วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

"เท้ง ณัฐพงศ์" ลุยหาเสียงย่านอโศก - ห้วยขวาง ชาวออฟฟิศ-นักศึกษา แห่ขอเซลฟี่ อ้อนพี่น้องหนุน "พรรคประชาชน" เปลี่ยนประเทศ

 


"เท้ง ณัฐพงศ์" ลุยหาเสียงย่านอโศก - ห้วยขวาง ชาวออฟฟิศ-นักศึกษา แห่ขอเซลฟี่ อ้อนพี่น้องหนุน "พรรคประชาชน" เปลี่ยนประเทศ


เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ตลาดรวมทรัพย์ อโศกมนตรี กทม. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคปชน. พร้อมด้วย นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. เขตคลองเตย–วัฒนา ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ณ ตลาดร่วมไทยทรัพย์ เขตวัฒนา (เขตเลือกตั้งที่ 5) ลงพื้นที่หาเสียงบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทันทีที่เดินทางมาถึงมีประชาชนชาวออฟฟิศ และนักศึกษาแห่เข้ามาให้กำลังใจจำนวนมากพร้อมขอเซลฟี่ถ่ายรูปตลอดทาง


จากนั้นนายณัฐพงษ์ได้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปที่สถานีสุทธิสาร ช่วยนายปิติกรณ์ บรรณเภสัช ผู้สมัครกทม. เขต 6 หาเสียงที่ตลาดนัดเมืองไทยภัทร มีพนักงานบริษัทรวมถึงพ่อค้าแม่ค้าในตลาดที่ต่างเข้ามาขอถ่ายรูปส่งกำลังใจ กล่าวด้วยความดีใจที่มาถึงที่ และบอกกับหัวหน้าเท้ง ว่า “เลือกแน่นอน เลือกทั้งบ้าน”... 


นายณัฐพงษ์ เน้นย้ำเป้าหมายสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงจากหน้างานจริง เพื่อนำไปผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนได้ตรงจุด เราขอแรงสนับสนุนจากชาววัฒนาทุกคน เพื่อมาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและขับเคลื่อนอนาคตของประเทศให้ดียิ่งขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน




















พรรคประชาชนสู้กลับ! แฉเบื้องหลังมติปลด "หมอสุภัทร" พบพิรุธ อ.ก.พ. เมินคำสั่งกลั่นกรองที่ให้สอบข้อเท็จจริงเพิ่มก่อนลงโทษวินัยร้ายแรง "ชัยธวัช" ลั่นต้องรักษาธรรมาภิบาลราชการ ไม่ใช่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งทางการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 ยันสถานะผู้สมัครยังปึก เตรียมฟ้องกลับพวกใช้อำนาจมิชอบ

 


พรรคประชาชนสู้กลับ! แฉเบื้องหลังมติปลด "หมอสุภัทร" พบพิรุธ อ.ก.พ. เมินคำสั่งกลั่นกรองที่ให้สอบข้อเท็จจริงเพิ่มก่อนลงโทษวินัยร้ายแรง "ชัยธวัช" ลั่นต้องรักษาธรรมาภิบาลราชการ ไม่ใช่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งทางการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 ยันสถานะผู้สมัครยังปึก เตรียมฟ้องกลับพวกใช้อำนาจมิชอบ


วันที่ 28 ม.ค.2569 นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน แถลงถึงกรณีการออกคําสำงลงโทษทางวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน ซึ่งกระทบต่อการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในขณะนี้ว่า พรรคประชาชน ยืนยันอีกครั้งว่า นพ.สุภัทร ยังมีสถานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ เพราะขณะนี้ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขสาธารณสุข ยังไม่มีการลงนามในคําสำงปลด นพ.สุภัทร ตามมติของ อ.ก พ. และต่อให้มีการลงนามแล้ว นพ.สุภัทร ก็ยังคงสถานะผู้สมัครอยู่ ตราบเท่าที่ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งให้พ้นจากสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าว ส่วนกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงถึงการมีมติของ อ.ก.พ. ปลด นพ.สุภัทร ออกจากราชการนั้น เป็นไปตามกระบวนการที่ชอบแล้วทุกประการ เป็นการทำงานตามกระบวนการที่ต้องพิจารณาโดยเร็ว หลังจากคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาแล้วเสร็จ แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการกลั่นกรองมีข้อเสนออะไรต่อ อ.ก.พ. พรรคประชาชนเห็นว่า การแถลงดังกล่าวเป็นการแถลงข้อเท็จจริงโดยที่มีนัยสําคัญไม่ครบถ้วน เพราะเราทราบถึงข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรองต่อ อ.ก.พ.ว่าข้อเท็จจริงที่ได้มีการสอบสวน ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ที่จะพิจารณาความผิดวินัยร้ายแรงต่อไป ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่


อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า คณะกรรมการกลั่นกรองจึงเห็นควรให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้ 1. การดำเนินการจัดซื้อ ATK อันมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อ ทางราชการได้รับความเสียหายร้ายแรงอย่างไร และบริษัทผู้ขายได้ประโยชน์จากทางราชการอย่างไร 2. จากการสอบสวน ไม่พบข้อเท็จจริงว่า มีการเทียบเคียงข้อมูลการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นหรือไม่ รวมถึงข้อมูลของบริษัทผู้ขาย ATK ว่าได้จําหน่ายให้กับหน่วยงานใดบ้างหรือไม่ แต่ปรากฏว่า อ.ก.พ.เสียงส่วนใหญ่ กลับไม่ได้สนใจพิจารณาให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งที่ที่เป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาลงโทษวินัยร้ายแรงต่อ นพ.สุภัทร


พรรคประชาชนเห็นว่า หากกระทรวงสาธารณสุข ลงนามปลด นพ.สุภัทร โดยไม่ชอบธรรม พรรคจะดำเนินการทางกฎหมายทุกช่องทาง ในการปกป้องสิทธิของประชาชน จังหวัดสงขลาเขต 2 ในการเลือกผู้แทนราษฎรที่ตนเองต้องการ รวมถึงปกป้องหลักธรรมาภิบาลในระบบราชการ และพรรคประชาชนจะดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างถึงที่สุด”นายชัยธวัช กล่าว


เมื่อถามถึงกรณีนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส.เชียงราย เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ที่มีการอ้างว่า ตัวเลขการจัดซื้อ ATK สูงกว่าราคาในท้องตลาด ชัยธวัช กล่าวในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคว่า ตนเองไม่อยากเสียเวลาโต้แย้ง เสียใจกับคุณหมอท่านนี้ เพราะเมื่อนึกถึงคุณหมอท่านนี้ทีไร ก็รู้สึกเสียใจทุกครั้งที่เคยไปช่วยหาเสียงที่จังหวัดเชียงราย เขต 1 ซึ่งบุคคลท่านนี้ทรยศต่อพี่น้องประชาชน


นายชัยธวัช กล่าวถึงเรื่อง ATK ว่า จริงๆ แล้ว ข้อมูลมีเยอะ สามารถไปค้นได้ การซื้อแต่ละครั้ง เป็นอย่างไร ATK แต่ละเกรด เป็นอย่างไร ขอเตือนว่า ให้ระวังหากพูดเรื่องนี้เยอะ เพราะก่อนหน้านี้ ในช่วงนั้นก็มีการตั้งข้อสงสัย ข้อสังเกตกับการสั่งซื้อ ATK บริษัทเล่อปู๋ (Lepu) จากประเทศจีน ที่ผิดสังเกต ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น แต่ก็ไม่เป็นไร เรื่องนี้ตนเองยินดี และคิดว่าประชาชนก็สนใจกับการซื้อ ATK และวัคซีนในขณะนั้นด้วย


นายชัยธวัช เชื่อว่า นพ.สุภัทร ชี้แจงได้ แต่ประเด็นสำคัญ คือข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่ควรให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน ว่าการกระทำของ นพ.สุภัทร มีการทุจริตจริงหรือไม่ และทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงหรือไม่ นอกจากแค่เรื่องผิดระเบียบ เพราะถ้าจะลงโทษวินัยร้ายแรง ก็ต้องมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นเหมาะสมเพียงพอ


กระทรวงสาธารณสุข คงถูกกระแสสังกดดัน และตั้งคําถามกับเรื่องนี้มาก จนต้องรีบเอามาชี้แจง จึงขอฝากคําถามไปยังปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ว่าทําไมจึงไม่พิจารณาข้อเสนอ เพราะตามระเบียบ ปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ สามารถทบทวนมติได้ และให้ไปดำเนินการเพิ่มเติมได้ และขอให้ดูตามไทม์ไลน์” นายชัยธวัช กล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน

“เผ่าภูมิ” ลงพื้นที่ขอเสียงชาวปทุม ชู “ล้างหนี้-ประกันกำไรเกษตร 30%-เศรษฐีเงินล้าน-คนไทยไร้จน-หวยเกษียณ”

 


เผ่าภูมิ” ลงพื้นที่ขอเสียงชาวปทุม ชู “ล้างหนี้-ประกันกำไรเกษตร 30%-เศรษฐีเงินล้าน-คนไทยไร้จน-หวยเกษียณ”


วันที่ 28 มกราคม 2569 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ร่วมช่วยหาเสียงและขอคะแนนเสียงให้กับ นายยงยุทธ มั่นบุปผชาติ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปทุมธานี เขต 8 ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง โดยมีประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น


นายเผ่าภูมิ ได้ปราศรัยถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทย เช่น


นโยบายล้างหนี้ ซึ่งประกอบด้วย นโยบายล้างหนี้ประชาชน ล้างหนี้วัยเกษียณ พักหนี้เกษตรกรต้นและดอก 3 ปี ล้างหนี้นอกระบบ และผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ทั้งหมดนี้จะเข้าไปช่วยแก้หนี้ให้พี่น้องคนไทยทั้งระบบ


ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% - ภาครัฐจะใช้ข้อมูลต้นทุนการผลิตสินค้าการเกษตรเป็นตัวตั้ง แล้วบวกกำไรขึ้นไป 30% จากนั้นหากพี่น้องเกษตรกรขายได้น้อยกว่านี้ ภาครัฐจะเข้าสนับสนุนในส่วนที่ขาดให้เต็ม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทย


คนไทยไร้จน – พี่น้องประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (3,000 บาท/เดือน หรือ 36,000 บาท/ปี) ภาครัฐจะเต็มเงินส่วนที่ขาดให้เต็ม เพื่อให้คนไทยพ้นจากเส้นความยากจน มีหลักประกันด้านรายได้ให้กับพี่น้องคนไทย


เศรษฐเงินล้าน – การสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากการใช้แรงจูงใจในการลุ้นเงินล้าน ช่วยขยายฐานภาษีซึ่งกลับเป็นรายได้รัฐในอนาคต ส่วนพี่น้องประชาชนก็ได้ลุ้นเงินล้านทุกวันจากการจับจ่ายใช้สอย โดยจะจับรางวัลจากบิลที่ซื้อสินค้า และยังเป็นการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนทั้งระบบอีกด้วย


หวยเกษียณ – “ซื้อหวย-เงินไม่หาย-กลายเป็นเงินออม” สร้างหลักประกันเงินออมยอมเกษียณจากการใช้แรงจูงใจในการลุ้นโชค ทำให้พี่น้องประชาชนได้ลุ้น พร้อมกับได้ออมในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการยกย่องจากธนาคารโลก


บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างอบอุ่น พี่น้องประชาชนแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างคึกคัก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #ปทุมธานี #เขต8 #เลือกตั้ง2569







ไอลอว์-เครือข่ายปชช. ยื่น กกต. ทบทวนคำสั่งลบคลิปรณรงค์ “เห็นชอบ” ประชามติ ชี้ไม่มีอำนาส่อเลือกปฏิบัติ

 


ไอลอว์-เครือข่ายปชช. ยื่น กกต. ทบทวนคำสั่งลบคลิปรณรงค์ “เห็นชอบ” ประชามติ ชี้ไม่มีอำนาส่อเลือกปฏิบัติ


วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 11:00 น. โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ทบทวนคำสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ภาพ ข้อความ และวิดีโอในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ


ทั้งนี้ ก่อนการยื่นหนังสือ ได้มีการอ่านแถลงการณ์ โดยยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ธนวรรธน์ สุวรรณปาล กลุ่มครูขอสอน และเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา


แถลงการณ์ดังกล่าว มีใจความว่า ตามที่กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ กรณีมีคำสั่งให้ลบคลิปจากเพจเฟซบุ๊ก “แม่แนน น้องสมาร์ท” จำนวน 3 คลิป โดยอ้างว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวมีการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติไม่ถูกต้อง รวมทั้งอ้างว่าอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (พ.ร.บ. ประชามติฯ) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ) นั้น


ไอลอว์เห็นว่า การใช้อำนาจของกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวนั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยไม่มีกฎหมายรองรับ รวมทั้งอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทบทวนคำสั่งลบคลิปดังกล่าวและปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติอย่างเคร่งครัด โดยเหตุผล ดังต่อไปนี้


พ.ร.บ.ประชามติฯ มิได้ให้อำนาจกกต. ในการสั่งให้ผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอตามเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบคลิป โดยมาตรา 16 วรรคสามของพ.ร.บ. ประชามติได้ให้อำนาจ กกต. สั่งการต่อผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจสั่งการส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์ (Social Media) หรือระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ดังนั้น หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยศูนย์บริหารการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) เห็นว่าคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ดังกล่าวนั้นมีข้อความหรือถ้อยคำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะต้องไปดำเนินการในทางอาญา เช่น ดำเนินการฟ้องร้องหรือแจ้งความ มิใช่ออกคำสั่งให้ลบคลิปวิดีโอดังกล่าว


นอกจากนี้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ให้อำนาจเฉพาะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในการดำเนินการลบข้อมูลที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวจะต้องมีการปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 20 กล่าวคือ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องแสดงพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งว่าเนื้อหาใดเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 14 และมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่หรือมีคำสั่งให้ลบข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์


ดังนั้น หากกกต. เห็นว่า การเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็จะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน หรือมีบุคคลอื่นซึ่งได้ถูกพาดพิงในคลิปดังกล่าว เห็นว่า การเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง บุคคลนั้นก็ย่อมสามารถใช้สิทธิดำเนินคดีทางอาญาได้เอง มิใช่เหตุผลที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะไปดำเนินการแทนได้แต่อย่างใด


การดำเนินการของ กกต. ในลักษณะที่มีคำสั่งให้ลบคลิปดังกล่าว โดยไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังอาจเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย


คำสั่งลบคลิปนี้ มิได้ระบุหรืออธิบายเหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อความตามคลิปวิดีโอฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้อใด อย่างไร ทั้งนี้ คลิปวิดีโอดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นและให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญและพ.ร.บ. ประชามติฯ มาตรา 17 รับรองไว้ แม้คลิปดังกล่าวจะมีถ้อยคำที่ไม่เป็นทางการ และใช้วาทศิลป์ในการล้อเลียนหรือสรุปใจความสำคัญตามความเข้าใจของผู้จัดทำคลิปที่เกี่ยวกับประชามติ รวมทั้งมีการกล่าวพาดพิงถึงบทบาทของสำนักงาน กกต. บ้าง แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานขององค์กรอิสระภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ได้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติแต่อย่างใด


หากกกต. เห็นว่าข้อความดังกล่าวมีถ้อยคำที่ขัดต่อกฎหมายหรือเป็นความผิดอาญาตามกฎหมาย เช่น มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะผู้ควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เสรี เสมอภาค และชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมมีหน้าที่ที่จะอธิบายต่อประชาชนว่าข้อความดังกล่าวนั้น มีส่วนใดบ้างที่เป็นเท็จ ข้อความดังกล่าวนั้นเป็นเท็จอย่างไร และเนื้อความที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้และความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติก่อนวันออกเสียง มิใช่ใช้อำนาจออกคำสั่งลบคลิปโดยไม่มีคำอธิบายหรือเหตุผลรองรับ อันอาจก่อให้เกิดความหวาดกลัวในการรณรงค์และการแสดงความคิดเห็น และส่งผลต่อความเป็นธรรมในการออกเสียงประชามติได้


ในปัจจุบัน ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ข้อความที่กล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติให้นักการเมืองที่ทุจริตมีโทษจำคุกหรือโทษประหารชีวิต บัญญัติให้ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบนั้นไม่มีอายุความ หรือบัญญัติให้นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองห้ามใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การโดยสารด้วยบัตรโดยสารชั้นหนึ่ง (First-Class) อีกทั้งยังปรากฏว่ามีนักการเมืองและบุคคลสาธารณะอีกหลายท่านที่อาศัยข้อมูลเท็จต่าง ๆ ในการหาเสียงเลือกตั้ง การรณรงค์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อวิทยุโทรทัศน์จำนวนมาก เช่น การกล่าวว่าการออกเสียงเห็นชอบในประชามติจะเป็นเสมือนการ “ตีเช็คเปล่า” ให้นักการเมืองสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างใด ๆ ก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงอย่างชัดแจ้ง


จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการอย่างใด ๆ กับการเผยแพร่และการแสดงความคิดเห็นโดยอาศัยข้อมูลอันเป็นเท็จเหล่านี้ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเลือกที่จะดำเนินการในคลิปวิดีโอดังกล่าวเพียงรายเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคลิปที่มีการพาดพิงถึงเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเฉพาะ จึงเป็นที่น่ากังวลว่า อาจเป็นการดำเนินการครั้งนี้ อาจส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในการสื่อสารให้ข้อมูลเรื่องประชามติรัฐธรรมนูญ และยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยและกังขาว่า การใช้อำนาจครั้งนี้ เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนบุคคล หรือเป็นการปกป้องชื่อเสียงของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้นหรือไม่


ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์กล่าวว่า ตนเป็นกลุ่มคนที่รณรงค์เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยติดตามการทำงานของกกต. ว่าสิ่งใดผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย โดยเห็นว่า กกต. สั่งลบคลิป ซึ่งมีข้อสังเกตทางกฎหมายว่า ข้อความดังกล่าวไม่มีข้อความเท็จ ไม่ได้ผิดกฎหมาย และกกต. ไม่มีอำนาจสั่งลบคลิปเอง โดยมาตรา 77 พ.ร.บ. ประชามติฯ ไม่ได้ให้อำนาจกกต.ในการสั่งลบ ขั้นตอนการลบจะต้องเป็นไปตามมาตรา 20 พ.ร.บ. คอมฯ และในกรณีที่กกต.สั่งลบโดยติดต่อกับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มโดยตรงก็ถือเป็นการกระทำนอกกฎหมาย


เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า หากกกต. จริงจังกับการจัดการข้อมูลที่ผิดพลาดจริงๆ สื่อมวลชนเองก็เห็นว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลจากฝ่ายที่ไม่เห็นชอบหลากหลายรูปแบบ เช่น โทษประหารชีวิตและอายุความของคดีทุจริต แต่ กกต. ก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด กระทั่งเอกสารเผยแพร่ของ กกต. ที่ระบุข้อเสียว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อความขัดแย้งได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่เมื่อพิจารณามติของรัฐสภา กลับพบว่าร่างแก้ไขรัฐธรรรมนูญผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาถึง 2 ฉบับ คือ ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย โดยไม่ได้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใด ทางที่ดี กกต. ควรจะเข้าไปร่วมชี้แจงในช่องทางที่เข้าถึงได้สะดวกด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจต่อประชาชนมากขึ้น


จากนั้น ตัวแทนไอลอว์และเครือข่ายได้เข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์บริหารการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแจ้งเรื่องต่อ กกต. ต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569 #กกต
















“จุลพันธ์” หัวหน้าเพื่อไทยลงพื้นที่คลองสามวา ช่วย “จิรายุ” หาเสียงชูนโยบายรถบดอัดฟางให้เกษตรกรรมชานกรุง แทนการเผาลด PM2.5 เพื่ออากาศสะอาดของคนคลองสามวาและ กทม.

 


“จุลพันธ์” หัวหน้าเพื่อไทยลงพื้นที่คลองสามวา ช่วย “จิรายุ” หาเสียงชูนโยบายรถบดอัดฟางให้เกษตรกรรมชานกรุง แทนการเผาลด PM2.5 เพื่ออากาศสะอาดของคนคลองสามวาและ กทม.


วันที่ 28 มกราคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เขตคลองสามวา กทม. เขตเลือกตั้งของนาย จิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย เขต 16 คลองสามวา หมายเลข 7 โดยนายจุลพันธ์ พร้อมด้วยผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคและนายจิรายุ ได้พบปะพี่น้องประชาชน ที่บริเวณตลาดหทัยมิตร ถนนหทัยราษฎร์ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยผู้มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดดังกล่าว เข้ามาถ่ายรูปและเชียร์ให้นาย จิรายุ ห่วงทรัพย์ ซึ่งเป็นลูกหลานในพื้นที่เขตคลองสามวา ให้กลับมาเป็นสส.ของเขตคลองสามวาอีกครั้ง


จากนั้นเวลาประมาณ 08.30 น. เดินทางต่อมาที่บริเวณ ทุ่งนาถนนเลียบคลองสอง คลองสามวา เพื่อชมการสาธิต “รถบดอัดฟาง” ซึ่งเป็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อยู่อาศัยในเขตคลองสามวา ซึ่งผู้ทำเกษตรกรรมในชานเมืองกรุงเทพมหานคร เห็นว่าการบดอัดฟางแทนการเผา ทำให้ช่วยลดมลพิษในพื้นที่เขต กทม.ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ซึ่งที่ผ่านมานายจิรายุในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมเขตคลองสามวาและรองประธานสภาวัฒนธรรม กทม. และ นางสาวนฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภากรุงเทพฯ  สก.เขตคลองสามวา ได้สนับสนุนให้ประชาชนที่ทำเกษตรกรรมในโซนที่ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทราและปทุมธานี ให้ลดการเผาฟางหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ได้นำรถบดอัดฟางมาใช้ ทำให้มลพิษของเขตคลองสามวาลดน้อยลง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน


นายจิรายุ ผู้สมัครหมายเลข 7 เขตคลองสามวา กทม. กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาอื่นๆเชิงโครงสร้างนั้น คลองสามวาเป็นเขตที่มีประชากรมากที่สุดของ กรุงเทพฯ จาก 50 เขต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประสานนโยบายระดับท้องถิ่นกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการจราจร เช่นการ เพิ่มถนนสายใหญ่สายใหม่,ส่วนต่อขยายทางด่วน รามอินทรา-อาจณรงค์ การจัดทำสะพานข้ามแยกบนถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้เป็นไปตามข้อเสนอของนาย จิรายุ ห่วงทรัพย์ เมื่อปี 2565 และการเสนอส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีสีชมพูบนถนนนิมิตใหม่ไปเชื่อมกับสายสีเขียวที่ลำลูกกา เพื่อการคมนาคมที่ดียิ่งขึ้น และรองรับประชากรที่เข้ามาอยู่ในเขตคลองสามวามากเป็นอันอับ 1 ของกทม. นายจิรายุ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #คลองสามวา #กทมเขต16