วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ในวาระวันสตรีสากล 8 มีนา การกดขี่ทางชนชั้นและการกดขี่ทางเพศ

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ในวาระวันสตรีสากล 8 มีนา การกดขี่ทางชนชั้นและการกดขี่ทางเพศ


กลุ่มคนในโลกนี้ที่ต้องการต่อสู้กับผู้ปกครองประเทศที่เป็นเผด็จการและครอบงำสังคมโดยชนชั้นนำที่มีอำนาจทางการทหาร อำนาจจารีตประเพณี และอำนาจทางเศรษฐกิจ เราถือว่าเป็นการต่อสู้การกดขี่ทางชนชั้น ซึ่งเป้าหมายการต่อสู้นั้นขึ้นกับอุดมการณ์ว่า จากจุดยืนของชนชั้นกรรมาชีพ หรือจุดยืนเสรีประชาธิปไตย ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และความยุติธรรม แนวโน้มของโลกปัจจุบันส่วนใหญ่มุ่งสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตย ในสังคมไทย พรรคการเมืองที่เป็นพรรคลัทธิมาร์กซ์ โดยจุดยืนชนชั้นกรรมาชีพและต่อสู้ด้วยอาวุธก็ล่มสลายไปแล้ว พรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันก็จัดเป็นพรรคการเมืองนายทุน พรรคการเมืองของฝั่งจารีตอำนาจนิยม และพรรคการเมืองท้องถิ่นที่มุ่งเป็นรัฐบาล แสวงหาผลประโยชน์จากการได้อำนาจรัฐเป็นหลัก


การต่อสู้เพื่อสังคมที่ก้าวหน้าทางการเมืองเพื่อให้อำนาจการเมืองการปกครองเป็นของประชาชนจริงตามระบอบประชาธิปไตย ก็ยังถือว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น เพราะชนชั้นนำไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนจริง จึงต้องผนึกกำลังฝ่ายต่าง ๆ เพื่อร่วมกันต่อสู้กับการกดขี่ทางชนชั้นเป็นด้านหลักของการต่อสู้ของประชาชน


การต่อสู้นี้สืบทอดมานับร้อยปีแล้ว จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเกิดหน่ออ่อนของการต่อสู้มาตั้งแต่ยุค ร.6 อันได้แก่กบฏหมอเหล็ง มาถึงคณะราษฎร มาถึงขบวนการประชาชนยุค 2516, 2519, 2535, 2551-2553, 2563-ปัจจุบัน ภารกิจนี้ยังไม่สิ้นสุด เพราะฝ่ายจารีตใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ทั้งหลอกลวง ปราบปราม และใช้นิติสงครามจับกุมคุมขังกระทั่งทุกวันนี้ นี่คือด้านหลักของการต่อสู้ของประชาชนที่ยังดำรงอยู่ ถ้าไม่ตระหนักเรื่องนี้ เขาก็ไม่อาจนับว่าเข้าใจพัฒนาการการต่อสู้ของประชาชนจริง หรือว่าจุดยืนเขาไปอยู่ข้างปรปักษ์ของประชาชน เพื่อเอาตัวรอดและเพื่อผลประโยชน์


ส่วนการกดขี่ทางเพศนั้น เป็นการกดขี่ที่ผนวกเอาทั้งการกดขี่ทางชนชั้นร่วมกับการกดขี่ทางเพศ เช่น สตรีผู้สูงศักดิ์และเป็นครอบครัวชนชั้นนำ ย่อมมีชีวิตที่ดีกว่าสตรีในครอบครัวมวลชน ชนชั้นล่าง ชาวนาชาวไร่ กรรมกร หรือกล่าวได้ว่า สตรีในชนชั้นล่างถูกกดขี่ 2 ชั้น คือถูกกดขี่ทางชนชั้นและกดขี่ทางเพศด้วย ทุกคนก็ทราบว่าลัทธิชายเป็นใหญ่ได้ครอบงำสังคมมนุษย์มายาวนาน และที่ ๆ ปกครองอย่างจารีตนิยมมาก ก็ยิ่งกดขี่ทางเพศมาก โดยผู้สร้างวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี มากดขี่สตรีเพศในที่เคร่งศาสนา บางศาสนาผู้หญิงถูกบังคับให้ตายตามสามีก็มี การถูกก้อนหินขว้างปาจนตายในกรณีที่สงสัยว่าทำผิดประเพณี หรือการแต่งกายที่ต้องปกปิดทั้งตัว การไม่ได้รับการศึกษาเท่าเทียมชาย ไม่ได้ค่าแรงงานเท่าเทียมเพศชาย ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้นำในหน่วยงาน เพราะเป็นเพศหญิง หรือบางทีกษัตริย์ก็เป็นเพศหญิงไม่ได้ เป็นต้น


ถ้าเป็นคนที่ก้าวหน้าจริง นอกจากจะต่อสู้ทางชนชั้นทางการเมืองเพื่อความเท่าเทียมแล้ว จะไม่เป็นคนที่กดขี่ทางเพศ เหยียดหยาม เชื้อชาติ ศาสนา เหยียดผิด เหยียดอาชีพ เหยียดคนจน หรือคนด้อยโอกาสใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนป่วยคนพิการ แต่ลัทธิชายเป็นใหญ่นั้นครอบงำสังคมมายาวนาน 


ดังนั้นเรื่องการกดขี่ทางเพศจึงถูกละเลย หรือผู้ที่คิดว่าเป็นคนก้าวหน้าก็ทำเสียเองโดยไม่รู้สึกผิดอะไร นี่เป็นเรื่องพึงสังวรสำหรับผู้นำและแกนนำของกลุ่มคนที่ก้าวหน้า ต้องมองเห็นและตระหนักว่า การกดขี่ทางเพศนั้นสะท้อนถึงคุณภาพของผู้ที่ประสงค์จะอยู่ในหมู่คณะที่ก้าวหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้คนเท่าเทียมกัน ดิฉันพบมามากว่า บรรดาแกนนำประชาชนหลายยุคจนถึงบัดนี้ ไม่ได้รู้สึกรู้สากับปัญหานี้ว่าสำคัญ


ปัญหาการกดขี่ทางเพศนั้น นอกจากทำให้สังคมตระหนักรู้ว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องแล้ว ผู้นำทางความคิดและการต่อสู้ของประชาชนก็ต้องดัดแปลงตัวเองให้ถูกต้องด้วยอย่างจริงใจ การใช้ภาวะผู้นำหลอกลวงสตรีเพศมาเป็นเหยี่อกามกิจ หรือการนอกใจไม่ให้เกียรติภรรยา ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายไทยทำกัน เพราะเป็นไพร่ที่เอาอย่างขุนนางไทย


อย่างไรก็ตาม ด้านหลักคือการต่อสู้ทางชนชั้นและการร่วมกัน ความเท่าเทียมทางเพศและผู้ด้อยโอกาสทั้งมวล ก็ต้องควบคู่กันไปด้วย จะทำให้กลุ่มบุคคลที่ทำงานเพื่อสังคมจะได้รับเกียรติยศในเรื่องนี้ ควบคู่ไปกับศักดิ์ศรีของนักต่อสู้ของประชาชน


8 มี.ค. 69


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันสตรีสากล #8มีนาวันสตรีสากล

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน ท่ามกลางความปวดร้าวขมขื่นหากแต่ไม่ยอมจำนน “ในบรรดาพี่น้องมิตรสหายที่มากันจนล้นห้องพิจารณา มีชายชราอยู่ 1 คน ชายที่ผู้คนไม่รู้จัก เขามายืนดูเพียงเงียบๆ ด้วยหัวใจห่วงหาอาทร” ขอบคุณพ่อของผม

 


จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน ท่ามกลางความปวดร้าวขมขื่นหากแต่ไม่ยอมจำนน “ในบรรดาพี่น้องมิตรสหายที่มากันจนล้นห้องพิจารณา มีชายชราอยู่ 1 คน ชายที่ผู้คนไม่รู้จัก เขามายืนดูเพียงเงียบๆ ด้วยหัวใจห่วงหาอาทร” ขอบคุณพ่อของผม


วันนี้ (7 มีนาคม 2569) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 24 ก.พ. 69 (เพิ่งได้รับ)


“คมดาบยิ่งฝนยิ่งคม มนุษย์ใยมิใช่เช่นกัน มนุษย์มากหลายในโลกนี้ ใยมิใช่เติบใหญ่ในท่ามกลางความปวดร้าวขมขื่น” ดาบจอมภพ, โกวเล้ง


คงมีแต่ความเสียสติที่มาด้วยความคาดหวังในห้องพิจารณาวันนั้น ในสำนวนไทยจีนก็กล่าวไว้อย่างคมคาย เป็นสำนวนที่มิอาจเขียนได้ในที่นี้ เป็นสำนวนที่มิอาจเอ่ย แต่ย่อมมีคนได้ยิน ทว่าในวันนั้นไฉน ผู้คนจึงเข้าไปฟังคำพิพากษาจนล้นห้องพิจารณา


“ล้นห้องพิจารณา” ใช่! ฟังไม่ผิด


(เกือบ) 32 ปี, ครึ่งชีวิตของมนุษย์ ต้องถูกจองจำเพียงเพราะเขาพูดความจริง เป็นความปวดร้าวโดยส่วนตัว เป็นความชมชื่นโดยส่วนรวม


ในห้องพิจารณา นอกจากภรรยาของผม เจ้าขาล บรรดาพี่น้องมิตรสหายที่มากันจนล้นห้องพิจารณา มีชายชรา 1 คน ทำลับๆล่อๆอยู่มุมห้อง ชายที่ผู้คนมิรู้จัก ไม่มีใครอยากรู้จัก เขาจะมายืนเงียบ ๆ ดูเพียงเงียบ ๆ ด้วยหัวใจห่วงหาอาทร ไม่พูดจา ไม่ส่งเสียง และ ไม่หลั่งน้ำตา ตั้งแต่สมัยที่ผมออกมาสู้กับคณะรัฐประหารปี 2557 และโดนจับขึ้นศาลทหาร เขาจะมายืนดู ยืนมอง ด้วยหัวใจห่วงหาอาทรเสมอ ขอบคุณพ่อของผม


หากเรามองว่าการต้องถูกจองจำ ต้องติดคุกเป็นผลของการต่อสู้ ความปวดร้าวขมขื่นย่อมต้องบั่นทอนจิตใจ เชื้อชวนให้จำนน แต่หากมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เล่า…


ขอบคุณทุกกำลังใจ

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 6 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

ราชทัณฑ์ แจงอาการป่วย 'เอกชัย หงส์กังวาน' ยันดูแลตามสิทธิ หากเกินการรักษารพ.ราชทัณฑ์ พร้อมส่งต่อรพ.ราชวิถี

 


ราชทัณฑ์ แจงอาการป่วย 'เอกชัย หงส์กังวาน' ยันดูแลตามสิทธิ หากเกินการรักษารพ.ราชทัณฑ์ พร้อมส่งต่อรพ.ราชวิถี


เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 กรมราชทัณฑ์ ออกหนังสือชี้แจง กรณีผู้ต้องขังถูกควบคุมตัวในเรือนจำกลางคลองเปรมขอออกไปรับการรักษาตัวยังเรือนจำภายนอก โดยระบุว่า


ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า นายเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ในความผิดฐานร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี มีอาการป่วยหนักในเรือนจำ


กรมราชทัณฑ์ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า นายเอกชัยฯ เคยถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กำหนดโทษ 7 เดือน 3 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 พ้นโทษจำคุกวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงที่ถูกคุมขังดังกล่าว มีประวัติป่วยด้วยโรคฝีในตับ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 จึงได้เข้ารับการรักษา ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์เฉพาะทางเดินอาหารและตับ จนกระทั่งแพทย์เห็นว่า ขนาดฝีลดลงจนเหลือแต่ร่องรอยแผลในตับ ผลเป็นที่น่าพอใจแพทย์ให้หยุด ยาปฏิชีวนะได้


ต่อมาเดือนธันวาคม 2566 แพทย์นัดและติดตามอาการระหว่างนั้น มีการนัดตรวจต่อเนื่อง ที่โรงพยาบาลราชวิถีในช่วงเดือนมีนาคม 2567 ต่อมาในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษจำคุก จนกระทั่ง วันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายเอกชัยฯ กลับเข้าคุมขังอีกครั้งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และย้ายไปคุมขังเรือนจำกลางคลองเปรม โดยช่วงที่รับตัวแรกรับเข้าคุมขังเรือนจำมีการตรวจร่างกายพบว่า สัญญาณชีพ และอาการทั่วไปปกติ ได้มีการซักถามประวัติการเจ็บป่วยในอดีตพบว่า นายเอกชัยฯ เคยป่วยเป็นโรคฝีในตับเคยมี นัดติดตามอาการของโรงพยาบาลราชวิถีในวันที่ 27 ธันวาคม 2566 และมีการนัดต่อเนื่องอีกครั้งวันที่ 27 มีนาคม 2567


ทั้งนี้ สถานพยาบาลเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่พบประวัติการรักษาต่อเนื่องของนายเอกชัยฯ ระหว่างที่อยู่ภายนอกเรือนจำ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ต้องขังที่มีอาการเจ็บป่วยที่อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเข้าถึงการรักษาพยาบาล จึงได้ประสานให้แพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เข้าตรวจรักษา หากเกินกว่าการรักษาจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลราชวิถีตามที่เคยมีประวัติการรักษาข้างต้น


ปัจจุบันอาการของนายเอกชัยฯ มีภาวะปวดท้อง ยังช่วยเหลือตนเองได้ และทำกิจกรรมได้ตามปกติ ทั้งนี้ สถานพยาบาลเรือนจำกลางคลองเปรม ได้จัดยาตามที่แพทย์สั่งจนถึงวันที่นัดพบแพทย์เรียบร้อยแล้ว


อนึ่ง กรมราชทัณฑ์ ได้สั่งการให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ถือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่กระบวนการรับตัว กระบวนการปฏิบัติตัวในเรือนจำ จนกระทั่งกระบวนการปล่อยตัว โดยเฉพาะการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (SOPs) เพื่อให้สามารถควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาด ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีอย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ราชทัณฑ์ #เอกชัยหงส์กังวาน #มาตรา110

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘เอกภพ’ พรรคประชาชน หวังสังคมไทยได้รับบทเรียนจาก Stroke จี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบช่วยชีวิตที่สังคมไทยต้องมี

 


‘เอกภพ’ พรรคประชาชน หวังสังคมไทยได้รับบทเรียนจาก Stroke จี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบช่วยชีวิตที่สังคมไทยต้องมี


วันที่ 6 มีนาคม 2569 เอกภพ สิทธิวรรณธณะ สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนได้ให้ความเห็นถึงกรณีที่มีผู้ป่วยชายมีภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke) ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเอกภพได้ให้ความเห็นว่าการที่ตำรวจไม่รู้จักสัญญาณโรค นำไปสู่การส่งต่อรักษาที่ล่าช้านั้นทำให้พลาดโอกาสรักษาฟื้นฟูในช่วงเวลาทอง จนผู้ป่วยอาจกลายเป็นคนพิการทั้งที่ป้องกันได้ 


พรรคประชาชนเห็นว่าเหตุการณ์นี้เป็นทั้งเรื่องน่าเศร้า เป็นเรื่องโชคร้ายของครอบครัวหนึ่ง และยังสะท้อนให้เห็นช่องโหว่ของระบบสุขภาพและความเสี่ยงของประชาชนทุกคน


เอกภพตั้งคำถามว่า เหตุใดระบบการดูแลของรัฐจึงไม่เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รู้จักภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพ ทั้งที่ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องพบเจอเหตุฉุกเฉินของประชาชนอยู่เสมอ


เอกภพได้ให้ความเห็นต่อไปว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสำคัญ 3 เรื่องคือ


1. ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy น้อยเกินไป โครงการส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่ประชาชน แต่ละเลยการส่งเสริมความรอบรู้ในเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐอื่น เช่น ครู เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เป็นต้น)


2. ประเทศไทยยังไม่กำหนด “ทักษะการช่วยชีวิต” เป็นทักษะพื้นฐานของเจ้าหน้าที่ของพลเมือง


3. ระบบสุขภาพยังมีความล่าช้าในระบบการส่งต่อรักษาดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เฉียบพลัน เพื่อให้ได้รับการรักษาและฟื้นฟูอย่างทันท่วงที


โดยเอกภพได้เสนอถึงแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ต่อฝ่ายบริหารดังนี้


1. กรมอนามัยควรประเมินความรอบรู้สุขภาพของหน่วยงานรัฐที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ


2. กรมอนามัยและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ควรมีบทบาทในการสื่อสาร ฝึกอบรมการป้องกันความพิการจากภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลันแก่ประชาชนทุกคน


3. กพ. ควรบรรจุทักษะการช่วยชีวิตพื้นฐาน (CPR) และการสังเกต Stroke ด้วยหลักการ FAST ให้เป็นทักษะพื้นฐานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใกล้ชิดกับประชาชน และกำหนดให้แพลตฟอร์ม OCSC Learning Space มีเนื้อหาด้านการช่วยชีวิตพื้นฐานเป็นวิชาบังคับ


4. กระทรวงแรงงานควรกำหนดให้การช่วยชีวิตพื้นฐานเป็นทักษะมาตรฐานสำหรับอาชีพที่ต้องให้การดูแลประชาชน เช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้ดูแลผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่สาธารณะ


นอกจากข้อเสนอดังกล่าว เอกภพกล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนยังมีนโยบายแพลตฟอร์มทักษะแรงงานแห่งชาติ ซึ่งสามารถบรรจุเนื้อหาการช่วยชีวิตให้คนไทยทุกคนได้เรียนรู้เป็นทักษะภาคบังคับ เพื่อความปลอดภัยของทุกๆ คน


เอกภพขอให้เหตุการณ์ 4 มีนาคมที่ผ่านมานั้น เป็นบทเรียนสำคัญว่า ชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการแพทย์ที่ซับซ้อน แต่อยู่ที่ว่าคนที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยที่สุดในนาทีนั้นรู้ว่าจะต้องทำอะไร ซึ่งเชื่อว่า “ทักษะช่วยชีวิต” ควรเป็นทักษะพื้นฐานของสังคมไทยทั้งพลเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เราพร้อมใช้กลไกรัฐสภาผลักดันระบบช่วยชีวิตเพื่อให้ทุกคนไม่ต้องเสีย “โอกาสทอง” ไปตลอดกาล


เอกภพได้กล่าวปิดท้ายว่า พรรคประชาชนขอร่วมประชาสัมพันธ์การสังเกตอาการ Stroke ด้วยตนเองด้วยหลัก FAST


เมื่อท่านพบเห็นบุคคลมีลักษณะดังต่อไปนี้

F - Face หน้าเบี้ยว 

A - Arm แขนขาอ่อนแรง 

S - Speech พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง 

T - Time ให้รีบโทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #Stroke

ศูนย์ทนายฯ เผย ทนายความยื่นหนังสือถึงเรือนจำคลองเปรม กรณี “เอกชัย” ผู้ต้องขังคดี #มาตรา110 ขอให้เข้ารับการรักษาเร่งด่วนจากสภาวะปวดช่องท้องรุนแรงบริเวณตับ – โรคต่อมลูกหมากโต

 


ศูนย์ทนายฯ เผย ทนายความยื่นหนังสือถึงเรือนจำคลองเปรม กรณี “เอกชัย” ผู้ต้องขังคดี #มาตรา110 ขอให้เข้ารับการรักษาเร่งด่วนจากสภาวะปวดช่องท้องรุนแรงบริเวณตับ – โรคต่อมลูกหมากโต


วันนี้ (6 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า วันนี้ทนายความได้ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดตามความคืบหน้าการรักษาพยาบาลและขอให้ส่งตัว “เอกชัย หงส์กังวาน” นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 ให้ได้เข้ารับการตรวจรักษาเฉพาะทางเป็นการเร่งด่วนจากสภาวะปวดช่องท้องรุนแรง และอาการโรคต่อมลูกหมากโต 


ก่อนหน้านี้ 5 มีนาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับรายงานจากเพื่อนของผู้ต้องขังว่า เอกชัยมีสภาวะร่างกายและอาการป่วยทรุดโทรมลง และมีอาการรุนแรงกว่าที่เคยปรากฏในครั้งก่อน ๆ จากสภาวะปวดช่องท้องรุนแรง ในตำแหน่งที่เคยได้รับการเจาะดูดฝีในตับ และอาการของโรคต่อมลูกหมากโตที่แม้ได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น และอาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง 


ในรายละเอียดหนังสือได้เน้นย้ำให้เอกชัยได้รับสิทธิการตรวจรักษาและการบำบัดเฉพาะด้านตามมาตรา 28 ระบุสิทธิในความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย, มาตรา 47 สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุข ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 55 สิทธิที่จะได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์โดยเร็วตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ตลอดจนข้อกำหนดที่ 27 สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Mandela Rules) 


หนังสือที่ยื่นถึงเรือนจำ ยังระบุถึงสภาวะที่ผู้ต้องขังควรจะได้รับการตรวจประเมินค่าการทำงานของตับ และตรวจสอบอาการฝีในตับเพิ่มเติม เนื่องจากเมื่อช่วงปี 2566 ระหว่างเอกชัยถูกคุมขังในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เขามีอาการเป็นฝีในตับ ต้องถูกส่งตัวไปรักษาและผ่าตัด โดยแม้จะมีการเจาะฝีออกไปแล้ว แต่หมอก็ยังให้มาติดตามอาการอีกเป็นระยะ ซึ่งการคุมขังในครั้งนี้ทำให้เขาไม่สามารถไปพบแพทย์ตามนัดหมายเดิมได้ จากการไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในระหว่างฎีกา


นอกจากนี้ ผู้ต้องขังยังมีความประสงค์ที่จะตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่อง CT Scan หรือเอ็กซเรย์ เพื่อประเมินสภาวะของโรคไส้เลื่อนและภาวะต่อมลูกหมากโต และแม้ว่าผู้ต้องขังจะมีนัดพบแพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันที่ 10 มี.ค. 2569 แล้วก็ตาม แต่อาการที่ปรากฏดังกล่าวมีลักษณะเป็นกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ จึงขอให้เรือนจำพิจารณาสั่งการเร่งรัดให้เอกชัยได้ออกไปรับการตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน 


จนถึงปัจจุบัน (6 มี.ค. 2569) เอกชัยถูกคุมขังระหว่างต่อสู้ชั้นฎีกาเป็นเวลา 183 วันแล้ว ซึ่งเป็นการคุมขังครั้งที่ 7 ในชีวิตของเขา ภายหลังศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่เขาและผู้ร่วมคดีอีก 4 คน ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน และเขาได้ยื่นฎีกาไปก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา110 #เอกชัยหงส์กังวาน

มูลนิธิทำทางยื่น สปสช. ทวงถาม “ทำแท้งสิทธิประกันสังคม” หลังประกาศกว่า 1 ปี ผู้ประกันตนยังเข้าถึงบริการยาก

 


มูลนิธิทำทางยื่น สปสช. ทวงถาม “ทำแท้งสิทธิประกันสังคม” หลังประกาศกว่า 1 ปี ผู้ประกันตนยังเข้าถึงบริการยาก


วันนี้ 6 มีนาคม 2569 หลังจากช่วงเวลา 09.00–13.00 น. มูลนิธิทำทาง พร้อมเครือข่ายภาคประชาสังคม อาทิ กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง, เครือข่ายท้องไม่พร้อม, สมาคมเพศวิถีศึกษา, แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ และสมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA โดยมีเป้าหมายผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงบริการ ‘ยุติการตั้งครรภ์ตามสิทธิ’ ได้จริง ได้จัดกิจกรรมทวงถามความคืบหน้า “ทำแท้งสิทธิประกันสังคม” โดยเข้ายื่นหนังสือต่อ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานประกันสังคม เนื่องในวันสตรีสากลที่จะถึงในวันที่ 8 มี.ค. 2569


สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผ่านมากว่า 1 ปี ที่สำนักงานประกันสังคมประกาศให้ “การยุติการตั้งครรภ์เป็นสิทธิการรักษา เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยทั่วไป” และประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษา อย่างไรก็ตาม เครือข่ายระบุว่ายังพบว่าผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้จริง


โดย ในเวลา 09.00 น. ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิทำทางได้เข้ายื่นหนังสือและร่วมพูดคุยหารือแนวทางส่งต่อบริการยุติการตั้งครรภ์ตามสิทธิประกันสังคม ที่ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจ โดยมีตัวแทนจากกรมอนามัย ร่วมพูดคุย นำโดย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย, ดร.นพ.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ และ พญ.ทิพา ไกรลาศ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ


ต่อมาในเวลา 11.00 น. เครือข่ายเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงานประกันสังคม โดยมี ผศ.ดร.นครินทร์ ปิ่นปฐม ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือ ขณะเดียวกันมีการปราศรัยบริเวณด้านหน้าอาคาร โดยผู้ร่วมกิจกรรมผลัดเปลี่ยนกันขึ้นพูด พร้อมถือป้ายเรียกร้องสิทธิทำแท้งและสิทธิสตรี รวมถึงแปะป้ายทวงถามความคืบหน้าการบังคับใช้สิทธิยุติการตั้งครรภ์ภายใต้ประกันสังคมบริเวณด้านหน้าอาคารด้วย


และสุดท้าย ในช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. มีการยื่นหนังสือและเข้าร่วมหารือที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 


โดยมูลนิธิทำทางระบุว่า บริการยุติการตั้งครรภ์ต้องถือเป็น "บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน" โดยสำนักงานประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ต่างมีบทบาทมีสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเที่ยมสำหรับทุกคน พร้อมมีข้อเรียกร้องให้ทั้งสามหน่วยงานร่วมมือในการบริการเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด


ทั้งนี้ มูลนิธิทำทางและเครือข่ายระบุว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้เป็นการติดตามและสะท้อนปัญหาการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวเป็นครั้งที่ 4 แล้ว หลังจากในปี 2568 เคยเข้าพบและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว 3 ครั้ง เพื่อสะท้อนสถานการณ์การเข้าถึงสิทธิยุติการตั้งครรภ์ของผู้ประกันตน แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังคงพบปัญหาว่าผู้ประกันตนจำนวนมากยังไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้จริง 


ตัวแทนเจ้าหน้าที่รณรงค์เชิงนโยบาย ของมูลนิธิทำทาง ได้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวด้วยว่า “วันนี้เราใช้โอกาสเนื่องในวันสตรีสากลมายื่นข้อเรียกร้องกับ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นการคุมกำเนิดการยุติการตั้งครรภ์ หน่วยแรกที่ไปก็คือกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อคุยเรื่อง "การส่งต่อบริการยุติการตั้งครรภ์ทั่วประเทศ" และ "ทำอย่างไรให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์มีทัศนคติที่ดีขึ้น" ซึ่งกรมอนามัยรับเรื่องและกล่าวถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยเขาเห็นว่าเป็นแนวโน้มที่ดีที่กรมอนามัยรับเรื่องนี้


“ต่อมาเราได้เข้าพบสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นการพูดคุยครั้งที่ 4 แล้ว และปัญหาหลักยังคงเป็น "ผู้ประกันตนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติการตั้งครรภ์ตามสิทธิของตนเองได้" โดยผู้รับบริการมักเจอกับอคติและสถานพยาบาลไม่ยอมออกใบส่งตัวให้” เจ้าหน้าที่รณรงค์ฯ กล่าว


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่สำนักงานประกันสังคมเคยแจ้งกับเครือข่ายว่า "จะไม่มีคนมารับหนังสือ" ทำให้มูลนิธิประกาศยกระดับการรณรงค์เป็นการปราศรัย แต่ในการเข้าพบครั้งนี้มีผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมมาชี้แจงว่าจะรับเรื่องไปดำเนินการ 


“สุดท้ายที่ สปสช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ โดยมีการพูดคุยเรื่องสิทธิและปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีประเด็นสำคัญคือ ‘การขึ้นทะเบียนหน่วยงานเฉพาะสำหรับการยุติการตั้งครรภ์’ อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ได้คือไม่สามารถทำได้แค่เรื่องยุติการตั้งครรภ์ แต่ สปสช. ต้องดูแลทั้งการส่งเสริมและป้องกัน ครอบคลุมสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ รวมถึงการป้องกันและการคุมกำเนิดด้วย ทางเครือข่ายจึงเสนอให้ สปสช. ช่วยขยายสิทธิและเป็นพี่เลี้ยงให้สำนักงานประกันสังคมเกี่ยวกับโมเดลการบริการด้วย” เจ้าหน้าที่รณรงค์ฯ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทำแท้งเป็นสิทธิรักษา #ประกันสังคม #สปสช






















ปชน.ยื่น กกต.ขอนับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสุพรรณบุรี ชี้ กปน. 3 หน่วยที่นับใหม่ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตชัดเจน หากหน่วยอื่นเป็นเหมือนกันจะมีผลต่างคะแนนมหาศาล ย้ำนับใหม่ไม่ได้หวังพลิกกลับมาชนะ แต่ต้องการข้อเท็จจริง

 


ปชน.ยื่น กกต.ขอนับคะแนนใหม่ทั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสุพรรณบุรี ชี้ กปน. 3 หน่วยที่นับใหม่ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตชัดเจน หากหน่วยอื่นเป็นเหมือนกันจะมีผลต่างคะแนนมหาศาล ย้ำนับใหม่ไม่ได้หวังพลิกกลับมาชนะ แต่ต้องการข้อเท็จจริง


วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ธีระ สุธีวรางกูร ทีมกฎหมายพรรคประชาชน ร่วมยื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สุพรรณบุรี หลังจากที่การนับคะแนนใหม่ในสามหน่วยเลือกตั้งที่ ต.บางตาเถร พบความคาดเคลื่อนของคะแนน คะแนนของผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนเพิ่มขึ้นขณะที่คะแนนของผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย ลดลง


โดยกิตติชัยระบุว่า จาก สส. เขตทั่วประเทศ ยังมีอยู่หนึ่งเขตที่ยังไม่ได้รับการประกาศรับรองจาก กกต. คือสุพรรณบุรี เขต 2 สืบเนื่องจากกรณีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ตำบลบางตาเถรทั้งหมดสามหน่วย ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เป็นไปตามระเบียบ และได้มีการสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ ซึ่งผลคะแนนปรากฏออกมาชัดเจนแล้วว่าคะแนนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กับคะแนนในวันที่ให้มีการนับคะแนนใหม่ 27 กุมภาพันธ์ มีความแตกต่างกัน โดยคะแนนผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน จากเดิมในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้ 104 คะแนน แต่เมื่อมีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่คะแนนเปลี่ยนมาอยู่ที่ 228 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ได้ 427 คะแนนแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ได้คะแนนลดลงเหลือเพียง 263 คะแนน


จ.สุพรรณบุรี เขต 2 มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 245 หน่วย หากนำตัวเลขที่มีความแตกต่างกันนี้ ในส่วนของพรรคประชาชนที่มีคะแนนเพิ่มขึ้น 124 คะแนน มาคูณจำนวนหน่วยเลือกตั้งของทั้งเขตทั้ง 245 หน่วย จะมีตัวเลขคะแนนเพิ่มขึ้นถึงกว่า 30,000 คะแนน ขณะเดียวกันผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ตัวเลขลดลง 164 คะแนน หากคูณจำนวนหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 245 หน่วย จะมีผลลดลงอยู่ที่ประมาณ 40,000 กว่าคะแนน


กิตติชัยกล่าวต่อไปว่า กกต. มีเวลาในการประกาศรับรองภายใน 60 วันหลังการเลือกตั้ง ขณะนี้ยังพอเหลือเวลาอยู่กว่า 30 วัน ตนจึงขอให้ทาง กกต. ได้ใช้ข้อเท็จจริงเหล่านี้และอำนาจของ กกต. ในเรื่องของความปรากฏ สั่งให้มีการนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ทั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สุพรรณบุรี ขณะเดียวกันในส่วนของทางผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับ กปน. ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไปแล้ว


สำหรับเรื่องที่ได้มีการตรวจสอบในส่วนของ กปน. ไม่ว่าจะเป็นที่ จ.สุพรรณบุรีหรือจังหวัดอื่นก็ตาม เข้าใจว่าไม่ได้มีเพียงกรณีเดียวในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ กกต. ได้รีบเร่งดำเนินการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแถลงผลจากการตรวจสอบด้วย ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้ยื่นขอให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งหมด 30 เขตทั่วประเทศ เข้าใจว่าที่ร้องไปส่วนใหญ่มีการประกาศรับรองผลไปหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการชี้แจงหรืออาจมีในบางกรณีเท่านั้น อย่างเช่นที่ จ.น่าน ได้มีการส่งหนังสือกลับมาที่พรรค ส่วนที่เหลือขณะนี้ยังรอผลจากการตรวจสอบของ กกต. อยู่


กิตติชัยกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนใหม่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ไม่ว่าผู้สมัครของพรรคประชาชนจะแพ้หรือชนะ พรรคประชาชนไม่เคยคำนึงว่าจะพลิกกลับมาให้ชนะได้ แต่พรรคประชาชนต้องการข้อเท็จจริงและให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ว่าการทำหน้าที่ของ กปน. ถูกต้อง พิสูจน์ให้ประชาชนเห็น และทำให้ประชาชนเชื่อมั่นกับการทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ได้อีกครั้งหนึ่ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต #สุพรรณบุรีเขต2 #กปน