"นันทนา" ซัด กกต. ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ! ฟ้องปิดปาก ปชช. เรียกร้องยุติขัดขวางการตรวจสอบ"เลือกตั้ง" ด้านทนายอั๋น ลั่น จะเป็นทนายความให้ทุกคดีที่ กกต.ฟ้องประชาชนคดีเลือกตั้ง จ่อยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน 4 มี.ค. นี้
วันที่ 2 มีนาคม 2569 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ SLAPP กับประชาชน ว่า จากปัญหาจากการเลือกตั้งที่มีข้อบกพร่องผิดพลาดมากมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ทั้งที่ กกต. ได้จัดการเลือกตั้งมาหลายครั้งแล้ว แต่ในครั้งนี้นอกจากการนับคะแนนที่ไม่ชัดเจนการรายงานผลคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับคะแนนหน้าหน่วย การประกาศผลคะแนนล่าช้าแต่กลับรับรอง สส. อย่างรวดเร็ว ยังมีปัญหาเรื่องคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าการใส่เครื่องหมายใด ๆ บนบัตรเลือกตั้ง จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่
นางสาวนันทนา ยังกล่าวว่า แทนที่กกต.จะออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัยกลับเลือกวิธีดำเนินคดีกับประชาชนเริ่มต้นจากการฟ้องประชาชนชาวชลบุรี ในข้อหาบุกรุกขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นยังแจ้งความดำเนินคดีกับอีก 6 คนในข้อหาร้ายแรง ถึง 5 ข้อหา เช่น ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. , ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นประชาชน , มาตรา 209 ความผิดฐานอั้งยี่ , มาตรา 322 เปิดเผยเอกสารผู้อื่น และ มาตรา 14 การนำเข้าข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีโทษทั้งจำและปรับ ตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 10 ปี นี่จะถือว่าเป็นการฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่ เพียงเพราะว่าประชาชนต้องการเข้าไปตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
โดยนี่คือการทำหน้าที่พลเมืองดีในการช่วยตรวจสอบการเลือกตั้งใช่หรือไม่ การกระทำของ กกต. จึงถือเป็นการลุแก่อำนาจไม่นำพาจารีตการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรรัฐซึ่งเป็นแก่นสารสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในฐานะองค์กรรัฐที่ใช้เงินภาษีของประชาชนย่อมไม่อาจหลีกหนีการตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการได้มาซึ่งรัฐบาลยิ่งต้องถูกตรวจสอบให้การเลือกตั้งนั้นโปร่งใสที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลและสส.ใหม่ ว่าเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
"การดำเนินคดีต่อบุคคลดังกล่าวของกกต.จึงเป็นความพยายามปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบการเลือกตั้ง เป็นความพยายามที่จะปิดปากประชาชนไม่ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ในฐานะสว. เห็นว่า กกต.นั้นควรยินยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของประชาชนอย่างเข้มข้นในทุกมิติ เพื่อให้หายสงสัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสสุจริตและเป็นความลับ กกต. ควรยุติการขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของประชาชน และหันมาให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกมิติ เพื่อให้การได้มาซึ่ง สส. และรัฐบาลเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างสิ้นสงสัย" นางสาวนันทนา กล่าว
นางสาวนันทนา ยังกล่าวถึง การจำลองการเลือกตั้งที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง จะจัดให้เกิดขึ้นในวันพุธนี้เป็นเรื่องที่กกต.ควรสนับสนุน เพื่อพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นความลับหรือไม่ แต่กกต. พยายามที่จะขัดขวางและปิดกั้น พร้อมบอกว่าการพยายามจัดการเลือกตั้งจำลองนั้น เป็นความผิดทางกฎหมาย
ตนเห็นว่าถ้าการจัดการเลือกตั้งจำลอง หรือการจัดการเลือกตั้งใดๆ ที่ กกต. ไม่ได้เป็นผู้จัดนั้นเป็นความผิดทางกฎหมาย ต่อไปการจัดเลือกตั้งหัวหน้าห้องของนักเรียนชั้นประถมก็จะผิดกฎหมายด้วยหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ กกต. ควรยุติการปิดกั้นการตรวจสอบของภาคประชาชน โดยหันมาให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส สร้างความชอบธรรมให้แก่การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นแล้ว กกต. นั่นแหละจะตกเป็นจำเลยของประชาชนทั้งประเทศ
ด้านนายภัทรพงศ์ ศุภอักษร ทนายความ แถลงแสดงจุดยืนว่ากลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบและตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ใช่อาชญากรรมหรือบุคคลที่ก เซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐตามข้อกล่าวหา แต่เห็นว่าการเลือกตั้งไม่สง่างามไม่สุจริตไม่เที่ยงธรรม โดยเห็นว่าการใช้อำนาจของ กกต. ในการฟ้องร้องเป็นการปิดปากประชาชน กดเสียงของประชาชนให้เงียบลง แต่เชื่อว่าเสียงของประชาชนจะดังขึ้นและขยายออกไปไกลกว่าเดิม และแสดงความพร้อมเป็นทนายความให้กับประชาชนที่ออกมาตรวจสอบการทำงานของ กกต. ในทุกคดี ชี้ว่าสังคมต้องเดินด้วยความกล้าหาญไม่ใช่ความหวาดกลัว
นายภัทรพงศ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าว่า ได้ไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมกันนี้จะร่างคำร้องชี้เห็นถึงกระบวนการการเลือกตั้ง ตั้งแต่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแนบท้ายคำร้องที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมจะขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้ สส. ที่ได้มารายงานตัว ยังไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ โดยจะยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินในวันพุธที่ 4 มีนาคมนี้
“คือผมไม่ต้องการให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรในการปฎิบัติหน้าที่ ในช่วงสถานการณ์แบบนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ สง่างาม มันสกปรกแต่ก็มีส่วนหนึ่งเชิดหน้าชูตาแถลงข่าวยิ้มแย้มแจ่มใส คุณก็รู้ที่มาองรวมไม่ สง่างาม แล้วที่บอกว่ารับรองไปก่อนสอยทีหลัง นั่นเป็นเรื่องของบุคคลแต่ละคนแต่วันนี้กระบวนการเนาะเฟะ หมายถึงกระบวนการที่ไม่ชอบทั้งกระบวนการ” นายภัทรพงศ์ กล่าว















