วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

"จ่านิว" พร้อมพวกขึ้นศาลฟังคำพิพากษาคดีการชุมนุม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" #คดีUN62 ชุมนุมในวันครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร คสช. โดยเบิกตัว อานนท์-เอกชัย มาขึ้นศาลด้วย จ่านิวยันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้ง

 


"จ่านิว" พร้อมพวกขึ้นศาลฟังคำพิพากษาคดีการชุมนุม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" #คดีUN62 ชุมนุมในวันครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร คสช. โดยเบิกตัว อานนท์-เอกชัย มาขึ้นศาลด้วย จ่านิวยันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้ง


วันนี้ (26 มีนาคม 2569) ที่ห้องพิจารณา 903 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีชุมนุมของกลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" หมายเลขดำ อ.1308/2562 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว พร้อมพวกรวม 18 คน เป็นจำเลย


จำเลยประกอบด้วยบุคคลทางการเมืองและนักกิจกรรมหลายราย อาทิ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว นายเอกชัย หงส์กังวาน นายอานนท์ นำภาน.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และน.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด อดีต สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558


คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 ที่กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปีการรัฐประหาร


#คดีUN62 หรือ ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เรียกร้องให้คสช.ออกจากตำแหน่ง และให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว บริเวณหน้าสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 คดีนี้ต่อสู้มานานกว่า 7 ปี


ขณะนั้น วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และพยายามเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีข้อเรียกร้องหลัก คือ การให้รัฐบาล คสช. ออกจากตำแหน่ง และให้มีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ก็มีการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดการชุมนุม และจบลงด้วยการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่และจับกุมแกนนำกว่า 10 คน


โดยคดีนี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้รับมอบอำนาจ จาก คสช. แจ้งความดำเนินคดีกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องเลือกตั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ต่อเนื่องถึงองค์การสหประชาชาติ ทั้งหมด 62 คน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อคดี UN62 โดยแบ่งเป็นแกนนำผู้ถูกกล่าวหาฐานยุยงปลุกปั่น 21 คน และร่วมชุมนุมทางการเมือง 41 คน

 

คดีนี้อัยการได้ยื่นฟ้องแกนนำ 2 ชุด รวม 18 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ฐานยุยงคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 หนึ่งในจำเลยคดีนี้ คือ อานนท์ นำภา และ เอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ


ในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว ยกเว้นนายอานนท์ นำภา และนายเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งในวันนี้ทั้ง 2 ถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษาด้วย


ด้านนายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าฟังคำพิพากษาว่า การชุมนุมในวันเกิดเหตุเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่า ไม่มีความรุนแรงหรือการทำร้ายเจ้าหน้าที่ มีเพียงการผลักดันกันบริเวณแนวกั้นเท่านั้น และไม่มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ

 

จ่านิว ระบุด้วยว่า การเคลื่อนไหวครั้งนั้นเป็นไปตามข้อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปในปี 2561 ที่ประกาศไว้ แต่ไม่เกิดขึ้น จึงต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ พร้อมย้ำว่าคดีนี้ถือเป็นคดีสุดท้ายของตนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงต่อต้านการรัฐประหาร

 

เมื่อถามว่าได้เตรียมหลักทรัพย์มาด้วยหรือไม่ จ่านิว กล่าวว่า หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาดหมายก็ได้เตรียมไว้อยู่ แต่ยังคงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา116

‘สส. ศุภโชติ’ พรรคประชาชน เปิด 5 ไอ้โม่ง ที่ทำให้น้ำมันขาดแคลนจากตลาด

 


‘สส. ศุภโชติ’ พรรคประชาชน เปิด 5 ไอ้โม่ง ที่ทำให้น้ำมันขาดแคลนจากตลาด


วันที่ 25 มีนาคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน


ศุภโชติกล่าวว่า โจทย์ที่พี่น้องประชาชนฝากตนมาวันนี้มีเพียงคำถามเดียวคือ น้ำมันของพวกเขาหายไปไหน ในขณะที่รัฐบาล ที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “น้ำมันมีเพียงพอ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ความเพียงพอนี้มันไปไม่ถึงประชาชน แน่นอนว่ามี “จุดรั่วไหล” บางอย่างในระบบการซื้อขายน้ำมันของประเทศเราแน่นอน และทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่ยอมออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาเกิดที่จุดไหน


ศุภโชติได้สะท้อนให้เห็นว่าจุดที่น้ำมันรั่วไหลออกจากระบบนั้นมี 5 จุดด้วยกัน ดังนี้


จุดที่หนึ่ง ไอ้โม่งคือโรงกลั่นน้ำมัน รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าโรงกลั่นน้ำมีการชะลอการปล่อยน้ำมันหรือไม่ เพราะโรงกลั่น แค่ปล่อยน้ำมันช้าหนึ่งวันหรือลดปริมาณการปล่อยน้ำมันลงก็สามารถทำกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ การที่รัฐบาลบอกว่าตรวจแล้ว ไม่พบการกักตุน แต่ไม่ได้มีข้อมูลมายืนยันกับพี่น้องประชาชนเลยว่าโรงกลั่นแต่ละแห่งผลิตเท่าไร ปล่อยออกเท่าไร ลดลงจากภาวะปกติหรือไม่ ตัวเลขเหล่านี้ไม่เคยเปิดเผยกับประชาชน ถ้ารัฐบาลยืนยันที่จะบอกว่า โรงกลั่นไม่ใช่ไอ้โม่ง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปิดบังตัวเลขเหล่านี้


จุดที่สอง ไอ้โม่งคือคลังน้ำมันและพ่อค้าคนกลางเป็นคนกักตุนน้ำมันหรือไม่ เหตุผลเดียวกับโรงกลั่น กล่าวคือ ถ้าพวกเขากักตุนน้ำมันไว้แล้วค่อยขายน้ำมันออกไปในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้น พวกเขาก็จะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล ซึ่งข่าวล่าสุดที่จังหวัดอ่างทองที่มีผู้กักตุนน้ำมันกว่า 300,000 ลิตรก็พอจะยืนยันเรื่องนี้ได้ แต่ผ่านมาหลายวันแล้ว รัฐบาลยังไม่สามารถหาคนผิดที่กักตุนน้ำมันนี้ได้


จุดที่สาม ไอ้โม่งคือรถขนส่งน้ำมันหรือไม่ มาตรการที่รัฐบาลสั่งเพิ่มรอบขนส่ง แต่จากที่ตนได้ลงพื้นที่หลายพื้นที่ก็ยังเห็นรถน้ำมันจำนวนไม่น้อยนับร้อยคันจอดนิ่งเฉยๆ สิ่งที่รัฐบาลต้องหาคำตอบคือรถที่จอดนิ่งเหล่านี้เป็นรถเปล่าที่รอการเติมน้ำมันจากคลัง หรือเป็นรถที่มีน้ำมันที่ไอ้โม่งใช้เป็นเครื่องมือกักตุนน้ำมันไว้


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า ตนยังไม่เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะเรียกข้อมูลจากรถน้ำมันด้วยซ้ำ ว่ารถออกจากคลังวันละกี่เที่ยว ไปที่ไหนบ้าง ทั้งๆ ที่มีกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลในการข้อมูลเหล่านี้ได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลบ่ายเบี่ยงที่จะใช้อำนาจที่ตัวเองมีเพื่อหาคำตอบให้กับสังคม


จุดที่สี่ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่ามีไอ้โม่งคนไหนลักลอบเอาน้ำมันของคนไทยไปขายนอกประเทศหรือไม่ ประเทศไทยเราขึ้นชื่อในการค้าน้ำมันเถื่อนอยู่แล้ว จากอดีตที่เคยลักลอบน้ำมันเถื่อนที่มีราคาถูกมาขายในประเทศไทย แต่วันนี้พอรัฐบาลไทยตรึงราคาน้ำมันต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนพวกนี้ก็อาจจะแค่ทำกลับด้าน คือการเอาน้ำมันไทยออกไปขายต่างประเทศแทน ทำกำไรได้เกือบเท่าตัว 


เราเห็นข่าวการตรวจยึดรถน้ำมันจำนวนมากที่กำลังจะขนข้ามชายแดน วันก่อน 20,000 ลิตร เมื่อวานจับเพิ่มอีก 200,000 ลิตร และที่เรายังจับไม่ได้อีกเท่าไหร่


ศุภโชติกล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดที่มีรัฐมนตรียุติธรรมออกมายืนยันว่าทุกอย่างยังปกติ ถ้ารัฐบาลตีรวนไม่ยอมตรวจสอบเรื่องการลักลอบน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศแบบจริงจัง ภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นคงเป็น ไอ้โม่งรวย ต่างประเทศมีน้ำมัน แต่คนไทยหาเติมไม่ได้


จุดสุดท้าย รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า มีไอ้โม่งกักตุนไบโอดีเซลที่ใช้เป็นส่วนผสมเพื่อผลิตน้ำมันดีเซลที่เราใช้กัน แล้วทำให้น้ำมันดีเซลขาดแคลนหรือไม่ การที่รัฐบาลปรับจากสูตรน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 และจะไป B10 หรือ B20 ทำให้ความต้องการน้ำมันไบโอดีเซล (B100) ที่จะนำไปผสมเพิ่มมากขึ้น


ศุภโชติกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ มันอาจเป็นไปได้ว่า เราไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันดิบ แต่มีไอ้โม่งกักตุนน้ำมันไบโอดีเซลไว้เพื่อเก็งกำไร ทำให้ไม่สามารถผลิตดีเซลที่เราใช้ออกมาสู่ตลาดได้เพียงพอ รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลให้ชัดว่าช่วงที่ผ่านมามีสต็อกน้ำมันไบโอดีเซล B100 เท่าไรบ้าง ที่ไหนบ้าง มีการกักตุนที่ไหนหรือไม่และมีใครได้ประโยชน์จากนโยบายนี้กันแน่


ศุภโชติย้ำถามว่า ถ้าถามตนว่าใครคือไอ้โม่งที่มีส่วนรู้เห็นในการกักตุนน้ำมันของประชาชนไว้ ตนก็ต้องตอบตรงนี้เลยว่า ท่านพิพัฒน์ ท่านเป็นผู้รู้และผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้ดี อาจจะตอบได้ดีกว่าตน 


ปัจจุบัน วิกฤตพลังงานของประเทศเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว แต่ตนยังไม่เห็นความพยายามของรัฐบาลในการอุด “รูรั่ว” ในระบบน้ำมันอย่างจริงจัง และยังไม่เห็นคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามของประชาชน หากรัฐบาลยังไม่ปิดรูรั่วนี้ ตนไม่เชื่อว่าคำประกาศที่ว่า ภายในไม่กี่วันจะไม่มีปั๊มใดขาดแคลนน้ำมัน จะเกิดขึ้นได้จริง ปัญหาวันนี้ไม่ใช่แค่น้ำมันขาด แต่คือการที่ประชาชนไม่ได้รับคำอธิบายที่ตรงไปตรงมารวมถึงข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากรัฐบาล


ศุภโชติทิ้งท้ายว่า ยิ่งรัฐบาลนิ่งเฉย ไม่ตอบคำถามว่าน้ำมันหายไปไหน สังคมก็ยิ่งตั้งคำถามต่อความคลุมเครือนี้ว่าเป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ หรือมีท่านมีส่วนร่วมในการหากินกับประชาชนจากวิกฤตน้ำมันครั้งนี้กันแน่ นี่น้ำมันเป็นแค่คลื่นลูกแรกที่มากระทบประเทศไทย คลื่นลูกถัดไปที่จะมาซัดประเทศไทยซ้ำ คือ ค่าไฟแพงในปีนี้จะหนักแน่ยาวนานไม่แพ้กัน แต่ตนยังไม่เห็นรัฐบาลเตรียมมาตรการรับมืออะไรเลย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิกฤตน้ำมัน

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

“เชตวัน” ลุยต่อ! ยื่นญัตติขอให้สภาฯ ชุดใหม่ตั้ง “กมธ.ธุรกิจกองทัพ” แนะใช้รายงานชุดที่แล้วก่อนยุบสภามาประกอบการศึกษาเพิ่มเติม

 


“เชตวัน” ลุยต่อ! ยื่นญัตติขอให้สภาฯ ชุดใหม่ตั้ง “กมธ.ธุรกิจกองทัพ” แนะใช้รายงานชุดที่แล้วก่อนยุบสภามาประกอบการศึกษาเพิ่มเติม 


วันที่ 25 มีนาคม 2569 เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 5 พรรคประชาชน กล่าวว่า มาประชุมสภาฯ วันนี้ ตนได้ยื่นญัตติเรื่อง “ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอน ยุบ เลิก แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม” ต่อสภาฯ เป็นที่เรียบร้อย โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาฯ ชุดนี้จะเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไป เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องของการปฏิรูปกองทัพและจัดการธุรกิจของกองทัพที่ใช้ทรัพยากรของประเทศในการดำเนินกิจการให้อยู่ในร่องในรอย ถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนต่อไป 


ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสวัสดิการเชิงธุรกิจและพาณิชย์หลายรูปแบบของกองทัพ ทั้งปั๊มน้ำมัน สนามกอล์ฟ ร้านสะดวกซื้อ ตลาดนัด สโมสร โรงแรม สนามม้า สนามมวย รวมถึงสถานีโทรทัศน์ ไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ของทหาร กองทัพไม่ควรต้องมาหาเงินกับเรื่องเหล่านี้ กำลังพลที่ควรจะไปฝึกซ้อม เตรียมพร้อมให้เป็นกองทัพที่เข้มแข็งทันสมัย แต่กลับต้องมาดูแลจัดการธุรกิจต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ และที่ผ่านมาก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วย 


เชตวันกล่าวต่อไปว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วเคยมีการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษาเรื่องธุรกิจต่างๆ ของกองทัพ และจัดทำรายงานเป็นเล่มเรียบร้อยแล้ว แต่น่าเสียดายที่เกิดการยุบสภาไปเสียก่อน จึงไม่ได้มีโอกาสเสนอรายงานต่อสภาฯ เพื่อมีมติยื่นให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป ดังนั้น หากมีการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ตามที่ตนได้ยื่นญัตตินี้ ก็สามารถนำรายงานผลการศึกษาจากสภาฯ ชุดก่อนมาพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมได้เลยทันที ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณา และร่นระยะเวลาในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซ้ำซ้อนในประเด็นที่ได้มีการพิจารณากันไปแล้ว ทำให้คณะกรรมาธิการสามารถมุ่งเน้นการศึกษาในประเด็นเชิงลึกอื่นๆ เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนและต่อเนื่องในการตัดสินใจดำเนินการต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการ #ธุรกิจกองทัพ





"เรือบิน-ธนารัตน์" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน หลักฐานมัด กกต. ปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด เชื่อมถึงคนลงคะแนน รู้ว่าเลือกใคร ยันทำงานบนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ประชาชน ย้ำไม่มีการเมืองหนุนหลัง พร้อมมอบหลักฐานอีกชุด ให้“ทนายอั๋น” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการฯ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

 


"เรือบิน-ธนารัตน์" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน หลักฐานมัด กกต. ปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด เชื่อมถึงคนลงคะแนน รู้ว่าเลือกใคร ยันทำงานบนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ประชาชน ย้ำไม่มีการเมืองหนุนหลัง พร้อมมอบหลักฐานอีกชุด ให้“ทนายอั๋น” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการฯ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 10.45 น.นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการรีโหวตมหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย นายธนารัตน์ เกื้อวัฒนาพันธ์ุ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อเป็นหลักฐานประกอบคำร้องในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเลือกตั้งมีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ


นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า หลักฐานที่เรามายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาในวันนี้ประกอบด้วยหลักฐานเชิงเทคนิคในคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงหลักฐานที่ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ช่างภาพอิสระที่ส่งรูป และคลิปเข้ามา ทั้งนี้ถ้านำทั้ง 2 ข้อมูลมารวมกันตามที่เราได้แสดงวิธีการจัดการเลือกตั้งก๋วยเตี๋ยวจำลองที่รัฐสภา ก็สามารถทราบได้เลยว่าผู้มาใช้สิทธิได้กาให้กับใครบ้าง แต่วันนี้เรายังไม่ได้นำข้อมูลทั้งสองอย่างมารวมกัน จึงขอความกรุณาว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญอยากทราบ อยากให้เรานำมารวมกัน ขอให้เรียกเราไปเป็นพยานบนศาล ก็จะทราบว่าใครเลือกใคร แล้วจะได้ทราบว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ตามรูปถ่ายทั้งหมดที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. และวันที่ 22 ก.พ. นอกจากนี้ยังส่งความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ระบุว่าคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดไม่ใช่เครื่องมือป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเทคโนโลยีในการสืบหาข้อมูลย้อนกลับได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะสืบย้อนหาข้อมูลอะไร จึงเป็นคำถามที่ถามไปถึงกกต.ว่ามีอะไรจูงใจจึงใช้เทคโนโลยีการสืบย้อนกลับ แล้วมาบอกว่าเป็นการป้องกันการปลอมแปลง


ด้านนายธนารัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเห็นแนวทางการต่อสู้ของกกต.ในเรื่องนี้อยู่ 2 แนวทางคือ 1. จากการแถลงข่าวกกต.ยอมรับว่าบาร์โค้ด สามารถเชื่อมโยงไปที่ต้นขั้วได้ โดยใช้คำว่ามีกลไกทางกฎหมายมากำกับ เอาผิดคนที่ไปเปิดเผยความลับ ซึ่งรายงานที่ตนเขียนไปจะเน้นย้ำในส่วนนี้ว่า ความลับเมื่อถูกเปิดเผยแล้วมันย้อนคืนไม่ได้ ความลับมันรั่วไหลไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลักการที่ว่าความลับถูกปกป้องด้วยกลไกทางกฎหมายใช้ไม่ได้แน่นอน และแนวสู้ข้อที่ 2 คือข้อกำหนดที่ 129 เรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง ทางกกต.มีอำนาจในการทำเครื่องหมายลงไปในบัตรเลือกตั้ง แต่ในวรรคสุดท้ายของข้อดังกล่าวระบุว่ามีเอาไว้เพื่อกันการปลอมแปลงเท่านั้น ซึ่งเราได้หาหลักฐานมาประกอบให้ศาลเห็นว่าคำกล่าวอ้างเรื่องที่ว่า ทำเครื่องหมายเพื่อกันการปลอมแปลงนั้นขาดน้ำหนักเป็นอย่างมาก เพราะจนถึงขนาดนี้ก็ยังไม่เห็นว่าบาร์โค้ดดังกล่าวนำไปใช้เพื่อกันการปลอมแปลงในขั้นตอนไหน


ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่พยายามถ่ายเจาะข้อมูลดังกล่าวอาจจะมีความผิด นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า เป็นความเข้าใจผิด เพราะสิ่งที่เราทำเราไม่ได้เจาะข้อมูลอะไรเลย ข้อมูลที่มีบนบาร์โค้ดไม่ได้เข้ารหัสอะไรเลย ใช้มือถือธรรมดาสแกนก็เห็นตัวเลขแล้ว เป็นตัวเล็กต้นขั้ว ไม่มีใครไปเจาะอะไร ทุกคนใช้แค่กล้องธรรมดา หรือกล้องที่สื่อมวลชลถ่าย เพราะฉะนั้นไม่ได้ใช้ความสามารถในการเจาะอะไรเลย แค่เอากล้องถ่ายตอนผู้มาใช้สิทธิ แล้วตอนนับคะแนนแค่นี้มาลิงค์ก็ทราบแล้วว่าใครกาอะไร


เมื่อถามว่าสิ่งที่ทางกลุ่มพยายามดำเนินการมีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้สูญเสีย ตนยอมรับว่าไม่ได้กาในช่องไม่ลงคะแนนให้กับผู้ใด ตนกาให้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เรื่องนั้นไม่ได้เป็นสาระสำคัญในเรื่องความเป็นกลาง กลุ่มเราพร้อมรับฟังและพยายามทำให้ทุกอย่างตรงไปตรงมา และเป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ได้ตัดสินโดยใช้ความรู้สึก


เมื่อถามว่าในกรณีที่ไม่มีการถ่ายบัตรเลือกตั้งติดต้นขั้ว จะสามารถสืบย้อนไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่า ไม่ได้ครับ ด้านนายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ในบัตรเลือกตั้ง ในวันนับคะแนนสื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายภาพ แค่นั้นก็อันตรายแล้ว วันนั้นรูปทุกรูปที่ถ่ายคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด ถ้านำรวมกันก็สามารถรู้ได้ แต่ไม่สามารถประเมินได้ว่ากี่คน ซึ่งเท่าที่เห็นแนวทางการตัดสินของศาล แค่รู้ไม่กี่คนแค่หันคูหาที่ด้านก็ผิดแล้ว ตนกล้ายืนยันว่าครั้งนี้ สามารถสืบค้นได้ว่าใครลงคะแนนให้ใครได้มากกว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้น


เมื่อถามว่าวันที่ 22 ก.พ.ในการลงคะแนนใหม่มีการถ่ายต้นขั้วและเห็นชื่อประชาชนผู้มาใช้สิทธิ ถือว่าเป็นการเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ตอนถ่ายบัตรเลือกตั้งไม่เห็นชื่อ แต่เห็นคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ซึ่งสามารถทราบลำดับได้ หากเรียงลำดับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น 300 คนเข้ามาคูหาในลำดับที่ 10 ก็แค่นำบาร์โค้ดที่อยู่ในลำดับที่ 10 มาแมช ก็สามารถทราบได้ว่าเลือกให้กับใคร ส่วนใบหน้าก็สามารถนำไปค้นหาข้อมูลได้ว่าเป็นใคร พร้อมยืนยันว่ากระบวนการที่ไปตรวจสอบมา สามารถยืนยันให้ศาลเห็นว่าบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้


ด้านนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ กลุ่มของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร และนายธรรม์ธีร์ ได้นำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับอย่างไรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อต่อสู้ของ กกต. มี 5 ประเด็นคือหลัก ๆ วันนี้ กกต. ยอมรับแล้วว่าคิวอาร์โค้ด ถ้ายิงมาแล้วจะรู้ว่ามาจากต้นขั้วใด ขณะที่ กกต. ก็ต่อสู้ว่า มีรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย ห้ามพิสูจน์ทราบ และระเบียบ ให้แยกกันชัดเจนระหว่างต้นขั้วบัตร กับบัตร กับประเด็นที่ 2 อ้างนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6/2561 กรณีการใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้พิการ ทางการมองเห็นและผู้สูงอายุ ที่ต้องให้ กปน. เป็นผู้ช่วยลงคะแนน ซึ่งศาลระบุว่าตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผย หมายความว่าทาง กปน. ไม่เอาไปบอกหรือยังไม่มีใครรู้ก็ถือว่าเป็นความลับอยู่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกรณีนี้


ทั้งนี้ นายธรรม์ธีร์ ได้มอบหลักฐานดังกล่าว อีกชุด ให้กับ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้อง ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


โดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องไว้พิจารณา เพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เรือบิน #กกต #กกต #คิวอาร์โค้ด #บาร์โค้ด #เลือกตั้ง2569








บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ยื่นหนังสือถึง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. - สส.พรรคประชาชน เรียกร้องยุติการใช้ SLAPP ลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชน


บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ยื่นหนังสือถึง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. - สส.พรรคประชาชน เรียกร้องยุติการใช้ SLAPP ลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชน


วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 13.00 น. ณ ห้องแถลงข่าวรัฐสภา หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record เข้ายื่นหนังสือต่อ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค (กมธ.พัฒนาการเมืองฯ) วุฒิสภา และ สส.พรรคประชาชน เรียกร้องขอให้ตรวจสอบนักการเมืองและผู้มีอำนาจในการใช้อำนาจลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชน หรือ SLAPP


กรณีนี้สืบเนื่องมาจาก หทัยรัตน์ได้เปิดเผยว่าตนได้รับหมายเรียกจาก สุชาติ ขมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ในข้อหาหมิ่นประมาท จากเหตุโพสต์ข้อความว่า “เปิดหลักฐานนักการเมืองรับสินบน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์” และนำข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก The Isaan Record แปะตอนท้าย


หทัยรัตน์กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนและสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจ พร้อมระบุว่า การถูกฟ้องร้องในฐานะนักข่าวเปรียบเสมือน ‘เหรียญเกียรติยศ’ อย่างหนึ่ง และกรณีนี้ทำให้สังคมสนใจเสียงของแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าที่ได้รับความเดือดร้อนมากกว่า 1 แสนคน แต่ลงทะเบียนว่าเป็นผู้เสียหายกับสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทยเพียง 4 คน ซึ่งตอนนี้คดีการค้ามนุษย์อยู่ที่ศาลฟินแลนด์และสวีเดน


นอกจากนี้ หทัยรัตน์ระบุว่า ปัจจุบัน The Issan Record เซ็นสัญญาสารคดี ”Blood Berries: หมากไม้“ ให้กับ Thai PBS แล้ว และได้ประสาน House Samyan เพื่อฉายสารคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งต้องรอติดตามว่าทั้งสองแห่งจะมีการฉายเมื่อใด


สำหรับการยื่นหนังสือครั้งนี้ ฝั่งวุฒิสภามี เทวฤทธิ์ มณีฉาย โฆษกคณะกรรมาธิการ เป็นตัวแทนรับหนังสือ ขณะที่ฝั่ง สส.พรรคประชาชน มี สหัสวัต คุ้มคง เป็นตัวแทนรับเรื่อง โดยมีเนื้อหาในหนังสือดังนี้


เรื่อง ขอให้ตรวจสอบนักการเมืองและผู้มีอำนาจใช้อำนาจสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชน


หลังจากดิฉัน หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ได้รับหมายศาลจากทนายความของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการเป็น สื่อมวลชนและเป็นการทำลายความขวัญกำลังใจของกองบรรณาธิการ The Isaan Record เพราะดิฉันและกองบรรณาธิการทำหน้าที่อย่างสุจริตมาโดยตลอดและทุ่มเทรายงานปัญหาของแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่ามาเป็นเวลากว่า 3 ปี


แม้ตอนนี้นายสุชาติที่เป็นผู้กล่าวหาจะมอบหมายให้ทนายถอนฟ้องดิฉันแล้ว โดยให้เหตุผลว่า "ดิฉันทำหน้าที่นักข่าวโดยสุจริต" แต่จนถึงขณะนี้เรายังไม่ได้รับเอกสาร ยืนยันการถอนฟ้องอย่างเป็นทางการ ดังนั้นเราจึงยังคงดำเนินการและเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องเสรีภาพสื่อและเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่แรงงานเก็บเบอร์รี่ที่ได้รับผลกระทบต่อไปจนกว่าจะมีการชี้แจงสถานะคดีอย่างเป็นทางการ


ดิฉันขอเน้นย้ำว่า การใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหาย ต่อสื่อมวลชนซึ่งปฏิบัติหน้าที่เชิงสืบสวน เป็นการจำกัดเสรีภาพสื่อและเสี่ยงต่อการสร้างบรรทัดฐานของการใช้กฎหมายปิดปาก (SLAPP) และข่มขู่สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักจริยธรรมสื่อ ดิฉันไม่ยอมรับการปิดปากสื่อด้วยวิธีการใช้กฎหมายข่มขู่ คุกคาม ซึ่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารที่ยืนอยู่บนประโยชน์ของสาธารณะ


ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงขอเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนให้ปฏิบัติการดังต่อไปนี้


1. ขอให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงสถานะคดีอย่างโปร่งใส หากมีการถอนฟ้อง ขอให้ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรและเผยแพร่ต่อสาธารณะ


2. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและให้ความ มั่นใจว่า สื่อสามารถปฏิบัติหน้าที่เชิงสืบสวนได้ โดยปราศจากการข่มขู่หรือการตอบโต้ทางกฎหมายที่มิชอบ


3. ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการเพื่อสอบสวนประเด็นการค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างจริงจังและเป็นธรรมไม่ใช่ใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อลบหลู่หรือเบียงเบนความสนใจจากประเด็นหลัก รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขการส่งแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าไปต่างประเทศอย่างมีความเป็นธรรมและเป็นระบบ


4. ขอเรียกร้องให้สังคม ประชาชนสนับสนุนสื่อมวลชน สื่อพลเมือง และให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ดิฉันขอยืนยันว่า จะยังคงปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน โดยมุ่งมั่นรายงานข้อเท็จจริงตรวจสอบและพร้อมรับผิดชอบต่อการรายงานตามมาตรฐานวิชาชีพเพื่อให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบจากการค้ามนุษย์และการเอาเปรียบแรงงานไม่ถูกกลืนหรือละเลยไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เสรีภาพสื่อมวลชน #IsaanRecord


















“หมอเหวง” กราบคารวะ “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” ขอให้รักษาสุขภาพ อายุเกินร้อย เพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน


“หมอเหวง” กราบคารวะ “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” ขอให้รักษาสุขภาพ อายุเกินร้อย เพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน


วันนี้ (25 มีนาคม 2569) ที่ Facebook Weng Tojirakarn ได้เผยแพร่ภาพ นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำนปช. ผู้รักประชาธิปไตย ได้เข้าคารวะและกราบ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เนื่องในวาระวันคล้ายวันเกิด  โดย นพ.เหวง ได้โพสต์ข้อความว่า


“กราบ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในวาระครบรอบวันเกิด 93 ปี 

ขอให้อาจารย์รักษาสุขภาพให้อายุเกินร้อยเพื่อทำประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน”


ศาสตราจารย์พิเศษ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เกิดเมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2476 นามปากกา ส. ศิวรักษ์ เป็นนักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวไทย ได้รับ รางวัลอัลเทอเนทิฟโนเบล (Alternative Nobel, Right Livelihood Award) หรือ "รางวัลโนเบลทางเลือก" ใน พ.ศ. 2538 และยังได้รับรางวัลศรีบูรพา จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในปีเดียวกัน มีผลงานการเขียนมากมายครอบคลุมหลายด้าน เช่น พุทธศาสนา สังคม การเมือง รูปแบบการปกครอง เป็นต้น โดยมีหนังสืออัตชีวประวัติของตนเองชื่อว่า ช่วงแห่งชีวิต


อ.สุลักษณ์ เป็นนักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่งและอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักวิชาการรุ่นแรก ๆ ที่ออกมาพูดถึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นเหตุให้โดนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายครั้ง แต่ก็พ้นผิดจากคุกได้ทุกครั้ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #สุลักษณ์ศิวรักษ์




เซีย ปชน. - เครือข่ายแรงงานฯ ยื่นปธ.สภา เดินหน้าผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในรัฐบาลใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรอง เพิ่มเวลาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง


เซีย ปชน. - เครือข่ายแรงงานฯ ยื่นปธ.สภา เดินหน้าผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในรัฐบาลใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรอง เพิ่มเวลาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

 

วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ที่ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ น.ส.รัชดาภรณ์ เอียมอนันท์ นิติกรเชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จาก นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน และคณะ โดยมีหลักการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2543 ดังนี้


1. แก้ไขเพิ่มเติม ให้ใช้บังคับรวมถึง ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4)


2. แก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิกบทนิยามคำว่า "นายจ้าง" และ "วันลา" โดยกำหนดบทนิยามใหม่เพื่อขยายขอบเขตของบทนิยามให้มีความครอบคลุมมากขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา8)


3. กำหนดเพิ่มบทนิยาม คำว่า "การจ้างงานรายเดือน" "หน่วยงานของรัฐ" และ “หน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ” (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5)


4. กำหนดเพิ่มหน้าที่และอำนาจของรัฐมนตรีในการกำหนดบทนิยามเพิ่มตราบเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.นี้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5)


5. กำหนดให้สถานประกอบการที่มีการจ้างงานรายวันและรายเดือน นายจ้างจะต้องจ้างเป็นรายเดือนทั้งหมดโดยไม่เลือกปฏิบัติ เว้นแต่ลักษณะการจ้างงานที่มีความเฉพาะซึ่งไม่ใช่ธุรกิจหลักของนายจ้าง และกำหนดให้ผู้ใช้แรงงานได้รับสวัสดิการเท่ากับพนักงานระบบอื่นของนายจ้าง (เพิ่มมาตรา 29/2)


6. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้เหมาะสมต่อค่าครองชีพและเพียงพอต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 87)


7. เพิ่มเติมบทกำหนดโทษในกรณีที่นายจ้างทำสัญญาในลักษณะอื่นใดกับลูกจ้างโดยมีเจตนาเพื่ออำพรางสัญญาจ้างแรงงาน (เพิ่มเติมมาตรา 144/2)


สำหรับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีเหตุผลคือ โดยที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ใช้บังคับในปัจจุบันมีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผู้ใช้แรงงานมากกว่าสามสิบล้านคน ในตลาดแรงงานไทยมีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างปรากฏชัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ใช้แรงงานโดยรวมให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรอง และเพิ่มเวลาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งสอดรับกับการพัฒนาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สมควรแก้ไขบทนิยามคำว่า "นายจ้าง" และ "วันลา" และเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "การจ้างงานรายเดือน" กำหนดให้นายจ้างจะต้องจ้างงานเป็นรายเดือนทั้งหมด โดยไม่เลือกปฏิบัติ อีกทั้งแก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ


นายเซีย จำปาทอง กล่าวภายหลังยื่นหนังสือว่า ตนในฐานะ สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องแรงงาน ยื่นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งก่อนยุบสภาได้ยื่น พ.ร.บ.ในลักษณะดังกล่าวไปแล้วหลายฉบับ ทำให้กฎหมายค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ในร่างกฎหมายฉบับนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าว


ด้าน น.ส.รัชดาภรณ์ เอียมอนันท์ กล่าวว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ตนมารับหนังสือแทน ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวจะนำกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป


นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน และ สส. ปราณี วัฒนาประดิษฐ์ชัย พรรคประชาชน ยื่นข้อเรียกร้อง ให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายทั้งสองฉบับกลับสู่สภา และรัฐบาลพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาลต้องสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้แก่ ฉบับมีความมั่นคงในการทำงานเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาการในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร


จากนั้น นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน ได้แถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ กลับเข้าสู่การพิจารณา จากกรณีที่มีการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงแรงงาน จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีเวลาพักผ่อน" เสนอโดย นายจรัส คุ้มไขน้ำ มีเนื้อหาคือ การคืนเวลาให้ชีวิตคนทำงานด้วยการลดชั่วโมงทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาหยุดพักผ่อนประจำปี 10 วัน/ปี และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เสนอโดย น.ส.วรรณวิภา ไม้สน


คือการยืนยันว่าแรงงานทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม สถานประกอบการต้องจัดให้มีพื้นที่ปั๊มนมบุตร มีสิทธิในการลาไปดูแลคนใกล้ชิดของตนเองเมื่อเจ็บป่วย และลาในวันที่มีประจำเดือน ซึ่งผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ในสมัยประชุมที่ผ่านมา ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาเนื่องจากเกิดการยุบสภาก่อนการพิจารณาจะแล้วเสร็จ ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ มิใช่เป็นเพียงข้อบททางกฎหมายเท่านั้น หากแต่คือเลือดเนื้อและชีวิตจริงของผู้ใช้แรงงาน หยาดเหงื่อของพวกเราผู้ใช้แรงงานถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในทุกภาคส่วน


ในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือเกิดภาวะสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในการทำงานและคุณภาพชีวิต พวกเรากลับถูกผลักให้แบกรับภาระที่หนักขึ้นโดยลำพัง ขณะที่กฎหมายที่ควรยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ กลับกำลังจะถูกปล่อยให้ตกไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ ในนามของคนส่วนใหญ่ของประเทศ พวกเรามิอาจยอมรับให้กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อคนทำงานผู้สร้างสรรค์โลกแห่งนี้ต้องหล่นหายไป เพียงเพราะความล้มเหลวของกระบวนการทางการเมือง หรือความเพิกเฉยของผู้มีอำนาจที่เลือกจะไม่เห็นความสำคัญของชีวิตแรงงาน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีสามารถนำร่างกฎหมายที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จกลับเข้าสู่การพิจารณาได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งหมายความว่า ขณะนี้ เวลาของผู้ใช้แรงงานกำลังถูกนับถอยหลังลงไปเรื่อย ๆ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่รัฐบาลว่าจะเดินหน้าต่อหรือปล่อยให้ชีวิตของพวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องตกไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ พวกเราเครือข่ายคนทำงานประกอบด้วย ผู้แทนสภาแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สหภาพแรงงาน จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้


1. รัฐบาลต้องรับรองนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับมีเวลาพักผ่อนและฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยทันที


2. รัฐบาล และพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ต้องสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อีก 1 ฉบับ ได้แก่ “ฉบับมีความมั่นคงในการทำงาน" เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิมนุษยชน #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน