วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ไม่เข้าข่ายจำเป็น-ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จัดการเลือกตั้งตามวันเดิม 27 ก.ย.นี้

 


ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ไม่เข้าข่ายจำเป็น-ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จัดการเลือกตั้งตามวันเดิม 27 ก.ย.นี้


วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้เพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ของคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เนื่องจากประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จัดการเลือกตั้งตามวันเดิม คือ วันที่ 27 ก.ย.2569


นอกจากนี้ ยังห้ามคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ออกคำสั่งหรือประกาศในลักษณะคล้ายคลึงกันหลังจากนี้อีก


โดยในวันนี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี พร้อมทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้เดินทางเข้าฟังคำตัดสินด้วยตนเอง ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้อง ได้แก่ สปส. มอบหมายให้ผู้แทนจากกองกฎหมาย เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา


จนกระทั่งเวลา 15.35 น. รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ เดินทางออกจากห้องพิจารณาคดี พร้อมเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะคดี โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งส่งผลให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งทั้งหมด ต้องกลับมาดำเนินงานตามปฏิทินเดิม


สำหรับข้อวินิจฉัยสำคัญของศาลปกครองกลางระบุว่า การออกประกาศชะลอการเลือกตั้งดังกล่าว ไม่เข้าข้อยกเว้นความจำเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใด อีกทั้ง สปส. ได้มีการตั้งงบประมาณไว้รองรับแล้วถึง 275 ล้านบาท และหากต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม ก็ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการประกันสังคมได้ คำสั่งชะลอการเลือกตั้ง โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน จึงไร้เหตุจำเป็น และเป็นการออกประกาศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ศาลยังคงคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ประกาศไว้ ทำให้ สปส.ไม่สามารถออกประกาศในลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อชะลอการเลือกตั้งได้อีก


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวชี้แจงถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งว่า สปส. มีการตระเตรียมการไว้แล้ว ทั้งเรื่องงบประมาณและบัตรเลือกตั้งที่เตรียมไว้กว่า 7 ล้านใบ ดังนั้นเรื่องงบประมาณ หรือความพร้อมจึงไม่ใช่อุปสรรค โดยนับจากนี้เป็นหน้าที่ของ สปส. ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล ในการจัดการเลือกตั้งตามปฏิทินเดิม และการปล่อยให้บอร์ดประกันสังคมอยู่ในอำนาจรักษาการยาวนานเกือบ 6 เดือน อาจสร้างความเสียหายระยะยาว ต่อการบริหารกองทุนประกันสังคม สิ่งที่ สปส. ต้องมุ่งเน้นในขณะนี้ คือการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งให้ทันตามกำหนดเดิม


“การเลือกตั้งหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ ในการที่จะเปลี่ยนองค์กร สวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ให้กลับเข้าสู่มือของประชาชนอีกครั้ง เงินของคนหาเช้ากินค่ำ เงินที่จะเป็นเงินของเด็ก 1.2 ล้านคน คนท้อง 2 แสนคน คนแก่ที่รับเงินบำนาญอยู่ประมาณ 9 แสนคน และคนที่เจ็บป่วยอีกนับล้านคน อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า พวกเราต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่คนมีส่วนร่วมมากที่สุด และมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรมมากที่สุด ขอให้ช่วยกันจับตาการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อทำให้ประกันสังคมเป็นหลักพึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #บอร์ดประกันสังคม #ประกันสังคมก้าวหน้า #ศาลปกครอง

พีมูฟประชิดทำเนียบฯติดตาม ครม. เผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ทาสีน้ำเงิน สื่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” หลอกลวงชาวบ้าน จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน


พีมูฟประชิดทำเนียบฯติดตาม ครม. เผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ทาสีน้ำเงิน สื่อ“ระบอบสีน้ำเงิน” หลอกลวงชาวบ้าน จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน


วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) ยกระดับการเคลื่อนไหวในช่วงเช้าของวัน โดยเคลื่อนขบวนมายังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมปราศรัยและจัดกิจกรรมติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิในที่อยู่อาศัยของประชาชน


ระหว่างการชุมนุมเพื่อรอผลการประชุม ครม. เวลาประมาณ 12.10 น. ผู้ชุมนุมมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ฌาปนกิจรูปภาพของรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์” เพื่อแสดงออกคัดค้านกรณีที่ปกรณ์ได้เสนอให้ยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ภายในเดือนกันยายน 2569


กิจกรรมดังกล่าวมีการจัดเตรียมโลงศพทาสีน้ำเงิน พร้อมวางดอกไม้จันทร์บนโลงศพสีน้ำเงิน รวมถึงนำกรงหนูและกาวดักหนูมาประกอบกิจกรรม ก่อนที่จะมีการจุดไฟเผารูปภาพดังกล่าว


การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก พีมูฟปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชนในหลายกรณีที่ยังค้างคา โดยเฉพาะปัญหาสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย ผ่านกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ของขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย


ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พีมูฟออกแถลงการณ์ฉบับที่ 8 เรื่อง “หอบเอาหวังประชาชน สู่การพิจารณา ครม.” ระบุว่า การประชุม ครม. ในวันนี้ (11 สิงหาคม 2569) ถือเป็นนัดสำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลการเจรจาระหว่างพีมูฟกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้หรือไม่ และจะมีผู้ใดขัดขวางดังเช่นรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ อีกหรือไม่


พีมูฟยังตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องของเครือข่าย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน พร้อมระบุว่า การดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อกลไกดังกล่าว กำลังทำให้ความหวังของประชาชนในการมีสิทธิชุมชนเพื่อจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ลดน้อยลง


ในแถลงการณ์ พีมูฟระบุว่า โฉนดชุมชนในฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีถูกยกเลิกไปเกือบ 3 เดือนแล้ว ขณะที่ธนาคารที่ดินกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกยุบเลิกในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งพีมูฟมองว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย


อย่างไรก็ตาม พีมูฟยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าต่อสู้และไม่ยอมแพ้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพีมูฟเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งหมด และขอให้มีหลักประกันว่าธนาคารที่ดินจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้ รวมถึงทวงคืนกลไกโฉนดชุมชน


พีมูฟประกาศยกระดับการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยการเคลื่อนขบวนประชิดทำเนียบรัฐบาลและการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันรัฐบาลระหว่างรอผลการประชุม ครม. ซึ่งเครือข่ายยังคงจับตาว่าจะมีความคืบหน้าต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยของประชาชนหรือไม่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พีมูฟ #ธนาคารที่ดิน #โฉนดชุมชน





























ทีมดิจิทัลพรรคประชาชน ชี้ ช่องโหว่ระบบ พร้อมเสนอโรดแมปแก้ ‘ข้อมูลจากภาครัฐรั่วไหล’

 


ทีมดิจิทัลพรรคประชาชน ชี้ ช่องโหว่ระบบ พร้อมเสนอโรดแมปแก้ ‘ข้อมูลจากภาครัฐรั่วไหล’


วันนี้ (11 สิงหาคม 2569) ที่ห้องแถลงข่าว รัฐสภา จากกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลจากระบบภาครัฐครั้งใหญ่ ทีมดิจิทัลของพรรคประชาชน นำโดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาวิจารณ์ว่า ขณะนี้ข้อมูลของคนไทยถูกหลุดออกไปจนแทบไม่เหลืออะไรให้หลุดอีกแล้ว และรูปถ่ายติดบัตรถือเป็นข้อมูลชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ตัวตนของประชาชนถูกเปิดเผยอย่างสิ้นเชิง


ทีมดิจิทัลพรรคประชาชน อธิบายว่า สาเหตุหลักเกิดจากระบบไอทีภาครัฐมีลักษณะ กระจายศูนย์ต่างคนต่างทำ ระบบส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนามานานและขาดผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยประจำหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดจุดอ่อนวิกฤต 2 ประการ ได้แก่


1) ระบบยืนยันตัวตนอ่อนแอ เนื่องจากเป็นการพึ่งพาการใช้รหัสผ่าน (Password) เพียงชั้นเดียว


2) ไร้การจำกัดสิทธิ (Access Control) ไม่มีระบบ แบ่งระดับความลับ และไม่มีระบบยกเลิกรหัสผ่านของพนักงานที่ลาออกไปแล้ว นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่ไม่มี Access Log สำหรับตรวจสอบย้อนหลังว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไรไปบ้าง


ความหละหลวมดังกล่าวนำไปสู่ปัญหา Credential Leaks หรือรหัสผ่านรั่วไหล ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการแฮ็กระบบตรงๆ แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐขาดความระมัดระวัง เช่น การจดรหัสผ่านแปะไว้ที่โต๊ะ, ตั้งรหัสง่ายๆ อย่าง 123456, การแชร์รหัสผ่านร่วมกัน หรือนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่ติดมัลแวร์มาใช้งาน เมื่อแฮ็กเกอร์ได้รหัสผ่านไป จึงสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลทั่วไป เช่น ทะเบียนรถ ข้อมูลจิตอาสา หรือข้อมูลการศึกษา และนำข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ (เช่น เลขเลเซอร์หลังบัตรประชาชน, วันเกิด, เลขบัตร) ไปใช้สวมรอยยืนยันตัวตนเพื่อเข้าถึงระบบอื่นๆ ต่อไปเป็นห่วงโซ่


นอกจากนี้ ทีมดิจิทัล พรรคประชาชน ยังได้เสนอ ยุทธศาสตร์การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลแบบครบวงจร ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่รัดกุมและปกป้องข้อมูลของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


ข้อเสนอระยะสั้น ที่ควรทำทันทีภายใน 30 วัน เพื่อยับยั้งความเสียหายในเบื้องต้น ดังนี้


1. หน่วยงานเข้าของระบบ ต้องสั่ง force reset รหัสผ่านทั้งหมดทันที และไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านเดิม เพราะเป็นรหัสผ่านที่หลุดออกไปแล้ว และเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันในวงการ โดยหน่วยงานกำกับดูแลคือ สกมช. ต้องเข้ามาตรวจสอบมาตรการเหล่านี้ว่าทำไปจริงๆ


2. ให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งรวบรวมรายชื่อระบบไอทีที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งหมดในประเทศไทย เพื่อทำการ audit ความปลอดภัยพื้นฐานก่อน แอดมินระบบต้องยกเลิกบัญชีของพนักงานที่ออกไปแล้วด้วย อธิบดีคนเก่าเกษียณยังเข้าระบบได้อยู่หรือไม่ (เข้าใจว่ากำลังทำแล้ว - “สกมช. ได้มีการทำหนังสือด้วยมือถึงปลัดกระทรวง 19 กระทรวง” แต่ต้องติดตาม)


3. ทำหน้า dashboard รายงานของทุกหน่วยงาน รายงานหน้าเว็บเลย ว่าหน่วยงานไหน ยังไม่ได้แก้ไขระบบ


ส่วนในระยะ 180 วัน และในระยะยาว พรรคประชาชนเสนอว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ควรเร่งออกมาตรฐานกลาง วิธีการ มาตรฐาน เทคโนโลยีระบบกลาง ที่หน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้ได้ โดยเริ่มจากขั้นตอนเหล่านี้


1. เปลี่ยนวิธียืนยันตัวตนจากรหัสผ่านเป็นชั้นเดียว (password only) มาเป็น กระบวนการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย โดยผู้ใช้งานจะต้องใช้หลักฐานมากกว่าหนึ่งอย่างเพื่อเข้าสู่ระบบ (MFA) โดยสิ่งที่ง่ายสุดคือ เปลี่ยนมายืนยันด้วย ThaiD, Google Authenticator / Microsoft Authenticator (มาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว แทนกันได้)


2. ทยอยยกเลิกการยืนยันตัวตนครั้งแรกตอนลงทะเบียนเข้าระบบ ด้วยการใช้เลขบัตรประชาชน / laser code หลังบัตร รวมถึงข้อมูลอื่นๆ เช่น วันเกิด เพราะข้อมูลเหล่านี้หลุดไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรยืนยันตัวตนได้เลยว่าเป็นบุคคลนั้นจริง


3. ทำระบบ Log กลาง Centralized Log Management โดยบังคับให้ทุกระบบส่ง Log เข้าศูนย์กลางที่แก้ไขไม่ได้ เพื่อให้ สกมช. สามารถตรวจสอบระบบไอทีภาครัฐทั้งหมดได้


4. สกมช. ควรเพิ่มระบบ โครงการล่าเงินรางวัลจากการหาช่องโหว่ (Bug Bounty) มอบ "รางวัล" (Bounty) หรือผลตอบแทน ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ หรือ Hacker สายขาว (White Hat / Ethical Hacker) ที่มีระบบรับแจ้ง


เมื่อสามารถค้นพบและรายงานช่องโหว่ด้านความปลอดภัย (Vulnerability / Bug) ในระบบ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรได้สำเร็จ มักจะเป็น การมอบเกียรติบัตร (Certificate), เงิน, คำขอบคุณ หรือการขึ้นชื่อใน Hall of Fame ของหน่วยงาน แทนที่จะจ่ายเป็นตัวเงิน


ตัวอย่างประเทศอื่นที่มี กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (เช่น โครงการ Hack the Pentagon หรือ Hack DHS)


5.หน่วย CIO ประเทศ เข้าไปรวบรวมจัดการระบบไอทีภาครัฐในภาพรวมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว รวมถึงนโยบายด้านอื่น เช่น Cloud First การใช้คลาวด์กลางภาครัฐ, การจัดซื้อครุภัณฑ์, การลงทุนใน Big Data & AI

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทีมดิจิทัล





“พวกเราพร้อมแล้ว แล้วนายกฯ พร้อมเซ็นหรือยัง?” เอ็มพาวเวอร์ ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล จี้ ‘อนุทิน’ รับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ

 


พวกเราพร้อมแล้ว แล้วนายกฯ พร้อมเซ็นหรือยัง?” เอ็มพาวเวอร์ ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล จี้ ‘อนุทิน’ รับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ


วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. บริเวณข้างประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ พร้อมกลุ่มพนักงานบริการ และเครือข่าย จัดกิจกรรม “รอฉัน รอเธออยู่ รอนายกเซ็นรับรองกฎหมายเราอยู่” เพื่อติดตามและทวงถามความคืบหน้า พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งเซ็นรับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ พ.ศ. … ของนายกรัฐมนตรี หลังร่างกฎหมายถูกพิจารณาให้เป็นร่างกฎหมายการเงิน และอยู่ระหว่างรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป


กิจกรรมจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทุกยุคก็มีเรา” โดยมีพนักงานบริการจากอุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการทำงานของผู้ให้บริการทางเพศในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผู้ให้บริการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้รัฐยกเลิกการกำหนดความผิดทางอาญาและสร้างระบบคุ้มครองสิทธิของคนทำงานอย่างเป็นรูปธรรม


หนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมคือการเปิดม่าน “ทุกยุคก็มีเรา” ผ่านละครจำลองเรื่องเล่าชีวิตของพนักงานบริการ ถ่ายทอดประสบการณ์ของคนทำงานหลากหลายยุค ตั้งแต่บ้านสาว คาราโอเกะ คาเฟ่ อาบอบนวด อะโกโก้ บาร์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยพนักงานบริการจากทั้ง 3 จังหวัด ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตการทำงาน ความฝัน อุปสรรค การถูกตีตรา และการทำงานภายใต้กฎหมายที่ยังทำให้ผู้ให้บริการทางเพศถูกมองในฐานะ “ผู้กระทำผิด” มากกว่าคนทำงานที่ควรได้รับการคุ้มครอง


นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ปูพรมแดงต้อนรับพนักงานบริการ” โดยตัวแทนพนักงานบริการจากพื้นที่ต่าง ๆ ร่วมส่งเสียงสะท้อนว่า ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปกี่ยุค ผู้ให้บริการทางเพศก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและระบบเศรษฐกิจ


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ “ปากกายักษ์ด้ามโปรดของพนักงานบริการ” ซึ่งตัวแทนพนักงานบริการเตรียมนำไปมอบให้นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนเสียงของคนทำงานที่รอคอยการลงนามรับรองร่างกฎหมายมาเป็นเวลานาน พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า


พวกเราพร้อมแล้ว แล้วนายกฯ พร้อมเซ็นหรือยัง?”


มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ระบุว่า การผลักดันให้ยกเลิกความผิดทางอาญากับผู้ให้บริการทางเพศดำเนินมายาวนานกว่า 40 ปี และมีความเข้มข้นขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการผลักดันและยกร่างกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเอ็มพาวเวอร์จะจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน พ.ศ. 2567 และรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 10,293 รายชื่อ เพื่อเสนอต่อรัฐสภา


อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10 ก.ค.​ 2569 ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกพิจารณาให้เป็นร่างกฎหมายการเงิน ส่งผลให้ต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนจึงจะสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามปกติได้ ขณะที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการลงนามรับรอง


ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 มีการเผยแพร่สรุปมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับข้อสังเกตของคณะกรรมการตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี โดยมีประเด็นให้เร่งรัดการยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้หญิงที่ค้าประเวณี ซึ่งมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์เห็นว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาการจับกุม การตีตรา หรือการถูกปฏิเสธสิทธิด้านแรงงาน


เอ็มพาวเวอร์จึงเห็นว่า การลงนามรับรองของนายกรัฐมนตรีเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ร่างกฎหมายกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เปิดทางให้เกิดการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อไป และเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของผู้ให้บริการทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