สส.น่าน ปชน. อภิปรายบทเรียนกรณีน้ำท่วมน่าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยา วางระบบจัดการน้ำใหม่ และต้อง “รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน” ไม่ใช่ “เกิดแล้วแก้”
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือปัญหาน้ำท่วมในภาวะวิกฤต และมาตรการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ ทั้งนี้ เชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 พรรคประชาชน และ เจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยใน จ.น่าน
เจริญระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักในช่วงเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง โดยมีปริมาณฝนสะสมเกือบ 400 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปัว ที่ได้รับผลกระทบถึง 9 ตำบล กว่า 4,000 ครัวเรือน ประชาชนกว่า 10,000 คน รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหลายแห่งก็ประสบปัญหาดินสไลด์ ทำให้ถนน ไฟฟ้า และประปาถูกตัดขาด
จังหวัดน่านมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยภูเขาสูง จึงมีความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากอยู่แล้ว ขณะที่ข้อมูลปริมาณฝนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น จากปริมาณฝนสะสมสูงสุดเกือบ 200 มิลลิเมตรในปี 2567 เพิ่มเป็นเกือบ 300 มิลลิเมตรในปี 2568 และล่าสุดเกือบ 400 มิลลิเมตรในเหตุการณ์ครั้งนี้
เจริญกล่าวต่อไปว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จังหวัดน่านต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ล่าสุดได้สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน รถยนต์ ที่ดิน ถนน สะพาน ระบบประปา รวมถึงระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก บางครอบครัวถึงขั้นเรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัว
ตนจึงขอเสนอมาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลระดมกำลังเข้าไปกำจัดดินโคลน เศษไม้ และสิ่งปฏิกูล พร้อมทั้งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ประปา ถนน และเส้นทางคมนาคม เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็ว รวมถึงจัดหน่วยแพทย์ดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะประชาชนที่สูญเสียบ้านและที่ดิน ตลอดจนกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
นอกจากนี้ เจริญยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาก้อนแรกครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลง เนื่องจากที่ผ่านมาตนได้รับข้อร้องเรียนว่าประชาชนยังคงต้องกรอกเอกสาร ส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน รวมถึงต้องผ่านกระบวนการสอบสวนความเสียหาย ซึ่งทำให้การเยียวยาเป็นไปอย่างล่าช้า
สำหรับระยะกลาง รัฐต้องเร่งสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนและฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะ อ.ปัว ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญและมีรีสอร์ต โฮมสเตย์ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่ฤดูกาลท่องเที่ยวกำลังจะมาถึงในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้า รวมถึงต้องเร่งเยียวยาเกษตรกรและช่วยให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ
สำหรับระยะยาว เจริญระบุว่า รัฐควรยกระดับขีดความสามารถด้านการบริหารภัยพิบัติ ทั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าและเครื่องมือวัดปริมาณฝนที่แม่นยำเชื่อถือได้ บทเรียนจากวันที่ 19 สิงหาคมทำให้เห็นว่าแผนรับมือภัยพิบัติไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีการแบ่งหน้าที่และการบัญชาการที่ชัดเจน เกิดการทำงานซ้ำซ้อน เครื่องจักรสำหรับรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ก็มีไม่เพียงพอและต้องรอจากจังหวัด ทำให้การกู้ชีพกู้ภัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ สิ่งสำคัญจากนี้คือ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูให้เพียงพอ เพื่อให้พื้นที่และประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
ทางด้านเชาว์วิชญ์ระบุว่า จากการลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรกของเหตุการณ์ สิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด เพราะยังมีบ้านเรือนที่เสียหาย บางแห่งบ้านทั้งหลังถูกน้ำพัดหายจนเหลือเพียงโถส้วม ปั๊มน้ำเสียหายจนไม่มีน้ำใช้ พื้นที่การเกษตรและอุปกรณ์ทำมาหากินสูญหาย
รัฐบาลควรเร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาประชาชน โดยทำให้ขั้นตอนเรียบง่ายที่สุด และการช่วยเหลือต้องไม่จบแค่การจ่ายเงิน แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อีกครั้ง ตั้งแต่การซ่อมบ้าน ถนน สะพาน และสาธารณูปโภค ไปจนถึงการระดมเครื่องจักรหนักเข้ามากำจัดดินโคลน ท่อนไม้ ขยะ และสิ่งกีดขวาง ก่อนที่ดินโคลนจะแห้งและแข็งตัวจนยิ่งเพิ่มภาระในการฟื้นฟู
เชาว์วิชญ์กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรนำไปสู่การปรับระบบบริหารจัดการน้ำของจังหวัดน่านใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ในระยะสั้นต้อง “รู้เร็ว เตือนเร็ว รับมือเร็ว” ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์น้ำให้แม่นยำ เมื่อพบความเสี่ยงต้องแจ้งเตือนประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงผ่านทุกช่องทาง ทั้ง Cell Broadcast หอเตือนภัย ช่องทางราชการ ออนไลน์ แอปพลิเคชัน เสียงตามสาย วิทยุชุมชน ตลอดจนผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มเวลาให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือ
ส่วนระยะกลาง ต้องสำรวจเส้นทางน้ำทั้งระบบเพื่อค้นหาจุดเสี่ยงและคอขวด ตั้งแต่ลำน้ำตื้นเขิน สะพาน ท่อ ถนน ฝาย ประตูระบายน้ำ ไปจนถึงระบบระบายน้ำ พร้อมจัดลำดับว่าจุดใดต้องแก้ทันที จุดใดต้องปรับปรุง และจุดใดต้องลงทุนใหม่ โดยต้องมองทั้งลุ่มน้ำเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แก้ปัญหาจุดหนึ่งแล้วผลักน้ำไปสร้างปัญหาให้อีกพื้นที่
ในระยะยาว ต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน ทบทวนและผลักดันแผนงานที่มีอยู่ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่รับน้ำ ทางผันน้ำ และทางระบายน้ำเลี่ยงเมือง โดยวางโครงสร้างทั้งหมดให้เชื่อมโยงกัน เพื่อไม่เพียงแค่ป้องกันน้ำท่วม แต่ยังต้องมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในฤดูแล้งด้วย
“การบริหารจัดการน้ำไม่ควรเริ่มต้นในวันที่น้ำมา และไม่ควรสิ้นสุดในวันที่น้ำลด รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงเข้าไปแก้ เป็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียก่อนแล้วรัฐจึงค่อยเข้ามาแก้” เชาว์วิชญ์กล่าวทิ้งท้าย





























































