วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ปชน. ร่วมงานเปิดอาคารใหม่สถาบันปรีดีฯ ‘อนุสรณ์’ เตือนชัยชนะเหนือเผด็จการไม่ยั่งยืน หากสถาบันประชาธิปไตยอ่อนแอ เตือนระบอบสืบทอดอำนาจยังเป็นอุปสรรค

 


ปชน. ร่วมงานเปิดอาคารใหม่สถาบันปรีดีฯ ‘อนุสรณ์’ เตือนชัยชนะเหนือเผด็จการไม่ยั่งยืน หากสถาบันประชาธิปไตยอ่อนแอ เตือนระบอบสืบทอดอำนาจยังเป็นอุปสรรค


วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่อาคาร PRIDI สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ จัดงาน ‘PRIDI Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์’ เนื่องในโอกาสการเปิดอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ และครบรอบ 94 ปี ‘การอภิวัฒน์สยาม 2475’ โดยมีบุคคลจากแวดวงทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมถึงตัวแทนจากพรรคประชาชน โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสนี้ด้วย


ในกิจกรรมมีการบรรยายในหัวข้อ ‘ขบวนการประชาธิปไตย: บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลกสู่สังคมไทย วิเคราะห์เส้นทางการสถาปนาสันติธรรมประชาธิปไตย และการทลายกำแพงอำนาจนิยม’ โดย อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้รับเชิญให้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้บรรยาย


อนุสรณ์ระบุว่า ขบวนการประชาธิปไตยในไทยและต่างประเทศทั่วโลกล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม ทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ขบวนการประชาธิปไตยในหลายประเทศต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคนจึงจะสามารถสถาปนาสันติธรรมประชาธิปไตยได้ บางขบวนการใช้เวลาสั้นกว่า แต่สังคมก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ก้าวหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง หยุดนิ่งบ้าง แต่ทุกขบวนการเป็นการเดินทางไกลทั้งสิ้น ชัยชนะระยะสั้นต่อระบบอำนาจนิยมหรือระบอบเผด็จการทหารไม่อาจดำรงรักษาต่อไปได้ หากไม่มีการสถาปนาสถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคงหยั่งรากลึก 


ขบวนการประชาธิปไตยในไทยมีสายธารต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่ขบวนการ ร.ศ.103 เรียกร้องรัฐธรรมนูญในสมัยรัชกาลที่ 5 ขบวนการทหารประชาธิปไตย ร.ศ.130 ต่อเนื่องมายังขบวนการอภิวัฒน์สยาม 2475 โดยคณะราษฎร ผ่านการเรียกร้องประชาธิปไตยหลายยุค ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา, เหตุการณ์ 6 ตุลา, พฤษภา 35, พฤษภา 53 และการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปสถาบันหลักของคนรุ่นใหม่ ในช่วงปี 2563


อนุสรณ์กล่าวต่อไปว่า ขบวนการประชาธิปไตยในการสร้างสันติธรรมประชาธิปไตยมีความท้าทายหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น


1. ปัญหาความไม่มีเอกภาพในขบวนการและความแตกแยก การขยายแนวร่วมพันธมิตร ความเป็นเอกภาพของขบวนการท่ามกลางความหลากหลายของผลประโยชน์ และการมียุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน การแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างจึงเป็นแนวทางสำคัญในการเอาชนะเครือข่ายอำนาจนิยม-อนุรักษนิยม จารีตขวาจัด ซึ่งเป็นปรปักษ์ของประชาธิปไตยได้


การจัดตั้งของเครือข่ายอำนาจนิยมนั้นมีความเข้มแข็ง และบางครั้งสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองให้สังคมยอมรับ นั่นหมายความว่าขบวนการประชาธิปไตยเองก็ต้องปรับตัวในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ เพื่อให้การเดินหน้าสู่สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนเกิดขึ้นได้


2. การต่อสู้กับสงครามข้อมูลข่าวสารบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตย สร้างความเกลียดชัง ปลุกลัทธิคลั่งชาติเพื่อทำลายสันติภาพ สร้างความขัดแย้งรุนแรง ชบวนการประชาธิปไตยต้องสามารถต่อสู้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อความเป็นธรรม เพื่อสันติภาพ เพื่อประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น และโต้แย้งกับสิ่งที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดีย


3. ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่เป็นธรรมในสังคม กดทับประชาชนจนขาดความกระตือรือร้นทางการเมือง เกิดภาวะเพิกเฉยทางการเมือง ขบวนการประชาธิปไตยจะต้องเข้มแข็งและอาศัยพลเมืองผู้ตื่นเป็นกำลังสำคัญ


4. การถูกทำลายและแทรกแซงโดยอำนาจรัฐที่ต้องการกำกับควบคุม และปกป้องผลประโยชน์ที่เกิดจากการขูดรีดและการเอารัฐเอาเปรียบให้อยู่ในกลุ่มของตัวเองต่อไป โดยไม่ยอมแบ่งปันให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างเป็นธรรม


5. การผูกขาดและใช้อำนาจโดยมิชอบที่นำไปสู่การทุจริตและการละเมิดสิทธิ


6) การคงอยู่ของระบอบการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ คสช. และรัฐธรรมนูญ 2560


อนุสรณ์ยก 2 ตัวอย่างซึ่งสามารถใช้เป็นบทเรียนของขบวนการประชาธิปไตยได้ คือ แอฟริกาใต้ ที่ต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมและการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งถูกสถาปนาโดยผู้ปกครองผิวขาวที่มีแนวคิดเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบนี้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนผิวดำและคนผิวสีอื่นๆ ซึ่งเป็นประชาชนกว่า 80% ของประเทศ ให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านกฎหมายบังคับแบ่งแยกที่อยู่อาศัย จำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และการริบสิทธิทางการเมืองทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง


ความสำเร็จของขบวนการประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้ ให้บทเรียนคือ 


1. ท่าทีของผู้นำที่ให้ให้อภัยแต่ไม่ลืม เนลสัน แมนเดลา ไม่ปลุกความเกลียดชัง มุ่งสร้าง Rainbow Nation ที่ทุกผิวสีอยู่ร่วมกันได้ 


2. ความกล้าหาญทางจริยธรรม ประธานาธิบดีผิวขาวกล้าผิดใจกับคนผิวขาวหัวรุนแรง และตัดสินใจปล่อยตัวแมนเดลาในปี 1990 เพราะรู้ว่าระบอบเดิมไปต่อไม่ได้ 


3. การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้ระบบระบบเศรษฐกิจพังทลาย บีบให้กลุ่มทุนผิวขาวต้องหันมากดดันรัฐบาลตัวเอง


4. กลไกสมานฉันท์ ภายใต้คณะกรรมการเสาะหาความจริงและความปรองดอง ใช้หลักสารภาพความจริงและการอภัยโทษ เพื่อเยียวยาสังคมโดยไม่ต้องมีการตอบโต้ล้างแค้นกัน นี่คือบทเรียนสำคัญที่สุดที่สังคมไทยไม่ได้


อนุสรณ์กล่าวต่อไปว่า อีกประเทศหนึ่งคือเกาหลีใต้ ที่เส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นมหากาพย์การต่อสู้อันยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ต้องแลกมาด้วยชีวิตและความเสียสละของผู้คนจำนวนมาก ขบวนการประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ขับเคลื่อนผ่านบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายครั้ง มีการผนวกกำลังหลายจุดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เข้มแข็ง ทำให้ประชาธิปไตยมีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม กรณีของเกาหลีใต้ยังมีปัจจัยภายนอกจากเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐอเมริกา


ปัจจัยที่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จและเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีทั้งการเติบโตของชนชั้นกลาง ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างนักศึกษา ศาสนจักร และแรงงาน ขบวนการต่อสู้ในเกาหลีใต้มีโครงสร้างที่เหนียวแน่น นักศึกษาเป็นแนวหน้า ขณะที่โบสถ์คริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาชน 


อนุสรณ์ชี้ว่า นี่คือบทเรียนที่ประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า ถ้าเกิดความขัดแย้งเผชิญหน้ากัน ก็ควรแสวงหาแนวทางที่จะสามารถพูดคุยด้วยเหตุผลและปรองดองได้ และการทำให้ขบวนการประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งจะทำให้การแก้ปัญหาสามารถหาทางออกได้อย่างสันติ โดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นสถาบันที่สืบทอดอุดมการณ์ของ ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรก็จะทำบทบาทนี้ โดยสถาบันแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยความเสียสละและการทำงานหนักของผู้คนจำนวนมาก ทำให้สถาบันแห่งนี้เป็นกลไกสำคัญในการเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย แนวความคิดสันติธรรม ความเป็นธรรม และความเสมอภาค 


“ชะตากรรมและเสถียรภาพของประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า ขึ้นอยู่กับความสามารถของสังคมไทยที่จะสถาปนาให้สถาบันประชาธิปไตยมีความเข้มแข็ง สถาบันประชาธิปไตยจะมีความเข้มแข็งได้ก็ต้องอาศัยขบวนการประชาธิปไตยของประชาชน” อนุสรณ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สถาบันปรีดีฯ






















‘พริษฐ์’ เผยผลหารือศาลรัฐธรรมนูญ ชวนภูมิใจไทยร่วมผลักดัน สสร. เลือกตั้ง ตั้งคำถามว่าหากภูมิใจไทยรีบปฏิเสธ เป็นเพราะมีธงอยู่แล้วใช่หรือไม่ว่า ต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยเพื่อปิดประตู สสร. เลือกตั้ง และปูทางไปสู่รัฐธรรมนูญที่ระบอบสีน้ำเงินผูกขาดได้ทั้งการเลือกผู้ร่างและการชี้ขาดเนื้อหา

 


พริษฐ์’ เผยผลหารือศาลรัฐธรรมนูญ ชวนภูมิใจไทยร่วมผลักดัน สสร. เลือกตั้ง ตั้งคำถามว่าหากภูมิใจไทยรีบปฏิเสธ เป็นเพราะมีธงอยู่แล้วใช่หรือไม่ว่า ต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยเพื่อปิดประตู สสร. เลือกตั้ง และปูทางไปสู่รัฐธรรมนูญที่ระบอบสีน้ำเงินผูกขาดได้ทั้งการเลือกผู้ร่างและการชี้ขาดเนื้อหา


วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนได้แถลงผลการประชุม ครม.เงา โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รายงานความคืบหน้าในการหารือระหว่าง กมธ. สส.-สว. กับ ประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงสิ่งที่พรรคประชาชนจะดำเนินการขั้นต่อไป


พริษฐ์กล่าวว่า ทราบกันดีว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ซึ่งในปี 2567 พรรคประชาชนก็เคยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะดังกล่าว แต่พอขยับมาถึงเดือนกันยายน ปี 2568 ก็มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมาที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” แม้พรรคประชาชนจะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่คำวินิจฉัยนี้ได้สร้างข้อจำกัดในการผลักดันข้อเสนอเรื่อง สสร. เลือกตั้ง ให้ได้รับความเห็นชอบโดยรัฐสภา


ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ของฝั่งวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการศาล องค์กรอิสระฯ ของฝั่งสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าหารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อ หนึ่ง-ขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำอธิบายของคำวินิจฉัยดังกล่าวที่มีความคลุมเครือ และสอง-เพื่อพยายามทวงคืนสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร.”


พริษฐ์กล่าวถึงบทสรุปที่ได้จากการหารือ คือการได้รับคำชี้แจงจากศาลรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนสามารถเลือกตั้ง สสร. ได้ และได้รับคำชี้แจงว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการห้ามประชาชนเฉพาะการเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง


ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ก็หมายความว่าประชาชนสามารถเลือกตั้ง สสร. ได้โดยตรง โดย สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามานั้น ก็สามารถมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง และให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างได้จัดทำ”


พริษฐ์กล่าวต่อว่า หลังจากสื่อสารผลการหารือ ก็ได้รับฟังข้อกังวลและข้อคำถาม ซึ่งมีประเด็นที่ตนอยากคลี่คลายใน 3 ประเด็น


ประเด็นแรก จากการที่มีคนบอกว่า ผลการหารือไม่เท่ากับคำวินิจฉัย เรื่องนี้ตนเข้าใจดีว่าผลการหารือไม่ได้เท่ากับคำวินิจฉัยใหม่ แต่ผลการหารือเป็นการขยายความหรืออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำวินิจฉัยเดิมที่มีความคลุมเครือ ซึ่งมองว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นว่า การเดินหน้าต่อไปแบบไหนที่จะขัดหรือไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย


ประเด็นที่สอง บางคนบอกว่า ผลการหารือเป็นความเห็นส่วนตัวของตุลาการที่อยู่ในที่ประชุมเท่านั้น ซึ่งตนก็ต้องย้ำในประเด็นที่ได้แถลงไปตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าแม้การประชุมจะมีเพียงประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการอีก 2 ท่าน แต่ทางประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำชัดตอนเริ่มประชุม ว่าคำอธิบายของเขา ไม่ใช่การอธิบายความเห็นส่วนตัวของเขา (เนื่องจากในคำวินิจฉัยส่วนตนของเขา เขาไม่ได้วินิจฉัยข้อจำกัดใดๆในการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ) แต่คำอธิบายของเขาเป็นการอธิบายความเห็นของ “ที่ประชุมร่วมกันของคณะตุลาการทุกคน” ที่ได้หารือกันก่อนจะออกคำวินิจฉัยกลางดังกล่าวออกมา


ประเด็นที่สาม สส. จากพรรคภูมิใจไทยบางคน พยายามหยิบยกว่า การหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2567 ซึ่งตอนนั้นได้ข้อสรุปว่าสามารถทำประชามติ 2 รอบได้ แต่ท้ายที่สุดคำวินิจฉัยปี 2568 กลับบอกว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าผลการหารือกับคำวินิจฉัยอาจขัดกันได้


การโต้แย้งในลักษณะดังกล่าวเป็นการโต้แย้งบนข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน ถ้าเราตั้งหลักกันดี ๆ ผลการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญในปี 2567 เป็นข้อสรุปว่าเราสามารถเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยทำประชามติเพียง 2 รอบ ตอนกลับมารายงานรายละเอียดดังกล่าวต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภา ผมก็ได้ย้ำว่าในการทำประชามติรอบแรก เราอาจจะต้องถาม 2 คำถาม ซึ่งจะเท่ากับการทำประชามติทั้งหมด 3 คำถามใน 2 รอบ (รอบแรกมี 2 คำถาม และรอบสองมี 1 คำถาม) พอเรื่องดำเนินมาถึงคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ก็จะเห็นได้ชัดว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวก็ยืนยันว่า สามารถทำประชามติ 2 รอบได้ เพียงแต่ในรอบแรกจะต้องมี 2 คำถาม และรอบสองอีก 1 คำถาม จึงจะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวในปี พ.ศ. 2568 เรื่องจำนวนครั้งของการทำประชามติ สอดคล้องกับผลการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ. 2567


พริษฐ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากถามว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร จะขอสื่อสารออกเป็น 4 ประเด็นด้วยกัน


ประเด็นแรก ในฝั่งของพรรคประชาชน ขอยืนยันว่า จะเดินหน้าในการผลักดันให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% โดยตนจะนำบทสรุปของการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเข้าหารือในที่ประชุม สส. ของพรรคในวันพรุ่งนี้ ว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงร่างที่พรรคประชาชนได้ยื่นเข้าไปแล้วหรือไม่ เพื่อผลักดันให้เกิดการเลือกตั้ง สสร. 100%


ประเด็นที่สอง ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน หรือกลุ่ม Con for All ซึ่งเสนอให้มี สสร. จากการเลือกตั้ง 100% เช่นเดียวกัน จากการตรวจสอบล่าสุด มีผู้ร่วมลงชื่ออยู่ประมาณ 23,000 รายชื่อ ซึ่งจำเป็นต้องได้อย่างน้อย 50,000 รายชื่อ เพื่อให้สามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ โดยตนหวังว่าร่างของภาคประชาชนจะได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาพร้อมกับร่างของพรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา


ประเด็นที่สาม อยากสื่อสารไปยังทุกพรรคการเมือง - โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เคยประกาศจุดยืนสนับสนุนให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้ง แต่ก่อนหน้านี้อาจต้องยื่นร่างที่มีเนื้อหาแบบอื่น เพราะข้อจำกัดจากความเข้าใจเดิมเรื่องคำวินิจฉัย - ให้มีการหารือกันภายในพรรค ว่าจะทบทวนร่างของตนเองหรือไม่ เพื่อมาร่วมกันผลักดันให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง


ประเด็นที่สี่ อยากสื่อสารไปยังพรรคภูมิใจไทย และแกนนำของพรรคภูมิใจไทยหลายคนที่ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า หากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่อยากเห็น สสร. มาจากการเลือกตั้งจริง พรรคภูมิใจไทยควรนำข้อมูลใหม่ที่ได้จากการหารือกับทางศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปพิจารณาอย่างจริงจัง และมาหารือร่วมกันกับทุกฝ่าย เกี่ยวกับแนวทางและความเป็นไปได้ในการผลักดันให้เกิด สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง


พริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “แต่หากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเดินหน้าโดยรีบปฏิเสธหรือไม่คำนึงถึงข้อมูลใหม่นี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผลที่แท้จริง เป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมีธงอยู่แล้วว่า ต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือ เพื่อนำมาเป็นข้ออ้างในการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง สสร. ออกไป และเพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นกระบวนการที่ระบอบสีน้ำเงินสามารถเข้ามาผูกขาดได้ ทั้งในเรื่องของการคัดเลือกผู้ร่าง และการชี้ขาดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘ศิริกัญญา’ ชี้สถานะการคลังปี 2569-2570 น่ากังวล ปัญหาเรื้อรังปกปิดไม่ไหวแล้ว

 


ศิริกัญญา’ ชี้สถานะการคลังปี 2569-2570 น่ากังวล ปัญหาเรื้อรังปกปิดไม่ไหวแล้ว


วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนได้แถลงผลการประชุม ครม.เงา โดย ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงเกี่ยวกับการเตรียมติดตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีการอภิปรายวาระที่ 1 ในสัปดาห์หน้า


ศิริกัญญากล่าวว่า จากที่พรรคประชาชนติดตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ ครม. จะมีมติเห็นชอบต่อเอกสารร่างงบประมาณที่จะนำเข้าสู่สภา ซึ่งการอนุมัติร่างดังกล่าวอาจไม่ได้มีรายละเอียดแตกต่างไปจากตอนที่อนุมัติไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน สาระสำคัญของงบประมาณจึงยังไม่เปลี่ยนแปลง


ปัญหาเรื้อรังที่ประเทศไทยเคยมีมานานจนถึงปีนี้ไม่สามารถปกปิดบาดแผลได้อีกต่อไป จะเห็นว่างบประมาณที่มีรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 120,000 ล้านบาท ในขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลงไปกว่า 70,000 ล้านบาท และเมื่อลงไปดูในไส้ใน จะพบว่ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเฉพาะเงินบำนาญอย่างเดียวก็มี 2 รายการ โดยบำนาญข้าราชการเพิ่มขึ้น 20,000 กว่าล้านบาท ส่วนเงินสมทบ กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) ก็เพิ่มขึ้นมาประมาณ 50,000 ล้านบาท รวมไปถึงงบชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมา 40,000 ล้านบาท


เราจึงไม่แปลกใจที่งบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ถูกปรับลดกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นกรมหรือกระทรวงที่ใช้งบลงทุนเป็นหลัก เช่น กระทรวงคมนาคม ทั้งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทถูกปรับลดงบประมาณค่อนข้างมาก รวมไปถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เน้นในเรื่องงานก่อสร้างต่าง ๆ ก็ถูกปรับลดไปเป็นหมื่นล้านบาทเช่นเดียวกัน”


ทั้งนี้ การที่งบบำนาญต่างๆ สูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะเพิ่มหรือขยายสวัสดิการบำนาญให้กับข้าราชการ หรืองบชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐอยากชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่เป็นการจัดงบประมาณให้สะท้อนความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมา มีความพยายามกดตัวเลขงบประมาณสำหรับใช้ในการจัดสรรบำนาญให้กับข้าราชการเกษียณอายุมาโดยตลอด


โดยจะเห็นได้ว่าหลายปีที่ผ่านมามีการตั้งงบไว้เพื่อชดใช้เงินคงคลัง เพราะเมื่องบประมาณเหล่านี้ตั้งไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ในความเป็นจริงมีการใช้สูงกว่า ก็จะไปใช้งบกลางในส่วนสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินมาโปะ หรือใช้เงินคงคลังมาทดแทน


อย่างร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี พ.ศ. 2570 ก็มีการตั้งงบชดใช้เงินคงคลังกว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินบำนาญและงบชำระดอกเบี้ยที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ ปีนี้จึงถือเป็นปีที่รัฐบาลหลังชนฝาแล้ว ไม่สามารถปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงของความหนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย”


นอกจากนี้ ศิริกัญญากล่าวถึง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ที่จะเข้าสู่ ครม. ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเหลือเวลาในการใช้งบประมาณอีกไม่มาก


เราได้เตือนรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น ว่าการโอนงบในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ จะทำได้ไม่มาก ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ จากที่ตั้งเป้าไว้ 100,000 ล้านบาท กลับโอนจริงได้เพียง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้ต้องเสียเวลาและเกิดการระงับการจัดซื้อจัดจ้างไปชั่วคราว เพื่อให้ผ่านกระบวนการของสำนักงบประมาณ ว่างบประมาณตัวไหนจะได้ไปต่อ และตัวไหนจะต้องถูกตัดอีกเป็นเดือน ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณมีการชะลอตัว”


ซึ่งการกันงบประมาณมาได้เพียง 10,000 ล้านบาท ก็ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่สูญเสียไป แต่ที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็สะท้อนว่าสถานการณ์การคลังของปี 2569 อาจอยู่ในภาวะหลังชนฝาจริงๆ เงินเพียงเล็กน้อยก็จำเป็นต้องเก็บไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับใช้ตลอดปีงบประมาณ 2569


ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีการชี้แจงไว้ว่างบประมาณดังกล่าวจะใช้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งจะต้องติดตามรายละเอียดกันต่อไปว่า ถึงแม้จะโอนงบได้เพียงเล็กน้อย แต่พรรคประชาชนก็จะไม่เพิกเฉยในการติดตามรายละเอียดว่างบประมาณที่ควรตัดได้ถูกตัดออกหรือไม่ และส่วนใดที่ถูกตัดไปนั้นสมควรถูกตัดหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าว โดยจะได้เห็นเป็นครั้งแรกในวันที่ 23 มิถุนายน และเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 25 มิถุนายน จึงขอให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบและติดตามการอภิปรายงบประมาณทั้งสองฉบับ ซึ่งเป็นวาระสำคัญของประเทศต่อไป


ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ท่ามกลางการปรับลดงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ มีอยู่หนึ่งกระทรวงที่ได้งบประมาณเพิ่มกว่า 30% คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยหน่วยรับงบประมาณที่ได้รับงบประมาณเพิ่มสูงสุด คือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติ ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport โดยได้งบประมาณเพิ่มกว่า 2 เท่า และที่สำคัญปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ยืนยันมาแล้วว่า จะมีโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ให้ทางสภาได้ติดตามต่อ โดยก่อนหน้าใช้เงินกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็อาจจะทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่วันนี้ได้ของบต่อสภาแล้ว ก็จะต้องมีการเปิดเผยโครงการดังกล่าวให้มีความโปร่งใส ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม รวมถึงผู้แทนของประชาชนจะต้องได้ตรวจสอบด้วย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘เฉลิมพงศ์-ภคมน’ ชี้ระบอบสีน้ำเงินบั่นทอนความเชื่อมั่นธุรกิจภูเก็ต จี้ภูมิใจไทยเคลียร์ปมระบอบสีน้ำเงิน อย่าให้อำนาจภายในเป็นภาระประชาชน


เฉลิมพงศ์-ภคมน’ ชี้ระบอบสีน้ำเงินบั่นทอนความเชื่อมั่นธุรกิจภูเก็ต จี้ภูมิใจไทยเคลียร์ปมระบอบสีน้ำเงิน อย่าให้อำนาจภายในเป็นภาระประชาชน


วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนได้แถลงผลการประชุม ครม.เงา โดย เฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 และ ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบจาก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ต่อวงการธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต


เฉลิมพงศ์กล่าวว่า วันนี้ปัญหาของจังหวัดภูเก็ตไม่ใช่เพียงแค่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจภาค 8 แต่เป็นปัญหาของระบอบสีน้ำเงินที่พยายามฝังรากลึกในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่ปัญหารายบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้มีอิทธิพลที่ฝังรากลึกลงในพื้นที่


มีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาเตือนให้ระวังตัว คำพูดสั้นๆ นี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นภาพสะท้อนของผู้มีอิทธิพลที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้แจ้งว่า เบื้องหลังมีทั้งอำนาจ การเมือง และผลประโยชน์ในพื้นที่ที่แอบแฝงอยู่ ซึ่งเป็นผลประโยชน์มหาศาล เชื่อมโยงตั้งแต่ข้าราชการระดับสูงที่มารีดไถพี่น้องประชาชน ทำให้นักธุรกิจผู้ประกอบการเริ่มเบื่อกับการจ่ายส่วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในจังหวัดภูเก็ต”


คำถามสำคัญของเฉลิมพงศ์คือ รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งหาดฟรีดอมและหาดบางเทา ทราบหรือไม่ว่าภูเก็ตกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร การลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอะไร การโยกย้ายข้าราชการเป็นเพียงการสร้างภาพ และพบปะกลุ่มของตนเอง เพื่อตรวจสอบว่าธุรกิจของพวกเขายังดำเนินไปได้ดีหรือไม่ ยังมีการส่งผลประโยชน์ถึงกันอยู่หรือไม่


เรื่องนี้ผมพูดมาตั้งแต่สมัยเป็น สส. สมัยที่แล้ว ว่าสิ่งที่ต้องทำ คือรวบรวมรายชื่อผู้มีอิทธิพล ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็มีข้อมูลทั้งรายชื่อและจำนวนประชากรของประเทศไทยอยู่แล้ว เชื่อว่ากระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพล ใครเป็นผู้บุกรุกชายหาดสาธารณะ เพราะคดีความต่างๆ มีมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำไมจึงไม่เร่งรัดปราบปราม แต่กลับปล่อยให้มีการประวิงเวลา จนผู้ประกอบการเหล่านั้นยังสามารถทำมาหากินต่อไปได้”


เฉลิมพงศ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำไม่ใช่การแสดงเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องเน้นการตรวจสอบโครงข่ายผู้มีอิทธิพลในจังหวัด รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม วันนี้ผู้ประกอบการที่ถูกกดทับในพื้นที่เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย รวมถึงตนเองด้วย


ปัญหาเรื่องส่วยในจังหวัดภูเก็ตไม่ใช่เพียงเรื่องเงินใต้โต๊ะเท่านั้น แต่เป็นการทำลายเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ทำลายผู้ประกอบการที่ทำมาหากินอย่างสุจริต และทำลายโอกาสของนักลงทุน ความน่าเชื่อถือของจังหวัด รวมถึงทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่ปลอดภัย


ด้านภคมนเปิดประเด็นนี้ว่า “นายกรัฐมนตรี เวลานี้อย่ามัวแต่เล่นลิ้น ร่ายบทกลอนกลบเกลื่อนว่า โลกคือละคร หลังจากที่ดิฉันรู้ทันว่าการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น วันนี้สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการคือความจริง นายกรัฐมนตรีไม่สามารถเล่นละครต่อไปเรื่อย ๆ ได้”


ภคมนกล่าวว่า ได้รับหนังสือจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า การย้ายข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน ผู้ประกอบการไม่รู้ว่าหากจะเข้ามาลงทุนในจังหวัดภูเก็ตจะต้องเข้าหาใคร และในการลงทุนแต่ละครั้ง หากบังเอิญเหยียบเงาหัวใคร จะยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปลอดภัยหรือไม่


ภคมนเล่าถึงการพูดคุยกับผู้ร้องเรียน ซึ่งระบุว่าการลงทุนในจังหวัดภูเก็ต นอกจากจะต้องเตรียมต้นทุนทางธุรกิจแล้ว ยังต้องเตรียมต้นทุนของส่วยด้วย


สิ่งนี้สะท้อนว่า การลงทุนอย่างตรงไปตรงมาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในจังหวัดภูเก็ต วันนี้สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกำลังได้คือ ผลกำไรทางอำนาจการเมือง แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อประเทศไทย หากนายกรัฐมนตรีมัวแต่กลบเกลื่อนเช่นนี้ ความจริงที่สาธารณชนควรได้รับก็จะไม่มีวันปรากฏ


หากย้อนกลับไป 1-2 เดือนที่ผ่านมา ในช่วงที่ระบอบสีน้ำเงินยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เริ่มตั้งแต่กรณีแชตหลุด ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ของอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งวันนี้ท่านอ้างว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ได้มีการเชิญมาชี้แจงถึง 2 ครั้ง และได้รับคำตอบเหมือนกันว่าไม่มีการตั้งคณะกรรมการใดๆ รวมถึงกรณีของปลัดหนุ่มที่ส่งข้อความในไลน์ให้ช่วยสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่มีการสอบสวนใดๆ ทั้งสิ้น”


ภคมนตั้งคำถามถึงข้อเท็จจริงเบื้องหลังการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งคิดว่าสิ่งที่รัฐมนตรีจำเป็นต้องตอบสังคมในวันนี้คือ มีข้อมูลหรือไม่ว่าการย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลกลุ่มใดบ้าง เกี่ยวข้องกับอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ตอย่างไรบ้าง และปัญหาที่ สส.เฉลิมพงศ์ พบในพื้นที่นั้นมีกี่ประเภท เพราะทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประเทศไทยทั้งสิ้น


เรื่องที่สอง อยากให้รัฐมนตรีมีคำตอบต่อคนไทยทั้งประเทศ คือ รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อได้ว่าการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไม่ใช่การวางอำนาจของระบอบสีน้ำเงินในจังหวัดภูเก็ต และไม่ใช่เรื่องของการต่อรองอำนาจทางการเมือง


วันนี้คนที่ลอยตัวเหนือปัญหานี้มากที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ซึ่งจำเป็นต้องให้ความจริงกับพี่น้องประชาชนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ในกระทรวงมหาดไทย หรืออยู่แค่ในพรรคภูมิใจไทย แต่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่แทบไม่เชื่อแล้วว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรกันอยู่ ปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันหรือการต่อสู้ทางอำนาจภายในพรรค เป็นเรื่องของพวกคุณ พี่น้องประชาชนไม่จำเป็นต้องรับภาระ และไม่จำเป็นต้องรับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว


ภคมนกล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ต้องชี้แจงต่อสังคมและประชาชนชาวไทยคือ อำนาจภายในพรรคภูมิใจไทยอย่าให้กลายเป็นภาระของประชาชน อย่าให้ประชาชนต้องแบกรับความไม่มั่นคง ความไม่เชื่อมั่น และความไม่แน่นอนจากการดำเนินการของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

พรรคประชาชนเปิดเวทีกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ‘วิโรจน์’ ซัดงบไม่พอไม่ควรเป็นข้ออ้างแก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้ ชูออกพันธบัตรปฏิรูประบายน้ำกรุงเทพฯ จบน้ำท่วมใน 5 ปี ด้าน ‘ชัยวัฒน์’ ลั่นจะไม่เป็นแค่พ่อบ้าน แต่จะเป็นพ่อเมืองจบปัญหา หากเป็นผู้ว่าฯ พร้อมเลิกสัญญาโรงขยะอ่อนนุชทันที ‘ณัฐพงษ์’ ขอแรงส่งส้มยกจังหวัด ชี้เปลี่ยนกรุงเทพฯ ได้ต้องมีทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.

 


พรรคประชาชนเปิดเวทีกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ‘วิโรจน์’ ซัดงบไม่พอไม่ควรเป็นข้ออ้างแก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้ ชูออกพันธบัตรปฏิรูประบายน้ำกรุงเทพฯ จบน้ำท่วมใน 5 ปี ด้าน ‘ชัยวัฒน์’ ลั่นจะไม่เป็นแค่พ่อบ้าน แต่จะเป็นพ่อเมืองจบปัญหา หากเป็นผู้ว่าฯ พร้อมเลิกสัญญาโรงขยะอ่อนนุชทันที ‘ณัฐพงษ์’ ขอแรงส่งส้มยกจังหวัด ชี้เปลี่ยนกรุงเทพฯ ได้ต้องมีทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.


วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่สนามกีฬาหมู่บ้านเคหะธานี 4 เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. โดย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ได้ร่วมการปราศรัยกับผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนจากทั้ง 9 เขต และ สส.กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกอย่างพร้อมเพรียง โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมการบริหารพรรคประชาชน ร่วมเวทีปราศรัย


วิโรจน์ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้กรุงเทพฯ จะพัฒนาไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่กรุงเทพฯ ยังไปไกลกว่านี้ได้ มหานครของโลกพัฒนาเมืองโดยมีทีมนโยบายที่คอยคิดว่า ถ้าเมืองจะล้มเหลวจะเกิดจากสาเหตุอะไร ต้องหาวิธีป้องกันให้ได้ และจะไม่ยอมให้เมืองสะดุดด้วยปัญหาเดิมๆ อีกครั้ง


ที่ผ่านมากรุงเทพฯ เคยเผชิญกับวิกฤตอย่างน้อยสองเรื่อง คือมหาอุทกภัยในปี 2554 และโควิด-19 จนหลายคนตั้งคำถามว่า หากกรุงเทพฯ เจอกับเหตุการณ์อุทกภัยแบบนั้นอีกครั้ง ด้วยศักยภาพและระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ จะสามารถรับมือให้ผลกระทบจากภัยพิบัติลดน้อยลงกว่าที่เคยเป็นได้หรือไม่ หรือหากเจอโรคระบาดในระดับเดียวกับโควิด-19 จะสามารถป้องกันไม่ให้คนเสียชีวิตมากขนาดที่เคยเจอได้หรือไม่ วิโรจน์บอกว่า ไม่มั่นใจ นี่คือสาเหตุที่กรุงเทพฯ ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่มาก 


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า ด้วยสภาวะโลกรวน ทำให้ปัญหาอุทกภัยมีความรุนแรงมากขึ้น กรุงเทพฯ รับมือด้วยการระบายน้ำผ่านสถานีสูบน้ำ 97 แห่ง ความสามารถในการระบายน้ำอยู่ที่ 1,200-1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีอุโมงค์ยักษ์ 5 สายที่ใช้งานได้จริง แต่ถ้าเพียงพอแล้วปัญหาระบบระบายน้ำท่วมขังต้องดีกว่านี้ แม้จะมีการพัฒนา แต่ปัญหาก็รุกคืบตามไปด้วย วิโรจน์ย้ำว่า มีทางเดียวคือกรุงเทพฯ ต้องคิดให้ใหญ่กว่านี้ และต้องแซงปัญหาให้ได้ โดยเฉพาะน้ำท่วม ซึ่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกใช้เวลานานที่สุดในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งทุกวันนี้ระบายผ่าน 2 คลองหลัก คือคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต กับคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งมีขีดความสามารถในการระบายน้ำไม่เพียงพอ


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า การลอกคลองและท่อระบายน้ำต้องทำมากกว่าและคิดใหญ่กว่าเดิม ทำให้ต้องการผู้ว่าที่กล้าท้าทายกว่าผู้ว่าฯ คนเก่า สานต่องานของผู้ว่าฯ คนเก่าอย่างเต็มที่ และระบบระบายน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญมาก 


การระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เป็นเรื่องที่ใช้เทคโนโลยีอะไรวุ่นวาย แต่คือ pipe-jacking หรือการสอดท่อลงไปเพื่อลัดน้ำลงคลอง ซึ่งแต่เดิมกรุงเทพฯ ทำหลายเส้นมาก บางปีงบประมาณทำได้ถึงหลักสิบเส้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด ปัจจุบันปีหนึ่งทำได้ไม่เกิน 3-4 โครงการ 


“อย่าเอางบประมาณมาหยุดความฝันของคนกรุงเทพฯ อย่าเอางบประมาณมาทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องยอมทน เพราะกรุงเทพฯ หาเงินได้ ไม่ต้องรอ ถ้าบอกว่าต้องทำแค่ 10 เส้น เพราะถ้าทำมากกว่านี้จะกระทบกับการจราจรก็ยังโอเค แต่จะต้องไม่ใช่เพราะติดเรื่องเงินหรือเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงาน” วิโรจน์กล่าว


วิโรจน์ยังระบุต่อไปว่า ระบบเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT ก็จะต้องมีการติดเพิ่มเพื่อมอนิเตอร์ระดับน้ำ เพื่อให้ระบบศูนย์ควบคุมสั่งการในการระบายน้ำสามารถสั่งการทางไกลได้ ปรับปรุงประตูระบายน้ำให้มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยี ทำให้การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแม้จะต้องใช้เงินระดับถึงแสนล้านในระยะ 5 ปี แต่ผู้ว่าฯ ก็ต้องกล้าคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อออกพันธบัตร 25,000 ล้านบาทเป็นระยะเวลา 5 ปี แม้จะมีดอกเบี้ย แต่ก็ดีกว่าการชะลอโครงการที่ควรจะทำ ซึ่งแนวคิดของพรรคประชาชนคือ กล้าที่จะออกพันธบัตรเพื่อทำระบบระบายน้ำแบบที่ไม่ต้องรอคอยงบประมาณ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ต้องทำพร้อมกันให้เสร็จภายใน 5-6 ปี 


“นี่คือเส้นเลือดใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ ที่จะมาเสริมกับเส้นเลือดฝอย ตอนนี้เส้นเลือดฝอยไขมันไม่อุดตันแล้ว แต่หัวใจที่ตีบอยู่ได้เวลาทำบอลลูน ทำระบบระบายน้ำใหม่ให้กรุงเทพฯ ปลอดภัยจากน้ำท่วมไปอีก 10-20 ปีข้างหน้าให้ได้” วิโรจน์กล่าว


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือขยะ ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีขยะประมาณ 9,000 ตันต่อวัน ความน่ากังวลคือกรุงเทพฯ ใช้วิธีการฝังกลบประมาณ 60-70% ซึ่งตราบใดที่ยังไม่สามารถหาวิธีในการแยกขยะที่เป็นเศษอาหารที่มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 49% ได้ ขยะเหล่านั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย กรุงเทพฯ ต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและสื่อสารกับประชาชนว่าปัญหาขยะสามารถแก้ได้ด้วยการแยกขยะ แต่ไม่ใช่การผลักภาระ


และวันนี้โรงขยะ 800 ตันกับ 1,000 ตันที่อ่อนนุชกำลังจะหมดใบอนุญาตในปี 2570 วิโรจน์ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องให้คนอ่อนนุชทนรอจนถึงปี 2570 เพราะ กทม. สามารถยกเลิกสัญญาได้เลย โดยเจรจากับผู้ประกอบการ หาทางชดเชยให้เลิกก่อนหมดสัญญา โรงขยะ 800 ตันที่ทำก๊าซชีวภาพและเชื้อเพลิง ปรับปรุงใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่เป็นแบบปกปิดจริงๆ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ส่งเสริมให้มีศูนย์รีไซเคิล เปลี่ยนขยะให้เป็นเชื้อเพลิง ก็จะสามารถทำให้ปัญหาขยะในภาคตะวันออกของกรุงเทพฯ ลดลงได้


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับสภา กทม. ที่จะมีการเลือกพร้อมผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าใครก็ตามมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้วถูกล้อมรอบด้วย ส.ก. ที่หากินตบทรัพย์ คิดแต่จะผันงานให้กับผู้รับเหมาและพ่อค้าในเครือข่าย แล้วหวังให้แบ่งเปอร์เซ็นต์มาให้ตัวเองกับข้าราชการในเครือข่าย ผู้ว่าฯ จะทำงานไม่ได้ เพราะโครงการที่ดีที่ต้องการนำเสนอให้กับประชาชน การแก้ปัญหาทุจริตงบประมาณแปรญัตติ ต้องป้องกันไม่ให้โจรสวมสูทเข้าไปเป็นสมาชิกสภา กทม. ให้ได้ และทางเดียวก็คือเลือก ส.ก. จากพรรคประชาชนให้ครบทั้ง 50 คน 50 เขต เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์เอามาทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพฯ


ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการเดินทางในกรุงเทพฯ ว่าจะดีกว่านี้หรือไม่ถ้ามีรถเมล์มากกว่านี้ และเดินทางด้วยรถเมล์ได้จริง โดยยกตัวอย่างการหาเสียงที่คลองสามวา ที่มีป้ายรถเมล์เยอะมากแต่แทบไม่มีรถเมล์วิ่ง ซึ่งนอกจากรถเมล์แล้ว ชัยวัฒน์ยังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงการโดยสารทางเรือผ่านคลองเส้นต่างๆ และกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกก็มีศักยภาพอยู่แล้ว 


“ตั้งแต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรกผ่านมา 51 ปี กรุงเทพฯ ก็ยังไม่ค่อยไปไหน ปัญหาที่ต้องแก้ไขก็คือปัญหาเดิม ไม่ว่าจะการเดินทาง โรงขยะที่คนอ่อนนุชต้องทนกลิ่นเหม็นมา 20 ปี ถ้าผู้ว่าฯ เดือดร้อนแทนคนกรุงเทพฯ เรื่องขยะแบบนี้ควรจะต้องจบไปนานแล้ว แต่ทุกวันนี้ปัญหานี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม เลือกตั้งมา 51 ปี มีผู้ว่าฯ กทม. มา 17 คน กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่คนเลือกตั้งผู้ว่าฯ มาเอง ผู้ว่าฯ ควรจะต้องทำอะไรได้มากกว่านี้” 


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า มีคนเปรียบเทียบว่างานผู้ว่าฯ ก็เหมือนงานพ่อบ้าน ทำไปเก็บกวาดบ้านไป ทำทางเท้า ทำถนน ลอกท่อ ปะผุกันไป น้ำก็ยังท่วมเหมือนเดิม รถยังติดเหมือนเดิม รถเมล์ยังน้อยเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริง คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องการผู้ว่าฯ แบบ ‘พ่อบ้าน’ ที่จะมาทำงานบ้าน แต่ต้องการ ‘พ่อเมือง’ ที่จะมาแก้ปัญหาให้จบ และยืนยันว่า หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. โรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็นต้องยกเลิกสัญญาทันที


ส่วนเรื่องคลอง ทุกวันนี้กรุงเทพฯ ลอกได้ครึ่งเดียว จึงต้องลอกให้ครบทั้ง 100% เพื่อให้ระบายน้ำได้ดีช่วงหน้าฝน แม้จะเป็นงานแบบพ่อบ้านแต่ก็ต้องทำแบบพ่อบ้านที่เอาจริง และทำแบบพ่อเมือง แก้ปัญหาน้ำท่วมให้จบด้วยการแยกท่อน้ำฝนออกมา ไม่ใช่นำน้ำฝนและน้ำเสียมารวมไหลไปในท่อเดียวกัน 


ปัญหาเรื่องการทุจริต ชัยวัฒน์มองว่า ผู้ว่าฯ ต้องเป็นคนเข้ามาแก้ให้จบ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบ แต่เงินภาษีของประชาชนถูกทำให้รั่วไหลออกไปผ่านการทุจริต เรื่องแบบนี้ไม่ต้องบอกว่าผู้ว่าฯ มีอำนาจหรือไม่ แต่ต้องถามว่ามีใจที่จะแก้ไขหรือไม่ คนกรุงเทพฯ เลือกมาโดยตรงต้องแก้ปัญหาให้คนกรุงเทพฯ ให้จบให้ได้ 


ส่วนปัญหาด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะใบส่งตัวที่คนกรุงเทพฯ เจอกัน ถ้ามองว่าไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯ ก็จบอยู่แค่นั้น แล้วปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ไข แต่ผู้ว่าฯ ที่เป็นพ่อเมืองจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนกรุงเทพฯ เช่น เป็นเจ้าภาพไปคุยกับ สปสช. แก้ปัญหาระบบการจ่ายเงิน นำศูนย์บริการสาธารณสุขเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพคนกรุงเทพฯ ได้ดีขึ้น


“แม้จะไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯ แต่ถ้ามันคือความเดือดร้อนของประชาชน พ่อเมืองก็ต้องทำ ผมจะเป็นตัวอย่างให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็น และเป็นตัวอย่างให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็น ว่าผู้ว่าฯ ที่ประชาชนเลือกต้องรับใช้ประชาชน จบปัญหาให้ได้ ไม่ใช่อยู่แค่จบครบเทอม คนกรุงเทพฯ ต้องให้โอกาสกับตัวเอง กล้าที่จะเลือกคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม กล้าที่จะจบปัญหาเรื้อรังต่างๆ ของ กทม. แล้วเราจะสร้างกรุงเทพฯ เพื่อลูกหลานของเราไปด้วยกัน” ชัยวัฒน์กล่าว


ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ฝันใหญ่ของพรรคประชาชน ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ คือเรื่องการผลักดันการกระจายอำนาจ เพราะท้องถิ่นประเทศไทยในปัจจุบันยังคงถูกกดทับและรวมศูนย์อยู่ แม้แต่กรุงเทพฯ ที่ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนก็ยังไม่มีอำนาจในการย้ายเสาไฟฟ้าสักต้น เพราะมีหลายเจ้าภาพ ผู้ว่าฯ จึงต้องเป็นมือประสานสิบทิศ


ส่วน ส.ก. เปรียบเสมือนเป็นคนดูแลกระเป๋าเงินของผู้ว่าฯ งบประมาณปีละแสนล้าน ถ้าผู้ว่าฯ ฝันใหญ่ อยากทำระบบระบายน้ำหรือทำโครงการอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายผู้อนุมัติก็คือ ส.ก. และทุกอย่างที่ทุกคนเห็นในข่าว อย่างเช่น เรื่องลู่วิ่งราคาแพง ก็มาจากกระบวนการงบประมาณท้องถิ่นที่เป็นแบบนี้ ถ้าทุกคนอยากได้การพิจารณางบประมาณที่มีความโปร่งใส เม็ดเงินทุกบาทถูกลงในโครงการเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับชาวกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง ก็ต้องเลือก ส.ก. ที่เชื่อมั่นได้ว่าทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสิ่งสูงสุด


ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนต่างมาด้วยเจตจำนงเดียวกัน ถ้าอยากได้ ส.ก. ที่ทำงานเหมือน สส.พรรคประชาชน พิจารณางบประมาณ กทม. อย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา แบบ สส.พรรคประชาชน ที่เสนอกฎหมายในระดับประเทศ แต่เสนอเป็นข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าในสภา กทม. ไม่ว่าจะเป็นการจัดการผังเมือง การทำพื้นที่สีเขียว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รถเมล์อนาคต มีวาระที่ก้าวหน้าอีกหลายเรื่องที่ผลักดันผ่านกฎหมายท้องถิ่นได้ ที่ฝากความหวังไว้กับ ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 คน 50 เขตได้


“ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายนี้ การตัดสินใจของท่านในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้ อยากให้ทุกคนศึกษาจริงๆ ดู ส.ก. ในเขตของตัวเอง ศึกษาประวัติให้ดีว่าเป็นใครมาจากไหน การประกาศตัวว่าอิสระแล้วใส่สีเขียวบนป้ายหาเสียงเพื่อพยายามห้อยโหนกระแส อ.ชัชชาติ อิสระจริงไหม ถ้าศึกษาแล้วแคนดิเดตเหล่านั้นไม่สามารถทำให้เชื่อถือได้จริง อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของพรรคสีส้ม เชื่อมั่นในแคนดิเดต ส.ก. 50 คน 50 เขต ผมการันตีให้ได้” ณัญพงษ์กล่าว


ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า ชัยวัฒน์มีทีมบริหารที่พร้อมทุกด้าน ตั้งแต่คุณภาพชีวิต การปฏิรูประบบราชการ ระบบสาธารณสุข งานโยธา เศรษฐกิจปากท้อง ทำให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ชัยวัฒน์ทำได้แน่นอนก็คือ งานพ่อเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการระบายน้ำ ทางเท้าไม่ผุพัง ถนนเรียบ ไฟส่องสว่างต่างๆ 


คนเป็นผู้นำคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือไม่ปฏิเสธเรื่องยาก ชัยวัฒน์อาสามาแก้ไขปัญหาให้กับคนกรุงเทพฯ โดยไม่มองเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง คนแบบนี้เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำอย่างยิ่ง มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ไม่มีใครเข้ามาเพราะตั้งใจที่จะชนะการเลือกตั้ง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ กาเพื่อเปลี่ยนแล้ว กาเพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนไปแล้ว แล้วการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ถ้ากาเพื่อให้เปลี่ยนอีกสักครั้ง เพื่อให้กรุงเทพฯ มีงบประมาณที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น มีข้อบัญญัติที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น มีผู้นำเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง มีความทะเยอทะยาน มีวิสัยทัศน์ มีทีมบริหารที่พร้อม ทำไมเราจะกาเพื่อเปลี่ยนอีกหนึ่งครั้งไม่ได้ 


“เหลือเวลาอีกแค่ 7 วันเท่านั้น อย่าออกจากบ้านด้วยความรู้สึกแค่อยากเลือกผู้ว่าฯ สักคนที่มั่นใจว่าทำงานให้ได้ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความรู้สึกในการกาเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อการเมืองที่ดีกว่าเดิม ถ้าได้ชัยวัฒน์และทีมบริหารพรรคประชาชนไปบริหาร ได้ ส.ก. 50 คน 50 เขต สีส้มยกทั้งจังหวัด เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน” ณัฐพงษ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งสก69













วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ เปิดวิสัยทัศน์ TH-AI ประชาชน ชี้ลงทุน AI ต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ซื้อ ต้องต่อยอดเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก หากไทยอยากร่วมห่วงโซ่ ต้องขึ้นรถไฟให้ถูกขบวน


‘ณัฐพงษ์’ เปิดวิสัยทัศน์ TH-AI ประชาชน ชี้ลงทุน AI ต้องสร้าง ไม่ใช่แค่ซื้อ ต้องต่อยอดเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองในเวทีโลก หากไทยอยากร่วมห่วงโซ่ ต้องขึ้นรถไฟให้ถูกขบวน


วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน จัดงานเสวนา ‘AI ประชาชน’ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นพร้อมแสดงวิสัยทัศน์นโยบายดิจิทัลและ AI ของพรรคประชาชน โดยมีผู้เชี่ยวชาญในวงการดิจิทัลและ AI พร้อมประชาชนที่สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนอย่างคับคั่ง


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมบรรยายเปิดงานในหัวข้อ ‘TH-AI ในระเบียบโลกใหม่’ โดยระบุว่าแผน AI ของประเทศควรจะเป็นหน้าที่ของกรรมการ AI แห่งชาติ ที่นายกฯ เป็นประธานเป็นคนเขียน แต่บอร์ด AI ประชุมครั้งสุดท้ายก็คือสมัยรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร จนถึงวันนี้บอร์ด AI ยังไม่เคยทบทวนแผน AI ขณะที่รัฐมนตรีดิจิทัลฯ กำลังดัน TH-AI Passportอย่างเต็มที่


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าพรรคประชาชนมีโอกาสได้เข้าไปร่างแผน AI แห่งชาติใหม่ วัตถุประสงค์ของแผน AI แห่งชาติที่ดีควรมีวัตถุประสงค์สามประการหลัก คือ 


1. การเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง แม้โครงการ TH-AI Passport จะมีประโยชน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 1,500 ล้านบาทกำลังลงไปกับค่าใช้จ่ายในการซื้อ ไม่ได้เป็นการสร้าง ดังนั้น ถ้าจะลงทุนเรื่อง AI ในประเทศสักอย่างโดยใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท ควรจะต้องสามารถเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างได้


2. การลงทุนควรขยายผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นได้ การลงทุน AI ไม่ควรได้แค่ Chatbot มาตอบคำถาม แต่ควรขยายผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ 


3. การสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยในพลวัตโลกใหม่ ขณะที่เพื่อนบ้านกำลังแซงไทย มหาอำนาจก็พยายามบีบให้ประเทศไทยและประเทศอื่นต้องเลือกข้าง โจทย์คือถ้าจะกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับ AI ควรทำอย่างไรให้การลงทุนสามารถทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ทางนโยบายและตัวเลือกมากยิ่งขึ้น 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การมีแผน AI แห่งชาติที่ดีต้องตอบวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ข้อนี้ ไม่ว่าจะห่วงโซ่อุปทานหรือห่วงโซ่มูลค่าของ AI มีขนาดที่ใหญ่มากและลึกมาก ตั้งแต่พลังงาน ดาต้า โมเดลต่างๆ จนมาเป็นแอปพลิเคชัน โดยหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวถึงรายละเอียดว่า


“ในห่วงโซ่อุปทานต่างๆ เหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้องเก่งทั้งหมด แต่เลือกเก่งให้ถูกจุด นี่คือสิ่งสำคัญที่เรียกว่า ‘ยุทธศาสตร์’ คำว่ายุทธศาสตร์คืออะไร คือรู้ว่าควรจะต้องลงทุนในจุดไหน ทำในเรื่องไหน ที่ทำให้เรามีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้นได้”


AI สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชั้น คือพลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้า อัลกอริทึม และแอปพลิเคชัน 


1. พลังงานสะอาด AI ต้องใช้พลังในการประมวลผลมาก ดาต้าเซ็นเตอร์ก็มีมาตรฐานใหม่คือ RE100 ต้องใช้พลังงานสะอาด 100% เพื่อนำมาป้อนให้กับ AI โมเดลในอนาคต บทบาทของไทยทางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ประเทศไทยสามารถเป็น ‘ปลั๊กไฟที่สะอาด’ ให้กับอาเซียนได้ เราไม่ควรเอาเงินลงทุนจากดาต้าเซ็นเตอร์ หรือจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทชั้นนำจะมาลงทุนในประเทศเป็นผลงานใหญ่โตแล้วไปบดบังยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นคือการวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอย่าลืมว่านอกจากดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ทุกโรงงานต่อจากนี้ในอนาคต ทุกสินค้าที่ผลิตในภูมิภาคอาเซียนเพื่อส่งออกไปสหภาพยุโรปหรือประเทศอื่นที่มีกำแพงภาษีคาร์บอน ต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาดทั้งสิ้น ใครที่มีพลังงานสะอาดที่ถูก เสรี และเป็นธรรมกับประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้า ย่อมได้เปรียบมากกว่า


ณัฐพงษ์ระบุว่าตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Nord Pool หรือการซื้อขายพลังงานข้ามพรมแดนกันได้ เริ่มจากนอร์เวย์ที่เปิดเสรีพลังงานในประเทศ จากนั้นก็มีประเทศในกลุ่มนอร์ดิกเข้าร่วม ปัจจุบันในสหภาพยุโรปมี 16 ประเทศที่สามารถซื้อขายพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดนกันได้แล้ว และยังมีอีกหลายภูมิภาคบนโลกที่ทำเรื่องนี้แล้ว ซึ่งประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน


2. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับขบวนรถไฟ ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมมีขนาดใหญ่มาก เพียงแต่วันนี้ประเทศไทยควรจะต้องเลือกขึ้นให้ถูกขบวนและเลือกส่งเสริมให้ถูกคัน


สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดตอนนี้คือ Photonics หรือการส่งสัญญาณถึงกันด้วยแสงของชิปซีพียู และมีบริษัทหนึ่งในประเทศประเทศไทย คือ Fabrinet ที่เก่งในเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในเรื่องการทำ optical module (อุปกรณ์ส่งสัญญาณแสง) ซึ่งต่อไปชิปที่ผลิตออกมาก่อนที่จะนำไปประกอบลงในแผงวงจรและดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องนำ optical module มาประกบ


กำลังการผลิตเกือบ 100% ของ Fabrinet ตั้งอยู่ในประเทศไทย และกินส่วนแบ่งในตลาดโลกเยอะมาก 3 ปีที่ผ่านมากำไรโตขึ้นปีละ 133% ดังนั้น เมื่อ AI ในอนาคตชิปแต่ละตัวสื่อสารกันด้วยแสง และประเทศไทยมีบริษัทที่เก่งอยู่แล้ว โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยน่าดึงดูดมากกว่าการเป็นแค่ฐานการผลิต


3. ข้อมูล ณัฐพงษ์กล่าวถึงความจำเป็นที่ AI ต้องใช้ข้อมูลที่ดี แต่ก็ยังมีความกังวลเรื่องอธิปไตยทางข้อมูลเช่นกัน 


“วันนี้เราบอกว่าเราสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยีไปให้แพลตฟอร์มต่างประเทศหมด แต่ความหมายก็คือ ถ้าเราเป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง มีข้อมูลบางอย่างที่มันมีมูลค่าสูงๆ ที่มีแต่หน่วยงานของไทยเข้าถึงได้ เป็นของตัวเอง เท่ากับว่าถ้าเราสร้างอธิปไตยทางข้อมูลของตัวเองได้ เรากำลังจะสร้างอธิปไตยทาง AI ของตัวเองได้ แล้วอธิปไตยทาง AI ของตัวเราเองก็หมายถึงความมั่นคงของประเทศ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยประการแรกที่ต้องมีก่อนคือกรอบกฎหมาย การวางกรอบกฎหมายที่ดีจะเป็นเกราะคุ้มกันอำนาจอธิปไตยทาง AI ตอนนี้ประเทศไทยมีกฎหมาย PDPA เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเทียบเคียงได้กับ GDPR ของสหภาพยุโรป แต่สหภาพยุโรปก็มีกฎหมายที่ส่งเสริมเศรษฐกิจข้อมูลให้เกิดขึ้นด้วยคือ Data Act ซึ่งใจความสำคัญคือการทำฐานข้อมูลที่มีมูลค่าสูงในทางเศรษฐกิจ อย่างข้อมูลทางด้านการเงิน สุขภาพ การศึกษา การเดินทาง ให้นักวิจัยเอกชนและหน่วยงานรัฐสามารถนำฐานข้อมูลนี้ไปสร้างโมเดล AI ได้


หากประเทศไทยมีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากมายมหาศาล เฉพาะข้อมูลทางการเงิน ถ้าเปิดให้เสรีมากขึ้นโดยยึดหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีการศึกษามาแล้วว่าจะสามารถทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 2-3% ต่อจีดีพี หรือข้อมูลในเรื่องการเดินทาง หากรู้เส้นทางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายว่าไปที่ไหนบ้าง จะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมได้ว่ามีนักท่องเที่ยวประเภทไหนบ้าง ซึ่งไม่ใช่การติดตามบุคคลแต่เป็นการติดตามในภาพรวม ขณะเดียวกันข้อมูลการเดินทางก็สามารถนำมาใช้ในการจัดการภัยพิบัติ การจัดการผังเมือง การเดินทาง ธุรกิจค้าปลีกได้


4. อัลกอริทึม ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องไปพัฒนา LLM แข่ง แต่เลือกทำโมเดลบางอย่างที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ในประเทศไทยมากกว่าได้ เช่น AI อ่านภาพถ่ายดาวเทียม นำมาใช้ในการจัดการน้ำท่วมและตรวจจับการทำการเกษตรแบบเผา การบุกรุกป่าแบบเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน และที่ณัฐพงษ์ย้ำว่าน่าสนใจคือ จะเป็นเรื่องดีถ้ามี AI เข้าใจภาษาราชการไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. กฎกระทรวง ระเบียบต่างๆ ที่มีเป็นหมื่นฉบับ


“ถ้า กพร. หรือสำนักงานพัฒนาระบบราชการ ต้องการจะเปลี่ยนข้อมูลจากกระดาษเป็นแอปฯ ทุกวันนี้ไม่มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มานั่งเขียนโค้ดเองแล้ว ไม่มี หาก AI เข้าใจกระบวนการของรัฐทั้งหมด ผ่านการเรียนรู้ภาษากฎหมายในระบบราชการทั้งหมด รู้ด้วยอะไรถูกอะไรผิด รู้ด้วยกระบวนการภายในเป็นยังไง ต่อไปเราจะประหยัดค่าเขียนแอปฯ ของรัฐได้ขนาดไหน ไม่ต้องมี TOR มาจ้างบริษัทใหญ่ๆ มาเขียนแล้ว เอาเจ้าของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าใจกระบวนการตัวเอง prompt ออกมาเองเลย”


5. แอปพลิเคชัน ทุกอย่างที่ตนพูดจะเปล่าประโยชน์ถ้าไม่เกิดการนำไปใช้จริง ซึ่งสิงคโปร์มีตัวอย่างที่เริ่มใช้แล้วคือ AI ภาครัฐที่เข้าใจกระบวนการภายในระบบราชการบางอย่าง ให้เจ้าหน้าที่รัฐนำ AI มาช่วยในการทำงานได้ ตัวอย่างที่สหราชอาณาจักรก็มีการตั้งกองทุนสนับสนุนให้มีการพัฒนา AI โมเดลของตัวเองขึ้นมา ถ้าประเทศไทยปูพื้นฐานชั้น 1-4 แล้วตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา ภาคเอกชนและสตาร์ตอัปต้องการทุนในการทำอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ทุนที่ตั้งขึ้นมาไม่มีใครเข้ามาขอ เพราะชั้น 1-4 ยังสะเปะสะปะอยู่


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า สุดท้ายที่น่าสนใจมากคือการทำ AI จับโกง ทุกวันนี้ LLM ทำให้การจับโกงไปไกลกว่าเดิมอีกขั้นนึง จากเดิมที่เป็น logic-based เช่น ถ้าระยะเวลาในการเปิดประมูลน้อย ผู้เข้าแข่งขันน้อย ราคาชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางแค่ 1% ก็มีความน่าสงสัย แต่เดี๋ยวนี้การโกงผ่าน TOR ไม่ว่าจะเป็นการล็อกสเป็ก ผู้รับจ้าง ล้วนเป็นภาษามนุษย์ การนำคนไปตรวจ TOR ทุกฉบับทุกโครงการเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามี AI ที่อ่าน TOR เป็น การจับโกงก็ทำได้ง่ายขึ้น เพราะ AI เริ่มเข้าใจภาษามนุษย์มากขึ้นแล้ว


ณัฐพงษ์สรุปแผน AI ของพรรคประชาชนว่า “อยากให้ทุกคนเห็นภาพ ว่าแผน AI แห่งชาติสำหรับผมและพรรคประชาชน ไม่ได้หมายถึงแค่การซื้อของจากต่างประเทศมาแจก คิดถึง 3 วัตถุประสงค์หลักด้วยกัน ทำอย่างไรให้เราเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง ทำอย่างไรให้เกิดการต่อยอดไปอุตสาหกรรมอื่น ทำอย่างไรที่เพิ่มอำนาจต่อรองของไทยบนเวทีโลกต่อไปในอนาคต”


“ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ภาพทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ ส่งเสริมนักผู้ประกอบการไทย ภาครัฐก็ได้ประโยชน์ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเราได้ด้วย อันนี้ก็เป็นภาพทั้งหมด” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่าสก69