วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : เรื่องปลอม ๆ ของรัฐไทย

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : เรื่องปลอม ๆ ของรัฐไทย


เริ่มตั้งแต่ได้วุฒิปลอมเพื่อเป็นครูอาจารย์, เป็นนักการเมือง, รับราชการ, เป็นนักธุรกิจ


สอบแข่งขันปลอม ใช้เงินแทนความรู้  แต่ได้เป็นข้าราชการจริง
!!!


การเลือกตั้งปลอม ๆ ใช้เงินและเครือข่ายวางระบบทั้งประเทศ และได้เป็นสมาชิกรัฐสภาจริง!!!


เป็นที่มาองค์กรอิสระปลอม ๆ แต่มีอำนาจให้คุณให้โทษนักการเมืองจริง 


สุดท้ายการเมืองการปกครองก็เป็นระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมชัดเจน  แต่มีอำนาจรัฐจริงในการเป็นผู้ปกครองประเทศและได้ผลประโยชน์จริง 


การสร้างเครือข่ายจึงต้องให้ผลประโยชน์กับเครือข่ายที่ทำให้ได้อำนาจในรัฐสภาและอำนาจบริหาร  ต้องมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนเหิมเกริมมาก ไม่เกรงกลัวอะไร จนถูกฟ้องร้อง เหมือนฝีแตกแผล แต่มีแผลฝีหนองทั้งตัว


สุดท้าย คือความฉิบหายของประเทศนี้ที่สามารถทำให้นักการเมืองปลอม ๆ ในระบอบประชาธิปไตย มีแก๊งค์เครือข่ายคุมประชาชน คุมหัวคะแนนทั้งประเทศ 


ใช้ “กระสุนเงิน” ยิงประชาชนแทน “กระสุนปืน”  ถือว่าได้ผลเกินคาด ได้อำนาจโดยไม่ต้องใช้กระสุนจริง  จึงแนบเนียนกว่า  ดูดีกว่า  ชอบธรรมมากกว่าการทำรัฐประหาร  น่าสงสัยว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาธิปไตยจอมปลอม ภายใต้อำนาจของ “ระบอบน้ำเงินแท้”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เรื่องปลอมๆ #รัฐไทย #ระบอบน้ำเงินแท้

พิพากษายกฟ้อง! ม.112 - ม.116 ตะวันและพวกรวม 7 คน เหตุทำโพล ”ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ แต่ปรับคนละ 5 พัน เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตำรวจ

 


พิพากษายกฟ้อง! ม.112 - ม.116 ตะวันและพวกรวม 7 คน เหตุทำโพล ”ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ แต่ปรับคนละ 5 พัน เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตำรวจ


วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 เหตุทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565


คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, ใบปอ, ฐากูร, วรเวช, บีม ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ และ “แบม” อรวรรณ


โดยก่อนหน้านี้มี “บุ้ง” เนติพร เป็นจำเลยด้วย แต่ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป


ทั้งหมดถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 และ “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368 อีกทั้งจำเลยบางคนถูกสั่งฟ้องในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และ ตามมาตรา 136, 138 และ 140 ด้วย


พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน ในข้อหามาตรา 112 และ 116


เห็นว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 อีกทั้งโพลเป็นเพียงประโยคคำถาม ไม่ได้เชื่อมโยงถึงใคร และจำเลยไม่ได้ปราศรัย หรือแสดงประการอื่นใด และทางนำสืบของโจทก์ไม่แสดงให้เห็นความวุ่นวายที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 116


พิพากษาปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 368


เห็นว่า ที่ตำรวจสั่งให้หยุดการชุมนุมเป็นคำสั่งชอบโดยกฎหมายเพื่อถวายความปลอดภัย จำเลยทราบแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม


พิพากษาลงโทษจำคุกวรเวช 4 เดือน ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138


เมื่อพิจารณาเหตุการณ์แล้ว เห็นว่าจำเลยอื่นไม่ได้ผลักดัน มีเพียงวชเวชผลักดันร่วมกับคนอื่นซึ่งไม่ได้ฟ้องมาในคดีนี้ วรเวชจึงมีความผิดข้อหานี้เพียงคนเดียว ลงโทษจำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 4 เดือน


พิพากษายกฟ้องวรัณยา ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136


เห็นว่า วรัณยาไม่ทราบว่าบุคคลที่ไม่ได้แต่งชุดในเครื่องแบบ ผู้นั้นเป็นใคร แม้คำกล่าวจะแรงไปบ้าง แต่เป็นการถามด้วยความสงสัย และต้องการความรับผิดชอบ


สรุปแล้ว พิพากษายกฟ้องข้อหา ม.112 และ ม.116 จำเลยทุกคน แต่ลงโทษปรับจำเลยทุกคน คนละ 5000 บาท ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน


ขณะที่วันนี้ วรเวชจะถูกนำตัวกลับไปคุมขังตามเดิม

ข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112














วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เปิดตัวแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ล่า 5 หมื่นรายชื่อ เสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน

 


เปิดตัวแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ล่า 5 หมื่นรายชื่อ เสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน


วันนี้ (5 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.00 - 17.30 น. ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีกิจกรรม “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” ร่วมทบทวนประวัติศาสตร์ ทำความเข้าใจผลพวงของรัฐประหาร และร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการลบ “มรดกของคณะรัฐประหาร”


สืบเนื่องจากในปี 2569 นี้ กำลังจะครบ 50 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ผลพวงจากการรัฐประหารและการแก้ไขกฎหมายโดยคณะรัฐประหาร ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้น จากการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน


เครือข่ายฯ มีการเปิดแคมเปญให้ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 โดยระบุว่าเป็นกฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรมด้านที่มา และเนื้อหาเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร เพื่อลบล้างมรดกทางกฎหมายของการรัฐประหารในครั้งนั้น และแก้ไขอัตราโทษของความผิดในประมวลกฎหมายอาญาให้เหมาะสม


ภายหลังจากวงเสวนาที่ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ แล้วเสร็จ เวลาประมาณ 17.00 น. มีการเดินขบวนไปยังประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ใกล้หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่ออ่านแถลงการณ์เปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ก่อนยุติกิจกรรม


โดยแถลงการณ์ มีรายละเอียดดังนี้


แถลงการณ์เปิดแคมเปญ "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ"


หลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักถูกกล่าวถึงในฐานะหน้าประวัติศาสตร์อันโศกเศร้าในฐานะบทเรียนความรุนแรงของรัฐ แต่สำหรับพวกเราที่ชีวิตถูกหักรากถอนโคนด้วยน้ำมือของเผด็จการ อีกทั้งมรดกบาปของการรัฐประหารในวันนั้น ยังคงฝังรากลึกและทำหน้าที่กดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย อยู่จนถึงวินาทีนี้


ในตอนเย็นของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีการก่อการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างการปกครองโดยคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งของคณะหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขโทษของกฎหมายหลายมาตราให้สูงขึ้นทั้งหมิ่นศาลหมิ่นประมาทและอื่น ๆ รวมถึงมาตรา 112 ที่ต่างเป็นสาเหตุของคดีทางการเมืองและผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากในปัจจุบัน


จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่มีอยู่แล้ว แต่ผลพวงของกฎหมายยังคงอยู่ และยังมีการทำรัฐประหารซึ่งฉุดรั้งประเทศมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยโอกาสครบรอบ 50 ปีนี้ เราจึงอยากให้ 6 ตุลาเป็นวาระให้รับใช้ประชาชน โดยการร่วมกันยกเลิกประกาศดังกล่าว “ทั้งฉบับ”


นี่ไม่ใช่แค่การลบมรดกบาปในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น แต่เป็นการปักธงว่า คณะรัฐประหารและกฎหมายของพวกเขาที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นสิ่งที่ “มิอาจยอมรับได้และไม่ควรมีที่ยืนในสังคม” อีกต่อไป


พวกเราจึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมลงชื่อ เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม ไม่ว่าจะเป็นพวกเราหรือคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เราต่างได้รับผลกระทบของรัฐประหารด้วยกันทั้งนั้น การผสานพลังของพวกเราจะช่วยให้ประเทศไทย เป็น “ประชาธิปไตยขึ้นอีกก้าว” มาร่วมลงชื่อด้วยกัน เพื่อลบมรดกบาปรัฐประหารและเขียนอนาคตด้วยประชาชน


ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา

คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน

ขอบคุณ


ร่วมลงชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ได้ที่เว็บไซต์:

https://decoup6octsins.com


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ลบมรดกบาป6ตุลา #50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา









“ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” ฉายสารคดี ‘นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา’ ล้อมวงคุย ‘ประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112’ เปิดตัวแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติ 2519 เพิ่มโทษขั้นต่ำคดี ม.112

 


“ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” ฉายสารคดี ‘นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา’ ล้อมวงคุย ‘ประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112’ เปิดตัวแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติ 2519 เพิ่มโทษขั้นต่ำคดี ม.112


วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 - 17.30 น. ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีกิจกรรม “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” ร่วมทบทวนประวัติศาสตร์ ทำความเข้าใจผลพวงของรัฐประหาร และร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการลบ “มรดกของคณะรัฐประหาร”


สืบเนื่องจากในปี 2569 นี้ กำลังจะครบ 50 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ผลพวงจากการรัฐประหารและการแก้ไขกฎหมายโดยคณะรัฐประหาร ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้น จากการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน


เครือข่ายฯ มีการเปิดแคมเปญให้ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 โดยระบุว่าเป็นกฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรมด้านที่มา และเนื้อหาเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร เพื่อลบล้างมรดกทางกฎหมายของการรัฐประหารในครั้งนั้น และแก้ไขอัตราโทษของความผิดในประมวลกฎหมายอาญาให้เหมาะสม


สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีการฉายสารคดี ‘นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา’ และมีวงคุยหลังสารคดี โดย ชัยธวัช ตุลาธน และ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ อดีตจำเลยคดี 6 ตุลา


ต่อด้วยวงเสวนา ‘ประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112’ โดย บุณยนุช มัทธุจักร จาก iLaw, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล อดีตจำเลยคดี 6 ตุลา, สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยในศาลทหารเชียงราย และ จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จำเลยในยุคราษฎร 2563 ร่วมพูดคุยในประเด็นที่มาของคำสั่งคณะปฏิวัติ การถูกดำเนินคดีในช่วง 6 ตุลา 2519 ช่วงรัฐประหาร 2557 และช่วงปี 2563


จากนั้นมีการอธิบายร่างกฎหมาย โดย ธีรภพ เต็งประวัติ ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า เรามีเป้าหมายจำนวน 50,000 ชื่อในการเสนอชื่อต่อรัฐสภา เพื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อคืนมาตรฐานโทษที่เป็นธรรม โดยเฉพาะในข้อหามาตรา 112 เพื่อให้โทษกลับไปสู่ “ไม่เกิน 7 ปี” ไม่ใช่ “3–15 ปี” ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าข้อเสนอเดิมเกี่ยวกับมาตรา 112 จะถูกทิ้งไป แต่ในครั้งนี้เพื่อให้มีการทบทวนและถกเถียงเกี่ยวกับคำสั่งของคณะปฏิวัติฯ ฉบับดังกล่าวในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ


จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. มีการเดินขบวนไปยังประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ใกล้หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่ออ่านแถลงการณ์เปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ก่อนยุติกิจกรรม


ร่วมลงชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ได้ที่เว็บไซต์:

https://decoup6octsins.com


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ลบมรดกบาป6ตุลา