วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

"เพื่อไทย" เปิดแผนดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ชู 4 กลุ่มกฎหมายวางรากฐานเศรษฐกิจ–ความเป็นธรรม–ความมั่นคง ผ่านกลไกนิติบัญญัติ ทั้งนี้สามารถผลักดันทันทีที่เปิดสภา 16 ฉบับรวด

 


"เพื่อไทย" เปิดแผนดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ชู 4 กลุ่มกฎหมายวางรากฐานเศรษฐกิจ–ความเป็นธรรม–ความมั่นคง ผ่านกลไกนิติบัญญัติ ทั้งนี้สามารถผลักดันทันทีที่เปิดสภา 16 ฉบับรวด


วันที่ 14 มีนาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวร่วมกันที่พรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ โดยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง


นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ


หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม


ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่


1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ


2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น


3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน


4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ


นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้


จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง


ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว


สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่


1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่


2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา


3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา


4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต


ศ.ดร.ยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน


“ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว


ส่วนด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวสรุปรวมว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้


เลขาธิการพรรคเพื่อไทยยังระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน


พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง


“พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย







“ปกรณ์วุฒิ” ตั้งคำถามมาตรฐาน ป.ป.ช. ใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแบบยืดได้หดได้ คดีซุกหุ้น “ศักดิ์สยาม” หลักฐานชัดกลับตีตก เทียบคดี 44 สส. อาศัยเพียงหลักฐานแวดล้อม-การตีความ กลับชี้มูลเหมาเข่ง

 


“ปกรณ์วุฒิ” ตั้งคำถามมาตรฐาน ป.ป.ช. ใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแบบยืดได้หดได้ คดีซุกหุ้น “ศักดิ์สยาม” หลักฐานชัดกลับตีตก เทียบคดี 44 สส. อาศัยเพียงหลักฐานแวดล้อม-การตีความ กลับชี้มูลเหมาเข่ง


เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า มาตรฐาน ป.ป.ช. ใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแบบยืดได้หดได้ 


ตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ป.ป.ช. ได้ยกคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ยื่นไปตั้งแต่ปี 2565 กรณีกล่าวหาคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ข้อหาจงใจปกปิดทรัพย์สินและแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. ซึ่งข้อหานี้เป็นกรณีเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไปแล้วเมื่อปี 2567 ว่าคุณศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นอย่างแท้จริง เป็นผลให้คุณศักดิ์สยามมีความผิดและทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงต้องห้ามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 2 ปีนับตั้งแต่ศาลมีคำวินิจฉัย 


เรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร” ซึ่งในความเห็นของผมและนักกฎหมายหลายๆ ท่าน สิ่งที่ “ผูกพัน” ตามความหมายของประโยคนี้หมายถึง “ผลของคำวินิจฉัย” เท่านั้น เช่น การพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม การถูกตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 10 ปีของคุณพิธา การสิ้นสภาพของพรรคก้าวไกล เหล่านี้คือ “ผลของคำวินิจฉัย” ซึ่งย่อมผูกพันทุกองค์กร 


ส่วนคำอรรถาธิบาย ไม่ว่าจะกี่สิบหน้ากี่ร้อยหน้าของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มิได้ผูกพันทุกองค์กรไปทุกตัวอักษร ดังที่เราเคยเห็นมาแล้วในกรณีการถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร สส. ว่าศาลยุติธรรม ก็ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสิ่งที่ผูกพันทุกองค์กรคือ “ผลของคำวินิจฉัย” ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ “คำอรรถาธิบาย” ของศาลรัฐธรรมนูญ


นอกจากนี้ผมเห็นว่าการตัดสินหรือพิพากษาขององค์กรใดๆ ก็ต้องว่าไปตามพยานหลักฐานที่มี ไม่ใช่ยึดถือว่าทุกตัวอักษรที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยเขียนขึ้นมา จะต้องนิยามสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป


ในกรณีคุณศักดิ์สยาม เอกสารหลักฐานที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อปี 2565 นั้น เป็นหลักฐานชุดเดียวกับที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ​จนมีคำวินิจฉัยออกมาในปี 2567 ไม่ว่าจะเป็น 


- เงินที่ ผู้ถือหุ้นคนใหม่ ใช้ซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ 119.5 ล้านบาท นั้น มีต้นทางเงินที่แท้จริง ที่โอนจาก นายศักดิ์สยาม โดยโอนผ่าน บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด และ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

- หลังจาก คุณศักดิ์สยาม โอนขายหุ้นไปแล้ว ยังคงมีการเบิกบิลน้ำมันรถส่วนตัวของ คุณศักดิ์สยาม 2 คัน ซึ่งเป็นรถตามที่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. โดยปรากฎในใบเสร็จค่าน้ำมัน เขียนไว้ว่า “ติดตามนาย” 

- รวมถึง เอกสารหลักฐาน และเส้นทางการเงินอีกหลายรายการที่ชี้ให้เห็นถึงข้อพิรุธ ว่าเป็นการใช้นอมินี มาถือหุ้นแทน และยังนำ หจก. นี้ มารับงานภาครัฐอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์”


แต่สุดท้าย ป.ป.ช. ในปี 2568 กลับมีมติยกคำร้องดังกล่าว ซึ่งหากอ้างอิงจากข่าว ทาง ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่า “เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้มีการสรุปสำนวนไปแล้วว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย โดยฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ไม่จงใจปกปิด” 


กรณีนี้จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า ป.ป.ช. ก็ใช้หลักเกณฑ์ตามที่ผมกล่าวไปข้างต้นว่า “คำอรรถาธิบายทุกหน้ากระดาษของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเพียง ‘เหตุผลประกอบ’ ไปสู่คำวินิจฉัยนั้น มิได้ผูกพันทุกองค์กร” 


แต่เมื่อเราลองเปรียบเทียบกับคดีของ 44 สส. พรรคก้าวไกล ที่ถูกร้องว่า ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง นั้น ทางเราไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายประการในกระบวนการการพิจารณา เช่น ถูกปฏิเสธการออกหมายเรียกพยานบุคคล และเอกสารหลักฐาน ตามที่ผู้ถูกร้องร้องขอ, ถูกปฏิเสธการขอเข้าชี้แจงด้วยวาจาของผู้ถูกร้อง, ถูกปฏิเสธคำร้องที่โต้แย้งชื่อคณะกรรมการไต่สวนที่มี Conflict กับผู้ร้อง, เมื่อร้องขอให้เปิดเผย ว่ากรรมการที่มี conflict กับผู้ถูกร้องนั้น มีความเกี่ยวข้องในกระบวนการมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้รับการเปิดเผย 


ยังไม่รวมถึงว่า ในการพิจารณาความผิดจริยธรรมนี้ พยานหลักฐานต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็น พฤติการณ์แวดล้อม และอาศัยการตีความทั้งสิ้น ต่างจากกรณีคุณศักดิ์สยาม ที่เป็นเอกสารหลักฐานทางการที่สามารถชี้ชัดถึงเจตนาได้


แต่ ป.ป.ช. กลับบอกว่า กำลังแก้ไขเพิ่มเติมสำนวนฟ้อง 44 สส. เพื่อให้เชื่อมโยงตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ราวกับว่าทุกตัวอักษรในทุกหน้ากระดาษของศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องผูกพันทุกองค์กร ทั้งๆที่ เมื่อช่วงแรกๆของกระบวนการ ทาง ป.ป.ช. ก็เคยออกมาบอกเองว่า ลำพังการลงชื่อแก้กฎหมาย ไม่สามารถเป็นความผิดได้ ต้องดูพฤติการณ์อื่นๆ เป็นรายบุคคลไป 


แต่ท้ายที่สุด ป.ป.ช. กลับชี้มูลทั้ง 44 สส. แบบเหมาเข่ง โดยพยายามอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ราวกับว่าคำวินิจฉัยนี้ เป็นหลังพิงเพียงสิ่งเดียว ที่ ป.ป.ช. จะสามารถชี้มูล 44 สส. ได้ ..  


ซึ่งขัดแย้งกันเองกับมาตรฐาน ที่ ป.ป.ช. ใช้กับคดีของคุณศักดิ์สยาม โดยสิ้นเชิง


นอกจากเรื่องมาตรฐานการอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กลับไปกลับมา หาความแน่นอนไม่ได้ เรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณาก็น่าสนใจ ขณะที่การไต่สวนผู้ถูกร้อง 44 คน ที่มีพฤติการณ์แวดล้อมแตกต่างกันทั้งหมด ป.ป.ช. ใช้เวลาไต่สวนทั้งสิ้น 2 ปี 


แต่การไต่สวนผู้ถูกร้องคนเดียว คือคุณศักดิ์สยาม กับกรณีการซื้อขายหุ้น หจก. เดียว ป.ป.ช. กลับใช้เวลาไปถึงประมาณ 3 ปีครึ่ง


ผมคงต้องให้สังคม ตั้งคำถามดังๆกับองค์กรนี้ว่า ค่านิยมหลักของ ป.ป.ช. ที่ว่า “ ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ” นั้น ยังเหลือข้อใดให้ประชาชนเชื่อถือได้อีกหรือไม่ และใครจะสามารถตรวจสอบ “จริยธรรม” ของผู้ที่มาตัดสินคนอื่นว่าผิดจริยธรรมได้บ้าง?


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

เครือข่าย PSC Thailand รวมตัวหน้าสถานทูตอิสราเอล แสดงจุดยืนต่อต้านการทำอาชญากรรมระหว่างประเทศ ประณามโจมตีโรงเรียนในอิหร่าน ทำเด็กเรียนเสียชีวิตกว่า 168 คน

 


เครือข่าย PSC Thailand รวมตัวหน้าสถานทูตอิสราเอล แสดงจุดยืนต่อต้านการทำอาชญากรรมระหว่างประเทศ ประณามโจมตีโรงเรียนในอิหร่าน ทำเด็กเรียนเสียชีวิตกว่า 168 คน


วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 – 16.00 น. บริเวณหน้าสถานทูตอิสราเอล ถนนสุขุมวิท มีกิจกรรมชุมนุมเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา โดย PSC Thailand (Palestine Solidarity Campaign) และเครือข่าย ยืนหยัดต่อสู้เพื่อมนุษยธรรมกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การรุกรานที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และระบอบจักรวรรดินิยม (Imperialism) สืบเนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอิหร่านและปาเลสไตน์ เนื่องในวันอัลกุดส์ หรือวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน


บรรยากาศในที่ชุมนุมวันนี้ มีการปราศรัย รวมถึงถือธงปาเลสไตน์และป้ายข้อความประท้วง โดยมีผู้ชุมนุมถือภาพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐ-อิสราเอล ขณะเดียวกันในที่ชุมนุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย โดยมีวางแผงเหล็กกั้นในบริเวณที่ชุมนุมด้วย


รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศรา กาติ๊บ ประธาน PSC Thailand ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้เป็นวันอัลกุดส์ เป็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งประกาศโดยท่านอิมามโคมัยนี เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เนื่องจากชื่อ ‘อัลกุดส์’ เป็นชื่อของเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งตามประวัติศาสตร์เป็นที่ตั้งของทั้ง 3 ศาสนา ก็คือ ศาสนายูดาห์, ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม 


“วันอัลกุดส์ เป็นวันที่แจ้งให้ทั่วโลกทราบว่า นครเยรูซาเล็มยังอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล เพราะฉะนั้นวันอัลกุดส์เป็นวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนในทุก ๆ ปี จะมีการมาชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องให้เมืองเยรูซาเล็มเป็นอิสระจากความครอบครองของอิสราเอล 


ส่วนที่มาชุมนุมในวันนี้ รศ.ดร.อดิศราระบุว่า เป็นการรวมตัวกันของทั้งชาวมุสลิม และไม่ใช่ชาวมุสลิม ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เพื่อต่อต้านระบบรัฐอาณานิคม ซึ่งเดิมที่ปาเลสไตน์ ซึ่งที่กาซาและเวสต์แบงก์ก็ยังมีคนถูกฆ่าโดยชาวอิสราเอลอยู่ โดยเวสก์แบงก์ก็มีชาวอิสราเอลอพยพมาตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเหตุการณ์ก็ประจวบเหมาะที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศอิหร่านด้วย


รศ.ดร.อดิศรา กล่าวต่อว่า “อีกประเด็นหนึ่งที่จะพูดวันนี้คือเรื่องคนอิสราเอลในประเทศไทย หากมาอย่างเป็นมิตรนั้นเราไม่มีข้อโต้แย้งหรือรังเกียจ เนื่องจากไม่ได้มีข้อหมองใจอะไร แต่อย่าลืมว่าก็มีคนอิสราเอลในประเทศไทยที่ผ่านการเป็นทหารมาแล้ว ทหารอิสราเอลที่ไปฆ่าคนในปาเลสไตน์และมาพักผ่อนอย่างสบายใจอยู่ในประเทศไทย หากเป็นเช่นนี้เราไม่ยินดี”


ทั้งนี้ สำหรับวันอัลกุดส์ เป็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งจะมีการออกมาแสดงจุดยืนโดยการประท้วงเพื่อให้ปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ อีกทั้งสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 ขณะเดียวกันอิหร่านก็ยังคงตอบโต้เป็นวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาค


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์


































“ภคมน” เผยมติ ปชน.ส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ เพื่อให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ ยังอุบชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ขออย่าเพิ่งวิจารณ์ฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพให้ดูผลงานก่อน พร้อมตรวจสอบเข้ม

 


“ภคมน” เผยมติ ปชน.ส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ เพื่อให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ ยังอุบชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ขออย่าเพิ่งวิจารณ์ฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพให้ดูผลงานก่อน พร้อมตรวจสอบเข้ม


วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาชน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชนกล่าวถึง ผลการประชุมเบื้องต้น ว่า ที่ประชุมมีมติส่งรายชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังได้ชื่อ และ ส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นการยืนยันว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคฝ่ายค้านอันดับ 1 โดยก่อนการลงมติจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ เป็นการเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่พี่น้องประชาชนควรจะได้ จากตำแหน่งที่สำคัญควรจะเป็นอย่างไร


เมื่อถามว่า ขณะนี้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพจะทำให้การ ตรวจสอบรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ น.ส.ภคมน ยืนยันว่า ในส่วนของพรรคประชาชนจะตรวจสอบรัฐบาลอย่างเป็นที่ และเข้มข้นเหมือนที่ผ่านมา และที่ผ่านมาพรรคประชาชน ไม่เคยออมมือให้กับฝ่ายใด อย่างไรก็ตามการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เหมือนกับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล


ได้ร่วมแบบที่ทุกคนทุกฝ่ายร่วมมือ เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เป็นการร่วมกันแบบที่พรรคนั้นๆไม่ได้ร่วมรัฐบาล ดังนั้นเอกภาพก็จะเป็นเอกภาพแบบพรรคร่วมฝ่ายค้าน


เมื่อถามว่า หากฝ่ายค้านทำงานไม่เข้มแข็งอาจส่งผลให้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีอยู่ยาวนาน 4-8 ปีได้


น.ส.ภคมน กล่าวว่าอยากให้ทุกคนได้เห็นบทบาทการทำงานของพรรคประชาชนเสียก่อน ซึ่งการตั้งคำถามในตอนนี้ก็เหมือนเป็นการคาดเนกันไป


ทั้งนี้ จากมติของพรรคเบื้องต้นที่ได้แจ้ง ได้มีการประสานงานไปยังพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆหรือไม่ ในการขอความร่วมมือให้โหวตไปในทิศทางเดียวกัน น.ส.ภคมน กล่าวว่า เมื่อพรรคได้รายละเอียดที่ครบถ้วนแล้ว จะมีทีมที่เป็นวิปฝ่ายค้านดำเนินการต่อไป


น.ส.ภคมน ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับชื่อประธานวิปฝ่ายค้านขณะนี้ จะต้องรอให้มีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านเสียก่อน จึงอยากให้รอผลอย่างเป็นทางการก่อน ไม่อยากให้สันนิษฐานกันไปต่างๆนานา ขอให้รอเพราะพรรคประชาชนเปิดเผยทุกเรื่องต่อสาธารณชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” สองคดี ระบุเกรงจำเลยหลบหนี แม้อีกคดี ม.112 ศาลฎีกาให้ประกันตัวแล้ว ทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องประกันตัวต่อ "ไผ่-ครูใหญ่ยังคงถูกขัง"

 


ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” สองคดี ระบุเกรงจำเลยหลบหนี แม้อีกคดี ม.112 ศาลฎีกาให้ประกันตัวแล้ว ทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องประกันตัวต่อ "ไผ่-ครูใหญ่ยังคงถูกขัง"


วันนี้ (13 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดี ม.112 และคดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” หลังจากวานนี้ (12 มี.ค.) ทนายยื่นประกันตัว ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องทั้งสองคดีไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา วันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองคดี ดังนี้


คดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 9 เดือน ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ (ถอนประกันคดีนี้หลังถูกขังคดี ม.112)


ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำตามที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”


คดี ม.112 กรณีปราศรัยในบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”


ในทั้งสองคดีนี้ ทนายกำลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวต่อ รอติดตามคำสั่งจากศาลต่อไป


ทั้งนี้ สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 ของไผ่และครูใหญ่ จากเหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียวแล้ว จึงกำลังทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกต่อ ซึ่งไผ่มีอีก 2 คดีที่ถูกขัง ส่วนครูใหญ่มีอีก 5 คดีที่ถูกขังอยู่


เหตุดังกล่าวไผ่และครูใหญ่ จึงยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน


‘โต๋ ศุภโชติ’ เตือน “ปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะตาย” แต่รัฐกลับช่วยพยุงแค่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือรัฐบาลใหม่กำลังตอบแทนใครทางอ้อม?

 


โต๋ ศุภโชติ’ เตือน “ปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะตาย” แต่รัฐกลับช่วยพยุงแค่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือรัฐบาลใหม่กำลังตอบแทนใครทางอ้อม?


วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอบทวิเคราะห์ประเด็นราคาน้ำมันผันผวนในช่วงสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้น รัฐบาลได้มีการออกมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอ้างว่าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนนั้น


นายศุภโชติตั้งคำถามต่อมาตรการดังกล่าวว่า อาจช่วยบรรเทาภาระของผู้บริโภคในระยะสั้นได้จริง แต่เมื่อดูที่โครงสร้างตลาดน้ำมันในประเทศอย่างละเอียด ยังมีจุดที่น่ากังวลว่า มาตรการนี้อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากกลับเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ


นายศุภโชติกล่าวถึงรายงานข่าวและเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการในหลายพื้นที่ พบว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยหรือ “ปั๊มที่ไม่มีแบรนด์” จำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น บางแห่งจำเป็นต้องตั้งราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงกว่าปั๊มแบรนด์ใหญ่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ขณะที่บางแห่งถึงขั้นประสบภาวะขาดแคลนน้ำมันชั่วคราวและต้องหยุดให้บริการเป็นระยะ


โดยปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมากในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง ห่างไกลจากปั๊มขนาดใหญ่ ทำให้ต้องอาศัยน้ำมันจากปั๊มขนาดเล็ก ด้วยข้อจำกัดด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการเกษตร เช่น ต้องใช้น้ำมันสำหรับเติมเครื่องจักรในการทำเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ไถนา ฯลฯ ซึ่งก็มีบางพื้นที่ที่ปั๊มรายย่อยเข้าสู่ภาวะขาดแคลน้ำมันและจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการขายน้ำมันให้ลูกค้าแต่ละราย ทำให้เกษตรกรไม่สามารถมีน้ำมันเพียงพอต่อการทำมาหากินได้


นายศุภโชติกล่าวว่า ลักษณะโครงสร้างธุรกิจน้ำมันของประเทศไทยคือโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่มักจะจับมือกัน หรือไม่ก็เป็นแบรนด์เดียวกัน มักจะมีเครือข่ายปั๊มของตนเอง และมักทำสัญญาจัดส่งน้ำมันระยะยาวให้กับเครือข่ายดังกล่าว ทำให้สถานีบริการในเครือบริษัทใหญ่มีราคาและปริมาณน้ำมันที่มั่นคงหรือไม่ผันผวนเท่ารายย่อย


ปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงานรายงานว่า ประเทศไทยมีสถานีบริการน้ำมันประมาณ 26,000 แห่ง ในจำนวนนี้ราว 8,500 แห่งเป็นสถานีบริการที่อยู่ในเครือแบรนด์หลักของบริษัทน้ำมัน ในขณะที่สถานีบริการที่เหลืออีกประมาณ 17,500 แห่งเป็นปั๊มรายย่อย ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้โดยตรง ทำให้ปั๊มเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อน้ำมันผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลางที่เรียกว่า “จ็อบเบอร์” (Jobber)


นายศุภโชติอธิบายถึงบทบาทของจ็อบเบอร์ในระบบนี้ คือการทำหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้าหรือเป็นพ่อค้าคนกลาง โดยซื้อน้ำมันจากบริษัทน้ำมันหรือคลังน้ำมัน แล้วนำไปจำหน่ายต่อให้กับสถานีบริการอิสระหรือผู้ใช้น้ำมันรายอื่น


อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากสะท้อนว่า ในช่วงวิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้ น้ำมันที่พวกเขาต้องซื้อผ่านจ็อบเบอร์มีราคาสูงกว่าราคาต้นทางที่สถานีบริการในเครือบริษัทน้ำมันได้รับอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปั๊มรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าและแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้น


ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า มาตรการของรัฐที่ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันนั้น กำลังช่วยทุกคนในระบบจริงหรือไม่ หรือในทางปฏิบัติกำลังช่วยเฉพาะผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เท่านั้น เพราะว่าเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเอามาช่วยลดราคาต้นทุนน้ำมันของปั๊มรายใหญ่


นายศุภโชติยกตัวอย่างจากสถานการณ์การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยลดราคาต้นทุนน้ำมันของปั๊มรายใหญ่ เช่น ราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบัน (หลังสงคราม) อยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร (ราคา ณ วันที่ 12 มี.ค. 69) กองทุนเอาเงินมาชดเชยให้กับปั๊มน้ำมันรายใหญ่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร (ราคาน้ำมันก่อนสงครามอยู่ที่ระดับ 30.5 บาทต่อลิตร) แต่ปั๊มรายเล็กไม่ได้รับเงินชดเชยตรงนี้ ทำให้ยังคงต้องซื้อน้ำมันที่มีราคาแพงในระดับ 40 กว่าบาทต่อลิตร เนื่องจากไม่ได้เป็นปั๊มในเครือแบรนด์ใหญ่


ขณะเดียวกัน ก็มีการตั้งคำถามว่า อาจจะมีบริษัทน้ำมันรายใหญ่บางรายที่มีเครือข่ายธุรกิจจ็อบเบอร์ด้วย ยกตัวอย่าง เช่น บริษัท A เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ และมีบริษัท B เป็นบริษัทลูกที่ทำธุรกิจจ็อบเบอร์ด้วยการจำหน่ายน้ำมันให้กับปั๊มรายย่อยหรือปั๊มอิสระที่ไม่มีแบรนด์


นั่นเท่ากับว่าบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ A อาจหาโอกาสจากการขายน้ำมันผ่านบริษัทจ็อบเบอร์ซึ่งเป็นบริษัทลูกในราคาสูงกว่าที่รัฐบาลตรึงราคาไว้ได้ ที่ทำเช่นนี้ได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไม่ให้บริษัทรายใหญ่มีบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจจ็อบเบอร์ ปั๊มน้ำมันรายย่อยก็อาจต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่าตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม และเมื่อปั๊มรายย่อยค่อย ๆ หายไปจากตลาด การแข่งขันในระบบพลังงานก็จะลดลงตามไปด้วย


ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังใช้เงินจากกองทุนน้ำมันจำนวนมากเพื่อพยุงราคาน้ำมันดังกล่าวด้วยการอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ได้ประโยชน์ดังกล่าวด้วย


นายศุภโชติเสนอแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำตอนนี้ จึงไม่ใช่แค่การตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มเท่านั้น แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงจ็อบเบอร์และสถานีบริการปลายทาง เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้การพยุงราคาน้ำมันด้วยการอุดหนุนเงินชดเชยผ่านกองทุนเชื้อเพลิงเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดพลังงาน


ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 3 ข้อ


1. เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั้งระบบ (เช่น ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบ ต้นทุนการกลั่น อัตรากำไรของโรงกลั่น เพื่อพิสูจน์ว่าจริง ๆ แล้วมีการค้ากำไรเกินควรในภาวะวิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนทั้งประเทศอยู่หรือไม่?)


2. ตรวจสอบบทบาทและการทำหน้าที่ของจ็อบเบอร์ หรือ พ่อค้าคนกลางในตลาดว่ามีการกักตุนน้ำมันเพื่อปั่นราคาให้สูงขึ้นต่อปั๊มน้ำมันรายย่อยหรือไม่?


3. ออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบปั๊มรายย่อยในช่วงวิกฤตพลังงาน เช่น ห้ามจ็อบเบอร์ขายน้ำมันในราคาที่สูงกว่าราคาที่ตรึงไว้ในช่วงวิกฤต


นอกจากนี้ นายศุภโชติยังได้กล่าวถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะมีการปรับระบบให้ปั๊มน้ำมันรายย่อยสามารถซื้อน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในราคาที่รัฐให้การสนับสนุนได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านจ็อบเบอร์คนกลาง คำถามสำคัญก็คือ ขณะนี้กระบวนการดังกล่าวดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เพราะสถานการณ์ในพื้นที่กำลังวิกฤตเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถรอได้อีกต่อไป


หากมาตรการดังกล่าวล่าช้า กว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จ วิกฤตของผู้ประกอบการรายย่อยอาจเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานผันผวนเช่นนี้ ผู้ประกอบการรายเล็กมีเงินทุนจำกัดและมีความเปราะบางสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ก็จะนำไปสู่การปิดตัวของปั๊มน้ำมันรายย่อยให้ทยอยหายไปจากตลาด


ในที่สุดผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและเกษตรกรของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่มีปั๊มรายใหญ่จำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียง และทำให้ต้องเสียต้นทุนทั้งเวลาและโอกาสในการทำมาหากิน เพื่อเดินทางไปจัดหาน้ำมันมาประคองการหาเลี้ยงชีพของตัวเองในแต่ละวัน


สุดท้ายแล้ว นายศุภโชติให้ความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวดำเนินสืบเนื่องต่อไป ในระยะยาว ประเทศไทยอาจเหลือเพียงเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันของบริษัทใหญ่ไม่กี่กลุ่ม และเมื่อการแข่งขันลดลงก็จะทำให้ง่ายต่อการผูกขาดพลังงานของกลุ่มทุนใหญ่ให้กอบโกยกำไรได้มากขึ้น ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในที่สุดหรือเรียกง่าย ๆ ว่าหาน้ำมันใช้ยากขึ้น จ่ายค่าน้ำมันในราคาที่แพงขึ้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พลังงาน

“พริษฐ์” ถาม เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีมติสวนทาง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีโกง สว.? และเราจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ กกต. ในการชี้ขาดเรื่องนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 จาก 7 กกต. ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่กำลังถูกกล่าวหา?


พริษฐ์” ถาม เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีมติสวนทาง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีโกง สว.? และเราจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ กกต. ในการชี้ขาดเรื่องนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 จาก 7 กกต. ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่กำลังถูกกล่าวหา?


วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. มีมติสวนทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ว่า ในขณะที่สังคมยังไม่ได้รับคำตอบจากหลายคำถามที่มีต่อ กกต. เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง สส. … สังคมกำลังจะมีคำถามต่อ กกต. เพิ่มขึ้นอีก เกี่ยวกับตรวจสอบกรณีการโกง สว.


นายพริษฐ์กล่าวว่า แม้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI) ได้เคยมีมติเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาผู้กระทำความผิดทั้งหมด 229 คน (ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน) แต่รายงานข่าวเมื่อวานนี้ระบุว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. กลัมมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิดใดๆ ซึ่งสวนทางกับความเห็นของคณะสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิง


หากรายงานข่าวเป็นจริง นั่นหมายความว่า:


สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 138 คนที่เป็น สว. : คณะอนุกรรมการ 5 คน เห็นว่า สว. ทั้ง 138 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ในขณะที่คณะอนุกรรมการ 2 คน เห็นว่า สว. ส่วนใหญ่ (134 จาก 138 คน) มีมูลความผิด


สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 91 คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่าย: คณะอนุกรรมการทั้ง 7 คน เห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าทั้ง 91 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ


คำถามที่ตามมา:


1. เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ ของ กกต. และ DSI? เป็นไปได้อย่างไร ที่หลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะกรรมการสืบสวนฯ - ซึ่งคาดว่ามีทั้งการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน หลักฐานการนัดพบ รวมถึงเส้นทางการเงิน - จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ชี้มูลผู้กล่าวหาได้แม้แต่คนเดียว?


2. คนที่จะต้องชี้ขาด ว่าจะเห็นตาม คณะกรรมการสืบสวนฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนมีมูลความผิด และควรส่งเรื่องต่อไปที่ศาล) หรือเห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยุติคดี) คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) - แต่ในเมื่อ กกต. มี 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหา เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่า กกต. จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง?


3. หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต. ได้ดำเนินการและตัดสินเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยสวนทางกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และโดยไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ ว่าองค์กรอิสระในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากประชาชน?

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั๊วสว #กกต