วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สส.ปชน. แถลงในวันสิ่งแวดล้อมโลก หวังสภาสนับสนุน 4 ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมพรรคประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของไทย

 


สส.ปชน. แถลงในวันสิ่งแวดล้อมโลก หวังสภาสนับสนุน 4 ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมพรรคประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของไทย


วันที่ 5 มิถุนายน 2569 พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ และ กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวที่รัฐสภาเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยพูนศักดิ์กล่าวว่าสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทยที่ผ่านมาอยู่ในขั้นวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหลุมเทกองขยะกว่า 2 พันแห่งทั่วประเทศ ปัญหาเรื่องฝุ่น มลพิษข้ามแดนจากแม่น้ำกก สาย รวก รวมถึงแม่น้ำโขงในปัจจุบัน การลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่รวมถึงปัญหาน้ำเสีย ซึ่งตอนนี้ได้กระจายเข้าสู่สิ่งแวดล้อมและแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งแล้ว 


จะเห็นได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่นับภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 90 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งลดลงมาเรื่อย ๆ


พรรคประชาชนเห็นความสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้คนรุ่นถัดไป เราจึงได้ยื่นร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงประเทศด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด 4 ร่างเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.การจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากร ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน และร่าง พ.ร.บ.PRTR 


สำหรับร่าง พ.ร.บ.การจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากร จะช่วยให้เกิดการลดขยะที่ต้นทาง ลดการเทกองขยะที่ก่อให้เกิดกลิ่นและน้ำเน่าเสีย โดยจะเพิ่มอัตราการรีไซเคิลและกำหนดการรับผิดชอบในซากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลพยายามทำโครงการเงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่ก็ยกเลิกในเรื่องของรถยนต์อีวีไป เนื่องจากไม่มีระบบในการจัดการซาก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลก็เร่งในการทำโซลาร์เซลล์ต่อไป ในขณะที่โซลาร์เซลล์ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของประเทศไทยที่เราไม่มีระบบในการจัดการซากเช่นเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้เราจะให้ผู้ผลิตเข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง


สำหรับร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ปัจจุบันเราเจอปัญหาเรื่องการลักลอบทิ้งขยะ หรือแม้กระทั่งโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษก็ไม่รับผิดชอบกับมลพิษที่เกิดขึ้น พรรคประชาชนจึงเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ต้องการให้มีหน่วยงานและผู้รับผิดชอบการจัดการสารปนเปื้อนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยปรับเปลี่ยนให้มีการทำประกันความสูญเสียหรือความเสียหายของพื้นที่ที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน โดยจะเพิ่มโรงงานอีก 1 ประเภท คือโรงงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงในการก่อให้เกิดมลพิษ โดยโรงงานประเภทดังกล่าวจะต้องมีการต่ออายุเป็นประจำทุกปี เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสะสมจนเกิดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน จนไม่สามารถฟื้นฟูพื้นที่ได้ในระยะเวลาอันสั้น


สำหรับร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่างนี้พวกตนตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านโครงสร้างของการจัดการคาร์บอนไดออกไซด์ ร่างนี้จะส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจสีเขียวในระบบการจัดการของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยไปพร้อมกัน


ด้านกมนทรรศน์กล่าวว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ. PRTR มีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยในเรื่องของการจัดทำระบบข้อมูลสารมลพิษและสารเคมีที่เป็นระบบข้อมูลเปิด ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ง่ายยิ่งขึ้นและไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีในเรื่องของสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ก็จะเป็นผลดีในเรื่องของการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงเป้าหมายที่จะเข้าสู่ Net Zero ได้ตรงตามเป้าหมาย ซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการในหลายด้าน และในประเทศไทยยังไม่มีการจัดทำข้อมูลสารมลพิษและสารเคมีอย่างเป็นระบบ โดยจะเห็นได้ว่ามีการเกิดปัญหาในเรื่องของการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม มีเรื่องของอุบัติภัยสารเคมี อุบัติภัยที่เกิดขึ้นในโรงงานที่เพิ่มมากขึ้น และทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน กฎหมายฉบับดังกล่าวจะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงและจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ด้านมลพิษในอนาคตได้อย่างแม่นยำ โดยการทำให้ประเทศไทยมีระบบ PRTR ถือว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการที่จะรับรู้ข้อมูลสารมลพิษที่อยู่ใกล้ตัว หรือสารมลพิษจากแหล่งกำเนิดของสารมลพิษที่อยู่ในพื้นที่ของตนเอง


ในส่วนของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจที่อาจมีความกังวลใจในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการออกแบบให้ผู้ประกอบการเปิดเผยในส่วนของสารเคมีอันตรายที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนของข้อมูลความลับทางการค้าจะไม่ได้เปิดเผย ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลสารพิษเป็นเพื่อความร่วมมือร่วมกันทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และหน่วยงานที่กำกับดูแล โดยได้ร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย พร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและยังคงรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมด้วย โดยกฎหมายฉบับนี้จะเน้นให้ผู้ที่ครอบครองหรือปล่อยสารมลพิษ ต้องมีการทำรายงานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กรมควบคุมมลพิษเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้อย่างสะดวก หากผู้ที่ครอบครองสารเคมีอันตราย หรือผู้ที่ปล่อยมลพิษไม่ได้มีการจัดทำรายงาน กฎหมายก็จะมีการกำหนดโทษอย่างชัดเจน เพื่อที่จะควบคุมและทำให้เรามีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เราจะได้ดำเนินการบริหารจัดการในด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง และเป็นการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่ประเทศไทยต้องพบเจอ


พูนศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ชุดร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงประเทศด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ยื่นต่อสภาทั้ง 4 ร่างนั้น เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย จะสามารถทำให้ประเทศลดมลพิษและมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมได้ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตขึ้นมาโดยการปรับปรุงเรื่องคุณภาพชีวิต คุณภาพของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน สร้างความเป็นธรรมให้กับคนรุ่นถัดไป 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วันสิ่งแวดล้อมโลก




“รักชนก-ภคมน” ยื่นหลักฐานฟัน “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. เหตุนั่งควบแพทย์-บอร์ดธนาคาร ขาดคุณสมบัติชัดเจน จี้รัฐบาลเลิกเกียร์ว่าง-อุ้ม “ระบอบสีน้ำเงิน” ฮุบผลประโยชน์แสนล้าน

 


“รักชนก-ภคมน” ยื่นหลักฐานฟัน “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. เหตุนั่งควบแพทย์-บอร์ดธนาคาร ขาดคุณสมบัติชัดเจน จี้รัฐบาลเลิกเกียร์ว่าง-อุ้ม “ระบอบสีน้ำเงิน” ฮุบผลประโยชน์แสนล้าน 


วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา รักชนก ศรีนอก พร้อมด้วย ภคมน หนุนอนันต์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อมอบหลักฐานยืนยันว่า ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.


รักชนกเปิดเผยว่า หลักฐานสำคัญที่นำมายื่นในวันนี้คือ รายงานของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (สว.) ชุดที่ผ่านมา ซึ่งได้รับมอบจากพลเมืองดี โดยได้รับการยืนยันจากเลขาธิการวุฒิสภาในชั้นกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ว่าเป็นรายงานที่มีอยู่จริง เพียงแต่ สว. หมดวาระลงก่อนที่รายงานฉบับนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในรายงานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ 2 กรณีหลัก ดังนี้


1. กรณีประกอบวิชาชีพแพทย์และรับรายได้จากเอกชนขณะดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.: ตามหนังสือลับของมหาวิทยาลัยมหิดล (ที่ อว78/00149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567) ยืนยันว่า นพ.สรณ มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” และทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 (เพียงหนึ่งวันก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง) และยังมีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”


แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ ข้อมูลแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปีภาษี 2565 จากกรมสรรพากร ระบุชัดเจนว่า นพ.สรณ ยังคงมีเงินได้ประเภทวิชาชีพอิสระ (การประกอบโรคศิลปะ) จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในปีภาษี 2565 และ 2566 ยังปรากฏหลักฐานการรับรายได้จาก “บริษัท เมอร์ค จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ (เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7)) อันเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นระหว่างดำรงตำแหน่ง


2. กรณีได้รับเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ โดยมิได้ลาออกตามกฎหมาย: เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงเทพมีมติเลือก นพ.สรณ เป็นกรรมการอิสระ ซึ่งมีผลสมบูรณ์ทันทีตามกฎหมาย ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียงหนึ่งวัน แม้ นพ.สรณ จะมีหนังสือแจ้งธนาคารว่า “ขอยังไม่เข้ารับตำแหน่ง” เพื่อรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย (ก่อนจะขอถอนเรื่องออกในภายหลัง) แต่ในทางกฎหมาย นพ.สรณ ไม่เคยยื่นใบลาออกต่อบริษัทตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 การกระทำดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นการลาออก นพ.สรณ จึงยังมีสถานะเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2565


จากข้อเท็จจริงทั้งหมด รักชนกย้ำว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อย่างชัดเจน ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 7 ข. (12), มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 และมาตรา 20


“ข้อเท็จจริงเหล่านี้ปรากฏมาหลายปี แต่กลับไม่มีใครสามารถนำผู้ที่ทำผิดกฎหมายออกจากตำแหน่งได้ วันนี้ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมการสรรหาฯ จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ขอให้ทุกท่านมีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน และเพื่อเป็นหมุดหมายแรกในการชำระล้างองค์กรอิสระอย่าง กสทช. อย่างจริงจังเสียที” รักชนกกล่าว


ด้านภคมนกล่าวว่า การที่บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติขัดต่อ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อย่างชัดเจนเช่นนี้ ยังคงลอยนวลและดำรงตำแหน่งกุมบังเหียนองค์กรกำกับดูแลที่มีผลประโยชน์มูลค่าหลักหมื่นล้านแสนล้าน ซึ่งเป็นรายได้ที่มาจากทรัพยากรคลื่นความถี่ของประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลไม่สามารถแกล้งทำเป็นเกียร์ว่างหรือมองไม่เห็นได้อีกต่อไป รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่แผ่อิทธิพลเข้าครอบงำองค์กรอิสระ แล้วจงใจหลับตาข้างเดียวเพื่ออุ้มชูคนของตัวเองที่ขาดคุณสมบัติทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ให้ยังคงมีอำนาจล้นฟ้าในการอนุมัติเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)


“หากสังคมจะคาดหวังอะไรจาก กสทช. ได้ สิ่งสำคัญต้องเริ่มจากการที่ตัวประธานองค์กรมีความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายเสียก่อน” ภคมนกล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กสทช

“ภัทรพงษ์” ชี้แม่น้ำสายหลักไทยวิกฤต ปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลแก้ต้นตอและหยุดยั้งไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่มลพิษ ถึงเวลาเลือกว่าจะอยู่ข้างคนไทยหรืออยู่ข้างประเทศเจ้าของเหมือง

 


ภัทรพงษ์” ชี้แม่น้ำสายหลักไทยวิกฤต ปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลแก้ต้นตอและหยุดยั้งไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่มลพิษ ถึงเวลาเลือกว่าจะอยู่ข้างคนไทยหรืออยู่ข้างประเทศเจ้าของเหมือง


วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน กล่าวถึงการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิ.ย.) ว่าปัจจุบันแม่น้ำสายหลักที่ไหลจากประเทศเพื่อนบ้านสู่ประเทศไทย ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตขั้นรุนแรง ทั้งน้ำและตะกอนดินมีการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักอยู่ในเกณฑ์อันตราย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งข้าว ผัก ปลา และกุ้งที่นำมารับประทานเกิดการปนเปื้อนสารหนู ประชาชนเสี่ยงต่อการสะสมของสารพิษในร่างกายเกินมาตรฐาน น้ำกินน้ำใช้ไม่ปลอดภัยจนต้องมีการย้ายสถานีผลิตน้ำประปา ตลอดจนธุรกิจในพื้นที่แหล่งน้ำต้องทยอยปิดตัวลงเกือบทั้งหมด


และน่าเสียดายที่ในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่เชียงรายปีนี้​ เป็นอีกปีที่ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ปฏิเสธคำเชิญของภาคประชาชน ไม่มีรัฐมนตรีมารับฟังเสียงสะท้อนของปัญหาแม้แต่คนเดียว​ ทั้งที่มีภาคประชาชนจากทั้งเชียงใหม่​ เชียงราย​ แม่ฮ่องสอน​ และระนอง​ มาร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่วันที่​ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา


จากการติดตามปัญหานี้อย่างต่อเนื่องถึง 3 รัฐบาล เห็นความละเลยของทุกผู้มีอำนาจ แม้ปัญหาจะเข้าขั้นวิกฤต แต่กลับมีการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในประเด็นนี้เพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 และเป็นการพูดคุยกับเมียนมาเพียงประเทศเดียว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยยังไม่มีการเจรจากับประเทศลาวและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของกิจกรรมเหมืองแร่เลย จนถึงขั้นที่โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนได้ออกมาแถลงว่า แม่น้ำในไทยไม่ได้ปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยอย่างชัดเจน และความละเลยนี้กำลังทำให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องสูญเสียแทบทุกอย่าง


ภัทรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลมีอำนาจเต็มอยู่ในมือ สิ่งที่ต้องดำเนินการทันที คือการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.แร่ มาตรา 104 เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของแร่มลพิษ โดยมีมาตรการสำคัญคือ (1) กำหนดให้แร่ที่สำคัญ เช่น Rare Earth, พลวง, ดีบุก ฯลฯ เป็นแร่ที่ต้องขออนุญาตนำเข้า (2) ต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของเหมือง โดยมีคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เมียนมา ลาว จีน หรือองค์กรที่เป็นกลาง เป็นผู้ดำเนินการออกกลไกแผนปฏิบัติการจากการเจรจาพหุภาคี (3) แร่ที่จะนำเข้าต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่ามาจากเหมืองที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ทำให้แม่น้ำเป็นพิษ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด


"นี่คือไม้แข็งที่รัฐบาลทำได้ทันที รัฐบาลต้องเลือกว่าจะอยู่ข้างคนไทย หรือจะอยู่ข้างประเทศเจ้าของเหมือง"


ภัทรพงษ์ทิ้งท้ายว่า แม้วันนี้รัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจกับปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน​ ไม่มีการมอบหมาย​ “คน” เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นตอเจรจาเชิงรุกกับต่างประเทศ รวมถึงการจัดการ​ “กฎ” เรื่องตรวจห่วงโซ่แร่ และในการจัดการ “งบ”​ เพื่อรับมือผลกระทบและเยียวยาประชาชน แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะร่วมมือกับภาคประชาชนขับเคลื่อนแก้ไขปัญหานี้อย่างเต็มที่ โดยจะใช้กลไกอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน และกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสุขภาพของพี่น้องประชาชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน






“ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้าน-สว. ยื่นประธานรัฐสภาส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดีซุกหุ้น “ศักดิ์สยาม” เปิด 4 ข้อกล่าวหา ชี้มีเหตุสงสัยเพียงพอ หากประธานรัฐสภาปัดตกย่อมค้านสายตาสังคม

 


ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้าน-สว. ยื่นประธานรัฐสภาส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดีซุกหุ้น “ศักดิ์สยาม” เปิด 4 ข้อกล่าวหา ชี้มีเหตุสงสัยเพียงพอ หากประธานรัฐสภาปัดตกย่อมค้านสายตาสังคม


วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมตัวแทนสมาชิกรัฐสภาทั้งจากพรรคฝ่ายค้าน และ สว. บางส่วน แถลงข่าวการยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ขอให้มีการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีการยกคำร้อง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในคดีซุกหุ้น


โดยณัฐพงษ์ระบุว่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้มีการจัดทำคำร้องให้มีความรัดกุมและรอบคอบที่สุด โดยในคำร้องประกอบด้วยข้อมูลสาธารณะ รวมถึงบันทึกเทปจากการชี้แจงของตัวแทน ป.ป.ช. ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้าน เท่าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ โดยเนื้อหาคำร้องประกอบด้วย 4 ข้อกล่าวหาหลัก คือ


1) ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่มีข้อบกพร่องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ป.ป.ช. มิได้มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเชิงลึกก่อนยกคำร้องที่เกี่ยวข้องกับบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่ระเบียบ ป.ป.ช. กำหนดให้ต้องทำในกรณีที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่ามีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินหรือมีการถือครองทรัพย์สินแทน นอกจากนี้ ป.ป.ช. มิได้มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนก่อนยกคำร้องที่เกี่ยวข้องกับฐานความผิดอาญา ซึ่งรวมถึงการที่ ป.ป.ช. มิได้มีการเรียกผู้ร้อง เช่น ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อยคำ และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบนิติกรรมอำพรางหรือเส้นทางการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้


2) ป.ป.ช. ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฎในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้ง ป.ป.ช. ยังละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นสำคัญว่า ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น หรือไม่


3) ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ปกปิดกระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช. เพิกเฉยและไม่ตอบสนองต่อคำขอจากผู้ร้อง คือปกรณ์วุฒิ ในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ เช่น รายงานแสวงหาข้อเท็จจริง คำชี้แจงของศักดิ์สยาม ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. นอกจากนี้ ป.ป.ช. มีความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ รวมถึงการแจ้งผู้ร้อง เช่น ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่กันยายน 2568 และมีมติยกคำร้องเรื่องคดีอาญาตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2569 แต่กลับเพิ่งออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเมื่อเมษายน 2569 และยังไม่มีการแจ้งผลกลับมาที่ผู้ร้องโดยตรง


4) ป.ป.ช. ละเลยการตรวจสอบและวินิจฉัยข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช. ละเว้นการตรวจสอบและวินิจฉัยในฐานความผิดอื่นที่ปรากฏในคำร้องหรือที่ปรากฎจากข้อเท็จจริงในคดี เช่น ความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าหลังจากที่ได้รวบรวมรายชื่อจากสมาชิกรัฐสภาตามมาตรา 236 ก็จะเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่จะต้องใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบตามคำร้องและหลักฐานเหล่านี้ ว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งเราเชื่อว่าหลักฐานที่ได้แนบมาในคำร้องนี้ยืนยันว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอ ประธานรัฐสภาควรส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะไต่สวนอิสระมาดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากประธานรัฐสภาเลือกที่จะปัดตกคำร้องนี้จะดำเนินการต่ออย่างไร ณัฐพงษ์ ระบุว่าหลักฐานที่ได้แสดงไปนั้นไม่น่าจะมีใครปฏิเสธได้ เป็นเหตุอันควรสงสัยที่จะต้องมีการส่งต่อไปยังศาลฎีกา และยังมีช่องทางทางกฎหมายอื่นที่ตนยังไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้ ที่ผู้ใช้อำนาจรัฐไม่ว่าจะเป็นใคร รวมถึงประธานรัฐสภา ถ้าใช้อำนาจโดยมิชอบก็มีช่องทางในการยื่นร้องในการตรวจสอบอยู่


หากประธานรัฐสภาเลือกที่จะปัดตกคำร้องนี้ นอกจากจะค้านสายตาของสังคมแล้ว อาจจะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้อง เราคาดหวังการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา องค์กรอิสระ รวมถึงตัวแทนของประชาชนในรัฐสภา ว่าทุกคนจะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่เป็นความล้มเหลวของประเทศในปัจจุบันคือบรรดาผู้มีอำนาจรัฐส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้อำนาจทางกฎหมายในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามและปกป้องพวกพ้อง ทุกคนเห็นอยู่แล้วว่าประธานรัฐสภามาจากพรรคการเมืองใด ก็ขอให้สังคมช่วยตัดสินดีกว่าว่าการใช้ดุลพินิจครั้งนี้ของประธานรัฐสภาจะเป็นอย่างไร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศักดิ์สยามชิดชอบ #ปปช





จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน “ผมคิดว่าหน้าที่ท้ายๆของผมคือการเป็นหมุดหมายหนึ่งของฝ่ายประชาชนที่ต้องดำรงอยู่ให้มั่นคง ไม่ถอยกลับไปสู่สังคมอันเสื่อมทรามแบบเดิมอีกแล้ว”


จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน “ผมคิดว่าหน้าที่ท้ายๆของผมคือการเป็นหมุดหมายหนึ่งของฝ่ายประชาชนที่ต้องดำรงอยู่ให้มั่นคง ไม่ถอยกลับไปสู่สังคมอันเสื่อมทรามแบบเดิมอีกแล้ว”


วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 29 พ.ค. 69


การทำให้ผู้คนเข้าใจเจตนาอันบริสุทธิ์อันหมายถึงความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ได้ถูกพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในศาล การทำหน้าที่ทนายความให้เพื่อนๆในคดีการเมืองได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว บทสรุปทางประวัติศาสตร์ในห้วงเวลานี้คงเป็นดั่งคำที่พยานตอบคำถามค้านของผมในศาล


ผมลำบากใจที่จะตอบคำถามค้าน เพราะหลายๆเรื่องก็รู้ๆกันอยู่”


มันเป็นคำตอบที่ง่ายดาย ธรรมดาสามัญยิ่ง ค่ะแต่มีความหมายและสื่อความหมายได้ชัดเจน คนถามย่อมเข้าใจ คนตอบย่อมเข้าใจ คนฟังย่อมเข้าใจ


กลับจากสืบพยานในช่วงสัปดาห์นี้ ร่างกายค่อนข้างอ่อนล้า แน่ละการไปศาลไม่ใช่การไปนั่งฟังการพิจารณาเฉยๆ หากแต่เป็นการไปทำหน้าที่ทนายความด้วย แต่ความอ่อนล้านั้นเพียงแค่หลับพักผ่อนข้ามคืนมันก็อันตรธานหายไป หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำ ความทรงจำดีๆ ที่ได้เจอลูก ได้เจอคนรัก ได้เจอมิตรมิตรสหาย ในห้องพิจารณาของศาล


ผมคิดว่าหน้าที่ท้ายๆของผมคือการเป็นหมุดหมายหนึ่งของฝ่ายประชาชนที่ต้องดำรงอยู่ให้มั่นคง ไม่ถอยกลับไปสู่สังคมอันเสื่อมทรามแบบเดิมอีกแล้ว


อันที่จริงการเป็นหมุดหมายเล็กๆนี้ก็ไม่ยากอะไรแค่ยืนให้มั่นคงก็พอแล้ว เวลาพูดเรื่องการต่อสู้ที่โรแมนติกแบบนี้อยากกินเบียร์ทุกที เสียดายที่นี่ไม่มี ฝากเพื่อนๆดื่มกินรอไปก่อนนะครับ อีกไม่นานคงได้กินดื่มด้วยกัน


รักและคิดถึงทุกคน

อานนท์ นำภาจม.จากเรือนจำ “อานนท์”


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 8 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เด็กจะเติบโตได้ดี เมืองต้องมีส่วนช่วย “ชัยวัฒน์” ชูบทบาท กทม. พัฒนาเยาวชนตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กถึงสนามกีฬา

 


เด็กจะเติบโตได้ดี เมืองต้องมีส่วนช่วย “ชัยวัฒน์” ชูบทบาท กทม. พัฒนาเยาวชนตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กถึงสนามกีฬา 


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน ลงพื้นที่เขตหนองจอก พร้อมด้วย หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตหนองจอก เบอร์ 1 และ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ทีมบริหาร กทม.ประชาชน เพื่อนำเสนอนโยบายเพิ่มบทบาทของกรุงเทพมหานครในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ตนได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนแผ่นดินทองอินดารุลมีนา เพื่อรับฟังความต้องการของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน (ศพด.) และพบกับครูฟ้าใส ซึ่งเป็นครูประจำศูนย์ โดยครูฟ้าใสนอกจากจะเป็นครูใน ศพด. แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมผลักดันข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ร่วมกับ เอกกวิน โชคประสพรวย ผู้สมัคร ส.ก. เขตราชเทวี พรรคประชาชน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ข้อบัญญัติที่พรรคประชาชนผลักดันในครั้งนั้นมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของกรุงเทพฯ ทั้งการปรับนิยามศูนย์ให้ครอบคลุมมากขึ้น การยกระดับสถานะผู้ดูแลเด็ก การปรับเกณฑ์อายุเด็กที่เข้ารับการดูแล และการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ของเด็ก


อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของพรรคประชาชนไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องการพัฒนา ศพด. ให้ตอบโจทย์ครอบครัวคนกรุงเทพฯ มากขึ้น ทั้งการรับดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ขยายเวลาเปิดถึง 18.00 น. เปิดพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัวในวันเสาร์-อาทิตย์ ลงทุนปรับปรุงศูนย์ให้ได้มาตรฐาน และสร้างความมั่นคงในการจ้างงานให้ครูและพี่เลี้ยงเด็กตามกฎหมายแรงงาน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า การพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพไม่ได้มีเพียงเรื่องการเลี้ยงดู แต่ยังรวมถึงเรื่องสุขภาพด้วย ตนได้เดินทางไปยังศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา ซึ่งเป็นสนามกีฬาในร่มแบบมัลติสปอร์ตขนาดใหญ่ รองรับได้สูงสุด 12,000 คน เพื่อเสนอแนวคิดพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์สำหรับประชาชน รวมถึงยกระดับสนามกีฬาและศูนย์กีฬาของ กทม. ในพื้นที่อื่น ๆ ให้ได้มาตรฐาน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนยังมีนโยบายด้านกีฬาอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น City Run กรุงเทพฯ วิ่งสร้างเมือง และ Bangkok Food Marathon ที่เชื่อมกีฬา อาหาร และการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพของคนกรุงเทพฯ และเศรษฐกิจเมืองไปพร้อมกัน รวมถึงสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้ออกกำลังกายและแสดงศักยภาพของตนเอง


ตนและพรรคประชาชนเชื่อว่าเด็กและเยาวชนในกรุงเทพฯ มีความสามารถ แต่ยังขาดพื้นที่ในการแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ และหลายครั้งเมื่อมีการเปิดพื้นที่แล้วก็ไม่มีระบบรองรับหรือสานต่อโอกาสให้เยาวชน จึงต้องการผลักดัน Bangkok Youth League ลีกกีฬาเยาวชนระดับเมือง ให้ทั้ง 50 เขตส่งทีมตัวแทนเข้าแข่งขันในระบบเดียวกัน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลนักกีฬา เปิดทางให้สโมสร มหาวิทยาลัย และแมวมองเข้าถึง เพื่อให้เยาวชนของกรุงเทพฯ มีโอกาสเติบโตต่อจากความสามารถของตนเองได้จริง


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า เมืองต้องมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัย แต่ต้องเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยในฐานะพ่อคนหนึ่ง ตนเข้าใจดีว่าผู้ปกครองทุกคนต่างต้องการเห็นลูกเติบโตอย่างมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม


การพัฒนาเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ภาระของครอบครัวเพียงลำพัง เมืองเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการเติบโตของเด็กได้เช่นกัน พวกเราพรรคประชาชนจึงเสนอชุดนโยบายเลี้ยงลูกง่าย เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ และทำให้การเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน









“ศิริกัญญา” อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ “ทำโทษลูกกตัญญู” ซัดตรรกะย้อนแย้ง ตัดสิทธิพ่อแม่เพียงเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี

 


“ศิริกัญญา” อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ “ทำโทษลูกกตัญญู” ซัดตรรกะย้อนแย้ง ตัดสิทธิพ่อแม่เพียงเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยมีการปรับเกณฑ์การคัดเลือกให้ละเอียดขึ้น ซึ่งนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนถึงความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดู


ศิริกัญญากล่าวว่า เกณฑ์ดังกล่าวมีความย้อนแย้งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามเกณฑ์ภาษีในปัจจุบัน บุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ไปหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่ารัฐสนับสนุนให้บุตรส่งเงินให้บิดามารดาใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 บาท แต่หากบุตรนำสิทธินี้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเมื่อใด บิดามารดากลับต้องถูกตัดสิทธิการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในทันที


ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ทั้งที่เกณฑ์รายได้ของผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกกำหนดไว้ว่าต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งหากนำเงินที่บุตรส่งให้เพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีมารวมกับรายได้ของบิดามารดา อย่างไรยอดรวมก็ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่ารัฐบาลนำเหตุผลใดมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิทธิประชาชนกลุ่มนี้


“เกณฑ์แบบนี้กลายเป็นการทำโทษลูกกตัญญู ถ้าหากรัฐบาลให้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะบุพการีได้ถึง 100,000 บาทก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เอาอะไรไปตัดสิทธิเขา” ศิริกัญญากล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน