วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“พนิดา” ซัดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ล็อกอนาคตประเทศไว้กับมรดก คสช. หวังสภาหนุนแก้ ม.256 เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนมีส่วนร่วมเลือก สสร.

 


“พนิดา” ซัดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ล็อกอนาคตประเทศไว้กับมรดก คสช. หวังสภาหนุนแก้ ม.256 เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนมีส่วนร่วมเลือก สสร.


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน ได้อภิปรายต่อการรับทราบรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2567–2568


พนิดากล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือประจักษ์พยานความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือการไม่เชื่อมั่นในประชาชน ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และพยายามออกแบบประเทศให้ถูกควบคุมโดยคนเพียงไม่กี่กลุ่ม 


ผู้ร่างกติกานี้อธิบายกับสังคมว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะช่วยสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองไม่เห็นอนาคต ระบบราชการยังรวมศูนย์ กองทัพยังคงมีอภิสิทธิ์เหนือภาคส่วนอื่น องค์กรอิสระจำนวนมากขาดการตรวจสอบที่เพียงพอ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับถดถอยลง ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ทำให้รัฐมีประสิทธิภาพขึ้น หรือประเทศมีวิสัยทัศน์มากขึ้น แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้ "ล็อกประเทศ" และ "ล็อกอนาคต" ของพวกเราเอาไว้ภายใต้โครงสร้างการสืบทอดอำนาจของ คสช. แม้ คสช. จะหมดอำนาจในทางรูปแบบไปแล้ว แต่อำนาจนั้นยังคงดำรงอยู่ผ่านยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกฝังไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 


หากพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้เป็นเพียงแนวนโยบาย แต่ถูกออกแบบให้มีสภาพบังคับทางการเมือง ไม่ว่าประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะมีนโยบายที่ประชาชนสนับสนุนมากขนาดไหน หากถูกกล่าวหาว่าดำเนินนโยบายขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ ก็สามารถถูกนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายและองค์กรอิสระได้ นี่คือปัญหาที่สำคัญที่สุดของกลไกนี้ เพราะมันขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอย่างชัดเจน


พนิดากล่าวต่อว่า ปัญหาอีกด้านหนึ่งคือ ยุทธศาสตร์ชาติล้าสมัยและไม่ทันโลก ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เทคโนโลยีใหม่ในวันนี้อาจกลายเป็นของล้าสมัยภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่ประเทศไทยกลับเลือกล็อกทิศทางประเทศไว้ยาวนานถึง 20 ปี เพียงไม่กี่ปีหลังประกาศใช้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาฝุ่น PM2.5 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สงครามการค้า และความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ยุทธศาสตร์ชาติกลับไม่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ และประจักษ์พยานของความล้มเหลวนี้ก็อยู่ในรายงานที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้


เราใช้ยุทธศาสตร์ชาติมาแล้ว 7 ปี แต่รายงานปี 2568 ฉบับนี้กำลังบอกเราว่า ประเทศไทยไม่ได้กำลังเดินเข้าใกล้เป้าหมาย หากแต่กำลังเดินห่างออกจากเป้าหมายที่ตนเองกำหนดไว้


พนิดากล่าวต่อว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ล็อกทุกอย่างไว้ล่วงหน้า 20 ปี แต่คือประเทศที่ปรับตัวได้เร็ว ฟังเสียงประชาชน และเปิดโอกาสให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง


ยุทธศาสตร์ชาติส่งผลต่อชีวิตคนไทยทั้งประเทศยาวนานถึง 20 ปี แต่ประชาชนกลับแทบไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตัวเอง กติกาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ยุค คสช. คนร่างมาจากการแต่งตั้ง กลไกเห็นชอบก็อยู่ภายใต้อำนาจของ คสช. การรับฟังความคิดเห็นเกิดขึ้นอย่างจำกัด ประชาชนจำนวนมากไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า มีการกำหนดอนาคตประเทศระยะยาวเอาไว้แล้ว นี่จึงไม่ใช่ "ยุทธศาสตร์ของชาติ" แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ของผู้มีอำนาจ" 


ตนกำลังชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ชาติคือประจักษ์พยานสำคัญที่สะท้อนความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จำกัดอำนาจของประชาชน และสืบทอดอำนาจของคนบางกลุ่มผ่านกลไกทางกฎหมาย ตราบใดที่เรายังคงติดอยู่ในโครงสร้างแบบนี้ ประเทศไทยก็จะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง


ตนจึงขอฝากความคาดหวังไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า เมื่อวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาถึง เราจะร่วมกันพิจารณาบนหลักการที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุดของประชาชนในการเลือกผู้ร่าง ป้องกันการผูกขาดอำนาจ และไม่เพิ่มอภิสิทธิ์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมผลักดันทุกร่างข้อเสนอไปสู่การหาฉันทามติในวาระที่ 2 ให้ได้มากที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญคือวาระสำคัญของคนทั้งประเทศ


และสุดท้าย จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ประเทศไทยไม่ได้ขาดยุทธศาสตร์ ประเทศไทยขาดอำนาจของประชาชนในการกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเอง เมื่อประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ยุทธศาสตร์ก็กลายเป็นเพียงเครื่องมือรักษาอำนาจ มากกว่าจะเป็นเข็มทิศนำพาประเทศไปข้างหน้า


พนิดากล่าวปิดท้ายว่า ตราบใดที่อนาคตของประเทศยังถูกกำหนดโดยคนเพียงไม่กี่คนที่ประชาชนไม่ได้เลือก แทนที่จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ปัญหาเดิม ๆ ก็จะยังคงเกิดซ้ำ เพราะอนาคตของประเทศไม่ควรถูกล็อกไว้ล่วงหน้า 20 ปี แต่ควรเป็นสิ่งที่ประชาชนร่วมกันออกแบบ ทบทวน และปรับเปลี่ยนได้ตามความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม เพราะสุดท้ายแล้ว อนาคตของประเทศไม่ได้เป็นของคณะกรรมการชุดไหน แต่อยู่ในมือเจ้าของอำนาจตัวจริง คือประชาชนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งสสร #มาตรา256 #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ ปค. ตอบปมแชตหลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ภคมนซัดอธิบดีเบี้ยวนัด ส่งตัวแทนมาก็ตอบไม่ได้-วกวน ดักคออย่าเลือกปฏิบัติ ตั้งกรรมการสอบอธิบดีด้วยมาตรฐานเดียวกับ ขรก. ชั้นผู้น้อย

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ ปค. ตอบปมแชตหลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ภคมนซัดอธิบดีเบี้ยวนัด ส่งตัวแทนมาก็ตอบไม่ได้-วกวน ดักคออย่าเลือกปฏิบัติ ตั้งกรรมการสอบอธิบดีด้วยมาตรฐานเดียวกับ ขรก. ชั้นผู้น้อย


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงผลการประชุมกรรมาธิการฯ วันนี้ ซึ่งมีวาระพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีแชตหลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ของอธิบดีกรมการปกครอง โดยระบุว่า ในวันนี้อธิบดีกรมการปกครอง (นฤชา โฆษาศิวิไลซ์) ซึ่งเป็นเจ้าของประโยคดังกล่าวไม่ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตัวเอง แต่ส่งรองอธิบดีกรมการปกครองมาเป็นผู้แทน ซึ่งตนถือว่าทุกคำตอบของรองอธิบดีในวันนี้ย่อมสะท้อนถึงคำตอบและจุดยืนของกรมการปกครองทั้งหมด


ภคมนกล่าวว่า จากการซักถามในที่ประชุม พบข้อพิรุธและคำชี้แจงที่น่าเคลือบแคลงใจหลายประเด็น โดยเฉพาะคำถามแรกเกี่ยวกับกรณีที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงอธิบดีกรมการปกครอง แต่ปรากฏว่ารองอธิบดีกลับตอบคำถามนี้ถึง 3 ครั้งไม่ตรงกันสักครั้ง โดยครั้งแรกระบุว่าอยู่ในระหว่างการสอบสวน ครั้งที่สองบอกว่าไม่ทราบรายละเอียด และครั้งที่สามกลับยอมรับว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบ 


เมื่อถามต่อไปว่าปกติแล้วกรมการปกครองสั่งการทำงานผ่านแอปพลิเคชันไลน์เป็นปกติหรือไม่ รองอธิบดีชี้แจงว่าไลน์มีไว้เพียงเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น ตนจึงถามกลับว่าประโยคสั่งการที่ว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ด้วยอย่างนั้นหรือ ซึ่งทางตัวแทนกรมการปกครองก็ไม่มีคำตอบให้ 


นอกจากนี้ รองอธิบดียังแจ้งต่อที่ประชุมว่าไลน์ที่มีแชตหลุดนั้นเป็นไลน์ส่วนตัว ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับที่อธิบดีนฤชาเคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่าเป็นไลน์สาธารณะ และเมื่อกรรมาธิการฯ ซักถามว่าข้อความดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนหนังสือเวียนของกรมการปกครองที่สั่งให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางในช่วงก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ ทางรองอธิบดีก็ไม่สามารถให้คำตอบได้เช่นกัน


ภคมนกล่าวต่อไปว่า ในที่ประชุมตนยังได้เปิดหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีของปลัดอำเภอรายหนึ่งที่พิมพ์ข้อความสนับสนุนให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ในกลุ่มไลน์อบรม อส. ของอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทางรองอธิบดีกรมการปกครองแสดงท่าทีตกใจพร้อมยอมรับว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และรับปากว่าจะดำเนินการทางวินัยให้ถึงที่สุด ซึ่งตนได้เน้นย้ำกลางที่ประชุมว่า ทั้งอธิบดีนฤชาและปลัดอำเภอรายนี้ต่างมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองเหมือนกันทั้งคู่ แตกต่างกันเพียงแค่ระดับ “ซี” หรือตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น ดังนั้น กรมการปกครองจึงไม่ควรทำเป็นขึงขังเด็ดขาดเฉพาะกับข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ต้องจัดการกับระดับอธิบดีด้วยมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียม


ภคมนกล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมต่างเห็นตรงกันว่า คำว่า “น้ำเงิน” ที่ปรากฏในแชตไม่ใช่วัตถุหรือสี แต่เป็นการสื่อถึงพรรคการเมืองอย่างชัดเจน ซึ่งพฤติการณ์นี้ถือเป็นการไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง ขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน มาตรา 12 (9) อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทาง กกต. ไม่ได้ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมชี้แจง โดยแจ้งว่าจะขอเข้าชี้แจงในสัปดาห์หน้า ตนจึงจะใช้โอกาสนี้ทำหนังสือเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทยมาร่วมตอบคำถามให้ชัดเจนด้วย ว่าสรุปแล้วเรื่องนี้มีการตั้งคณะกรรมการสอบอธิบดีกรมการปกครองแล้วหรือยัง 


ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล และการพิจารณาของกรรมาธิการฯ ก็ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การหาข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ข้อกฎหมายเท่านั้น แต่สิ่งที่อยากเห็นคือบทบาทขององค์กรอิสระ ทั้ง กกต. ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่นอกจากจะมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายแล้ว ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ซึ่งสังคมกำลังจับตาดูว่าองค์กรอิสระเหล่านี้จะมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะตรวจสอบผู้มีอำนาจทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมหรือไม่ และรัฐไทยจะสามารถสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้หรือไม่ว่าอำนาจรัฐจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อรับใช้เครือข่ายทางการเมืองใดเครือข่ายหนึ่ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง #ช่วยน้ำเงินด้วย








“กฤช” ตั้งกระทู้จี้ถามปมอนุญาตโรงงานเหล็กฉาว “ซิน เคอ หยวน” กลับมาเปิดใหม่ ถามใครรับประกันเหล็ก SKY ปลอดภัยได้จริง งงผลตรวจพลิกผ่านมาตรฐานทั้งที่เคยตกซ้ำหลายครั้ง ด้าน “วราวุธ” ชี้เปิดได้ก็ปิดใหม่ได้ ยันพร้อมตรวจเข้มเหล็กทั่วประเทศ


“กฤช” ตั้งกระทู้จี้ถามปมอนุญาตโรงงานเหล็กฉาว “ซิน เคอ หยวน” กลับมาเปิดใหม่ ถามใครรับประกันเหล็ก SKY ปลอดภัยได้จริง งงผลตรวจพลิกผ่านมาตรฐานทั้งที่เคยตกซ้ำหลายครั้ง ด้าน “วราวุธ” ชี้เปิดได้ก็ปิดใหม่ได้ ยันพร้อมตรวจเข้มเหล็กทั่วประเทศ


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กฤช ศิลปชัย สส.ระยอง เขต 2 พรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งอนุญาตให้โรงงาน ซิน เคอ หยวน กลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง


กฤชระบุว่าบริษัทแห่งนี้ได้เริ่มเข้ามาประกอบกิจการในปี 2554 โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นชาวจีน ได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานผลิตเหล็กเส้นโดยใช้เทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ (IF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกสั่งห้ามใช้แล้วในประเทศจีน ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2567 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานแห่งนี้ และจากการตรวจสอบเพลิงไหม้ในครั้งนั้น มีการพบการผลิตเหล็กที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงได้อายัดและเก็บตัวอย่างไปตรวจ จนเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนั้นได้ออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่าได้รับแรงงานจากสถาบันเหล็ก ว่าเหล็กที่เก็บตัวอย่างไปตรวจไม่ผ่านมาตรฐาน


จากนั้น เหตุการณ์อาคาร สตง. ที่ถล่มลงมาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ก็พบว่าภายในซากตึกมีเหล็ก SKY ของโรงงานแห่งนี้เป็นส่วนประกอบของการก่อสร้าง ภายหลังการตรวจสอบพบว่าเหล็กตกมาตรฐาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนั้นก็ได้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมปิดโรงงานแห่งนี้ชั่วคราวและอายัดสินค้า ขณะที่บีโอไอก็ได้สั่งเพิกถอนสิทธิประโยชน์ชั่วคราวด้วย หนึ่งเดือนต่อมา เกิดเหตุผนังโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ถล่มลงมา ก็พบเหล็กยี่ห้อเดียวกันอยู่ภายในผนังอาคารแห่งนี้ และจากผลการตรวจสอบตัวอย่างก็พบว่าเหล็กไม่ได้มาตรฐาน โดยที่เหล็กชนิดและยี่ห้อนี้ไปอยู่ตามอาคารบ้านเรือนหรือสำนักงานต่างๆ จำนวนมากในประเทศไทย


กฤชกล่าวต่อไปว่าแต่เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจก่อนที่จะมีรัฐบาลในปัจจุบัน ในช่วงที่กำลังจะมีรัฐมนตรีใหม่เข้ามาบริหาร สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ก็ได้ออกคำสั่งถอนอายัดเหล็กจำนวน 40,000 เส้น โดยอ้างว่าผลการตรวจสอบรอบสองผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งพอดีกับที่รัฐมนตรีเดิมพ้นจากตำแหน่งและเป็นรอยต่อของรัฐบาลที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งโผ ครม. ก็ชัดเจนว่าใครจะได้คุมกระทรวงนี้


ถัดมาอีกไม่กี่วันก็มีการสู้กลับของบริษัท ซิน เคอ หยวน ฟ้องอดีตรัฐมนตรี กรมโรงงานอุตสาหกรรม และบีโอไอ เรียกค่าเสียหาย 3,200 ล้านบาท และขอคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดโรงงานได้ แต่ศาลปกครอง จ.ระยอง ก็ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไป ต่อมาปลายปี 2568 อุตสาหกรรมจังหวัดระยองมีคำสั่งเพิกถอนอายัดฝุ่นแดงที่พบในโรงงานกว่า 70,000 ตัน และในช่วงเวลาเดียวกันปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้สั่งย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดคนนี้กลับเข้าไปช่วยราชการที่กระทรวง และมีคำสั่งให้อายัดฝุ่นแดงใหม่


กฤชกล่าวต่อไปว่าต่อมาในวันที่ 18 มีนาคม - 7 เมษายน 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เข้าตรวจสอบว่าบริษัท ซิน เคอ หยวน ได้แก้ไขทุกอย่างรวมถึงระบบบำบัดมลพิษทางอากาศถูกต้องเรียบร้อยแล้วหรือไม่ ผลวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จนเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งให้เปิดโรงงานกลับมาดำเนินการได้ปกติ แล้วยังระบุอีกว่าเหล็กผ่านมาตรฐาน 100%


ตนจึงต้องขอให้รัฐมนตรีช่วยตอบว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการให้มีการปรับปรุงเรื่องอะไรบ้าง แล้วบริษัทได้ปรับปรุงตามข้อสั่งการของกรมโรงงานอุตสาหกรรมครบถ้วนหรือไม่ ถ้าปรับปรุงแล้วขอให้ชี้แจงด้วยว่ากระบวนการเข้าไปตรวจสอบเป็นไปตามที่โรงงานชี้แจงหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของเตาปรุงน้ำเหล็ก กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ตรวจสอบและบังคับให้มีเตาปรุงน้ำเหล็ก เพื่อใช้ควบคุมและรักษาเสถียรภาพและคุณภาพของเหล็กจากเตาหลอมตามจริงแล้วหรือไม่ หากไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็กก็ช่วยตอบหน่อยว่าโรงงานแห่งนี้ใช้วิธีการใดในการควบคุมคุณภาพเหล็กที่ผลิตออกสู่ตลาด และเมื่อวันนี้มีการผลิตเหล็กออกสู่ตลาดแล้วรัฐมนตรีสามารถรับประกันได้หรือไม่ว่าเหล็กที่ผลิตออกมาจะได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค


ในส่วนของวราวุธ ได้ตอบกระทู้รอบแรกโดยระบุว่าตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 39 กำหนดไว้ว่าหากผู้ประกอบกิจการโรงงานได้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นแล้วจะต้องมีการดำเนินการปิด ให้เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงหรือบุคคลที่ปลัดกระทรวงมอบหมาย และเมื่อมีการดำเนินการแก้ไขแล้ว ก็ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ที่ปลัดกระทรวงมอบหมายอนุญาตให้เปิดโรงงานและดำเนินการต่อได้ วันนี้จึงต้องขอบคุณกฤชที่ได้ตั้งกระทู้ถามวันนี้ขึ้นมา เพราะตนอยากเข้าไปดูมาก ถ้าไม่มีการตั้งกระทู้วันนี้ตนก็ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายการเปิดหรือปิดโรงงานได้


สำหรับสิ่งที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งให้มีการปรับปรุงไป ทั้งเรื่องฝุ่นที่โรงงานผลิตเกินมาตรฐาน และมาตรการในการกำจัดฝุ่นที่ไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไข ภายหลังกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เข้าไปตรวจแล้ว ผลจากการสำรวจฝุ่นและการบำบัดมลพิษทางอากาศ ผ่านเกณฑ์ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดเอาไว้ ส่วนเรื่องคุณภาพของเหล็ก จากการตรวจสอบตัวอย่างเหล็กโดยสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม เหล็กที่สุ่มตรวจก็ผ่านมาตรฐานตามที่สำนักงานได้กำหนดเอาไว้เช่นกัน


วราวุธกล่าวต่อไปว่าในแง่ความมั่นใจของประชาชน ตนได้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับ สมอ. เพิ่มมาตรฐานใหม่ และจะมีการตรวจตรวจสอบทุกโรงงานเหล็กในประเทศไทยที่ในเวลานี้มีอยู่กว่า 40 โรงงาน ตนได้ขอให้กรมอุตสาหกรรมประสานกับทาง สมอ. อุตสาหกรรมจังหวัด และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ ร่วมตรวจทุกหน้าร้านและศูนย์กระจายสินค้า หน้าไซต์งาน และจะมีการสุ่มตรวจที่โรงงานเดือนละสองครั้ง ว่าเหล็กได้มามาตรฐานหรือไม่ และถ้าพบว่ามีบริษัทใดผลิตเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย และถ้ายังไม่ได้มาตรฐานก็จะมีการปิดโรงงานแน่นอน


และภายในเดือนนี้ สมอ. จะมีการออกมาตรฐานเกี่ยวกับข้อกำหนดการคัดเลือกเศษเหล็กที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กเส้น การตรวจสอบเคมีน้ำเหล็ก รวมถึงการตรวจสอบในโครงสร้างทางโมเลกุลของเหล็ก ว่ามีมาตรฐานโครงสร้างที่เย็นด้วยตัวเอง รับแรงกดดันได้มากขึ้นหรือไม่ ด้วยการกำหนดมาตรฐานเช่นนี้รวมถึงการตรวจอย่างละเอียดของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและ สมอ. จะสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน และเป็นการควบคุมมาตรฐานในช่วง 2-3 เดือนนี้เป็นการเบื้องต้นได้


จากนั้น กฤชได้ถามกระทู้ต่อในรอบที่สอง โดยระบุว่าจากคำตอบของรัฐมนตรี ระบุชัดว่าโรงงานแห่งนี้ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก รัฐมนตรีอาจจะบอกว่าจะใช้กระบวนการใดไม่เกี่ยวกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือมาตรฐานของเหล็กที่ออกมาภายหลังจากการผลิตแล้ว แต่วันนี้ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรในกระบวนการตรวจสอบของ สมอ. 


เพราะเหล็ก SKY เคยตกมาตรฐานในการตรวจสอบของ สมอ. เองถึงสองครั้ง และวันนี้ สมอ. ก็รายงานกลับไปที่รัฐมนตรีว่าเหล็กผ่านมาตรฐานแล้ว มีข้อสงสัยว่าเหล็กเกิดจากกระบวนการผลิตแบบเดียวกัน มาจากเตาหลอมแบบเดียวกัน การสุ่มตรวจตัวอย่างได้มีการตรวจเตาหลอมทุกเตาหรือไม่ วันนี้ประชาชนต้องการความชัดเจน ว่าคำอธิบายในการตรวจสอบเหล็ก SKY ของสองรอบที่ตกมาตรฐานกับรอบที่ผ่านมาตรฐานแตกต่างกันอย่างไร


กฤชถามต่อไปว่ามาตรฐานการตรวจของเหล็กรอบที่ตกกับรอบที่ผ่าน คือเหล็กล็อตเดียวกัน ผลิตจากโรงงานเดียวกัน และใช้กระบวนการเดียวกันหรือไม่ และที่ไม่ถามไม่ได้คือกรณีของฝุ่นแดงที่เป็นวัตถุอันตรายตามกฎหมาย ที่ดูเหมือนว่าจะมีมากเกินจากกระบวนการผลิตของโรงงานหรือไม่ เพราะมากถึง 70,000 ตัน เข้าใจว่ามีการดำเนินคดีของดีเอสไอในเรื่องนี้ ว่ามีการลักลอบนำเข้าฝุ่นแดงจากประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ อยากถามรัฐมนตรีว่าเรื่องฝุ่นแดงมีที่มาที่ไปอย่างไร มีการตรวจสอบย้อนกลับหรือไม่ว่ายอดการผลิตกับยอดปริมาณฝุ่นที่โรงงานจัดเก็บ รวมถึงวิธีการนำไปกำจัดเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่


ด้านวราวุธได้ตอบกระทู้รอบที่สอง ว่านี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตนขอให้กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและ สมอ. ร่วมกันตรวจตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้นและถี่มากขึ้น และหากไม่ติดขัดตนก็อยากให้กฤชได้มาร่วมในกระบวนการตรวจสอบด้วย ถ้าไม่ดีก็ปิดมันอีกรอบ โรงงานเราเปิดได้เราก็ปิดได้เช่นกัน วันนี้เจ้าหน้าที่รายงานมาว่าผ่านแล้ว แต่ถ้าไปตรวจอีกแล้วไม่ผ่านขึ้นมาเราก็ปิดอีก


ส่วนประเด็นเรื่องฝุ่นแดง จากเอกสารที่ตนได้อ่าน ดีเอสไอได้เข้ามาสืบสวนสอบสวนและได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ว่าจากการตรวจตรวจสอบหลักฐานการนำเข้าและส่งออก ไม่พบว่าบริษัทมีการนำเข้าหรือส่งออกฝุ่นแดง ขณะที่การวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่บริษัทได้ผลิตขึ้นมา บวกกับเป็นจำนวนที่ไม่ได้เกินปริมาณสูงสุดที่กำลังการผลิตของโรงงานสามารถผลิตได้ ในชั้นนี้จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ให้ยุติการสอบสวน เมื่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับรายงานเช่นนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องอนุมัติการดำเนินการต่อของทางบริษัท ซิน เคอ หยวน แต่ทั้งนี้ตนก็อยากให้มีการตรวจสอบอีก ถ้าไปตรวจสอบแล้วเหล็กไม่ได้มาตรฐานก็ปิดอีกรอบ


จากนั้น กฤชได้ถามกระทู้ต่อเป็นรอบสุดท้าย โดยระบุว่าตนอยากฝากข้อสังเกตให้รัฐมนตรีเล็กน้อย ว่าสำหรับโรงงานผลิตเหล็กแบบ IF ทั่วประเทศ การควบคุมคุณภาพมาตรฐานเป็นเรื่องใหญ่ โรงงานที่มีความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นนี้ควรที่จะต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเสียก่อนที่จะเปิด ไม่ใช่การเปิดแล้วมาปิด ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีวราวุธย่อมมีอำนาจอยู่แล้ว สามารถตรวจตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานใต้สังกัดได้


รอบที่สามตนขอถามถึงนโยบายของรัฐมนตรีที่เป็นประเด็นอยู่ในหน้าข่าว ขณะที่โรงงานแห่งนี้กำลังจะมีสาขาที่สอง เปิดผลิตเหล็กแผ่นโดยใช้เตาระบบ IF เหมือนกัน โดยจะผลิตได้เกินความต้องการการใช้เหล็กของทั้งประเทศ ต้องถามว่ารัฐมนตรีจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะวันก่อนรัฐมนตรีรับปากว่าจะเลิกเตาหลอม IF แต่วันที่ 5 มิถุนายน 259 หน่วยงานใต้สังกัดของรัฐมนตรีก็ให้เปิดโรงงานที่ใช้เตา IF กลับมาเปิดใหม่อีกครั้งภายในชั่วข้ามคืน


กฤชถามต่อไปว่ากระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายที่จะยกเลิกการผลิตเหล็กแบบ IF โดยสิ้นเชิงในประเทศอย่างไร เข้าใจว่าต้องให้เวลาผู้ประกอบการ แต่ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะใช้กรอบระยะเวลาเท่าไหร่ในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ต่างประเทศไม่ใช้แล้ว วันนี้สังคมต้องการคำตอบและระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อยกระดับความปลอดภัยของวัสดุก่อสร้างและลดปัญหามลภาวะให้กับประเทศในระยะยาว


ด้านวราวุธได้ตอบว่าเวลาตรวจเราตรวจอย่างละเอียด เมื่อตรวจผ่านก็จำต้องเปิด แต่เมื่อเปิดผ่านไปสักพักหนึ่งแล้วพบว่ากระบวนการผลิตออกมาไม่ได้มาตรฐาน ก็จะมีการสั่งให้แก้ไข และเมื่อแก้ไขแล้วยังไม่ได้มาตรฐานก็จะต้องสั่งให้ปิด ไม่ใช่การตรวจแบบครึ่งๆ กลางๆ อยากจะเปิดก็เปิดอยากจะปิดก็ปิด ขอให้วางใจได้ว่ามีการตรวจอย่างละเอียด และกระบวนการเปิดหรือปิดก็เป็นไปตามขั้นตอนทุกประการ


ส่วนกรณีเตา IF กระบวนการเป็นส่วนหนึ่ง แต่จะ IF หรือ EF ก็แล้วแต่ โรงงานต้องผลิตเหล็กออกมาให้ได้ตามมาตรฐาน หากเวลาผ่านไปแล้วเหล็กที่ออกมาไม่ได้มาตรฐานก็จะขายไม่ได้ เราก็จะจะไปยึดและจะสั่งให้ปรับ หนึ่งในกระบวนการที่ตนจะนำมาใช้ คือการขอให้ สมอ. ได้ออกข้อกำหนดเรื่องเตาปรุงเหล็ก โดยจะให้โรงงานที่ทำระบบ IF ทุกโรงงานต้องมีเตาปรุงและต้องใช้ด้วย เพราะหลายโรงงานมีเตาปรุงตั้งไว้เฉย ๆ แต่ไม่ได้ใช้


วราวุธกล่าวต่อไปว่าส่วนการเปลี่ยนผ่านจาก IF เป็น EF จะเปลี่ยนผ่านภายในกี่ปี วันนี้เทคโนโลยีของโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นอกจาก IF และ EF แล้ว ในอนาคตอันใกล้เริ่มมีการพูดถึงมาตรฐานของ Green Steel ขึ้นมาแล้ว ซึ่งเป็นการผลิตเหล็กที่พิจารณาตั้งแต่การนำวัตถุดิบมาใช้ ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือไม่ กระบวนการผลิตเป็นอย่างไร ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดเป็นมาตรฐานที่ยกขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง วันนี้จึงต้องมีการพิจารณาว่าถ้าจะเปลี่ยนจาก IF เป็น EF ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ในท้ายที่สุดแล้วจะต้องเปลี่ยนผ่านจาก EF เป็น Green Steel อีกหรือไม่ 


ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีใดก็ตามต้องดูสถานการณ์โลกและความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แต่ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใดก็ต้องดูที่คุณภาพของที่ออกมา ถ้าไม่ได้มาตรฐาน จะใช้เทคโนโลยี IF หรือ EF ก็จะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายกับโรงงานที่ผลิตเหล็กนั้น ปัจจุบันการตรวจสอบโรงงานที่ใช้เตา IF ทั้งหมด 10 โรงงาน มีการปิดไปแล้ว 4 โรงงาน และที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้อนุญาตให้เปิดทำการอีกครั้งก็ไม่ได้มีแค่ ซิน เคอ หยวน แต่ยังมีอีกโรงงานหนึ่งด้วย เราไม่ได้พิจารณาเพียงเทคโนโลยี แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานของเหล็กที่ออกมา ว่าได้มาตรฐานตามที่ สมอ. ได้กำหนดเอาไว้หรือไม่ด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ซินเคอหยวน
 

“ธีระชาติ” สับโครงการ TH-AI Passport ไม่ยั่งยืน-ส่อฮั้ว ย้อนถาม “เซ็นวันนี้ ดีลตั้งแต่เมื่อวาน” หรือไม่ แนะรัฐใช้เงินให้คุ้มค่าลงทุนสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล ขอสังคมจับตาวัฏจักรโครงการรัฐในระบอบสีน้ำเงิน

 


“ธีระชาติ” สับโครงการ TH-AI Passport ไม่ยั่งยืน-ส่อฮั้ว ย้อนถาม “เซ็นวันนี้ ดีลตั้งแต่เมื่อวาน” หรือไม่ แนะรัฐใช้เงินให้คุ้มค่าลงทุนสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล ขอสังคมจับตาวัฏจักรโครงการรัฐในระบอบสีน้ำเงิน 


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านและทีมนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชน เปิดเผยหลังร่วมสังเกตการณ์ในเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 


ธีระชาติกล่าวว่า โครงการนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนมีข้อกังวลใหญ่ 2 ประเด็นหลักที่ต้องตั้งคำถามแทนพี่น้องประชาชน


(1) ความโปร่งใส เมื่อดู TOR ของโครงการน่าสงสัยว่าส่อไปในทางล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องอย่างน่าเกลียด เพราะ TOR กำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทที่จะเข้าร่วมประมูลต้องเริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานลงทะเบียนได้ภายใน 30 วันหลังจากทำสัญญาโครงการระดับ 1,621 ล้านบาท และต้องพร้อมให้บริการภายใน 90 วันหลังจากเซ็นสัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้ บริษัทที่จะทำได้ ต้องรู้หรือเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ หรือนี่จะเป็นการ “เซ็นวันนี้ ดีลตั้งแต่เมื่อวาน” หรือไม่


นอกจากนี้การยกระดับสเปกอย่างกระโดดจาก 139 TPS (Transactions Per Second) ขึ้นไปเป็น 5,000 TPS ถือเป็นการเพิ่มความสามารถขึ้นหลายเท่าตัว หาก TOR กำหนดขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ผู้รับสัญญาเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงกว่ามาก ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงต้นทุนที่แท้จริงและส่วนต่างมหาศาลที่เกิดขึ้น ซึ่งเงื่อนไขเช่นนี้ คงมีแต่บริษัทใหญ่สายป่านยาวกลุ่มเดิมๆ เท่านั้นที่จะเข้ามารับงานได้ เป็นการกีดกันรายย่อยหรือไม่


(2) ความคุ้มค่า โครงการนี้สะท้อนแนวคิดของรัฐบาลที่ “เช่าจมูกคนอื่นหายใจ” เงินก้อนนี้ใช้แล้วหมดไปภายในแค่หนึ่งปี โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลมักพูดถึงการผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการและกลุ่ม Startup สัญชาติไทยกลับไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่รัฐสามารถสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยได้โดยเริ่มจากการให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยมาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศของอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงประสิทธิภาพภาครัฐของไทย 


หากเรานำงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทจากโครงการนี้ ไปเปลี่ยนเป็นการตั้งกองทุนสนับสนุนโดยมุ่งเน้นการสนับสนุนดิจิทัลที่ไปจับคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ เช่น เทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech), เทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ (HealthTech), เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว (TravelTech) พัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ (GovTech) เม็ดเงินนี้จะหมุนเวียนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนกว่ามาก เงินจำนวนนี้สามารถสร้างประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้กับประเทศ 


ธีระชาติกล่าวว่า รมว.ดีอี อ้างว่าโครงการนี้จะยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศ แต่ท่านต้องเข้าใจก่อนว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะเสกความเจริญให้ประเทศได้ และไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นด้วยกับ AI แต่ท่านควรลงรายละเอียด ไม่ใช่เอะอะอยากได้อะไรก็ใช้วิธีซื้อเอาแล้วคิดว่ามันจะแก้ปัญหาได้ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ไม่ได้เก่งเพราะซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูป แต่เพราะเขาลงทุนในคน ในศูนย์วิจัย สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ยั่งยืน นั่นต่างหากคือสิ่งที่งบ 1,600 ล้านบาทควรทำ” 


นอกจากนี้ที่ท่านเคยกล่าวในสภาฯ ว่ารัฐดีลตรงไม่ได้ สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีว่าสามารถทำได้ และไม่ใช่แค่นั้น บริษัท AI ระดับโลกเลือกมาลงทุนในสิงคโปร์กว่า 300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ สร้างงานวิจัย สร้างอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน เรื่องนี้รัฐมนตรีก็ยังไม่เคยตอบว่าทำไมท่านจึงเข้าใจผิดได้มากถึงเพียงนี้


“การทำโครงการนี้ไม่ต่างอะไรกับการซื้อรองเท้าพรีเมียมแจกห้าล้านคู่แล้วบอกว่าทุกคนจะมีสุขภาพดี แถมแทนที่จะอุดหนุนสร้างอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในประเทศ กลับอุดหนุนนายหน้าเพื่อไปซื้อของมาขายอีกต่อ” 


ธีระชาติกล่าวว่า อีกเรื่องที่น่าผิดหวังคือกระทรวงดีอีจัดเวทีรับฟังความเห็นวันนี้ ดูเป็นเพียง “พิธีกรรม” มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมระดมสมอง ออกข่าวประชาสัมพันธ์ใหญ่โต แต่ขณะเดียวกันกลับออกมายอมรับอย่างหน้าตาเฉยว่าได้ลงนามในสัญญาไปแล้ว และอย่างไรก็จะเดินหน้าโครงการนี้


ธีระชาติกล่าวต่อไปว่า หวั่นใจว่าเราจะได้เห็นโครงการลักษณะนี้อีกมากภายใต้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน โครงการที่เอาเงินภาษีที่ประชาชนจ่ายทุกบาทอย่างเหนื่อยยาก ไปละเลงกับโครงการที่ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ ไม่มีความยั่งยืน เป็นเพียงเค้กก้อนโตที่แบ่งกันในกลุ่มพวกพ้องกลุ่มทุนสีน้ำเงิน


สิ่งที่พรรคประชาชนกังวลคือมันจะไม่หยุดแค่โครงการนี้ นี่คือวัฏจักรที่จะวนซ้ำไปเรื่อยๆ เริ่มจากออกแบบโครงการที่ไม่สมเหตุสมผล เขียน TOR ล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง พอถูกตั้งคำถามก็จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อลดกระแส เมื่อมีใครลุกขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจัง ก็ไล่ให้ไปฟ้องศาล ฟ้ององค์กรอิสระที่สังคมกังขาว่าถูกระบอบสีน้ำเงินค่อยๆ กินรวบ สุดท้ายไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แล้วก็วนกลับมาทำแบบเดิมกับโครงการหน้า


"วัฏจักรเช่นนี้จะกัดกินสังคมไทยในระยะยาว การใช้เงินไปกับโครงการแบบนี้เสมือนการปล้นความฝันของคนไทยทั้งอุตสาหกรรมเอาไปให้กลุ่มนายทุนกลุ่มนายหน้าผูกปิ่นโตสีน้ำเงิน สร้างค่านิยมที่บอกกับคนรุ่นใหม่ว่าต่อให้เด็กไทยที่มีความสามารถ ขยัน และพยายามอย่างยิ่งที่จะเอาชนะด้วยการพัฒนาตัวเอง ก็จะไม่มีวันชนะระบบเส้นสายหรือระบบอุปถัมป์ ที่สนใจเพียงแค่ว่าคุณเป็นลูกใคร คุณสนิทกับกลุ่มไหน มากกว่าคุณมีนวัตกรรมอะไรที่จะทำให้ประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้า ท้ายที่สุด ประเทศไทยจะไม่สามารถสร้างรากฐานที่เข้มแข็งได้” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เศรษฐกิจดิจิทัล #ระบอบสีน้ำเงิน






2 นักปกป้องสิทธิ ชนะคดีไอโอ ศาลระบุเพจไอโอ Pulony มี กอ.รมน.ควบคุมการทำเนื้อหา ต้องลบข้อความ-ภาพที่ใส่ร้ายทั้งหมด พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหาย รวม 210,000 บาท

 


2 นักปกป้องสิทธิ ชนะคดีไอโอ ศาลระบุเพจไอโอ Pulony มี กอ.รมน.ควบคุมการทำเนื้อหา ต้องลบข้อความ-ภาพที่ใส่ร้ายทั้งหมด พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหาย รวม 210,000 บาท


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ชนะคดีประวัติศาสตร์ฟ้อง #คดีIO ศาลอุทธรณ์ออกคำบังคับ #กอรมน. ชดใช้ค่าเสียหายให้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และลบข้อความละเมิดศักดิ์ศรี ภายใน 7 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด”


สำหรับวัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น. ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่นางอังคณา และน.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นโจทก์ฟ้องหน่วยงานรัฐ กรณีถูกเผยแพร่ข้อมูลและภาพถ่ายบนสื่อออนไลน์จนเห็นว่าได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จำเลยที่ 1 ลบข้อความและนำภาพถ่ายออกจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายใน 7 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด


นอกจากนี้ ยังให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่นางอังคณาเป็นเงิน 120,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายแก่น.ส.อัญชนาเป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 210,000 บาท


คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะปฏิบัติการข่าวสาร หรือ Information Operations (IO) ซึ่งมีการนำรายชื่อ ภาพถ่าย และข้อมูลของนักกิจกรรม ภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไปเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ โดยผู้ฟ้องเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเชื่อมโยงบุคคลเหล่านั้นกับประเด็นด้านความมั่นคงโดยไม่เป็นธรรม


คดีนี้ได้รับความสนใจจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงเรื่องการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานรัฐ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กอรมน #IO #ไอโอ

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กลุ่ม D'conner - ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ ชูป้าย “ไม่เห็นชอบระบอบสีน้ำเงิน-เลือกตั้ง สสร.100%” กลางเชียงใหม่

 


กลุ่ม D'conner - ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ ชูป้าย “ไม่เห็นชอบระบอบสีน้ำเงิน-เลือกตั้ง สสร.100%” กลางเชียงใหม่


วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่ม D'conner - ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ ทำกิจกรรมแสดงออกบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเมย่า แยกรินคำ จ.เชียงใหม่ โดยการชูป้ายขนาดใหญ่พร้อมข้อความว่า NO ไม่เอาอำนาจสว. ไม่เห็นชอบระบอบสีน้ำเงิน


ในป้ายยังมีข้อความอีกว่า อยากเลือกตั้งสสร. และ สสร.เลือกตั้ง100%


การนำเสนอข้อความเหล่านี้เนื่องมาจากสถานการณ์ในรัฐสภาวันนี้ที่พรรคภูมิใจไทย นำเสนอแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตัวเอง ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลือก แต่ให้รัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยสส. และสว. เป็นผู้เลือกและยังให้อำนาจพิเศษกับสว. หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านการพิจารณาก็ต้องได้รับเสียงอย่างน้อยหนึ่งในสี่ของส.ว. ทั้งหมด ซึ่งทางกลุ่ม D’conner ไม่เห็นด้วยกับแนวทางเช่นนี้และเห็นว่าเป็นการพยายามขยายอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน 


ทางกลุ่ม D’conner จึงต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับร่างฉบับของพรรคภูมิใจไทยและต้องการเสนอร่างฉบับของภาคประชาชนที่ให้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด และไม่มีอำนาจพิเศษของวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #Noระบอบสีน้ำเงิน #Noสสรสีน้ำเงิน #Noสวสีน้ำเงิน






“ชัชชาติ” ไม่คิดฟ้องปิดปากใคร ขอเดินหน้าสื่อสารนโยบายเพื่ออนาคตคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ตรวจสอบทุกข้อกล่าวหา หลังถูกโยงปม “ระบบอุปถัมภ์” ขอทุกฝ่ายยึดข้อเท็จจริง

 


“ชัชชาติ” ไม่คิดฟ้องปิดปากใคร ขอเดินหน้าสื่อสารนโยบายเพื่ออนาคตคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ตรวจสอบทุกข้อกล่าวหา หลังถูกโยงปม “ระบบอุปถัมภ์” ขอทุกฝ่ายยึดข้อเท็จจริง 


วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่ศูนย์ฝึกอาชีพ เพื่อรับฟังประชาชนและนำเสนอแนวทางพัฒนาทักษะอาชีพ ก่อนตอบคำถามสื่อถึงประเด็นการเมือง กรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย และนายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เตรียมยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบบอุปถัมภ์”


นายชัชชาติกล่าวว่า หากมีหลักฐานก็ยินดีให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะคนทำงานสาธารณะต้องพร้อมรับการตรวจสอบ แต่ขอให้ทุกอย่างอยู่บนข้อเท็จจริง และไม่ถูกใช้เป็นประเด็นการเมืองช่วงใกล้เลือกตั้ง เนื่องจากอยากใช้เวลาสื่อสารนโยบายและทิศทางอนาคตของกรุงเทพฯ ให้มากขึ้น


“ยินดีเลยครับ ตรวจสอบให้เต็มที่ จริง ๆ แล้วยื่นได้ตลอด ไม่ต้องช่วงนี้ก็ได้ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการตรวจสอบ” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติกล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ตนพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว เป็นประชาชนธรรมดา จึงไม่มีข้อมูลราชการอยู่ในมือเหมือนช่วงดำรงตำแหน่ง แต่หากมีการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็พร้อมให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน


เมื่อถูกถามว่าจะกระทบสมาธิหรือคะแนนเสียงหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่เป็นไร และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ แต่ยอมรับว่าบางครั้งรู้สึกท้อ เพราะตั้งใจจะพูดเรื่องนโยบายและอนาคตของเมือง แต่กลับต้องมาชี้แจงประเด็นเดิม ๆ


“ที่ผ่านมา 4 ปีเราก็ไม่มีอะไรที่ด่างพร้อยเลย ถ้าคนมาว่าเรา เราก็ต้องพยายามตรวจสอบ แต่เราก็พยายามพูดเรื่องนโยบายให้เยอะขึ้น เพราะมันคือสิ่งสำคัญในอนาคต ว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร” นายชัชชาติกล่าว


กรณีที่มีฝ่ายการเมืองหลายกลุ่มตั้งคำถามหรือวิจารณ์มากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เคยทำงาน เพราะเมื่อมีผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก็ย่อมมีจุดให้ถูกตรวจสอบมากกว่าคนที่ยังไม่เคยทำงานบริหารเมือง


“ก็ไม่เป็นไรครับ อีกแค่ 20 วันก็รับได้หมด ไม่มีปัญหา จริง ๆ แล้วเราเป็นคนที่ทำงานมาก่อน คนทำงานมาก่อนก็อาจจะมีจุดที่เขาวิจารณ์ได้เยอะ แตกต่างจากคนที่ยังไม่เคยทำงาน ก็เลยไม่มีจุด ผมว่าก็ธรรมดาครับ” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติขอให้การตรวจสอบหรือวิจารณ์ทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ อยู่บนข้อเท็จจริง และมีหลักฐานรองรับ ไม่ควรนำเรื่องที่ไม่เป็นความจริงมาสร้างกระแส หวังผลทางคะแนนเสียง หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด


“ต่อจากนี้ ขอให้ตรวจสอบด้วยเจตนาบริสุทธิ์ สิ่งที่ไม่เป็นจริง อย่าเอามาพูดเพื่อสร้างกระแส ทำให้ประชาชนสับสน ถ้าพูดต้องมีหลักฐานสนับสนุน อย่าพูดเพื่อเอาสนุก เอาคะแนนเสียง หรือว่าพูดเพื่อให้คนเข้าใจผิด”


นายชัชชาติยังยืนยันว่า ไม่มีระบบอุปถัมภ์ ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง และไม่มีการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่งในฝ่ายบริหาร หากมีใครแอบอ้างชื่อฝ่ายบริหารหรือทีมงานเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ ขอให้แจ้งข้อมูลทันที เพราะได้ย้ำเรื่องนี้ในที่ประชุมหน่วยงานราชการมาโดยตลอด


เมื่อถูกถามว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหาหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่อยากใช้วิธีฟ้องร้อง เพราะไม่ต้องการให้ถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก และในฐานะบุคคลสาธารณะก็ต้องพร้อมชี้แจงต่อสังคม ยกเว้นกรณีที่ร้ายแรงจนทำให้เกิดความเสื่อมเสียอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากเรื่องใดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือเข้าสู่การตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็ให้เป็นไปตามเนื้อผ้า


“ช่วงนี้เราก็ทำใจร่ม ๆ ผมไม่อยากให้รู้สึกว่าเหมือนเราไปฟ้องปิดปากเขา สุดท้ายให้ประชาชนตัดสินใจว่าเราอยู่ตรงนี้เป็นยังไง ผลงานที่ผ่านมา 4 ปีเป็นยังไง ทำไมถึงมารุมเราตอนนี้” นายชัชชาติกล่าว


สำหรับกรณีเรื่องการหาเสียงสร้างสรรค์นั้น นายชัชชาติ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะประชาชนควรได้รับฟังว่านโยบายของแต่ละฝ่ายคืออะไร และอนาคตจะทำอะไรต่อ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ฝุ่น น้ำท่วม ขยะ และปัญหาเมืองอื่น ๆ ที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง ซึ่งทีมชัชชาติได้เน้นหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ไม่โจมตีผู้อื่น และชี้แจงประชาชนด้วยข้อเท็จจริง หากมีคำถามก็ต้องตอบ ไม่ได้หลีกหนีการตรวจสอบ


เมื่อถูกถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าเป็นบุคคลที่ “แตะไม่ได้” เพราะมักมีผู้สนับสนุนเข้ามาตอบโต้แทน นายชัชชาติกล่าวติดตลกว่า ตนถูกวิจารณ์มาหลายครั้ง และยืนยันว่าไม่เคยจัดตั้ง IO หรือสั่งให้ใครไปถล่มฝ่ายตรงข้าม


“แตะได้นะ โห นี่แตะไม่ได้ยังไง ถล่มผมไม่รู้กี่รอบแล้ว เราไม่เคยมี IO ที่ไปถล่มใคร มันเป็นออร์แกนิก ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้เป็นใคร ก็ไม่รู้จะไปบังคับเขายังไง” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติยังฝากถึงผู้สนับสนุนว่า ไม่ควรไปทะเลาะหรือถล่มผู้อื่นในโลกออนไลน์ เพราะการเมืองควรพิสูจน์กันด้วยความจริง นโยบาย และผลงาน


ส่วนกรณีป้ายบิลบอร์ดหาเสียงที่มีข้อสงสัยว่าเอกชนเลือกปฏิบัติหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ได้ให้ทีมงานตรวจสอบแล้ว หากพบว่าเอกชนไม่ให้สิทธิผู้สมัครหรือพรรคอื่น แต่ให้ทีมของตน ก็พร้อมถอนป้ายออก เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ


ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” กล่าวเสริมว่า หลังตรวจสอบพบว่ามีบางพรรคได้สอบถามเรตการ์ดจากเอกชน แต่ไม่ได้มีการตกลงทำสัญญา ไม่ใช่ว่าเอกชนเลือกปฏิบัติ จึงถือว่าบริษัทเอกชนดำเนินการกับทุกฝ่ายที่ติดต่อเข้ามาอย่างเท่าเทียม


นายชัชชาติกล่าวสรุปว่า เมื่อทีมตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ จึงไม่มีความจำเป็นต้องถอนป้ายดังกล่าวออก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม