วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ปล่อยตัวแล้ว ‘ณัฐชนน’ หลังศาลจังหวัดธัญบุรี พิพากษา จำคุก 4 ปี ‘ณัฐชนน-ณวรรษ’ คดี ม.112 ปราศรัยหน้าสภ.คลองหลวง เมื่อปี 64 ก่อนให้ประกันตัว 'ณัฐชนน' ระหว่างอุทธรณ์ ในส่วนของณวรรษ ยังถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่

 


ปล่อยตัวแล้ว ‘ณัฐชนน’ หลังศาลจังหวัดธัญบุรี พิพากษา จำคุก 4 ปี ‘ณัฐชนน-ณวรรษ’ คดี ม.112 ปราศรัยหน้าสภ.คลองหลวง เมื่อปี 64 ก่อนให้ประกันตัว 'ณัฐชนน' ระหว่างอุทธรณ์ ในส่วนของณวรรษ ยังถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่


วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 17 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ 4 นักกิจกรรม ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์ และณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในข้อหาหลักตาม ม.112


อรรถพล บัวพัฒน์ และชนินทร์ วงษ์ศรี ในข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564


ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของชนินทร์และอรรถพล เนื่องจากคดีได้รับนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ


ส่วน “ณัฐชนน-ณวรรษ” เห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเห็นว่าณวรรษ กล่าวปราศรัยใช้คำพูด พาดพิงและด้อยค่าพระมหากษัตริย์ และจำเลยทั้งสองร่วมกันปาอาหารสุนัขท่ามกลางเสียงของผู้ชุมนุมที่ใช้ถ้อยคำหยาบโลนโดยปาไปยังทางพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนให้ประกันตัวณัฐชนนระหว่างอุทธรณ์


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเพิ่มเติมว่า หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้รอฝ่ายจำเลยลงชื่อในเอกสารก่อนจะนำตัวณัฐชนนไปใต้ถุนศาลเพื่อรอฟังคำสั่งประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใส่กุญแจมือ เนื่องจากเขาเป็นผู้พิการสูญเสียขาขวาและใช้ขาเทียม ในขณะที่ณวรรษและอรรถพลถูกนำตัวกลับไปคุมขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 11.10 น.


ต่อมาเวลาประมาณ 15.25 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ประกันณัฐชนนระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 200,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทั้งนี้ศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอื่นใด


โดยเวลา 15.50 น. ณัฐชนน ได้รับการปล่อยตัว ท่ามกลางแม่ ๆ ป้า ๆ ลุง ๆ พี่ ๆ เพื่อน ๆ รอต้อนรับอย่างอบอุ่น


ณัฐชนน บอกว่า ขอบคุณทุกคนที่มานี่เป็นการเติมกำลังใจให้กันและกัน และขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้มา โดยรู้สึกประหม่าและผิดคาด คิดไม่ถึงว่าจะได้โทษขนาดนี้ 4 ปี ไม่รอลงอาญา คือไม่ลดโทษ ไม่รอลงอาญา เบื้องต้นคิดว่าถ้าโดนก็คงประมาณ 3 ปีและลดโทษครึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน ผลตัดสินวันนี้ทำให้ต้องมีการคิดอะไรใหม่ อย่างไรก็ตามก็ต้องสู้ต่อแน่นอน สู้ไปด้วยกัน นี่เพิ่งเริ่มต้นศาลชั้นต้น ยังเหลืออีก 2 ศาล ที่ต้องสู้กันว่าจะอย่างไรต่อ แล้วก็ยังเหลือคดีมาตรา 112 อีก 1 คดี คือคดีหนังสือปกแดง ที่รอชั้นฎีกา ซึ่งศาลอุทธรณ์ตัดสินมา 2 ปีไม่รอลงอาญา ซึ่งถ้ารวม 2 คดีตอนนี้ก็คือ 6 ปี ไม่รอลงอาญา


หลังกล่าวจบ มวลชนต่างโผเข้ากอดณัฐชนน และถ่ายรูปร่วมกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112







ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษา "ณัฐชนน ไพโรจน์" และ "แอมป์ ณวรรษ" จำคุก 4 ปี เห็นว่ามีความผิดในข้อหา #ม112 กรณีร่วมทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ที่หน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 พร้อมสั่งยุติคดี ม.215-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ “ครูใหญ่-ชนินทร์” ซึ่งเข้าข่ายนิรโทษกรรม

 


ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษา "ณัฐชนน ไพโรจน์" และ "แอมป์ ณวรรษ" จำคุก 4 ปี เห็นว่ามีความผิดในข้อหา #ม112 กรณีร่วมทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ที่หน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 พร้อมสั่งยุติคดี ม.215-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ “ครูใหญ่-ชนินทร์” ซึ่งเข้าข่ายนิรโทษกรรม


วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ตามที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 17 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ 4 นักกิจกรรม ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, อรรถพล บัวพัฒน์ และชนินทร์ วงษ์ศรี จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ในวันที่ 14 ม.ค. 2564 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง โดยจำเลยสองรายแรกมีข้อหาหลักตาม ม.112 ส่วนสองรายหลังเป็นข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งเข้าข่ายการนิรโทษกรรม


คดีนี้มีวราวุธ สวาย เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 เมื่อปี 64 พนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้ออกหมายเรียกนักกิจกรรม-นักศึกษา-เยาวชน จำนวน 12 คน ก่อนที่ต่อมาอีก 8 ราย ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์, ชลธิศ โชติสวัสดิ์, พรหมศร วีระธรรมจารี, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และนักกิจกรรมอีก 4 ราย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 เพิ่มเติม


พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี โดยมีจำเลยทั้งหมด 9 คน ในจำนวนนี้มี 7 คน ได้แก่ ณัฐชนน, ชลธิศ, พรหมศร, ณวรรษ และนักกิจกรรมอีก 3 ราย ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 อีก 1 ข้อหา


ในนัดสอบคำให้การ พรหมศรได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ทำให้คดีเหลือจำเลยรวม 8 คน และได้ดำเนินการสืบพยานต่อ ระหว่างการสืบพยาน ชลธิศ ได้เสียชีวิตลง ศาลจึงได้จำหน่ายคดีและดำเนินการสืบพยานต่อของจำเลยที่เหลือรวม 7 คน


ฝ่ายจำเลยที่เหลือปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าการรวมตัวหน้า สภ.คลองหลวง มีขึ้นเพื่อติดตามความปลอดภัยของสิริชัย ซึ่งถูกจับกุมยามวิกาลโดยไม่มีหมายเรียกและไม่แจ้งสถานที่ควบคุมตัว การทำกิจกรรมเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ประท้วงกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นกษัตริย์หรือตำรวจ ส่วนการพ่นสีสามารถล้างหรือทาทับได้ โดยไม่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายถาวร ทั้งนี้เหตุเกิดในพื้นที่โล่งแจ้งและผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย


ก่อนฟังคำพิพากษา ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติข้อกล่าวหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยมีจำเลย 2 รายที่ไม่ได้ถูกฟ้องข้อหามาตรา 112 จะทำให้คดียุติทั้งหมดด้วย ทั้งนี้ศาลยังคงไม่มีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวและต้องติดตามว่าศาลจะสั่งในวันฟังคำพิพากษาหรือไม่ ก่อนนัดฟังคำพิพากษาชวนอ่านคำเบิกความและข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีนี้


ล่าสุดศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษา "ณัฐชนน ไพโรจน์" และ "แอมป์ ณวรรษ" จำคุก 4 ปี เห็นว่ามีความผิดในข้อหา #ม112 กรณีร่วมทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ที่หน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564


ส่วนกรณีของ "ครูใหญ่ อรรถพล" และ "บอล ชนินทร์" ที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตาม #พรกฉุกเฉิน และ #ม215 ศาลสั่งยุติคดี เนื่องจากเข้าข่ายนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ


ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นประกันตัวณัฐชนนระหว่างอุทธรณ์ ในส่วนของณวรรษ ยังถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่


ทั้งนี้ เพจ Thumbright เปิดเผยข้อความของณัฐชนน ไพโรจน์ หลังฟังคำพิพากษาจำคุก 4 ปี คดีม.112 4 ไม่รอลงอาญา ระบุว่า


ผิดคาดนิดนึง ลงโทษเยอะด้วย 4 ปี

แต่ยังมีหวังอยู่ ชวนหวังไปด้วยกันนะครับ

หวังว่าจะได้เจอกันใหม่เร็ว ๆ นี้

วันนี้ได้เลยก็ดีนะ 555+

ณัฐชนน ไพโรจน์

26/10/2026

ศาลจังหวัดธัญบุรี


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยกเลิก112 #มาตรา112

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2569

"หมอเหวง" ชวนรำลึก 20 ปี นวมทองไพรวัลย์

 


รำลึก 20 ปี นวมทองไพรวัลย์


คำพูดที่เหยียดหยามจิตใจคนไทยทุกคน ระเบิดออกมาจากปากของรองโฆษกคมช. คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


“ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากพอที่จะพลีชีวิตตนเองได้”


เท่ากับ พวก คมช. ดูหมื่นดูแคลนเหยียดหยามคนไทยทุก ๆ คนในประเทศนี้ ว่าไม่มีใครหรอกที่มีอุดมการณ์แท้จริงถึงขนาดที่จะพลีชีพตนเองได้


ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งได้ขับแท็กซี่ชนรถถังเพื่อประท้วงการยึดอำนาจรัฐประหารและกระตุกต่อมสำนึกของคนไทยจำนวนหนึ่ง ที่บ้าคลั่งไปกับการยึดอำนาจเอาดอกไม้ไปให้ทหาร ไปยัดใส่ปากกระบอกปืนเอ็ม16 รวมทั้งปากกระบอกปืนรถถัง ไม่เว้นแม้แต่สื่อจำนวนไม่น้อยในเวลานั้นที่พากันชื่นชมยินดี อวยชัยให้พรให้กับคณะยึดอำนาจอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู จนอาการคลั่งไคล้ไหลหลงการยึดอำนาจ จบลงจากการกระทำของพวกเขาเองที่ “เลยเส้น” เอา “โคโยตี้นุ่งน้อยห่มน้อย” มาเต้นโยก ๆ คลึง ๆ ต่อหน้ารถถัง ซึ่งตามคติของคนเชื่อไสยศาสตร์หรือคนทั่วไปก็เห็นว่าจะเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรถถังหรือกระทั่งทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพไปด้วยซ้ำ


อาการคลั่งไคล้ไหลหลงของสื่อและคนจำนวนหนึ่งไปไกลถึงกับวิพากษ์การขับแท็กซี่ชนรถถังของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ว่าเป็น เพราะ “เสพยาบ้า เสพยาเมา ขวดที่พบในรถแท็กซี่เป็นหลักฐานของการเสพสารบางอย่าง” หรือ “เพราะไม่มีผู้โดยสารหารายได้ไม่ได้ก็เลยคลั่งชนรถถัง” ไม่ให้ค่ากับ การอุทิศตนเองต่อต้านการยึดอำนาจรัฐประหารของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ แม้แต่น้อย


จนภายหลังจากที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ตัดสินใจพลีชีพตนเองเพื่อต่อต้านรัฐประหาร โดยการแขวนคอกับทางเดินสะพานลอยข้ามถนนวิภาวดีหน้า สนญ. นสพ.ไทยรัฐ นั่นแหละจึงทำให้สื่อจำนวนหนึ่งถอยหลังกรูดกลับมายอมรับว่า การกระทำทั้งหมดของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นการกระทำที่จงใจเจตนาในการที่จะพลีชีพต่อต้านรัฐประหารโดยสันติวิธีของท่านเอง


ยิ่งได้อ่านบันทึกก่อนแขวนคอที่เขียนโดยกระดาษของโรงแรมรัตนโกสินทร์ จะได้เห็นการไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนของการต่อต้านรัฐประหารโดยการพลีชีพตนเอง ไม่ต้องการให้ผู้อื่นเดือดร้อนและต้องการให้เกิดผลสะเทือนที่กระตุกต่อมสำนึกของคนจำนวนหนึ่ง ให้เห็นความเลวร้ายของการยึดอำนาจรัฐประหารให้ได้


ความตั้งใจใส่เสื้อยืดที่มีบทกวีของ กุหลาบ สายประดิษฐ กวีศรีบูรพา ตีพิมพ์ข้างหลังเสื้อเป็นการประกาศให้ประชาชนรู้แนวทางในการเคลื่อนไหว ส่อแสดงชัดเจนว่า ลุงนวมทอง ไม่คิดสั้นเพื่อละโลกไปเฉย ๆ แต่ต้องการให้ประชาชนทุกคนรวมตัวกันต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ถึงกับประกาศว่า ชาติหน้าขออย่าให้ได้พบกับรัฐประหารอีก


"หยดฝนย้อยหยาดฟ้ามาสู่ดิน ประมวลสิ้นเป็นมหาสาครใหญ่

แผดเสียงซัดปฐพีอึงมี่ไป พลังไหลแรงรุดสุดต้านทาน

อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล

แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล ไม่อาจต้านพลังมหาประชาชน"


บทกวีของกวีศรีบูรพา ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ฝากประเทศชาติไว้ให้กับพวกเราในการที่จะต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง


ในวันนี้พวกฝ่ายขวา ได้อาศัยรัฐธรรมนูญ60 ของคณะรัฐประหาร57 มายึดอำนาจครอบครองประเทศไว้อย่างเต็มกำมือ ทำให้รูปโฉมของเผด็จการในวันนี้เปลี่ยนเปลือกภายนอกไปเป็น รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เนื้อแท้แล้วพวกเขาได้อำนาจอธิปไตยของประชาชนไปโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ60 ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของคณะรัฐประหารปี57 เต็มทุกอณู


ดังนั้นประชาชนที่รักประชาธิปไตยังต้องสามัคคีกัน ผนึกกำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงให้ประชาธิปไตยแท้จริง ที่อำนาจสูงสุดทางการเมืองเป็นของประชาชนชัดแจ้ง ให้เกิดขึ้นให้ได้ตามวิถีทางสันติวิธีในระบบรัฐสภาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


ภาระหน้าที่เฉพาะหน้าได้แก่

1. เปิดโปงคัดค้านการฮั้วสว.ผลักดันให้เกิดการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีเลือกสว.ใหม่ให้ประชาชนเลือกโดยตรง หรืออาจจะเลิกสว.ไปเลย

2. ให้ประชาชนได้เลือกสสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงและลงประชามติภายหลังยกร่างแล้วเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน

3. เปิดโปงและผลักดันดำเนินคดีตามกฏหมายกับการโกงการสอบท้องถิ่น

4. ผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฏหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาอย่างเคร่งครัดในการจัดการกับปัญหาเรื่องที่ดินเขากระโดง

5. การเลือกตั้งครั้งต่อไปต้องเลือกพรรคฝั่งประชาชนให้ได้เกิน300เพื่อไปผลักดันการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นให้ได้


ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 นี้ มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนเพื่อความยุติธรรม 2553 (คปช.53) จัดงานรำลึก 20 ปีลุงนวมทอง ไพรวัลย์ "2 ทศวรรษแห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” ที่หน้าสำนักพิมพ์ไทยรัฐ หัวถนนวิภาวดี ด้านขาออก ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป


ขอเรียนเชิญท่านผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #20ปีนวมทองไพรวัลย์

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ขอเรียนเชิญผู้มีอุดมการณ์ต่อต้านรัฐประหารทุกท่าน มาร่วมงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน”

 


ขอเรียนเชิญผู้มีอุดมการณ์ต่อต้านรัฐประหารทุกท่าน มาร่วมงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน”


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์

สะพานลอย ริมถนนวิภาวดีรังสิต

หน้าสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยรัฐ


ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569


กำหนดการ :


12.30 น. ดนตรี / รับประทานอาหารร่วมกัน

14.30 น. เริ่มพิธีสงฆ์ (ถวายสังฆทาน)

15.00 น. วางพวงหรีด /ช่อดอกไม้ / ดอกไม้

15.30 น. กล่าวรำลึกสดุดี นวมทอง ไพรวัลย์ 2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหาร 

16.30 น. ถ่ายภาพร่วมกัน แร็พต่อต้านรัฐประหาร และกล่าวคำปฏิญาณในการต่อต้านรัฐประหาร ยืนยันเจตนารมณ์ประชาชน 21 ล้านเสียงต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์

‘เสกสิทธิ์’ สส.พรรคประชาชน จี้ ครม. แก้หลักเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม ครอบคลุม ‘บ้านพักข้าราชการผู้น้อย’

 


‘เสกสิทธิ์’ สส.พรรคประชาชน จี้ ครม. แก้หลักเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม ครอบคลุม ‘บ้านพักข้าราชการผู้น้อย’ 


เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส. กทม. เขต 2 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนตรงถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 หลังจากพบปัญหาว่า ประชาชนที่อยู่อาศัยในบ้านพักที่หน่วยงานราชการจัดให้ ไม่สามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพจำนวน 9,000 บาทได้


เสกสิทธิ์ ระบุว่า สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยฯ ในข้อ 5 ได้มีการนิยามคำว่า 'ที่อยู่อาศัยประจำ' ไว้โดยข้อยกเว้นว่า ไม่รวมถึงบ้านพักที่หน่วยงานราชการจัดให้ ส่งผลกระทบทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย บุคลากร และครอบครัวที่อยู่อาศัยในบ้านพักราชการ เช่น บ้านพักครู บ้านพักตำรวจ และบ้านพักการรถไฟฯ ถูกตัดสิทธิ์จากการรับเงินเยียวยาค่าครองชีพ อีกทั้งในกรณีของผู้ที่เคยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ กลับถูกเรียกเก็บเงินโอนคืนทั้งหมด


ปัจจุบันที่มาของเงินเยียวยาน้ำท่วมมี 2 ส่วนหลัก คือ 1) เงินตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการฯ (พ.ศ. 2568) เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริง ไม่เกิน 88,600 บาท 2) เงินช่วยเหลือค่าครองชีพตามมติ ครม. (จำนวน 9,000 บาท และ 5,000 บาท) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องการเยียวยา 'ค่าครองชีพแบบเหมาจ่าย' แก่ผู้ประสบภัยทุกคน


"ผู้อยู่อาศัยในบ้านพักราชการส่วนใหญ่คือครอบครัวของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย เมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วม ข้าวของเครื่องใช้และทรัพย์สินภายในบ้านย่อมได้รับความเสียหาย และต้องประสบภาวะขาดรายได้จากการหยุดงานไม่ต่างจากประชาชนกลุ่มอื่น ดังนั้น การนำข้อจำกัดเรื่องสถานะที่อยู่อาศัยมาเป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิ์ จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเงินช่วยเหลือตามมติ ครม." เสกสิทธิ์ กล่าว


ทั้งนี้ เสกสิทธิ์ จึงได้ยื่นข้อเสนอต่อ นายกรัฐมนตรี ผ่านหนังสือฉบับดังกล่าว ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ขอให้ ครม. พิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 เพื่อเปิดทางให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านพักที่หน่วยงานราชการจัดให้ มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาค่าครองชีพ 9,000 บาท 2) ขอให้มีคำสั่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด ให้เร่งดำเนินการเยียวยาและสนับสนุนค่าซ่อมแซมบ้านพักอาศัย ให้แก่ข้าราชการและประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านพักราชการอย่างเป็นรูปธรรม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เยียวยาน้ำท่วม #น้ำท่วม2569

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ศาลอุบลราชธานีมีคำสั่งให้ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” เป็นบุคคลสาบสูญ หลังถูกบังคับสูญหายที่กัมพูชา เมื่อปี 2563

 


ศาลอุบลราชธานีมีคำสั่งให้ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” เป็นบุคคลสาบสูญ หลังถูกบังคับสูญหายที่กัมพูชา เมื่อปี 2563


วันที่ 22 ตุลาคม 2569 cross cultural foundation (crcf) หรือมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ศาลอุบลราชธานีมีคำสั่งให้ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” เป็นบุคคลสาบสูญ หลังถูกบังคับสูญหายที่กัมพูชา เมื่อปี 2563


เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งให้นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นบุคคลสาบสูญ หลังจากที่วันเฉลิมถูกบังคับสูญหายที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 โดยในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวของวันเฉลิมได้เดินทางติดตาม ร้องเรียน และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐไทยและกัมพูชา รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ ติดตามตัววันเฉลิม แต่ไม่เป็นผล มารดาและพี่สาวของวันเฉลิมจึงตัดสินใจยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 และศาลได้นัดไต่สวนพยานและมีคำสั่งให้วันเฉลิมเป็นบุคคลสาบสูญ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569


คำสั่งของศาลจังหวัดอุบลราชธานีระบุว่า “นายวันเฉลิมออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่ประเทศกัมพูชาแล้วไม่กลับบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีอีก หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดพบและสามารถติดต่อนายวันเฉลิมได้ ผู้ร้องหรือมารดาจึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่านายวันเฉลิมหายตัวไป มารดาและญาติออกตามหานายวันเฉลิมแต่ไม่มีผู้ใดพบเห็น ปัจจุบันนายวันเฉลิมออกจากบ้านที่เป็นภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลามากกว่าห้าปี ไม่มีบุคคลใดทราบว่า นายวันเฉลิมยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนมีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายวันเฉลิมเป็นคนสาบสูญได้” 


“นายวันเฉลิมไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และไม่มีใครรู้แน่ว่านายวันเฉลิมยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตลอดระยะเวลาเกินกว่าห้าปีแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคหนึ่ง”


วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองชาวไทย ที่ลี้ภัยไปยังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากการรัฐประหารโดย คสช. ซึ่งนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2557 หลังจากนั้น ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 วันเฉลิมถูกลักพาตัวขึ้นรถตู้สีดำที่บริเวณแม่โขง การ์เดน คอนโดมิเนียม ในกรุงพนมเปญ ขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับพี่สาว โดยคำพูดสุดท้ายของเขาคือ “หายใจไม่ออก”


หลังจากวันเฉลิมหายตัวไป สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม ได้เดินทางตามหาน้องชายที่ประเทศกัมพูชาด้วยตนเอง ทั้งยังเรียกร้องและยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่และอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์การบังคับให้สูญหาย อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสูด ศูนย์ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทว่านอกจากจะไม่มีความคืบหน้าแล้ว สิตานันยังต้องเผชิญกับการคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพียงเพราะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อตามหาน้องชาย อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวหรือชะตากรรมของวันเฉลิม


มารดาของวันเฉลิมกล่าวว่า การออกมาเรียกร้องขอให้รัฐไทยตามหาตัววันเฉลิมตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ตนและครอบครัวต้องต่อสู้มาอย่างอยากลำบาก ไร้ความเห็นใจจากรัฐ แต่หลังจากที่ได้เบิกความต่อหน้าศาลในคดีนี้ ศาลได้กล่าวว่า ศาลขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุตรชาย ทำให้ตนรู้สึกโล่งใจที่มีคนเชื่อในสิ่งที่ครอบครัวพยายามต่อสู้อยู่ มีคนเชื่อว่า วันเฉลิมหายไปอย่างไม่ทราบชะตากรรมจริงๆ แม้กระบวนการสืบสวนสอบสวนในคดีอาญายังไม่มีความคืบหน้า แต่หลังจากที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งให้วันเฉลิมเป็นคนสาบสูญ ทำให้วันเฉลิมได้สถานะเสมือนว่าเป็นคนที่เสียชีวิตแล้ว ซึ่งปัจุบัน ตนมีอายุมากแล้ว จึงอยากจะจัดการเรื่องของวันเฉลิมให้แล้วเสร็จ ตนมีความตั้งใจว่าจะนำคำสั่งดังกล่าวไปยื่นคำร้องขอจัดการมรดกและทรัพย์สินของวันเฉลิมเพื่อแบ่งให้กับทายาทคนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#วันเฉลิมสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ #วันเฉลิม #ศาลอุบลราชธานี #กัมพูชา #Cambodia #ผู้ลี้ภัย

‘ทวิวงศ์’ ฉะรัฐบาลเยียวยาน้ำท่วมไม่เป็นธรรม ชี้อยุธยาท่วมสูงกว่า-นานกว่า แต่ได้เงินเท่ากันแบบเหมาเข่ง 9,000 บาท ซ้ำค่าเสียโอกาส 5,000 บาท/เดือนที่เคยสัญญาไว้ก็ไม่มีจริง


‘ทวิวงศ์’ ฉะรัฐบาลเยียวยาน้ำท่วมไม่เป็นธรรม ชี้อยุธยาท่วมสูงกว่า-นานกว่า แต่ได้เงินเท่ากันแบบเหมาเข่ง 9,000 บาท ซ้ำค่าเสียโอกาส 5,000 บาท/เดือนที่เคยสัญญาไว้ก็ไม่มีจริง


วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยและมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยว่า ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธาและหลายพื้นที่ในภาคกลางต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมขังยาวนานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่กลับต้องมาเผชิญกับมาตรการเยียวยาที่ไม่เป็นธรรม และไม่ตรงกับมาตรฐานที่รัฐบาลเคยให้สัญญาไว้อีก โดยพบปัญหาใน 3 ประเด็นหลัก คือ


1. การจ่ายเงินเยียวยาแบบ ‘เหมาเข่ง’ 9,000 บาทเท่ากันหมด ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะท่วมเพียง 3 วัน หรือท่วมขังยาวนานถึง 3 เดือน ได้รับเงินชดเชยเท่ากัน ถือเป็นการมองข้ามความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะคนอยุธยาที่ต้องจมน้ำมิดชั้นหนึ่งนานนับเดือนในฐานะพื้นที่รับน้ำแทนคนอื่น แต่กลับได้รับเงินชดเชยเท่ากับพื้นที่ที่ท่วมเพียงไม่กี่วัน


2. เงิน ‘ค่าเสียโอกาส’ เดือนละ 5,000 บาท หายวับไปจากระบบ โดยที่ผ่านมารัฐบาลเคยสื่อสารและสัญญาเรื่องมาตรการเยียวยาแบบขั้นบันได เพื่อชดเชยการขาดรายได้และการเสียโอกาสในการทำมาหากินตลอดระยะเวลาน้ำท่วม แต่เมื่อเข้ามาบริหารงานจริง กลับไม่มีการกล่าวถึงหรือวางหลักเกณฑ์การจัดสรรงบกลางเพื่อชดเชยในส่วนนี้แต่อย่างใด


3. แม้กระทั่งเงินเยียวยาพื้นฐานจำนวน 9,000 บาท ผ่านไปเป็นเดือน ประชาชนในพื้นที่อยุธยาและภาคกลางหลายครอบครัวก็ยังไม่ได้รับเงิน โอนจ่ายล่าช้ากว่าหลายพื้นที่ที่ประสบเหตุเพียงช่วงสั้นๆ


จากปัญหาดังกล่าว ทวิวงศ์และพรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลอย่างเร่งด่วน 2 ข้อ ได้แก่


1. เร่งโอนเงินเยียวยา 9,000 บาทให้ถึงมือประชาชนที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังยาวนาน เช่น พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี โดยเร็วที่สุด


2. ประเมินและจัดสรรงบกลางเพิ่มเติม เพื่อจ่าย ‘ค่าเสียโอกาส’ เดือนละ 5,000 บาท หรือเงินชดเชยเยียวยาแบบขั้นบันได ให้แก่พื้นที่รับน้ำที่ประสบภัยน้ำท่วมขังเกิน 30 วันตามสภาพความเสียหายจริง เพื่อคืนความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #อยุธยา