วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มวลชนร่วมเป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย จำเลย 112 ครบ 35 ปี ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิง - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 2 เดือน - ล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง

 


มวลชนร่วมเป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย จำเลย 112 ครบ 35 ปี ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิง - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 2 เดือน - ล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง


วันนี้ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มวลชนอิสระจัดกิจกรรม กินข้าวกับเพื่อนหน้าเรือนจำ - เป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบรอบ 2 ปี 2 เดือน โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งมาร่วมกิจกรรม รวมถึงพ่อของ “เก็ท” โสภณ มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย


ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่มมวลชนทยอยเดินทางมายังหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และเริ่มติดภาพป้ายผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นมีการแสดงดนตรี โดย “อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์” และกิจกรรมล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำ ขณะเดียวกันก็มีผู้ขึ้นปราศรัยกล่าวถึงผู้ต้องขังหลายคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำขณะนี้ รวมไปถึง “บุ้ง” เนติพร และ “อากง” ที่เสียชีวิตจากการถูกคุมขังคดี ม.112 ในเรือนจำ และกล่าวถึงอาการป่วยของเอกชัยที่ยังคงไม่ได้รับการรักษา และศาลยังคงไม่ให้ประกันตัว รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” และ “ครูใหญ่” จึงทำให้ต้องติดกำไล EM และถูกขังอยู่ในเรือนจำ


จากนั้นมีการเปิดเพลงสุขสันต์วันเกิดและเป่าเค้กให้ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่วันนี้อายุครบ 35 ปี และอวยพรขอให้อายได้พบกับเสรีภาพในเร็ววันนี้ สำหรับอาย กันต์ฤทัยนั้น ปัจจุบันถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 2567 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว หลังถูกพิพากษาจำคุกรวม 10 ปี 60 เดือน


ในเวลาประมาณ 19.30 น. เริ่มจุดเทียนและวางดอกไม้ เพื่อรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร ที่เสียชีวิตครบรอบ 2 ปี 2 เดือน หลังจากเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค.​ 2567 ระหว่างถูกขังในคดีละเมิดอำนาจศาล และถูกถอนประกันในคดี ม.112 ซึ่งต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องคดีนี้


กิจกรรมปิดท้ายด้วยการอ่านบทกวี "มหาตุลาการ" ที่สะท้อนถึงบทบาทอำนาจของตุลาการ ประพันธ์โดย ทนายอานนท์ นำภา และอ่านกลอนถึง “อาย” กันต์ฤทัย เนื่องในวันเกิดของอาย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #นิรโทษกรรมประชาชน





























วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ยกคำร้อง! ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว “ไผ่-ครูใหญ่” คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ และศาลอาญากรุงเทพใต้ไม่ให้ประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อ แม้ได้ประกันตัวอีกคดีและติด EM แล้ว

 


ยกคำร้อง! ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว “ไผ่-ครูใหญ่” คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ และศาลอาญากรุงเทพใต้ไม่ให้ประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อ แม้ได้ประกันตัวอีกคดีและติด EM แล้ว


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันนี้ (17 กรกฎาคม 2569) เวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดี ม.112 และ ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร  


ส่วนศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม


.

กรณีดังกล่าว ทำให้ทั้งสองคนยังคงถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป ทั้งที่ได้ติดกำไล EM และทำสัญญาประกันตัวในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียวแล้วเมื่อวานนี้


และสำหรับกรณี “ครูใหญ่” ยังมีอีก 1 คดีที่ยังรอคำสั่งประกันตัวจากศาลอุทธรณ์ ได้แก่ คดี ม.112 จากการปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ส่วนคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 ได้รับแจ้งว่าครูใหญ่ถูกขังจนครบโทษแล้ว


โดยวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2569 ไผ่ จตุภัทร์, ครูใหญ่ อรรถพล จะถูกเบิกตัวมาขึ้นศาลอาญา พร้อม อานนท์ นำภา, แอมป์ ณวรรษ และ ไบร์ท ชินวัตร จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในนัดสืบพยานคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยทั้งหมดถูกคุมขังและยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

#คดีแรกชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำคุก “อานนท์ นำภา” 2 ปี คดี ม.112 ปราศรัยหอศิลป์ มช. เมื่อ 23 พ.ย. 63 รวมโทษทุกคดีขณะนี้ 31 ปี 9 เดือนเศษ

 


#คดีแรกชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำคุก “อานนท์ นำภา” 2 ปี คดี ม.112 ปราศรัยหอศิลป์ มช. เมื่อ 23 พ.ย. 63 รวมโทษทุกคดีขณะนี้ 31 ปี 9 เดือนเศษ


วันนี้ (16 กรกฎาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษญชนและนักกิจกรรม ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เหตุจากกรณีปราศรัยในการชุมนุม “ปาร์ตี้ริมเขา เป่าเค้กวันเกิด พลเรือนเอกก๊าบ ๆ” ที่ลานหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม “ประชาคมมอชอ” เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2563 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่าอานนท์มีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุก 2 ปี และอานนท์ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา สำหรับการอ่านคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ได้ดำเนินการผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยอานนท์ไม่ได้ถูกนำตัวมาที่จังหวัดเชียงใหม่


ศูนย์ทนายฯรายงาน ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


ศาลเห็นว่าคำปราศรัยเข้าข่ายดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์


คดีนี้จะเป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่จะมีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 ‘เอกชัย’ แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง ควรได้รับการรักษาเฉพาะทางเพื่อคัดกรองโรคร้าย

 


ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 ‘เอกชัย’ แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง ควรได้รับการรักษาเฉพาะทางเพื่อคัดกรองโรคร้าย


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันที่ 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังวัย 51 ปี ในคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหา “ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี” ตามมาตรา 110 หลังจากทนายความยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา


การยื่นประกันตัวครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ตั้งแต่ถูกคุมขัง ปัจจุบันเอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และในคำร้องขอประกันตัวได้อ้างความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่น ๆ จึงขอให้ส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อรับการรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป


ศาลฎีการะบุคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”


ขณะที่เอกชัยถูกขังมามากกว่า 10 เดือน แล้ว แม้ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดี จากนั้นศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับ และลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน จึงเป็นเหตุให้เอกชัยถูกขังระหว่างชั้นฎีกาตั้งแต่นั้นเรื่อยมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เอกชัยหงส์กังวาน #มาตรา110 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

 


‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.30 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์ วัย 29 ปี จำเลยคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ เมื่อปี 2565 ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อ เนื่องจากเลือกเข้ารับโทษเพื่อลดภาระทางคดีและกลับมาเริ่มต้นชีวิตกับงานได้โดยเร็วที่สุด โดยวันนี้อติรุจเดินทางมาศาลพร้อมทนายความและนายประกัน เพื่อถอนประกัน ก่อนเข้ารับการส่งตัวเข้าเรือนจำในช่วงเย็น 


บรรยากาศในวันนี้ มีประชาชนมาร่วมส่งอติรุจมากกว่า 10 คน ขณะที่อติรุจเดินทางมาถึงศาลอาญากรุงเทพใต้พร้อมกับครอบครัวในเวลาบ่ายโมงเศษ และได้พูดคุยกับประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจเล็กน้อย ก่อนที่จะไปยื่นถอนประกันต่อศาล จากนั้นศาลเรียกให้อติรุจขึ้นไปสอบถามบนห้องพิจารณาคดีที่ 404 ว่าเป็นจำเลยในคดีนี้ใช่หรือไม่ และไม่ประสงค์จะยื่นฎีกาใช่หรือไม่ อติรุจตอบยืนยันก่อนที่ศาลจะออกหมายขัง


จากนั้น อติรุจถูกนำตัวลงไปห้องคุมขังและรถของเรือนจำออกจากศาลในเวลา 16.49 น. เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงให้กำลังใจจากครอบครัวและประชาชน 


อย่างไรก็ตาม การที่อติรุจถูกคุมขังในวันนี้ ทำให้ยอดผู้ต้องขังทางการเมืองมีอย่างน้อย 55 คน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 คน) 


ลำดับเหตุการณ์คดีของ "อติรุจ"


15 ต.ค. 2565 อติรุจถูกจับกุมจากการตะโกนข้อความระหว่างขบวนเสด็จผ่านที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และถูกฟ้องใน 2 ข้อหาคือ ม.112 และ ม.138 (ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ)


การสู้คดีนั้น อติรุจรับสารภาพในข้อหา ม.112 แต่ปฏิเสธข้อหา ม.138 โดยสู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบและไม่แสดงบัตร ทำให้ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงาน


12 ธ.ค. 2566 คำพิพากษาศาลชั้นต้น ตัดสินว่ามีความผิดทุกข้อหา ลงโทษจำคุก ม.112 (หลังลดหย่อน) 1 ปี 6 เดือน และ ม.138 อีก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา (ได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์)


16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา ก่อนที่อติรุจจะตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อในเวลาต่อมา


หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนอติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา และเตรียมตัวเข้ารับโทษในเรือนจำ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องในปัจจุบันสายงานโปรแกรมเมอร์และเทคโนโลยีนั้น พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หากต้องเสียเวลากับคดีความที่ยืดเยื้อ อาจทำให้เขาตามไม่ทันเทคโนโลยี และงานสะดุด การเลือกเข้ารับโทษเพื่อให้กระบวนการจบและออกมาเริ่มต้นใหม่โดยเร็วที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า


ซึ่งเมื่อดูจากหลักฐานที่เป็นเหตุซึ่งหน้า ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม เขาประเมินว่าการสู้ต่อในชั้นฎีกาก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้ ส่วนจุดยืนเรื่องเสรีภาพของเขานั้น แม้จะยอมรับโทษตามกระบวนการ แต่เขายังคงยืนยันหลักการเดิมว่า “ไม่ควรมีใครต้องถูกขังหรือต้องลี้ภัยเพียงเพราะการพูด"


ทั้งนี้ อติรุจได้กล่าวสั้น ๆ ว่า ทบทวนและใช้เวลาตัดสินใจดีแล้ว เหตุเพราะช่วงรอเวลาศาลฎีกานัดฟังคำตัดสิน ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างติดขัดอยากไปเรียน ไปทำงานต่างประเทศก็ไม่ได้ เวลาระหว่างรอคือความไม่สบายใจ หลังจาก 16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา จึงได้ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ยื่นฎีกาต่อ แต่ขอไปเคลียร์งานและภาระหน้าที่ จึงได้มาดำเนินการตามกระบวนการถอนประกัน เพื่อรับโทษ


อย่างไรก็ตาม Thumbright ได้ลงคลิปสัมภาษณ์ อติรุจก่อนถึงวันเดินทางมาศาลาอาญากรุงเทพใต้ บางช่วงระบุว่า แม้เขาจะรับสารภาพและกำลังจะเดินหน้าเข้ารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่การพูด ซึ่งไม่มีควรมีใครต้องถูกขังและต้องลี้ภัยเพียงเพราะแค่พูดเรื่องนี้


"ผมหวังว่าคุณจะกลับมาอย่างครบถ้วน ทั้งร่างกาย จิตใจ และที่สำคัญที่สุด คือศักดิ์ศรีที่ยังคงอยู่"


นี่คือข้อความที่อติรุจอยากฝากถึงตัวเองในวันที่ได้ออกจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112