วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

วงสนทนาหัวข้อ “6 ตุลาฯ ยังไม่จบ? พูดคุยหลังจากขมละครเวที AFTER 6 มรดก 6 ตุลา” จบ

 


วงสนทนาหัวข้อ “6 ตุลาฯ ยังไม่จบ? พูดคุยหลังจากขมละครเวที AFTER 6 มรดก 6 ตุลา” จบ


วันนี้ (12 กันยายน 2569) ภายหลัง “AFTER 6 มรดก 6 ตุลา” ละครเวทีว่าด้วยมรดกจากรัฐประหาร 2519 ที่ยังส่งผลถึงปัจจุบัน ทำการแสเงรอบ14.00 น. จบ 


หลังการแสดง มีวงสนทนาในหัวข้อ “6 ตุลาฯ ยังไม่จบ? จากมรดกในอดีต สู่คำถามในปัจจุบัน” โดยมี กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา นักกิจกรรมและผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112, อานนท์ ชวาลาวัณย์ จากพิพิธภัณฑ์สามัญชน และเอกศักดิ์ หอมชื่น สส.พรรคประชาชน ร่วมพูดคุย โดยมีอภิสิทธิ์ ฉวานนท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ


วงสนทนาชวนแลกเปลี่ยนมุมมองว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความทรงจำ แต่ยังทิ้งมรดกทางกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ และวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน


ตอนหนึ่ง “ตี้” วรรณวลี ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ซึ่งปัจจุบันมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี โดยอัตราโทษดังกล่าวเป็นผลจากคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่ออกภายหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 


ละครเวทีเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ภายใต้ความร่วมมือของ ThumbRights และ Politicle Theatre นำแสดงโดย ดนุภัทร แซ่หว้า, กนธิชา หวานเสนาะ, ​จาตุรนต์ การามหิโต, ณัฐภัทร มาเดช


เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ณัฐภัทร มาเดช


โดยในวันพรุ่งนี้ (13 ก.ย. 2569) มีการแสดงอีก 2 รอบในเวลา 14.00 น. และ 19.00 น. ที่ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์


ชมประมวลภาพการแสดงได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/14v9mxJqcXK/


เชิญชวนร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 มรดกจากรัฐประหาร 6 ตุลา ได้ที่ https://decoup6octsins.com/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา






 


ประมวลภาพ “AFTER 6 มรดก 6 ตุลา” ละครเวทีว่าด้วยมรดกจากรัฐประหาร 2519 ที่ยังส่งผลถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา”

 


ประมวลภาพ “AFTER 6 มรดก 6 ตุลา” ละครเวทีว่าด้วยมรดกจากรัฐประหาร 2519 ที่ยังส่งผลถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา”


วันนี้ (12 กันยายน 69) เวลา 14.00 น. ที่ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์ ได้เปิดทำการแสดงละครเวที ที่บอกเล่าเรื่องราวหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ผ่านไปเกือบ 4 ปี ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่กลับมีอำนาจบางอย่างที่ครอบงำสังคมอยู่ เพราะมรดกของคณะรัฐประหารกลับยังมีผลบังคับใช้จนกลายเป็นความปกติใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทุกคน 


เมื่อเหล่าสหายนักกฎหมายกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อประชุมวางแผนจัดงานรำลึกฯ แต่การประชุมกลับยืดเยื้อกว่าที่คาด เมื่อหนึ่งในสหายหยิบยกวาระบางอย่างที่ไม่เพียงสั่นคลอนที่ประชุม แต่อาจเปลี่ยนแปลงความปกติสุขที่พวกเขาคุ้นชินไปตลอดกาล


ละครเวทีเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ภายใต้ความร่วมมือของ ThumbRights และ Politicle Theatre นำแสดงโดย ดนุภัทร แซ่หว้า, กนธิชา หวานเสนาะ, ​จาตุรนต์ การามหิโต, ณัฐภัทร มาเดช


เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ณัฐภัทร มาเดช


โดยในวันนี้เปิดทำการแสดงรอบ 19.00 น. อีก 1 รอบ และพรุ่งนี้ (13 ก.ย. 2569) มีการแสดงอีก 2 รอบในเวลา 14.00 น. และ 19.00 น. ที่ ต.นำเจริญ เพลย์เฮ้าส์


