วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

‘อิสริยะ’ สส. พรรคประชาชน แนะวิธีแก้ปัญหาแรงงานแพลตฟอร์ม ต้องหาสมดุล ออกแบบสวัสดิการด้วยการเฉลี่ยทุกข์สุขแรงงานอย่างเท่าเทียม

 


‘อิสริยะ’ สส. พรรคประชาชน แนะวิธีแก้ปัญหาแรงงานแพลตฟอร์ม ต้องหาสมดุล ออกแบบสวัสดิการด้วยการเฉลี่ยทุกข์สุขแรงงานอย่างเท่าเทียม


วันที่ 29 เมษายน 2569 อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 9 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) อิสริยะอภิปรายต่อญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาและการปรับปรุงสิทธิการคุ้มครองแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม


อิสริยะกล่าวว่า เคยทำงานในบริษัทแพลตฟอร์มรายใหญ่ของคนไทย บริษัทเทคโนโลยีระดับยูนิคอร์นที่คนไทยภูมิใจ และเคยทำงานด้านดูแลกิจการไรเดอร์โดยตรง ตนคิดว่าตนมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าแพลตฟอร์มทำงานอย่างไร ปัญหาของไรเดอร์คืออะไร โจทย์ใหญ่ของแรงงานแพลตฟอร์มเป็นอย่างไร และขอใช้เวทีสภาตรงนี้อภิปรายให้ฟังกัน�.


ข้อแรก โลกทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม คนทำงานย้ายมาอยู่บนแพลตฟอร์มมากขึ้น ด้วยเหตุผลว่าแพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตลาด ช่วยให้คนซื้อกับคนขายมาเจอกันได้กว้างกว่า ลองคิดดูว่าถ้าท่านเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็จะรับผู้โดยสารได้เฉพาะบริเวณหน้าวินของตัวเองเท่านั้น แต่ถ้ารับงานผ่านแพลตฟอร์ม อยู่ที่ไหนก็รับงานได้ มีลูกค้าตลอดเวลา เราปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตยุคนี้ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม โจทย์จึงไม่ใช่การปฏิเสธแพลตฟอร์ม แต่เป็นการอยู่กับแพลตฟอร์ม โดยที่เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขให้ทุกฝ่ายอย่างสมดุลต่างหาก


ข้อสอง นิยามของแรงงานแพลตฟอร์มกว้างมาก คนส่วนใหญ่มักนึกถึงไรเดอร์เพราะเป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัว เห็นภาพตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วแรงงานแพลตฟอร์มนั้นกว้างมาก ครอบคลุมไปถึงงานเรียกแม่บ้านออนไลน์ เรียกช่างออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม งานฟรีแลนซ์ กราฟิกดีไซน์ ตัดต่อ ในปัจจุบันก็รับงานกันผ่านแพลตฟอร์ม หรือแม้กระทั่งอาชีพที่เรียกว่าครีเอเตอร์ เอาเข้าจริงก็พึ่งพาแพลตฟอร์มทั้งสิ้น


ดังนั้นการออกแบบสวัสดิการแพลตฟอร์ม จำเป็นต้องคิดถึงคนตามนิยามกว้าง เพื่อให้ครอบคลุมถึงคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


ข้อสาม แพลตฟอร์มมีหลายรูปแบบ เรามักนึกถึงแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทไทย รู้ว่าใครเป็นผู้บริหาร รู้ว่าออฟฟิศอยู่ตรงไหน มีปัญหาอะไรยังพอตามตัวกันได้ แต่จริงๆ แล้วมีแพลตฟอร์มต่างชาติอีกมากที่ไม่มีแม้แต่พนักงานคนไทย ไม่มีออฟฟิศในไทย


อิสริยะกล่าวต่อไปว่า ทุกวันนี้มีแอปส่งอาหารของต่างชาติให้บริการในไทยอย่างแพร่หลาย ซึ่งเพื่อน สส. ของตนจะขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้ในรายละเอียด คำถามที่ตนอยากย้ำก็คือ เราจะกำกับดูแลอย่างไรให้เท่าเทียม ไม่ใช่กำกับดูแลแต่แพลตฟอร์มไทยเพราะมันง่ายดี แล้วปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติลอยนวล ไม่ต้องมีภาระรับผิดชอบใด ๆ


ข้อสี่ ขอบเขตของคำว่า “งานอิสระ” อยู่ตรงไหน รากฐานของแรงงานแพลตฟอร์มคือการรับงานรายชิ้น มีอิสระในการเลือกทำงาน แต่ในความเป็นจริง เรามีคนทำงานสองสุดปลาย กลุ่มที่รับแค่ไม่กี่ชิ้นต่อสัปดาห์ กับกลุ่มที่ทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ คนสองกลุ่มนี้ต้องการสวัสดิการต่างกันมาก เราจะออกแบบสวัสดิการอย่างไรดี


และที่ซับซ้อนไปกว่านั้นคือ แรงงานตามนิยามกฎหมายในปัจจุบัน กลับอยู่ตรงกลางระหว่างสองสุดปลายนี้ มันแปลกดีไหมที่คนทำงานตรงกลาง ๆ มีกฎหมายคุ้มครอง มีสวัสดิการ แต่คนทำน้อยกว่านั้น และคนทำมากกว่านั้น กลับไม่มีอะไรคุ้มครอง นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้


ข้อห้า สาเหตุของเรื่องนี้มาจากกฎหมายแรงงานไทยที่ค่อนข้างล้าสมัย มีนิยามแค่แรงงานในระบบ ซึ่งครอบคลุมคนไทยแค่ประมาณ 20 ล้านคนเท่านั้น แรงงานกลุ่มที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานแพลตฟอร์ม หรือฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระจริงๆ ไม่มีอะไรคุ้มครองเลย เรื่องนี้เพื่อน สส. ของตนจะขึ้นมาพูดในรายละเอียดต่อไป


อิสริยะยกตัวอย่างในต่างประเทศที่แก้ไขเรื่องนี้โดยการกำหนดนิยามแรงงานประเภทใหม่ที่เรียกว่า Independent Contractor โดยแรงงานประเภทอยู่ตรงกลางระหว่างแรงงานฟูลไทม์กับแรงงานฟรีแลนซ์ ช่วยให้การกำกับดูแลยืดหยุ่นมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงกันต่อว่าประเทศไทยจะไปในทางนี้หรือไม่


