วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

‘เดชรัต’ พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐตรึงราคาค่าโดยสารให้ประชาชนไม่ต้องแบกภาระขณะเดินทางช่วงสงกรานต์ พร้อมอุดหนุนราคาตั๋วให้รถบัสและมินิบัสด้วย

 


‘เดชรัต’ พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐตรึงราคาค่าโดยสารให้ประชาชนไม่ต้องแบกภาระขณะเดินทางช่วงสงกรานต์ พร้อมอุดหนุนราคาตั๋วให้รถบัสและมินิบัสด้วย


วันที่ 6 เมษายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) ของพรรคประชาชน ให้ความเห็นถึงการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลต่อพี่น้องประชาชนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน พบว่าการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลยังไม่ชัดเจนมากนักขณะเดียวกันราคาน้ำมันก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 50 บาท/ลิตร และเทศกาลสงกรานต์ก็ใกล้เข้ามาอีกเพียงสัปดาห์เดียว


เดชรัตกล่าวว่าเทศกาลสงกรานต์คือเทศกาลแห่งความสุข พี่น้องประชาชนเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน ด้วยรถยนต์ส่วนตัวบ้าง เดินทางโดยรถสาธารณะจากหมอชิต (หรือสถานีขนส่งอื่นๆ) ไปยังจังหวัดต่างๆ และมักจะใช้รถมินิบัสและรถตู้ต่อไปยังอำเภอและตำบลบ้านเกิดของตน


แต่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราค่าโดยสารของรถประจำทางที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่จะโดยสารกลับบ้าน แม้ว่า คณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลางจะตรึงราคารถทัวร์และรถร่วมบริการใหญ่ไว้ (จนกระทั่ง 20 เมษายน 2569) แต่ก็กำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่สำหรับรถตู้ และรถมินิบัส จำนวน 3,000 คัน โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 6 เมษายน 2569 แต่อัตราค่าโดยสารใหม่ก็คำนวณโดยตั้งอยู่บนฐานราคาน้ำมันดีเซลที่ 38.99 บาท/ลิตร แต่ราคาน้ำมันในปัจจุบันเพิ่มสูงกว่า 50 บาท/ลิตรแล้ว 


สถานการณ์ที่ต้นทุนของผู้ประกอบการรถตู้และรถมินิบัสขยับตัวสูงขึ้น (จากฐานการคำนวณ) ถึง 10 บาท/ลิตร และยังไม่แน่ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ในสัปดาห์หน้า ย่อมเกิดแรงกดดันขึ้น 2 ทาง 


ทางหนึ่ง คือ หากตรึงอัตราค่าโดยสารเดิมไว้ (เช่นเดียวกับรถทัวร์) ผู้ให้บริการย่อมขาดทุน และอาจลดปริมาณเที่ยวรถโดยสารที่ให้บริการพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาล 


ส่วนอีกทางหนึ่ง คือ การเรียกร้องของผู้ประกอบการรถขนส่งให้มีการปรับอัตราค่าบริการตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นก็จะกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนที่ใช้รถขนส่งสาธารณะ


เดชรัตเห็นว่า รัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันทั้งสองทางได้ด้วยการคงอัตราค่าโดยสารที่ปรับใหม่ไว้ ส่วนต้นทุนค่าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลสามารถคำนวณหาอัตราเงินอุดหนุนกับผู้ประกอบการ โดยคำนวณ (ก) ตามรายเส้นทาง (ข) ตามวันที่เดินทาง (เพราะราคาน้ำมันปรับขึ้นลงรายวัน) และ (ค) ตามจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางในแต่ละวันและในแต่ละเส้นทางได้


วิธีการนี้ จะช่วยลดปัญหาผู้ให้บริการลดจำนวนเที่ยวรถโดยสารลง (เพราะขาดทุนหากคิดค่าโดยสารในอัตราเดิม) ขณะเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มค่าโดยสารในระหว่างเทศกาลสงกรานต์ เพื่อช่วยลดภาระของพี่น้องประชาชน และยังไม่ต้องกังวลใจว่าจะเป็นมาตรการที่ทำให้เกิดราคาน้ำมัน 2 ตลาด หรือทำให้มีการคาดการณ์และการกักตุนน้ำมันที่รัฐบาลยังควบคุมไม่ได้อีกด้วย วิธีการนี้ยังสามารถใช้ได้ในช่วงหลังสงกรานต์ต่อเนื่องได้ด้วย เพราะจะเป็นแรงจูงใจที่สมเหตุสมผลในการให้ประชาชนลดการใช้น้ำมัน โดยหันมาใช้รถสาธารณะแทน


เดชรัตย้ำว่า ตนหวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอของพรรคประชาชนเข้าพิจารณาในการประชุม ครม. ที่จะถึง และตัดสินใจเพื่อเป็นการคลายความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่การกลับบ้านมีความหมายเป็นพิเศษในสังคมไทยของเรา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

“ปิยุบตร” ชี้ คดียุบพรรคประชาชน ทำหน้าที่เป็นหอกปักหลัง ในยามที่รัฐบาลภูมิใจไทย ไปไม่รอด!!!


“ปิยุบตร” ชี้ คดียุบพรรคประชาชน ทำหน้าที่เป็นหอกปักหลัง ในยามที่รัฐบาลภูมิใจไทย ไปไม่รอด!!!


จากกรณีที่มีผู้ไปร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ “ยุบพรรคประชาชน” กรณี ระบบรับสมัครสมาชิกพรรคผ่านออนไลน์ และกรณีปฏิบัติการสื่อออนไลน์ (IO) และ กกต. ได้ขานรับโดยออกหนังสือลับเรียกให้ผู้ร้องเรียนไปให้ถ้อยคำต่อฝ่ายนายทะเบียนพรรคการเมือง ภายในสัปดาห์หน้านั้น


วันนี้ (5 เมษายน 2569) นายปิยบุตร แสงกนกกุล ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ความว่า  


คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 (3 ครั้งที่ผ่านมา รอด 1 ยุบ 2) ของพรรค “อนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” สาระสำคัญมิใช่อยู่ที่ “ยุบพรรค”


แต่คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 นี้ จะสำแดงเดชในช่วงยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในพรรคหรือระหว่างพรรคร่วม หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้


เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรคประชาชนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่


ดังนั้น คดียุบพรรค จึงต้องทำหน้าที่เป็น “หอก” เพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรคประชาชนไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดตั้งรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิม ๆ กลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #ยุบพรรค #พรรคประชาชน


 

“นิด้าโพล”เผย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ 3 รมต.มืออาชีพ แก้วิกฤตพลังงานได้ และไม่เห็นใจรัฐบาล

 


“นิด้าโพล”เผย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ 3 รมต.มืออาชีพ แก้วิกฤตพลังงานได้ และไม่เห็นใจรัฐบาล 


วันที่ 5 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0


จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า


1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า 


ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ


2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า


ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ


3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า 


ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ


ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า 


ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิด้าโพล

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” ร่วมอาลัยอาสาดับไฟป่า ชี้ปัญหาอาสาต้องสู้ไฟป่าท่ามกลางความขาดแคลนงบประมาณและอุปกรณ์ สนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” จากทีมเทศบาลประชาชนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมดันกฎหมายอากาศสะอาด

 


“ณัฐพงษ์” ร่วมอาลัยอาสาดับไฟป่า ชี้ปัญหาอาสาต้องสู้ไฟป่าท่ามกลางความขาดแคลนงบประมาณและอุปกรณ์ สนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” จากทีมเทศบาลประชาชนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมดันกฎหมายอากาศสะอาด


วันที่ 4 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมกับ สมชิด กันธะยา สส.เชียงใหม่ เขต 5 พรรคประชาชน เดินทางไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพ บุญมา ผ้าแดง เจ้าหน้าที่อาสาดับไฟป่า ที่วัดสิทธิทรงธรรม ต.สะลวงใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่


ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว คุณบุญมาเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ จากการสอบถามบุคคลในพื้นที่ทราบว่าคุณบุญมาเป็นอาสาช่วยดับไฟป่าทุกปี และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครตั้งตัว คาดว่าเกิดจากความเหนื่อยล้าสะสมในช่วงการปฏิบัติงาน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า จากการสอบถามทีมสู้ไฟที่อยู่หน้างาน และจากการเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติงานที่ อ.สันป่าตอง พร้อมกับ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ที่ทำโครงการอาสาส้มสู้ไฟมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ได้พบว่าสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือเรื่องของสวัสดิการ เช่น ประกันกลุ่ม รวมถึงการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณมากเพียงพอในภารกิจสู้ไฟป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำแนวกันไฟ ที่โดนสำนักงบประมาณปรับลดงบประมาณทุกปี


ในวันนี้ที่ตนได้เดินทางมาที่นี่ ค่าจุดความร้อนในประเทศไทยพีคขึ้นอีกรอบ อยู่ที่ 5,050 จุด และในประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 13,500 จุด เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือน่าจะยังไม่ดีขึ้น และอาจคงอยู่ต่อไปจนถึงปลายเดือนเมษายนเป็นอย่างน้อย


ดังนั้น นอกจากการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการสู้ไฟป่า และการลดการเผาในภาคการเกษตรแล้ว อีกส่วนที่สำคัญคือการช่วยเหลือและป้องกันกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ป่วยและเด็กเล็กที่แพ้ฝุ่นรุนแรง ซึ่งอาศัยในบ้านเรือนที่ไม่มีกำลังทรัพย์จะทำห้องปรับอากาศ เพื่อนำเครื่องฟอกอากาศไปติดตั้งได้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ทางทีมเทศบาลประชาชนจึงได้ริเริ่มโครงการทำ “มุ้งสู้ฝุ่น” มาก่อนหน้านี้ เพื่อนำไปติดตั้งให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ในพื้นที่ ซึ่งมีมูลค่าไม่แพง สามารถทำกันได้เอง โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานไม่กี่อย่าง มูลค่าต่อชุดรวมราว 1,500-2,000 บาท ที่วันนี้ตนและทีมงานของพรรคประชาชนได้นำเข้ามามอบให้กับประชาชนบางส่วนในแขวงเม็งราย


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า หลังจากนี้ ตน สส. และทีมงานของพรรคประชาชน จะช่วยกันผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นส่วนสำคัญ ที่จะแก้ปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน พร้อมเร่งรัดติดตามให้ท้องถิ่นได้รับจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและเหมาะสมในภารกิจสู้ไฟป่า รวมถึงการทำโครงการร่วมกับอาสาประชาชนในการส่งมอบมุ้งสู้ฝุ่นให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง พร้อมกับสนับสนุนการทำงานของทีมส้มสู้ไฟต่อไป


ทั้งนี้ในวันนี้ ณัฐพงษ์ มีกำหนดการเดินทางไปสำรวจหน้างานพร้อมกับ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 และ พุธิตา ชัยอนันต์ สส.เชียงใหม่ เขต 4 พรรคประชาชน พร้อมกับทีมส้มสู้ไฟด้วย โดยก่อนลงพื้นที่ประชุมมีการประชุมถอดบทเรียนกันที่ศูนย์ส้มสู้ไฟ เพื่อเตรียมรับมือต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และรวบรวมปัญหาข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่จะนำไปผลักดันต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #PM25


























วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569

“ธนาธร” ห่วงกระจายอำนาจไทยถอยหลัง แผนถ่ายโอนล้มเหลวเพราะส่วนกลางหวงอำนาจ ย้ำถึงเวลาเขย่าโครงสร้างจังหวัดให้ประชาชนเลือกผู้นำได้เพื่อสร้างวาระแห่งอนาคต

 


“ธนาธร” ห่วงกระจายอำนาจไทยถอยหลัง แผนถ่ายโอนล้มเหลวเพราะส่วนกลางหวงอำนาจ ย้ำถึงเวลาเขย่าโครงสร้างจังหวัดให้ประชาชนเลือกผู้นำได้เพื่อสร้างวาระแห่งอนาคต


เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมจัดงานเสวนา “กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”


ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า ระบุว่าการกระจายอำนาจคือการแบ่งบทบาทการทำบริการสาธารณะภาครัฐ มีระดับท้องถิ่นพื้นฐาน คือเทศบาลและ อบต. ระดับต่อมาคือ อบจ. และระดับต่อมาคือรัฐบาลส่วนกลาง การกระจายอำนาจที่ควรจะเป็น คือท้องถิ่นพื้นฐานควรมีอำนาจและงบประมาณเพียงพอในการให้บริการที่เป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ใกล้ตัวที่สุด ระดับจังหวัดเชื่อมตำบลเข้าหากัน เชื่อมจังหวัดต่อจังหวัด และเชื่อมจังหวัดกับประเทศไทย ส่วนกลางต้องไม่เข้าไปแก้ปัญหาท้องถิ่น แต่ต้องคิดเรื่องจะแข่งขันกับโลกอย่างไร จะส่งออกได้มากกว่านี้อย่างไร ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านจะเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาจะเป็นอย่างไร วิธีการแบ่งบริการสาธารณะแบบนี้เป็นระบบที่ใช้ทั่วโลกในประเทศที่พัฒนาแล้ว และผู้ที่ใช้อำนาจนั้นมาจะการเลือกตั้งของประชาชน


แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานวันนี้มีอำนาจและงบประมาณน้อยนิด ไม่สามารถทำภารกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เอาภารกิจที่ควรอยู่ที่ท้องถิ่นมาอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้รัฐส่วนกลางใหญ่โตเทอะทะ ไม่มีเวลาและสมาธิไปมุ่งเน้นเตรียมการรับมือกับอนาคต ตราบใดที่รัฐส่วนกลางยังต้องมานั่งซ่อมถนนและสะพานในต่างจังหวัด ไม่ให้ท้องถิ่นไดัมีอำนาจและงบประมาณจัดการตัวเอง ประเทศไทยไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้ 


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของการกระจายอำนาจคือการถ่ายโอน รพ.สต. ซึ่งเป็นบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิให้ อบจ. เป็นคนทำ แต่ปัจจุบันก็ยังถ่ายโอนไม่จบ รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ในสมัยนั้นเป็นคนผลักดันการถ่ายโอน แต่กระทรวงสาธารณสุขที่ส่วนกลางพยามดึงอำนาจ ไม่ยอมถ่ายโอนออกไป เรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมก็เช่นกัน ทั้งที่อยู่ในแผนแต่ก็ก็ยังไม่มีการถ่ายโอนอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น บริการขนส่งสาธารณะก็เช่นกัน พ.ร.บ.ขนส่งทางบกฉบับแก้ไข ที่จะให้อำนาจในการออกใบอนุญาตในการเดินรถสาธารณะให้ท้องถิ่น เสนอเข้าสภาไปเดือนสิงหาคม 2567 แต่ก็ไม่ผ่าน นี่คือสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันบริการสาธารณะขนาดใหญ่ต่อไปในอนาคตน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก 


ขณะเดียวกัน กระแสเรียกร้องให้จังหวัดต่างๆ เป็นมหานครที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ความคิดหลักของข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่ต้องการตึกรามบ้านช่องที่สูงใหญ่ แต่คือการเลือกผู้นำของจังหวัดด้วยตัวเอง คือการตอบคำถามว่าตกลงใครเป็นผู้รับผิดชอบจังหวัด ที่จังหวัดไหนพัฒนาช้าหรือพัฒนาเร็วใครเป็นคนรับผิดชอบ ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ อยู่ปีครึ่ง ผ่านงบประมาณสมัยเดียวก็ออกจากตำแหน่งแล้ว อบจ. ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณและอำนาจ จังหวัดจะพัฒนาได้ต้องมีโครงสร้าง มีอำนาจ มีงบประมาณ และมีผู้นำ คำถามคือถ้าไม่มีผู้นำที่รับผิดชอบความเจริญก้าวหน้าของจังหวัด จะทำให้จังหวัดเจริญได้อย่างไร


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าโจทย์ปัจจุบันของการกระจายอำนาจคือจะทำอย่างไรให้ระดับจังหวัดผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โครงสร้างการบริหารจังหวัดที่ทับซ้อนกันต้องควบรวมกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานอย่าง อบต. และเทศบาล ต้องยกระดับให้เป็นเทศบาลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เทศบาลและ อบต. ที่เล็กเกินไปต้องควบรวม ถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณ สร้างความเข้มแข็ง แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับความสัมพันธ์ต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีเข้าแก้ปัญหา


ถ้าอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าที่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ การกระจายอำนาจคือวาระของอนาคต การกระจายอำนาจแยกไม่ออกจากเรื่องประชาธิปไตย ล่าสุดที่การกระจายอำนาจถดถอยลงไปว่าก็เพราะการทำรัฐประหาร การกระจายอำนาจส่งเสริมประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในระดับชาติก็ส่งเสริมการกระจายอำนาจ วันนี้การกระจายอำนาจในประเทศไทยไม่ไปไปถึงไหนทั้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2540 ญี่ปุ่นผลักดันกระจายอำนาจครั้งใหญ่ในห้วงเวลาเดียวกัน แต่เขาทำเสร็จไปไกลแล้ว ถ้าอยากเห็นแต่ละพื้นที่กำหนดอนาคตของตัวเองได้ เราหนีการพูดคุยเรื่องนี้ไม่พ้น เมื่อส่วนกลางไม่ยอมปล่อยงบประมาณและภารกิจ มีแต่การรวมตัวของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้การผลักดันวาระการกระจายอำนาจ ยุติการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางมีความก้าวหน้าขึ้นได้


ขณะที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าตนเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจแน่นอน และเชื่อในแนวคิดบริหารจัดการตนเอง จะทำอะไรท้องถิ่นควรเป็นผู้กำหนดเอง ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านการกระจายอำนาจมาหลายครั้ง ได้เห็นการเติบโตของการกระจายอำนาจมาเป็นลำดับ ตนเป็นคนท้องถิ่น สส.ภูมิใจไทยส่วนมากเติบโตมาจากท้องถิ่น หลายคนอาจบอกว่าเป็นระบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่ แต่สิ่งเหล่านี้มาไม่ได้ถ้าไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน


ปัจจุบันสิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอ คือการเห็นปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ สิ่งที่สำคัญของการกระจายอำนาจคือเรื่องของงบประมาณ งบประมาณที่มีจำกัดและไม่สามารถทำอะไรที่ตอบสนองกับสิ่งที่อยากทำได้ สิ่งที่ อบจ. กำลังจะเผชิญต่อจากนี้คือจะแบกเงินเดือนบุคลากรจากภารกิจที่ถ่ายโอนมาไม่ไหวแล้ว ไม่ว่าจะ รพ.สต. หรือโรงเรียน เพราะงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรน้อยมาก หลักการคือการกระจายงบประมาณไปสู่ส่วนภูมิภาค สิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอคือภาษีบ้านเกิดเมืองนอนเพราะเราเห็นเช่นเดียวกันว่าท้องถิ่นควรได้งบประมาณที่มากกว่านี้


สิริพงศ์กล่าวต่อไปว่าหลักคิดคือในการพัฒนาหลายจังหวัดของประเทศไทยมีการพัฒนาจากส่วนกลางมาก ภาษีที่จังหวัดได้เป็นภาษีบำรุงท้องที่ แต่ละรายได้ที่ได้รวมอยู่ที่ส่วนกลาง หลักคิดคือเมื่อใช้ทรัพยากรในต่างจังหวัด วิธีเสียภาษีคือต้องเสียภาษี ณ พื้นที่นั้น เพื่อที่พื้นที่นั้นสามารถนำภาษีที่ได้จากการทำธุรกิจมาสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนอื่น ๆ


ถ้าเป็น อบจ. สามารถของบประมาณตรงกับสำนักงบประมาณ แต่อบต. อาจมีความจำเป็นในการผ่านสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด แต่หากประชาชนมีสิทธิเลือกที่จะเสียภาษี จะเสียภาษีให้ที่ไหน อยากมอบเงินภาษีให้ท้องถิ่นพัฒนาได้อย่างไร ที่ต้องเป็นระบบนี้เพราะมีทั้งมีเมืองใหญ่และเมืองเล็ก หากไม่บริหารแบบนี้จะกลายเป็นว่าเมืองใหญ่จะโตขึ้นไปอีก เมืองเล็กก็จะเล็กอยู่เช่นนั้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์






กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ จัดโครงการเสวนาทางวิชาการ “Movie Talk : กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”

 


กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ จัดโครงการเสวนาทางวิชาการ “Movie Talk : กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”


วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 12.00 – 17.00 น. ณ ห้อง LT2 อาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดโครงการเสวนาทางวิชาการ “Movie Talk : กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”


โดยมี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการ กล่าวเปิดการเสวนา โดยมีคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ คณะทำงาน บุคลากรในวงงานรัฐสภา นักศึกษา เยาวชน ประชาชนทั่วไปที่สนใจประเด็นประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจ นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม ผู้ปฏิบัติงานด้านท้องถิ่น สื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์ เข้าร่วมรับฟังการเสวนาและกิจกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้


เวลา 12.30 - 13.30 น. ปฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ปัญหาอุปสรรคของการกระจายอำนาจ ตลอดจนแนวนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาล โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย


จากนั้นเวลา 13.30 – 15.30 น. กิจกรรมชมภาพยนตร์เรื่อง Where We Belong : ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า ซึ่งถ่ายทอดและสะท้อนแง่มุมของอำนาจ ทรัพยากร และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่


ต่อมา 15.30 – 17.00 น. กิจกรรมถอดบทเรียนเรื่อง ความเหลื่อมล้ำและการกระจายอำนาจในมิติต่าง ๆ ที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่อง Where We Belong : ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า สำหรับการเสวนาในช่วงถอดบทเรียนได้รับเกียรติจากวิทยากรหลายภาคส่วน ได้แก่


นายคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับและผู้เขียนบทภาพยนตร์ Where We Belong : ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า


รองศาสตราจารย์เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


นายชำนาญ จันทร์เรือง ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติเชียงใหม่มหานคร


นางสาวภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)


และนางสาวเพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย


ทั้งนี้ วิทยากรได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคการกระจายอำนาจของท้องถิ่น ตลอดจนข้อเสนอและทางออกในการส่งเสริมการกระจายอำนาจและการปกป้องสิทธิการปกครองตนเองของท้องถิ่น


ในช่วงท้าย นายวีรยุทธ สร้อยทอง ประธานคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้กล่าวปิดการเสวนา พร้อมทั้งกล่าวถึงทิศทางการทำงานของคณะกรรมาธิการในประเด็นการกระจายอำนาจในระยะต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง