วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘ศุภณัฐ’ จี้ กทม. เลิกขอสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ชี้ต้องเร่งอำนวยความสะดวกประชาชนรับเงินเยียวยาน้ำท่วม

 


‘ศุภณัฐ’ จี้ กทม. เลิกขอสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ชี้ต้องเร่งอำนวยความสะดวกประชาชนรับเงินเยียวยาน้ำท่วม


วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ตุลาคม) ตนได้มอบหมายให้ทีมงานไปยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกการเรียกเก็บสำเนาเอกสารที่หน่วยงานของรัฐมีข้อมูลอยู่ในครอบครองแล้ว ในการยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th เพื่อลดภาระของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติ


ศุภณัฐระบุว่า ในปีนี้ กทม. ได้พัฒนาระบบยื่นขอรับเงินเยียวยาผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ซึ่งมีการออกแบบระบบ (UX/UI) ที่ใช้งานง่าย สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ ThaiD และได้ยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องใช้ใบแจ้งความลงบันทึกประจำวันตามที่ตนเคยเสนอแนะไปก่อนหน้านี้ ทำให้ลดขั้นตอนลงไปได้พอสมควร


อย่างไรก็ตาม เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง กทม. จำเป็นต้องปรับปรุงระบบเพิ่มเติมด้วยการเลิกขอเอกสารที่หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อยู่แล้ว ได้แก่ ​สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาโฉนดที่ดิน, สำเนาบัญชีธนาคาร


นอกจากนี้ กทม. ไม่ควรให้ประชาชนต้องกรอกข้อมูลที่ไม่มีความจำเป็นต่อการพิจารณาอนุมัติเงินเยียวยา เช่น ข้อมูลรหัสประจำบ้าน รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลในบ้าน และข้อมูลรายได้ต่าง ๆ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ กทม. สามารถตรวจสอบผ่านระบบได้เอง และไม่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้าน


ศุภณัฐได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท ว่าในรอบนี้แอปพลิเคชันทางรัฐอำนวยความสะดวกได้ดีกว่ามาก เนื่องจากแทบไม่มีการเรียกขอเอกสารเพิ่มเติมเลย


“สิ่งที่ผมเรียกร้องไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาหลายครั้ง ทั้งในเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือตอนเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด เช่น สงขลา (หาดใหญ่) เชียงราย อยุธยา และอ่างทอง ซึ่ง สส.พรรคประชาชนหลายท่านก็ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด


“และล่าสุดเมื่อ 3 เดือนก่อน สภาผู้แทนราษฎรถึงขั้นต้องผ่าน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน เพื่อบังคับให้หน่วยงานรัฐเลิกขอสำเนาเอกสารที่มีอยู่ในครอบครองอยู่แล้ว ทั้งที่เรื่องนี้ควรเป็นสิ่งที่หน่วยงานรัฐริเริ่มผลักดันเองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการ จนสภาฯ ต้องออกกฎหมายมาบังคับ” ศุภณัฐกล่าว


ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม) สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สังกัดพรรคประชาชน ก็ได้ร่วมกันอภิปรายในสภา กทม. เพื่อย้ำข้อเสนอให้ กทม. ยกเลิกการขอเอกสารและข้อมูลที่ซ้ำซ้อนเหล่านี้เช่นกัน


ศุภณัฐกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กทม. จะเร่งปรับปรุงระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ โดยด่วน เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างภาระซ้ำเติมประชาชนที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากจากภัยน้ำท่วมอยู่แล้ว และยังต้องมาวุ่นวายกับการจัดเตรียมเอกสารที่ กทม. ควรจะมีอยู่แล้วหรือสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นได้ด้วยตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #ศุภณัฐมีนชัยนันท์

พรรคประชาชนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ณัฐพงษ์’ ชี้อภิปราย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่เป็นศัตรูกับประชาธิปไตย

 


พรรคประชาชนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ณัฐพงษ์’ ชี้อภิปราย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่เป็นศัตรูกับประชาธิปไตย


เมื่อวันที่ (8 ตุลาคม 2569) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกันยื่นญัตติขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวมทั้งสิ้น 18 คน มีสมาชิกร่วมลงชื่อในญัตติทั้งหมด 145 คน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันจัดทำเป็นกรอบญัตติมีความยาว 7 หน้า โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีแต่ละราย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ประกอบด้วย


1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

3. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

4. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

5. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

6. ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

7. พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

8. สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

9. ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

10. สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

11. พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

12. นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

13. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

14. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

15. สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

16. สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

17. เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

18. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ต้องการตรวจสอบสิ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งกำลังขยายอำนาจครอบคลุมกลไกต่างๆ ของประเทศ


“การอภิปรายในครั้งนี้ เราต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งกำลังกินรวบประเทศนี้อยู่ พวกเรามองว่าระบอบสีน้ำเงินเป็นศัตรูและเป็นอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และกำลังกินรวบประเทศนี้ ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงกลไกในการถ่วงดุลตรวจสอบ เช่น องค์กรอิสระด้วย”


ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวต่อว่า เนื้อหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน ทั้งเรื่องการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) การทุจริตสอบท้องถิ่น ตลอดจนปัญหาวิกฤตที่กระทบต่อประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วม ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การยื่นญัตติครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านเชื่อมั่นในข้อมูลและพยานหลักฐานที่นำมาใช้ประกอบข้อกล่าวหา และหลังการอภิปราย หากพบว่ามีมูลความผิด ก็จะดำเนินการตามกลไกทางกฎหมายเพื่อเอาผิดกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อไป


“พยานหลักฐานทั้งหมดหลังการอภิปราย เราเองก็จะดำเนินการทุกอย่างที่จะใช้ในการเอาผิดกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้” ณัฐพงษ์กล่าว


ส่วนการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ณัฐพงษ์เรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา โดยพิจารณาจากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ถูกนำเสนอในการอภิปรายเป็นรายบุคคล


ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวว่า ยังไม่ร่วมลงชื่อในการยื่นญัตติครั้งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคกล้าธรรมต้องชี้แจงด้วยตนเอง ขณะที่ผู้ร่วมลงชื่อในญัตติปัจจุบันมีทั้งหมด 145 คน ซึ่งเป็นสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน โดยอาจมีสมาชิกบางส่วนที่มีข้อจำกัดและไม่สามารถมาร่วมลงชื่อได้ครบทั้งหมด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ #ระบอบสีน้ำเงิน


















นพ.เหวง โตจิราการ : รำลึก 50 ปี 6ตุลา19 : ต้องหยุดเผด็จการทรราชย์-ต้องหยุดการยึดอำนาจรัฐประหาร-ต้องหยุดการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง


นพ.เหวง โตจิราการ : รำลึก 50 ปี 6ตุลา19


ต้องหยุดเผด็จการทรราชย์

ต้องหยุดการยึดอำนาจรัฐประหาร

ต้องหยุดการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง


เจตจำนงทั้งสามประการ แสดงออกอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ #6ตุลา19 ไม่มีข้อโต้แย้งปรากฏต่อสาธารณะ ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมาเลยว่า #6ตุลา19 เป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเพื่อต่อต้านการกลับเข้ามาประเทศของ (หนึ่งใน) สามทรราช เป็นการประกาศอย่างหนักแน่นว่าประเทศนี้ไม่ต้อนรับไม่เอาทรราชอีกต่อไป


ฝ่ายขวาใช้การโกหกใส่ร้ายป้ายสีว่า การต่อสู้ของนักศึกษาจาบจ้วงสถาบันปลุกระดมคนทั้งประเทศให้เกลียดชัง และใช้อันธพาลการเมืองกับเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธสงครามของรัฐออกไปเข่นฆ่าทำลายนักศึกษา


แล้วก็ใช้การรัฐประหารยึดอำนาจปิดจบเรื่อง ทั้งหมดสำทับด้วยการใช้ประกาศคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 ตอกย้ำว่านักศึกษาไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ดังนั้นต้องแก้ไขกฎหมายในเรื่องสถาบันให้หนัก ไม่ต่างจากโทษฉกรรจ์อื่น ๆ กล่าวคือ แก้ไข ม.112 เพิ่มโทษสาหัสยิ่งขึ้น ขั้นต่ำจำคุกสามปี ขั้นสูงจำคุกสิบห้าปี


ดังนั้นการรำลึก #50ปี6ตุลา ที่ถูกต้องก็คือ ต้องช่วยกันแบกรับภารกิจผลักดันเจตจำนงทั้งสามประการให้สัมฤทธิ์ผล


ในสภาพปัจจุบันการจะผลักดันภาระกิจสามประการได้นั้น


1. ต้องสั่นคลอนการเมืองของระบอบสีน้ำเงินให้ได้

ก. ต้องดำเนินการเรื่องฮั้วสว.ให้บรรลุผลทางกฎหมายและเปิดโปงความชั่วร้ายของกระบวนการฮั้วสว.ไปโดยไม่หยุดยั้ง จนกว่าผู้กระทำผิดยอมจำนน

ข. เดินหน้าในเรื่องที่ดินเสากระโดงต่อเนื่องไปจนกว่าคำพิพากษาศาลฎีกาจะศักดิ์สิทธิบรรลุผลในทางปฏิบัติ


2. ต้องเดินหน้าตามประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่ต้องการให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน

 

3. ดำเนินการนำคณะยึดอำนาจปี 2549 มารับโทษทางกฎหมาย ป.อ. ม.113 ข้อหากบฏเพื่อหยุดการรัฐประหารยึดอำนาจได้อย่างแท้จริง


ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำเลย การเดินหน้าฝ่าฟันอุปสรรคทุกประการจะทำให้ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนขยายตัวเพิ่มจำนวน และความลึกซึ้งแตกฉานมากยิ่ง ๆ ขึ้นออกไป ประชาชนที่มีคุณภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่งและจำนวนมหาศาลนี่แหละครับ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นได้ในประเทศไทย และบรรลุเขตจำนงทางการเมืองสามประการของการต่อสู้เมื่อ #ตุลา19 ห้าสิบปีที่แล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #50ปี6ตุลา #6ตุลา2519

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“ยิ่งชีพ iLaw” แถลงข่าวพร้อมสู้คดี หลังได้รับหมายศาล“อนุทิน” ฟ้องหมิ่นฯกรณีเปิดข้อมูลคดีโกงเลือก สว. ย้ำเสนอข้อมูลตามหลักฐาน จ่อขอศาลเรียกเอกสาร – พยานคดีโกงเลือก ชี้คดีนี้ “ง่ายที่สุดเท่าที่เห็น” หากต้องสู้



“ยิ่งชีพ iLaw” แถลงข่าวพร้อมสู้คดี หลังได้รับหมายศาล“อนุทิน” ฟ้องหมิ่นฯกรณีเปิดข้อมูลคดีโกงเลือก สว. ย้ำเสนอข้อมูลตามหลักฐาน จ่อขอศาลเรียกเอกสาร – พยานคดีโกงเลือก ชี้คดีนี้ “ง่ายที่สุดเท่าที่เห็น” หากต้องสู้ 


วันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw จัดแถลงข่าวถึงแนวทางสู้คดีที่ “อนุทิน” ฟ้องหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และ 328 จากกรณียื่นหนังสือถึงประธานวิปฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงเลือก สว.


ในวันนี้มีผู้ร่วมแถลงข่าว ได้แก่ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, อนุสราวดี มฤคศิรมาส และกัลยกร สุนทรพฤกษ์ ยิ่งชีพระบุว่าตนได้รับหมายนัดและคำฟ้องเรียบร้อยแล้ว และเป็นหมายแรกที่ได้รับจากกรณีโกงเลือก สว. ส่วนกรณีอื่น ๆ ยังไม่ได้รับหมาย ยิ่งชีพระบุว่ารู้สึกเป็นเกียรติในชีวิตที่ครั้งหนึ่งบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีมีเวลามายื่นฟ้องตน 


สำหรับคำฟ้องดังกล่าว ลงวันที่ 15 ก.ย. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องยิ่งชีพต่อศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2672/2569 และศาลมีกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธ.ค. 2569 เวลา 9.00 น. 


อนุสราวดี ทนายความของยิ่งชีพ กล่าวถึงเนื้อหาตามคำฟ้องได้กล่าวถึงกรณีที่ยิ่งชีพได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 ในการยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ที่อาคารรัฐสภา ขอให้ตรวจสอบบุคคลในรัฐบาลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว.ในปี 2567 


อนุสราวดีกล่าวว่า ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ตอบรับข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้ คือ การแต่งตั้งทนายความด้วยตัวเองและยื่นฟ้องคดีในนามของตัวเองโดยไม่ใช้กลไกของรัฐ เช่น ตำรวจ อัยการ และการยื่นฟ้องที่ศาลอันเป็นพื้นที่เกิดเหตุคือศาลอาญา  


ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี จึงข้อแจ้งให้ทราบถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการที่จะดำเนินการต่อไป ดังนี้


1. เนื้อหาในส่วนการแถลงข่าวที่เกี่ยวข้องกับอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้ ไม่ใช่การใส่ร้ายหรือใส่ความให้ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง และพร้อมที่จะต่อสู้คดี เราในฐานะประชาชนและภาคประชาชนย่อมมีสิทธิตรวจสอบโดยสุจริต อีกทั้งประธานศาลฎีกามีคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 161/1 ศาลอาญาควรยกฟ้องคดีได้ทันทีและห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก


2. หากศาลมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องก็ขอเรียกร้องให้ “อนุทิน” เดินทางมาเบิกความต่อศาลด้วยตัวเองในวันที่ 14 ธ.ค.2569 เพื่อพิสูจน์สิ่งที่โจทก์อ้างว่าเป็นความจริง หรือเป็นความเท็จ และพิสูจน์สิ่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยืนยันว่าเป็นความจริงเช่นเดียวกัน หรือหากโจทก์ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้เพราะติดภารกิจอื่นหรือไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ก็ควรจะถอนฟ้องไปเสียด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้เป็นภาระต่อคนอื่น


3. หากภายหลังศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดี ฝ่ายโจทก์และจำเลย ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีพยานที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทั้งสองจริงหรือไม่ จำเลยจะใช้สิทธิขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารการสอบสวนในคดีการโกงเลือก สว. หลายรายการ ได้แก่ เอกสารสรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเห็นควรให้ยื่นฟ้องอนุทินในคดีโกงเลือก สว., เอกสารความเห็นของกรรมการการเลือกตั้ง 2 ท่าน ที่เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งออกความเห็นควรให้ยื่นฟ้องอนุทินในคดีโกงเลือก สว., เอกสารที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567, เอกสารที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิด ของสำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะที่ชั้นสี่ ห้องเกี่ยวกับธุรการการเงิน ในช่วงเวลาการเลือกสว. ปี 256


และขอเอกสารข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ ซึ่งแสดงสถานที่อยู่ของโทรศัพท์ของอนุทิน เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567 และแสดงข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างอนุทินกับผู้สมัคร สว. ในช่วงเวลาการเลือก สว. รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ที่เคยถูกดำเนินคดีฐานโกงเลือก สว., บันทึกคำให้การของพยานในคดีโกงเลือก สว. ปากกุสุมาวตี ศิริโกมุท และพยานหมายเลข 25/26 รวมทั้งพยานปากอื่น ที่พบเห็นและทราบถึงบทบาทของโจทก์ในคดีนี้ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสว. นอกจากนั้นก็จะขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคลให้มาเบิกความต่อศาลอย่างน้อยอีก 11 คน 


ยิ่งชีพระบุว่า ถ้าหากนายกไม่ถอนฟ้อง ก็จะใช้โอกาสในการเป็นจำเลยขอหมายเรียกเอกสารและพยาน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีโกงเลือก สว. เพิ่ม ตนถือว่าการสู้คดีนี้ “ง่ายมาก” แค่เพื่อจะสู้ให้ตนเองไม่ติดคุก ตนอ่านคดีหมิ่นประมาทมาเยอะ คดีนี้ง่ายที่สุดเท่าที่เห็นมา ถ้าท่านจะไม่ถอนฟ้องจริง ๆ ก็ไปที่ศาลและตนจะใช้สิทธิจำเลย ส่วนตัวแล้วตนไม่มีความกังวล ตนคิดว่าคดีนี้ไม่ควรจะเป็นคดีตั้งแต่แรก เพราะโดยหลักการแล้วประชาชนทุกคนเมื่อเห็นข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการโกงควรออกมาพูดต่อสาธารณะได้เต็มที่ ถ้าจริงไม่จริงอย่างไรก็ชี้แจงมา ไม่ใช่การฟ้องหมิ่นประมาท


นอกจากนั้น อีกกรณีหนึ่งที่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รายหนึ่ง ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ดำเนินคดีกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ DSI และยิ่งชีพ กรณีนำเอกสารสำนวนคดีโกงเลือก สว. จำนวน 90,000 หน้า มาเปิดเผยต่อสาธารณะ ยิ่งชีพอ่านเอกสารดังกล่าวแล้วรู้สึกว่า “ตลกขบขัน” พอสมควร คือไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ร้องทุกข์ และผู้นั้นได้รับความเสียหายหรือไม่ อย่างไร และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับตนไม่ได้ระบุความผิดเป็นเลขมาตรา ว่ากระทำผิดในฐานใด นอกจากมาตรา 86 ฐานผู้สนับสนุน ตนจึงเข้าใจว่าหาความผิดอะไรให้ตนไม่ได้เลย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #iLaw

#โกงเลือกสว  #อนุทินชาญวีรกูล
























นพ.เหวง โตจิราการ วาระ #50ปี6ตุลา ณ. มธ.ท่าพระจันทร์ 06 ต.ค. 69


นพ.เหวง โตจิราการ วาระ #50ปี6ตุลา ณ. มธ.ท่าพระจันทร์ 06 ต.ค. 69


วันนี้เป็นวันสำคัญมากในประวัติศาสตร์ก็คือ ครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6ตุลา19 วันนี้ที่จัดงานสำหรับส่วนตัวผมนะครับ ผมขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน ผมคิดว่าการจัดงานวันนี้เป็นการตอกหมุด เป็นการสถาปนาวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประชาชนขึ้นอีกหนึ่งวัน ก็คือวันที่จดจารึกไว้ว่าฝ่ายขวาจัดใช้วิธีการใส่ร้ายป้ายสีการชุมนุมอย่างสงบสันติของประชาชน แล้วก็ใช้กำลังป่าเถื่อน รวมทั้งอันธพาลการเมือง รวมทั้งกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ บุกเข้ามาสังหารนักเรียนนักศึกษาที่ชุมนุมอย่างสงบสันติในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างป่าเถื่อนที่สุด 


ผมยืนยันว่าเป็นการชุมนุมอย่างสงบและสันติ เพราะในวันนี้ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้และมีหลักฐานชัดเจนว่านักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นไม่มีอาวุธครับ เท่าที่ผมจำได้ เขาสามารถที่จะหาปืนพกได้กระบอกเดียว ซึ่งปืนพกกระบอกนั้นมันก็ไม่ได้ทำอะไรกับพวกที่บุกเข้ามาไม่ได้ พวกที่บุกเข้ามามีทั้งปืนบาซูกา และมีสารพัดปืนเลยนะครับ M16 สารพัดอย่างเลย และมีอันธพาลการเมืองมากมาย


การจัดงานรำลึกขึ้นวันนี้มีข้อสำคัญอย่างหนึ่งก็คือว่า คณะจัดงานเขาต้องการเพียงให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 41 ซึ่งหมายความว่าเป็นฉบับที่ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข นี่เป็นการตอกย้ำอีกทีว่ามาตรา 112 เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ก็คือคณะยึดอำนาจรัฐประหาร 6ตุลา19 เขาไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาตรา 112 ให้มันสาหัสมากยิ่งขึ้น ให้มันผิดหลักนิติรัฐนิติธรรมมากยิ่งขึ้น ก็คือมีโทษขั้นต่ำ 3 ปี และโทษสูงสุด 15 ปี คณะจัดงานในวันนี้เลยต้องการที่จะให้การชุมนุมวันนี้มีผลสะเทือนทางประวัติศาสตร์ ก็เลยชูประเด็นให้ยกเลิกประกาศฯ ฉบับที่ 41 แล้วกลับไปใช้มาตราเดิม ก็คือหมายความว่าไม่มีโทษขั้นต่ำและโทษขั้นสูง 7 ปี ซึ่งข้อเรียกร้องอย่างนี้เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่เกินเลยจากความเป็นจริงและสามารถที่จะทำได้ และเป็นการแสดงว่านักเรียนนักศึกษาไม่ได้มีเจตจำนงใด ๆ เลยในการที่จะไปแตะต้องสถาบัน หรือไปโค่นล้มสถาบัน


เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าข้อกล่าวหาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เป็นข้อกล่าวหาเท็จโดยสิ้นเชิงครับ ผมก็ต้องขอบคุณคณะจัดงานในวันนี้นะครับ แล้วผมก็อยากจะส่งเสียงไปยังพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศนะครับว่า ให้ช่วยกันผลักดัน ให้ช่วยกันขับเคลื่อนยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ปี 2519 ฉบับที่ 41 และก็ให้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลับไปใช้ก่อนหน้า 6ตุลา ก็คือไม่มีโทษขั้นต่ำและโทษขั้นสูงเพียง 7 ปี


ก็คงขออนุญาตที่จะสนทนากับท่านผู้ชมทางบ้านและพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #50ปี6ตุลา #6ตุลา2519 #หมอเหวง
 

‘วีระยุทธ’ อัดรัฐบาลบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ปล่อยภาคตะวันออกจมบาดาลไปอีก 38 วัน จี้ถามหาความรับผิดชอบ พร้อมชวนมองข้ามช็อต ‘เยียวยา’ ต้องเท่ากับการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชน

 


‘วีระยุทธ’ อัดรัฐบาลบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ปล่อยภาคตะวันออกจมบาดาลไปอีก 38 วัน จี้ถามหาความรับผิดชอบ พร้อมชวนมองข้ามช็อต ‘เยียวยา’ ต้องเท่ากับการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชน


วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยและแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบกระทู้แทน


วีระยุทธเริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมความเสียหายจากมหาอุทกภัยที่หนักหน่วงกว่าปี 2554 ในหลายพื้นที่ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก GISTDA ว่าในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม มีน้ำท่วมขังถึง 45 จังหวัด พื้นที่เสียหายรวม 5 ล้านไร่ ประชาชนเดือดร้อนกว่า 3.1 ล้านคน โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ลุ่มน้ำที่หนักที่สุดคือลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งระดับน้ำสูงถึง 4.93 เมตร ทำลายสถิติปี 2556 ไปแล้ว ข้อมูลจาก สทนช. ประเมินว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่ม ภาคตะวันออกจะต้องใช้เวลาถึง 38 วัน หรือจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน กว่าน้ำจะระบายหมดและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ


วีระยุทธตั้งคำถามแรกว่า ในการจัดการภัยพิบัติที่มีทั้งส่วนที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ รัฐบาลต้องถอดบทเรียนให้ชัดเจนว่า ความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้นในรอบนี้ เป็นผลจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ไม่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลกี่เปอร์เซ็นต์ หากย้อนเวลากลับไปและมีการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า ความเสียหายจะลดลงหรือไม่


ด้านเจเศรษฐ์ชี้แจงตอบคำถามแรกสั้นๆ ว่า ตนไม่สามารถตอบหรือคาดการณ์เป็นเปอร์เซ็นต์ได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมาจากภัยธรรมชาติกี่เปอร์เซ็นต์ และมาจากความผิดพลาดของรัฐบาลกี่เปอร์เซ็นต์


จากนั้น วีระยุทธได้อภิปรายต่อไปว่า การประเมินความผิดพลาดเป็นสิ่งจำเป็นในการกำหนดนโยบายสาธารณะ เช่นกรณีการบริหารอ่างเก็บน้ำที่จังหวัดตราดมีการพร่องน้ำล่วงหน้า ทำให้เสียหายน้อยกว่าสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี พร้อมวิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ทิ้งพื้นที่วิกฤตไปร่วมงานวันเกิดนักการเมืองใหญ่ ในขณะที่การแบ่งงานระดับรัฐมนตรีก็ขาดความชัดเจน


วีระยุทธชี้ว่า การจัดการน้ำในเฟสแรกช่วงเดือนกันยายนคือความล้มเหลว และเมื่อเข้าสู่เฟสสองในเดือนตุลาคม รัฐบาลต้องเร่งทำ 3 เรื่อง คือ 1. เข้าช่วยเหลือเชิงรุกในพื้นที่สีแดงอย่างลุ่มน้ำบางปะกง 2. การผันน้ำข้ามจังหวัดต้องแจ้งข้อมูลและให้ความเป็นธรรมกับประชาชน 3. ต้องมีตัวกลางระดับรัฐบาลลงไปตัดสินใจแก้ปัญหาการระบายน้ำระดับหมู่บ้านและชุมชนที่สูบน้ำวนใส่กันไปมา


วีระยุทธยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้าเกินไป ทำให้ประชาชนเก็บของหนีน้ำไม่ทัน รวมถึงปัญหาการอพยพที่ขาดการวางแผนเผื่อน้ำขึ้นซ้ำสอง จนประชาชนต้องหนีตายซ้ำซ้อน บางรายสูญหายและเสียชีวิต พร้อมเรียกร้อง KPI ชัดเจนจากรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมเฟสสอง ทั้งเป้าหมายการอพยพ ความพร้อมของศูนย์พักพิง การเร่งระบายน้ำไม่ให้ประชาชนต้องทนแช่น้ำถึง 38 วัน และกรอบเวลาในการจัดการสารพิษปนเปื้อนที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี


ด้านเจเศรษฐ์ลุกขึ้นชี้แจงว่า พฤติกรรมของฝนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจนประเมินล่วงหน้าได้ยาก และการทำงานของ ปภ. ไม่ได้แบ่งเป็นเฟส แต่ทำเป็น 3 ขั้นตอนคือ เตรียมพร้อม เผชิญเหตุ และฟื้นฟู สำหรับเรื่อง KPI ยืนยันว่า ปภ. มีข้อมูลตัวเลขศูนย์อพยพและการรับส่งคนชัดเจน มีการส่งฝ่ายปกครองลงไปตรวจความพร้อมของศูนย์พักพิงอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องเครื่องสูบน้ำได้ให้ สทนช. วางแผนภาพรวมไม่ให้กระจุกตัวที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ขณะที่ปัญหาสารพิษปนเปื้อน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบและสั่งหยุดโรงงานบางแห่งแล้ว


ในคำถามสุดท้าย วีระยุทธชวนมองไปข้างหน้าถึงการฟื้นฟูเยียวยา โดยระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและวิจัยกรุงศรีประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจรอบนี้อาจสูงถึง 40,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบเดิม มาเป็นการ ‘ชุบชีวิต’ ประชาชนที่หมดเนื้อหมดตัว โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนที่สูญเสียต้นไม้ที่เป็นเงินออมทั้งชีวิต พร้อมตั้งคำถามถึงรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยที่รัฐบาลบอกว่าจะจ่ายถึง 100,000 บาท ว่ามีกระบวนการอย่างไร และจี้ถามถึงอัตราเงินชดเชยเกษตรกรว่า รัฐบาลจะยังคงใช้กรอบเดิมที่คับแคบ เช่น ชดเชยหมูไม่เกิน 10 ตัว วัวไม่เกิน 5 ตัว หรือชาวนาได้เพียงไร่ละ 2,240 บาท ใช่หรือไม่


ด้านเจเศรษฐ์ชี้แจงปิดท้ายว่า ในเรื่องประกันภัยพิบัตินั้น รัฐบาลต้องการเปิดกว้างเพื่อลดขั้นตอนให้ประชาชนได้เงินเร็วที่สุด โดยแบ่งเป็นเงินก้อนแรก 10,000 บาท และเงินสำหรับซ่อมแซมบ้านอีกไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วในพื้นที่จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ ส่วนแนวทางการเยียวยาเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือปศุสัตว์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังรวบรวมตัวเลขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป โดยยืนยันว่า ปภ. ตอบสนองทุกคำร้องขอของจังหวัดอย่างเต็มที่ ไม่มีเลือกปฏิบัติแน่นอน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนชี้ช่องรัฐบาลใช้งบกลางแก้กากอุตสาหกรรมปราจีนฯ 'วีระยุทธ' เตือนช้าไป 1 สัปดาห์ กระทบนาข้าว-สัตว์น้ำ

 


พรรคประชาชนชี้ช่องรัฐบาลใช้งบกลางแก้กากอุตสาหกรรมปราจีนฯ 'วีระยุทธ' เตือนช้าไป 1 สัปดาห์ กระทบนาข้าว-สัตว์น้ำ


วันที่ 7 ตุลาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พูนศักดิ์ จำปาปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ สส. ของพรรค ร่วมกันแถลงข่าวหลังการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม ณ อาคารรัฐสภา เรื่องแนวทางการบริหารจัดการการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง


วีระยุทธกล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย และยังมีพื้นที่สีแดง โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม โดยมีประเด็นที่ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ กรณีจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งกำลังประสบวิกฤตซ้อนวิกฤตจากปัญหามลพิษที่ตกค้างมานาน แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่ได้ติดตามตรวจสอบให้ชัดเจน เมื่อเกิดน้ำท่วมจึงนำไปสู่ปัญหาบานปลาย


ก่อนหน้านี้ วีระยุทธได้ลงพื้นที่ปราจีนบุรีพร้อมกับพูนศักดิ์ และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พบภาพถ่ายจากโดรนที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความเสี่ยงสูงที่น้ำปนเปื้อนมลพิษจากกากอุตสาหกรรมจะไหลรั่วไหลออกมา โดยประเมินในเบื้องต้นว่าครอบคลุมรัศมีอย่างน้อย 1 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่า ขอบเขตมลพิษอาจขยายไปไกลกว่าตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ โดยมีการร้องเรียนจากพื้นที่บ้านสามขาเหนือ บ้านคูลำพัน และบ้านโคกวัด ซึ่งสะท้อนว่าน้ำปนเปื้อนสารพิษมีโอกาสแพร่กระจายไปไกลกว่าที่กังวลไว้ในตอนแรก


วีระยุทธระบุว่า หากคราบน้ำมันและสารพิษแพร่กระจายจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังไร่นาและสัตว์น้ำ พรรคประชาชนจึงได้ติดตามเรื่องนี้ผ่าน กมธ.การอุตสาหกรรม โดยเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ซึ่งพบว่าปัญหาแรกคือความล่าช้าของหน่วยงานรัฐ ที่เพิ่งลงพื้นที่ตรวจเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งล่าช้าไปถึง 1 สัปดาห์หลังเกิดน้ำท่วม


ด้านพูนศักดิ์กล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อถกเถียงเรื่องการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการบริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษ โดยอุตสาหกรรมจังหวัดได้ออกหนังสือประกาศการขอขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมประมาณ 100,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน ซึ่งตามกฎหมายการประกอบกิจการฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมไม่อันตรายที่มีการเพิ่มกำลังการผลิต เข้าข่ายประเภทกิจการที่ต้องจัดทำ EIA


อย่างไรก็ตาม ทางอุตสาหกรรมจังหวัดมีความเห็นแย้งว่า การขยายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงานฯ มีเกณฑ์พิจารณาจาก 1. การเพิ่มกำลังการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหรือกำลังแรงม้า และ 2. การขยายพื้นที่โครงการ ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับมีเงื่อนไขต่างกัน ดังนั้น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ต้องเร่งสร้างความชัดเจนว่าโครงการลักษณะนี้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ ว่าจำเป็นต้องทำ EIA หรือไม่


พูนศักดิ์เน้นย้ำว่า พื้นที่ตั้งโครงการในปัจจุบันเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ถูกน้ำท่วมถึงตลอดเวลา และโดยรอบเป็นพื้นที่เกษตรกรรม การนำขยะสารพิษมาเทกองไว้ในบริเวณนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร สผ. จึงต้องเร่งสร้างความชัดเจน และนำเงื่อนไขของ EIA มาประกอบการพิจารณาอนุญาตโรงงานดังกล่าว


วีระยุทธกล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ มี 2 ช่องทางที่สามารถดำเนินการเร่งด่วนได้ ช่องทางแรกคือ กรมควบคุมมลพิษ ซึ่ง กมธ. ได้เร่งให้ตรวจสอบ ซึ่งผลน่าจะออกในสัปดาห์หน้า ส่วนอีกช่องทางคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมี พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ที่ให้อำนาจกรมฯ เข้าไปกำจัดกากสารพิษและฟื้นฟูพื้นที่ได้ ดังเช่นโครงการที่เคยดำเนินการในปี 2569 ได้แก่ วินโพรเสส (Win Process) ที่จังหวัดระยอง และ แว็กซ์ การ์เบ็จ (Wax Garbage) ที่จังหวัดราชบุรี


แต่จากการหารือในวันนี้ พบว่าหน่วยงานยังขาดแคลนงบประมาณ พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา หากได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือหากรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนและคำนึงถึงชีวิตของประชาชนชาวปราจีนบุรี ก็สามารถอนุมัติใช้ ‘งบกลาง’ ได้ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรณีของวินโพรเสสใช้งบประมาณไปกว่า 400 ล้านบาท หากมีการจัดสรรงบกลางระดับร้อยล้านบาท ก็จะสามารถควบคุมและป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้


วีระยุทธกล่าวสรุปว่า ทาง กมธ. จะยังคงติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แม้ผลการตรวจสอบจะออกในสัปดาห์หน้า แต่ระหว่างนี้ขอเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้อำนาจตามกฎหมายเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ทันที และหากงบประมาณไม่พอ ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบกลางเข้ามาดูแล เนื่องจากเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนและฉุกเฉิน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการอุตสาหกรรม #กากอุตสาหกรรม #ปราจีนบุรี