วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

รังสิมันต์ นำ กมธ. ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ชี้แนวปี 2543 แยกชุมชนออกจากป่า ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

 


รังสิมันต์ นำ กมธ. ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ชี้แนวปี 2543 แยกชุมชนออกจากป่า ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน


วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้นำคณะกรรมาธิการลงพื้นที่ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ถึงกรณีการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อคืนที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน


โดยประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานในปี 2524 โดยการประกาศแนวเขตดังกล่าวขาดการสำรวจว่าพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนตั้งรกรากอาศัยอยู่ก่อนหน้าแล้ว ซึ่งมีทั้งหลักฐานทะเบียนบ้านและเอกสารต่าง ๆ จากหน่วยงานรัฐ การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานที่ทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ทำให้การก่อสร้างต่าง ๆ ถูกสั่งรื้อถอน จนเกิดการต่อสู้คดีที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายกันจนถึงทุกวันนี้ และทำให้ประชาชนกังวลว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่


กระทั่งมาในปี 2543 มีการปรับปรุงแนวเขตใหม่โดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มองว่าเป็นการวางแนวเขตที่ถูกต้อง เพราะไม่กระทบต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่ก่อนหน้า


สำหรับกระแส #Saveทับลาน ที่เกิดขึ้นนั้น ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่าเกิดจากการชี้นำของข้าราชการบางกลุ่มที่ไม่เคยลงมาสำรวจในพื้นที่ ว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสภาพความเป็นป่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติในปี 2524 จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าการเพิกถอนพื้นที่อุทยานนั้นเป็นการเปิดช่องให้มีนายทุนเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากพื้นที่อุทยาน


นอกจากนี้ ในการรับฟังความคิดเห็น ได้มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมแสดงความเห็น โดยตัวแทนอดีตผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดเผยว่า เคยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยว่า แนวเขตที่ควรใช้เป็นแนวอ้างอิงคือแนวสำรวจเมื่อปี 2543 ซึ่งได้แยกพื้นที่ป่าออกจากพื้นที่ชุมชนไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แนวเขตดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขในพระราชกฤษฎีกาประกาศอุทยานแห่งชาติ จึงทำให้ยังคงมีการดำเนินคดีกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม พร้อมระบุว่า กระแสคัดค้านการปรับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของพื้นที่ โดยยืนยันว่าประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศอุทยาน และหากมีข้อโต้แย้งก็พร้อมนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง


หลังจากการรับฟังความคิดเห็น รังสิมันต์กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามปัญหาสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชน ซึ่งได้นำเอกสารและพยานหลักฐานมายืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการบุกรุกป่าตามที่สังคมบางส่วนเข้าใจ แต่มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดในการกำหนดแนวเขตอุทยาน จนทำให้หมู่บ้านและพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่มาก่อนถูกประกาศทับซ้อน และกลายเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย


ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องที่ดิน แต่ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญคดีความและภาระค่าปรับ โดยระหว่างการลงพื้นที่ยังมีชาวบ้านนำหลักฐานการชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลมาแสดงให้คณะกรรมาธิการรับทราบ พร้อมระบุว่า ปัญหาครอบคลุมพื้นที่ราว 200,000 ไร่ และส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 30,000 คน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมต้องตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย


รังสิมันต์กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในเดือนสิงหาคม พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงและเสนอแนวทางแก้ไข เนื่องจากเห็นว่าปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี ไม่ควรปล่อยให้ดำเนินต่อไป เพราะจะยิ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่


รังสิมันต์ยังกล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชาชนในกลุ่มที่ยังไม่มีแนวทางรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งมีอยู่กว่าพันคน และหากไม่มีการแก้ไขอย่างรอบด้าน อาจนำไปสู่การสูญเสียที่อยู่อาศัยของประชาชนครั้งใหญ่ พร้อมเห็นว่ารัฐมีหน้าที่สร้างหลักประกันด้านที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน ไม่ใช่ทำให้ประชาชนต้องอยู่ในภาวะหวาดระแวงว่าจะสูญเสียบ้านของตนเอง


สำหรับแนวทางการแก้ไข รังสิมันต์กล่าวว่าจะผลักดันการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศแนวเขต เนื่องจากกรรมาธิการไม่มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโดยตรง พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงที่ได้รับจากการลงพื้นที่สื่อสารต่อสังคม และเดินหน้าผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าคณะกรรมาธิการพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน


ด้าน เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหากรณีอุทยานแห่งชาติทับลานไม่ได้อยู่ที่การกำหนดแนวเขตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะกระแส #Saveทับลาน ที่ทำให้หลายฝ่ายเข้าใจว่าการเพิกถอนแนวเขตอุทยานเป็นการคืนพื้นที่ป่าให้ผู้บุกรุก ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว แต่เป็นชุมชนและพื้นที่ทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่มาก่อนการประกาศอุทยาน


โดยประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเข้ามาอยู่อาศัยตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ จึงไม่ใช่ผู้บุกรุกป่า และบางรายยังได้รับการจัดสรรที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แล้ว พร้อมยืนยันว่าแนวเขตปี 2543 ไม่ใช่แนวเขตที่ชาวบ้านกำหนดขึ้นเอง แต่เป็นแนวเขตที่หน่วยงานของรัฐสำรวจและกำหนดไว้ ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 ให้ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแนวเขตอุทยาน


เลาฟั้งกล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยพื้นที่ที่อยู่ในเขต ส.ป.ก. เดิมไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนพื้นที่นอกเขต ส.ป.ก. ก็ควรให้ ส.ป.ก. เข้ามาดำเนินการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเสนอให้ใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ที่เปิดช่องให้อุทยานสามารถให้การอนุญาตต่อประชาชนในการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ อาจสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นต่อกลไกของ ส.ป.ก.


เลาฟั้งกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่ประมาณ 200,000-260,000 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าทั้งหมด จนก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ดังนั้น สิ่งที่ควรดำเนินการคือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าจริงหรือไม่ ก่อนจะพิจารณาเลือกใช้กลไกทางกฎหมายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา พร้อมย้ำว่าไม่ควรปล่อยให้คดีความเพียงกว่า 500 คดี กลายเป็นอุปสรรคต่อสิทธิของประชาชนกว่า 30,000 คน และทุกกรณีควรได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการกฎหมาย #ทับลาน #ป่าทับลาน












‘ศุภโชติ’ ถาม ราคาน้ำมันโลกลด ประชาชนยังต้องจ่ายแพงเพราะเอาเงินไปใช้หนี้กองทุนน้ำมัน แต่ทำไมมีบางกลุ่มได้น้ำมันราคาถูกกว่าประชาชน?


ศุภโชติ’ ถาม ราคาน้ำมันโลกลด ประชาชนยังต้องจ่ายแพงเพราะเอาเงินไปใช้หนี้กองทุนน้ำมัน แต่ทำไมมีบางกลุ่มได้น้ำมันราคาถูกกว่าประชาชน?


วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามเรื่องพลังงานว่า หลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง จนต่ำกว่าช่วงที่เกิดสงครามไปแล้ว แต่ราคาน้ำมันในไทยกลับยังลดลงไม่มากพอ ซึ่งส่วนหนึ่งก็พอเข้าใจเหตุผลของรัฐบาลได้ เพราะรัฐบาลยังต้องเก็บเงินผ่านราคาน้ำมัน เพื่อนำไปชำระหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังติดลบอยู่กว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งภาระนี้สุดท้ายถูกเฉลี่ยลงบนบิลของประชาชนผู้ใช้น้ำมันทุกคน ก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้


แต่คำถามสำคัญคือ ในขณะที่ประชาชนกำลังช่วยกันแบกภาระหนี้ก้อนนี้ มีใครบางกลุ่มไม่ต้องแบกรับต้นทุนเดียวกันอยู่หรือไม่?”


ในช่วงสงครามและน้ำมันแพง มีกระแสข่าวว่า พ่อค้าน้ำมันคนกลาง หรือที่เรียกกันว่า Jobber ต้องซื้อน้ำมันในราคาที่ปล่อยลอยตัวตามตลาดโลก ส่วนคนทั่วไปจะซื้อในราคาที่รัฐบาลตรึงไว้ แต่ล่าสุดศุภโชติได้รับข้อมูลว่า ตอนนี้ Jobber บางกลุ่มสามารถซื้อน้ำมันได้ถูกกว่าราคาหน้าปั๊มเกือบ 5 บาทต่อลิตร


เรื่องนี้ยิ่งน่าตั้งคำถาม เพราะในช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลนที่ผ่านมา หลายหน่วยงานรัฐเคยออกมายืนยันชัดเจนว่า Jobber ได้ราคาน้ำมันเท่ากับราคาหน้าปั๊ม ไม่มีใครได้สิทธิพิเศษเหนือประชาชน”


ดังนั้น ศุภโชติจึงชวนให้ตั้งคำถามไปยังรัฐบาล 3 ข้อว่า

- ขณะที่ประชาชนถูกเก็บเงินไปใช้หนี้กองทุนน้ำมัน มีใครกำลังหลีกเลี่ยงภาระนี้หรือไม่?

- ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายภาษีและเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน มีใครได้สิทธิเหนือประชาชน ไม่ต้องจ่ายในส่วนเดียวกันหรือไม่?

- ประชาชนกำลังแบกรับต้นทุนแทนใครอยู่กันแน่?


ศุภโชติเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรตอบคำถามนี้ให้ชัดเจน เพราะนี่ไม่ใช่แค่ ‘ราคาน้ำมัน’ แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมในระบบพลังงาน


ย้อนไปช่วงวิกฤตพลังงานเมื่อเดือนมีนาคม เกิดกรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ซึ่งรัฐบาลบอกว่ามี ‘ไอ้โม่ง’ อยู่เบื้องหลัง แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยว่าไอ้โม่งที่ว่านี้เป็นใคร ซึ่งหลังจากรัฐบาลเปิดเผยเช่นนั้น ศุภโชติก็นำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยกางแผนผังให้เห็นเครือข่ายของไอ้โม่ง แสดง 5 จุดบอดที่ทำให้น้ำมันรั่วไหล แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดจากรัฐบาลว่า ‘ไอ้โม่ง’ ที่มีส่วนทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนคือใคร


ไม่อย่างนั้นสังคมก็มีสิทธิถามตลอดไปเช่นกันว่า ตอนราคาน้ำมันขึ้น ประชาชนก็เจอกับ ‘ไอ้โม่ง’ กักตุนน้ำมันเก็งกำไร ที่ปัจจุบันยังจับตัวไม่ได้ แต่ตอนราคาน้ำมันลง ประชาชนยังต้องจ่ายแพงอีก ขณะที่มีบางกลุ่มที่ยังได้ส่วนลดพิเศษราคาน้ำมันต่อไปอย่างนั้นหรือ?”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กองทุนน้ำมัน #ราคาน้ำมันโลก

ปชน. ผนึก 37 ส.ก. ดัน ‘ภัทราภรณ์’ นั่งประธาน พร้อมชูวาระร่วม ยกระดับสภา กทม.-งบโปร่งใส-เปิดผลโหวต-ถ่ายทอดสดทุกกรรมการ


ปชน. ผนึก 37 ส.ก. ดัน ‘ภัทราภรณ์’ นั่งประธาน พร้อมชูวาระร่วม ยกระดับสภา กทม.-งบโปร่งใส-เปิดผลโหวต-ถ่ายทอดสดทุกกรรมการ


วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวประกาศวาระร่วมระหว่าง ส.ก. พรรคประชาชน และ ส.ก. กลุ่มต่าง ๆ เพื่อยกระดับสภา กทม. และการสนับสนุนสนับสนุน ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานสภา กทม.


ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน ระบุว่าตามที่พรรคประชาชนได้มีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ในขณะนั้นได้รับการสนับสนุนจาก ส.ก. อิสระ 4 คน ทำให้มีเสียงสนับสนุน 26 เสียง เกินครึ่งหนึ่งของสภา กทม. โดยมีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะผลักดันวาระการขับเคลื่อนสภาโปร่งใส และการจัดทำงบประมาณโปร่งใส ตามที่พรรคประชาชนเสนอให้สามารถเกิดขึ้นได้จริง


ทั้งนี้ พรรคประชาชนไม่ปิดกั้นที่จะตอบรับความร่วมมือเพิ่มเติมจาก ส.ก. กลุ่มอื่น ๆ และในวันนี้พรรคประชาชนก็ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกลุ่มคนทำงาน จึงขอใช้โอกาสนี้ในการแถลงความคืบหน้า ว่าพรรคประชาชนและกลุ่มอิสระ 26 เสียง ได้เสียงสนับสนุนเพิ่มเติมจากกลุ่มคนทำงาน 11 เสียง รวมทั้งสิ้นเป็น 37 เสียง ซึ่งทั้งหมดขอประกาศความร่วมมือในการทำงาน และพร้อมให้ประชาชนได้ติดตามตรวจสอบการทำงานของเราตามข้อตกลงต่อไป


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า สมาชิกสภา กทม. ทั้ง 37 คน มุ่งหวังที่จะทุ่มเททำงานให้กับประชาชนชาวกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับการทำงานของสภา กทม. ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทุกคน สำหรับ ส.ก. กลุ่มการเมืองอื่น เรายินดีที่จะตอบรับความร่วมมือและเสียงสนับสนุนเช่นกัน เพื่อร่วมยกระดับการทำงานของสภา กทม. ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อประชาชนชาวกรุงเทพฯ อย่างดีที่สุด


ทางด้าน เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ว่าที่ ส.ก. เขตบึงกุ่ม กลุ่มคนทำงาน ระบุว่า ส.ก. จากพรรคประชาชนและกลุ่มอิสระ ร่วมกับกลุ่มคนทำงาน จะร่วมกันทำงานเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความโปร่งใสของสภา กทม. โดยร่วมกันเสนอและลงมติเห็นชอบข้อบัญญัติดังต่อไปนี้ และจะผลักดันข้อบังคับและข้อบัญญัติเหล่านี้ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569


1) ร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ และเป็นของประชาชนโดยแท้จริง กำหนดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภา กทม. เปิดเผยรายชื่อการลงมติของสมาชิกสภา กทม. และการเข้าประชุมของสมาชิกสภา กทม.


2) ร่างข้อบัญญัติ กทม. เรื่องงบประมาณ กทม. โปร่งใส กำหนดให้

2.1) กทม. ต้องเปิดเผยรายละเอียดงบประมาณ โครงการ และรายการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบข้อมูลที่คอมคอมพิวเตอร์สามารถอ่านและประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่กระบวนการจัดทำคำของบประมาณ และการบริหารสัญญาหลังการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ ป้องกันการจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินความจำเป็น และป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม.

2.2) กำหนดให้เพิ่มระยะเวลาในการให้สมาชิกสภา กทม. สามารถตรวจสอบเอกสารงบประมาณก่อนเข้าสู่วาระที่หนึ่งของการพิจารณาในสภา กทม. ไม่น้อยกว่า 30 วัน

2.3) ประธานคณะกรรมการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องจัดให้มีเวลาพิจารณางบแปรญัตติไม่น้อยกว่า 3 วัน เพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาอย่างรอบคอบ


ในส่วนของ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ว่าที่ ส.ก.เขตลาดกระบัง ระบุว่าหลังจากที่ กกต. ได้ให้การรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภา กทม. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส.ก. ทั้ง 37 เสียงจะร่วมกันเห็นชอบในการลงมติเพื่อเลือก


1) ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานสภา กทม. คนที่ 26

2) เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ว่าที่ ส.ก.เขตบึงกุ่ม กลุ่มคนทำงาน เป็นรองประธานสภา กทม. คนที่หนึ่ง และ

3) นริสสร แสงแก้ว ว่าที่ ส.ก.เขตบางเขน เป็นรองประธานสภา กทม. คนที่สอง


เพื่อให้การทำงานมีเอกภาพ การแบ่งงานเป็นไปอย่างเหมาะสม คำนึงถึงสมาชิกสภา กทม. ทุกคน ในการทำงานเพื่อควบคุมตรวจสอบและดูแลการบริหารราชการ กทม. ของฝ่ายบริหารต่อไป


ทางด้าน ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ส.ก. ทั้ง 37 คนจะร่วมกันเห็นชอบให้มีการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการความยั่งยืนและรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้งานด้านการเตรียมความพร้อมปรับตัวและรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติของกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างยั่งยืน ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และสร้างความปลอดภัยต่อชาวกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น


ขณะที่ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะประธานยุทธศาสตร์กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่า ส.ก. แต่ละกลุ่มอาจมีจุดยืนไม่เหมือนกันในหลากหลายเรื่อง แต่เราก็ยินดีที่จะผลักดันหลายวาระร่วมกัน เรื่องที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องไปว่ากันในรายละเอียด สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันวาระที่ได้มีการแถลงก่อนหน้านี้ทั้งสามข้อ


ในส่วนของพรรคประชาชน ยินดีที่จะทำงานร่วมกับผู้บริหารทุกคนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน การผลักดันวาระในครั้งนี้เพื่อยืนยันว่าเราจะทำให้งบประมาณมีความโปร่งใส แก้ปัญหาการทุจริต ซึ่งตรงกับนโยบายของว่าที่ผู้ว่า กทม. ในปัจจุบันด้วย และหาก ส.ก. กลุ่มอื่นอยากผลักดันร่วมกัน ก็จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับชาวกรุงเทพทุกคน


สำหรับรายชื่อ ส.ก. ที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้ทั้งหมด 37 เสียง นอกจาก ส.ก.พรรคประชาชนทั้ง 22 เสียง ประกอบด้วย


ส.ก.อิสระ 4 เสียง


นริสสร แสงแก้ว ว่าที่ ส.ก.เขตบางเขน

พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ ว่าที่ ส.ก.เขตบางพลัด

สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ว่าที่ ส.ก.เขตลาดกระบัง

เมธาวี ธารดำรงค์ ว่าที่ ส.ก.เขตปทุมวัน


ส.ก. กลุ่มคนทำงาน 11 เสียง


เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ว่าที่ ส.ก.เขตบึงกุ่ม

ชญาดา วิภัติภูมิประเทศ ว่าที่ ส.ก.เขตคันนายาว

พงศกร รัตนเรืองวัฒนา ว่าที่ ส.ก.เขตบางกะปิ

มธุรส เบนท์ ว่าที่ ส.ก.เขตสะพานสูง

ปิยะวรรณ จระกา ว่าที่ ส.ก.เขตสวนหลวง

วิพุธ ศรีวะอุไร ว่าที่ ส.ก.เขตบางรัก

ปวิน แพทยานนท์ ว่าที่ ส.ก.เขตบางคอแหลม

กฤษฏ์ คงวุฒิปัญญา ว่าที่ ส.ก.เขตภาษีเจริญ

จิรเสกข์ วัฒนมงคล ว่าที่ ส.ก.เขตธนบุรี

สารัช ม่วงศิริ ว่าที่ ส.ก.เขตบางขุนเทียน

ณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ว่าที่ ส.ก.เขตบางบอน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สภากรุงเทพ










สิ้นสุดการคุมขัง ‘เวหา-วชิระ’ พร้อมผู้ต้องขังการเมืองอีก 4 คนถูกปล่อยตัว หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษ

 


สิ้นสุดการคุมขัง ‘เวหา-วชิระ’ พร้อมผู้ต้องขังการเมืองอีก 4 คนถูกปล่อยตัว หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษ


วันนี้ (3 กรกฎาคม 2569) เวลา 11.16 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ‘เวหา แสนชนชนะศึก’ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 รวมถึง ‘วชิระ’ ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถูกปล่อยตัวแล้ว หลังเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569 ด้านเวหาคุมขังกว่า 3 ปี 1 เดือน ส่วนวชิระถูกขังกว่า 9 เดือน รวมถึง “ปณิธาน” และ “ตรัณ” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ก็ได้รับการปล่อยตัวแล้วเช่นกัน


เวหาถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำในเวลา 11.16 น. โดยสวมเสื้อสีขาวแขนยาวก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเสื้อยืด “ฅน = คน คนเท่าเทียมกัน” ที่ประชาชนเตรียมมารอรับและถ่ายรูปร่วมกัน โดยมีประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรภาคประชาสังคมกว่าสิบคน มารอรับตั้งแต่ช่วงเช้า


เวหาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า อยู่ข้างใน 3 ปีกว่า ออกมาประเทศไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ก่อนปล่อยตัวออกมาในขณะที่เขากับผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ อานนท์ ไผ่ ไบรท์ แอมป์ ครูใหญ่ ยืนอยู่คนละฝั่งถนน กำลังใส่โซ่ตรวนออกศาล คือเรื่องยังไม่จบ เราได้รับการปล่อยตัวมาก็จริง แต่เพื่อนเราที่อยู่ข้างในก็มีอยู่ ถ้าเรายังเพิกเฉยกับสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน


สำหรับเวหา เขาถูกดำเนินคีมาตรา 112 จำนวน 3 คดีจากการโพสต์และแชร์ข้อความในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ รวมโทษจำคุก 6 ปี 36 เดือน (ประมาณ 9 ปี) เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. 2566 จนถูกปล่อยตัวเป็นเวลา 3 ปี 1 เดือนเศษ โดยเขาทยอยได้รับการลดโทษลงจากอภัยโทษครั้งก่อนหน้านี้


ด้านวชิระ ถูกปล่อยตัวตามออกมาในเวลาประมาณ 12.08 น. ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นประสบการณ์ที่ต่างจากที่คิดไว้นิดหน่อย ก็ยังมีเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมืองที่ควรจะได้ออกมาเหมือนกัน อยากให้ทุกคนได้ออกมา หลังจากปล่อยตัวแล้วก็จะเดินทางกลับบ้านทันที


สำหรับวชิระ ถูกดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากเหตุแฮ็กเข้าไปดัดแปลงหน้าเว็บศาลรัฐธรรมนูญและเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์เป็น ‘Kangaroo Court’ หลังจากศาลมีคำวินิจฉัยในคดีล้มล้างการปกครองฯ ของแกนนำกลุ่มราษฎร เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2568 หลังศาลฎีกาไม่รับฎีกาคดี ทำให้เขาต้องรับโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ รวมระยะเวลาถูกคุมขังประมาณ 9 เดือนเศษ


ขณะเดียวกัน ในวันนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งหมด 6 รายที่ได้รับการปล่อยตัวหลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษ นอกจากเวหาและวชิระแล้ว ยังมี “ปณิธาน”, “ตรัณ”, “ลีฟ” วีรวัฒน์ และเมธี อมรวุฒิกุล ที่ได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกัน


ทั้งนี้ ปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังในเรือนจำอยู่อีกอย่างน้อย 55 คน โดยจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีอย่างน้อย 25 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง #มาตรา112




















‘พรรคประชาชน’ เปิดวิสัยทัศน์ Offset Policy เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power "ประเทศไทยต้องเลิกเป็นเพียงผู้ซื้ออาวุธ แต่ต้องใช้ทุกเม็ดเงินด้านความมั่นคงสร้างเทคโนโลยี สร้างงาน และอุตสาหกรรมของประเทศ"


พรรคประชาชน’ เปิดวิสัยทัศน์ Offset Policy เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power "ประเทศไทยต้องเลิกเป็นเพียงผู้ซื้ออาวุธ แต่ต้องใช้ทุกเม็ดเงินด้านความมั่นคงสร้างเทคโนโลยี สร้างงาน และอุตสาหกรรมของประเทศ"


วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการทูตของไทยในโลกยุคใหม่’ ประกาศวิสัยทัศน์ใช้นโยบาย Offset Policy เปลี่ยนงบซื้ออาวุธให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศอำนาจขนาดกลาง


Offset Policy คือมาตรการจัดซื้อแบบชดเชย เป็นนโยบายที่ประเทศผู้ซื้ออาวุธกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากการซื้ออาวุธโดยตรง โดยผู้ขายต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ กลับมายังประเทศผู้ซื้ออาวุธด้วย


ณัฐพงษ์บอกว่า ประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้ซื้ออาวุธได้เพียงอย่างเดียว ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเองขึ้นมาด้วย ซึ่งนโยบาย Offset Policy เป็นก้าวสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นมา


ไทยยังสามารถใช้ Offset Policy ร่วมกับประเทศพันธมิตรรายอื่นๆ สร้างการทูตแบบใหม่ของกลุ่มประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อิสราเอล สวีเดน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศเหล่านี้มีเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย และมีความจริงใจในการเจรจาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับวิศวกรชาวไทย สร้างฐานการผลิต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธในไทย เพื่อให้เงินลงทุนที่มาจากภาษีของคนไทยคุ้มค่ามากที่สุด


ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงโมเดล ‘Triple Helix’ ที่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาวิจัย ที่จะถูกเชื่อมโยงกันด้วย Offset Policy โดยยกตัวอย่างเกาหลีใต้ที่ใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาควิจัย และภาคเอกชน จนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของตนเองภายใต้โครงการ KF-21 และขยายความร่วมมือไปยังประเทศอินโดนีเซีย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตบางส่วน และนี่คือตัวอย่างความร่วมมือระหว่างชาติที่เป็น Middle Power ด้วยกัน


พรรคประชาชนได้นำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม ที่กำหนดเงื่อนไขให้การจัดซื้อขนาดใหญ่ของภาครัฐจำเป็นต้องมี Offset Policy โดยไม่จำกัดเฉพาะการซื้อยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และกำหนดให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นแกนกลางดูแลเงื่อนไข Offset Policy ของประเทศไทย


ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกเรื่อง สิ่งที่เราต้องทำ คือการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินทางร่วมกันอย่างมีทิศทาง เราต้องใช้การทูตนำการทหาร และเทคโนโลยีนำการพัฒนา" ณัฐพงษ์ปิดท้ายการบรรยายพิเศษ และการแสดงวิสัยทัศน์


การบรรยายดังกล่าวจัดขึ้นในงานสัมมนาหัวข้อ ‘รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พรบ. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม’ จัดโดยคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 3 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา โดยมีบริษัทเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากสถานทูตหลายแห่ง มาร่วมงานกันกว่า 150 คน


ในงานมีการเสวนาบนเวที โดยมี รศ.ดร. ประมวล สุธีจารุวัฒน ส.ส.พรรคประชาชน และอดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.อ.อ.พิบูล วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ บ.อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และกฤต กุลหิรัญ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บ.ชัยเสรี เมททัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ร่วมกันเสวนาเกี่ยวกับ Offset Policy พูดถึงหลักการ ขั้นตอนการทำ Offset รวมทั้งประสบการณ์ ทั้งในฐานะผู้ส่งมอบและผู้รับเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผ่านกระบวนการ Offset


ในช่วงบ่าย กลุ่มผู้ผลิตอาวุธทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมกิจกรรม Workshop เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อนโยบาย Offset Policy ที่มากขึ้น มีทั้งการบรรยายสรุปเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. และขั้นตอนที่แต่ละภาคส่วนจะต้องดำเนินการในการจัดหายุทโธปกรณ์ให้ประเทศไทยในอนาคต

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้นำฝ่ายค้าน