วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“ยืนหยุดขัง” สกายวอร์คปทุมวัน ครบรอบ 3 ปี เก็ท - โสภณ ถูกขังในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112

 


“ยืนหยุดขัง” สกายวอร์คปทุมวัน ครบรอบ 3 ปี เก็ท - โสภณ ถูกขังในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112


วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่สกายวอร์คปทุมวัน เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” 1 ชั่วโมง 12 นาที เนื่องจากเป็นวันครบรอบสามปีที่ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกพิพากษาลงโทษจำคุกและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2566


“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง เป็นนักศึกษาจากภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชและเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 ในหลากหลายบทบาทรวมถึงร่วมก่อตั้งกลุ่มโมกหลวงริมน้ำด้วยเช่นกัน


ปัจจุบัน เก็ทถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกพิพากษาจากคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ด้วยโทษจำคุกทั้ง 4 คดีรวมกันเป็นเวลา 10 ปี และในโอกาสครบสามปีที่เขาถูกคุมขัง เก็ทส่งข้อความมาถึง Thumb Rights ว่ามีความต้องการออกมาทำกิจกรรมยืนหยุดขังในพื้นที่สกายวอร์ค เพื่อให้เรื่องการมีอยู่ของผู้ต้องขังทางการเมือง สามารถเข้าถึงผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมาได้


บรรยากาศกิจกรรมในวันนี้ มีผู้มาร่วมกิจกรรมหลายสิบคน โดยมีแม่ของเก็ทมาร่วมยืนหยุดขังด้วย พร้อมกับถือรูปผู้ต้องขังทางการเมือง และป้ายข้อความ ‘ครบรอบ 3 ปี ในเรือนจำ เก็ท โสภณ ขอคืนความยุติธรรม’


ณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวว่า เมื่อวาน (23 สิงหาคม) เป็นวันที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ถูกประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้เกิดการนิรโทษกรรมทางการเมืองเกิดขึ้น แต่ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้รวมคนทุกกลุ่มเอาไว้ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกทิ้งออกไป คือกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี “มาตรา 112” และในวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ครบรอบการเข้าเรือนจำสามปีของ “เก็ท” โสภณ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีการเมืองคดีมาตรา 112 


ณัฐชนนกล่าวต่อว่า ตอนนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 52 คน จำนวน 35 คน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และคดีมาตรา 110 ในวันนี้พวกเราจึงมาเชิญชวนให้ทุกคนมายืนหยุดขังร่วมกันเพื่อแสดงออกเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า พวกเราอยากเรียกร้องนิรโทษกรรมรวมคนทุกกลุ่ม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 


จากนั้น มีการอ่านจดหมายที่ส่งมาจาก “เก็ท” โสภณ เนื่องในโอกาสครบรอบคุมขัง 3 ปี มีเนื้อหาว่า “3 ปีที่ยังฝันอยู่      


เมื่อคืนฉันฝัน ฝันว่าคนทุกคนเท่ากัน โอ้ในฝันมันช่างสวยงาม” เพลงความฝันยามรุ่งสาง เพลงนี้ผมเปิดฟังระหว่างนั่งรถไปฟังคำพิพากษาคดี 112 คดีแรก ในวันที่ 24 สิงหาคม 2566


ตอนอายุ 23 ผมถูกขังคุกครั้งแรก ระหว่างถูกขังมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่า “‘เขา’ไม่คิดจะเล่นคุณถึงตายหรอก ‘เขา’ เห็นคุณเป็นเด็ก ก็แค่จะตีให้หลาบจำ” อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่ในการไต่สวนประกันตัวครั้งสุดท้าย ผู้พิพากษาถามผมว่า “สัญญาได้ไหมว่าเป็น ‘เด็กดี’”


หลังได้รับการประกันตัวในปี 2565 ศาลก็สั่งขังผมไว้ในบ้าน (house arrest) เป็นเวลาหกเดือน จากนั้นผมก็ถูกถอนประกันถูกศาลสั่งขังเป็นเวลา 45 วัน ช่วงต้นปี 2566 หลังประกันได้ ผมก็ยังเคลื่อนไหวต่อไป ไปทำงาน เป็นนักรังสีฟรีแลนซ์ คลินิกโรงพยาบาลไหนต้องการคน ผมก็จะไป ในวงการเค้าเรียกคนแบบผมด้วยชื่อเล่น พวกมือปืน นอกจากนั้นก็เตรียมเรียนต่อ มีอิสรภาพได้หกเดือนก็ถูกศาลพิพากษา รอบนี้ติดนานทีเดียว กำลังจะทะลุสามปีแล้ว


จากการถูกขังทั้งในคุกและในบ้านตัวเอง ตั้งแต่อายุ 23 ยันอายุ 27 ก็ต้องพูดตามตรงว่า การคุมขังไม่เพียงแต่นำพาเรื่องแย่ ๆ เข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องขัดเกลาผมด้วย นับวันก็ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้นและยิ่งชัดขึ้น สังคมประชาธิปไตยไม่ได้พิจารณาคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ประกอบไว้ในชื่อประเทศ หรือในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่งั้นเราก็คงสรุปกันว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเกาหลีเหนือก็เป็นประชาธิปไตย 


หากแต่สังคมประชาธิปไตยนั้น ต้องประกอบด้วยโครงสร้างสังคมที่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และเสรีภาพของราษฎรเป็นหลัก วัฒนธรรมต้องเสริมสุขภาพประชาชนมีความเข้มแข็งและตระหนักถึงศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งหากใช้เกณฑ์ดังกล่าวมาก็จะพบว่าประเทศไทยยังไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์


บทบาทขององค์กรรัฐถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของเครือข่ายชนชั้นนำ ส่วนประชาชนที่ควรเป็นศูนย์กลางของวงโคจรอำนาจทางการเมือง ก็ถูกผลักไสให้หลุดไปเป็นผู้มีสถานะรอง ประเด็นนี้เราพูดซ้ำกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว


ตลอดช่วงสามปีมานี้ หลายคนก็คงเห็นแล้วว่าถึงผมอยู่ในคุกก็ไม่ใช่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย ผมก็ว่าผมเป็นคนเซนส์แรงอยู่ นอกจากเหตุการณ์การบ้านการเมืองแล้ว ผมก็ยังสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย เพื่อนคนไหนคบกับใคร เลิกกับใคร ใครทะเลาะกัน ผมก็รู้ และรู้ด้วยว่าคนที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย พวกคุณเหนื่อยล้าบาดเจ็บกันแค่ไหน นี่แหละความลำบากของการต่อสู้ระยะยาว


สภาพสังคมไทย เป็นเรื่องมือใครสาวได้ก็สาวเอา ชนชั้นนำสร้างเครือข่าย กลายเป็นชนชั้นปกครอง ซึ่งประกอบด้วยระบบข้าราชการและกลุ่มนายทุนใหญ่ พวกเขาร่างกฎกติกากันมาเอง ดำเนินนโยบายเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์แก่พวกตนเอง เสวยสุขจากการฉกฉวยทรัพยากรสาธารณะ 


ในขณะที่สามัญชนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเจ้าของอำนาจสูงสูงสุดในทางทฤษฎี กลับต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอด ใครมีต้นทุนชีวิตก็พอเอาตัวรอดได้ ใครพอมีโอกาสก็ย้ายประเทศไปหาความเจริญ แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่ได้มีต้นทุนพอที่จะเอาชีวิตรอดได้ขนาดนั้น ไม่มีกำลังพอที่จะหนีปัญหาไป หากปล่อยไว้ต่อไปประเทศนี้จะเหลืออะไรนอกจากประชาชนตาดำ ๆ ที่ถูกย่ำยีและลืมตาอ้าปากไม่ได้


ผมเข้าใจได้ หากทุกคนจะอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง มิตรสหายที่สู้มาด้วยกันจะรู้สึก Burn out ผมเข้าใจพวกคุณดีและไม่ว่าอะไรเลย แต่สำหรับผม ผมยังไปต่อได้ด้วยเหตุผลว่า ผมรับไม่ได้กับสภาพการณ์เช่นนี้ รับไม่ได้ที่ในอนาคตสังคมเราจะเน่าเปื่อยเสื่อมทรามกันไปยิ่งกว่านี้ สำหรับผมแล้วการเคลื่อนไหวจึงจำเป็นต้องมีต่อ 


ขอบคุณมาก ๆ สำหรับทุกคนที่เคยร่วมเดินทางมาด้วยกัน และขอบคุณมาก ๆ สำหรับผู้คนที่ยังอยู่ด้วยกัน และจะเดินหน้าต่อไปด้วยกันนับจากนี้


ในโอกาสที่ครบรอบการถูกคุมขัง และผมยังออกไปไม่ได้สักที ผมขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอไอเดียคือ “มหการเมือง” (Meta Politic) การเมืองดังกล่าวนี้ คือการทำให้อำนาจการตัดสินใจในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ผูกติดกับพรรคการเมือง รัฐสภา รัฐบาล แกนนำในขบวนการเคลื่อนไหว แต่องค์ประธานของการเคลื่อนไหวคือ “ประชาชน”


ประชาชนทุกคนจะสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยไม่ต้อง Follow การนำทางการเมืองจากใครเป็นหลัก แนวทางทางการเมืองเช่นนี้คงต้องใช้กำลังมากเข้าไปสื่อสารกับมวลชน ไป Empower ว่าเขามีศักดิ์และศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เรื่องของประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สอดแทรกอยู่ในพฤติการณ์ของชีวิตแทบทุกพฤติการณ์ ในวันนี้ผมยังออกไปขับเคลื่อนเช่นนั้นไม่ได้ ก็เลยขอฝากไอเดียไว้กับมิตรสหายก่อน ใครพร้อมก็ไปต่อเลย


ถึงจุดนี้ การคุมขังขัดเกลาผมมากจริง ๆ คงเป็นไปตามคำที่ว่า “อะไรที่ฆ่าเราไม่ตาย มันจะทำให้เราแข็งแรงขึ้น” จุดยืนของผมยังคงเป็นเช่นเดิม อุดมการณ์ก่อนเข้ามาในนี้เป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น จริง ๆ มีหลายเรื่องที่ตกผลึกได้ หนึ่งในนั้นก็คือ คงมีแต่ช่างตัดผมเท่านั้นแหละที่สั่งให้ผมก้มหัวได้


ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ ส่วนผมนั้น วิ่งในกำแพงแรงยังเหลือ


โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112
























‘ณัฐชา’ นำทีม ปชน. ร้อง กกต. ฟันขบวนการทำคลิป AI ป้ายสี ‘เดชรัต’ ศึกชิงนายก อบจ.นนท์ ซัดชกใต้เข็มขัดไม่สง่างาม

 


ณัฐชา’ นำทีม ปชน. ร้อง กกต. ฟันขบวนการทำคลิป AI ป้ายสี ‘เดชรัต’ ศึกชิงนายก อบจ.นนท์ ซัดชกใต้เข็มขัดไม่สง่างาม


วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย สส.นนทบุรี พรรคประชาชน เป็นตัวแทนพรรคเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบและกำกับดูแลการหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี หลังพบการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่สร้างด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลเท็จบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีเจตนาสร้างความเข้าใจผิดและดิสเครดิต เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคประชาชน


ณัฐชากล่าวว่า ขณะนี้พบการผลิตคลิป AI โจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยผู้จัดทำมีความรู้ด้านกฎหมายและพยายามหลบเลี่ยงการระบุชื่อพรรคประชาชนโดยตรง แต่ใช้วิธีสร้างเนื้อหาที่คลุมเครือ เช่น การใช้ตราสัญลักษณ์คล้ายอดีตพรรคก้าวไกล การใช้สีส้ม และการระบุหมายเลข 4 ซึ่งตรงกับหมายเลขผู้สมัครของเดชรัต เพื่อจงใจสร้างองค์ประกอบให้ประชาชนเข้าใจผิดและเชื่อมโยงมาถึงพรรคได้ ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เข้ามากำกับดูแลและควบคุมการแข่งขันในสนามเลือกตั้งนนทบุรีที่กำลังเข้มข้นขึ้น


ณัฐชากล่าวต่อไปว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคเตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์และแชร์เนื้อหาดังกล่าว โดยขณะนี้ทราบตัวผู้โพสต์แล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าบัญชีที่เผยแพร่เนื้อหาบางส่วนมีประวัติโพสต์โจมตีพรรคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ทางพรรคจึงเตรียมดำเนินคดีกับทุกช่องทางและทุกบัญชีที่สร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาโจมตีการหาเสียงในครั้งนี้


สำหรับตัวอย่างข้อมูลที่เป็นข่าวปลอม เช่น การกล่าวหาว่าพรรคประชาชนจะยกเลิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือยกเลิกการสนับสนุนด้านการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พรรคไม่มีแนวคิดหรือนโยบายที่จะยกเลิกแต่อย่างใด เดชรัตได้ประกาศมาตั้งแต่วันแรกแล้วว่า นโยบายเดิมของ อบจ. ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจะได้รับการผลักดันต่อ ไม่จำเป็นต้องยกเลิกเพียงเพราะเปลี่ยนตัวผู้บริหาร โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการศึกษา ซึ่งจะยังคงงบสนับสนุนจาก อบจ. ไปยังโรงเรียนต่างๆ ในระดับเดิม รวมถึงเพิ่มงบประมาณขึ้นในหลายรายการด้วย


เมื่อคู่ต่อสู้ไม่สามารถแก้โจทย์ได้ ก็สร้างคลิป AI ขึ้นมา ไม่สู้บนสังเวียน ไม่ชกบนสนาม แต่ไปชกใต้เข็มขัด ไปชกนอกสังเวียน สร้างข่าวปลอม เจน AI มาใช้ต่อสู้กันทางการเมือง คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้และคนที่กระทำเรื่องนี้ ถือว่าไม่สง่างามอย่างยิ่งในการต่อสู้ในสนามนนทบุรี ณ ขณะนี้” ณัฐชากล่าว


ณัฐชากล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคประชาชนมีความคาดหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก และต้องการผลักดันนนทบุรีให้เป็นโมเดลการบริหารท้องถิ่นของพรรค โดยได้ส่ง เดชรัต สุขกำเนิด ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์นโยบายของพรรค ลงสมัครนายก อบจ. เบอร์ 4 พร้อมขอให้พี่น้องประชาชนชาวนนทบุรีร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายนนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกต #เลือกตั้งอบจนนท์ #อบจ #นนทบุรี #AI







นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (8)

 


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (8)


2. การจัดสัมมนาครั้งใหญ่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสาธารณสุขของประเทศโดยมหาวิทยาลัยมหิดล

 

กระแส “รับใช้ประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจ ได้แพร่หลายอย่างเชี่ยวกรากและส่งผลสะเทือนด้านบวกอย่างมากในประเทศไทย จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเรื่อง “แพทย์เท้าเปล่า” ซึ่งแนวคิดก็คือต้องการให้ประชาชนได้รับการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เหมาะสมใกล้ชิดกับตนในหมู่บ้านเลย


ผมก็เลยเริ่มแนวคิดต้องการให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นเจ้าภายในการจัด “สัมมนาใหญ่ในเรื่องนี้” เพื่อทำให้โครงสร้างทางการให้บริการทางด้านสาธารณสุขแพร่กระจายไปถึงประชาชนในชนบทอย่างทั่วถึง


ผมได้ดำเนินการติดต่อทุกระดับ ตั้งแต่ระดับคณบดีคณะต่าง ๆ ของมหิดล ติดต่ออธิการบดี ติดต่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข จนได้ไปพบกับท่านที่บ้านพัก และได้จัดสัมมนาที่สูงเนิน”


สัมมนาใหญ่คราวนั้น” ประสบผลสำเร็จ ทำให้แนวคิดในเรื่อง “community medicine” มีความสำคัญอย่างมากในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยทางการแพทย์และสาธารณสุข ความสำคัญของแพทย์พื้นบ้าน ความสำคัญของเภสัชศาสตร์ ยาแผนโบราณได้รับการยกระดับ


จนก่อกำเนิดการบังคับให้แพทย์จบใหม่ต้องออกรับใช้ประชาชนในชนบทอย่างน้อยสามปี เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ และยืดเวลาแพทย์ที่จะเรียนต่อเฉพาะทางทันทีเมื่อจบการศึกษาแพทย์ศาสตร์


ต่อมาก็พัฒนามาเป็น “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อสม.” และพัฒนามาในที่สุดเป็น “โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาททุกโรค” ในสมัยไทยรักไทย


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง


วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569

iLaw เลคเชอร์สด “ผ่าพิภพ สว.” ชำแหละกลไกเลือก สว. สายสัมพันธ์เครือข่ายสีน้ำเงิน - เปิดหลักฐานใหม่คดีฮั้ว สว. จี้ กกต. สั่งฟ้อง 229 คน ระบุ “ไม่ฟ้องคนไหน เราเปิดคนนั้น!”

 


iLaw เลคเชอร์สด “ผ่าพิภพ สว.” ชำแหละกลไกเลือก สว. สายสัมพันธ์เครือข่ายสีน้ำเงิน - เปิดหลักฐานใหม่คดีฮั้ว สว. จี้ กกต. สั่งฟ้อง 229 คน ระบุ “ไม่ฟ้องคนไหน เราเปิดคนนั้น!”


วันนี้ 23 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00–16.00 น. ที่โรงแรมมารวย การ์เด้น ถนนพหลโยธิน iLaw จัดงาน “ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว.” เลคเชอร์สดชำแหละกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แบบ “เลือกกันเอง” ตั้งแต่กลไกและช่องโหว่ของระบบ ไปจนถึงความเชื่อมโยงของกลุ่ม สว. สีน้ำเงินกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมเปิดเผยข้อมูลและหลักฐานใหม่เกี่ยวกับคดีทุจริตเลือก สว. พร้อมชวนจับตาว่า กกต.ต้องสั่งฟ้องทั้ง 229 คน ถ้าไม่สั่งฟ้องคนไหน จะมีการเปิดหลักฐานของคนนั้นต่อไป


ตลอดงานดำเนินรายการโดย “ติ่งข่าว” สมภพ รัตนวลี และจอมขวัญ หลาวเพ็ชร เริ่มด้วย “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw อธิบายลำดับกระบวนการเลือก สว. และกลไกที่ iLaw เห็นว่าเป็นความผิดปกติ รวมถึงเปิดข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่าย สว. สีน้ำเงินและความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย


ยิ่งชีพอธิบายถึงกรณีที่สะท้อน “เหตุอันควรสงสัย” ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ โดยพบผู้สมัคร สว. “กลุ่มเสื้อเหลือง สูทดำ” นั่งด้วยกัน กลับด้วยกัน และขึ้นรถทะเบียนบุรีรัมย์ รวมถึงปรากฏการณ์ “คะแนนล้นกระดาน” ในวันเลือก สว. ระดับประเทศรอบเลือกไขว้ ซึ่งพบผู้สมัคร 6 คนในแต่ละกลุ่มได้คะแนนโดดทิ้งห่างผู้สมัครอีก 4 คนอย่างชัดเจน โดยเกิดรูปแบบเดียวกันครบทั้ง 20 กลุ่ม จนบางพื้นที่มีคะแนนสูงเกินช่องนับคะแนนและต้องต่อกระดาษ 


ยิ่งชีพย้อนอธิบายถึงผลการเลือก สว. ว่า ในผลสรุปมี สว. จากจังหวัดบุรีรัมย์จำนวนสูงที่สุดถึง 14 คน ขณะที่มี 13 จังหวัดที่ไม่มี สว. นอกจากนี้ ในขั้นตอนการแบ่งกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม ยิ่งชีพตั้งข้อสังเกตถึงผู้สมัครหลายคนที่ระบุอาชีพเดียวกัน เช่น เย็บผ้า เก็บขยะในคลอง และไปสมัครในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน


ยิ่งชีพกล่าวถึงกระบวนการเลือก สว. แบบ “เลือกกันเอง” รวมไปถึงการเลือกแบบไขว้ หรือแม้กระทั่ง “การจับสลาก” สำหรับผู้ที่มีคะแนนเท่ากัน โดยยิ่งชีพย้ำว่า ผู้ที่ออกแบบระบบการเลือกเช่นนี้คือ “มีชัย ฤชุพันธุ์” และกล่าวว่า ผู้ที่จะได้เป็น สว. จากกระบวนการเช่นนี้ สิ่งสำคัญอาจเป็น “ดวง”


ขณะที่เพียรพร ดีเทศน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8 สิ่งแวดล้อม กล่าวถึงประสบการณ์ของตนเองว่า หากตนไม่ได้ลงสมัคร ก็คงไม่ทราบถึงระบบที่ “เฮงซวย” หรือระบบที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศนี้เลย โดยเธอตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กกต. ตลอดทั้งกระบวนการ ทั้งกรณีผู้สมัครกลุ่มใหญ่สวมเสื้อสีเฉพาะเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนในวันเลือก สว. โพยลงคะแนน กติกาการลงคะแนน และผลคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้สมัคร ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการเลือก สว. และสุดท้าย กกต. ยังคง “ทนทาน” แม้จะมีข้อสงสัยจากสาธารณะอย่างท่วมท้น


ด้านหทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน เล่าประสบการณ์ว่า บ้านเกิดของเธออยู่ที่หนองบัวลำภู จึงไปลงสมัครที่นั่น และพบว่ามีการซื้อเสียงกัน โดยตนถูกโทรศัพท์มาทักชวนให้เข้าไปอยู่ในกลุ่ม พร้อมถูกเสนอเงิน 6 หลัก รวมถึงกรณีโพยกระดาษ 19 รายชื่อที่จะเลือกประธานวุฒิสภา พร้อมขอค่าตอบแทนคนละ 3 ล้านบาท


จากนั้น ดิเรก พรสีมา ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 3 จังหวัดมหาสารคาม และณัฐพงษ์ สาโรจน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17 จังหวัดหนองบัวลำภู ในฐานะพยานคดีของ DSI มาร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์ในช่วงวันคัดเลือกผู้สมัคร สว.


ในช่วงท้าย “เป๋า” ยิ่งชีพ ระบุว่า กกต. มีหน้าที่ที่จะสั่งฟ้องทั้ง 229 คนต่อศาลเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น พร้อมขอบคุณความกล้าหาญของพยานที่ออกมาพูด ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสอบสวน


ยิ่งชีพกล่าวว่า หากสัปดาห์หน้า กกต. สั่งฟ้องครบทั้ง 229 คน ตนจะเก็บเอกสารนี้ไว้และรอการพิจารณาคดีของศาล แต่หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลย จะเปิดกองเอกสารทั้งหมด และหาก กกต. ไม่ฟ้องคนใด ก็จะเปิดเอกสารของบุคคลนั้นสู่สาธารณะ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เห็นด้วยตนเอง


ยิ่งชีพกล่าวว่า ใครที่เคยสงสัยว่ามีหลักฐานเส้นทางการเงินหรือไม่ มีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือไม่ หรือมี Log โทรศัพท์หรือไม่ ให้รอติดตาม พร้อมขอให้ช่วยกันจับตา กกต. โดยระบุว่า “ไม่ฟ้องคนไหน เราเปิดคนนั้น!”


ทั้งนี้ กกต. วางกรอบพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนจะมีคำสั่งว่าจะดำเนินคดีต่อหรือไม่ และอย่างไร


ภายในงานยังมีกิจกรรม “ตำรวจตรวจใบ สว.3” ซึ่งเป็นเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ พร้อมเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานนำปากกาไปไฮไลต์และนำสติกเกอร์ไปแปะ หากพบความพิรุธจากเอกสารดังกล่าว


นอกจากนี้ยังมีบูธจาก iLaw และบูธเข้าชื่อเสนอกฎหมาย #ยกเลิกมรดกรัฐประหาร6ตุลา และเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบ #Noระบอบสีน้ำเงิน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สั่งฟ้องสว #กกต