วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568

"เลาฟั้ง" แนะ ผวจ.สุราษฎร์ฯ ชะลอคำสั่งขับไล่ 135 ครอบครัวชุมชนไทดำบ้านนาเดิมจนกว่าการตรวจสอบแนวเขตแล้วเสร็จ หวั่นเกิดความไม่เป็นธรรม

 


"เลาฟั้ง" แนะ ผวจ.สุราษฎร์ฯ ชะลอคำสั่งขับไล่ 135 ครอบครัวชุมชนไทดำบ้านนาเดิมจนกว่าการตรวจสอบแนวเขตแล้วเสร็จ หวั่นเกิดความไม่เป็นธรรม


วันที่ 4 เมษายน 2568 นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. พรรคประชาชน และกมธ.วิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .. โพสข้อความระบุว่า ขอให้ชะรอการขับไล่ชาวบ้านและเร่งรัดตรวจสอบแนวเขต นสล. เมื่อปี 2529 ให้ได้ข้อยุติว่าตรงตำแหน่งตามทะเบียนประกาศหวงห้ามเมื่อปี 2475 หรือไม่


​ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 กลุ่มชาวบ้านชุมชนไทดำ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 4 ต. ทรัพย์ทวี อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 300 คน ได้รวมตัวกันชุมนุมที่หน้าที่ว่าการอำเภอบ้านนาเดิม เนื่องจากนายอำเภอได้ออกคำสั่งให้ขับไล่ชาวบ้าน จำนวน 135 ครอบครัวออกจากหมู่บ้านภายในวันที่ 3 เมษายน 2568 นี้


​ทางอำเภอรออกหนังสือขับไล่โดยอ้างว่าชาวบ้านรุกที่สาธารณประโยชน์ (ทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์) ที่ทางราชการได้ออก นสล. เมื่อปี พ.ศ. 2539 ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านโต้แย้งว่าแผนที่ นสล. ที่อ้างนั้นผิดไปจากตำแหน่งที่ดินในทะเบียนที่วงห้ามที่ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2475 ความจริงพื้นที่ที่ระบุในทะเบียนที่ประกาศห้วงห้าม มิได้ครอบคลุมถึงที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวไทดำที่อยู่อาศัยมากว่า 70 ปี


​ชุมชนชาวไทดำ ตำบลทรัพย์ทวี ยืนยันว่าพวกเขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่มาตั้งแต่ปี 2496 สายตระกูลแรก ๆ ที่มาอยู่อาศัย เช่น สระทองแพ, สระกอบแก้ว และ แค้นคุ้ม ปัจจุบันมี 135 ครอบครัว เมื่อถูกประกาศไล่ที่เช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงออกมาต่อสู้เรียกร้อง


​อย่างไรก็ตามน่าสังเกตว่าทำไมอำเภอบ้านนาเดิมและเทศบาลตำบลทรัพย์ทวี ถึงพยายามขับไล่ชาวบ้านออกไปให้ได้ แม้ชาวบ้านและภาคประชาชนภาคใต้จะต่อสู้อย่างแข็งขัน ซึ่งชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าทางราชการอาจเตรียมนำพื้นที่ดังกล่าวนี้ไปรองรับโครงการขนาดใหญ่ แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นโครงการอะไร


​ในการต่อสู้เรียกร้อง ชาวบ้านได้ยื่นร้องเรียนไปยังรัฐบาลผ่านเครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) และยังได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย


​โดย Pmove และรัฐบาลได้เจรจากันจนทำให้อธิบดีดกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้ดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินของทะเบียนที่หวงห้ามที่ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2475 ว่าทับซ้อนกับที่ดินของชุมชนไทดำหรือไม่ และนายช่างรังวัดของสำนักงานที่ดินได้กำหนดให้มีการรังวัดที่ดิน 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถรังวัดได้เนื่องจากอำเภอบ้านนาเดิมและเทศบาลตำบลทรัพย์ทวีไม่ให้ความร่วมมือ


​สำหรับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ตรวจสอบแล้วและมีรายงานเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 และมีข้อเสนอแนะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขตว่า นสล. ที่ออกเมื่อปี พ.ศ. 2529 ออกถูกต้องตามตำแหน่งในทะเบียนประกาศที่หวงห้ามเมื่อปี พ.ศ. 2475 หรือไม่ แล้วส่งให้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณะประโยชน์และที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างและคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป


​กรณีผมเห็นว่าการประกาศที่สาธารณะประโยชน์ในกรณีนี้ จะมีทะเบียนที่สาธารณะประโยชน์ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 อยู่แล้ว แต่เมื่อมีการออก นสล. เมื่อปี พ.ศ. 2529 พร้อมแผนที่แนบท้าย ก็ถูกชาวบ้านโต้แย้งว่าออกผิดจากตำแหน่งที่ระบุไว้ในทะเบียนเดิม ดังนั้น หากต้องการรู้ตำแหน่งที่แท้จริงก็ให้นำทะเบียนที่สาธารณะประโยชน์เดิมมาตรวจสอบแนวเขตกันใหม่ โดยดูประกอบกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง ซึ่งฉบับแรกสุดที่ถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2495 และพยานหลักฐานอื่นๆ ก็จะสามารถระบุตำแหน่งที่แท้จริงได้


​แต่ปรากฏว่าเมื่อจะดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขต ก็จะมีกระบวนการขัดขวางจากหน่วยงานรัฐคู่กรณี หรือไม่ให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบ


​ดังนั้น ผมจึงขอเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี สั่งการให้ชะลอประกาศอำเภอบ้านนาเดิม เรื่องการบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์ทุ่งปากขอ) ลงวันที่ 3 มีนาคม 2568 ออกไปก่อนจนกว่าจะมีแนวทางการแก้ปัญหาของคณะกรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงานที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น โดยอาศัยข้อสั่งการทางนโยบาย ตามหนังสือที่ มท 0511.4/256074 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2567 และชะรอการบังคับขับไล่และไล่รื้ออาสินของชาวบ้าน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 16 ตุลาคม 2566 (ตามข้อ 13) จนกว่าจะแล้วเสร็จตามกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐบาล

 

cr.ภาพ facebook นกเอี้ยง ค๊าบ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ชุมชนไทดำ #สุราษฎร์ธานี





ศูนย์ทนายฯเผย “พอล แชมเบอร์ส” นักวิชาการอเมริกันม.นเรศวร ถูกออกหมายจับคดี ม.112 - พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยกองทัพภาคที่ 3 ผู้กล่าวหา เตรียมเข้ารับทราบข้อหา 8 เม.ย. นี้


ศูนย์ทนายฯเผย “พอล แชมเบอร์ส” นักวิชาการอเมริกันม.นเรศวร ถูกออกหมายจับคดี ม.112 - พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยกองทัพภาคที่ 3 ผู้กล่าวหา เตรียมเข้ารับทราบข้อหา 8 เม.ย. นี้


วันนี้ (4 เมษายน 2568) ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งจากทางคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ว่า ดร.พอล แชมเบอร์ส (Dr. Paul Chambers) นักวิชาการสัญชาติอเมริกัน ซึ่งประจำอยู่ที่สถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ถูกศาลจังหวัดพิษณุโลกออกหมายจับในคดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยมีกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ในคดี


ในช่วงเช้าวันนี้ ทางคณะสังคมศาสตร์ ได้รับหนังสือจาก พ.ต.อ.วัชรพงษ์ สิทธิรุ่งโรจน์ ผู้กำกับการ สภ.เมืองพิษณุโลก เรื่องการแจ้งการดำเนินคดีต่อบุคลากรในมหาวิทยาลัย โดยมีข้อมูลระบุว่า ทางกองทัพภาคที่ 3 ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ ดร.พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส ในความผิดฐาน “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน, ทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”


โดยคดีดังกล่าว ศาลจังหวัดพิษณุโลกได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไว้แล้ว ตามหมายจับที่ จ.245/68 ลงวันที่ 31 มี.ค. 2568 จากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยนเรศวร


ทางตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก จึงขอให้ทางมหาวิทยาลัยประสานแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบและเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ทั้งนี้ ดร.พอล ยังไม่เคยได้รับหมายเรียกใด ๆ มาก่อน หลังได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าว ดร.พอล พร้อมทนายความ ได้ประสานนัดหมายกับทางตำรวจ โดยเตรียมจะเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ในวันที่ 8 เม.ย. 2568 เวลาประมาณ 9.00 น. โดยยังต้องติดตามรายละเอียดและข้อกล่าวหาในคดีต่อไป


ทั้งนี้ ดร.พอล เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่ทำงานวิชาการด้านไทยศึกษา โดยเฉพาะศึกษาบทบาท อำนาจ และความเปลี่ยนแปลงของกองทัพไทยมาอย่างยาวนาน รวมทั้งบทบาทในเชิงเปรียบเทียบกับกองทัพประเทศต่าง ๆ มีหนังสือสำคัญตีพิมพ์ อาทิเช่น Praetorian Kingdom: A History of Military Ascendancy in Thailand หรือ Khaki Capital: The Political Economy of the Military in Southeast Asia

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112

ความจริงจากใจของ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในวาระ รำลึก #15ปีเมษาพฤษภา53 (ตอน 2)


ความจริงจากใจของ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในวาระ รำลึก #15ปีเมษาพฤษภา53 (ตอน 2)


ดังที่ดิฉันได้เคยแจ้งแล้วว่า ดิฉันและคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) จำเป็นต้องก่อตั้งเพื่อทวงความยุติธรรมให้คนตายกรณีปี 2553 ในห้วงเวลาที่ “องค์กรนปช.” ไม่ดำรงอยู่ในความเป็นจริง อดีตแกนนำก็แยกย้ายไปทำงานกับพรรคการเมืองในวิถีทางรัฐสภา บ้างก็ไปร่วมกับพลพรรคอนุรักษ์นิยมในการต่อสู้ภาคประชาชน บ้างก็ไปร่วมสนับสนุนพรรคการเมืองที่ข้ามขั้วไปร่วมกับฝ่ายสืบทอดอำนาจเผด็จการรัฐประหารที่เป็นฝ่ายกระทำต่อคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553


การจัดงานรำลึกเหตุการณ์ฆ่าประชาชนมือเปล่า เมษา-พฤษภา 2553 ต้องไม่ใช่เพียงการจัดงานรำลึกเฉย ๆ แต่ “คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553” ต้องรายงานการต่อสู้ เรียกร้อง ทวงถาม จากผู้ปกครองที่ดูเหมือนว่าเข้าสู่โหมดการปกครองที่ดีขึ้นกว่าเดิม นั่นคือ เราสามารถบอกคนรุ่นต่อไปที่เป็นนักต่อสู้ว่า เราไม่ได้ละเลยเรื่องนี้ เราใช้ความพยายามอย่างยากลำบาก เพราะพรรคการเมืองที่เคยร่วมต่อสู้กันมา “หวาดกลัว” อำนาจฝ่ายอำมาตย์เป็นอย่างยิ่ง


นอกจากไม่สนับสนุน ช่วยเหลือ ข้อทวงถามที่รับปากไว้กับเราช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อเป็นพรรคฝ่ายค้านในช่วงปี 2565-2566 ก่อนเลือกตั้งแล้ว ยังพยายามขัดขวาง แม้เราไปขอความช่วยเหลือจากกรรมาธิการการกฎหมาย ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยพยายามอ้างว่าพวกเขาได้ทำเรื่องให้ประชาชนสามารถฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้โดยตรง แล้วก็ถอนเรื่องออกจริง และแม้แต่กฎหมายที่ให้ทหารที่ทำทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นศาลพลเรือน ยังไม่ยกมือให้ อย่าว่าแต่ข้อเสนอของเรา ให้ทหารที่ทำความผิดทางอาญาต่อพลเรือนให้ขึ้นศาลพลเรือนเลย แสดงชัดเจนถึงความหวาดกลัวของพรรคเพื่อไทยที่กลัวอำนาจกองทัพและอำมาตย์อย่างมาก เราเข้าใจว่าท่านต้องการเป็นรัฐบาลให้ได้ยาวที่สุด แต่เราไม่เห็นด้วยที่ต้องแลกกับผลการต่อสู้ของประชาชนยาวนานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว


ถ้าประชาชนที่ต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่ 2549 จนบัดนี้ ไม่ยืนหยัดตามหลักการ ไม่มีทัศนะที่ก้าวหน้าที่จะหมุนกงล้อทางประวัติศาสตร์ไปข้างหน้า เดินตามพรรคข้ามขั้วการเมืองอย่างเซื่อง ๆ เราก็จะกลายเป็นส่วนของการทำลายประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน ทำลายศักดิ์ศรีของคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย


คำขวัญเราคือ “นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย”


อุดมการณ์ของเรา “เราไม่ร่วมกับการหมุนกงล้อทวนประวัติศาสตร์”


เราไม่ร่วมทางการเมืองกับฝ่ายจารีตนิยม อำนาจนิยม ที่ขัดขวางการต่อสู้ของประชาชนซึ่งต้องการดันกงล้อประวัติศาสตร์ให้เดินไปข้างหน้า


เราร่วมกับคนรุ่นใหม่เพื่อทวงความยุติธรรมให้คนในสังคมไทยต่อไป


นี่ไม่ใช่การจัดงานรำลึกเมษาพฤษภา53 เพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองใด แต่เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยเท่านั้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #15ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง #นปช

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เกาหลีใต้ ลงมติเป็นเอกฉันท์ ถอดถอน ‘ยุน ซอก ยอล’ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี เหตุประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและกระทบต่อเศรษฐกิจ

 


ศาลรัฐธรรมนูญ’ เกาหลีใต้ ลงมติเป็นเอกฉันท์ ถอดถอน ‘ยุน ซอก ยอล’ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี เหตุประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและกระทบต่อเศรษฐกิจ


วันนี้(4 เมษายน 2568) ที่ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีใต้ เริ่มการอ่านคำตัดสินในคดีถอดถอน ประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล โดยผู้พิพากษาทั้ง 8 คน นำโดยผู้พิพากษา มุน ฮยอง-แบ รักษาการประธานศาล ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ถอดถอนยุนออกจากตำแหน่ง หลังการไต่สวนที่ยืดเยื้อมานาน นับตั้งแต่รัฐสภาลงมติถอดถอนเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2567 ด้วยคะแนน 204 ต่อ 85 เสียง


มุน ฮยอง-แบ (Moon Hyung-bae) รักษาการประธานศาล เป็นผู้อ่านคำพิพากษาผ่านการถ่ายทอดสดในวันนี้ ซึ่งมติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที โดยเกาหลีใต้จะต้องจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใน 60 วัน คาดว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายนนี้


โดยสภาเกาหลีใต้ ได้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดียุน ออกจากตำแหน่ง ช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ฐานกระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วยการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม


ในคำตัดสินยังระบุว่า การกระทำของยุน "ละเมิดสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของประชาชน" และ "ทำลายหลักนิติธรรมและประชาธิปไตย" โดยเฉพาะการสั่งการให้กองทัพเข้าแทรกแซงรัฐสภา ซึ่งผู้พิพากษาเห็นว่าเป็นการกระทำที่ "ขัดต่อหน้าที่ของประธานาธิบดีที่ต้องปกป้องประชาชน"


โดยศาลได้รับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมด รวมทั้งข้อกล่าวหาที่ว่า นายยุนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายในการประกาศกฎอัยการศึก และส่งกองกำลังไปยังสภานิติบัญญัติ เพื่อหยุดยั้งการลงมติของสมาชิกสภาให้ยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกในวันนั้นด้วย และศาลได้ลงมติยืนตามมติของรัฐสภาให้ถอดถอนประธานาธิบดียุนทันที โดยไม่เปิดช่องให้เขากลับคืนสู่อำนาจได้อีก


อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีฮัน ด็อกซู จะยังคงดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีต่อไป จนกว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #เกาหลีใต้ #กฎอัยการศึก

รำลึก #15ปีเมษาพฤษภา53 ตอนที่ 9


รำลึก #15ปีเมษาพฤษภา53 ตอนที่ 9


จากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53

(เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553)


วันที่ 10 เมษายน 2553 ช่วงเวลา 13.45 น. เกิดเหตุชุลมุนที่แยกพาณิชยการใกล้ทำเนียบรัฐบาลและกองทัพภาคที่ 1 โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้น้ำฉีดผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมแยกดังกล่าว จากนั้นได้ยิงแก๊สน้ำตาและยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จำนวนมากได้รับบาดเจ็บและแตกฮือสลายตัวออกจากการชุมนุมที่แยกพาณิชยการ หลังจากนั้นทหารนำรถที่กลุ่มผู้ชุมนุมจอดขวางออกนอกพื้นที่ และเดินจากแยกพาณิชยการมุ่งหน้าเข้าถนนราชดำเนิน เพื่อขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ถนนราชดำเนินนอก โดยการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริง


ทางด้านสะพานชมัยมรุเชฐ กองทหารตั้งแถวขวางแนวถนน มีกลุ่มผู้ชุมนุมถอยร่นกลับไปที่สะพานผ่านฟ้า มีการยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะแยกวังแดง คุรุสภา ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเผชิญหน้ากับทหารที่มาพร้อมกับรถสายพานลำเลียงแบบ Type 85 ติดปืนกลจำนวน 6 คัน ทหารทุกนายมีอาวุธประจำกาย ในขณะที่ผู้ชุมนุมนั่งประนมมือเผชิญหน้ากับรถถังและไพร่พลของทหารมากมายที่มาพร้อมกับเสื้อเกราะและอาวุธแบบครบมือ


บริเวณสะพานอรทัย มีการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ตรงข้ามวัดโสมนัส ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการใช้กระบองตีตอบโต้ในขณะตะลุมบอนกับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.


บริเวณถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา รถหุ้มเกราะทหาร 10 คัน ได้เข้ามาปิดกั้นถนน ตั้งแนวถือกระบองและโล่พร้อมอาวุธประจำกาย ในส่วนของผู้ชุมนุม นปช. นั้น ได้นำเครื่องขยายเสียงและรถปิ๊กอัพเข้าขวาง และมีการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย


บริเวณสนามม้านางเลิ้ง กลุ่มผู้ชุมนุมหลายพันคนจากบริเวณกองทัพภาคที่ 1 ได้มาประจำอยู่พื้นที่นี้ และเผชิญหน้ากับกองทหารพร้อมอาวุธครบมือกว่า 300 นาย


บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ก็มีการเผชิญหน้ากันระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมบ้างประปราย พร้อมเฮลิคอปเตอร์บินวนทิ้งแก๊สน้ำตาเพื่อเป็นยุทธวิธีในการเบิกทางเข้าสลายการชุมนุม


ช่วงเวลา 14.00 น. ทหารได้ทยอยยึดถนนราชดำเนินได้บางส่วน โดยตรึงกำลังตามสี่แยกต่าง ๆ ตั้งแต่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 แยกมิสักวัน และสะพานมัฆวานรังสรรค์ ในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมต่างถอยร่นไปรวมตัวที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และพยายามจอดรถขวางเพื่อสกัดกั้นทหารยึดพื้นที่เข้ามา


ช่วงเวลา 14.20 น. การชุมนุมกลุ่ม นปช. บริเวณแยกมิสักวัน ทหารได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตามเกิดโต้ลม ทำให้พัดย้อนกลับไปโดนทหาร และมีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขว้างแก๊สน้ำตากลับไปยังทหารเช่นกัน ทางด้านบริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ทหารได้รุกคืบฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมพร้อมกับได้จับผู้ปราศรัยบนเวที ขณะเดียวกันทางผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงได้ปรับขบวนเพื่อตั้งแนวป้องกันการรุกคืบของทหารเข้ามายังบริเวณพื้นที่ชุมนุม บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ฝ่ายทหารได้เพิ่มความกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อให้ถอยไปยังสะพานผ่านฟ้า โดยการยิงแก๊สน้ำตาและการเดินรุกคืบยึดพื้นที่


ช่วงเวลา 15.00 น. มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมปืนลูกซอง ปืน M16 พกโล่พร้อมอาวุธครบมือได้ยืนตั้งแถวอยู่ตรงบริเวณสวนสาธารณะเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งอรุณอัมรินทร์


ช่วงเวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้เสริมกำลังและตั้งแนวกั้นบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งขาเข้าอนุสาวรีย์ ส่วนผู้ชุมนุม นปช. ได้ตั้งแนวรับบริเวณหน้าตึก UN จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารได้ระดมยิงแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำ และยังมีการยิงกระสุนจริงขึ้นฟ้า จนฝั่งผู้ชุมนุมต้องตะโกนบอกให้เจ้าที่หยุดใช้อาวุธ แต่ก็ยังมีการยิงแก๊สน้ำตาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีการขว้างแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าววิ่งหลบแก๊สน้ำตาอย่างชุลมุน เหตุการณ์ในช่วงเวลานี้บริเวณแถวประตูศึกษาธิการก็ได้ทำให้เกิดการสูญเสียขึ้นของฝั่งประชาชนจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งถือว่าเป็นผู้สูญเสียชีวิตเป็นรายแรกของการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนในเหตุการณ์เดือนเมษา-พฤษภา 53 นั่นก็คือกรณีการเสียชีวิตของนายเกรียงไกร คำน้อย บริเวณข้างกำแพงกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสลายการชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบซึ่งได้มีการปฏิบัติมาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 10 เมษายน 2553


ช่วงเวลา 16.00 น. มีการโปรยใบปลิวจากเฮลิคอปเตอร์ 2 ชุด ทางด้านฝั่งผู้ชุมนุม นปช. ได้มีการนำเอาปืน กระสุนยาง และกระสุนจริง เช่น หัวกระสุน M16 กระป๋องแก๊สน้ำตา และปลอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 ที่เก็บได้จากพื้นที่เผชิญหน้าบริเวณสะพานมัฆวานฯ เพื่อเป็นตัวอย่างให้สื่อมวลชนได้เห็นถึงความพยายามในการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ และยืนยันถึงการชุมนุมในครั้งนี้ว่าไม่ได้ใช้หลักสากลในการสลายการชุมนุม หลังจากนั้นได้มีการแจกใบปลิว 2 ชุด ชุดแรกเป็นหมายจับแกนนำ นปช. 24 คน ชุดที่สองบอกว่าเจ้าหน้าที่กำลังเคลียร์พื้นที่ ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกจากบริเวณที่ชุมนุม


ช่วงเวลา 17.00 น. บริเวณเวทีสะพานผ่านฟ้า ได้มีการนำเอาปืนยิงกระสุนยาง 20 กระบอก ปืนกลยาว 8 กระบอก เครื่องกระสุน และระเบิด ที่ยึดมาจากทหารที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า มาแสดงต่อผู้ชุมนุมและนักข่าว พร้อมประกาศยอดผู้บาดเจ็บขณะนั้นว่ามีถึง 83 ราย


ช่วงเวลา 17.45 น. มีเฮลิคอปเตอร์บินวนบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และได้มีการปล่อยแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เพื่อสลายการชุมนุม 2 ระลอก ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมแตกกระเจิง บางรายมีอาการปวดแสบปวดร้อนจากการถูกพิษจากแก๊สน้ำตา และก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างเกี่ยวกับเรื่องของแก๊สน้ำตาที่ใช้ในการสลายการชุมนุมในครั้งนี้ว่า เป็นแก๊สน้ำตาที่ไม่ได้คุณภาพสากล ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บรุนแรง และมีบางรายถึงกับเสียชีวิต เพราะการได้รับพิษจากแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้ในการสลายการชุมนุมครั้งนี้ ขณะเดียวกันแกนนำได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกมารวมตัวกันที่หน้าเวทีพร้อมกับปลุกระดมให้ต่อสู้ และดูสถานการณ์ต่อไป ขณะที่ผู้ชุมนุมได้มีการปล่อยลูกโป่งและโคมลอย เพื่อรบกวนการบินของเจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์ แต่ไม่มีผลแต่อย่างใด แก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ทิ้งลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ตกลงมาด้านหลังเวทีซึ่งมีสื่อมวลชนปักหลักทำข่าวอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้แตกตื่นและหาที่หลบแก๊สน้ำตา อีกจุดที่ทิ้งไปคือด้านหน้าเวที ซึ่งมีผู้ชุมนุมรวมตัวค่อนข้างหนาแน่น และการใช้แก๊สน้ำตาที่ทิ้งลงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น แน่นอนว่าไม่ใช่วิธีสลายการชุมนุมตามหลักสากลอย่างแน่นอน


ระหว่างนั้นที่บริเวณแยกวิสุทธิกษัตริย์ ได้มีการใช้ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมอีกรอบ โดยทหารมีการยิงกระสุนยางปนกระสุนจริงใส่ผู้ชุมนุม บริเวณรถปราศรัยบางรายถูกทำร้ายและถูกจับตัว มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ชาวบ้านบริเวณแถบนั้นได้ประณามการปฏิบัติการของทหารว่ารุนแรงเกินไปกับผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ


Cr. ภาพประชาไท และอื่น ๆ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นปช #คนเสื้อแดง #คปช53










รำลึก #15ปีเมษาพฤษภา53 ตอนที่ 8

 


รำลึก #15ปีเมษาพฤษภา53 ตอนที่ 8


จากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53

(เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553)


ช่วงเวลา 07.30 ถึง 13.00 น. เหตุการณ์ในช่วงเช้าของวันที่ 10 เมษายน 2553 เริ่มต้นด้วยการประชุมของ ศอฉ. ที่กองพันทหารราบที่ 11 ต่อมาได้มีคำสั่งจากนายอภิสิทธิ์ให้กองกำลังทหารหน่วยต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ นายอภิสิทธิ์ได้สั่งการ ศอฉ. ทำการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่ และ ศอฉ. ก็ได้ตอบสนองด้วยการจัดกองกำลังทหารมากกว่า 70 กองร้อย และในท้ายคำสั่งดังกล่าวยังได้ระบุถึงมาตรการในการใช้อาวุธไว้ด้วย และมีคำสั่งวิทยุในการเคลื่อนที่ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เมษายน โดยไม่ได้กำหนดเวลายุติ ซึ่งนั่นหมายความว่าให้ทำการจนกว่าจะบรรลุภารกิจ ทหารมากกว่า 70 กองร้อยได้เคลื่อนกำลังพลออกจากฐานที่ตั้งในเวลา 07.30 น. ของวันนั้น เพื่อตั้งแถวยันกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ณ บริเวณกองทัพภาคที่ 1 ขณะเดียวกันได้มีกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ส่วนหนึ่งมาเผชิญหน้ากับฝ่ายทหาร


ในเวลาต่อมา ด้านหลังของเวทีการชุมนุมบริเวณราชประสงค์ มีตำรวจ 2 นาย ได้นำหมายจับแกนนำ (นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทนายวรพล พรหมิกบุตรนายยศวริศ ชูกล่อม) มายื่นอยู่ด้านหลังเวที แต่ถูกผู้ชุมนุมตะโกนขับไล่ให้ออกไป เช่นเดียวกับบริเวณถนนเพลินจิต หน้าโรงแรมออลซีซั่น ก็มีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุม นปช. กับทหาร มีการผลักดันกันเล็กน้อย แต่ไม่มีเหตุรุนแรงใด ๆ


ความเคลื่อนไหวเชิงสะพานผ่านฟ้า เจ้าหน้าที่รัฐได้เคลื่อนพลและรถสายพานลำเลียงจำนวนหนึ่งออกมาประจำการใกล้บริเวณที่ชุมนุมสะพานผ่านฟ้า การเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมได้กระจายในจุดต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ โดยฝ่ายทหารได้ใช้โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา และปืนประเภทต่าง ๆ แบบครบมือพร้อมกระสุนยางกับฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง และมีการเคลื่อนขบวนรถสายพานลำเลียงจำนวน 10 คัน มุ่งหน้าไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า หน้าสนามเสือป่า เพื่อสลายการชุมนุม แต่โฆษก ศอฉ. ชี้แจงว่าเป็นการเคลื่อนไปประจำการที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์และสโมสรกองทัพบก


Cr. ภาพ ประชาไท


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คนเสื้อแดง #นปช #คปช53






รำลึก #15ปีเมษาพฤษภา53 ตอนที่ 7

 


รำลึก #15ปีเมษาพฤษภา53 ตอนที่ 7

 

จากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53

(เหตุการณ์ 13 มีนาคม 2553 ถึง 10 เมษายน 2553)

 

เมษายน 2553 แกนนำนปช. มีมติให้เคลื่อนขบวนนปช.นับหมื่นคน เพื่อไปยังสถานีดาวเทียมไทยคมที่ลาดหลุมแก้ว ตลอดทางการเคลื่อนขบวนก็ได้มีการสกัดกั้นจากกองกำลังทหารเป็นระยะ และมีการสกัดกั้นทุกรูปแบบ รวมไปถึงการซุกซ่อนอาวุธสงครามร้ายแรงเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนขบวนของกลุ่มนปช. และมีภาพของการยึดอาวุธสงครามจำนวนมากจากทหารที่ซุกซ่อนเอาไว้ในรถ แต่กลุ่มนปช. ซึ่งสามารถยึดอาวุธจากทหารเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาวุธปืนที่ถูกยืดนั้นเป็นปืนแบบสไนเปอร์ด้วย เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจงใจที่ใช้พลซุ่มยิงเพื่อปราบปรามประชาชน ในภายหลังเมื่อได้มีการส่งมอบคืนอาวุธที่ยึดมาทั้งหมดให้ทหาร เพื่อเป็นการยืนยันในแนวทางต่อสู้แบบสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง

 

กลุ่มนปช.ได้เคลื่อนขบวนไปจนถึงสถานีดาวเทียมไทยคมลาดหลุมแก้ว และได้ปรากฎภาพคนเสื้อแดงร่วมหนึ่งหมื่นคน ล้อมทหารที่ควบคุมสถานีดาวเทียมเอาไว้ ทหารมีการใช้แก๊สน้ำตาอย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถทำให้ขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมต้องถอยร่นแต่อย่างใด และไม่นานกลุ่มผู้ชุมนุมก็สามารถฝ่าการสกัดกั้นของทหารจนสามารถผลักดันทหารออกจากสถานีดาวเทียมไทยคมได้สำเร็จ โดยทหารยอมแพ้พร้อมมอบอาวุธให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีการแสดงความดีใจโห่ร้องยืนต้อนรับจับมือเป็นกำลังใจให้ทหาร เป็นภาพที่ปรากฎขึ้นแทนความตึงเครียดของในช่วงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น และนั่นเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้แบบสันติของกลุ่มนปช. ที่ได้ยึดมั่นมาโดยตลอดของการเรียกร้องประชาธิปไตย จากนั้นมีการนำอาวุธที่ยึดมาได้จากทหารเพื่อนำมาแสดงให้สื่อมวลชนได้บันทึกภาพ ก่อนที่จะส่งมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับไว้

 

ต่อมาในตอนเย็น ฝ่ายนปช.ได้สลายการชุมนุมที่ลาดหลุมแก้ว ก่อนที่กำลังหลักของ พล.ร2.รอ. จะกลับเข้ายึดคืนในช่วงค่ำ เหตุการณ์ที่ลาดหลุมแก้วนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทางศอฉ.ภายใต้การนำของรัฐบาลอภิสิทธิ์และทหาร มองว่ารู้สึกเสียเกียรติเป็นอย่างมาก เพราะทหารหลายพันคนต้องยินยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุมนปช.มือเปล่าปลดอาวุธ โล่ และกระบอง ยอมแพ้ และถูกไล่ต้อนเดินแถวออกสู่ทุ่งนาอย่างหมดสภาพ และด้วยความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง เพราะการที่ทหารยินยอมปลดอาวุธแต่โดยดีนั้น นับเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรีของชายชาติทหารที่ไม่ต้องการปราบปรามประชาชนมือเปล่า และนี่จะเป็นมูลเหตุสำคัญของ "ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่" เพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืนมา จนทำให้เกิดเหตุกาณ์ 10 เมษายน 2553 ขึ้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นปช #คนเสื้อแดง #คปช53