วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สส.น่าน ปชน. อภิปรายบทเรียนกรณีน้ำท่วมน่าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยา วางระบบจัดการน้ำใหม่ และต้อง “รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน” ไม่ใช่ “เกิดแล้วแก้”

 


สส.น่าน ปชน. อภิปรายบทเรียนกรณีน้ำท่วมน่าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยา วางระบบจัดการน้ำใหม่ และต้อง “รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน” ไม่ใช่ “เกิดแล้วแก้”


วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือปัญหาน้ำท่วมในภาวะวิกฤต และมาตรการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ ทั้งนี้ เชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 พรรคประชาชน และ เจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยใน จ.น่าน


เจริญระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักในช่วงเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง โดยมีปริมาณฝนสะสมเกือบ 400 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปัว ที่ได้รับผลกระทบถึง 9 ตำบล กว่า 4,000 ครัวเรือน ประชาชนกว่า 10,000 คน รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหลายแห่งก็ประสบปัญหาดินสไลด์ ทำให้ถนน ไฟฟ้า และประปาถูกตัดขาด


จังหวัดน่านมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยภูเขาสูง จึงมีความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากอยู่แล้ว ขณะที่ข้อมูลปริมาณฝนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น จากปริมาณฝนสะสมสูงสุดเกือบ 200 มิลลิเมตรในปี 2567 เพิ่มเป็นเกือบ 300 มิลลิเมตรในปี 2568 และล่าสุดเกือบ 400 มิลลิเมตรในเหตุการณ์ครั้งนี้


เจริญกล่าวต่อไปว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จังหวัดน่านต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ล่าสุดได้สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน รถยนต์ ที่ดิน ถนน สะพาน ระบบประปา รวมถึงระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก บางครอบครัวถึงขั้นเรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัว


ตนจึงขอเสนอมาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลระดมกำลังเข้าไปกำจัดดินโคลน เศษไม้ และสิ่งปฏิกูล พร้อมทั้งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ประปา ถนน และเส้นทางคมนาคม เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็ว รวมถึงจัดหน่วยแพทย์ดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะประชาชนที่สูญเสียบ้านและที่ดิน ตลอดจนกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ


นอกจากนี้ เจริญยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาก้อนแรกครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลง เนื่องจากที่ผ่านมาตนได้รับข้อร้องเรียนว่าประชาชนยังคงต้องกรอกเอกสาร ส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน รวมถึงต้องผ่านกระบวนการสอบสวนความเสียหาย ซึ่งทำให้การเยียวยาเป็นไปอย่างล่าช้า


สำหรับระยะกลาง รัฐต้องเร่งสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนและฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะ อ.ปัว ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญและมีรีสอร์ต โฮมสเตย์ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่ฤดูกาลท่องเที่ยวกำลังจะมาถึงในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้า รวมถึงต้องเร่งเยียวยาเกษตรกรและช่วยให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ


สำหรับระยะยาว เจริญระบุว่า รัฐควรยกระดับขีดความสามารถด้านการบริหารภัยพิบัติ ทั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าและเครื่องมือวัดปริมาณฝนที่แม่นยำเชื่อถือได้ บทเรียนจากวันที่ 19 สิงหาคมทำให้เห็นว่าแผนรับมือภัยพิบัติไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีการแบ่งหน้าที่และการบัญชาการที่ชัดเจน เกิดการทำงานซ้ำซ้อน เครื่องจักรสำหรับรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ก็มีไม่เพียงพอและต้องรอจากจังหวัด ทำให้การกู้ชีพกู้ภัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ สิ่งสำคัญจากนี้คือ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูให้เพียงพอ เพื่อให้พื้นที่และประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว


ทางด้านเชาว์วิชญ์ระบุว่า จากการลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรกของเหตุการณ์ สิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด เพราะยังมีบ้านเรือนที่เสียหาย บางแห่งบ้านทั้งหลังถูกน้ำพัดหายจนเหลือเพียงโถส้วม ปั๊มน้ำเสียหายจนไม่มีน้ำใช้ พื้นที่การเกษตรและอุปกรณ์ทำมาหากินสูญหาย


รัฐบาลควรเร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาประชาชน โดยทำให้ขั้นตอนเรียบง่ายที่สุด และการช่วยเหลือต้องไม่จบแค่การจ่ายเงิน แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อีกครั้ง ตั้งแต่การซ่อมบ้าน ถนน สะพาน และสาธารณูปโภค ไปจนถึงการระดมเครื่องจักรหนักเข้ามากำจัดดินโคลน ท่อนไม้ ขยะ และสิ่งกีดขวาง ก่อนที่ดินโคลนจะแห้งและแข็งตัวจนยิ่งเพิ่มภาระในการฟื้นฟู


เชาว์วิชญ์กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรนำไปสู่การปรับระบบบริหารจัดการน้ำของจังหวัดน่านใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ในระยะสั้นต้อง “รู้เร็ว เตือนเร็ว รับมือเร็ว” ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์น้ำให้แม่นยำ เมื่อพบความเสี่ยงต้องแจ้งเตือนประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงผ่านทุกช่องทาง ทั้ง Cell Broadcast หอเตือนภัย ช่องทางราชการ ออนไลน์ แอปพลิเคชัน เสียงตามสาย วิทยุชุมชน ตลอดจนผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มเวลาให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือ


ส่วนระยะกลาง ต้องสำรวจเส้นทางน้ำทั้งระบบเพื่อค้นหาจุดเสี่ยงและคอขวด ตั้งแต่ลำน้ำตื้นเขิน สะพาน ท่อ ถนน ฝาย ประตูระบายน้ำ ไปจนถึงระบบระบายน้ำ พร้อมจัดลำดับว่าจุดใดต้องแก้ทันที จุดใดต้องปรับปรุง และจุดใดต้องลงทุนใหม่ โดยต้องมองทั้งลุ่มน้ำเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แก้ปัญหาจุดหนึ่งแล้วผลักน้ำไปสร้างปัญหาให้อีกพื้นที่


ในระยะยาว ต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน ทบทวนและผลักดันแผนงานที่มีอยู่ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่รับน้ำ ทางผันน้ำ และทางระบายน้ำเลี่ยงเมือง โดยวางโครงสร้างทั้งหมดให้เชื่อมโยงกัน เพื่อไม่เพียงแค่ป้องกันน้ำท่วม แต่ยังต้องมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในฤดูแล้งด้วย


“การบริหารจัดการน้ำไม่ควรเริ่มต้นในวันที่น้ำมา และไม่ควรสิ้นสุดในวันที่น้ำลด รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงเข้าไปแก้ เป็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียก่อนแล้วรัฐจึงค่อยเข้ามาแก้” เชาว์วิชญ์กล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม69 #น้ำท่วมน่าน

‘ศศินันท์’ ตั้งคำถาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ยังมีคนถูกส่งเรือนจำ ชี้ ‘สันติสุข’ ไม่ควรเป็นรางวัลสำหรับคนที่รัฐเลือกให้อภัย

 


‘ศศินันท์’ ตั้งคำถาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ยังมีคนถูกส่งเรือนจำ ชี้ ‘สันติสุข’ ไม่ควรเป็นรางวัลสำหรับคนที่รัฐเลือกให้อภัย


พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 มีผลให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง ซึ่งมีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และการกระทำนั้นเกิดขึ้นระหว่าง 1 มกราคม 2548 – 16 กรกฎาคม 2568 มีสิทธิได้รับการนิรโทษกรรมตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ไม่นับรวมคดีมาตรา 112 ทุจริต และการทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย


วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 11 พรรคประชาชน ตั้งคำถามว่า เมื่อกฎหมายที่ชื่อว่า ‘สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ เริ่มต้นขึ้น แต่มีประชาชนบางคนต้องเดินเข้าเรือนจำด้วยคดีที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งและแรงจูงใจทางการเมือง เมื่อเป็นแบบนี้ เรากำลังสร้างสันติสุขให้ใคร


ศศินันท์ยกตัวอย่าง โด่ง - ประสงค์ โคตรสงคราม ที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน และต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำทันที ทั้งที่คดีเกิดขึ้นในบริบทความขัดแย้งทางการเมือง ว่าเป็นภาพที่สะท้อนความย้อนแย้งของสถานการณ์ได้อย่างเจ็บปวด และยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีกหลายคนที่ ไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้


“ในขณะที่ประเทศกำลังเดินหน้ากระบวนการนิรโทษกรรมทางการเมือง คนบางกลุ่มกำลังนับวันรอว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวหรือใช้ชีวิตปกติได้ แต่คนอีกกลุ่มกลับไม่ได้อยู่ในสมการนั้น เพียงเพราะข้อหาของพวกเขาถูกกำหนดให้ได้รับการยกเว้นจากการนิรโทษกรรม” ศศินันท์กล่าว


ศศินันท์ย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการกระทำของใคร แต่เป็นคำถามว่า เมื่อเราบอกว่านี่คือกฎหมายเพื่อ ‘ยุติหรือบรรเทาความขัดแย้งทางการเมือง’ แล้ว เรากล้าพอหรือไม่ที่จะมองความขัดแย้งนั้นอย่างครบถ้วน


เนื่องจากการนิรโทษกรรมไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือการยอมรับว่า บางครั้งสังคมต้องเลือก ‘ยุติความขัดแย้ง’ เพื่อให้คนที่เคยอยู่คนละฝั่งสามารถกลับมาอยู่ในสังคมเดียวกันได้”


ถ้าเรานิรโทษกรรมให้คนบางกลุ่ม แต่บอกว่าอีกกลุ่มหนึ่งไม่ควรได้รับโอกาส แม้จะอยู่ในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองเดียวกัน ศศินันท์จึงฝากเป็นคำถามว่า นี่คือการสร้างสันติสุข หรือเพียงการเลือกว่าจะให้ใครได้รับสันติสุข


“ดิฉันไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ง่าย และไม่ได้บอกว่าทุกข้อกล่าวหาควรถูกลบล้างโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้าเราจริงจังกับคำว่า ‘สันติสุข’ เราต้องกล้าพูดถึงคนที่เราไม่เห็นด้วยด้วย เพราะสันติสุขที่แท้จริงไม่ควรเป็นรางวัลสำหรับคนที่เราเลือกว่าจะให้อภัย และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครรับผิดชอบ แต่กฎหมายฉบับนี้ผ่านมือของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผ่านการอภิปราย ผ่านการลงมติ ผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ โดยที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจรู้ดีว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังถูกดำเนินคดีและถูกคุมขังจากความขัดแย้งทางการเมือง” ศศินันท์กล่าว


ศศินันท์กล่าวถึงผลของกฎหมายว่า สุดท้าย เรากลับเลือกที่จะเขียนชื่อของคนบางกลุ่มไว้ในกฎหมายว่า ‘ได้รับการนิรโทษกรรม’ และเขียนชื่อของคนอีกกลุ่มไว้ว่า ‘ไม่ได้รับ’ นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวบทกฎหมาย แต่คือการตัดสินใจของมนุษย์ที่มีอำนาจเหนือชะตาชีวิตของมนุษย์อีกคน


“ดิฉันไม่รู้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกคนรู้สึกอย่างไรในวันที่ลงมติ แต่สำหรับดิฉัน การรู้ว่ามีคนกำลังจะถูกส่งเข้าเรือนจำ และยังเลือกที่จะปล่อยให้เขาถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเรียกกฎหมายนี้ว่า ‘สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ มันเป็นความย้อนแย้งที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง และถ้าจะใช้คำที่ตรงที่สุด มันคือความอำมหิตของระบบการเมืองที่สามารถพูดเรื่อง ‘สันติสุข’ ได้อย่างสวยงาม ขณะเดียวกันก็ยอมรับได้ว่ามนุษย์บางคนต้องถูกทิ้งไว้ในเรือนจำ”


ศศินันท์ทิ้งท้ายว่า สันติสุขที่แท้จริงไม่ควรเกิดจากการที่ผู้มีอำนาจเลือกว่าจะให้อภัยใคร เพราะถ้าความเมตตาของรัฐขึ้นอยู่กับว่าเราชอบหรือไม่ชอบคนคนนั้น 


“สิ่งที่เรากำลังสร้างอาจไม่ใช่สันติสุข แต่อาจเป็นเพียงความเงียบที่สร้างขึ้นจากการทำให้คนบางคนหายไปจากสังคม และดิฉันไม่คิดว่านั่นคือสังคมที่พวกเราควรยอมรับ”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นิรโทษกรรม #มาตรา112 #พรบสร้างเสริมสังคมสันติสุข

‘พริษฐ์’ เปิดหลักฐานกลางสภาฯ จี้ถาม ‘นภินทร’ เรียกผู้สมัคร สว. เข้าพบที่ ก.พาณิชย์ก่อนวันเลือกระดับประเทศจริงหรือไม่? บังคับเซ็นใบลาออกล่วงหน้าตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่?

 


พริษฐ์’ เปิดหลักฐานกลางสภาฯ จี้ถาม ‘นภินทร’ เรียกผู้สมัคร สว. เข้าพบที่ ก.พาณิชย์ก่อนวันเลือกระดับประเทศจริงหรือไม่? บังคับเซ็นใบลาออกล่วงหน้าตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่?


วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่านภินทรอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโกง สว. ซึ่งรัฐมนตรีนภินทรไม่มาตอบกระทู้ โดยพริษฐ์ได้ใช้โอกาสนี้ในการหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อฝากคำถามถึงรัฐมนตรี


พริษฐ์กล่าวว่า ตนรู้สึกผิดหวังที่เพิ่งเปิดสมัยประชุมมาเป็นสัปดาห์แรก แต่กระทู้แรกของฝ่ายค้านในวันนี้รัฐมนตรีกลับไม่มาตอบ ทั้งที่ก่อนปิดสมัยประชุม ประธานสภาฯ เคยกำชับให้รัฐบาลและรัฐมนตรีรับผิดชอบต่องานของสภาฯ โดยเหตุผลที่รัฐมนตรีนภินทรแจ้งว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้เพราะติดภารกิจตรวจราชการที่ จ.ราชบุรี แม้การลงพื้นที่จะเป็นภารกิจสำคัญ แต่รัฐมนตรีก็ทราบอยู่แล้วว่าเช้าวันพฤหัสบดีเป็นช่วงเวลาสำหรับกระทู้ถามสด จึงควรบริหารตารางงานให้อยู่ในกรุงเทพฯหรือที่สภา เหตุผลดังกล่าวจึงอาจสุ่มเสี่ยงไม่เป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนดให้เลื่อนการตอบได้ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น


ยิ่งไปกว่านั้น วิปฝ่ายค้านยังได้ประสานผ่านวิปรัฐบาลตั้งแต่เย็นวันจันทร์แล้วว่าต้องการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีนภินทร จึงมีเวลาเพียงพอที่จะจัดตารางงาน ตนเห็นใจวิปรัฐบาลที่พยายามประสานงานอย่างเต็มที่ เพราะบางครั้งการที่รัฐมนตรีจะมาตอบหรือไม่อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการประสานงาน แต่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของรัฐมนตรีมากกว่า


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตนจึงใช้โอกาสนี้ฝากสาระสำคัญของคำถามที่ตั้งใจจะถามรัฐมนตรีนภินทร ซึ่งข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อกล่าวหาจากเรื่องร้องเรียนที่ตนได้รับมา และหากเป็นจริงอาจบ่งชี้ว่ารัฐมนตรีนภินทรมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการโกง สว. ซึ่งรัฐมนตรีนภินทรเองก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา 229 คนที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 สรุปว่ามีมูลความผิด


ตามข้อมูลที่ได้รับ ผู้สมัคร สว. รายหนึ่ง (นามสมมติ “นาย A”) ถูกเชิญให้ไปพบรัฐมนตรีนภินทรขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ห้องทำงานในกระทรวงพาณิชย์ 2 ครั้ง ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567


ครั้งแรก วันที่ 24 มิถุนายน 2567 หรือสองวันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ: จากข้อมูลที่ได้รับ นาย A ถูกชวนให้ไปที่กระทรวงพาณิชย์ โดยผู้ชวนแจ้งนาย A ว่ามีคน “ขอดูตัว” และเมื่อไปที่กระทรวง ก็ได้พบกับรัฐมนตรีนภินทรในห้องทำงาน โดยมีข้อกล่าวหาว่ารัฐมนตรีกล่าวในทำนองว่า หากนาย A ได้เป็น สว. แล้ว จะ “ขอสัก 2-3 อย่าง”


ครั้งที่สอง วันที่ 25 มิถุนายน 2567 หรือหนึ่งวันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ: จากข้อมูลที่ได้รับ นาย A ถูกเรียกไปยังห้องทำงานเดิมอีกครั้ง และมีข้อกล่าวหาว่ารัฐมนตรีนภินทรได้นำใบลาออกมาให้นาย A ลงนามล่วงหน้า ก่อนจะให้เจ้าหน้าที่เก็บกลับไป ซึ่งหากเป็นจริงอาจมีนัยว่าผู้ที่ถือใบลาออกดังกล่าวสามารถใช้เป็นเครื่องมือควบคุมทิศทางการทำงานหรือการลงมติของนาย A ได้ หากได้รับเลือกเป็น สว.


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตนจึงต้องการถามรัฐมนตรีนภินทรโดยตรง ว่าเหตุการณ์ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และได้มีการเชิญผู้สมัคร สว. รายดังกล่าวไปพบในห้องทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 24 และ 25 มิถุนายน 2567 จริงหรือไม่


หากอ้างอิงข้อมูลที่ตนได้ยินมา ตนคาดว่ารัฐมนตรีนภินทรอาจจะไม่กล้าปฏิเสธ โดยท่านอาจจะชี้แจงว่าการพบกันทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. หากแต่เป็นการหารือเรื่องปัญหาไก่งวงล้นตลาดใน จ.ราชบุรี โดยท่านอาจมีหนังสือร้องเรียนจากสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีมาเป็นหลักฐานประกอบ


แต่หากมีการอ้างถึงหนังสือดังกล่าวจริง ก็ต้องตั้งคำถามต่อไปว่าหนังสือนั้นเป็นเอกสารจริงหรือไม่ เพราะหากเป็นหนังสือที่ยื่นเข้าสู่กระทรวงพาณิชย์จริง ก็ย่อมต้องมีเลขรับในระบบราชการ แต่ข้อมูลที่ตนได้รับกลับบ่งบอกว่าเอกสารดังกล่าวนั้น ไม่มีการลงรับในระบบของกระทรวง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่อาจมีการนำบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในห้องประชุมมาช่วยยืนยันว่าไม่ได้หารือกันเรื่องการเลือก สว. ในวันนั้น ตนย้ำว่าน้ำหนักของคำยืนยันดังกล่าวก็ยังเป็นที่ตั้งข้อสงสัยได้และต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะจากรายชื่อที่ตนได้รับ ตนเข้าใจว่าผู้ที่อยู่ในห้องอีกประมาณ 10 คน มี 3 คนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. ร่วมกับรัฐมนตรีนภินทรในรายชื่อ 229 คน และมีอีกหลายคนที่เป็นทีมงานหรือข้าราชการประจำที่อยู่หรือเคยอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของท่าน


ด้วยเหตุนี้ พริษฐ์จึงขอเรียกร้อง 3 ประการ คือ


1. ข้อเรียกร้องถึงรัฐมนตรีนภินทร ศรีสรรพางค์ (รมต.สำนักนายกฯ และอดีต รมช.พาณิชย์): อยากให้ท่านออกมาชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวและข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ เนื่องจากวันนี้ได้ให้โอกาสท่านตอบในสภาฯ แล้ว แต่ในเมื่อท่านไม่มา ตนหวังจะเห็นท่านใช้ช่องทางอื่น


2. ข้อเรียกร้องถึง รมต.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รมว.พาณิชย์): ในเมื่อท่านไม่ได้เกี่ยวข้องหรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ตนอยากขอความร่วมมือท่านในการทำเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหรือข้าราชการคนใดในกระทรวงที่อาจจะอยู่ในห้องเดียวกับรัฐมนตรีนภินทรที่กระทรวงพาณิชย์ในเหตุการณ์วันนั้น สร้างหลักฐานเท็จย้อนหลังเพื่อปกปิดความจริง


3. ข้อเรียกร้องถึง กกต.: ขอให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ในการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวไปที่ศาล


อย่าไปยกคำร้องใครแม้หลักฐานจะชัด เพียงเพื่อจะปกป้องใครในระบอบสีน้ำเงิน หรือตอบแทนบุญคุณใครที่มีส่วนในการเลือกท่านมา” พริษฐ์กล่าวทิ้งท้าย ณัฐพงศ์ มาลี รายงาน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ฮั้วสว #โกงเลือกสว

ณัฐพงษ์-เดชรัต รับฟังเสียงครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชู 5 นโยบาย สานต่อ-ต่อยอดการศึกษานนทบุรี

 


ณัฐพงษ์-เดชรัต รับฟังเสียงครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชู 5 นโยบาย สานต่อ-ต่อยอดการศึกษานนทบุรี


วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เดินทางมาที่โรงเรียนนนทบุรีแมกเน็ต (Nonthaburi Magnet School) พร้อมกับ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคประชาชน เพื่อสอบถามความเห็นต่อนักเรียน ผู้ปกครองและบุคลากรของโรงเรียน ถึงความต้องการที่จะทำให้การเรียนของนักเรียนในจังหวัดนนทบุรีนั้นง่ายขึ้น


ณัฐพงษ์ กล่าวว่า “พวกเราทราบดีว่าพี่น้องชาวนนทบุรีให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา โดยโรงเรียนนนทบุรีแมกเน็ตเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ อบจ.นนทบุรี ดูแลโดยตรง และเป็นโรงเรียนที่ได้รับการดูแลและดำเนินการมาตั้งแต่นายก อบจ. คนก่อน วันนี้จึงตั้งใจที่จะมาพูดคุยกับคุณครู กับเด็กนักเรียน กับผู้ปกครองที่โรงเรียน เพื่อที่จะเข้ามาส่งต่อนโยบายและแสดงถึงความตั้งใจว่า ทีมงานของพรรคประชาชนที่นำโดยเดชรัต ผม รวมถึง ส.ส. และทีมงานของพรรคประชาชนทุกคน อยากจะช่วยกันยกระดับการศึกษา”


ด้านงบประมาณที่ดูแลเรื่องการศึกษาโดย อบจ.นนทบุรี นั้น ณัฐพงษ์ ย้ำว่า จะไม่มีการปรับลดใดๆ แน่นอน โดยปัจจุบัน งบประมาณที่วางแผนกันไว้ก็อยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท ส่วนนโยบายด้านการศึกษาอีกทั้ง 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการยกระดับทักษะเด็กนักเรียน การดูแลคุณภาพชีวิตครู การดูแลสุขภาพจิตสุขภาพใจทั้งครูและเด็กนักเรียน การลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา และเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้ ก็จะเป็นนโยบายที่เดชรัตจะมาดำเนินการให้กับชาวนนทบุรีโดยตรง


ขณะที่ ระหว่างหาเสียงก็มีหลายคนสอบถามว่า พรรคประชาชนจะยังมาสานต่อนโยบายด้านการศึกษาที่พัฒนามาจนเป็นตัวอย่างรูปธรรมชัดเจนหรือไม่ เดชรัต ย้ำว่า การเป็นอาจารย์มา 30 กว่าปี และทำงานเรื่องการศึกษามาตลอดทั้งชีวิต ทำให้เห็นความสำคัญของเรื่องการศึกษาดี และลูกสาวของ เดชรัต ก็เรียนที่จังหวัดนนทบุรี ได้รับการสนับสนุนจาก อบจ. ก็ได้เห็นประโยชน์ของนโยบายการศึกษาที่ผ่านมา


เดชรัต ยืนยันว่า หากได้เป็นนายก อบจ. นนทบุรี การสนับสนุนจาก อบจ. จะยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการจ้างคุณครูอัตราจ้าง คุณครูสอนภาษาต่างประเทศ คุณครูสอนศาสนา หรือด้านอื่น ๆ ที่เป็นบุคลากรด้านการศึกษา และเงินสนับสนุนที่ อบจ. กับโรงเรียนได้ตกลงทำงานร่วมกัน ในอัตราส่วนที่ อบจ. สนับสนุน 90% ก็ยังเหมือนเดิม รวมถึงสวัสดิการของนักเรียน ทั้งรถ ค่าเล่าเรียนฟรีอย่างที่โรงเรียนนนทบุรีแมกเน็ตก็ยังเป็นเหมือนเดิม และจะมีเพิ่มเติมขึ้นด้วย


งบประมาณโดยภาพรวม 1,600 ล้านบาทต่อปี จะจัดสรรเพื่อการศึกษาตลอดทั้ง 4 ปีแน่นอน เพราะฉะนั้น ผมจะขอย้ำว่า ไม่มีงบประมาณใด ไม่มีสวัสดิการส่วนใด ไม่มีครูในตำแหน่งใดที่จะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาเป็นนายก อบจ. ของผม หรือทีมงานพรรคประชาชน” เดชรัต ชี้แจง


ส่วนการศึกษาทั้ง 5 ด้านที่ เดชรัต เตรียมเพิ่มเติมไว้ ด้านแรก คือ การเรียนรู้ในเชิงลึก : ลูกหลานสามารถเข้าถึงการเรียนภาษาได้ดีขึ้น แต่โลกในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็จะเตรียมการเรียนรู้ตามความสนใจของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ ดาราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ จะมีลักษณะคล้ายกับชมรมหลังเลิกเรียน (After School Club) ที่นักเรียนเข้าเรียนได้ตามความสนใจ ซึ่งจะประสานกับหน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ อย่างเช่น ดาราศาสตร์ก็อาจจะเป็น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) หรือ GISTDA หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะเข้ามาเสริมหนุนการเรียนรู้ และไม่ใช่เฉพาะในสายวิชาการเท่านั้น ในสายวิชาชีพ ก็จะพัฒนาหลักสูตรด้านอาชีวะหรือวิชาชีพที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานกับองค์กรที่เป็นองค์กรต่างประเทศหรือองค์กรข้ามชาติได้ ซึ่งก็จะเพิ่มโอกาสในการทำงานของเยาวชนได้


นโยบายที่ 2 คือ พื้นที่การเรียนรู้ : ปัญหาของเด็กๆ ในจังหวัดนนทบุรี รวมถึงลูกของ เดชรัต ในช่วงที่ผ่านมาด้วย คือ เมื่อถึงวันเสาร์อาทิตย์อยากได้ห้องสมุดดีๆ Co-working space ดี ๆ พิพิธภัณฑ์ดี ๆ กลับไม่ค่อยมีในจังหวัดนนท์ จึงต้องเดินทางไปในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นเดชรัต จะผลักดันให้นนทบุรีมีพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ทั้ง 6 อำเภอในจังหวัดนนทบุรี มีห้องสมุดดีๆ มีพื้นที่ทำงานดีๆ เป็นที่ตั้งของสภาเด็กและเยาวชนของจังหวัดนนทบุรี และสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา


นโยบายที่ 3 เรื่องของสุขภาพจิต : ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันเด็กเกิดความเครียดอย่างมาก ต้องเผชิญทั้งการแข่งขัน และความไม่แน่นอน เดชรัต จะสร้างระบบช่วยโรงเรียนในการดูแลสุขภาพจิต ซึ่งจะดำเนินการอย่างเร่งด่วนภายใน 30 วัน ให้ทันกับการเปิดภาคการศึกษาที่ 2 ถ้าโรงเรียน หรือเด็กๆ มีปัญหาอะไร สามารถติดต่อเข้ามาที่ อบจ.นนทบุรี แล้วจะมีทีมเข้าไปช่วย นอกจากนั้นก็จะมีกิจกรรมผ่อนคลายที่จะเสริมหนุน ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกดีขึ้น ผ่อนคลายขึ้น


นโยบายที่ 4 ก็คือความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา: แม้ที่ผ่านมาจังหวัดนนทบุรีจะลงทุนด้านการศึกษาอย่างดี แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาอยู่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะฉะนั้น จะมีทีมสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก เพิ่มงบประมาณอาหารกลางวันขึ้นมาเป็น 30 บาทต่อคนต่อวัน โดยเกษตรกรของนนทบุรี ซึ่งเดชรัตและทีมงานพรรคประชาชนได้ไปพูดคุยมาแล้ว ทั้งไทรน้อย และบางบัวทอง พร้อมผลิตอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ เสริมหนุนการเติบโตของเด็กๆ และจะมีทีมที่จะไปดูแลในเรื่องของศูนย์เด็กเล็ก โดยจะทำบ้านนิทาน ลานของเล่น ให้คุณพ่อคุณแม่สามารถไปยืมนิทานและของเล่นเนี่ยในวันเสาร์อาทิตย์ หรือในวันที่ว่าง เพื่อมาฝึกพัฒนาการของลูก ๆ ได้ ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะได้ทั้งส่วนของศูนย์เด็กเล็ก ส่วนของโรงเรียนก็จะได้รับอุปกรณ์การเรียนรู้เพิ่มขึ้น


ส่วนสุดท้ายคือคุณครู : นอกจากอัตราของคุณครูที่ยังเหมือนเดิม เงินเดือนเหมือนเดิม แต่สวัสดิการจะเพิ่มขึ้น เดชรัต และทีมงานยังมีอีก 3 เรื่อง ที่จะเตรียมเข้ามาช่วยสนับสนุนคุณครูเมืองนนท์ ได้แก่ 1) คลินิกคุณครู ถ้าคุณครูมีปัญหาอย่างไร ไม่ว่าเรื่องในชีวิต เรื่องการเรียนการสอน ก็สามารถที่จะมาปรึกษาได้ ทำให้คุณครูคลายความเครียดลง 2) คูปองการเรียนรู้ สำหรับคุณครูในช่วงปิดเทอม คุณครูสามารถมาขอคูปองไปเรียนรู้ในประเด็นในด้านที่คุณครูสนใจ หรือตรงกับหน้างานของคุณครูได้ 3) คลังข้อมูลการเรียนการสอน คุณครูสามารถขอยืมอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ โดยคลังข้อมูลการเรียนรู้จะส่งให้กับคุณครูทั่วจังหวัดนนทบุรี


เดชรัตกล่าวปิดท้ายว่า “จะเห็นว่าทั้ง 5 ด้านเราเข้ามาสานต่อและก็เสริมเติมส่วนที่ยังขาดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเรียนรู้เฉพาะด้าน ศูนย์การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ทุกอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพจิตสำหรับเด็ก ๆ ในทุกโรงเรียน สำหรับเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา และก็เสริมทำให้คุณภาพชีวิตและความพร้อมในเรื่องการเรียนการสอนของคุณครูดีขึ้น ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าเราพร้อม เราเอาจริงในการที่จะมาทำให้จังหวัดนนทบุรีดีขึ้น ให้นนทบุรีเป็นนนทบุรีที่น่าอยู่ทั้งร่างกายและจิตใจ และให้นนทบุรีเป็นนนทบุรีที่นำหน้าในเรื่องการศึกษา ในเรื่องเศรษฐกิจ ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ และให้นนทบุรีเป็นส่วนที่ทุกคนเนี่ยเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งอบจ #นายกอบจนนท์ #นายกอบจ #เดชรัตNEWนนท์












ประมวลภาพ “พิธา” ช่วย “เดชรัตน์” หาเสียงนนทบุรี เซ็นทรัล เวสต์เกต ชวนคนใช้สิทธิ์ถบ่มทลาย หากมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อย "หวานเจี๊ยบบ้านใหญ่" แน่

 


ประมวลภาพ “พิธา” ช่วย “เดชรัตน์” หาเสียงนนทบุรี เซ็นทรัล เวสต์เกต ชวนคนใช้สิทธิ์ถบ่มทลาย หากมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อย "หวานเจี๊ยบบ้านใหญ่" แน่


วันที่ 26 สิงหาคม 2569 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางลงพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (นายก อบจ.นนทบุรี) เบอร์ 4 พรรคประชาชน


โดยส่วนหนึ่งพิธาและเดชรัตเดินทางไปที่เซ็นทรัล เวสต์เกต เพื่อเชิญชวนชาวนนทบุรีมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายนนี้ และได้ปราศรัยที่หน้าตลาดบางใหญ่ ซึ่งได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก


ระหว่างการปราศรัย พิธาได้ระบุว่า วันนี้ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาที่นี่ เพื่อขอคะแนน ขอความไว้วางใจจากพี่น้องชาวนนทบุรี และส่งให้เดชรัตมาเป็นนายก อบจ.ของคนนนทบุรี 


พิธา ระบุว่า การเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ครั้งนี้ เดิมพันที่คนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้งที่ผ่านมา ชาวนนทบุรีเลือกพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนเกินครึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ แต่การเลือกตั้งอบจ.นนทบุรี มีคนมาใช้สิทธิ์น้อยกว่ามาก จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องรณรงค์ให้คนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ให้เท่ากับระดับชาติ ซึ่งหากมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยแบบนี้ "หวานเจี๊ยบบ้านใหญ่"


พิธากล่าวทิ้งท้ายว่า เลือกตั้งวันที่ 20 กันยายนนี้ ขอประชาชนกาเบอร์ 4 ส่งเดชรัตเป็นนายก อบจ. และขอให้ประชาชนที่มาฟังปราศรัยช่วยบอกต่อคนละ 4 คนว่า 20 กันยายนนี้มีการเลือกนายก อบจ. ขอให้กาหมายเลข 4 หากร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม การใช้สิทธิ์เลือกตั้งอาจจะสูงถึง 600,000 คน และโอกาสที่พรรคจะชนะและเดชรัตได้เป็นนายก อบจ.ของคนนนทบุรีเป็นไปได้อย่างแน่นอน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกนายกอบจ #อบจนนท์ #เดชรัตNEWนนท์


















‘พิธา’ ปลุกคนนนท์ใช้สิทธิ์ถล่มทลาย หวังเกิน 60% ขอกาเบอร์ 4 ส่ง 'เดชรัต' นั่งนายก อบจ. นนท์

