วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“หมอเหวง” รำลึกรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557





 

“หมอเหวง” รำลึกรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557


12ปีรัฐประหาร57

รำลึกรัฐประหาร22พค.2557


ทันทีที่คสช.ยึดอำนาจสำเร็จ กลุ่ม กปปส. ไปฉลองชัยชนะ ดื่มแชมเปญ เต้นโขยกเขยกร้องเพลงประจำการเคลื่อนไหวอย่างดีอกดีใจ คึกคะนอง บนห้องจัดเลี้ยงหรูโรงแรมหรูใจกลางกทม.


ประจานตนเองต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศให้เห็นอย่างล่อนจ้อนว่ าการเคลื่อนไหวของ กปปส. สถาปนารัฏฐาธิปัตย์ แก่นแท้เป็นเพียงการเตรียมการให้กลุ่มทหารขวาจัดยึดอำนาจ เพื่อสถาปนาอำนาจรัฐอนุรักษ์จารีตขวาจัดอำนาจนิยมเท่านั้น เพื่อแก้ไข “การยึดอำนาจรัฐประหารเสียของปี 49 ของคปค. คมช.”


กปปส.สร้างเงื่อนไข ขว้างระเบิดฆ่าประชาชนที่ถนนบันทัดทอง ขว้างระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อสังหารแกนนำ กปปส. (จากคลิปบันทึกภาพที่มีการเผยแพร่ผู้กระทำไม่ได้ถูกจับ ลักษณะคล้ายทหารมาก เพราะชำนาญการในการขว้างชัดเจน) ฆ่าประชาชนคนยากจนแถบสวนจตุหลายคน ฆ่าคนเสื้อแดงสองคนเอาศพยัดกระสอบไปโยนลงเจ้าพระยาที่สะพานซังฮี้ โดยเอาขึ้นปิคอัพขับขึ้นสะพานยิงปืนขู่พนักงานกทม. ที่ทำงานซ่อมสะพานนอยู่ ศพลอยไปติดตลิ่งที่แถบถนนพระอาทิตย์ มีคลิปชัดเจนที่มติชนเผยแพร่ แต่เรื่องก็เงียบ


ทั้งหมดเป็นการยืนยันว่า อำนาจรัฐตัวจริงไฟเขียวจให้ทำได้ การปิดโรงพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง ห้ามและข่มขู่ประชาชนไม่ให้ไปเลือกตั้ง จนเกิด“ป้าไฟฉาย” หญิงปีนรั้ว“ เพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่ก็ยังมีประชาชนไปใช้สิทธิ 20 ล้านคน การปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้งโดยใช้กำลังอาวุธเล็งยิงตำรวจที่มาคุ้มครองการสมัครเลือกตั้งตรงกลางอกทะลุหัวใจ มีหัวหน้าหน่วยซีลมาใส่ร้ายว่ามีพวกเขมรติดอาวุธลัดลอบเข้าเมืองมาช่วยคนเสื้อแดง ทั้งที่คนพูดเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าง ยังปล่อยให้เกิดหตุการณ์ตำตาได้อย่างไร


และอีกหลากหลายวีรกรรมวีรเวรของกปปส. ล้วนประจานว่า อำนาจรัฐพันลึกที่กุมอาวุธไว้ในมืออยู่เบื้องหลังการสร้างสถานการณ์จนสุกงอม จากนั้นก็ส่งทหารเข้ามาทำบังเกอร์ในกทม. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ประกาศกฎอัยการศึกโดยพลการ  แล้วก็เรียกเจ็ดกลุ่มสำคัญเข้ามารวมกันที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี ด้วยข้ออ้างจะหาทางประนีประนอม ยุติสถานการณ์


แต่ความจริงคือเพื่อเอาหัวเรือใหญ่ทุกฝ่ายมาคุมตัวไว้เพื่อยึดอำนาจ ภายหลังจากที่กล่าวหารัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า ย้ายถวิล เปลี่ยนสี แล้วใช้อำนาจกระบวนการยุติธรรมของพวกเขาปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เหลือแต่รัฐบาลรักษาการ

 

ทั้งหมดนี้เป็นบางส่วนสำคัญของการยึดอำนาจรัฐประหารของคสช. 12 ปีที่แล้วเมื่อ 22 พ.ค. 2557 เป็นชัยชนะของฝ่ายจารีตอนุรักษ์อำนาจนิยมซึ่งยังสืบต่อมาจนทุกวันนี้ ผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ของคสช. และยังจะทำคลอดรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน เพื่อสร้างอำนาจรัฐจารีตอนุรักษ์อำนาจนิยมไปให้ยาวนานตลอดไป อำนาจสูงสุดทางการเมืองเป็นของประชาชนจะกลายเป็นความฝัน อันเป็นไปไม่ได้เสียแล้วหรือ???


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐประหาร2557 #หมอเหวง

พิจิตตร่วมหาเสียงชัยวัฒน์ ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ ด้านชัยวัฒน์ชวนคนกรุงมองอนาคต 4 ปีข้างหน้า


พิจิตตร่วมหาเสียงชัยวัฒน์ ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ ด้านชัยวัฒน์ชวนคนกรุงมองอนาคต 4 ปีข้างหน้า


วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน พร้อมด้วย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และ วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม.ของพรรคประชาชนได้มาลงพื้นที่หาเสียง ในถนน สายไม้เขตบางซื่อ พร้อมกับ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางซื่อ โดยมี พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานครร่วมลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ด้วย


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ถนนสายไม้ ซึ่งมีประวัติอันยาวนานในอดีต โดยเป็นแหล่งค้าไม้สำคัญในอดีต และปัจจุบันตนก็มองเห็นศักยภาพของถนนสายไม้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาถนนให้มีจุดแลนด์มาร์กต่าง ๆ และเป็นย่านธุรกิจ รวมถึงย่านท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในด้านงาน คราฟท์เกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนในการพัฒนาย่าน โดยให้คนในย่านเป็นผู้กำหนดทิศทางร่วมกัน


ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการมาของพิจิตตในวันนี้โดย พิจิตตกล่าวว่า ตนรู้จักกับชัยวัฒน์จากประวัติด้านส่วนตัว จึงได้พิจารณาว่า คุณสมบัติที่สำคัญและน่าสนใจในการเป็นผู้ว่าฯ กทม. คือการเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจว่า การเป็นวิศวกรมักนึกถึงเรื่องของการสร้างและออกแบบ ตนคิดว่า วิศวะคนนี้ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของการซ่อมอย่างเดียว แต่กำลังคิดถึงเรื่องของการสร้างเมือง หาก กทม. ซ่อมเพียงอย่างเดียวก็จะไม่จบสิ้น แต่จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบคิดใหม่ และพิจารณาเรื่องราวใหม่ทั้งหมด การสร้างเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรวมถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของเมือง รวมไปถึงมุมมองของการสร้าง การป้องกันน้ำท่วม และแก้ไขปัญหาจราจรเป็นระบบ ซึ่งแต่ละเรื่องไม่ใช่การคิดแยกกันไป มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน อย่างเรื่องของน้ำท่วมก็มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง จากการที่ตนได้พูดคุยกับชัยวัฒน์เรื่องของการออกแบบ ตนจึงรู้สึกว่าชัยวัฒน์มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา โดยไม่ใช่การซ่อมเพียงอย่างเดียว


ประการที่สอง จากการที่ชัยวัฒน์ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมาก่อน หากเรานั่งนึกถึงผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาจะพบว่า แทบทุกคนจะคิดในมิติของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าประกอบกันไปเสมอ ไม่ได้คิดแค่เพียงเศรษฐกิจในระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังคิดถึงสถานภาพเศรษฐกิจของชุมชนเป็นหลัก


สำหรับตน ชัยวัฒน์จึงมีทั้งสองอย่างรวมกัน คือการเป็นวิศวกร และประสบการณ์ในงานธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมีสิ่งที่ตนชื่นชมที่สุด คือความเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจ ความเชื่อในเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนคิดว่ามีความสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครใหญ่เกินกว่าที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเพียงคนเดียว ซึ่งพรรคประชาชนมีทีมที่เข้าใจในการพัฒนาเมือง ที่ไม่ใช่แค่การซ่อมมแต่สร้างความเชื่อในเรื่องของการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม. ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด และพรรคประชาชนยังเชื่อในเรื่องของความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นของประเทศในวันหน้า วันนี้ประเทศใหญ่เกินกว่าที่จะมีแค่สภาหรือทำเนียบรัฐบาล แต่หากมีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ความอยู่รอดของประชาชนและการพัฒนาอย่างถาวรจะดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ตรงกับความคิดของตน จึงเป็นสาเหตุที่ตนอาสาเข้ามาช่วยชัยวัฒน์


ชัยวัฒน์เสริมว่า นอกจากพิจิตตและตนจะมีชื่อว่า “โจ” เหมือนกันแล้ว กลุ่มมดงานคือกลุ่มที่ได้รับความนิยมในการบริหารกรุงเทพมหานครในอดีต ทำให้มีโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะมาผสมผสานประสบการณ์ของพิจิตต ที่ลงพื้นที่ค้นหาปัญหา กทม. มาแล้ว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์


เมื่อผู้สื่อข่าวถามพิจิตตว่า คิดว่าในวันนี้คนกรุงเทพอยากได้ผู้ว่าฯ แบบไหน ระหว่างผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรค กับผู้ว่าฯ ที่อยู่อิสระ พิจิตตกล่าวว่า สามารถมองได้ทั้งสองอย่าง ในอดีตก็มีผู้ว่าฯ ที่ไม่สังกัดอะไรเลยก็ทำงานได้ดี แต่สำหรับผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรคการเมืองก็ไม่ได้ถูกครอบงำขนาดนั้น บางทีผู้ว่าฯ สังกัดพรรคการเมืองก็มีความอิสระของตัวเอง ทั้งนี้ หากบางเขตมีผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ก็จะสามารถช่วยมีความคิดในการต่อเติมให้กับผู้บริหารท้องถิ่นได้ โดยสรุปตนคิดว่าก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่กรุงเทพมหานครต้องทำงานเป็นทีม ซึ่งตนทำงานของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็สามารถประสานและทำงานกับทุกคนได้ ชัยวัฒน์เสริมว่า การที่มีทีม ส.ก. ก็จะสามารถช่วยในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ กทม. ได้ และจะทำให้สิ่งที่ประชาชนได้เลือกมาได้รับการผลักดันสอดคล้องอย่างเต็มที่


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พิจิตตมาลงเดินกับชัยวัฒน์ครั้งนี้ ได้มีการคุยกับชัชชาติหรือไม่ และในปีนี้จะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับชัยวัฒน์หรือชัชชาติ พิจิตตกล่าวว่า ไม่ได้มีการคุยกัน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตนก็ได้สนับสนุนความตั้งใจของชัชชาติ พอสนับสนุนให้ได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็ถือว่าได้สนับสนุนเสร็จแล้ว และปีนี้ตนจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับชัยวัฒน์ และ ส.ก. ของพรรคประชาชน ซึ่งหลายคนเป็นลูกของกลุ่มมดงานด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ชัชชาติได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงต่ออีกสมัยหนึ่งนั้น ชัยวัฒน์ยังมีความมั่นใจเช่นเดิมหรือไม่ ชัยวัฒน์กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ชัชชาติจะประกาศอย่างเป็นทางการ ก็เป็นที่คาดหวังกันอยู่แล้วว่าจะมีการลงสมัครต่อ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครครั้งนี้จึงไม่ได้อยากให้มองว่าเป็นการเลือกใครมาเป็นผู้ว่าฯ เท่านั้น แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คนกรุงเทพอยากเห็นกรุงเทพมหานครเป็นอย่างไร เป็นเมืองที่จะช่วยให้คนกรุงเทพมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เป็นเมืองที่ให้บริการกับคนกรุงเทพ เลี้ยงลูก เลี้ยงพ่อแม่ได้อย่างไร เป็นเมืองที่จะเปิดโอกาสให้คนกรุงเทพได้ลืมตาอ้าปากได้อย่างไรมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนได้เสนอเป็นวาระของเมืองกรุงเทพ หากดูผู้สมัคร ส.ก. ในแต่ละเขต ก็จะมีวาระในแต่ละเขตที่ตนเองต้องการจะผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นขนส่งสาธารณะ การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างถนนสายไหมที่มาดูในวันนี้ ตนอยากให้พ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ได้พิจารณาวาระของเขตที่พวกตนนำเสนอ และวาระของเมืองที่พวกตนนำเสนอภาพอนาคตร่วมกันว่าอยากเห็นอย่างไร


ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ปัจจุบันคนกรุงเทพส่วนหนึ่งมีความคิดว่า ยังไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าชัชชาติที่จะลงตำแหน่งผู้ว่าฯ ชัยวัฒน์จะทำอย่างไรที่จะทำให้คนกรุงเทพยอมรับว่าจะสามารถทำงานเทียบเท่ากับชัชชาติใน 4 ปีที่ผ่านมา ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตนคงไม่ได้มองแค่ว่าเทียบเท่า ในส่วนที่ชัชชาติทำ ตนก็จะต้องทำให้ดีกว่า และจะต้องแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรัง รวมถึงปัญหาที่ยังต้องแก้ไขอีกมากมาย อย่างเรื่องคอร์รัปชันในการบริหารกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะต้องทำทั้งในระดับ กทม. และภาพใหญ่ ที่จะต้องให้ สส. ช่วยขับเคลื่อนในสภา เราได้นำเสนอเรื่องระบบ อย่าง “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง” เพราะเราไม่ได้เชื่อในคนดีอย่างเดียว แต่เราเชื่อในระบบที่ดีเข้ามาช่วยจับด้วย แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงไม่ได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เราคิดจะทำงานเป็นทีม สำหรับเรื่องที่ต้องผลักดันนอกเหนือเขตอำนาจของ กทม. ก็สามารถทำงานสอดคล้องเป็นทีมได้ด้วย


พิจิตตเสริมว่า หากไม่มีระบบที่ดี การทุจริตก็จะเป็นเหมือนแค่การซ่อม ที่ต้องไล่จับทุกวัน แต่หากระบบได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ก็จะมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำให้พฤติกรรมการทำผิดปกติไม่เกิดขึ้นบ่อย การสร้างจึงเป็นเรื่องสำคัญ


พิจารณ์เสริมว่า ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่จะยกระดับการเมืองไทย ที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์ให้คนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนมาพรรคประชาชน พวกตนได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแลนด์สไลด์ในกรุงเทพมหานคร 2 ครั้งติด โดยครั้งแรกขาดไปเพียง 4 คะแนน แพ้ไปเขตเดียว ส่วนครั้งที่สองได้ครบ 33 เขต แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรุงเทพมหานคร การชนะการเลือกตั้งทั้งสองครั้งใน กทม. ไม่ได้หมายความว่าครั้งนี้เราจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ที่ผ่านมาคนกรุงเทพให้โอกาสกับพรรคประชาชน


พวกตนจึงขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านทางแคนดิเดต ผ่านทางทีมบริหาร และทีม ส.ก. เพื่อให้พี่น้องชาวกรุงเทพเห็นว่า กรุงเทพมหานครดีกว่านี้ได้ และสุดท้ายก็จะอยู่ที่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครว่าจะให้โอกาสกับพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งรอบนี้ หากพวกตนสามารถเข้าไปบริหารงบประมาณปีละกว่าแสนล้านบาท รวม 4 ปี กว่า แสนล้านบาท จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศเห็นว่า พรรคประชาชนจะมีศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างกรุงเทพมหานครอย่างไร สุดท้าย ไม่ว่าจะชนะหรือไม่ชนะการเลือกตั้ง หน้าที่ของพวกตนคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้พิจารณา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน


















อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและคำขอบคุณจากใจ ของการจัดงานรำลึกทวงคืนความยุติธรรม #16ปีเมษาพฤษภา53 วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ณ แยกราชประสงค์


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและคำขอบคุณจากใจ ของการจัดงานรำลึกทวงคืนความยุติธรรม #16ปีเมษาพฤษภา53 วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ณ แยกราชประสงค์


ด้วยความจำเป็นที่ไม่ต้องการกีดขวางการจราจร เราจึงต้องจัดเวทีบนรถขนาดใหญ่ปานกลาง หันหน้าเข้าหาเซ็นทรัลเวิลด์ และเต็นท์ผู้มาร่วมงานอยู่บนฟุตบาท ทางค่อนข้างแคบเรียวยาว ผู้มาร่วมงานจึงเรียงตัวอยู่ห่างกัน โดยที่เต็นท์อาหารไปอยู่ทางเข้าเซ็นทรัล ประตูสะพานลอยที่ 1 และเต็นท์หนังสือ กิจกรรม ไปอยู่ใกล้ทางเข้าเซ็นทรัล ประตู 2 จึงเกิดความไม่สะดวกที่ซุ้มอาหารอยู่ไกลจากอีกปีก จึงมีผู้ไม่ได้อาหาร, น้ำดื่ม, ไอศกรีม ทั่วถึงกัน ต้องขออภัยทุกท่านด้วย ที่จริงเรามีอาหารมากพอ เริ่มแจกหลังเที่ยงไปจนเย็น และฝนตกหนัก แม้เราจะมีเต็นท์เล็กใหญ่เพียงพอ แต่ก็ต้องขยับตัวหลบฝนกันบ้าง เนื่องจากเต็นท์เล็กของเราผ่านการใช้งานมานาน จึงมีการรั่วไหลและเปียกปอนกันบ้าง แต่เราก็มีร่มเตรียมสำรองไว้เผื่อกรณีดังกล่าวด้วย ส่วนเวทีก็ต้องปีนรั้วเพื่อไปขึ้นเวที สนุกและทุลักทุเลไปอีกแบบหนึ่ง


ดิฉันขอขอบพระคุณผู้มาร่วมงานทุกท่านทั้งฝ่ายการเมือง, สส., สว., เยาวชนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ประชาชนที่มาร่วมงาน คณะดนตรี, การแสดง ผู้จัดหาอาหาร และผู้อุปการะทุกท่าน รวมถึงสื่อมวลชน ที่อุตส่าห์ยืนหยัดอยู่ร่วมงานจนจบกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแทนญาติวีรชนที่มาได้ 2 ราย และคุณสมร ไหมทอง ผู้ได้รับบาดเจ็บและเป็นผู้ฟ้องร้องคดีร่วมกับนายพัน คำกอง งานได้ดำเนินไปด้วยดี ใช้เวลายาวไปหน่อย แต่เพื่อให้ดนตรี, การแสดง ได้มีโอกาสแสดงตามกำหนด สร้างความคึกคักและกำลังใจให้ผู้มาร่วมงาน


ดิฉันหวังว่าในการจัดงานข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่มาร่วมในฐานะเจ้าภาพและผู้จัดงานมากขึ้น เพื่อให้ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนได้รับการสืบทอดต่อไป โดยไม่บิดเบือนลดทอนศักดิ์ศรีของวีรชนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชน ขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งค่ะ ดิฉันจัดมาแล้ว 16 ปี กลางสี่แยกราชประสงค์ กลางถนนราชดำเนิน และในวัด จนบัดนี้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และพฤติกรรมหลากหลายของผู้คนที่ถือว่าตนเป็นคนเสื้อแดง ถ้าเป็นคนที่เพิ่งมา โดยเฉพาะเมื่อหลังเลือกตั้ง พรรคอดีตไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล ก็จะเข้าใจประวัติศาสตร์คนเสื้อแดงไม่มากพอ ให้อภัยค่ะ แต่ขบวนการประชาชนผู้ต่อต้านเผด็จการการสืบทอดอำนาจก็จะต้องเดินหน้าต่อไป


ธิดา ถาวรเศรษฐ

22 พ.ค. 69


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53  #นปช #คนเสื้อแดง #16ปีเมษาพฤษภา53 #ราชประสงค์

“จุลพันธ์” เผย 27 ก.ย.นี้ เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิมไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วม ขยายวันลงทะเบียนใช้สิทธิ และเพิ่มหน่วยเลือกตั้งระดับอำเภอ


“จุลพันธ์” เผย 27 ก.ย.นี้ เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิมไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วม ขยายวันลงทะเบียนใช้สิทธิ และเพิ่มหน่วยเลือกตั้งระดับอำเภอ


วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคมว่า มีการเคาะวันเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้ง คือ วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งจะมีใช้กติกาและรูปแบบการเลือกตั้งเหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา


นายจุลพันธ์ ย้ำว่า การกำหนดวันเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด คณะกรรมการได้มีการกำหนดระยะเวลาการลงทะเบียนการใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากขึ้นเป็น 45 วัน และจะมีการจัดหน่วยเลือกตั้งในระดับอำเภอ ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมที่มีเพียงระดับจังหวัดเท่านั้น


ทั้งนี้ ผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิหรือรับสมัครเลือกตั้งได้ตามรายละเอียดนี้


 1. การลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการเลือกผู้แทนไปดูแลสิทธิประโยชน์และกองทุนของพวกเรา พี่น้องนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 สามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. - 15 ก.ค. 2569 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่


1.1 เว็บไซต์ www.sso.go.th (ตลอด 24 ชั่วโมง)

 สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน


1.2 แอปพลิเคชัน SSO Plus (ตลอด 24 ชั่วโมง)

 เฉพาะผู้ประกันตน


1.3 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดหรือสาขาหรือพื้นที่

 สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน โดยมีเวลาทำการดังนี้


- วันที่ 1 - 30 มิ.ย. 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

- วันที่ 1 - 15 ก.ค. 2569 เวลา 08.30 - 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)


 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ sso.go.th, แอปพลิเคชัน SSO Plus และ ณ สำนักงานประกันสังคมฯ


 2. การสมัครรับเลือกตั้ง (เป็นตัวแทนบอร์ด) สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นตัวแทนเข้าไปขับเคลื่อนระบบประกันสังคม สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 1 - 15 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)


 ประกาศรายชื่อผู้สมัครและหมายเลขประจำตัว วันที่ 19 สิงหาคม 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #บอร์ดประกันสังคม

ชวนย้อนอ่าน วันนี้เมื่อ 12 ปีที่แล้วของ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ #รัฐประหาร2557


ชวนย้อนอ่าน วันนี้เมื่อ 12 ปีที่แล้วของ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ #รัฐประหาร2557


ธิดา ถาวรเศรษฐ : เรื่องเล่าการถูกควบคุมตัว 22-28 พ.ค. 2557

(อ.ธิดาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า "เขียนไว้ตั้งแต่หลังรัฐประหารใหม่ๆในวันที่ 13 มิ.ย. 255657 คสช. ยังอาละวาดจับคนไปเป็นว่าเล่น แต่เราก็ออกมาเล่าว่าเราถูกจับมัดมือใช้ถุงดำคลุมหัว2ชั้นกักตัวไว้ 7วันจึงปล่อยออกมา")


การประชุม 7 คณะ ที่สโมสรทัพบกที่ ผบ.ทบ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ขอนัดหลายฝ่ายรัฐบาล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ กปปส. นปช. คณะกรรมการ กกต. วุฒิสภา และผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อม ผบ.ตร. เพื่อพบปะกัน โดยอ้างว่าเชิญมาตกลงเจรจากันเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย ฝ่ายละ 5 คน


การเจรจาในวันแรก (21 พ.ค.) ให้ต่างฝ่ายแสดงความคิดเห็น ทิ้งประเด็นไว้ให้กลับมาพูดคุยใหม่ อันเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี, รัฐบาลกลาง, การเลือกตั้ง, การลงประชามติ, การสร้างบรรยากาศที่ดีและการยุติการชุมนุมทั้ง 2 ฝ่าย


ในวันรุ่งขึ้น (22 พ.ค.) ก็นัดประชุมใหม่เวลาบ่าย 2 โมง สำหรับพวกเรากลุ่ม นปช. ส่วนมากของแกนนำถูกฟ้องข้อหาก่อการร้าย ศาลนัดไต่สวนพยานในวันที่ 22 และขอให้ศาลอนุญาตให้ไปประชุมได้ในเวลาบ่าย 2 โมง กับคณะของพลเอกประยุทธ์ (กอ.รส. ปัจจุบันกลายเป็น คสช.) พวกเรา นปช. 5 คนมี จตุพร, ณัฐวุฒิ, ผู้เขียน, ก่อแก้ว และคุณวีระกานต์ ก็ไปรับประทานอาหารพูดคุยกันก่อนเวลานัดหมายประชุม ก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากมาย เพราะมีแฟนคลับบ้าง แขกที่บังเอิญเห็นบ้างเข้ามาทักทายเป็นระยะ ๆ แล้วก็ออกเดินทางไปถึงสถานที่ประชุมเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง เพื่อเตรียมตัวเข้าประชุม


ครั้นได้เวลาประชุมฝ่ายรัฐบาลก็เปิดการประชุมด้วยการยินดีถอยร่นให้คณะรัฐมนตรีได้ลดบทบาท Low Profile ให้ปลัดกระทรวงทำงานเป็นหลัก ยกเว้นเรื่องที่ต้องให้รัฐมนตรีทำ เช่น การรับสนองพระบรมราชโองการ งานรัฐพิธี ราชพิธี เท่านั้น ตามข้อเสนอสูตรหนึ่งของ กกต. เพื่อเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง แน่นอนว่าฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์โดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เห็นด้วย ส่วน นปช. โดยคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ยังใช้ข้อเสนอเดิมคือทำประชามติก่อน ในที่สุดฝ่าย กปปส. ขอเวลานอกให้ได้พบปะกับ นปช. เป็นการขอเจรจาอ้างว่าขอความร่วมมือฝ่ายประชาชนด้วยกัน ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการเจรจา ยังไม่มีข้อยุติใด ๆ ทหารก็มาเตือนให้กลับเข้าห้องประชุมใหญ่


เมื่อกลับมายังห้องประชุมคุยกันได้ไม่กี่ประโยคลงท้าย ผบ.ทบ. ก็ลุกขึ้นยืนบอกว่า “ผมยึดอำนาจแล้ว” จากนั้นทหารถืออาวุธกรูกันเข้ามาในห้องประชุมแล้วก็เชิญออกมาควบคุมตัวขนาบ 2 ข้างทีละราย ที่ผู้เขียนเห็นคนแรกคือท่านรัฐมนตรีชัชชาติ ถัดมาเป็นคุณวีระกานต์ ต่อมาเป็นคุณจตุพร แล้วก็เป็นผู้เขียน ตามด้วยคุณก่อแก้ว จากนั้นจะควบคุมตัวใครอย่างไรผู้เขียนก็ไม่มีโอกาสรู้ จะควบคุมตัวฝั่ง กปปส. และพรรคฝ่ายค้านไปด้วยหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ แต่เดาว่าเขาคงควบคุมตัวด้วยชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วคงปล่อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ 5 คน


ส่วนตัวผู้เขียนเองถูกควบคุมตัวขึ้นรถตู้ เข้าใจว่ามีคุณก่อแก้วนั่งมาด้วย สักพักก็มีทหารใช้หมวกไหมพรมดำมาครอบหัวจงใจปิดตาเพื่อไม่ให้มองเห็น แล้วเอาเอ็นรัดข้อมือมามัดมือ 2 ข้างไว้ด้วยกัน หมวกไหมพรมครอบศีรษะ ปิดตาใช้ครอบซ้ำ 2 ชั้นเพื่อไม่ให้มองเห็นได้เลย ผู้เขียนคาดเดาว่ารถตู้ที่นำมาเพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์ก็เป็นความจริง ก่อนหน้านี้ ณัฐวุฒิได้พูดในวงอาหารแล้วว่า ได้ข่าวว่ามีการเตรียมเฮลิคอปเตอร์ น่าจะเอา 2 ฝ่ายไปเก็บหมด แต่ไม่ได้ตระหนักว่าเป็นความจริง รวดเร็วเพียงไร แต่ละฝ่ายขนหัวหน้ามาหมด ยกเว้นฝ่ายรัฐบาลที่คุณนิวัฒน์ธำรงไม่มา และคุณจารุพงศ์หัวหน้าพรรคไม่มา


นี่ต้องยอมรับว่าฝั่งเราประเมิน ผบ.ทบ. ต่ำไปในแง่นี้ แต่ถามว่าการสรุปทางออกว่าอย่างไร เขาต้องทำรัฐประหารแน่นั้นเราสรุปเช่นนี้มาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราศรัยของผู้เขียนใน 2-3 วันก่อนรัฐประหารว่า เมื่อวิถีทางต่าง ๆ ล้มเหลวในการกำจัดรัฐบาลและสิ่งที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” ผู้เขียนได้ประเมินด้วยว่าจะประกาศใช้กฎอัยการศึกและทางสุดท้ายเขาจำเป็นต้องทำรัฐประหารในที่สุด นี่เป็นคำปราศรัยหลายครั้งที่ถนนอักษะ


เมื่อเฮลิคอปเตอร์บินมาสักพักก็จอด (ก่อนหน้าขึ้นเฮลิคอปเตอร์ แว่นตาผู้เขียนก็ถูกยึดไป และได้รับคืนในเวลาต่อมา) ผู้เขียนถูกนำตัวขึ้นรถปิ๊กอัพ ยังถูกหมวกไหมพรมคลุมหัวจนถึงจมูก แล้วก็ถึงบ้านที่เขาให้เก็บตัว มีทหารถือปืนรักษาการณ์เข้มแข็ง หน้าบ้านและหลังบ้านมีลวดหนามกลมขนาดใหญ่เต็มล้อมบ้านไว้ ตอนแรกยังคาดว่าจะได้อยู่กับก่อแก้ว แต่กลายเป็นอยู่คนเดียว แล้วก็มาเสื้อผ้าชุดเดียว ไม่มีกระเป๋าติดมาเลย ปกติต้องกินยารักษาความดันโลหิตทุกวัน ก็บอกเขาแล้วว่ายารักษาโรคความดันโลหิตสูงต้องรับประทานทุกวัน และยาสำหรับผู้สูงอายุอื่น ๆ ที่สำคัญคือยาความดันโลหิต


วันที่ 23 เช้า ยังออกมายืดเส้นยืดสายได้บ้าง แต่ไม่ถึงชั่วโมงทหารก็ขอให้ขึ้นไปอยู่เฉพาะในห้องข้างบน จะอยู่ภายในบ้านชั้นล่างก็ไม่ได้ ดังนั้นจากวันที่ 23 ถึงวันที่ได้รับการปล่อยตัวผู้เขียนก็ต้องอยู่ในห้องเล็ก ๆ 3.5 x 3.5 เมตร ตลอดเวลา...คนเดียว...ไม่มีหนังสือพิมพ์ ในวันที่ 26 จึงได้รับอนุญาตให้ดูทีวีได้ ดังนั้น 3 วันแรกนับจากถูกตำตัวออกมาจากห้องประชุม 7 ฝ่ายนั้น ผู้เขียนไม่ได้รับรู้ข่าวคราวข้อมูลใด ๆ ของพี่น้องประชาชนและสังคมไทยเลย


สิ่งที่ตัวเองได้รับการปฏิบัติ ไม่ว่าจะใช้ถุงครอบหัวและมัดมือดุจอาชญากร ไม่ได้ทำให้วิตกกังวลใด ๆ เมื่อเทียบกับชะตากรรมของพี่น้องประชาชนเสื้อแดงที่ถนนอักษะและในทุกพื้นที่ที่ไม่รู้ว่าจะเผชิญสภาพเลวร้ายเพียงใด เมื่อได้ดูทีวีจึงพอรับรู้ข้อมูลว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างเท่าที่โทรทัศน์จะสามารถให้ข้อมูลได้ อย่างน้อยก็ได้รับรู้ประกาศของ คสช.


ความจริงผู้เขียนต้องการเขียนบันทึกทุกวัน แต่เขาไม่ให้แม้แต่กระดาษเปล่า จึงเขียนได้ 4-5 หน้า หนังสือที่เอามาให้อ่านก็มีแต่หนังสือธรรมะแบบเดียวกับคนในคุก ประมาณว่าเป็นอาชญากร สมควรอ่านหนังสือธรรมะได้อย่างเดียว ผู้เขียนก็บอกว่าหนังสืออะไรก็ได้ ประวัติศาสตร์ ท่องเที่ยว อะไรก็ได้ เพราะตอนนั้นไม่แน่ใจว่าจะถูกขังอยู่นานเท่าไร?


ไม่ได้พูดกับใครเลย เขาให้อยู่ชั้นบน ห้องขนาด 3.5 x 3.5 เมตร แต่ยังดีมีแอร์คอนดิชั่น และช่วงหลังได้ดูทีวีบ้าง ของไทยไม่มีอะไรดูก็ไปดูสารคดีและหนังต่างประเทศบ้าง วันแรก ๆ ผู้เขียนมอง ๆ ดูชั้นล่างเห็นหนังสือชีวประวัติอาจารย์เสาร์ เล่มเบ้อเริ่ม อ่านแล้วได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพระป่าธรรมยุติและประวัติศาสตร์ของประชาชนอีสานส่วนหนึ่ง ถือว่าได้หนังสือดี ได้รับรู้เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ของพระสายธรรมยุติอีสาน สายอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น ที่ผู้เขียนพูดกับนักข่าวว่า หนังสือธรรมะก็สนุกเหมือนกันคือเล่มนี้นี่เอง มีเรื่องราวกบฏผีบุญ ซึ่งผู้เขียนเพิ่งรู้ว่าไม่ได้มีคนเดียว


สถานที่ที่ควบคุมตัวเป็นบ้านพักนายทหาร มองออกมามีต้นไม้ใหญ่ ด้านหน้ามีไม้ใหญ่เช่นมะม่วง ด้านขวามือมีต้นมะขามใหญ่ หน้าบ้านมีไม้ดอกลีลาวดีต้นใหญ่ รอบบ้านถูกล้อมด้วยลวดหนาม (หีบเพลง) มีทหารเฝ้าหน้าบ้าน หลังบ้าน ในบ้าน


แรก ๆ ก็ให้รับประทานอาหารกล่องแบบเดียวกับทหาร แต่หลังจากนั้น 2-3 วันก็เริ่มมีอาหารใส่จานเดินมาส่ง และก็พยายามบริการอาหารเครื่องดื่มดียิ่งขึ้น แต่ไม่เห็นมีใครมาคุยเลย โดยเฉพาะนายทหารคงจะไม่มีเวลากระมัง จนถึงวันสุดท้ายที่จะปล่อยตัว จึงมีนายทหารมาแจ้งและได้คุยกันเล็กน้อย พร้อมทั้งแจ้งว่ามีกระเป๋าเสื้อผ้าและยาจากครอบครัว


ผู้เขียนเข้าใจว่าคุณหมอสลักธรรมคงจะพยายามฝากยาและเสื้อผ้าให้แม่และพ่อ ลูกของเราคงจะยากลำบากในสถานการณ์เช่นนี้ และมารู้ภายหลังว่าในเย็นวันที่ 22 มีทหารมาค้นบ้าน ดีที่หมอสลักธรรมอยู่บ้านจึงได้เชิญตำรวจมาร่วมตรวจสอบและลงบันทึกหลักฐานและการตรวจสอบ วันรุ่งขึ้นทหารก็เอาเอกสารที่เก็บไปมาคืนที่สถานีตำรวจ


นอกจากนั้นลูกได้ไปยื่นหนังสือกับ ผบ.ทบ. ในนามครอบครัวร่วมกับภรรยาแกนนำอื่น ๆ เพื่อขอเยี่ยมในฐานะคนในครอบครัว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงให้สัตยาบันกับองค์กรสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ต้องเปิดเผยสถานที่คุมขัง ญาติต้องเยี่ยมได้ แต่ในที่สุดแม้จะเป็นประกาศกฎอัยการศึกเองก็รวมให้คุมขังไม่เกิน 7 วัน ไม่ว่าจะถูกคุมขังแบบไหนก็ตาม ซึ่งจริง ๆ หลักการของสังคมอารยะชน การจำกัดสิทธิเสรีภาพ การคุกคามและเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้


จึงอยากเรียกร้องมายังผู้กระทำรัฐประหารและประกาศกฎอัยการศึกให้เข้าใจประชาชนที่เขาต้องออกมาคัดค้านการทำรัฐประหารว่า ไม่ใช่เรื่องเกลียดชังส่วนตัว แต่เป็นปัญหาหลักการของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ดังที่ท่านก็ทราบดีว่าวิธีการทหารไม่อาจแก้ปัญหาทางการเมืองได้จริง แต่อารยชนในสังคมโลกและสังคมไทยย่อมไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน การจับกุมคุมขังประชาชน และต้องการให้คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว


คืนวันที่ 27 พ.ค. ก็มีนายทหารมาพูดคุยแจ้งว่าให้เตรียมตัวกลับพรุ่งนี้เช้าเวลา 06.00 น. ขอให้ตื่นตั้งแต่ 04.30 น. โดยจะให้ทหารมาเรียกที่ประตูพร้อมทั้งมีกระเป๋าใบเบ้อเร่อฝากมาให้ เราก็บอกเขาว่าต้องรีบเอามานะเพราะกลับไปแล้วจะต้องมาทวงคืนแน่นอน ก็ได้ผลคือเขารีบเอามาให้หลังจากนั้นทันที คุณหมอหวายขนเสื้อผ้ากับยามาเพียบเลยโดยเฉพาะยากับหนังสือสองเล่ม คงเข้าใจว่าแม่ต้องอยู่นานกระมัง ก็เลยได้มีโอกาสใช้ครีมล้างหน้าเพราะก่อนหน้าแชมพูสระผมเพียงขวดเดียวใช้งานในทุกกรณี


ผู้เขียนตื่น 04.00 น. โดยไม่ต้องมีใครมาปลุก จากนั้นทหารมาเรียกให้ลงไปรอประมาณตีห้าเศษและใช้ผ้าปิดตา ต่อมามีนายทหารมาโวยวายและขอโทษเพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องปิดตาและออกมารอ


จากนั้นประมาณหกโมงเศษก็ถูกนำขึ้นรถตู้และปิดตามาจนถึงกทม. สังเกตว่าบ้านใกล้ ๆ ก็มีรถตู้มาจอดอยู่ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นบ้านที่ควบคุมตัวคุณวีระกานต์ จนมาถึงใกล้สนามบินสุวรรณภูมิเขาก็เปิดตา ถือว่าเข้าเขตกรุงเทพฯ แล้ว ก็ตรงมาที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ เมื่อรถจอดจึงเห็นว่ามีรถตู้ตามกันมา 5 คัน ก็เข้าใจได้ว่าคงจะตามมาด้วยจตุพร ณัฐวุฒิ ก่อแก้ว ครบ 5 คนพอดี แล้วได้มาพบกันพร้อมหน้าในห้องประชุมเล็กเพื่อพูดคุยกันจนถึงบ่าย จากนั้นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ (มาก ๆ) ก็มาคุยแลกเปลี่ยนขอความเห็นใจในการทำรัฐประหารและขอความร่วมมือ


ผู้เขียนก็ได้แสดงความคิดเห็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นคือ คนที่ต่อต้านการทำรัฐประหารนั้นเป็นปัญหาหลักการของผู้รักประชาธิปไตยไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว ขอให้หลีกเลี่ยงการจับกุมคุมขัง ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนพวกเราตกลงกันว่าให้คุณจตุพรเป็นผู้แถลงต่อหน้าสื่อเพียงคนเดียว และอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเป็นกังวลสักเท่าไร เพราะมีสื่อของกองทัพเพียงสื่อเดียวเท่านั้น จากนั้นนพ.สลักธรรมก็มารับพ่อกับแม่กลับบ้าน


มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ได้แลกเปลี่ยนกันก่อนหน้านี้ได้ถามผู้เขียนว่าทำไมหน้าตาเฉย ๆ ไม่ยิ้มแย้มดีใจที่ได้กลับบ้าน ผู้เขียนกล่าวว่าจะยิ้มและดีใจได้อย่างไรเพราะยังมีคนที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวอีกมาก!!!


เป็นอันว่าจบเรื่องไปตอนหนึ่ง ต้องถือโอกาสขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความเป็นห่วงปัญหาความปลอดภัยของแกนนำทุกท่าน แต่ว่าจริง ๆ เราเป็นห่วงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนมากกว่า ดังนั้นความลำบากหรืออิสรภาพในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ไม่เท่ากับความห่วงใยซึ่งกันและกันของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคน ขอบคุณและยังไม่รู้ว่าจะมีเรื่องทำนองนี้ให้เล่าในเวลาต่อไปอีกหรือเปล่า.


รักและห่วงใยพี่น้องทุกคน


ธิดา ถาวรเศรษฐ

13 มิ.ย. 2557


 


กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังการเมือง เติมความหวัง กำลังใจ จากคนข้างนอกถึงคนข้างใน ชูรูป"บุ้ง เนติพร" ตอกย้ำ 2ปณิธานสุดท้าย ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง

 


กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังการเมือง เติมความหวัง กำลังใจ จากคนข้างนอกถึงคนข้างใน ชูรูป"บุ้ง เนติพร" ตอกย้ำ 2ปณิธานสุดท้าย ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง


วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) เวลา 17.30 - 20.00 น. บรรยากาศหน้าประตูทางเข้าเรือนจำคลองเปรม มวลชนอิสระจำนวนหนึ่ง ล้อมวงกินข้าว สลับร้องเพลง พูดคุยเหตุบ้านการเมือง อัพเดทข่าวคราวเพื่อนในเรือนจำ


ทุกคนยืนยัน ไม่ล้มเลิกความหวัง พร้อมหยัดยืนเพื่อเรียกร้องนิรโทษกรรมประชาชนรวมม.112 ต่อไป


โดยมีการพูดจาปราศรัย ถึงภารกิจ นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย และการจัดงานรำลึก 16 ปี เมษา-พฤภา 53 นับเวลาถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ ที่ผ่านมา


แม่มน ที่จัดกิจกรรมยืนหยุดขัง หน้าศาลทุกวันเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง และได้นำรูป บุ้ง เนติพร ไปวางไว้ช่วงจุดเทียน บุ้งเสียชีวิตขณะถูกคุมขัง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 และทำพิธีฌาปนกิจ 19 พ.ค. 67 หนึ่งชีวิต หนึ่งความตายจากเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่ได้รับความยุติธรรมเหมือนกัน ซึ่งอาจารย์ธิดา เปิดกว้าง ปีที่ผ่านมา พี่ซี จันทนา ยังนำหุ่น 3ศพ ที่ลอยแม่น้ำโขงมาร่วมเลย


โดยเวลา 20.00 น. ร่วมประสานเสียงกวีบทกวี "ถึงมหาตุลาการ" เป็นวรรคทองสะท้อนบทบาทอำนาจตุลาการ ประพันธ์โดย ทนายอานนท์ นำภา และแยกย้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #นิรโทษกรรมประชาชน






















วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : เราเรียกร้องทวงคืนความยุติธรรมให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ รวมถึงมาตรฐานของสังคมไทยที่ต้องไม่มีใครลากอาวุธสงครามมายิงประชาชนกลางเมืองหลวงอีกต่อไป

 


สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย  : เราเรียกร้องทวงคืนความยุติธรรมให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ รวมถึงมาตรฐานของสังคมไทยที่ต้องไม่มีใครลากอาวุธสงครามมายิงประชาชนกลางเมืองหลวงอีกต่อไป


วาระครบรอบ #16ปีเมษาพฤษภา53

เมื่อ 19 พ.ค. 69 ณ ราชประสงค์

#นับถอยหลัง4ปีคดีหมดอายุความ


ผู้ปราศรัยก่อนหน้านี้พูดปลุกเร้าไปแล้ว วันนี้ผมจะมารายงานความคืบหน้าผลประกอบการว่าผมไปทำอะไรมาบ้าง แต่ก่อนอื่นผมก็ขอขอบคุณทางผู้จัดงานที่จัดเวทีนี้ขึ้นมาและจัดอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตราบใดที่เรายังไม่ลืมคนที่ตายเขาก็ยังถูกจดจำอยู่ในใจของพวกเรา เขาว่ากันว่าคนเราจะตาย 2 ครั้ง ตายครั้งแรกคือตายโดยละสังขารทางกายภาพ ตายที่สองคือตายจากความทรงจำ ตราบเท่าที่เรายังไม่ให้เขาตายไปจากความทรงจำ โอกาสที่เราจะทวงคืนความยุติธรรมก็เป็นไปได้ครับ


ถ้าทุกท่านหันไปดูตึกข้างหลัง “อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ เราเองก็จะดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เหมือนเดิม ถ้าเราจำกันได้หลังจากเหตุการณ์เมื่อ 16 ปีที่แล้ว วันที่ 19 พฤษภาคม ปี 53 สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นเลยก็คือการ Big cleaning day และออกมารณรงค์เรื่องของการที่ทวงคืนหรือไว้อาลัยกับตึกที่เขาสูญเสียไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดเลยคือ “ตึก” นี้ไม่กี่เดือนก็กลับมาเปิดใหม่ แต่ว่า “คน” ที่ตายไปแล้วยังไม่สามารถทวงคืนความยุติธรรมได้เลย


วันที่ 19 พฤษภาคม ปี 53 หรือ 16 ปีที่แล้ว ผมอยู่ตรงไหน? เรายังจำได้นะครับช่วงที่มีการปิดล้อม เขาเรียกว่ากระชับวงล้อม หรือการปิดล้อมการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันอยู่ตรงที่ราชประสงค์นี้ ก็จะมีการปิดล้อมตั้งแต่ราชปรารภ แล้วก็ฝั่งศาลาแดง ทหารก็จะล้อมไว้ทั้งหมด แล้วก็จะมีการชุมนุมของกลุ่มนปช.หรือคนเสื้อแดงเป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีคนที่พยายามจะชุมนุมในจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสะพานเหลือง คลองเตย (ตรงแถวบ้านคุณครูประทีป) หรือแม้กระทั่งตรงสามเหลี่ยมดินแดง, ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ


ตอนนั้นผมเองก็ไม่สามารถเข้ามาในที่ชุมนุมได้ ก็ชุมนุมอยู่รอบนอก จัดเวทีอยู่รอบนอก มีไปที่เวทีคลองเตย ไปที่เวทีสะพานเหลืองซึ่งตอนหลังถูกยุบไป แล้วก็ไปสุดท้ายคืนวันที่ 18 พฤษภาคม ผมอยู่ที่เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราเองอยู่ตรงนั้น ก็จะมีคนมาสมทบบ้าง คนออกไปบ้าง จนกระทั่งข้ามคืนไป ก็จะมีคนรู้ว่ามีการสลายการชุมนุมแล้ว ตอนนั้นยังมีคนที่อยากจะเข้าไป ซึ่งเราเองก็ห้ามปรามไม่ให้เข้าไป เพราะว่าสถานการณ์มันรุนแรงมาก ซึ่งถ้าเข้าไปโอกาสที่จะเสียชีวิตมีมาก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม


หลังจากนั้นผมเองทำอะไร? ผมเองก็ใช้ Facebook ในการบอกเล่า อย่างที่บอกเมื่อสักครู่ ฝ่ายหนึ่งก็รณรงค์เรื่องตึก big cleaning day ไป เพราะว่า “ตึก” สำคัญกว่าชีวิต แต่ว่าในขณะที่ผมเองก็พยายามสืบเสาะหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อต่อสู้ในโซเชียลมีเดีย จริงอยู่เมื่อสักครู่ “ทนายแจม” พูดถึงกรณีพี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์) มาผูกผ้าแพง หลังจากนั้นพี่หนูหริ่งก็ถูกคุกคาม กลุ่มพวกเราที่เป็นนักกิจกรรมก็ไปจัดกิจกรรม “นอนตาย” เพื่อรำลึกวันที่ 19 ของทุกเดือนเพื่อจะได้ไม่ลืมกัน หลังจากนั้นผมก็ไปทำงานในศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา53 ก็เป็นการรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


ต้องบอกว่าในห้วงเวลานั้น ในโซเชียลมีเดียหลายคนก็ต้องรบกันด้วยข้อมูลกับอีกฝั่งหนึ่งที่มาก่นด่าเราว่า “ควายแดง” บ้าง อะไรบ้าง แต่เราก็คิดว่าสิ่งที่จะช่วยในการทวงคืนความยุติธรรมได้ก็คือเรื่องของ “ข้อเท็จจริง” ผมเองก็พยายามที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงจนบางคนก็เปลี่ยนใจมาเห็นใจ บางคนเปลี่ยนใจเลยป้ายผมอีก บางพรรคที่เขาสนับสนุนวันนี้เขาอาจจะรู้สึกว่าไปเดินในทิศทางที่เขาอาจจะชอบ แต่ผมเองอาจจะไม่ชอบกับทิศทางเขา เวลาเราวิจารณ์เขา เขาก็หาว่าเราเป็นสลิ่มไปบ้าง ซึ่งผมก็แปลกใจว่าเมื่อ 16 ปีที่แล้ว หลายคนเองก็มาหาว่าผมเป็น “ควายแดง”


สิ่งหนึ่งทีผมพยายามติดตามก็คือเรื่องของกระบวนการไต่สวนการตาย ผมเองก็ไปตามในศาลในการไต่สวนการตายหลายกรณี เราก็จะเห็นคำวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนการตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ว่าผู้ตายเป็นใคร ตายด้วยเหตุอะไร และหลายกรณีระบุอย่างชัดเจนว่าการเสียชีวิตของผู้ตายนั้นเสียชีวิตมาจากกระสุนปืนที่มาจากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ผมยกตัวอย่างกรณีดังอย่างเช่น กรณี 6 ศพวัดปทุมฯ อันนี้ก็ระบุชัดเจน อันนี้ไม่ต้องพูดถึงถ้าหลายคนที่คิดว่าไม่แคร์ชีวิตคนเสื้อแดงเลย อย่างน้อยกรณีของคุณฟาบิโอ โปเลงกี ซึ่งเป็นช่างภาพชาวอิตาลีถูกยิงเสียชีวิตอยู่ตรงแยกราชดำริ ศาลก็มีคำวินิจฉัยในการไต่สวนการตายว่ากระสุนที่สังหารคุณฟาบิโอมาจากฝั่งทหารที่เคลื่อนมาจากศาลาแดง


หรือหลาย ๆ กรณี แม้กระทั่งทหารด้วยกันเอง อันนี้ก็ต้องพูดถึง เพราะความยุติธรรมแม้กระทั่งทหารเอง ดูเหมือนเขาจะไม่ยี่หระทวงคืนความยุติธรรมเลย พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถูกยิง ถ้าเราจำได้ภาพของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ ขี่มอเตอร์ไซด์มุ่งหน้าไปหาแนวทหารตรงหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติตรงถนนวิภาวดี วันที่ 28 เมษายน เรายังจำกันได้ เขาขี่มอเตอร์ไซด์ไป เสียงปืนดังขึ้น แล้วมอเตอร์ไซด์ล้ม พลทหารณรงค์ฤทธิ์ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ศาลไต่สวนการตาย พลทหารณรงค์ฤทธิ์ ตายจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหารที่ยิงมาจากเจ้าหน้าที่ทหาร อันนี้ขนาดเจ้าหน้าที่ทหารลั่นกระสุนด้วยกันเอง เขายังไม่ทวงคืนความยุติธรรมให้กับทหารด้วยกันเองเลย


อันนี้มารายงานสิ่งที่ผมทำในบทบาทของ สว. คือได้ตั้งกระทู้ในสภาฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีที่มีการไต่สวนการตายไปแล้ว เราก็รู้อยู่แล้วว่าหลังจากที่มีการรัฐประหาร คดีมันไม่ความคืบหน้าอะไรเลย จนวันนี้มาถึง 16 ปี เหลือเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้นคดีก็จะหมดอายุความ แต่ว่ามันก็มีความหวังอยู่ปลายอุโมงค์เหมือนกันนะครับ เพราะว่าผมได้ไปดูคดีที่อยู่ในมือของ DSI มีจำนวนเป็นคดีเท่าไหร่ที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายประชาชน เดิมผมได้ตั้งกระทู้ถามกับรัฐมนตรียุติธรรมคนก่อนหน้านี้คือ “คุณทวี สอดส่อง” ท่านก็อธิบายมาเป็นเพียงแค่จำนวน มีจำนวนเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ระบุสถานะว่าสถานะของแต่ละคดีเป็นอย่างไร? ส่วนเรื่องของการกังวลว่าคดีของเราจะหมดอายุความไปเหมือนคดีของ “ตากใบ” หรือไม่ ท่านเองก็บอกแค่ว่าจะมีพยายามที่จะออกกฎหมายเพื่อไม่ให้มีอายุความ แต่ไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไร?


ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีชุดปัจจุบันนี้ถวายสัตย์เรียบร้อย ผมเองก็เลยยื่นกระทู้ถามไป ซึ่งรัฐมนตรียุติธรรมคนปัจจุบันก็คือ “พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์” ก็ได้มาตอบคำถามผมเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ต้องเรียนว่าอาจจะเป็นความหวังของพวกเราในการที่คดีมันยังไม่สิ้นสุดหรือไม่สะเด็ดน้ำเสียทีเดียว แน่นอนครับว่าคดีที่เราจะฟ้องเอาผิดคุณอภิสิทธิ์ หรือว่าคุณสุเทพ ท้ายที่สุดแล้วศาลอาญาก็โยนมาให้ศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยต้องไปผ่าน ป.ป.ช. ท้ายที่สุด ป.ป.ช. ก็มีคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ในคำสั่งไม่ฟ้องก็ยังระบุติ่งไว้ว่า ไม่ยกเว้นคดีที่เป็นคดีเฉพาะบุคคลหรือคดีเฉพาะตัวที่ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ


ดังนั้นมันก็มีกระบวนการร้องไปอีก 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือคดีของ 6 ศพวัดปทุมฯ ร้องไปที่ศาลทหาร สุดท้ายอัยการศาลทหารมีคำสั่งไม่ส่งฟ้อง แต่มีคดีอยู่ 3 คดี ผมคิดว่าอันนี้น่าสนใจ คดี 3 คดีที่ DSI อันนี้ที่คุณรุทธพล รมว.ยุติธรรม อธิบายมา 3 คดีที่ DSI มีคำสั่งส่งไปที่อัยการและอัยการไม่ส่งฟ้อง เพราะว่าข้อมูลหลักฐานอาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้นอัยการก็กำชับมาที่พนักงานสอบสวนว่าให้ไปสืบเสาะให้สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้ก่อนหมดอายุความ


ผมจึงคิดว่า 3 คดีนี้ ผมจะรับไปเสาะหาข้อเท็จจริงว่า 3 คดีนี้คือคดีอะไร ก็จะใช้กลไกอย่างเช่นตั้งกระทู้ หรือกลไกกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการที่จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย DSI จะต้องมาตอบ ผมคิดว่าเวลามันงวดมาแล้ว เราจะหวังพึ่งรัฐมนตรีคนต่อไปไม่ได้ เพราะนับเวลาแล้ว ถ้าเขาไม่ยุบสภาก่อน รัฐมนตรีคนนี้ก็อยู่ใกล้หมดอายุความพอดี ดังนั้นผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดในเรื่องของ 3 คดีที่ยังมอบให้ไปเสาะหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้กระทำก่อนหมดอายุความ อันนี้ผมเองจะรับไปเสาะหาเพิ่มเติม และหวังว่าพี่น้องที่ติดตามและก็ยังไม่ลดลาวาศอกในการที่จะทวงคืนความยุติธรรม ก็จะติดตามและทวงหาความยุติธรรมเหลืออีก 4 ปีเท่านั้นจะหมดอายุความ


ผมคิดว่าเราไม่ควรทำให้มันหมดอายุความ แน่นอนเบื้องต้นเราสู้เพื่อคนที่เรารัก หรือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเรา แต่การต่อสู้ของเรามันไม่ได้หยุดเพียงแค่คนในกลุ่มของเราเท่านั้น มันยังรวมไปถึงมาตรฐานของสังคมไทยว่ามันจะไม่มีใครหน้าไหนลากอาวุธสงครามมายิงประชาชนกลางเมืองหลวงอีกต่อไปแล้วครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นปช #คนเสื้อแดง #16ปีเมษาพฤษภา53