วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ปชน.เปิดหลักฐาน “จักรวาลโกง สว.” ชี้เส้นสัมพันธ์-เส้นเงิน-โพย-พิกัดโทรศัพท์โยงหลายเครือข่าย จี้ กกต. สอบให้ถึงคนสั่งการ

 


ปชน.เปิดหลักฐาน “จักรวาลโกง สว.” ชี้เส้นสัมพันธ์-เส้นเงิน-โพย-พิกัดโทรศัพท์โยงหลายเครือข่าย จี้ กกต. สอบให้ถึงคนสั่งการ 


วันที่ 29 สิงหาคม 2569 พรรคประชาชน พร้อมพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : วิกฤต สว. และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล”เพื่อพูดคุยถึงวิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทย ปัญหาการได้มาซึ่ง สว. การทำงานของ กกต. และองค์กรอิสระ ตลอดจนผลกระทบต่อประชาธิปไตยไทย โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ, พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1, ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. เขต 4 และ ชยพล สท้อนดี สส.กทม.เขต 8 พรรคประชาชน ได้ร่วมกันเปิดหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ที่เกิดขึ้น โดยมีข้อมูลความเชื่อมโยงกับนักการเมือง ผู้สมัคร สว. ผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลในเครือข่ายหลายราย


พริษฐ์ เปิดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงข่ายการโกง สว. โดยระบุถึงนักการเมือง 3 คนที่อาจมีส่วนเชื่อมโยง ได้แก่ นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เขต1 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพิชัย ชมภูพล เขต 6 สุราษฎร์ธานี จากพรรคภูมิใจไทย พร้อมย้ำว่า หลักฐานที่นำมาเปิดเผยไม่ได้หมายความว่าการพบกันหรือการติดต่อกันจะเป็นความผิด แต่ต้องนำข้อมูลหลายส่วนมาประกอบกัน 


เริ่มจากกรณีที่พบประวัติการติดต่อกันระหว่างสว. อย่างน้อย 19 คน กับ รัตนา บ่อถ้ำ หนึ่งใน 229 ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ ชลัฐ รัศมีกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยมีการติดต่อกันรวมไม่น้อยกว่า 62 ครั้ง ในช่วงประมาณ 80 วันที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว. และช่วงเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ สว. จึงน่าตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. จึงต้องติดต่อกับ สว. จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว และเรียกร้องให้ ชลัฐ ชี้แจงบทบาทของรัตนา


นอกจากนี้ พริษฐ์เปิดข้อมูลว่า ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ปรากฏข้อมูลพิกัดสัญญาณโทรศัพท์ของ สว. อย่างน้อย 40 คน อยู่บริเวณโรงแรมพูลแมน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พยานเคยให้ข้อมูลว่ามีการรวมตัวของ สว. เพื่อปฐมนิเทศ เตรียมความพร้อมในการทำงาน ให้ความรู้เรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน และพูดคุยเรื่องการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา โดย สว. ทั้ง 40 คนอยู่ในรายชื่อ 229 คนที่คณะไต่สวนชุดที่ 16 เสนอให้สั่งฟ้อง 


อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ย้ำว่าไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกคนที่อยู่ในโรงแรมกระทำผิด และจำนวน 40 คนไม่ใช่จำนวนทั้งหมด เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ในช่วงเวลานั้นอาจไม่ปรากฏในข้อมูล จึงเรียกร้องให้ กกต. นำข้อมูลพิกัดสัญญาณโทรศัพท์ไปตรวจสอบประกอบกับหลักฐานอื่น ๆ เพื่อพิสูจน์ว่ามีการประสานงานหรือขบวนการจัดตั้ง สว. จริงหรือไม่


ด้านพนิดา ได้เปิดเผยถึง “จักรวาลอุทัยธานี” โดยนำเสนอประวัติการโทรศัพท์และเส้นความสัมพันธ์ของ สว. อุทัยธานีทั้ง 5 คน ได้แก่ อลงกต วรกี, สุทน กล้าการขาย, สายฝน กองแก้ว, วันชัย แสงการเขต และจรูญ กลิ่นตลบ กับนักการเมือง ผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ เครือข่ายญาติ 


จากข้อมูล พบว่า อลงกต ได้ติดต่อกับ เจเศรษฐ์ 31 ครั้ง และชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เขต2 พรรคภูมิใจไทย 3 ครั้ง ขณะที่อดีตผู้ช่วยของอลงกตมีความใกล้ชิดกับ ทินกร บุญมี และอภิวัฒน์ ธานีตระกูล ซึ่งเคยเป็นคณะทำงานของเจเศรษฐ์ และปัจจุบันอภิวัฒน์เป็นนายกเทศมนตรีทับทัน ส่วนสุทน โทรคุยกับ เจเศรษฐ์ 7 ครั้ง และชาดา 1 ครั้ง รวมถึงเป็นเพื่อนร่วมรุ่น หลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่น 13 กับชาดา 


ส่วนสายฝนก็มีความเชื่อมโยงผ่าน ธัญญรัตน์ ผู้ชำนาญการ ซึ่งสนิทสนมกับ พิชญุตม์ พอจิต สส.อุตรดิตถ์ เขต1 พรรคภูมืใจไทย และอดีตคณะทำงานของเจเศรษฐ์ อีกทั้งสายฝนมีประวัติการโทรหาเจเศรษฐ์ 1 ครั้ง และมีข้อมูลกล่าวหาว่าโอนเงินประมาณ 12,000 บาทให้ พนม คำสอง ผู้สมัคร สว. อุทัยธานี กลุ่ม 17 ซึ่งทั้งคู่เคยอยู่ในสถานที่ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจุดทำโพยเดียวกัน


แม้ไม่พบประวัติการโทรของวันชัย แต่พบความเชื่อมโยงผ่านอดีตผู้เชี่ยวชาญ อภิวัฒน์ ธานีตระกูล ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยเจเศรษฐ์ รวมถึง สายสิทธิ์ เจตสิกทัต ซึ่งเป็นพี่เขยของพิชญุตม์ และ วิภาพร ธานีตระกูล อดีตผู้สมัคร สว. อุทัยธานี กลุ่ม 14 ขณะเดียวกัน พบความเชื่อมโยงระหว่างจรูญ กับผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญหลายราย ทั้ง ปรัชญา, วรุต แก้วสิงห์, ธเนศ และกนกกร โดยธเนศเคยเป็นผู้เชี่ยวชาญของเจเศรษฐ์ และกนกกรปัจจุบันเป็นผู้ชำนาญการของเจเศรษฐ์ 


นอกจากนี้ พนิดายังเปิดเผยว่า มีเอกสารปรากฏว่า สว. อุทัยธานีและบุคคลที่เกี่ยวข้องบางส่วนเคยอยู่ที่ คลองสวนพลู รีสอร์ท จ.พระนครศรีอยุธยา วันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งถูกกล่าวถึงว่าเป็นสถานที่จัดทำโพย และมีพยานให้ข้อมูลถึงการรวมตัว การแจกเงินสดคนละ 20,000 บาท และการให้เงินเพิ่มเติมหากผลการเลือกเป็นไปตามโพย ซึ่ง พนิดา ย้ำว่าข้อมูลเหล่านี้ยังต้องได้รับการตรวจสอบจาก กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ขณะที่ ภัณฑิล ได้เปิดโครงสร้างขบวนการตามเอกสารที่ได้รับอย่างเป็นทางการในช่วงดำรงตำแหน่งกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระ โดยระบุว่า เอกสารกรณีอัยการตีกลับสำนวนให้ DSI มีผู้ถูกดำเนินคดี 8 คน แต่ไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมด เพราะเอกสารระบุโครงสร้างลักษณะพีระมิด 7 กลุ่ม ได้แก่ 

1. ผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือ “Last Boss” 

2. ผู้วางแผนและจัดระบบปฏิบัติการ ซึ่งพยานบางรายเรียกว่า “Young Turks” และเชื่อมโยงถึง ปริศนานันทกุล 

3. กรรมการบริหารของคณะบุคคล ซึ่งภัณฑิลเชื่อมโยงกับระบอบสีน้ำเงินหรือพรรคภูมิใจไทย 4. ผู้จัดหาผู้สมัครหรือ “เอเย่นต์/โมเดลลิ่ง” เช่น วรพจน์ หรือ “เม้ง” 

5. ผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งเปรียบเทียบกับ “นอมินี” หรือ “ซอมบี้” 

6. กลุ่มผู้สมัคร “โหวตเตอร์” หรือกลุ่มพลีชีพที่ถูกจัดจ้าง

7. กลุ่มติวเตอร์หรือผู้จัดทำโพย โดยมีข้อมูลจาก โกเกียรติ ถึงการเตรียมการและการสั่งการจากผู้มีอำนาจด้านบน


ภัณฑิลยังตั้งคำถามต่อกรณี กกต. ระบุว่าจะดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้อง 1,767 คน ว่ามีผู้ถูกกล่าวหามากกว่า 229 คนหรือไม่ พร้อมยกกรณี พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับ สุบิน ศักดา ผู้ช่วยของพิชัยที่ถูกกล่าวหาว่าติดต่อพยานและเสนอช่วยค่าใช้จ่าย ขณะที่ตรวจพบธุรกรรมของ นิสิตตา มั่นชัย ซึ่งดูแลธุรกรรมสำนักงานพิชัย โอนเงินมาจากวรพจน์ “เม้ง” และมีเส้นทางเชื่อมโยงไปยัง มาเรีย เผ่าประทาน อดีตผู้สมัครภูมิใจไทยและปัจจุบันเป็น สว.ประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงข้อมูลการโอนเงินไปยัง วงศกร ผู้สมัครภูมิใจไทย จ.ภูเก็ต ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลการเกณฑ์คนไปเที่ยวและล่องเรือก่อนเลือก สว. พร้อมตั้งคำถามถึง เกรียงไกร รองประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้ได้คะแนนสูงสุดของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในกลุ่มดังกล่าว และเสนอว่าหากมีหลักฐานเกี่ยวข้องก็ควรได้รับการตรวจสอบเช่นกัน


ทางด้าน ชยพล ได้เปิดเผยถึง “ดีลลับแตงโมเงินหมื่น” ในจังหวัดสิงห์บุรี โดยนำเสนอหลักฐานที่อ้างว่าเชื่อมโยง สว. ชีวะภาพ ชีวะธรรม และ สว. ภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ กับกระบวนการจัดหาผู้สมัคร จัดทำโพย และจัดผลประโยชน์ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ ทั้งการนัดผู้สมัครรับประทานอาหาร การพาไป วังยาว ริเวอร์ไซด์ จ.นครนายก ซึ่งมีข้อมูลว่ามีการมอบเงิน 20,000 บาท จัดที่พัก และเตรียมการเลือก ก่อนมีการจ่ายเงินส่วนที่เหลือ 30,000 บาท รวมถึงพบเส้นทางเงินบางส่วนผ่านบริษัท Forest & Land Creation โดยมี รุ่งรัติกาญจน์ โพธิ์ไกร หรือ “แตงโม” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นทีมงานของชีวะภาพ เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว 


นอกจากนี้ยังพบข้อมูลความเชื่อมโยงของสถานที่และบุคคลในเครือข่าย กิตติธเนศวร และ สว.โชคชัย กิตติธเนศวร ชยพลจึงตั้งคำถามว่าหลักฐานเหล่านี้สะท้อนการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อชักจูงหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการเลือก สว. หรือไม่ และเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบเส้นทางเงิน บุคคล และสถานที่ที่เกี่ยวข้องให้ถึงต้นทางของขบวนการ ไม่ใช่ดำเนินการเพียงบางส่วนของคดี


พริษฐ์ ย้ำว่า การตรวจสอบคดีโกง สว. ต้องพิจารณาหลักฐานเป็นภาพรวม ไม่ใช่แยกดูเพียงการโทรศัพท์ การโอนเงิน การพบกัน หรือการอยู่ในสถานที่เดียวกัน เพราะหลักฐานแต่ละชิ้นอาจยังไม่เพียงพอที่จะชี้ความผิด แต่เมื่อนำมาประกอบกันอาจสะท้อนโครงสร้างของขบวนการได้ โดยพริษฐ์เรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ ทั้งข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน โพย คำให้การพยาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อให้การดำเนินคดีไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติหรือผู้สมัครบางส่วน และต้องตอบให้ได้ว่า “ใครอยู่เบื้องหลัง ใครเป็นผู้วางแผน และใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ” ในขบวนการดังกล่าว

.

ในช่วงท้าย พริษฐ์ เปรียบเปรยว่า หากเราทุบกำแพง 100 ครั้งแล้วยังไม่พัง แล้วมีคนหนึ่งเดินเข้ามาทุบในครั้งที่ 101 แล้วพัง คำถามคือกำแพงพังเพราะอะไร กำแพงไม่ได้พังจากการทุบครั้งสุดท้ายครั้งเดียว แต่กำแพงนั้นพังลงจากการทุบสะสมมา 100 ครั้ง สิ่งที่พรรคประชาชนทำในวันนี้ คือ การต่อยอดการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยจากที่หลายภาคส่วนได้ทำลงไป พรรคประชาชนเพียงแต่เป็นผู้ที่รับไม้ต่อ ในการทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว สิ่งที่พี่น้องประชาชนจะสามารถร่วมกันผลักดันได้ คือ การส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ช่วยกันส่งเสียงถึงสิ่งที่ไม่ปกติ ช่วยกันส่งข้อมูลเข้ามา เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจของสังคมมากขึ้น 


“ถึงแม้เราจะมีการตั้งข้อสังเกตว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต. ชุดนี้กำลังเป็นอิสระจากประชาชน พริษฐ์ ก็ยังมีความเชื่อเสมอว่า ถ้าเสียงของประชาชนดังเกินกว่าที่จะปฏิเสธได้ ยังไงเสียงของประชาชนก็ยังมีความหมายอยู่” พริษฐ์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ฮั้วสว #โกงเลือกสว







เท้ง-ธนาธร ชวนชาวนนท์ใช้สิทธิ์เลือกนายก อบจ. 60% ยันส้มไม่คิดยึดเมืองนนท์ แต่อยากขอโอกาสทำงาน

 


เท้ง-ธนาธร ชวนชาวนนท์ใช้สิทธิ์เลือกนายก อบจ. 60% ยันส้มไม่คิดยึดเมืองนนท์ แต่อยากขอโอกาสทำงาน 


วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองบางรักพัฒนา นนทบุรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายก อบจ. นนทบุรี เบอร์ 4 และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมพบปะสมาชิกพรรคประชาชน เพื่อชี้แจงถึงความสำคัญของการเลือกตั้งนายก อบจ. นนทบุรีที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ 


ณัฐพงษ์เริ่มด้วยการกล่าวขอบคุณชาวนนทบุรีที่ให้โอกาสพรรคประชาชนมาตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล โดยเลือก สส. ส้มยกจังหวัดมาตลอด 2 การเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงได้นายกเทศมนตรีระดับเมืองถึง 4 แห่ง เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะมีการเลือกนายก อบจ. นนทบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ พรรคประชาชนจึงต้องทุ่มเทสรรพกำลังทั้ง สส. สจ. และสมาชิกพรรคในนนทบุรี ซึ่งมีถึง 5,666 คน เพื่อขอโอกาสในการเข้าไปบริหาร อบจ. ใช้งบประมาณปีละกว่า 3,200 ล้านบาทให้ตอบโจทย์คนนนท์มากที่สุด 


“มีการปล่อยข่าวกันว่า พรรคส้มจะยึดนนท์ เห็นว่ามี สส. ยกจังหวัด เลยอยากได้นายก อบจ. ด้วย ผมยืนยันในฐานะหัวหน้าพรรคว่าเราไม่ทำงานการเมืองโดยคิดเรื่องการยึดครองพื้นที่ เพราะประชาชนไม่ใช่ของตาย พรรคไม่ใช่เจ้าของประชาชน แต่ประชาชนต่างหากเป็นเจ้าของพรรค เราทราบดีว่าการเลือกตั้ง อบจ. ไม่ใช่สนามที่ง่าย นายกธงชัยมีผลงานที่เป็นที่พอใจของประชาชนตลอดการบริหาร 22 ปีที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนตั้งใจส่งอ.เดชรัตลงเลือกตั้ง ด้วยความหวังว่าจะได้รับโอกาสจากประชาชนให้บริหารนนทบุรี เราไม่ได้คิดถึงเรื่องการช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง แต่คิดถึงอนาคตของคนนนท์ที่ดีกว่านี้ได้” ณัฐพงษ์กล่าว 


ด้านธนาธร กล่าวถึงผลงานของนายกเทศมนตรี และนายก อบจ. ในหลายพื้นที่ที่คณะก้าวหน้าได้เข้าไปช่วยให้คำแนะนำในการบริหาร ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ ปรับการใช้งบประมาณให้โปร่งใส คุ้มค่า และทุ่มงบกับเรื่องที่จำเป็น เช่น ลำพูนในการบริหารของนายกเฮง วีระเดช ภู่พิสิฐ ได้เพิ่มงบประมาณการศึกษา จัดซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มีคุณภาพดีขึ้น ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ร่วมแก้ปัญหาในท้องถิ่น เช่นการดูแลผู้สูงสัย ผู้ป่วยติดเตียง 


ซึ่งการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ส่งผลที่เป็นรูปธรรมอย่างมาก คือในขณะที่ลำพูนมีอัตราการเกิดต่ำมาก โรงเรียนทั่วไปมีอัตรานักเรียนลดลง โรงเรียน อบจ. กลับมีผู้สมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นถึง 18.3% และนายกเฮงกำลังตั้งเป้าให้โรงเรียนของ อบจ. ลำพูน เป็นโรงเรียน อบจ. ที่ดีที่สุดในภาคเหนือ 


ธนาธรย้ำว่า ทั้งหมดที่ตนเล่ามา ตนต้องการบอกกับประชาชนว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ลำพูนทั้งจังหวัดมีงบประมาณเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาท หากพรรคประชาชนได้บริหาร อบจ. นนทบุรี ที่มีงบ 3,200 ล้านบาท ได้บริหารประเทศที่มีงบกว่า 3 ล้านล้านบาท อนาคตประเทศที่ดีกว่านี้ย่อมเป็นไปได้  


“เราทำให้ท่านเห็นแล้วว่า ถ้าจัดงบดีๆ มีนายกที่มีวิสัยทัศน์ ประเทศไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ผมเชื่อว่า อ.เดชรัตเป็นคนที่จะรับใช้นนทบุรี ทำให้นนทบุรีดีกว่านี้ได้ มีความรู้เรื่องเกษตร การศึกษา การดูแลสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ เป็นผู้มีบุคลิกเป็นผู้ประสาน ทำงานร่วมกับทุกคนได้ ผมเชื่อว่าอ.เดชรัตคือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนนทบุรี อีก 20 กว่าวันนี้ อำนาจในการตัดสินใจอยู่ชาวนนทบุรี เลือกตั้ง นายก อบจ. ที่ผ่านมา ชาวนนทบุรีไปใช้สิทธิ์เพียง 41% ในขณะที่การเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา คนไปใช้สิทธิ์กว่า 72% เพราะฉะนั้น ขอแรงคนนนท์ที่อยากให้โอกาสพรรคประชาชนได้บริหาร ออกมาร่วมกันใช้สิทธิ์ให้เกิน 60% เพื่อส่งเดชรัตเข้าสู่เก้าอี้นายก อบจ.” ธนาธรกล่าว 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้งนายกอบจ #อบจนนทบุรี #อบจนนท์ #เดชรัตNEWนนท์








ชัยธวัช ชี้คดีโกง สว. สะท้อนวิกฤตระบอบประชาธิปไตย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

 


ชัยธวัช ชี้คดีโกง สว. สะท้อนวิกฤตระบอบประชาธิปไตย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน' 


วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในเวทีเสวนาตามโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากกรณีที่เรียกว่า “โกง สว.” ว่า ตนมีกังวลต่อการโกงเลือก สว. มานานแล้ว ว่าจะทำให้เกิดวิกฤตระบอบประชาไตย


ความกังวลนี้มีมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 การมีรัฐธรรมนูญปี 2560 จนถึงการที่ คสช. ตั้ง สว. จากการแต่งตั้งครั้งแรก ซึ่ง สว. ดังกล่าวมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงมีอำนาจเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย โดย ชัยธวัช อธิบายว่า การพูดประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันน่ากังวลน้อยกว่าในอดีต แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากจะพูดเรื่องการโกง สว. หรือวิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล รวมถึงวิกฤต สว. กกต. และ ป.ป.ช. จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ในบริบทของพัฒนาการทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา และตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน


หากถามว่าคดีโกง สว. ทำให้เกิดความกังวลหรือเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ชัยธวัชไม่เพียงกังวลแง่นี้ แต่ยังกังวลในเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเกือบจะเกิดวิกฤตในกลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น แต่คดีโกง สว. เป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา


ชัยธวัชกล่าวถึงองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจว่า องค์กรลักษณะดังกล่าวควรมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และประชาธิปไตยที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่เห็นว่าองค์กรอิสระ รวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาภายใต้ระบอบการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกเพื่อเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน


ชัยธวัชยกตัวอย่าง ป.ป.ช. ว่า การเลือกฟ้องนักการเมืองคนใดขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นบุคคลดังกล่าวยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ พร้อมระบุว่า หากลองไปถามอดีต สส. ในพรรคพลังประชารัฐหลายคนว่าเคยถูกแบล็กเมลเรื่องอะไร ก็จะเห็นภาพดังกล่าว และเมื่อวันหนึ่งไม่มีอำนาจหรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันแล้ว คดีต่างๆ ก็อาจจะเริ่มกลับมาเดินใหม่ กลไกเหล่านี้มีไว้เพื่อควบคุมและกำกับ โดยใครที่เชื่องก็จะรอดและรอไปก่อน ส่วนใครที่ไม่เชื่องก็จะถูกจัดการ


ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีลักษณะเดียวกัน คือ ใครเชื่องก็รอด ส่วนใครไม่เชื่องก็จะถูกตัดสิทธิ์หรือยุบพรรค สำหรับ สว. ชัยธวัชกล่าวว่า ปัจจุบัน สว. ที่มาจากการโกง แม้จะไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ สว. ก็ยังถือว่าเป็นแกนกลางของกลไกกำกับและควบคุมอำนาจของประชาชนภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นพัฒนาการครั้งล่าสุดของระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร


ชัยธวัชระบุว่า สว. เป็นแกนกลางในการเลือกว่าจะยอมให้ใครเข้ามาเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรใด และมีบทบาทมากกว่านั้น เนื่องจากยังมีองค์กรที่มีกระบวนการแต่งตั้งอื่นๆ อีก เช่น อัยการ และประธานศาลปกครองจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างมากของกลไกดังกล่าว และหน้าที่อีกประการหนึ่งของ สว. คือการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ


หากมองกลุ่มองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึง สว. ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน จะเห็นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นผู้พิทักษ์ระบอบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หลังปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นความพยายามทุกวิถีทาง รวมถึงการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงข้างมากของ สว. ในการรักษาองค์กรพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงินดังกล่าวเอาไว้ต่อไป และมีการใช้ทุกวิถีทางจริงๆ ถึงขนาดบอกว่า “เราทำเพื่อข้างบน”


กรณี สว. หากไม่สามารถช่วยกันจัดการเรื่องนี้ได้ ผลกระทบจะไม่ได้มีเพียงต่อความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจเท่านั้น แต่จะกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งหมด รวมถึงกระทบต่อหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องจัดวางพระราชสถานะให้ทรงเป็นกลางทางการเมือง โดยย้ำว่าเรื่องนี้มีขนาดใหญ่กว่าเรื่องกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมาก


ชัยธวัชกล่าวต่อว่า ปัญหาคือสังคมถูกทำให้เชื่อและรู้สึกว่า สว. เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่ในระบบรัฐสภาไทย และเป็นเหมือนประเพณีทางประชาธิปไตยของไทย ทั้งที่ ชัยธวัช ไม่ได้มองเช่นนั้น โดย สว. ในรูปแบบที่คนไทยรู้จัก เป็นผลผลิตของการรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2490 และถูกตั้งใจให้เป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งมาตั้งแต่แรก หากค้นเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบค่อนข้างชัดว่า มีความตั้งใจให้มีวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง


ทั้งนี้ ชัยธวัชฝากคำถามถึงการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะคำอธิบายของ กกต. ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลที่นำเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต. ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ กกต. โดย ชัยธวัช ไม่เข้าใจว่าเหตุผลดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร สาเหตุที่ในวันนี้มีคนกล้านำเอกสาร พยาน และหลักฐานออกมาเปิดเผย เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ เหลืออยู่กับ กกต. แล้ว


ชัยธวัชกล่าวว่า หาก กกต. ต้องการไม่ให้มีใครนำเอกสารและหลักฐานออกมาเปิดเผย ในวันที่ 14 กันยายน ก็ควรส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเหตุที่การดำเนินการถูกเลื่อนออกไปนั้น กกต. ระบุว่าต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 14 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวควรนำไปตรวจสอบด้วย เพราะเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ระบอบสีน้ำเงิน #คดีโกงสว #ฮั้วสว




ณัฐพงษ์ เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่รัฐสภา ชี้วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยเชื่อมโยงกับปัญหาการถ่วงดุลและตรวจสอบ โดยเฉพาะที่มาของ สว. และองค์กรอิสระ ย้ำ ‘โกง สว.’ คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ พร้อมชวนสังคมทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้

 


ณัฐพงษ์ เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่รัฐสภา ชี้วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยเชื่อมโยงกับปัญหาการถ่วงดุลและตรวจสอบ โดยเฉพาะที่มาของ สว. และองค์กรอิสระ ย้ำ ‘โกง สว.’ คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ พร้อมชวนสังคมทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้


วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณัฐพงษ์กล่าวเปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศว่าจะนัดลงมติคดี สว. ในวันที่ 14 กันยายน โดยมีอดีตผู้นำฝ่ายค้าน 3 คน ได้แก่ ชัยธวัช ตุลาธน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ร่วมเวทีภายใต้หัวข้อ ‘การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ’ โดยเฉพาะการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. รวมถึงการทำงานขององค์กรอิสระ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า เวทีครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 100 วัน นับจากวันที่ออกมาสื่อสารถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ โดยเห็นด้วยกับนิยามที่เคยมีการพูดถึงว่า ระบอบสีน้ำเงินมีลักษณะของระบอบอำนาจนิยม ซึ่งแตกต่างจากระบบประชาธิปไตยที่ควรมีการถ่วงดุลตรวจสอบ และมีความยึดโยงกับประชาชน


“สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน คือองค์กรอิสระมาจากสมาชิกวุฒิสภา ที่อาจจะถูกจัดตั้ง ถูกโกงเข้ามา ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคแกนนำของรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือที่มาที่ผมออกมาชี้ให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้นว่า ระบอบสีน้ำเงินกำลังกินรวบประเทศ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า จากการแสดงความเห็นในเวทีผู้นำฝ่ายค้านครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นภาพตรงกันว่า การโกง สว. คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ และเวทีในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจากหลายยุคมาร่วมส่งเสียงถึงสิ่งที่ต้องการเห็นร่วมกัน คือระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยมที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มกินรวบประเทศ


สำหรับกระบวนการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. ณัฐพงษ์กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าการเอาผิดกับผู้ที่อยู่ในกระบวนการโกง สว. เป็นเรื่องที่ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ กกต. ชุดปัจจุบัน 4 ใน 7 คน ถูกเลือกมาจากสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งมีบุคคลที่อยู่ในสำนวนการตรวจสอบอยู่ด้วย จึงเกิดคำถามถึงผลประโยชน์ทับซ้อนว่า จะคาดหวังให้ผู้ที่กำลังใช้อำนาจพิจารณาว่ามีมูลการโกง สว. หรือไม่ เป็นผู้ที่ถูกเลือกเข้ามาจากกลุ่มบุคคลที่กำลังถูกกล่าวหาได้อย่างไร


อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์เชื่อว่านักการเมืองหลายคนเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อ “ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้” เพราะการทำงานการเมืองคือการผลักดันสังคมไปข้างหน้า หากยังอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ และมองว่าสิ่งต่างๆ เป็นไปไม่ได้ สังคมก็จะไม่สามารถเดินหน้าได้


“การที่เราจัดเวทีในลักษณะนี้มาทุกวัน ทุกครั้งที่ผ่านมา เรากำลังทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากขึ้นทุกวัน”


ณัฐพงษ์ระบุว่า สิ่งที่ต้องทำให้ปฏิเสธไม่ได้มีทั้งพยานที่จะออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการโกง สว. หลักฐานเอกสาร เช่น ใบจองต่างๆ รวมถึงคลิปและหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสถานที่และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่จริง


ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ย้ำว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในขณะนี้ไม่ได้เป็นการชี้ถูกหรือชี้ผิด โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่า หากควรเชื่อได้ว่ามีการโกง สว. เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต. คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาล


“ถือว่าเป็นโอกาสดีที่อย่างน้อย กกต. ก็เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 กันยายน เราก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ในการที่จะทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ผู้นำฝ่ายค้าน #องค์กรอิสระ #โกงเลือกสว




เสวนาวิชาการ “ดวลร่าง เปิดทาง รัฐธรรมนูญใหม่” โครงการกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่: มุมมองจากรัฐสภา

 


เสวนาวิชาการ “ดวลร่าง เปิดทาง รัฐธรรมนูญใหม่” โครงการกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่: มุมมองจากรัฐสภา 


วันนี้ (28 สิงหาคม 2569) เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม Social Innovation Hub อาคารวิศิษฏ์ ประจวบเหมาะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ หัวข้อ "ดวลร่าง เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่"


โดยมีตัวแทนของพรรคการเมืองเข้าร่วม อาทิ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และนายณัชปกร นามเมือง เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ


และร่วมอภิปรายให้ความเห็น โดย ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จีรนุช เปรมชัยพร เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ


ภายใต้หลากข้อเสนอการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลากค่าย หลายแนวทาง ต่างร่างความคิด แต่ละพรรคการเมืองเสนอแนวทางอย่างไร? สามารถร่างใหม่ได้แค่ไหน? ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะมีที่มาอย่างไร? ประชาชนสามารถเลือกผู้ร่างได้หรือไม่? กติกาสูงสุดฉบับใหม่ควรมีหน้าตาอย่างไร? แต่ละฝ่ายมีข้อเสนออย่างไร? มีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไรบ้าง?


คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ ภายใต้โครงการ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่: มุมมองจากรัฐสภา 


เพื่อรับฟังแนวคิดและข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากตัวแทนผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งวุฒิสภา พรรคการเมือง และภาคประชาชน พร้อมผู้ร่วมอภิปรายที่จะมาชวนตั้งคำถาม ชวนคิด เจาะลึก และแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของรัฐธรรมนูญไทยอย่างเข้มข้น


กล่าวเปิดงานโดย นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน 


โดยช่วงแรก เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมอภิปรายคนละ 10 นาที แสดงจุดยืน และหลักการที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากมุมมองขององค์กรที่สังกัด


ช่วงที่สองจะเป็นช่วงดวลประเด็น โดนมีการจับคู่ให้ถาม-ตอบ โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ คู่กับนายนิกร จำนงค์ - นายชูศักดิ์ ศิรินิล คู่กับนายณัชปกร นามเมือง และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คู่กับ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร (สว.)


และช่วงสุดท้ายร่วมอภิปรายให้ความเห็น โดย ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จีรนุช เปรมชัยพร เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ร่วมทั้งแลกเปลี่ยน และตั้งคำถามวิทยากรผู้ร่วมงานทุกคน


ตลอดกิจกรรมดำเนินรายการโดย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับความสนใจจากนิสิต และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับฟัง 


ติดตามรับชมรับฟังตลอดงานได้ที่

https://www.youtube.com/live/hPOZoJLbmNE?si=05RrfV3AvQBmiNTk


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง #ร่างรัฐธรรมนูญใหม่


























วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

'พรรคประชาชน' เตรียมยื่น “ป.ป.ช.” ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.รายบุคคล ตั้งข้อสังเกตมติดำเนินคดีอาญา ผู้สมัครสว. 1,767 ราย อาจเข้าข่าย 'ซื้อเวลา

 


'พรรคประชาชน' เตรียมยื่น “ป.ป.ช.” ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.รายบุคคล ตั้งข้อสังเกตมติดำเนินคดีอาญา ผู้สมัครสว. 1,767 ราย อาจเข้าข่าย 'ซื้อเวลา


วันนี้ (28 สิงหาคม 2569) นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1,767 คน จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการ "ซื้อเวลา" ทั้งที่กระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้มีหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์


นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่าในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 คนนั้น มี สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่กี่คน และมี สว. สำรองกี่คน เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายหากพบความผิดจริง ส่วนใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาชี้แจงหักล้าง


นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวอยากให้มีการปรับแก้กฎหมาย โดยให้ประชาชนมีสิทธิเป็นผู้ร้องเองได้ หากมีกรณีการกระทำที่ไม่ชอบต่อหน้าที่ ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา โดยผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว.บุคคลนั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายกำหนดระหว่างรอคำพิพากษา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #คณะกรรมการการเลือกตัั้ง #กกต #ผู้สมัครสว #โกงเลือกสว #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #ปปช