เชิญชวนร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 มรดกจากรัฐประหาร 6 ตุลา ได้ที่ https://decoup6octsins.com/


#UDDnews  #ยูดีดีนิวส์ #50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

























วงเสวนาเตือน สว.-กกต. ไม่เป็นกลาง องค์กรอิสระเข้าสู่สภาวะ ‘ผุผังเชิงสถาบัน’ จับตาคดีโกง สว. วัดความเชื่อมั่นประชาธิปไตยไทย จี้ กกต. เปิดทางศาลวินิจฉัย

 


วงเสวนาเตือน สว.-กกต. ไม่เป็นกลาง องค์กรอิสระเข้าสู่สภาวะ ‘ผุผังเชิงสถาบัน’ จับตาคดีโกง สว. วัดความเชื่อมั่นประชาธิปไตยไทย จี้ กกต. เปิดทางศาลวินิจฉัย 


วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยงานในช่วงบ่ายมีการเสวนาโดยวิทยากรประกอบด้วย ธงทอง จันทรางศุ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540, สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฒาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมการเสวนา


ธงทอง เล่าถึงจุดกำเนิดของ กกต. โดยระบุว่าแนวคิดในขณะนั้นเกิดจากความต้องการนำการจัดการเลือกตั้งออกจากกระทรวงมหาดไทย เพราะมีข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง จึงออกแบบให้มีคณะบุคคลที่เป็นอิสระและเป็นกลางเข้ามากำกับดูแลการเลือกตั้งแทน 


อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการออกแบบในเวลานั้นอยู่บนสมมติฐานว่าหากต้องการ กกต.ที่เป็นกลาง ก็จำเป็นต้องมีวุฒิสภาที่เป็นอิสระและเป็นกลางเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดมาคือไม่สามารถทำให้วุฒิสภามีความเป็นกลางตามสมมติฐานดังกล่าวได้


ธงทองกล่าวว่า ในยุครัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อ สว. มาจากการเลือกตั้ง ก็เกิดปัญหาการใช้ฐานการเมืองและหัวคะแนนในพื้นที่เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง สส. จนนำไปสู่ข้อสรุปในเวลานั้นว่า สว. ไม่เป็นกลางก็เลยได้ กกต. ที่ไม่เป็นกลาง แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อ กกต. มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ขณะที่ สว. ก็มีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ กกต. และองค์กรอิสระอื่น จึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ย้อนกลับมาหากัน เวลานี้จึงกลายเป็นเรื่อง กกต. ไม่เป็นกลาง จึงได้ สว. ที่ไม่เป็นกลางแทน


รัฐธรรมนูญปัจจุบันผูกกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งขององค์กรอิสระสำคัญไว้กับวุฒิสภาอย่างมาก ดังนั้น หากวุฒิสภาไม่สามารถรักษาความเป็นกลางและความเที่ยงธรรมได้ ความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะ กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ปัญหาอีกด้านคือองค์กรเหล่านี้มีอำนาจตรวจสอบผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น แต่กลไกที่จะตรวจสอบตัวองค์กรเองกลับทำได้ยากขึ้น จนผิดไปจากความตั้งใจแรกของการสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการเมืองไทย 


ธงทองยังกล่าวอีกว่า เมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการสร้าง กกต. เพื่อหลีกหนีปัญหาการจัดการเลือกตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน เปรียบได้กับการหนีเสือจากกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้มาปะจระเข้อยู่


ด้านสิริพรรณ ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 กับ กกต. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 โดยระบุว่า เดิมกรรมการ กกต. ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาที่อย่างน้อยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ขณะที่ กกต. ชุดปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจาก สว. ที่ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนโดยตรง และกระบวนการได้มาของ สว. เองก็กำลังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและเป็นธรรม


อีกความแตกต่างสำคัญคือรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมีกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ตัดกลไกดังกล่าวออกไป ทำให้ปัจจุบันเหลือช่องทางตรวจสอบองค์กรอิสระน้อยลง


สิริพรรณ ระบุว่า สำหรับการเลือก สว. ครั้งล่าสุดว่า แม้เดิม กกต. มีเป้าหมายเพื่อนำการจัดการเลือกตั้งออกจากกระทรวงมหาดไทย แต่ในการเลือก สว. ครั้งนี้ กกต. กลับมอบหมายภารกิจรับสมัครในระดับพื้นที่ให้ฝ่ายปกครองโดยอ้างข้อจำกัดด้านกำลังคน ปัจจุบันจึงอาจไม่ใช่เพียงการหนีเสือปะจระเข้ แต่เป็นการผนึกกำลังระหว่างจระเข้กับเสือ กกต. จึงมีความหละหลวมในการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครตั้งแต่ต้น และอาจเปิดช่องให้เครือข่ายทางการเมืองใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกระบวนการดังกล่าว


สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องโกงเลือก สว. สิ่งที่ปรากฏมีความผิดปกติหลายประการ ตั้งแต่ผู้สมัครที่ไม่เลือกตนเอง รูปแบบการลงคะแนนที่ตรงกันเป็นชุด การเดินทางและพักโรงแรมร่วมกัน เสื้อที่ผลิตจากแหล่งเดียวกัน ไปจนถึงข้อมูลการติดต่อและเส้นทางการเงิน ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้ว ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมผิดปกติของบุคคล แต่มีลักษณะเป็นพฤติกรรมรวมหมู่ จนทำให้เกิดคำถามว่ามีผู้จัดการหรือผู้บงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่


สิริพรรณ ย้ำว่า สิ่งที่ต้องเรียกร้องจาก กกต. ไม่ใช่การให้ กกต. วินิจฉัยความผิดถึงที่สุด แต่ให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดประตูให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ว่าข้อกล่าวหาและหลักฐานเหล่านี้มีน้ำหนักเพียงใด หลักในการประเมินการตัดสินใจของ กกต. ต้องมีความชัดเจนในการอ้างอิงกฎหมาย ต้องใช้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอเมื่อเทียบกับคดีที่ผ่านมา ต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นใคร และต้องใช้มาตรการหรือลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำผิด


ท้ายที่สุด กกต. ควรต้องออกมาชี้แจงการตัดสินใจต่อสังคมอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะมีมติออกมาในทิศทางใด ต้องมีคำอธิบายและเหตุผลที่ทำให้สังคมเชื่อได้ว่า กกต. ใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมและอยู่ภายในอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้


ส่วน ประจักษ์ ระบุว่าการตัดสินใจของ กกต. ต่อคดีโกงเลือก สว. มีเดิมพันสูงกว่าชะตากรรมของ สว. หรือ กกต. เพราะจะเป็นตัวชี้ว่าประชาธิปไตยไทยจะเสื่อมทรุดลงไปอีก หรือยังมีโอกาสฟื้นฟูกลับมาได้ โดยปัจจุบันดัชนีประชาธิปไตยจากหลายสถาบันระหว่างประเทศ ต่างสะท้อนปัญหาของไทยทั้งด้านคุณภาพการเลือกตั้ง หลักนิติรัฐ การตรวจสอบถ่วงดุล และสิทธิเสรีภาพของประชาชน


แนวคิดการสร้างองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะต้องการเพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุลนอกเหนือจากฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ และจนถึงปัจจุบันประเทศไทยก็ยังจำเป็นต้องมีองค์กรอิสระ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นให้มีอำนาจมากเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายอื่น กลับไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจตามที่ควรจะเป็น


ประจักษ์ ชี้ว่า องค์กรอิสระว่าเป็นเหมือน ‘ยักษ์ที่มีกระบอง’ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคุ้มครองประชาชนและตรวจสอบผู้มีอำนาจ แต่หากองค์กรดังกล่าวถูกกลุ่มการเมืองยึดกุม กระบองนั้นก็อาจถูกนำไปใช้ในทิศทางตรงกันข้าม คือปกป้องผู้มีอำนาจ ใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม หรือริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งกว่าการไม่มีองค์กรอิสระเสียอีก


พัฒนาการตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 มาถึงรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 มีทิศทางชัดเจนคือเพิ่มอำนาจ แต่ลดการตรวจสอบ องค์กรอิสระมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่กลไกตรวจสอบและความพร้อมรับผิดขององค์กรกลับลดลง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้องค์กรอิสระมีอำนาจอย่างกว้างขวางแต่ตรวจสอบได้ยาก


ประจักษ์ อธิบายว่า สถานการณ์ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะ ‘Institutional Decay’ หรือความผุพังเชิงสถาบัน ซึ่งสะท้อนผ่าน 3 อาการสำคัญ คือ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ความไว้วางใจของประชาชนหายไป และความชอบธรรมในการใช้อำนาจเสื่อมถอย จนท้ายที่สุดองค์กรอาจไม่สามารถทำแม้แต่ภารกิจพื้นฐานของตนเอง เช่น กกต. ซึ่งมีภารกิจสำคัญที่สุดคือการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม


ความผุพังดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทั้งจาก การออกแบบสถาบันที่มีปัญหา และจากการที่องค์กรถูกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดกุมหรือแทรกแซง จนแทนที่จะปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลับทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ที่สามารถยึดกุมองค์กรนั้นได้ ดังนั้น การตัดสินใจของ กกต. ต่อคดีโกงเลือก สว. จึงเป็นทางแพร่งที่ไม่เพียงกำหนดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ กกต. เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทิศทางของประชาธิปไตยไทยว่าจะเสื่อมทรุดลงไปอีกหรือสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการกิจการศาล #กกต #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229 #โกงสว






พริษฐ์ ชี้ ขบวนการโกง สว. เป็น ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ หาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่หลักฐานชัดเจน เรื่องไม่จบแน่


พริษฐ์ ชี้ ขบวนการโกง สว. เป็น ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ หาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่หลักฐานชัดเจน เรื่องไม่จบแน่ 


วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้กล่าวสรุปงานเสวนาในช่วงเช้าและวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดในคดีโกง สว. โดยระบุว่าองค์กรอิสระถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง โดยเป็นอิสระจากการแทรกแซง แต่พัฒนาการตลอดกว่า 20 ปี โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กลับทำให้เกิดปัญหาใหญ่ 2 ด้าน คือ องค์กรอิสระไม่สามารถเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองได้จริง ขณะเดียวกันกลับเป็นอิสระจากประชาชน เพราะประชาชนแทบไม่มีกลไกตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระเมื่อปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


ปัญหาประการแรกสัมพันธ์กับกระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาเป็นผู้ชี้ขาดในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้ยึดโยงโดยตรงกับประชาชน และกระบวนการได้มากำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง ส่วนปัญหาประการที่สอง คือรัฐธรรมนูญ 2560 ตัดกลไกที่รัฐสภาและประชาชนเคยใช้ริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระออกไป ขณะที่ช่องทางเอาผิดที่เหลืออยู่ก็อาจเกิดทางตัน เช่น การร้ององค์กรอิสระหนึ่งต้องผ่านการพิจารณาของอีกองค์กรหนึ่ง จึงทำให้องค์กรอิสระอยู่ในภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ขบวนการโกง สว. เป็นเหมือน ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ ที่หากมีอยู่จริง ก็เริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2567 และกำลังแพร่กระจายไปสู่องค์กรอื่นผ่านอำนาจของ สว. ในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดย สว. ชุดนี้ได้ให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว 2 จาก 9 คน กรรมการ ป.ป.ช. 4 จาก 9 คน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 5 จาก 7 คน และ กกต. 4 จาก 7 คน


กกต. จึงควรมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครกระทำผิดหรือไม่ เพราะหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักมากกว่าบางคดีที่ กกต. เคยมีมติส่งศาลในอดีต และ กกต. 4 จาก 7 คนได้รับความเห็นชอบเข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหารวมอยู่ด้วย จึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจในลักษณะที่เป็นคุณแก่ผู้ที่มีส่วนให้ความเห็นชอบตนเอง


พริษฐ์ยังกล่าวว่า หาก กกต. เชื่อว่ามีขบวนการโกง สว. เกิดขึ้นจริง การสั่งฟ้องเพียงบางส่วนจะอธิบายได้ยาก เพราะข้อกล่าวหามีลักษณะเป็นการดำเนินการร่วมกันเป็นขบวนการ ดังนั้น ในทางตรรกะจึงเหลือทางเลือกหลักคือสั่งฟ้องทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด หรือยืนยันว่าไม่มีขบวนการแล้วไม่สั่งฟ้องทั้งหมด


