วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ชัยวัฒน์’ ควง ‘ธนาธร’ ลุยอโศก ชี้ค่าครองชีพคนกรุงพุ่ง ชูศูนย์อาหารราคาถูกทั่วเมืองเพื่อคนกรุงเทพฯ


ชัยวัฒน์’ ควง ‘ธนาธร’ ลุยอโศก ชี้ค่าครองชีพคนกรุงพุ่ง ชูศูนย์อาหารราคาถูกทั่วเมืองเพื่อคนกรุงเทพฯ


วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน หาเสียงบริเวณสี่แยกอโศก เขตวัฒนา พร้อมกับ ภัคญดา อำนวยเดชกร ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตวัฒนา เบอร์ 1 และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้เป็นการพบปะประชาชนในย่านใจกลางเมืองที่มีผู้คนสัญจรอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นโอกาสในการแนะนำนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงแนะนำผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนในแต่ละเขต หวังว่าประชาชนจะให้โอกาสพรรคประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้


ทั้งนี้ ตนได้แวะเข้าไปในห้างสรรพสินค้า Terminal 21 อโศก เพื่อพบปะประชาชนที่มาใช้บริการ ซึ่งห้างแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องศูนย์อาหารที่มีราคาย่อมเยา ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ทำให้มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) ได้สะท้อนภาพ ‘วิกฤตค่าครองชีพ’ ของคนกรุงเทพฯ ไว้อย่างน่ากังวล โดยพบว่าราคาข้าวแกงเฉลี่ย 1 จาน เพิ่มขึ้นจาก 31 บาท ในปี 2555 เป็น 68 บาท ในปี 2569 ขณะที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาทเท่านั้น ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ ต้องทำงานนานขึ้นจาก 38 นาที เป็น 78 นาที เพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับซื้อข้าวแกง 1 จาน


การได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในศูนย์อาหารราคาประหยัดของ Terminal 21 อโศก ในวันนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากพ่อค้าแม่ค้ามีพื้นที่ค้าขายในต้นทุนที่เหมาะสม มีค่าเช่าที่ไม่สูงเกินไป ประชาชนก็สามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่จับต้องได้


พรรคประชาชนจึงเสนอนโยบายเพิ่มพื้นที่ศูนย์อาหารราคาถูกให้ครบทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพมหานคร โดยกรุงเทพมหานครจะเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนพื้นที่ขายอาหารราคาประหยัดผ่านเครื่องมือและอำนาจที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบทางเท้าและเพิ่มจุดผ่อนผันสำหรับการค้าขายที่ไม่ต้องจ่ายส่วย การสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการค้าและเจรจาขอใช้ประโยชน์พื้นที่ทั้งของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้มาตรการจูงใจ เช่น การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การเช่าอาคารพาณิชย์ร้างเพื่อฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจ หรือการให้โบนัสผังเมือง (FAR Bonus) สำหรับโครงการพัฒนาใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายและช่วยให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงอาหารราคาถูกได้มากขึ้น


ชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้กรุงเทพมหานครต้องให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกวัน หากปล่อยปละละเลยและมองว่าเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลกลาง คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ก็คงไม่ดีขึ้นกว่านี้ พรรคประชาชนจึงขออาสาและขอโอกาสจากชาวกรุงเทพฯ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยทีมบริหารที่มีวิสัยทัศน์ ทีม ส.ก. ที่เข้าใจปัญหาในแต่ละพื้นที่และพร้อมผลักดันนโยบาย ยึดผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้ง และตนเองที่พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ว่าฯ ของประชาชน เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แคร์คนอย่างแท้จริง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน











2 กมธ. สภา หารือตุลาการศาล รธน. ขอแนวทางทำรัฐธรรมนูญใหม่ “นรเศรษฐ์” เผยคำตุลาการ จัดเลือกตั้ง ส.ส.ร.ไม่ขัดกฎหมาย

 


2 กมธ. สภา หารือตุลาการศาล รธน. ขอแนวทางทำรัฐธรรมนูญใหม่ “นรเศรษฐ์” เผยคำตุลาการ จัดเลือกตั้ง ส.ส.ร.ไม่ขัดกฎหมาย


วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานคณะกรรมาธิการ รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง อาทิ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


นายนรเศรษฐ์กล่าวภายหลังการหารือว่า การเข้าหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจถ้อยคำในคำวินิจฉัยที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเป็นข้อถกเถียงมาตั้งแต่ช่วงความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในปีที่ผ่านมา โดยสังคมต้องการทราบขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชนตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบ


ทั้งนี้ จากการหารือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นว่า การจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่ได้เป็นประเด็นที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ข้อจำกัดอยู่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อย่างไรก็ตาม หากมีสภาหรือองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำหน้าที่คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างอีกทอดหนึ่ง ก็สามารถดำเนินการได้


ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า จากคำอธิบายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ คือการให้ประชาชนเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไม่สามารถเลือก ส.ส.ร.ได้ ดังนั้น หากออกแบบให้ ส.ส.ร. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างและพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัย


นายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนอาจนำประเด็นดังกล่าวกลับไปหารือภายในพรรค เพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ โดยยืนยันจุดยืนเดิมที่ต้องการให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ หลังได้รับความชัดเจนว่าคำวินิจฉัยไม่ได้ห้ามการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว


นายนรเศรษฐ์กล่าวเพิ่มว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ขัดกับแนวทางที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอธิบายในวันนี้ เนื่องจากกำหนดให้มี “สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน” จำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และทำหน้าที่กำกับดูแลกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนคณะกรรมาธิการยกร่างจำนวน 35 คน จะมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ก่อนเสนอให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชนรับรองอีกชั้นหนึ่ง


สำหรับตุลาการที่เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายสราวุธ ทรงศิวิไล โดยนายนรเศรษฐ์ย้ำว่า แม้ความเห็นที่ได้รับจะไม่ใช่คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการขององค์คณะตุลาการ แต่ถือเป็นคำอธิบายที่ช่วยให้สังคมและฝ่ายการเมืองเข้าใจขอบเขต


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #สสร #ร่างรัฐธรรมนูญ

‘พริษฐ์’ สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

 


พริษฐ์’ สรุป 9 ประเด็นสำคัญคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ยังไม่มีคำตอบ และตอบไม่ได้

 

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยรายละเอียดการประชุมเรื่อง ‘คดีฮั้ว สว.’ ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) องค์กรอิสระฯ ร่วมกับตัวแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อตรวจสอบและเสนอแนะการทำหน้าที่ของ กกต. ในคดี ‘ฮั้ว สว.’ โดยสรุปเป็น 9 ประเด็นสำคัญ ดังนี้


1. ประเด็นหลักที่ตรวจสอบคือ การเปรียบเทียบการทำหน้าที่ระหว่าง 2 คณะ ที่มีมติสวนทางกัน ระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เสนอให้ กกต. มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปที่ศาล กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (คณะอนุวินิจฉัยฯ) ชุดที่ 36 ที่เสนอให้ กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ให้ไปไม่ถึงศาล


2. รายละเอียดการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. 229 คน ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงว่า

- องค์ประกอบ: กรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากเจ้าหน้าที่ กกต. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

- ระยะเวลาพิจารณา: ใช้เวลาพิจารณาทั้งหมด 120 วัน โดยประชุมทุกวัน หรือแทบทุกวัน

- รายละเอียดการพิจารณา: มีเอกสารประกอบทั้งหมดประมาณ 90,000 หน้า เป็นความเห็นกรรมการราว 1,000 หน้า และมีการสอบพยานหลักร้อยคน


3. ส่วนรายละเอียดการทำงานของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งมีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตัวแทน กกต. ได้ชี้แจงว่า

- องค์ประกอบ: อนุกรรมการประกอบไปด้วย 7 คน ซึ่งแต่ละคนถูกเสนอโดยกรรมการ กกต. แต่ละคน

- ระยะเวลาพิจารณา: ตัวแทน กกต. ที่มาชี้แจงว่าไม่ทราบข้อมูล

- รายละเอียดการพิจารณา: ตัวแทน กกต. ที่มาชี้แจงว่าไม่ทราบข้อมูลอีกเช่นกัน


4. ข้อพิรุธเรื่องการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจาก

- ได้รับการยืนยันว่า โดยปกติแล้ว กกต. จะมีอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 ชุด โดยในการกลั่นกรองแต่ละคดีจะใช้วิธีสุ่มหรือเวียนว่าใช้อนุวินิจฉัยฯ ชุดไหน จะไปรับผิดชอบคดีใด เพื่อไม่ให้เกิดการ ‘ล็อก’ คนที่ไปพิจารณาคดีต่างๆ แต่ในกรณีคดีฮั้ว สว. มีการยืนยันว่า กกต. ได้ตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งทาง กมธ. จะทำหนังสือตามไปเพื่อขอรายชื่อคดีทั้งหมดก่อนหน้า ที่มีการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดพิเศษเป็นการเฉพาะในลักษณะนี้ โดยนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มบังคับใช้

- มีการยืนยันว่า รายชื่ออนุกรรมการ 7 คน ของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่ได้มีแค่คนที่เป็นอนุกรรมการอยู่ใน 35 ชุด ที่ถูกเลือกมาอยู่ในชุดที่ 36 แต่ยังมี ‘คนนอก’ ที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในอนุวินิจฉัยฯ 35 ชุดเลย แต่ถูกดึงมาอยู่ในชุดที่ 36 โดยเฉพาะ ซึ่งตัวแทน กกต. ให้ข้อมูลว่า จำตัวเลขไม่ได้ว่ามีคนนอกกี่คนจาก 7 คน


5. นอกจากความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 แล้ว ยังได้รับแจ้งว่า คณะกรรมการ กกต. ที่พิจารณาคดีนี้อยู่ ยังมีความเห็นของ ‘เลขาธิการ กกต.’ ซึ่ง กกต. ชี้แจงว่าไม่ใช่ความเห็นของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่เป็นความเห็นของ ‘องค์คณะรองเลขาฯ ที่รับผิดชอบสำนวน’

หรือพูดง่าย ๆ คือ คณะกรรมการ กกต. สำหรับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน จะมี 3 ความเห็นคือ (1) คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง (2) เลขาธิการ กกต. เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง (3) อนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เห็นว่าควรฟ้องหรือยกฟ้อง


6. หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่กำลังถูกพิจารณาโดย กกต. ทางตัวแทน กกต. เลือกที่จะไม่ตอบคำถามผมว่ามีหลักฐานประเภทใดอยู่บ้าง เช่น การวิเคราะห์สถิติการลงคะแนน โพยจัดตั้ง หลักฐานการนัดหมาย หลักฐานการจ่ายค่าเดินทาง แต่ยืนยันว่าหลักฐานมีความหลากหลาย


7. ส่วนหลักฐานในคลิปที่ได้เผยแพร่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ หนึ่งในคณะกรรมการ กกต. และการเก็บเอกสารจาก มงคล สุระสัจจะ ซึ่งต่อมาเป็นประธานวุฒิสภา

- ตัวแทน กกต. เลือกที่จะไม่ตอบคำถามว่า หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคลิปดังกล่าวอยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่หรือไม่

- โดย กกต. ตอบเพียงแค่ว่า หลักฐานหรือประเด็นในคลิปนี้จะมีอยู่ในสำนวนที่เคยมีคำร้องในประเด็นดังกล่าว ซึ่งคาดว่าเป็นคำร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. แต่ไม่ได้ตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่กำลังถูกพิจารณาโดย กกต. ในคดีฮั้ว สว. ณ เวลานี้หรือไม่


8. การเผยแพร่คลิปจากวันเลือก สว. ทางตัวแทน กกต. ยืนยันว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ร.ป. เลือก สว.) ในการบันทึกคลิปการเลือก สว. ทุกระดับอยู่แล้ว และยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า บางกรณีในอดีตมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน กกต. จึงเผยแพร่บางส่วนของคลิปดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับสังคม

ดังนั้น ในเมื่อ กกต. มีคลิปการเลือก สว. ทั้งหมดอยู่ในมือ ทาง กกต. ก็สามารถเลือกที่จะเผยแพร่ทั้งหมดหรือบางส่วนของคลิปดังกล่าวได้ เพื่อไขข้อสงสัยของสังคมว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างในวันดังกล่าว


9. หลังจากนี้ คณะกรรมการ กกต. จะต้องมีมติภายใน 90 วันหลังจากการพิจารณานัดแรก ซึ่งจะครบ 90 วันช่วงเดือนกันยายน 2569 ว่าจะสั่งฟ้องใครบ้าง หรือยกคำร้องใครบ้าง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือหากมีการยกคำร้องใคร เอกสารที่ กกต. ยืนยันกับ กมธ. ว่าจะเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะมีเพียง ‘คำวินิจฉัย’ ถึงเหตุผลในการยกคำร้องบุคคลดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นเพียงคำอธิบายสั้นๆ 3-4 ย่อหน้า ว่า ‘พยานหลักฐานไม่เพียงพอ’ โดยไม่มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบหรือข้อเท็จจริงในคดีโดยละเอียด


บทสรุปคือ ทาง กมธ. จะทำหนังสือขอข้อมูลจากทาง กกต. อีกครั้ง เพื่อขอคำตอบและเอกสารในหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำชี้แจง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“ชัชชาติ” หาเสียงตลาดเช้าสาทร “สะพาน 2-ตรอกจันท์” พ่อค้าแม่ค้าแห่เซลฟี่-ตะโกนเชียร์ “เบอร์ 9” คึกคัก

 


ชัชชาติ” หาเสียงตลาดเช้าสาทร “สะพาน 2-ตรอกจันท์” พ่อค้าแม่ค้าแห่เซลฟี่-ตะโกนเชียร์ “เบอร์ 9” คึกคัก


วันที่ 19 มิถุนายน 2569 บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมด้วยทีมงาน "กรุงเทพฯ ทำงาน" โดยในวันนี้ได้เดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่เขตสาทร ตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยปักหมุดลุยตลาดใหญ่ในพื้นที่ถึง 2 แห่ง ทั้งตลาดสะพาน 2 และตลาดเช้า ซอยจันทน์ 18/7 (ตลาดเช้าตรอกจันท์)


บรรยากาศในช่วงเช้าวันนี้เป็นไปอย่างคึกคักและความอบอุ่น ทันทีที่ชัชชาติและทีมงานเดินทางถึงตลาดสะพาน 2 และตลาดเช้าตรอกจันท์ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของต่างพากันเข้ามาต้อนรับอย่างเนืองแน่น โดยพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากได้พร้อมใจกันเชิญชวน นายชัชชาติ ให้มาร่วมถ่ายรูปคู่หน้าร้านค้าของตัวเองไว้เป็นที่ระลึก


พ่อค้าแม่ค้าบางคนส่งเสียงตะโกน “เบอร์ 9” ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ บางคนประกาศสนับสนุนว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ จะพร้อมใจกันลงคะแนนเทใจให้เบอร์ 9 อย่างแน่นอน


หลังจากเดินตลาดสะพาน 2 นายชัชชาติและทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เดินเท้าลุยหาเสียงต่อในบริเวณถนนจันทน์ เขตสาทร เพื่อพบปะทักทายพี่น้องประชาชนตามอาคารบ้านเรือนและร้านค้าริมทาง โดยได้แวะพบปะพูดคุย ทักทาย คนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์











“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ พบคนกรุงเลือก “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย 72.35% ห่างจาก “ชัยวัฒน์” ซึ่งได้ 8.80%

 


“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ พบคนกรุงเลือก “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย 72.35% ห่างจาก “ชัยวัฒน์” ซึ่งได้ 8.80%


วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่องโค้งสอง สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0


จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 72.35 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
อันดับ 2 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)
อันดับ 3 ร้อยละ 8.80 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)
อันดับ 4 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)
อันดับ 5 ร้อยละ 2.70 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ
อันดับ 6 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)
และร้อยละ 2.10 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสมัย ละเลิศ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) นายประยูร ครองยศ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นายคมสัน พันธุ์ชาติกุล (อิสระ) กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)


เมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 32.85 ระบุว่า อิสระ
อันดับ 2 ร้อยละ 27.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 3 ร้อยละ 12.30 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 4 ร้อยละ 8.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 5 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน
อันดับ 6 ร้อยละ 6.85 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว
อันดับ 7 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น ทีม Better Bangkok
อันดับ 8 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)”
และร้อยละ 1.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเศรษฐกิจ กลุ่มพัฒนาหนองแขม และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)


เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.50 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.50 เป็นเพศหญิง


ตัวอย่าง ร้อยละ 10.70 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 16.90 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.55 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.60
อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 29.25 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 93.75 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.80 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.45 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ


ตัวอย่าง ร้อยละ 43.15 สถานภาพโสด ร้อยละ 54.05 สมรส และร้อยละ 2.80 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.35 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 10.25 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 25.95 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 46.15 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 9.90 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี


ตัวอย่าง ร้อยละ 7.85 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 26.00 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 28.25 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.25 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.30 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 24.05 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.30 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ตัวอย่าง ร้อยละ 23.50 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 4.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 15.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 8.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.10 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.65 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.80 ไม่ระบุรายได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิด้าโพล #กรุงเทพมหานคร #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม69 #เลือกตั้งสก69



วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

อธิบดีปกครองเบี้ยวไม่เข้าประชุมแจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ปม ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ รอบสอง ด้าน ‘ภคมน’ รับไม่ไหว หากยังไม่ยอมมาชี้แจงเอง อาจพิจารณาใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ

 


อธิบดีปกครองเบี้ยวไม่เข้าประชุมแจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ปม ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ รอบสอง ด้าน ‘ภคมน’ รับไม่ไหว หากยังไม่ยอมมาชี้แจงเอง อาจพิจารณาใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ


วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการประชุมเพื่อรับฟังข้อชี้แจงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากการร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบการแทรกแซงการเลือกตั้งโดยอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จากการส่งข้อความทาง LINE หาปลัดจังหวัดภูเก็ตขอให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” และกรณีคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง


หลังการประชุม ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และโฆษก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้ มีการเรียกทั้ง กกต. และอธิบดีฯ มาให้คำชี้แจง ซึ่งอธิบดีฯ ก็ไม่มาเช่นเดิม แต่ให้รองอธิบดีฯ มาแทน ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จึงเชิญให้รองอธิบดีฯ กลับไป เพราะกรณีนี้มีความละเอียดอ่อน ส่งผลได้ผลเสียต่อประชาชน เป็นเรื่องใหญ่ในวงกว้าง ไม่สามารถให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามารับผิดชอบผลที่อาจจะเกิดขึ้นแทนได้ และขอให้ในการประชุมครั้งหน้าอธิบดีฯ มาทำการชี้แจงด้วยตนเองในที่ประชุมให้ได้


ชลณัฏฐ์กล่าวต่อว่า การส่งตัวแทนมานั้นไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกหรือตอบแทนได้ และไม่สามารถรับผิดชอบแทนได้ ถ้าสุดท้าย กมธ. ไม่สามารถเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงได้ กมธ. สามารถใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ เรียกเจ้าตัวมาได้ในที่สุด แต่คำถามคือ อธิบดีฯ จะดื้อแพ่งต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ เพราะอย่างไร กมธ. ก็จะติดตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด


ด้าน ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ระบุว่า การชี้แจงวันนี้น่าผิดหวัง เนื่องจาก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้เรียกอธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงเป็นครั้งที่ 2 แล้ว หลังจากครั้งแรกอธิบดีฯ ปฏิเสธ และส่งรองอธิบดีฯ มาแทน ในการประชุมครั้งนี้ก็ยังไม่มา และส่งรองอธิบดีฯ ท่านเดิมมาอีก


นอกจากนี้ การดำเนินการที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่มีความคืบหน้า และยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามที่นายกรัฐมนตรี หรือตามที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เคยชี้แจงกับทั้งสังคมและ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ การประชุมวันนี้จึงไม่สามารถติดตามถึงความคืบหน้าใดๆ ดังกล่าวได้


ภคมนกล่าวต่อไปว่า ไม่ควรมีข้าราชการคนไหนมารับหน้าแทนการกระทำส่วนตัวของอธิบดีฯ ที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งกรมการปกครอง การเลือกตั้ง ประเทศ และประชาชนคนไทย โดยที่คำชี้แจงที่ผ่านมาก็ทำไปแบบผ่านๆ ไม่มีความสมเหตุสมผล การให้ลูกน้องรับหน้าแทนอีกครั้งในวันนี้และการแสดงออกที่ผ่านมา ล้วนสะท้อนว่าอธิบดีฯ ไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำไว้ได้ส่งผลอย่างไรบ้าง และไม่มีกระทั่งความคิดที่จะรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังและอธิบดีฯ ควรมีความละอายแก่ใจอย่างยิ่ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #อธิบดีปกครอง #ช่วยน้ำเงินด้วย







วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘สหัสวัต’ จี้รัฐแก้กฎหมายคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ รับลูกอนุสัญญาฯ ฉบับใหม่ของ ILO

 


‘สหัสวัต’ จี้รัฐแก้กฎหมายคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ รับลูกอนุสัญญาฯ ฉบับใหม่ของ ILO 


วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียถึงผลการประชุมแรงงานระหว่างประเทศ ที่รองรับสิทธิของแรงงานแพลตฟอร์ม ขณะที่ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุน ‘อนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม’ ยังไม่มีความชัดเจนด้านกฎหมาย ว่าแรงงานแพลตฟอร์มมีสิทธิด้านแรงงานต่างๆ ตามสถานะ ‘ลูกจ้าง’ เหมือนอาชีพอื่นๆ หรือไม่


สหัสวัตกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference) สมัยที่ 114 ของ 187 ประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม หรือ Decent Work in the Platform Economy Convention 2026 


การประชุมครั้งนี้นับเป็นรูปธรรมแรกของประชาคมโลกในการกำหนดมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศสำหรับคนทำงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งอาหาร คนขับรถรับส่ง คนส่งพัสดุ ฟรีแลนซ์ออนไลน์ หรือแรงงานรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลในอนาคต


โดยสาระสำคัญของอนุสัญญาฉบับนี้เริ่มด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า โลกของการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากกฎหมายแรงงานในอดีตถูกออกแบบบนความสัมพันธ์แบบ ‘นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ในโรงงานหรือออฟฟิศ แต่ปัจจุบัน เนื่องจากมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ลักษณะนี้เปลี่ยนไป เพราะคนหันมาทำงานผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น แต่ความเป็นจริงคือ คนทำงานเหล่านี้ไม่ถูกนับเป็น ‘ลูกจ้าง’ แม้จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และการควบคุมของแพลตฟอร์มอย่างเข้มข้นก็ตาม


อนุสัญญาฉบับนี้พยายามจะแก้ปัญหาข้างต้น โดยยืนยันว่าแรงงานแพลตฟอร์มคือแรงงานที่ต้องได้รับการรับรองและคุ้มครองภายใต้มาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศในหลายประเด็นด้วยกัน ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้ 


1. ด้านสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน อนุสัญญาดังกล่าวระบุว่า ประเทศสมาชิกต้องรับรองเสรีภาพในการรวมตัว สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วม การขจัดแรงงานบังคับและแรงงานเด็ก การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในสภาพการทำงานที่ปลอดภัย หลักการนี้ยืนยันว่า แรงงานแพลตฟอร์มไม่ใช่เพียง ‘ผู้ใช้งานแอปฯ’ แต่เป็นคนทำงานที่มีสิทธิและศักดิ์ศรีไม่ต่างจากแรงงานกลุ่มอื่น ๆ


2. ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ระบุว่า รัฐต้องมีมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ โรคจากการทำงาน และความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับงานแพลตฟอร์ม พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของทุกฝ่ายอย่างชัดเจน โดยอีกสาระสำคัญคือ อนุสัญญานี้รับรองสิทธิในการปฏิเสธงานที่มีอันตรายร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพคนทำงานได้ โดยจะต้องไม่ถูกลงโทษจากแพลตฟอร์ม


3. การรับรองสถานะการจ้างงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำงานในระบบแพลตฟอร์มปัจจุบัน เพราะปัญหาใหญ่ในปัจจุบันของแรงงานแพลตฟอร์มไม่ใช่การไม่มีงานทำ แต่คือการที่บริษัทแพลตฟอร์มปฏิเสธสถานะ ‘ลูกจ้าง’ โดยวิธีเลี่ยงไปใช้คำว่า ‘พาร์ทเนอร์’ ‘ผู้รับจ้างอิสระ’ หรือ ‘ผู้ให้บริการ’ เพื่อปฏิเสธความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ส่งผลให้คนทำงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานได้ เพราะไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง


ประเด็นแรงงานแพลตฟอร์มเป็นที่ถกเถียงในแวดวงเศรษฐศาสตร์แรงงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะปัญหาหลักๆ คือ คนทำงานไม่มีสิทธิ์กำหนดค่าตอบแทน เงื่อนไขการรับงาน ระบบประเมินผล หรือหลักเกณฑ์การจัดอันดับด้วยตนเองได้ เพราะการกำหนดรายได้ โอกาสในการทำงาน ใครจะได้รับหรือไม่ได้รับงาน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มทั้งหมด


อัลกอริทึมเป็นตัวแจกงาน กำหนดแรงจูงใจ สามารถลดหรือเพิ่มรายได้ ไปจนถึงระงับบัญชี และตัดสินชะตาการทำงานของแรงงานในแพลตฟอร์มของตัวเอง โดยที่คนทำงานแทบไม่มีอำนาจต่อรองหรือแม้แต่รับรู้หลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินได้เลย หรือพูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ บริษัทเป็นคนตัดสินใจกำหนดราคา วิธีทำงาน ระบบประเมินผล และบทลงโทษทั้งหมด 


ดังนั้น การอ้างว่าแรงงานเหล่านี้เป็น ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ จึงถึงเวลาที่ต้องถูกทบทวนใหม่


ด้วยเหตุนี้ จึงมีการกำหนดหลักการสำคัญว่า การพิจารณาสถานะลูกจ้างต้องยึดข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในการทำงาน ไม่ใช่ชื่อเรียกในสัญญา เป็นการยืนยันว่า ‘ข้อเท็จจริงต้องอยู่เหนือสัญญา’ และสิทธิแรงงานไม่ควรถูกลบเลือนด้วยถ้อยคำทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ


4. ด้านค่าตอบแทนและการประกันสังคม มีหลักการว่าแรงงานแพลตฟอร์มต้องได้รับค่าตอบแทนอย่างครบถ้วน ตรงเวลา และได้รับข้อมูลที่โปร่งใสเกี่ยวกับรายได้และการหักเงิน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบจ้างงาน (ที่เข้าหลักเกณฑ์ข้อก่อนหน้า) ต้องได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และได้รับการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ค่าน้ำมัน ค่าความเสี่ยงต่างๆ ตามกฎหมายแต่ละประเทศ


นอกจากนี้ รัฐยังต้องรับประกันการเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคมและการประกันสังคม ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าแรงงานประเภทอื่นที่มีสถานะการจ้างงานแบบเดียวกัน หมายความว่า ถ้าแรงงานแพลตฟอร์มเป็น ‘ลูกจ้าง’ ตามกฎหมาย แรงงานเหล่านี้ก็ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไม่ต่างจากแรงงานอื่น ๆ


5. การกำกับดูแลอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งถือว่าเป็นข้อที่มีความก้าวหน้า โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยการใช้ระบบอัตโนมัติที่มีผลต่อการทำงาน และแจ้งให้แรงงานทราบว่าระบบดังกล่าวส่งผลต่อการเข้าถึงงาน รายได้ และสภาพการทำงานอย่างไร และหากมีการตัดสินใจสำคัญผ่านระบบอัตโนมัติ เช่น การไม่จ่ายค่าตอบแทน การระงับหรือปิดบัญชี หรือการยุติความสัมพันธ์ในการทำงาน แรงงานต้องได้รับคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร และมีสิทธิให้มนุษย์ทบทวนคำตัดสินดังกล่าวแทน AI


อธิบายให้ง่ายคือ บริษัทแพลตฟอร์มจะต้องเปิดเผยว่า การที่บางคนได้งานหรือไม่ได้งาน หรือการคำนวณรายได้ในแต่ละช่วงเวลานั้นคิดแบบไหนคิดอย่างไร ระบบแจกจ่ายงานอย่างไร KPI ในเรื่องรายได้และการได้งานคืออะไร และถ้าเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นไม่จ่ายเงินหรือปิดบัญชี ต้องผ่านการพิจารณาด้วยมนุษย์อีกรอบหนึ่ง ไม่ใช่อนุญาตให้ AI ตัดสินใจเอง


นอกจากนี้ยังคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รับรองสิทธิในการเข้าถึง แก้ไข และลบข้อมูล รวมถึงกำหนดให้รัฐป้องกันการเลือกปฏิบัติ การปิดบัญชีโดยมิชอบ และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย


สำหรับประเทศไทย อนุสัญญาฉบับนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า กฎหมายแรงงานไม่อาจยึดติดกับรูปแบบการจ้างงานของศตวรรษที่ผ่านมาได้อีกต่อไป หากต้องการก้าวทันเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยจำเป็นต้องปรับกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้รองรับแรงงานแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน รับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ปฏิรูประบบประกันสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานทุกกลุ่ม และกำหนดมาตรฐานความโปร่งใสของอัลกอริทึมที่มีผลต่อชีวิตและรายได้ของประชาชน และในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โหวตสนับสนุนอนุสัญญาฉบับนี้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะแก้ไขกฎหมายของเราให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับดังกล่าว โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานที่ต้องเร่งจัดการ 


ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีทำให้เราสะดวกสบายขึ้น เข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น หรือการทำงานนั้นยืดหยุ่นมากขึ้นหรือไม่ แต่คือการยืนยันว่า คนทำงานทุกคนย่อมมีสิทธิ ศักดิ์ศรี และสมควรได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน


อนุสัญญาฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับกฎหมายให้ทันเทคโนโลยี หากเป็นการยืนยันว่า สิทธิแรงงานต้องก้าวทันอำนาจรูปแบบใหม่ที่ซ่อนอยู่หลังแพลตฟอร์มดิจิทัล และไม่มีนวัตกรรมใดอยู่เหนือหลักการคุ้มครองคนทำงาน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #แรงงานแพลตฟอร์ม