วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

"ณัฐวุฒิ" กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ "สมรสเท่าเทียม" หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส ไม่ทำเดือนไพรด์เป็นเพียงอีเวนต์รายปี

 


"ณัฐวุฒิ" กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ "สมรสเท่าเทียม" หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส ไม่ทำเดือนไพรด์เป็นเพียงอีเวนต์รายปี 


วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลให้เร่งติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 โดยระบุว่า ในกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตรา 68 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์และดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอร่างแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ซึ่งได้ครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 480 วัน การแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นก็ยังไม่แล้วเสร็จ


โดยเราสามารถจำแนกกฎหมายที่ต้องแก้ไขปรับปรุงได้เป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ 1 ประมาณ 70–80 ฉบับ เป็นกฎหมายที่แม้ยังไม่ได้มีการแก้ถ้อยคำให้ตรงกับความหมายของคู่สมรสตามกฎหมายใหม่ แต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้เปิดช่องรับรองสิทธิของคู่สมรสเพศหลากหลายไว้โดยอัตโนมัติ เช่น สิทธิในการรับมรดก สิทธิในการรักษาพยาบาล แต่กลุ่มที่ 2 มีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับที่หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข จะกระทบอย่างมากต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสผู้มีความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 


(1) ประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และสิทธิทางภาษีต่อบุตรหรือบุตรบุญธรรม 

(2) พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ 2558 หรือ พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ ซึ่งปัจจุบันจำกัดสิทธิไว้เฉพาะคู่สมรสชาย-หญิงที่หญิงนั้นไม่อาจตั้งครรภ์เองได้เท่านั้น หากไม่แก้ไข คู่สมรสชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง จะไม่สามารถใช้สิทธิในการอุ้มบุญอย่างถูกกฎหมายได้ 

(3) พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 ที่ปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขการขอสัญชาติไทยไว้ต่างกัน โดยเปิดให้กรณี "หญิงต่างชาติที่สมรสกับผู้มีสัญชาติไทย" ยื่นขอสัญชาติได้ง่ายกว่า แต่กรณีนี้คิดเป็นเพียง 1 ใน 5 ของรูปแบบการสมรสของผู้มีสัญชาติไทยกับบุคคลต่างชาติทั้งหมด ส่งผลให้รูปแบบการสมรสอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องใช้เกณฑ์การแปลงสัญชาติที่ยากกว่าอย่างไม่เป็นธรรม


ณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า สำหรับกฎหมายอุ้มบุญนั้น ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบคือกระทรวงสาธารณสุข มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงและช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การค้ามนุษย์ ขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ ทางกระทรวงมหาดไทยก็กังวลว่าอาจกลายเป็นช่องทางให้บุคคลบางกลุ่มใช้การสมรสบังหน้าเพื่อแปลงสัญชาติ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าประเด็นเหล่านี้สามารถออกแบบกลไกและแนวทางป้องกันได้ และยังคงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองไม่ให้บุคคลใดต้องเสียสิทธิ 


นอกจากนี้ ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้เชิญกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงความคืบหน้าการทบทวนและแก้ไขกฎหมาย แต่ทั้งสองหน่วยงานบอกเพียงว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างและเปิดรับฟังความคิดเห็น แล้วหลังจากนั้นก็เงียบหายไป


ณัฐวุฒิกล่าวต่อไปว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ประกาศว่าจะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ตนได้อภิปรายเพื่อย้ำเตือนว่า Pride Month ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงอีเวนต์ประจำปีของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องใส่ใจในเนื้อหาสาระและการรับรองสิทธิทางกฎหมายของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะเรื่องนี้ต่างหากที่จะสะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลว่ามีความจริงจังต่อการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคมมากน้อยแค่ไหน 


ในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ตนในฐานะกรรมาธิการของ กมธ.กิจการเด็กฯ ได้มีการหารือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อจะได้เชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาชี้แจงและเร่งรัดความคืบหน้าของการทบทวนและแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อจากนี้ พรรคประชาชนจะเดินหน้ายกร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศและทุกคนได้เข้าถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันอย่างแทัจริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” ชู Bangkok Studio พร้อมพัฒนาโรงเรียนฝึกอาชีพสร้างงาน 200,000 ตำแหน่งให้คนกรุงเทพภายใน 4 ปี “รักชนก” หวังคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน

 


“ชัยวัฒน์” ชู Bangkok Studio พร้อมพัฒนาโรงเรียนฝึกอาชีพสร้างงาน 200,000 ตำแหน่งให้คนกรุงเทพภายใน 4 ปี “รักชนก” หวังคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน พร้อมด้วย พลอย เตลาน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองเตย และรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ได้จัดงาน “กรุงเทพง่ายๆ เริ่มต้นใหม่ ต้องง่ายกว่านี้” โดยในงานเป็นการพูดคุยร่วมกับประชาชนว่าจะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพสามารถเข้าถึงทักษะใหม่ งานใหม่ และโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานได้ง่ายขึ้น


พลอยกล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีหน้าที่ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งไม่ใช่แค่ถนน ทางเดิน และการสร้างตึกใหม่ แต่รวมไปถึงการทำอย่างไรให้คนสามารถมีรายได้ด้วย งานในวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อสะท้อนให้กับคนที่กำลังหาอาชีพใหม่ และคนที่กำลังจะหางาน


รักชนกกล่าวว่า เวลาที่เราพูดถึงรัฐหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง กทม. ที่เป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ หลายคนมักจะนึกถึงเรื่องขนส่งมวลชนสาธารณะ การปรับปรุงโรงเรียน เป็นต้น แต่สิ่งที่พรรคประชาชนอยากจะนำเสนอคือ จริงๆ แล้ว องคาพยพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง กทม. สามารถช่วยประชาชนในการปรับตัวสู่โลกอนาคตได้ ช่วยหางานให้ได้ด้วย การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครในครั้งนี้ พรรคประชาชนจึงได้บรรจุเรื่องเหล่านี้เป็นนโยบาย


ชัยวัฒน์กล่าวว่า กรุงเทพมหานครควรจะเป็นเมืองที่สร้างโอกาสให้กับคนได้เติบโตไปข้างหน้า กทม. มีโรงเรียนฝึกอาชีพที่ดีอยู่แล้ว แต่พวกตนอยากจะทำให้โรงเรียนฝึกอาชีพนั้นสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ ด้วยการสร้างระบบที่สามารถทำให้คนไปเจอกับอาชีพใหม่ งานใหม่ โอกาสใหม่ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น นโยบายของตนจึงเป็นการยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. มาเป็น Bangkok Studio ซึ่งจะเป็นอะไรที่มากกว่าโรงเรียน โดยเป็นพื้นที่ที่สามารถเดินเข้ามาแล้วเรียนรู้ทักษะใหม่ และเจอโอกาสในการได้งานทำ เราจึงอยากทำระบบที่สามารถเชื่อมคนจ้างงานว่าอยากได้คนที่มีทักษะอะไร และใช้พื้นที่ Bangkok Studio ในการสร้างทักษะเหล่านั้นขึ้น


รักชนกเสริมว่า สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการจะเพิ่มเข้ามาคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเดินเข้ามาบอกกรุงเทพมหานครได้ว่ากำลังขาดแรงงานในรูปแบบไหน แล้วกรุงเทพมหานครจะทำการเพิ่มหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปในโรงเรียนฝึกอาชีพ เพราะปัญหาของการฝึกอาชีพคือการที่ฝึกแล้วจะหางานต่ออย่างไร พรรคประชาชนจึงเสนอแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการให้คนที่กำลังหาแรงงานมาพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน เพราะการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันจะทำให้เกิดการการันตีว่าคนที่เข้ามาศูนย์ฝึกอาชีพจะสามารถได้งานแน่นอน สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่พวกตนอยากจะยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพขึ้นมา


พลอยกล่าวต่อว่า จากการที่ตนลงพื้นที่ก็ได้พบว่าหลายตำแหน่งงานมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนและลดจำนวนบุคลากรลงไป ทำให้การแข่งขันในตลาดแรงงานสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นทักษะที่ติดตัวหรือสิ่งที่จะต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองจึงมีความสำคัญ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้ และหาจุดที่เราต้องพัฒนา


รักชนกกล่าวว่า พรรคประชาชนเชื่อว่ากรุงเทพมหานครจะสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ สิ่งที่คนรากหญ้ามักจะถามต่อ สส. หรือว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน คือจะทำอย่างไรให้รายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ที่ผ่านมาพรรคประชาชนมีนโยบายในเรื่องของขนส่งมวลชนสาธารณะ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงการพัฒนาระบบการศึกษา เพื่อที่จะช่วยลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนและคนกรุงเทพ ซึ่งนโยบายการสร้างงานเพิ่ม 200,000 ตำแหน่งภายใน 4 ปี หรือการทำ Bangkok Studio ที่จะยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานครให้ก้าวข้ามศักยภาพเดิมไปอีกขั้น เพื่อให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนและคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ที่อยากให้เกิดขึ้นจริงในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับคนที่อยากจะมีอาชีพใหม่ แต่กลัวกับการเริ่มต้นใหม่ว่าจะต้องมีการลงทุนใหม่หรือซื้ออุปกรณ์ใหม่ การมี Bangkok Studio จะสามารถช่วยให้เข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับคนที่มองหาโอกาสอยู่เป็นจำนวนมากในกรุงเทพมหานคร


นอกจากนี้ตนได้ทำการหาข้อมูลถึงโรงเรียนฝึกอาชีพใน กทม. พบว่าคนที่มาเรียนส่วนมากเป็นคนที่มีกินมีใช้อยู่แล้ว มีเวลาว่างเยอะ และมาเรียนเพื่อเป็นงานอดิเรก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ก็ทำให้ขาดโอกาสสำหรับคนที่กำลังค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำให้ศูนย์ฝึกอาชีพไม่ใช่จบแค่การเป็นโรงเรียนที่ไว้สอน แต่จะต้องเชื่อมต่อไปว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องมีรายได้เพิ่มและหางานทำได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ศูนย์ฝึกอาชีพตามวิสัยทัศน์ของตนเป็นตัวเชื่อมให้กับโอกาสและคนให้สามารถมาเจอกันได้


ชัยวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่าสิ่งที่เมืองนี้จะสามารถรองรับและสนับสนุนได้มากกว่านี้ยังมีอีกมาก และโอกาสเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเมืองนี้ที่จะสร้างให้กับคน โดยที่ผ่านมาเมืองยังสร้างโอกาสให้กับคนไม่มากพอ จึงเป็นที่มาของนโยบายพรรคประชาชนที่ต้องการให้คนได้พบโอกาสมากขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน

















“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน

 



“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เข้าร่วมเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน(ไม่)ผ่านการเมืองไทย 2566 - 2569” จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิจารณ์กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) ครบ 12 ปีของการรัฐประหาร 2557 หากมองอย่างผิวเผิน การเมืองไทยดูเหมือนเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงการเปลี่ยน “ร่างทรง" เท่านั้น โดยส่งต่ออำนาจมาจาก "รัฐพันลึก" (Deep State) และมือที่มองไม่เห็น 


ในการเลือกตั้ง 2562 เปลี่ยนร่างทรงจากกองทัพและทหาร มาสู่รัฐบาลสืบทอดอำนาจ ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แต่ก็ยังมีโครงสร้างคอยเกื้อหนุนอยู่ ต่อมาปี 2566 มีการจัดตั้งรัฐบาลแบบ "เปลี่ยนขั้ว" ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนร่างทรงอีกครั้ง และล่าสุดปี 2569 แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากผลการเลือกตั้งและไม่มีอำนาจมาตรา 44 แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเหมือนว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จกินรวบยิ่งกว่ามาตรา 44 เสียอีก โดยเป็นการใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ สส. และ สว. ภายใต้สิ่งที่พรรคประชาชนเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน


ส่วนสิ่งที่ตนเห็นว่ายังไม่เปลี่ยนในการเมืองไทย คือเรายังคงเห็นรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและชนชั้นนำ และมองข้ามหรือละเลยผลประโยชน์ของประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดคือ โครงสร้างราคาพลังงานหรือค่าไฟ ซึ่งประชาชนต้องแบกรับภาระจาก "ค่าพร้อมจ่าย" ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลในอดีต แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว แต่โครงสร้างนี้ยังไม่ถูกแก้ไข แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม


นอกจากนี้ เรายังคงเห็นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่กลุ่มทุนชนะการประมูลแต่กลับไม่ได้ริเริ่มทำโครงการ กลับมาต่อรองกับภาครัฐเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสัญญาและเงื่อนไขที่เคยชนะการประมูลมา ดังนั้นถ้าถามว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยเปลี่ยนผ่านหรือไม่ ตนเห็นว่าที่แน่ๆ คือเราเปลี่ยนร่างทรง แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือการเมืองไทยยังคงยึดโยงอยู่กับกลุ่มอำนาจ ชนชั้นนำ และกลุ่มทุน โดยละเลยผลประโยชน์ของประชาชน


พิจารณ์กล่าวต่อมาว่า ปัจจัยหลักที่รั้งหรือขัดขวางการเปลี่ยนผ่านคือรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกจากการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งตนเสนอแนวทางเพื่อการเปลี่ยนผ่านแบ่งเป็น 3 ระยะ (1) ระยะสั้น ต้องเรียกร้องไปยังผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทำงานอย่างเข้มข้นกว่านี้ในการตรวจสอบองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น กรรมาธิการ 


(2) ระยะกลาง หากผู้แทนราษฎรเห็นพ้องต้องกันว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่สามารถร่วมมือกันปรับแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ได้ทันที เช่น ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมือง หากเสียงส่วนใหญ่ของ สส. เห็นตรงกันก็สามารถเดินหน้าแก้ไขได้เลย


(3) ระยะยาว เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอตั้งข้อสังเกตต่อการที่พรรคภูมิใจไทยเพิ่งยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา ตนอยากชวนคิดว่าทำไมจึงไม่ยื่นในนาม ครม. ในแง่หนึ่งอาจเป็นการพยายามหาฉันทามติ แต่อีกแง่หนึ่งอาจเป็นความพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะเงื่อนไขในร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มอำนาจให้ สว. กำหนดว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของ สว. ที่มีอยู่ ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญ 2560 เรื่องนี้พรรคประชาชนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเคลือบแคลงใจว่าวิธีนี้สุดท้ายจะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจริงหรือไม่


นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกำแพงที่ถูกก่อขึ้น แต่หากตีความอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่ได้มีนัยตรงไหนที่บอกว่าการเลือกตั้ง สสร. โดยทางอ้อมนั้นทำไม่ได้ 


พิจารณ์ย้ำว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เราเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองแสดงจุดยืนผ่านร่างของตนเอง ทั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะร่วมลงนามกับพรรคการเมืองใดๆ ก็ตามที่เสนอร่างแก้ไข โดยมีเงื่อนไขว่าร่างนั้นจะต้องไม่มีเนื้อหาที่ขัดกับหลักการของพรรคประชาชน เพื่อเปิดทางให้มีร่างรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับเข้าสู่การพิจารณาในสภา


เลขาธิการพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ใช่แค่การแก้ไขกติกาของสังคมให้เป็นธรรมเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือพลังของประชาชน ยกตัวอย่างกรณีความพยายามทำรัฐประหารในประเทศเกาหลีใต้ ที่ประชาชนพร้อมใจกันออกมาต่อต้านจนทำให้การรัฐประหารล้มเหลวลงภายในไม่กี่ชั่วโมง พลังของประชาชนที่มาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้สำเร็จ


ซึ่งการจะทำให้เสียงของประชาชนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริงนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วม พรรคประชาชนพยายามทำงานการเมืองตามแนวทางนี้ คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการร่วมออกแบบนโยบายและการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง 


อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในการเมืองไทยมีความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนอยู่ เรื่องหนึ่งที่พรรคประชาชนเพิ่งสื่อสารไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการแสดงความกังวลต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะหลักการสำคัญคือ “The King can do no wrong” หรือสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งและอยู่เหนือการเมือง ดังนั้น ในการออกนโยบายใดๆ ของรัฐบาล ไม่ควรปรากฏภาพที่ทำให้สังคมเกิดคำถามว่ามีความเชื่อมโยงกับความเห็นของคณะองคมนตรี ซึ่งมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์


“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากที่นายกรัฐมนตรีควรจัดวางพระราชฐานะให้รัดกุมและเหมาะสม แม้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรายงานและรับฟังความเห็นขององคมนตรี แต่รัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องบริหารและแยกแยะให้ถูกว่าอะไรคือพื้นที่ขอคำปรึกษาและอะไรคือพื้นที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน”


“หากต้องขอรับคำปรึกษา ควรออกแบบกลไกระหว่างนายกรัฐมนตรีและสำนักพระราชวังหรือคณะองคมนตรีอย่างเหมาะสมและเป็นทางลับ ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ มิฉะนั้นนโยบายที่ออกไปจะทำให้สังคมเกิดข้อสังเกตว่าเกี่ยวพันกับสถาบัน และผลลัพธ์ของนโยบายนั้นจะเกิดผลกระทบต่อสถาบันหรือไม่” 


“คุณอนุทินเป็นนักการเมืองมายาวนาน น่าจะรู้ดีว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ การประชุมที่เกิดขึ้นที่มีการให้สื่อมวลชนเข้าไปเก็บภาพและเผยแพร่ออกมา ผมตั้งเป็นข้อสังเกตว่านี่คือความพยายามรูปแบบหนึ่งของรัฐบาลที่จะแสดงให้ข้าราชการ กลุ่มทุน หรือพี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคณะองคมนตรีหรือไม่อย่างไร”


พิจารณ์ทิ้งท้ายว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาชนพยายามสื่อสารเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเพื่ออธิบายกับประชาชน เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนเห็นภาพและรู้สึกตื่นตัวว่าอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ อำนาจในการได้มาซึ่งรัฐบาล คืออำนาจของประชาชน ซึ่งนี่ก็คือเป้าหมายสูงสุดที่พวกตนเข้ามาทำงานการเมือง










“ลิซ่า” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดมาตรฐานจริยธรรม

 


“ลิซ่า” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดมาตรฐานจริยธรรม 


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ “หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง” ขอ "ส้ม" เพียง 50 ชื่อเพื่อจับ "ยักษ์น้ำเงิน" ที่ส้มปล่อยออกมากลับเข้าขวดแต่ส้มไม่ช่วย อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน ว่าเรื่องฮั้ว สว. และกรณีเขากระโดง พรรคประชาชนเดินหน้าตรวจสอบจริงจังอยู่แล้วและทำมาตลอด ทั้งอภิปรายในสภาและแถลงนอกสภา แต่เหตุผลที่เราไม่ร่วมเข้าชื่อกับคุณเสรีพิศุทธ์ เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้ไปผูกขาดการตีความเรื่องมาตรฐานจริยธรรม


หากเราเห็นผู้มีอำนาจทำเรื่องที่ผิดและบ้านเมืองมีกฎหมายกำหนดบทลงโทษครอบคลุมไว้อยู่แล้ว เราก็เดินหน้าตามช่องทางนั้น ไม่ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้กำหนดนิยามจริยธรรมตามดุลยพินิจของตัวเอง จนสังคมตั้งคำถามว่าความแน่นอนชัดเจนอยู่ตรงไหน เสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ 


“ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์เห็นปัญหาที่ผ่านมาแต่ยังจะทำแบบเดิม ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่าตลอดชีวิตทางการเมือง ท่านเคยทบทวนบ้างหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นผลดีต่อระบบการเมืองและความเข้มแข็งของประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนหรือเปล่า” 


ภคมนกล่าวว่า พรรคประชาชนไม่มีฮั้วกับใคร เรายืนบนหลักการนี้มาตลอด ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์ยังจำได้ ย้อนไปตอนรัฐบาลเศรษฐาและรัฐบาลแพทองธาร พรรคประชาชนก็ถูกตั้งคำถามลักษณะนี้ แต่เรายึดหลักการนี้เหมือนกันว่าเรื่องจริยธรรมควรเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้คนไม่กี่คนมาตัดสินตามดุลพินิจของตัวเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ศาลรัฐธรรมนูญ

“เดชรัต” กางข้อมูลส่งออกผลไม้เพิ่มขึ้น สวนทางราคาหน้าสวนที่เกษตรกรขายได้ เหตุผลผลิตปีนี้มากกว่าปีก่อน แนะ “ศุภจี” ดูตัวเลขเกษตรให้ครบมิติเพื่อเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่

 


“เดชรัต” กางข้อมูลส่งออกผลไม้เพิ่มขึ้น สวนทางราคาหน้าสวนที่เกษตรกรขายได้ เหตุผลผลิตปีนี้มากกว่าปีก่อน แนะ “ศุภจี” ดูตัวเลขเกษตรให้ครบมิติเพื่อเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ 


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์นำเสนอผลงานการเพิ่มการส่งออกของผลไม้ในเดือนเมษายน 2569 ได้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากติดลบมาเป็นเวลา 8 เดือนติดต่อกัน โดยยกสินค้ามา 3 ชนิดคือ ทุเรียน (ส่งออกเพิ่มขึ้น 109.5%) เงาะ (ส่งออกเพิ่มขึ้น 92.8%) และลิ้นจี่ (ส่งออกเพิ่มขึ้น 70.0%) 


โดยเดชรัตระบุว่า ตอนแรกกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้แจ้งว่าเป็นการเปรียบเทียบแบบเดือนต่อเดือน หรือเปรียบเทียบแบบปีต่อปี ซึ่งตอนหลังคุณศุภจีก็แจ้งว่าเป็นการเปรียบเทียบแบบปีต่อปี และถือเป็นผลงานหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ แต่คำถามคือทำไมราคาที่เกษตรกรขายได้กลับลดลง


เมื่อเราค้นข้อมูลราคาที่เกษตรกรขายได้ทั้ง 3 ชนิด ในเดือนเมษายน 2569 ก็จะพบภาพที่ต่างกัน ข้อมูลดัชนีราคาที่เกษตรกรขายได้ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แสดงให้เห็นว่าราคาทุเรียนที่เกษตรกรขายได้ในเดือนเมษายน 2569 ลดลง 1.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนเงาะ ดัชนีราคาลดลง 22.8% และลิ้นจี่ลดลง 7.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน นั่นแปลว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มีส่วนทำให้ราคาที่พี่น้องเกษตรกรได้รับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในเรื่องนี้คุณศุภจีไม่ได้พูดถึง 


“หลายท่านอาจคิดว่า ผมกำลังกล่าวโทษกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าที่เกษตรกรขายได้เพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ เปล่าเลยครับ ผมกำลังจะบอกว่าราคาหน้าสวนที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะผลผลิตที่ออกจากสวนในเดือนเมษายน 2569 มากกว่าเดือนเมษายน 2568”


เดชรัตกล่าวต่อว่า ในกรณีทุเรียนและเงาะ ประเด็นนี้มีพี่น้องชาวสวนผลไม้แย้งคุณศุภจีไปแล้วเมื่อวานนี้ว่าเมื่อปีก่อนผลผลิตทุเรียนออกช้า ทำให้มูลค่าการส่งออกในเดือนเมษายนจึงน้อย แต่ปีนี้ผลผลิตออกเร็วขึ้น มูลค่าการส่งออกในเดือนเมษายนจึงเพิ่มขึ้นและราคาหน้าสวนจึงลดลง 


ตัวเลขดัชนีผลผลิตของเดือนเมษายนปี 2569 เมื่อเทียบเมษายน 2568 โดยใช้ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เราจะพบว่าผลผลิตทุเรียนในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 26.1% เทียบกับเมษายนปีก่อน ส่วนผลผลิตเงาะเพิ่มขึ้นถึง 6137.0% เลยทีเดียว 


เรื่องผลผลิตเงาะนั้น ปีก่อนผลผลิตเงาะในเดือนเมษายน 2568 ยังออกน้อยมาก และไปพีคในเดือนมิถุนายน 2568 ส่วนปีนี้ผลผลิตออกเร็วขึ้นมาก และแน่นอนเป็นผลในทางกลับกันว่าราคาเงาะหน้าสวนลดลงไปถึง 22.8% ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมพี่น้องที่ปลูกเงาะจึงรู้สึกแปลกใจกับตัวเลขที่คุณศุภจีโชว์ ทั้งนี้ มียกเว้นลิ้นจี่ที่ผลผลิตในเดือนเมษายนปี 2569 จะลดลงจากปีก่อน และแม้ผลผลิตจะลดลง และส่งออกได้มากขึ้น แต่ราคาลิ้นจี่หน้าสวนก็ยังลดลงอยู่ดี ซึ่งเสียดายที่เราไม่ได้ยินคุณศุภจีกล่าวถึงประเด็นนี้ 


เดชรัตกล่าวว่า โดยสรุปมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2569 ส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตในเดือนนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดือนเมษายนของปีก่อน ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น ก็ต้องส่งออกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และก็จะมีโจทย์ตามมาทันทีว่า แล้วราคาที่หน้าสวนดีขึ้นตามหรือไม่ ซึ่งคำตอบของทั้งสามสินค้านี้คือยังไม่ดีขึ้น 


“มองตัวเลขสินค้าเกษตรต้องมองให้ครบถ้วน ผมจึงขอแนะนำคุณศุภจีว่า อย่าเพิ่งรีบที่จะนำเสนอผลงานของตนจนเกินไป สินค้าเกษตรมีความซับซ้อน ทั้งความเป็นฤดูกาล ความผันผวนของปริมาณผลผลิต และอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน เราจำเป็นต้องมองตัวเลขในหลายมิติไปพร้อมๆ กัน เพื่อสอบทานตัวเลขที่คุณศุภจีนำมาแสดงว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นนั้นมาเพราะสาเหตุใดกันแน่ และยังมีตัวเลขหรือปัญหาใดที่ซ่อนอยู่ในห่วงโซ่ของสินค้าเกษตรหรือไม่ เพื่อที่จะได้รีบนำไปแก้ไขกัน” 


เดชรัตทิ้งท้ายว่า หากจะเป็นการดี คุณศุภจีควรช่วยเร่งให้กระทรวงพาณิชย์นำตัวเลขการส่งออกที่คุณศุภจีนำมาใช้แสดงผลงานมาขึ้นเว็บให้ประชาชนเข้าไปดูโดยทั่วกัน ตอนนี้อัปเดตถึงเดือนมีนาคม 2569 เราจะได้ช่วยคุณศุภจีค้นว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรตัวใดบ้างที่ลดลง เพราะคุณศุภจีกล่าวถึงแต่ตัวที่เพิ่มขึ้น และจะได้ช่วยกันแนะนำต่อไป เพราะภายใต้ “สัญญาณบวกเพียงเบื้องต้น” ที่คุณศุภจีและกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึง ก็มีสัญญาณลบหรือจุดปมปัญหาที่จะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้และแก้ไขต่อไป เพียงแต่คุณศุภจีจะมองเห็นและสื่อสารออกมาหรือไม่เท่านั้นเอง 


“สุดท้าย ผมขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่พยายามนำเสนอผลงานมาเป็นระยะ ผมจะพยายามช่วยตรวจสอบตัวเลขต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเชิงลึก และเสนอปมปัญหาที่ควรเร่งแก้ไขมาให้ทราบ เพื่อมิให้ตัวเลขบวกในบางด้าน มาบดบังปัญหาที่แท้จริงที่เกษตรกรไทยเผชิญอยู่ครับ” เดชรัตกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน



วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านจี้ประธานสภาวางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

 


ฝ่ายค้านจี้ประธานสภาวางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท


วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรวางตัวเป็นกลาง และไม่ขัดขวางการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา โดยเฉพาะการเสนอญัตติด่วนเพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก. เงินกู้


ศิริกัญญา กล่าวว่า รัฐบาลได้อนุมัติโครงการใช้งบจากเงินกู้ไปแล้วกว่า 170,000 ล้านบาท และกำลังจะเริ่มกู้เงินจริง โดยเงินช่วยเหลือจะเริ่มถึงมือประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ หรืออีกเพียง 8 วันข้างหน้า ทั้งที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงต่อรัฐสภาและสังคมอย่างเพียงพอว่า การกู้เงินดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด มีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรหลังมาตรการเยียวยาระยะเวลา 4 เดือนสิ้นสุดลง และเงินเยียวยาหมดลง


นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่ารัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้สนับสนุนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ อาจเข้าข่ายใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์และขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการกู้เงินในสถานการณ์พิเศษ


“ในเมื่อรัฐบาลเริ่มดำเนินการกู้เงินและใช้งบประมาณแล้ว เหตุใดการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงจะไม่ถือเป็นญัตติด่วน หากไม่ถูกบรรจุเป็นญัตติด่วน ก็ต้องรอคิวตามระเบียบวาระปกติซึ่งมีญัตติค้างอยู่จำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบเกิดขึ้นไม่ทันต่อสถานการณ์” ศิริกัญญากล่าว


ศิริกัญญายังตั้งข้อสังเกตต่อเหตุผลของประธานสภาที่ระบุว่าควรรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยเห็นว่าในเมื่อรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินโดยไม่ได้รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็ไม่ควรชะลอการทำหน้าที่ตรวจสอบเช่นกัน


“ฝ่ายค้านต้องต่อสู้กับความพยายามของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่แล้ว แต่กลับต้องถูกประธานสภาขัดขวางด้วยการไม่รับรองความเป็นญัตติด่วนอีก กลไกตรวจสอบของสภากำลังถูกจำกัดตัดตอน และนี่คือการเปิดช่องให้รัฐบาลหนีการตรวจสอบจากสภา” ศิริกัญญากล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“หมอเหวง” รำลึกรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557





 

“หมอเหวง” รำลึกรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557


12ปีรัฐประหาร57

รำลึกรัฐประหาร22พค.2557


ทันทีที่คสช.ยึดอำนาจสำเร็จ กลุ่ม กปปส. ไปฉลองชัยชนะ ดื่มแชมเปญ เต้นโขยกเขยกร้องเพลงประจำการเคลื่อนไหวอย่างดีอกดีใจ คึกคะนอง บนห้องจัดเลี้ยงหรูโรงแรมหรูใจกลางกทม.


ประจานตนเองต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศให้เห็นอย่างล่อนจ้อนว่ าการเคลื่อนไหวของ กปปส. สถาปนารัฏฐาธิปัตย์ แก่นแท้เป็นเพียงการเตรียมการให้กลุ่มทหารขวาจัดยึดอำนาจ เพื่อสถาปนาอำนาจรัฐอนุรักษ์จารีตขวาจัดอำนาจนิยมเท่านั้น เพื่อแก้ไข “การยึดอำนาจรัฐประหารเสียของปี 49 ของคปค. คมช.”


กปปส.สร้างเงื่อนไข ขว้างระเบิดฆ่าประชาชนที่ถนนบันทัดทอง ขว้างระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อสังหารแกนนำ กปปส. (จากคลิปบันทึกภาพที่มีการเผยแพร่ผู้กระทำไม่ได้ถูกจับ ลักษณะคล้ายทหารมาก เพราะชำนาญการในการขว้างชัดเจน) ฆ่าประชาชนคนยากจนแถบสวนจตุหลายคน ฆ่าคนเสื้อแดงสองคนเอาศพยัดกระสอบไปโยนลงเจ้าพระยาที่สะพานซังฮี้ โดยเอาขึ้นปิคอัพขับขึ้นสะพานยิงปืนขู่พนักงานกทม. ที่ทำงานซ่อมสะพานนอยู่ ศพลอยไปติดตลิ่งที่แถบถนนพระอาทิตย์ มีคลิปชัดเจนที่มติชนเผยแพร่ แต่เรื่องก็เงียบ


ทั้งหมดเป็นการยืนยันว่า อำนาจรัฐตัวจริงไฟเขียวจให้ทำได้ การปิดโรงพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง ห้ามและข่มขู่ประชาชนไม่ให้ไปเลือกตั้ง จนเกิด“ป้าไฟฉาย” หญิงปีนรั้ว“ เพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่ก็ยังมีประชาชนไปใช้สิทธิ 20 ล้านคน การปิดล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้งโดยใช้กำลังอาวุธเล็งยิงตำรวจที่มาคุ้มครองการสมัครเลือกตั้งตรงกลางอกทะลุหัวใจ มีหัวหน้าหน่วยซีลมาใส่ร้ายว่ามีพวกเขมรติดอาวุธลัดลอบเข้าเมืองมาช่วยคนเสื้อแดง ทั้งที่คนพูดเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าง ยังปล่อยให้เกิดหตุการณ์ตำตาได้อย่างไร


และอีกหลากหลายวีรกรรมวีรเวรของกปปส. ล้วนประจานว่า อำนาจรัฐพันลึกที่กุมอาวุธไว้ในมืออยู่เบื้องหลังการสร้างสถานการณ์จนสุกงอม จากนั้นก็ส่งทหารเข้ามาทำบังเกอร์ในกทม. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ประกาศกฎอัยการศึกโดยพลการ  แล้วก็เรียกเจ็ดกลุ่มสำคัญเข้ามารวมกันที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี ด้วยข้ออ้างจะหาทางประนีประนอม ยุติสถานการณ์


แต่ความจริงคือเพื่อเอาหัวเรือใหญ่ทุกฝ่ายมาคุมตัวไว้เพื่อยึดอำนาจ ภายหลังจากที่กล่าวหารัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า ย้ายถวิล เปลี่ยนสี แล้วใช้อำนาจกระบวนการยุติธรรมของพวกเขาปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เหลือแต่รัฐบาลรักษาการ

 

ทั้งหมดนี้เป็นบางส่วนสำคัญของการยึดอำนาจรัฐประหารของคสช. 12 ปีที่แล้วเมื่อ 22 พ.ค. 2557 เป็นชัยชนะของฝ่ายจารีตอนุรักษ์อำนาจนิยมซึ่งยังสืบต่อมาจนทุกวันนี้ ผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ของคสช. และยังจะทำคลอดรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน เพื่อสร้างอำนาจรัฐจารีตอนุรักษ์อำนาจนิยมไปให้ยาวนานตลอดไป อำนาจสูงสุดทางการเมืองเป็นของประชาชนจะกลายเป็นความฝัน อันเป็นไปไม่ได้เสียแล้วหรือ???


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐประหาร2557 #หมอเหวง