วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“ยิ่งชีพ iLaw” แถลงข่าวพร้อมสู้คดี หลังได้รับหมายศาล“อนุทิน” ฟ้องหมิ่นฯกรณีเปิดข้อมูลคดีโกงเลือก สว. ย้ำเสนอข้อมูลตามหลักฐาน จ่อขอศาลเรียกเอกสาร – พยานคดีโกงเลือก ชี้คดีนี้ “ง่ายที่สุดเท่าที่เห็น” หากต้องสู้



“ยิ่งชีพ iLaw” แถลงข่าวพร้อมสู้คดี หลังได้รับหมายศาล“อนุทิน” ฟ้องหมิ่นฯกรณีเปิดข้อมูลคดีโกงเลือก สว. ย้ำเสนอข้อมูลตามหลักฐาน จ่อขอศาลเรียกเอกสาร – พยานคดีโกงเลือก ชี้คดีนี้ “ง่ายที่สุดเท่าที่เห็น” หากต้องสู้ 


วันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw จัดแถลงข่าวถึงแนวทางสู้คดีที่ “อนุทิน” ฟ้องหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และ 328 จากกรณียื่นหนังสือถึงประธานวิปฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงเลือก สว.


ในวันนี้มีผู้ร่วมแถลงข่าว ได้แก่ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, อนุสราวดี มฤคศิรมาส และกัลยกร สุนทรพฤกษ์ ยิ่งชีพระบุว่าตนได้รับหมายนัดและคำฟ้องเรียบร้อยแล้ว และเป็นหมายแรกที่ได้รับจากกรณีโกงเลือก สว. ส่วนกรณีอื่น ๆ ยังไม่ได้รับหมาย ยิ่งชีพระบุว่ารู้สึกเป็นเกียรติในชีวิตที่ครั้งหนึ่งบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีมีเวลามายื่นฟ้องตน 


สำหรับคำฟ้องดังกล่าว ลงวันที่ 15 ก.ย. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องยิ่งชีพต่อศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2672/2569 และศาลมีกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธ.ค. 2569 เวลา 9.00 น. 


อนุสราวดี ทนายความของยิ่งชีพ กล่าวถึงเนื้อหาตามคำฟ้องได้กล่าวถึงกรณีที่ยิ่งชีพได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ในการยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ที่อาคารรัฐสภา ขอให้ตรวจสอบบุคคลในรัฐบาลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว.ในปี 2567 


อนุสราวดีกล่าวว่า ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ตอบรับข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้ คือ การแต่งตั้งทนายความด้วยตัวเองและยื่นฟ้องคดีในนามของตัวเองโดยไม่ใช้กลไกของรัฐ เช่น ตำรวจ อัยการ และการยื่นฟ้องที่ศาลอันเป็นพื้นที่เกิดเหตุคือศาลอาญา  


ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี จึงข้อแจ้งให้ทราบถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการที่จะดำเนินการต่อไป ดังนี้


1. เนื้อหาในส่วนการแถลงข่าวที่เกี่ยวข้องกับอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้ ไม่ใช่การใส่ร้ายหรือใส่ความให้ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง และพร้อมที่จะต่อสู้คดี เราในฐานะประชาชนและภาคประชาชนย่อมมีสิทธิตรวจสอบโดยสุจริต อีกทั้งประธานศาลฎีกามีคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 161/1 ศาลอาญาควรยกฟ้องคดีได้ทันทีและห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก


2. หากศาลมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องก็ขอเรียกร้องให้ “อนุทิน” เดินทางมาเบิกความต่อศาลด้วยตัวเองในวันที่ 14 ธ.ค.2569 เพื่อพิสูจน์สิ่งที่โจทก์อ้างว่าเป็นความจริง หรือเป็นความเท็จ และพิสูจน์สิ่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยืนยันว่าเป็นความจริงเช่นเดียวกัน หรือหากโจทก์ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้เพราะติดภารกิจอื่นหรือไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ก็ควรจะถอนฟ้องไปเสียด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้เป็นภาระต่อคนอื่น


3. หากภายหลังศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดี ฝ่ายโจทก์และจำเลย ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีพยานที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทั้งสองจริงหรือไม่ จำเลยจะใช้สิทธิขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารการสอบสวนในคดีการโกงเลือก สว. หลายรายการ ได้แก่ เอกสารสรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเห็นควรให้ยื่นฟ้องอนุทินในคดีโกงเลือก สว., เอกสารความเห็นของกรรมการการเลือกตั้ง 2 ท่าน ที่เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งออกความเห็นควรให้ยื่นฟ้องอนุทินในคดีโกงเลือก สว., เอกสารที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567, เอกสารที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ของสำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะที่ชั้นสี่ ห้องเกี่ยวกับธุรการการเงิน ในช่วงเวลาการเลือกสว. ปี 256


และขอเอกสารข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ ซึ่งแสดงสถานที่อยู่ของโทรศัพท์ของอนุทิน เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567 และแสดงข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างอนุทินกับผู้สมัคร สว. ในช่วงเวลาการเลือก สว. รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ที่เคยถูกดำเนินคดีฐานโกงเลือก สว., บันทึกคำให้การของพยานในคดีโกงเลือก สว. ปากกุสุมาวตี ศิริโกมุท และพยานหมายเลข 25/26 รวมทั้งพยานปากอื่น ที่พบเห็นและทราบถึงบทบาทของโจทก์ในคดีนี้ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสว. นอกจากนั้นก็จะขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลให้มาเบิกความต่อศาลอย่างน้อยอีก 11 คน 


ยิ่งชีพระบุว่า ถ้าหากนายกไม่ถอนฟ้อง ก็จะใช้โอกาสในการเป็นจำเลยขอหมายเรียกเอกสารและพยาน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีโกงเลือก สว. เพิ่ม ตนถือว่าการสู้คดีนี้ “ง่ายมาก” แค่เพื่อจะสู้ให้ตนเองไม่ติดคุก ตนอ่านคดีหมิ่นประมาทมาเยอะ คดีนี้ง่ายที่สุดเท่าที่เห็นมา ถ้าท่านจะไม่ถอนฟ้องจริง ๆ ก็ไปที่ศาลและตนจะใช้สิทธิจำเลย ส่วนตัวแล้วตนไม่มีความกังวล ตนคิดว่าคดีนี้ไม่ควรจะเป็นคดีตั้งแต่แรก เพราะโดยหลักการแล้วประชาชนทุกคนเมื่อเห็นข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการโกงควรออกมาพูดต่อสาธารณะได้เต็มที่ ถ้าจริงไม่จริงอย่างไรก็ชี้แจงมา ไม่ใช่การฟ้องหมิ่นประมาท


นอกจากนั้น อีกกรณีหนึ่งที่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รายหนึ่ง ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ดำเนินคดีกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ DSI และยิ่งชีพ กรณีนำเอกสารสำนวนคดีโกงเลือก สว. จำนวน 90,000 หน้า มาเปิดเผยต่อสาธารณะ ยิ่งชีพอ่านเอกสารดังกล่าวแล้วรู้สึกว่า “ตลกขบขัน” พอสมควร คือไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ร้องทุกข์ และผู้นั้นได้รับความเสียหายหรือไม่ อย่างไร และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับตนไม่ได้ระบุความผิดเป็นเลขมาตรา ว่ากระทำผิดในฐานใด นอกจากมาตรา 86 ฐานผู้สนับสนุน ตนจึงเข้าใจว่าหาความผิดอะไรให้ตนไม่ได้เลย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #iLaw

