วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ชัยวัฒน์’ ชูสร้างย่านใหม่ให้กรุงเทพฯ โตทั้งเมือง ชี้เมืองต้องโตแบบที่คนตัวเล็กมีที่ยืน หยุดคอร์รัปชันทุกรูปแบบ

 


‘ชัยวัฒน์’ ชูสร้างย่านใหม่ให้กรุงเทพฯ โตทั้งเมือง ชี้เมืองต้องโตแบบที่คนตัวเล็กมีที่ยืน หยุดคอร์รัปชันทุกรูปแบบ


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10 ลงพื้นที่แฟชั่นไอส์แลนด์ ร่วมกับ ‘กาญจน์’ นันท์นภัส สุขสิริฐานันท์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตคันนายาว และเดินทางต่อไปยังซีคอนสแควร์ ร่วมกับ มาโนช วงศ์เกตุใจ ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง เพื่อพบปะพูดคุยกับประชาชนที่ออกมาพักผ่อนในช่วงวันหยุด


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันการเดินทางไปห้างสรรพสินค้าในช่วงวันหยุดกลายเป็นกิจกรรมพักผ่อนยอดนิยมของคนกรุงเทพ เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร พบปะครอบครัว ดูภาพยนตร์ ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในพื้นที่เดียว


แต่อีกด้านหนึ่ง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สถานที่ท่องเที่ยวและพื้นที่พักผ่อนของกรุงเทพฯ ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม ๆ และกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่แห่ง เมื่อผู้คนและเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่เดิม ๆ โอกาสทางเศรษฐกิจก็ย่อมกระจุกตัวตามไปด้วย


พรรคประชาชนจึงเสนอนโยบายเพิ่มงบพัฒนาย่านท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กใหม่เป็น 500 ล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 10 เท่า เปิดโอกาสให้ชุมชนและภาคเอกชนร่วมเสนอแนวคิดพัฒนาพื้นที่ตามศักยภาพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นย่านวัฒนธรรม ย่านอาหาร ย่านสร้างสรรค์ หรือย่านบริการเฉพาะทาง เพื่อสร้างจุดหมายใหม่ กระจายคน กระจายรายได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกเขตของกรุงเทพฯ


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า วันนี้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ว่าเมืองจะโตอย่างไร หากแต่ต้องโตอย่างไรให้ทั่วถึงคนกรุงเทพฯ ทุกคน


สิ่งที่พรรคประชาชนได้เสนอออกมาเป็นนโยบายให้คนกรุงเทพฯ เกิดจากความตั้งใจที่พวกตนจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ง่ายและเป็นเมืองที่แคร์ทุกคน ที่ผ่านมาคนตัวเล็กที่อยู่ในเมืองที่โตนี้อาจถูกละเลย หรือถูกกดทับจากปัญหาต่าง ๆ ที่ฝังรากอยู่ในเมือง ทั้งคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้รับการยกระดับ และความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากการทุจริตคอร์รัปชัน การเรียกรับผลประโยชน์ หรือการบังคับให้ประชาชนต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อแลกกับสิทธิที่ควรได้รับอยู่แล้ว


เรื่องคุณภาพชีวิต พวกตนได้สะท้อนผ่านนโยบายต่าง ๆ ว่าเราอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองแบบไหน เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก มีพื้นที่สาธารณะเพียงพอ มีเศรษฐกิจที่เติบโตทั่วถึง และมีโอกาสกระจายไปถึงคนทุกกลุ่ม ขณะเดียวกัน เรื่องความเป็นธรรมก็เป็นสิ่งที่พวกตนจะไม่ละเลย เพราะเมืองที่ดีไม่ควรเป็นเมืองที่คนซื่อสัตย์ต้องเสียเปรียบ หรือคนตัวเล็กต้องเผชิญกับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม


พรรคประชาชนเชื่อว่าเมืองที่ดีจะเกิดขึ้นได้ต้องมีระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยืนหยัดต่อสู้กับการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้ทรัพยากรและงบประมาณของกรุงเทพฯ ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและเข้าถึงคนตัวเล็กในเมืองที่โตได้


การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้จากผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัย ส.ก. ที่มีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน พร้อมทำหน้าที่ทั้งผลักดันนโยบายและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทุกนโยบายที่สัญญาไว้เกิดขึ้นได้จริง และเพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์ของประชาชนถูกกัดกินด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน


ชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่าตน พร้อมผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนทุกคน พร้อมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างกรุงเทพที่แคร์คน เป็นเมืองที่เติบโตอย่างทั่วถึง โปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้คนตัวเล็กในเมืองที่โตนี้มีที่ยืน ลืมตาอ้าปากได้ และมีโอกาสในเมืองนี้อย่างเท่าเทียม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งสก69








พรรคประชาชนปล่อยบอลลูนลอยฟ้าเมืองพัทยา 11 โมง 11 นาที ปลุกกระแสเลือกตั้ง ชู "อิทธิวัฒน์" เบอร์ 1 นั่งนายกคนใหม่ สร้างพัทยาเพื่อทุกคน

 


พรรคประชาชนปล่อยบอลลูนลอยฟ้าเมืองพัทยา 11 โมง 11 นาที ปลุกกระแสเลือกตั้ง ชู "อิทธิวัฒน์" เบอร์ 1 นั่งนายกคนใหม่ สร้างพัทยาเพื่อทุกคน


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ในสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งเมืองพัทยา พรรคประชาชนจัดกิจกรรม ‘แหงนหน้ามองฟ้าใหม่’ ด้วยการปล่อยบอลลูนลอยเด่นเหนือท้องฟ้าเมืองพัทยาบริเวณชายหาดพัทยากลาง ในเวลา 11:11 น. เพื่อรณรงค์ให้ชาวพัทยาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ 


โดยตัวบอลลูนปรากฏหมายเลข 1 และชื่อ ‘อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร’ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาจากพรรคประชาชนอย่างเด่นชัด


การรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ครั้งนี้ เพื่อสร้างความตื่นตัวแก่ชาวเมืองพัทยาในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากสถิติในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียงประมาณ 48% เท่านั้น ที่สำคัญยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของพรรคประชาชน ในการส่งผู้สมัครนายกเมืองพัทยาและผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) ครบทั้ง 24 คน พร้อมนำเสนอ 37 นโยบายเพื่อทำให้พัทยาเป็นเมืองเพื่อทุกคน โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับความโปร่งใสในการบริหารงาน และการดูแลคุณภาพชีวิตของชาวพัทยาทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


ด้าน อิทธิวัฒน์ กล่าวถึงกิจกรรมนี้ว่า เราตั้งชื่อกิจกรรม ‘แหงนหน้ามองฟ้าใหม่’ เพื่อจุดประกายความหวังให้ชาวพัทยามองเห็นความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลง แม้หลายคนเคยรู้สึกว่าเลือกตั้งกี่ครั้งก็เหมือนเดิม หรืออาจหมดหวังกับเมืองพัทยาไปแล้ว แต่ตนยืนยันว่าทุกการเลือกตั้งคือโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลง อนาคตของเมืองพัทยาจะเป็นเหมือน 4 ปีที่ผ่านมา หรือจะเป็นพัทยาเพื่อทุกคน อยู่ที่ชาวพัทยาเป็นผู้กำหนด จึงขอเชิญชวนชาวพัทยาผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ทั้งที่อาศัยในพื้นที่และที่อยู่ไกลบ้าน ออกมาใช้สิทธิของท่านให้มากที่สุดในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ร่วมกันตัดสินอนาคตของเมืองพัทยาในอีก 4 ปีข้างหน้าด้วยมือของท่านเอง


จากนั้น อิทธิวัฒน์พร้อมผู้สมัคร ส.ม.พรรคประชาชน ขึ้นรถแห่หาเสียงแบ่งเป็น 5 สายวิ่งทั่วเมืองพัทยา โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งนายกพัทยา












‘เท้ง’ นำทัพผู้สมัคร ส.ก. แห่รอบ กทม. ชั้นในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เจอประชาชนมอบส้ม 10 ขวด ลั่นขอเปลี่ยนเป็น ส.ก.ประชาชน 50 คน

 


‘เท้ง’ นำทัพผู้สมัคร ส.ก. แห่รอบ กทม. ชั้นในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เจอประชาชนมอบส้ม 10 ขวด ลั่นขอเปลี่ยนเป็น ส.ก.ประชาชน 50 คน


วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.กรุงเทพฯ และผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ร่วมกิจกรรมคาราวาน กทม.ชั้นใน เพื่อเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ ส.ก. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ซึ่งพรรคประชาชนส่ง ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ เป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ หมายเลข 1 พร้อมผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต


สำหรับเส้นทางคาราวานในวันนี้ เริ่มต้นด้วยการปราศรัยที่ตลาดวัดแขก (ซอยสีลม 20) เขตบางรัก ก่อนจะเคลื่อนขบวนผ่านพื้นที่เขตปทุมวัน ราชเทวี และพญาไท มุ่งหน้าสู่การปราศรัยจุดที่สองที่ตลาดราชวัตร เขตดุสิต จากนั้นคาราวานได้เดินทางต่อไปยังเขตพระนครเพื่อปราศรัยที่ตลาดตรอกหม้อ ต่อไปยังเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตสัมพันธวงศ์ ปิดท้ายการปราศรัยที่ย่านเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนสนใจรับฟังและให้กำลังใจตลอดเส้นทาง


ณัฐพงษ์ย้ำว่าตอนนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลืออีกเพียง 8 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ขอเชิญชวนชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิ์ให้มากๆ ให้โอกาส ‘โจ ชัยวัฒน์’ และพรรคประชาชนเข้าไปบริหารกรุงเทพมหานคร ด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ มีทีมบริหารที่มีความพร้อม และนโยบายของพรรคที่ออกแบบมาอย่างรอบด้าน จะเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน ทั้งนี้ระหว่างการปราศรัยมีประชาชนนำน้ำส้ม 10 ขวดมามอบให้เป็นกำลังใจ หัวหน้าพรรคประชาชนจึงกล่าวว่า "ขอให้ส้ม 10 ขวดนี้เปลี่ยนเป็น ส.ก. 50 คน"


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งสก69










‘ณัฐพงษ์’ ปลุกชาวฝั่งธน เลือกผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง 28 มิ.ย. กา ‘ชัยวัฒน์ - ส.ก.ประชาชน’ ยกทีม ด้าน ‘ชัยวัฒน์’ ขอโอกาสพิสูจน์สร้างเมืองที่ดูแลคน กทม. - แก้ปัญหาให้จบ

 


‘ณัฐพงษ์’ ปลุกชาวฝั่งธน เลือกผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง 28 มิ.ย. กา ‘ชัยวัฒน์ - ส.ก.ประชาชน’ ยกทีม ด้าน ‘ชัยวัฒน์’ ขอโอกาสพิสูจน์สร้างเมืองที่ดูแลคน กทม. - แก้ปัญหาให้จบ


วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ปราศรัยบนเวทีปราศรัยฝั่งธน ที่ตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ ถนนพรานนก–พุทธมณฑลสายสี่ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 1 พรรคประชาชน 


ณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะมาประกาศดังๆ ว่าพรรคประชาชนจะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยกันอีกครั้ง ฝั่งธนเป็นบ้านที่อบอุ่นของชาวสีส้ม การเลือกตั้งในปี2562 ได้ สส. มา 6 คนจาก 9 เขต การเลือกตั้งในปี 2566 กับปี 2569 ได้ครบทุกเขตในฝั่งธน และการเลือกตั้ง ส.ก. เราเคยได้ 3 จาก 15 เขต ครั้งนี้ตนหวังว่าจะได้ ส.ก. ในทุกเขต


จากที่ชัยวัฒน์กล่าวว่าตนจะเป็นพ่อเมืองดูแลให้กับพ่อแม่พี่น้อง ตนขอเพิ่มเติมว่า ชัยวัฒน์เป็นพ่อเมืองที่แตกต่าง วันนี้ปัญหาของชาวกรุงเทพฯ มีมากมาย แค่น้ำระบายได้ ถนนเรียบ ทางเท้าไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ เท่านี้ไม่พอ เพราะปัญหาพวกนี้ใครเป็นพ่อเมืองก็ต้องทำทุกคน ทุกวันนี้ที่เราใช้ชีวิตยากเพราะอะไร ทั้งค่าเช่าที่แพง ค่าเทอมลูกแพง ทำร้านอาหารเจอวิกฤตพลังงาน ต้นทุนแพง ขณะที่ฮ่องกง สิงคโปร์ มีค่าที่ดินมากกว่ากรุงเทพฯ เป็นเกาะเล็ก ๆ แต่ต้นทุนค่าดำรงชีวิตต่อวันเมื่อเทียบกับรายได้ สัดส่วนของประเทศเหล่านี้น้อยกว่ากรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ มีรายได้โดยเฉลี่ย แบบไม่ใช้อะไรเลย แล้วนำรายได้มาผ่อนบ้านอย่างเดียว จะต้องใช้เวลากว่า 32 ปี


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา คนที่ทำอย่างถูกต้อง คนที่อยากขายของ ก็ประสบปัญหาต่าง ๆ แม้แต่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็ยอมรับว่าส่วยเทศกิจนั้นมีอยู่ คนที่ทำอย่างถูกต้องก็ต้องอดทนต่อการใช้ชีวิตแบบนี้ ในขณะที่หันซ้ายหันขวาก็เจอแต่คนต่างชาติเป็นคนขายของ ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายนอกจากส่วยเทศกิจ ผู้ประกอบการก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน การออกใบอนุญาตต่าง ๆ บางทีก็ออกช้า หากมีการจ่ายส่วย บางทีใบอนุญาตก็สามารถออกได้เร็วขึ้น ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพมหานคร


หากลำพังแค่ผู้ว่าฯ อย่างเดียว ไม่มีตัวแทนของประชาชนเข้าไปดูแลระบบราชการ ไปดูแลการทำงานของเทศกิจ ไปดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่เขต ไปตรวจสอบทุกอย่างให้โปร่งใส ตนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่แก้ยาก วันนี้คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ต้องการแค่พ่อเมืองมาแก้ปัญหาหน้าบ้านที่เป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ต้องการพ่อเมืองที่แตกต่าง ต้องการพ่อเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง หากถามว่าผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติมีอะไรบ้าง ประการแรก ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่เข้ามาทำงานเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน ประการที่สอง ทีมบริหารต้องมีประสบการณ์ ไม่ได้มองกรุงเทพมหานครเป็นสนามทดลอง สามารถเข้าไปทำงานได้ทันทีตั้งแต่วันแรก ประการที่สาม พ่อเมืองที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องมี ส.ก. ในมือ เพื่อทำให้งบประมาณโปร่งใส และเจ้าหน้าที่เขตทำงานเพื่อประชาชน และหากมี สส. ในสภากว่า 119 คน สามารถเปลี่ยนประเทศนี้ได้แน่นอน


หาก ส.ก. ของพรรคประชาชนเข้าไปทำงานอยู่ในสภากรุงเทพมหานคร ก็จะทำงานเหมือนที่เราเห็น สส. ในสภาใหญ่แน่นอน ต้นทุนทุกอย่างที่ตนได้กล่าวมานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำมาค้าขาย ก็มีต้นทุนทางสังคมที่ต้องจ่ายให้กับระบบราชการ เงินภาษีกว่าแสนล้านที่คนกรุงเทพฯ จ่ายให้กับกรุงเทพมหานคร หากตกถึงมือของพวกเรา ก็จะไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องออกกำลังกายหรือเรื่องอื่น ๆ ที่ซื้อแพงเกินจริง 


ตนขอย้ำอีกครั้งว่า การพูดในเวทีวันนี้ไม่ได้มาโจมตี แต่มาพูดบนข้อเท็จจริง เพราะเป็นสิ่งที่สมควรที่คนกรุงเทพฯ จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ ซึ่งคือหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ที่กาเพื่อเปลี่ยน ตนไม่อยากให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ ลังเลในการเลือก ไม่ใช่เลือกแค่คนที่รู้สึกว่าทำงานดี เพราะการเลือกตั้งในอีก 9 วันข้างหน้ามีความหมายมากกว่านั้น


สำหรับตน หากกรุงเทพมหานครจะดีขึ้น ต้องอย่าลืมว่าพี่น้องชาวกรุงเทพฯ เคยกาเพื่อการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่กา สส. จากพรรคประชาชนครบทั้ง 33 เขต เพราะระหว่างที่สร้างการเปลี่ยนแปลง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาข้าราชการไม่โปร่งใส ปัญหาสินบนใต้โต๊ะ คุณภาพชีวิตที่ไม่ดีพอ การศึกษาที่ไม่ดี ระดับประเทศเจอปัญหาเหล่านี้ ระดับ กทม. ก็พบปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน


ถ้าการเลือกตั้งใหญ่ข้างหน้าเราอยากให้ประเทศเปลี่ยน คำถามที่ตนอยากจะส่งไปถึงคนกรุงเทพฯ คือ ทำไมเราถึงไม่เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่สนามเลือกตั้งนี้ ถ้าเราเปลี่ยนได้ที่สนามนี้ การเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างแน่นอน


ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า วันที่ 28 มิถุนายนนี้ ตนอยากให้พี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ ทุกคน ใช้อำนาจในปลายปากกาของทุกคน ให้ตัดสินใจดี ๆ ว่าการกาครั้งนี้เป็นไปเพื่ออะไร เพื่ออนาคตของเรา เราต้องการพ่อเมืองอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่เราต้องกาเพื่อเปลี่ยน กาพ่อเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง


ตนขอให้กาให้กับชัยวัฒน์ กาให้กับ ส.ก. ของพรรคประชาชน ที่มีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน ที่พร้อมเข้ามาบริหารงานด้านโยธาธิการ สาธารณสุข การศึกษา คุณภาพชีวิต และการปฏิรูประบบราชการ ในสภาใหญ่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศได้แบบที่ผ่านมา ครั้งนี้ในสนามกรุงเทพมหานคร ขอคะแนนให้กับ ส.ก. ของพรรคประชาชน


ด้านชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. มาแล้ว 51 ปี ปัญหาในกรุงเทพฯ เช่น น้ำท่วม รถติด ขยะล้นเมือง หาหมอต้องรอนาน ก็ยังเหมือนเดิม ที่ปัญหาเหล่านี้วนอยู่ที่เดิมเพราะที่ผ่านมาเรามีผู้ว่าที่เป็น ‘พ่อบ้าน’ แก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการลอกท่อแล้วจบ ไม่ติดตามปัญหา แต่หลังจากนี้เราต้องมีผู้ว่าที่เป็น ‘พ่อเมือง’ เข้ามาดูแลคนกรุงเทพฯ ให้ปัญหานั้นจบ


เช่นปัญหาน้ำท่วม ลอกท่อแล้วแต่ทำไมน้ำท่วมซ้ำซาก เพราะลอกท่อแค่ครึ่งเดียว ถ้าตนเป็นผู้ว่า ระยะสั้นเราต้องลอกท่อร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกปี ระยะยาวต้องแยกท่อน้ำฝนกับน้ำเสียออกจากกัน ไม่ใช่เอามาเทรวมกัน หรือเรื่องสิทธิ์บัตรทอง มีแต่คนกรุงเทพฯ ที่ต้องไปรอใบส่งตัวเป็นวันๆ เสียเวลา เสียรายได้ นี่คือตัวอย่างของความยากที่คนกรุงเทพฯ เผชิญอยู่ ถ้าตนเป็นผู้ว่า จะไม่มีคำว่า กทม. ไม่มีอำนาจ หรือบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของหน่วยงานอื่น ตนจะเป็นเจ้าภาพดำเนินการเรื่องนี้กับ สปสช. ให้ กทม. บริหารงบประมาณเหล่านี้เพื่อดูแลคนกรุงเทพฯ แก้ปัญหาใบส่งตัวให้จบ 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า 51 ปีที่ผ่านมาเรามีแต่พ่อบ้าน หลังจากนี้เราต้องการพ่อเมือง ตนจะใช้อำนาจของผู้ว่าอย่างเต็มที่เพื่อแก้ปัญหาของคนกรุงเทพฯ ให้จบ อะไรที่เกินอำนาจ เราจะไม่หยุดเพียงเพราะไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าหรือของ กทม. แต่เราจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนกรุงเทพฯ ต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพประสานกับหน่วยงานต่างๆ ผลักดันจนปัญหาได้รับการแก้ไขคลี่คลาย 


ตนสัญญาว่าจะพิสูจน์ให้คนกรุงเทพฯ ทุกคนได้เห็นว่าผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะต้องแก้ไขปัญหาของประชาชนให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่อยู่ให้ครบเทอม จะเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ดูแลคนกรุงเทพฯ ทุกคน ให้คนกรุงเทพฯ สามารถดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น 


28 มิถุนายนนี้กาชัยวัฒน์เบอร์ 10 และผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งสก69 #ผู้ว่าประชาชน


















วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ชัยวัฒน์’ ควง ‘ธนาธร’ ลุยอโศก ชี้ค่าครองชีพคนกรุงพุ่ง ชูศูนย์อาหารราคาถูกทั่วเมืองเพื่อคนกรุงเทพฯ


ชัยวัฒน์’ ควง ‘ธนาธร’ ลุยอโศก ชี้ค่าครองชีพคนกรุงพุ่ง ชูศูนย์อาหารราคาถูกทั่วเมืองเพื่อคนกรุงเทพฯ


วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน หาเสียงบริเวณสี่แยกอโศก เขตวัฒนา พร้อมกับ ภัคญดา อำนวยเดชกร ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตวัฒนา เบอร์ 1 และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้เป็นการพบปะประชาชนในย่านใจกลางเมืองที่มีผู้คนสัญจรอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นโอกาสในการแนะนำนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงแนะนำผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนในแต่ละเขต หวังว่าประชาชนจะให้โอกาสพรรคประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้


ทั้งนี้ ตนได้แวะเข้าไปในห้างสรรพสินค้า Terminal 21 อโศก เพื่อพบปะประชาชนที่มาใช้บริการ ซึ่งห้างแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องศูนย์อาหารที่มีราคาย่อมเยา ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ทำให้มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) ได้สะท้อนภาพ ‘วิกฤตค่าครองชีพ’ ของคนกรุงเทพฯ ไว้อย่างน่ากังวล โดยพบว่าราคาข้าวแกงเฉลี่ย 1 จาน เพิ่มขึ้นจาก 31 บาท ในปี 2555 เป็น 68 บาท ในปี 2569 ขณะที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาทเท่านั้น ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ ต้องทำงานนานขึ้นจาก 38 นาที เป็น 78 นาที เพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับซื้อข้าวแกง 1 จาน


การได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในศูนย์อาหารราคาประหยัดของ Terminal 21 อโศก ในวันนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากพ่อค้าแม่ค้ามีพื้นที่ค้าขายในต้นทุนที่เหมาะสม มีค่าเช่าที่ไม่สูงเกินไป ประชาชนก็สามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่จับต้องได้


พรรคประชาชนจึงเสนอนโยบายเพิ่มพื้นที่ศูนย์อาหารราคาถูกให้ครบทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพมหานคร โดยกรุงเทพมหานครจะเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนพื้นที่ขายอาหารราคาประหยัดผ่านเครื่องมือและอำนาจที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบทางเท้าและเพิ่มจุดผ่อนผันสำหรับการค้าขายที่ไม่ต้องจ่ายส่วย การสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการค้าและเจรจาขอใช้ประโยชน์พื้นที่ทั้งของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้มาตรการจูงใจ เช่น การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การเช่าอาคารพาณิชย์ร้างเพื่อฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจ หรือการให้โบนัสผังเมือง (FAR Bonus) สำหรับโครงการพัฒนาใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายและช่วยให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงอาหารราคาถูกได้มากขึ้น


ชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้กรุงเทพมหานครต้องให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกวัน หากปล่อยปละละเลยและมองว่าเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลกลาง คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ก็คงไม่ดีขึ้นกว่านี้ พรรคประชาชนจึงขออาสาและขอโอกาสจากชาวกรุงเทพฯ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยทีมบริหารที่มีวิสัยทัศน์ ทีม ส.ก. ที่เข้าใจปัญหาในแต่ละพื้นที่และพร้อมผลักดันนโยบาย ยึดผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้ง และตนเองที่พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ว่าฯ ของประชาชน เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แคร์คนอย่างแท้จริง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน