‘วีระยุทธ’ พรรคประชาชน จี้รัฐบาล ประชุม ครม. นัดพิเศษ
ไร้มาตรการช่วยเหลือประชาชน - เสนอ 4 เรื่องต้องเร่งทำทันที:
อุดหนุนขนส่งสาธารณะ, อัปเดตข้อมูลน้ำมัน, กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า และเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบาง
วันที่
6 เมษายน 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.
บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นัดพิเศษเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมาว่า แม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
จะเรียกประชุม ครม. นัดพิเศษหลังเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ
ส่งสัญญาณเริ่มต้นนับหนึ่งการทำงานทันที แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงมาตรการหรือเตรียมการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
หลายเรื่องที่ทำให้ประชาชนบางส่วนยังลังเลว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาดีหรือไม่
ส่วนผู้ประกอบการก็ยังกังวลว่าจะประคองธุรกิจอย่างไร วีระยุทธกล่าวว่า
ขณะนี้ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลประกาศมาตรการที่ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือประชาชน
และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการจากวิกฤตพลังงานอย่างไร โดยได้เสนอ 4 เรื่องสำคัญที่ประชาชนอยากได้ความชัดเจนจากรัฐบาลเพื่อวางแผนชีวิตในช่วงเทศกาลสำคัญ
ดังนี้
1.
ประกาศอุดหนุนขนส่งสาธารณะ “เส้นเลือดฝอย” ทั่วประเทศ
วีระยุทธชี้ว่า
การพุ่งทะยานของราคาน้ำมันทำให้ประชาชนตัดสินใจไม่เดินทางไกล
แต่คนจำนวนมากย่อมอยากกลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงสงกรานต์
โดยช่องทางสำคัญที่ใช้สัญจรจำนวนมากคือ
สถานีขนส่งสาธารณะจากหมอชิตและสถานีขนส่งต่างๆ ไปยังตัวจังหวัด
ก่อนจะใช้รถมินิบัสและรถตู้ที่เป็นเสมือน “เส้นเลือดฝอย”
ต่อไปยังอำเภอและตำบลบ้านเกิด
คณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกประกาศตรึงราคาเฉพาะรถทัวร์และรถร่วมบริการใหญ่ไว้
(จนกระทั่ง 20
เมษายน 69) แต่กำหนดอัตราค่าโดยสารตายตัวสำหรับรถตู้และรถมินิบัส
3,000 คัน เริ่มใช้ในวันที่ 6 เมษายน
โดยเป็นอัตราที่ตั้งอยู่บนฐานราคาน้ำมันดีเซลก่อนหน้านี้ที่ 38.99 บาท/ลิตร ดังนั้น
เมื่อสถานการณ์ต้นทุนของรถตู้และรถมินิบัสเปลี่ยนมาสูงขึ้นเป็นกว่า 50 บาท/ลิตร
จึงเกิดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะลดปริมาณเที่ยวรถโดยสารหรือหยุดให้บริการในบางเส้นทาง
แต่ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ผู้ประกอบการปรับค่ารถแบบ “ลอยตัว”
ก็จะยิ่งซ้ำเติมเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชนอีก
พรรคประชาชนเสนอว่า
รัฐบาลสามารถเลือกทางออกที่ไม่ใช่การตรึงราคาหรือลอยตัว แต่ “อุดหนุนรายหัว” แทน
โดยคำนวณหาอัตราเงินอุดหนุนจากฐานเส้นทาง จำนวนวัน และจำนวนผู้โดยสารที่เดินทาง
ซึ่งจะทำให้ไม่เสี่ยงเกิดการกักตุนอย่างที่ผ่านมา
ทั้งยังช่วยจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้รถสาธารณะแทนรถส่วนตัว
2.
อัปเดตข้อมูลน้ำมันให้ครบ เพิ่มความมั่นใจให้คนขับ
วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลต้องจริงจังกับการจัดการข้อมูลหน้าปั๊มบนเว็บไซต์
Fuel Now มากกว่านี้ เนื่องจากจำนวนปั๊มน้ำมันทั่วประเทศไทยมีประมาณ 25,000 ปั๊ม แต่เพจ Fuel Now ล่าสุด
กลับมีจำนวนปั๊มที่รายงานข้อมูลน้ำมันมีอยู่ประมาณ 7,200 ปั๊มเท่านั้น
ไม่ถึง 1 ใน 3 ของปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ
ทำให้ประชาชนที่ต้องเดินทางไกลวางแผนลำบาก ขาดความมั่นใจในการเดินทาง
3.
ตั้งจุดซื้อขายสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า
วีระยุทธเสนอว่า
รัฐบาลสามารถใช้เทศกาลสงกรานต์ยังเป็นโอกาสสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียน
การจับจ่ายใช้สอยท้องถิ่นได้ โดยเสนอให้จัดเตรียม "จุดซื้อขายของฝาก"
จากเกษตรกรในแต่ละจังหวัด
เพื่อระบายผลผลิตที่ยังมีปริมาณผลผลิตส่วนเกินหรือราคาตกต่ำ ประสานงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์
กระทรวงเกษตรฯ และจังหวัดต่างๆ ทั้งสำหรับขาจากเมืองไปบ้าน (เช่น มะพร้าวน้ำหอม
มะม่วง) และขากลับจากบ้านกลับมาเมือง (เช่น สินค้าท้องถิ่น)
โดยควรจัดจุดรับและจุดซื้อที่สะดวกทั้งสำหรับผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวและผู้เดินทางด้วยการขนส่งสาธารณะ
4.
ช่วยชาวนา ชาวประมง ขนส่ง พลาสติก ทันที
ส่วนกรณีที่
คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แจ้งว่าจะมีการประชุม
ครม. ในวันที่ 11
เมษายน เพื่อออกมาตรการพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบางนั้น
วีระยุทธแสดงความเห็นว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องเลี้ยงชีพรายวัน
รัฐบาลจึงไม่ควรต้องรอถึงวันที่ 11 เมษายน
แต่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาพุ่งเป้าไปยังกลุ่มสำคัญอย่างน้อย 4 กลุ่มได้เลย คือ ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง
และกลุ่มที่เผชิญภาวะขาดแคลนพลาสติกเพราะวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายภาคส่วน
เช่น ชาวประมงพาณิชย์กว่า 9,000 ลำ ชาวประมงพื้นบ้านกว่า 100,000
ครอบครัว
เสนอให้รัฐบาลจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นมาให้ชาวประมงเพิ่มเติม
ในขณะที่ภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่ผลิตมาจากน้ำมันดิบก็เริ่มรุนแรงขึ้น
กระทบโดยตรงกับพนักงานและผู้ประกอบการโรงงานพลาสติกกว่า 2,500 แห่ง
จึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือทั้งด้านปริมาณและราคาต้นทุนโดยเร่งด่วน
มิฉะนั้นจะส่งผลลามเป็นลูกโซ่ไปยังสินค้าอื่น ๆ




