#โกงเลือกสว  #อนุทินชาญวีรกูล
























นพ.เหวง โตจิราการ วาระ #50ปี6ตุลา ณ. มธ.ท่าพระจันทร์ 06 ต.ค. 69


นพ.เหวง โตจิราการ วาระ #50ปี6ตุลา ณ. มธ.ท่าพระจันทร์ 06 ต.ค. 69


วันนี้เป็นวันสำคัญมากในประวัติศาสตร์ก็คือ ครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6ตุลา19 วันนี้ที่จัดงานสำหรับส่วนตัวผมนะครับ ผมขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน ผมคิดว่าการจัดงานวันนี้เป็นการตอกหมุด เป็นการสถาปนาวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประชาชนขึ้นอีกหนึ่งวัน ก็คือวันที่จดจารึกไว้ว่าฝ่ายขวาจัดใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีการชุมนุมอย่างสงบสันติของประชาชน แล้วก็ใช้กำลังป่าเถื่อน รวมทั้งอันธพาลการเมือง รวมทั้งกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ บุกเข้ามาสังหารนักเรียนนักศึกษาที่ชุมนุมอย่างสงบสันติในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างป่าเถื่อนที่สุด 


ผมยืนยันว่าเป็นการชุมนุมอย่างสงบและสันติ เพราะในวันนี้ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้และมีหลักฐานชัดเจนว่านักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นไม่มีอาวุธครับ เท่าที่ผมจำได้ เขาสามารถที่จะหาปืนพกได้กระบอกเดียว ซึ่งปืนพกกระบอกนั้นมันก็ไม่ได้ทำอะไรกับพวกที่บุกเข้ามาไม่ได้ พวกที่บุกเข้ามามีทั้งปืนบาซูกา และมีสารพัดปืนเลยนะครับ M16 สารพัดอย่างเลย และมีอันธพาลการเมืองมากมาย


การจัดงานรำลึกขึ้นวันนี้มีข้อสำคัญอย่างหนึ่งก็คือว่า คณะจัดงานเขาต้องการเพียงให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 41 ซึ่งหมายความว่าเป็นฉบับที่ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข นี่เป็นการตอกย้ำอีกทีว่ามาตรา 112 เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ก็คือคณะยึดอำนาจรัฐประหาร 6ตุลา19 เขาไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาตรา 112 ให้มันสาหัสมากยิ่งขึ้น ให้มันผิดหลักนิติรัฐนิติธรรมมากยิ่งขึ้น ก็คือมีโทษขั้นต่ำ 3 ปี และโทษสูงสุด 15 ปี คณะจัดงานในวันนี้เลยต้องการที่จะให้การชุมนุมวันนี้มีผลสะเทือนทางประวัติศาสตร์ ก็เลยชูประเด็นให้ยกเลิกประกาศฯ ฉบับที่ 41 แล้วกลับไปใช้มาตราเดิม ก็คือหมายความว่าไม่มีโทษขั้นต่ำและโทษขั้นสูง 7 ปี ซึ่งข้อเรียกร้องอย่างนี้เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่เกินเลยจากความเป็นจริงและสามารถที่จะทำได้ และเป็นการแสดงว่านักเรียนนักศึกษาไม่ได้มีเจตจำนงใด ๆ เลยในการที่จะไปแตะต้องสถาบัน หรือไปโค่นล้มสถาบัน


เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าข้อกล่าวหาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เป็นข้อกล่าวหาเท็จโดยสิ้นเชิงครับ ผมก็ต้องขอบคุณคณะจัดงานในวันนี้นะครับ แล้วผมก็อยากจะส่งเสียงไปยังพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศนะครับว่า ให้ช่วยกันผลักดัน ให้ช่วยกันขับเคลื่อนยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ปี 2519 ฉบับที่ 41 และก็ให้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลับไปใช้ก่อนหน้า 6ตุลา ก็คือไม่มีโทษขั้นต่ำและโทษขั้นสูงเพียง 7 ปี


ก็คงขออนุญาตที่จะสนทนากับท่านผู้ชมทางบ้านและพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #50ปี6ตุลา #6ตุลา2519 #หมอเหวง
 

‘วีระยุทธ’ อัดรัฐบาลบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ปล่อยภาคตะวันออกจมบาดาลไปอีก 38 วัน จี้ถามหาความรับผิดชอบ พร้อมชวนมองข้ามช็อต ‘เยียวยา’ ต้องเท่ากับการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชน

 


‘วีระยุทธ’ อัดรัฐบาลบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ปล่อยภาคตะวันออกจมบาดาลไปอีก 38 วัน จี้ถามหาความรับผิดชอบ พร้อมชวนมองข้ามช็อต ‘เยียวยา’ ต้องเท่ากับการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชน


วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยและแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบกระทู้แทน


วีระยุทธเริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมความเสียหายจากมหาอุทกภัยที่หนักหน่วงกว่าปี 2554 ในหลายพื้นที่ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก GISTDA ว่าในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม มีน้ำท่วมขังถึง 45 จังหวัด พื้นที่เสียหายรวม 5 ล้านไร่ ประชาชนเดือดร้อนกว่า 3.1 ล้านคน โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ลุ่มน้ำที่หนักที่สุดคือลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งระดับน้ำสูงถึง 4.93 เมตร ทำลายสถิติปี 2556 ไปแล้ว ข้อมูลจาก สทนช. ประเมินว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่ม ภาคตะวันออกจะต้องใช้เวลาถึง 38 วัน หรือจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน กว่าน้ำจะระบายหมดและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ


วีระยุทธตั้งคำถามแรกว่า ในการจัดการภัยพิบัติที่มีทั้งส่วนที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ รัฐบาลต้องถอดบทเรียนให้ชัดเจนว่า ความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้นในรอบนี้ เป็นผลจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ไม่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลกี่เปอร์เซ็นต์ หากย้อนเวลากลับไปและมีการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า ความเสียหายจะลดลงหรือไม่


ด้านเจเศรษฐ์ชี้แจงตอบคำถามแรกสั้นๆ ว่า ตนไม่สามารถตอบหรือคาดการณ์เป็นเปอร์เซ็นต์ได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากภัยธรรมชาติกี่เปอร์เซ็นต์ และมาจากความผิดพลาดของรัฐบาลกี่เปอร์เซ็นต์


จากนั้น วีระยุทธได้อภิปรายต่อไปว่า การประเมินความผิดพลาดเป็นสิ่งจำเป็นในการกำหนดนโยบายสาธารณะ เช่นกรณีการบริหารอ่างเก็บน้ำที่จังหวัดตราดมีการพร่องน้ำล่วงหน้า ทำให้เสียหายน้อยกว่าสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี พร้อมวิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ทิ้งพื้นที่วิกฤตไปร่วมงานวันเกิดนักการเมืองใหญ่ ในขณะที่การแบ่งงานระดับรัฐมนตรีก็ขาดความชัดเจน


วีระยุทธชี้ว่า การจัดการน้ำในเฟสแรกช่วงเดือนกันยายนคือความล้มเหลว และเมื่อเข้าสู่เฟสสองในเดือนตุลาคม รัฐบาลต้องเร่งทำ 3 เรื่อง คือ 1. เข้าช่วยเหลือเชิงรุกในพื้นที่สีแดงอย่างลุ่มน้ำบางปะกง 2. การผันน้ำข้ามจังหวัดต้องแจ้งข้อมูลและให้ความเป็นธรรมกับประชาชน 3. ต้องมีตัวกลางระดับรัฐบาลลงไปตัดสินใจแก้ปัญหาการระบายน้ำระดับหมู่บ้านและชุมชนที่สูบน้ำวนใส่กันไปมา


วีระยุทธยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้าเกินไป ทำให้ประชาชนเก็บของหนีน้ำไม่ทัน รวมถึงปัญหาการอพยพที่ขาดการวางแผนเผื่อน้ำขึ้นซ้ำสอง จนประชาชนต้องหนีตายซ้ำซ้อน บางรายสูญหายและเสียชีวิต พร้อมเรียกร้อง KPI ชัดเจนจากรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมเฟสสอง ทั้งเป้าหมายการอพยพ ความพร้อมของศูนย์พักพิง การเร่งระบายน้ำไม่ให้ประชาชนต้องทนแช่น้ำถึง 38 วัน และกรอบเวลาในการจัดการสารพิษปนเปื้อนที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี


ด้านเจเศรษฐ์ลุกขึ้นชี้แจงว่า พฤติกรรมของฝนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจนประเมินล่วงหน้าได้ยาก และการทำงานของ ปภ. ไม่ได้แบ่งเป็นเฟส แต่ทำเป็น 3 ขั้นตอนคือ เตรียมพร้อม เผชิญเหตุ และฟื้นฟู สำหรับเรื่อง KPI ยืนยันว่า ปภ. มีข้อมูลตัวเลขศูนย์อพยพและการรับส่งคนชัดเจน มีการส่งฝ่ายปกครองลงไปตรวจความพร้อมของศูนย์พักพิงอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องเครื่องสูบน้ำได้ให้ สทนช. วางแผนภาพรวมไม่ให้กระจุกตัวที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ขณะที่ปัญหาสารพิษปนเปื้อน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบและสั่งหยุดโรงงานบางแห่งแล้ว


ในคำถามสุดท้าย วีระยุทธชวนมองไปข้างหน้าถึงการฟื้นฟูเยียวยา โดยระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและวิจัยกรุงศรีประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจรอบนี้อาจสูงถึง 40,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบเดิม มาเป็นการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชนที่หมดเนื้อหมดตัว โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนที่สูญเสียต้นไม้ที่เป็นเงินออมทั้งชีวิต พร้อมตั้งคำถามถึงรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยที่รัฐบาลบอกว่าจะจ่ายถึง 100,000 บาท ว่ามีกระบวนการอย่างไร และจี้ถามถึงอัตราเงินชดเชยเกษตรกรว่า รัฐบาลจะยังคงใช้กรอบเดิมที่คับแคบ เช่น ชดเชยหมูไม่เกิน 10 ตัว วัวไม่เกิน 5 ตัว หรือชาวนาได้เพียงไร่ละ 2,240 บาท ใช่หรือไม่


ด้านเจเศรษฐ์ชี้แจงปิดท้ายว่า ในเรื่องประกันภัยพิบัตินั้น รัฐบาลต้องการเปิดกว้างเพื่อลดขั้นตอนให้ประชาชนได้เงินเร็วที่สุด โดยแบ่งเป็นเงินก้อนแรก 10,000 บาท และเงินสำหรับซ่อมแซมบ้านอีกไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วในพื้นที่จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ ส่วนแนวทางการเยียวยาเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือปศุสัตว์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังรวบรวมตัวเลขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป โดยยืนยันว่า ปภ. ตอบสนองทุกคำร้องขอของจังหวัดอย่างเต็มที่ ไม่มีเลือกปฏิบัติแน่นอน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนชี้ช่องรัฐบาลใช้งบกลางแก้กากอุตสาหกรรมปราจีนฯ 'วีระยุทธ' เตือนช้าไป 1 สัปดาห์ กระทบนาข้าว-สัตว์น้ำ

 


พรรคประชาชนชี้ช่องรัฐบาลใช้งบกลางแก้กากอุตสาหกรรมปราจีนฯ 'วีระยุทธ' เตือนช้าไป 1 สัปดาห์ กระทบนาข้าว-สัตว์น้ำ


วันที่ 7 ตุลาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พูนศักดิ์ จำปาปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ สส. ของพรรค ร่วมกันแถลงข่าวหลังการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม ณ อาคารรัฐสภา เรื่องแนวทางการบริหารจัดการการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง


วีระยุทธกล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย และยังมีพื้นที่สีแดง โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม โดยมีประเด็นที่ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ กรณีจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งกำลังประสบวิกฤตซ้อนวิกฤตจากปัญหามลพิษที่ตกค้างมานาน แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่ได้ติดตามตรวจสอบให้ชัดเจน เมื่อเกิดน้ำท่วมจึงนำไปสู่ปัญหาบานปลาย


ก่อนหน้านี้ วีระยุทธได้ลงพื้นที่ปราจีนบุรีพร้อมกับพูนศักดิ์ และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พบภาพถ่ายจากโดรนที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความเสี่ยงสูงที่น้ำปนเปื้อนมลพิษจากกากอุตสาหกรรมจะไหลรั่วไหลออกมา โดยประเมินในเบื้องต้นว่าครอบคลุมรัศมีอย่างน้อย 1 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่า ขอบเขตมลพิษอาจขยายไปไกลกว่าตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ โดยมีการร้องเรียนจากพื้นที่บ้านสามขาเหนือ บ้านคูลำพัน และบ้านโคกวัด ซึ่งสะท้อนว่าน้ำปนเปื้อนสารพิษมีโอกาสแพร่กระจายไปไกลกว่าที่กังวลไว้ในตอนแรก


วีระยุทธระบุว่า หากคราบน้ำมันและสารพิษแพร่กระจายจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังไร่นาและสัตว์น้ำ พรรคประชาชนจึงได้ติดตามเรื่องนี้ผ่าน กมธ.การอุตสาหกรรม โดยเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ซึ่งพบว่าปัญหาแรกคือความล่าช้าของหน่วยงานรัฐ ที่เพิ่งลงพื้นที่ตรวจเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งล่าช้าไปถึง 1 สัปดาห์หลังเกิดน้ำท่วม


ด้านพูนศักดิ์กล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อถกเถียงเรื่องการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการบริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษ โดยอุตสาหกรรมจังหวัดได้ออกหนังสือประกาศการขอขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมประมาณ 100,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน ซึ่งตามกฎหมายการประกอบกิจการฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมไม่อันตรายที่มีการเพิ่มกำลังการผลิต เข้าข่ายประเภทกิจการที่ต้องจัดทำ EIA


อย่างไรก็ตาม ทางอุตสาหกรรมจังหวัดมีความเห็นแย้งว่า การขยายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงานฯ มีเกณฑ์พิจารณาจาก 1. การเพิ่มกำลังการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหรือกำลังแรงม้า และ 2. การขยายพื้นที่โครงการ ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับมีเงื่อนไขต่างกัน ดังนั้น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ต้องเร่งสร้างความชัดเจนว่าโครงการลักษณะนี้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ ว่าจำเป็นต้องทำ EIA หรือไม่


พูนศักดิ์เน้นย้ำว่า พื้นที่ตั้งโครงการในปัจจุบันเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ถูกน้ำท่วมถึงตลอดเวลา และโดยรอบเป็นพื้นที่เกษตรกรรม การนำขยะสารพิษมาเทกองไว้ในบริเวณนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร สผ. จึงต้องเร่งสร้างความชัดเจน และนำเงื่อนไขของ EIA มาประกอบการพิจารณาอนุญาตโรงงานดังกล่าว


วีระยุทธกล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ มี 2 ช่องทางที่สามารถดำเนินการเร่งด่วนได้ ช่องทางแรกคือ กรมควบคุมมลพิษ ซึ่ง กมธ. ได้เร่งให้ตรวจสอบ ซึ่งผลน่าจะออกในสัปดาห์หน้า ส่วนอีกช่องทางคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมี พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ที่ให้อำนาจกรมฯ เข้าไปกำจัดกากสารพิษและฟื้นฟูพื้นที่ได้ ดังเช่นโครงการที่เคยดำเนินการในปี 2569 ได้แก่ วินโพรเสส (Win Process) ที่จังหวัดระยอง และ แว็กซ์ การ์เบ็จ (Wax Garbage) ที่จังหวัดราชบุรี


แต่จากการหารือในวันนี้ พบว่าหน่วยงานยังขาดแคลนงบประมาณ พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา หากได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือหากรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนและคำนึงถึงชีวิตของประชาชนชาวปราจีนบุรี ก็สามารถอนุมัติใช้ ‘งบกลาง’ ได้ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรณีของวินโพรเสสใช้งบประมาณไปกว่า 400 ล้านบาท หากมีการจัดสรรงบกลางระดับร้อยล้านบาท ก็จะสามารถควบคุมและป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้


วีระยุทธกล่าวสรุปว่า ทาง กมธ. จะยังคงติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แม้ผลการตรวจสอบจะออกในสัปดาห์หน้า แต่ระหว่างนี้ขอเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้อำนาจตามกฎหมายเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ทันที และหากงบประมาณไม่พอ ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบกลางเข้ามาดูแล เนื่องจากเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนและฉุกเฉิน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการอุตสาหกรรม #กากอุตสาหกรรม #ปราจีนบุรี







ทีมแพทย์อาสาประชาชนลุยสายไหม ชาวบ้านน้ำกัดเท้า-แผลเปื่อยเพียบ กังวลน้ำมาอีกรอบ

 


ทีมแพทย์อาสาประชาชนลุยสายไหม ชาวบ้านน้ำกัดเท้า-แผลเปื่อยเพียบ กังวลน้ำมาอีกรอบ


วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ทีมแพทย์อาสาประชาชนออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อให้บริการตรวจรักษาประชาชนในพื้นที่เขตสายไหม 3 จุด ได้แก่ ชุมชน กสบ. หมู่ 5, หมู่บ้านอัมรินทร์นิเวศน์ 3 ผัง 2 และบ้านมั่นคง จิระมะกร โดยมีประชาชนมารอรับบริการทางการแพทย์อย่างคับคั่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยที่มีอาการน้ำกัดเท้าและแผลเปื่อย เนื่องจากในพื้นที่มีน้ำท่วมขังนานถึง 7 วัน และน้ำเพิ่งลดลงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังพบผู้สูงอายุอีกจำนวนหนึ่งมีอาการปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง เนื่องจากความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงปวดกล้ามเนื้อจากการยกของหนักหนีน้ำ


จากการสอบถามพบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความกังวลเรื่องโรคภัยที่มากับน้ำ โดยเฉพาะโรคฉี่หนู จึงมาขอรับยาป้องกัน อย่างไรก็ตาม แพทย์ไม่แนะนำให้รับประทานยาในช่วงนี้ เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ประกอบกับขณะนี้น้ำแห้งแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาป้องกันโรคฉี่หนูในช่วงนี้


ขณะเดียวกัน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์น้ำ เนื่องจากขณะนี้น้ำในคลองสองยังมีระดับสูงเกือบปริ่มตลิ่ง หากมีฝนตกลงมาหรือมีการระบายน้ำเพิ่ม ก็อาจเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนได้อีกครั้ง หลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับน้ำท่วมสูงถึงระดับเอว ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนเป็นอย่างมาก


นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลเรื่องการรับเงินเยียวยา เนื่องจากยังมีความสับสนเกี่ยวกับเกณฑ์และเอกสารที่ใช้ขอรับเงิน โดยเฉพาะในพื้นที่นี้ซึ่งบ้านเรือนจำนวนมากเป็นบ้านเช่าที่ทำสัญญากันเพียงปากเปล่า ไม่มีเอกสารยืนยัน ส่งผลให้มีเพียงเจ้าของบ้านเท่านั้นที่สามารถขอรับเงินเยียวยาได้ ขณะที่ผู้เช่าซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยจริง กลับไม่มีสิทธิ์เข้าถึงการช่วยเหลือจากภาครัฐ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #น้ำท่วมกรุงเทพ