 


‘พิธา’ ปลุกคนนนท์ใช้สิทธิ์ถล่มทลาย หวังเกิน 60% ขอกาเบอร์ 4 ส่ง 'เดชรัต' นั่งนายก อบจ. นนท์ 


วันที่ 26 สิงหาคม 2569 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางลงพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (นายก อบจ.นนทบุรี) เบอร์ 4 พรรคประชาชน


การหาเสียงเริ่มต้นที่ร้านชิตเบียร์ เพื่อพูดคุยกับผู้ประกอบการถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งพิธาเชื่อว่า นายก อบจ.นนทบุรีคนต่อไปจะสามารถทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดนนทบุรีเติบโตได้ถึง 4 เท่า ด้วยการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในแต่ละชุมชน และเปลี่ยนศักยภาพของพื้นที่ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของคนในจังหวัด


จากนั้น พิธาและเดชรัตเดินทางไปที่เซ็นทรัล เวสต์เกต เพื่อเชิญชวนชาวนนทบุรีมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายนนี้ และได้ปราศรัยที่หน้าตลาดบางใหญ่ ซึ่งได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก


ระหว่างการปราศรัย พิธาได้ระบุว่า วันนี้ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาที่นี่ เพื่อขอคะแนน ขอความไว้วางใจจากพี่น้องชาวนนทบุรี และส่งให้เดชรัตมาเป็นนายก อบจ.ของคนนนทบุรี โดยการเลือกตั้งครั้งนี้การเดิมพันอยู่ที่พี่น้องประชาชนชาวนนทบุรี


พิธาอธิบายว่า สมัยที่เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล มีชาวนนทบุรีมาใช้สิทธิ์กันมากกว่า 80% และเลือกก้าวไกลมากกว่า 400,000 คน จนก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง เป็นพรรคอันดับหนึ่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ยังเลือกพรรคประชาชน ทั้ง 8 คน 8 เขต แลนด์สไลด์ที่จังหวัดนนทบุรี


แต่เมื่อเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น เป็นการเลือกตั้ง อบจ. พี่น้องประชาชนนนทบุรีกลับใช้สิทธิ์น้อยมาก เหลือคนใช้สิทธิ์การเลือกตั้งเพียงแค่ 40% เท่านั้น ขณะที่การเลือกตั้ง กทม. ที่ผ่านมา มีคนไปใช้สิทธิ์เพียงแค่ 50% ก็ถือว่าน้อย ครั้งนี้จึงเชื่อว่าชาวนนทบุรีจะไม่ยอมให้จำนวนการใช้สิทธิ์การเลือกตั้งนายก อบจ. น้อยเหมือนครั้งที่ผ่านมา


พิธา ย้ำว่า ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ชัยชนะนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร แต่ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนคนนนทบุรีว่า 20 กันยายนนี้จะพร้อมใจกันเปลี่ยนเมืองนนทบุรีหรือไม่


“20 กันยายนนี้ คูหาเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า ผมขอพี่น้องออกไปใช้เสียงกันอย่างถล่มทลาย อย่างน้อยมากกว่า 60% เพื่อให้นายก อบจ.คนต่อไปคือเดชรัต หากมีคนมาใช้สิทธิ์เพียงแค่ 40% ก็จะไม่สามารถทำนโยบายที่มีการนำเสนอตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล หรือพรรคประชาชนได้”


พิธากล่าวว่า วันนี้นนทบุรีมี ส.ส.จากพรรคประชาชนทั้ง 8 เขต จึงขอโอกาสให้พวกตนได้เข้ามาบริหาร และส่งเดชรัตมาเป็นนายก อบจ.ของคนนนทบุรี แล้วสิ่งที่คนนนทบุรีผิดหวังในสองปีที่แล้วที่ก้าวไกลไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ ทำให้ไม่มีนโยบายต่าง ๆ ที่เดชรัตได้ให้กำเนิดถูกนำไปปฏิบัติและนำไปบริหารโดยเดชรัต สุขกำเนิด ที่ได้ให้กำเนิดนโยบายกับพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน จะนำนโยบายเหล่านี้มาบริหารให้กับคนนนทบุรี


พิธากล่าวทิ้งท้ายว่า เลือกตั้งวันที่ 20 กันยายนนี้ ขอประชาชนกาเบอร์ 4 ส่งเดชรัตเป็นนายก อบจ. และขอให้ประชาชนที่มาฟังปราศรัยช่วยบอกต่อคนละ 4 คนว่า 20 กันยายนนี้มีการเลือกนายก อบจ. ขอให้กาหมายเลข 4 หากร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม การใช้สิทธิ์เลือกตั้งอาจจะสูงถึง 600,000 คน และโอกาสที่พรรคจะชนะและเดชรัตได้เป็นนายก อบจ.ของคนนนทบุรีเป็นไปได้อย่างแน่นอน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาชน #เลือกนายกอบจ #อบจนนท์ #เดชรัตNEWนนท์