วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ สรุปงบฯ 70 ไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นอนาคตประเทศ ไร้วิสัยทัศน์ ชี้จัดผิดที่ผิดทาง ไม่ลงทุนอนาคต ไม่ช่วยไทย แต่ช่วยค้ำรัฐบาลสีน้ำเงิน

 


‘ณัฐพงษ์’ สรุปงบฯ 70 ไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นอนาคตประเทศ ไร้วิสัยทัศน์ ชี้จัดผิดที่ผิดทาง ไม่ลงทุนอนาคต ไม่ช่วยไทย แต่ช่วยค้ำรัฐบาลสีน้ำเงิน


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยในช่วงสุดท้ายก่อนการลงมติในวาระที่หนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงภาพรวมของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา


โดยณัฐพงษ์ระบุว่า อยากชวนให้ทุกคนทบทวนและถามตัวเองดู ว่า 3 วันที่ผ่านมาที่สภาได้พิจารณางบประมาณร่วมกัน ทุกคนรู้สึกอย่างไร และมองเห็นภาพอะไรบ้าง การตอบชี้แจงของ ครม. ทำให้รู้สึกว่ามีความหวัง ชีวิตมีความมั่นคง ประเทศนี้มีอนาคตหรือไม่ ฉายภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจนหรือไม่ว่าภายในปีหน้าหรือ 4 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ ทิศทางหรือทางออกของประเทศเป็นอย่างไร ณัฐพงษ์ตอบในส่วนของตนเองว่า ยังไม่รู้สึกและเห็นภาพเช่นนั้น จึงทำให้ต้องตั้งคำถามว่างบประมาณฉบับนี้จัดมาเพื่อใคร มีผลประโยชน์บางอย่างที่ซับซ้อนอยู่กับกลุ่มบุคคลที่กำลังเป็นเสาค้ำจุนให้กับรัฐบาลอยู่หรือไม่


ขณะนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้รัฐต่อ GDP ที่ต่ำมาก อยู่ที่ราว 14-15% ต่อ GDP รัฐบาลยังไม่สามารถฉายภาพให้เห็นได้เลยว่าอะไรคือทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลบอกว่ามีความตั้งใจในการลงมือผ่าตัดเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณปีนี้เป็นปีแรก แต่ก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่กลัวคือรัฐบาลกำลังจะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ โดยที่ภาพปลายทางไม่ตรงกัน เช่น ในเรื่องของงบประมาณการกระจายอำนาจ แม้จะตัดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดออกไป 22,000 ล้านบาท แต่กลับไปลงถึงท้องถิ่นเพียงแค่ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลยังบอกว่าเลือกที่จะกู้ชดเชยการขาดดุลไม่เต็มกรอบ แต่นั่นก็เป็นเพราะตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะฯ มาตรา 21 กรอบการกู้ชดเชยการขาดดุลเท่ากับ 20% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี บวกกับ 80% ของส่วนที่ใช้คืนต้นเงินกู้ แต่คำถามคือแล้วรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เฉพาะในส่วน 200,000 ล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทำไม ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและส่งผลถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย


รัฐบาลเพิ่งออกมาระบุว่ามีแผนที่จะใช้เงิน 200,000 ล้านบาทในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไปกับการอุดหนุนให้เกิดการใช้รถ EV ทั้งที่เงินอุดหนุนนี้บรรจุอยู่ในเล่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ แต่ทำไมถึงไม่ทำ คำตอบไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่เพราะกฎหมายวินัยการเงินการคลังบังคับให้รัฐบาลทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้ารัฐบาลจะกู้ ต้องกู้มาเพื่อใช้กับรายจ่ายลงทุน รัฐบาลไม่สามารถกู้มาเพื่อเอาใช้กับรายจ่ายประจำได้


ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลไม่มีโครงการในหัว โฆษณาไว้ว่าตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปได้จำนวนมาก แต่ก็รวมถึงงบลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท แล้วยังไม่ได้เป็นการตัดงบลงทุนที่ไม่จำเป็นเพื่อเอาไปลงทุนกับสิ่งที่จำเป็นด้วย ก็ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่


นอกจากนี้ที่รัฐบาลบอกว่าปีนี้เริ่มทำ Zero-based Budgeting แล้ว เป็นสิ่งที่ดีและตนเห็นด้วย แต่ถ้าลงไปดูในรายละเอียดงบประมาณปี 2570 เฉพาะในส่วนของแผนยุทธศาสตร์และแผนบูรณาการ กว่า 90% เป็นโครงการจากงบประมาณปี 2569 สิ่งที่เราอยากเห็นคือการที่รัฐบาลลงมือจัดงบประมาณจริงด้วยตัวเอง ให้เห็นโครงการที่รัฐบาลริเริ่มทำเองและตอบโจทย์ของประเทศ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของชาติ รัฐบาลสัญญาแล้วสัญญาอีกว่าเบี้ยเด็กเล็กจะให้ถ้วนหน้า แต่ก็ยังไม่ให้ 


“วันนี้รัฐบาลกำลังจะจัดงบสวัสดิการให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางแบบคนละครึ่ง ‘คนละครึ่ง’ ในที่นี้ไม่ได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขคนละครึ่งกับประชาชน แต่ตัดงบเขาออกไปครึ่งหนึ่ง จากสิทธิที่เขาควรจะได้รับต่อหัวเต็มจำนวน”


จากภาพอนาคตของชาติที่ยังมองไม่เห็น มาสู่ความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ วันนี้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพียงไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด งบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมลดลงจากปี 2569 ถึง 5% กรณีสารพิษในแม่น้ำก็ไม่มีแผนงานและงบประมาณที่ชัดเจน แล้วยังมีปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำที่อาจเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนบางส่วน แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ตั้งงบประมาณด้านนี้ไว้แม้แต่บาทเดียว


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การจัดงบประมาณเช่นนี้ คนที่รู้สึกว่ามีความมั่นคง ได้รับงบประมาณเสมอต้นเสมอปลายมีเพียงแค่คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น องค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง อย่าง ป.ป.ช. ที่ได้รับงบประมาณสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มีฟิตเนสและสระว่ายน้ำระดับโอลิมปิก 747 ล้านบาท


ในด้านความหวังของคนในประเทศนี้ เกษตรกรทุกวันนี้ต้องเจอกับผลผลิตทางการเกษตรนำเข้าที่ล้นทะลักมากดราคาสินค้าเกษตรในประเทศให้ตกต่ำ ต้นทุนก็สูงขึ้น ต้องเจอภัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่งบประมาณในการพาเกษตรกรออกจากวิกฤตเหล่านี้ยังมองไม่เห็น ทั้งที่รัฐบาลควรต้องจัดงบประมาณไปช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤต และรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตไม่ให้ตกต่ำ 


เช่น การลงทุนตรวจวิเคราะห์ดินให้เกษตรกรสามารถเติมปุ๋ยได้ตรงกับค่าดิน พื้นที่ 1 ล้านไร่ลดต้นทุนเกษตรกรได้ 1,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณเพียง 600 ล้านบาท คืนทุนได้ภายในปีแรก หรือการจัดงบประมาณแบบกระจายอำนาจ ไปเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นหาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 1 ล้านไร่ ใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาทในปีแรก แต่จะช่วยลดความเสียหายจากภัยแล้งได้ถึงปีละ 2,700 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี หรือการลงทุนกับการสร้างห้องเย็นและเครื่องจักรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและดูดซับผลผลิตล้นเกิน อาจต้องใช้งบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทในปีนี้ แต่จะช่วยลดความสูญเสียจากผลผลิตที่ล้นเกินได้ถึงปีละ 1,000-2,000 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี แล้วช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุดด้วย


ส่วนของผู้ประกอบการ SME ณัฐพงษ์กล่าวว่า ส่วนมากอยู่ในสภาวะที่ไม่ตายแต่ก็ไม่โต รายได้ที่หามาทั้งหมดต้องใช้ไปกับหนี้และรายจ่ายประจำ ไม่เหลือเงินลงทุนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้า เมื่อดูงบประมาณเอสเอ็มอีในปีนี้ ก็ยังเป็นการจัดแบบ ‘ไม่พอ’ ทั้งที่ปัญหาใหญ่มากแต่จัดงบประมาณกระจายไปในหลายหน่วยงานไว้เพียง 18,000 ล้านบาท ‘ก่อไม่เกิด’ เพราะแทนที่จะจัดสรรอย่างพุ่งเป้า กลับกระจายไปอยู่ใน 44 หน่วยงาน และ ‘เปิดไม่หมด’ เพราะเปิดให้คนมาลงทะเบียนร่วมในโครงการไทยช่วยไทย+ ไม่หมด ยังไม่นับว่ามีเงินในกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ตอนนี้รัฐบาลเอาไปดองอยู่ 5,000 ล้านบาท แต่ก็ยังขอเพิ่มจากสภาไปเติมอยู่ทุกปี


ขณะที่การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ กินสัดส่วนถึง 10% ของจีดีพีประเทศไทย แต่ประเทศไทยก็มีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่สิ่งที่เห็นคืองบประมาณที่ถูกจัดสรรเพื่อส่งเสริมยานยนต์อีวี รวมกันแล้ว 4,000 ล้านบาท อันดับหนึ่งคือเงินอุดหนุนให้ค่ายรถอีวี 3,500 ล้านบาท อีกสองก้อนคือเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนเพื่อพัฒนาคนให้มีทักษะ รวมกันแค่ 400 ล้านบาท หรือ 10% เท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าตัดงบลงทุนไปกว่า 70,000 ล้านบาท กำลังช่วยรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่สิ่งที่ตนเห็นคือการจัดงบประมาณที่ผิดฝาผิดตัว ไม่ตรงจุดอย่างที่ประเทศต้องการ สิ่งที่ควรเป็นคือการจัดสรรงบประมาณที่ถูกตัดออกไป ไปยังหน่วยงานที่ถูกต้องในโครงการที่ถูกต้อง แต่ในงบปี 2570 หน่วยงานที่ได้เพิ่มมา หากไม่นับงบกลาง งบใช้หนี้ เงินกองทุนหมุนเวียน และเงินอุดหนุนกองทุนประกันสังคม สองอันดับแรกที่ได้งบประมาณเพิ่มมาสูงสุดคือกระทรวง DE ที่ได้เพิ่มมาถึง 30% และส่วนราชการในพระองค์ ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 6.8% 


“การจัดสรรงบประมาณเป็นภาระความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง ในขณะที่พื้นที่ทางการคลังของประเทศหดแคบลง ในขณะที่ประเทศเผชิญวิกฤตหลายอย่าง ในขณะที่ประชาชนยังมองไม่เห็นความหวังจากการจัดสรรงบประมาณใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งที่เขาอยากเห็น งบประมาณมันถูกเอาไปจัดสรรเพิ่มในสิ่งที่จำเป็นลงทุนเพื่อสร้างอนาคต รัฐบาลกลับเลือกที่จะเอามาใส่ในกระทรวง DE” 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินในงบประมาณเสมอไป เช่น การลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รัฐบาลสามารถใช้เงินจากรัฐวิสาหกิจและกองทุนต่างๆ หรือแม้แต่เงินจากภาคเอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงโครงสร้างพลังงาน ให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนสมาร์ทกริดได้ โดยใช้เงินเพียง 400,000 ล้านบาทภายใน 12 ปี ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อีวีและอุตสาหกรรม AI ด้วย


ส่วนเรื่อง AI ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลมีและเจ้าของโมเดล AI ต่างชาติไม่มีแน่นอน ก็คือข้อมูลที่อยู่ในกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ และกฎกระทรวงต่างๆ ที่กำหนดกระบวนการภายในของระบบราชการไทยทุกอย่าง จะดีแค่ไหนถ้ามี AI ภาครัฐที่เข้าใจกฎหมายของประเทศไทยทุกฉบับ ถ้าประเทศไทยมีโมเดล AI ที่เข้าใจกระบวนการและภาษาระบบราชการทั้งหมด ต่อไปก็จะสามารถประหยัดงบประมาณในการจ้างบริษัทซอฟต์แวร์มาเขียนโค้ดให้กับภาครัฐได้อย่างมาก


“อุตสาหกรรม AI เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ เป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นภาพในหัวของตัวแทนรัฐบาล ว่าท่านมีภาพในหัวอย่างไรบ้าง อุตสาหกรรมแบบไหนเดินไปในทิศทางไหน ที่มันตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก อยากให้ท่านมาฉายภาพต่างๆ เหล่านี้ให้พวกเราเห็นหน่อย จะได้มาดูได้ครับว่าตกลงแล้วภาพในหัวของท่านมันสะท้อนอยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้หรือเปล่า”


นอกจากนี้ ภาคการเกษตร ภาคการประมง อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปเป็นการทูต การทูตของประเทศไทยในอนาคตจะต้องเป็นการทูตที่ยึดโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระเบียบโลกใหม่จะทำอย่างไรที่ใช้ประโยชน์ทางการทูตดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ถูกต้อง เพื่อทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองในโลก


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าสามวันที่ผ่านมาตนไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย ทำให้ได้ข้อสรุปว่างบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่งบประมาณที่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ลงทุนกับอนาคตของประเทศ ไม่ได้มองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อยมากพอ เพราะเป็นงบประมาณที่เงินจำนวนมากกำลังถูกจัดสรรผิดที่ ส่งตรงไปยังโครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่มเป็นเจ้าของและมีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลหรือไม่ และกำลังถูกจัดสรรไปยังองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่อยากแตะต้องหรือไม่ หรือจงใจหลีกเลี่ยงไม่ใช้เงินในงบประมาณ แต่ไปออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพราะสภาควบคุมไม่ถึงหรือไม่ 


“ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมมาตั้งให้ทุกท่านเห็น ว่าทำไมพวกเราถึงมองว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายงบ70  #พรบงบประมาณ #งบ70

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘เอกราช’ ฉะงบ 70 กองทัพมี ‘ปีศาจ’ 3 ตน ‘ทหารผี - วิจัยผี - รัฐมนตรีปีศาจ’ กัดกินงบประมาณกลาโหมของประเทศ

 


‘เอกราช’ ฉะงบ 70 กองทัพมี ‘ปีศาจ’ 3 ตน ‘ทหารผี - วิจัยผี - รัฐมนตรีปีศาจ’ กัดกินงบประมาณกลาโหมของประเทศ


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร เขต 10 พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยวิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุว่ามี ‘ปีศาจกลาโหม’ 3 ตนที่กำลังกัดกินกองทัพและงบประมาณของประเทศ


เอกราชกล่าวว่า ทุกวันนี้เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายให้กระทรวงกลาโหม ทุก ๆ 100 บาท ถูกใช้เป็นเงินเดือนทหาร ค่าซ่อมอาคาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ ถึง 74 บาท เหลืองบประมาณสำหรับการจัดซื้ออาวุธเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารเพียงกว่า 20 บาทเท่านั้น โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปอยู่ในแผนงานบุคลากร ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 เพิ่มขึ้นอีก 3,173 ล้านบาท


สำหรับ ‘ปีศาจ’ ตัวแรกเรียกว่า ‘ทหารผี’ โดยยกกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พบรายชื่อผู้ได้รับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนจริง แต่กลับมีการนำชื่อไปใช้เบิกรับเงินดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีกรณีการนำพลทหารไปรับใช้นายและยึดบัตรเอทีเอ็มเงินเดือนของพลทหารไว้ให้ผู้อื่นกดเงินแทน ซึ่งต่อมากองทัพภาคที่ 1 ได้ตั้งคณะสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อเดือนเมษายน 2569 และชี้แจงว่าหน่วยงานเก็บบัตรเอทีเอ็มไว้เพื่ออำนวยความสะดวก เนื่องจากกังวลว่าบัตรจะสูญหายหรือถูกขโมย แต่หากเหตุผลดังกล่าวสามารถยอมรับได้ หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีแนวปฏิบัติเช่นเดียวกันหรือไม่


เอกราชกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ไม่มีใครอยากสมัครเป็นพลทหารอาสา ทั้งที่รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสมัครใจเข้ารับราชการทหาร ซึ่งต้องใช้งบประมาณด้านบุคลากรเพิ่มอีก 1,455 ล้านบาทต่อปี โดยให้ค่าตอบแทนสุทธิ 12,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ปัญหาภายในกองทัพยังส่งผลให้กำลังพลที่มีคุณภาพจำนวนมากตัดสินใจลาออกไปประกอบอาชีพอื่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้กับทหารที่ลาออก ซึ่งปัจจุบันมีกำลังพลประมาณ 6,000 คน และในปี 2568 ใช้งบประมาณส่วนนี้ถึง 830 ล้านบาท และอาจเพิ่มเป็นปีละกว่า 1,000 ล้านบาท หากไม่หยุดเลือดไหลออกจากกองทัพ


ตนเสนอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างกำลังพลของกองทัพ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์อัตรากำลังที่จำเป็นต่อภารกิจ แทนการยึดกรอบอัตรากำลังเดิม พร้อมทบทวนงบประมาณและโครงสร้างบุคลากรทั้งหมด


สำหรับ ‘ปีศาจ’ ตัวที่สอง ขอเรียกว่า ‘วิจัยผี’ งบวิจัยด้านการป้องกันประเทศกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ทั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กองทัพเรือ และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รวมวงเงินกว่า 625 ล้านบาท แต่งานวิจัยเหล่านี้สามารถสร้างเทคโนโลยีของไทยได้จริงหรือไม่ เนื่องจากหลายโครงการใช้ชื่อว่าเป็นการวิจัยและพัฒนา แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการจัดซื้อจากต่างประเทศมาประกอบในประเทศ 


เมื่อไม่ใช่งานวิจัยที่แท้จริง ปัญหาที่ตามมาคือแม้ผลิตภัณฑ์จะผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว แต่หน่วยงานในกองทัพกลับไม่จัดซื้อหรือสนับสนุนการใช้งาน ส่งผลให้ไม่มีคำสั่งผลิต สายการผลิตหยุดชะงัก และกลายเป็นโรงงานร้างซึ่งเป็นที่สิงสถิตของ ‘วิจัยผี’


หากประเมิน มูลค่าของโรงงาน เครื่องจักร และสายการผลิตในระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัฐที่ถูกปล่อยร้างมีมูลค่ารวมเกือบ 20,000 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณเพื่อปรับปรุงโรงงาน อาคารสถานที่ และบ้านพักต่าง ๆ ปีละประมาณ 339 ล้านบาท


จึงขอเสนอให้ยุติโครงการที่อ้างว่าเป็นงานวิจัยแต่แท้จริงเป็นเพียงการซื้อและประกอบ พร้อมคัดเลือกโครงการเรือธงที่สามารถพัฒนาให้สำเร็จได้จริง และเมื่อผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว หน่วยงานในกองทัพต้องกล้านำไปใช้งาน มิฉะนั้นประเทศไทยจะมีเพียงงานวิจัยบนกระดาษ โรงงานร้าง เครื่องจักรเก่า และภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้เทคโนโลยีของประเทศ


ส่วน ‘ปีศาจ’ ตัวสุดท้าย คือ ‘รัฐมนตรีปีศาจ’ ที่ผ่านมามีข่าวว่ารัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมีความพยายามผลักดันโครงการจัดหาเรือฟริเกตให้เข้าทางพ่อค้าอาวุธบางราย โดยมีการพูดกันว่ารัฐมนตรีต้องการให้โครงการดังกล่าวเป็นของ ‘เด็กชายจากฟากฟ้า’ พร้อมตั้งคำถามว่า หากเรือฟริเกตของกองทัพเรือไทยไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานของนาโต้ (NATO) กองทัพเรือไทยจะสามารถเข้าร่วมการฝึกกับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้อย่างไร


เอกราช ระบุว่า แม้รัฐมนตรีจะอ้างว่าต้องการให้ TOR เปิดกว้าง แต่ในมุมมองของตน ไม่ใช่การเปิดกว้างเพื่อความโปร่งใส หากแต่เป็นการเปิดช่องให้รองรับคุณลักษณะเฉพาะของเรือจากบางประเทศที่มีพ่อค้าอาวุธเป็นตัวแทน ซึ่งแน่นอนว่ากองทัพเรือไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าว จึงไม่ลงนามในเอกสารคำของบประมาณ และสำนักงบประมาณได้ชี้แจงว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตไม่มีลายเซ็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงไม่ผ่านการพิจารณา


ทั้งนี้ เอกราชยกเหตุผลที่รัฐมนตรีควรลงนามในโครงการดังกล่าว เช่น การจัดซื้อเรือฟริเกตลำที่สองภายใต้นโยบาย Offset Policy จะช่วยให้เกิดความคุ้มค่า เพิ่มอำนาจต่อรอง และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย อีกทั้งงบประมาณของกองทัพเรือในปี 2570 อยู่ในกรอบเท่าเดิมกับปี 2569 และกองทัพเรือพร้อมบริหารงบประมาณภายใต้กรอบดังกล่าว


เอกราชทิ้งท้ายว่า ภายใต้การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ จึงมี ‘ปีศาจ’ สามตนที่กัดกินงบประมาณกลาโหม ด้วยเหตุนี้จึงไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในรูปแบบดังกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบ70 #งบกองทัพ

‘จั๊ก ษัษฐรัมย์’ นำ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ลงสมัครบอร์ดฝั่งลูกจ้างป้องกันแชมป์ ย้ำจุดยืน เน้นปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน ขอ 14 เสียงเพื่อฉายไฟ สร้างการเปลี่ยนแปลงล้างบางทุจริต

 


‘จั๊ก ษัษฐรัมย์’ นำ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ลงสมัครบอร์ดฝั่งลูกจ้างป้องกันแชมป์ ย้ำจุดยืน เน้นปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน ขอ 14 เสียงเพื่อฉายไฟ สร้างการเปลี่ยนแปลงล้างบางทุจริต  


วันที่ 1 ก.ค. 2569 เวลา 12.30 น. ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 เขตดินแดง “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” นำโดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แถลงข่าวพร้อมยื่นใบสมัครบอร์ดประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน ในวันแรกที่มีการเปิดรับสมัคร ‘บอร์ดประกันสังคม’ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเข้ารับตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ประจำปี 2569 


โดยวันนี้มีตัวแทนฝั่งผู้ประกันตนทั้งหมด 7 คน ประกอบด้วย นายเริงฤทธิ์ ละออกิจ (ดอย) นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน (เอส) นางสาวนาริฐา โภไคยอนันต์ (ฝ้าย) นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี (จั๊ก) นายชลิต รัษฐปานะ (นิว) นาย ปรารถนา โพธิ์ดี (หนึ่ง) และ นางสาวพรทิพย์ โม่งใหญ่ (เจี๊ยบ)


รศ.ษัษฐรัมย์ เปิดเผยว่า ต้องการผลักดันการปฏิรูปประกันสังคม ทั้งไม่เอาปฏิทิน ทบทวนการใช้งบประมาณ เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน รวมถึงป้องกันแชมป์จากการเลือกตั้งปี 2566


สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญกับทีมประกันสังคมก้าวหน้ามาก ในวันนี้นําฝั่งผู้ประกันตนมาสมัครก่อน และในอีกครั้งหน้าจะนําฝั่งนายจ้างอีก 7 คา มาสมัครเนื่องจากต้องจัดเตรียมเอกสาร 


รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า เราต้องการผลักดันการปฏิรูปประกันสังคม ไม่เอาปฏิทิน ทำงบประมาณฐานศูนย์ นำเงินมาเพิ่มสวัสดิการให้ผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นเงินเด็กและเงินบํานาญซึ่งเป็นภารกิจที่จะทําใน 2 ปีนี้ และทำงานสานต่อนโยบายที่ทำไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะ 6 เสียงไม่เพียงพอ ครั้งนี้หวังว่าจะได้ครบ 14 เสียงเพื่อปฏิรูปประกันสังคม


“เรามาหมายมั่นปั้นมือว่าจะสามารถป้องกันแชมป์ฝั่งผู้ประกันตนได้ และผลักดันให้ฝั่งนายจ้างเลือกทีมประกันสังคมก้าวหน้ารวม 14 ที่นั่ง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง “


สำหรับศักยภาพของผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตนทั้ง 7 คน รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า หัวใจใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตลาดหลัก ทีนี้ผมอาจจะเข้าทั้งออก สามคนจากบอร์ดชุดที่แล้ว เช่น นายชลิต รัษฐปานะ ที่ผลักดันความโปร่งใสงบประมารด้านไอที , นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพานที่ผลักดันสิทธิประโยชน์ เช่น สูตรแคร์ เงินดูแลเด็ก 


สำหรับ อีก 4 คนที่มาใหม่ เช่น นางสาวพรทิพย์ โม่งใหญ่ เป็นตัวแทนแรงงานสื่อ 3 แสนคนทั้งประเทศ คนกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการดูแลสวัสดิการที่เหมาะสม จะพยายาม ผลักดันประกันสังคมให้เป็นข้อต่อสําคัญในการดูแลสวัสดิการสื่อมวลชน เพราะตอนนี้มีความไม่แน่นอนในชีวิต


ด้านนางสาวนาริฐา โภไคยอนันต์ ตัวแทนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่เธอทํางานต่อสู้ผลักดัน การคุ้มครองคนที่เรียกร้องสิทธิ์เพื่อผู้อื่น และนายเริงฤทธิ์ ละออกิจ ตัวแทนแรงงานบาริสต้าทีามีผลงานโดดเด่น ที่ผลักดันสิทธิการผ่าฟันคุดให้กับผู้ประกันตน ต้องควักฟันคุดออกมาจากปากเพื่อโชว์ให้คณะอนุกรรมการทันตกรรม แล้วระบุว่าให้ผู้ประกันตนร่วมจ่าย 3,000 บาทนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่เป็นเรื่องไม่ปกติ เพราะคือค่าแรงสิบวันโดยที่ไม่สามารถซื้ออาหารรับประทาน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนไข้ผู้ประกันตน ยืนยันว่า นี่คือสิ่งที่คนธรรมดาควรจะได้รับ


และนายปรารถนา โพธิ์ดี ตัวแทนลูกจ้างในองค์กรรัฐ มีคนตัวเล็กตัวน้อย เป็นหนึ่งแรงงานนับล้านคนที่อยู่ในระบบของรสชการ เพื่อผลักดันให้ประกันสังคมครอบคลุมกลุ่มคนมากขึ้น ส่วนผู้สมัครฝั่งนายจ้างนั้นมีความสามารถและความเชี่ยวชาญ เช่น ทางด้านการลงทุน แล้วยังไง ตนเชื่อว่าผู้สมัครของตนนั้นจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประกันสังคมได้ 


สำหรับตัวเลขการลงทะเบียนผู้ประกันตนที่ยังน้อยมากในขณะนี้ รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังมีเวลาอีก 15 วัน ให้ฝั่งผู้ประกันตนลงทะเบียนไปแล้วประมาณ 600,000 คน ครั้งที่แล้วอยู่ที่ 1 ล้านคน มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2566 มีผู้มาใชเสิทธิ์แค่ 150,000 คน ตนคาดหวังว่า ปีนี้ จะมีผู้มาลงทะเบียนมากกว่าครั้งที่แล้วให้ม่กว่า 1 ล้านคน ขอให้มีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่า 5 แสนคน ตนขอย้ําให้กับประชาชนว่าหากยังไม่ลงทะเบียนภายในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ วันที่ 27 กันยายน จะไม่สามารถใช้สิทธิ์การเลือกตั้งได้ 


ตนขอย้ำว่า “การเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมมี 2 ขั้นตอน ที่ต้องลงทะเบีบนก่อนเพื่อไปใช้สิทธิ์ ถ้ามีคนลงทะเบียนมาก ก่อให้เกิดการแข่งขันเชิงนโยบาย ถ้าหากลงทะเบียนน้อย จะเป็นปัญหาทำให้การจัดตั้งขึ้นมา ตอนนี้ ฝั่งนายจ้าง น่าเป็นห่วงมาก มีเพียงคนลงทะเบียนแค่ 4,000 กว่าคน จาก 400,000 คน ตอนนี้ทางสำนักงานได้ชี้แจงแล้วว่า คนที่มีสถานะผู้ประกันตนและนายจ้างควบ แล้วเผลอลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนไปนั้น สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นนายจ้างได้แต่ต้องไปทําที่สํานักงานเท่านั้น”


รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวถึงข้อกังวลในการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานสปส. ที่เป็นภารกิจยิ่งใหญ่แก่ตัวสํานักงานยังมีแค่โพสต์ข่าวผู้บริหารของกระทรวงทํางาน ตนขอฝากให้ทางสำนักงานที่มีงบประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประกันสังคม 300 ล้านบาท ทั้งที่การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสําคัญรองเป็นอันดับสอง จากการเลือกตั้งใหญ่ โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท เกี่ยวพันกับผู้ประกันตนมากกว่าสิบล้านคน เป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มีสิทธิ์กฝมากกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วไป 


“ตนจึงขอส่งเสียงให้ผู้ประกันตน และนายจ้างลงทะเบียน เพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อให้ประกันสังคมกลับคืนสู่ประกันสังคมของคนธรรมดา และทีมประกันสังคมก้าวหน้าของพวกเรา ต้องการที่จะฉายไฟเข้าไปในประกันสังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อล้างบางการทุจริตที่เคยมีมา เพราะ 2 ปีที่แล้วกับ 6 เสียงไม่เพียงพอ “


หลังทีมประกันสังคมก้าวหน้า ฝั่งผู้ประกันตน ทั้ง 7 คนได้ยื่นใบสมัคร ได้เลขลำดับใช้หาเสียงและรับเลือกตั้ง ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ฝั่งผู้ประกันตน(ลูกจ้าง) ได้ลำดับที่ 41-47 ประกอบด้วย 


ลำดับ 41 เริงฤทธิ์ ละออกิจ (ดอย) 

ลำดับ 42 ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน (เอส)

ลำดับ 43 นาริฐา โภไคยอนันต์ (ฝ้าย)

ลำดับ 44 ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี (จั๊ก)

ลำดับ 45 ชลิต รัษฐปานะ (นิว)

ลำดับ 46 ปรารถนา โพธิ์ดี (หนึ่ง)

ลำดับ 47 พรทิพย์ โม่งใหญ่ (เจี๊ยบ)


สำหรับการเลือกตั้ง “บอร์ดประกันสังคม 2569” ครั้งนี้ เป็นการเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละ 7 คน รวมเป็น 14 คน เข้าไปเป็น “บอร์ดประกันสังคม” หรือกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคมที่มีทั้งสิ้น 21 คน โดยการเลือกตั้งใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 แต่ผู้ประกันตนและนายจ้างจะต้องลงทะเบียนเลือกตั้งได้ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 หากไม่ลงทะเบียนจะไม่สามารถเลือกบอร์ดประกันสังคมได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประกันสังคมก้าวหน้า #บอร์ดประกันสังคม




















‘ภคมน’ เปิดปม TOR สอบท้องถิ่น เปิดช่องฮั้วทุจริต ชี้มายาคติ ‘ส่วนกลางไม่โกง’ ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง จี้คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบเอง รีเซ็ตระบบสอบทั้งหมด

 


ภคมน’ เปิดปม TOR สอบท้องถิ่น เปิดช่องฮั้วทุจริต ชี้มายาคติ ‘ส่วนกลางไม่โกง’ ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง จี้คืนอำนาจท้องถิ่นจัดสอบเอง รีเซ็ตระบบสอบทั้งหมด


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายถึงการใช้งบประมาณในการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2570 มีการตัดลดงบจังหวัดที่ซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ออกไป สะท้อนว่ารัฐส่วนกลางเริ่มเปิดทางให้ท้องถิ่นทำงานเองได้มากขึ้น แต่สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นยังคงอยู่ที่ 29.35% ซึ่งห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้


เรายังคงไม่ลืมเป้าหมายการกระจายอำนาจ ในปีนี้ ท้องถิ่นยังคงได้ส่วนแบ่ง 29.35% เท่าเดิม ซึ่งก็ถือว่ายังห่างไกลเป้าหมายที่วางกันเอาไว้ที่ 35% ดิฉันจึงอยากฝากไปยังรัฐบาลว่าให้พยายามต้องดันรายได้ท้องถิ่นให้มากกว่านี้”


ภคมนเสนอว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลควรทำคือการปฏิรูปโครงสร้าง อปท. กว่า 7,000 แห่งเสียใหม่ เพราะงบประมาณส่วนใหญ่จมไปกับค่าใช้จ่ายประจำจนเหลืองบพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนไม่มาก อีกทั้งยังมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร และการที่ส่วนกลางดึงอำนาจการจัดสอบไปทำเองตั้งแต่ยุค คสช. (คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 8/2560) โดยอ้างเรื่องการป้องกันระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่เชื่อว่ารัฐส่วนกลางไม่โกง


จากนั้นส่วนกลางก็เลยจัดสอบเองเพื่อปิดช่องการโกง วิธีคิดแบบนี้มันเริ่มต้นจากความเชื่อว่ารัฐส่วนกลางเป็นคนดีและไม่โกง แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นหน้าข่าวรายวัน ข่าวใหญ่ตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา คือการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นที่จัดโดยส่วนกลาง”


ภคมนกล่าวต่อไปว่า การให้ท้องถิ่นจัดสอบเองไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการโกง แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบให้มีการถ่วงดุลในการตรวจสอบ ส่วนการจัดสอบโดยส่วนกลาง ผู้ชนะการประมูลเพียงรายเดียวรับผิดชอบเองทั้งหมด ทั้งการออกข้อสอบ จัดสถานที่สอบ การตรวจ ซึ่งไม่มีการถ่วงดุลอะไรเลย เมื่อมีการโกงจึงพังทั้งระบบ


ดิฉันและพรรคประชาชนจึงเสนอแบบนี้ ว่าให้มีการยกเลิกคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ เพื่อประสิทธิภาพในการจัดหาบุคลากรที่เหมาะสมกับกำลังคนและอัตราที่ท้องถิ่นต้องการ และที่สำคัญคือ เพื่อริเริ่มรีเซ็ตระบบการทุจริตที่มันเกิดขึ้น วันนี้เห็นชัดแล้ว ว่าส่วนกลางจัดสอบเองก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้”


แม้ขณะนี้แต่ละฝ่ายจะออกมายืนยันความบริสุทธิ์ใจ แต่ภคมนชี้ว่า รายละเอียดใน TOR เป็นจุดสำคัญที่สะท้อนว่าอาจมีการฮั้วกันระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง เช่น การที่เครือข่ายทุจริตมีสำเนากระดาษคำตอบหลุดไปถึงมือได้ ทั้งที่ควรถูกเก็บรักษาอย่างเคร่งครัด


คำถามก็คือ ถ้าการสอบครั้งนี้ ผู้ออกแบบและผู้จัดทำมีเจตนาทำให้มันมีความโปร่งใสตั้งแต่แรก ตรวจสอบได้ ทำไมท่านไม่ประกาศคะแนนไปเลยว่าใครสอบได้ภาคไหนเท่าไหร่ ทำไมไม่แนบไฟล์สแกนกระดาษคำตอบไปด้วยเลย เพราะ TOR ก็สั่งให้มีการสแกนกระดาษคำตอบเก็บไว้อยู่แล้ว”


พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการไม่กำหนดให้เข้ารหัสแฟลชไดรฟ์เพื่อความปลอดภัย และไม่ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนของคำว่า "ส่งต่อทันที" ซึ่งหากระบุไว้ชัดเจนจะช่วยให้สืบหาคนของ กสถ. ที่น่าสงสัยที่สุดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็ไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ เพราะตาม TOR กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่กรมฯ ติดตามการขนส่งและจดบันทึกทุก 1 ชั่วโมง รวมถึงต้องเข้าตรวจสอบคอมพิวเตอร์เพื่อป้องกันการล็อกคะแนนล่วงหน้า และสังเกตการณ์จนจบกระบวนการ


วันนี้ ทางผู้ว่าจ้างเองก็บอกว่าตัวเองไม่ผิด ทางมหาวิทยาลัยเองก็บอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ ทำตาม TOR ทุกอย่าง แต่กรมส่งเสริมฯ และมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการสอบ เมื่อ TOR เปิดช่องใหญ่ขนาดนี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การทุจริตสอบครั้งนี้ทำกันอย่างเป็นระบบ และไม่กี่วันต่อมา ก็มีคลิปเสียงที่กล่าวถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมากมาย ดิฉันอยากให้มีการตรวจสอบก่อนที่จะสรุปว่ามันไม่จริง”


ภคมนกล่าวต่อไปว่า เมื่อเป็นที่ประจักษ์ขนาดนี้แล้ว ก็ควรที่จะต้องมีการทบทวนได้แล้วว่ายังควรใช้ระบบการจัดสอบแบบเดิมอยู่หรือไม่ ปีนี้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการสอบข้าราชการ ที่ตั้งมาราว 125 ล้านบาท ยังไม่รวมการจัดสอบที่ไปแฝงกับหน่วยงานอื่นอีกจำนวนมาก ในปี 2569 ใช้ไปเกือบ 200 ล้านบาท หากเป็นแบบนี้ต่อไปงบประมาณที่ส่วนกลางตั้งขึ้นมาเพื่อจัดสอบในแต่ละปีจะกลายเป็นเงินทุนเพื่อต่อยอดให้ระบบการทุจริตทำกันต่อไปได้


รัฐส่วนกลางไม่มีทางมือสะอาดได้เลย ถ้าท่านไม่สามารถแก้ข้อครหานี้ได้ มันจะส่งผลให้ระบบราชการส่วนกลางไม่โปร่งใส ประชาชนจะฝากความหวังอะไรไว้ไม่ได้เลย” ภคมนกล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ออกแถลงการณ์ กรณีนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ละทิ้งประชาชนโดยไม่รวมคดี 112

 


เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ ออกแถลงการณ์ กรณีนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ละทิ้งประชาชนโดยไม่รวมคดี 112


วันนี้ (1 กรกฎาคม 2569) เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ได้ออกแถลงการณ์ ดังมีใจความต่อไปนี้


แถลงการณ์เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน : ไม่รวมคดี ม.112 นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติโดยผู้แทนประชาชน


ตามที่วานนี้ (30 มิ.ย. 2569) วุฒิสภาได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… ในวาระสอง และวาระสาม และมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญของการอภิปรายในประเด็นหนึ่งว่า ควรนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในคดีตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ แต่ผลสรุปคือ การไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี รวมถึงเยาวชน ทั้งนี้ขั้นตอนการผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังต้องส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือยืนยันตามร่างเดิม หรือต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาพิจารณาต่อ ก่อนที่จะส่งให้พระมหากษัตริย์ลงนามต่อไป


เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งเคยเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ… ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยให้รวมถึงการนิรโทษกรรมในคดีตามมาตรา 112 แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า


1. คดีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็น “คดีการเมือง” และเป็นหนึ่งในใจกลางของความขัดแย้งทางการเมือง ในห้วงเวลาเดียวกับที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทั้งในแง่เป็นคดีที่ใช้ทำลายบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง เป็นหนึ่งในประเภทคดีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดให้ต้องถูกพิจารณาพิพากษาโดยศาลทหาร เป็นคดีที่เกิดจากการปราศรัยในที่ชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง และยังเป็นมาตราที่มีการบังคับใช้อย่างผันผวน โอกาสในการต่อสู้คดี การแสวงหาพยานหลักฐานและการได้รับการสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเข้าถึงได้ยากกว่าคดีปกติ อันเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนในสังคมประชาธิปไตย


การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน


เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ขอเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการใด ๆ เพื่อปล่อยตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ มิใช่การใช้อำนาจของประชาชน เพื่อละทิ้งประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน #นิรโทษกรรมประชาชน #มาตรา112

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘พริษฐ์’ ซัดงบเมกะโปรเจกต์แพลตฟอร์มการศึกษา 26,000 ล้านไร้ทิศทาง ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียวกินรวบกวาดเกือบทุกงาน จี้ รมว.ศึกษา อว. รื้อย้อนหลังทั้งระบบ

 


‘พริษฐ์’ ซัดงบเมกะโปรเจกต์แพลตฟอร์มการศึกษา 26,000 ล้านไร้ทิศทาง ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียวกินรวบกวาดเกือบทุกงาน จี้ รมว.ศึกษา อว. รื้อย้อนหลังทั้งระบบ


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายถึงงบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ (อว.) เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ


พริษฐ์ระบุว่า สมัยก่อนเวลาพูดถึงโครงการรัฐที่ใช้งบประมาณเยอะ คนมักนึกถึงโครงการก่อสร้างตึก อาคาร ทางด่วน เขื่อน แต่ว่าสมัยนี้โครงการรัฐที่ใช้งบประมาณเยอะได้จะรวมไปถึงโครงการในโลกดิจิทัล ที่อาจจะมองด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้นแล้ว


ตัวอย่างที่พริษฐ์ยกมาอภิปรายในวันนี้คือ อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้หลักหมื่นล้านบาท ซึ่งถูกผลักดันตั้งแต่สมัยที่พรรคภูมิใจไทยบริหารกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง อว. ประกอบไปด้วยโครงการขนาดใหญ่อย่างน้อย 4 โครงการที่ยังปรากฏอยู่ในร่างงบประมาณปี 2570 คือ


1. โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา งบประมาณราว 17,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนสำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยม รวมถึงงบประมาณในการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน ม.ปลาย 500,000 คนขึ้นไป 


2. โครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นการสร้างอีกแพลตฟอร์มหนึ่งให้กับนักเรียนในระดับประถมและมัธยม ใช้งบประมาณราว 3,000 ล้านบาท เน้นเรื่องของการแนะแนวและสะสมหน่วยกิต


3. โครงการ Skill/Credit Portfolio ในส่วนของกระทรวง อว. สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาอย่างน้อย 1.6 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท


4. โครงการระบบคลังหน่วยกิตกลาง ของกระทรวง อว. ใช้งบประมาณรวมกันกว่า 300 ล้านบาท พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันการศึกษาหรือระหว่างระบบการศึกษา


หากนับเฉพาะ 4 โครงการนี้ ใช้งบประมาณรวมกันถึงกว่า 26,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ 10 ตึก เทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน 5 กระทรวงรวมกัน แม้เป้าหมายของโครงการดังกล่าวจะดี แต่หากต้องการประเมินว่าเมกะโปรเจกต์นี้จะลงเอยอย่างไร จะคุ้มค่ากับภาษีของประชาชนหรือไม่


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ทำได้คือการดูผลตอบรับเบื้องต้นต่อบางส่วนของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ที่ชัดที่สุดคือการพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา ซึ่งมีการลงทุนไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท ใช้เวลาพัฒนามาแล้วกว่า 20 เดือน และตอนนี้กำลังถูกใช้งานในโรงเรียนนำร่องกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เสียงสะท้อนจากครูในโรงเรียนนำร่องเหล่านั้นกำลังส่งสัญญาณว่าสิ่งที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไป


สื่อการเรียนการสอนควรจะมีคลิปอยู่หลักพันคลิป แต่ครูหลายคนสะท้อนว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวไม่มีสื่อการเรียนการสอนที่ครบในหัวข้อที่ต้องการจะใช้ในห้องเรียน ฟีเจอร์ต่างๆ ของระบบก็ไม่ได้ออกแบบด้วยความเข้าใจในกระบวนการทำงานของครู เมื่อครูต้องการออกแบบโครงสร้างวิชาให้มีความยืดหยุ่น ระบบกลับไม่เปิดให้กรอกข้อมูลลักษณะดังกล่าวได้ ยิ่งกว่านั้น ระบบในการช่วยเหลือสนับสนุนก็มีความล่าช้า โรงเรียนจะแก้ไขข้อมูลเองก็ทำไม่ได้ กว่าจะรอส่วนกลางแก้ไขบางครั้งก็รอเป็นเดือน จะอบรมแต่ละครั้งก็ไม่มีใครไปทันเพราะการส่งหนังสือให้ครูทำแค่ 3 วันก่อนวันอบรมเท่านั้น


“ผมเข้าใจดีครับว่าปัญหาดังกล่าวนี้ มันไม่ได้สายเกินกว่าจะแก้ไข แต่ผมคิดว่าก่อนที่รัฐบาลจะมาขอให้สภาอนุมัติงบหลักพันล้าน หลักหมื่นล้าน เพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ต่อ รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าเหตุใดการดำเนินการที่ผ่านมาของเมกะโปรเจกต์นี้ ถึงได้มีความตะกุกตะกักขนาดนี้ และรัฐบาลจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เมกะโปรเจกต์นี้ล้มเหลวในอนาคต”


พริษฐ์กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่สังเกตเห็นได้คือ ความไม่ชัดเจนในทิศทางของนโยบาย รัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่ได้ออกมาฉายภาพให้เห็นว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ หลายครั้งที่ออกมาแสดงความเห็นก็เป็นไปด้วยอาการที่กลับไปกลับมาในหลายเรื่อง


“ยกตัวอย่างเรื่องแรกครับ เรื่องแท็บเล็ตครับ ย้อนไปตอนก่อนเลือกตั้งครับ เราเห็นตัวแทนจากพรรคเดียวกับท่านรัฐมนตรีครับ พูดบนเวทีดีเบตว่า ควรจะเอางบแจกแท็บเล็ตมากระจายให้กับโรงเรียน ครู และก็นักเรียนที่มีความต้องการจริง ๆ มากกว่า แต่มาถึงวันนี้ครับ รัฐมนตรีจากพรรคเดียวกันกลับเดินหน้าในการแจกแท็บเล็ตใช้งบเป็นหลักหมื่นล้าน โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ”


สัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีออกมาแถลงข่าวว่าจะมีการทบทวนโครงการ Skill/Credit Portfolio ของ สพฐ. ด้วยเหตุทั้งเรื่องของความคุ้มค่าและความโปร่งใส แต่ทบทวนกันแบบใดผ่านมาอีกสัปดาห์หนึ่ง ในงบประมาณปี 2570 กลับมีการเพิ่มงบประมาณให้กับโครงการดังกล่าวอีกเท่าตัว จากกว่า 1,600 ล้านบาทเป็นกว่า 3,100 ล้านบาท


หรือกระทั่งปัญหาเด็กติดจอซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก เมื่อปลายเดือนที่แล้วรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ว่าต้องการกำกับแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนและเวลาที่เด็กใช้ไปกับหน้าจอ โดยเฉพาะการเสพคลิปสั้นที่อาจส่งผลต่อสมาธิของเด็ก แต่ย้อนไปแค่ 5 วันก่อนการสัมภาษณ์ครั้งนั้น รัฐมนตรีกลับประกาศว่าจะเดินหน้าจับมือกับ TikTok เพื่อผลิตคลิปสั้น 2 นาทีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ไม่ว่านโยบายจะมีความสับสน กลับไปกลับมา และไร้ทิศทางขนาดไหน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเมกะโปรเจกต์นี้อาจจะไม่ใช่เรื่องความไม่ชัดเจนของนโยบาย แต่คือความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง จนทำให้เกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ เพราะเมื่อไปดู TOR ของโครงการที่เป็นองค์ประกอบของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ แทบทุกฉบับมีข้อพิรุธให้ชวนสงสัยทั้งสิ้น


เช่น โครงการ NDLP ภายใต้ร่มธงของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา จะเห็นว่า TOR ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม NDLP นั้นมีอาการลับๆ ล่อๆ โดยโครงการดังกล่าวมีการแบ่งออกเป็นสองเฟส รวม 4 สัญญา ในแต่ละเฟสจะมี 1 สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม และอีก 1 สัญญาเกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเหตุใดทั้งสองสัญญาในเฟสหนึ่งของโครงการ กลับมีการตั้งชื่อและจัดหมวดหมู่ว่าเป็นโครงการจ้างที่ปรึกษา ทั้งที่เนื้องานในเฟสหนึ่งและเฟสสองแทบจะไม่แตกต่างกัน คือเป็นการผลิตของ พัฒนาแพลตฟอร์ม และการผลิตสื่อ


“หากเราเจาะลึกลงไปใน TOR ของโครงการในเฟสหนึ่ง เราจะพบว่ามีการระบุให้มีการจ้างที่ปรึกษารวมกัน 475 คน ซึ่งดูจากจำนวน ดูจากประเภทตำแหน่งงานแล้ว ก็ฟันธงได้ว่าไม่ได้เป็นคนที่มาให้คำปรึกษาอย่างเดียว แต่คือทีมที่ถูกจ้างมาพัฒนาแพลตฟอร์ม และทีมที่ถูกจ้างมาผลิตสื่อ”


แต่เมื่อโครงการในเฟสหนึ่งถูกยัดเยียดให้เป็นการจ้างที่ปรึกษา การแข่งขันก็ลดลงทันที เพราะคนที่สามารถร่วมประกวดราคาในโครงการดังกล่าวได้ ถูกบีบให้เหลือเฉพาะที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังเท่านั้น


ขณะที่โครงการ Skill/Credit Portfolio ของกระทรวง อว. ก็มีข้อพิรุธที่เห็นได้ใน TOR เดิม ที่รัฐมนตรีได้สั่งรื้อไปเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ว่าจะเป็นการมัดรวมสัญญาหรือการผูกขาดการจ้างผลิตสื่อ ที่เสี่ยงจะเป็นการกีดกันการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดรายละเอียดเกณฑ์การคัดเลือกและงวดงานที่ดูเหมือนว่าผู้เข้าร่วมประมูลได้จะต้องเป็นคนที่รู้ข้อสอบมาล่วงหน้า หรือรายละเอียดของสัญญาที่กำหนดให้รัฐต้องเช่าแพลตฟอร์มจากเอกชน แทนที่จะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเอง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า โครงการเครดิตแบงก์ของกระทรวง อว. ก็เช่นกัน ข้อพิรุธหลักของโครงการนี้หนีไม่พ้นเรื่องของเงื่อนไข ที่เป็นแบบเดียวกันกับที่อยู่ใน TOR ของโครงการ TH-AI Passport คือเงื่อนไขที่กำหนดว่าคู่สัญญาจะต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลอย่างน้อย 6,000 จอในร้านสะดวกซื้อ และอย่างน้อย 30 จอที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้มีเหตุผลรองรับน้อยกว่าการกำหนดเงื่อนไขนี้ในโครงการ TH-AI Passport ด้วยซ้ำ เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงมาก คือนักศึกษาที่มีความต้องการเฉพาะในการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถานศึกษาหรือระบบการศึกษา


“ใน TOR ที่ผมได้นำเสนอเมื่อสักครู่ อาจจะทำให้เราเริ่มมีข้อสงสัยมากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้”


พริษฐ์กล่าวว่า หากไปวิเคราะห์รายชื่อบริษัทที่มามีส่วนเกี่ยวข้องกับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ก็อาจพบคำตอบ หากนำองค์ประกอบของทั้ง 4 โครงการมาพิจารณา จะค้นพบว่ามีทั้งหมด 12 โครงการย่อยหรือ 12 สัญญาที่ต้องใช้การจัดซื้อจัดจ้าง โดยมี 10 โครงการย่อยที่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว อีก 2 โครงการย่อยยังไม่ได้มีการประกวดราคา


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อไปดูว่ามีบริษัทอะไรบ้างที่มีส่วนร่วมกับ 12 สัญญา จะเห็นว่ามีอยู่ทั้งสิ้น 23 บริษัท โดยบริษัท A ชนะการประกวดไปถึง 5 จาก 10 โครงการ ที่น่าสนใจคือแม้บริษัท A จะถูกก่อตั้งตั้งแต่ปี 2560 แต่ก็เป็นบริษัทที่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้พอดี หลังจากปี 2567 เป็นต้นมา บริษัทนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อ ทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียนถึง 25 เท่า จนมีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 40 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนปี 2567 ซึ่งสามารถอนุมานได้ว่ามาจากโครงการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าบริษัท A นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้เป็นการเฉพาะหรือไม่


และเมื่อเจาะลึกลงไปก็จะพบว่าบริษัท A เป็นการจับมือกันระหว่างเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท I และบริษัท J มีที่ทำการเป็นอาคารเดียวกันกับบริษัท J และเมื่อวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทอื่นที่ได้รับสัญญาใน 12 โครงการย่อยนี้ จะพบว่าไม่ได้มีแค่บริษัท A ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท I และ J แต่ยังมีบริษัท B และ G ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีบริษัท I เป็นผู้ถือหุ้นสำคัญใหญ่ในสองบริษัทดังกล่าว


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า โดยสรุปก็คือมีถึง 5 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัท I และบริษัท J หรือพูดได้ว่าอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลคือเครือข่ายและอาณาจักรนี้สามารถกินรวบทุกโครงการในเมกะโปรเจกต์นี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่อีก 2 โครงการที่ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง เครือข่ายนี้ก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินราคากลางด้วยเช่นกัน


แต่นอกจากผู้ชนะโครงการจะวนเวียนอยู่ในอาณาจักรเดียวกันแล้ว กระทั่งบริษัทที่มาเป็นคู่เทียบร่วมประเมินราคากลางก็วนเวียนอยู่ในบริษัทกลุ่มเดิมเช่นกัน เช่น บริษัท D ที่โด่งดังจากการทำตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติและยังไม่พบว่ามีประสบการณ์ในการทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ก็ยังเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ 4 โครงการในเมกะโปรเจกต์นี้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้นี้จึงเปรียบเสมือนมหกรรมรวมญาติ ระหว่างกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน เป็นญาติกันโดยเส้นเงิน บวกกับเพื่อนบ้านคนคุ้นเคยที่มาร่วมวงอยู่เป็นประจำ ทั้งหมดจึงกลับมาสู่คำถามที่ตนตั้งไว้ตอนต้นว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ ถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มทักษะและรายได้ให้ประชาชน หรือถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มโครงการรัฐและกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มกันแน่


“หากเป้าหมายที่แท้จริงคือการเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ก็ไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมถึงมีหลายโครงการที่มีความซับซ้อนกันในเมกะโปรเจกต์นี้ เพราะไม่ว่าโครงการ Skill/Credit Portfolio ของ สพฐ. จะไปซ้ำซ้อนกับ NDLP ที่ลงทุนไปแล้วหลักพันล้านบาทแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะว่ายิ่งเพิ่มโครงการ ยิ่งเพิ่มแพลตฟอร์มได้ ก็ยิ่งเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มมากขึ้นเท่านั้น” พริษฐ์กล่าว


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า หากรัฐบาลยืนยันต้องการให้สภาอนุมัติงบประมาณหลักหมื่นล้านบาทเพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ รัฐบาลต้องให้ความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ทั้งเรื่องทิศทางของนโยบาย และมาตรการในการรับประกันความโปร่งใสในการดำเนินการ สิ่งที่บุคคลในรัฐบาลหลายคนมักอ้างถึงโครงการ Skill Future ของสิงคโปร์ พริษฐ์เล่าถึงการเดินทางไปพบผู้บริหารโครงการ Skill Future ของสิงคโปร์ และได้รับข้อมูลว่า ตอนเริ่มโครงการดังกล่าวปัญหาหนึ่งที่เจอเยอะมากในช่วงแรกคือปัญหาการทุจริต อาจจะไม่ใช่เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นการทุจริตในรูปแบบการทำคอร์สเพื่อหวังยักยอกเอาเงินจากโครงการ ขนาดสิงคโปร์ที่มีคะแนนความโปร่งใสเป็นอันดับ 3 ของโลกยังกังวลใจและเผชิญกับปัญหาเรื่องการทุจริต แล้วประเทศไทยที่มีคะแนนความโปร่งใสอันดับ 110 กว่าของโลกต้องกังวลกับเรื่องการทุจริตแค่ไหน


แม้รัฐมนตรีคนใหม่ของทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. คงจะได้เห็นข้อพิรุธนี้เช่นกัน ถึงได้สั่งให้มีการทบทวน TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ทำเท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่ทั้งสองรัฐมนตรีต้องทำคือการตรวจสอบโครงการนี้ย้อนหลังอย่างเข้มข้น และติดตามโครงการนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด แม้จะต้องขัดใจเพื่อนต่างพรรคในรัฐบาลก็ตาม เพื่อป้องกันให้เงินภาษีของประชาชนหลักหมื่นล้านบาทถูกขโมยไปช่วยคนรวยไม่กี่คน โดยเอาวาระเรื่องการยกระดับทักษะประชาชนมาบังหน้า


#UDDnews  #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #รัฐมนตรีกระทรวงศึกษา #อภิปรายงบ70 #พรบงบประมารณ2570 #งบ70

ทนายแจม โพส “กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข” จะสร้างสันติสุขได้อย่างไร หากเริ่มต้นจากการเลือกว่าจะให้อภัยใคร และไม่ให้อภัยใคร

 


ทนายแจม โพส “กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข” จะสร้างสันติสุขได้อย่างไร หากเริ่มต้นจากการเลือกว่าจะให้อภัยใคร และไม่ให้อภัยใคร 


ภายหลัง ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยคะแนนเสียง 103 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง โดยคงหลักการเดิมไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี แม้ผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ต้องหา/จำเลย จะเป็นเยาวชนก็ตาม


ต่อมา น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม สส.กทม. พรรคประชาชน โพสข้อความระบุว่า วันนี้ (30 มิถุนายน 69) วุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่มีการแก้ไขสาระสำคัญหลายประการ ทั้งการเพิ่มข้อยกเว้นไม่ให้เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ได้รับมาตรการตามกฎหมาย และยืนยันว่าคดี “ฮั้ว สว.” ไม่อยู่ในขอบเขตของการนิรโทษกรรม


เมื่อร่างกฎหมายถูกแก้ไข ก็จะต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง


สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายมาตรา แต่คือ หลักคิดของการนิรโทษกรรม


การนิรโทษกรรมมีไว้เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง เปิดทางให้สังคมก้าวข้ามอดีต และลดความแตกแยกที่สะสมมายาวนาน


แต่หากเริ่มต้นด้วยการกำหนดว่า คนกลุ่มนี้ได้รับการให้อภัย ส่วนคนอีกกลุ่มไม่มีวันได้รับการให้อภัย กฎหมายก็ยากจะทำหน้าที่สร้างความสมานฉันท์ได้จริง


เมื่อกฎหมายเลือกปฏิบัติต่อผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเดียวกัน ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือ “กฎหมายนิรโทษกรรม” หรือเป็นเพียง “กฎหมายคัดเลือกผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม”


ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นเรื่องเยาวชนตามมาตรา 112 ยังมีข้อสังเกตจากนักกฎหมายหลายฝ่ายว่า การแก้ไขครั้งนี้แทบไม่เปลี่ยนผลทางกฎหมายในทางปฏิบัติ เพราะกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่แล้ว


หากไม่มีผลทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง การส่งสัญญาณทางการเมือง ว่า บางกลุ่มจะถูกกันออกจากกระบวนการสร้างความปรองดอง


กฎหมายที่ตั้งชื่อว่า “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” จึงควรถูกตั้งคำถามว่า กำลังสร้างสันติสุข หรือกำลังตอกย้ำเส้นแบ่งของความขัดแย้งให้ชัดเจนขึ้น


สันติสุขไม่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกใช้ความเมตตากับบางคน และปฏิเสธความเมตตาต่ออีกบางคน


เพราะความปรองดองที่แท้จริง 

ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกฝ่าย “ชนะ”


แต่เกิดจากการที่ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติบนหลักการเดียวกัน ด้วยความเป็นธรรม และด้วยความกล้าที่จะมองไปข้างหน้า มากกว่าการตอกย้ำความขัดแย้งในอดีต


หากกฎหมายนิรโทษกรรมยังแบ่งคนออกเป็นฝ่ายที่สมควรได้รับการอภัยกับฝ่ายที่ไม่สมควรได้รับ สุดท้ายสิ่งที่สร้างขึ้นก็ไม่ใช่สังคมสันติสุข แต่คือความขัดแย้งที่ถูกเขียนรับรองไว้ในตัวบทกฎหมายเอง

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นิรโทษกรรมประชาชน