วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569

iLaw เลคเชอร์สด “ผ่าพิภพ สว.” ชำแหละกลไกเลือก สว. สายสัมพันธ์เครือข่ายสีน้ำเงิน - เปิดหลักฐานใหม่คดีฮั้ว สว. จี้ กกต. สั่งฟ้อง 229 คน ระบุ “ไม่ฟ้องคนไหน เราเปิดคนนั้น!”

 


iLaw เลคเชอร์สด “ผ่าพิภพ สว.” ชำแหละกลไกเลือก สว. สายสัมพันธ์เครือข่ายสีน้ำเงิน - เปิดหลักฐานใหม่คดีฮั้ว สว. จี้ กกต. สั่งฟ้อง 229 คน ระบุ “ไม่ฟ้องคนไหน เราเปิดคนนั้น!”


วันนี้ 23 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00–16.00 น. ที่โรงแรมมารวย การ์เด้น ถนนพหลโยธิน iLaw จัดงาน “ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว.” เลคเชอร์สดชำแหละกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แบบ “เลือกกันเอง” ตั้งแต่กลไกและช่องโหว่ของระบบ ไปจนถึงความเชื่อมโยงของกลุ่ม สว. สีน้ำเงินกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมเปิดเผยข้อมูลและหลักฐานใหม่เกี่ยวกับคดีทุจริตเลือก สว. พร้อมชวนจับตาว่า กกต.ต้องสั่งฟ้องทั้ง 229 คน ถ้าไม่สั่งฟ้องคนไหน จะมีการเปิดหลักฐานของคนนั้นต่อไป


ตลอดงานดำเนินรายการโดย “ติ่งข่าว” สมภพ รัตนวลี และจอมขวัญ หลาวเพ็ชร เริ่มด้วย “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw อธิบายลำดับกระบวนการเลือก สว. และกลไกที่ iLaw เห็นว่าเป็นความผิดปกติ รวมถึงเปิดข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่าย สว. สีน้ำเงินและความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย


ยิ่งชีพอธิบายถึงกรณีที่สะท้อน “เหตุอันควรสงสัย” ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ โดยพบผู้สมัคร สว. “กลุ่มเสื้อเหลือง สูทดำ” นั่งด้วยกัน กลับด้วยกัน และขึ้นรถทะเบียนบุรีรัมย์ รวมถึงปรากฏการณ์ “คะแนนล้นกระดาน” ในวันเลือก สว. ระดับประเทศรอบเลือกไขว้ ซึ่งพบผู้สมัคร 6 คนในแต่ละกลุ่มได้คะแนนโดดทิ้งห่างผู้สมัครอีก 4 คนอย่างชัดเจน โดยเกิดรูปแบบเดียวกันครบทั้ง 20 กลุ่ม จนบางพื้นที่มีคะแนนสูงเกินช่องนับคะแนนและต้องต่อกระดาษ 


ยิ่งชีพย้อนอธิบายถึงผลการเลือก สว. ว่า ในผลสรุปมี สว. จากจังหวัดบุรีรัมย์จำนวนสูงที่สุดถึง 14 คน ขณะที่มี 13 จังหวัดที่ไม่มี สว. นอกจากนี้ ในขั้นตอนการแบ่งกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม ยิ่งชีพตั้งข้อสังเกตถึงผู้สมัครหลายคนที่ระบุอาชีพเดียวกัน เช่น เย็บผ้า เก็บขยะในคลอง และไปสมัครในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน


ยิ่งชีพกล่าวถึงกระบวนการเลือก สว. แบบ “เลือกกันเอง” รวมไปถึงการเลือกแบบไขว้ หรือแม้กระทั่ง “การจับสลาก” สำหรับผู้ที่มีคะแนนเท่ากัน โดยยิ่งชีพย้ำว่า ผู้ที่ออกแบบระบบการเลือกเช่นนี้คือ “มีชัย ฤชุพันธุ์” และกล่าวว่า ผู้ที่จะได้เป็น สว. จากกระบวนการเช่นนี้ สิ่งสำคัญอาจเป็น “ดวง”


ขณะที่เพียรพร ดีเทศน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8 สิ่งแวดล้อม กล่าวถึงประสบการณ์ของตนเองว่า หากตนไม่ได้ลงสมัคร ก็คงไม่ทราบถึงระบบที่ “เฮงซวย” หรือระบบที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศนี้เลย โดยเธอตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กกต. ตลอดทั้งกระบวนการ ทั้งกรณีผู้สมัครกลุ่มใหญ่สวมเสื้อสีเฉพาะเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนในวันเลือก สว. โพยลงคะแนน กติกาการลงคะแนน และผลคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้สมัคร ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการเลือก สว. และสุดท้าย กกต. ยังคง “ทนทาน” แม้จะมีข้อสงสัยจากสาธารณะอย่างท่วมท้น


ด้านหทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน เล่าประสบการณ์ว่า บ้านเกิดของเธออยู่ที่หนองบัวลำภู จึงไปลงสมัครที่นั่น และพบว่ามีการซื้อเสียงกัน โดยตนถูกโทรศัพท์มาทักชวนให้เข้าไปอยู่ในกลุ่ม พร้อมถูกเสนอเงิน 6 หลัก รวมถึงกรณีโพยกระดาษ 19 รายชื่อที่จะเลือกประธานวุฒิสภา พร้อมขอค่าตอบแทนคนละ 3 ล้านบาท


จากนั้น ดิเรก พรสีมา ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 3 จังหวัดมหาสารคาม และณัฐพงษ์ สาโรจน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17 จังหวัดหนองบัวลำภู ในฐานะพยานคดีของ DSI มาร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์ในช่วงวันคัดเลือกผู้สมัคร สว.


ในช่วงท้าย “เป๋า” ยิ่งชีพ ระบุว่า กกต. มีหน้าที่ที่จะสั่งฟ้องทั้ง 229 คนต่อศาลเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น พร้อมขอบคุณความกล้าหาญของพยานที่ออกมาพูด ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสอบสวน


ยิ่งชีพกล่าวว่า หากสัปดาห์หน้า กกต. สั่งฟ้องครบทั้ง 229 คน ตนจะเก็บเอกสารนี้ไว้และรอการพิจารณาคดีของศาล แต่หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลย จะเปิดกองเอกสารทั้งหมด และหาก กกต. ไม่ฟ้องคนใด ก็จะเปิดเอกสารของบุคคลนั้นสู่สาธารณะ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เห็นด้วยตนเอง


ยิ่งชีพกล่าวว่า ใครที่เคยสงสัยว่ามีหลักฐานเส้นทางการเงินหรือไม่ มีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือไม่ หรือมี Log โทรศัพท์หรือไม่ ให้รอติดตาม พร้อมขอให้ช่วยกันจับตา กกต. โดยระบุว่า “ไม่ฟ้องคนไหน เราเปิดคนนั้น!”


ทั้งนี้ กกต. วางกรอบพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนจะมีคำสั่งว่าจะดำเนินคดีต่อหรือไม่ และอย่างไร


ภายในงานยังมีกิจกรรม “ตำรวจตรวจใบ สว.3” ซึ่งเป็นเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ครบทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ พร้อมเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานนำปากกาไปไฮไลต์และนำสติกเกอร์ไปแปะ หากพบความพิรุธจากเอกสารดังกล่าว


นอกจากนี้ยังมีบูธจาก iLaw และบูธเข้าชื่อเสนอกฎหมาย #ยกเลิกมรดกรัฐประหาร6ตุลา และเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบ #Noระบอบสีน้ำเงิน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สั่งฟ้องสว #กกต






































ราชกิจจาฯ ประกาศ “พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข” นิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ 1 ม.ค.48 ถึง 16 ก.ค.68 ไม่รวมคดี ม.112 มีผลบังคับใช้วันถัดไปจากวันที่ประกาศ (24 ส.ค. 69)


ราชกิจจาฯ ประกาศ “พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข” นิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ 1 ม.ค.48 ถึง 16 ก.ค.68 ไม่รวมคดี ม.112 มีผลบังคับใช้วันถัดไปจากวันที่ประกาศ (24 ส.ค. 69)


วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีเนื้อหาบางส่วนดังนี้


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการสร้างเสริมสังคมสันติสุขด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมืองซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไนี้(ว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้


มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569”


มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (24 สิงหาคม 2569) เป็นต้นไป


มาตรา 3 พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใด ที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม


มาตรา 4 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ประกอบด้วย


(1) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 


(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ 


(3) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ 


(4) เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ 


(5) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ


(6) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ


(7) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ 


(8) ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ 


(9) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ 


บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งตาม (5) (6) (7) และ (8) ต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัตินี้


ให้มีการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขครั้งแรกภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ



สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดการแตกแยกของความคิดทางการเมือง แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายไปทั่วประเทศ มีการผลัดกันชุมนุมทางการเมืองของประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งทำให้รัฐบาลได้ยกระดับการประกาศและบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมทางการเมืองอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลายเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย ทั้งๆ ที่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งประชาชนผู้ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองและไม่ได้เข้าร่วมแสดงออกทางการเมือง แต่เมื่อได้มีการกระทำที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันมาจากความขัดแย้งทางการเมืองแม้จะได้กระทำการใดๆ ไปเพียงเพราะมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองหรือเจตนาต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยดี 


นอกจากนี้แล้วสาเหตุอันสำคัญอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระทำของบุคคลเช่นว่านั้นก็อาจกล่าวได้ว่าเกิดมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความยืดหยุ่นจนนำไปสู่การเผชิญหน้าของประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนเกิดกระทบกระทั่งทางอารมณ์ต่อกัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้ประชาชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากเกิดการบาดเจ็บล้มตาย และยังมีผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองโดยบริสุทธิ์อีกจำนวนมากต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งจากความผิดที่มีเจตนาที่แท้จริงเพียงต้องการแสดงความเห็นต่างทางการเมือง มิใช่เจตนาชั่วร้ายหรือเจตนากระทำความผิดทางอาญา


ด้วยปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติไม่เฉพาะแต่ทางการเมือง หากแต่มีผลกระทบถึงภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ การกระทำต่างๆ ของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หรือร่วมแสดงออกทางการเมืองแม้จะกลายเป็นการกระทำความผิดโดยสภาพตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่แท้จริงแล้วผู้กระทำมิได้มีเจตนาชั่วร้ายหรือเจตนากระทำความผิดอาญาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงเจตนาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเพียงเพราะความต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองหรือเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำผิดอาญา หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 


จึงสมควรให้ประชาชนหรือบุคคลผู้ที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิดและต้องรับโทษอย่างรุนแรงด้วยเหตุดังกล่าว พ้นจากความรับผิดตามกฎหมายและปราศจากมลทินมัวหมอง เพื่อเป็นการให้โอกาสกับประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง อีกทั้งยังจะได้เป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย ซึ่งจะทำให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุขและร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี


อ่านฉบับเต็มได้ที่

https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/123992.pdf


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรม #สร้างเสริมสังคมสันติสุข

 

‘เดชรัต’ ควง ‘สส.ปรีติ’ ลุยหาเสียงเขต 5 นนทบุรีแต่เช้าตรู่ ชูนโยบาย ‘NEW นนท์’ แก้ปากท้อง-ป้องกันน้ำท่วม-ปราบยาเสพติด-แก้ปัญหาจราจร

 


‘เดชรัต’ ควง ‘สส.ปรีติ’ ลุยหาเสียงเขต 5 นนทบุรีแต่เช้าตรู่ ชูนโยบาย ‘NEW นนท์’ แก้ปากท้อง-ป้องกันน้ำท่วม-ปราบยาเสพติด-แก้ปัญหาจราจร


วันที่ 23 สิงหาคม 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคประชาชน พร้อมด้วย ปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี เขต 5 พรรคประชาชน ลงพื้นที่เขต 5 จังหวัดนนทบุรี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและนำเสนอนโยบาย ‘NEW นนท์’ โดยเริ่มต้นช่วงเช้าตรู่ที่ตลาดเช้าวัดสะพานสูง ร่วมพูดคุยและแจกแผ่นพับแนะนำตัวให้กับพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจปากท้อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนนทบุรี ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น มีประชาชนเข้ามาร่วมพบปะพูดคุยและให้กำลังใจกันอย่างคับคั่ง


หลังจากเดินตลาดเช้า เดชรัตได้เดินทางไปร่วมงานอ่านอัลกุรอานกับพี่น้องชาวมุสลิมที่มัสยิดประเสริฐอิสลาม ก่อนจะเดินทางต่อไปยังบริเวณมัสยิดท่าอิฐ และเดินเท้าสำรวจพื้นที่เขื่อนริมน้ำท่าอิฐเป็นระยะทางกว่า 800 เมตร ซึ่งในจุดนี้ เดชรัตได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนถึงแนวนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนริมน้ำ การเตรียมความพร้อมป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ และการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ก่อนจะแวะพักรับประทานอาหารกลางวันและทักทายประชาชนที่ตลาดริมน้ำวัดแสงสิริธรรม


สำหรับการลงพื้นที่ในช่วงเย็นวันนี้ เดชรัตและทีมพรรคประชาชนจะเดินทางต่อเนื่องไปพบปะพี่น้องประชาชนที่ตลาด 18 คอร์ด พร้อมนำเสนอนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาจราจร ความปลอดภัย และการศึกษา จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังตลาด 88 คลองพระอุดม เพื่อพูดคุยถึงนโยบายด้านการศึกษาและระบบสาธารณสุข


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อบจนนทบุรี #เลือกตั้งอบจ