วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

เพื่อไทยบุกเมืองชาละวัน ทวงคืน สส.พิจิตร 'จุลพันธ์' ขอเพื่อไทยยกทีม อัด 'รบ.น้ำเงิน' เร่งโยกย้าย ขรก. ลั่น 8 ก.พ. รวมพลังเข้าคูหา 'โยกย้ายนายกฯ' พร้อมยืนยันภารกิจเพื่อไทยเนรมิตเมืองรอง พาคนไทยไร้จน ด้าน 'สมศักดิ์' ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น 'ยศชนัน' นำไทยเดินหน้า


เพื่อไทยบุกเมืองชาละวัน ทวงคืน สส.พิจิตร 'จุลพันธ์' ขอเพื่อไทยยกทีม อัด 'รบ.น้ำเงิน' เร่งโยกย้าย ขรก. ลั่น 8 ก.พ. รวมพลังเข้าคูหา 'โยกย้ายนายกฯ' พร้อมยืนยันภารกิจเพื่อไทยเนรมิตเมืองรอง พาคนไทยไร้จน ด้าน 'สมศักดิ์' ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น 'ยศชนัน' นำไทยเดินหน้า


วันที่ 21 มกราคม 2569 ที่จังหวัดพิจิตร พรรคเพื่อไทยนำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พร้อมคณะ เปิดเวทีปราศรัยช่วยหาเสียงผู้สมัคร สส.พิจิตร พรรคเพื่อไทย ทั้ง 3 เขต


โดยภารกิจในช่วงเช้าของวันนี้ทีมพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ในพื้นที่ อ.เมืองพิจิตร, อ.ตะพานหิน ปิดท้ายที่เวที อ.โพธิ์ประทับช้าง ขณะที่บรรยากาศทั้ง 3 เวที มีผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยจากหลากหลายพื้นที่เดินทางมาฟังการปราศรัยและให้การต้อนรับกันอย่างอบอุ่น โดยบางรายได้นำพวงมาลัยมะขามแก้ว สินค้า OTOP สร้างชื่อของท้องถิ่น มามอบให้ทีมพรรคเพื่อไทยบนเวที


ช่วงหนึ่งที่เวที อ.เมืองพิจิตร นายจุลพันธ์ กล่าวปราศรัยว่าการเลือกตั้งใน จ.พิจิตร ถือเป็นสนามเลือกตั้งที่สำคัญ บางพรรคมีการใช้เงินในการแข่งขันที่สูงมาก ซึ่งอยากให้ประชาชนเชื่อมั่นในนโยบายมากกว่าปัจจัยที่ได้มา หลายนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้มอบให้ตั้งแต่ไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน ยังคงอยู่ในใจพี่น้องประชาชน นี่คือข้อพิสูจน์ว่านโยบายสำคัญอย่างไร อย่างไรก็ดีพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะไม่ชี้นิ้วว่าใครเทาใครดำ เพราะเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าทุกเสียงของประชาชนคือพลังบริสุทธิ์ และตัดสินได้เองว่าใครควรได้รับเสียงสนับสนุน


ขณะเดียวกันอยากให้ประชาชนพิจารณาเองว่ารัฐบาลสีน้ำเงิน ที่อยู่เพียงสองเดือนแต่มีผลงานบริหารล้มเหลว ทั้งการจัดการน้ำท่วมที่มีผู้เสียชีวิตร่วมร้อยราย และยังเดินหน้าโยกย้ายข้าราชการอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้จึงขอรวมพลังชาวพิจิตรมาร่วมพลังกับพรรคเพื่อไทยโยกย้าย 'เปลี่ยนนายกฯ' ให้เป็น 'ศ.ดร.ยศชนัน' ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้มาฟังปราศรัย


สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ย้ำว่าพรรคเพื่อไทยจะพาประเทศเดินหน้าด้วยนโยบาย ภายใต้การนำของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ที่กำลังได้รับความนิยมจากผลงานงานวิชาการในอดีต และการแสดงวิสัยทัศย์ในเวทีดีเบต


สำหรับผู้สมัคร สส.พิจิตร พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ ยืนยันว่าได้คัดสรรบุคคลที่มีดีเอ็นเอของพรรค ไม่เคยทิ้งประชาชน เดินเข้าหาปัญหารับเรื่องเป็นปากเป็นเสียง เพื่อสะท้อนปัญหาในสภา จึงขอโอกาสจากชาวพิจิตรอีกครั้ง ช่วยกันเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค เพื่อนำนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาให้ถึงมือประชาชน


ไม่ว่าจะเป็นการสานต่อสงครามกับความยากจน ด้วยนโยบายคนไทยไร้จน ที่จะทำให้คนไทย 3.4 ล้านคน พ้นความทุกข์ ก้าวข้ามเส้นความยากจน นอกจากนี้ยังมีนโยบายด้านการเกษตรที่จะช่วยชาวพิจิตร ผ่านนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 % รวมถึงเดินหน้ายิ่งกว่าพลัส 70 : 30  ล้างหนี้ประชาชน ยกเครื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมน้ำแล้ง และขยายความเจริญไปสู่เมืองรอง พัฒนาพื้นที่สร้างงานให้ลูกหลานได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด


ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน กล่าวว่ากระแสของ ศ.ดร.ยศชนัน กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากมีผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ และขอให้ชาวพิจิตรเชื่อมั่นว่าแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยและทีมผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จะพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้า  ด้วยนโยบายจากพรรคเพื่อไทย


โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตร กร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวพิจิตร จึงมีนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 % ที่จะทำให้การทำเกษตรไม่มีวันขาดทุน และนโยบายคูปองเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ


"ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องประชาชน ซึ่งได้เกิดปัญหาน้ำท่วมที่ภาคใต้มีคนเสียชีวิตหรือเหตุการณ์เครนถล่ม ถ้าเลือกอะไรก็ขอให้พิจารณาดี ๆ ถ้าเกิดเลือกไปแล้วเขาอยู่ครบสี่ปีจะเกิดปัญหาอะไรอีกบ้าง"


หลังเสร็จสิ้นภารกิจปราศรัยที่ จ.พิจิตร ทีมพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปปราศรัยหาเสียงที่ จ.นครสวรรค์ ในลำดับถัดไป


สำหรับผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ทั้ง 3 เขต ประกอบไปด้วย เขต 1 นายพงษ์ศักดิ์ เหลืองวิจิตร เบอร์ 7, เขต 2 นายภูดิท อินสุวรรณ์ เบอร์ 1, เขต 3 นายวิทยา มาลา เบอร์ 3


ขณะที่ทีมหาเสียงเพื่อไทยนำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และทีมผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ อาทิ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด,นายพลนชชา จักรเพ็ชร, นายปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร เป็นต้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569 #พิจิตร











ปิยบุตรช่วยหาเสียงพรรคประชาชน จ.ชัยภูมิ ฝากประชาชน 3 เปลี่ยน - ลั่นเขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลจริงๆ คราวที่แล้วเขาประมาทไปหน่อยมาสกัดเอาตอนชนะเลือกตั้งไปแล้ว มารอบนี้เตรียมแผนสกัดกั้นเราตั้งแต่หัววัน ถูกมหกรรมรุมกินโต๊ะอย่างเต็มที่ ย้ำพรรคประชาชนจำเป็นต้องได้มากที่สุด หากได้ 20 ล้านเสียง 250 สส. ไม่มีใครมาขวางเราตั้งรัฐบาลได้


ปิยบุตรช่วยหาเสียงพรรคประชาชน จ.ชัยภูมิ ฝากประชาชน 3 เปลี่ยน - ลั่นเขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลจริงๆ คราวที่แล้วเขาประมาทไปหน่อยมาสกัดเอาตอนชนะเลือกตั้งไปแล้ว มารอบนี้เตรียมแผนสกัดกั้นเราตั้งแต่หัววัน ถูกมหกรรมรุมกินโต๊ะอย่างเต็มที่ ย้ำพรรคประชาชนจำเป็นต้องได้มากที่สุด หากได้ 20 ล้านเสียง 250 สส. ไม่มีใครมาขวางเราตั้งรัฐบาลได้


เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ที่ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองชัยภูมิ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ โดยปิยบุตรเริ่มปราศรัยเกริ่นว่าพรรคพวกเราถูกยุบมาสองครั้ง ถูกตัดสิทธิ์มาหลายคน เราเลือกตั้งได้ที่หนึ่งแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ถามว่าเราท้อแท้กับเรื่องนี้ไหม ไม่ครับ เราเดินหน้าต่อสู้ต่อ เพราะเราเชื่อว่าพี่น้องประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพไปได้ดีกว่านี้ ตนจึงถือโอกาสมาช่วยหาเสียงเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้มีความสำคัญต่อชีวิตพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างไรบ้าง


หลังจากนั้นปิยบุตรกล่าวต่อว่านโยบายดีๆ หรือการสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหายาเสพติด ฯลฯ พรรคการเมืองทุกพรรคก็พูดได้หมด เวลาถึงหน้าเลือกตั้งทีไร ทุกพรรคการเมืองก็เอานโยบายมาเสนอขายแก่พี่น้องประชาชน พรรคการเมืองจะพูดนโยบายอย่างไรก็ได้ แต่ตนอยากจะชวนพี่น้องมาคิดว่า พรรคการเมืองที่ลงสนามรับเลือกตั้งขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคใหญ่และพรรคตัวเต็งตัวรองทั้งหลายเขาเคยเป็นรัฐบาล เคยมีอำนาจ เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์กันมาหมดแล้ว เขาเคยบริหารสารพัดกระทรวงมาหมดแล้ว เหลือแต่พรรคประชาชนที่ไม่เคยมีอำนาจบริหารประเทศ


ดังนั้นถ้าหากทุกพรรคและนักการเมืองต้องการนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน คำถามที่ต้องถามกลับไปดังๆ ก็คือว่า แล้วตอนที่เป็นรัฐบาลคุณทำอะไรอยู่ คุณบอกว่าจะปราบคอร์รัปชัน ปราบทุนเทา ปราบสแกมเมอร์ ปราบพนันออนไลน์ ปราบยาเสพติดที่ทำให้ชีวิตลูกหลานย่อยยับแบบนี้ คำถามก็คือเมื่อปี 62 พวกคุณเป็นรัฐบาลแล้วทำอะไรอยู่ ตอนปี 66 พวกคุณก็เป็นรัฐบาลแล้วพวกคุณทำอะไรอยู่ เพิ่งมาคิดออกวันนี้หรือ


เช่นเดียวกัน นโยบายแก้ปัญหาปากท้อง บอกว่าจะทำให้พี่น้องมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น บอกว่าจะให้ชีวิตของพี่น้องดีขึ้น บอกว่าจะเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ให้เป็นโฉนด บอกว่าจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ สารพัดเรื่องราวที่หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ปี 62 และ 66 แล้วพวกคุณก็เป็นรัฐบาลกันมาหมดแล้ว ทำไมคุณไม่ทำครับ?


ดังนั้นความแตกต่างมันอยู่ตรงนี้ครับพี่น้อง ถ้าเราเชื่อว่าพรรคและนักการเมืองเดิมๆ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง คำถามก็คือเขามีโอกาสหลายครั้งแล้วทำไมเขาไม่เปลี่ยนแปลงครับ?


ดังนั้นถ้าหากพี่น้องคิดว่าสังคมไทยตอนนี้อยู่แบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มันต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เราไม่สามารถใช้นักการเมืองกลุ่มเดิมๆ คณะเดิมๆ พรรคเดิมๆ พวกที่เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ กันมาแล้ว ใช้พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้แล้วครับ เพราะถ้าใช้ได้จริงป่านนี้ชีวิตของพี่น้องเจริญก้าวหน้าไปนานแล้วครับ”


ปิยบุตรกล่าวต่อว่า ครั้งนี้ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขอโอกาสคนชัยภูมิออกไปใช้อำนาจของเราเพื่อเปลี่ยน 3 เปลี่ยน ได้แก่


1. “เปลี่ยนผู้แทนราษฎร” เราต้องการผู้แทนราษฎรที่เข้าใจหัวอกประชาชน เป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดใหม่ๆ เข้าไปทำงาน ไม่อิงแอบกับกลุ่มทุนใด เพื่อให้เมื่อสามารถเข้าไปแล้วจะได้ไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร เป็นหนี้บุญคุณคนเดียวคือพี่น้องประชาชน ทำงานในพื้นที่ดีและไปอภิปรายในสภาได้ดี ผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนต้องดีทั้งสองแบบ ในเมื่อพี่น้องลองมาหมดแล้ว ลองเปลี่ยนผู้แทนราษฎรอีกสักครั้งดูดีไหมครับ โดยการเลือกพรรคประชาชนทั้ง 7 เขต และกาให้บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเบอร์ 46 ทั้งประเทศ


2. “เปลี่ยนรัฐบาล” เพราะเมื่อผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนทั้ง 7 เขต และผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ได้เป็นผู้แทนแล้ว เขาจะไม่ใช่ตัวแทนของพี่น้องชาวชัยภูมิเท่านั้น แต่เขาจะเข้าไปทำหน้าที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่งคือการไปยกมือเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี พวกเขาจะไปยกมือให้เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้พรรคประชาชนไปตั้งรัฐบาลประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน


และรอบนี้จะแบ่งคะแนนไม่ได้ รอบนี้ขอทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อทั้งสองใบ เพราะมีเหตุจำเป็นอยู่ เพราะฝ่ายที่ไม่ชอบ ฝ่ายที่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายที่กำลังทรงอำนาจอยู่ในปัจจุบันนั้นเขากลัว ไม่อยากเห็นพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ไปเป็นรัฐบาล เพราะถ้าได้เป็นรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทันที อำนาจทรัพยากรที่คุณกอบโกยขูดรีดเอาไปจะถูกทำลายลง ดังนั้นเขาจึงกลัว คราวที่แล้วเขาประมาทไปหน่อยมาสกัดเอาตอนชนะเลือกตั้งไปแล้ว มารอบนี้เตรียมแผนสกัดกั้นเราตั้งแต่หัววัน ทุกวันนี้โดนมหกรรมรุมกินโต๊ะอย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าเขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลจริงๆ


ดังนั้นการได้ สส.บางเขต หรือแม้แต่ สส.ชัยภูมิ ยกจังหวัดก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเราต้องได้ที่ 1 ต้องมี สส.ให้เกิน 250 ที่นั่งเลยจะยิ่งดี ครั้งนี้เอาอีกครั้ง เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เอาให้เกิน 250 เสียง คะแนนรวมทั้งประเทศเกิน 20 ล้านเสียง ไม่มีใครขวางการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้อีกแล้ว”


และ 3.คือการ “เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ” จากที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่เป็นวิญญาณมาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร และวางการสืบทอดอำนาจได้สำเร็จในการเลือกตั้งปี 2562 และก็มาออกฤทธิ์ให้เราเห็น ให้วุฒิสภาที่มาจากการเลือกของคนคนเดียวมามีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี วันนี้วุฒิสภาชุดที่สอง ก็ยังมีที่มาที่เป็นปัญหา แล้ววุฒิสภาก็มาเลือกองค์กรอิสระ แล้วที่โฆษณาเอาไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แล้วมันปราบตรงไหน คอร์รัปชันเต็มบ้านเต็มเมือง นายกฯ ที่มาจากการรัฐประหารได้อยู่ยาว แต่นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งถูกเปลี่ยนบ่อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนเขาจึงพยายามผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญหลายครั้งหลายหน สุดท้ายติดอยู่ที่ สว. แต่ครั้งนี้ด้วยความพยายามของพรรคประชาชนที่ไปทำข้อตกลง ทำให้เราได้ไปออกเสียงประชามติที่เป็นเสียงสวรรค์จากพี่น้องประชาชนเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้ากาเห็นชอบกัน 25-30 ล้านเสียง สว. หน้าไหนก็มาขวางไม่ได้


ดังนั้น จึงขอฝากว่าในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ครั้งนี้มีบัตร 3 ใบ ใบแรกสีเขียวกาให้ผู้สมัครทั้ง 7 เขตของชัยภูมิเป็นแทนราษฎรของเราในพื้นที่ พร้อมทำงานสภาได้อย่างเต็มที่ ใบที่สองสีชมพูกาให้บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเบอร์ 46 ให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด และใบสุดท้ายสีเหลืองคือกาเห็นชอบประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ปิยบุตรกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมและคุณธนาธรเริ่มทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านร้อนผ่านหนาวเจอขวากหนามคมหอกดาบกันมามาก มีคดีความที่โดนนับไม่ถ้วน ถามว่าเราท้อไหม ไม่มีทางท้อครับ ที่ไม่ท้อเพราะเชื่อว่าประเทศไทยมันดีกว่านี้ได้ และเราเชื่อว่ายังมีพี่น้องสนับสนุนเราอยู่ ตราบใดที่ยังมีพี่น้องประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับพวกเรา ไม่มีวันถอย สู้ตายครับ พวกผมไม่มีอำนาจรัฐไม่มีกลไก ไม่มีเงินทองแบบที่เขามี พวกผมไม่มีกลุ่มทุนใหญ่สนับสนุน เรามีอยู่อย่างเดียว เรามีประชาชนครับ และเพราะว่าเรามีประชาชนนี่แหละที่ทำให้การต่อสู้ของเรายังต้องเดินหน้าสู้ต่อไป เมื่อปี 2566 เราเดินมาเกือบจะถึงฝันแล้ว ดังนั้นเลือกตั้ง 2569 ต้องขอแรงพี่น้องอีกสักครั้งหนึ่งครับ


ผมขอย้อนทบทวนความหวังของพวกเรา ในปี 2566 พี่น้องพวกเรามีความหวังว่าพิธาจะเป็นนายกฯ แต่แล้วความหวังพวกนั้นก็ดิ่งลงเพราะโดนเขาสกัด แล้วพี่น้องก็บอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจ รอครั้งหน้า ต่อมาพรรคถูกยุบพี่น้องก็เจ็บแค้นเจ็บปวดแล้วก็บอกว่าเดี๋ยวเลือกตั้งครั้งหน้าจะระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง วันนี้มาถึงแล้วครับ มันมาไวกว่าที่คิด เราไม่ต้องรอถึงปี 2570 แต่ปี 2569 ได้เลือกตั้งแล้ว วันนี้ผมขอพี่น้องประชาชนอีกครั้ง ช่วยกันเอาความหวังแบบนั้นกลับมาใหม่ มีแต่ความหวังเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวของพวกเขา ที่เขาทำทุกทางทั้งปล่อยความเท็จ ใส่คดีความ ไปร้องเรียนสารพัดเรื่องราวต่างๆ เพราะเขากลัว ยิ่งเขากลัวเราต้องเอาความหวังไปจัดการครับ เอาความหวังไปทำลายความกลัวของพวกเขา และเอาความหวังเหล่านั้นมาทำให้กับทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศนี้


ประชาธิปไตยแปลว่าอะไร ถ้าแปลอย่างตรงไปตรงมาก็แปลว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ไม่ใช่เรื่องหลักการนามธรรมไกลตัว อำนาจสูงสุดของพี่น้องประชาชนไม่ได้มีเทวดาประธานมาให้เรา ไม่ได้หล่นมาจากสรวงสวรรค์ อำนาจสูงสุดของเราติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เมื่อเราเกิดมาแล้วเป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคมประเทศนี้ เราจึงเป็นเจ้าของประเทศนี้ร่วมกัน และเมื่อเราเป็นเจ้าของร่วมกันเราจึงมาตัดสินใจร่วมกัน เราต้องใช้อำนาจสูงสุดแต่กำเนิดไปตัดสินใจว่าใครจะเป็นผู้แทนราษฎรของท่าน เราต้องใช้อำนาจติดตัวมาตั้งแต่เกิดไปตัดสินใจว่าใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกฯ ใครจะไปใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของพี่น้องประชาชน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อำนาจสูงสุดนี้จะได้แสดงพลังอีกครั้ง


ครั้งแรกเมื่อปี 2562 แสดงไปแล้วไม่ผ่าน อีกครั้งหนึ่งปี 2566 แสดงไปแล้วได้ 14.4 ล้านเสียงก็ยังถูกสกัดขัดขวางอยู่อีก ถ้าครั้งนี้ครั้งที่สาม เราได้เสียงรวมกันไปได้ถึง 20 ล้านเสียง ได้ สส. เกิน 250 คน นั่นคือสัญญาณที่พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศนี้บอกออกมาดังๆว่า ประชาชนคนไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล แล้วถ้าพี่น้องมากกว่าครึ่งหนึ่งออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ไม่ต้องมีใบอนุญาตอื่นอีกแล้ว”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน






กษิเดช แดงเดช (พรรคประชาชน) : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 


กษิเดช แดงเดช (พรรคประชาชน) : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่


จัดโดย มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) ณ อนุสารณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569


ผม กษิเดช แดงเดช ผู้สมัครสส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมอาจจะใช้เวลาพูดไม่นานนะครับ เพราะว่าเรามองตาก็รู้ใจว่าเราคิดแบบไหน เราคิดตรงกันครับ

 

ทุกท่านครับ รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนกฎเกณฑ์/กฎหมายที่บังคับใช้กันเสมอหน้า ไม่ว่าพวกท่านจะอยู่ที่กรุงเทพฯ หรืออยู่ที่เชียงใหม่ กฎหมายนี้จะใช้บังคับเท่าเทียมกัน แต่ความแปลกของประเทศนี้คือกฎหมายที่ถูกเอาปืนจ่อหัวและบังคับให้ใช้มา 9 ปี แต่พอวันนี้ประชาชนจะเขียนรัฐธรรมนูญ จะสถาปนารัฐธรรมนูญด้วยมือตัวเอง กลับแก้ยากแก้เย็น

 

เมื่อวานครับในเวทีดีเบต พวกเราพรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่กล้าพูดว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญด้วยการยึดหลักการมากกว่าความหวาดกลัว ด้วยการที่รัฐธรรมนูญต้องแก้ได้ทุกมาตราทั้งฉบับ

 

และสุดท้ายครับ 8 กุมภา ออกไป “กาเห็นชอบ” เพื่อส่งเป็นสัญญาณว่า เราไม่เอาแล้วรัฐธรรมนูญแบบฉบับที่ผ่านมา แบบที่ทหารเอาปืนจ่อหัวเรา บังคับให้ใช้มา ออกไป “กาเห็นชอบ” ให้ถล่มทลาย เพื่อส่งเป็นสัญญาณว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

 

สุดท้ายจริง ๆ เมื่อวานมีคำพูดว่าวันที่ 8 กุมภานี้ที่จะไป “กาเห็นชอบกัน” มีบางกลุ่มบอกว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ วันที่ทหารยึดอำนาจเขาไม่กล้าพูดครับ วันนี้ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง จะมา “เขียน” กลับบอกว่า “ฉีก” เราตอบเขากลับไปครับว่า เราไม่ได้ฉีก แต่นี่คืออำนาจของเรา เรายืนยันในอำนาจของเรา 8 กุมภา “กาเห็นชอบ” และ 8 กุมภา ไปตั้งรัฐบาลของประชาชนด้วยกันครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาชน #ประชามติ2569 #เห็นชอบ #8กุมภากาเห็นชอบ


ดร.วิโชติ วัณโณ (พรรคเพื่อไทย) : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 


ดร.วิโชติ วัณโณ (พรรคเพื่อไทย) : รณรงค์สนับสนุนการออกเสียงประชามติ #เห็นชอบ ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่


จัดโดย มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) ณ อนุสารณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569


ขอเริ่มอย่างนี้นะครับว่า เริ่มต้นผมก็จะพูดในนามของพรรคเพื่อไทย ตอนที่สองผมจะพูดในส่วนความรู้สึกของผมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย


เบื้องต้นต้องขอกราบขอบพระคุณที่ได้เชิญพรรคเพื่อไทยมาร่วมในการรณรงค์ในครั้งนี้ อยากจะกราบเรียนว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นยึดมั่นในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอด แม้ในวันสุดท้ายที่มีการลงมติ ก็ยืนยันชัดเจนว่าต้องการที่จะแก้ ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มันเป็นอยู่ บางคนบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นเหมือนทายาทอสูร เพราะที่มาก็ไม่ถูกต้อง การให้ลงประชามติก็หลอกลวง และในเนื้อหาก็มีแต่ปัญหาเยอะแยะซึ่งหลายท่านในที่นี้ก็ได้พูดถึง อย่างคุณหมอสันต์ก็บอกว่า ประชาธิปไตยนั้นประชาชนต้องมีอำนาจ อ.ธิดาบอกว่า ผู้ใดเขียนกฎหมายก็เป็นผลประโยชน์ของผู้นั้น


ในคราวนี้เพื่อไทยก็ได้มีการตั้งกรรมการรณรงค์คู่ขนาน แยกส่งกับการหาเสียงเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวกัน แต่ว่าเราก็ได้ปฏิบัติตามกฎหมายประชามติ ซึ่งตอนหลังเลขาธิการ กกต. ท่านแสวง บอกว่าสามารถทำได้โดยเสรี ก็แน่นอน เพื่อไทยนั้นเห็นด้วยกับการที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันนี้เป็นจุดยืน และเราก็ได้เคลื่อนไหวกันมาโดยตลอด นั่นคือในส่วนความจริงใจที่ทางเพื่อไทยทำ


เพื่อไทยได้ออกเอกสารว่าเหตุใดจึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีข้อดี ข้อเสีย อะไรบ้าง แล้วเราก็มีธงทิว มีป้าย มีบัตรในการย้ำเบอร์ ไปที่ไหนเราก็แจกเพื่อเป็นการรณรงค์ให้พี่น้องของเรานั้นมาเลือกตั้ง พวกเราก็รู้ว่ามีความสำคัญมากอย่างที่อาจารย์สมชัยได้กรุณาพูดให้เห็นชัดเจนว่าในครั้งนี้ เหมือนกับที่อาจารย์ธิดาบอกว่ามันเป็นสงครามครั้งสุดท้าย เพราะว่าถ้าการลงครั้งนี้ไม่ผ่านก็หมายความว่าไม่รู้จะรอเมื่อไหร่ ถ้าเป็นต่างประเทศเขาถือเป็น Generation เป็นยุค ๆ ไป ยุคนี้ไม่เอา ทั้งหมดนี้ก็ไม่เอา ต้องอีก Generation นึง


ส่วนตัวผมเองนั้นตอนนี้ก็มายืนท่ามกลาง ด้านหนึ่งคือจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตยซึ่งเป็นสถาบันแน่นอน เห็นหน้าอาจารย์ชาญวิทย์ ท่านก็เป็นผู้เคลื่อนไหว 14ตุลา มาโดยตลอด หนังสือของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าอ่านมากที่สุด คุณหมอสันต์ก็เคลื่อนไหวมาตลอด คุณครูประทีป อาจารย์ธิดา คุณหมอเหวง คนรุ่นนี้ทำมาเต็มที่ ซึ่งผมก็เห็นกันอยู่ ทุกท่านด้านนี้เป็นจิตวิญญาณที่มีชีวิต


อีกด้านหนึ่ง ด้านหลังของผม เป็นจิตวิญญาณที่สิ้นไปแล้วเป็นวีรชน เรามายืนอยู่ตรงนี้เป็นดินแดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ 73 ชีวิตที่สูญเสียไปในคราวนั้น เขาพลีชีพเพื่อต้องการให้ประชาธิปไตยมันเกิดขึ้น เพื่อบ้านเมืองเป็นของทุกคน ผมอยากจะกราบเรียนต่อจากท่านอาจารย์ธิดาบอกว่า ชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็เป็นผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น มาคราวนี้จะเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เขียนกฎหมายของตัวเอง ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ไม่มีใครบนโลกนี้ในการเกิดมาแล้วจะมาบอกว่ามีสิทธิในการปกครองเราไม่ได้ เรามีความเท่าเทียมกันและเราจะต้องสร้างกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีประโยชน์ต่อเรา


ผมเปรียบเสมือนว่าความชั่วร้ายต่าง ๆ ที่มันแฝงไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่หลายท่านได้กล่าวมานั้น ผมเปรียบเสมือนเป็นแปลงดินที่มันเป็นพิษต่อประชาชนทุกคนที่อยู่ เป็นพิษต่อพืชพันธุ์ทั้งหลาย มันเกิดได้แต่ต้นไม้พิษ คือพวกที่เขาอยากจะให้เติบโต ซึ่งมันเป็นพิษกับประชาชน เพราะฉะนั้นเราต้องมาร่วมกันทำใหม่ เขียนกฎหมายใหม่ สร้างแผ่นดินใหม่ สร้างแปลงที่มันสามารถให้พืชทุกชนิดซึ่งเปรียบชีวิตของเราได้เติบใหญ่ ไม่ว่าเราจะเป็นสาขาไหน เชื่ออย่างไร นับถือศาสนาอะไร เราจะได้เติบโตอย่างมีความสุขอย่างมีความถาวร นั่นก็คือว่าเราต้องเขียนกฎหมายด้วยตัวของเราเอง เป็นจุดเดียวที่สำคัญที่สุดนะครับ


นักรัฐศาสตร์ก็บอกมาเสมอว่า ทุกยุคทุกสมัยนั้นการเขียนกฎหมายเป็นความคิดของผู้ปกครอง คราวนี้คุณหมอสันต์บอกว่าเรา (ประชาชน) คือผู้มีอำนาจ ดังนั้นวันที่ 8 กุมภา “กาเห็นชอบ” เพื่อศักดิ์ศรีของประชาชน เพื่อศักดิ์ศรีของเรา เราต้องเขียนกฎหมายเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569 #เห็นชอบ #8กุมภากาเห็นชอบ


วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

เมืองสองแควแตก! "เพื่อไทย" เปิดเวทีใหญ่คนแน่นเรือนหมื่น "ศ.ดร.ยศชนัน" ประกาศยุทธศาสตร์แก้หนี้-ทลายรังยาเสพติด พร้อมชูวิสัยทัศน์ปั้นพิษณุโลกสู่ศูนย์กลางการศึกษาและการแพทย์ระดับโลก

 


เมืองสองแควแตก! "เพื่อไทย" เปิดเวทีใหญ่คนแน่นเรือนหมื่น "ศ.ดร.ยศชนัน" ประกาศยุทธศาสตร์แก้หนี้-ทลายรังยาเสพติด พร้อมชูวิสัยทัศน์ปั้นพิษณุโลกสู่ศูนย์กลางการศึกษาและการแพทย์ระดับโลก


วันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. ณ ลานท่าข้าว อ.เมือง จ.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายวราเทพ รัตนากร และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย เพื่อช่วยผู้สมัคร ส.ส. พิษณุโลก ทั้ง 5 เขตหาเสียง ท่ามกลางประชาชนที่เดินทางมาร่วมรับฟังอย่างล้นหลามจนเต็มพื้นที่ลานปราศรัย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีการมอบพวงมาลัยกล้วยตากและมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อเป็นการต้อนรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย 


นายณัฐวุฒิ ขึ้นปราศรัย เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นในนโยบายที่ทำได้จริงและชี้แจงประเด็นงบประมาณที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนโยบายเงินดิจิทัลมาสู่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ "รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30" รวมถึงนโยบาย "หวยเกษียณ" และการมอบหลักประกันชีวิต 1 ล้านบาทให้แก่ อสม. อสส. และ ชรบ. 


นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภูมิต้านทานองค์กรอิสระต่ำ ถ้ามีปัญหาในองค์กรอิสระและอัตราความซวยสูง พอเขาไปร้องกันมาก ๆ ค้านกันมาก ๆ ก็ต้องแก้เกมปรับโครงการ โบราณเขาสอนว่าอย่าฝากปลาย่างไว้กับแมว แต่แกดันฝากประเทศไว้กับหนูครับ และหนูเวลากินส้มเข้าไปนี่หนูกลายเป็นเสือเลย คะแนนคนพิษณุโลกถูกยกไปให้คนอื่น กลายเป็นพิษรักพิษณุโลกขึ้นมา ดังนั้นคราวนี้ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ หวยนี่ให้แกถูกงวดเดียวพอ เที่ยวนี้คนพิษณุโลกแทงหวยเพื่อไทยเอานโยบายไปทำดีกว่า


ต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นปราศรัยท่ามกลางเสียงเชียร์ โดยเริ่มต้นจากการประกาศยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งการเคลียร์หนี้เสีย (NPL) มาตรการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และนโยบาย "คนไทยไร้จน" เติมรายได้ให้ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน รวมถึงนโยบายลดค่าไฟฟ้าและปราบปรามยาเสพติดให้สิ้นซากภายใน 3-6 เดือน เพื่อคืนความหวังและศักดิ์ศรีให้แก่พี่น้องประชาชน โดย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ว่า


"วันที่ 8 ก.พ. คือวันเดิมพันของความหวัง ความฝันของประชาชนทุกคน และวันนี้ถ้าพ่อแม่พี่น้องไว้วางใจ ตนพร้อมจะเปลี่ยนความฝันและความหวังพี่น้องพิษณุโลกให้เป็นความจริง สูตรแก้จนของพรรคเพื่อไทย นอกจากประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอย ได้เศรษฐกิจหมุนเวียน พ่อค้าแม่ค้าขายของได้เต็มที่แล้ว พรรคเพื่อไทยไม่ได้มุ่งแต่จะใช้เงินอย่างเดียว แต่เราจะมุ่งหาเงินมาให้ประชาชนด้วยการดึงนวัตกรรมและศักยภาพของพื้นที่ออกมาใช้อย่างสูงสุด"


นอกจากนโยบายเศรษฐกิจฐานรากแล้ว ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ขยายความถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับจังหวัดพิษณุโลกให้เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาและการแพทย์อย่างยั่งยืน โดยประกาศพร้อมสนับสนุนมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ทั้งมหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนจังหวัด เพื่อให้ลูกหลานชาวพิษณุโลกเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปเรียนที่อื่น โดยระบุว่า


"พิษณุโลกคือที่โชคดีที่สุด เรามีมหาวิทยาลัยนเรศวรที่ทำงานวิจัยเรื่องสมุนไพรชั้นนำ มีราชภัฏพิบูลสงคราม และราชมงคลล้านนา เรามีที่สร้างครู มีนักเทคโนโลยี และนักวิจัยอันดับ 1 พรรคเพื่อไทยประกาศตรงนี้พร้อมส่งเสริมให้พิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการศึกษาแห่งหนึ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทย ลูกหลานไม่เรียนที่อื่นแล้ว เรียนที่พิษณุโลกได้เลย และถ้าพื้นที่ห่างไกลไม่มีหมอ ไม่เป็นไรครับ ให้ลูกหลานท่านเรียนหมอ พรรคเพื่อไทยจะให้ทุนการศึกษาเรียนจนจบเพื่อกลับไปทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องชาวพิษณุโลก"


ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ย้ำถึงการผลักดันพิษณุโลกสู่การเป็น "ศูนย์รวมทางการแพทย์" (Medical Complex) เพื่อดึงรายได้เข้าสู่จังหวัดผ่านการใช้ศักยภาพของโรงพยาบาลชั้นนำในพื้นที่ พร้อมทั้งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นผ่านโครงการ SML และกองทุนหมู่บ้าน เพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างน้ำประปาให้สะอาดและไหลสม่ำเสมอในทุกพื้นที่


"พิษณุโลกมีโรงพยาบาลที่ดีที่สุดอยู่หลายแห่ง และหมุดหมายหนึ่งที่จะนำสู่รายได้ให้กับพ่อแม่พี่น้องก็คือ ศูนย์รวมทางการแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ที่พิษณุโลกเพื่อนำรายได้เข้าสู่พี่น้องในพื้นที่ พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะลดอำนาจภาครัฐและคืนอำนาจให้กับท้องถิ่น เพื่อให้น้ำประปาในพิษณุโลกต้องไหลสม่ำเสมอและสะอาด ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ขอโอกาสให้เพื่อไทยยกจังหวัดทั้ง 5 เขต เพื่อเข้าไปเปลี่ยนพิษณุโลกให้เป็นเมืองที่สวยงาม น่าอยู่ และร่ำรวยยิ่งกว่าเดิม"


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569 #พิษณุโลก














“เท้ง ณัฐพงษ์” แท็กทีม “ช่อ พรรณิการ์” ลุยเชียงราย ช่วยผู้สมัคร สส. หาเสียง พี่น้องเชียงรายรุมถ่ายรูปหนาแน่นพร้อมให้กำลังใจเต็มที่

 


“เท้ง ณัฐพงษ์” แท็กทีม “ช่อ พรรณิการ์” ลุยเชียงราย ช่วยผู้สมัคร สส. หาเสียง พี่น้องเชียงรายรุมถ่ายรูปหนาแน่นพร้อมให้กำลังใจเต็มที่


วันที่ 20 มกราคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน พร้อมด้วย พรรณิการ์ วานิช คณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบปะประชาชนตั้งแต่ตลาดสินสมบูรณ์ อำเภอเชียงสาย ไปยังตลาดธิดาพร อำเภอแม่จัน ตามด้วยตลาดนัดบ้านดู่ เมืองใหม่ 


บรรยากาศในพื้นเต็มไปด้วยความคึกคัก พี่น้องประชาชนเข้ามาถ่ายรูปพร้อมให้กำลังใจเนืองแน่น และมอบอาหาร ขนม น้ำดื่มและดอกไม้ตลอดทาง


สำหรับจังหวัดเชียงรายนั้นต้องเผชิญปัญหาหลายเรื่องด้วยกัน มีทั้งแหล่งยาเสพติด ไปจนถึงปัญหาสัญชาติและความเหลื่อมล้ำ ที่นำไปสู่การเกิดส่วยเพื่อแลกสัญชาติไทย เรื่องนี้ จำเป็นที่จะต้องทำให้ชายแดนเข้มแข็ง มีการรวมศูนย์ ไม่ต่างคนต่างทำงาน และจัดการสแกมเมอร์และทุนเทาจากปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง 


ในส่วนของมลพิษ PM 2.5 พรรคประชาชนเห็นว่าต้องแก้ปัญหาฝุ่นพิษเร่งด่วนอย่างเป็นระบบ ด้วยการจัดตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ พัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาดโดยอาศัยข้อมูลดาวเทียมให้เต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) ใช้โดรนเข้าช่วยพื้นที่ที่มีความถี่ของข้อมูลเพียงพอต่อการจัดการปัญหาฝุ่นพิษ


ทั้งนี้ เชียงรายยังมีวิกฤตโลหะหนักในแหล่งน้ำ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง เนื่องจากมีการตรวจพบโลหะหนักโดยเฉพาะสารหนู ตะกั่ว และปรอทเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยพรรคประชาชนเสนอให้จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางด้านมลพิษทางน้ำ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืช สัตว์น้ำ สุขภาพ ต่อสาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้ ตลอดจนจัดทำแหล่งทดแทนที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน รวมถึงกำหนดเกณฑ์แจ้งเตือนและมาตรการป้องกันเชิงรุกให้ชัดเจน 


เชียงรายมีทั้งหมด 7 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาชนส่งครบทั้ง 7 เขต ดังนี้ 


ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ เขต 1 (เบอร์ 1)

อุทิศ มณีจันสุข เขต 2 (เบอร์ 6)

ฐากูร ยะแสง เขต 3 (เบอร์ 5)

ธรรมวัตร พรมเสน เขต 4 (เบอร์ 2)

นาวิน วังแปง เขต 5 (เบอร์ 3)

จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม เขต 6 (เบอร์ 1)

สุทัศน์ ยาละ เขต 7 (เบอร์ 2)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน #เชียงราย