วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

‘พรรคประชาชน’ ยื่นขอนับคะแนนใหม่ 10 เขต ลั่น ยอมรับผลเลือกตั้ง แต่รับไม่ได้ ‘โกงนับคะแนน’ ยืนยัน ยืนหยัดร่วมกัน ปกป้องเจตจำนงของประชาชนด้วยกัน พร้อมให้กำลังใจชาวชลบุรี เขต 1


พรรคประชาชน’ ยื่นขอนับคะแนนใหม่ 10 เขต ลั่น ยอมรับผลเลือกตั้ง แต่รับไม่ได้ ‘โกงนับคะแนน’ ยืนยัน ยืนหยัดร่วมกัน ปกป้องเจตจำนงของประชาชนด้วยกัน พร้อมให้กำลังใจชาวชลบุรี เขต 1

 

วันนี้ (10 ก.พ. 2569) เพจเฟซบุ๊กพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า


เรายอมรับผลการเลือกตั้ง แพ้-ชนะเป็นเรื่องยอมรับได้ แต่โกงการนับคะแนนเรารับไม่ได้ ทุกคะแนนเสียงของประชาชนคือเจตจำนงที่เราต้องปกป้อง


ตอนนี้เรามีทีมเฉพาะกิจสำหรับรับเคส ดำเนินคดีการนับคะแนนผิดปกติทั่วประเทศ นับตั้งแต่เมื่อวานนี้ และดำเนินการยื่นเรื่องขอนับคะแนนใหม่ 10 เขต ดังนี้

 

จ.ขอนแก่น เขต 3 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง

จ.ลำปาง เขต 2 น.ส.สุวิภา กุศลจูง

จ.สุราษฎร์ธานี เขต 1 นายรัฐภัทร์ พัฒนาศิริรักษ์

จ.ชลบุรี เขต 1 นายวรท ศิริรักษ์

จ.มหาสารคาม เขต 1 นายธีระวัฒน์ พรรณะ

จ.นครราชสีมา เขต 13 น.ส.นาลันทา บุญชิต

จ.ชัยนาท เขต 1 นายทรงพล ภัทราภิรมย์

จ.สมุทรปราการ เขต 6 นายวีรภัทร คันธะ

จ.ตาก เขต 1 นายคริษฐ์ ปานเนียม

จ.สระบุรี เขต 1 นายสรพัช ศรีปราชญ์

 

พรรคประชาชน ขอยกย่องพี่น้องประชาชนชลบุรี เขต 1 และทุกพื้นที่ที่กำลังตื่นตัวออกมาปกป้องเสียงของตัวเอง พรรคประชาชนยืนยันว่า เราจะเดินหน้าปกป้องทุกคะแนนเสียงของทุกท่านเช่นกัน

 

หากประชาชนมีบันทึกความผิดปกติเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาพถ่ายใบขีดคะแนนหน้าหน่วย (สส.5/11) สามารถส่งข้อมูลให้เราได้ทันที ผ่านทุกช่องทางของพรรค เพื่อนำมาตรวจสอบกับผลคะแนนที่รวมเรียบร้อยแล้วว่าตรงกันหรือไม่

ยืนหยัดร่วมกัน ปกป้องเจตจำนงของประชาชนด้วยกัน“

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : พ่ายศึกเลือกตั้ง ไม่ได้แพ้สงคราม


ธิดา ถาวรเศรษฐ : พ่ายศึกเลือกตั้ง ไม่ได้แพ้สงคราม


10 ก.พ. 2569


พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าของประเทศที่ชนชั้นนำยังไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ทั้งที่ประกาศการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะผนึกกำลังในเวทีรัฐสภากับการต่อสู้ของประชาชนนอกเวทีรัฐสภาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่แน่นอนว่าก็มีระดับดีกรีความสนับสนุนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชนไม่เท่ากัน


“เวทีรัฐสภา” ในการต่อสู้ของประชาชน จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ ชัยชนะ และความพ่ายแพ้ ในการเลือกตั้งเพื่อเป็นรัฐบาลนั้น ย่อมเป็นการศึกแต่ละครั้งในสงครามใหญ่ยาวนานของการต่อสู้ของประชาชน การเลือกตั้งบางครั้งได้คะแนนจากประชาชนมากสุด แต่ไม่ได้อำนาจรัฐในฐานะรัฐบาล ด้วยการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของชนชั้นนำที่เป็นผู้ปกครองตัวจริง!!!


นี่ไม่ใช่การพ่ายแพ้สงครามในการต่อสู้ของประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องสิ้นหวัง อีกไม่ถึง 4 ปี ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ การพ่ายแพ้ครั้งนี้ควรจะเป็นบทเรียนที่ดีให้พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าจะได้แก้ไขปรับปรุง การชี้นำ การบริหาร และการสนับสนุนการปฏิบัติงานของพรรค ตรวจสอบว่าถ้าอยากได้อำนาจรัฐ จะเป็นรัฐบาลแบบไหน แบบ grand compromise? มันจะได้รับผลแบบไหน?


ปัจจัยแห่งชัยชนะของฝ่ายจารีตอำนาจนิยม


1. ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงของสภาวะสังคมไทย ที่ประชาชนกังวลกับปัญหาการสู้รบชายแดน จึงมีกระแสชาตินิยม ทหารนิยม จารีตนิยม เป็นพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง จากเคยมีกระแส “มีเราไม่เอาลุง” พรรคภูมิใจไทย ใช้กระแสนี้อย่างได้ผล ดึงบ้านใหญ่มาร่วมได้มาก และยังได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นด้วย


2. มีการจัดการที่ดี วางกลยุทธ์ในการเลือกตั้งเขต จัดการอย่างมีเป้าหมาย ได้คะแนนเขตท่วมท้น


3. การได้โอกาสรับการสนับสนุน MOA จากพรรคประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ขี่กระแสชาตินิยมเติบใหญ่อย่างยิ่งใหญ่


4. ตีโจทย์แตก แก้เกม จุดอ่อนได้เร็วทันที จากพรรคขนาดกลางเป็นพรรคใหญ่ที่ขี่กระแสชาตินิยม จารีตนิยม


ปัจจัยแห่งความพ่ายแด้ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตย


เน้นพรรคก้าวไกลที่เคยได้รับชัยชนะท่วมท้น 151 สส. และคะแนนโหวตบัญชีรายชื่อ 14,438,851 เสียง มาเป็น 118 สส. และสส.เขตจาก 112 เป็น 87 เขต (ลดลง 25 เขต) คะแนนบัญชีรายชื่อเป็น 9,777,951 ลดลง 4.6 ล้านเสียง


1. ปัจจัยความพ่ายแพ้สัมพันธ์กับการทำให้พรรคคู่แข่งคนละขั้ว กลายเป็นพรรคใหญ่ ได้รับชัยชนะท่วมท้น เป็นผลจากการทำ MOA สนับสนุนให้ “ภูมิไทยใจ” เป็นรัฐบาล คือฝ่ายตนเล็กลง อีกฝ่ายใหญ่ขึ้น อันเป็นผลจาก MOA


2. กระแสที่ไหลบ่าจากการต่อสู้ชายแดนเข้ามาในสังคมไทย เป็นกระแสชาตินิยม ทหารนิยม ทำให้คนจำนวนมากหันไปสนับสนุนขั้วตรงข้ามแทน


3. จุดยืนที่ไม่ชัดเจนเรื่องแยกมิตรแยกศัตรูของประชาชน มุ่ง grand compromise ทำให้คนขาดความเชื่อมั่น ศรัทธา ในการนำทิศทางของพรรคประชาชน ทำให้คน Vote No และไม่มาลงคะแนนสูง (No Vote) คนมาใช้สิทธิ์เพียง 65% หายไปจากปีก่อนถึง 10%


4. การจัดการกลยุทธ์ในกระแสที่เปลี่ยนไปของประชาชนในสังคมไทย แต่ยังทำเหมือนเดิม ยังเพิ่มการแก้จุดอ่อนไม่เพียงพอในการศึกครั้งนี้


5. การนำและการบริหารการจัดการภายในพรรค ต้องมีการแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยน้ำใสใจจริงจากผู้นำของพรรค


ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นปัญหาว่า เจ้าของพรรคจะหวังทำ grand compromise แล้วต้องเสียหายทั้งเจ้าของพรรคและพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิมหรือไม่


แต่สิ่งที่ควรจะยินดีเป็นอย่างยิ่งคือ ผลการออกเสียงประชามติที่ 94%

ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

·        เห็นชอบ 19,940,447 (คิดเป็น 60%)

·        ไม่เห็นชอบ 10,531,647 (คิดเป็น 32%)

·        ไม่แสดงความคิดเห็น 2,886,351 (คิดเป็น 8.65%)


นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก หากพ่ายแพ้ ประเทศไทยไม่อาจออกจากกติการัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหารได้เลย มรดกคณะรัฐประหารจะยังอยู่กับประชาชนไทยไปจนถึงชั่วฟ้าดินสลายหรืออย่างไร สงครามนี้ถูกรัฐธรรมนูญจัดการอำนาจประชาชนไปตลอดกาลหรือไม่ อย่างน้อยการเลือกตั้งและลงประชามติครั้งนี้ ดิฉันถือว่ายังได้ประโยชน์มากนะ น่ายินดี ขอให้พรรคการเมืองและประชาชนเดินหน้าต่อเพื่อรอบใหม่ของการต่อสู้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #ประชามติ2569

พรรคเพื่อไทย เรียกร้อง กกต. เร่งตรวจสอบข้อร้องเรียนการจัดเลือกตั้งไม่โปร่งใส ยืนยันไม่ขัดข้องหากจะ “นับคะแนนใหม่” ให้โปร่งใส เพราะหาก กกต.ทำถูกต้อง นับอีกกี่ครั้งก็ไม่กระทบผลเลือกตั้ง พร้อมเปิดช่องให้พี่น้องส่งข้อมูลให้พรรคเพื่อไทย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิประชาชนให้มากที่สุด

 


พรรคเพื่อไทย เรียกร้อง กกต. เร่งตรวจสอบข้อร้องเรียนการจัดเลือกตั้งไม่โปร่งใส ยืนยันไม่ขัดข้องหากจะ “นับคะแนนใหม่” ให้โปร่งใส เพราะหาก กกต.ทำถูกต้อง นับอีกกี่ครั้งก็ไม่กระทบผลเลือกตั้ง พร้อมเปิดช่องให้พี่น้องส่งข้อมูลให้พรรคเพื่อไทย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิประชาชนให้มากที่สุด


วันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทยและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และนายกฤช เอื้อวงศ์ ฝ่ายกฎหมายและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีข้อร้องเรียนกระบวนการจัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง  ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยเปิดโอกาสให้พี่น้องร่วมแจ้งเบาะแส เพื่อรวบรวมข้อมูลไปดำเนินการตามกฏหมาย เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้บริสุทธิ์และยุติธรรมที่สุด


นายจุลพันธ์ กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนและผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง รวมถึงผู้สมัคร สส.ของพรรคเพื่อไทยในหลายพื้นที่เกี่ยวกับความสุจริต โปร่งใสในกระบวนการนับคะแนนเลือกตั้ง และพรรคเพื่อไทยขอแสดงห่วงใยต่อสถานการณ์ความไม่ไว้วางใจ กระบวนการการเลือกตั้งที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนี้


ขณะนี้พรรคอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดในทุกเขต โดยยืนยันว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยดำเนินการทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักฐานและข้อกฎหมาย


อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเบื้องต้น มีประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้


1. ข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจเงินในหลายพื้นที่


มีรายงานการเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติจำนวนมากในบางพื้นที่ พรรคขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงว่า ได้มีการประสานและตรวจสอบข้อมูลการเบิกถอนเงินที่ผิดปกติตามข้อสังเกตของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วหรือไม่ และมีการติดตามเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่อย่างไร


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ กกต.ติดตามดำเนินคดีที่มีข้อสงสัย ที่มีของกลางเป็นตัวอย่างเช่น เงินสด โพยรายชื่อ ชื่อบุคคลในหลายพื้นที่ โดยเราพบตัวและมีการดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว ต้องฝาก กกต.เร่งรัดตามเวลาที่กำหนด


2. ข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ


มีข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนจำนวนมากว่ามีการใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซงหรือกดดันกระบวนการเลือกตั้งในบางพื้นที่  โดยใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทหาร ตำรวจ หรือฝ่ายปกครอง ในบางพื้นที่ พรรคขอให้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา


3. ปัญหาในการจัดการของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง


 มีข้อร้องเรียนในหลายกรณี อาทิ กระบวนการนับคะแนนที่ไม่เปิดเผยหรือขาดความโปร่งใสกรณี “บัตรเขย่ง” ในบางพื้นที่ที่มีคะแนนรวมเกินกว่าผู้ใช้สิทธิ การฉีกบัตรเลือกตั้งที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ เรื่องความผิดปกติที่นับคะแนนแล้วขอนับใหม่ คะแนนพลิกผันจากแพ้เป็นชนะ รวมถึงการใช้ดุลพินิจเรื่องการขานบัตรดี บัตรเสีย และมีตัวอย่างอีกหลายรูปแบบ


ทั้ง 3 ประเด็นเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตย


พรรคเพื่อไทยขอย้ำว่า เป้าหมายของเราคือความชัดเจนและความเป็นธรรม ไม่ใช่ความขัดแย้ง เราเรียกร้องให้ กกต. เร่งตรวจสอบข้อร้องเรียนทั้งหมดอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และมีกระบวนการพิจารณาตอบสนองข้อร้องเรียนของประชาชน เช่นหลายพื้นที่มีการขอนับคะแนนใหม่ โดยพรรคเพื่อไทยมองว่าสามารถทำได้ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในพื้นที่ต่างๆ และหากมั่นใจในความบริสุทธิ์ยุติธรรมจริง ย่อมไม่มีผลกระทบเปลี่ยนแปลงและไม่มีผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งโดยรวมอยู่แล้ว  และหากมีข้อสงสัยก็เป็นการดีที่จะตอบรับข้อเรียกร้องประชาชน ในแต่ละจุดเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้พี่น้องประชาชนสบายใจ


พรรคเพื่อไทยยืนยันจะติดตามตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ โดยมอบหมายให้ศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย เข้ามารวบรวมความผิดปกติซึ่งทำงานมาตั้งแต่เริ่มต้นและจะดำเนินการต่ออย่างเข้มงวด หากพี่น้องมีเบาะแสข้อสงสัย สามารถส่งข้อมูลมายังพรรคเพื่อไทย เพื่อจะได้ดำเนินการติดตามเพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใส และดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคะแนนเสียงอย่างถึงที่สุด


ต่อข้อถามเรื่องความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่ายังไม่มีการประสานมา  เป็นหน้าที่พรรคที่ได้คะแนนเสียงลำดับที่ 1 เป็นคนดำเนินการ เข้าใจว่าตัวเลขของ กกต. ก็ยังไม่นิ่ง จึงไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปดำเนินการใดๆ 


สื่อมวลชนถามต่อว่าถ้าตัวเลขนิ่งแล้วพรรคภูมิใจไทยเชิญมาก็คงพิจารณากันหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่าตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มคิดกัน แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งคุยกัน เพราะไม่ใช่เฉพาะผม แต่ต้องเป็นเรื่องคณะกรรมการจะต้องตัดสินใจ


นายภูมิธรรม กล่าวเสริมว่าวันนี้ผมว่า ต้องรอให้ตัวเลข กกต.ชัดเจน ต้องรอให้ผลการเลือกตั้งออกมาก่อน เรื่องความรู้สึกตรงนี้ยังไม่สุกงอมไม่นิ่ง แต่มาพูดเรื่องจัดตั้งรัฐบาล ผมว่ามันไม่ได้คำนึงถึงแค่ความรู้สึกว่าหรือยุติธรรมที่เกิดขึ้น   ไม่อยากให้ใส่ใจว่าจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร แต่อยากให้ใส่ใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มันบริสุทธิ์ยุติธรรม และเรารับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้หรือไม่ และควรให้คำนึงถึงความรู้สึกประชาชนที่กำลังรู้สึกอยู่ อย่าเพิ่งถามว่าใครจะตั้งกับใคร แต่ถามว่ากระบวนการเลือกตั้งที่ออกมานี้เหมาะสมหรือไม่  และ กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร หลายเรื่องร้องเรียนมาแล้วแต่ กกต.เงียบเฉยจะทำอย่างไร อยากให้สื่อมวลชนได้ตามเรื่องนี้.


เราพูดชัดนานแล้ว ต้องให้ทุกอย่างนิ่ง ชัดเจนก่อน ค่อยพูดกัน” นายภูมิธรรมกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569 #กกต





“วรท” ผู้สมัครสส.ชลบุรี เขต 1จากพรรคประชาชน ยันแพ้ได้ แต่ต้องโปร่งใส เห็นตรงกันควรนับคะแนนใหม่ ขณะที่ประชาชนสมทบเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้ง สส. เขต 1 ชลบุรี พร้อมจดแจ้งชุมนุม ยันโปร่งใส ต้องนับใหม่ ฝากถึงกกต. อย่าเล่นกับความรู้สึกประชาชน

 


วรท” ผู้สมัครสส.ชลบุรี เขต 1จากพรรคประชาชน ยันแพ้ได้ แต่ต้องโปร่งใส เห็นตรงกันควรนับคะแนนใหม่ ขณะที่ประชาชนสมทบเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้ง สส. เขต 1 ชลบุรี พร้อมจดแจ้งชุมนุม ยันโปร่งใส ต้องนับใหม่ ฝากถึงกกต. อย่าเล่นกับความรู้สึกประชาชน


วันนี้ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คืบหน้าสถานการณ์ ชาวชลบุรี พบข้อพิรุธในการเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 ชลบุรี โดยมีการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ก่อนที่จะปักหลัก ผลัดกันเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งกันตั้งแต่หัวค่ำ จนข้ามวัน


โดยเวลา ประมาณ 11.10 น. วรท ศิริรักษ์ ผู้สมัครสส.ชลบุรีเขต1 ได้เข้ามาสังเกตการณ์ พร้อมกับ พงศธร ศรเพชรนรินทร์ รองเลขาธิการภาคตะวันออกพรรคประชาชน


โดยนายวรท ศิริรักษ์ ผู้สมัคร สส. เขต 1 ชลบุรี พรรคประชาชน ที่เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ เผยว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการปลุกปั่นของเพจๆ หนึ่ง แต่ทางเทศบาล ไม่ทราบเรื่องตรงนั้น ก่อนจะมีการมาตามต่อที่ กกต. และอำเภอ ตอนนี้สิ่งที่ต้องการคือ กกต. ต้องตอบคำถามแล้วว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะมวลชนมารอกันตั้งแต่เมื่อคืน ข้อพิรุธต่างๆ รวมถึงหนังสือร้องเรียน ก็ยื่นไปแล้ว ตนว่ามวลชนที่มามีคำตอบอยู่แล้วว่ามาเพื่ออะไร เพื่อเรียกร้องให้มีการนับใหม่


นายวรท กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ตอนนี้เห็นตรงกันหมดว่า ควรนับคะแนนใหม่ ส่วนคนที่บอกว่า เป็นเพราะแพ้ไม่ได้ ตนยืนยันว่า ตนแพ้ได้ แต่ต้องโปร่งใส


ต่อข้อถามว่า ที่นายสุชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มาเรียกร้องนั้น เพราะอาจมีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง นายวรท ยืนยันว่า ตน และพรรคการเมือง ไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เมื่อวานมีการปลุกปั่นเรื่องนี้จากเพจท้องถิ่น จนเป็นที่มาของวันนี้ ความผิดปกติที่เจอมาตั้งแต่เมื่อคืน เราเจอว่าไฟดับที่หน่วยเลือกตั้ง แต่พัดลมยังส่ายอยู่ ก็เป็นคำถามที่เกิดขึ้น กล่องบัตรเลือกตั้งที่ไม่ได้ถูกรัดด้วยเคเบิลไทร์ ซึ่งเป็นคำถามว่า แบบนี้ถูกต้องหรือไม่ เป็นคำถามเกี่ยวกับกระบวนการเก็บรักษา


ขณะที่ประชาชนหลากหลายรุ่นวัย ต่างสับเปลี่ยนกันพูดจาปราศรัย


ทั้งนี้ มีรายงานว่า ขณะนี้ทาง 7 เสือ กกต. อยู่ระหว่างการประชุมเพื่อหาทางออก และมีคายงานว่าจะแถลงข้อสรุปในเวลา 14.00 น.

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #ชลบุรีเขต1















วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ผลประชามติชี้ เสียงกว่า 19 ล้าน “เห็นชอบ”รัฐธรรมนูญใหม่ ภาคประชาชนเสนอปรับกติกาการลงประชามติ – เรียกร้อง กกต. เผยคะแนนเลือกตั้ง 100% รายหน่วย ทุกเขต โดยเร็ว

 


ผลประชามติชี้ เสียงกว่า 19 ล้าน “เห็นชอบ”รัฐธรรมนูญใหม่ ภาคประชาชนเสนอปรับกติกาการลงประชามติ – เรียกร้อง กกต. เผยคะแนนเลือกตั้ง 100% รายหน่วย ทุกเขต โดยเร็ว


9 ก.พ. 2569 เวลา 17.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (CON FOR ALL) ร่วมกับเครือข่ายสังเกตการณ์การเลือกตั้ง Vote62 จัดแถลงข่าวหลังทราบผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี 2569 โดยมีผู้แถลง ได้แก่ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล, สหรัฐ จันทสุวรรณ์, เกวลิน ถนอมทอง, “เดฟ” ชยพล ดโนทัย และณัฐชนน ไพโรจน์


การแถลงข่าวในวันนี้มี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ผลการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การติดตามการนับคะแนนเลือกตั้ง ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกติกาในอนาคต และทิศทางการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน


ยิ่งชีพ กล่าวถึงผลการออกเสียงประชามติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งประกาศผลแล้วร้อยละ 94 ในคำถาม “เห็นชอบหรือไม่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยระบุว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนลงคะแนน “เห็นชอบ” ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยคะแนนมากกว่า 19 ล้านเสียง และคาดว่าเมื่อประกาศผลครบ 100% คะแนนเห็นชอบอาจสูงถึง 20 ล้านเสียง


ยิ่งชีพระบุว่า ผลดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนจากทุกพื้นที่มีฉันทามติร่วมกัน และไม่ได้จำกัดอยู่กับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยสามารถสรุปได้ว่าประชามติครั้งนี้เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง


ขณะเดียวกัน ยิ่งชีพกล่าวว่า ยังมีประชาชนประมาณ 10 ล้านเสียงที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ แต่ก็ยินดีที่มาร่วมออกเสียงในครั้งนี้ เพื่อให้ทราบว่ามีประชาชนที่คิดเห็นกันอย่างไรบ้าง คิดเห็นต่างก็ไม่เป็นไร เมื่อมาร่วมออกเสียงประชามติกืถือว่าผ่านกระบวนการการตัดสินใจที่ทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียง อย่างเท่าเทียมกัน


เมื่อผลประชามติออกมาว่าเสียงเห็นชอบมีมากกว่า ขั้นตอนต่อไปคือการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยต้องคำนึงถึงประชาชนที่ยังไม่เห็นด้วย และเปิดพื้นที่ให้มีการรับฟังความคิดเห็นและการตัดสินใจร่วมกันอีกในอนาคต


ยิ่งชีพกล่าวด้วยว่า เรายังเชื่อว่ายังมีเสียงเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากกว่านี้ แต่ยังพบปัญหาหลายอย่าง เช่น การลงทะเบียนออกเสียงล่วงหน้านอกเขตที่แยกระหว่างการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ส่งผลให้มีประชาชนอย่างน้อย 8 แสนคนไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต, การให้ข้อมูลแก่ประชาชนที่มีระยะเวลาจำกัด, ประชาชนไม่ได้รับบัตรออกเสียงประชามติครบถ้วน และมีรายงานบางพื้นที่มีมีเจ้าหน้าที่ชี้นำให้ประชาชนออกเสียงไม่เห็นชอบ


“พวกเราขอแสดงความชื่นชมเป็นอย่างสูงต่อพี่น้องประชาชนคนธรรมดาที่มีจำนวนเป็นหลักพันคน ในช่วงเวลาเดือนเศษ ๆ ที่ได้ติดตามข่าวสาร และลุกขึ้นมาทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อหวังเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้มีการจัดขบวนธงเขียวทั้งเดินและวิ่งเพื่อรณรงค์เห็นชอบ 118 ขบวน, มีการจัดกิจกรรม วงพูดคุย ลงพื้นที่แจกใบปลิว 711 ครั้ง เท่าที่บันทึกได้ มีการตั้งจุดรณรงค์ตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ บ้าน อย่างน้อย 742 จุด” ยิ่งชีพกล่าว 


ผลรวมคะแนน 20 ล้าน เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของคนธรรมดา ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประชาชนได้ร่วมแรง ออกแรงเป็นปรากฏการณ์ในครั้งนี้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในระดับโครงสร้าง ขอให้พวกเราทุกคนที่ร่วมทางกันมาอย่างหนักในเดือนกว่า ๆ นี้ภาคภูมิใจและชื่นชมในตัวเอง ครั้งนี้สิ่งที่ทุกท่านทำไปได้ผลลัพธ์อย่างคุ้มค่า กับการเปิดประตูไปสู่อนาคตที่จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนไปด้วยกัน” ยิ่งชีพกล่าว


ด้านชยพล กล่าวถึงเมื่อวานนี้ (8 ก.พ.) vote62 มีอาสาสมัครรายงานข้อมูลเข้ามา 16,993 หน่วยเลือกตั้ง และพบความผิดปกติราว 4,993 กรณี โดยความผิดปกติส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย การนับคะแนนผิดพลาด จำนวนบัตรลงคะแนนมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ หรือกรณีที่ไม่อนุญาตให้สังเกตการณ์และบันทึกภาพ


จึงขอชื่นชมอาสาสมัครที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของทุกคะแนนเสียง แม้บางพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยหรือบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย พร้อมยกตัวอย่างกรณีการปกป้องคะแนนเสียงที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


ณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวเสริมว่า การตรวจสอบคะแนนยังมีข้อจำกัด เนื่องจากจำนวนอาสาสมัครไม่เพียงพอ ทำให้ข้อมูลคะแนนรายหน่วยมีจำนวนน้อย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการจับตาการเลือกตั้งโดยภาคประชาชนยังมีความสำคัญและจำเป็น พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป


ณัฐชนนระบุด้วยว่า ในการเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 34–36 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน และเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบการเลือกตั้ง 5 ครั้งหลังสุด


ด้านสหรัฐ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รณรงค์ทั่วประเทศ พบว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติครั้งนี้อย่างเพียงพอ หรือมีข้อมูลแต่ขาดเวลาในการถกเถียงและทำความเข้าใจ ขณะที่เกวลินเสนอให้ปรับปรุง “กติกา” การออกเสียงประชามติ โดยระบุว่ากติกาปัจจุบันไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิของประชาชน โดยเรียกร้องให้ว่าที่ สส. ที่กำลังจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนราษฎรทุกคนในประเทศนี้พิจารณาแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ ไม่ว่าจะเป็น การแก้ไขกฎหมายให้ออกเสียงประชามติสามารถออกเสียงนอกเขตได้ก่อนออกเสียงจริงได้, เปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในระบบเดียวกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และขยายวันลงทะเบียนได้, การเปิดช่องให้ประชาชนรับบัตรออกเสียงประชามติพร้อมกับบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง และเปิดเผยผลการรวมคะแนนออกเสียงประชามติรายหน่วยบนเว็บไซต์ กกต. ประจำจังหวัด เป็นต้น


ภัสราวลี กล่าวปิดท้ายว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังต้องผ่านการออกเสียงประชามติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง กระบวนการดังกล่าวควรเริ่มต้นด้วยการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 100% อย่างเสรีและเป็นธรรม เปิดกว้างให้คนธรรมดามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจรับหรือไม่รับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยตนเอง


เครือข่าย CON FOR ALL เห็นว่า หากไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นอุปสรรคต่อการคืนอำนาจให้เจ้าของประเทศอย่างแท้จริง และอาจทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชน หากรัฐสภายังปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็อาจพิจารณาลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ในประชามติครั้งต่อไป


ผลประชามติครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนยังมีความหวัง และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านพลังของคนธรรมดา แม้จะมีความเห็นและอุดมการณ์แตกต่างกัน แต่การมีส่วนร่วมอย่างเสมอหน้าคือกลไกสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริง ถึงเวลาให้ประชาชนกำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569

















“เท้ง ณัฐพงษ์” ขึ้นรถแห่ ขอบคุณกทม. หลังส้มทั้ง 33 เขต เผยยังกำลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมเดินหน้าต่อไป เยาวชน บอกให้สู้ต่อเพื่ออนาคตของพวกหนูด้วย

 


“เท้ง ณัฐพงษ์” ขึ้นรถแห่ ขอบคุณกทม. หลังส้มทั้ง 33 เขต เผยยังกำลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมเดินหน้าต่อไป เยาวชน บอกให้สู้ต่อเพื่ออนาคตของพวกหนูด้วย


วันที่ 9 ก.พ. 2569 เวลา 15.50 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้ง กทม. และนายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ ว่าที่ สส. กทม. เขต 14 ขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชน ภายหลังส้มแลนสไลด์สนามเลือกตั้ง กทม. ทั้ง 33 เขต


โดยขบวนแห่เริ่มต้นจากพรรคประชาชน ไปยังตลาดย่านบางกะปิ นายณัฐพงษ์ ได้กล่าว ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชน กทม. ทั้ง 33 เขต และนี่เป็นครั้งแรก ที่ส้มที่แลนสไลด์ทั้ง 33 เขต 2 สมัย ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน


นายณัฐพงษ์ ยังได้กล่าวว่า “วันนี้ผมหัวหน้าเท้ง มาขอบคุณชาว กทม. ที่ยังมีรอยยิ้มและไม่หมดหวัง ถึงแม้ภาพรวมเราไม่ชนะการเลือกตั้ง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้ แต่เรามาเติมกำลังใจให้กันและกัน ให้เดินหน้าต่อไปด้วยกัน เรายังยืนยันทำหน้าที่เต็มที่ เรายังมีกฎหมายอีกหลายอย่างที่เราต้องทำเพื่อพี่น้องประชาชน


นายณัฐพงษ์ บอกอีกว่า “8 ปีที่ผ่านมาเราเดินทางมาไกล เดินทางอีกหน่อยจะเป็นไร เดี๋ยวอีก 4 ปีข้างหน้าก็เป็นรัฐบาลเดินหน้ากันต่อไปด้วยกัน”


โดยมีประชาชนชูป้ายให้สู้ต่อไป ตะโกนว่า “เท้งสู้ๆ” และสวมกอดให้กำลังใจ และกลุ่มเยาวชนกลุ่มหนึ่ง เดินเข้ามาทักทายให้กำลังใจนายณัฐพงษ์และพรรคประชาชน พร้อมร้องไห้ บอกว่าให้สู้ “ให้สู้เพื่ออนาคตของพวกหนูด้วย”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569