วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เด็กจะเติบโตได้ดี เมืองต้องมีส่วนช่วย “ชัยวัฒน์” ชูบทบาท กทม. พัฒนาเยาวชนตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กถึงสนามกีฬา

 


เด็กจะเติบโตได้ดี เมืองต้องมีส่วนช่วย “ชัยวัฒน์” ชูบทบาท กทม. พัฒนาเยาวชนตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กถึงสนามกีฬา 


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน ลงพื้นที่เขตหนองจอก พร้อมด้วย หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตหนองจอก เบอร์ 1 และ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ทีมบริหาร กทม.ประชาชน เพื่อนำเสนอนโยบายเพิ่มบทบาทของกรุงเทพมหานครในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ตนได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนแผ่นดินทองอินดารุลมีนา เพื่อรับฟังความต้องการของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน (ศพด.) และพบกับครูฟ้าใส ซึ่งเป็นครูประจำศูนย์ โดยครูฟ้าใสนอกจากจะเป็นครูใน ศพด. แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมผลักดันข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ร่วมกับ เอกกวิน โชคประสพรวย ผู้สมัคร ส.ก. เขตราชเทวี พรรคประชาชน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ข้อบัญญัติที่พรรคประชาชนผลักดันในครั้งนั้นมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของกรุงเทพฯ ทั้งการปรับนิยามศูนย์ให้ครอบคลุมมากขึ้น การยกระดับสถานะผู้ดูแลเด็ก การปรับเกณฑ์อายุเด็กที่เข้ารับการดูแล และการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ของเด็ก


อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของพรรคประชาชนไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องการพัฒนา ศพด. ให้ตอบโจทย์ครอบครัวคนกรุงเทพฯ มากขึ้น ทั้งการรับดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ขยายเวลาเปิดถึง 18.00 น. เปิดพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัวในวันเสาร์-อาทิตย์ ลงทุนปรับปรุงศูนย์ให้ได้มาตรฐาน และสร้างความมั่นคงในการจ้างงานให้ครูและพี่เลี้ยงเด็กตามกฎหมายแรงงาน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า การพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพไม่ได้มีเพียงเรื่องการเลี้ยงดู แต่ยังรวมถึงเรื่องสุขภาพด้วย ตนได้เดินทางไปยังศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา ซึ่งเป็นสนามกีฬาในร่มแบบมัลติสปอร์ตขนาดใหญ่ รองรับได้สูงสุด 12,000 คน เพื่อเสนอแนวคิดพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์สำหรับประชาชน รวมถึงยกระดับสนามกีฬาและศูนย์กีฬาของ กทม. ในพื้นที่อื่น ๆ ให้ได้มาตรฐาน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนยังมีนโยบายด้านกีฬาอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น City Run กรุงเทพฯ วิ่งสร้างเมือง และ Bangkok Food Marathon ที่เชื่อมกีฬา อาหาร และการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพของคนกรุงเทพฯ และเศรษฐกิจเมืองไปพร้อมกัน รวมถึงสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้ออกกำลังกายและแสดงศักยภาพของตนเอง


ตนและพรรคประชาชนเชื่อว่าเด็กและเยาวชนในกรุงเทพฯ มีความสามารถ แต่ยังขาดพื้นที่ในการแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ และหลายครั้งเมื่อมีการเปิดพื้นที่แล้วก็ไม่มีระบบรองรับหรือสานต่อโอกาสให้เยาวชน จึงต้องการผลักดัน Bangkok Youth League ลีกกีฬาเยาวชนระดับเมือง ให้ทั้ง 50 เขตส่งทีมตัวแทนเข้าแข่งขันในระบบเดียวกัน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลนักกีฬา เปิดทางให้สโมสร มหาวิทยาลัย และแมวมองเข้าถึง เพื่อให้เยาวชนของกรุงเทพฯ มีโอกาสเติบโตต่อจากความสามารถของตนเองได้จริง


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า เมืองต้องมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัย แต่ต้องเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยในฐานะพ่อคนหนึ่ง ตนเข้าใจดีว่าผู้ปกครองทุกคนต่างต้องการเห็นลูกเติบโตอย่างมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม


การพัฒนาเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ภาระของครอบครัวเพียงลำพัง เมืองเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการเติบโตของเด็กได้เช่นกัน พวกเราพรรคประชาชนจึงเสนอชุดนโยบายเลี้ยงลูกง่าย เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ และทำให้การเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน









“ศิริกัญญา” อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ “ทำโทษลูกกตัญญู” ซัดตรรกะย้อนแย้ง ตัดสิทธิพ่อแม่เพียงเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี

 


“ศิริกัญญา” อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ “ทำโทษลูกกตัญญู” ซัดตรรกะย้อนแย้ง ตัดสิทธิพ่อแม่เพียงเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยมีการปรับเกณฑ์การคัดเลือกให้ละเอียดขึ้น ซึ่งนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนถึงความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดู


ศิริกัญญากล่าวว่า เกณฑ์ดังกล่าวมีความย้อนแย้งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามเกณฑ์ภาษีในปัจจุบัน บุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ไปหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่ารัฐสนับสนุนให้บุตรส่งเงินให้บิดามารดาใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 บาท แต่หากบุตรนำสิทธินี้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเมื่อใด บิดามารดากลับต้องถูกตัดสิทธิการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในทันที


ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ทั้งที่เกณฑ์รายได้ของผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกกำหนดไว้ว่าต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งหากนำเงินที่บุตรส่งให้เพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีมารวมกับรายได้ของบิดามารดา อย่างไรยอดรวมก็ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่ารัฐบาลนำเหตุผลใดมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิทธิประชาชนกลุ่มนี้


“เกณฑ์แบบนี้กลายเป็นการทำโทษลูกกตัญญู ถ้าหากรัฐบาลให้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะบุพการีได้ถึง 100,000 บาทก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เอาอะไรไปตัดสิทธิเขา” ศิริกัญญากล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“ณัฐพงษ์” ชงตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ชี้มีข้อพิรุธหลายประการ รัฐบาลอ้างเยียวยาประชาชนบังหน้า ยัดไส้โครงการพลังงานทั้งที่ไม่เร่งด่วน ยกข้อเสนอพรรคประชาชน เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทำได้ รัฐบาลไม่ต้องกู้สักบาท

 


“ณัฐพงษ์” ชงตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ชี้มีข้อพิรุธหลายประการ รัฐบาลอ้างเยียวยาประชาชนบังหน้า ยัดไส้โครงการพลังงานทั้งที่ไม่เร่งด่วน ยกข้อเสนอพรรคประชาชน เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทำได้ รัฐบาลไม่ต้องกู้สักบาท 


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนรู้สึกผิดหวังกับกระบวนการที่เกิดขึ้น ตนเสนอญัตตินี้เป็นญัตติด่วน แต่สุดท้ายได้รับการวินิจฉัยว่าไม่ใช่ญัตติด่วน ทำให้เราต้องเสียเวลาของสภาในการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณใน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ ทั้งที่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เพราะในปัจจุบันตนเห็นพิรุธ เห็นเหตุผิดปกติหลายอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว และเห็นอีกหลายอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า ซึ่งหากวันนี้สภาไม่ได้มีมติในการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาและตรวจสอบ ก็อาจทำให้การใช้จ่ายงบประมาณในส่วนนี้ขาดความโปร่งใส


หากดูตามมาตรา 7 และมาตรา 8 ของ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ก็จะเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อให้อำนาจฝ่ายบริหารในการคิดเอง ชงเอง กินเอง คือทำโครงการเอง อนุมัติโครงการเอง ใช้เงินโครงการเองล้วน ๆ แล้วเมื่อใช้เสร็จค่อยมารายงานต่อสภาในภายหลัง


ดังนั้น หากทุกคนเห็นตรงกันว่า พ.ร.ก. นี้คือช่องทางอำนาจพิเศษของรัฐบาลเอง ก็จะต้องจำกัดขอบเขตในการใช้งบประมาณในส่วนนี้เท่าที่จำเป็น ซึ่งหากเราเห็นตรงกันในหลักการนี้ ก็จะต้องลงไปดูรายละเอียดของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย 2 แผนงาน


แผนงานแรก คือส่วนของเงินเยียวยา 2 แสนล้านบาท ซึ่งตนขอลงรายละเอียดบางส่วนในแผนงานแรก คือเงิน 18,800 ล้านบาท ที่รัฐบาลลักไก่โดยการนำเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ไปโปะให้กับกองทุนประชารัฐสวัสดิการ รัฐบาลจะไม่ทราบเลยหรือว่าเงินกองทุนดังกล่าวแต่ละปีต้องใช้งบประมาณเท่าไร ที่ผ่านมาตั้งงบประมาณมาขาดทุกปี โดยเอาเงินคงคลังไปจ่ายก่อน แล้วค่อยมาตั้งงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี


รัฐบาลมีวิธีที่จะจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้เพียงพอต่อกองทุน แต่กลับไม่ทำ และเลือกใช้วิธีการลักไก่เอาง่าย ๆ โดยเอาเงินกู้จาก พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวไปโปะในกองทุน นี่คือข้อสังเกตหรือข้อพิรุธประการแรก


ข้อพิรุธอีกหนึ่งประการ คือแผนงานที่สอง วงเงิน 2 แสนล้านบาท ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ในก้อนนี้ตนมั่นใจว่ามีข้อพิรุธ 100% ทั้ง 2 แสนล้านบาท ที่ตนกล้ากล่าวเช่นนี้ เพราะสิ่งที่เราต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลไปกู้มา คือประชาชนต้องการไฟฟ้าที่ถูก สะอาด และเป็นธรรม 


ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ จะต้องทำเรื่องการเปิดเสรีพลังงานควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานไฟฟ้าสะอาดในประเทศไทย จะช่วยลดภาระค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายได้ราว 20-30%


ซึ่งการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาทของรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่สามารถทำให้เราทำแบบนั้นได้ 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ตนขอนำเสนอข้อมูลที่พรรคประชาชนได้ศึกษามาตั้งแต่สภาชุดที่แล้วว่า แผนในการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศให้ถูก สะอาด และเป็นธรรม ต้องทำในระยะยาว 12 ปี โดยมีแผนงานที่ชัดเจน แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี ใช้งบลงทุนรวมทั้งสิ้น 400,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องกู้เองสักบาท


โดยเริ่มจากการลงทุนในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ก่อนขยายสู่ภูมิภาคอื่น และยกระดับสู่ระบบ Smart Grid เต็มรูปแบบทั่วประเทศในระยะสุดท้าย หากเราลงทุนให้ถูกจุด จะเป็นการเปิดประตูให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตและซื้อขายพลังงานไฟฟ้าสะอาดของภูมิภาคนี้


ตนขอยกตัวอย่างว่า หากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop รัฐบาลก็สามารถทำผ่านมาตรการ On-Bill Financing ได้ หากรัฐบาลต้องการช่วยลดต้นทุนของพี่น้องเกษตรกรด้วยการสนับสนุนโซลาร์ภาคการเกษตร ก็สามารถทำผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือหากรัฐบาลบอกว่าเงินในกองทุนไม่พอ ก็สามารถดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผ่านโมเดลบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) ได้ มาตรการเหล่านี้ประชาชนและเกษตรกรไม่ต้องลงทุนเอง เพราะบริษัทเอกชนหรือการไฟฟ้าเป็นผู้ลงทุน


หากต้องการให้มีการลงทุนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งภาคเอกชนมีการแข่งขันกันอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน หากต้องการลงทุนในระบบสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ 3 การไฟฟ้า ก็มีงบลงทุนรองรับอยู่แล้ว หรือหากกังวลว่างบจะไม่พอ ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานได้ ซึ่งมีเอกชนจำนวนมากพร้อมจะลงทุน เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต และสุดท้ายหากจะอ้างว่าต้องมีโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เป็นพลังงานหมุนเวียน ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเอง รัฐบาลเพียงให้สัมปทานแก่เอกชน รัฐบาลก็ไม่ต้องกู้เองสักบาท


ที่ตนได้ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ต้องกู้เองสักบาท ตนจึงบอกว่าข้อพิรุธใน พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ คือเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเป็นเพียงข้ออ้าง รัฐบาลอาศัยช่วงวิกฤตในตะวันออกกลางมาเสกเงินออก พ.ร.ก.เงินกู้ แล้วใช้ช่องทางพิเศษที่สภาไม่ต้องอนุมัติโครงการ รัฐบาลอนุมัติเอง เปิดประมูลเอง แบบล็อกสเปก อย่างที่เห็นในกรณี AI-TH Passport ที่มีเครือข่ายใกล้ชิดกับรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินเข้ามารับงานประมูลภาครัฐ นี่คือสิ่งที่พวกตนกังวล เมื่อผู้รับเหมาได้เค้กก้อนโต จะมีการจ่ายเงินทอนกลับมาที่นักการเมืองบางกลุ่ม หรือพรรคการเมืองบางพรรคที่อยู่ในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่


ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ตนมองว่าเป็นข้อพิรุธอย่างมาก หาทำ และลักไก่ ที่สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญเข้ามาติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนนี้ให้มีความโปร่งใสมากที่สุด หากจะบอกว่าตนกล่าวอ้างเกินจริง ก็ขอให้รัฐบาลกางแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานออกมาว่าแผนเป็นอย่างไร และทำไมรัฐบาลต้องเข้ามากู้เองในจุดนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“พริษฐ์” ถามกระทู้ปมแชทอธิบดีกรมการปกครอง “ช่วยน้ำเงินด้วย” จี้เปิดให้ทุกพรรคร่วมกระบวนการสอบสวนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเงินตรวจน้ำเงินกันเอง ตั้งคำถามอธิบดีได้ใช้อำนาจเพื่อแทรกแซงและช่วยน้ำเงินในการเลือกตั้งหรือไม่ โยงเงื่อนงำปมบาร์โค้ดบนบัตร-โยกย้ายนายอำเภอ 300 กว่าคนก่อนเลือกตั้ง

 


“พริษฐ์” ถามกระทู้ปมแชทอธิบดีกรมการปกครอง “ช่วยน้ำเงินด้วย” จี้เปิดให้ทุกพรรคร่วมกระบวนการสอบสวนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเงินตรวจน้ำเงินกันเอง ตั้งคำถามอธิบดีได้ใช้อำนาจเพื่อแทรกแซงและช่วยน้ำเงินในการเลือกตั้งหรือไม่ โยงเงื่อนงำปมบาร์โค้ดบนบัตร-โยกย้ายนายอำเภอ 300 กว่าคนก่อนเลือกตั้ง 


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกรณีที่มีการออกมาเปิดเผยถึงข้อความในแชท LINE ของอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ขอให้อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน


โดยพริษฐ์ระบุว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนมาจนถึงรัฐบาลชุดนี้ นายกรัฐมนตรีได้ตั้งตัวเองมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และในการแบ่งงานในกระทรวงมหาดไทยทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง อนุทินก็ได้มอบหมายให้ตัวเองกำกับดูแลงานของกรมการปกครอง จึงสมควรที่สุดที่จะเป็นผู้ตอบคำถาม ถึงกรณีที่ รุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้เปิดหลักฐานแชท LINE ประมาณหนึ่งเดือนก่อนการเลือกตั้งกับ นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย มาเปิดเผย 


โดยข้อความสนทนามีการรายงานผลโพลของการเลือกตั้งในพื้นที่ ซึ่งนฤชาได้ตอบกลับมาว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” และรุ่งเรืองก็ตอบกลับไปว่า “100% ครับนาย” เมื่ออธิบดีกรมการปกครองถูกถามเรื่องนี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าแชทดังกล่าวไม่ได้เป็นแชทจริง แต่ให้เหตุผลว่า LINE ของตัวเองนั้นเปิดเป็นสาธารณะและเชื่อมต่ออยู่ในหลายอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ได้อยู่ในโทรศัพท์มือถือของตัวเองเพียงเครื่องเดียว จึงอาจมีผู้อื่นไปเขียนข้อความดังกล่าวแทนได้ 


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าคำอธิบายและข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น ระบบและนโยบายของ LINE กำหนดไว้ชัดอยู่แล้วว่าบัญชีของแต่ละบุคคลจะเข้าถึงพร้อมกันได้ไม่กี่เครื่อง นอกจากเครื่องหลักแล้วจะมีอุปกรณ์รองที่เข้าถึงได้ จำกัดแค่ประเภทละหนึ่งเครื่องเท่านั้นโดยประมาณ และหากจะมีเครื่องอื่นที่เข้าถึงบัญชีของอธิบดี ก็ต้องเป็นอธิบดีในฐานะเจ้าของบัญชีหลักที่ไปกดอนุมัติให้เข้าถึงได้ อีกทั้งแม้หากอธิบดีไปล็อกอินในเครื่องอื่นทิ้งไว้แล้วลืมออกจากระบบ แล้วมีใครไปใช้เครื่องนั้นเพื่อพิมพ์ข้อความแทนอธิบดี ข้อความดังกล่าวก็ต้องเด้งขึ้นมาในโทรศัพท์ของอธิบดีกรมการปกครองด้วยเช่นกัน


แม้ตนเข้าใจดีว่ามีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ารายชื่อของผู้สมัครในภาพโพลที่มีการส่งนั้นอาจมีรายชื่อบางคนที่คลาดเคลื่อน และมีบางคนออกมาตั้งคำถามนี้เจตนาของอดีตจังหวัดว่าทำไมถึงออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ตอนนี้ แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้นไม่ได้หักล้างความมีพิรุธของคำชี้แจงของอธิบดีกรมการปกครอง ดังนั้น ตนจึงขอถามว่า 1) รัฐมนตรีเชื่อในคำชี้แจงข้อแก้ตัวของอธิบดีกรมการปกครองหรือไม่ 2) คณะกรรมการสอบสวนที่นายกรัฐมนตรีบอกสัปดาห์ที่แล้วว่าจะตั้งขึ้น ได้มีการตั้งขึ้นมาแล้วหรือยัง จะสอบสวนเสร็จเมื่อไหร่ มีใครบ้าง แล้วจะวางหลักเกณฑ์การทำงานอย่างไรให้มั่นใจได้ว่ามีความโปร่งใสและเป็นอิสระ


3) จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการสอบสวนครั้งนี้ จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่รัฐมนตรี ข้าราชการ หรือผู้ทรงคุณวุฒิสีน้ำเงิน เพราะเมื่ออธิบดีเคยส่งข้อความบอกให้ช่วยน้ำเงินด้วย ตอนนี้สิ่งที่สังคมกลัวคือเดี๋ยวน้ำเงินจะมาช่วยอธิบดีด้วยเช่นกัน เพื่อตอบแทนกันและเพื่อไม่ให้ตายกันยกแผง 4) ระหว่างการสอบสวนจะสั่งให้อธิบดีหยุดปฎิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ หรือจะปล่อยให้อยู่ในอำนาจและเตรียมฟ้องคนที่มาตรวจสอบการทำหน้าที่ของตัวเอง และ 5) รัฐมนตรีพร้อมจะสนับสนุนให้สภาแห่งนี้ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมหรือสังเกตการณ์กระบวนการสอบสวนดังกล่าวหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าอย่างน้อยจะมีตัวแทนสีส้ม สีแดง สีฟ้า สีเขียว เข้าไปเป็นหูเป็นตาโดยไม่ปล่อยให้สีน้ำเงินตรวจสอบและช่วยเหลือกันเอง


ในส่วนของเจเศรษฐ์ ได้ตอบคำถามโดยระบุว่าที่ผ่านมาอธิบดีกรมการปกครองได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งมาถึงเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยว่ามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ และถ้ามีข้อมูลที่ติดใจก็จะนำไปสู่การสอบสวนต่อไป ส่วนที่ถามว่าตนเชื่อในส่วนของคำชี้แจงหรือไม่ ตนใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจไม่ได้ ตนเชื่อในการพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ และตนก็เชื่อว่ากระบวนการด้านเทคโนโลยีสามารถตามรอยหรือตรวจสอบได้อย่างแน่นอน


ส่วนที่ถามว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมได้หรือไม่ วันนี้เรามีคณะกรรมาธิการอยู่แล้ว สามารถดึงเรื่องไปที่กรรมาธิการการปกครองก็ได้ มีทั้งสมาชิกจากซีกรัฐบาลและซีกฝ่ายค้านอยู่แล้ว ส่วนที่ถามว่าคนตรวจสอบกับคนถูกร้องเป็นพวกเดียวกันสีเดียวกันหรือไม่ แน่นอนว่ามหาดไทยสีเดียวกันหมดคือสีกากี กระทรวงมหาดไทยต้องมีการตรวจสอบรวมถึงการชี้แจงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณา และยังมีหลายมูลเหตุ เช่น ทำไมถึงเพิ่งออกมาบอกตอนนี้หลังจากเวลาผ่านไปแล้ว 5 เดือน ทำไมผู้ร้องไม่ร้องในวันนั้น ก็ต้องมีการสืบสวนกันต่อไป


ในส่วนของพริษฐ์ ได้ถามกระทู้ต่อว่าถือว่ารัฐมนตรีรับปากแล้วว่าจะให้ความร่วมมือในกระบวนการตรวจสอบของกรรมาธิการ เข้าใจว่ากรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ มีการบรรจุวาระเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือเรื่องการเข้าถึงข้อมูลและการมาชี้แจงด้วยตนเองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป ในส่วนของกระบวนการตรวจสอบของฝ่ายบริหารที่จะมีการดำเนินการ แม้วันนี้ยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด ตนก็เห็นว่ารัฐบาลควรพิจารณาเปิดเผยให้ภาคส่วนอื่นเข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่ได้มีขบวนการที่น้ำเงินมาตรวจและช่วยน้ำเงินกันเอง


นอกจากนั้น ในประเด็นที่รัฐมนตรีบอกว่าจะต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความ LINE และยังได้พูดถึงเจตนาของผู้มาเปิดเผยข้อมูลว่าอาจมีเจตนาซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ ตนย้ำว่าประเด็นดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญ เจตนาของผู้เปิดข้อมูลจะเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ว่าเจตนาของอดีตปลัดจังหวัดจะเป็นเช่นไร มันไม่อาจหักล้างข้อพิรุธของคำชี้แจงของอธิบดีกรมการปกครองไปได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อธิบดีกรมการปกครอง #ช่วยน้ำเงินด้วย

"หมอเหวง" แสดงความเห็นต่างในฐานะมิตร ในขบวนการประชาธิปไตยประชาชน

 


"หมอเหวง" ขอแสดงความเห็นต่างในฐานะมิตรในขบวนการประชาธิปไตยประชาชน


อย่าเอาสงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประธานเหมาเข้ามาเกี่ยวข้องเลย


เหมาเจ๋อตง ว่าด้วย “แนวร่วมประชาชาติ” เป็นการประสานใช้ “ลัทธิมาร์กซ-ลัทธิเลนิน”เข้ากับความเป็นจริงของการปฎิวัติประเทศจีนในสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นก่อสงครามรุกรานยึดครองประเทศจีน


เป้าหมายของเหมาเจ๋อตง ก็คือ “สามัคคีประชาชาติจีนทั้งมวล เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น” ดังนั้น แม้แต่เจียงไคเช็คที่เป็น ปฏิปักษ์กับพรรคอมมิวนิสต์จีน ต้องรบกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งอำนาจรัฐเหนือประเทศจีน

 

แต่เมื่อมีการรุกรานยึดครองของ ศัตรูต่างชาติ ก็จำเป็นที่จะต้อง ยุติความขัดแย้งระหว่างกันไว้ชั่วคราว เพื่อร่วมมือกันสู้รบต่อต้านขับไล่ศัตรูต่างชาติให้พ้นไปจากประเทศจีนเสียก่อน


เรื่องเช่นนี้ ไม่ต้องใช้ลัทธิมาร์กซ ไม่ต้องใช้ลัทธิเลนิน หรือไม่ต้องใช้ลัทธิอะไรทั้งสิ้น ใช้สามัญสำนึกของประชาชนประเทศนั้น ก็สำนึกรู้ได้อย่างง่ายดายแล้วครับ


ยกเว้นเป็นพวกที่ ทรยศกบฏชาติ ทำตัวเป็นสมุนรับใช้ต่างชาติเท่านั้นครับ ที่ยังมุ่งหน้าในการที่ฆ่าฟันกันเองให้ยับเยินไปก่อน ที่จะร่วมมือกันขับไล่ต่างชาติผู้รุกรานยึดครอง

 

เพียงเพื่ออธิบายเรื่อง “สร้างแนวร่วมให้กว้างขวางที่สุด เพื่อทำลายศัตรูตัวที่ร้ายที่สุดให้ได้ก่อน” ไม่ต้องถึงกับ อ้างอิง ทฤษฎี เหมาเจ๋อตง ให้ดูเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ จนสามัญชนคนทั่วไป เกิดอาการชงักงัน ไม่กล้าถกเถียงโต้แย้งเลยครับ ความคิดธรรมดาสามัญทั่วไปก็คิดออกบอกกันได้ทุกคนอยู่แล้ว

 

แต่ที่ต้องระวังให้มากที่สุดคือ


“อย่าตัดตีนให้เข้ากับเกือก แต่ต้องตัดเกือกให้เข้ากับตีน”


ขออภัยที่ใช้ภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่เป็นภาษาที่หยาบคายแต่เป็นภาษา สามัญชน

 

กรณีของประธานเหมา เป็นกรณีของ สงครามประชาชาติ เป็นเรื่องที่ต้องสามัคคีทุกคนในชาติ ไปรบกับญี่ปุ่น แต่ของไทย ในขณะนี้ ไม่มีสงครามรุกรานยึดครองของต่างชาติ

 

แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดทางการเมืองเป็นของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

 

ดังนั้นจึงไม่มีต่างชาติที่ไหนเป็นศัตรู


แต่เป็นกลุ่มคนที่เป็นคนไทยด้วยกัน นี่แหละครับ


ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ต้องการให้อำนาจในมือที่พวกกลุ่มตนยึดกุมเอาไว้หลุดมือไปเป็นของประชาชน และการต่อสู้ก็ไม่ใช่การสู้รบเข่นฆ่ากันให้ตายพินาศยับเยินกันไปข้างใดข้างหนึ่ง


เพียงแต่เป็นการช่วงชิงการสนับสนุนทางการเมืองจากประชาชนให้ได้จำนวนข้างมากเด็ดขาดเท่านั้น

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปจับมือคล้องแขนกันกับคู่ตรงข้ามทางการเมืองของตนเพื่อไปทำลายศัตรูต่างชาติ

 

แต่เป็นเรื่องที่จะต้องทำให้ประชาชนชัดเจนว่า ฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่มุ่งมั่นหนักแน่นชัดเจนในการสถาปนาอำนาจทางการเมืองสูงสุดให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเกิดขึ้นให้ได้ในประเทศนี้


การไปนำเอาบุคคลระดับสมองที่เคยเป็น สถาปนิก เป็นวิศวกรทางโครงสร้างการเมืองให้กับฝ่ายที่ทำการยึดอำนาจรัฐประหาร เอาอำนาจทางการเมืองของประชาชนไปเป็นของกลุ่มทหารเผด็จการหยิบมือเดียว มาทำหน้าที่สำคัญให้กับผู้สมัครผู้ว่ากทม.ของพรรค

 

จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและกังขาเป็นอย่างยิ่งว่า แล้วที่พรรคการเมืองพรรคนี้ประกาศเป็นธงการเมืองสูงเด่นว่า

 

“ต้องการสถาปนาอำนาจทางการเมืองสูงสุดของประเทศนี้ให้เป็นของประชาชนนั้น มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่อย่างไร?”

 

และนี่เป็นเพียงการ แข่งขันกันในระดับ การเลือกตั้งผู้ว่า กรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเท่านั้น


พวกคุณยังลงทุนเอาบุคคลระดับปัญญาชนคนที่เคยเป็นสถาปนิกวิศวกรทางการเมืองให้กับคณะรัฐประหารมาเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมว่าที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพวกคุณเลยหรือครับ?

 

นี่คือ แก่นสำคัญของเรื่องในขณะนี้ครับ


อย่าไปเอา สงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประธานเหมาเข้ามาเกี่ยวข้องเลย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

ประวัติศาสตร์การสลายชุมนุมคนเสื้อแดง เมษา - พฤษภา53 ผ่านประสบการณ์ ทัศนะ ความรู้สึก นพ.สลักธรรม โตจิราการ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว #วาระรำลึก11ปีเมษาพฤษภา53

 


ประวัติศาสตร์การสลายชุมนุมคนเสื้อแดง เมษา - พฤษภา53

ผ่านประสบการณ์ ทัศนะ ความรู้สึก นพ.สลักธรรม โตจิราการ

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว #วาระรำลึก11ปีเมษาพฤษภา53


ลิ้งค์ยูทูป : https://www.youtube.com/watch?v=p6UOCTYaRO8


สวัสดีครับ วันนี้ผม นพ.สลักธรรม โตจิราการ จะขออนุญาตมาบอกเล่าประสบการณ์ ถึงเรื่องที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เนื่องในวาระครบรอบ 11 ปี ของเหตุการณ์การชุมนุมปี 2553


ในตอนนั้นผมก็จะขอเล่าให้ฟังสักเล็กน้อยนะครับว่าช่วงตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2553 ก็เป็นช่วงที่ผมเพิ่งจะเรียนจบคณะแพทย์ศาสตร์พอดี แล้วก็เป็นช่วงที่รอเริ่มไปทำงานที่โรงพยาบาลสระบุรี ในตอนนั้นเพื่อน ๆ ของผมคนอื่น ๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีความสนใจทางการเมืองก็ใช้เวลาไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่อย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่าหลังจากที่เรียนจบแล้วและเริ่มทำงานก็จะต้องทำงานกันหนัก แต่ว่าในตอนนั้นผมก็ได้ใช้เวลาในส่วนนั้นก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งต้องบอกว่าการที่เราจะเตรียมการเพื่อจะรับรองการชุมนุม มันได้เตรียมการกันมาตั้งแต่ช่วง มกรา-กุมภา จนมาถึงเดือนมีนาคม เพื่อที่จะรองรับผู้ชุมนุมซึ่งในตอนนั้นทาง นปช. ก็มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก


ผมเองก็ได้ช่วยคุณพ่อผม (หมอเหวง โตจิราการ) ซึ่งในตอนนั้นได้รับมอบหมายจากทาง นปช. ให้ดูแลในเรื่องของปัญหาทางสุขภาพอนามัยของผู้ที่มาร่วมชุมนุม โดยในด้านหนึ่งก็จะมีการประสานกับหน่วยพยายาลต่าง ๆ ในพื้นที่ของการชุมนุมซึ่งก็จะมีหลายหน่วยมาก ในอีกด้านหนึ่งก็คือประสานงานกับกลุ่มที่เป็นหน่วยดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งในตอนนั้นผมจำได้เลยว่าคุณพ่อผมได้เดินทางไปคุยกับทางศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินของกระทรวงสาธารณสุข บริเวณถนนติวานนท์ และได้ประชุมกับระดับหัวหน้าของศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินในตอนนั้นด้วย


หลังจากนั้นเมื่อเริ่มมีการชุมนุม ผมก็อยู่ในพื้นที่ชุมนุมบ้าง ได้รับมอบหมายว่าให้ช่วยประสานงานกับบรรดาหน่วยพยาบาลต่าง ๆ ถ้ามีอะไรที่ขาดเหลือจะได้แจ้งกับทางส่วนกลางเพื่อที่ว่าทางส่วนกลางสามารถที่จะสนับสนุน ก็จะได้นำสิ่งของไปสนับสนุนให้กับทางหน่วยพยาบาลเหล่านั้นเพิ่มเติม ซึ่งการชุมนุมก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย “สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ” ในตอนนั้นผมก็ได้เดินทางไปรอบ ๆ ในพื้นที่ชุมนุม ซึ่งเท่าที่ผมเห็นในตอนนั้นผมก้ไม่พบเห็นว่ามีอาวุธยุทโธปกรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นเลย ฉะนั้นผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีการใช้ความรุนแรงของอาวุธสงครามมาจากทางกลุ่มผู้ชุมนุม


ทีนี้ในช่วงนั้นผมก็เข้านอกออกในพื้นที่ชุมนุมอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นก็มีเหตุการณ์ที่ผมได้เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องที่สองก็คือ ถ้าท่านจำกันได้ก็คือว่าการที่กลุ่มผู้ชุมนุมเขาต้องการที่จะประท้วงด้วยการเจาะเลือดเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเรายินดีที่จะเสียเลือดเสียเนื้อ แต่ไม่ต้องการที่จะเสียเลือดเสียเนื้อในลักษณะของการบาดเจ็บหรือการเสียชีวิตจากการถูกปราบปรามหรือปะทะนองเลือด ก็เลยได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนนำเสนอแนวคิดเรื่องของการเจาะเลือดเพื่อแสดงออกถึงการประท้วง ซึ่งในตอนนั้นผมก็เข้าไปดูเพื่อให้การเจาะเลือดในพื้นที่ชุมนุมในตอนนั้นเป็นไปอย่างเรียบร้อยปลอดภัยไม่เป็นอันตราย



ปรากฏว่าจากการที่ผมเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม และปรากฏว่าเสื้อกาวน์ตัวหนึ่งที่ผมใส่เข้าไปมันมีตราคล้าย ๆ กับตราสัญลักษณ์ของทางกาชาดด้วย ในตอนนั้นก็มีการโจมตีผมอย่างหนัก แล้วก็มีความพยายามในการที่จะเล่นงานผมหลายด้าน ซึ่งความพยายามหนึ่งคือต้องการที่จะเล่นงานเพื่อไม่ให้ผมได้รับปริญญาบัตรแพทยศาสตร์บัณฑิตเลยด้วยซ้ำ ในตอนนั้นผมก็คิดว่า โอเค ถ้าเกิดว่าทางคณะแพทยศาสตร์ที่ผมเรียนอยู่เขาไม่ต้องการที่จะมอบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตให้ผมจริง ๆ ผมไม่เอาก็ได้นะ ผมมีสิทธิ์ที่จะไปทำอาชีพอื่น หรือไปเรียนอย่างอื่น แล้วก็มีสมอง มีสองมือ ในตอนนั้นก็กลายเป็นกระแสในคณะแพทยศาสตร์แห่งนั้น ที่ต้องการที่จะไม่ให้ผมได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ซึ่งถ้าผมไม่ได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ในตอนนั้นถึงจะสอบผ่านการสอบของทางแพทยสภาแล้วก็ตาม ผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นหมอ


ตอนนั้นเพื่อนที่โทรมาหาผมเพื่อที่จะบอกเล่าเหตุการณ์ที่มีความพยายามที่จะยับยั้งไม่ให้ผมได้รับปริญญาบัตร และเขาก็ดูค่อนข้างที่จะตกใจ ผมก็ขอบคุณเพื่อนไปหลาย ๆ คน ถึงแม้ว่าจะมีทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างจากผม เขาก็ยังเห็นว่าไม่สมควรที่จะไม่ให้ปริญญาบัตรกับผม ผมก็ขอขอบคุณท่านเหล่านั้นไว้ ณ ที่นี้ ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ซึ่งในอดีตก็เป็นแกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี และในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีจุดยืนทางการเมืองอาจจะตรงข้ามกับผม แต่ผมก็จำได้นะครับว่าอาจารย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ก็เป็นหนึ่งคนที่บอกว่าไม่ควรที่จะไม่ให้ปริญญาบัตรกับผม ซึ่งข้อหาในตอนนั้นที่ผมโดนก็คือ ใสเสื้อกาวน์ที่มีตราสีแดงคล้าย ๆ ตรากาชาดไป



แต่ว่าพอมาดูในภายหลังก็พบว่าพอการชุมนุมของ กปปส. ปี 2557 ปรากฎว่ามีบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนก็ได้ใช้ทั้งธงที่มีตราสัญลักษณ์กาชาดชัดเจนเลย และใส่เสื้อที่มีตราสัญลักษณ์กากบาดสีแดงคล้าย ๆ กาชาดชัดเจน มีการชูป้ายซึ่งใช้ถ้อยคำไม่สุภาพด้วยในการที่จะประท้วงรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในตอนนั้นก็ไม่ได้มีการสืบสวนสอบสวนบุคลากรทางการแพทย์เหล่านั้นอย่างเป็นระบบแต่อย่างใด สุดท้ายเรื่องก็ลงเอยโดยมีการเรียกผมไปตักเตือนที่คณะแพทยศาสตร์แห่งนั้น แต่ว่าผมก็ยังได้รับมอบปริญญาบัตรแพทยศาสตร์บัณฑิต เป็นแพทย์มาจนถึงทุกวันนี้


มีเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่ผมมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องด้วยก็คือ หลังจากวันที่ 10 เมษายนแล้ว วันรุ่งขึ้นถ้าจำไม่ผิดก็คือวันที่ 11 หรือวันที่ 12 เมษายน ในตอนนั้นทางสถาบันนิติวิทยาฯ ของโรงพยาบาลตำรวจ ก็ได้เชิญตัวแทนทางกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปดูกระบวนการผ่าศพพิสูจน์ ซึ่งมันเป็นไปตามกฎหมายของไทยที่จะต้องมีการผ่าศพพิสูจน์เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อสำคัญว่าผู้ตายคือใคร? สาเหตุของการเสียชีวิตคืออะไร? และมีหลักฐานอะไรที่อาจจะพอที่จะช่วยชี้บ่งอย่างเช่นว่า กระสุนที่ทำให้ผู้ตายเสียชีวิตมาจากทิศทางไหน? เข้าร่างกายทางไหน? ออกจากร่างกายจุดใด? และมีเศษวัตถุพยานอะไรอยู่ในร่างกายบ้าง


ซึ่งในตอนนั้นทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ส่งอาจารย์สองท่าน ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ก็คือ อาจารย์ชลน่าน ศรีแก้ว ในปัจจุบันนี้ท่านก็ยังเป็น สส. อยู่ ตอนนั้นท่านก็เป็น สส. แล้วก็อาจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ปัจจุบันทั้งสองท่านก็ยังอยู่ในพรรคเพื่อไทยทั้งคู่ ส่วนผมเองก็ได้ติดตามอาจารย์สองท่านนี้เข้าไปดูกระบวนการในการผ่าศพพิสูจน์ด้วย ในฐานะผู้ช่วยของอาจารย์ทั้งสองท่าน ซึ่งภาพของผู้เสียชีวิตในวันนั้นก็ยังอยู่ในใจของผมถึงทุกวันนี้


เท่าที่ผมจำได้ก็คือว่าศพของผู้เสียชีวิตจำนวนหลายศพมีการบาดเจ็บตรงบริเวณศีรษะ นั่นก็แปลว่าถ้าเกิดว่าผู้ที่ทำการยิงมีจุดมุ่งหมายที่จะเอาชีวิต เพราะว่าโดยทั่วไปแล้ว การที่คนเราจะใช้อาวุธปืนมาเล็งคนอื่น โดยปกติแล้วก็มักจะเล็งบริเวณลำตัวซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่มีโอกาสที่จะยิงถูกได้ง่ายมากกว่า แต่การเล็งบริเวณศีรษะแสดงว่ามีเจตนาถึงชีวิต ผู้ที่ใช้อาวุธเหล่านี้ก็ต้องมีความสามารถ มีความแม่นยำในการใช้อาวุธที่สูงกว่าคนอื่นโดยทั่ว ๆ ไป


ประเด็นที่สองก็คือว่า กระสุนที่มีการใช้ในการยิง ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นกระสุนของปืนไรเฟิลที่มีความเร็วสูง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีลักษณะของแผลที่มีความแตกต่างจากอาวุธชนิดที่เป็นปืนทั่ว ๆ ไป ก็คือเช่นปืนพก ก็คือว่ากระสุนของปืนไรเฟิลที่มีความเร็วสูง 1) กระสุนพวกนี้จะมีหัวแหลม จะมีความเร็วสูง เพราะฉะนั้นพลังงานในการทะลุทะลวงจะสูงมาก 2) กระสุนของปืนเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระสุนขนาด 5.56 X 45 มิลลิเมตร ของมาตรฐานนาโต้ ซึ่งกองทัพไทยใช้อยู่มักจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ปรากฎการณ์ที่เรียกว่าการเกิดช่องว่างชั่วคราว ก็คือว่าพอกระสุนทะลุเข้าไปในร่างกายก็จะเกิดการสั่นไหว ทำให้เกิดช่องว่างชั่วคราวภายใน ซึ่งช่องว่างชั่วคราวเหล่านี้มีเรี่ยวแรงอัดมหาศาลและความไม่มีเสถียรภาพของหัวกระสุน ถึงแม้ว่าแผลเข้าจะเล็ก แต่ว่าแผลข้างในรวมถึงแผลทางออกก็มักจะมีขนาดใหญ่


โดยทั่วไปแล้วจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะพบว่ากระสุนปืนในกลุ่ม 5.56 X 45 มิลลิเมตร ที่ใช้กับปืนอย่างเช่น M16 หรือปืน TAVOR ซึ่งใช้ในราชการของทหารไทยในเวลานั้น จะทำให้เกิดช่องว่างภายในชั่วคราว ลักษณะของแผลข้างในมีความรุนแรงมากกว่ากระสุนปืนอาก้า ถึงแม้ว่าในทางนิติวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถระบุได้ชัดเจน 100% ว่า จะเป็นกระสุนปืน M16 หรือว่ากระสุนปืนอาก้า แต่ว่าถ้าในสายตาของคนที่พอจะมีข้อมูลบ้างก็อาจจะพอที่จะบอกได้ว่าแนวโน้มที่จะเป็นกระสุนปืนขนาด 5.56 X 45 มิลลิเมตร ซึ่งใช้กับพวกปืน M16 หรือปืน TAVOR แผลเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นกระสุนปืนขนาด 5.56 X 45 มิลลิเมตร มากกว่าจากกระสุนปืนขนาด 7.62 X 39 มิลลิเมตร ซึ่งใช้ในพวกปืนอาก้า หรือว่าปืนเซกาเซของอดีตสหภาพโซเวียตหรือจีน


ถ้าดูแนวโน้มก็คือต้องบอกว่าผู้เสียชีวิตเหล่านี้มีโอกาสที่จะถูกยิงจากปืน M16 หรือปืน TAVOR มากกว่าปืนอาก้าซึ่งมีข้อกล่าวหาว่ามีชายชุดดำใช้ปืนอาก้ามายิง และเป็นเหตุให้คนเหล่านี้มีการเสียชีวิต มันอาจจะบอกไม่ได้ 100% ก็จริง แต่ว่าโดยแนวโน้มแล้ว ปืนมีแนวโน้มที่จะค่อนไปทางที่ใช้กระสุนขนาด 5.56 X 45 มิลลิเมตร อย่างเช่น M16 หรือปืน TAVOR มากกว่าปืนที่ใช้กระสุน 7.62 X 39 มิลลิเมตร อย่างปืนอาก้า


ในตอนนั้นผมก็คิดว่ามันเป็นภาพที่ผมไม่อาจจะลืมได้ไปจนสิ้นชีวิตของผมเลย เพราะว่ามันเป็นภาพที่อเนจอนาถมากครับ ผมคิดว่ามันไม่ควรที่จะต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์เหล่านี้ก็ยังเกิดขึ้นอีกจนได้จากการที่มีการปราบปรามซ้ำอีกครั้งหนึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมในปีเดียวกัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 10 เมษายน เสียอีก


เรื่องราวของผมต่อจากนั้นก็คือว่า ในช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม ผมก็เริ่มที่จะต้องไปเตรียมไปทำงานที่โรงพยาบาลสระบุรีตามภาระของการต้องไปใช้ทุนจากการเรียนแพทยศาสตร์บัณฑิต ตอนนั้นผมก็ยังกังวลอยู่เลยว่าต้องออกไปเริ่มเตรียมปฐมนิเทศและเตรียมไปทำงานที่สระบุรี ผมก็ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ ซึ่งเหตุการณ์ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันว่ามีการปราบปรามอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมเองก็ได้ติดตามข่าวด้วยความกังวลใจมาโดยตลอด


ผมยังจำได้เลยว่าตอนวันที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง เสียชีวิตจากการถูกลอบยิงจากตึกบริเวณรอบ ๆ สวนลุมพินี ในตอนนั้นก็เกิดข่าวลือขึ้นมาว่าผมเป็นคนพาคนที่ลอบยิง คือ พล.ต.ขัตติยะ ขึ้นไปซุ่มอยู่บนตึกในบริเวณแถวนั้น ในตอนนั้นผมก็ยังคิดเลยว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมอยู่ที่สระบุรี ผมก็ยังพูดกับเพื่อน ซึ่งในตอนนั้นมีทัศนะทางการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงเลยว่าคุณต้องเป็นพยานให้ผมนะ ผมอยู่สระบุรี แล้วผมจะพาคนไปลอบยิง เสธ.แดง ได้อย่างไร?


หลังจากนั้นสถานการณ์ก็เข้มข้นขึ้นทุกวัน ๆ ผมก็เฝ้าดูด้วยความกังวล จนถึงเช้ามืดของวันที่ 19 พฤษภาคม ผมยังจำได้เลยว่าในตอนนั้นการติดต่อทางโทรศัพท์ก็ติดต่ออย่างยากลำบาก เครือข่ายมือถือปกติในตอนนั้นถูกตัดสัญญาณหมด การที่ผมจะติดต่อกับคุณพ่อต้องโทรเข้าไปมือถือที่เป็นระบบพิเศษ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น CDMA ล่ะมั้งครับ ซึ่งตอนนี้เครือข่ายนี้ไม่มีบริการในประเทศไทยแล้ว ตอนนั้นผมก็ได้คุยกับคุณพ่อผม คุณพ่อได้เล่าให้ฟังว่าสถานการณ์เริ่มเลวร้าย มีการที่ทหารเริ่มขยับเข้ามา มีการใช้ยานเกราะเข้ามาเตรียมปราบปรามประชาชนกันขนานใหญ่ ผมเองก็มีความกังวล


ในวันนั้นผมจำได้เลยว่าผมต้องเข้าเวรที่ห้องฉุกเฉิน ผมก็เข้าเวรไปก็ดูข่าวสถานการณ์ในโทรทัศน์ไป สุดท้ายพอลงเวรตอนนั้นเป็นประมาณช่วง 4 โมงกว่า ก็รีบขับรถกลับกรุงเทพฯ เพื่อที่จะเข้ามาพบกับคุณแม่ซึ่งในตอนนั้นอยู่คนเดียวกับคนดูแลบ้าน ก็เป็นสถานการณ์ที่มีความหวาดหวั่นอย่างมาก หลังจากนั้นก็ได้ไปเป็นเพื่อนคุณแม่ในการที่จะไปเยี่ยมคุณพ่อ ซึ่งตอนนั้นถูกคุมขังที่ค่ายนเรศวรก่อน ในตอนนั้นชีวิตของผม วันไหนที่เป็นวันเสาร์อาทิตย์ที่ว่างจากการปฏิบัติงาน ก็จะต้องขับรถจากสระบุรีเข้ากรุงเทพฯ ก่อน หลังจากนั้นก็ขับจากกรุงเทพฯ ไปที่ค่ายนเรศวรที่หัวหิน ซึ่งขับจากสระบุรีมากรุงเทพฯ ประมาณชั่วโมงครึ่ง จากกรุงเทพฯ ไปหัวหิน ก็ประมาณ 3-4 ชั่วโมงได้ แล้วก็ขับกลับ เสร็จแล้วก็ขับกลับไปทำงานอีก


เป็นอย่างนั้นจนกระทั่งคุณพ่อถูกนำมาขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในตอนนั้นต้องยอมรับว่าด้วยภาระงานที่หนักในฐานะแพทย์ใช้ทุนเรียนแพทย์ปีแรก กว่าจะได้ไปเยี่ยมคุณพ่อคือเป็นช่วงปลายปี แต่สุดท้ายคุณพ่อก็ได้รับการปล่อยตัว ในช่วงถ้าจำไม่ผิดก็ช่วงต้นปี 54 ผมคิดว่ามันควรจะเป็นบทเรียนสำคัญของประชาชนไทยที่เราต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่าง สงบ สันติ แต่ปรากฎว่ากลับถูกปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หลายคนก็ยังบาดเจ็บและได้รับผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้



อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้เล่าแล้วข้ามไปก็ขออนุญาตย้อนกลับมาเล่าอีกนิดหนึ่ง ก็คือว่าช่วงประมาณต้นพฤษภาคม ในช่วงที่ผมกำลังอยู่ในการปฐมนิเทศและเริ่มทำงาน ปรากฏว่าทาง ศอฉ. ในเวลานั้นก็ได้ออกหมายเรียกผมเพื่อให้ไปรายงานตัว ซึ่งในตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดวันที่ออกหมายให้ไปรายงานตัวคือเป็นวันจันทร์ ปรากฏว่าผมอยู่ที่สระบุรี ก็เลยไม่ได้ไปรายงานตัวในวันนั้น หลังจากนั้นต้องมาเอาเอกสารที่บ้านอีกทีซึ่งเป็นหมายเรียกของทาง ศอฉ. เพื่อที่จะไปยื่นขอลาไปให้ปากคำกับทาง ศอฉ. ในตอนนั้นเขาใช้คำว่าไปรายงานตัวกับ ศอฉ.


การลาในตอนนั้นก็ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ เพราะว่า 1) แพทย์ใช้ทุนปีที่ 1 การลาไปทำกิจกรรมอะไรต่าง ๆ ยากมาก เพราะว่าต้องบอกว่ามีตารางงานที่หนักมาก เช่น ผมทำงานในแผนกอายุรกรรม เช้าผมก็ต้องไปดูคนไข้ ช่วยแพทย์ประจำดูคนไข้ในหอผู้ป่วย วัน ๆ ก็ต้องไปออกตรวจผู้ป่วยนอก เย็นก็ต้องมาดูคนไข้รอบเย็นอีกรอบหนึ่ง ซึ่งกว่าจะเลิกก็ 5-6 โมง บางทีก็ต้องอยู่เวรตั้งแต่ 5-6 โมงเย็นไปจนถึงเช้าอีกวันหนึ่ง แล้วก็ทำงานต่อกันเลย บางวันต้องไปอยู่เวรห้องฉุกเฉินอีก


นอกจากนั้นในทางราชการ เขามีระเบียบว่าข้าราชการใหม่ห้ามลา 6 เดือน ซึ่งในตอนนั้นผมก็คิดอยู่ว่าหมายเรียกขอ ศอฉ. จะทำให้ผมลาได้หรือเปล่า? ปรากฎว่าผมก็เอาไปยื่นให้กับทางโรงพยาบาลสระบุรีดู จำได้เลยว่าเจ้าหน้าที่ทางโรงพยาบาลก็อึ้ง และแนบหมายของ ศอฉ. ไปในใบลาของผมด้วยว่าผมต้องลาไปให้ปากคำกับทาง ศอฉ. ซึ่งกว่าจะได้มาก็เป็นวันศุกร์


ตอนวันแรกที่ไปให้ปากคำกับ ศอฉ. ก็จะมีเจ้าพนักงานสอบสวนว่าผมเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? เหมือนให้ปากคำกับตำรวจ เกี่ยวข้องยังไงหรือเปล่า? แล้วก็เป็นสมาชิก นปช. หรือเปล่า? ในตอนนั้นยังจำได้เลย ผมก็ถามกลับว่า “ความหมายของคำว่าสมาชิก นปช. คืออะไร?” เจ้าพนักงานที่มาสอบปากคำก็บอกว่า ก็คือคนที่มาบัตรสมาชิก ก็บอกว่าถ้ามีบัตรสมาชิกนปช. แล้วเป็นแนวร่วมนปช. ผมไม่ได้มีบัตรสมาชิกนปช. เสร็จแล้วก็จะมีอีกขั้นตอนก็คือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาของทางกองทัพที่มาพูดคุยกับผม ซึ่งในตอนนั้นเขาก็มีการพูดคุยกับผมในทำนองว่า จะมาเคลื่อนไหวเพื่อยุบสภาแก้รัฐธรรมนูญทำไม แล้วเขาก็ถามว่าทำไมไม่ปฏิบัติตามกฎกติกา รอเลือกตั้ง


ในตอนนั้นผมยังจำคำอธิบายของผมได้เลยว่า ถ้าเกิดกฎกติกาอะไรต่าง ๆ มันมีความไม่เหมาะสม เรามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องในการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ยกตัวอย่างเช่น ผมทำงานอยู่ที่สระบุรี แต่บ้านพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นผมขับรถไปตามเส้นทางถนนพหลโยธินจากกรุงเทพฯ เพื่อที่จะไปสระบุรีบ่อยมาก ระหว่างทางผมก็เห็นตลอดว่าปัจจุบันนี้มีการปรับปรุงให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นแล้ว แต่ว่ากฎหมายไทยในตอนนั้นก็ยังบังคับว่าคุณจะต้องขับรถในความเร็วที่ไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมันไม่ได้สอดคล้องกับสภาวะของถนนซึ่งได้มีการปรับปรุงให้สามารถที่จะใช้ความเร็วได้มากกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้มากขึ้น


สิ่งที่เราควรทำก็คือ เราควรจะปรับกฎหมายให้มันสอดคล้องกับสภาวะที่เป็นจริง ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องได้ ในตอนนั้นเขาก็ไม่สามารถที่จะเถียงกับผมในประเด็นนี้ต่อได้ สุดท้ายเขาก็ปล่อยตัวผมออกมา ก็ไม่ได้โดนกักขังอะไร


อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ปี 53 ที่นำมาแบ่งปันกันครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คนเสื้อแดง #นปช #สลักธรรมโตจิราการ #เมษาพฤษภา53

“เพื่อไทย” ถอนชื่อ ไม่ยื่นร่างแก้ไขรธน. ขอคุย “ภูมิใจไทย” พร้อมปรับที่มา สสร.

 


“เพื่อไทย” ถอนชื่อ ไม่ยื่นร่างแก้ไขรธน. ขอคุย “ภูมิใจไทย” พร้อมปรับที่มา สสร.


วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทย มีมติถอนชื่อในการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่า ต้องยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลง เรื่องของเราจะยื่นเข้าสู่การพิจารณา 100% ซึ่งมีการพูดคุยกันและลงชื่อโดย 7 พรรคการเมือง


แต่เมื่อสมาชิกส่วนหนึ่งมีมติพรรคว่าถอนชื่อออกจากการลงชื่อในเรื่องของเราด้วยความห่วงใยในบางประเด็น อย่างไรเราก็ต้องรับฟัง และเราต้องเคารพซึ่งกันและกัน ถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกในการดำเนินการได้ เป็นเรื่องปกติในสภาที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง


เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา สิ่งที่เราต้องทำมีอยู่ 2 อย่างที่ต้องดำเนินการ เนื่องด้วยความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่กระทบความสัมพันธ์ใด ๆ อยู่แล้ว เป็นเรื่องของสภาที่จะดำเนินการในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงโดยพรรคภูมิใจไทยได้ถอนชื่อ ซึ่งไม่ได้มีแค่ 30 รายชื่อ แต่หมายถึงการเดินหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการถอนชื่อ สิ่งที่ต้องทำคือคงต้องใช้เวลากลับไปนั่งคุยกับพรรคภูมิใจไทยว่าเหตุผลและความจำเป็น แนวความคิด ข้อห่วงใยอย่างเรื่องข้อสุ่มเสี่ยงเรื่องกฎหมายมีอย่างไรบ้าง และเดินหน้าอย่างไรกับการแก้จะเดินต่อหรือไม่อย่างไร


นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยคงใช้เวลาประชุมกัน โดยคาดว่าเป็นสัปดาห์หน้า คุยเรื่องร่างดังกล่าวว่ามีข้อห่วงใยอย่างไร เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคือความร่วมมือร่วมใจ เรารู้อยู่ว่ากติกาในปัจจุบัน การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้น เมื่อมองจำนวน 30 คน ไม่ใช่แค่นั้น แต่มีมากกว่านั้น ทั้งองคาพยพของพรรคแกนหลัก อย่างพรรคภูมิใจไทยเอง สว. ที่อาจอาจมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน เราต้องกลับมาทบทวนพิจารณาให้ถี่ถ้วน และใช้เวลาอีกหลายวันข้างหล้าในการพูดคุยกันภายในเพื่อให้ตกผลึกว่าจะดำเนินการอย่างไร


ส่วนจะเสียหลักการของพรรคหรือไม่ เพราะหากดูจากร่างของแต่ละพรรค มีเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ต่างจากร่างของพรรคการเมืองอื่น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่เสียหลักการ เราต้องเคารพในสิทธิ์ของประชาชน ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยมีแค่ 74 เสียง เราไม่สามารถลงชื่อโดยพรรคเดียว และผลักดันร่างของเราได้ ส่วนร่างหลักสุดท้าย ต้องยอมรับความจริงว่า เราหนีไม่พ้นว่าพรรคภูมิใจไทย มีสมาชิกมากที่สุดมากกว่า 190 คนและสุดท้ายคงใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักการ แต่เป็นเรื่องสมการทางการเมือง ว่าจำนวนเท่านี้ เราต้องผลักดันไปตามที่เราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน


ส่วนมองแล้วใช่หรือไม่ ว่าถ้าฝืนส่งร่างนี้เข้าไปสภามีโอกาสปัดตกในวาระแรก นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคทำงานแบบหวังผล ตนเองรับตำแหน่งการทำงานในสภามาขับเคลื่อนเชิงประเด็น ว่าประเด็นใดที่เราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ รับภารกิจของคณะรัฐมนตรีก็ขับเคลื่อนกระทรวงเพื่อบรรลุเรื่องนโยบาย เราต้องทำงานเพื่อที่จะเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่า สุดท้ายจะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะมีสสร. ที่เป็นตัวแทนเข้ามาดำเนินการในการยกร่างที่ประโยชน์สูงสุดความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด นาทีนี้คงยังไม่ได้ดำเนินการในการยื่น และหลังจากนี้จะมาทบทวน และพูดคุยกันกับหลายฝ่าย สุดท้ายถ้ามีข้อสรุปอย่างไร เรายังมีกลไกการทำงานอีกมาก ที่จะสามารถขับเคลื่อน บรรจุแนวความคิดของเราเข้าไป เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นไปในสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด และสามารถแก้ไขปัญหากับประเทศให้มากที่สุด


เมื่อถามว่ายืนยันในหลักการใช่หรือไม่ว่า สสร.ควรมาจากเลือกตั้งทางอ้อม หรือควรเดินตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป๊ะ ไม่ใครวินิจฉัยได้บ้าง เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้บ้างว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือการกลับมาทบทวน พรรคเพื่อไทย ขอเวลาไม่นานก็มาพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึก รวมไปถึงพูดคุยกับคนของพรรคภูมิใจไทยด้วย และยืนยันว่า ไม่ได้มีเรื่องความขัดแย้งใด ๆ เพราะพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้บอกเองว่าพรรคภูมิใจไทยมีข้อห่วงใย เช่นเดียวกับนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งแล้ว ว่าในการประชุมพรรค แนวโน้มมติพรรค อาจจะออกมาเป็นเช่นไร เราทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ และเมื่อเกิดแล้วเราก็ต้องรับฟัง เพราะเขามี 190 กว่าเสียง อย่างไรก็เป็นพรรคหลักในเรื่องการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ พร้อมยืนยันว่าการที่พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออก ไม่กระทบต่อการทำงานร่วมรัฐบาล เพราะมีการแจ้งก่อนแล้ว พวกตนเองไม่ได้เซอร์ไพรส์ เราทราบก่อน เพียงแต่เมื่อเห็นเหตุการณ์เดิมมาถึงจุดนี้ กฎหมายส่งเข้าไป เรายื่นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมีถึง 30 รายชื่อ ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องรอมาพูดคุยกันให้ชัดเจนอีกครั้ง


ส่วนตอนนี้ต้องถอยออกมา เพราะที่มาของ สสร. อาจมีการปรับแก้ให้สอดรับกับร่างของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ไปต่อได้ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้จำเป็นแค่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นแบบนั้น ให้เวลาเป็นตัวตอบ เพราะตนเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของสมาชิก


เมื่อถามว่า ดูจากสถานการณ์ตอนนี้พรรคเพื่อไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือมองว่าเสียหลักการ พอมาเป็นพรรคร่วมอาจถูกพรรคภูมิใจไทยครอบหรือต้องคล้อยตามพรรคหลักนั้น นายจุลพันธ์ยืนยันว่า ยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่อีกหลายข้อ และที่สำคัญจะเป็นร่างของใครก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายหลักของประเทศ ไม่สามารถเริ่มได้ด้วยการขัดแย้ง เราต้องสงวนจุดร่วม และหาจุดที่เดินหน้าร่วมกันได้ในการขับเคลื่อนการแก้ไข หากเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ยืนประจันหน้ากัน ตนเองรับประกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้สุดท้ายไปไม่ถึงฝั่งฝัน


ดังนั้น พรรคเพื่อไทยก็เป็นหนึ่งในพรรคการเมือง เราพร้อมรับฟังทุกฝ่าย จะเห็นได้ว่าความพยายามของพวกตนเองที่ผ่านมา เรามีความเชื่อมั่นว่าเป็นประโยชน์สูงสุด และเป็นประชาธิปไตยโดยที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่การเดินหน้าของเรา สิ่งที่เราทำคือการรวบรวมเสียงจากสมาชิก ไม่ว่าฝ่ายฝ่ายค้านหรือ ฝ่ายรัฐบาล เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายเท่านั้น จึงจะสามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นได้จริง นายจุลพันธ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