นอกจากนี้ยังมีประเด็นยิบย่อยอื่น ๆ ที่ตนคงไม่มีเวลาลงรายละเอียด เช่น การออกแบบระบบประกันสังคม การร่วมจ่ายสวัสดิการของผู้บริโภค การกำหนดเส้นแบ่งตามชั่วโมงหรือตามชิ้นงาน 


อิสริยะกล่าวว่า ปัญหาแรงงานแพลตฟอร์มมีรายละเอียดมาก มีความคาบเกี่ยวกับหลายภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะแค่กระทรวงแรงงาน แต่ยังต้องครอบคลุมไปถึงการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ซึ่งอยู่กับกระทรวงดีอี, การกำกับดูแลการแข่งขัน อยู่กับสำนักงานแข่งขันทางการค้าหรือ กขค. และถ้าเป็นเรื่องแพลตฟอร์มที่ใช้รถ ก็ต้องยุ่งกับกระทรวงคมนาคมอีก มีความเชื่อมโยงข้ามกระทรวงสูงมาก


ดังนั้นตนคิดว่าการชงเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการสามัญด้านแรงงาน ไม่น่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ตนขอเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

"เซีย" ชี้สถานะแรงงานแพลตฟอร์มไม่ชัดเจน สร้างปัญหาค่าตอบแทน-สวัสดิการ-สิทธิรวมตัว แนะ 3 ข้อต่อ กมธ.วิสามัญ หวังรัฐให้ความสำคัญคนทำงานมากขึ้น

 


"เซีย" ชี้สถานะแรงงานแพลตฟอร์มไม่ชัดเจน สร้างปัญหาค่าตอบแทน-สวัสดิการ-สิทธิรวมตัว แนะ 3 ข้อต่อ กมธ.วิสามัญ หวังรัฐให้ความสำคัญคนทำงานมากขึ้น


วันที่ 29 เมษายน 2569 เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงานพรรคประชาชน ได้อภิปรายต่อญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาและการปรับปรุงสิทธิการคุ้มครองแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งนายศิริโรจน์ ธนิกกุล สส.สมุทรสาคร เขต 3 พรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ


เซียกล่าวว่า สำหรับประชาชนคนทำงาน ไม่ว่าจะสวมเสื้อหรือเครื่องแบบแบบไหน จะสวมเสื้อกั๊กไรเดอร์ นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ทุกคนใช้แรงกายและแรงสมองแลกเงินมาเพื่อเลี้ยงปากท้อง พวกเขาทุกคนคือคนทำงานทั้งสิ้น ปัญหาของน้องแรงงานบนแพลตฟอร์ม มี 4 ปัญหาหลัก และ 3 ข้อเสนอ ต่อกรรมาธิการที่จะมีการจัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาดังนี้


ประเด็นแรกคือสถานะความไม่ชัดเจน บริษัทแพลตฟอร์มอ้างว่าคนทำงานคือพาร์ทเนอร์ เป็นหุ้นส่วน แรงงานมีความเป็นอิสระในการทำงาน แต่ในความเป็นจริงชีวิตคนทำงานไม่ได้เป็นอิสระ คนทำงานถูกบังคับบัญชาโดยบริษัทแพลตฟอร์ม ทำงานผิดพลาดก็ถูกลงโทษ คำว่าพาร์ทเนอร์ไม่เป็นความจริง เป็นเพียงหน้ากากบังหน้า ใช้เลี่ยงกฎหมาย ไม่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตคนทำงานเท่านั้น ซ้ำยังผลักภาระให้คนทำงานแบกรับค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน หรือแม้แต่ค่าซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ อีกด้วย


แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ความเห็นว่าคนทำงานแพลตฟอร์มเป็นลูกจ้าง ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่กระทรวงแรงงานก็พยายามสร้างคำนิยามใหม่ว่าพวกเขาเป็นแรงงานกึ่งอิสระ


ประเด็นที่สอง เมื่อสถานะไม่ชัดเจน ค่าตอบแทนก็ไม่ยุติธรรม พวกเขาไม่มีกฎหมายกำหนดค่าตอบแทนขั้นต่ำ ไม่เหมือนลูกจ้างในภาคเอกชนที่มีกฎหมายกำหนดมาตรฐานค่าจ้างขั้นต่ำ แม้จะมีขึ้นบ้าง ไม่ขึ้นบ้าง แต่อย่างน้อยก็ไม่เคยลดลง ตนขอยกตัวอย่างไรเดอร์ส่งอาหาร ช่วงแรกจ่ายค่ารอบ รอบละ 60 บาท ปัจจุบันต่ำสุดเหลือรอบละ 15 บาท และแนวโน้มมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ แถมยังต้องมาลุ้นว่าระบบการจ่ายงาน ระยะทางใกล้ไกลจะเป็นอย่างไร คนงานเลือกงานไม่ได้ กำหนดราคาเองไม่ได้ และหากปฏิเสธระบบที่ส่งงานมาให้ บางทีก็ถูกแบนงานไป แบบนี้มีอำนาจบังคับบัญชาชัดเจน แล้วจะเป็นพาร์ทเนอร์ เป็นอิสระได้อย่างไร


ประเด็นที่สาม พอสถานะไม่ชัดเจน ไม่ถูกนับว่าเป็นลูกจ้าง สิ่งที่ตามมาคือความว่างเปล่าของสวัสดิการ ข่าวไรเดอร์เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะท้องถนนเป็นพื้นที่ทำงานของพวกเขา จึงมีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อย ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ใช้เฟซบุ๊กท่านหนึ่งได้โพสต์ข่าวอุบัติเหตุของไรเดอร์แถวพระราม 8 ซึ่งทราบข่าวล่าสุดคือไรเดอร์ดังกล่าวได้เสียชีวิตแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเศร้า หากวันนี้พวกเขาถูกนับว่าเป็นลูกจ้าง พวกเขาจะได้รับเงินจากกองทุนเงินทดแทน แม้จะไม่มาก แต่ก็สามารถทำให้ครอบครัวของพวกเขาจัดการเรื่องทำบุญตามประเพณีได้ แต่เมื่อพวกเขาไม่ถูกนับว่าเป็นลูกจ้าง พวกเขาจึงไม่ได้รับสิทธิเหล่านั้นเลย นอกจากนี้เมื่อเจ็บป่วยจากการทำงาน เช่น เป็นโรคต้อลม ต้อเนื้อ ซึ่งพวกเขาต้องวิ่งงานตลอดทั้งวัน ก็ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ นี่คือสิ่งที่แรงงานแพลตฟอร์มต้องสูญเสียไป


ประเด็นสุดท้าย เครื่องมือต่อรองของคนงานแพลตฟอร์ม หากสภาพการทำงานมีปัญหา ลูกจ้างในภาคเอกชนสามารถรวมกลุ่มตั้งสหภาพแรงงานได้ เพื่อต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน ซึ่งพวกเขามีกฎหมายรองรับ แต่สำหรับพี่น้องที่ทำงานบนแพลตฟอร์มนั้นทำไม่ได้ กฎหมายไม่รองรับการรวมกลุ่มตั้งสหภาพแรงงาน ที่ผ่านมาเราจะเห็นการรวมตัวของพี่น้องไรเดอร์หลายจังหวัด เช่น จังหวัดขอนแก่น วีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น เขต 1 พรรคประชาชน ได้มาเล่าต่อตนว่ามีพี่น้องไรเดอร์มารวมกลุ่มกันและมาร้องเรียนต่อเขา ซึ่งได้แนะนำว่ากระบวนการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องคนงานคือ กระทรวงเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ ซึ่งแก้ไม่ยาก โดยสามารถออกกฎกระทรวงเพื่อดูแลพวกเขาได้ทันที


แต่ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานก็ไม่รับฟังพวกเขา แพลตฟอร์มก็ไม่รับฟังปัญหาของพวกเขา อ้างว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องฟังปัญหาของพวกเขา ที่เป็นแบบนี้เพราะกฎหมายของบ้านเราเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ใช้แบ่งแยกและปกครองประชาชนคนทำงานตลอดมา ไม่ให้พวกเขามีปากมีเสียงต่อรองกับนายทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ที่มีการแยกกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจากภาคเอกชน ทำให้กระบวนการอ่อนแอลงเหมือนในทุกวันนี้ และในปัจจุบันยังมีความพยายามที่จะแบ่งแยกคนงานออกจากกันอีก โดยสร้างคำนิยามใหม่อีก คือแรงงานกึ่งอิสระ เพื่อไม่ให้แรงงานแพลตฟอร์มสามารถรวมกลุ่มกับแรงงานในภาคเอกชนส่วนอื่น ๆ ได้ ทั้งหมดก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนให้มั่นคงและยั่งยืน


เซียกล่าวต่อว่า แม้วันนี้จะไม่สามารถสู้กับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ได้ แต่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้ ตนมีข้อเสนอต่อกรรมาธิการที่จะถูกตั้งขึ้น 3 ประเด็น ประเด็นแรก ขอให้เร่งศึกษารูปแบบกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มจากต่างประเทศที่บังคับใช้แล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย


ประเด็นที่สอง ขอให้ติดตามแนวทางการจัดทำความร่วมมือเรื่องแรงงานแพลตฟอร์มขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ที่จะมีการประชุมในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้


และประเด็นที่สาม จะต้องยืนยันสิทธิการรวมตัวของคนงานแพลตฟอร์ม ตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ให้แรงงานทุกกลุ่มสามารถรวมตัวกัน จัดตั้งสหภาพแรงงาน และเจรจาต่อรองได้


เซียกล่าวปิดท้ายว่า อีกไม่กี่วันจะถึงวันกรรมกรสากลแล้ว หรือที่หลายคนเรียกว่าวันแรงงานแห่งชาติ แม้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลจะไม่มีนโยบายด้านแรงงานก็ตาม แต่เมื่อกรรมาธิการคณะนี้ได้ศึกษาปัญหาของคนทำงานเหล่านี้แล้ว ตนหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับคนทำงานมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน วันนี้ตนจึงขอสนับสนุนญัตติดังกล่าว เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีให้กับคนทำงานแพลตฟอร์มทุกคนต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“วีระยุทธ” ชี้ช่อง “ชน ชวน ชิม” แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

 


“วีระยุทธ” ชี้ช่อง “ชน ชวน ชิม” แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ 


วันที่ 29 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาญัตติ “แก้ปัญหาผลผลิตเกษตรราคาตกต่ำ” ที่เสนอโดยพรรคประชาชน ต่อจากที่ค้างไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน


โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคประชาชน ระบุว่าตอนนี้ราคาสินค้าเกษตรของไทยตกต่ำอย่างบูรณาการ คือไม่ว่าจะตัวไหนก็ตกไปไปหมด ทั้งพืชไร่อย่าง ข้าวเปลือก ผลไม้อย่างมะพร้าว มะม่วง ลำไย ไปจนถึงสัตว์บกอย่างโคนม และสัตว์น้ำอย่างปลานิล ล้วนมีปัญหาทั้งหมด


วีระยุทธยอมรับว่าการจัดการสินค้าเกษตรมีความซับซ้อนและไม่ง่าย ต้นทุนก็เพิ่ม ปุ๋ยก็หายากขึ้น ตลาดส่งออกก็แข่งขันเดือด ราคาก็ผันผวน บางส่วนกำหนดได้ หลายส่วนกำหนดไม่ได้ แล้วยังต้องมาเจอสินค้านำเข้า โดยเฉพาะผักจากจีนที่ตีตลาดรุนแรงขึ้นทุกปี แต่จะแก้ปัญหาได้จริงก็ต้องเริ่มจากการตามหาคนหาย เพราะต้องประสานงานกันใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในมือของ “สองบิ๊กสุ” คือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ .


สำหรับตน ขอเสนอกรอบยุทธศาสตร์ “ชน ชวน ชิม” ให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร 


1) “ชน” จุดเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คือรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีสองคน จะต้องกล้าชนกับผู้ผลิตปุ๋ย ซึ่งมีจำนวนอยู่น้อยรายในประเทศไทย แม้จะเปิดให้ประชาชนแจ้งไลน์กระทรวงพาณิชย์ได้เวลาเจอปุ๋ยราคาแพง แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศราคาปุ๋ยสู่สาธารณะว่าราคาที่ถูกควบคุมอยู่เป็นราคาเท่าไหร่กันแน่ อีกเรื่องที่ต้องกล้าชนคือ “ล้งต่างชาติ” ที่เข้ามากินรวบ มากดราคา และมาทำลายมาตรฐานสินค้า ต้องขอความชัดเจนว่าตกลงรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร จะทำล้งกลาง ล้งชุมชน หรือจะใช้แนวทางไหนแก้ปัญหากันแน่ แต่อย่างไรก็ต้องกล้าชนกับต้นตอปัญหา


2) “ชวน” รัฐบาลที่ผ่านๆ มารามถึงรัฐบาลภูมิใจไทยใช้วิธี “บังคับ” เกษตรกรเป็นหลัก ล่าสุดก็บังคับว่าเผาเมื่อไหร่จับเมื่อนั้น แต่สุดท้ายถ้าทำแบบนี้ก็จะจับไม่ได้ ต่อให้จับได้ก็มีแต่คนตัวเล็กตัวน้อย ตนเสนอให้ใช้แนวทาง “จูงใจ” เพื่อชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว เช่น การคูปองสนับสนุนการพัฒนาการทำฟาร์มให้เข้าสู่มาตรฐาน GAP ควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ การจัดเก็บ การขนส่ง เพราะ GAP เป็นใบเบิกทางสู่ตลาดส่งออก


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ถึงรัฐบาลบอกว่ามีการออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แล้ว แต่ชาวนาและชาวประมงทุกวันนี้เป็นหนี้สินดินพอกหางหมูอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากกู้เพิ่ม สถานการณ์แบบนี้ยิ่งต้องอาศัยการชักชวน เช่น การปรับเครื่องจักรกลการเกษตรเก่าเป็นเครื่องใหม่ โดยเฉพาะรถเก็บเกี่ยวและรถไถพรวนดินที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมาก มาตรการอย่าง “รถเก่าแลกรถใหม่” ต้องมาถึงภาคการเกษตรด้วย ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่คนใช้รถอีวีในเมืองเท่านั้น


หรือถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนพืช พักดิน ปลูกไม้ยืนต้น เกษตรกรเกือบทั้งหมดในประเทศนี้เป็นหนี้ ธกส. อยู่ ถ้าอยากจูงใจก็ควรมีการลดหนี้ พักดอกเบี้ย หรือพักหนี้ ธกส. ให้เกษตรกร แต่ขอให้เกิดการเปลี่ยนพืช พักดิน หรือปลูกไม้ยืนต้น 


3) “ชิม” จะเปิดตลาดใหม่ให้ได้ผล ต้องให้ตลาดนั้นๆ ได้มีโอกาสชิมผลไม้ไทย เพราะเรามีจุดเด่นอยู่ที่รสชาติและความหลากหลาย การรักษาความหลากหลายจะรักษาความยั่งยืนให้กับตลาดสินค้าเกษตรไทย ไม่ผูกติดกับตลาดส่งออกเพียงตลาดเดียว จนเกิดภาวะที่จีนกลายเป็น “ผู้ซื้อรายเดียว” ที่กำหนดราคาและประเภทผลไม้ของไทยได้ สุดท้ายเกษตรกรไทยก็หมดอำนาจต่อรองและหมดความหลากหลายทางสายพันธุ์


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่าการขยายตลาดต้องทำให้คนรู้จักรสชาติของสินค้าก่อน อย่างเช่น ชาติตะวันตกไม่มีใครรู้จักส้มโอไทย โดยเฉพาะส้มโอขาวน้ำผึ้งที่อร่อยมากแต่คนแทบไม่รู้จัก เพราะไม่เคยมีโอกาสได้ชิมรสชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องของการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาด niche ด้วย เช่น โคนมที่กำลังมีปัญหา ถ้าผลักดันไปสู่การทำโยเกิร์ตและไอศกรีมให้ได้ ก็ยังมีตลาดใหม่รองรับอยู่ เหมือนที่กาแฟไทยเริ่มได้รับความนิยมในตลาดโลก ความคราฟต์กับความโฮมเมดคือหัวใจในการแย่งตลาดมูลค่าสูง


วีระยุทธปิดท้ายว่า ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาราคายสินค้าเกษตรตกต่ำ ให้เริ่มจากความกล้าชน สู้กับผู้ผลิตปุ๋ยและล้งต่างชาติ ต่อด้วยการชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว พร้อมกับหาทางให้ตลาดต่างชาติได้มีโอกาสชิมผลไม้ไทย อย่าจำกัดอยู่ที่การขายสินค้าตัวเดิมๆ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

พริษฐ์-เลาฟั้ง ปชน. ประสานเสียงกับพรรคร่วมฝ้ายค้าน ย้ำสภาต้องตั้ง กมธ.วิสามัญแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตร ชี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตรงจุด และคาบเกี่ยวหลายกระทรวง-หลาย กมธ. | ท้ายสุด สภามีมติตีตกข้อเสนอฝ่ายค้าน โดยให้ส่งเรื่องเข้า กมธ. พาณิชย์ แทน

 


พริษฐ์-เลาฟั้ง ปชน. ประสานเสียงกับพรรคร่วมฝ้ายค้าน ย้ำสภาต้องตั้ง กมธ.วิสามัญแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตร ชี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตรงจุด และคาบเกี่ยวหลายกระทรวง-หลาย กมธ. | ท้ายสุด สภามีมติตีตกข้อเสนอฝ่ายค้าน โดยให้ส่งเรื่องเข้า กมธ. พาณิชย์ แทน 


วันที่ 29 เมษายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ และ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พร้อมกับตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ได้ร่วมแถลงต่อสื่อมวลชนที่อาคารรัฐสภา ในเรื่องญัตติการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร


โดยพริษฐ์กล่าวว่า สภาได้เริ่มอภิปรายในญัตติดังกล่าวตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีผู้อภิปรายจำนวนมากประมาณ 60 คน เนื่องจากเป็นประเด็นที่พี่น้องประชาชนเห็นถึงความสำคัญ วันนี้พวกตนในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอยืนยันมติของวิปฝ่ายค้าน ว่าสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีมติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในเรื่องดังกล่าว มากกว่าเพียงแค่ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่ง โดยตนคิดว่ามีสามเหตุผลสำคัญคือ 


ประการแรก ปัญหาเรื่องพืชผลการเกษตรเป็นปัญหาที่เร่งด่วน เนื่องจากทั้งราคาที่ตกต่ำลงในพืชผลหลายประเภท เช่น ข้าว มะม่วง มะพร้าว รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เช่น ปุ๋ย ค่าขนส่ง


ประการที่สอง พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในเรื่องพืชผลทางการเกษตรนั้นยังไม่ตรงจุด อย่างตัวอย่างล่าสุดในสองวันที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นถึงบทบาทของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับเรื่องการไลฟ์ขายทุเรียนพาณิชย์ที่ก่อให้เกิดความสับสนในตลาด จากการที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ไปปรากฏในคลิปประชาสัมพันธ์ที่เสมือนจะเป็นการสัญญาณว่าจะมีการขายทุเรียนเกรดพรีเมียมลูกละ 100 บาท 1 ล้านลูก แม้ในท้ายสุดแล้ว ไลฟ์สดเมื่อวานไม่ได้มีการขายทุเรียนเกรดพรีเมียมลูกละ 100 บาท 1 ล้านลูก แต่บทบาทและการชี้แจงที่กลับไปกลับมาของกระทรวงพาณิชย์ก่อนหน้านั้น ได้สร้างความกังวลใจเพิ่มเติมให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยไม่จำเป็น ยังไม่นับว่ามาตรการของกระทรวงพาณิชย์สำหรับราคาพืชผลประเภทอื่นก็มีความล่าช้าและไม่ทันการณ์ จนทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงกระทรวงพาณิชย์ในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา


ส่วนเหตุผลสุดท้าย ตนก็ต้องย้ำว่า จำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ มากกว่าการส่งไปที่กรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่ง เพราะเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับกรรมาธิการสามัญหลายคณะ ก่อนที่จะมีการแก้ข้อบังคับในสภาชุดที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็เคยมีคณะกรรมาธิการสามัญที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นการเฉพาะด้วยซ้ำ ยังไม่นับว่ารัฐบาลเองก็วางแนวทางการบริหารราชการแบบหลายคลัสเตอร์ ซึ่งเป็นการตระหนักว่ามีหลายปัญหาที่คาบเกี่ยวหลายกระทรวง เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลเดียวกัน ตนจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ทันทีในห้วงเวลานี้ มากกว่าจะส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญ ที่จะต้องรออีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนจะตั้งและเริ่มทำงานได้


ทางด้านเลาฟั้งกล่าวว่า ตนในฐานะผู้เสนอญัตติ มีสามประเด็นที่จะเน้นย้ำ ประเด็นแรก เกษตรกรตอนนี้กำลังเดือดร้อนจริง ๆ โดยในชนบทนั้นเดือดร้อนจริง ๆ โดยความเดือดร้อนนั้นอยู่ในสินค้าเกษตรทุกประเภท คนที่เดือดร้อน เสียหายไปแล้ว เจ๊งไปแล้ว มีจำนวนมากมาย และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ใกล้จะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าราคาสินค้าเกษตรจะดีขึ้น จึงมีความน่าเป็นห่วง


ประเด็นที่สอง ตนขอย้ำว่าปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตร ณ ขณะนี้ เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง อย่างน้อยที่สุดคือ 7 กระทรวง ประกอบด้วย ด้านราคา ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ เรื่องของการแปรรูปก็เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องของปุ๋ย ยา การรับรองมาตรฐาน ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของน้ำมันและการขนส่ง เป็นเรื่องของกระทรวงพลังงาน เรื่องของการปราบปรามนอมินี ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมาก รัฐบาลมีท่าทีขึงขังว่าจะทำ แต่สุดท้ายก็ไม่ทำสักเรื่อง ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่รับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกัน และสุดท้ายคือมาตรการการช่วยเหลือ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง จึงเห็นได้ว่าอย่างน้อยที่สุด 7 กระทรวงนี้มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นจะต้องตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ไม่สามารถส่งเรื่องให้กรรมาธิการชุดใดชุดหนึ่งได้


และประเด็นสุดท้าย คือการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา จะเป็นการดึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายสภา ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน ภาควิชาการ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการหาทางแก้ไขปัญหา ขอย้ำว่าเป็นการแก้ไขปัญหาของคนที่เจ๊งไปแล้ว จะทำอย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ได้ และมีต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป และต้องเร่งหาทางรับมือกับผลผลิตที่กำลังจะออกในฤดูกาลหน้า ที่จะออกเร็ว ๆ นี้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าราคาจะดีขึ้น ซึ่งตนก็อยากให้มีความชัดเจนในวันนี้ และหากยังไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ก็เสี่ยงจะกลายเป็นยืดการแก้ไขปัญหาของประชาชนออกไปอีก


หลังจากการแถลงข่าว สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติ 271 ต่อ 181 เสียง ไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร โดยให้เป็นการส่งไปที่คณะกรรมาธิการสามัญด้านการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาแทน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

'5 พรรคการเมือง' รับข้อเสนอ 'อ.ปริญญา' แก้กฎหมายยกเลิกขังคุกแทนค่าปรับ ดันบริการสังคมแทน - แก้กฎหมายเลือกตั้ง ใส่ชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรคในบัตรเขต

 


'5 พรรคการเมือง' รับข้อเสนอ 'อ.ปริญญา' แก้กฎหมายยกเลิกขังคุกแทนค่าปรับ ดันบริการสังคมแทน - แก้กฎหมายเลือกตั้ง ใส่ชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรคในบัตรเขต


วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 11.15 น. ที่รัฐสภา ตัวแทน 5 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายกรวีร์ ปริศนานันกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายจตุรนต์ฉายแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.พรรคกล้าธรรม และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รับหนังสือจากนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรื่องขอเสนอแก้ไขกฎหมายยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับและการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.


โดยนายปริญญา กล่าวว่า ตนเป็นตัวเป็นตัวแทนของนักศึกษาและคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มายื่นหนังสือถึง 5 พรรคการเมือง 2 เรื่อง ซึ่งเรื่องแรก เป็นกรณีผู้กระทำผิดที่ถูกลงโทษเพียงค่าปรับ แต่ไม่มีเงินจ่าย ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แม้จะมีการให้บริการสังคมได้ ในทางปฏิบัติมีการบริการสังคมน้อยมากไม่ถึง 10% จึงได้หารือกับ 5 พรรคการเมืองและเห็นตรงกันในหลักการที่คนจนซึ่งไม่มีเงินจ่ายค่าปรับต้องมาติดคุก เป็นปัญหาใหญ่ที่ควรแก้ไข ควรให้โอกาสในการทำงานบริการสังคมแทน พร้อมให้โอกาสฟื้นฟูเยียวยาเพื่อไม่ให้เขากระทำผิดซ้ำ โดย 5 พรรคการเมือง เห็นตรงกันว่าเรื่องนี้ควรมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา29 ที่กำหนดว่าใครที่ไม่มีเงินจ่ายค่าบัตร ต้องถูกจำคุกแทนค่าปรับ เป็นให้บริการสังคมแทน ส่วนรายละเอียดและวิธีการที่เหมาะสมจะมีการหารือร่วมกันกับ 5 พรรคการเมืองต่อไป


นายปริญญา ยังกล่าวว่า ประเด็นที่สองจากปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา เกิดความไม่สะดวกและมีข้อสงสัย และข้อกังวลใจหลายประการ จึงอยากให้ 5 พรรค การเมืองพิจารณาแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ใน 4 เรื่อง คือ ความสะดวกของประชาชน หลักความโปร่งใส ในการนับคะแนนลงคะแนน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการช่วยตรวจสอบการเลือกตั้ง รวมถึงการประกาศผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและผลคะแนนรายเขต


นายปริญญา กล่าวว่า จากการหารือมีเรื่องที่ 5 พรรคการเมือง เห็นต้องกันในหลักการ ให้มีการแก้ไข คือ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบัน กกต. ได้จัดทำบัตรที่มีแต่หมายเลขของผู้สมัครเพียงอย่างเดียว ไม่มีชื่อผู้สมัครไม่มีชื่อพรรคการเมืองที่สังกัด โดยที่ 400 เขตเบอร์ของผู้สมัครในพรรคการเมืองเดียวกันก็แตกต่างกันไปแต่ละเขต ทำให้เกิดปัญหาความสับสนของประชาชน ไม่สะดวก ต้องจดจำหมายเลข รวมถึงเกิดปัญหาเป็นช่องทางให้มีการใช้บัตรข้ามเขตเลือกตั้ง ซึ่งกระทบต่อหลักสุจริตเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง


“5 พรรค การเมืองเห็นพ้องต้องกันว่าในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตควรมีชื่อผู้สมัครและชื่อพรรคการเมืองที่สังกัดด้วย ส่วนในประเด็นอื่นทั้งเรื่องหลักการความโปร่งใสและและการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเรื่องที่จะพิจารณากันต่อไป ขณะที่เรื่องก่อเวลาขณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์เสนอว่าเลือกตั้งเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงควรจะประกาศจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็มีการประกาศในวันรุ่งขึ้น ส่วนภายใน 48 ชั่วโมงควรประกาศผลคะแนนรายหน่วยได้ เพราะเมื่อย้อนไปในสมัยที่กระทรวงมหาดไทยการเลือกตั้งก็สามารถทำได้”นายปริญญา ระบุ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์





เปิดตัว ครม.เงา พรรคประชาชน ตีแผ่นโยบายรัฐบาล พร้อมเสนอทางเลือกที่ดีกว่า คืนความหวังให้คนไทย จี้ 4 วาระเร่งด่วน ช่วยเหลือตกหล่น - แก้ค่าไฟฉาบฉวย - อย่างทิ้งอากาศสะอาด - หวั่นแลนด์บริดจ์มหากาพย์ซ้ำรอยสามสนามบิน

 


เปิดตัว ครม.เงา พรรคประชาชน ตีแผ่นโยบายรัฐบาล พร้อมเสนอทางเลือกที่ดีกว่า คืนความหวังให้คนไทย จี้ 4 วาระเร่งด่วน ช่วยเหลือตกหล่น - แก้ค่าไฟฉาบฉวย - อย่างทิ้งอากาศสะอาด - หวั่นแลนด์บริดจ์มหากาพย์ซ้ำรอยสามสนามบิน


วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงเปิดตัว “ครม. เงา” พร้อมเสนอ 4 วาระเร่งด่วนที่กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือที่ตกหล่น การแก้ค่าไฟแพงแบบฉาบฉวย ผลประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ล่าสุด และการทิ้ง พ.ร.บ. อากาศสะอาดของรัฐบาล


โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวว่า การทำงานแบบรัฐบาลเงา หรือ Shadow Cabinet เกิดขึ้นมาเป็นร้อยปีแล้ว เริ่มในประเทศต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอย่างอังกฤษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การทำงานตรวจสอบรัฐบาลเป็นไปอย่างเข้มข้นและชัดเจน


ในสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน เราเห็นว่าตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อต้นปี 69 ผ่านไป ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ - การเมือง - นิติรัฐ - นิติธรรม ของไทยจะถดถอยเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุด ที่กำลังเหือดหายไปจากสังคมไทยก็คือ “ความหวัง” คนจำนวนมากเริ่มลดความคาดหวังของตัวเองต่อการเมือง ต่อรัฐบาล และต่อประเทศไทย


ณัฐพงษ์ย้ำว่า นี่คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนตัดสินใจตั้งกลไก “ครม. เงา” ขึ้น เพราะอยากนำเสนอ “ทางเลือกที่ดีกว่า” เพื่อให้สังคมไทยยืนหยัดไม่หมดหวัง และอยากให้คนไทยทุกคนเชื่อว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้


การประชุม ครม. เงา แต่ละสัปดาห์จะเป็นเวทีตรวจสอบ นำการตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินมาเปิดเผยให้สังคมเห็นว่าเกิดผลดีผลเสียต่อกลุ่มใดบ้าง พร้อมเสนอทางเลือกที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง


โดย ทีม ครม.เงา ของพรรคประชาชนแบ่งการบริหารงานตามภารกิจออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจใหม่ นำโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, ด้านคุณภาพชีวิตใหม่ นำโดย เดชรัต สุขกำเนิด, ด้านความมั่นคงใหม่ นำโดย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, และด้านการปฏิรูปรัฐ นำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล


ในการแถลงเปิดตัววันนี้ ทีม ครม.เงา เสนอ “4 วาระเร่งด่วน” ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทันที และเป็นวาระที่พรรคประชาชนจะจับตาเป็นพิเศษในเวลา 1 เดือนต่อจากนี้


1. มาตรการช่วยเหลือ: มาตรการไทยช่วยไทยพลัสและการเยียวยาประชาชน ต้องไม่ตกหล่น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการขนส่ง


2. ค่าไฟ: รัฐบาลต้องไม่แก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉวบฉวย ด้วยการโยนภาระให้ประชาชน ต้องเดินหน้าเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย ทลายเพดานโควตาซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน


3. แลนด์บริดจ์: รัฐบาลต้องประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ ทบทวนการออก พ.ร.บ. SEC ตั้งต้นด้วยเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตภาคใต้


4. ลมหายใจ: รัฐบาลต้องหยิบกฎหมายปกป้องลมหายใจคนไทย 2 ฉบับสำคัญที่ค้างสภาอยู่ คือ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ ร่าง พ.ร.บ. การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษและการถ่ายโอนสารมลพิษ (พ.ร.บ. PRTR) กลับมาเดินหน้าต่อภายในวันที่ 12 พฤษภาคม


ในส่วนของ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน อธิบายต่อในส่วนของมาตรการช่วยเหลือประชาชน และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่า


1) มาตรการที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันไม่เพียงล่าช้า แต่ยังน้อย ไม่ได้สัดส่วน และยังตกหล่นอยู่มาก โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งที่เมื่อคำนวณออกมาแล้วมีการอุดหนุนน้ำมันตกเพียงแค่ลิตรละ 2 บาท ทั้งยังมีปัญหาเรื่องการลงทะเบียนที่ยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงมีรถสาธารณะบางประเภทที่ตกหล่นไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนเกษตรกรและชาวประมงที่ยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ตรงจุด


ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะออกมาได้แก่ มาตรการคนละครึ่ง แบบ 60/40 และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจากเดิมเคยเติมเดือนละ 100 บาท เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างได้สัดส่วนมากขึ้น แต่ในส่วนของคนละครึ่งเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อนไม่ใช่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า


ศิริกัญญาเสนอว่ามาตรการสำคัญที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดมากกว่านี้คือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจปรับลดลดลงลงมา 1-2 บาท ก็น่าจะช่วยเหลือประชาชนในภาพกว้างได้แล้ว และหลายประเทศทั่วโลกใช้มาตรการนี้ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในยามวิกฤติเช่นนี้


ส่วนในเรื่องของเม็ดเงินที่ต้องใช้ การเยียวยาแบบสุ่มเช่นนี้ต้องใช้เม็ดเงินสูงถึง 136,000 ล้านบาท บนหน้าตักที่มีอยู่ตอนนี้ เฉพาะงบกลางเงินสำรองเหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ถึงจะใช้เงินสำรองฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาท ก็คงจะทำโครงการนี้ได้เพียงเดือนเดียว ดังนั้น ไม่เกินเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม น่าจะมีการกู้เงินแน่นอน เพราะแหล่งเงินอื่นน่าจะยังมาไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.โอนงบฯ ซึ่งน่าจะต้องใช้ระยะเวลาถึงปลายเดือนกรกฎาคม รวมถึง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กว่าจะใช้ได้ก็เดือนตุลาคมเลย


ศิริกัญญาได้ให้ข้อเสนอว่า มาตรการความช่วยเหลือที่จะมีประสิทธิภาพมากกว่าอาจจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิต การขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ยังตกหล่น เช่น เกษตรกรและชาวประมง รวมถึงภาคขนส่งที่ยังไม่ได้สัดส่วน ความช่วยเหลือนี้จะช่วยไม่ให้ราคาสินค้าและต้นทุนเพิ่มสูงเร็วเกินไป จนกลายเป็นภาระกับผู้บริโภคที่ต้องจ่ายราคาสินค้าแพงขึ้น ขณะนี้รัฐบาลมีแหล่งเงินพร้อมที่จะออกมาตรการเยียวยาแล้ว และจะจับตาดูการออก พ.ร.ก. กู้เงินของรัฐบาลต่อไป


2) กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกมายืนยันเดินหน้าต่อ ประกอบกับรายงานศึกษาความเป็นไปได้ฉบับสมบูรณ์ ที่ สนข. จัดทำออกมาพอดี มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ในเล่มมีการประเมินความคุ้มค่าของโครงการเอาไว้ในสองจุด จุดแรกเป็นการประเมินความคุ้มค่าของทั้งโครงการ ทั้งในส่วนที่เอกชนต้องลงทุนและรัฐต้องลงทุนเอง อัตราผลตอบแทนทางการเงินอยู่ที่ 8% ซึ่งค่อนข้างรับได้ ในส่วนของมูลค่าปัจจุบันสุทธิก็เป็นบวกอยู่ แต่เมื่อมาดูในจุดที่มีการประเมินความคุ้มค่าสำหรับเอกชนที่จะมาลงทุน พบว่าผลตอบแทนตกลงมาเหลืออยู่ที่ไม่ถึง 5% รวมไปถึงมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ เป็นกรณีเลวร้ายที่สุดที่ไม่น่าจะมีเอกชนรายใดเข้ามาลงทุน เพราะจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงการนี้ทั้งหมด 100%


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าโครงการนี้ไม่น่าจูงใจให้มีเอกชนรายใดเข้ามาลงทุน จนทำให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนการร่วมลงทุนแบบ PPP โดยที่รัฐต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนยันว่าจะเปิดประมูลให้มาลงทุน 100% ก็น่ากังวลว่าจะซ้ำรอยโครงการสัมปทานก่อนหน้านี้ คือการประมูลไปก่อนแล้วแก้สัญญาทีหลัง แบบที่เกิดขึ้นในโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะไม่เป็นธรรมต่อผู้เข้าร่วมประมูลในรอบแรก รวมถึงอาจทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนในภายหลังด้วย และยังเน้นย้ำว่า ความไม่คุ้มค่านี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบด้านอื่น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว รวมถึงประมง


3) ในส่วนของค่าไฟฟ้า วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่ารัฐบาลจะต้องไม่แก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉาบฉวยและโยนภาระกลับมาให้ประชาชนแบบที่เป็นอยู่ แต่จะต้องกล้าเดินหน้าเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย พร้อมทลายโควตาการซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชนที่จำกัดจำเขี่ย ที่สำคัญทิศทางที่มีการสื่อสารออกมาจากรัฐบาลเมื่อวานนี้มีความสับสนมาก ยังไม่มีความชัดเจนด้วยซ้ำว่าจะเอาอย่างไร โดยเฉพาะต่อผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ซึ่งน่าจะต้องมีการตัดสินใจในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)


แต่ที่สำคัญคือตนไม่อยากให้คณะรัฐมนตรีมองว่าคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยเป็นคนที่ใช้ไฟสิ้นเปลือง เพราะคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยในครอบครัวไทยมีหลายแบบ หลายครอบครัวมีสมาชิกจำนวนมาก การใช้ไฟมากไม่ได้แปลว่าใช้ไฟฟุ่มเฟือย แต่เป็นความจำเป็นจริงๆ และยังมีกลุ่มเอสเอ็มอีที่ใช้บ้านเป็นที่ประกอบกิจการ การไปเพิ่มต้นทุนผลักภาระประชาชนมาช่วยประชาชนกันเองจะยิ่งเพิ่มภาระให้เอสเอ็มอีกลุ่มนี้ ที่ปัจจุบันก็กำลังประสบปัญหากำลังซื้อถดถอยและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่ารัฐบาลต้องตั้งต้นให้ถูก อย่าเอาประชาชนมาดูแลกันเอง รัฐบาลต้องกล้าเดินหน้าลดค่าไฟ โดยเฉพาะการเจรจาต้นทุนที่เกิดจากค่าพร้อมจ่าย ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญและมีหลักการจริงๆ ต้องเดินหน้าเจรจาลดสัมปทานระยะยาวที่ทำให้ค่าพร้อมจ่ายแพง จึงจะเป็นการยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง


ส่วนเรื่องการติดโซลาร์เซลล์ บ้านเรือนหรือบริษัทที่มีกำลังทรัพย์ต่างก็ติดกันหมดแล้ว ที่เหลือหากจะต้องติดใหม่ต้นทุนอาจจะเป็นหลักแสนบาท การให้ซอฟต์โลนอย่างเดียวไม่เพียงพอในการจูงใจ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและใช้โซลาร์เซลล์มากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงด้วย โดยเฉพาะบ้านจำนวนมากที่มีบิลค่าไฟอยู่แล้ว ควรทำออนบิลไฟแนนซ์ซิ่ง ให้สามารถซื้อและติดโซลาร์เซลล์จากการไฟฟ้าฯ แล้วผ่อนบิลค่าไฟได้ การติดโซลาร์เซลล์แล้วทำให้จ่ายค่าไฟน้อยลงได้ จะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือไปผ่อนจ่ายการติดโซลาร์เซลล์ได้


4) ในด้านปัญหาฝุ่น pm 2.5 เดชรัต สุขกำเนิด ระบุว่าเปรียบเทียบในระยะ 5 ปี ปีนี้เป็นปีที่ pm 2.5 มีความรุนแรงมากที่สุด และมีหลายพื้นที่ที่อยู่ในระดับสีแดงบนค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกือบทั้งเดือน สะท้อนว่าความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา


ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่มีการผลักดันมายาวนาน ทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆ ก็คือการมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.PRTR ที่จะมาจัดการปัญหาฝุ่น pm 2.5 และบังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมลพิษและสารเคมี ซึ่งมีการร่วมผลักดันกันจนในสภาชุดที่แล้ว พ.ร.บ.อากาศสะอาดได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปอยู่ในชั้นวุฒิสภาแล้ว ส่วน พ.ร.บ. PRTR ก็มีการผ่านชั้นกรรมาธิการและรอกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 หรือในอีกราวสองสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งครม.เงาพรรคประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ที่ทำให้กฎหมายที่ภาคประชาชนผลักดัน คนทั้งสังคมรอคอย และพรรคการเมืองช่วยกันจนผ่านมาถึงจุดนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากมีแรงกดดันที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน พรรคประชาชนจะต่อสู้เรียกร้องให้เดินหน้าต่อให้ทันในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ให้ได้ เพื่อรับมือกับการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นในอนาคต


แน่นอนว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้อากาศดีขึ้นและคืนลมหายใจให้กับคนไทยได้ แต่สิ่งที่ให้อำนาจกับรัฐในการจัดการเรื่องนี้ได้ดีขึ้นในอนาคตก็คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาดและ พ.ร.บ.PRTR ซึ่งพรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจเรื่องนี้ให้ทันเวลา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา











นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท เปิดราคารับซื้อโซลาร์ภาคประชาชน

 


นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท เปิดราคารับซื้อโซลาร์ภาคประชาชน


วันนี้ (29 เมษายน 2569) เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 175) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมพิจารณา 2 เรื่องหลัก และมีมติ ดังนี้


การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย

1. เห็นชอบปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive rate) สำหรับ 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ภายใน มิ.ย. 69 และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป เป็นอัตราส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

2. มอบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณานำเงินผลประหยัดจากมูลค่าการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซ (Bypass Gas) จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft ในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 69 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย/เดือน

3. ให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทางติดตั้ง Solar Rooftop ให้กับบ้านอยู่อาศัย และนำเสนอผลการศึกษาต่อ กพช. โดยเร็ว


ส่งเสริม Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน

1. เห็นชอบรูปแบบ Net Billing เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินปริมาณ 500 MW ปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์/มิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า ราคารับซื้อ 2.20 บาท/หน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

2. มอบ กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางส่งเสริม Solar Rooftop ภายใน มิ.ย. 2569 รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) และอุปกรณ์รองรับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ค่าไฟฟ้า