แต่ท้ายที่สุดหาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน โดยในทางการเมือง กกต. จะต้องชี้แจงต่อสภาในการพิจารณารายงานประจำปี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจต้องตอบคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนในทางกฎหมายก็ยังมีช่องทางดำเนินการต่อ รวมถึงการเอาผิด กกต.หากเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


“หากคดีโกง สว.ทำสำเร็จได้โดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบบหรือระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือพูดชัด ๆ คือสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” พริษฐ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ไอติมพริษฐ์ #โกงเลือกสว #สว #ระบอบสีน้ำเงิน #โกงสว #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229






วงเสวนาชี้องค์กรอิสระไทยเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือ “ชวน–โภคิน–สมเกียรติ” ชี้โจทย์ใหญ่ใครตรวจสอบองค์กรอิสระ จี้รื้อระบบสรรหา–เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบ ชี้ กกต.ควรส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลวินิจฉัย

 


วงเสวนาชี้องค์กรอิสระไทยเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือ “ชวน–โภคิน–สมเกียรติ” ชี้โจทย์ใหญ่ใครตรวจสอบองค์กรอิสระ จี้รื้อระบบสรรหา–เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบ ชี้ กกต.ควรส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลวินิจฉัย


วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยงานเสวนาในช่วงเช้า มีการปาฐกถาโดย ชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี, โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และ สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)


ชวน ระบุว่า องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 มีเจตนารมณ์เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่งเสริมให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งโดยภาพรวมถือว่ามีส่วนทำให้การตรวจสอบทางการเมืองพัฒนาขึ้นจากอดีต


อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในระยะหลังคือธุรกิจการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรและกระบวนการต่างๆ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือกลไกที่มีหน้าที่ตรวจสอบตนเอง ส่งผลให้องค์กรอิสระเสี่ยงไม่สามารถทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์เดิมได้


ชวน ได้ยก กกต. เป็นตัวอย่าง หากบุคคลได้รับตำแหน่งด้วยแรงสนับสนุนหรือบุญคุณจากฝ่ายการเมือง ก็อาจเกิดความลังเลหรือความเกรงใจเมื่อต้องตรวจสอบผู้ที่มีส่วนสนับสนุนตนเอง จนอาจทำให้องค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบอำนาจ ไม่สามารถตรวจสอบอำนาจได้อย่างเต็มที่


การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญตรงกับหน้าที่ ไม่ใช่เลือกตามความสัมพันธ์หรือคำสั่งทางการเมือง การที่ฝ่ายการเมืองส่งคนของตนเข้าไปมีอิทธิพลในองค์กรต่าง ๆ เป็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวล และกระทบต่อความเข้มแข็งของระบบรัฐสภา ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีองค์กรอิสระ แต่อยู่ที่คนและการใช้อำนาจ หากบุคลากรในองค์กรอิสระมีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล และปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงตรงโดยไม่เกรงใจผู้มีอำนาจ องค์กรเหล่านี้ยังสามารถเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยได้

.

ขณะที่โภคิน ระบุว่าปัญหาขององค์กรอิสระไม่สามารถแยกออกจากโครงสร้างการเมืองไทย ที่ตลอด 94 ปีวนเวียนอยู่กับการยึดอำนาจ การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ โดยโครงสร้างดังกล่าวตั้งอยู่บนระบบอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ ส่งผลให้องค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจก็ถูกดึงเข้าไปอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน


แม้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือฝ่ายการเมืองและผู้มีอำนาจกลับพยายามเข้าไปควบคุมองค์กรตรวจสอบ จนกลไกที่ควรเป็นอิสระอาจกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจเสียเอง การปรับเปลี่ยนที่มาและโครงสร้างขององค์กรอิสระในแต่ละยุคไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และหลายครั้งเป็นเพียงการเปลี่ยนจากการถูกฝ่ายหนึ่งครอบงำไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง


โภคิน กล่าวต่อไปว่าปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะมีหรือไม่มีองค์กรอิสระ เพราะหากโครงสร้างอำนาจทางการเมืองยังคงเดิมผลลัพธ์ก็แทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อการทำงานขององค์กรตรวจสอบสามารถเลือกใช้พยานหลักฐานหรือมาตรฐานในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และตัวองค์กรเองกลับตรวจสอบได้ยาก จึงควรมีกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระโดยประชาชน โดยนำหลักการจากรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ เปิดทางให้ประชาชน 50,000 คนเข้าชื่อเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ เพื่อให้องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบผู้อื่นต้องสามารถถูกประชาชนตรวจสอบได้เช่นกัน


นอกจากนี้ โภคิน ระบุว่า ควรมี ป.ป.ช. ภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. โดยให้มีที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและผู้แทนที่ประชาชนเลือกจากภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการร้องเรียนและตรวจสอบการทุจริต แทนการฝากการตรวจสอบทั้งหมดไว้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว


การแก้ปัญหาในระยะยาวต้องทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งพอที่จะถ่วงดุลอำนาจรัฐและองค์กรตรวจสอบ เพราะประชาธิปไตยไม่ควรหยุดอยู่เพียงถ้อยคำเรื่องความสุจริตหรือหลักธรรมาภิบาล แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบและต่อสู้กับการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องได้จริง


ด้าน สมเกียรติ ระบุว่าองค์กรอิสระยังมีความจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย เพราะกลไกแบ่งแยกอำนาจแบบดั้งเดิมระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการรวบอำนาจ การทุจริต หรือการใช้อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ จึงเกิดแนวคิดให้องค์กรอิสระทำหน้าที่เสมือนสถาบันผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย เพื่อรักษากติกาและป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจเกินขอบเขต


อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่สุดคือการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอิสระกับความพร้อมรับผิด เพราะหากองค์กรอิสระมีอำนาจมากแต่ไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ ก็อาจกลายเป็น “รัฐอิสระ” ที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือจากที่ควรเป็นผู้ปกป้องประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตยเสียเอง


สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ประสบการณ์จากหลายประเทศสะท้อนตรงกันว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองสำคัญไม่น้อยกว่าการออกแบบองค์กร หากระบบการเมืองถูกครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง องค์กรอิสระย่อมเสี่ยงถูกแทรกแซงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น การออกแบบที่ดีต้องไม่ฝากอำนาจตรวจสอบไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ควรเป็นเครือข่ายที่สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้


สำหรับประเทศไทย โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีความเสี่ยงจากจุดอ่อนที่ผิดพลาดเพียงจุดเดียวแล้วกระทบทั้งระบบอย่างน้อย 2 จุด คือ กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันเกือบทั้งหมด และ วุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูสำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระหลายแห่ง รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางส่วน


สมเกียรติ มองว่า หากมีการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ ควรกระจายวิธีการสรรหาองค์กรอิสระให้มีความหลากหลาย เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดจากจุดเดียวล้มทั้งระบบ พร้อมทั้งเปิดหลายช่องทางในการถอดถอนและตรวจสอบกรรมการองค์กรอิสระ อีกด้านหนึ่งองค์กรอิสระต้องมีวัฒนธรรมความรับผิด ไม่ใช่เพียงการประกาศว่าตนเองรับผิดชอบ แต่ต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูล ตอบคำถามสังคม อธิบายเหตุผลในการตัดสินใจ และสามารถถูกลงโทษได้เมื่อใช้อำนาจผิดพลาด


กรณีของ กกต. วิกฤตความเชื่อมั่นส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการตอบคำถามสาธารณะ และไม่อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจในหลายกรณี โดยเฉพาะประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ส่วนในกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงการเลือก สว. นั้น กกต. ควรนำคดีเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อให้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผย และให้ศาลวางบรรทัดฐานว่าพฤติกรรมใดเป็นเพียงการรวมกลุ่มทางการเมืองตามปกติ และพฤติกรรมใดเข้าข่ายสมคบคิดหรือทุจริต หาก กกต. ยุติเรื่องโดยไม่ส่งให้ศาลพิจารณาทั้งที่ยังมีข้อสงสัยสำคัญ ก็อาจถือได้ว่าไม่ทำหน้าที่ในฐานะองค์กรผู้พิทักษ์อย่างที่ควรเป็น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการกิจการศาล