วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

“พิจารณ์” กางแผนรัฐบาลประชาชนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชี้ต้องมีสมุดปกขาวรวมเล่ม นำ Offset“พิจารณ์” กางแผนรัฐบาลประชาชนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชี้ต้องมีสมุดปกขาวรวมเล่ม นำ Offset Policy มาใช้ให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี-ลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกับการพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร

 


“พิจารณ์” กางแผนรัฐบาลประชาชนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชี้ต้องมีสมุดปกขาวรวมเล่ม นำ Offset“พิจารณ์” กางแผนรัฐบาลประชาชนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชี้ต้องมีสมุดปกขาวรวมเล่ม นำ Offset Policy มาใช้ให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี-ลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกับการพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร


วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมรัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน


โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชนและแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายหัวข้อ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” โดยระบุว่าตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2024 ตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทั่วโลกเติบโตจาก 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็น 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสที่จะเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้ 


ที่ผ่านมางบประมาณกระทรวงกลาโหม 2 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เอาไว้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และซ่อมแซมประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาทในแต่ละปี โดยเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศเป็นสัดส่วนสูงถึง 98%


พิจารณ์กล่าวต่อไปว่าศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอยู่ในระดับที่ทำให้ดีและสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นยานเกราะล้อยางที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปได้ถึง 46 ประเทศ ในด้านเรือตรวจการก็มีผู้ประกอบการที่สามารถสร้างและส่งออกไปหลายประเทศเช่นเดียวกัน และยังมีผู้ประกอบการที่พัฒนาซอฟต์แวร์โดรน กระทรวงกลาโหมมีโรงงานอยู่ถึง 42 แห่งภายใต้ส่วนราชการต่างๆ ซึ่งมีขีดความสามารถในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถูกเอาเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอกชน และรัฐไม่ได้เอาเอกชนเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตัวเองมากพอ สำหรับเอกชนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความแน่นอนและชัดเจน ถ้าเอกชนไม่เข้าใจรัฐอย่างชัดเจนว่าจะมีทิศทางในการลงทุนและเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างไร ความกล้าที่จะลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น


ปัจจุบันแต่ละเหล่าทัพและหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมมีสิ่งที่เรียกว่า “สมุดปกขาว” ซึ่งแต่ละส่วนก็ทำรายละเอียดได้ดี ว่ามีแนวทางในการพัฒนาความพร้อมและมีแนวทางที่จะซื้อยุทโธปกรณ์อย่างไร แต่ปัญหาคือไม่ได้ถูกรวมศูนย์ให้เป็นเล่มเดียว เพื่อจัดลำดับความสำคัญจึงเกิดความไม่แน่นอนว่าในแต่ละปีงบประมาณใครจะได้เงินเท่าไหร่ พรรคประชาชนจึงเห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการรวมศูนย์ให้มีสมุดปกขาวเพียงเล่มเดียว เริ่มจากการวิเคราะห์ภัยคุกคามของประเทศไทยว่ามีอะไรบ้าง จะมาจากชายแดนด้านไหน ต้องให้ความสำคัญกับด้านไหนก่อน เพื่อให้บ่งชี้ได้ว่าต้องเตรียมกำลังรบอย่างไร จนออกมาเป็นสมุดปกขาว แล้วให้การจัดซื้อไปรวมศูนย์อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม


พิจารณ์กล่าวต่อไปว่าเมื่อประเทศไทยไม่ได้จัดสรรงบประมาณอย่างข้างต้น หลายสิบปีที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจึงถูกจัดในลักษณะโควตา แต่สมุุดปกขาวรวมเล่มจะทำให้การเสนองบประมาณมาจากการบ่งชี้ว่าภัยคุกคามคืออะไร และต้องเตรียมกำลังรบแบบไหน การจัดสรรงบประมาณก็จะเรียงลำดับตามความสำคัญ


เมื่อทราบถึงความชัดเจนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศ โดยนโยบาย Offset Policy คือการนำเอาการจัดซื้อจัดหาของภาครัฐ ไม่ใช่เพียงยุทโธปกรณ์ แต่รวมถึงสินค้าอื่นที่มีมูลค่าและมีเทคโนโลยีสูง มาทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้บริษัทต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งมอบ สามารถส่งมอบให้ได้มากกว่าแค่สินค้า แต่รวมถึงเทคโนโลยีด้วย


พิจารณ์กล่าวต่อไปว่า Offset Policy จะมีกติกาและหลักเกณฑ์คือ มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ซื้อจากต่างประเทศแล้วสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องใช้มาตรการ Offset Policy ในการจัดซื้อ มีการจัดทำเป้าหมายว่าเทคโนโลยีอะไรที่ประเทศไทยต้องการ และต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไหนต่อ สัดส่วนการลงทุนชดเชยเวลาที่มีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ต้องมีสัดส่วนที่รัฐลงทุนเพิ่มเข้าไป เช่น สมมุติว่าเรือรบหนึ่งลำราคา 10,000 ล้านบาท รัฐอาจลงทุนเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท รวมเป็น 12,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการหาเรือรบ โดย 2,000 ล้านบาทรัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าต้องการได้โครงการอะไรบ้าง ภายใต้โครงการจัดหาจะมีสัญญาอยู่หลายฉบับ เพื่อเป็นการควบคุมให้มั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการต่างประเทศจะส่งมอบให้ได้


อีกส่วนที่สำคัญคือรัฐมีหน้าที่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยมี 4 ส่วนด้วยกันคือ 


1) ทำอย่างไรให้รัฐซื้อจากผู้ประกอบการไทยมากกว่านี้ ทุกวันนี้บัญชีนวัตกรรมกฎหมายระบุไว้ว่าจะต้องจัดหา 30% จากงบประมาณของสินค้าที่อยู่ในบัญชี ซึ่งพรรคประชาชนคิดว่าสามารถปรับเพิ่มขึ้นมาได้เป็น 40% ส่วนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีแต้มต่ออยู่ 5% สามารถปรับขึ้นได้ให้เป็น 10% ซึ่งจะสามารถทำให้การจัดซื้อจัดหาของภาครัฐมุ่งเน้นมาที่ผู้ประกอบการในประเทศได้มากขึ้น


2) การสนับสนุนในการลงทุนด้านงานวิจัย ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ แต่ทุกวันนี้งานวิจัยหลายชิ้นที่ขึ้นหิ้งหรือยังไม่ตอบโจทย์และตรงจุด ผู้ประกอบการไทยอาจยังไม่มีความกล้าที่จะลงทุนในงบประมาณวิจัยและพัฒนาเท่าที่ควร รัฐจึงควรทำหน้าที่ลงทุนในงานวิจัย ร่วมกับความต้องการของกองทัพ และพูดคุยกับเอกชนเพื่อให้การลงทุนและการวิจัยของภาครัฐสามารถเข้าสู่สายการผลิตของภาคเอกชนได้


3) การปฏิรูปกฎหมาย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศประสบปัญหากันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าที่ผลิตในประเทศแต่นำเข้าชิ้นส่วนมา มีภาษีนำเข้าสูงกว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แล้ว หรือจะเป็นเรื่องการขออนุญาตส่งออกที่ใช้เวลานาน รวมทั้งมาตรฐานยุทโธปกรณ์ที่ทุกวันนี้ไม่มีมาตรฐานเดียวกันภายในส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม บางครั้งกองทัพเรือใช้มาตรฐานหนึ่ง กองทัพบกก็ใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง ทั้งที่เป็นยุทธภัณฑ์เดียวกัน ซึ่งถ้าพรรคประชาชนได้ไปรัฐบาลจะเข้าไปแก้ไขกฎหมายทลายอุปสรรคเหล่านี้


4) การสนับสนุนการส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภาครัฐยังมีบทบาทได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะผ่านทูตทหารที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้มีบทบาทในการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการส่งออกมากเท่าไหร่นัก


พิจารณ์กล่าวต่อไปว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนมักถูกตั้งคำถามในเรื่องการด้อยค่าทหาร แต่ตนเรียนว่าถ้าได้ฟังสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมด พรรคประชาชนมีแต่ความปรารถนาดีต่อประเทศและกองทัพ และต้องการสร้างกองทัพที่เข้มแข็งทันสมัย ซึ่งพรรคประชาชนมีการคิดนโยบายด้านนี้อย่างเป็นระบบมากที่สุดแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน




วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

“วีระยุทธ” เปิด 6 แนวทางฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้กลับมาทันโลกอีกคร้ัง

 


“วีระยุทธ” เปิด 6 แนวทางฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้กลับมาทันโลกอีกคร้ัง


วันที่ 19 มกราคม 2569 พรรคประชาชนจัดงานแสดงวิสัยทัศน์ “เปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมรัฐบาลประชาชน” โดยมีทีมบริหารรัฐบาลประชาชนเข้าร่วม โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวเปิดงานภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Industrial Strategy: ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาลประชาชน”


วีระยุทธกล่าวว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยตกลงมาถึง 5 อันดับ ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และถดถอยลงใกล้เคียงกันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน การถดถอยเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าการจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมของประเทศไม่สามารถทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ พรรคประชาชนจึงได้เสนอ “12 วาระเปลี่ยนประเทศไทย” ที่จำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน


สำหรับนโยบายเฉพาะด้านอุตสาหกรรม วีระยุทธเสนอ “6 แนวทางตั้งหลักใหม่อุตสาหกรรมไทย” ได้แก่


1. การมีนโยบายอุตสาหกรรมและ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ไม่ได้แปลว่าส่วนอื่นจะถูกทอดทิ้ง


ในอดีตที่ผ่านมาเวลาพูดถึงการทำนโยบายอุตสาหกรรม มักจะนำไปสู่การมีอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากเกินไป เช่น 10+2 เพราะเซกเตอร์ต่างๆ กลัวจะรู้สึกถูกทอดทิ้ง เราจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าการมีนโยบายอุตสาหกรรมไม่ได้แปลว่าอุตสาหกรรมอื่นจะไม่ได้รับการดูแล เพียงแต่ประเทศต้องมีโฟกัสสำหรับการเดินหน้าสู่อนาคตอย่างมียุทธศาสตร์


2. การปฏิรูปราชการ กิโยตินกฎหมาย ยกระดับโลจิสติกส์ จะเป็นประโยชน์กับทุกธุรกิจ


การปฏิรูประบบราชการ การปรับปรุงกระบวนงานกฎหมาย และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เป็นสามองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ในนโยบายของพรรคประชาชน ทั้งหมดนี้จะช่วยผู้ประกอบการไทยทุกธุรกิจและทุกบริษัทโดยทั่วหน้า


3. เปลี่ยนจาก Made in Thailand เป็น Made with Thailand ค้นหาจุดแข็งของไทยในห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้โลกขาดเราไม่ได้


การสนับสนุนผู้ประกอบการต่างชาติหรือแม้แต่ผู้ประกอบการไทยในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องให้เกิดการผลิตทั้งซัพพลายเชนในประเทศ แต่ขอให้เลือกชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไปได้ โดยตั้งเป้าหมายให้มีมาตรฐานสากลพร้อมแข่งกับโลกได้ตั้งแต่เริ่มต้น


4. การออกแบบนโยบายต้องสร้าง “ระบบนิเวศไฮเทค” ให้เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ


บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งจากนโยบายอุตสาหกรรมรยนต์อีวีที่ผ่านมาคือ เราเน้นใช้เงินหลายหมื่นล้านอุดหนุนด้านดีมานด์ แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมด้านซัพพลายอย่างทักษะแรงงานหรือศูนย์ทดสอบและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ เป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันควรอยู่ที่การสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นและเติบโตไปได้ตามตลาดโลก


5. การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ภายใต้การแข่งขันและมาตรฐานสากล


เราควรใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างอุตสาหกรรมภายในให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องออกแบบให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการแข่งขันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันการผูกขาดหรือเสือนอนกิน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องกำหนดมาตรฐานของสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานสากลไว้ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อโอกาสในการเติบโตสู่ตลาดโลก


6. เดินหน้าการต่างประเทศเชิงรุกเพื่อหาพันธมิตรเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก


การสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในไม่ได้แปลว่าต้องปิดความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ตรงกันข้าม เราควรเดินหน้าหาพันธมิตรที่พร้อมลงทุนและแบ่งปันผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งสามารถเริ่มต้นจากบริษัทและประเทศที่มีการลงทุนในไทยสูงอยู่แล้ว เช่นเอเชียตะวันออก


วีระยุทธกล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียอาจกลายเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นกลับมาในห้าปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี พรรคประชาชนเชื่อว่าประเทศไทยยังเต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพ แต่จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างจริงจัง โดยในอดีตที่ไทยไม่สามารถเป็นเสือตัวที่ 5 ได้ เป็นเพราะเราพึ่งพาประเทศอื่นมากเกินไป แต่ไม่ได้ลงทุนและไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน




“ธนาธร” ชี้เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น “ต้มยำกบ” ซึมยาว-ความสามารถในการแข่งขันลดลง ยังเร็วไปที่จะถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรม ย้ำเมกะโปรเจกต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด เพิ่มคุณภาพชีวิต-แก้ปัญหาสังคม-สร้างงานคุณภาพ-สร้างอุตสาหกรรมใหม่-ไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง

 


“ธนาธร” ชี้เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น “ต้มยำกบ” ซึมยาว-ความสามารถในการแข่งขันลดลง ยังเร็วไปที่จะถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรม ย้ำเมกะโปรเจกต์รัฐบาลประชาชนยิงตรงจุด เพิ่มคุณภาพชีวิต-แก้ปัญหาสังคม-สร้างงานคุณภาพ-สร้างอุตสาหกรรมใหม่-ไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง


วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน


โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายในหัวข้อ “Orange Megaprojects: แนวทางการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลประชาชน” โดยธนาธรระบุว่าเป็นที่น่าเสียใจที่ที่ผ่านมาคนจำนวนหนึ่งมองเศรษฐกิจไทยแล้วบอกว่าควรมีการเน้นไปที่ภาคบริการและภาคการเงินเป็นหลัก แต่ถ้าทำเช่นนั้นสิ่งที่ประเทศไทยจะเจอก็คือการถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรมเร็วเกินไป


การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 30 ปีที่ผ่านมา ในทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% ทศวรรษที่ 2540 เติบโตเฉลี่ย 5.3% ทศวรรษ 2550 เติบโตเฉลี่ย 3.2% และปัจจุบัน 2% การมีวิกฤติเศรษฐกิจเป็นครั้งๆ แก้ง่ายกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 วิกฤตซับไพรม์ หรือโควิดที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเจอกับต้มยำกุ้งมาแล้ว แต่สิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้คือ “ต้มยำกบ” ซึมยาวและความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าจากตัวเลขล่าสุดที่อยู่บนฐานข้อมูลของรัฐ เดือนพฤศจิกายน 2568 อัตราการใช้กำลังการผลิตของประเทศไทยต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ตั้งแต่โควิดมาไม่มีช่วงไหนต่ำมากกว่านี้อีกแล้วคืออยู่ที่ 56% นักอุตสาหกรรมอย่างเรารู้กันดีว่าถ้าอัตราการใช้กำลังการผลิตวิ่งไม่ถึง 60-75% ไม่มีทางที่เราจะซื้อเครื่องจักรใหม่หรือลงทุนใหม่ได้ และต่อให้อัดภาคการบริโภคเข้าไปก็ไม่ใช่ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น การอัดการบริโภคเข้าไปในระบบไม่เท่ากับการใช้เครื่องจักรมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม


พรรคประชาชนจึงเสนอว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนบทบาทของเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของรัฐ นั่นคือการใช้จ่ายภาครัฐ ในภาวะที่ประเทศมีปัญหาทางการคลัง ไม่ได้มีเงินเยอะเหมือนเมื่อก่อน หมายความว่าต้องยิงให้แม่น งบประมาณรัฐตอนนี้ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้แล้ว บทบาทใหม่ที่พรรคประชาชนคิดถึงคือ 1) ต้องเพิ่มคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาสังคมได้ 2) ต้องสร้างงานที่มีคุณภาพได้ 3) ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ มีเทคโนโลยีของไทยเอง และ 4) ทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต


ธนาธรกล่าวต่อไปว่ารัฐบาลประชาชนจึงคิดเมกะโปรเกจตก์ 6.27 แสนล้านบาท ภายใน 8 ปี ที่จะเป็นการใช้งบประมาณที่จะแก้ปัญหาสังคมได้ ขณะเดียวกันจะได้การพัฒนางานและเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยเองด้วย ทั้งเรื่องระบบบำบัดน้ำเสีย 6 หมื่นล้านบาท น้ำประปาดื่มได้ 7.5 หมื่นล้านบาท ขนส่งสาธารณะ 3.7 หมื่นล้านบาท การจัดการขยะ 1.83 แสนล้านบาท โรงเรียน 5 หมื่นล้านบาท โรงพยาบาล 3 หมื่นล้านบาท โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 1.92 แสนล้านบาท เป้าหมายของพรรคประชาชนคือการทำให้บริการสาธารณะต่างๆ เหล่านี้เป็นแบบประเทศโลกที่หนึ่งภายใน 8 ปี


เช่น บ่อขยะในประเทศไทยปัจจุบันมีเพียง 1% ที่ได้มาตรฐานของกรมอนามัย อีก 99% ผิดมาตรฐานของกรมอนามัย ถ้าอยากยกระดับคุณภาพชีวิตไม่ให้มีสารเคมีและมลพิษปนเปื้อนเข้าไปในดินและน้ำของประเทศ ประเทศไทยต้องกลับมาฟื้นฟูกระบวนการจัดการขยะใหม่ และการจัดการขยะนี้จะนำไปสู่การสร้างงานและเทคโนโลยีในการจัดการขยะ 


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าโครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศจากนักอุตสาหกรรมได้ เช่น เรื่องของสมาร์ทกริด ลักษณะกริดของประเทศไทยปัจจุบัน มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ดูแลโครงข่ายแรงสูงและผู้ผลิต โดยมีลักษณะที่เรียกว่า Single Buyer หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเจ้าเดียวเป็นผู้ซื้อ ผู้ผลิตเอกชนทั้งหมดขายให้ที่เดียว มีการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดูแลสายส่งแรงต่ำและการขายปลีกไฟฟ้า 


อนาคตที่พรรคประชาชนมองเห็นและออกแบบไว้คือรัฐทำหน้าที่เป็นคนดูแลสายส่งและระบบ สร้างตลาดกลางพลังงานขึ้นมา เปิดให้มีการแข่งขันในฝ่ายผลิต และเปิดให้มีการแข่งขันในการค้าปลีก ประชาชนมีตัวเลือกในการซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าเหมือนเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ ผู้ขายสามารถเลือกขายแพ็คเกจไฟได้ตามแต่รสนิยมของผู้บริโภค เคาะราคากันในตลาดพลังงาน ส่วนขาการผลิต เปิดให้มีการผลิตโดยแพร่หลาย ให้เกิดการแข่งขันไม่ให้ผูกขาด


แต่ถ้าจะทำแบบนี้ หมายความว่ากริดของประเทศไทยต้องสมาร์ทมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมาร์ทกริดคือระบบที่จะทำให้รถไฟฟ้าของทุกคนจะไม่ใช่เป็นแค่ยานพาหนะ แต่จะเป็นแหล่งเก็บพลังงานด้วย ถ้าขับรถกลับจากที่ทำงานแล้วแบตเตอรี่ยังมีพลังเหลืออยู่ ตอนเย็นช่วงหัวค่ำไฟแพงอาจจะขายไฟจากรถเข้าสู่กริด แล้วไปเสียบเติมไฟอีกทีตอนตีหนึ่งที่ไฟราคาถูกกว่าได้ ไม่ว่าอย่างไรประเทศไทยก็ต้องเดินไปสู่การมีสมาร์ทกริด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะในอนาคตทุกคนจะเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงาน ถ้าทุกคนติดโซลาร์ ไฟที่ใช้ไม่หมดก็ขายกลับเข้ากริดได้ มิเตอร์ไฟฟ้าจะต้องหมุนถอยหลังได้ ระบบกริดของประเทศไทยจะต้องมีตัวแปลงไฟจากสูงไปต่ำและต่ำไปสูงระหว่างเอซีกับดีซีตลอดเวลา


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าการเปลี่ยนกริดของประเทศให้เป็นสมาร์ทกริดไม่เกินศักยภาพของคนไทยในการทำ และไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปซื้อจากจีน และชิ้นส่วนทุกอย่างจะทำให้เกิดงานทั้งหมด จากเม็ดพลาสติกไปจนถึงปิโตรเคมี ทองแดง พีซีบี โดยไม่จำเป็นที่จะต้องผลิตทุกอย่างในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรก หลายชิ้นส่วนเป็นเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งประเทศไทยยังทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ซื้อเข้ามาก่อนเพื่อให้อย่างน้อยที่สุดเกิดโลคอลคอนเทนต์ให้ได้เยอะที่สุด


อีกนโยบายหนึ่งคือการทำขนส่งสาธารณะ ซึ่งพรรคประชาชนจะจัดให้มีการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะโดยรถเมล์อีวีปีละ 10,000 ล้านบาท ตลอด 4 ปี เพื่อให้ทุกจังหวัดมีขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะนำมาซึ่งงานและอุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชนจะส่งเสริมผู้ผลิตรถไฟฟ้าของไทย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานวิ่งไปให้ลึกที่สุดจนถึงการแปรรูปวัตถุดิบในช่วงต้น


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมามีอุตสาหกรรมบางส่วนที่รัฐไทยได้เดินไปบ้างแล้ว ที่มีศักยภาพมากก็เช่นเครื่องมือแพทย์ รถไฟ ป้องกันประเทศ และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งพรรคประชาชนต้องการให้งบประมาณที่รัฐใช้ ถูกจ่ายไปให้อุตสาหกรรมไทย หลายอย่างสามารถผลิตได้ในประเทศไทย เริ่มต้นได้ทันที แม้ว่ากว่าจะพัฒนาเสร็จให้ได้มาตรฐานระดับโลกอาจจะต้องใช้เวลา 2-4 ปี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้


ในด้านเกษตร ตั้งแต่เป็นอดีตพรรคอนาคตใหม่ อดีตพรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน เราไม่เคยบอกว่าจะให้ราคายางกิโลละเท่าไหร่ ข้าวตันละเท่าไหร่ เพราะการอุดหนุนที่ราคาไม่ได้ช่วยผลิตภาพในระยะสั้น แต่ต้องอัดด้านอุปสงค์เข้าไปพยุงเศรษฐกิจให้เอสเอ็มอียังประกอบการได้ คนไม่ตกงาน แต่ระยะยาวเวลาพูดถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่การทำดีมานด์แต่คือการจัดการด้านซัพพลายของประเทศไทยทั้งระบบ ต้องเข้มแข็งเพื่อให้แข่งขันกับโลกได้


นโยบายเกษตรของพรรคประชาชนจึงจะเป็นการเชื่อมระหว่างเกษตรกับอุตสาหกรรม รัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมผ่านคูปองเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร เป็นการอุดหนุนที่ไม่ใช่ด้านราคา แต่เป็นการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขให้ตรงกับเกษตรกร แน่นอนว่ากองทุนเพื่อเสถียรภาพราคาพืชผลการเกษตรยังต้องมีอยู่ แต่ไม่ได้ไปอุดหนุนราคาตรงๆ ต้องเอาเงินก้อนนั้นกลับมาเปลี่ยนเป็นการส่งเสริม ยกตัวอย่างเรื่องของการตากข้าว ที่ยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย เกษตรกรสามารถนำคูปองไปจ้างผู้ให้บริการอบข้าวแทนได้ เมื่อผู้ให้บริการได้รับคูปองมา ให้บริการแล้วก็เอาคูปองไปขึ้นเงินสดได้ เมื่อมีดีมานด์มากขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น ก็จะนำมาสู่การสั่งอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น 


หรือการเผาในพื้นที่เกษตร รัฐบาลสามารถจัดคูปองให้เกษตรกรเอาไปจ้างผู้ให้บริการอัดฟางได้ เมื่อเกษตรกรใช้บริการ มีความต้องการเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการสั่งซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น นี่คือกระบวนการผลักดันความต้องการให้กลับมาสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยที่รัฐไม่ได้สนับสนุนแค่ฝั่งเกษตรกร แต่เป็นการสนับสนุนฝั่งอุตสาหกรรมด้วย เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการของไทยที่สามารถออกแบบและผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทยเองได้


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาไม่ว่าตนไปคุยกับภาคอุตสาหกรรมไหน ทุกคนต่างรู้สึกเหี่ยวเฉากันหมด ถึงเวลาแล้วที่ต้องชุบชีวิต จุดไฟให้อุตสาหกรรมไทย ให้กลับมาโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง รัฐบาลประชาชนจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยกล้าลงทุน อย่างแรกที่สุดคือดีมานด์ต้องชัด ตลาดในระยะยาวมีความเสมอต้นเสมอปลาย เช่น เรื่องของสมาร์ทมิเตอร์ ถ้าจะทำให้เสร็จภายใน 15 ปี ปีละ 2,000,000 ชิ้น นักอุตสาหกรรมย่อมมองเห็นแล้วว่ามีดีมานด์ปีละ 2,000,000 ชิ้น เห็นแล้วว่ารัฐจะจัดซื้อทุกปีจนครบ 30,000,000 ชิ้นภายใน 15 ปี มูลค่านี้ต้องเป็นยอดขายของอุตสาหกรรมไทย และอนาคตต้องผลักดันให้นำไปสู่การส่งออกด้วย เมื่ออุตสาหกรรมไทยเก่งพอแล้วก็ต้องเอาไปต่อยอด เอาสินค้าส่งไปขายในโลก ไปดึงมูลค่าเพิ่มจากตลาดโลกมาแบ่งในประเทศไทย


ในเรื่องของทักษะแรงงาน รัฐบาลประชาชนมีโครงการเกี่ยวกับการเพิ่มทักษะในภาคอุตสาหกรรมหลายนโยบาย โดยใช้เครื่องมือที่รัฐมีอยู่แล้ว นำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ประมาณ 10,000 ล้านบาท การพัฒนาซัพพลายให้แข่งขันกับโลกได้ ใช้เงินน้อยแต่ใช้ความพยายามสูง ถ้าเอาไปอัดฝั่งดีมานด์ย่อมอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเอามาพัฒนาซัพพลายจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ นำหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของรัฐมาช่วยในการทดสอบ นำมหาวิทยาลัยของรัฐมาร่วมพัฒนา ทำให้ครบทั้งซัพพลายเชน


ธนาธรกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยไม่สามารถเจริญและก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ถ้าไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะถอนคันเร่งออกจากภาคอุตสาหกรรม วันนี้อินโดนีเซียสร้างรถไฟเองได้แล้ว อินเดียพัฒนาอุตสาหกรรมหลังประเทศไทยก็สร้างรถไฟเองได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราคนไทยต้องอย่าเพิ่งหมดหวังและหมดกำลังใจในการส่งเสริมมภาคอุตสาหกรรมไทย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน




ธิดา ถาวรเศรษฐ : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ธิดา ถาวรเศรษฐ : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่


จัดโดย มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53)

ณ อนุสารณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว

วันที่ 18 มกราคม 2569


สวัสดีค่ะ ดิฉันขอสวัสดีพี่ ๆ น้อง ๆ ลูกหลานที่อยู่ที่นี่ รวมทั้งผู้ที่ดูที่บ้าน เพราะว่าสื่อที่เป็นสื่อออนไลน์ก็มีหลายสำนัก หลายคนก็ดูต่อย้อนหลัง เราจัดงานครั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นองค์กร iLaw ปรบมือให้กับองค์กร iLaw หน่อยค่ะ เพราะมิฉะนั้น คนรุ่นก่อนที่ผ่านการต่อสู้มายาวนาน ถามว่าเขายังมีบทบาทที่จะทำให้ประเทศชาติไปข้างหน้าได้หรือเปล่า  อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เราถือว่าเราเป็นแนวหลัง แต่ดิฉันเคยพูดตลอดเวลาว่า เราไม่ใช่กองหน้า แต่เราเป็นแนวหลังที่ไว้ใจได้ และจะเป็นแนวหลังที่จะไม่เดินผิดทาง เราผ่านการต่อสู้มายาวนาน หนทางในการต่อสู้มันพิสูจน์คน เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน อย่างเมื่อกี้ อ.ชาญวิทย์ ท่านก็อายุพอสมควร ดิฉันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เราผ่านการต่อสู้ 14ตุลา16 แล้วมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตยเกิดจากการต่อสู้เมื่อปี 2535 และในที่สุดมันก็กลั่นกรองคนว่ามีใครที่จะเดินไปสู่ถนนที่ทำให้ประเทศก้าวหน้า ในท่ามกลางการเดินเราก็มีมิตรใหม่ และมีคนเก่าที่อาจจะแยกย้ายกันไป ส่วนคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ความจริงเราตั้งชื่ออย่างเจียมตัว จริง ๆ เราต้องการทวงความยุติธรรมทุกยุคทุกสมัย และจุตประสงค์ที่ทำก็เพื่ออนาคตลูกหลาน ไม่ใช่เพียงแต่การตายของคนปี 2553 แต่นั้นคือสิ่งที่เราจะเอามาใช้ในการที่เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าไม่มีความยุติธรรมในประเทศนี้


แต่ในความเป็นจริงนั้น ที่เราต้องมาร่วมกันวันนี้ จุดประสงค์ก็คือทำอย่างไรให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้ มีผู้คนไปลงคะแนนเสียงให้มากที่สุด ป้ายนี้จะติดต่อไปถึงวันที่ 8 กุมภาฯ องค์กรอื่น ๆ และแม้กระทั่งกลุ่มพี่น้องเราจะมาจัดกิจกรรม ถ่ายรูปรณรงค์ที่ตรงนี้ได้ตลอด เพราะว่าเราขอเอาไว้แล้ว แต่ที่อยากจะบอกคือ ครั้งนี้เป็นเวลาสำคัญที่สุด เวลาที่เขาฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ขออธิบายว่า สีเขียวมาจากการรณรงค์เมื่อปีรัฐธรรมนูญ 2540 นะ หลายคนถามว่าทำไมต้องเป็นสีเขียว บอกว่าสีเขียวมันเป็นไฟเขียวรัฐธรรมนูญ 2540 แต่สีแดงมันคือสีไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 นี่คือประวัติของสี สีแดงเป็นสีที่เมื่อเขาทำประชามติให้เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 เราเอาสีแดงใส่ นั่นคือที่มาของสีแดง แต่สีเขียวคือที่มาของการรณรงค์ให้เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงและเป็นผลพวงจากการต่อสู้ของประชาชน 2535 จึงได้รัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าแต่ไม่ได้ก้าวหน้าอย่างถึงที่สุด


อย่างไรก็ตาม มาจนถึงบัดนี้ ดิฉันอยากจะถามหน่อย เวลามันฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 เขาทำประชามติว่าสมควรฉีกมั้ย? มันทำมั้ย? มันไม่ทำ! เวลาจะฉีก แล้วเราก็พยายามที่จะล้มรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากการรัฐประหาร ไม่สำเร็จ คสช.ฉีกใหม่เพื่อได้รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เลวที่สุดตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมา เพราะเขาหวังจะยึดอำนาจของกลุ่มจารีตอำนาจนิยมไว้ยาวนาน ดังที่ดิฉันบอกว่าคณะรัฐประหารให้ทำประชามติ 2 รอบ คือเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 กับเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 หรือเปล่า? แต่มันไม่ได้ให้ทำว่า สมควรฉีกมั้ย? แล้วเราแพ้ แต่เราได้หัวกระเด็นมา 10 ล้านคนที่โหวตไม่เอารัฐธรรมนูญของทหารทั้ง 2 รอบ


คณะรัฐประหาร 2557 นี้เขาเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะรักษาอำนาจคสช.ไปยาวนาน แต่เวลาเราต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ มันบอกต้องทำประชามติ ดังนั้น พูดง่าย ๆ นี่เป็นการต่อสู้ทางการเมือง เป็นสงคราม แต่เป็นสงครามที่ไม่หลั่งเลือด เราหลั่งเลือดมาแล้วปี 2535 แต่ก็ได้รัฐธรรมนูญ 2540 เราหลั่งเลือดมาแล้วปี 2552, 2553 ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรากลับได้รัฐธรรมนูญ 2560 ครั้งนี้จึงเป็นครั้งสำคัญที่ประชาชนจะต้องผนึกกำลังกันเพื่อที่จะต่อสู้ เพราะนี่คือสงคราม สงครามระหว่างฝ่ายที่ต้องการรักษารัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของชนชั้นนำจารีตอำนาจนิยม คนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ให้แก้ไข แปลว่าคุณเป็นพวกจารีตอำนาจนิยม คุณชอบการปกครองโดยท็อปบูท หรือคุณได้ประโยชน์จากการปกครองแบบนั้น แต่ประชาชนไม่ได้ เพราะ 10 ปีที่ผ่านมาคือความหายนะของประเทศไทย เราตกต่ำทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ทุนเทา ความเลวร้ายทุกอย่างมาจากการทำรัฐประหายาวนานรทั้งสิ้น


ดังนั้น ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่สุดในทัศนะดิฉัน สำคัญยิ่งกว่าการเลือกตั้ง อีก 2 ปีเลือกตั้งใหม่ก็ได้ อาจจะเป็นไปได้, 2 ปีอาจจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่, 3 ปีอาจจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่ถามว่าถ้าประชามติครั้งนี้ “แพ้” ก็คือคนมากา “เห็นชอบ” น้อย!!! ถามว่าเราจะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญเลวร้ายไปอีกนานเท่าไหร๋ เราจะมีโอกาสแก้มั้ย? มันก็บอกว่าก็แก้เป็นบางมาตราซิ ในอดีตเพื่อไทยเคยพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหลือวาระ 3 ใจไม่ถึง ไปไม่ถึง ในที่สุดหยุด ยอมแก้บางมาตรา แต่แก้มาตราเดียว มันก็ทนไม่ได้ ก็คือ ที่มาของสว. เพื่อไทยในครั้งนั้นก็แก้มาตราเดียว “ที่มาของสว.” แต่มันคือกล่องดวงใจของฝั่งจารีตอำนาจนิยม แล้วมันคือสิ่งที่เขาใช้เพื่อคานอำนาจกับสส.ที่มาจากประชาชน


ดังนั้น อำนาจรัฐจารีตอำนาจนิยมเพื่อต่อสู้กับอำนาจประชาชนในกรณีที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร จึงถูกควบคุมด้วย สว. ด้วยองค์กรอิสระ และด้วยตุลาการ หลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวง่าย ๆ ว่านี่เป็นสงครามระหว่างกลุ่มองค์กรที่มีผลประโยชน์กับการปกครองจารีตอำนาจนิยม กับกลุ่มที่รักประชาธิปไตย ดังนั้นในส่วนของการเลือกตั้งดิฉันก็อยากจะให้เลือกพรรคการเมืองที่จริงใจกับการที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างจริงใจ ไม่ใช่หาเสียงเอาหล่อ ๆ ให้เลือกพรรคการเมืองที่จริงใจในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะนี่จะเป็นมิติใหม่ มิฉะนั้นประชาชนจะพ่ายแพ้ไปยาวนาน พ่ายแพ้ไปไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และจะเป็นการพ่ายแพ้ที่น่าอัปยศอดสูสำหรับศักดิ์ศรีของประชาชนไทย ซึ่งเสียมาแล้ว 10 ปี และประเทศชาติย่อยยับมาแล้ว 10 ปี


ดิฉันขอวิงวอนต่อพรรคการเมือง ถ้าท่านเห็นด้วยกับการเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการหาเสียง (เพื่อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองเอง) ท่านจะต้องพูดเรื่องออกเสียงประชามติด้วย ไม่ใช่พูดแต่เฉพาะบัตรสีชมพู บัตรสีเขียว ต้องพูดถึงบัตรสีเหลืองด้วย เรียกร้องให้ประชาชนไปกาเห็นชอบ ท่านอาจจะแพ้ก็ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ถ้าท่านจริงใจกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านจะแพ้ไปตลอด เพราะเขาจะใช้ทุกอย่างเพื่อมาบังคับให้ไม่เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ขอเรียกร้องต่อพรรคการเมือง นี่เป็นการต่อสู้ “ชนชั้นใดเขียนกฎหมายแล้วไซร้ ก็ต้องเป็นไปเพื่อชนชั้นนั้น” ความจริงนี่เป็นคำพูดของคุณศรี อินทปันตี ชนชั้นใดเขียนรัฐธรรมนูญ มันก็ต้องเป็นไปเพื่อชนชั้นนั้น


ดังนั้น ท่านต้องเลือกว่าท่านจะเอารัฐธรรมนูญของทหารเก่า ของอำนาจจารีต หรือจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่อำนาจเป็นของประชาชน เอาให้ชัด! ถ้าครั้งนี้แพ้ จบเลย เราไม่รู้ว่าประชาชนจะสู้ได้เมื่อไหร่ เพราะกติกาทุกอย่าง รัฐธรรมนูญคือกติกาใหญ่ ขนาดกฎหมายบางมาตรายังพากันไม่ยอมให้แก้ กลัวมาก รัฐธรรมนูญคือกติกาใหญ่ในการปกครองว่าอำนาจแท้จริงเป็นของใคร แต่รัฐธรรมนูญที่มาจากการทำรัฐประหาร มันก็ต้องการรักษาอำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจจริง ฉะนั้นดิฉันขอพรรคการเมืองให้โฆษณา “เห็นชอบ” บัตรสีเหลืองด้วย ต่อให้ท่านแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่พรรคของท่านมีอนาคต เพราะว่ามีพรรคจอมปลอมจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่าประชาชนอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ว่าไม่ได้มีความจริงใจ ข้อแม้เยอะเหลือเกิน ไม่แก้หมวดนั้นหมวดนี้


ดิฉันก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญที่มีมาและมีการเปลี่ยนแปลงและมีการฉีก กระทั่งทหารฉีกเอง มันแก้ใหม่ทั้งฉบับเลยนะ ปี 2560 ถามว่าหมวด 1 ถึง หมวด 3 มีแก้มั้ย? มีแก้ทั้งก่อนและหลังประชามติด้วย จะบอกให้!!! เพราะฉะนั้นคำว่ารัฐธรรมนูญใหม่จริง ๆ มันไม่ควรจะมีข้อกำหนดว่าไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 หมวด 3 ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทุกครั้ง เขาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทหารมันก็เขียนทั้งฉบับ ปี 2550 เขาก็ทำเอง พอเวลาทำเขียนรัฐธรรมนูญ 2560 มันก็ฉีกหมด เพราะว่าเขาเถียงกันกระทั่งอย่างที่บอกว่า อำนาจเป็นของประชาชน หรืออำนาจมาจากประชาชน ดิฉันยังจำได้เลยรัฐธรรมนูญ 2540 คุณอานันท์ ปันยารชุน ถามพวกเราในกลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตย ว่าจะให้เขียนยังไง? อำนาจมาจากประชาชน หรือเป็นของประชาชน แล้วพวกเราบอกไปว่า เป็นของประชาชน แต่เขาก็ยังพยายามไปต่อข้างหลังได้ แสดงให้เห็นว่ามันมีการแก้ทั้งฉบับ แก้เพื่อแสดงว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญจอมปลอมของชนชั้นนำจารีต แต่เป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยจริง แม้จะถูกบังคับไม่ให้ สสร. มาเขียนเอง


ดังนั้น ถ้าท่านต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กา “เห็นชอบ” แต่ถ้าท่านต้องการรัฐธรรมนูญจอมปลอม ในทัศนะดิฉันนะ แสดงว่าท่านได้ประโยชน์จากกติกาของคณะรัฐประหารและชนชั้นนำที่เหยียบหัวประชาชนอยู่ ท่านอาจกาไม่เห็นชอบ แต่ดิฉันจะกา “เห็นชอบ” ค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569 #เห็นชอบ #8กุมภากาเห็นชอบ

 

คนไทยทั่วเยอรมันพบ “พิธา–กุลธิดา” แสดงพลังความตื่นตัว ลงประชามติและเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร


คนไทยทั่วเยอรมันพบ “พิธา–กุลธิดา” แสดงพลังความตื่นตัว ลงประชามติและเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร


วันที่ 18 มกราคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เดินทางถึงกรุงเบอร์ลินตามคำเชิญของพี่น้องชาวไทยในเยอรมนี เพื่อพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนไทยที่พำนักอยู่ในเมืองต่าง ๆ อาทิ มิวนิก ฮัมบูร์ก เบรเมน แฟรงก์เฟิร์ต และ พัสเซา


พิธาชื่นชมความตื่นตัวทางประชาธิปไตยของชาวไทยในเยอรมนี ที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งและประชามติเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5,000 คน เป็นกว่า 8,000 คน คิดเป็นอัตราการเติบโต มากกว่า 60% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยในต่างประเทศทั่วโลก สะท้อนพลังของคนไทยไกลบ้านที่ยังคงห่วงใยและมีส่วนร่วมกับอนาคตของประเทศ


ในวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชาวไทยในเยอรมนีได้ร่วมพูดคุยถึงคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของรัฐ รวมถึงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีที่แตกต่างจากประเทศไทย โดยมีการแลกเปลี่ยนอย่างรอบด้านถึงทั้งข้อดีและข้อจำกัดของระบบภาษีสูง-สวัสดิการสูง ซึ่งแม้จะช่วยให้รัฐสามารถลงทุนในบริการสาธารณะและความมั่นคงทางสังคมได้อย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายด้านภาระภาษี ค่าครองชีพ และแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและแรงงานเช่นกัน


ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ การลงทุนด้านการพัฒนาทักษะ (Upskill และ Reskill) ซึ่งเยอรมนีให้ความสำคัญในระดับแนวหน้าของโลก เพื่อรองรับแรงงานวัยกลางคนที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้แรงงานสามารถปรับตัวได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง


พิธากล่าวว่า ไม่มีประเทศใดเหมือนกันทั้งหมด และไม่อาจนำรูปแบบของประเทศหนึ่งไปปรับใช้กับอีกประเทศหนึ่งได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากเยอรมนีสะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบระบบภาษีและสวัสดิการที่เหมาะสมสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการลงทุนกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตั้งแต่การศึกษา สุขภาพ ไปจนถึงความมั่นคงของแรงงาน ซึ่งเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยสามารถนำมาพิจารณาและปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน

ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 


ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่


จัดโดย มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) 

ณ อนุสารณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว

วันที่ 18 มกราคม 2569


กราบสวัสดี ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์, ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อ.ธิดา, คุณหมอเหวง, ตัวแทนของพรรคการเมือง, พ่อแม่พี่น้องที่รักประชาธิปไตยทุกท่านนะคะ ดิฉันเอง ครูประทีม อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ตรงนี้เมื่อมี 2535 ขณะที่ดิฉันกำลังตั้งครรภ์อยู่ ได้มาเรียกร้องให้มีประชาธิปไตย จนกระทั่งคลอดลูกในปี 2535 เราก็ได้ต่อสู้มายาวนานหลายสิบปี เรามีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ


รัฐธรรมนูญฉบับที่เลวร้ายที่สุดก็คือฉบับปี 2560 ทำไมเราถึงต้องมารณรงค์ให้มีการแก้ไข ที่มาเราก็คงจะทราบนะว่ามันมาจากอำนาจปืน รถถัง แล้วก็ความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติ สิ่งที่เราสูญเสียไป คือในรัฐธรรมนูญ 2540 สิทธิของประชาชน เมื่อเราเห็นว่าผู้บริหารระดับสูงทำอะไรไม่ถูกต้อง เราสามารถจะเข้าชื่อกันถอดถอนออกมาได้ เราต้องรวมกันถึง 5 หมื่นชื่อ พอถึงรัฐธรรมนูญ 2550 การถอดถอนผู้มีอำนาจ เราต้องรวมกัน 2 หมื่นชื่อ อำนาจของประชาชนนั้นมีอยู่ แต่เราถูกดึงไป เราถูกลิดรอนไป เพราะในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีเลย ไม่มีสิทธิของประชาชน อำนาจของประชาชนไปหมดเลย


เรามีเหลือแต่ช่วงที่จะเลือกตั้งเท่านั้นที่เราจะเลือกคนที่เราคิดว่าใช่ จะไปเป็นตัวแทนของเรา เป็นปากเป็นเสียงของเรา เลือกพรรคที่กล้าออกมาต่อสู้กับอำนาจเผด็จการและความไม่ยุติธรรม ดังนั้น เราจึงได้ออกมาวันนี้เพื่อมากา “เห็นชอบ” กับการที่เราจะได้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีอำนาจของประชาชนที่ถูกแย่งไป เอากลับคืนมา พวกเราเองถึงแม้ว่าจะอยู่ตรงนี้ ยังเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ดิฉันเชื่อว่า สื่อเองก็ดี แล้วก็ต้องของขอบคุณกลุ่มกิจกรรมหลากหลายกิจกรรมวันนี้ รวมทั้งมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย, คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นองค์กรที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนมาอย่างยาวนาน ให้ปรากฏว่ายังมีประชาชนที่ไม่ยอมถูกลิดรอน ประชาชนที่มีความกล้าหาญ ไม่ยอมให้ใครอยู่ ๆ มาแย่งชิงอำนาจของประชาชนไป


วันนี้ยังมีคนรุ่นใหม่อย่าง iLaw คุณเป่าและทีมงาน ก็ยังมีอีกหลายท่าน เรายังมีพรรคการเมืองอย่างน้อย ๆ ก็ 2 พรรค (พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชน) ที่ยังยืนหยัดการต่อสู้เพื่อให้ประชาธิปไตยกลับมาสู่ปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้น ดิฉัน ในนามของคนยากคนจน ในนามของผู้ที่มีจิตสำนึกว่า การที่ประเทศชาติต้องลำบากยากจนมันมีผลมาจากการที่เราถูกลิดรอนอำนาจ รัฐธรรมนูญเราถูกเอาไปใช้ มีอย่างที่ไหน สว. บางจังหวัดไม่มีเลยสักคนหนึ่ง แต่บางจังหวัด (บุรีรัมย์) มี 14 คน เพราะฉะนั้น พวกเรามาทำหน้าที่ในการทวงคืนอำนาจของประชาชนนะคะ ดิฉันก็จะโหวต กา “เห็นชอบ” การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขอให้พวกเราช่วยกันส่งสารต่อ ๆ ไป ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง ๆ มีจิตใจที่เข้มแข็งต่อสู้ต่อไป ขอบคุณค่ะ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569 #เห็นชอบ #8กุมภากาเห็นชอบ


ศาสตร์จารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 


ศาสตร์จารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่


จัดโดย มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) 

ณ อนุสารณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว

วันที่ 18 มกราคม 2569


สวัสดีครับท่านสุภาพชน ผมก็ต้องถือว่าเป็นเกียรติอย่างมาก ๆ นะครับที่ได้มาอยู่ที่นี่กับพวกท่านทั้งหลาย ผมคงไม่มีอะไรจะพูดมาก เพียงแต่ว่าขอมายืนยันว่าวันที่ 8 กุมภานั้น กาเห็นชอบครับ เพื่อที่เราจะได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย ที่เป็นของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน


ดั้งนั้น ด้วยสปิริตของคนที่ติดตามเรื่องประชาธิปไตยไทยมาเป็นเวลายาวนานมาก ๆ ผมสอนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ประมาณตั้งแต่ก่อน 14 ตุลาคม 2516 จนกระทั่งเกษียณอายุเมื่ออายุ 60 ปี ปีนี้ขอบอกว่าอายุ 85 แล้วครับ แต่วันที่ 8 กุมภา ไปกาแน่ ๆ กาพรรคที่ตัวเองชอบ ทั้งบัญชีรายชื่อและสส.ทั่วไป แล้วก็กาเห็นชอบ


จึงขอชวนเชิญมิตรสหายคนอายุก่อน Baby boomer หรือ Baby boomer ที่นั่งอยู่แถวนี้ หรือคน Gen X, Y, Z อะไรต่อมิอะไรก็ตาม ไปออกเสียงทั้งเลือกตั้งและเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569 #เห็นชอบ #8กุมภากาเห็นชอบ