วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” สองคดี ระบุเกรงจำเลยหลบหนี แม้อีกคดี ม.112 ศาลฎีกาให้ประกันตัวแล้ว ทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องประกันตัวต่อ "ไผ่-ครูใหญ่ยังคงถูกขัง"

 


ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” สองคดี ระบุเกรงจำเลยหลบหนี แม้อีกคดี ม.112 ศาลฎีกาให้ประกันตัวแล้ว ทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องประกันตัวต่อ "ไผ่-ครูใหญ่ยังคงถูกขัง"


วันนี้ (13 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดี ม.112 และคดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” หลังจากวานนี้ (12 มี.ค.) ทนายยื่นประกันตัว ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องทั้งสองคดีไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา วันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองคดี ดังนี้


คดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 9 เดือน ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ (ถอนประกันคดีนี้หลังถูกขังคดี ม.112)


ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำตามที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”


คดี ม.112 กรณีปราศรัยในบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”


ในทั้งสองคดีนี้ ทนายกำลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวต่อ รอติดตามคำสั่งจากศาลต่อไป


ทั้งนี้ สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 ของไผ่และครูใหญ่ จากเหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียวแล้ว จึงกำลังทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกต่อ ซึ่งไผ่มีอีก 2 คดีที่ถูกขัง ส่วนครูใหญ่มีอีก 5 คดีที่ถูกขังอยู่


เหตุดังกล่าวไผ่และครูใหญ่ จึงยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน


‘โต๋ ศุภโชติ’ เตือน “ปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะตาย” แต่รัฐกลับช่วยพยุงแค่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือรัฐบาลใหม่กำลังตอบแทนใครทางอ้อม?

 


โต๋ ศุภโชติ’ เตือน “ปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะตาย” แต่รัฐกลับช่วยพยุงแค่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือรัฐบาลใหม่กำลังตอบแทนใครทางอ้อม?


วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอบทวิเคราะห์ประเด็นราคาน้ำมันผันผวนในช่วงสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้น รัฐบาลได้มีการออกมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอ้างว่าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนนั้น


นายศุภโชติตั้งคำถามต่อมาตรการดังกล่าวว่า อาจช่วยบรรเทาภาระของผู้บริโภคในระยะสั้นได้จริง แต่เมื่อดูที่โครงสร้างตลาดน้ำมันในประเทศอย่างละเอียด ยังมีจุดที่น่ากังวลว่า มาตรการนี้อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากกลับเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ


นายศุภโชติกล่าวถึงรายงานข่าวและเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการในหลายพื้นที่ พบว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยหรือ “ปั๊มที่ไม่มีแบรนด์” จำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น บางแห่งจำเป็นต้องตั้งราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงกว่าปั๊มแบรนด์ใหญ่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ขณะที่บางแห่งถึงขั้นประสบภาวะขาดแคลนน้ำมันชั่วคราวและต้องหยุดให้บริการเป็นระยะ


โดยปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมากในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง ห่างไกลจากปั๊มขนาดใหญ่ ทำให้ต้องอาศัยน้ำมันจากปั๊มขนาดเล็ก ด้วยข้อจำกัดด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการเกษตร เช่น ต้องใช้น้ำมันสำหรับเติมเครื่องจักรในการทำเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ไถนา ฯลฯ ซึ่งก็มีบางพื้นที่ที่ปั๊มรายย่อยเข้าสู่ภาวะขาดแคลน้ำมันและจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการขายน้ำมันให้ลูกค้าแต่ละราย ทำให้เกษตรกรไม่สามารถมีน้ำมันเพียงพอต่อการทำมาหากินได้


นายศุภโชติกล่าวว่า ลักษณะโครงสร้างธุรกิจน้ำมันของประเทศไทยคือโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่มักจะจับมือกัน หรือไม่ก็เป็นแบรนด์เดียวกัน มักจะมีเครือข่ายปั๊มของตนเอง และมักทำสัญญาจัดส่งน้ำมันระยะยาวให้กับเครือข่ายดังกล่าว ทำให้สถานีบริการในเครือบริษัทใหญ่มีราคาและปริมาณน้ำมันที่มั่นคงหรือไม่ผันผวนเท่ารายย่อย


ปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงานรายงานว่า ประเทศไทยมีสถานีบริการน้ำมันประมาณ 26,000 แห่ง ในจำนวนนี้ราว 8,500 แห่งเป็นสถานีบริการที่อยู่ในเครือแบรนด์หลักของบริษัทน้ำมัน ในขณะที่สถานีบริการที่เหลืออีกประมาณ 17,500 แห่งเป็นปั๊มรายย่อย ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้โดยตรง ทำให้ปั๊มเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อน้ำมันผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลางที่เรียกว่า “จ็อบเบอร์” (Jobber)


นายศุภโชติอธิบายถึงบทบาทของจ็อบเบอร์ในระบบนี้ คือการทำหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้าหรือเป็นพ่อค้าคนกลาง โดยซื้อน้ำมันจากบริษัทน้ำมันหรือคลังน้ำมัน แล้วนำไปจำหน่ายต่อให้กับสถานีบริการอิสระหรือผู้ใช้น้ำมันรายอื่น


อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากสะท้อนว่า ในช่วงวิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้ น้ำมันที่พวกเขาต้องซื้อผ่านจ็อบเบอร์มีราคาสูงกว่าราคาต้นทางที่สถานีบริการในเครือบริษัทน้ำมันได้รับอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปั๊มรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าและแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้น


ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า มาตรการของรัฐที่ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันนั้น กำลังช่วยทุกคนในระบบจริงหรือไม่ หรือในทางปฏิบัติกำลังช่วยเฉพาะผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เท่านั้น เพราะว่าเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเอามาช่วยลดราคาต้นทุนน้ำมันของปั๊มรายใหญ่


นายศุภโชติยกตัวอย่างจากสถานการณ์การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยลดราคาต้นทุนน้ำมันของปั๊มรายใหญ่ เช่น ราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบัน (หลังสงคราม) อยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร (ราคา ณ วันที่ 12 มี.ค. 69) กองทุนเอาเงินมาชดเชยให้กับปั๊มน้ำมันรายใหญ่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร (ราคาน้ำมันก่อนสงครามอยู่ที่ระดับ 30.5 บาทต่อลิตร) แต่ปั๊มรายเล็กไม่ได้รับเงินชดเชยตรงนี้ ทำให้ยังคงต้องซื้อน้ำมันที่มีราคาแพงในระดับ 40 กว่าบาทต่อลิตร เนื่องจากไม่ได้เป็นปั๊มในเครือแบรนด์ใหญ่


ขณะเดียวกัน ก็มีการตั้งคำถามว่า อาจจะมีบริษัทน้ำมันรายใหญ่บางรายที่มีเครือข่ายธุรกิจจ็อบเบอร์ด้วย ยกตัวอย่าง เช่น บริษัท A เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ และมีบริษัท B เป็นบริษัทลูกที่ทำธุรกิจจ็อบเบอร์ด้วยการจำหน่ายน้ำมันให้กับปั๊มรายย่อยหรือปั๊มอิสระที่ไม่มีแบรนด์


นั่นเท่ากับว่าบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ A อาจหาโอกาสจากการขายน้ำมันผ่านบริษัทจ็อบเบอร์ซึ่งเป็นบริษัทลูกในราคาสูงกว่าที่รัฐบาลตรึงราคาไว้ได้ ที่ทำเช่นนี้ได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไม่ให้บริษัทรายใหญ่มีบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจจ็อบเบอร์ ปั๊มน้ำมันรายย่อยก็อาจต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่าตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม และเมื่อปั๊มรายย่อยค่อย ๆ หายไปจากตลาด การแข่งขันในระบบพลังงานก็จะลดลงตามไปด้วย


ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังใช้เงินจากกองทุนน้ำมันจำนวนมากเพื่อพยุงราคาน้ำมันดังกล่าวด้วยการอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ได้ประโยชน์ดังกล่าวด้วย


นายศุภโชติเสนอแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำตอนนี้ จึงไม่ใช่แค่การตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มเท่านั้น แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงจ็อบเบอร์และสถานีบริการปลายทาง เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้การพยุงราคาน้ำมันด้วยการอุดหนุนเงินชดเชยผ่านกองทุนเชื้อเพลิงเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดพลังงาน


ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 3 ข้อ


1. เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั้งระบบ (เช่น ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบ ต้นทุนการกลั่น อัตรากำไรของโรงกลั่น เพื่อพิสูจน์ว่าจริง ๆ แล้วมีการค้ากำไรเกินควรในภาวะวิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนทั้งประเทศอยู่หรือไม่?)


2. ตรวจสอบบทบาทและการทำหน้าที่ของจ็อบเบอร์ หรือ พ่อค้าคนกลางในตลาดว่ามีการกักตุนน้ำมันเพื่อปั่นราคาให้สูงขึ้นต่อปั๊มน้ำมันรายย่อยหรือไม่?


3. ออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบปั๊มรายย่อยในช่วงวิกฤตพลังงาน เช่น ห้ามจ็อบเบอร์ขายน้ำมันในราคาที่สูงกว่าราคาที่ตรึงไว้ในช่วงวิกฤต


นอกจากนี้ นายศุภโชติยังได้กล่าวถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะมีการปรับระบบให้ปั๊มน้ำมันรายย่อยสามารถซื้อน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในราคาที่รัฐให้การสนับสนุนได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านจ็อบเบอร์คนกลาง คำถามสำคัญก็คือ ขณะนี้กระบวนการดังกล่าวดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เพราะสถานการณ์ในพื้นที่กำลังวิกฤตเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถรอได้อีกต่อไป


หากมาตรการดังกล่าวล่าช้า กว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จ วิกฤตของผู้ประกอบการรายย่อยอาจเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานผันผวนเช่นนี้ ผู้ประกอบการรายเล็กมีเงินทุนจำกัดและมีความเปราะบางสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ก็จะนำไปสู่การปิดตัวของปั๊มน้ำมันรายย่อยให้ทยอยหายไปจากตลาด


ในที่สุดผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและเกษตรกรของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่มีปั๊มรายใหญ่จำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียง และทำให้ต้องเสียต้นทุนทั้งเวลาและโอกาสในการทำมาหากิน เพื่อเดินทางไปจัดหาน้ำมันมาประคองการหาเลี้ยงชีพของตัวเองในแต่ละวัน


สุดท้ายแล้ว นายศุภโชติให้ความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวดำเนินสืบเนื่องต่อไป ในระยะยาว ประเทศไทยอาจเหลือเพียงเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันของบริษัทใหญ่ไม่กี่กลุ่ม และเมื่อการแข่งขันลดลงก็จะทำให้ง่ายต่อการผูกขาดพลังงานของกลุ่มทุนใหญ่ให้กอบโกยกำไรได้มากขึ้น ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในที่สุดหรือเรียกง่าย ๆ ว่าหาน้ำมันใช้ยากขึ้น จ่ายค่าน้ำมันในราคาที่แพงขึ้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พลังงาน

“พริษฐ์” ถาม เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีมติสวนทาง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีโกง สว.? และเราจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ กกต. ในการชี้ขาดเรื่องนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 จาก 7 กกต. ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่กำลังถูกกล่าวหา?


พริษฐ์” ถาม เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีมติสวนทาง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีโกง สว.? และเราจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ กกต. ในการชี้ขาดเรื่องนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 จาก 7 กกต. ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่กำลังถูกกล่าวหา?


วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. มีมติสวนทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ว่า ในขณะที่สังคมยังไม่ได้รับคำตอบจากหลายคำถามที่มีต่อ กกต. เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง สส. … สังคมกำลังจะมีคำถามต่อ กกต. เพิ่มขึ้นอีก เกี่ยวกับตรวจสอบกรณีการโกง สว.


นายพริษฐ์กล่าวว่า แม้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI) ได้เคยมีมติเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาผู้กระทำความผิดทั้งหมด 229 คน (ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน) แต่รายงานข่าวเมื่อวานนี้ระบุว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. กลัมมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิดใดๆ ซึ่งสวนทางกับความเห็นของคณะสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิง


หากรายงานข่าวเป็นจริง นั่นหมายความว่า:


สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 138 คนที่เป็น สว. : คณะอนุกรรมการ 5 คน เห็นว่า สว. ทั้ง 138 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ในขณะที่คณะอนุกรรมการ 2 คน เห็นว่า สว. ส่วนใหญ่ (134 จาก 138 คน) มีมูลความผิด


สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 91 คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่าย: คณะอนุกรรมการทั้ง 7 คน เห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าทั้ง 91 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ


คำถามที่ตามมา:


1. เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ ของ กกต. และ DSI? เป็นไปได้อย่างไร ที่หลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะกรรมการสืบสวนฯ - ซึ่งคาดว่ามีทั้งการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน หลักฐานการนัดพบ รวมถึงเส้นทางการเงิน - จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ชี้มูลผู้กล่าวหาได้แม้แต่คนเดียว?


2. คนที่จะต้องชี้ขาด ว่าจะเห็นตาม คณะกรรมการสืบสวนฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนมีมูลความผิด และควรส่งเรื่องต่อไปที่ศาล) หรือเห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยุติคดี) คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) - แต่ในเมื่อ กกต. มี 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหา เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่า กกต. จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง?


3. หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต. ได้ดำเนินการและตัดสินเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยสวนทางกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และโดยไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ ว่าองค์กรอิสระในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากประชาชน?

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั๊วสว #กกต

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดี ม.116 ของศาลจังหวัดขอนแก่น แต่ยังไม่ถูกปล่อยตัว รอยื่นประกันตัวคดีอื่นต่อพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)


ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดี ม.116 ของศาลจังหวัดขอนแก่น แต่ยังไม่ถูกปล่อยตัว รอยื่นประกันตัวคดีอื่นต่อพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในคดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย และ #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2563 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หลังจากวานนี้ (11 มี.ค. 2569) ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 เหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและสภ.ภูเขียวแล้ว จึงทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ยังถูกขังต่อ


เวลา 14.35 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณา ต่อมาเวลาประมาณ 17.10 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยสรุปว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตลอดมาจนถึงชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไม่สูงมากนัก”


"เมื่อพิจารณาประกอบ จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียว และไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ต่อมาศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ในคดีนี้หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการหลบหนี ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์”


“ตีราคาประกัน 500,000 บาท โดยให้วางหลักประกัน 250,000 บาท ร่วมกับใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น"


อย่างไรก็ดี ไผ่จะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ เนื่องจากยังถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่ ซึ่งทนายความจะยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อไปในวันพรุ่งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

ศูนย์ทนายฯเผย ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 “ครูใหญ่” 1 คดี ส่วนอีก 2 คดี ส่งศาลอุทธรณ์สั่ง ขณะที่ พรุ่งนี้(13 มี ค.) ทนายจะยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ รอติดตามผล

 


ศูนย์ทนายฯเผย ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 “ครูใหญ่” 1 คดี ส่วนอีก 2 คดี ส่งศาลอุทธรณ์สั่ง ขณะที่ พรุ่งนี้(13 มี ค.) ทนายจะยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ รอติดตามผล


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ จำนวน 3 คดี หลังจากวานนี้ (11 มี.ค. 2569) ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 เหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียวแล้ว จึงทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ยังถูกขังต่อ


สำหรับ 3 คดีที่ยื่นประกันตัววันนี้ เมื่อเวลา 13.12 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ดังนี้


🔴คดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ศาลมีคำสั่ง ส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา


🔴คดี ม.112 กรณีปราศรัยในบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ศาลมีคำสั่ง ส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา


🔴คดี ม.112 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ26ตุลา63 หน้าสถานทูตเยอรมัน (คดีอยู่ระหว่างพิจารณา) ศาลมีคำสั่ง “ยกคำร้อง” ระบุว่า เนื่องจากสองคดีดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่าอุทธรณ์ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวแล้วจำเลยจะหลบหนี


ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่ง สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์


อย่างไรก็ตาม สำหรับสองคดีที่ถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต้องรอติดตามคำสั่งต่อไป และในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ จะมีการยื่นประกันตัวภายในวันพรุ่งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #สิทธิประกันตัวประชาชน

‘พรรคประชาชน’ ออกแถลงการณ์ด่วน! แจ้งสมาชิก พบมีบุคคลภายนอกพยายามเจาะฐานข้อมูล รับมีข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วนรั่วไหล พร้อมเร่งยกระดับความปลอดภัยระบบ แจ้ง สคส. ตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว


พรรคประชาชน’ ออกแถลงการณ์ด่วน! แจ้งสมาชิก พบมีบุคคลภายนอกพยายามเจาะฐานข้อมูล รับมีข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วนรั่วไหล พร้อมเร่งยกระดับความปลอดภัยระบบ แจ้ง สคส. ตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) เพจพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า เรียนแจ้งสมาชิกพรรคประชาชนถึงความพยายามของบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต แนวทางการยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้ว และมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง


พรรคประชาชนขอเรียนกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกพรรคว่า พรรคได้ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต


ทันทีที่ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ก.พ. พรรคประชาชนได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันระบบข้อมูลของพรรคเป็นที่เรียบร้อยในทันที โดยการ (1) ระงับช่องทางบุกรุกเพื่อปิดกั้นช่องทางมิให้ผู้ที่พยายามเข้าถึงระบบเข้าถึงได้อีก (2) ยกระดับการรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายทั้งระบบ และ (3) แจ้งเหตุต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ตามขั้นตอนทางกฎหมาย


เมื่อพรรคได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่ปรากฎเมื่อวันที่ 10 มี.ค. เกี่ยวกับรายละเอียดและลักษณะของการละเมิดข้อมูลดังกล่าวซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล พรรคจึงได้ดำเนินการ (1) แจ้งเหตุและมาตรการแก้ไขเยียวยาต่อสมาชิกพรรคซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลตามขั้นตอนทางกฎหมาย (2) รายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)


จากการตรวจสอบโดยละเอียด พรรคประชาชนพบว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำกัดอยู่เพียงเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการสมัครสมาชิกพรรค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกบางส่วน (เช่น ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล รวมถึงไฟล์ภาพถ่ายเอกสารประกอบการสมัครสมาชิกพรรคในบางราย) โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อข้อมูลในระบบอื่นของพรรค (เช่น รหัสผ่าน ระบบการรับเรื่องร้องเรียน การเสนอความคิดเห็น และระบบการบริจาค ซึ่งครอบคลุมถึงข้อมูลทางการเงิน การชำระเงิน การชำระภาษี หรือข้อมูลธุรกรรมใด ๆ) - ณ วันนี้ พรรคยังไม่พบความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อยืนยันขอบเขตของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงของข้อมูลในระบบอื่นของพรรคทั้งหมด


เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวในระดับสูงสุด พรรคประชาชนขอแนะนำให้สมาชิกพรรคในฐานะเจ้าของข้อมูล ดำเนินการดังต่อไปนี้


เฝ้าระวังการแอบอ้าง : ระวังการติดต่อจากบุคคลแปลกหน้าที่อ้างชื่อหน่วยงานหรือพรรคประชาชนเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือการทำธุรกรรมที่ท่านไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม

ตรวจสอบประวัติเครดิต/ธุรกรรม : หมั่นตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคาร หรือรายการธุรกรรมทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ

เปลี่ยนรหัสผ่าน : หากท่านใช้รหัสผ่านที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในเอกสารดังกล่าว แนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทันที


หากสมาชิกหรือประชาชนมีข้อสงสัย ข้อกังวล หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคได้ ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้


ที่อยู่: สำนักงานใหญ่ พรรคประชาชน เลขที่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

อีเมล: pdpa@peoplespartythailand.org


พรรคประชาชนขออภัยเป็นอย่างสูงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอน้อมรับความกังวลของสมาชิกทุกท่าน พรรคตระหนักดีว่าการคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกเป็นเรื่องสำคัญ และความไว้วางใจของสมาชิกคือสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญสูงสุด - พรรคประชาชนขอยืนยันกับสมาชิกและประชาชนว่า พรรคได้พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ดังกล่าว และพรรคจะดำเนินการต่อไปอย่างเคร่งครัดในมาตรการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้สมาชิกและประชาชนทุกคนมั่นใจว่าข้อมูลของสมาชิกจะได้รับการคุ้มครองสูงสุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

สมชัย พร้อม 3 ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและนักการตลาด เข้าพบกองปราบปราม ขอความชัดเจน กกต. แจ้งความเอาผิดอาญา 6 บุคคล ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมจี้ถามข้อเท็จจริงใครคือผู้ปล่อยข้อมูล รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาต่อสื่อมวลชน


สมชัย พร้อม 3 ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและนักการตลาด เข้าพบกองปราบปราม ขอความชัดเจน กกต. แจ้งความเอาผิดอาญา 6 บุคคล ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมจี้ถามข้อเท็จจริงใครคือผู้ปล่อยข้อมูล รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาต่อสื่อมวลชน


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซีอีโอ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B. Marketing In Back เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกรณีมีผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนจำนวน 6 คน ในความผิดทางอาญา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการ


เวลา 11.00 น. ภายหลังเข้าพบกองปราบ นายสมชัย เปิดเผยว่า การเดินทางมาวันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงกองปราบปราม เพื่อขอให้ตอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่


ประเด็นแรก ขอทราบว่าบุคคลทั้ง 6 คนที่ กกต. แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นมีใครบ้าง และแต่ละคนถูกกล่าวหาในข้อหาใด เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อมูลที่ปรากฏตามสื่อมวลชน แต่ไม่เคยมีการแถลงอย่างเป็นทางการจาก กกต.


ประเด็นที่สอง ขอสำเนาคำร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้ทราบรายละเอียดข้อกล่าวหา ว่ามีความรุนแรงเพียงใด และแต่ละบุคคลถูกกล่าวหาแตกต่างกันหรือไม่


และประเด็นที่สาม ขอให้กองปราบปรามยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดเผยรายชื่อบุคคลทั้ง 6 คนต่อสื่อมวลชน เนื่องจากหลังมีการแจ้งความเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ วันถัดมาคือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ได้มีข่าวปรากฏในสื่อหลายสำนัก โดยระบุรายชื่อและรายละเอียดข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน


นายสมชัย ระบุว่า การแจ้งความดังกล่าวมีเพียง 2 ฝ่ายที่ทราบข้อมูล คือฝ่ายผู้แจ้งความ และฝ่ายผู้รับแจ้ง ดังนั้นจึงต้องการให้กองปราบปรามยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล หากตำรวจยืนยันเช่นนั้น ก็จะทำให้เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากฝ่ายผู้แจ้งความ


ทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวนได้ยืนยันด้วยวาจาว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หลุดจากฝ่ายตำรวจอย่างแน่นอน แต่คณะผู้เข้ายื่นหนังสือขอให้มีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานในอนาคต หากพบว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและการทำงานของผู้ที่ถูกพาดพิง ก็อาจพิจารณาใช้สิทธิ์ดำเนินคดีต่อไป


ด้าน ดร.ธรรมธีร์ กล่าวว่า สำหรับตนเองถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกฟ้องคดี และมองว่าอาจเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยระบุว่าหลังจากมีข่าวออกมาผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดความไม่สบายใจ จึงเดินทางมาสอบถามกับตำรวจเพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่วนประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า จากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้เป็นระบบป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ จึงตั้งคำถามไปยัง กกต. ว่ามีเหตุผลหรือแรงจูงใจใดที่นำบาร์โค้ดมาใช้บนบัตรเลือกตั้งทุกใบ


ขณะที่นายธนารัตน์ กล่าวว่า ในฐานะผู้ทำงานด้านเทคโนโลยีและระบบการลงคะแนน มีความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลักการสำคัญของการเลือกตั้งแบบลับ ซึ่งตามมาตรฐานแล้วต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่การใช้บาร์โค้ดอาจทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องการละเมิดความลับของผู้ลงคะแนน ซึ่งการที่ชื่อของตนปรากฏในข่าว ทำให้เกิดความเสียหายต่อหน้าที่การงาน และพบว่าข่าวหลายสำนักสะกดชื่อ–นามสกุลถูกต้องทุกแห่ง ทั้งที่สื่อบางครั้งมีการสะกดผิด จึงตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลดังกล่าวน่าจะมาจากแหล่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่เพียงข่าวลือ


ด้านนายชัยพนธ์ กล่าวว่า คำถามสำคัญที่ต้องการทราบคือ ตนถูกฟ้องในข้อหาใด และถูกกล่าวหาอย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เช่นเดียวกับกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เคยเดินทางมาสอบถามก่อนหน้านี้


อย่างไรก็ตาม นายสมชัย คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการตรวจสอบและให้คำตอบอย่างเป็นทางการ พร้อมขอความร่วมมือไปยังสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จำนวน 5 สำนักข่าว ให้ช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว


ส่วนประเด็นการใช้เทคโนโลยี QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ดร.ธรรมธีร์ บอกว่า การนำ QR Code มาใช้ไม่ได้เป็นเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบย้อนหลังเท่านั้น พร้อมตั้งคำถามว่า กกต.ยังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออะไร หากไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจน อาจทำให้ประชาชนเกิดความระแวงหรือไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้ง และอาจกลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงในสังคมได้


ทั้งนี้ นายสมชัย เปิดเผยอีกว่า เตรียมแถลงข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดตั้ง “กองทุนสู้ กกต.” เพื่อใช้ดำเนินการทางกฎหมาย หากเห็นว่าการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐกระทบต่อสิทธิของประชาชน โดยมีกำหนดแถลงข่าวในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม เวลา 15.00 น. ที่ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กองปราบ #เลือกตั้ง2569 #กกต #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #อั้งยี่