วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ศิริกัญญา’ ซัดงบฯ 70 รายจ่ายประจำพุ่ง-ลงทุนหด สะท้อนแผลเรื้อรังการคลัง ‘ฝีแตก’ ห่วงอนาคตถ้าจัดงบแบบนี้ต่อจะไม่ใช่แค่หนอง แต่เลือดก็จะไหลไม่หยุด



 

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเปิดในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยกล่าวถึงภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณในปี 2570


ศิริกัญญาระบุว่างบประมาณปีนี้ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นราว 79,000 ล้านบาท แต่ยังต้องมีการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก แม้จะอ้างได้ว่ามีวิกฤตพลังงาน แต่รัฐบาลก็เพิ่งเซ็นเช็คเปล่ากู้เงินไปแล้วถึง 400,000 ล้านบาท กลายเป็นว่าการขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ต่อ GDP เป็นความปกติใหม่ สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในปัญหาเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายมีแต่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน


สะท้อนผ่านการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ ที่รายจ่ายลงทุนโดนหั่นลงไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางหลักแสนล้านบาท เพราะรายจ่ายประจำที่ตัดไม่ได้มีเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถใช้วิธีการทางงบประมาณเพื่อปกปิดอำพรางได้อีกต่อไป ก่อนหน้านี้รัฐบาลจะใช้วิธีการหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ แล้วค่อยหมุนเอาเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นมาโปะบ้าง ควักเงินคงคลังมาจ่ายบ้าง แต่เมื่อไม่ไหวแล้วก็จำเป็นต้องใส่เพิ่มเข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น”


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าแม้งบประมาณปีนี้จะเพิ่มไม่มาก แต่ก็เป็นข้อกังขาว่าทำไมหน่วยงานกลับได้รับงบประมาณลดลงกันถ้วนหน้า ครึ่งหนึ่งของกระทรวงได้รับงบประมาณลดลง ในระดับกรมก็จะพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน หน่วยที่ได้รับเพิ่มเยอะจริงๆ มีไม่มาก เพราะส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือการโอนเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กระทรวงการคลังกระทรวงเดียวได้เพิ่มไปแล้ว 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายจ่ายดอกเบี้ยที่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริง


มันสะท้อนว่าวันนี้แผลเรื้อรังของงบประมาณไทยเอาอะไรมาปกปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570” ศิริกัญญากล่าว


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แม้รัฐบาลนี้จะเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบหรือยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดกับคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดลำดับเครดิตเรตติ้งเพิ่ม แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมกลับไม่ได้ถูกพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง ซึ่งถ้ายังคงทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะไม่ใช่แค่หนองที่จะออกมา แต่เลือดก็จะไหลไม่หยุดเช่นกัน


เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือการจัดเก็บรายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย ไม่กู้เท่าที่จะจ่ายไหว ไม่จัดการกับรายจ่ายประจำที่ลดยาก ในอนาคตเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก งบประมาณของประเทศก็จะขาดดุลสูงแบบที่กดอย่างไรก็ไม่ลง การพัฒนาประเทศหรือการทำโครงการใหม่ๆ เพื่อพาประเทศไปข้างหน้าก็จะไม่เกิด ความหวังที่จะลดหนี้สาธารณะและการขาดดุลลงก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ที่ต้องติดตามคือเราจะยังรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ได้นานแค่ไหน และบริษัทจัดลำดับเครดิตเรตติ้งจะคงอันดับเราไว้นานแค่ไหน


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า เมื่อดูในรายละเอียดงบประมาณ เริ่มจากด้านรายจ่าย สิ่งที่ไม่ควรจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน เช่น เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 60,000 ล้านบาทถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน ที่เข้าใจได้ยากคือรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท มีการระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนถึง 80% ทั้งที่เมื่อส่วนใหญ่เป็นการแจกเงินก็ไม่ควรถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้


แต่สิ่งที่มีการปรับปรุงคืองบประมาณที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา ปีนี้ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุนแล้ว แต่ข่าวร้ายคืองบประมาณวิจัยปีนี้ถูกตัดลดลงจากเดิม 19,000 ล้านบาทเหลือเพียง 13,000 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของงบประมาณก่อสร้าง ที่ปีที่ผ่านๆ มามีมากเกินไป ใหญ่โตหรูหรา สร้างไม่เสร็จแล้วถูกทิ้งร้าง ปีนี้มีการตัดลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังคงเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนอยู่ดี โดยเฉพาะการลงทุนในถนน


แม้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นมาสูงมากแล้ว แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอกับการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ปีที่แล้วได้มาแค่ 360,000 ล้านบาท ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 389,000 ล้านบาท แม้จะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่ที่ต้องใช้จริงสูงถึง 429,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลปีนี้ได้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท แต่ที่ต้องใช้จริงคือ 106,400 ล้านบาท งบชำระดอกเบี้ยปีนี้ตั้งได้ตรงตามที่สำนักบริหารหนี้สาธารณะขอมา อยู่ที่ 294,000 ล้านบาท”


แต่ที่น่ากังวลคือเงินสมทบ กบข. ที่จะต้องตั้งไว้ 3 เท่าของเงินทุนสำรองที่ กบข. มีอยู่ เมื่อปีนี้มีการจัดสรรให้เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญเพิ่ม เงินสมทบส่วนนี้จึงมีการจัดสรรเพิ่มเข้ามาด้วย ก่อนหน้านี้ กบข. อาจจะมีสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มเงินสำรองเอาไว้ ให้ไม่มีปัญหาการเงินในอนาคต แต่วันนี้สถานะทางการเงินของ กบข. แข็งแรงแล้ว เงินทุนทั้งหมดอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาทแล้ว ไม่จำเป็นแล้วที่รัฐบาลจะต้องสมทบเข้าไปเพิ่มให้ได้เท่ากับสามเท่าของรายจ่ายเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า เมื่อต้องจัดสรรงบประมาณให้ใกล้เคียงกับที่ต้องจ่ายจริง จึงมีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมาอีกถึงเกือบ 100,000 ล้านบาท และงบประมาณก็ติดข้อจำกัดทุกอย่างหมดแล้ว ไม่สามารถขยายเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ก็ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะสามารถหมุนเงินได้ทันและเพียงพอมาจ่ายในส่วนที่ยังตั้งไว้ขาดอยู่ เพราะตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลหมุนเงินไม่เคยทัน เอาเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นมาโปะก็ยังไม่พอ ต้องไปนำเงินคงคลังออกมาใช้ ซึ่งต้องจ่ายคืนในปีต่อๆ ไป ของปี 2569 ยังไม่ครบปีงบประมาณเลย ก็เจอสภาวะหมุนเงินไม่ทันอีกแล้ว และก็ต้องใช้เงินคงคลังอีกแล้ว เพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 115,000 ล้านบาท


ต้องถามว่าตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณในแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะเท่าที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอจ่ายไม่พอก็ไปใช้เงินคงคลัง แล้วก็วนลูปกันแบบนี้ ต้องมาตั้งงบใช้เงินคงคลังในปีถัดไป กินงบประมาณที่เราจะสามารถเอาใช้ได้ไปในอนาคต วนลูปไปแบบนี้ เท่ากับว่าขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ” ศิริกัญญากล่าว


ศิริกัญญากล่าวว่า เมื่อมีข้อจำกัดทางงบประมาณเช่นนี้ จึงไม่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นในงบประมาณปี 2570 แม้จะมีโครงการที่ถูกเปลี่ยนชื่อ แต่ก็ยังคงเป็นโครงการเดิมอยู่ราว 300 โครงการ งบประมาณเพียงหลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น อีกทั้งยุทธศาสตร์ที่รองนายกรัฐมนตรีแถลง ก็ยังมีลักษณะคล้ายกับของปีที่แล้วอยู่มาก มีการปรับแก้น้อยมาก ที่เขียนใหม่ก็ไม่ได้สะท้อนในความเป็นโครงการใหม่มากนัก นโยบายหาเสียงที่ถูกระบุเอาไว้ในคำแถลงนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอาสาพยาบาล 10,000 อัตรา ก็เหลือเพียงหลักพัน นโยบายหนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติดก็ไม่สร้างแล้ว กลายเป็นโปรแกรมบำบัดแทน เป็นหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน ใช้งบประมาณเกือบ 300 ล้านบาท นโยบายพลทหารอาสาที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 อัตรา ในเล่มงบประมาณกลับทำจริงเพียง 25,000 อัตรา


ที่เราเห็นก็คือว่าคำว่า AI หรือว่าปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นรหัส ATM ใหม่ของปี 2570 ถ้ามีโครงการที่ชื่อว่า AI หรือว่ามีคำว่าปัญญาประดิษฐ์หรือว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้น ก็จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ ปีที่แล้วยังมีไม่ถึง 1,000 ล้าน โครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ปีนี้เพิ่มขึ้นมา 2 เท่า นะคะ ประมาณ 2,000 กว่าล้าน 176 โครงการ”


อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่ามียุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการ ต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ มีแต่การซื้อแต่ไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI มีโครงการเดียวที่เป็นระดับโครงสร้างพื้นฐานคือ Thai LLM เท่านั้น


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าในปี 2570 งบประมาณกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่เยอะ ขณะที่งบประมาณที่กระจุกอำนาจไว้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดถูกตัดออกเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่ได้รับประมาณปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท ปีนี้ลดเหลือเพียงแค่ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเรียกร้องมาโดยตลอดและต้องขอแสดงความชื่นชมที่ได้มีการตัดลด แต่ว่างบประมาณที่เป็นของท้องถิ่นจริง ในส่วนของงบประมาณเทศบาลตำบลแม้จะมีการปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะงบลงทุน แต่ที่น่าผิดหวังคือเทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองได้รับงบประมาณลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน


ข่าวดีเล็กน้อยคืองบประมาณประกันสังคมเพิ่ม และเป็นการใช้หนี้กองทุนประกันสังคมด้วย แต่ก็เป็นการใช้หนี้แค่ 1,400 ล้านบาท ยังคงติดหนี้อยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท คำถามคือแผนการใช้หนี้ที่ค้างเงินสมทบกองทุนประกันสังคมไว้อยู่จะเป็นอย่างไรต่อไปสำหรับรัฐบาลนี้


ศิริกัญญากล่าวว่า อีกข่าวดีคือสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในปีนี้คือการแสดงยอดหนี้ตามมาตรา 28 หรือหนี้ที่รัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐออกเงินไปก่อนแล้วค่อยไปตามใช้คืนทีหลัง ซึ่งหน่วยงานที่ต้องรับเคราะห์เรื่องนี้มาโดยตลอดก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งในปีนี้มีการแสดงในเอกสารอย่างชัดเจนว่าจะมีการจัดคืนหนี้ให้เท่าไหร่ แต่ข่าวร้ายคือปีนี้มีการจ่ายหนี้ ธ.ก.ส. ลดลงไปกว่าครึ่ง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโครงการของรัฐ ประกันรายได้ จำนำสินค้าเกษตรต่าง ๆ แม้ในอนาคตจะมีการใช้เงินล่วงหน้าจาก ธ.ก.ส. น้อยลงแล้วตามมติ ครม. ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลก็ยังควรต้องมีความชัดเจนว่าจะมีแผนใช้หนี้ให้หมดเมื่อไหร่


ปีนี้รัฐบาลประมาณการการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ราว 3 ล้านล้านบาท ต้องมีการจัดเก็บรายได้เพิ่ม 70,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิตในปีนี้ต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีให้ได้ 33,000 ล้านบาท โดยต้องเก็บภาษีน้ำมันเพิ่ม 54,000 ล้านบาท คำถามคือส่วนที่จะเพิ่ม 54,000 ล้านบาทนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มเติม ในช่วงที่ราคาน้ำมันยังไม่ลงมาเป็นราคาปกติอีกหรือไม่ และเมื่อไหร่


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า ยังมีภาษีอีกหลายตัวที่จะต้องเก็บเพิ่มในปีนี้เพื่อให้เข้าตามเป้าที่ได้วางเอาไว้ เช่น ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาทต่อคน เพื่อให้ได้เงินมา 12,000 ล้านบาท การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่ประมาณการไว้ถึง 8,400 ล้านบาท มีการออก พ.ร.ก. มาตั้งแต่ปี 2567 สรุปว่าจะได้เก็บหรือไม่และจะเก็บเท่าไหร่ การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องขอคำยืนยันว่าจะมีการปรับค่าลดหย่อนประเภทใดบ้างเพื่อให้ได้เงินมาอีก 50,000 ล้านบาท หรือการปรับปรุงอัตราภาษีบาป ทั้งสุราและยาสูบ รวมถึงภาษีคาร์บอนที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเก็บได้ถึง 30,000 ล้านบาท ต้องขอคำยืนยันว่าภาษีตัวใดจะยังได้ไปต่อหรือภาษีตัวใดที่จะรอไว้ก่อน และจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น


ขณะเดียวกัน ในส่วนของภาระหนี้ นับว่าโชคดีที่ปีนี้รัฐบาลได้เงินเฟ้อมาช่วยชีวิตเอาไว้ ทำให้ขนาดของ GDP ใหญ่ขึ้น แม้จะไม่ได้ใหญ่ขึ้นตามขนาดของการพัฒนาเศรษฐกิจจริง แต่ก็ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง อย่างไรก็ตามในปี 2570 เริ่มมีความไม่แน่นอนแล้ว จากสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจจะต้องโตเกิน 2.5% และเงินเฟ้อจะต้องสูงอยู่ที่ 2.2% ซึ่งเป็นการเดิมพันที่สูงมาก เพราะการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ผ่านมาอาจจะคิดจากฐานว่าหากสงครามยืดเยื้อแล้วราคาพลังงานยังอยู่ในระดับที่สูง อาจจะทำให้เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 แต่หากไม่ได้ไปตามนั้น ปี 2570 จะเป็นปีที่หนี้สาธารณะทะลุ 70% ทันที


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แต่ที่น่ากังวลกว่าก็คือดอกเบี้ยต่อรายได้ ปีนี้กระทรวงการคลังได้รับงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 ล้านบาท ทำให้ดอกเบี้ยต่อรายได้ทะลุ 10% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ก็ต้องลุ้นกันต่อว่าในท้ายที่สุดจะไปกระทบกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญของหลายบริษัทในการตัดเกรดว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่รักษาวินัยทางการเงินการคลังหรือไม่ ยังคงมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอหรือไม่ มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้กับเรื่องอื่นหลังจากที่ชำระหนี้แล้วหรือไม่


ภาพรวมของงบประมาณปี 2570 สะท้อนปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องของรายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น ที่ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มงบประมาณในส่วนนั้น แต่มาจากเพียงการตั้งให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น รายจ่ายลงทุนถูกตัดไป ไม่ต้องพูดถึงว่าจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจหรือทำให้เงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้ปัญหาเรื้อรังนี้หมดไป เราต้องการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มุ่งมั่นจริงจัง พูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา นำเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์และเป็นรูปธรรมที่จะนำประเทศออกจากแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกอยู่ทุกวันนี้


แต่ในงบประมาณปี 2570 ก็ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศนี้ออกไปจากจุดนั้นได้อย่างไร ยังไม่เห็นเลยว่าสุดท้ายยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด แม้แต่ที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ จะไปปรากฏอยู่ในตัวงบประมาณที่จะใช้จ่ายในปี 2570 ได้อย่างไร ยังไม่เห็นว่าในท้ายที่สุดแล้วประเทศจะสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถที่จะใช้งบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างไร” ศิริกัญญากล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบประมาณรายจ่าย

“จุลพันธ์” เผย “เพื่อไทย” ทำร่าง รธน.ใหม่เสร็จแล้ว รอรวมรายชื่อ บอกฝ่ายค้านขอเลื่อนวาระเป็นสมัยหน้า มอบ “สุทิน” แจงรายละเอียด


“จุลพันธ์” เผย “เพื่อไทย” ทำร่าง รธน.ใหม่เสร็จแล้ว รอรวมรายชื่อ บอกฝ่ายค้านขอเลื่อนวาระเป็นสมัยหน้า มอบ “สุทิน” แจงรายละเอียด


วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่าวันนี้เรามีร่างใหม่แล้ว โดยการลงชื่อของพรรค ขณะนี้ขาดถึง 1-2 คน เนื่องจากติดภารกิจในช่วงที่ผ่านมา และคงจะประสานขอความร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่นในการที่จะลงชื่อให้ครบ เพื่อทำให้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นอีกหนึ่งร่างที่จะเข้าสู่การพิจารณา


ส่วนจะยื่นร่างรัฐธรรมนูญต่อประธานสภาเมื่อไหร่ นายจุลพันธ์กล่าวว่าตอนนี้เวลาปรับเปลี่ยนจากเดิม จากเดิมที่จะนําเสนอต่อรัฐสภาภายในก่อนปิดสมัยประชุมนี้ ตอนนี้เนื่องด้วยเข้าใจว่าทางพรรร่วมฝ่ายค้านเป็นผู้ร้องขอให้เลื่อนวาระออกไป คาดว่าคงเป็นสมัยประชุมหน้า ฉะนั้นเรายังมีเวลามากเพียงพอในการดำเนินการต่าง ๆ และยืนยันว่าจะเข้าทันวาระในการพิจารณาในรัฐสภาแน่นอน


สำหรับกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยแบ่งเป็นสองฝ่าย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการที่ สสร มาจากการเลือกตั้ง 100% นายจุลพันธ์กล่าวว่าพรรคการเมืองเป็นอย่างนี้ทุกพรรค อย่าไปคิดว่าทุกคนจะต้องคิดเหมือนกัน เป็นเรื่องปกติที่มีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่สุดท้ายทุกคนยึดมั่นในมติของที่ประชุมพรรค ซึ่งเมื่อพรรคมีมติเช่นไรทุกคนในพรรคก็พร้อมจะปฏิบัติตาม ในเรื่องของรายละเอียดได้มอบหมายให้นายสุทิน คลังแสง สส บัญชีรายชื่อ เป็นผู้ชี้แจง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #ร่างรัฐธรรมนูญ

 

“เพื่อไทย” เตรียมถก พ.ร.บ.งบฯ 70 วาระ 1 ขณะที่ “จุลพันธ์” กำชับ สส. สแตนด์บาย 3 วัน 3 คืน เพราะการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ยินดีฝ่ายค้านเตรียมชำแหละ ถือเป็นประโยชน์ช่วยรีดไขมันของงบแผ่นดิน

 


“เพื่อไทย” เตรียมถก พ.ร.บ.งบฯ 70 วาระ 1  ขณะที่ “จุลพันธ์” กำชับ สส. สแตนด์บาย 3 วัน 3 คืน เพราะการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ยินดีฝ่ายค้านเตรียมชำแหละ ถือเป็นประโยชน์ช่วยรีดไขมันของงบแผ่นดิน


วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทยได้จัดการประชุมเตรียมความพร้อม การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในการประชุม


นายจุลพันธ์ กล่าวเปิดการประชุมว่า จะมีการประชุม 3 วัน 3 คืน ซึ่งเป็นการประชุมที่ค่อนข้างหนัก เป็นการประชุมงบประมาณในวาระที่ 1 ซึ่งต้องขอขอบคุณนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เพราะมีการเตรียมความพร้อมเรื่อง มีการประชุมผู้ที่ประสงค์จะอภิปราย ในการจัดสรรเวลาค่อนข้างเหมาะสมไม่น้อยไม่มากเกินไป ซึ่งมีการนำเสนอโดยเฉพาะในมิติของพรรคเพื่อไทยในเรื่องต่าง ๆ เวลาที่มีเพื่อนอภิปราย ขอให้ทุกคนไปนั่งเป็นกำลังใจ และในวันพรุ่งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแล ขอให้ทุกคนเตรียมความพร้อมและอยู่ในห้องประชุมตลอดเวลา ซึ่งวาระนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นพ.ร.บ.ด้านการเงินอยากให้พวกเราทุกคนอยู่ในบริเวณรัฐสภาตลอดเวลา เพราะการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน แล้วขอให้รับฟังไว้ว่าสมาชิกแต่ละคนพูดอะไร ถ้ามีอะไรที่จะเสริมได้ก็ให้มาคุยกับวิปในการทำงานในฐานะส.ส.


นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า เรื่องการลงมติตัวร่างพระราชบัญญัติงบประมาณก็ผ่านมา ตนเองในฐานะที่เป็นคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ และส่งมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีความเห็นชอบในวาระที่ 1 เพื่อที่จะตั้งกรรมาธิการจึงต้องขอความร่วมมือจาก สส. ในการลงมติอย่างพร้อมเพียง และในวันนี้จะมีการขอมติจากพรรคเพื่อไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่าเราจะให้ความเห็นชอบ ต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570


ด้านนายวิสุทธิ์ กล่าวเสริมว่า 3 วันนี้ขาดไม่ได้เลยทุกเวลานาทีมีความหมายต่อชีวิตท่าน


ด้านนางมนพร กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 ต้องบอกว่าหัวใจสำคัญ ของสส.คือวันอภิปรายงบประมาณเรามีเวลาอภิปราย 3 วัน และวันนี้เราได้รับการจัดสรรเวลาในการอภิปรายทั้งหมด 180 นาที ซึ่งมีสมาชิกบางคนได้รับการวางตัวเปิดหัวการอภิปราย 5 กระทรวงหลักของพรรคเพื่อไทย และมีการสรุปการอภิปรายซึ่งเราได้มีการเตรียมข้อมูลที่ยึดโยงนโยบายหลักของ 5 กระทรวงและซักซ้อมกัน


โดยภายหลังการประชุมนายจุลพันธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ว่า ซึ่งมีการประชุมกันสั้น ๆ แต่วาระคือพ.ร.บ. งบประมาณซึ่งทางวิปรัฐบาล ได้มีการเตรียมความพร้อมอย่างดี มีการติว การเตรียมบุคคลที่จะอภิปรายและเตรียมข้อมูลเสริม โดยฝ่ายวิชาการของพรรคเพื่อไทยให้กับผู้อภิปรายเรียบร้อย เวลาที่และจะมีการอภิปรายครบเวลาตามที่ได้รับจัดสรรมา ส่วนการลงมติได้มีการประชุมกันและได้สอบถามสมาชิกทั้งหมด ว่าให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ซึ่งมีเสียงเป็นเอกฉันท์ในการที่จะให้ความเห็นชอบในวาระที่ 1


เมื่อถามว่าฝ่ายค้านออกมาระบุว่าจะชำแหละร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 นั้น ส่วนตัวมองอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ดีครับ เป็นประโยชน์เพราะขณะนี้ พ.ร.บ.งบประมาณเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ทุกฝ่ายในฐานะสมาชิกมีหน้าที่ในการตรวจสอบความเหมาะสมและเราจะไปลงในชั้นกรรมาธิการ ในวาระที่ 2 เพื่อดูว่าตรงไหนเป็นไขมันก็ต้องรีดออก ตรงนี้เป็นประโยชน์กับสภากับงบประมาณแผ่นดิน และเป็นประโยชน์กับรัฐบาล จริง ๆ บทบาทไม่ต่างกันเพราะสส.ของพรรคเพื่อไทยจะมาดูและตรวจสอบงบประมาณเช่นเดียวกัน หากตรงไหนที่เป็นจุดบกพร่องอ่อนด้อย ก็เป็นข้อแนะนำที่เสนอกันในสภาเป็นปกติ ก็ยินดี


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #พรบงบประมาณปี70


พรรคประชาชน ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากชาว กทม. ที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพ (สก.) และ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 


พรรคประชาชน ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากชาว กทม. ที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพ (สก.) และ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 น.ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ พร้อม สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน แถลงข่าว ขอบคุณชาว กทม. ที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสภากรุงเทพ (สก.) และ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ


นายปิยรัฐ จงเทพ และ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ทุกคนที่ออกมาใช้สิทธิ์ในครั้งนี้ ในนาม สส. กรุงเทพฯ ทุกคน ขอแสดงความยินดีกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ สก. ทุกคน ทุกเขต ยินดีมาก ๆ ที่จะได้ร่วมงานกัน สส. ทุกคน พร้อมจะผลักดันวาระสำคัญให้กับกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติกรุงเทพมหานครฯ ในส่วนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชนทางพรรคจะมีการแถลงต่อไป เนื่องจากว่าจะมีการประชุมสภาฯ 4 วัน จึงขออภัยพี่น้องทุกคนที่ยังไม่ได้เข้าไปขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ หลังจากประชุมเสร็จในวันเสาร์อาทิตย์จะเข้าไปขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งกรุงเทพมหานคร #กรุงเทพมหานคร




”ชัชชาติ“ ประกาศชัยชนะ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง เผย "ดร.โจ" โทรฝากนโยบาย ลั่นจะทำให้ดู กรุงเทพฯ ต้องขึ้นมาเป็นเมืองชั้นนำของโลก

 


”ชัชชาติ“ ประกาศชัยชนะ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง เผย "ดร.โจ" โทรฝากนโยบาย ลั่นจะทำให้ดู กรุงเทพฯ ต้องขึ้นมาเป็นเมืองชั้นนำของโลก


เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.69 เวลา 20.05 น. ที่สเตเดียมวัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แถลงประกาศชัยชนะ จากผลคะแนนที่นำโด่ง มาเป็นอันดับ 1 โดยกล่าวว่า ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่โหวตให้เราและไม่ได้โหวตให้เรา ซึ่งต้องบอกว่าผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปงานหนักมาก เพราะจะต้องมีภารกิจสำคัญซึ่งได้บอกกับทีมงานว่า งานที่ได้จะหนักกว่าคราวที่แล้ว ต้องตั้งไจทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเราสัญญาว่าจะต้องรับใช้ทุกคนทางที่เลือกเราแล้วไม่เลือกเรา แล้วถ้า กกต. คอนเฟิร์มเรา สิ่งแรกที่ทำก็จะนำแผนทั้ง 260 แผน มาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ และจัดลำดับความสำคัญ 100 วันว่าจะทำอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆคือต้องทำสิ่งที่ยากก่อนเพราะต้องใช้เวลานาน ส่วนสิ่งที่ประชาชนมีความกังวลในช่วงเลือกตั้งเรื่องปัญหาการ ทุจริตจะต้องสร้างความโปร่งใส ซึ่งจะต้องทำให้เข้มข้นต่อไป


“ดร.โจ ได้โทรหาผมและได้ฝากนโยบาย และผมก็ได้ดูนโยบายของผู้สมัครหลายคน ซึ่งมีเรื่องที่ดีอยู่เยอะ โดย ดร.โจ ฝากเรื่องศูนย์เด็กเล็ก การป้องกันน้ำท่วม การลอกท่อ ก็อยากให้มีการสานต่อ เราก็ต้องทำต่อ และแม้ว่าจะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วทุกคนก็จะเป็นพันธมิตรที่มาช่วย พัฒนากรุงเทพฯ ต่อ ขอบคุณทีมงานทุกคนที่มาช่วยกัน ซึ่งในเวลาระยะเวลา 4 ปี ผมจะทำให้ดูว่ากรุงเทพฯ จะต้องเป็นเมืองที่ขึ้นมาอยู่ชั้นนำ และสามารถแข่งขันกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกได้” นายชัชชาติ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้งผู้ว่ากทม #ชัชชาติสิทธิํิพันธุ์




วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ปชน. ขอบคุณทุกคะแนน-เดินหน้าทำงานต่อ รับผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา แสดงความยินดี ‘ชัชชาติ’ คว้าชัย พร้อมใช้ ส.ก. ผลักดันนโยบายต่อ เดินหน้าตรวจสอบ ดันงบเพื่อคนกรุงเทพฯ รับ ปชน. ต้องทำงานให้หนักขึ้น ไม่ย่อท้อ-พร้อมพิสูจน์ตัวเองให้คนกรุงเชื่อมั่นให้ได้

 


ปชน. ขอบคุณทุกคะแนน-เดินหน้าทำงานต่อ รับผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา แสดงความยินดี ‘ชัชชาติ’ คว้าชัย พร้อมใช้ ส.ก. ผลักดันนโยบายต่อ เดินหน้าตรวจสอบ ดันงบเพื่อคนกรุงเทพฯ รับ ปชน. ต้องทำงานให้หนักขึ้น ไม่ย่อท้อ-พร้อมพิสูจน์ตัวเองให้คนกรุงเชื่อมั่นให้ได้


วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาชน และ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ร่วมแถลงต่อสื่อมวลชนหลังรับทราบผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) อย่างไม่เป็นทางการ


ณัฐพงษ์ระบุว่า แม้ผลยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่แนวโน้มจากตัวเลขล่าสุดก็พบว่า ผลในส่วนผู้ว่าฯ กทม. เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ น่าจะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป จึงขอแสดงความยินดีกับชัชชาติ และขอบคุณประชาชนทุกคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งสองสนาม 


ส่วนสนามพัทยา เท่าที่ได้ติดตามล่าสุด พรรคประชาชนยังไม่ได้รับชัยชนะในสนามนายกเมืองพัทยาเช่นกัน แต่ยังคงต้องติดตามผลการเลือกตั้ง ส.ม. ต่อไปว่าพรรคประชาชนจะได้กี่ที่นั่งอย่างไร จากนี้ไปพรรคประชาชนยังคงจะเดินหน้าผลักดันวาระที่ก้าวหน้าให้กับเมืองต่อ รวมถึงการผลักดันในการเมืองระดับประเทศด้วย


ทางด้านชัยวัฒน์กล่าวว่า ขอขอบคุณชาวกรุงเทพฯ ทุกคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันนี้ ขอบคุณผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้กับตนและ ส.ก. ของพรรคประชาชน และขอแสดงความยินดีกับชัชชาติในฐานะผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง หลังจากนี้จะมี ส.ก. ของพรรคประชาชนเข้าไปทำงานในสภา กทม. จึงหวังว่านโยบายที่พรรคประชาชนมุ่งมั่นจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีขึ้นจะได้รับการผลักดันต่อไป


ในส่วนของตนเอง จะยังคงมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน ทั้งการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างที่ได้นำเสนอไป เพื่อเป้าหมายทำให้คุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ดีขึ้น และเป้าหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยให้ก้าวหน้า ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทตำแหน่งใด ชัยวัฒน์กล่าวว่า ยินดีจะมุ่งมั่นทำงาน แสดงความตั้งใจให้ประชาชนได้เห็นต่อไป ขอขอบคุณผู้สนับสนุน ทีมงาน และอาสาสมัครที่ช่วยผลักดันให้สามารถผ่านการเลือกตั้งในครั้งนี้มาได้


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า การทำงานต่อไปในภายภาคหน้า ยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับสภา ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการต่างๆ ที่ยังสามารถเข้าไปมีบทบาทสนับสนุนการทำงานของพรรคได้ รวมถึงการผลักดันให้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ ที่นำเสนอไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งตนจะผลักดันร่วมกับ ส.ก. ที่ผ่านเข้าไปในสภา กทม. ได้


ขณะที่พิจารณ์ เลขาธิการพรรค ระบุว่า จากระบบนับคะแนนภายใน ล่าสุดเชื่อว่าจำนวน ส.ก. ที่ชนะจะใกล้เคียงหรือว่ามากกว่าจำนวนที่เคยได้เมื่อปี 2565 แต่บทบาทและหน้าที่ของ ส.ก. ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯ ส่วนหนึ่งคือการผลักดันข้อบัญญัติที่เป็นประโยชน์ต่อคนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างระบบที่ดีไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่มากกว่านั้นคือ การผลักดันงบประมาณเพื่อให้เงินทุกบาทเกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าที่สุด


นอกจากนี้ยังมีเรื่องการตรวจสอบที่ควบคู่ไปกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งการตรวจสอบฝ่ายบริหารไม่ใช่แค่การตรวจหาการทุจริตเทานั้น แต่รวมไปถึงการตรวจสอบนโยบาย งบประมาณ หรือโครงการที่ตั้งมา ว่าตอบสนองความต้องการหรือแก้ไขปัญหาของประชาชนหรือไม่ ดังนั้น ส.ก. ที่ใกล้ชิดกับประชาชนจะช่วยเป็นเครื่องมือและพาหนะที่จะนำเอาความทุกข์ร้อนของประชาชนเข้าไปพูดในสภา ให้ฝ่ายบริหารได้รับทราบ และผลิตออกมาเป็นโครงการผ่านการใช้จ่ายงบประมาณต่อไป


พิจารณ์กล่าวต่อไปว่าทุกการเลือกตั้งมีความเป็นไปได้ที่ผลการเลือกตั้งจะออกมาได้ทุกรูปแบบ แม้พรรคประชาชนตั้งแต่เป็นอนาคตใหม่และก้าวไกลจะได้รับโอกาสจากคนกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้แปลว่าเราครองทุกเสียงของคนกรุงเทพฯ เป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะต้องพยายามสื่อสารนโยบาย วิสัยทัศน์ และวาระ ว่าเราอยากสร้างกรุงเทพฯ อย่างไร สุดท้ายอยู่ที่ว่าคนกรุงเทพฯ จะให้โอกาสมากพอหรือไม่


“แม้เราจะเคยแลนด์สไลด์ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเจ้าของทุกเสียงของประชาชน หน้าที่ของพรรคการเมืองคือการสร้างความไว้วางใจ ทำงานให้หนักยิ่งขึ้น การทำงานท้องถิ่นก็ต้องเดินหน้าทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจมุ่งมั่น การเมืองภาพใหญ่สภาผู้แทนราษฎรก็เช่นกัน” พิจารณ์กล่าว


พิจารณ์ยังกล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนต้องทำงานให้หนักยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนเห็นว่าการเปิดประตูให้พรรคประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปบริหารกรุงเทพฯ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และกล่าวต่อไปว่า วิธีคิดของประชาชนในการใช้สิทธิอาจจะแตกต่างกัน ระหว่างสนามใหญ่กับสนามท้องถิ่น แต่นั่นก็ไม่อาจเป็นคำแก้ตัวได้ พรรคประชาชนต้องทำงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้นเรื่องของนโยบายและวาระที่จะเข้าไปผลักดันต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน








“นิด้าโพล” เปิดผล Exit Poll คนกทม.เทใจให้ “ชัชชาติ“ นั่งผู้ว่าต่อ 73.70% ด้าน“มัลลิกา” ที่ 2ได้12.10% ขณะ โจ ชัยสัฒน์ ที่ 3 ได้8.37%

 


“นิด้าโพล” เปิดผล Exit Poll คนกทม.เทใจให้ “ชัชชาติ“ นั่งผู้ว่าต่อ 73.70% ด้าน“มัลลิกา” ที่ 2ได้12.10% ขณะ โจ ชัยสัฒน์ ที่ 3 ได้8.37%


วันที่ 28 มิถุนายน 2569 นิด้าโพล เปิดผล Exit Poll ทำนายผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 หลังปิดหีบเลือกตั้ง


ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ทำนายผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร


จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า


อันดับ 1 ร้อยละ 73.70 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)


อันดับ 2 ร้อยละ 12.10 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)


อันดับ 3 ร้อยละ 8.37 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)


อันดับ 4 ร้อยละ 3.43 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)


อันดับ 5 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)


และร้อยละ 1.00 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสมัย ละเลิศ (อิสระ) นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) นายคมสัน พันธุ์ชาติกุล (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ (อิสระ) นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) นายประยูร ครองยศ (อิสระ) นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิด้าโพล #เลือกตั้งผู้ว่า2569 #เลือกตั้งสก2569