วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ ชี้โครงสร้างงบประมาณไทยมีปัญหาไม่เคยเปลี่ยน งบลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต ย้ำงบประมาณฐานศูนย์เป็นทางออก

 


‘ณัฐพงษ์’ ชี้โครงสร้างงบประมาณไทยมีปัญหาไม่เคยเปลี่ยน งบลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต ย้ำงบประมาณฐานศูนย์เป็นทางออก


วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวเปิดกิจกรรม Hack งบ 70 ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ภาพรวมของงบประมาณไทยนั้น งบลงทุนที่เป็นเงินสร้างอนาคตให้กับประเทศ ถูกบีบเหลือเพียง 1 ใน 5 ของพื้นที่ทางการคลังเท่านั้น โดยรายจ่ายลงทุนคิดเป็น 21% ของรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เป็นแบบนี้เป็นปีแรก เมื่อดูย้อนไปตั้งแต่ปี 2559 รายจ่ายลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 21% มาโดยตลอด ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณไทย เพราะงบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำ ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังน้อยมากสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ โดยงบประมาณของไทยนั้นมี 3 ปัญหาสำคัญ คือ ไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และฝ่ายการเมืองไม่ได้คิดนโยบายแบบระยะยาว มุ่งแต่คะแนนนิยมเฉพาะหน้า


และเมื่อเทียบสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายทั้งปีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 18% ต่อ GDP และงบลงทุนอยู่ที่ 4% ของ GDP แต่ทั้งนี้ยังมีรายจ่ายส่วนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับรัฐส่วนกลาง โดยการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พบว่า รายจ่ายที่มาจากรัฐบาลกลางของประเทศไทยมีความใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายจ่ายที่มาจากหน่วยงานของรัฐทั้งหมด ซึ่งหมายถึงรวมของส่วนท้องถิ่น กลับต่ำกว่ามาก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศต่าง ๆ จะมีการกระจายรายจ่ายไปยังหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งทุกวันนี้ สส. และประชาชนอาจสนใจงบประมาณของรัฐบาลกลางมากกว่างบประมาณในส่วนอื่น ๆ ทั้งที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ


และเมื่อดูการกระจายตัวของงบประมาณต่อหัวตามจังหวัด ยังพบว่างบประมาณกระจุกอยู่ที่เมืองใหญ่ โดยกรุงเทพมหานครมีงบประมาณต่อหัวสูงสุด อยู่ที่ 22,493 บาทต่อคน ขณะที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีงบประมาณต่อหัวต่ำ โดยต่ำสุดอยู่ที่ 5,517 บาทต่อคน ซึ่งอาจสะท้อนความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ


นอกจากนี้ โครงสร้างงบประมาณของประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ โดยประเทศไทยมีหนี้สาธารณะพอ ๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้ของรัฐยังต่ำกว่ามาก ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของงบประมาณที่มีมาตั้งแต่อดีต


“งบประมาณของประเทศไทยเดินไปข้างหน้าด้วยความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น ในขณะที่รัฐไม่ได้มีรายได้ที่เติบโตตาม มีปัญหาหนี้สาธารณะ เงินก็เหลือน้อย และยังกู้ไปแจก ไม่ใช่เพื่อการลงทุน ประเทศของเรายิ่งไม่มีอนาคต” ณัฐพงษ์กล่าว


เมื่อดูงบประมาณตั้งแต่อดีต จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป โดยเป็นงบประมาณที่ยึดฐานจากอดีต ไม่มีการคิดอะไรใหม่ ๆ จากรัฐบาลเพื่ออนาคตของลูกหลาน ซึ่งสิ่งที่พรรคประชาชนต้องการทำ คือ การจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) โดยการจัดสรรงบประมาณของปี 2570 รัฐบาลพยายามบอกว่าจัดสรรด้วยแนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ แต่เมื่อมาดูโครงการที่มีงบประมาณมากที่สุด 300 โครงการ จะพบว่า 95% เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากปี 2569 การจัดทำงบประมาณในปี 2570 จึงเป็นตัวสะท้อนว่า แม้แต่รัฐบาลชุดนี้ โครงการส่วนใหญ่ก็ยังเป็นโครงการที่ยกมาจากปีก่อนหน้า


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า จากวิกฤตโครงสร้างงบประมาณของประเทศทั้งหมดนี้ ทางแก้คืออะไรนั้น พรรคประชาชนได้เตรียมเสนอกฎหมายหลายฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา และร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้งบประมาณของไทยมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ และเป็นงบประมาณที่ถูกใช้จ่ายโดยยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #Hackงบ70



















วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

'ภคมน' จี้ 'วรศิษฎ์' มท.4 ถอนตัวคดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลังโผล่ชื่อลุงถูกกล่าวหา ชี้สังคมกังขาความโปร่งใส


'ภคมน' จี้ 'วรศิษฎ์' มท.4 ถอนตัวคดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลังโผล่ชื่อลุงถูกกล่าวหา ชี้สังคมกังขาความโปร่งใส


เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับคดีทุจริตจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เป็นคดีพิเศษ มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,014 คน ระบุว่า


คดีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นกลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะมูลค่าความเสียหายมหาศาล และหลักฐานที่ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นเบาะแสของเครือข่ายการทุจริตที่ทำงานเป็นขบวนการ ว่าอาจมีทั้งข้าราชการประจำระดับสูงและฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง


ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับคดีทุจริตจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เป็นคดีพิเศษ มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,014 คน และปรากฏว่า หนึ่งในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา คือ สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สตูล ซึ่งเป็นลุงของ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ทำให้ ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงการทำงานอย่างจริงจังและโปร่งใสของ มท.4


ดิฉันหวังว่าท่านวรศิษฎ์คงไม่ปฏิเสธว่าไม่รู้จัก ไม่สนิทกับคุณลุง แม้วันนี้ต้องให้ความเป็นธรรม ว่าผู้ถูกกล่าวหาในทางกฎหมายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงกับ ป.ป.ช. ได้ตามกระบวนการ แต่สังคมจะเชื่อหรือไม่ ว่าคนที่เป็นหลานรับผิดชอบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ออกหน้าแถลงข่าวกับสาธารณะว่าจะต้องเอาให้ถึงที่สุด การสอบทุจริตเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ จะต้องสาวให้ถึงตอ จะต้องขุดให้ถึงราก วันนี้คนที่ถูกกล่าวหาคือคนใกล้ตัวมากๆ คือพี่ชายของบิดา ซึ่งเป็นคุณลุง ท่านจะเชื่อไหมว่าวันนี้ท่านวรศิษฎ์จะขุดให้ถึงตอจริงๆ”


เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างยุติธรรม ภคมนจึงเรียกร้องให้วรศิษฎ์ถอนตัวออกจากกระบวนการตรวจสอบทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพราะตอนนี้สังคมกำลังตั้งคำถาม นำไปสู่การไม่เชื่อถือ และหากยังอยู่ในหน้าที่ต่อไป การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งหน้า ตำแหน่งของวรศิษฎ์อาจไม่มั่นคง


ต่อให้ท่านบอกว่าปิดชื่อและถือความผิดเป็นที่ตั้ง อย่าลืมว่าปิดชื่อ นามสกุลยังโผล่ ประชาชนเขาไม่เชื่อ ว่าท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ประชาชนเขาไม่เชื่อ ว่าท่านจะไม่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ประชาชนเขาไม่เชื่อค่ะ ว่าท่านมีเจตนาที่จะขุดให้เจอตอ สาวให้ถึงรากจริงๆ เพราะอะไร? เพราะสุดท้ายเหมือนที่ดิฉันบอกว่า ต่อให้เจอตอ ก็เป็นรากเดียวกัน”


ภคมนย้ำว่า วรศิษฎ์ควรแสดงสปิริตถอนตัว เพราะไม่มีความชอบธรรม เนื่องจากมีคนใกล้ตัวเป็นผู้ถูกกล่าวหา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจเกี่ยวกับการทุจริตสอบในครั้งนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #มท4 #กระทรวงมหาดไทย #ทุจริตสอบท้องถิ่น

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ยื่น พม. จี้เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือนถ้วนหน้า

 


กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ยื่น พม. จี้เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือนถ้วนหน้า


วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ยื่นหนังสือถึง นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ “เรียกร้องให้ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน” โดยระบุว่าปัจจุบันผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพตกเพียงวันละ 20 บาท ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี


สำหรับในวันนี้ นำโดยสมยศ พฤษาเกษมสุข และกลุ่มผู้สูงวัยอีกจำนวนหลายคนมาร่วมกิจกรรม โดยมีการร้องเพลง และผลัดกันพูดเพื่อสะท้อนว่า ”ค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท พอใช้หรือไม่?“ ก่อนเข้าไปยื่นหนังสือร่วมกัน


กลุ่มผู้ยื่นหนังสือระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบแล้ว มีผู้สูงอายุกว่า 13.82 ล้านคน หรือมากกว่า 21% ของประชากรทั้งหมด พร้อมอ้างถึงนโยบาย “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน และมติคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ที่เห็นชอบแนวทางเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาทต่อเดือน


หนังสือระบุว่า แต่ในความเป็นจริงปัจจุบัน ผู้สูงอายุส่วนใหญ่กลับได้รับเบี้ยยังชีพเพียงเดือนละ 600 บาท หรือวันละ 20 บาทเท่านั้น เป็นเพียงเศษเงินที่ต่ำกว่าราคาอาหารเม็ดของหมาแมว ไม่สามารถทำให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลุ่ม 24มิถุนาประชาธิปไตย จึงขอเรียกร้องเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาทต่อเดือนทันที


ทั้งนี้ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยประเมินว่า การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมราว 36,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับงบประมาณในส่วนอื่น ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคืนมาคือการคืนรอยยิ้ม คืนคุณภาพชีวิตที่ดี และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นับล้านคน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุไทย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เบี้ยคนชราถ้วนหน้า #กระทรวงพัฒนาสังคมฯ #พม



























“ชัชชาติ” ติดตามการแก้ไขอุโมงค์สายสีม่วงใต้ใกล้วงเวียนใหญ่น้ำรั่ว สั่งอพยพรัศมี 30 เมตร งดใช้พื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

 


“ชัชชาติ” ติดตามการแก้ไขอุโมงค์สายสีม่วงใต้ใกล้วงเวียนใหญ่น้ำรั่ว สั่งอพยพรัศมี 30 เมตร งดใช้พื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย


วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จากกรณีเกิดเหตุน้ำใต้ดินรั่วซึมและไหลทะลักเข้าบริเวณจุดรอยต่อของบ่อรับน้ำใต้อุโมงค์ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ บริเวณใกล้แยกวงเวียนใหญ่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้นั้น


ช่วงเช้าวันนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ได้เดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายชัชชาติ ระบุว่า แม้สถานการณ์ขณะนี้ปริมาณน้ำไหลทะลักจะเริ่มทรงตัวจากการเร่งสูบน้ำและระดมฉีดคอนกรีตผสมสารเกาะตัวอุดรอยคั่ว แต่ยังวางใจไม่ได้ 100% เนื่องจากพบการทรุดตัวเพิ่มของพื้นผิวถนนในบริเวณใกล้เคียง  ทางกทม.ได้ประสานออกคำสั่งให้อพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์โดยรอบรัศมี 30 เมตร ออกจากพื้นที่เป็นการชั่วคราว และงดใช้อาคารเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของชีวิตและทรัพย์สิน


สำหรับการจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บุปผาราม ได้ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร สั่งปิดการจราจรเด็ดขาดบนถนนประชาธิปกฝั่งขาเข้า (ตั้งแต่แยกบ้านแขก มุ่งหน้าวงเวียนใหญ่) รวมระยะทางกว่า 200 เมตร เป็นเสลาอย่างน้อย 3 วัน เพื่อลดแรงสั่งสะเทือนจากรถยนต์บนพื้นผิวทาง ป้องกันไม่ให้อาคารข้างเคียงเกิดการแตกร้าวหรือถล่มลงมาเพิ่มเติม โดยให้รถเบี่ยงไปใช้ฝั่งขาออกและแนะนำให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางถนนอิสรภาพแทน


ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และกรมการขนส่งทางราง ยืนยันว่าเหตุน้ำรั่วซึมดังกล่าวไม่ส่งผลกระทมต่อโครงสร้างหลักของอุโมงค์รถไฟฟ้า โดยได้ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ติดตั้งเครื่องตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารอัตโนมัติ เพื่อเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำใด้ดินเพื่อเริ่มสูบน้ำออกอย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการทำกำแพงกันน้ำใต้ดิน (Curtain Wall) ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 สัปดาห์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อุโมงค์สายสีม่วง #น้ำรั่ว #วงเวียนใหญ่