วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สว. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยันชัด ห้ามนิรโทษกรรมคดี ม.112 เยาวชนก็ไม่ได้ “พิสิษฐ์ ” ย้ำไม่สอดแทรกล้างผิดคดีฮั้ว สว.

 


สว. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยันชัด ห้ามนิรโทษกรรมคดี ม.112 เยาวชนก็ไม่ได้ “พิสิษฐ์ ” ย้ำไม่สอดแทรกล้างผิดคดีฮั้ว สว.


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 - ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาวาระเร่งด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จในวาระ 2 และวาระ 3


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กมธ.เสียงข้างมากได้แก้ไขเพิ่มเติมหลายส่วน ทั้งการเพิ่มคำปรารภ การแก้ไขรายมาตราจำนวน 4 มาตรา และการปรับปรุงบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ


ในการพิจารณาวาระ 2 ซึ่งเป็นการพิจารณาเรียงตามรายมาตรา พบว่า สว.เสียงข้างมากลงมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไข รวมถึงการเพิ่มวรรคใหม่ในมาตรา 11 ว่าด้วยกระบวนการพิจารณายุติการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอายุไม่ถึง 18 ปี โดยกมธ.เสียงข้างมากได้เพิ่มวรรคสอง กำหนดว่า ไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112


ส่วนการพิจารณาบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ซึ่งกมธ.ได้ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ว่าอาจส่งผลให้เกิดการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือไม่


ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการกมธ. ชี้แจงว่า บัญชีแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีกฎหมายรวม 29 ฉบับ โดยกมธ.ไม่ได้แก้ไขเนื้อหาที่รับมาจากสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นเพียงการจัดเรียงลำดับใหม่ตามศักดิ์ของกฎหมายเท่านั้น


นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการขึ้นต้นบัญชีแนบท้ายด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 นั้น ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม หรือการแสดงคุณสมบัติอันเป็นเท็จ จึงไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งหรือคดีฮั้ว สว. พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรมตัวเอง และคดีต่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)


ภายหลังการพิจารณารายมาตราแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติว่าจะเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งฉบับหรือไม่ โดยผลการลงมติปรากฏว่า เห็นชอบ 103 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อสังเกตของกมธ. ที่เสนอว่า กรณีพบผู้ต้องขังจากการกระทำความผิดหรือการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารโทษทางอาญา หรือการคุมขังในสถานที่คุมขัง เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนเป้าหมายการสร้างสังคมสันติสุข เปิดโอกาสให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข สมานฉันท์ ปรองดอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนกับสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เนื่องจากร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่วุฒิสภาเห็นชอบในวาระ 3 มีการแก้ไขจากฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับข้อแก้ไขของวุฒิสภาหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบเสริมสร้างสันติสุข #มาตรา112

‘ณัฐชา’ ซัด พม. ลดสวัสดิการประชาชนทุกรายการ แต่กลับเพิ่มเงินบริหารจัดการ

 


‘ณัฐชา’ ซัด พม. ลดสวัสดิการประชาชนทุกรายการ แต่กลับเพิ่มเงินบริหารจัดการ


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยวิจารณ์ถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ปรับลดงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนแต่กลับเพิ่มงบประมาณในการบริหารจัดการ


ณัฐชากล่าวว่า เงินในแต่ละปีที่พี่น้องประชาชนได้รับ มีอยู่ไม่กี่อย่างที่เป็นงบประมาณที่จะส่งตรงไปถึงพี่น้องประชาชน หนึ่งในนั้นคือเงินเด็กเล็กถ้วนหน้า ที่พรรคประชาชนต้องการผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ถ้วนหน้าเสียที


สำหรับเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ในงบประมาณปีที่ผ่านมาได้รับอยู่ที่ 16,267 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ลดลงมาเหลือ 15,810 ล้านบาท สะท้อนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่เพื่อนสมาชิกทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ต้องการร้องขอเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้ถ้วนหน้า หรือต้องเพิ่มเติมอีกเท่าไร เพราะการจ่ายแบบปัจจุบันนั้นตกหล่น โดยรายงานของ UNICEF ระบุว่า เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าตกหล่นไปถึง 53% โดยในตัวเลขดังกล่าวมีอยู่ถึง 34.4% เป็นเด็กที่ยากจนที่สุด ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่สามารถสานต่อความถ้วนหน้าและแก้ปัญหาการตกหล่นเหล่านี้ได้


งบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ใช้ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ปีนี้ได้งบประมาณ 26,331.53 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมา 1,954 ล้านบาท โดยทุกหน่วยรับงบประมาณเกินครึ่งมีจำนวนเงินลดลง ทำงานกันอย่างไร เพราะเงินที่หายไปนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระทรวงที่โอบรับ เป็นฟูกรองชีวิต ให้ล้มได้แต่ไม่เจ็บ แต่ในวันนี้งบประมาณกลับหายไป


หากจำแนกตามประเภทของงบประมาณ จะมีงบบุคลากรเพิ่มขึ้นอยู่ประเภทเดียว คือ 193 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบช่วยบุคลากรทำงาน ซึ่งงบส่วนดังกล่าวสามารถปรับลดได้ตามความเหมาะสม หากเห็นว่าภารกิจงานไม่มีแล้ว เนื่องจากเงินถูกปรับลดไปกว่า 1,954 ล้านบาท โดยการจ้างเหมาบุคลากรไปช่วยปฏิบัติงาน ในปี 2570 ได้งบประมาณไปกว่า 154 ล้านบาท นอกจากจะจ้างคนมาช่วยทำงานแล้ว ยังมีการจ้างเหมาบริการอีก 199 ล้านบาท และยังมีค่าทำงานนอกเวลาอีก 18 ล้านบาท ซึ่งยังดีที่ลดลงจากปีที่แล้ว 70 ล้านบาท


นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 ได้มีการขอซื้อน้ำมันไป 106.56 ล้านบาท และในปีนี้ที่ต้องประหยัดพลังงาน ค่าน้ำมันอาจจะเบิกไม่ได้ จึงต้องจัดงบประมาณผูกพันอีก 5 ปี โดยเช่ารถไฟฟ้า 263.61 ล้านบาท ถึงแม้จะเริ่มต้นในปีนี้แค่ 39.54 ล้านบาท แต่ก็จะเริ่มผูกพันตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งคือสิ่งที่ตนไม่อยากให้เกิดขึ้น ตนจึงอภิปรายในวาระหนึ่งว่า เงินที่ส่งตรงไปถึงมือของประชาชนตกหล่น ขาดแคลน แล้วเงินที่เหลืออยู่ถูกนำไปจ่ายกับค่าอะไรบ้าง


และยังมีงบประมาณในการซื้อคอมพิวเตอร์ โดยงบประมาณปี พ.ศ. 2569 ซื้อคอมพิวเตอร์กว่า 140.12 ล้านบาท ซึ่งตนก็สงสัยว่า เทคโนโลยีใหม่ บุคลากรอาจจะต้องการใช้ พอกระทรวงทำแอปพลิเคชันมาเยอะ อาจจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ไปควบคุม จึงต้องซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มอีก 283.26 ล้านบาท ในปีที่เงินของพี่น้องประชาชนขาดแคลน


จากที่ตนกล่าวมาข้างต้น คืองบที่เป็นของฝ่ายทำงาน แต่หากพูดถึงงบที่จะส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นงบสำคัญ กลับลดลง


“เงินสำนักปลัดสงเคราะห์ไปยังสถานสงเคราะห์ต่างๆ ลดจาก 7 ล้านบาท ต่อปี เหลือล้านเดียว ท่านลองดูนะครับ เงินช่วยเหลือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่แล้วได้ 114 ล้าน ปีนี้สถานการณ์ก็ไม่เหมือนเดิม แต่งบประมาณลดลงแน่นอน ลดจาก 114 ล้าน เหลือ 108 ล้าน” 


ในส่วนของเงินซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ ในแต่ละปีปกติจะตั้งเป้าหมายไว้กว่า 10,000 หลัง แต่ปีนี้ลดเป้าหมายเหลือเพียง 5,000 หลังเท่านั้น รัฐบาลอาจจะบอกว่าเงินต่อหลังนั้นเพิ่มขึ้น จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายลดลง แต่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าจะเอาเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ จะเอาอย่างไรต่อไป แล้วคนที่เข้าคิวอยู่จะต้องทำอย่างไร


“เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน กลุ่มคนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน คนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถช่วยเหลือได้ 3,000 บาท นี่วันนี้ปีนี้งบประมาณ 70 ลดจาก 204 ล้านต่อปี เหลือ 150 ล้าน”


ในส่วนของเงินด้านสตรี ลดจาก 5.7 ล้านบาท เหลือ 2.4 ล้านบาท เงินสนับสนุนองค์กรสตรี สถาบันครอบครัวต่างๆ ได้จาก 4 ล้านบาท ลดลงเหลือ 2 ล้านบาท เงินช่วยเหลือฉุกเฉินกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน จาก 204 ล้านบาท เหลือ 150 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือคนพิการ จาก 13 ล้านบาท เหลือเพียง 1.2 ล้านบาทเท่านั้น ข้าราชการและพนักงานจ้างเหมาที่อยู่เต็มกระทรวง ก็ไม่มีงานทำ เพราะมีงบประมาณเพียงเท่านี้


ในเรื่องที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน มีอยู่สองหน่วยงานที่ดูแลเรื่องดังกล่าว ก็คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ที่ดูแลบ้านมั่นคง บ้านพอเพียง บ้านที่ถูกไฟไหม้ หรือบ้านริมคลอง ที่ของบประมาณไป 1,814 ล้านบาท แต่ได้งบประมาณมา 1,396 ล้านบาท ซึ่งนอกจากถูกตัดงบประมาณแล้ว ยังจะต้องไปทำเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่อีก


ส่วน การเคหะแห่งชาติ ก็เข้าโครงการคนละครึ่ง ของบประมาณไป 1,008 ล้านบาท ได้งบประมาณมา 546 ล้านบาท ซึ่งต้องรอติดตามต่อไปว่าโครงการการเคหะที่กำลังต่อคิวรอซ่อม จะพังแค่ไหนในปี พ.ศ. 2570 ในยุครัฐบาลนี้


“ผมสงสัยจริงๆ ว่าเงินภาษีพี่น้องประชาชนจ่าย แต่ใครได้ประโยชน์กันแน่ เงินช่วยเหลือฉุกเฉินคนพิการที่ถูกปรับลดไป 11.8 ล้าน แต่ว่ามันดันมีโครงการ IT Data Center พุ่งทะยานสูงขึ้น 54 ล้าน เงินสำนักปลัดที่ไปช่วยคนไร้ที่พึ่ง ลดไป 24 ล้าน แต่ไปมีงบประมาณเช่ารถใหม่ อีก 39 ล้าน เงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้กับคนยากคนจนที่เกิดปัญหาปัจจุบันทันด่วน เร่งด่วน ต้องได้รับการช่วยเหลือ ลดทันที 54 ล้าน แต่ไปมีเงินซื้อคอมใหม่ในปีเดียวกัน 47 ล้าน เพราะเงินที่ประชาชนต้องได้รับลดลงทุกรายการ แต่เงินที่อำนวยความสะดวกให้กับการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นทุกรายการ จนเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในกระทรวงไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร”


นอกจากนี้ ณัฐชายังกล่าวถึงนักสังคมสงเคราะห์ที่ประเทศไทยขาดแคลน โดยอยู่ที่ 2.14% ต่อประชากร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 12.8% โดยกระทรวงได้ให้งบประมาณ 1.4 ล้านบาทเท่าเดิม ซึ่งจะแก้ปัญหาไปในทิศทางไหนได้ นักสังคมสงเคราะห์จะทำงานอย่างไรให้เต็มประสิทธิภาพ


ณัฐชากล่าวปิดท้ายว่า วันนี้กระทรวง พม. ต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากผู้ที่เป็น Operator ที่เป็นผู้ทำเอง บริหารเอง ปฏิบัติหน้าที่เอง แต่ไม่ทั่วถึงและไม่ถ้วนหน้า จะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น Regulator เป็นผู้กำกับว่าจะให้ใครดูแลกลุ่มเป้าหมายต่างๆ และถูกหลักหรือไม่ ให้ทั่วถึง เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายงบ70 #พรบงบประมาณ #งบ70

‘ภัทรพงษ์’ ซัดงบภัยพิบัติ 2570 ล้มเหลว ปล่อยคนไทยอยู่กับฝุ่นพิษ-น้ำพิษ-สารพิษ ชี้ ‘ไม่พูด ไม่ทำ’ ไร้คำตอบแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม


 ‘ภัทรพงษ์’ ซัดงบภัยพิบัติ 2570 ล้มเหลว ปล่อยคนไทยอยู่กับฝุ่นพิษ-น้ำพิษ-สารพิษ ชี้ ‘ไม่พูด ไม่ทำ’ ไร้คำตอบแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายถึงงบประมาณเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติในปีนี้


ภัทรพงษ์ระบุว่า ที่ผ่านมาวิกฤตภัยพิบัติจำนวนมากเป็นปัญหาที่รัฐบาลเลือกที่จะไม่พูดถึง ทำเหมือนว่าไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้น ปล่อยให้ปัญหารุนแรงก่อนแล้วค่อยพูดให้สังคมเห็นใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ทำอยู่ดี และสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในการจัดทำงบประมาณปี 2570


“พูดแล้วทำ คือคำพูดที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้มาตลอด แต่วันนี้จากเล่มงบประมาณทั้งหมด และสิ่งที่เพื่อนๆ ของผมได้พิสูจน์ไปแล้วว่า คำว่า ‘ทำ’ ช่างห่างจากสิ่งที่รัฐบาลได้เคยพูดไว้เหลือเกิน”


เริ่มจากปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมการและเตรียมงบประมาณอะไรไว้เลยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา งบประมาณจัดการฝุ่นปีนี้ก็ถูกตัดแทบไม่เหลือ งบประมาณท้องถิ่นในการจัดการไฟป่าที่ขอไปมากกว่า 1,500 ล้านบาทได้มาเพียง 341 ล้านบาท จนท้องถิ่นมากกว่า 1,000 แห่งไม่มีงบประมาณในการจัดการไฟป่าร่วมกับชุมชน 


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน งบประมาณในการสนับสนุนเกษตรกรให้ไม่เผาไร่นา ไร่อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็ได้เพียงแค่ 261 ล้านบาท ทั้งที่พื้นที่เผาไหม้ภาคเกษตรปีต่อปีอยู่ที่ 10 ล้านไร่ เท่ากับรัฐบาลจัดงบประมาณให้แค่ 26 บาทต่อไร่ งบประมาณสนับสนุนไม่มีแล้วยังมีการเบี้ยวหนี้ ชาวสวนไร่อ้อยปีที่แล้วยังไม่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาในเรื่องของการตัดอ้อยสด แล้วยังตั้งงบประมาณทำระบบติดตามพื้นที่เผาไหม้อีก 42 ล้านบาท ทั้งที่ GISTDA ทำอยู่แล้ว 


งบประมาณจัดการฝุ่นในเขตกรุงเทพและปริมณฑลก็ยังไม่เห็นเหมือนเดิม การจัดงบประมาณเป็นไปแบบไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะกับปัญหาซูเปอร์เอลนีโญ่ ที่จะเริ่มเข้ามาในช่วงปลายปี 2569 และทำให้ประเทศไทยในต้นปี 2570 มีความเสี่ยงมากที่จะเจอ PM 2.5 หนักมากกว่าทุกปี


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน ครึ่งล่างของประเทศก็ต้องเจอกับปัญหาปลาหมอคางดำ กระทรวงเกษตรฯ เพิ่งมาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อเดือนที่แล้ว ว่าไม่มีพื้นที่ไหนในประเทศไทยที่มีปลาหมอคางดำมากกว่า 100 ตัวใน 100 ตารางเมตร ทั้งที่ไม่จริง งบประมาณปี 2569 ทั้งปีกับปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้มีแค่ 1.3 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียว 


“ผมขอถามรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรตอบให้ประชาชนวันนี้ จะเอาเงินที่ไหนไปจัดการกับปัญหาที่มันใหญ่ขนาดนี้ งบฉุกเฉินก็ไม่ใช้ งบเยียวยาก็ไม่ทำ แล้วถ้าจะอ้างว่างบเยียวยาเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ ท่านกล้าใช้มาตรา 157 กับผู้ว่าฯ หรือเปล่า ที่ตอนนี้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่จนทำให้ชาวประมงรับผลกระทบเต็มๆ โดยไม่มีเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว แล้วกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ พูดในวุฒิสภา ว่าขอเวลา 7 วัน ในการสืบค้นหาต้นตอของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ นี่จะ 70 วันแล้ว รู้หรือยังว่านายทุนคนไหนเป็นต้นตอของปลาหมอคางดำ”


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่เป็นวิกฤติมากที่สุดตอนนี้ก็คือปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลไม่พูดถึง ไม่ทำ ไม่สนใจ ละเลยจนปัญหาลุกลาม แต่งบประมาณไม่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา 


“ปัญหานี้เกิดขึ้นที่น้ำกก น้ำสาย น้ำรวก แล้วก็น้ำโขงในพื้นที่ภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทยที่ไหลจากประเทศเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย แล้วก็รับน้ำกก น้ำสาย น้ำรวก เข้าไปสู่ประเทศลาวผ่านน้ำโขง และกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง ที่จังหวัดเลยในฝั่งอีสาน แล้วก็น้ำโขงฝั่งอีสานที่มีความเสี่ยงจากเหมืองต้นน้ำในฝั่งลาวที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน แล้วไม่ใช่แค่น้ำโขง น้ำสาละวินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เจอผลกระทบนี้ ลงไปที่ภาคใต้ น้ำกระบุรีที่จังหวัดระนองก็เจอเช่นกัน”


ภัทรพงษ์ระบุว่า ที่มาของปัญหาคือเหมืองต้นน้ำที่เป็นพิษ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อมภาพถ่ายทางดาวเทียมระบุชัดเจน ว่าไม่ใช่สารเคมีเกษตร ไม่ใช่สารโลหะหนักที่มีอยู่ในชั้นดินธรรมชาติด้วย แทบทุกลำน้ำข้างต้นมีสารหนูเกินมาตรฐานหลายเท่า ตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัยในแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ตรวจพบตะกั่วเกินมาตรฐานในเนื้อปลาที่จังหวัดเลย เจอค่าความขุ่นที่เข้าขั้นรุนแรงวิกฤตในน้ำกระบุรี


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กรมที่น่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้มากที่สุดคือกรมควบคุมมลพิษ ของบประมาณไปแค่ 145 ล้านบาท และได้งบประมาณมาแค่ 50 ล้านบาท เป็นเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7 สถานี สถานีละ 7 ล้านบาท แต่ไม่มีงบประมาณในการบำบัดแม้แต่บาทเดียว ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคได้รับงบประมาณ 2,000 ล้านบาทในการย้ายสถานีผลิตน้ำจากน้ำกกไปเป็นน้ำลาวที่ไม่ปนเปื้อนแทน แม้จะเป็นงบประมาณที่ดีมากแต่ก็จัดการปัญหาได้แค่ที่น้ำกกที่เดียว และยังไม่รวมกับประปาหมู่บ้าน ที่รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เคยไปสัญญากับชาวบ้านว่าดำเนินการให้ แต่ไม่มีแม้กระทั่งคำของบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ


ในส่วนของตะกอนดินที่เป็นพิษและมีความอันตรายกว่าน้ำที่เป็นพิษอย่างมาก มาตรฐานสารหนูในตะกอนดินอยู่ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ในน้ำกกพุ่งขึ้นถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือมากกว่ามาตรฐาน 5 เท่า น้ำสายน้ำรวกมากกว่า 3 เท่า น้ำสาละวินมากกว่า 6 เท่า น้ำโขงอีสานมากกว่า 2 เท่า และที่หนักที่สุดคือน้ำโขงทางภาคเหนือมากกว่า 30 เท่า กุ้งหอยปูปลาสัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่กับดินเหล่านี้ ประชาชนคนไทยก็กินเข้าไปต่อ


“ดินในพื้นที่ปลูกเกษตรก็เป็นพิษเหมือนกัน มีผลตรวจออกมาชัดเจนจากกรมพัฒนาที่ดิน ผลตรวจดินในแปลงเกษตรพบว่ามีค่าสารหนูมากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงทรัพย์กำหนดให้กับดินในพื้นที่เพาะปลูกเกษตรมากกว่า 5 เท่า แต่ที่แปลกกว่านั้นคือประชาชนไม่รู้อะไรเลย แล้วรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการอะไรไปรองรับ ทุกวันนี้พื้นที่นั้นยังปลูกข้าวกันอยู่”


นอกจากนี้ยังตรวจพบสารหนูและแคดเมียมเกินมาตรฐานในกะหล่ำดอก ผักปลอดสารตอนนี้ปนเปื้อนสารพิษจากเหมือง ปลาในจังหวัดเลยมีค่าตะกั่วและสารหนูเกินมาตรฐานปลอดภัย ข้าว 200,000 ไร่ที่ใช้น้ำกก น้ำสาย น้ำรวกในการเพาะปลูกและกำลังรอการออกผลผลิตอยู่ตอนนี้ก็เช่นกัน


ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ควรต้องมีงบประมาณมาจัดการในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จากพืชที่ไวต่อสารโลหะหนักเป็นพืชชนิดอื่นแทน หน่วยงานยังบอกเองว่าถ้าดินมีสารหนูเยอะขนาดนี้ต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำและเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น มีคำขอจากกระทรวงเกษตรฯ ไปแค่ 45 ล้านบาท แต่ไม่มีการจัดสรรให้แม้แต่บาทเดียว และถ้าจะบอกว่าสามารถใช้งบประมาณปกติมาทำได้ งบประมาณส่วนนี้ก็มีน้อยมาก ทำได้แค่การตรวจตามรอบพอเป็นพิธีเท่านั้น


“ปัญหาใหญ่ขนาดนี้เราเชื่อว่ามันต้องมีงบประมาณ มาจัดการในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จากพืชที่มันไวต่อสารโลหะหนัก อย่างพวกข้าว พวกพริก เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนใช่ไหม หน่วยงานก็บอกเองว่า ถ้าดินมีสารหนูเยอะขนาดนี้ ต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำ ต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่กินไม่ได้ แต่งบประมาณเป็นอย่างไร มีคำขอจากกระทรวงเกษตรทั้งกระทรวงไปแค่ 45 ล้านบาท ได้เท่าไหร่ครับ…ศูนย์ ไม่เห็นงบประมาณในเล่มงบประมาณเหล่านี้เลย”


ขณะเดียวกัน ตัวเลขจากกรมศุลกากรในปี 2567 แร่ที่ประเทศไทยนำเข้ามามากที่สุดคือแร่พลวง ที่มีการเพิ่มการนำเข้าเป็นจำนวนมากในปี 2567 อยู่ที่ 40,000 ตัน มูลค่า 2,800 ล้านบาท และเป็นปีเดียวกันกับที่ประชาชนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำและโคลนของแม่น้ำในพื้นที่ อีกทั้งในช่วงปี 2568 มีการนำเข้าแร่พลวงเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าถึง 6,000 ล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศเดียวคือเมียนมา 


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าที่สำคัญคือการนำเข้านี้เป็นแค่การนำเข้าในฐานะประเทศทางผ่าน เกินครึ่งถูกส่งต่อไปที่จีน ส่วนหนึ่งส่งกลับไปเมียนมา และอีกส่วนหนึ่งส่งไปที่เวียดนาม ประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่านฟอกแร่โดยที่ไม่มีกฎหมายอะไรที่จะไปตรวจตรวจสอบได้ว่าแร่ที่นำเข้ามาทำให้แม่น้ำเป็นพิษหรือไม่ นี่คือแร่พลวงชนิดเดียว ยังไม่ต้องพูดถึงแร่ทองคำและแรร์เอิร์ธที่มีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน ใน 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นถึง 500 เหมือง ซึ่งถ้าไม่มีการบำบัดสารพิษก็จะลงมาที่ประเทศไทยเต็ม ๆ


อีกประเทศที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือประเทศจีน ซึ่งเคยทำทั้งเหมืองแร่ Rare Earth และแร่พลวง แต่ปัจจุบันยุติทุกกิจกรรมแล้วเพราะมันทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชีวิตของประชาชนจีน แต่ก็บังเอิญว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหมืองในเมียนมาและลาวเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่วงเดียวกับที่ประเทศไทยเริ่มนำเข้าแร่มาฟอกแล้วส่งต่อไปจีนมากขึ้น แล้วยังบังเอิญตรงกับช่วงเวลาที่สารพิษในแม่น้ำประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน


“เราต้องจัดการกับห่วงโซ่ของแร่ในประเทศ ด้วยการออกกฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานโดยใช้กฎกระทรวง จาก พ.ร.บ.แร่ ของกระทรวงอุตสาหกรรม และก็ พ.ร.บ.นำเข้าส่งออก ของกระทรวงพาณิชย์ ให้ผู้นำเข้าต้องระบุชัดเจนเลยว่าแร่ที่นำเข้ามามันมาจากเหมืองที่ไหน เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แล้วก็ให้ระบุลงไปอีก ว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ทุกอย่างที่อยู่ในประเทศไทย คุณส่งไปให้บริษัทไหนต่อ ใครเป็นคนแต่งแร่ แล้วสุดท้ายบริษัทอะไรเป็นคนส่งออกไปที่ไหน”


สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการจัดการต้นตอ ที่การเจรจาระหว่างประเทศ ต้องตั้งวาระนี้เป็นการเจรจาพหุภาคีในระดับรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรีของ 4 ประเทศเป็นอย่างน้อย คือ เมียนมา ไทย ลาว และจีน เพื่อให้กำหนดมาตรฐานในการตรวจน้ำ การตรวจเหมืองที่ต้นน้ำ มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งระบบบำบัดที่เหมืองต้นน้ำ รวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานของแร่ในกลุ่มประเทศนี้


ภัทรพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า แม้ปัญหานี้ประเทศไทยไม่ได้ก่อแต่เรารับกรรม เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นตัวหลักในการเจรจาในเรื่องนี้ การต่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยตกต่ำมานานมากเกินไปแล้ว แม้ในร่างงบประมาณรายจ่ายจะไม่ได้เห็นแผนงานอย่างละเอียดตรงนี้ เพราะอยู่ในงบดำเนินการปกติของแต่ละหน่วยงานอยู่แล้ว แต่รัฐบาลควรต้องจริงจังเสียที รอต่อไปไม่ได้แล้วเพราะปัญหาจะยิ่งลุกลามมากขึ้น


“เราต้องใช้งบประมาณจัดการกับปัญหาภายในประเทศที่เราไม่ได้เป็นคนก่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีทางออกหลายทางแต่เราไม่เอาสักทาง เราคุยกับเมียนมาประเทศเดียวไปแค่ครั้งเดียว แล้วไม่มีอะไรคืบหน้าอีกเลย ขนาดจีนออกมาแถลงว่าแม่น้ำในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปลอดภัย รัฐบาลยังไม่กล้าชี้แจงข้อเท็จจริงแถลงแย้งอะไรเลย รัฐบาลไทยกำลังกลัวจีนมากกว่ากลัวประชาชนคนไทยต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของเขา” ภัทรพงษ์กล่าว


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า ประชาชนต้องอยู่กับรัฐบาลที่ไม่พูดและไม่ทำ จนสะท้อนออกมาในเล่มงบประมาณนี้ สะท้อนถึงปัญหาการจัดการงบประมาณที่ไม่เป็นระบบ ไม่มีแบบแผน วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่แค่สาธารณภัย แต่มันคือความมั่นคงใหม่ ประเทศไทยไม่มีทางจัดสรรงบประมาณตามความเสี่ยงของภัยและความรุนแรงของภัยได้ ถ้าไม่มีแผนที่พื้นที่เสี่ยง 


รัฐบาลต้องปฏิรูปการจัดทำงบประมาณใหม่ ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นเอลนีโญหรือลานีญ่า ประเทศไทยก็จะจัดงบประมาณภัยแล้งน้ำท่วมกันเหมือนเดิม จะยังคงเจอปัญหาฝุ่น PM 2.5 แม่น้ำเป็นพิษ ปลาหมอคางดำ ที่ปัญหารุนแรงแต่งบประมาณไม่เคยมี จะยังคงเจอปัญหาการทูตด้านสิ่งแวดล้อมที่ตกต่ำ ไม่จริงจัง ไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ แล้วปล่อยให้ประชาชนต้องสูดฝุ่นพิษ น้ำพิษ และสารพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อต่อไป


“ถ้าถามว่างบประมาณปี 2570 นี้รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ผมตอบได้เลยว่ารัฐบาลช่วยคนนอกประเทศ ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวยโดยไม่ได้คิดถึงคนไทย เจ้าของเงินภาษีที่ต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของพวกเขา” ภัทรพงษ์กล่าว


#UDDnews #UDDnews #พรรคประชาชน #ฝุ่นพิษ #PM25 #งบ70 #อภิปรายงบ70 #งบภัยพิบัติ2570

‘วิโรจน์’ เปิด 6 วาระเร่งด่วน ส.ก.ประชาชน ดันผ่านสภา กทม. ใน 6 เดือนแรก ประกาศชู ‘ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย’ ชิงตำแหน่งประธานสภา กทม. สร้างสภาโปร่งใส-มีประสิทธิภาพ

 


วิโรจน์’ เปิด 6 วาระเร่งด่วน ส.ก.ประชาชน ดันผ่านสภา กทม. ใน 6 เดือนแรก ประกาศชู ‘ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย’ ชิงตำแหน่งประธานสภา กทม. สร้างสภาโปร่งใส-มีประสิทธิภาพ


วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก. เขตบางซื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย 22 ว่าที่ ส.ก. พรรคประชาชน ร่วมแถลง 6 วาระเร่งด่วนที่พรรคประชาชนจะผลักดันในสภากรุงเทพมหานคร พร้อมเสนอชื่อภัทราภรณ์เป็นแคนดิเดตประธานสภา กทม. เพื่อขับเคลื่อนสภาโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้


วิโรจน์กล่าวว่า ส.ก. มีหน้าที่สำคัญในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนคนกรุงเทพฯ ซึ่งตนมั่นใจว่า ส.ก. พรรคประชาชน จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ สำหรับสภากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนได้กำหนดวาระสำคัญเร่งด่วนใน 6 เดือนแรกที่ต้องเดินหน้าขับเคลื่อน ปักธงเพื่อให้การทำงานของสภากรุงเทพมหานครเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ ทุกคนอย่างชัดเจน


โดย 2 ข้อบัญญัติแรกที่พรรคประชาชนจะเร่งขับเคลื่อนให้เป็นวาระของเมืองและวาระของสภา กทม. คือเรื่องไซต์ก่อสร้างปลอดภัย เพื่อให้ไซต์ก่อสร้างทุกแห่งในกรุงเทพมหานคร มีการเปิดเผยข้อมูลกล้องวงจรปิด เปิดเผยสัญญาประกันภัย และมีความเข้มงวดในการดูแลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนต้องขับรถสัญจรไปมา เพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณไซต์ก่อสร้าง และหากมีเหตุเกิดขึ้น ประชาชนจะได้รับการคุ้มครอง ดูแล และชดเชยจากประกันภัยอย่างเต็มที่


อีกข้อบัญญัติที่ต้องทำควบคู่กัน คือข้อบัญญัติควบคุมอาคาร เพื่อให้อาคารเก่าทั้งหมดในกรุงเทพมหานครมีมาตรฐานในการตรวจสอบ และปลดล็อกเพื่อเอาอาคารผ่านมาตรฐานความปลอดภัยมาใช้งานเพื่อประโยชน์สาธารณะของชาวกรุงเทพมหานคร เช่น ทำเป็นฟู้ดคอร์ทราคาย่อมเยา รวมถึงอาคารขนาดใหญ่อาจจะต้องมีข้อกำหนดจัดสรรพื้นที่สำหรับไว้จอดรถเมล์หรือรถสาธารณะ เพื่อคลี่คลายปัญหาการจราจรติดขัดจากการจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้าหรือหน้าอาคารขนาดใหญ่


นอกจากข้อบัญญัติสองข้อข้างต้น อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือข้อบังคับการประชุมสภา เพื่อขับเคลื่อนการประชุมสภา กทม. ให้มีความโปร่งใส ทุกการประชุมมีมติใด ชาวกรุงเทพมหานครควรจะรับรู้ด้วย มีการเปิดเผยเป็นสาธารณะว่ามีโครงการใดเกิดขึ้น งบประมาณเท่าไร ใช้จ่ายไปอย่างไร


วิโรจน์กล่าวต่อว่า สำหรับคณะกรรมการวิสามัญ ตนคิดว่าชาวกรุงเทพฯ อยากเห็นคณะกรรมการวิสามัญ 2 ชุด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยจะเสนอตั้งทันที คือคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการส่งต่อผู้มีสิทธิ์บัตรทองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากที่มีชื่อสังกัดอยู่กับคลินิก แต่เมื่อต้องการรักษาตัวกับหมอเฉพาะทาง เพื่อรับการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น มักมีปัญหาเรื่องการส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลทุติยภูมิหรือตติยภูมิ ซึ่งเป็นปัญหาทั่วกันในทุกเขต โดย ส.ก. ของพรรคประชาชนมีความตั้งใจอย่างมากที่จะหาแนวทางร่วมกับรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหาก กทม. มีความจำเป็นที่จะต้องนำงบประมาณไปอุดหนุนหรือเข้าไปแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จะได้นำเสนอวิธีการแก้ไขให้กับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้รับทราบและดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


อีกคณะกรรมการวิสามัญ คือคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาขยะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเขตประเวศกับโรงขยะ 100 ตัน และ 6,000 ตัน ว่าจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีกว่าการรอให้ทั้ง 2 โรงนี้หมดสัญญาหรือไม่ โดยแนวทางดังกล่าวจะไม่มีข้อกังวลทางกฎหมาย คำนึงถึงผลประโยชน์ คุณภาพชีวิต และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นสำคัญ รวมถึงเรื่องของการจัดการคัดแยกขยะและฝังกลบขยะ โดยจำเป็นต้องมีแนวทางในการจัดการขยะในกรุงเทพมหานครในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น


สุดท้ายคือสิ่งที่ประชาชนอยากจะเห็นในงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ส.ก. ทั้ง 22 คนของพรรคประชาชนมีความตั้งใจที่จะนำระบบ AI เข้ามาสกรีนตรวจสอบโครงการทั้งหมดในงบปี 2570 เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับผู้ว่าฯ กทม. หากพบข้อสังเกตใดที่น่าสงสัย จะมีการเปิดเผยให้ประชาชนได้ร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งจะเป็นแนวทางที่สนับสนุนทั้งฝ่ายบริหารให้สามารถอนุมัติงบประมาณได้อย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจะถูกใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทุกบาททุกสตางค์


และในงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ส.ก. ทั้ง 22 คนของพรรคประชาชน จะเปิดเผยว่าโครงการที่อยู่หน้าบ้านของประชาชนทุกคนมีโครงการอะไร มีงบประมาณโครงการเท่าไร ผู้รับเหมาคือใคร สถานะตอนนี้เป็นอย่างไร ยังดำเนินการไปตามแผนอยู่หรือไม่ มีความเสี่ยงต่อการถูกผู้รับเหมาทิ้งงานมากน้อยอย่างไร และหากผู้รับเหมาทิ้งงานไปแล้ว จะมีการประกวดราคาใหม่เมื่อไร จะมีการเร่งรัดให้แล้วเสร็จเมื่อไร เพื่อคืนพื้นที่จราจร คืนพื้นที่ฟุตบาทให้กับประชาชนได้อาศัย ค้าขาย และใช้ชีวิตตามปกติ ให้เศรษฐกิจเมืองได้เดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น


ทั้งหมดนี้คือวาระของพรรคประชาชนในช่วง 6 เดือนแรก และการที่จะขับเคลื่อนวาระทั้งหมดได้ตามที่กล่าวไปนั้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพตลอด 4 ปี พรรคประชาชนมีความเห็นตรงกันว่าต้องการประธานสภากรุงเทพมหานครที่เข้าใจวาระของเมือง โดยยึดมั่นอุดมการณ์ในการสร้างสรรค์สภาโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และบุคคลที่พรรคประชาชนได้ลงมติเห็นว่ามีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร คือ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ ส.ก. เขตบางซื่อ พรรคประชาชน


ภัทราภรณ์กล่าวว่า สิ่งที่ตนในฐานะแคนดิเดตประธานสภากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน และพรรคประชาชนได้เสนอ คือการเอาวาระการทำงานเป็นที่ตั้ง สิ่งที่พวกตนผลักดันมาตลอดคือสภาโปร่งใส ทำให้สภาแห่งนี้เป็นสภาที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด อันดับแรกคือการเปิดเผยผลการลงมติของ ส.ก. โดยจะแก้ข้อบังคับที่เดิมผลการลงมติจะไม่ได้ถูกเปิดเผยอัตโนมัติ แต่เป็นการไปขอประธานสภาให้เปิดเผย ที่ผ่านมาจึงเกิดความอีหลักอีเหลื่อ ดังนั้นตนจะคืนความปกติให้กับสภา กทม. มติทุกครั้งต้องถูกเปิดเผยอย่างเป็นอัตโนมัติ เช่นเดียวกับสภาใหญ่


อีกเรื่องคือการไลฟ์สดการประชุมคณะวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกรุงเทพมหานคร ที่พวกตนได้ต่อสู้กันมาเป็นระยะเวลานาน ในครั้งนี้จะแก้ข้อบังคับให้รวมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญทั้งหมดของสภากรุงเทพมหานคร ให้มีการไลฟ์สดโดยอัตโนมัติ หากวาระไหนที่ประชุมแล้วมีชื่อบริษัทที่อาจมีความเสี่ยงหรือเกี่ยวกับความมั่นคง ก็สามารถปิดเป็นบางช่วงได้


อันดับถัดไปคือประสิทธิภาพในการทำงานของ ส.ก. ทุกคน จะมีการเปิดเผยการเข้าประชุมของ ส.ก. ทั้งคณะสามัญและวิสามัญ ว่า ส.ก. แต่ละคนเข้าประชุมบ่อยขนาดไหน จากเดิมที่จะไม่ทราบเลยว่า ส.ก. ทำงานจริงหรือไม่ ทำงานในสภาเป็นอย่างไร


อันดับถัดไปที่สำคัญมาก ๆ คือพวกตนจะเข้าไปแก้ร่างข้อบัญญัติ เพื่อให้เอกสารที่ฝ่ายบริหารจะต้องส่งมาให้สภา กทม. ตรวจสอบงบรายจ่ายประจำปี จะต้องเป็นแบบ machine readable แนบมาด้วย เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้จะมีการผลักดันให้จัดตั้งสำนักงานวิชาการและงบประมาณของสภากรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมา ส.ก. ไม่มีผู้ช่วยเลยสักคน การทำงานในพื้นที่ร่วมกับงานสภาค่อนข้างเป็นเรื่องหนัก สำนักงานดังกล่าวจะช่วยเข้ามาสนับสนุนการทำงานเรื่องงบประมาณของ ส.ก. โดยเข้ามาวิเคราะห์งบประมาณล่วงหน้าว่ารายการต่าง ๆ นั้นต่างจากราคากลางเท่าไร บริษัทที่เสนอมาเคยเสนอโครงการไหนอีกบ้างและย้อนหลังไปกี่ปี พร้อมสนับสนุนข้อมูลในการร่างข้อบัญญัติให้กับ ส.ก.


และสุดท้ายที่คิดว่าจะต้องมี คือการจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญตรวจสอบสัญญาผูกขาด เพื่อมาทบทวนสัญญาระยะยาวของกรุงเทพมหานครที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปที่ทำกับเอกชน โดยจะเน้นไปที่สัญญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องขยะ การให้สัมปทานพื้นที่กรุงเทพมหานคร และการจัดซื้อจัดจ้างระยะยาวในระบบ IT ต่าง ๆ ที่เสี่ยงต่อการทุจริต


ภัทราภรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ ตนในฐานะแคนดิเดตประธานสภา กทม. ของพรรคประชาชน ตั้งใจที่จะผลักดันวาระเหล่านี้ให้ได้ และคาดหวังว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนในสภา กทม. ก็จะเห็นว่าวาระเหล่านี้ตรงกันกับพวกเขา จึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกให้เข้ามาร่วมกันกับพวกตน ผลักดันให้สภา กทม. เป็นสภาที่โปร่งใส พี่น้องประชาชนเข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพในการทำงาน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สกประชาชน #สภากทม












วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

แหวน อัพเดต ‘เอกชัย’ ผอมดำมาก มีอาการเวียนหัว เจ็บชายโครงขวา กังวล ซ้ำรอยอากง รอคำตอบจากเรือนจำจะให้ออกไปรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อไหร่ ‘เอกชัย’ เล่า เรือนจำเปิดทนายปีศาจให้ดูด้วย ชอบมาก

 


แหวน อัพเดต ‘เอกชัย’ ผอมดำมาก มีอาการเวียนหัว เจ็บชายโครงขวา กังวล ซ้ำรอยอากง รอคำตอบจากเรือนจำจะให้ออกไปรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อไหร่ ‘เอกชัย’ เล่า เรือนจำเปิดทนายปีศาจให้ดูด้วย ชอบมาก


วันที่ (29 มิถุนายน 2569) น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา หรือ แหวน พยาบาลอาสา FAV.53 First Aid Volunteer Thailand อดีตอาสาพยาบาลในการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2553 เปิดเผยความคืบหน้ากรณีอาการป่วยของนายเอกชัย ผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า


อัพเดทเยี่ยม เอกชัย หงส์กังวาน จันทร์ที 29/6/69


เดินมาจำเกือบไม่ได้ ผอมมากดำมาก ถามเรื่องอาการป่วย ยังมีอาการเวียนหัวบ้าง เจ็บชายโครงข้างขวา ปวดจุก แต่ยังไม่ได้รับการรักษาใด ๆ และยังไม่มีคำตอบจากทางเรือนจำว่าจะให้ออกไปรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อไหร่


ชวนคุยไม่ให้ซีเรียสถามว่า เสาร์อาทิตย์ทำอะไร เอกชัยคุยแบบตื่นเต้นมากว่า ในเรือนจำเขาเปิดซีรีย์เรื่องทนายปีศาจให้ดู มันมาก ชอบมาก อยากให้ศูนย์ทนายคิดสู้คนแบบนั้นบ้าง จิตตาเป็นทนายที่รู้จักเอาตัวรอดเก่ง นั่นเป็นเพราะสิ่งที่เขาถูกกระทำมา นั่นเป็นเพราะว่าประสบการณ์จริงเขาถูกกระทำมาเขาถึงได้สู้กลับแบบนั้น


ในประเด็นที่ว่าถ้าเราสู้บนหลักการแล้วเขาไม่ได้อยู่บนหลักการเราจะไปเล่นตามเกมส์มันทำไม เสียเวลา เอกชัยกล่าวติดตลกทิ้งท้าย


ถามเรื่องมีความรู้สึกยังไงกับ การเลือกตั้งผู้ว่า นางบอกเสียสิทธิ์ไป 2 ครั้งแล้ว รู้ไหมว่าฉันไม่ได้เลือกตั้งผู้ว่า 2 ครั้งแล้วที่ถูกขังแบบนี้ทำให้ฉันเสียสิทธิ์ 


เป็นการคุยกันเพียงสั้น ๆ อาทิตย์ละครั้ง จะพยายามไปหาทุกวันจันทร์ เพราะฉันไม่อยากให้เธอเหงา ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ให้สั่งอาหารอะไรใด ๆ แต่การได้เข้าไปคุยไม่ให้เธอเครียดไปมากกว่านี้ นั่นคือสิ่งที่เพื่อนทุกคนควรทำ...


** สิ่งที่เป็นกังวล เอกชัยป่วยจากอวัยวะภายในเหมือนเคสอากง และตอนนี้อยู่ในสภาพเดียวกัน

#Saveเอกชัย


สำหรับ เอกชัยถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษากลับในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี ในการชุมนุมปี 2563 โดยศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน พร้อมกับจำเลยอีกสี่คนถูกจำคุกคนละ 16 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวทั้งหมดในระหว่างฎีกา แม้ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาแล้ว


ปัจจุบันเอกชัย วัย 51 ปี ยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดสมบูรณ์ และยังไม่ได้รับการประกันตัว 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เอกชัยหงส์กังวาน #มาตรา110 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

.

‘อิสริยะ’ ชำแหละงบ ‘ดิจิทัล+’ พุ่งสูง 33,000 ล้าน เป็นเบี้ยหัวแตก - ไร้ยุทธศาสตร์ หวั่นกลายเป็นช่องทางหาเงินทอนยุคใหม่ ซัดทุ่มงบ AI กว่า 2,000 ล้าน ได้แต่ซื้อ ไม่มีสร้าง ชวนจับตา TH-AI Passport เฟส 2 คืนชีพผ่านเงินนอกงบฯ

 


‘อิสริยะ’ ชำแหละงบ ‘ดิจิทัล+’ พุ่งสูง 33,000 ล้าน เป็นเบี้ยหัวแตก - ไร้ยุทธศาสตร์ หวั่นกลายเป็นช่องทางหาเงินทอนยุคใหม่ ซัดทุ่มงบ AI กว่า 2,000 ล้าน ได้แต่ซื้อ ไม่มีสร้าง ชวนจับตา TH-AI Passport เฟส 2 คืนชีพผ่านเงินนอกงบฯ 


วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายในส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล


อิสริยะระบุว่า งบประมาณด้านดิจิทัลทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในรัฐบาลชุดนี้ ตัวเลขรวมกันสูงกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ถึง 28% โดยในภาพรวมทุกกระทรวงถูกลดงบประมาณเกี่ยวกับดิจิทัลลงไปกันเกือบหมด มีกระทรวงเดียวที่ได้รับงบประมาณด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 114% นั่นคือกระทรวงดิจิทัลฯ (ดีอี)


ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ โครงการเกี่ยวกับดิจิทัลที่คนสนใจมากที่สุดหนีไม่พ้นโครงการด้าน AI โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย แต่ที่ผ่านมารัฐบาลก็ยืนยันแข็งขันว่าสัญญาแก้ไม่ได้ ยกเลิกไม่ได้ แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เริ่มมีการปรับแก้สัญญากับทางเอกชนแล้ว นับเป็นสัญญาณที่ดี แต่โครงการเฟสแรกยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ปลัดกระทรวงดีอีก็พูดไว้ก่อนแล้วว่าเตรียมงบประมาณสำหรับเฟสสองไว้แล้ว 900 ล้านบาทในงบประมาณปี 2570


อิสริยะกล่าวต่อไปว่า ข่าวดีก็คือในเล่มงบประมาณปี 2570 นี้ ไม่มีโครงการ TH-AI Passport เฟสสอง โดยเหตุผลมาจากสำนักงบประมาณที่เป็นคนหั่นงบประมาณก้อนนี้ทิ้ง แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ โครงการ TH-AI Passport อาจกลับมาในรูปแบบของเงินนอกงบประมาณ เฟสหนึ่งก็มาจากเงินนอกงบประมาณ ก็คือเงินของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) ซึ่งทั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน และคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ มีทั้งปลัดดีอีและเลขาธิการ สดช. นั่งอยู่ หรือก็คือ สดช. ขอเอง กินเอง ชงเอง ตบเองจบในตัว เป็นสิ่งที่จะต้องจับตาดูกันต่อไป


“นอกจากโครงการ TH-AI Passport ที่ทุกคนจับตา แผนในปี 70 ก็เป็นไปตามคาด เรามีงบประมาณที่แปะชื่อ AI เนี่ยอยู่เต็มไปหมด 81 หน่วยงาน 176 โครงการ งบประมาณราว ๆ 2,200 ล้านบาท ถ้าลองดูรายชื่อที่ยกมา จะเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นหน่วยงานกรมกระทรวงใดก็ตาม คุณมีโปรเจกต์มา คุณแปะคำว่า AI เข้าไปต่อท้ายเสร็จเรียบร้อย”


อิสริยะชี้ว่า มีบางโครงการที่จั่วหัวมาเป็น AI แต่ของจริงคืองบประมาณก่อสร้างอาคาร โครงการที่ใหญ่ที่สุดมูลค่า 164 ล้านบาท ของมหาวิทยาลัยมหิดล อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘โครงการการบูรณาการเอไอสองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชนสร้างกลไกการทวนสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ฮาลาลเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภคระดับท้องถิ่นและนานาชาติ’ ซึ่งอิสริยะบอกว่า อ่านจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าจะใช้มนุษย์หรือปัญญาประดิษฐ์กันแน่


อิสริยะกล่าวต่อไปว่า AI เป็นเรื่องดี แต่เงินส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศ คำถามคือ ประเทศไทยอยากเป็นผู้ซื้อหรือผู้สร้าง ในทั้งหมด 176 โครงการ มีโครงการเดียวที่เป็นผู้สร้างคือโครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับโมเดลภาษาไทย (ThaiLLM) ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ แต่งบประมาณแค่ 52 ล้านบาท คิดเป็นแค่ 2.6% ของโครงการ AI ทั้งหมดของประเทศ ถ้ารัฐบาลอยากให้คนไทยไม่เป็นแค่ผู้ซื้อแต่เป็นผู้สร้าง ก็ควรจะใส่งบประมาณด้านการสร้างมาให้มากกว่านี้


ขณะเดียวกัน งบประมาณด้าน Cloud เป็นส่วนที่ได้รับงบประมาณเพิ่มมากที่สุด มากกว่า AI ด้วยซ้ำ รัฐบาลมีโครงการ Cloud ภาครัฐที่เรียกว่า GDCC อยู่ภายใต้ สดช. ซึ่งโครงการนี้ทำมาหลายปีแล้ว เพื่อรวมศูนย์การเช่า Cloud ของหน่วยงานภาครัฐมาไว้ที่เดียว เพื่อให้เกิดความประหยัด ลดขนาด ราคาถูกลง ปลอดภัย และดูแลง่ายกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ งบประมาณของ GDCC เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 1,600 ล้านบาทในปี 2568 มาเป็น 2,200 ล้านบาทในปี 2569 และในปีล่าสุดเกือบแตะ 5,000 ล้านบาท โตขึ้นถึง 2.19 เท่า นับเป็นโครงการดิจิทัลที่เติบโตเยอะที่สุดในปี 2570 โดยงบประมาณเกือบ 5,000 ล้านบาทคิดเป็นค่า Cloud เกือบทั้งหมดของงบประมาณคลาวด์ประเทศไทย 6,300 ล้านบาท


อิสริยะกล่าวต่อไปว่า GDCC ในปีก่อนๆ ออกรายงานว่าค่า Cloud ไม่เพียงพอใช้กับความต้องการที่หน่วยงานต่างๆ ขอมา ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ปีนี้ GDCC ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ก็หวังว่าหน่วยงานไทยจะใช้ค่า Cloud ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 5,000 ล้านบาทอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือยังมีหน่วยงานอื่นขอค่าคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์มาอีก 3,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขอที่ซ้ำซ้อน หลายหน่วยงานเป็นหน่วยงานของกระทรวงดีอีเองด้วยซ้ำ ทำให้เกิดคำถามว่าถ้าค่าคลาวด์ของ GDCC เพิ่ม ค่าคลาวด์ของคนอื่นก็ขอเพิ่ม แล้วแบบนี้จะมีคลาวด์กลางภาครัฐไปทำไม


อีกโครงการที่โตขึ้นอย่างเงียบๆ คือโครงการที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มี 71 หน่วยงาน ของบประมาณรวมกัน 2,300 ล้านบาท คำถามคือขอเงินไปทำไมตั้งเยอะแต่หน่วยงานภาครัฐยังโดนแฮ็ก ข้อมูลประชาชนยังรั่วไหลอยู่ การซื้อระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เยอะขนาดนี้ไว้เพื่อป้องกันการโดนแฮ็ก หรือนี่คือช่องทางกอบโกยช่องทางใหม่กันแน่ เพราะค่าใช้จ่ายด้านนี้ไม่มีราคากลาง สามารถพิสูจน์ความคุ้มค่าได้ยาก


อิสริยะกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม งบประมาณด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศก็คือเรื่องพื้นฐานอย่างครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของงบประมาณดิจิทัลทั้งประเทศ


“มีหน่วยงานขอซื้อคอมพิวเตอร์ 254 หน่วยงาน หลายหน่วยก็ขอเงินเป็นหลักหลายร้อยล้านบาทนะครับ มันก็พอเข้าใจได้ว่าชื่อหน่วยที่ออกมาเป็นหน่วยงานที่มีสาขาทั่วประเทศ ให้บริการประชาชนจำนวนมาก อาจจะต้องใช้คอมพิวเตอร์เยอะ แต่มีอยู่หน่วยงานหนึ่งนะครับ คือรัฐสภาแห่งนี้ ขอเงินค่าไอทีรวมกันนะครับทั้งฝั่ง สส. ทั้งฝั่ง สว. มากกว่า 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศ”


และอิสริยะตั้งข้อสังเกตด้วยว่า บริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งาน TH-AI Passport


“รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับดิจิทัลเขียนไว้ตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างสวยหรู ต้องการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล มียุทธศาสตร์ด้าน AI แต่พอไปดูงบประมาณจริง งบประมาณซ้ำซ้อน ไร้ทิศทาง ต่างเป็นเบี้ยหัวแตก” อิสริยะกล่าว


อิสริยะยังระบุอีกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะมาพูดเรื่องประสิทธิภาพของการใช้เงินซื้อเทคโนโลยีของประเทศไทย ในบริษัทเอกชนทั่วไปมีตำแหน่งที่เรียกว่า Chief Technology Officer (CTO) ไว้คอยกำหนดทิศทางทางเทคโนโลยีว่าจะใช้ จะซื้อ และจะทำอะไร ถ้าเป็นประเทศไทยก็คงจะเป็นรัฐมนตรีดีอี ที่มีความพยายามผลักดัน AI อยู่หลายครั้ง แต่อย่าลืมว่า ปัจจุบันยังไม่มีการตั้งบอร์ด AI ถ้าจริงใจกับเรื่อง AI ก็ขอให้รีบเร่งตั้งบอร์ด AI แห่งชาติขึ้นมาโดยเร็ว


“รัฐบาลในอดีตอาจจะมีวิธีการทุจริตผ่านโครงการก่อสร้าง เพราะหาเงินทอนส่วนต่างง่าย โลกกำลังเปลี่ยน สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือรัฐบาลยุคใหม่อาจจะหาขุมทรัพย์ใหม่เจอจากงบดิจิทัล ที่หาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจนตายตัว ประเมินความคุ้มค่ายาก ขอฝากถึงรัฐบาลให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการยกระดับประสิทธิภาพของประเทศ ขอให้ลงทุนให้คุ้มค่า ถ้าใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เน้นเงินทอน งบดิจิทัลจะเปลี่ยนจากก่อสร้าง+ มาสู่ดิจิทัล+” อิสริยะกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายงบ70 #งบ70 #THAIPassport #พรบงบประมาณ #ดิจิทัลพลัส

‘ศิริกัญญา’ ซัดงบฯ 70 รายจ่ายประจำพุ่ง-ลงทุนหด สะท้อนแผลเรื้อรังการคลัง ‘ฝีแตก’ ห่วงอนาคตถ้าจัดงบแบบนี้ต่อจะไม่ใช่แค่หนอง แต่เลือดก็จะไหลไม่หยุด



 

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเปิดในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยกล่าวถึงภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณในปี 2570


ศิริกัญญาระบุว่างบประมาณปีนี้ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นราว 79,000 ล้านบาท แต่ยังต้องมีการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก แม้จะอ้างได้ว่ามีวิกฤตพลังงาน แต่รัฐบาลก็เพิ่งเซ็นเช็คเปล่ากู้เงินไปแล้วถึง 400,000 ล้านบาท กลายเป็นว่าการขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ต่อ GDP เป็นความปกติใหม่ สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในปัญหาเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายมีแต่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน


สะท้อนผ่านการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ ที่รายจ่ายลงทุนโดนหั่นลงไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางหลักแสนล้านบาท เพราะรายจ่ายประจำที่ตัดไม่ได้มีเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถใช้วิธีการทางงบประมาณเพื่อปกปิดอำพรางได้อีกต่อไป ก่อนหน้านี้รัฐบาลจะใช้วิธีการหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ แล้วค่อยหมุนเอาเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นมาโปะบ้าง ควักเงินคงคลังมาจ่ายบ้าง แต่เมื่อไม่ไหวแล้วก็จำเป็นต้องใส่เพิ่มเข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น”


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าแม้งบประมาณปีนี้จะเพิ่มไม่มาก แต่ก็เป็นข้อกังขาว่าทำไมหน่วยงานกลับได้รับงบประมาณลดลงกันถ้วนหน้า ครึ่งหนึ่งของกระทรวงได้รับงบประมาณลดลง ในระดับกรมก็จะพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน หน่วยที่ได้รับเพิ่มเยอะจริงๆ มีไม่มาก เพราะส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือการโอนเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กระทรวงการคลังกระทรวงเดียวได้เพิ่มไปแล้ว 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายจ่ายดอกเบี้ยที่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริง


มันสะท้อนว่าวันนี้แผลเรื้อรังของงบประมาณไทยเอาอะไรมาปกปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570” ศิริกัญญากล่าว


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แม้รัฐบาลนี้จะเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบหรือยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดกับคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดลำดับเครดิตเรตติ้งเพิ่ม แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมกลับไม่ได้ถูกพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง ซึ่งถ้ายังคงทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะไม่ใช่แค่หนองที่จะออกมา แต่เลือดก็จะไหลไม่หยุดเช่นกัน


เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือการจัดเก็บรายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย ไม่กู้เท่าที่จะจ่ายไหว ไม่จัดการกับรายจ่ายประจำที่ลดยาก ในอนาคตเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก งบประมาณของประเทศก็จะขาดดุลสูงแบบที่กดอย่างไรก็ไม่ลง การพัฒนาประเทศหรือการทำโครงการใหม่ๆ เพื่อพาประเทศไปข้างหน้าก็จะไม่เกิด ความหวังที่จะลดหนี้สาธารณะและการขาดดุลลงก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ที่ต้องติดตามคือเราจะยังรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ได้นานแค่ไหน และบริษัทจัดลำดับเครดิตเรตติ้งจะคงอันดับเราไว้นานแค่ไหน


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า เมื่อดูในรายละเอียดงบประมาณ เริ่มจากด้านรายจ่าย สิ่งที่ไม่ควรจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน เช่น เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 60,000 ล้านบาทถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน ที่เข้าใจได้ยากคือรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท มีการระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนถึง 80% ทั้งที่เมื่อส่วนใหญ่เป็นการแจกเงินก็ไม่ควรถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้


แต่สิ่งที่มีการปรับปรุงคืองบประมาณที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา ปีนี้ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุนแล้ว แต่ข่าวร้ายคืองบประมาณวิจัยปีนี้ถูกตัดลดลงจากเดิม 19,000 ล้านบาทเหลือเพียง 13,000 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของงบประมาณก่อสร้าง ที่ปีที่ผ่านๆ มามีมากเกินไป ใหญ่โตหรูหรา สร้างไม่เสร็จแล้วถูกทิ้งร้าง ปีนี้มีการตัดลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังคงเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนอยู่ดี โดยเฉพาะการลงทุนในถนน


แม้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นมาสูงมากแล้ว แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอกับการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ปีที่แล้วได้มาแค่ 360,000 ล้านบาท ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 389,000 ล้านบาท แม้จะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่ที่ต้องใช้จริงสูงถึง 429,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลปีนี้ได้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท แต่ที่ต้องใช้จริงคือ 106,400 ล้านบาท งบชำระดอกเบี้ยปีนี้ตั้งได้ตรงตามที่สำนักบริหารหนี้สาธารณะขอมา อยู่ที่ 294,000 ล้านบาท”


แต่ที่น่ากังวลคือเงินสมทบ กบข. ที่จะต้องตั้งไว้ 3 เท่าของเงินทุนสำรองที่ กบข. มีอยู่ เมื่อปีนี้มีการจัดสรรให้เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญเพิ่ม เงินสมทบส่วนนี้จึงมีการจัดสรรเพิ่มเข้ามาด้วย ก่อนหน้านี้ กบข. อาจจะมีสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มเงินสำรองเอาไว้ ให้ไม่มีปัญหาการเงินในอนาคต แต่วันนี้สถานะทางการเงินของ กบข. แข็งแรงแล้ว เงินทุนทั้งหมดอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาทแล้ว ไม่จำเป็นแล้วที่รัฐบาลจะต้องสมทบเข้าไปเพิ่มให้ได้เท่ากับสามเท่าของรายจ่ายเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า เมื่อต้องจัดสรรงบประมาณให้ใกล้เคียงกับที่ต้องจ่ายจริง จึงมีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมาอีกถึงเกือบ 100,000 ล้านบาท และงบประมาณก็ติดข้อจำกัดทุกอย่างหมดแล้ว ไม่สามารถขยายเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ก็ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะสามารถหมุนเงินได้ทันและเพียงพอมาจ่ายในส่วนที่ยังตั้งไว้ขาดอยู่ เพราะตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลหมุนเงินไม่เคยทัน เอาเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นมาโปะก็ยังไม่พอ ต้องไปนำเงินคงคลังออกมาใช้ ซึ่งต้องจ่ายคืนในปีต่อๆ ไป ของปี 2569 ยังไม่ครบปีงบประมาณเลย ก็เจอสภาวะหมุนเงินไม่ทันอีกแล้ว และก็ต้องใช้เงินคงคลังอีกแล้ว เพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 115,000 ล้านบาท


ต้องถามว่าตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณในแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะเท่าที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอจ่ายไม่พอก็ไปใช้เงินคงคลัง แล้วก็วนลูปกันแบบนี้ ต้องมาตั้งงบใช้เงินคงคลังในปีถัดไป กินงบประมาณที่เราจะสามารถเอาใช้ได้ไปในอนาคต วนลูปไปแบบนี้ เท่ากับว่าขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ” ศิริกัญญากล่าว


ศิริกัญญากล่าวว่า เมื่อมีข้อจำกัดทางงบประมาณเช่นนี้ จึงไม่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นในงบประมาณปี 2570 แม้จะมีโครงการที่ถูกเปลี่ยนชื่อ แต่ก็ยังคงเป็นโครงการเดิมอยู่ราว 300 โครงการ งบประมาณเพียงหลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น อีกทั้งยุทธศาสตร์ที่รองนายกรัฐมนตรีแถลง ก็ยังมีลักษณะคล้ายกับของปีที่แล้วอยู่มาก มีการปรับแก้น้อยมาก ที่เขียนใหม่ก็ไม่ได้สะท้อนในความเป็นโครงการใหม่มากนัก นโยบายหาเสียงที่ถูกระบุเอาไว้ในคำแถลงนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอาสาพยาบาล 10,000 อัตรา ก็เหลือเพียงหลักพัน นโยบายหนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติดก็ไม่สร้างแล้ว กลายเป็นโปรแกรมบำบัดแทน เป็นหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน ใช้งบประมาณเกือบ 300 ล้านบาท นโยบายพลทหารอาสาที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 อัตรา ในเล่มงบประมาณกลับทำจริงเพียง 25,000 อัตรา


ที่เราเห็นก็คือว่าคำว่า AI หรือว่าปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นรหัส ATM ใหม่ของปี 2570 ถ้ามีโครงการที่ชื่อว่า AI หรือว่ามีคำว่าปัญญาประดิษฐ์หรือว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้น ก็จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ ปีที่แล้วยังมีไม่ถึง 1,000 ล้าน โครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ปีนี้เพิ่มขึ้นมา 2 เท่า นะคะ ประมาณ 2,000 กว่าล้าน 176 โครงการ”


อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่ามียุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการ ต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ มีแต่การซื้อแต่ไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI มีโครงการเดียวที่เป็นระดับโครงสร้างพื้นฐานคือ Thai LLM เท่านั้น


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าในปี 2570 งบประมาณกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่เยอะ ขณะที่งบประมาณที่กระจุกอำนาจไว้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดถูกตัดออกเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่ได้รับประมาณปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท ปีนี้ลดเหลือเพียงแค่ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเรียกร้องมาโดยตลอดและต้องขอแสดงความชื่นชมที่ได้มีการตัดลด แต่ว่างบประมาณที่เป็นของท้องถิ่นจริง ในส่วนของงบประมาณเทศบาลตำบลแม้จะมีการปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะงบลงทุน แต่ที่น่าผิดหวังคือเทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองได้รับงบประมาณลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน


ข่าวดีเล็กน้อยคืองบประมาณประกันสังคมเพิ่ม และเป็นการใช้หนี้กองทุนประกันสังคมด้วย แต่ก็เป็นการใช้หนี้แค่ 1,400 ล้านบาท ยังคงติดหนี้อยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท คำถามคือแผนการใช้หนี้ที่ค้างเงินสมทบกองทุนประกันสังคมไว้อยู่จะเป็นอย่างไรต่อไปสำหรับรัฐบาลนี้


ศิริกัญญากล่าวว่า อีกข่าวดีคือสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในปีนี้คือการแสดงยอดหนี้ตามมาตรา 28 หรือหนี้ที่รัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐออกเงินไปก่อนแล้วค่อยไปตามใช้คืนทีหลัง ซึ่งหน่วยงานที่ต้องรับเคราะห์เรื่องนี้มาโดยตลอดก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งในปีนี้มีการแสดงในเอกสารอย่างชัดเจนว่าจะมีการจัดคืนหนี้ให้เท่าไหร่ แต่ข่าวร้ายคือปีนี้มีการจ่ายหนี้ ธ.ก.ส. ลดลงไปกว่าครึ่ง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโครงการของรัฐ ประกันรายได้ จำนำสินค้าเกษตรต่าง ๆ แม้ในอนาคตจะมีการใช้เงินล่วงหน้าจาก ธ.ก.ส. น้อยลงแล้วตามมติ ครม. ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลก็ยังควรต้องมีความชัดเจนว่าจะมีแผนใช้หนี้ให้หมดเมื่อไหร่


ปีนี้รัฐบาลประมาณการการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ราว 3 ล้านล้านบาท ต้องมีการจัดเก็บรายได้เพิ่ม 70,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิตในปีนี้ต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีให้ได้ 33,000 ล้านบาท โดยต้องเก็บภาษีน้ำมันเพิ่ม 54,000 ล้านบาท คำถามคือส่วนที่จะเพิ่ม 54,000 ล้านบาทนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มเติม ในช่วงที่ราคาน้ำมันยังไม่ลงมาเป็นราคาปกติอีกหรือไม่ และเมื่อไหร่


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า ยังมีภาษีอีกหลายตัวที่จะต้องเก็บเพิ่มในปีนี้เพื่อให้เข้าตามเป้าที่ได้วางเอาไว้ เช่น ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาทต่อคน เพื่อให้ได้เงินมา 12,000 ล้านบาท การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่ประมาณการไว้ถึง 8,400 ล้านบาท มีการออก พ.ร.ก. มาตั้งแต่ปี 2567 สรุปว่าจะได้เก็บหรือไม่และจะเก็บเท่าไหร่ การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องขอคำยืนยันว่าจะมีการปรับค่าลดหย่อนประเภทใดบ้างเพื่อให้ได้เงินมาอีก 50,000 ล้านบาท หรือการปรับปรุงอัตราภาษีบาป ทั้งสุราและยาสูบ รวมถึงภาษีคาร์บอนที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเก็บได้ถึง 30,000 ล้านบาท ต้องขอคำยืนยันว่าภาษีตัวใดจะยังได้ไปต่อหรือภาษีตัวใดที่จะรอไว้ก่อน และจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น


ขณะเดียวกัน ในส่วนของภาระหนี้ นับว่าโชคดีที่ปีนี้รัฐบาลได้เงินเฟ้อมาช่วยชีวิตเอาไว้ ทำให้ขนาดของ GDP ใหญ่ขึ้น แม้จะไม่ได้ใหญ่ขึ้นตามขนาดของการพัฒนาเศรษฐกิจจริง แต่ก็ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง อย่างไรก็ตามในปี 2570 เริ่มมีความไม่แน่นอนแล้ว จากสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจจะต้องโตเกิน 2.5% และเงินเฟ้อจะต้องสูงอยู่ที่ 2.2% ซึ่งเป็นการเดิมพันที่สูงมาก เพราะการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ผ่านมาอาจจะคิดจากฐานว่าหากสงครามยืดเยื้อแล้วราคาพลังงานยังอยู่ในระดับที่สูง อาจจะทำให้เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 แต่หากไม่ได้ไปตามนั้น ปี 2570 จะเป็นปีที่หนี้สาธารณะทะลุ 70% ทันที


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แต่ที่น่ากังวลกว่าก็คือดอกเบี้ยต่อรายได้ ปีนี้กระทรวงการคลังได้รับงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 ล้านบาท ทำให้ดอกเบี้ยต่อรายได้ทะลุ 10% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ก็ต้องลุ้นกันต่อว่าในท้ายที่สุดจะไปกระทบกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญของหลายบริษัทในการตัดเกรดว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่รักษาวินัยทางการเงินการคลังหรือไม่ ยังคงมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอหรือไม่ มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้กับเรื่องอื่นหลังจากที่ชำระหนี้แล้วหรือไม่


ภาพรวมของงบประมาณปี 2570 สะท้อนปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องของรายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น ที่ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มงบประมาณในส่วนนั้น แต่มาจากเพียงการตั้งให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น รายจ่ายลงทุนถูกตัดไป ไม่ต้องพูดถึงว่าจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจหรือทำให้เงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้ปัญหาเรื้อรังนี้หมดไป เราต้องการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มุ่งมั่นจริงจัง พูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา นำเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์และเป็นรูปธรรมที่จะนำประเทศออกจากแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกอยู่ทุกวันนี้


แต่ในงบประมาณปี 2570 ก็ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศนี้ออกไปจากจุดนั้นได้อย่างไร ยังไม่เห็นเลยว่าสุดท้ายยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด แม้แต่ที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ จะไปปรากฏอยู่ในตัวงบประมาณที่จะใช้จ่ายในปี 2570 ได้อย่างไร ยังไม่เห็นว่าในท้ายที่สุดแล้วประเทศจะสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถที่จะใช้งบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างไร” ศิริกัญญากล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบประมาณรายจ่าย