วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนย้ำใช้ระบบพิสูจน์ยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของกรมปกครองเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน ไม่เชื่อกรมการปกครองไม่เข้าใจว่าระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัลกับข้อมูลหลุดของสมาชิกเป็นคนละเรื่องกัน ตั้งคำถามจับแพะชนแกะแบบนี้มี “ใบสั่ง” ทางการเมืองหรือไม่

 


พรรคประชาชนย้ำใช้ระบบพิสูจน์ยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของกรมปกครองเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน ไม่เชื่อกรมการปกครองไม่เข้าใจว่าระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัลกับข้อมูลหลุดของสมาชิกเป็นคนละเรื่องกัน ตั้งคำถามจับแพะชนแกะแบบนี้มี “ใบสั่ง” ทางการเมืองหรือไม่


วันที่ 15 มีนาคม 2569 ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีกรมการปกครองประกาศข่าวแจ้งยกเลิกให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA - Digital ID) และโปรแกรมอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนว่า ตอนนี้พรรคยังไม่เห็นคำสั่งฉบับเต็มจากกรมการปกครอง แต่หากมีคำสั่งตามที่สื่อนำเสนอออกมาจริง กรมการปกครองต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่าการที่พรรคประชาชนเชื่อมระบบ DOPA - Digital ID ของกรมการปกครอง กับเรื่องที่มีบุคคลภายนอกพยายามบุกรุกฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคประชาชน เกี่ยวข้องกันถึงขนาดมายกเลิกให้พรรคประชาชนใช้งานระบบ DOPA - Digital ID ได้อย่างไร


ทั้งนี้ หากมีคำสั่งอย่างเป็นทางการจากกรมการปกครองจริง พรรคประชาชนจะพิจารณาใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่ออธิบดีกรมการปกครอง หากผลการพิจารณาอุทธรณ์ยังยืนยันคำสั่งเดิม พรรคจะพิจารณาใช้สิทธิต่อสู้โต้แย้งต่อศาลปกครองต่อไป เนื่องจากเราเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เป็นการนำสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกัน


ดังนั้น แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นคำสั่งที่เป็นทางการ แต่การที่กรมการปกครองแถลงออกมาเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและอาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อพรรคการเมืองหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทำให้ตั้งคำถามได้ว่าเรื่องนี้อาจมี "ใบสั่ง" ทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดิสเครดิตพรรคประชาชนโดยใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือหรือไม่ ตนเห็นว่าเรื่องที่กรมการปกครองควรทำ คือการส่งเสริมให้ใช้ DOPA Digital-ID เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ ขอข้อมูลจากสมาชิกน้อยลง เพื่อประโยชน์ในการยืนยันว่า ผู้ประสงค์สมัครสมาชิกมิได้ถูกแอบอ้างการสมัครสมาชิก และเรียกร้องข้อมูลประกอบการสมัครสมาชิกให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายเท่านั้น


พรรคประชาชนยืนยันว่าวัตถุประสงค์ที่เชื่อมระบบ DOPA - Digital ID และโปรแกรมอ่านบัตรประชาชน ของกรมการปกครองนั้น เพื่อตรวจสอบว่าบุคคลที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย และสมัครด้วยตนเองโดยไม่มีการสวมสิทธิโดยเอาเลขบัตรประชาชนคนอื่นมาสมัครสมาชิก ส่วนที่มีบุคคลภายนอกบุกรุกฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยมิชอบ ซึ่งกรมการปกครองอ้างถึงนั้น เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พรรคต้องแก้ไขปรับปรุง โดยไม่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อระบบการยืนยันตัวตนของกรมการปกครองแต่อย่างใด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรมปกครอง

แถลงการณ์เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair): ปักธงนโยบายใหม่รัฐบาลอนุทิน ยุติวงจรความเหลื่อมล้ำ สานต่อการยกระดับนโยบายรัฐสวัสดิการ

 


แถลงการณ์เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair): ปักธงนโยบายใหม่รัฐบาลอนุทิน ยุติวงจรความเหลื่อมล้ำ สานต่อการยกระดับนโยบายรัฐสวัสดิการ


วันที่ 15 มีนาคม 2569 ณ มูลนิธิ พัฒนาที่อยู่อาศัย เครือข่าย We Fair โดย สุนี ไชยรส เครือข่ายเด็กเท่ากัน, รตี แต้สมบัติ เครือข่าย LGBTQ, จำนงค์ หนูพันธ์ ขบวนการ ประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม, บัณฑิต แป้นวิเศษ เครือข่าย ประกันสังคม และ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ เครือข่าย We Fair


ร่วมแถลงการณ์ ข้อเรียกร้องภาคประชาสังคมต่อรัฐบาลภูมิใจไทย อาทินโยบายเด็ก แรงงาน สตรี คนพิการ LGBTQ รวมถึงข้อเสนอสวัสดิการ แรงงาน ประกันสังคม การศึกษา สุขภาพ โดยแถลงการณ์ระบุว่า


ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงอันดับต้นของโลก โดยมิหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ทรัพย์สินของประเทศกว่าร้อยละ 70 กระจุกตัวอยู่ที่คนเพียงร้อยละ 10 ขณะที่ช่องว่างรายได้ห่างกันกว่า 20 เท่า ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ ประชาชนถูกทอดทิ้งให้จมอยู่กับความยากจนที่มีคนจนเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน ความเปราะบางนี้สะท้อนชัดจากการที่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามามากว่า 1 ล้านคน ระบบเงินอุดหนุนเด็กแบบสงเคราะห์คัดกรองที่ทำให้เด็กยากจนตกหล่นถึงร้อยละ 34 ขณะที่คนพิการยังคงได้รับเบี้ยอุดหนุนในอัตราที่ต่ำมาก ไม่เพียงพอต่อการดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


นับจากการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ประชาชนได้ส่งเสียงเพื่อประกาศเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ภาพความจริงภายใต้รัฐบาลที่ผ่านมากลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง


สวัสดิการถูกลดทอนคุณค่าให้เป็นเพียง "การสงเคราะห์คัดกรอง" และการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการอัดฉีดเงินชั่วคราว หรือโครงการคนละครึ่งในยุครัฐบาลอนุทิน ซึ่งเป็นระบบเสียงโชคที่ทำคนตกหล่นมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจปัดตก ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติ ที่ประชาชนกว่า 4 หมื่นคนร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเปลี่ยนเบี้ยยังชีพให้เป็นบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า


ก่อนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รัฐบาลอนทินได้ตอบรับข้อเสนอของ We Fair เครือข่ายเด็กเท่ากัน และ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นความหวังในการยกระดับคุณภาพชีวิต ได้แก่ การปรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดประมาณ 3 ล้านคน จากแบบลงเคราะห์เป็นถ้วนหน้า ซึ่งไข้งบประมาณเพิ่มขึ้น 5,568 ล้านบาท การปรับเพิ่มเบี้ยคนพิการจาก 800 บาทเป็น 1,000 บาท งบประมาณเพิ่มขึ้น 2,200 ล้านบาท ทว่าข้อเสนอเหล่านี้ต้องชะงักลงเนื่องจากการยุบสภาและการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล


ภายหลังการเลือกตั้งวันที 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้คำประกาศ "พูดแล้วทำ" เครือข่าย We Fair เครือข่ายเด็กเท่ากัน พี่มูฟ เครือข่ายแรงงาน เครือข่ายสิทธิความเป็นมารดา เครือย่ายชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมือง เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ ยืนยันว่ารัฐบาลต้องก้าวข้ามการมองสวัสดิการเป็นเรื่องความเมตตา และต้องบรรจุ "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" เป็นวาระแห่งชาติ


โดยข้อเสนอ 9 ด้านมีความสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการยกระดับบริการสุขภาพ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นตามแนวทางพรรคภูมิใจไทย การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการฐานข้อมูลสวัสดิการตามแนวทางพรรคเพื่อไทย


ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ รัฐต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการพัฒนาระบบสวัสดิการ รวมไปถึงการปฏิรูปภาษีอัตราก้าวหน้า การพัฒนาภาษีทรัพย์สิน และภาษีความมั่งคั่ง ควบคู่กับการปฏิรูปฏิรูปงบประมาณ เพื่อเปลี่ยนที่มาของสวัสดิการจาก "การพิสูจน์ความจน" เป็น "สิทธิเสมอกันถ้วนหน้า" ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน


จังหวะก้าวและข้อเรียกร้อง: We Fair และภาคีเครือข่ายฯ เพื่อปักธงให้สวัสดิการจะเป็นสิทธิของทุกคน :

1. การยื่นข้อเสนอต่อ ครม. ชุดใหม่: เพื่อเรียกร้องให้ลานต่อและบรรจุจุชุดนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา


2.เวทีสาธารณะวิพากษ์นโยบายรัฐบาล รวมถึงการรณรงค์และการตรวจสอบบประมาณปี 257 เพื่อให้มันใจว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป


3.ร่างกฎหมายด้านสวัสดิการ สิทธิแรงงาน และร่างกฎหมายเข้าชื่อของประยาชน ที่ค้างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ให้เดินหน้าต่อทันที


4. การสร้างกลไกการติดตามการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน ให้เดินหน้าต่อไป


5. การเข้าพบรัฐมนตรีเพื่อหารือแนวทางชุดข้อเสนอรัฐสวัสดิการ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ อุดมศึกษา แรงงาน สาธารณสุข พัฒนาสังคมร มหาดไทย คลัง รวมทั้งพรรคฝ้ายค้าน


เราจะไม่ย่อมให้รัฐสวัสดิการเป็นเพียงเรื่องของความเมตตาจากใคร แต่ต้องเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนได้รับอย่างถ้วนหน้าเท่าเทียม


เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #WeFair #รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า

‘พริษฐ์’ แสดงวิสัยทัศน์ประธานสภา ตั้งเป้าประธานสภาฯคนใหม่ ต้องกอบกู้ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ยกระดับสภาโปร่งใสตรวจสอบได้ หวังยืนข้างประชาชน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 


‘พริษฐ์’ แสดงวิสัยทัศน์ประธานสภา ตั้งเป้าประธานสภาฯคนใหม่ ต้องกอบกู้ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ยกระดับสภาโปร่งใสตรวจสอบได้ หวังยืนข้างประชาชน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง


วันที่ 15 มีนาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาผู้แทนราษฎรหลังจากการที่ได้รับการเสนอชื่อในวาระการเลือกประธานสภา


โดยพริษฐ์ได้กล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนที่เสนอชื่อของตนในวาระการเลือกประธานสภาครั้งนี้โดยตนเข้าใจว่าการเสนอตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อโดยไม่ได้คาดหวัง ว่าตนจะได้รับเลือกให้ไปทำหน้าที่ประธานสภาเพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ออกมา พรรคประชาชนได้เคารพสิทธิของพรรคอันดับ 1 ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้ ก็คาดว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และจะถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยเมื่อมีการลงมติเลือกประธานสภา


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน บทบาทของพรรคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่ที่การตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล และการผลักดันร่างกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำเสนอวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศควรจะเลือกเดิน เพื่อเป็นข้อเสนอ ให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลได้พิจารณา และเพื่อเป็นทางเลือก ให้ประชาชนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต


สำหรับวิสัยทัศน์เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภา ตนเห็นว่า ภารกิจสำคัญของประธานสภา ณ เวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ โดยตนมองว่าเป็นที่น่าเหลือเชื่อ ว่าแม้สภาฯ เป็นองค์กรเดียวระดับชาติ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่หลายครั้ง สภาฯ กลับเป็นองค์กรที่ทำลายศรัทธาของประชาชนได้มากเช่นกัน


หากถามว่าแล้วประธานสภาจะสามารถทำอะไรได้กับภารกิจดังกล่าว พริษฐ์กล่าวว่าตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 9 (1) ระบุไว้ชัดว่า“ประธานสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่” แน่นอน ว่าพรรคประชาชนคาดหวังให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร วางตนเป็นกลาง ระหว่างทุกพรรค และสมาชิกทุกคน แต่ตนมีความเห็นว่าหากเราต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรเป็น องค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้ตนเห็นว่ามีอย่างน้อย 4 เรื่อง ที่ว่าที่ประธานสภาคนถัดไป “ต้องไม่วางตนเป็นกลาง”


1. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การหยุดอยู่กับที่” กับ “การเดินไปข้างหน้า” ตนอยากเห็นสภาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานนิติบัญญัติ เช่น การทำระบบฐานข้อมูลที่รวมทุกคำอภิปรายในห้องประชุมใหญ่และห้องประชุมกรรมาธิการที่ทุกคนเข้ามาค้นหาได้ ว่าเคยมีการเสนอแนะหรือศึกษาอะไรไว้แล้วบ้าง และการเพิ่มความเป็นไปได้ในการประชุมออนไลน์ในกรณีพิเศษ เพื่อให้สภาตอบสนองต่อวิกฤตต่างๆ ของประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ


2. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การปกปิด” กับ “ความโปร่งใส” สภาที่โปร่งใส จะทำให้ให้ประชาชนรู้ได้ ว่า สส. ที่เขาเลือกไป และที่เขาจ่ายเงินเดือนให้ ทำงานคุ้มค่าหรือไม่ สิ่งที่สภาทำได้คือ dashboard ที่แสดงได้ทันทีว่าใครขาดประชุมกี่ครั้ง อภิปรายมากน้อยแค่ไหน ลงมติอย่างไรในแต่ละเรื่องตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่หรือไม่ รวมถึงการถ่ายทอดสดการประชุม กมธ.


3. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การเผาผลาญภาษีประชาชน” กับ “การปกป้องภาษีประชาชน” ในสภาวะเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง จากทั้งวิกฤตภายในและภายนอก


สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกเข้าไป แต่กลับใช้เงินภาษีของเขาอย่างฟุ่มเฟือย สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็นคือประธานสภาที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับนำงบไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองตนเอง และสิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็นคือสภาผู้แทนราษฎรที่ลงทุนไปกับการตกแต่งอาคารรัฐสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาประชาชน ตนอยากเห็นประธานสภาเป็นหัวหอกในการเสนอตัดหรือปรับลดงบประมาณของสภา ในส่วนที่ไม่ก่อประโยชน์ส่วนรวมหรือเกินความจำเป็น


4. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “อำนาจของใครไม่กี่คน” กับ “อำนาจของประชาชน”


สภาฯ ชุดไหนที่ไม่ปกป้องอำนาจของประชาชนก็เปรียบเสมือนสภาฯ ที่ไม่ปกป้องเหตุผลของการมีอยู่ขององค์กรของตนเอง ในยุคที่อำนาจของประชาชนถูกทำให้อ่อนแอลง เสียงของประชาชนถูกทำให้เงียบลง ตนหวังว่าประธานสภาคนถัดไปจะต้องถือธงนำ ในการคุ้มครองเจตนารมณ์ของประชาชนไม่ให้ถูกขัดขวาง บิดเบือน หรือครอบงำโดยอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน


ในฐานะหนึ่งในกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ตนเห็นว่า ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนในการทำให้องค์กรอิสระเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน


ในฐานะตัวแทนของ สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรค มาร่วมกันตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนกลับมามั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส


ในฐานะประธานรัฐสภา ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว และเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่ได้แสดงออกผ่านการทำประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา


พริษฐ์ได้กล่าวปิดท้ายว่า ท้ายสุดนี้ คำถามที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นประธานสภา แต่คือสภาแห่งนี้ใน 4 ปีข้างหน้า จะเลือกยืนอยู่ข้างใครระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่มที่อาจพยายามครอบงำอยู่เบื้องหลัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #ประธานสภา

“สมชัย” เปิด 5 รายชื่อคณะกรรมการกองทุนสู้ กกต. นัดประชุม แถลงข่าว พรุ่งนี้ (16 มี.ค.)

 


“สมชัย” เปิด 5 รายชื่อคณะกรรมการกองทุนสู้ กกต. นัดประชุม แถลงข่าว พรุ่งนี้ (16 มี.ค.)


วันที่ 15 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต. (ชื่อชั่วคราว) ประกอบด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ 5 คน คือ


1. รศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


2. น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการ พีเน็ต หรือ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย


3. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน


4. นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการ We Watch หรือ เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย


5. นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


การประชุมคณะกรรมการครั้งแรก จะมีขึ้นวันที่ 16 มีนายคม 2569 ในเวลา 14.00 น. ณ ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจะมีการแถลงข่าวร่วมกันถึงรายละเอียดกองทุน ในเวลา 15.00 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 #กองทุนสู้กกต

“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน”


“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน”


วันนี้ (15 มีนาคม 2569)ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0


เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า

ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง
ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง
ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก
ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย
ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


ความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า


ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี
ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้
ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาล ในอนาคต
ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล
ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล
ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด
ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย
ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด
ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด
ร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


ความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า

ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก
รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้
ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้
ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย
ร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิด้าโพล 

มวลชน #ยืนหยุดขัง หน้าศาลอาญา รัชดา วางดอกไม้ รำลึก 1 ปี 10 เดือน “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตในเรือนจำ ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนการตาย นัดถัดไป 8 พ.ค. 69

 


มวลชน #ยืนหยุดขัง หน้าศาลอาญา รัชดา วางดอกไม้ รำลึก 1 ปี 10 เดือน “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตในเรือนจำ ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนการตาย นัดถัดไป 8 พ.ค. 69


วันนี้ (14 มีนาคม 2569) เวลา 17.00 น. บริเวณด้านหน้าทางเข้าศาลอาญารัชดา มวลชนที่จัดกิจกรรม "ยืน หยุด ขัง" เป็นประจำทุกวัน เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้กับผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคนทุกคดี


โดยในวันนี้ครบครอบ 1 ปี 10 เดือน ที่บุ้งเสียชีวิตระหว่างที่ถูกคุมขัง มวลชนได้มีการวางดอกไม้รำลึกหน้ารูป “บุ้ง เนติพร” ก่อนที่จะอ่านบทกวี ‘มหาตุลาการ’ 


สำหรับ บุ้ง เนติพร ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2567 หลังศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งจำคุก 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล พร้อมกับถูกถอนประกันในคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลขบวนเสด็จ


ก่อนเสียชีวิต บุ้งอดอาหารและน้ำประท้วงเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และ หยุดคุมขังผู้เห็นต่างทางการเมือง


ต่อมา บุ้งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ด้วยวัย 28 ปี โดยปัจจุบันคดีการเสียชีวิตอยู่ระหว่างไต่สวนการตายในศาลจังหวัดธัญบุรี โดยเริ่มไต่สวนเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2568


และล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร ผู้ต้องขังทางการเมืองที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์ในคดีละเมิดอำนาจศาล และคดีมาตรา 112 ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการได้เป็นผู้ร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรีให้มีการไต่สวนการตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150


โดยวันนั้นมีการไต่สวนพยานผู้ร้องทั้งสิ้น 1 ปาก ฝ่ายผู้ร้องแถลงหมดพยาน เหลือพยานฝ่ายญาติผู้ตายที่ต้องไต่สวนต่อ แต่ในวันนี้พยานฝ่ายญาติผู้ตายติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมาศาลได้


ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีเหตุสมควรให้เลื่อนวันนัดไต่สวนพยานฝ่ายญาติผู้ตายออกไปเป็นวันที่ 8 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรมให้คนเป็นทวงความยุติธรรมให้คนตาย #บุ้งเนติพร #ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง #มาตรา112









วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

"เพื่อไทย" เปิดแผนดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ชู 4 กลุ่มกฎหมายวางรากฐานเศรษฐกิจ–ความเป็นธรรม–ความมั่นคง ผ่านกลไกนิติบัญญัติ ทั้งนี้สามารถผลักดันทันทีที่เปิดสภา 16 ฉบับรวด

 


"เพื่อไทย" เปิดแผนดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ชู 4 กลุ่มกฎหมายวางรากฐานเศรษฐกิจ–ความเป็นธรรม–ความมั่นคง ผ่านกลไกนิติบัญญัติ ทั้งนี้สามารถผลักดันทันทีที่เปิดสภา 16 ฉบับรวด


วันที่ 14 มีนาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวร่วมกันที่พรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ โดยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง


นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ


หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม


ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่


1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ


2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น


3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน


4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ


นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้


จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง


ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว


สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่


1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่


2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา


3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา


4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต


ศ.ดร.ยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน


“ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว


ส่วนด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวสรุปรวมว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้


เลขาธิการพรรคเพื่อไทยยังระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน


พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง


“พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย