากรุงเทพ’ โดยมี วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน, ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กรุงเทพฯ และ อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางกอกน้อย ร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องการยกระดับการทำงานของสภากรุงเทพมหานคร เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ปลอดภัย โปร่งใส และน่าอยู่ขึ้น ด้วยการใช้บทบาท ส.ก. ผลักดัน 6 วาระต่อไปนี้ ทำทันทีภายใน 100 วันแรกหลังได้รับการเลือกตั้ง 


1. จัดการขยะแบบครบวงจร แก้ปัญหาการคัดแยกขยะที่สุดท้ายถูกนำไปรวมกันที่ปลายทาง ด้วยการผลักดันข้อบัญญัติให้สถานประกอบการต้องแยกขยะ 4 ประเภท มีจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันใช้แล้ว รวมถึงมีระบบติดตามขยะก่อสร้าง เพื่อสร้างการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพทั้งเมือง


2. มาตรฐานก่อสร้างปลอดภัย ป้องกันอุบัติเหตุอาคารหรือสะพานถล่มด้วยการกำหนดกติกาให้ไซต์งานต้องเปิดเผยกล้องวงจรปิดแบบ Real-Time ให้ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมบังคับเปิดเผยข้อมูลประกันภัยโครงการ เพื่อให้ประชาชนทราบวงเงินและช่องทางติดต่อเคลมได้ทันที ไม่ใช่รอเยียวยาหลังเกิดเหตุ


3. เมืองปลอดภัยป้องกันอาชญากรรม เชื่อมโยงกล้องวงจรปิดจากสถานที่ที่มีประชาชนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และสถานีขนส่ง เข้ากับ War Room ของ กทม. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและป้องกันอาชญากรรมรวมถึงภัยพิบัติอย่างทันท่วงที


4. อาคารใหญ่ต้องรับผิดชอบต่อเมือง ลดปัญหาจราจรหนาแน่นรอบอาคารขนาดใหญ่ ด้วยการกำหนดกติกาให้โครงการใหม่ต้องมีจุดจอดรถเมล์ จุดจอดแท็กซี่ และจุดรับส่งผู้โดยสารสาธารณะ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อการจราจรบนถนนหลัก


5. งบประมาณโปร่งใส เปลี่ยนการตรวจสอบงบประมาณ 1 แสนล้านบาท จากเดิมที่เห็นข้อมูลเมื่อใช้ไปแล้ว ให้เป็นการเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ ‘วันแรก’ ที่ยื่นคำของบประมาณในรูปแบบดิจิทัล พร้อมนำ AI มาใช้ตรวจจับโครงการที่มีพิรุธ เพื่อหยุดยั้งการทุจริตก่อนที่เงินภาษีจะหายไป


6. สภา กทม. ต้องโปร่งใส ผลักดันให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการและการพิจารณางบประมาณ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ติดตามว่าเมืองกำลังทำอะไร และให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์สามารถถูกตรวจสอบได้จริง


วิโรจน์, ศุภณัฐ และอริย์ธัช ร่วมกันสรุปทิ้งท้ายว่า บทบาทของ ส.ก. ไม่ใช่เพียงแค่คนยกมือผ่านงบประมาณในสภา แต่คือตัวแทนของประชาชนที่สามารถออก ‘กติกาใหม่’ ให้กรุงเทพฯได้ หากต้องการเมืองที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าอยู่ขึ้น การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือโอกาสสำคัญของคนกรุงเทพฯ ในการเลือก ส.ก. จากพรรคประชาชนทั้ง 50 เขต ที่พร้อมจะเข้าไปเปลี่ยนกรุงเทพฯ ทั้งระบบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน







‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดโรดแมป ‘100 วันแรก สร้างเมืองแคร์คน’ ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ ภายใน 1 ปี

 


‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดโรดแมป ‘100 วันแรก สร้างเมืองแคร์คน’ ชู 13 ภารกิจเร่งด่วน เปลี่ยนกรุงเทพฯ ภายใน 1 ปี 


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองแคร์คน’ คอยช่วยพยุงชีวิตประชาชนในวันที่ยากลำบาก คืนเวลาให้คนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ ภายในงานประกอบด้วย Interactive Exhibition, โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน


[ เปิดแผน 100 วันแรกสร้างเมืองแคร์คน ]


ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน แถลงวิสัยทัศน์และโรดแมปการทำงาน "100 วันแรก สร้างเมืองที่แคร์คน" โดยนำเสนอภารกิจเร่งด่วนที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ไปจนถึงเป้าหมายภายใน 1 ปี เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่โอบอุ้มผู้คน ลดต้นทุนชีวิต เปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งตัวได้ และเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหรือการบริหารจัดการเมืองเท่านั้น แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่าย ความไม่มั่นคง และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสาธารณะด้วยตนเอง เมืองที่ดีจึงไม่ใช่เมืองที่ปล่อยให้ประชาชนดิ้นรนตามลำพัง แต่ต้องเป็นเมืองที่ช่วยแบ่งเบาภาระ เปิดโอกาส และทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี


โรดแมปดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ "เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย ค้าขายง่าย และเดินทางง่าย" ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ การยกระดับความโปร่งใสของกรุงเทพมหานคร การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่นพิษ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น


ภารกิจเร่งด่วนตั้งแต่วันแรก ประกอบด้วยการทำหนังสือถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อขอเพิ่มโควตาการดูแลผู้ถือสิทธิบัตรทองในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานครจาก 800,000 คน เป็น 1 ล้านคน พร้อมเริ่มหารือแนวทางแก้ไขปัญหาระบบใบส่งตัว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้น


ภายในสัปดาห์แรก จะเพิ่มบริการรถรับส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเป็น 180,000 เที่ยวต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ รวมถึงเปิดเผยระบบ BKK Red Flag AI ให้ประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนร่วมตรวจสอบความเสี่ยงด้านการทุจริตและการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร


ภายในเดือนแรก จะเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากโรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นรบกวนชุมชน โดยยกเลิกสัญญาเดิม เจรจาชดเชยภาคเอกชน และจัดการขยะด้วยแนวทางที่ลดผลกระทบต่อประชาชนระหว่างการก่อสร้างระบบกำจัดขยะแบบปิดที่ได้มาตรฐาน


ในระยะ 6 เดือน จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่าน ‘หวยใบเสร็จ SMEs กรุงเทพฯ’ เพื่อจูงใจให้ประชาชนจับจ่ายกับร้านค้ารายย่อย พร้อมจัดตั้งศูนย์ Reskill กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของนายจ้าง ขณะเดียวกันจะผลักดันการขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ (LEZ) และข้อบัญญัติด้านความปลอดภัยสาธารณะ รวมถึงมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการจัดทำงบประมาณและการทำงานของสภากรุงเทพมหานคร


สำหรับเป้าหมายภายใน 1 ปี จะเดินหน้าลอกท่อระบายน้ำครบ 100% พร้อมเปิดเผยแผนลอกท่อประจำปีต่อสาธารณะ เพิ่มงบพัฒนาย่านเป็น 500 ล้านบาทต่อปี ปรับปรุงศูนย์เด็กเล็กทั่วกรุงเทพมหานครให้มีคุณภาพมากขึ้นและเปิดดูแลเด็กถึงเวลา 18.00 น. เพิ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงถึง 2,500 ตำแหน่ง พร้อมบริการดูแลถึงบ้านฟรี 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขยายพื้นที่ค้าขายที่เป็นธรรมและปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงเพิ่มเส้นทางรถเมล์และฟื้นฟูระบบเรือโดยสารในคลองสำคัญของกรุงเทพมหานคร


ชัยวัฒน์กล่าวว่า นโยบายทั้งหมดไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการพัฒนาเมืองในเชิงกายภาพ แต่เป็นการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็น ‘เมืองที่แคร์คน’ เมืองที่ช่วยให้ประชาชนเลี้ยงครอบครัวได้ง่ายขึ้น ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้และตั้งตัวได้มากขึ้น และได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


"เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่มีแต่ตึกสูงหรือโครงการใหญ่ แต่คือเมืองที่ประชาชนรู้สึกได้ว่ามีคนมองเห็นปัญหาของเขา รับฟังเขา และพร้อมช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เมืองที่แคร์คนต้องเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนลุกขึ้นตั้งตัวและก้าวไปข้างหน้าได้" ชัยวัฒน์กล่าว 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน











‘ธนาธร’ ยกนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพลอกท่อ เปลี่ยน กทม. ด้วยการฝันใหญ่-ลงมือทำจริง

 


‘ธนาธร’ ยกนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพลอกท่อ เปลี่ยน กทม. ด้วยการฝันใหญ่-ลงมือทำจริง


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘เมืองแคร์คน Policy Fest’ ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อนำเสนอนโยบายสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองแคร์คน’ คอยช่วยพยุงชีวิตประชาชนในวันที่ยากลำบาก คืนเวลาให้คนได้ใช้ชีวิตและดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ ภายในงานประกอบด้วย Interactive Exhibition, โซนนำเสนอนโยบายรายเขตของผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต และเวทีเสวนา นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน


[ การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากเรื่องเล็ก-ทำย้ำ จนเป็นมาตรฐานใหม่ ]


ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พูดในหัวข้อ ‘การเมืองท้องถิ่น ใกล้ตัวกว่าที่คิด ติดขัดกว่าที่เห็น’ โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ผ่านการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตจริง เช่น ปัญหาน้ำท่วมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในหน้าฝน โดยระบุว่าท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯ มีความยาวรวม 6,564 กิโลเมตร แบ่งเป็นท่อใหญ่ภายใต้การดูแลของสำนักระบายน้ำ กทม. และท่อเล็กในซอยภายใต้การดูแลของ 50 สำนักงานเขต


ธนาธร อ้างอิงผลการศึกษาแบบจำลองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า ประสิทธิภาพการระบายน้ำของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 43% หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ถึง 50% จะช่วยลดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้มากกว่า 10 เขต โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่เป็นการใช้ของเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยงบประมาณ 8,000 ล้านบาทของสำนักระบายน้ำ ซึ่งมีงบงานลอกท่อเพียง 120 ล้านบาทต่อปี สามารถลอกท่อได้เพียง 58% เท่านั้น


ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวต่อว่า ในไทยการลอกท่อยังใช้แรงงานคนลงไปทำงานโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย ต่างจากต่างประเทศที่ใช้เครื่องจักร Water Jet แรงดันสูง ทั้งนี้ จากการทำ Time and Motion Study ร่วมกับ ส.ก. พรรคประชาชน พบว่าเครื่องจักรให้คุณภาพงานที่ดีกว่า เร็วกว่า และใช้คนน้อยกว่า แม้จะมีราคาสูงกว่า ซึ่งตนพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่ามีเทคโนโลยีและวิธีการจัดการหลายรูปแบบ แต่ละพื้นที่ต้องการการจัดการที่ไม่เหมือนกัน แต่ปัจจุบันเรามีข้อมูลไม่เพียงพอ ทุกวันนี้ กทม. รู้ได้อย่างไรว่าท่อที่ไหนตันหรือไม่ตัน ถ้าไม่รู้แล้วไปเปิดทำความสะอาดท่อที่ไม่ตัน ก็เสียงบประมาณเสียทรัพยากร แต่ถ้าท่อที่ตันแล้วไม่ทำ ฝนตกก็น้ำท่วมขัง ดังนั้นต้องมีข้อมูลก่อนว่าควรทำที่ไหนบ้าง


พร้อมกันนี้ ธนาธรเสนอการใช้เทคโนโลยี Smart City ติดตั้งเรดาร์และตัวส่งสัญญาณวัดระดับน้ำและสิ่งอุดตัน ราคาชุดละประมาณ 60,000 บาท หากมีการติดตั้งใน 5,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ ใช้งบไม่เกิน 300 ล้านบาท จะทำให้มีข้อมูลที่ชัดเจนในการจัดการงบประมาณอย่างตรงจุด


นอกจากนี้ ธนาธร ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง จากเดิมที่จ้างเป็นโครงการสั้นๆ เส้นละ 200-500 เมตร ซึ่งไม่เอื้อให้เอกชนกล้าลงทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัย โดยเสนอให้ทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพ รวมถึงการบังคับใช้ข้อบัญญัติเรื่องบ่อดักไขมันตามชุมชนและตลาดอย่างจริงจัง เพื่อลดการอุดตันในท่อ และการจัดการกำจัดเลนให้ถูกสุขลักษณะ แทนการปล่อยให้เอกชนไปหาที่ทิ้งเองจนส่งกลิ่นเหม็นกระทบชุมชนรอบข้าง


“เวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง เราต้องฝันใหญ่ กล้าทะเยอทะยาน แต่เวลาทำ ต้องทำจริงและทำเล็กๆ ถ้าจะทำต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แบบเดิมที่จ้างเป็นเส้นๆ ไม่สามารถทำให้เอกชนกล้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพของเขาได้ ต้องมีการติดอุปกรณ์ IoT เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าซอยไหนถนนไหนท่อตัน ถ้าเราทำแบบเดิมก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” ธนาธรกล่าว


ธนาธรทิ้งท้ายว่า การเมืองท้องถิ่นนั้นใกล้กับเรามาก เรื่องท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ นั้น ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็แก้ให้เราไม่ได้ คนที่จะแก้ได้คือผู้ว่า กทม. และเวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ ทำบ่อยๆ ย้ำๆ จนเกิดมาตรฐานใหม่ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำประปา เรื่องการศึกษา เรื่องการระบายน้ำ เราต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน รูปแบบการจัดสรรงบประมาณ รูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเราทำให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้ เช่นที่เกิดขึ้นใน อบจ.ลำพูน


“28 มิถุนายนนี้ เปิดประตูให้เราหน่อย ให้พวกเราเข้าไปทำงาน เราต้องการความท้าทายที่ใหญ่กว่าเดิม ต้องการปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอฝาก ‘โจ ชัยวัฒน์’ และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขตของพรรคประชาชน หวังว่าประชาชนจะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอพรรคประชาชน 2 ใบ เดินทางไปด้วยกัน” ธนาธร กล่าวปิดท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน