วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

“ลิซ่า ภคมน” ซัดรัฐใช้ไอโอด้อยค่าสื่อ-ประชาชน ทำลายกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ ย้ำยุทธศาสตร์พัฒนาควรเริ่มต้นที่ความจริงใจ-โปร่งใส ไม่ใช้ปฏิบัติการโจมตีลับหลัง

 


“ลิซ่า ภคมน” ซัดรัฐใช้ไอโอด้อยค่าสื่อ-ประชาชน ทำลายกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ ย้ำยุทธศาสตร์พัฒนาควรเริ่มต้นที่ความจริงใจ-โปร่งใส ไม่ใช้ปฏิบัติการโจมตีลับหลัง


วันที่ 23 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568 - 2570 ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยตั้งคำถามสำคัญว่า นโยบายความมั่นคงที่ สมช. จัดทำขึ้นนั้น คำว่า “ชาติ” ได้รวมเอาสวัสดิภาพของประชาชน สื่อมวลชน และนักการเมืองที่ต้องเผชิญกับปฏิบัติการตีตราด้อยค่า ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เข้าไปด้วยหรือไม่


ภคมนกล่าวว่า ปัจจุบันมีการผลิตถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างเป็นระบบ เพื่อผลักให้ผู้ที่ตั้งคำถามหรือสืบหาความจริงกลายเป็นศัตรูของรัฐ พร้อมตั้งคำถามถึง สมช. ว่าจะเดินหน้านโยบายสันติสุขได้อย่างไร หากในเล่มนโยบายไม่กล่าวถึงข้อเท็จจริงในมิติความมั่นคงของสวัสดิภาพประชาชน และยังปล่อยให้มีการคุกคามนักวิชาการรวมถึงสื่อมวลชนอย่างหนัก โดยที่รัฐเองถูกมองว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เพียงเพราะบุคคลเหล่านั้นพยายามเรียกร้องความโปร่งใสในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้


นอกจากนี้ ภคมนยังหยิบยกรายงานระดับโลกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้งกรณีทวิตเตอร์ในปี 2563 ที่ปิดบัญชีเครือข่ายไอโอเชื่อมโยงกองทัพบกกว่า 900 บัญชี และเฟซบุ๊กในปี 2564 ที่พบพฤติกรรมลักษณะเดียวกันซึ่งเชื่อมโยงกับ กอ.รมน. พร้อมโชว์หลักฐานเอกสารที่ถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะไปแล้ว ซึ่งยืนยันว่าปฏิบัติการไอโอของกองทัพมีอยู่จริง ทำโดย กอ.รมน. และกองทัพบก โดยสั่งการให้กำลังพลคอมเมนต์ด้อยค่าและโจมตีผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยใช้ภาษีประชาชนเป็นค่าจ้างในอัตรา 240 บาทต่อวัน


ภคมนยังชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของไอโอที่ถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์ปิดปากสื่อและสร้างวัฒนธรรมความหวาดกลัว โดยยกกรณีของฐปณีย์ เอียดศรีไชย สื่อมวลชนอาวุโสที่ถูกเพจไอโอรุมถล่มและไล่บี้ถึงเรื่องส่วนตัว เพียงเพราะทำหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงกรณีการยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ ซึ่งภคมนมองว่าปฏิบัติการเช่นนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ทำให้คนหนึ่งคนเงียบ แต่เป็นการส่งสัญญาณให้สื่อทั้งระบบเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมประชาธิปไตยและทำลายโต๊ะเจรจาสันติภาพอย่างรุนแรง


ภคมนกล่าวสรุปว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความรุนแรงทางกายภาพ แต่ยังมี “สงครามวาทกรรม” ที่รัฐพยายามใช้อำนาจสร้างถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) เพื่อแย่งชิงสิทธิในการครอบครองความจริงเพียงหนึ่งเดียว ตนเชื่อว่าความพยายามแก้ปัญหาจะไม่มีทางสำเร็จตราบใดที่รัฐยังหลีกเลี่ยงการพูดความจริง และย้ำว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ควรเริ่มต้นที่ความจริงใจ และการมองเห็นคุณค่าชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #IO

ปชน. ซัด ป.ป.ช. ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” คดีซุกหุ้น เตรียมเข้าชื่อสมาชิกรัฐสภาตาม รธน. มาตรา 236 เพื่อให้ศาลตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ - พริษฐ์ เผย เตรียมนำหารือในประชุมวิปฝ่ายค้านสัปดาห์หน้า หวังพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นร่วมลงชื่อ

 


ปชน. ซัด ป.ป.ช. ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” คดีซุกหุ้น เตรียมเข้าชื่อสมาชิกรัฐสภาตาม รธน. มาตรา 236 เพื่อให้ศาลตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ - พริษฐ์ เผย เตรียมนำหารือในประชุมวิปฝ่ายค้านสัปดาห์หน้า หวังพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นร่วมลงชื่อ 


วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่เอกสารชี้แจงการยกคำร้องในคดีที่มีการกล่าวหา ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และกรณีเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น


โดยปกรณ์วุฒิระบุว่า จากที่ได้อ่านคำชี้แจงของ ป.ป.ช. เบื้องต้นแล้ว พบว่าเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหลัก และเหมือนจะมีการเชื่อพฤติกรรมที่เป็นการอำพรางซ้ำอีกรอบหนึ่งด้วยซ้ำ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องตั้งคำถามกับองค์กรอิสระว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกกรณีที่พิจารณาหรือไม่ 


การบอกว่าการพิจารณาของ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนละข้อหากันนั้นไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง กรณีของศักดิ์สยามในศาลรัฐธรรมนูญเป็นการวินิจฉัยว่ายังคงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวไว้อยู่หรือไม่ ในเมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่ายังคงไว้ซึ่งหุ้น ขณะที่เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ได้จากสถาบันทางการเงินก็มีความชัดเจนแล้วว่าต้นทางของเงินมาจากใคร และมัดเจตนาได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเป็นการปกปิดทรัพย์สินที่แท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของตนเอง


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่า ดังนั้นการไปฟ้องคดีเพื่อเอาหุ้นคืน ตามในเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช. จึงเป็นเหมือนการเล่นละครแล้วเอาศาลมาเป็นตัวประกอบเท่านั้น ข้อแก้ต่างที่ได้แก้ต่างไปก็ไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับไปได้ว่าไม่ได้มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินจริง คำถามคือถ้าพยานหลักฐานและเอกสารต่างๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ใช้เป็นชุดเดียวกัน มันสืบเจตนาได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม และเป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว ผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. ก็ไม่ควรจะสามารถเป็นอย่างอื่นไปได้


ในส่วนของพริษฐ์ระบุว่า สิ่งที่ได้เห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. ในวันนี้ น่ากังวลใจว่าจะเป็นการฟอกขาว พฤติกรรมของศักดิ์สยาม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยได้วินิจฉัยและให้ความเห็นแล้วว่าเป็นเจตนาซุกหุ้น พรรคประชาชนเห็นว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่า ป.ป.ช. ได้ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งพรรคประชาชนจะดำเนินการสองประการต่อไปนี้


ประการแรก สส. พรรคประชาชนจะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเข้าชื่อร้องขอไปที่ประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจะมีการนำไปหารือกับสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่นที่มีความประสงค์ร่วมลงชื่อในครั้งนี้ และตนจะนำเรื่องนี้เข้าไปในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านในวันอังคารหน้า เพื่อหาหรือว่าพรรคฝ่ายค้านอื่นจะร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่


ประการที่สอง ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามปรับปรุงกลไกในการตรวจสอบ ป.ป.ช. คือการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่ปัจจุบันระบุไว้ว่าถ้าจะร้องเรียน ป.ป.ช. ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะต้องรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนแล้วส่งไปที่ประธานรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจและดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวน หรือจะปัดตกข้อร้องเรียนไปเลย - ตัวอย่างเช่นเมื่อสิ้นปี 2568 ที่ประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น (วันมูหะมัดนอร์ มะทา) ได้ใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อปัดตกข้อร้องเรียนต่อกรรมการ ป.ป.ช. ที่ สส. พรรคประชาชนเข้าชื่อ กรณีคดีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และคลิปหลุดระหว่างกรรมการ ป.ป.ช. กับ ประธานรัฐสภา (วันมูหะมัดนอร์ มะทา)


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า อำนาจและดุลพินิจประธานรัฐสภาในขั้นตอนดังกล่าวเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนมีความกังวลมาโดยตลอด เพราะการให้อำนาจและดุลพินิจแก่ประธานรัฐสภาเช่นนี้จะเป็นการเปิดช่องว่าหากรัฐบาลและ ป.ป.ช. ยุคไหนมีการฮั้วกัน ก็สามารถใช้ประธานรัฐสภาเป็นเครื่องมือในการทำให้กลไกในการตรวจสอบ ป.ป.ช. อ่อนแอได้ เช่น หากรัฐบาลและ ป.ป.ช. ฮั้วกันเพื่อให้ ป.ป.ช. ละเว้นการตรวจสอบรัฐบาล หากสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนเข้าชื่อร้องเรียน ป.ป.ช. ว่าปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รัฐบาลก็สามารถให้ประธานรัฐสภาปัดตกข้อร้องเรียนดังกล่าวได้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #44สส

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ โพสผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป ย้ำยื่นแก้ ‘ม.112’ อยู่ในขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ ชี้การหยุดปฏิบัติหน้าที่คือการเซาะกร่อนอำนาจประชาชน ลั่นเรื่องนี้ใหญ่กว่าพรรคคือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย

 


‘เท้ง ณัฐพงษ์’ โพสผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป ย้ำยื่นแก้ ‘ม.112’ อยู่ในขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ ชี้การหยุดปฏิบัติหน้าที่คือการเซาะกร่อนอำนาจประชาชน ลั่นเรื่องนี้ใหญ่กว่าพรรคคือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย


วันที่ 23 เมษายน 2569 ช่วงเย็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสผ่านเพจเฟสบุ๊ค ก่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาชนที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย.69 ซึ่งตรงกับวันที่ศาลฎีกา นัดฟังคำสั่งคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.) ว่า 


พวกเราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น “ผู้แทนราษฎร” 


ผมเริ่มเดินทางร่วมกับองคาพยพอนาคตใหม่ด้วยความฝัน มุ่งมั่นว่าการเมืองคือเรื่องของคนธรรมดาที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และการเมืองคือเรื่องของทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศก็ตาม ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกับขบวนการอนาคตใหม่เพื่อสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน


ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราไม่เคยเดินอยู่บนเส้นทางที่ราบเรียบ พวกเราเผชิญขบวนการนิติสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยุบพรรค ตัดสิทธิ์​ และการถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ แต่พวกเราเชื่อมั่นว่าการทำหน้าที่ของพวกเราทุกคน ทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์และภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น พร้อมทั้งต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่ประชาชนทุกคนล้วนเสมอภาคและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน


ผมยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของผู้แทนราษฎรอดีตพรรคก้าวไกลในวันนั้น อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญในฐานะผู้แทนราษฏรที่มาจากประชาชน ในการใช้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อถกเถียงและพูดคุยในประเด็นอ่อนไหวอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พวกเรามิได้มีความมุ่งหมายที่จะล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามที่ถูกกล่าวหาจากผู้มีอำนาจแต่อย่างใด


ผมอยากชวนให้ทุกคนพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชน สิ่งใดเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยของเรามากกว่ากัน 


ในขณะที่คดีของพวกเราเดินหน้าอย่างรวดเร็ว หลากหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. กลับไม่คืบหน้า จึงต้องถามว่าสรุปแล้วมาตรฐานในการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ตรงไหนกันแน่


ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเราถูกกระทำในวันนี้ สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมาย หากแต่เป็นเพราะพวกเราคือตัวแทนของประชาชนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงซึ่งย่อมทำให้คนบางกลุ่มที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ ต้องสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ เมื่อพวกเขาถูกท้าทายจึงต้องต่อสู้กลับ โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ


ในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งแบบใด ผมยืนยันว่าพวกเราผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป 


ประการแรก การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพราะการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของพวกเราไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน อันก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากเกินแก่จะเยียวยาได้ในภายหลังได้


ประการที่สอง การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นส่วนสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา


ประการที่สาม การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนที่อยู่ในกลุ่มคดี 44 สส. ไม่สามารถกระทำการในทำนองเดียวกันกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ กล่าวคือ พวกเราไม่สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีลักษณะคล้ายหรือทำนองเดียวกับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้อีก


ประการสุดท้าย การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนต่อไป ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลฎีกา หรือกระทำการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว


กลับกัน หากศาลฎีกาจะสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมส่งผลกระทบต่อการปกครองระบอบรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น หรือแม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารราชการแผ่นดิน เพียงเพราะว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้อำนาจหน้าที่ที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับคดีความ เป็นเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต


ดังนั้น ผมย้ำว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลออกมาในทิศทางใด ไม่ได้กระทบต่อผู้แทนราษฎรเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระทบต่ออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้จึงใหญ่กว่าพวกผม ใหญ่กว่าพรรคประชาชน แต่คือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย และเรื่องของพวกเราทุกคน


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน

23 เมษายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #ศาลฎีกา #คดี44สส #แก้กฎหมาย #มาตรา112

จม.จากเรือนจำ 'เอกชัย' เขียน คลองเปรมร้อนจัด เสี่ยงเป็นฮีตสโตรก เผยถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาล ก่อนให้นอนพัก 1 ชั่วโมง และส่งตัวกลับแดน

 


จม.จากเรือนจำ 'เอกชัย' เขียน คลองเปรมร้อนจัด เสี่ยงเป็นฮีตสโตรก เผยถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาล ก่อนให้นอนพัก 1 ชั่วโมง และส่งตัวกลับแดน


วันที่ 23 เมษายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยจดหมายของ นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 ลงวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่เขียนในโครงการ Freedom Bridge เล่าสถานการณ์สุขภาพเดือนเมษายน ระบุดังนี้


จดหมาย “เอกชัย” จากเรือนจำคลองเปรม: ร้อนจัดจนเสี่ยงฮีทสโตรก ถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาล 


เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 ได้เขียนจดหมายถึงโครงการ Freedom Bridge เพื่อบอกเล่าสถานการณ์สุขภาพล่าสุดของเดือนเมษายนนี้ที่อากาศร้อนมาก ๆ อาทิตย์ก่อนหน้านั้น (12 เม.ย.) เขาก็เกือบมีอาการฮีทสโตรก (Heatstroke) กล่าวคือมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เท้าทั้งสองข้างชา และเหงื่อไม่ออก ก่อนจะถูกส่งตัวไปที่แดนพยาบาล โดยมีพยาบาลเข้ามาตรวจคลื่นหัวใจและเจาะเลือด ก่อนจะให้นอนพัก 1 ชั่วโมง และส่งตัวกลับแดน  


“ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อากาศร้อนจัดจนผมมีอาการปวดหัวเวียนหัว คลื่นไส้ เท้าชาทั้งสองข้าง เหงื่อไม่ออก แถมมีอาการเกือบหน้ามืดเป็นบางครั้ง ผมจึงออกพบแพทย์ฉุกเฉินในวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา แพทย์วินิจฉัยผมมีความเสี่ยงเป็น Heatstroke ยิ่งผมทานยารักษาอาการต่อมลูกหมากโต เริ่มมีอาการตับ-ม้ามโตก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก 


“แพทย์จึงจ่ายยา 2-3 รายการ เพื่อบรรเทาอาการ Heatstroke และแนะให้ผมใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นผมอาจต้องออก รพ.ราชทัณฑ์ ช่วงนี้จนถึงเดือนกรกฎาคม ผมมีนัดพบแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์หลายครั้ง ซึ่งผมอาจต้องตรวจ Ultra sound หรือ CT Scan โดยที่ รพ.ราชทัณฑ์อยู่ติดกับเรือนจำคลองเปรมจึงถือเป็นความโชคดีของผมที่อยู่ใกล้แพทย์ 


“อย่างไรก็ตาม นโยบายลดความแออัดของเรือนจำด้วยการย้ายผู้ต้องขังเรือนจำในกรุงเทพฯ ไปเรือนจำในต่างจังหวัด ทำให้ผมตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกย้ายไปเรือนจำอื่นตลอดเวลา แถมศาลฎีกายังคงปฏิเสธการประกันตัวผมโดยอ้างสิทธิในการรักษาจากเรือนจำ แต่มองข้ามสุขอนามัยที่เป็นต้นเหตุให้สุขภาพของผมแย่ลง แบบนี้ยิ่งทำให้การรักษาอาการป่วยของผมอยู่ในความเสี่ยงยิ่งขึ้น” 


ในเรื่องการถูกศาลฎีกาปฏิเสธการประกันตัว เอกชัยได้ให้ความเห็นผ่านทนายความที่เข้าเยี่ยมเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่าเนื้อหาที่ศาลยกคำร้องว่าจำเลยมีสิทธิรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้วนั้น เขามองว่าการรักษาของราชทัณฑ์ไม่ได้มีประสิทธิภาพเพียงพอ และสถานที่การรักษาผู้ป่วยก็ไม่เหมาะสม  


🔴ย้อนดูความเจ็บป่วยที่เรื้อรังของเอกชัย


เอกชัยถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษากลับในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี ในการชุมนุมปี 2563 โดยศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน พร้อมกับจำเลยอีกสี่คนถูกจำคุกคนละ 16 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวทั้งหมดในระหว่างฎีกา แม้ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาแล้ว


ก่อนหน้านั้น ขณะเอกชัยถูกคุมขังในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ช่วงปี 2566 เอกชัยป่วยเป็นโรคฝีในตับจนต้องถูกส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี และหลังพ้นโทษในเดือน ก.พ. 2567 ยังต้องตรวจ CT Scan เพื่อติดตามโรคทุก 3-6 เดือน แต่เมื่อถูกคุมขังในคดีนี้ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 เขาร้องขอให้ราชทัณฑ์เขาไปตรวจ CT Scan ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2568 และผ่านมาเกือบ 7 เดือนก็ยังไม่เคยได้รับการตรวจ


ในเดือน มี.ค. 2569 เอกชัยเริ่มมีอาการปวดบริเวณจุดที่เคยผ่าตัดตับและมีอาการปัสสาวะไม่สุด จึงถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 


กระทั่งวันที่ 27 มี.ค. เขาถูกส่งตัวกลับเรือนจำคลองเปรมโดยทางราชทัณฑ์ระบุว่าพบภาวะตับและม้ามโตเล็กน้อย และไม่พบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน แพทย์ได้ให้คำแนะนำในการดูแลด้วยวิธีฝึกกลั้นปัสสาวะ ขณะที่เอกชัยระบุว่าเขายังมีอาการปวดแผลเป็นระยะ ๆ โดยระบุว่าแพทย์สันนิษฐานว่าตนมีอาการกระบังลมอักเสบ และจ่ายยาแก้อักเสบ แต่ยังไม่ได้รับการตรวจ CT Scan 


ในวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกายังคงมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวเป็นครั้งที่ 3 โดยระบุว่า “อาการเจ็บป่วยจำเลยมีสิทธิรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”


ปัจจุบันเอกชัย วัย 50 ปี ยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่คดีในชั้นฎีกายังคงดำเนินต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เรือนจำคลองเปรม #ฮีสโตรก #มาตรา110 #เอกชัยหงส์กังวาน

ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ออกแถลงการณ์ จี้รัฐหยุดไอโอใช้คุกคามสื่อ หวังกลบความจริงลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จี้ Meta ล้างบางไอโอ แพลตฟอร์มดิจิทัลหยุดขยายความเกลียดชัง แนะ กสม.-กระทรวง DES ตรวจสอบด่วน

 


ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ออกแถลงการณ์ จี้รัฐหยุดไอโอใช้คุกคามสื่อ หวังกลบความจริงลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จี้ Meta ล้างบางไอโอ แพลตฟอร์มดิจิทัลหยุดขยายความเกลียดชัง แนะ กสม.-กระทรวง DES ตรวจสอบด่วน


เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ระบุว่า เมื่ออำนาจลงโทษผู้ตั้งคำถาม บาดแผลนั้นย่อมเป็นของสังคมประชาธิปไตย


ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฐปณีย์ เอียดศรีไชย ไม่ใช่เพียงการโจมตีผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเฉพาะราย และไม่ใช่เพียงความผิดพลาดของการสื่อสารในสถานการณ์ตึงเครียด หากแต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่กำลังทำให้การตั้งคำถามกลายเป็นความผิด ทำให้ผู้ตรวจสอบอำนาจกลายเป็นเป้าถูกลงโทษ และทำให้ความจริงถูกบดบังด้วยความกลัว ความเกลียดชัง และการบิดเบือนอย่างเป็นระบบ


พวกเราไม่อาจนิ่งเฉยต่อปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ เพราะเรารู้ดีจากประสบการณ์ตรงว่า เมื่อใดที่ผู้หญิงลุกขึ้นพูด เมื่อใดที่ประชาชนลุกขึ้นตั้งคำถาม เมื่อนั้นอำนาจที่ไม่ต้องการถูกตรวจสอบก็มักตอบโต้ด้วยการป้ายสี การคุกคาม การทำให้สับสน และการทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดต่อ


แถลงการณ์ฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการยืนเคียงข้างผู้สื่อข่าวที่ถูกคุกคาม แต่คือการยืนยันหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยว่า การตั้งคำถามคือการตรวจสอบอำนาจ การตรวจสอบผู้มีอำนาจเป็นหน้าที่ของพลเมืองและสื่อมวลชน และไม่มีใครควรถูกคุกคามจากการทำหน้าที่สื่อสารข้อเท็จจริงหรือจากการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต


1. ลอยนวลพ้นผิด สังคมที่ลืมเร็ว และคำถามที่ถูกทำให้หายไป


สังคมไทยดูเหมือนจะลืมง่ายเกินไปว่า พล.ท.นรธิป โพยนอก เคยออกมาขอโทษจากการพาดพิงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา แต่ในเวลาเดียวกัน กลับเลือกโจมตีผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถาม แทนที่จะตรวจสอบผู้มีอำนาจ ทั้งที่คำพูดหลังปิดไมค์ว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่อาจลดทอนให้เหลือเพียงความผิดพลาดในการสื่อสารได้ หากสังคมมีการตรวจสอบอย่างแท้จริง คำพูดเช่นนี้ต้องนำไปสู่ความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่เพียงคำขอโทษที่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป


ขณะที่คำถามสำคัญว่า “ใครอยู่เบื้องหลังการลอบยิง สส.กมลศักดิ์?” ยังคงไร้คำตอบ และไม่ได้หายไปเอง แต่ถูกทำให้หายไปผ่านการโจมตีที่เบี่ยงเป้าจากผู้มีอำนาจไปยังผู้ตั้งคำถาม


ในสังคมประชาธิปไตย การตั้งคำถามควรนำไปสู่การตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อคำถามนั้นพุ่งตรงไปยังโครงสร้างอำนาจที่ใช้ “ความมั่นคง” เป็นเครื่องมือขยายอำนาจ ลดการตรวจสอบ และทำให้สภาวะฉุกเฉินกลายเป็นเรื่องปกติ จนผู้ตั้งคำถามถูกทำให้เป็นภัยโดยอัตโนมัติ


ดังนั้น สิ่งที่ฐปณีย์ทำ ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถาม แต่คือการเปิดพื้นที่ความรับผิดชอบและท้าทายอำนาจ และนั่นเองคือเหตุผลที่เธอถูกลงโทษ


คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ “ใครอยู่เบื้องหลังการลอบยิง” แต่คือใครเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือ “ความจริง” ที่สังคมได้รับอนุญาตให้รับรู้


เมื่อกติกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ห้ามตั้งคำถามต่อกองทัพ” ถูกทำลาย สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่การถกเถียง แต่คือการลงโทษ เพื่อทำให้สังคมเรียนรู้ว่า การตั้งคำถามมีราคา

 

2. วิกฤตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลบความจริง


วันที่ 13 เมษายน ฐปณีย์ตั้งคำถามต่อแม่ทัพ แต่ก่อนข่าวจะเผยแพร่กลับเกิดการโจมตีจากเพจไอโอมากกว่า 30 เพจ ป้ายสีว่าเป็น “นักข่าวโจร” และ “โฆษกบีอาร์เอ็น” อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมจากคำถามสำคัญว่า “ใครอยู่เบื้องหลังการลอบยิง สส.กมลศักดิ์?” ไปสู่วิกฤตที่ถูกสร้างขึ้นแทน


ผลคือสังคมถูกดึงให้ตอบสนองต่อการโจมตี จนละเลยคำถามที่ควรถูกตรวจสอบ นี่คือการสร้างวิกฤตเพื่อกลบวาระ และมันได้ผล เพราะการถกเถียงเรื่องไอโอเข้ามาแทนที่การตรวจสอบผู้มีอำนาจ


สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่คือการทำให้ความจริงจมหายไป การโจมตีเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลและหลักฐานปลอม เพื่อเปลี่ยนเป้าจาก “ผู้มีอำนาจ” ไปเป็น “ผู้ตั้งคำถาม”


นี่ไม่ใช่แค่ข่าวลวง แต่คือระบบนิเวศข้อมูลที่สร้าง “โลกคู่ขนาน” ขึ้นมาแข่งขันกับโลกความจริง โดยไม่ได้สู้ด้วยข้อเท็จจริง แต่ด้วยปริมาณ ความเร็ว และการกระหน่ำซ้ำ จนผู้คนไม่แน่ใจว่าจะเชื่ออะไร


และเมื่อความไม่แน่ใจกลายเป็นสภาพปกติ ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องถูกลบ แค่ถูกทำให้ไร้น้ำหนักก็เพียงพอ


3. เมื่อความจริงและการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ชอบธรรมถูกแทนที่ด้วย “ภาพลวง”


สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการใส่ร้ายบุคคล แต่คือกระบวนการสร้าง “ตัวตนปลอม” เพื่อแทนที่ตัวตนจริงในพื้นที่สาธารณะ ทำให้สังคมไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริง


ฐปณีย์ในโลกจริงคือผู้สื่อข่าวภาคสนามที่ทำงานมากกว่า 18 ปี ยืนอยู่ข้างสิทธิมนุษยชนและข้อเท็จจริง แต่ในโลกออนไลน์ เธอกลับถูกบิดให้เป็นภัยต่อความมั่นคง ภายใต้กรอบ “ชาติ” ที่แคบและไม่ยอมรับความแตกต่าง


กระบวนการนี้ไม่ต้องพิสูจน์ความจริง เพียงสร้าง “ความไม่แน่ใจ” ก็เพียงพอ เพราะเมื่อผู้คนไม่แน่ใจ พวกเขาจะไม่ลุกขึ้นปกป้องความจริง นี่คือการเมืองของความสับสนที่ทำให้ความจริงอ่อนแรงลง


สื่อมวลชนคือกระจกของสังคม เมื่อกระจกถูกทำลาย สังคมย่อมมองไม่เห็นตัวเอง และเมื่อผู้พูดความจริงถูกทำให้เป็นเป้าหมาย การสื่อสารความจริงก็กลายเป็นความเสี่ยง


ผลลัพธ์คือสังคมที่ไม่สามารถยึดโยงกับความจริงได้ และนั่นคือเงื่อนไขที่อำนาจต้องการเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ


4. การลงโทษผู้หญิงที่ “กล้าจับจ้องและมองกลับ”


ฐปณีย์ไม่ได้เพียงพูดความจริงเกี่ยวกับอำนาจ หากแต่เธอเลือกที่จะพูดความจริงนั้นในพื้นที่ที่อำนาจดำรงอยู่ต่อหน้า ต่อหน้าสื่อมวลชน ต่อหน้าแม่ทัพ และต่อหน้ากล้อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เพียงการสื่อสารข้อมูล แต่คือการทำให้ความจริงปรากฏต่อสาธารณะอย่างไม่อาจถูกเพิกเฉยได้ และนั่นเองคือเหตุผลที่ระบบตอบสนองด้วยความรุนแรงในระดับที่เกินสัดส่วน เพราะสิ่งที่ถูกท้าทายไม่ใช่เพียงบุคคล แต่คือโครงสร้างของอำนาจที่ไม่ต้องการให้ถูกตั้งคำถาม


ความรุนแรงครั้งนี้จึงไม่เป็นกลางทางเพศ หากแต่ฝังรากอยู่ในโครงสร้างอำนาจแบบชายเป็นใหญ่ที่ทำงานร่วมกับอำนาจรัฐในพื้นที่ความมั่นคง ซึ่งผู้หญิงสื่อมวลชนคนหนึ่งลุกขึ้นตั้งคำถามต่อผู้ชายในชุดเครื่องแบบทหาร ในบริบทที่กองทัพมีอำนาจพิเศษภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และในขณะที่รัฐบาลพลเรือนยังคงปล่อยให้กฎอัยการศึกดำรงอยู่โดยไม่กล้าท้าทายโครงสร้างดังกล่าว


ในสังคมที่ยังขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ผู้หญิงที่ “กล้ามองกลับ” ไม่ได้ถูกเพียงโต้แย้งหรือถกเถียงในเชิงเหตุผล แต่กลับถูกลงโทษเกินสัดส่วนอย่างเป็นระบบ เพื่อทำให้การกระทำของเธอกลายเป็นตัวอย่าง และส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้หญิงคนอื่นทั้งหมดว่า การตั้งคำถามต่ออำนาจมีต้นทุน และต้นทุนนั้นอาจสูงจนไม่มีใครอยากเดินตาม


นี่จึงไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่คือความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น อังคณา นีละไพจิตร อัญชนา หีมมิหน๊ะ หรือหทัยรัตน์ พหลทัพ ซึ่งล้วนเผชิญกับรูปแบบการโจมตีที่คล้ายคลึงกัน คือการผลักออกจากพื้นที่วิชาชีพ ไปสู่การโจมตีในระดับตัวตน ร่างกาย เพศ และความเป็นผู้หญิง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือและลดทอนความชอบธรรมในการมีเสียงของพวกเธอ


คำกล่าวหาอย่าง “นักข่าวโจร” หรือ “โฆษกบีอาร์เอ็น” จึงไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาชีพ หากแต่เป็นการโจมตีในระดับลึกที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องชาติ ความจงรักภักดี และศีลธรรมทางการเมือง ซึ่งในบริบทของวัฒนธรรมชาตินิยมไทย สิ่งเหล่านี้ถูกผูกเข้ากับเพศอย่างแนบแน่น โดยกำหนดให้ผู้หญิงที่ “ดี” ต้องเชื่อฟัง ต้องรู้ที่ของตน และต้องไม่ตั้งคำถามต่ออำนาจที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์


ดังนั้น เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งกล้าพูด กล้าถาม และกล้าท้าทายอำนาจ เธอจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้เห็นต่าง แต่ถูกทำให้กลายเป็น “ผู้เบี่ยงเบน” จากบรรทัดฐานทางเพศและการเมือง ถูกทำให้เป็นภัยต่อชาติ และถูกผลักออกไปอยู่ในพื้นที่ที่สังคมสามารถลงโทษได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด


การป้ายสีจึงไม่ใช่เพียงการทำลายชื่อเสียง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขทางสังคมและการเมืองที่ทำให้ความรุนแรงต่อเธอกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้ยอมรับได้ และในบางกรณีอาจถูกทำให้ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ “สมควรเกิดขึ้น”


และนี่เองคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียกชื่อให้ชัด นั่นคือ การใช้ชาตินิยมทางเพศเป็นอาวุธ ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำเอาความคิดเรื่องชาติ ความมั่นคง ความเป็นไทย ความจงรักภักดี และศีลธรรมทางเพศ มาผูกเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น เพื่อสร้างเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้หญิงที่ยอมรับได้” กับ “ผู้หญิงที่ต้องถูกกำจัดออกจากพื้นที่สาธารณะ” โดยผู้หญิงที่เชื่อฟัง เงียบ อ่อนน้อม และไม่ท้าทายอำนาจ จะถูกยอมรับว่าเป็นคนดีของชาติ ขณะที่ผู้หญิงที่กล้าพูด กล้าถาม กล้าวิจารณ์ และกล้าปกป้องความจริง จะถูกทำให้กลายเป็นคนทรยศ เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นผู้หญิงที่เกินบทบาท และเป็นเป้าหมายของการลงโทษร่วมกันในระดับสังคม


อาวุธชนิดนี้มีความรุนแรงเป็นพิเศษ เพราะมันไม่ได้โจมตีเพียงความคิดเห็น แต่โจมตีตัวตน ศักดิ์ศรี และความชอบธรรมในการมีเสียงของผู้หญิง โดยทำให้การคุกคาม การป้ายสี และแม้กระทั่งความรุนแรง ถูกทำให้ดูสมเหตุสมผลในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง


เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดี เป็นปากเสียงของศัตรู หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง สิ่งที่ถูกทำลายจึงไม่ใช่เพียงชื่อเสียงของเธอ แต่คือความเป็นมนุษย์ของเธอในพื้นที่สาธารณะ และนี่คือรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงที่เชื่อมโยงอำนาจรัฐ โครงสร้างชายเป็นใหญ่ และชาตินิยมเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น เพื่อรักษาระบบที่ไม่ต้องการให้ถูกตั้งคำถามเอาไว้


5. ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารคือความรุนแรงรูปแบบใหม่


การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคุกคามรายบุคคล แต่สะท้อนรูปแบบของความรุนแรงทางดิจิทัลที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ ทั้งการป้ายสีว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง การทำลายความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพ และการสร้างเงื่อนไขที่เชื่อมโยงไปสู่ความเสี่ยงทางกายภาพในโลกจริง


นี่ไม่ใช่เพียงการคุกคามสื่อ แต่คือการทำลายเงื่อนไขพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย


อำนาจสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงทางกายภาพกับทุกคน เพียงทำให้บางคน “เป็นตัวอย่าง” ก็เพียงพอ ปฏิบัติการไอโอในพื้นที่ชายแดนใต้ทำงานในลักษณะนี้ คือทำร้ายคนหนึ่งเพื่อให้คนอื่นหวาดกลัวและเริ่มเซ็นเซอร์ตัวเอง


เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงฐปณีย์ แต่คือการส่งสัญญาณไปยังนักข่าว นักกิจกรรม และประชาชนทุกคนว่า การตั้งคำถามต่ออำนาจมีราคา และราคานั้นอาจสูงถึงการสูญเสียตัวตนหรือแม้กระทั่งชีวิต


ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำว่า ผู้หญิงที่ทำงานในแวดวงสื่อสารสาธารณะ สื่อมวลชน และการปกป้องสิทธิมนุษยชน คือผู้แบกรับภาระสำคัญในการนำความจริงจากพื้นที่เสี่ยงเข้าสู่สาธารณะ และจึงต้องได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริงในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี


เพราะหากเสียงของพวกเธอถูกทำให้เงียบ สังคมก็จะมืดบอดต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง


ข้อเรียกร้อง : เราขอเรียกร้องให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน โดยต้องเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นอิสระ ยุติและดำเนินคดีต่อปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ละเมิดสิทธิประชาชน รวมถึงยุติการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อโจมตี ทำลาย หรือทำให้ผู้ตั้งคำถามและผู้เปิดเผยข้อเท็จจริงตกอยู่ในความเสี่ยง


ภายใต้หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) แพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม อัลกอริทึมไม่ใช่ระบบที่เป็นกลาง แต่มีบทบาทในการขยายความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการคุกคาม เราจึงเรียกร้องให้เฟซบุ๊กและเมตาเปิดเผยและตรวจสอบเครือข่ายที่มีพฤติกรรมประสานงานโจมตีบุคคล ปิดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ทบทวนระบบอัลกอริทึมที่ขยายความรุนแรง และจัดให้มีกลไกเยียวยาและคุ้มครองผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ


เราขอเรียกร้องต่อรัฐไทยให้ยุติการใช้ “ความมั่นคง” เป็นข้ออ้างในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยโครงสร้าง หน่วยงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการไอโอ และรับรองสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การเข้าถึงข้อมูล และการตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้ง


เราขอเรียกร้องต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ตรวจสอบและเปิดเผยโครงสร้างปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามประชาชน และต้องยืนยันอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ออนไลน์อยู่ภายใต้หลักนิติธรรมและมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่พื้นที่ที่ผู้มีอำนาจสามารถสร้างความเกลียดชังและหลบเลี่ยงความรับผิดได้


เราขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีนี้และกรณีอื่นๆอย่างเร่งด่วนในฐานะการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และใช้อำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีมาตรการปกป้องคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว และนักกิจกรรม จากความรุนแรงทั้งในมิติทางดิจิทัลและทางกายภาพและรายงานข้อเท็จจริงต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งเสนอแนะให้หน่วยงานของรัฐดำเนินมาตรการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ล่าช้า”


คำถามสุดท้าย : “สื่อที่เสรีนั้น อาจดีหรืออาจเลวก็ได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ หากปราศจากเสรีภาพ สื่อจะไม่มีวันเป็นอะไรได้นอกจากสิ่งที่เลว” อัลแบร์ กามู นักเขียนชาวฝรั่งเศส รางวัลโนเบลวรรณกรรม ปี 2500


เราจะยอมอยู่ในสังคมที่อำนาจสามารถทำลายความจริง และทำลายผู้ที่เปิดเผยความจริงไปพร้อมกันได้หรือไม่


ความเงียบไม่ใช่ความยินยอม แต่คือผลผลิตของความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ และเมื่อความกลัวนั้นฝังตัวเป็นโครงสร้าง สังคมทั้งสังคมย่อมถูกทำให้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง


ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยจะไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ และจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่ยังคงเปิดเผยความจริงและตรวจสอบอำนาจอย่างไม่ยอมจำนน


เพราะการปกป้องผู้แสวงหาข้อเท็จจริง คือการปกป้องสังคมประชาธิปไตยและเมื่ออำนาจลงโทษผู้ตั้งคำถาม บาดแผลนั้นย่อมเป็นของสังคมประชาธิปไตย — บาดแผลที่เราจะไม่ยอมปล่อยให้ผู้มีอำนาจเป็นผู้สร้างอีกต่อไป


ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คือขบวนเคลื่อนไหวรากหญ้าที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงจากชุมชนซึ่งต่อสู้ในเรื่องต่างๆ ถึง 19 ประเด็นจากทั่วประเทศ พวกเราคือแม่ คนทำงานดูแล ชนเผ่าพื้นเมือง คนชนบทและคนจนเมือง แรงงานสิ่งทอ แรงงานไร้ที่ดินทำกิน พนักงานบริการ และเยาวชนนักกิจกรรม ที่ทุ่มเทเพื่อดูแลรักษาชีวิต ผืนดิน และวิถีชีวิตของครอบครัวและชุมชน เราลุกขึ้นสู้เพื่อที่ดิน ที่อยู่อาศัย เราต่อต้านการทำเหมืองแร่และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆ เราเรียกร้องสิทธิและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายให้แก่ผู้หญิงแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้หญิงพิการ รวมทั้งให้การสนับสนุนแก่ผู้หญิงในพื้นที่ความขัดแย้งสามจังหวัดภาคใต้ของไทยและในพม่า เราเรียกร้องค่าตอบแทนแม่และคนทำงานดูแล ( Care Income )

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน






“ศิริกัญญา” ดักคอรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้าน จะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม ในเมื่อตัวเลขชี้ชัดทะลุ 70% แน่ เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่งกัดกินงบประมาณ ต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม แต่ต้องเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ

 


ศิริกัญญา” ดักคอรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้าน จะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม ในเมื่อตัวเลขชี้ชัดทะลุ 70% แน่ เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่งกัดกินงบประมาณ ต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม แต่ต้องเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ


วันที่ 23 เมษายน 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ถึงแม้คนในรัฐบาลจะยังสลับกันออกมาพูดคนละทิศคนละทาง แต่ล่าสุดรองนายกฯ เอกนิติก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง ขณะที่ประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ที่รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่มีการขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานหนี้ในที่สุด


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ. 2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที ดังนั้นก่อนที่ ครม. จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็งปฏิเสธเรื่องนี้ต่อประชาชน


ศิริกัญญาแสดงความกังวลว่า “ราคาที่ต้องจ่าย” ของการก่อหนี้ครั้งนี้สูงมาก โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันงบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มจะพุ่งเป็น 12% ในปี 2570 ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ Investment Grade (ระดับน่าลงทุน) ระบุว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาท และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ยิ่งกัดกินงบประมาณแผ่นดินให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ


เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นจนดอกเบี้ยไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่หากล้มเหลวเหมือนช่วงโควิดอีกครั้ง เราอาจจะต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน” ศิริกัญญากล่าว


นอกจากนี้ ศิริกัญญายังเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการจากเพียงแค่การเยียวยาเฉพาะหน้า (Reactive) เป็นโครงการที่สร้างอนาคต (Visionary) โดยย้ำว่าหากจะแจกเงินแบบสุ่มอย่างโครงการคนละครึ่งก็อาจไม่ตรงจุด แต่ควรนำเงินไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง เช่น แทนที่จะอุดหนุนโซลาร์ฟาร์มแบบเดิม ควรนำเงินไปพัฒนาสายส่งเป็น Smart Grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือหากจะทำโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ก็ต้องมีเงื่อนไขสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ที่เน้นมูลค่าเพิ่มในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาประกอบ


ศิริกัญญาปิดท้ายว่า นี่อาจจะเป็นการกู้นอกงบประมาณครั้งสุดท้ายที่ฐานะการคลังของประเทศจะเปิดโอกาสให้ทำได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด และต้องมองให้ไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้งบประมาณในอนาคตถูกใช้ไปกับการใช้หนี้จนไม่เหลือเงินไว้พัฒนาศักยภาพของประเทศต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“โรม” ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลกล้าลุยเครือข่ายกักตุนน้ำมัน “เสี่ยตือ” โยงไปให้ถึง “พิพัฒน์” หรือไม่ ด้าน “เอกนัฏ” ยันพร้อมขยายผลดำเนินคดีผู้ทำผิดทั้งหมด ชี้ไม่สนจะมาจากพรรคตนหรือพรรคใครพร้อมสุดซอยแน่นอน


โรม” ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลกล้าลุยเครือข่ายกักตุนน้ำมัน “เสี่ยตือ” โยงไปให้ถึง “พิพัฒน์” หรือไม่ ด้าน “เอกนัฏ” ยันพร้อมขยายผลดำเนินคดีผู้ทำผิดทั้งหมด ชี้ไม่สนจะมาจากพรรคตนหรือพรรคใครพร้อมสุดซอยแน่นอน


วันที่ 23 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ในกรณีเครือข่ายอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับการกักตุนน้ำมัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้ตอบแทน


โดยรังสิมันต์ระบุว่าสืบเนื่องจากกรณีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน “เสี่ยตือ” ซึ่งตนได้อภิปรายไปเมื่อครั้งการแถลงนโยบาย บุคคลดังกล่าวนอกจากมีธุรกิจคาสิโนตามแนวชายแดนแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของเครือข่ายสแกมเมอร์ทั้งในฝั่งเมียนมาและกัมพูชา แล้วยังมีบุตรชายที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีติดสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือน ของ ไชยชนก ชิดชอบ ที่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถจับกุมใครได้ นอกจากนี้เครือข่ายของเสี่ยตือยังมีสถานะเป็นลูกหนี้ของรองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ กว่า 100 ล้านบาท และยังมีสถานะเป็นผู้บริจาคให้พรรคภูมิใจไทย 1 ล้านบาทด้วย


เครือข่ายนี้เคยมีตำรวจสอบสวนกลางไปดำเนินคดี เนื่องจากพบว่ามีการกักตุนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง มากกว่า 3 แสนลิตร ในวันที่มีการแถลงนโยบายตนได้ส่งข้อมูลเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีการกระทรวงพลังงานไปแล้ว แต่ผ่านมาแล้วหลายวันยังไม่เห็นถึงความคืบหน้าใดในการขยายผล ตนจึงมีคำถามถึงรัฐมนตรี ว่าตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจัดการไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ไม่ทราบว่ากรณีของเสี่ยตือและเครือข่าย ได้มีการดำเนินคดีไปแล้วหรือไม่


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่ากรณีที่หยิบยกมาข้างต้นมีข้อมูลที่ชัดเจนมาก รัฐบาลได้มีการดำเนินคดีและมีความคืบหน้าอย่างไร มีการออกหมายจับแล้วหรือไม่ แนวทางการทำคดีจะเป็นอย่างไร และคดีนี้ถ้ามีการตั้งประเด็นให้ดี อาจเข้าข่ายเป็นคดีมูลฐานที่จะนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์เพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินต่างๆ ได้


เครือข่ายนี้ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร รัฐมนตรีได้มีการหารือไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้มีการยึดอายัดทรัพย์หรือไม่ เพราะหากมีเพียงการออกหมายจับก็จะเป็นเหมือนหลายกรณีก่อนหน้านี้ ที่มีการหลบหนีไปแล้วนำทรัพย์สินไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในต่างประเทศ


ทางด้านเอกนัฏ ได้ตอบคำถามโดยระบุว่าตนจะตามจับไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้มาให้ได้ ตนเองก็เห็นข้อพิรุธและความเชื่อมโยงที่ จ.อ่างทอง วันแรกที่ตนเข้าดำรงตำแหน่งได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานชุดปฏิบัติการตรวจสอบ และดีเอสไอก็มีการรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ที่พบเบื้องต้นคือการปลอมปนน้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน และยังมีการตรวจสอบผู้ค้าในเรื่องอื่น ๆ เช่น การขนส่งน้ำมัน การรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมัน ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ด้วย


ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและในฐานะผู้เสียหาย จะแจ้งข้อกล่าวหาและส่งให้ดีเอสไอเพิ่มเติม รวมไปถึงการขยายผลด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งจากข้อมูลของรังสิมันต์ พบว่ามีความเชื่อมโยงที่คลัง จ.อ่างทอง ไปถึงอีกหลายคลัง ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปขอให้ติดตาม จุดไหนก็ตามที่มีความเชื่อมโยงกับ จ.อ่างทองจะมีการตรวจสอบทั้งหมด และทุกความเสียหายจะมีการตั้งคดี ส่งให้ดีเอสไอ และติดตามคดีจากดีเอสไอจนถึงที่สุด แล้วจะมีการตรวจสอบไปถึงกระบวนการลักลอบนำน้ำมันออกไปขายต่างประเทศด้วย


เอกนัฏกล่าวต่อไปว่าอย่างกรณีที่มีการขนส่งน้ำมันจาก จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ไปถึงคลังน้ำมันทางใต้ที่ จ.ชุมพร จ.สุราษฎรธานี และ จ.สงขลา แม้กระทั่งใบขนทุกใบถ้าระบุข้อมูลไม่ตรงกับประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน ผิด พ.ร.บ.การค้าฯ ผู้ค้าไม่ว่าจะรายใหญ่แค่ไหนก็มีโทษจำคุก ขณะนี้เฉพาะที่ตรวจดูในเดือนมีนาคม 2569 พบมากกว่า 100 รายการแล้ว ซึ่งตนจะมีการเอาผิดทั้งหมด และจะมีการตามต่อไปอีกจากคลังน้ำมัน ถ้าขนส่งผิดก็โดนอีก และจะขยายผลไปถึงคลังน้ำมันอื่น ๆ ไม่ว่าจะมีความเชื่อมโยงกับเสี่ยตือหรือไม่ด้วย


ตนไม่สนและไม่รู้จักเสี่ยตือ และต่อให้รู้จักก็ไม่สนใจ ตนจะจัดการอย่างเด็ดขาดถ้าทำความผิด จะตรวจสอบหมดทั้ง 92 คลังทั่วประเทศว่ามีปริมาณน้ำมันเท่าไหร่ รับน้ำมันมาเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่ไปให้ใคร ถ้าพบผู้มีพฤติกรรมกักตุนก็จะแจ้งความเอาผิดกับทุกคน รวมถึงย้อนหลังไปให้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ด้วย ถ้าพบการรับเข้ามามากกว่าปกติแล้วไม่ยอมขาย มีการกักตุนเก็งกำไร ตนจะเรียกคืนทุกหยดทุกบาทแน่นอน


ด้านรังสิมันต์ได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าตนดีใจถ้ารัฐมนตรีจะเอาจริงเอาจังอย่างที่ว่า และยินดีให้ความร่วมมือ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการจัดการกับโครงสร้างของอาชญากร ซึ่งเสี่ยตืออยู่ในโครงสร้างนั้น รัฐมนตรีเพียงให้ตรวจสอบว่ามีใครเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบ้างก็ทราบแล้ว วันนี้มีการแจ้งความแล้วแต่สิ่งที่สำคัญคือการทำให้เป็นคดีมูลฐานและนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์ ถ้าเล่นงานแต่คลังน้ำมันอย่างเดียว บรรดาทรัพย์สินต่างๆ ที่โยกย้ายถ่ายโอนไปแล้วจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย


ตนพยายามคำนวณตัวเลขอย่างน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ น้ำมันที่หายออกไปจากระบบ ตามการแถลงของนายกรัฐมนตรีอยู่ที่วันละ 20 ล้านลิตร ช่วงวิกฤตน่าจะอยู่ที่ประมาณ 300-600 ล้านลิตรต่อวัน แต่วันนี้ข้อมูลของดีเอสไอที่มีการดำเนินการอยู่หาเจอแค่ 57 ล้านลิตร ขณะที่เครือข่ายของเสี่ยตือตามข้อมูลของทางการอยู่ที่ 300,000 ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมาก คำถามต่อมาคือรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไร ไม่ใช่แค่กับเครือข่ายอาชญากร แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐด้วย


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าจากข้อมูลที่ออกมาล่าสุด พบว่ากลุ่มธุรกิจในเครือของบางจากได้มีการซื้อครั้งน้ำมันและท่าเรือของบริษัทในเครือข่ายของเสี่ยตือที่ จ.เพชรบุรี มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2566 บริษัทที่ไปซื้ออาจจะซื้ออย่างสุจริตก็ได้ แต่ในฐานะที่ตนติดตามประเด็นเครือข่ายอาชญากรรมมาโดยตลอดก็อดกังวลไม่ได้ ก่อนหน้านี้ทุกคนรับทราบมาตลอดว่าเครือข่ายของ เบน สมิธ เป็นเครือข่ายที่พยายามเข้ายึดบางจากมาโดยตลอด แล้ววันนี้บางจากยังมีการซื้อธุรกิจในเครือข่ายของเสี่ยตืออีก


ทั้งเครือข่ายของเสี่ยตือและเครือข่ายของ เบน สมิธ ล้วนมีฐานสแกมเมอร์และคาสิโนอยู่ที่กัมพูชาทั้งสิ้น เบน สมิธ เป็นที่ปรึกษาของ ฮุน เซน ส่วนเสี่ยตือเป็นคนที่เคยไปลงทุนคาสิโนตามตะเข็บชายแดน ซึ่งออกญาทั้งหลายต้องมีการอนุญาตหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐมนตรีต้องตรวจสอบว่าการซื้อขายในลักษณะนี้เป็นการไซฟ่อนและฟอกเงินหรือไม่ เพราะเครือข่าย เบน สมิธ มีความพยายามในการครอบครองบางจากมานานแล้ว ตนขอภาวนาให้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่ถ้ารัฐมนตรีเข้าไปตรวจสอบและแถลงรายละเอียดให้สภาได้รับทราบก็จะเป็นการดี ว่าตกลงแล้วบริษัทน้ำมันใหญ่ของประเทศไทยมีการดำเนินการที่ผิดกฎหมายหรือไม่


ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่าจากข้อมูลที่รังสิมันต์ส่งมาให้ตน และจากข้อมูลที่ตนได้ตรวจสอบเฉพาะแค่ที่คลัง จ.อ่างทอง พบว่ามีสองบริษัทอยู่ที่เดียวกันและมีความเชื่อมโยงกัน คือ เทรดดิ้ง และทริลเลี่ยนออยล์ ตนถึงบอกว่าจะไม่ตรวจเฉพาะที่ จ.อ่างทองเท่านั้น แต่จะตรวจไปถึง จ.เพชรบุรี และ จ.สมุทรปราการ โดยส่งเจ้าหน้าที่ “สุดซอย” ของตนลงไปตรวจสอบเอง เพราะตนก็ไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ที่คลุกคลีอยู่ในขบวนการเช่นกัน ว่าเมื่อไปปฎิบัติหน้าที่แล้วข้อมูลที่ถูกรายงานจะถูกต้องหรือไม่


วันนี้ตนได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีชัดเจนแล้ว ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดครั้งนี้จะถูกขยายผลแน่นอน ข้อมูลทุกอย่างจะถูกส่งให้ดีเอสไอซึ่งรับเป็นคดีพิเศษไปแล้ว และตนในฐานะผู้เสียหายก็จะติดตามเรื่องอย่างแน่นอน ความผิดทั้งการปลอมปนน้ำมัน น้ำมันไม่ได้คุณภาพ การขนส่งที่ผิด จะกี่ข้อหาก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่ และหากลามไปถึงความผิดมูลที่เกี่ยวเนื่องกับการฟอกเงิน ก็จะมีการดำเนินการอย่างแน่นอน


เอกนัฏยังกล่าวต่อไปว่าส่วนความเชื่อมโยงกรณีบริษัทบางจาก ตามที่ตนเข้าใจเครือข่ายที่มีปัญหาก็มีการอายัดทรัพย์และดำเนินคดีไปแล้ว แต่ถ้าสามารถสืบท้าวความจากคลังทริลเลี่ยนออยล์ไปถึงคลังอื่น และพบความเชื่อมโยงเป็นขบวนการเดียวกันอย่างที่รังสิมันต์ว่า ตนก็จะตามไปจับไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และการจัดการปัญหาน้ำมันเถื่อนก็จะเป็นการช่วยจัดการกับปัญหาทุนเทาและของเถื่อนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการอื่นด้วย


จากนั้น รังสิมันต์ได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าสิ่งที่ตนเป็นห่วงไม่ใช่ว่ารัฐมนตรีไม่มีความสามารถหรือไม่เอาจริง แต่ในสภาวะแวดล้อมที่รัฐมนตรีอยู่ จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้จริงหรือไม่ ตนเอาใจช่วยให้สำเร็จ และถ้ารัฐมนตรีเชิญตนให้ไปลงพื้นที่เหมือนที่ได้ประกาศในสภาแห่งนี้ตนก็พร้อมไป


แต่ประเด็นคือวันนี้ต้องคุยถึงเรื่องความเชื่อมั่น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายอาชญากรรมมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่นอน สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือการเอาจริง คนที่อยู่ในแวดวงความมั่นคงทราบดีว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางส่อเค้ามานานแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการเตรียมความพร้อม แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีการสร้างความพร้อมอย่างไรเลย ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าถ้ามีเหตุการณ์ในตะวันออกกลางเกิดขึ้นเมื่อไหร่จะมีการกักตุนน้ำมันแน่นอน อีกทั้งเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาไม่นาน มีเสือหิวอยู่เต็มไปหมด


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าในประเทศนี้ไม่มีใครเชี่ยวชาญเรื่องการกักตุนน้ำมันไปกว่าพิพัฒน์แล้ว เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและเข้าใจในเรื่องนี้ดี แต่ที่ผ่านมามีการดำเนินการอะไรในการแก้ไขหรือป้องกันเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือไม่ เครือข่ายของเสี่ยตือเคยเป็นลูกน้องเก่าของเจ้าพ่อปากน้ำ และทุกคนก็รู้ว่าพิพัฒน์มีความสัมพันธ์อย่างไรกับเจ้าพ่อปากน้ำ การมีสัญญาเงินกู้กว่า 100 ล้านบาทโดยพิพัฒน์เป็นคนให้กู้ แล้วบรรดาเครือข่ายนี้ก็มาบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย


วันนี้สังคมกำลังสงสัยว่าไอ้โม่งอยู่ในรัฐบาลแล้วรัฐมนตรีจะทำอย่างไร จะกล้าตรวจสอบพิพัฒน์จริงหรือไม่ ตนขอให้รัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ในการพูดให้ประชาชนได้รู้ ว่าตกลงแล้วรัฐบาลนี้จะกล้าจัดการกับไอ้โม่งโดยไม่สนใจว่าไอ้โม่งคนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ขอให้ประกาศความชัดเจนว่าจะตรวจสอบพิพัฒน์จริงหรือไม่


ด้านเอกนัฏ ระบุว่าตนปฏิบัติตามนโยบายของพรรคที่ได้ประกาศไปตอนเลือกตั้ง ว่าจะไม่เอาทุนเทา สแกมเมอร์ และคาสิโน และใครที่พัวพันอยู่ในกระบวนการนี้ จะปิดชื่อและดูพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นใครแม้แต่คนในครอบครัวของตัวเอง หรือใครที่อยู่ในพรรคเดียวกัน ใครก็ตามที่ไปอยู่ในกระบวนการทำความผิดจะต้องถูกเอาผิดทั้งหมด วันนี้คนที่สั่งตนคือนายกรัฐมนตรี แต่นายของตนคือประชาชน ตนไม่ต้องกลัวใคร ที่ผ่านมาการทำงานของตนก็ยึดหลักกฏหมายและประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญอยู่แล้ว


ก่อนหน้านี้ทุกคนถามว่าตนจะกล้าบีบให้มีการลดราคาหน้าโรงกลั่นลงจริงหรือ ทั้งทุนพลังงานและทุนน้ำมันเป็นสปอนเซอร์ แต่วันแรกที่ตนเป็นรัฐมนตรีตนบับให้ลดลงได้ 2 บาท และเมื่อเช้าก็ทำให้ลดลงอีกเป็น 5 บาท ตอนยืนยันว่าความโปร่งใสคือสิ่งที่สำคัญที่สุด อะไรที่เปิดได้เปิดให้หมด และตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมา ตนไม่เคยจับแบบลับๆ ล่อๆ และจับมาโดยตลอด ขนาดมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาทก็ไม่สนใจ


เอกนัฏกล่าวต่อไปว่าเพราะฉะนั้นขอให้รังสิมันต์ไม่ต้องห่วง ตนสู้จริงแน่นอน ความผิดทั้งหมดไม่สามารถหนีไปได้ มีการออกประกาศมาแล้วว่าจะเรียกย้อนหลังข้อมูลทั้งหมดไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถ้าพบความผิดที่ไหนตนไม่สนใจ จะขยายผลต่อไปไม่ว่าจะลามไปถึงใครก็แล้วแต่ จะพรรคตนหรือพรรคไหนก็จะจับหมด


จากนั้น รังสิมันต์ได้ฝากทิ้งท้าย ว่าตนยินดีทำงานร่วมกับรัฐมนตรี ที่ผ่านมาเราได้พูดคุยกันมาเยอะ และตนก็ยังคาดหวังว่าสิ่งที่รัฐมนตรีพูดมาทั้งหมดในวันนี้จะหมายความเช่นนั้นจริง ตัวชี้วัดสำคัญคือจะ “สุดซอย” หรือไม่ก็ตาม อยู่ที่ว่าจะสุดที่ตรงไหน ถ้าสุดท้ายไม่ได้มีดอกผลอะไรที่ออกมาอย่างชัดเจน การกระทำจะเป็นตัวพิสูจน์ทุกอย่าง ฝากรัฐมนตรีให้เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ตนจะรอดูว่ารัฐบาลจะสามารถทลายเครือข่ายเสียตือได้จริงหรือไม่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เสี่ยตือ #กักตุนน้ำมัน