มีเรามีอากาศสะอาด “ภัทรพงษ์” ชูนโยบาย 100 วันรัฐบาลประชาชน รื้อ 4 เรื่องแก้ฝุ่น PM2.5 เป็นรัฐบาลพร้อมทำงานทันที ไม่ต้องรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
วันที่ 21 มกราคม 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 8 (หางดง สันป่าตอง) พรรคประชาชน เป็นตัวแทนพรรคประชาชนนำเสนอนโยบาย 100 วันแรกของรัฐบาลประชาชน เรื่องการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในการประชุมระดับชาติเรื่องมลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ภัทรพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันการจัดการเรื่องมลพิษทางอากาศของไทยมีปัญหา จัดการแบบไม่มีระบบ ไม่ถูกเวลา ขาดงบประมาณ และขาดการจัดการระหว่างประเทศ ทั้ง 4 ประเด็นนี้จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลประชาชนจะเข้าไปรื้อระบบใน 100 วันแรก
เริ่มจากการ “รื้อระบบฐานข้อมูล” ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยรัฐบาลประชาชนจะตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ปัจจุบันกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน โดยจัดเก็บข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ไม่ว่าจะเป็น แผนที่พื้นที่เผาไหม้ในป่า แผนที่พื้นที่เผาไหม้พื้นที่เกษตรที่เพาะปลูกไม่เหมาะสมและมีการเผาซ้ำซาก ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกตามนโยบายของพรรคประชาชนที่จะมีงบประมาณสนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ รวมถึงการประมาณการว่าในแต่ละพื้นที่จะมีเศษวัสดุการเกษตรเท่าไหร่ เพื่อสามารถจับคู่กับเครื่องจักรในแต่ละพื้นที่ได้ โดยรัฐบาลประชาชนจะเป็น “รัฐแพลตฟอร์ม” หรือตัวกลางที่เชื่อมระหว่างเกษตรกรกับเอกชน ให้เกษตรกรนำคูปองไปเลือกซื้อเครื่องจักรไม่ให้เกิดการเผา รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อพัฒนาไปสู่การติดฉลากสินค้าห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในอนาคต
ส่วนในเขตเมือง รัฐบาลประชาชนจะเร่งจัดทำฐานข้อมูลยานพาหนะที่มีการปล่อยมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานแบบ Non-Euro ไปจนถึง Euro 6 ส่วนอุตสาหกรรม จะมีการจำแนกพื้นที่ Attainment และ Non-attainment เพื่อสามารถกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษในแต่ละพื้นที่ให้เข้มข้นขึ้น และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเป็นเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษและเจ้าพนักงานโรงงาน ให้มีอำนาจในการออกตรวจเพื่อสอดคล้องกับอำนาจเดิมในการสั่งระงับที่มีอยู่ใน พ.ร.บ. สาธารณสุข
นอกจากนี้ จะมีการปรับตัวชี้วัดที่แต่เดิมจะเป็นจุด Hot Spot เปลี่ยนเป็น Burn Scar และเปลี่ยนจากการวัดค่า PM2.5 เป็นค่า PM2.5 ต่ออัตราการระบายอากาศและปริมาณน้ำฝนสะสม เพื่อให้สามารถเห็นได้ว่าปริมาณฝุ่นที่ลดลงไปนั้นเกิดจากแนวทางของรัฐบาลอย่างแท้จริงหรือมาจากธรรมชาติ จะได้รู้ว่าการทำงานของเราทำถูกทางแล้วหรือไม่ ใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือยัง และออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้เพิ่มโรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังจากฝุ่น PM2.5 เพื่อให้สังคมตื่นตัวกับเรื่องดังกล่าวมากขึ้น พร้อมให้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ พ.ร.บ. PRTR มาเติมเต็มฐานข้อมูลเหล่านี้ทันที
ต่อมาคือ “รื้อปฏิทินการทำงาน” ปัจจุบันภาครัฐกำลังทำงานตามหลังปัญหา เช่น ภาคเกษตรที่เรารู้อยู่แล้วว่าการเปลี่ยนข้าวนาปีเป็นนาปรังจะอยู่ในช่วงไหน ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีการเร่งรอบในการเผา การเปิดหีบอ้อยที่จะมีในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี แต่รัฐบาลไม่เคยมีการออกมาตรการสนับสนุนก่อนที่จะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่ถ้าเป็นรัฐบาลประชาชนจะออกมาตรการสนับสนุนทันทีใน 100 วันแรก โดยแบ่งตามรายชนิดพืช ทั้งอ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าว เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนในฤดู 69/70 ได้
ในพื้นที่เขตเมือง จะจัดทำ Low Emission Zone ในส่วนปริมณฑลรอบนอก และทำ Ultra Low Emissions Zone ในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ภายใน 1 ปีจะจัดทำระบบตั๋วร่วมเพื่อลดค่าโดยสารทั้งระบบ จนไปถึงการเปลี่ยนขนส่งสาธารณะทั้งระบบให้เป็นระบบ EV ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลประชาชนจะจัดการกับปัญหา PM2.5 ก่อนที่จะเกิดปัญหา ไม่ใช่รอให้เกิดก่อนแล้วแก้ภายหลัง
อย่างที่สามคือ “รื้อระบบงบประมาณ” ที่รัฐบาลไม่เคยจัดสรรให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เช่น งบประมาณในการแก้ไขปัญหาไฟป่าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกตัดงบประมาณปีละพันล้านบาททุกปี ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าใจว่าอะไรคืองบประมาณรายจ่ายประจำปี อะไรควรเป็นงบกลาง อะไรควรเป็นงบประมาณจากกองทุน
รวมไปถึงมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ตามร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งมีกลไกกองทุนอากาศสะอาดรองรับไว้ รัฐบาลประชาชนจะไม่รอให้กฎหมายดังกล่าวผ่านก่อนถึงจะเริ่มทำงาน แต่จะตั้งคณะทำงานและเริ่มงานได้ทันที เพื่อร่างกฎหมายลำดับรองไว้ก่อน เมื่อ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ประกาศใช้แล้ว จะได้เดินหน้าทันที ซึ่งมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ดังกล่าวจะเป็นการลดหย่อนและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้
สุดท้าย “รื้อการจัดการระหว่างประเทศ” ที่ผ่านมาสังคมไทยได้ยินมาตลอดว่ารัฐบาลจะห้ามนำเข้าข้าวโพดที่มาจากการเผา แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จเสียที ในปีนี้มีความคืบหน้ามากขึ้น เล็กน้อยจากการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศห้ามนำเข้าข้าวโพดที่มาจากการเผา แต่กลับเปิดช่องให้เอกชนสามารถรับรองตนเองได้ ด้วยวิธีการที่เอกชนออกแบบเอง สิ่งที่รัฐบาลประชาชนจะทำคือการประกาศห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา และผู้นำเข้าต้องระบุพิกัดแปลงเพาะปลูกเพื่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงเพิ่มหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน เพื่อแก้ปัญหาการรับซื้อจากคนกลางบริษัทนำเข้า หรือรับซื้อจากผู้ที่นำเข้าผิดกฎหมาย แล้วแจ้งว่าเป็นการรับซื้อในประเทศ เกิดการสวมสิทธิประโยชน์กันอีก การตรวจสอบนี้จะสามารถตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานได้อย่างชัดเจน
ภัทรพงษ์ได้กล่าวปิดท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเป็นผู้นำของอาเซียนในการจัดการปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 เช่น ASEAN Climate Resilience Network การพัฒนาฉลากสินค้าที่ไม่เกิดจากการเผาในระดับอาเซียน โดยให้การสนับสนุนงบประมาณผ่าน NEDA และ TICA เพื่อให้อาเซียนเข้มแข็ง เพิ่มคู่ค้าในต่างประเทศมากขึ้น รวมถึง ASEAN Agreement on Disaster Management and Emergency Response ที่จะพัฒนาโครงการช่วยป้องกันไฟป่า และ ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution ในการพัฒนาศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศในประเทศ ให้เป็นแกนกลางของภูมิภาคภายใน 4 ปี
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน #PM25 #ฝุ่นพิษ


































