วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘พริษฐ์’ ซัดงบเมกะโปรเจกต์แพลตฟอร์มการศึกษา 26,000 ล้านไร้ทิศทาง ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียวกินรวบกวาดเกือบทุกงาน จี้ รมว.ศึกษา อว. รื้อย้อนหลังทั้งระบบ

 


‘พริษฐ์’ ซัดงบเมกะโปรเจกต์แพลตฟอร์มการศึกษา 26,000 ล้านไร้ทิศทาง ส่อฮั้วจัดซื้อเอื้อทุนเครือข่ายเดียวกินรวบกวาดเกือบทุกงาน จี้ รมว.ศึกษา อว. รื้อย้อนหลังทั้งระบบ


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายถึงงบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ (อว.) เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ


พริษฐ์ระบุว่า สมัยก่อนเวลาพูดถึงโครงการรัฐที่ใช้งบประมาณเยอะ คนมักนึกถึงโครงการก่อสร้างตึก อาคาร ทางด่วน เขื่อน แต่ว่าสมัยนี้โครงการรัฐที่ใช้งบประมาณเยอะได้จะรวมไปถึงโครงการในโลกดิจิทัล ที่อาจจะมองด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้นแล้ว


ตัวอย่างที่พริษฐ์ยกมาอภิปรายในวันนี้คือ อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้หลักหมื่นล้านบาท ซึ่งถูกผลักดันตั้งแต่สมัยที่พรรคภูมิใจไทยบริหารกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง อว. ประกอบไปด้วยโครงการขนาดใหญ่อย่างน้อย 4 โครงการที่ยังปรากฏอยู่ในร่างงบประมาณปี 2570 คือ


1. โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา งบประมาณราว 17,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนสำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยม รวมถึงงบประมาณในการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน ม.ปลาย 500,000 คนขึ้นไป 


2. โครงการแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นการสร้างอีกแพลตฟอร์มหนึ่งให้กับนักเรียนในระดับประถมและมัธยม ใช้งบประมาณราว 3,000 ล้านบาท เน้นเรื่องของการแนะแนวและสะสมหน่วยกิต


3. โครงการ Skill/Credit Portfolio ในส่วนของกระทรวง อว. สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาอย่างน้อย 1.6 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท


4. โครงการระบบคลังหน่วยกิตกลาง ของกระทรวง อว. ใช้งบประมาณรวมกันกว่า 300 ล้านบาท พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันการศึกษาหรือระหว่างระบบการศึกษา


หากนับเฉพาะ 4 โครงการนี้ ใช้งบประมาณรวมกันถึงกว่า 26,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ 10 ตึก เทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน 5 กระทรวงรวมกัน แม้เป้าหมายของโครงการดังกล่าวจะดี แต่หากต้องการประเมินว่าเมกะโปรเจกต์นี้จะลงเอยอย่างไร จะคุ้มค่ากับภาษีของประชาชนหรือไม่


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ทำได้คือการดูผลตอบรับเบื้องต้นต่อบางส่วนของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ที่ชัดที่สุดคือการพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา ซึ่งมีการลงทุนไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท ใช้เวลาพัฒนามาแล้วกว่า 20 เดือน และตอนนี้กำลังถูกใช้งานในโรงเรียนนำร่องกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เสียงสะท้อนจากครูในโรงเรียนนำร่องเหล่านั้นกำลังส่งสัญญาณว่าสิ่งที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไป


สื่อการเรียนการสอนควรจะมีคลิปอยู่หลักพันคลิป แต่ครูหลายคนสะท้อนว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวไม่มีสื่อการเรียนการสอนที่ครบในหัวข้อที่ต้องการจะใช้ในห้องเรียน ฟีเจอร์ต่างๆ ของระบบก็ไม่ได้ออกแบบด้วยความเข้าใจในกระบวนการทำงานของครู เมื่อครูต้องการออกแบบโครงสร้างวิชาให้มีความยืดหยุ่น ระบบกลับไม่เปิดให้กรอกข้อมูลลักษณะดังกล่าวได้ ยิ่งกว่านั้น ระบบในการช่วยเหลือสนับสนุนก็มีความล่าช้า โรงเรียนจะแก้ไขข้อมูลเองก็ทำไม่ได้ กว่าจะรอส่วนกลางแก้ไขบางครั้งก็รอเป็นเดือน จะอบรมแต่ละครั้งก็ไม่มีใครไปทันเพราะการส่งหนังสือให้ครูทำแค่ 3 วันก่อนวันอบรมเท่านั้น


“ผมเข้าใจดีครับว่าปัญหาดังกล่าวนี้ มันไม่ได้สายเกินกว่าจะแก้ไข แต่ผมคิดว่าก่อนที่รัฐบาลจะมาขอให้สภาอนุมัติงบหลักพันล้าน หลักหมื่นล้าน เพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ต่อ รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าเหตุใดการดำเนินการที่ผ่านมาของเมกะโปรเจกต์นี้ ถึงได้มีความตะกุกตะกักขนาดนี้ และรัฐบาลจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เมกะโปรเจกต์นี้ล้มเหลวในอนาคต”


พริษฐ์กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่สังเกตเห็นได้คือ ความไม่ชัดเจนในทิศทางของนโยบาย รัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่ได้ออกมาฉายภาพให้เห็นว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ หลายครั้งที่ออกมาแสดงความเห็นก็เป็นไปด้วยอาการที่กลับไปกลับมาในหลายเรื่อง


“ยกตัวอย่างเรื่องแรกครับ เรื่องแท็บเล็ตครับ ย้อนไปตอนก่อนเลือกตั้งครับ เราเห็นตัวแทนจากพรรคเดียวกับท่านรัฐมนตรีครับ พูดบนเวทีดีเบตว่า ควรจะเอางบแจกแท็บเล็ตมากระจายให้กับโรงเรียน ครู และก็นักเรียนที่มีความต้องการจริง ๆ มากกว่า แต่มาถึงวันนี้ครับ รัฐมนตรีจากพรรคเดียวกันกลับเดินหน้าในการแจกแท็บเล็ตใช้งบเป็นหลักหมื่นล้าน โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ”


สัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีออกมาแถลงข่าวว่าจะมีการทบทวนโครงการ Skill/Credit Portfolio ของ สพฐ. ด้วยเหตุทั้งเรื่องของความคุ้มค่าและความโปร่งใส แต่ทบทวนกันแบบใดผ่านมาอีกสัปดาห์หนึ่ง ในงบประมาณปี 2570 กลับมีการเพิ่มงบประมาณให้กับโครงการดังกล่าวอีกเท่าตัว จากกว่า 1,600 ล้านบาทเป็นกว่า 3,100 ล้านบาท


หรือกระทั่งปัญหาเด็กติดจอซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก เมื่อปลายเดือนที่แล้วรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ว่าต้องการกำกับแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนและเวลาที่เด็กใช้ไปกับหน้าจอ โดยเฉพาะการเสพคลิปสั้นที่อาจส่งผลต่อสมาธิของเด็ก แต่ย้อนไปแค่ 5 วันก่อนการสัมภาษณ์ครั้งนั้น รัฐมนตรีกลับประกาศว่าจะเดินหน้าจับมือกับ TikTok เพื่อผลิตคลิปสั้น 2 นาทีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ไม่ว่านโยบายจะมีความสับสน กลับไปกลับมา และไร้ทิศทางขนาดไหน ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเมกะโปรเจกต์นี้อาจจะไม่ใช่เรื่องความไม่ชัดเจนของนโยบาย แต่คือความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง จนทำให้เกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ เพราะเมื่อไปดู TOR ของโครงการที่เป็นองค์ประกอบของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ แทบทุกฉบับมีข้อพิรุธให้ชวนสงสัยทั้งสิ้น


เช่น โครงการ NDLP ภายใต้ร่มธงของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา จะเห็นว่า TOR ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม NDLP นั้นมีอาการลับๆ ล่อๆ โดยโครงการดังกล่าวมีการแบ่งออกเป็นสองเฟส รวม 4 สัญญา ในแต่ละเฟสจะมี 1 สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม และอีก 1 สัญญาเกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเหตุใดทั้งสองสัญญาในเฟสหนึ่งของโครงการ กลับมีการตั้งชื่อและจัดหมวดหมู่ว่าเป็นโครงการจ้างที่ปรึกษา ทั้งที่เนื้องานในเฟสหนึ่งและเฟสสองแทบจะไม่แตกต่างกัน คือเป็นการผลิตของ พัฒนาแพลตฟอร์ม และการผลิตสื่อ


“หากเราเจาะลึกลงไปใน TOR ของโครงการในเฟสหนึ่ง เราจะพบว่ามีการระบุให้มีการจ้างที่ปรึกษารวมกัน 475 คน ซึ่งดูจากจำนวน ดูจากประเภทตำแหน่งงานแล้ว ก็ฟันธงได้ว่าไม่ได้เป็นคนที่มาให้คำปรึกษาอย่างเดียว แต่คือทีมที่ถูกจ้างมาพัฒนาแพลตฟอร์ม และทีมที่ถูกจ้างมาผลิตสื่อ”


แต่เมื่อโครงการในเฟสหนึ่งถูกยัดเยียดให้เป็นการจ้างที่ปรึกษา การแข่งขันก็ลดลงทันที เพราะคนที่สามารถร่วมประกวดราคาในโครงการดังกล่าวได้ ถูกบีบให้เหลือเฉพาะที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังเท่านั้น


ขณะที่โครงการ Skill/Credit Portfolio ของกระทรวง อว. ก็มีข้อพิรุธที่เห็นได้ใน TOR เดิม ที่รัฐมนตรีได้สั่งรื้อไปเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ว่าจะเป็นการมัดรวมสัญญาหรือการผูกขาดการจ้างผลิตสื่อ ที่เสี่ยงจะเป็นการกีดกันการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดรายละเอียดเกณฑ์การคัดเลือกและงวดงานที่ดูเหมือนว่าผู้เข้าร่วมประมูลได้จะต้องเป็นคนที่รู้ข้อสอบมาล่วงหน้า หรือรายละเอียดของสัญญาที่กำหนดให้รัฐต้องเช่าแพลตฟอร์มจากเอกชน แทนที่จะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเอง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า โครงการเครดิตแบงก์ของกระทรวง อว. ก็เช่นกัน ข้อพิรุธหลักของโครงการนี้หนีไม่พ้นเรื่องของเงื่อนไข ที่เป็นแบบเดียวกันกับที่อยู่ใน TOR ของโครงการ TH-AI Passport คือเงื่อนไขที่กำหนดว่าคู่สัญญาจะต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลอย่างน้อย 6,000 จอในร้านสะดวกซื้อ และอย่างน้อย 30 จอที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้มีเหตุผลรองรับน้อยกว่าการกำหนดเงื่อนไขนี้ในโครงการ TH-AI Passport ด้วยซ้ำ เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงมาก คือนักศึกษาที่มีความต้องการเฉพาะในการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถานศึกษาหรือระบบการศึกษา


“ใน TOR ที่ผมได้นำเสนอเมื่อสักครู่ อาจจะทำให้เราเริ่มมีข้อสงสัยมากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้”


พริษฐ์กล่าวว่า หากไปวิเคราะห์รายชื่อบริษัทที่มามีส่วนเกี่ยวข้องกับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ก็อาจพบคำตอบ หากนำองค์ประกอบของทั้ง 4 โครงการมาพิจารณา จะค้นพบว่ามีทั้งหมด 12 โครงการย่อยหรือ 12 สัญญาที่ต้องใช้การจัดซื้อจัดจ้าง โดยมี 10 โครงการย่อยที่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว อีก 2 โครงการย่อยยังไม่ได้มีการประกวดราคา


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อไปดูว่ามีบริษัทอะไรบ้างที่มีส่วนร่วมกับ 12 สัญญา จะเห็นว่ามีอยู่ทั้งสิ้น 23 บริษัท โดยบริษัท A ชนะการประกวดไปถึง 5 จาก 10 โครงการ ที่น่าสนใจคือแม้บริษัท A จะถูกก่อตั้งตั้งแต่ปี 2560 แต่ก็เป็นบริษัทที่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้พอดี หลังจากปี 2567 เป็นต้นมา บริษัทนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อ ทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียนถึง 25 เท่า จนมีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 40 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนปี 2567 ซึ่งสามารถอนุมานได้ว่ามาจากโครงการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าบริษัท A นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้เป็นการเฉพาะหรือไม่


และเมื่อเจาะลึกลงไปก็จะพบว่าบริษัท A เป็นการจับมือกันระหว่างเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท I และบริษัท J มีที่ทำการเป็นอาคารเดียวกันกับบริษัท J และเมื่อวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทอื่นที่ได้รับสัญญาใน 12 โครงการย่อยนี้ จะพบว่าไม่ได้มีแค่บริษัท A ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท I และ J แต่ยังมีบริษัท B และ G ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีบริษัท I เป็นผู้ถือหุ้นสำคัญใหญ่ในสองบริษัทดังกล่าว


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า โดยสรุปก็คือมีถึง 5 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัท I และบริษัท J หรือพูดได้ว่าอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลคือเครือข่ายและอาณาจักรนี้สามารถกินรวบทุกโครงการในเมกะโปรเจกต์นี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่อีก 2 โครงการที่ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง เครือข่ายนี้ก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินราคากลางด้วยเช่นกัน


แต่นอกจากผู้ชนะโครงการจะวนเวียนอยู่ในอาณาจักรเดียวกันแล้ว กระทั่งบริษัทที่มาเป็นคู่เทียบร่วมประเมินราคากลางก็วนเวียนอยู่ในบริษัทกลุ่มเดิมเช่นกัน เช่น บริษัท D ที่โด่งดังจากการทำตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติและยังไม่พบว่ามีประสบการณ์ในการทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ก็ยังเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ 4 โครงการในเมกะโปรเจกต์นี้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้นี้จึงเปรียบเสมือนมหกรรมรวมญาติ ระหว่างกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน เป็นญาติกันโดยเส้นเงิน บวกกับเพื่อนบ้านคนคุ้นเคยที่มาร่วมวงอยู่เป็นประจำ ทั้งหมดจึงกลับมาสู่คำถามที่ตนตั้งไว้ตอนต้นว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ ถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มทักษะและรายได้ให้ประชาชน หรือถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มโครงการรัฐและกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มกันแน่


“หากเป้าหมายที่แท้จริงคือการเพิ่มกำไรให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ก็ไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมถึงมีหลายโครงการที่มีความซับซ้อนกันในเมกะโปรเจกต์นี้ เพราะไม่ว่าโครงการ Skill/Credit Portfolio ของ สพฐ. จะไปซ้ำซ้อนกับ NDLP ที่ลงทุนไปแล้วหลักพันล้านบาทแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะว่ายิ่งเพิ่มโครงการ ยิ่งเพิ่มแพลตฟอร์มได้ ก็ยิ่งเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มมากขึ้นเท่านั้น” พริษฐ์กล่าว


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า หากรัฐบาลยืนยันต้องการให้สภาอนุมัติงบประมาณหลักหมื่นล้านบาทเพื่อเดินหน้าเมกะโปรเจกต์นี้ รัฐบาลต้องให้ความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ทั้งเรื่องทิศทางของนโยบาย และมาตรการในการรับประกันความโปร่งใสในการดำเนินการ สิ่งที่บุคคลในรัฐบาลหลายคนมักอ้างถึงโครงการ Skill Future ของสิงคโปร์ พริษฐ์เล่าถึงการเดินทางไปพบผู้บริหารโครงการ Skill Future ของสิงคโปร์ และได้รับข้อมูลว่า ตอนเริ่มโครงการดังกล่าวปัญหาหนึ่งที่เจอเยอะมากในช่วงแรกคือปัญหาการทุจริต อาจจะไม่ใช่เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นการทุจริตในรูปแบบการทำคอร์สเพื่อหวังยักยอกเอาเงินจากโครงการ ขนาดสิงคโปร์ที่มีคะแนนความโปร่งใสเป็นอันดับ 3 ของโลกยังกังวลใจและเผชิญกับปัญหาเรื่องการทุจริต แล้วประเทศไทยที่มีคะแนนความโปร่งใสอันดับ 110 กว่าของโลกต้องกังวลกับเรื่องการทุจริตแค่ไหน


แม้รัฐมนตรีคนใหม่ของทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. คงจะได้เห็นข้อพิรุธนี้เช่นกัน ถึงได้สั่งให้มีการทบทวน TOR บางส่วนไปแล้ว แต่ทำเท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่ทั้งสองรัฐมนตรีต้องทำคือการตรวจสอบโครงการนี้ย้อนหลังอย่างเข้มข้น และติดตามโครงการนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด แม้จะต้องขัดใจเพื่อนต่างพรรคในรัฐบาลก็ตาม เพื่อป้องกันให้เงินภาษีของประชาชนหลักหมื่นล้านบาทถูกขโมยไปช่วยคนรวยไม่กี่คน โดยเอาวาระเรื่องการยกระดับทักษะประชาชนมาบังหน้า


#UDDnews  #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #รัฐมนตรีกระทรวงศึกษา #อภิปรายงบ70 #พรบงบประมารณ2570 #งบ70

ทนายแจม โพส “กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข” จะสร้างสันติสุขได้อย่างไร หากเริ่มต้นจากการเลือกว่าจะให้อภัยใคร และไม่ให้อภัยใคร

 


ทนายแจม โพส “กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข” จะสร้างสันติสุขได้อย่างไร หากเริ่มต้นจากการเลือกว่าจะให้อภัยใคร และไม่ให้อภัยใคร 


ภายหลัง ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยคะแนนเสียง 103 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง โดยคงหลักการเดิมไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี แม้ผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ต้องหา/จำเลย จะเป็นเยาวชนก็ตาม


ต่อมา น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม สส.กทม. พรรคประชาชน โพสข้อความระบุว่า วันนี้ (30 มิถุนายน 69) วุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่มีการแก้ไขสาระสำคัญหลายประการ ทั้งการเพิ่มข้อยกเว้นไม่ให้เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ได้รับมาตรการตามกฎหมาย และยืนยันว่าคดี “ฮั้ว สว.” ไม่อยู่ในขอบเขตของการนิรโทษกรรม


เมื่อร่างกฎหมายถูกแก้ไข ก็จะต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง


สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายมาตรา แต่คือ หลักคิดของการนิรโทษกรรม


การนิรโทษกรรมมีไว้เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง เปิดทางให้สังคมก้าวข้ามอดีต และลดความแตกแยกที่สะสมมายาวนาน


แต่หากเริ่มต้นด้วยการกำหนดว่า คนกลุ่มนี้ได้รับการให้อภัย ส่วนคนอีกกลุ่มไม่มีวันได้รับการให้อภัย กฎหมายก็ยากจะทำหน้าที่สร้างความสมานฉันท์ได้จริง


เมื่อกฎหมายเลือกปฏิบัติต่อผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเดียวกัน ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือ “กฎหมายนิรโทษกรรม” หรือเป็นเพียง “กฎหมายคัดเลือกผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม”


ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นเรื่องเยาวชนตามมาตรา 112 ยังมีข้อสังเกตจากนักกฎหมายหลายฝ่ายว่า การแก้ไขครั้งนี้แทบไม่เปลี่ยนผลทางกฎหมายในทางปฏิบัติ เพราะกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่แล้ว


หากไม่มีผลทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง การส่งสัญญาณทางการเมือง ว่า บางกลุ่มจะถูกกันออกจากกระบวนการสร้างความปรองดอง


กฎหมายที่ตั้งชื่อว่า “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” จึงควรถูกตั้งคำถามว่า กำลังสร้างสันติสุข หรือกำลังตอกย้ำเส้นแบ่งของความขัดแย้งให้ชัดเจนขึ้น


สันติสุขไม่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกใช้ความเมตตากับบางคน และปฏิเสธความเมตตาต่ออีกบางคน


เพราะความปรองดองที่แท้จริง 

ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกฝ่าย “ชนะ”


แต่เกิดจากการที่ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติบนหลักการเดียวกัน ด้วยความเป็นธรรม และด้วยความกล้าที่จะมองไปข้างหน้า มากกว่าการตอกย้ำความขัดแย้งในอดีต


หากกฎหมายนิรโทษกรรมยังแบ่งคนออกเป็นฝ่ายที่สมควรได้รับการอภัยกับฝ่ายที่ไม่สมควรได้รับ สุดท้ายสิ่งที่สร้างขึ้นก็ไม่ใช่สังคมสันติสุข แต่คือความขัดแย้งที่ถูกเขียนรับรองไว้ในตัวบทกฎหมายเอง

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นิรโทษกรรมประชาชน

สว. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยันชัด ห้ามนิรโทษกรรมคดี ม.112 เยาวชนก็ไม่ได้ “พิสิษฐ์ ” ย้ำไม่สอดแทรกล้างผิดคดีฮั้ว สว.

 


สว. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยันชัด ห้ามนิรโทษกรรมคดี ม.112 เยาวชนก็ไม่ได้ “พิสิษฐ์ ” ย้ำไม่สอดแทรกล้างผิดคดีฮั้ว สว.


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 - ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาวาระเร่งด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จในวาระ 2 และวาระ 3


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กมธ.เสียงข้างมากได้แก้ไขเพิ่มเติมหลายส่วน ทั้งการเพิ่มคำปรารภ การแก้ไขรายมาตราจำนวน 4 มาตรา และการปรับปรุงบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ


ในการพิจารณาวาระ 2 ซึ่งเป็นการพิจารณาเรียงตามรายมาตรา พบว่า สว.เสียงข้างมากลงมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไข รวมถึงการเพิ่มวรรคใหม่ในมาตรา 11 ว่าด้วยกระบวนการพิจารณายุติการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอายุไม่ถึง 18 ปี โดยกมธ.เสียงข้างมากได้เพิ่มวรรคสอง กำหนดว่า ไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112


ส่วนการพิจารณาบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ซึ่งกมธ.ได้ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ว่าอาจส่งผลให้เกิดการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือไม่


ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการกมธ. ชี้แจงว่า บัญชีแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีกฎหมายรวม 29 ฉบับ โดยกมธ.ไม่ได้แก้ไขเนื้อหาที่รับมาจากสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นเพียงการจัดเรียงลำดับใหม่ตามศักดิ์ของกฎหมายเท่านั้น


นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการขึ้นต้นบัญชีแนบท้ายด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 นั้น ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม หรือการแสดงคุณสมบัติอันเป็นเท็จ จึงไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งหรือคดีฮั้ว สว. พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรมตัวเอง และคดีต่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)


ภายหลังการพิจารณารายมาตราแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติว่าจะเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งฉบับหรือไม่ โดยผลการลงมติปรากฏว่า เห็นชอบ 103 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อสังเกตของกมธ. ที่เสนอว่า กรณีพบผู้ต้องขังจากการกระทำความผิดหรือการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารโทษทางอาญา หรือการคุมขังในสถานที่คุมขัง เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนเป้าหมายการสร้างสังคมสันติสุข เปิดโอกาสให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข สมานฉันท์ ปรองดอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนกับสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เนื่องจากร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่วุฒิสภาเห็นชอบในวาระ 3 มีการแก้ไขจากฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับข้อแก้ไขของวุฒิสภาหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบเสริมสร้างสันติสุข #มาตรา112

‘ณัฐชา’ ซัด พม. ลดสวัสดิการประชาชนทุกรายการ แต่กลับเพิ่มเงินบริหารจัดการ

 


‘ณัฐชา’ ซัด พม. ลดสวัสดิการประชาชนทุกรายการ แต่กลับเพิ่มเงินบริหารจัดการ


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยวิจารณ์ถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ปรับลดงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนแต่กลับเพิ่มงบประมาณในการบริหารจัดการ


ณัฐชากล่าวว่า เงินในแต่ละปีที่พี่น้องประชาชนได้รับ มีอยู่ไม่กี่อย่างที่เป็นงบประมาณที่จะส่งตรงไปถึงพี่น้องประชาชน หนึ่งในนั้นคือเงินเด็กเล็กถ้วนหน้า ที่พรรคประชาชนต้องการผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ถ้วนหน้าเสียที


สำหรับเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ในงบประมาณปีที่ผ่านมาได้รับอยู่ที่ 16,267 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ลดลงมาเหลือ 15,810 ล้านบาท สะท้อนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่เพื่อนสมาชิกทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ต้องการร้องขอเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้ถ้วนหน้า หรือต้องเพิ่มเติมอีกเท่าไร เพราะการจ่ายแบบปัจจุบันนั้นตกหล่น โดยรายงานของ UNICEF ระบุว่า เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าตกหล่นไปถึง 53% โดยในตัวเลขดังกล่าวมีอยู่ถึง 34.4% เป็นเด็กที่ยากจนที่สุด ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่สามารถสานต่อความถ้วนหน้าและแก้ปัญหาการตกหล่นเหล่านี้ได้


งบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ใช้ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ปีนี้ได้งบประมาณ 26,331.53 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมา 1,954 ล้านบาท โดยทุกหน่วยรับงบประมาณเกินครึ่งมีจำนวนเงินลดลง ทำงานกันอย่างไร เพราะเงินที่หายไปนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระทรวงที่โอบรับ เป็นฟูกรองชีวิต ให้ล้มได้แต่ไม่เจ็บ แต่ในวันนี้งบประมาณกลับหายไป


หากจำแนกตามประเภทของงบประมาณ จะมีงบบุคลากรเพิ่มขึ้นอยู่ประเภทเดียว คือ 193 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบช่วยบุคลากรทำงาน ซึ่งงบส่วนดังกล่าวสามารถปรับลดได้ตามความเหมาะสม หากเห็นว่าภารกิจงานไม่มีแล้ว เนื่องจากเงินถูกปรับลดไปกว่า 1,954 ล้านบาท โดยการจ้างเหมาบุคลากรไปช่วยปฏิบัติงาน ในปี 2570 ได้งบประมาณไปกว่า 154 ล้านบาท นอกจากจะจ้างคนมาช่วยทำงานแล้ว ยังมีการจ้างเหมาบริการอีก 199 ล้านบาท และยังมีค่าทำงานนอกเวลาอีก 18 ล้านบาท ซึ่งยังดีที่ลดลงจากปีที่แล้ว 70 ล้านบาท


นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 ได้มีการขอซื้อน้ำมันไป 106.56 ล้านบาท และในปีนี้ที่ต้องประหยัดพลังงาน ค่าน้ำมันอาจจะเบิกไม่ได้ จึงต้องจัดงบประมาณผูกพันอีก 5 ปี โดยเช่ารถไฟฟ้า 263.61 ล้านบาท ถึงแม้จะเริ่มต้นในปีนี้แค่ 39.54 ล้านบาท แต่ก็จะเริ่มผูกพันตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งคือสิ่งที่ตนไม่อยากให้เกิดขึ้น ตนจึงอภิปรายในวาระหนึ่งว่า เงินที่ส่งตรงไปถึงมือของประชาชนตกหล่น ขาดแคลน แล้วเงินที่เหลืออยู่ถูกนำไปจ่ายกับค่าอะไรบ้าง


และยังมีงบประมาณในการซื้อคอมพิวเตอร์ โดยงบประมาณปี พ.ศ. 2569 ซื้อคอมพิวเตอร์กว่า 140.12 ล้านบาท ซึ่งตนก็สงสัยว่า เทคโนโลยีใหม่ บุคลากรอาจจะต้องการใช้ พอกระทรวงทำแอปพลิเคชันมาเยอะ อาจจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ไปควบคุม จึงต้องซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มอีก 283.26 ล้านบาท ในปีที่เงินของพี่น้องประชาชนขาดแคลน


จากที่ตนกล่าวมาข้างต้น คืองบที่เป็นของฝ่ายทำงาน แต่หากพูดถึงงบที่จะส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นงบสำคัญ กลับลดลง


“เงินสำนักปลัดสงเคราะห์ไปยังสถานสงเคราะห์ต่างๆ ลดจาก 7 ล้านบาท ต่อปี เหลือล้านเดียว ท่านลองดูนะครับ เงินช่วยเหลือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่แล้วได้ 114 ล้าน ปีนี้สถานการณ์ก็ไม่เหมือนเดิม แต่งบประมาณลดลงแน่นอน ลดจาก 114 ล้าน เหลือ 108 ล้าน” 


ในส่วนของเงินซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ ในแต่ละปีปกติจะตั้งเป้าหมายไว้กว่า 10,000 หลัง แต่ปีนี้ลดเป้าหมายเหลือเพียง 5,000 หลังเท่านั้น รัฐบาลอาจจะบอกว่าเงินต่อหลังนั้นเพิ่มขึ้น จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายลดลง แต่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าจะเอาเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ จะเอาอย่างไรต่อไป แล้วคนที่เข้าคิวอยู่จะต้องทำอย่างไร


“เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน กลุ่มคนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน คนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถช่วยเหลือได้ 3,000 บาท นี่วันนี้ปีนี้งบประมาณ 70 ลดจาก 204 ล้านต่อปี เหลือ 150 ล้าน”


ในส่วนของเงินด้านสตรี ลดจาก 5.7 ล้านบาท เหลือ 2.4 ล้านบาท เงินสนับสนุนองค์กรสตรี สถาบันครอบครัวต่างๆ ได้จาก 4 ล้านบาท ลดลงเหลือ 2 ล้านบาท เงินช่วยเหลือฉุกเฉินกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน จาก 204 ล้านบาท เหลือ 150 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือคนพิการ จาก 13 ล้านบาท เหลือเพียง 1.2 ล้านบาทเท่านั้น ข้าราชการและพนักงานจ้างเหมาที่อยู่เต็มกระทรวง ก็ไม่มีงานทำ เพราะมีงบประมาณเพียงเท่านี้


ในเรื่องที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน มีอยู่สองหน่วยงานที่ดูแลเรื่องดังกล่าว ก็คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ที่ดูแลบ้านมั่นคง บ้านพอเพียง บ้านที่ถูกไฟไหม้ หรือบ้านริมคลอง ที่ของบประมาณไป 1,814 ล้านบาท แต่ได้งบประมาณมา 1,396 ล้านบาท ซึ่งนอกจากถูกตัดงบประมาณแล้ว ยังจะต้องไปทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่อีก


ส่วน การเคหะแห่งชาติ ก็เข้าโครงการคนละครึ่ง ของบประมาณไป 1,008 ล้านบาท ได้งบประมาณมา 546 ล้านบาท ซึ่งต้องรอติดตามต่อไปว่าโครงการการเคหะที่กำลังต่อคิวรอซ่อม จะพังแค่ไหนในปี พ.ศ. 2570 ในยุครัฐบาลนี้


“ผมสงสัยจริงๆ ว่าเงินภาษีพี่น้องประชาชนจ่าย แต่ใครได้ประโยชน์กันแน่ เงินช่วยเหลือฉุกเฉินคนพิการที่ถูกปรับลดไป 11.8 ล้าน แต่ว่ามันดันมีโครงการ IT Data Center พุ่งทะยานสูงขึ้น 54 ล้าน เงินสำนักปลัดที่ไปช่วยคนไร้ที่พึ่ง ลดไป 24 ล้าน แต่ไปมีงบประมาณเช่ารถใหม่ อีก 39 ล้าน เงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้กับคนยากคนจนที่เกิดปัญหาปัจจุบันทันด่วน เร่งด่วน ต้องได้รับการช่วยเหลือ ลดทันที 54 ล้าน แต่ไปมีเงินซื้อคอมใหม่ในปีเดียวกัน 47 ล้าน เพราะเงินที่ประชาชนต้องได้รับลดลงทุกรายการ แต่เงินที่อำนวยความสะดวกให้กับการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นทุกรายการ จนเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในกระทรวงไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร”


นอกจากนี้ ณัฐชายังกล่าวถึงนักสังคมสงเคราะห์ที่ประเทศไทยขาดแคลน โดยอยู่ที่ 2.14% ต่อประชากร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 12.8% โดยกระทรวงได้ให้งบประมาณ 1.4 ล้านบาทเท่าเดิม ซึ่งจะแก้ปัญหาไปในทิศทางไหนได้ นักสังคมสงเคราะห์จะทำงานอย่างไรให้เต็มประสิทธิภาพ


ณัฐชากล่าวปิดท้ายว่า วันนี้กระทรวง พม. ต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากผู้ที่เป็น Operator ที่เป็นผู้ทำเอง บริหารเอง ปฏิบัติหน้าที่เอง แต่ไม่ทั่วถึงและไม่ถ้วนหน้า จะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น Regulator เป็นผู้กำกับว่าจะให้ใครดูแลกลุ่มเป้าหมายต่างๆ และถูกหลักหรือไม่ ให้ทั่วถึง เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายงบ70 #พรบงบประมาณ #งบ70

‘ภัทรพงษ์’ ซัดงบภัยพิบัติ 2570 ล้มเหลว ปล่อยคนไทยอยู่กับฝุ่นพิษ-น้ำพิษ-สารพิษ ชี้ ‘ไม่พูด ไม่ทำ’ ไร้คำตอบแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม


 ‘ภัทรพงษ์’ ซัดงบภัยพิบัติ 2570 ล้มเหลว ปล่อยคนไทยอยู่กับฝุ่นพิษ-น้ำพิษ-สารพิษ ชี้ ‘ไม่พูด ไม่ทำ’ ไร้คำตอบแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายถึงงบประมาณเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติในปีนี้


ภัทรพงษ์ระบุว่า ที่ผ่านมาวิกฤตภัยพิบัติจำนวนมากเป็นปัญหาที่รัฐบาลเลือกที่จะไม่พูดถึง ทำเหมือนว่าไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้น ปล่อยให้ปัญหารุนแรงก่อนแล้วค่อยพูดให้สังคมเห็นใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ทำอยู่ดี และสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในการจัดทำงบประมาณปี 2570


“พูดแล้วทำ คือคำพูดที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้มาตลอด แต่วันนี้จากเล่มงบประมาณทั้งหมด และสิ่งที่เพื่อนๆ ของผมได้พิสูจน์ไปแล้วว่า คำว่า ‘ทำ’ ช่างห่างจากสิ่งที่รัฐบาลได้เคยพูดไว้เหลือเกิน”


เริ่มจากปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมการและเตรียมงบประมาณอะไรไว้เลยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา งบประมาณจัดการฝุ่นปีนี้ก็ถูกตัดแทบไม่เหลือ งบประมาณท้องถิ่นในการจัดการไฟป่าที่ขอไปมากกว่า 1,500 ล้านบาทได้มาเพียง 341 ล้านบาท จนท้องถิ่นมากกว่า 1,000 แห่งไม่มีงบประมาณในการจัดการไฟป่าร่วมกับชุมชน 


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน งบประมาณในการสนับสนุนเกษตรกรให้ไม่เผาไร่นา ไร่อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็ได้เพียงแค่ 261 ล้านบาท ทั้งที่พื้นที่เผาไหม้ภาคเกษตรปีต่อปีอยู่ที่ 10 ล้านไร่ เท่ากับรัฐบาลจัดงบประมาณให้แค่ 26 บาทต่อไร่ งบประมาณสนับสนุนไม่มีแล้วยังมีการเบี้ยวหนี้ ชาวสวนไร่อ้อยปีที่แล้วยังไม่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาในเรื่องของการตัดอ้อยสด แล้วยังตั้งงบประมาณทำระบบติดตามพื้นที่เผาไหม้อีก 42 ล้านบาท ทั้งที่ GISTDA ทำอยู่แล้ว 


งบประมาณจัดการฝุ่นในเขตกรุงเทพและปริมณฑลก็ยังไม่เห็นเหมือนเดิม การจัดงบประมาณเป็นไปแบบไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะกับปัญหาซูเปอร์เอลนีโญ่ ที่จะเริ่มเข้ามาในช่วงปลายปี 2569 และทำให้ประเทศไทยในต้นปี 2570 มีความเสี่ยงมากที่จะเจอ PM 2.5 หนักมากกว่าทุกปี


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน ครึ่งล่างของประเทศก็ต้องเจอกับปัญหาปลาหมอคางดำ กระทรวงเกษตรฯ เพิ่งมาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อเดือนที่แล้ว ว่าไม่มีพื้นที่ไหนในประเทศไทยที่มีปลาหมอคางดำมากกว่า 100 ตัวใน 100 ตารางเมตร ทั้งที่ไม่จริง งบประมาณปี 2569 ทั้งปีกับปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้มีแค่ 1.3 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียว 


“ผมขอถามรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรตอบให้ประชาชนวันนี้ จะเอาเงินที่ไหนไปจัดการกับปัญหาที่มันใหญ่ขนาดนี้ งบฉุกเฉินก็ไม่ใช้ งบเยียวยาก็ไม่ทำ แล้วถ้าจะอ้างว่างบเยียวยาเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ ท่านกล้าใช้มาตรา 157 กับผู้ว่าฯ หรือเปล่า ที่ตอนนี้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่จนทำให้ชาวประมงรับผลกระทบเต็มๆ โดยไม่มีเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว แล้วกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ พูดในวุฒิสภา ว่าขอเวลา 7 วัน ในการสืบค้นหาต้นตอของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ นี่จะ 70 วันแล้ว รู้หรือยังว่านายทุนคนไหนเป็นต้นตอของปลาหมอคางดำ”


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่เป็นวิกฤติมากที่สุดตอนนี้ก็คือปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลไม่พูดถึง ไม่ทำ ไม่สนใจ ละเลยจนปัญหาลุกลาม แต่งบประมาณไม่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา 


“ปัญหานี้เกิดขึ้นที่น้ำกก น้ำสาย น้ำรวก แล้วก็น้ำโขงในพื้นที่ภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทยที่ไหลจากประเทศเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย แล้วก็รับน้ำกก น้ำสาย น้ำรวก เข้าไปสู่ประเทศลาวผ่านน้ำโขง และกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง ที่จังหวัดเลยในฝั่งอีสาน แล้วก็น้ำโขงฝั่งอีสานที่มีความเสี่ยงจากเหมืองต้นน้ำในฝั่งลาวที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน แล้วไม่ใช่แค่น้ำโขง น้ำสาละวินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เจอผลกระทบนี้ ลงไปที่ภาคใต้ น้ำกระบุรีที่จังหวัดระนองก็เจอเช่นกัน”


ภัทรพงษ์ระบุว่า ที่มาของปัญหาคือเหมืองต้นน้ำที่เป็นพิษ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อมภาพถ่ายทางดาวเทียมระบุชัดเจน ว่าไม่ใช่สารเคมีเกษตร ไม่ใช่สารโลหะหนักที่มีอยู่ในชั้นดินธรรมชาติด้วย แทบทุกลำน้ำข้างต้นมีสารหนูเกินมาตรฐานหลายเท่า ตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัยในแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ตรวจพบตะกั่วเกินมาตรฐานในเนื้อปลาที่จังหวัดเลย เจอค่าความขุ่นที่เข้าขั้นรุนแรงวิกฤตในน้ำกระบุรี


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กรมที่น่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้มากที่สุดคือกรมควบคุมมลพิษ ของบประมาณไปแค่ 145 ล้านบาท และได้งบประมาณมาแค่ 50 ล้านบาท เป็นเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7 สถานี สถานีละ 7 ล้านบาท แต่ไม่มีงบประมาณในการบำบัดแม้แต่บาทเดียว ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคได้รับงบประมาณ 2,000 ล้านบาทในการย้ายสถานีผลิตน้ำจากน้ำกกไปเป็นน้ำลาวที่ไม่ปนเปื้อนแทน แม้จะเป็นงบประมาณที่ดีมากแต่ก็จัดการปัญหาได้แค่ที่น้ำกกที่เดียว และยังไม่รวมกับประปาหมู่บ้าน ที่รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เคยไปสัญญากับชาวบ้านว่าดำเนินการให้ แต่ไม่มีแม้กระทั่งคำของบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ


ในส่วนของตะกอนดินที่เป็นพิษและมีความอันตรายกว่าน้ำที่เป็นพิษอย่างมาก มาตรฐานสารหนูในตะกอนดินอยู่ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ในน้ำกกพุ่งขึ้นถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือมากกว่ามาตรฐาน 5 เท่า น้ำสายน้ำรวกมากกว่า 3 เท่า น้ำสาละวินมากกว่า 6 เท่า น้ำโขงอีสานมากกว่า 2 เท่า และที่หนักที่สุดคือน้ำโขงทางภาคเหนือมากกว่า 30 เท่า กุ้งหอยปูปลาสัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่กับดินเหล่านี้ ประชาชนคนไทยก็กินเข้าไปต่อ


“ดินในพื้นที่ปลูกเกษตรก็เป็นพิษเหมือนกัน มีผลตรวจออกมาชัดเจนจากกรมพัฒนาที่ดิน ผลตรวจดินในแปลงเกษตรพบว่ามีค่าสารหนูมากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงทรัพย์กำหนดให้กับดินในพื้นที่เพาะปลูกเกษตรมากกว่า 5 เท่า แต่ที่แปลกกว่านั้นคือประชาชนไม่รู้อะไรเลย แล้วรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการอะไรไปรองรับ ทุกวันนี้พื้นที่นั้นยังปลูกข้าวกันอยู่”


นอกจากนี้ยังตรวจพบสารหนูและแคดเมียมเกินมาตรฐานในกะหล่ำดอก ผักปลอดสารตอนนี้ปนเปื้อนสารพิษจากเหมือง ปลาในจังหวัดเลยมีค่าตะกั่วและสารหนูเกินมาตรฐานปลอดภัย ข้าว 200,000 ไร่ที่ใช้น้ำกก น้ำสาย น้ำรวกในการเพาะปลูกและกำลังรอการออกผลผลิตอยู่ตอนนี้ก็เช่นกัน


ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ควรต้องมีงบประมาณมาจัดการในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จากพืชที่ไวต่อสารโลหะหนักเป็นพืชชนิดอื่นแทน หน่วยงานยังบอกเองว่าถ้าดินมีสารหนูเยอะขนาดนี้ต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำและเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น มีคำขอจากกระทรวงเกษตรฯ ไปแค่ 45 ล้านบาท แต่ไม่มีการจัดสรรให้แม้แต่บาทเดียว และถ้าจะบอกว่าสามารถใช้งบประมาณปกติมาทำได้ งบประมาณส่วนนี้ก็มีน้อยมาก ทำได้แค่การตรวจตามรอบพอเป็นพิธีเท่านั้น


“ปัญหาใหญ่ขนาดนี้เราเชื่อว่ามันต้องมีงบประมาณ มาจัดการในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จากพืชที่มันไวต่อสารโลหะหนัก อย่างพวกข้าว พวกพริก เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนใช่ไหม หน่วยงานก็บอกเองว่า ถ้าดินมีสารหนูเยอะขนาดนี้ ต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำ ต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่กินไม่ได้ แต่งบประมาณเป็นอย่างไร มีคำขอจากกระทรวงเกษตรทั้งกระทรวงไปแค่ 45 ล้านบาท ได้เท่าไหร่ครับ…ศูนย์ ไม่เห็นงบประมาณในเล่มงบประมาณเหล่านี้เลย”


ขณะเดียวกัน ตัวเลขจากกรมศุลกากรในปี 2567 แร่ที่ประเทศไทยนำเข้ามามากที่สุดคือแร่พลวง ที่มีการเพิ่มการนำเข้าเป็นจำนวนมากในปี 2567 อยู่ที่ 40,000 ตัน มูลค่า 2,800 ล้านบาท และเป็นปีเดียวกันกับที่ประชาชนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำและโคลนของแม่น้ำในพื้นที่ อีกทั้งในช่วงปี 2568 มีการนำเข้าแร่พลวงเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าถึง 6,000 ล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศเดียวคือเมียนมา 


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าที่สำคัญคือการนำเข้านี้เป็นแค่การนำเข้าในฐานะประเทศทางผ่าน เกินครึ่งถูกส่งต่อไปที่จีน ส่วนหนึ่งส่งกลับไปเมียนมา และอีกส่วนหนึ่งส่งไปที่เวียดนาม ประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่านฟอกแร่โดยที่ไม่มีกฎหมายอะไรที่จะไปตรวจตรวจสอบได้ว่าแร่ที่นำเข้ามาทำให้แม่น้ำเป็นพิษหรือไม่ นี่คือแร่พลวงชนิดเดียว ยังไม่ต้องพูดถึงแร่ทองคำและแรร์เอิร์ธที่มีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน ใน 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นถึง 500 เหมือง ซึ่งถ้าไม่มีการบำบัดสารพิษก็จะลงมาที่ประเทศไทยเต็ม ๆ


อีกประเทศที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือประเทศจีน ซึ่งเคยทำทั้งเหมืองแร่ Rare Earth และแร่พลวง แต่ปัจจุบันยุติทุกกิจกรรมแล้วเพราะมันทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชีวิตของประชาชนจีน แต่ก็บังเอิญว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหมืองในเมียนมาและลาวเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่วงเดียวกับที่ประเทศไทยเริ่มนำเข้าแร่มาฟอกแล้วส่งต่อไปจีนมากขึ้น แล้วยังบังเอิญตรงกับช่วงเวลาที่สารพิษในแม่น้ำประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน


“เราต้องจัดการกับห่วงโซ่ของแร่ในประเทศ ด้วยการออกกฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานโดยใช้กฎกระทรวง จาก พ.ร.บ.แร่ ของกระทรวงอุตสาหกรรม และก็ พ.ร.บ.นำเข้าส่งออก ของกระทรวงพาณิชย์ ให้ผู้นำเข้าต้องระบุชัดเจนเลยว่าแร่ที่นำเข้ามามันมาจากเหมืองที่ไหน เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แล้วก็ให้ระบุลงไปอีก ว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ทุกอย่างที่อยู่ในประเทศไทย คุณส่งไปให้บริษัทไหนต่อ ใครเป็นคนแต่งแร่ แล้วสุดท้ายบริษัทอะไรเป็นคนส่งออกไปที่ไหน”


สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการจัดการต้นตอ ที่การเจรจาระหว่างประเทศ ต้องตั้งวาระนี้เป็นการเจรจาพหุภาคีในระดับรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรีของ 4 ประเทศเป็นอย่างน้อย คือ เมียนมา ไทย ลาว และจีน เพื่อให้กำหนดมาตรฐานในการตรวจน้ำ การตรวจเหมืองที่ต้นน้ำ มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งระบบบำบัดที่เหมืองต้นน้ำ รวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานของแร่ในกลุ่มประเทศนี้


ภัทรพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า แม้ปัญหานี้ประเทศไทยไม่ได้ก่อแต่เรารับกรรม เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นตัวหลักในการเจรจาในเรื่องนี้ การต่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยตกต่ำมานานมากเกินไปแล้ว แม้ในร่างงบประมาณรายจ่ายจะไม่ได้เห็นแผนงานอย่างละเอียดตรงนี้ เพราะอยู่ในงบดำเนินการปกติของแต่ละหน่วยงานอยู่แล้ว แต่รัฐบาลควรต้องจริงจังเสียที รอต่อไปไม่ได้แล้วเพราะปัญหาจะยิ่งลุกลามมากขึ้น


“เราต้องใช้งบประมาณจัดการกับปัญหาภายในประเทศที่เราไม่ได้เป็นคนก่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีทางออกหลายทางแต่เราไม่เอาสักทาง เราคุยกับเมียนมาประเทศเดียวไปแค่ครั้งเดียว แล้วไม่มีอะไรคืบหน้าอีกเลย ขนาดจีนออกมาแถลงว่าแม่น้ำในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปลอดภัย รัฐบาลยังไม่กล้าชี้แจงข้อเท็จจริงแถลงแย้งอะไรเลย รัฐบาลไทยกำลังกลัวจีนมากกว่ากลัวประชาชนคนไทยต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของเขา” ภัทรพงษ์กล่าว


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า ประชาชนต้องอยู่กับรัฐบาลที่ไม่พูดและไม่ทำ จนสะท้อนออกมาในเล่มงบประมาณนี้ สะท้อนถึงปัญหาการจัดการงบประมาณที่ไม่เป็นระบบ ไม่มีแบบแผน วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่แค่สาธารณภัย แต่มันคือความมั่นคงใหม่ ประเทศไทยไม่มีทางจัดสรรงบประมาณตามความเสี่ยงของภัยและความรุนแรงของภัยได้ ถ้าไม่มีแผนที่พื้นที่เสี่ยง 


รัฐบาลต้องปฏิรูปการจัดทำงบประมาณใหม่ ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นเอลนีโญหรือลานีญ่า ประเทศไทยก็จะจัดงบประมาณภัยแล้งน้ำท่วมกันเหมือนเดิม จะยังคงเจอปัญหาฝุ่น PM 2.5 แม่น้ำเป็นพิษ ปลาหมอคางดำ ที่ปัญหารุนแรงแต่งบประมาณไม่เคยมี จะยังคงเจอปัญหาการทูตด้านสิ่งแวดล้อมที่ตกต่ำ ไม่จริงจัง ไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ แล้วปล่อยให้ประชาชนต้องสูดฝุ่นพิษ น้ำพิษ และสารพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อต่อไป


“ถ้าถามว่างบประมาณปี 2570 นี้รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ผมตอบได้เลยว่ารัฐบาลช่วยคนนอกประเทศ ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวยโดยไม่ได้คิดถึงคนไทย เจ้าของเงินภาษีที่ต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของพวกเขา” ภัทรพงษ์กล่าว


#UDDnews #UDDnews #พรรคประชาชน #ฝุ่นพิษ #PM25 #งบ70 #อภิปรายงบ70 #งบภัยพิบัติ2570

‘วิโรจน์’ เปิด 6 วาระเร่งด่วน ส.ก.ประชาชน ดันผ่านสภา กทม. ใน 6 เดือนแรก ประกาศชู ‘ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย’ ชิงตำแหน่งประธานสภา กทม. สร้างสภาโปร่งใส-มีประสิทธิภาพ

 


วิโรจน์’ เปิด 6 วาระเร่งด่วน ส.ก.ประชาชน ดันผ่านสภา กทม. ใน 6 เดือนแรก ประกาศชู ‘ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย’ ชิงตำแหน่งประธานสภา กทม. สร้างสภาโปร่งใส-มีประสิทธิภาพ


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก. เขตบางซื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย 22 ว่าที่ ส.ก. พรรคประชาชน ร่วมแถลง 6 วาระเร่งด่วนที่พรรคประชาชนจะผลักดันในสภากรุงเทพมหานคร พร้อมเสนอชื่อภัทราภรณ์เป็นแคนดิเดตประธานสภา กทม. เพื่อขับเคลื่อนสภาโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้


วิโรจน์กล่าวว่า ส.ก. มีหน้าที่สำคัญในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนคนกรุงเทพฯ ซึ่งตนมั่นใจว่า ส.ก. พรรคประชาชน จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ สำหรับสภากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนได้กำหนดวาระสำคัญเร่งด่วนใน 6 เดือนแรกที่ต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ปักธงเพื่อให้การทำงานของสภากรุงเทพมหานครเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ ทุกคนอย่างชัดเจน


โดย 2 ข้อบัญญัติแรกที่พรรคประชาชนจะเร่งขับเคลื่อนให้เป็นวาระของเมืองและวาระของสภา กทม. คือเรื่องไซต์ก่อสร้างปลอดภัย เพื่อให้ไซต์ก่อสร้างทุกแห่งในกรุงเทพมหานคร มีการเปิดเผยข้อมูลกล้องวงจรปิด เปิดเผยสัญญาประกันภัย และมีความเข้มงวดในการดูแลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนต้องขับรถสัญจรไปมา เพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณไซต์ก่อสร้าง และหากมีเหตุเกิดขึ้น ประชาชนจะได้รับการคุ้มครอง ดูแล และชดเชยจากประกันภัยอย่างเต็มที่


อีกข้อบัญญัติที่ต้องทำควบคู่กัน คือข้อบัญญัติควบคุมอาคาร เพื่อให้อาคารเก่าทั้งหมดในกรุงเทพมหานครมีมาตรฐานในการตรวจสอบ และปลดล็อกเพื่อเอาอาคารผ่านมาตรฐานความปลอดภัยมาใช้งานเพื่อประโยชน์สาธารณะของชาวกรุงเทพมหานคร เช่น ทำเป็นฟู้ดคอร์ทราคาย่อมเยา รวมถึงอาคารขนาดใหญ่อาจจะต้องมีข้อกำหนดจัดสรรพื้นที่สำหรับไว้จอดรถเมล์หรือรถสาธารณะ เพื่อคลี่คลายปัญหาการจราจรติดขัดจากการจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้าหรือหน้าอาคารขนาดใหญ่


นอกจากข้อบัญญัติสองข้อข้างต้น อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือข้อบังคับการประชุมสภา เพื่อขับเคลื่อนการประชุมสภา กทม. ให้มีความโปร่งใส ทุกการประชุมมีมติใด ชาวกรุงเทพมหานครควรจะรับรู้ด้วย มีการเปิดเผยเป็นสาธารณะว่ามีโครงการใดเกิดขึ้น งบประมาณเท่าไร ใช้จ่ายไปอย่างไร


วิโรจน์กล่าวต่อว่า สำหรับคณะกรรมการวิสามัญ ตนคิดว่าชาวกรุงเทพฯ อยากเห็นคณะกรรมการวิสามัญ 2 ชุด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยจะเสนอตั้งทันที คือคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการส่งต่อผู้มีสิทธิ์บัตรทองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากที่มีชื่อสังกัดอยู่กับคลินิก แต่เมื่อต้องการรักษาตัวกับหมอเฉพาะทาง เพื่อรับการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น มักมีปัญหาเรื่องการส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลทุติยภูมิหรือตติยภูมิ ซึ่งเป็นปัญหาทั่วกันในทุกเขต โดย ส.ก. ของพรรคประชาชนมีความตั้งใจอย่างมากที่จะหาแนวทางร่วมกับรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหาก กทม. มีความจำเป็นที่จะต้องนำงบประมาณไปอุดหนุนหรือเข้าไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จะได้นำเสนอวิธีการแก้ไขให้กับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้รับทราบและดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


อีกคณะกรรมการวิสามัญ คือคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเขตประเวศกับโรงขยะ 100 ตัน และ 6,000 ตัน ว่าจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีกว่าการรอให้ทั้ง 2 โรงนี้หมดสัญญาหรือไม่ โดยแนวทางดังกล่าวจะไม่มีข้อกังวลทางกฎหมาย คำนึงถึงผลประโยชน์ คุณภาพชีวิต และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นสำคัญ รวมถึงเรื่องของการจัดการคัดแยกขยะและฝังกลบขยะ โดยจำเป็นต้องมีแนวทางในการจัดการขยะในกรุงเทพมหานครในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น


สุดท้ายคือสิ่งที่ประชาชนอยากจะเห็นในงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ส.ก. ทั้ง 22 คนของพรรคประชาชนมีความตั้งใจที่จะนำระบบ AI เข้ามาสกรีนตรวจสอบโครงการทั้งหมดในงบปี 2570 เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับผู้ว่าฯ กทม. หากพบข้อสังเกตใดที่น่าสงสัย จะมีการเปิดเผยให้ประชาชนได้ร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งจะเป็นแนวทางที่สนับสนุนทั้งฝ่ายบริหารให้สามารถอนุมัติงบประมาณได้อย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจะถูกใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทุกบาททุกสตางค์


และในงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ส.ก. ทั้ง 22 คนของพรรคประชาชน จะเปิดเผยว่าโครงการที่อยู่หน้าบ้านของประชาชนทุกคนมีโครงการอะไร มีงบประมาณโครงการเท่าไร ผู้รับเหมาคือใคร สถานะตอนนี้เป็นอย่างไร ยังดำเนินการไปตามแผนอยู่หรือไม่ มีความเสี่ยงต่อการถูกผู้รับเหมาทิ้งงานมากน้อยอย่างไร และหากผู้รับเหมาทิ้งงานไปแล้ว จะมีการประกวดราคาใหม่เมื่อไร จะมีการเร่งรัดให้แล้วเสร็จเมื่อไร เพื่อคืนพื้นที่จราจร คืนพื้นที่ฟุตบาทให้กับประชาชนได้อาศัย ค้าขาย และใช้ชีวิตตามปกติ ให้เศรษฐกิจเมืองได้เดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น


ทั้งหมดนี้คือวาระของพรรคประชาชนในช่วง 6 เดือนแรก และการที่จะขับเคลื่อนวาระทั้งหมดได้ตามที่กล่าวไปนั้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพตลอด 4 ปี พรรคประชาชนมีความเห็นตรงกันว่าต้องการประธานสภากรุงเทพมหานครที่เข้าใจวาระของเมือง โดยยึดมั่นอุดมการณ์ในการสร้างสรรค์สภาโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และบุคคลที่พรรคประชาชนได้ลงมติเห็นว่ามีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร คือ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก. เขตบางซื่อ พรรคประชาชน


ภัทราภรณ์กล่าวว่า สิ่งที่ตนในฐานะแคนดิเดตประธานสภากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน และพรรคประชาชนได้เสนอ คือการเอาวาระการทำงานเป็นที่ตั้ง สิ่งที่พวกตนผลักดันมาตลอดคือสภาโปร่งใส ทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด อันดับแรกคือการเปิดเผยผลการลงมติของ ส.ก. โดยจะแก้ข้อบังคับที่เดิมผลการลงมติจะไม่ได้ถูกเปิดเผยอัตโนมัติ แต่เป็นการไปขอประธานสภาให้เปิดเผย ที่ผ่านมาจึงเกิดความอีหลักอีเหลื่อ ดังนั้นตนจะคืนความปกติให้กับสภา กทม. มติทุกครั้งต้องถูกเปิดเผยอย่างเป็นอัตโนมัติ เช่นเดียวกับสภาใหญ่


อีกเรื่องคือการไลฟ์สดการประชุมคณะวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกรุงเทพมหานคร ที่พวกตนได้ต่อสู้กันมาเป็นระยะเวลานาน ในครั้งนี้จะแก้ข้อบังคับให้รวมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทั้งหมดของสภากรุงเทพมหานคร ให้มีการไลฟ์สดโดยอัตโนมัติ หากวาระไหนที่ประชุมแล้วมีชื่อบริษัทที่อาจมีความเสี่ยงหรือเกี่ยวกับความมั่นคง ก็สามารถปิดเป็นบางช่วงได้


อันดับถัดไปคือประสิทธิภาพในการทำงานของ ส.ก. ทุกคน จะมีการเปิดเผยการเข้าประชุมของ ส.ก. ทั้งคณะสามัญและวิสามัญ ว่า ส.ก. แต่ละคนเข้าประชุมบ่อยขนาดไหน จากเดิมที่จะไม่ทราบเลยว่า ส.ก. ทำงานจริงหรือไม่ ทำงานในสภาเป็นอย่างไร


อันดับถัดไปที่สำคัญมาก ๆ คือพวกตนจะเข้าไปแก้ร่างข้อบัญญัติ เพื่อให้เอกสารที่ฝ่ายบริหารจะต้องส่งมาให้สภา กทม. ตรวจสอบงบรายจ่ายประจำปี จะต้องเป็นแบบ machine readable แนบมาด้วย เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้จะมีการผลักดันให้จัดตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภากรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมา ส.ก. ไม่มีผู้ช่วยเลยสักคน การทำงานในพื้นที่ร่วมกับงานสภาค่อนข้างเป็นเรื่องหนัก สำนักงานดังกล่าวจะช่วยเข้ามาสนับสนุนการทำงานเรื่องงบประมาณของ ส.ก. โดยเข้ามาวิเคราะห์งบประมาณล่วงหน้าว่ารายการต่าง ๆ นั้นต่างจากราคากลางเท่าไร บริษัทที่เสนอมาเคยเสนอโครงการไหนอีกบ้างและย้อนหลังไปกี่ปี พร้อมสนับสนุนข้อมูลในการร่างข้อบัญญัติให้กับ ส.ก.


และสุดท้ายที่คิดว่าจะต้องมี คือการจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบสัญญาผูกขาด เพื่อมาทบทวนสัญญาระยะยาวของกรุงเทพมหานครที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปที่ทำกับเอกชน โดยจะเน้นไปที่สัญญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องขยะ การให้สัมปทานพื้นที่กรุงเทพมหานคร และการจัดซื้อจัดจ้างระยะยาวในระบบ IT ต่าง ๆ ที่เสี่ยงต่อการทุจริต


ภัทราภรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ ตนในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กทม. ของพรรคประชาชน ตั้งใจที่จะผลักดันวาระเหล่านี้ให้ได้ และคาดหวังว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนในสภา กทม. ก็จะเห็นว่าวาระเหล่านี้ตรงกันกับพวกเขา จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกให้เข้ามาร่วมกันกับพวกตน ผลักดันให้สภา กทม. เป็นสภาที่โปร่งใส พี่น้องประชาชนเข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพในการทำงาน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สกประชาชน #สภากทม












วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

แหวน อัพเดต ‘เอกชัย’ ผอมดำมาก มีอาการเวียนหัว เจ็บชายโครงขวา กังวล ซ้ำรอยอากง รอคำตอบจากเรือนจำจะให้ออกไปรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อไหร่ ‘เอกชัย’ เล่า เรือนจำเปิดทนายปีศาจให้ดูด้วย ชอบมาก

 


แหวน อัพเดต ‘เอกชัย’ ผอมดำมาก มีอาการเวียนหัว เจ็บชายโครงขวา กังวล ซ้ำรอยอากง รอคำตอบจากเรือนจำจะให้ออกไปรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อไหร่ ‘เอกชัย’ เล่า เรือนจำเปิดทนายปีศาจให้ดูด้วย ชอบมาก


วันที่ (29 มิถุนายน 2569) น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา หรือ แหวน พยาบาลอาสา FAV.53 First Aid Volunteer Thailand อดีตอาสาพยาบาลในการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2553 เปิดเผยความคืบหน้ากรณีอาการป่วยของนายเอกชัย ผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า


อัพเดทเยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน จันทร์ที 29/6/69


เดินมาจำเกือบไม่ได้ ผอมมากดำมาก ถามเรื่องอาการป่วย ยังมีอาการเวียนหัวบ้าง เจ็บชายโครงข้างขวา ปวดจุก แต่ยังไม่ได้รับการรักษาใด ๆ และยังไม่มีคำตอบจากทางเรือนจำว่าจะให้ออกไปรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อไหร่


ชวนคุยไม่ให้ซีเรียสถามว่า เสาร์อาทิตย์ทำอะไร เอกชัยคุยแบบตื่นเต้นมากว่า ในเรือนจำเขาเปิดซีรีย์เรื่องทนายปีศาจให้ดู มันมาก ชอบมาก อยากให้ศูนย์ทนายคิดสู้คนแบบนั้นบ้าง จิตตาเป็นทนายที่รู้จักเอาตัวรอดเก่ง นั่นเป็นเพราะสิ่งที่เขาถูกกระทำมา นั่นเป็นเพราะว่าประสบการณ์จริงเขาถูกกระทำมาเขาถึงได้สู้กลับแบบนั้น


ในประเด็นที่ว่าถ้าเราสู้บนหลักการแล้วเขาไม่ได้อยู่บนหลักการเราจะไปเล่นตามเกมส์มันทำไม เสียเวลา เอกชัยกล่าวติดตลกทิ้งท้าย


ถามเรื่องมีความรู้สึกยังไงกับ การเลือกตั้งผู้ว่า นางบอกเสียสิทธิ์ไป 2 ครั้งแล้ว รู้ไหมว่าฉันไม่ได้เลือกตั้งผู้ว่า 2 ครั้งแล้วที่ถูกขังแบบนี้ทำให้ฉันเสียสิทธิ์ 


เป็นการคุยกันเพียงสั้น ๆ อาทิตย์ละครั้ง จะพยายามไปหาทุกวันจันทร์ เพราะฉันไม่อยากให้เธอเหงา ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ให้สั่งอาหารอะไรใด ๆ แต่การได้เข้าไปคุยไม่ให้เธอเครียดไปมากกว่านี้ นั่นคือสิ่งที่เพื่อนทุกคนควรทำ...


** สิ่งที่เป็นกังวล เอกชัยป่วยจากอวัยวะภายในเหมือนเคสอากง และตอนนี้อยู่ในสภาพเดียวกัน

#Saveเอกชัย


สำหรับ เอกชัยถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษากลับในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี ในการชุมนุมปี 2563 โดยศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน พร้อมกับจำเลยอีกสี่คนถูกจำคุกคนละ 16 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวทั้งหมดในระหว่างฎีกา แม้ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาแล้ว


ปัจจุบันเอกชัย วัย 51 ปี ยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดสมบูรณ์ และยังไม่ได้รับการประกันตัว 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เอกชัยหงส์กังวาน #มาตรา110 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

.