วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (4)

 


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (4)


สถานการณ์ภายนอกมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2516 ในช่วงหลังยุติการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว เพื่อน ๆ ต่างสถาบัน เรียกร้องเป็นอย่างมากให้ผม พยายามก่อรูปหรือจัดตั้งกลุ่มนักศึกษาในสถาบันมหิดลให้ได้ ผมเองทำได้ระดับหนึ่ง มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ ร่วมคณะและต่างคณะจำนวนหนึ่งซึ่งยังอยู่ในแวดวงจำกัดแคบมาก


แต่สถานการณ์มาเขม็งเกลียวอย่างรุนแรง ก็เมื่อรัฐบาลจอมพลถนอม จับ นักศึกษาประชาชนที่ไปแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวนทั้งสิ้น 12 คน ในวันที่ 6 ตุลาคม 2516 และคุณไขแสง สุกใส หอบแคนเข้ามอบตัวในวันที่ 7 ตุลาคม 2516 รวมเป็น 13 กบฏ

.

ในบ่ายต่อค่ำคืน 6 ตุลาคม 2516 เสกสรร ประเสริฐกุล และกลุ่มสภาหน้าโดม ได้ จัดให้มีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตอนดึกของคืนแรกเหลือคนไม่ถึงร้อย เสกสรร ประเสริฐกุล ได้มอบหมายให้ผมไปจัดรวบรวม นักศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดล มาช่วยดูแลสุขภาพของผู้มาร่วมชุมนุม


ผมจึงเริ่มไปขอความกรุณาจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในโรงพยาบาลรามาธิบดี และการเริ่มขยายไปขอความกรุณาจากอาจารย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีด้วย จากนั้นผมก็ ขยายการติดต่อไปยังคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล เช่น คณะเภสัชศาสตร์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์รามาธิบดี และศิริราชพยาบาล รวมไปถึงเพื่อน ๆ และพี่ ๆ ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาลศิริราชและพยาบาล แล้วยังขยายแดนไปติดต่อกับเพื่อน ๆ ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์


ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเพื่อนพี่น้อง ครูอาจารย์ทั้งจากในมหิดล (ทั้งรามาธิบดีและศิริราช) และจุฬาลงกรณ์ จนในที่สุดก็ก่อตั้ง หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชนขึ้นได้


ตั้งหน่วยที่ปีกซ้ายมือของสนามฟุตบอลเวลาหันหน้าเข้าหาตึกโดม ที่ใต้ถุนตึกสื่อสารมวลชน (ตรงข้ามตึกนิติศาสตร์) เราเริ่มมีการจัดเวรยามกันเป็นผลัด ๆ แบ่งเป็นอย่างน้อยสามผลัด กลางวัน (8.00  -17.00 น.) ค่ำ (17.00 - 02.00 น.)ดึกถึงเช้า (02.00  -8.00 น.) ซึ่งก็ไม่ได้เคร่งครัดนัก


ในเวลาทำงานจริง เพื่อนพี่น้องที่พอปลีกเวลาได้ ก็ได้เข้ามาร่วมทำงานอย่างเอาใจใส่รับผิดชอบกันอย่างจริงจังโดยตลอด


พวกเราทุก ๆ คน ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ได้ลาดตระเวนดูแลสุขภาพ แจกยาดมบ้าง แจกยาแก้ปวดศีรษะ แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปัญหาเรื่องท้องเสียท้องเดินบ้างตลอด ตั้งแต่ 7-12 ตุลาคม 2516


จนเมื่อแกนนำการชุมนุมตัดสินใจที่จะเดินขบวนออกไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกลางวัน วันที่ 13 ตุลาคม 2516 เสกสรร ประเสริฐกุล ก็ได้บอกให้ผมมาตระเตรียมการจัดตั้งฝ่ายแพทย์พยาบาลที่จะดูแลการเดินขบวนขนาดใหญ่ดังกล่าวให้ทั่วถึง พวกเราได้ประชุมกันแล้วจัดรูปการดูแล โดยให้มีบุคคลากรของพวกเราเดินประกบสองข้างของขบวนใหญ่เป็นสองแถว โดยห่างกันประมาณหนึ่งช่วงแขน ทั้งสองข้างของขบวนใหญ่ ในขณะเดียวกันก็จะมีหน่วยเดินปะปนอยู่ภายในขบวนด้วย แบ่งเป็น ช่วง ๆ ช่วงละประมาณ 50 เมตร แต่ละช่วงจะมีหน่วยงานของเรา ประมาณ 3-4 คน


พวกเรา ชาวมหิดล หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชนได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดี จนกระทั่งเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ภายหลังจากที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรงด่านหน้าพระราชวังสวนจิตรลดารโหฐาน ด้านหลังรพ.รามาธิบดี ภายใต้การดูแล ของพลตำรวจเอก ชุมพล โลหะชาละ ขัดขวางการเดินทางกลับบ้านของนักศึกษาประชาชน มีการขว้างปากันเกิดขึ้นแล้วลุกลามเป็นการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงกระสุนสังหาร และทหารใช้อาวุธสงครามสังหารประชาชนบนถนนราชดำเนินใน


ระดับของปัญหาและขอบเขตของการดูแล เกินกว่าขีดความสามารถของหน่วยพยาบาลเพื่อมวลชนจะดำเนินการได้อีกต่อไป จึงเป็นภารกิจของหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการเข้ามาดูแลแทน เช่น ของโรงพยาบาลทุกแห่งในกทม. รามาธิบดี พระมงกุฎ ราชวิถี รพ.เด็ก รพ.สาธารณสุขเขตร้อน รพ.ศิริราช รพ.กลาง รพ.บางคอแหลม ฯลฯ


ผมเองไม่ได้นอนมาหลายวัน กลับมารพ.รามาธิบดีในราว 02.00 น. 14 ตุลาคม 2516 ด้วยความสบายใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย เพราะรัฐบาลปล่อย 13 กบฏแล้ว และรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาแล้วว่าจะเร่งรีบในการร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็ว


แต่พอรู้ตัวตื่นมาในราว 06.00 น. ก็ทราบว่าสถานการณ์เลวร้ายลง แต่ก็เกินขีดที่บทบาทของนักศึกษาจะรับมือได้แล้ว ได้แต่อาสาติดรถฉุกเฉินเข้าไปรับผู้บาดเจ็บภายในถนนราชดำเนินในเท่านั้น


เหตุการณ์สงบลงด้วยพระบารมีเป็นล้นพ้น ปวงชนชาวไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ได้รัฐบาลพระราชทาน อ.สัญญาธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี พวกเราพสกนิกรทั้งประเทศก็รู้สึกโล่งอกสบายใจไปตาม ๆ กัน


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวผมเอง เพราะผมได้พบ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่สวนโมกขพลารามหลายหน ตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย จนไปบวชตอนปีสี่ดังกล่าว


ภายหลังจากนั้นหากพอเจียดเวลาได้ก็จะมุ่งไปสวนโมกข์เสมอ ก็มักจะมีโอกาสได้พบ อ.สัญญา อยู่บ่อยครั้ง


สำหรับผมแล้ว สวนโมกข์ไม่ต่างอะไรจากเมกกะ หรือสถานที่แสวงบุญเลย และทุกครั้งที่ไปก็รู้สึกได้ไปชาร์ตแบตเตอรี่ และได้ไปกวาดล้างสิ่งโสโครกที่เกรอะกรังเกาะแน่นกับจิตวิญญาณของตนออกไปทุกครั้ง กลับจากสวนโมกข์รู้สึกปลอดโปร่งเบาโล่งทั้งกายและใจจริง ๆ


ขอบคุณเจ้าของภาพประกอบ


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง 

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

พริษฐ์ รอคำตอบ กกต. - DSI ชี้แจงชัด ๆ ว่าได้สอบสวน 'นายกวิทยา' หรือสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต ในคดีโกง สว. หรือไม่

 


พริษฐ์ รอคำตอบ กกต. - DSI ชี้แจงชัด ๆ ว่าได้สอบสวน 'นายกวิทยา' หรือสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต ในคดีโกง สว. หรือไม่


วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่าน พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu ระบุว่า คำถามถึง กกต. และ DSI สืบเนื่องจากคำชี้แจงของ นายก วิทยา คำพวง เกี่ยวกับคดีโกง สว.


เช้าวันนี้ หลายคนคงได้เห็นคำชี้แจงของนายก วิทยา คำพวง ในหลายรายการเกี่ยวกับคลิปหลักฐานที่ผมได้นำเสนอเกี่ยวกับขบวนการโกง สว.


สาระสำคัญที่สุดของคำชี้แจง คือการที่ นายก วิทยา ยอมรับว่าเขาคือบุคคลในคลิป (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่โรงแรม B2 รังสิต ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) โดยเขายังได้อธิบายถึงความหมายของหลายประโยคในคลิปที่หลายคนสงสัย เช่น

- “ไม่น่าเชื่อว่า สว. เราได้เยอะที่สุด"

- “พวกผมมันสายยาวกว่านี้”

- “เราทำเพื่อข้างบน”

- “อย่าไปกลัว เพราะข้างบนท่าน [..] - ไม่งั้น กกต. ประกาศโมฆะไปแล้ว”

- “ทางผู้ใหญ่พวกสายทหารก็เข้ามา”


(ใครที่สนใจ สามารถฟังคำชี้แจงของนายก วิทยา เต็ม ๆได้ที่ link ใน comment)


คำชี้แจงดังกล่าวสมเหตุสมผลหรือไม่ ฟังขึ้นหรือไม่ ผมขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเอง


อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ามีข้อเท็จจริงในอีก 2 เรื่อง ที่นายก วิทยา ปฏิเสธ แต่ผมยังคงมีข้อสงสัย


1. ตกลง นายก วิทยา มีความสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคภูมิใจไทย?


- นายก วิทยา ให้สัมภาษณ์ว่าตนไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับพรรคภูมิใจไทย (แม้จะชื่นชอบนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ของพรรค) โดยภาพที่ปรากฏร่วมกับรัฐมนตรีภูมิใจไทย (เช่น ทรงศักดิ์ ทองศรี) เป็นเพียงการทำหน้าที่ในฐานะนายกท้องถิ่นเกี่ยวกับโครงการพื้นที่


- อย่างไรก็ตาม ผมได้ค้นพบว่า นายก วิทยา เคยสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ไปร่วมแถลงข่าวกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี ในงานเปิดตัวผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย หนองคาย-ชัยภูมิ-สกลนคร เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 (ซึ่งคาดว่าเป็นที่ทำการพรรคภูมิใจไทย: https://bhumjaithai.com/news/110566


2. ตกลง นายก วิทยา ชำระค่าที่พักที่โรงแรม B2 (2 หมายเลขการจอง / ยอดรวม 7,520 บาท) หรือไม่?


- นายก วิทยา ยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนจองหรือชำระค่าที่พักดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวหา


- ความจริงแล้ว ผมไม่เคยกล่าวหาว่านายก วิทยา เป็นคน “จอง” ห้อง แต่ข้อมูลที่ผมได้รับ เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าบัญชีที่ถูกใช้ “โอนเงิน” ไปที่บัญชีของโรงแรมเพื่อ “ชำระค่าที่พัก” เป็นบัญชีชื่อ วิทยา คำพวง - ดังนั้น ประเด็นหลักจึงไม่ใช่ว่าใครจอง แต่คือใครจ่าย / หรือหาก นายก วิทยา ยืนยันว่าตนไม่ทราบว่าตนเป็นคนจ่าย มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีคนนำบัญชีของ นายก วิทยา ไปชำระค่าที่พักดังกล่าวแทน?


อย่างไรก็ตาม ในเมื่อนายก วิทยา ชี้แจงมาเช่นนี้ ผมเห็นว่าตอนนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและ (คาดว่า) มีข้อมูลอยู่ในมือ ในการออกมาชี้แจงและไขข้อสงสัยให้เกิดความชัดเจน


ในฝั่งของ DSI: ผมขอเรียกร้องให้ DSI ออกมาชี้แจงชัด ๆ ว่า:

- 1. DSI ได้เคยมีการสอบสวนหรือตรวจสอบกับทางโรงแรม B2 รังสิต หรือไม่ ว่ามีใครจอง เข้าพัก หรือชำระเงินค่าที่พัก ในห้วงเวลาดังกล่าว (25-26 มิ.ย. 2567)?

- 2. หากเคย: DSI สามารถยืนยันได้หรือไม่ ว่าตกลงแล้ว มีการชำระค่าที่พักในโรงแรม B2 รังสิต โดยเป็นการโอนเงินจากบัญชีชื่อ วิทยา คำพวง หรือไม่?


ในฝั่งของ กกต. (สำคัญที่สุด): ผมขอเรียกร้องให้ กกต. ออกมาชี้แจงชัด ๆ ว่า:

- 1. เหตุการณ์ที่ปรากฏเกี่ยวกับนายก วิทยา ที่โรงแรม B2 รังสิต ในวันที่ 25 มิ.ย. 2567 อยู่ในสำนวนสอบสวนของ กกต. หรือคำให้การของพยานต่อ กกต. (เช่น ในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26) หรือไม่?

- 2. กกต. ได้เคยมีการสอบปากคำ หรือ สอบสวน เกี่ยวกับการกระทำของ นายก วิทยา หรือไม่?

- 3. หากไม่เคย (ตามที่นายก วิทยา ชี้แจง): ทำไมถึงไม่มีการสอบปากคำหรือสอบสวน?


ผมรอคำตอบจาก DSI และ กกต. ครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกต #ดีเอสไอ #ฮั้วสว #คดีโกงสว

จดหมายจากเรือนจำพิเศษฯ แดน 4 “อานนท์” เขียน “ขอเยาะเย้ยทุกข์ยาก ขวากหนามลำเค็ญ…” ในวาระที่พวกเขาขังผมจะครบ 3 ปี ถ้าทุกท่านสัมผัสได้ในพลังใจและไฟฝันของผม นั่นคือคำมั่นสัญญาว่าเราจะร่วมเดินไปบนถนนนี้ให้สุดทาง

 


จดหมายจากเรือนจำพิเศษฯ แดน 4 “อานนท์” เขียน “ขอเยาะเย้ยทุกข์ยาก ขวากหนามลำเค็ญ…” ในวาระที่พวกเขาขังผมจะครบ 3 ปี ถ้าทุกท่านสัมผัสได้ในพลังใจและไฟฝันของผม นั่นคือคำมั่นสัญญาว่าเราจะร่วมเดินไปบนถนนนี้ให้สุดทาง


วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) เพจเฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ของ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า จดหมายฉบับที่ 14 ส.ค. 69


โดยธรรมชาติ ความยากลำบากจะเซาะกร่อนให้คนเราถอดใจ ละทิ้งความใฝ่ฝันและอาจบางทีเวลาที่ยาวนานก็อาจทำให้บางคนทำความฝันหล่นหาย ในค่ำคืนที่ฟ้ามืดมนมองไม่เห็นแสงใดนอกจากแสงนีออน (ในสมัยนั้นอาจยังไม่มีด้วยซ้ำ) ก็ยังมีใครบางคนเขียนเพลงได้ลึกซึ้งกินใจ


“ขอเยาะเย้ยทุกข์ยาก ขวากหนามลำเค็ญ…”


เพลงนี้ร้องไม่ยาก หลาย ๆ คนอาจเคยร้อง เคยฟังและพอเข้าใจความหมายของมัน แต่เชื่อเถิดมิตรสหาย การได้รู้สึกเยาะเย้ยกับความยากลำบากจริง ๆในสถานที่จริง ๆ สถานการณ์จริง ๆ มันโคตรมีพลัง!


ในวาระที่เขาขังผมจะครบ 3 ปี ผมอยากส่งผ่านความรู้สึกและพลังเช่นว่านั้นไปถึงมิตรสหายทุกคน เมื่อท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้และรู้สึกโกรธต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผม เราคือมิตรสหายกัน และยิ่งอ่านแล้วสัมผัสได้ในพลังใจและไฟฝันของผม นั่นคือคำมั่นสัญญาว่าเราจะร่วมเดินไปบนถนนนี้ให้สุดทาง


ขอบคุณสำหรับทุกน้ำใจและกำลังใจ มันมีค่า มีความหมายอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้


เชื่อมั่นและศรัทธา

อานนท์ นำภา

ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 4


สำหรับอานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 10 เดือนเศษ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

ปชน. เปิดตัว ‘เดชรัต’ ลงชิงนายก อบจ. ชวนคนนนท์กาเพื่อ ‘NEW นนท์’ นำนนทบุรีสู่เมืองของทุกคน

 


ปชน. เปิดตัว ‘เดชรัต’ ลงชิงนายก อบจ. ชวนคนนนท์กาเพื่อ ‘NEW นนท์’ นำนนทบุรีสู่เมืองของทุกคน


วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อม สส. สจ. และผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี แถลงข่าวเปิดตัว เดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี ในนามพรรคประชาชน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีต้นเหตุเกิดจากสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น จากการเสียชีวิตของ ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งธงชัยเป็นผู้บริหารที่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน สส. สภา และผู้บริหารท้องถิ่น ในนามพรรคประชาชน บางส่วนก็เคยทำงานร่วมกับธงชัยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชนมาเสมอ ณัฐพงษ์ย้ำว่า ในฐานะหัวหน้าพรรค จึงขอให้เกียรติและเคารพคนที่เคยทำงานในพื้นที่มาก่อน และเป็นที่มาของการตัดสินใจว่าจะรอให้ช่วงเวลาแสดงความเสียใจผ่านไปจนเสร็จสิ้นก่อน และตั้งใจจะส่งใบสมัครให้กับ กกต. ในวันที่ 20 สิงหาคมที่จะถึงนี้


หลังจากการส่งผู้สมัครอย่างเป็นทางการแล้ว พรรคมีความพร้อมในเชิงนโยบาย โดยมีถึง 20 นโยบายที่พร้อมนำเสนอ ให้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับพ่อแม่พี่น้องนนทบุรี ก่อนที่ทุกคนจะเข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายน ณัฐพงษ์จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าคูหา กาเพื่อ ‘NEW นนท์’ และอยากให้พี่น้องประชาชนคนนนทบุรีได้ฟังวิสัยทัศน์ ความตั้งใจ และเจตนารมณ์ที่จะนำเสนอต่อพ่อแม่พี่น้องชาวนนทบุรี


ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี คือ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center


ด้านเดชรัตกล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่มีความตื่นเต้นมากที่สุดตั้งแต่เดินเข้าสู่วงการการเมือง นับตั้งแต่วันที่พรรคยังเป็นพรรคก้าวไกล


ในการเลือกตั้งปี 2566 และ 2569 เดชรัตทำหน้าที่เขียนและยกร่างนโยบายที่ใช้ในการเลือกตั้ง แต่เดชรัตกล่าวต่อว่า ยังไม่เคยได้มีโอกาสทำคือการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ นับจากวันนี้จนถึงวันเลือกตั้ง จะเป็นเวลาที่พี่น้องประชาชนจังหวัดนนทบุรีจะตัดสินใจให้โอกาสนำ 20 นโยบายที่เตรียมไว้ไปสู่การปฏิบัติ


และที่ตื่นเต้นมากกว่านั้น ตนเป็นคนนนทบุรีโดยกำเนิด โดยอยู่มา 50 กว่าปี เผชิญชะตากรรมน้ำท่วม 3 รอบ รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่ทุกคนเจอกันอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนคนนนทบุรี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ความเครียด ความเหงา ปัญหาน้ำทะเลหนุนที่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำให้สวนเกษตรดั้งเดิมที่เคยเป็นวิถีวัฒนธรรมของนนทบุรีมีความเสี่ยงมากขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจ โดยนนทบุรีถือว่าเป็นเมืองหลวงของ SMEs ก็มีความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ


เดชรัตกล่าวว่า สองข้อข้างต้นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจร่วมเดินทางกับพี่น้องประชาชนนนทบุรีในการที่จะไปสู่ ‘NEW นนท์’ ในฐานะของผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี ในนามพรรคประชาชน


เดชรัตเล่าถึงระยะเวลา 50 กว่าปีในชีวิต มีความเกี่ยวข้องกับช่วงเวลา 20 ปีในวาระการทำงานของธงชัยที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นของจังหวัดนนทบุรี โดยตนเองเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ เป็นผู้ปกครองของลูกที่ได้เรียนหนังสือกับครูอยู่ในนโยบายของอดีตนายก อบจ.ธงชัย ในการสนับสนุน เพราะฉะนั้น หลายคนที่กังวลว่านโยบายที่ธงชัยทำอยู่นั้นจะไม่ได้รับการสานต่อหรือไม่ ตนก็ขอยืนยันว่าสิ่งที่ดีและมีคุณค่าที่คนนนทบุรีทุกคนไม่เคยลืม จะเดินหน้าต่ออย่างแน่นอนและทำให้ดียิ่งขึ้นไป แต่ในวันนี้มีความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นมากมาย โดยสิ่งเหล่านั้นจำเป็นที่จะต้องพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นความตั้งใจของตนที่จะพัฒนาจังหวัดนนทบุรีให้มีความเป็น น. น. ท.


น’ แรก คือ น่าอยู่ ทั้งด้านสภาพแวดล้อมและสภาพจิตใจ โดยหลายครั้งเวลาเราพูดถึงความน่าอยู่ เราไม่ได้นึกถึงสภาพความเครียดและความกดดัน ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยมีมากขึ้น และคนนนทบุรีก็เช่นกัน เราจำเป็นที่จะต้องดูแลในเรื่องของสภาพแวดล้อมและสภาพจิตใจ ให้นนทบุรีเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน


น’ ที่สอง คือ นำหน้า โดยปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น มีการแข่งขันมากขึ้น ไม่ว่าเด็ก เกษตรกร ไม่ว่าผู้ประกอบการ ไม่ว่าผู้ที่เป็นพลเมือง ต้องการสนับสนุนให้สามารถเติบโตได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องวางแผนให้คนนนทบุรีเก่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น และสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเตรียมรับมือกับปัญหาใหม่ๆ


และตัว ‘ท’ คือ ทุกคน คนไทยทุกคนในจังหวัดจะได้รับการดูแล และขณะเดียวกันจะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและงบประมาณของ อบจ.นนทบุรี ตัวสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก และหากพรรคประชาชนได้มีโอกาสแสดงให้เห็นว่าหากมีการดำเนินการที่กำหนดงบประมาณในลักษณะเช่นนี้ ที่มีส่วนร่วมจากประชาชน จะสามารถเปลี่ยนแปลงนนทบุรี และเป็นตัวอย่างให้กับประเทศไทย


เดชรัตกล่าวต่อว่า จากข่าวต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย จะมีการพูดว่าส้มจะยึดเมืองนนท์หรือไม่ หรือบางครั้งก็เรียกว่าสงครามยึดนนท์ ตนขอยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่เคยดำเนินการทางการเมืองในลักษณะดังกล่าว


สำหรับพวกตน พร้อมที่จะปูทางเพื่อให้ทุกคนในเมืองนนทบุรีได้เติบโต ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด สีใด หรือมีความคิดความเชื่อทางการเมืองอย่างไร จะต้องเติบโตได้ในจังหวัดนนทบุรี ยืนยันว่าเราจะเป็นอิฐสีส้ม 5 ก้อน ที่จะปูทางให้จังหวัดนนทบุรีเป็นเมืองของทุกคน และทุกคนจะสามารถเติบโตได้


ก้อนแรกคือ การทำงานอย่างโปร่งใส ทุกคนมีส่วนร่วม


ก้อนที่สองจะทำงานด้วยความใส่ใจ โดยทุกเสียง ทุกข้อร้องเรียน ทุกความห่วงใยของพี่น้องประชาชนทุกคน เราจะรับฟังและนำมาแก้ไขปัญหา


ก้อนที่สาม ทุกคนจะมีส่วนร่วมในกระบวนการ ทั้งการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติการ


ก้อนที่สี่คือความมุ่งมั่น โดยหลายปัญหาที่เมืองนนทบุรีกำลังเผชิญอยู่นั้น จำเป็นที่จะต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ


และก้อนสุดท้าย คือสร้างสรรค์ โดยเป็นการที่เราจะแก้ไขปัญหาเดิมได้ด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลกว่าเดิม รวมถึงใช้โอกาสจากความเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ใช้โอกาสจากการเป็นเมืองหลวงของ SMEs ทำให้เกิดความสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนนนทบุรี


เดชรัตทิ้งท้ายว่า ขอขอบคุณทาง สส. สจ. รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำงานในนามพรรคประชาชน ที่จะมาร่วมกันในการพูดคุยกับพี่น้องประชาชน เพื่อชวนให้พี่น้องประชาชนไปเลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายน กาเพื่อ Newนนท์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกตนตั้งความหวังไว้มากที่สุด โดยจะเป็นการแสดงออกถึงช่วงเวลาที่โศกเศร้าหดหู่ของคนนนทบุรีจะได้ผ่านพ้นไป จึงขอเชิญชวนให้วันที่ 20 กันยายนนี้ กาเพื่อเดินหน้าสู่ ‘New นนท์’ ของคนนนทบุรีทุกคน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นายกอบจ #นนทบุรี





นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (3)


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (3)


เข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


เมื่อข้ามฟากไป เรียนปีห้าที่โรงพยาบาลรามาธิบดี การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาสถาบันต่าง ๆ ที่ต่อต้านกับระบบเผด็จการถนอมประภาส และต่อต้านสงครามเวียดนาม ขึ้นสู่กระแสสูง


โดยเริ่มจากต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ต่อไปก็ต่อต้านสงครามเวียดนาม ต่อต้าน การอนุญาตให้อเมริกาใช้ฐานทัพในไทย


มีสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับ “ภัยเหลือง” “ภัยเขียว” ผมเคยเข้าร่วมเป็นสาราณียกรของสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับนิสิต นักศึกษาอยู่ครั้งหนึ่งกับ ธเนศร์ อาภรณ์สุวรรณ


เหตุการณ์ใหญ่ 14 ตุลาคม 2516 เริ่มก่อตัวขึ้น โดยเริ่มจาก กรณีทุ่งใหญ่นเรศวร ที่ พันเอกณรงค์ กิตติขจร ใช้เฮลิคอปเตอร์ราชการไปล่าสัตว์พร้อมดาราหญิงชื่อดัง และไปยิงกระทิงหลายตัวที่ทุ่งใหญ่ดังกล่าว บังเอิญเฮลิคอปเตอร์ตก และมีหลักฐานปรากฏมากมาย รวมไปถึง พันเอกณรงคกิตติขจร ขับรถชนป้อมตำรวจที่เขตดุสิตพัง และวางอำนาจบาตรใหญ่ ทำให้สังคมต่อต้านอย่างรุนแรง ประกอบกับจอมพลถนอมต่ออายุราชการตนเองยิ่งทำให้ความไม่พอใจรุนแรง


จนนักศึกษาที่รามคำแหงออกหนังสือ “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ต่ออายุให้กับจ้าวสัตว์ป่า” ทำให้ถูกคัดชื่อออก นำมาสู่การชุมนุมประท้วงของนักศึกษาในรามคำแหงจำนวนมาก และเคลื่อนขบวนออกมาชุมนุมนับหมื่นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนทำให้จอมพลถนอมต้องสั่งให้ ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ ยอมรับนักศึกษาทั้ง 9 คนกลับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยตามเดิม แต่ก่อนที่จะสลายการชุมนุมก็ได้มีการนัดหมายกันให้มาเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันคือ ปี 2516


ตอนข้ามฟากมาเรียนคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในระยะแรกในตัวผมเองมีความขัดแย้งอย่างมากระหว่างการแบ่งเวลาให้กับการเรียนแพทย์ และการเข้าร่วมการต่อสู้กับเผด็จการทรราชย์ถนอมร่วมกับเพื่อนนักศึกษาต่างสถาบันกับประชาชนภายนอก


และความรู้สึกลำบากใจ ต่อการขาดความตื่นตัวทางการเมืองของเพื่อนนักศึกษาร่วมสถาบันภายในมหาวิทยาลัยมหิดล


ในระยะนั้น ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหวต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น พร้อมกับ การเริ่มก่อตัวของ ชมรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อันได้รับแรงบันดาลใจจากนักศึกษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อมามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ต่อมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผมพยายามเชื่อมโยงให้เกิดความตื่นตัวขึ้นภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ก็เริ่มต้นที่ เพื่อน ๆ พี่ ๆ ในคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี และเริ่มมองหาน้อง ๆ จากคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล


พื้นฐานที่ผมต่อเชื่อมกับเพื่อน ๆ นักศึกษารุ่นเดียวกันรุ่นน้อง ๆ นั้นผมได้เริ่มทำตั้งแต่ปี 2512-13-14 แล้ว เริ่มต้นด้วยการ ช่วยเพื่อน ๆ และน้อง ๆ ในการเรียน เพราะชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัย ต่างจากมัธยมปลาย ต้องพึ่งตัวเองอย่างมากทางวิชาการ


ในสองปีแรก มีเพื่อน ๆ ที่สอบไม่ผ่านวิชาแคลคูลัส ฟิสิกส์ เคมีวิเคราะห์ และชีววิทยา จำนวนมาก


ผมเลยตัดสินใจใช้เวลาพักเที่ยงประมาณหนึ่งชั่วโมง เปิดติว (ในสมัยนั้นไม่มีโรงเรียนติวแบบสยามตอนนี้ครับ ผมสงสัยว่ามหิดลอาจจะเป็นที่แรกที่เปิดติวเป็นห้องใหญ่ มีคนเข้าฟังหลายร้อย) ทั้งสี่วิชาดังกล่าว


เพราะผมชอบ วิชาทางด้านนี้ทั้งหมดเลยครับ ผมรู้สึกสนุก ชีวิตมีความหมาย ได้ทำประโยชน์และได้เพื่อนต่างคณะวิชา หรือภาควิชา จำนวนมาก สิ่งนี้เป็นประโยชน์ในการเคลื่อนไหวนักศึกษา ยกระดับการตื่นตัวทางการเมืองและการต่อสู้ทางการเมืองในภายหลัง


นี่เป็นการแสดงออกที่พัฒนามาจากคำสอนของอ.พุทธทาสนั่นแหละ ที่ให้ทำประโยชน์ผู้อื่น ให้ทำลายความเห็นแก่ตัว เป็นเรื่องเดียวกัน


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


ขอบคุณเจ้าของภาพประกอบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง




วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จดหมายจากเรือนจำ อานนท์ เขียน ในทุกๆการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงย่อมมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคขวากหนามคือสิ่งที่ต้องเผชิญ

 


จดหมายจากเรือนจำ อานนท์ เขียน ในทุกๆการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงย่อมมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคขวากหนามคือสิ่งที่ต้องเผชิญ


วันนี้ (12 สิงหาคม 2569) เพจเฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ของ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า จดหมายวันที่ 11 ส.ค. 69


คนคนเดียววิ่งชนกำแพงยากที่จะพังแต่หากคนเรือนหมื่น เรือนแสนหรือเป็นล้านเล่า? ในทุกๆการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงย่อมมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคขวากหนามคือสิ่งที่ต้องเผชิญ แต่อยากให้คนที่กำลังจะหมดกำลังใจอย่าได้กังวลหรือถอดใจเสียก่อน จงรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง ยังมีผู้คนอีกเรือนแสนเรือนล้านยืนข้างๆคุณ


ในห้วงเวลาที่เยาวชนคนรุ่นใหม่เริ่มต่อสู้ในปี 2563 ก็เริ่มจากคนเพียงหยิบมือ ด้วยมรดกทางปัญญาที่ผู้มาก่อนได้ริเริ่มไว้ให้ องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์สังคมที่แข็งแรงหล่อหลอมเกื้อกูลส่งเสริมให้พวกเราขยายแนวร่วม สร้างการเคลื่อนไหวจากสิบคนเป็นหมื่นเป็นแสนคนได้ เหล่านี้ทำเพียงลำพังได้ที่ไหน


ผมยังจำวันแรกของการต่อสู้ได้ ในการชุมนุม 16 สิงหาคม 2563 สามข้อเรียกร้องกับหนึ่งความฝัน มีเด็กคนหนึ่ง (น่าจะประถมหรืออย่างมากก็ม.ต้น) นำเงินค่าขนมใส่ซองมามอบให้พวกเราที่หลังเวที เธอมากับแม่ของเธอ ถึงตอนนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ตาสว่างกันหมดแล้ว แม้จะผ่านการกดปราบนับครั้งไม่ถ้วน “แต่ดอกไม้ยิ่งเด็ดทิ้งจะยิ่งบาน” เสียงเพลงในกิจกรรมหนึ่งยังคงทำให้ผมขนลุกทุกครั้งที่นึกถึง มันไม่ใช่เพลงปฎิวัติอะไร มันเป็นแค่เพลงแปลงง่ายๆ ที่เด็กๆในวันนั้นช่วยกันร้องในกิจกรรม เพลงมันร้องว่า


“เราออกมาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ สนุกจริงๆได้วิ่งไปกับแฮมทาโร่

ของอร่อยที่สุดก็คือ….”


ถ้าไม่มีแฮมทาโร่ ไม่มีนารุโตะ ก็ไม่มีแฮรี่พอตเตอร์ ถ้าคุณคิดจะทลายกำแพง เราก็พร้อมจะไปกับคุณ!


อานนท์ นำภา 

พิเศษกรุงเทพฯ


สำหรับอานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 10 เดือนเศษ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (2)

 


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (2)


ปีที่สองในคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล


ในปีที่สอง ผมได้เข้าร่วมในชมรมปาฐกถาและโต้วาทีของสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมการโต้วาที ระหว่างคณะและระหว่างมหาวิทยาลัยสองครั้ง


พลีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อข้ามฟากมาเรียน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ต้องเริ่มเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เรียกว่า พลีคลินิก แต่ก็ยังใช้สถานศึกษา ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนที่เลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ก็ต้องข้ามฟากไปเรียนที่โรงพยาบาลศิริราช


พี่ ๆ ชั้นปี 5 ปี 6 ก็ข้ามฝั่งมาชวนทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาชีพแพทย์โดยตรง คือเข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย(ศนพท.) ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักศึกษาแพทย์หลายสถาบัน เช่น คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลเชียงใหม่ เป็นต้น มีการออกวารสาร ศูนย์นิสิตนักศึกษาแพทย์สัมพันธ์ มีพี่สุรเกียรติ พี่ยงยศเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ


ต่อมา ก็มีการจัดกิจกรรมของ ศนพท.ที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนโดยตรง กล่าวคือเชื่อมโยงกับ COMMUNITY MEDICINE


ในคราวนั้น เนื่องจาก เห็นพ้องต้องกันว่า นอกจากจะเป็นการเชื่อมโยงการเรียนการศึกษากับชีวิตจริงแล้ว ยังเป็นการให้บริการประชาชนด้วย แทนที่จะเอาแต่เรียนเพียงอย่างเดียว


จึงเลือกเอาสลัมคลองเตยเป็นเป้าหมายในการทำกิจกรรม เมื่อเป็นอย่างนี้ แพทย์ศาสตร์รามาธิบดี และแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์จะต้องรับงานหนักหน่อย เพราะศิริราชและเชียงใหม่อยู่ห่างไกลมาก และแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้ามามีส่วนร่วมโดยไม่ให้เสียการเรียน


ผมจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลครอบครัวในสลัมคลองเตย โดยดำเนินการจัดการแยกเอาพื้นที่เป็นโซน หรือตรอกซอยถนนแคบในนั้นเป็นเขตรับผิดชอบ ต้องไปดูแลสุขภาพทั่วไป วัดความดัน เก็บข้อมูลเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ว่าจะเป็น วัณโรค โรคติดต่ออื่น ๆ การได้รับวัคซีนของเด็ก การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา สุขอนามัยประจำครอบครัว หรือแต่ละคน


ในปี 2514 การเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาทั่วไป เริ่มเข้มข้นมากยิ่งขึ้น จอมพลถนอมปฏิวัติตนเอง ห้ามเชิญบุคคลนอกมหาวิทยาลัยเข้ามาอภิปรายหรือแสดงปาฐกถา เริ่มมีหนังสือพิมพ์รายวันฉบับละบาทของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผมเป็นเอเย่นในการนำมาขายในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในตอนนั้น ผมเริ่มเชิญบุคคลภายนอกมาอภิปรายปัญหาสังคมและการเมืองในไทยระยะนั้นอยู่เนือง ๆ ภายหลังถูกห้าม ผมจำได้ว่า อาจารย์ทางสังคมวิทยา ท่านขอพบผม แต่ผมไม่ได้ไปพบท่าน (จำไม่ได้ว่าเพราะอะไร)


ตอนปลายปีที่ 4 พี่เป้งและเพื่อนร่วมรุ่นของพี่เป้งที่รามาธิบดี จบอินเทอร์น ต้องการจะบวชที่สวนโมกข์ จึงให้ผมเป็นผู้ประสานงาน เพราะผมไปสวนโมกข์เกือบจะทุกปิดภาคการศึกษา ผมยินดีมาก และประสานกับท่านอาจารย์ปัญญานันทะภิกขุ เพื่อทำการการบวชของคณะใหญ่ และได้มีโอกาสร่วมเป็นพระนวกะกับพี่น้องจำนวน (12?) รูปในปลายปีน2514


บวชอยู่กว่าเดือน อาจารย์พุทธทาสได้บรรยายธรรมเป็นตำราเล่มใหญ่ “เตกิจฉกธรรม หรือพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นแพทย์ของสัตว์โลกทั้งมวล” พวกเรานับเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ไปบวชและปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์เป็นกลุ่มที่สอง ถัดจาก ชมรมพุทธจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่บวชก่อนพวกเราหนึ่งปี


พี่ ๆ ทุกคนศึกษาและปฏิบัติธรรมได้อย่างเข้มงวดกวดขันมาก ประทับใจผมมาก นอกจากนี้พี่ๆทุกคน ยังเรียนหนังสือเก่งมากด้วย ผมยังตรึงตราในความทรงจำจนเท่าทุกวันนี้เลย ว่าเป็น คนที่เรียนหนังสือเก่งทุกคน เป็นคนตั้งใจบวช ตั้งใจปฏิบัติธรรมจริงทุกคน ผมโชคดีมากที่ได้มีโอกาส เป็นพระสงฆ์ร่วมรุ่นกับพี่ ๆ ทุกท่านครับ


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


ขอบคุณเจ้าของภาพประกอบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง