"เลาฟั้ง" แนะ ผวจ.สุราษฎร์ฯ ชะลอคำสั่งขับไล่ 135 ครอบครัวชุมชนไทดำบ้านนาเดิมจนกว่าการตรวจสอบแนวเขตแล้วเสร็จ
หวั่นเกิดความไม่เป็นธรรม
วันที่
4 เมษายน 2568 นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.
พรรคประชาชน และกมธ.วิสามัญพิจารณา ร่าง
พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .. โพสข้อความระบุว่า
ขอให้ชะรอการขับไล่ชาวบ้านและเร่งรัดตรวจสอบแนวเขต นสล. เมื่อปี 2529 ให้ได้ข้อยุติว่าตรงตำแหน่งตามทะเบียนประกาศหวงห้ามเมื่อปี 2475 หรือไม่
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 กลุ่มชาวบ้านชุมชนไทดำ หมู่ที่ 1
และหมู่ที่ 4 ต. ทรัพย์ทวี อ.บ้านนาเดิม
จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 300 คน
ได้รวมตัวกันชุมนุมที่หน้าที่ว่าการอำเภอบ้านนาเดิม
เนื่องจากนายอำเภอได้ออกคำสั่งให้ขับไล่ชาวบ้าน จำนวน 135 ครอบครัวออกจากหมู่บ้านภายในวันที่
3 เมษายน 2568 นี้
ทางอำเภอรออกหนังสือขับไล่โดยอ้างว่าชาวบ้านรุกที่สาธารณประโยชน์
(ทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์) ที่ทางราชการได้ออก นสล. เมื่อปี พ.ศ. 2539
ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านโต้แย้งว่าแผนที่ นสล.
ที่อ้างนั้นผิดไปจากตำแหน่งที่ดินในทะเบียนที่วงห้ามที่ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2475 ความจริงพื้นที่ที่ระบุในทะเบียนที่ประกาศห้วงห้าม
มิได้ครอบคลุมถึงที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวไทดำที่อยู่อาศัยมากว่า 70 ปี
ชุมชนชาวไทดำ
ตำบลทรัพย์ทวี ยืนยันว่าพวกเขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่มาตั้งแต่ปี 2496
สายตระกูลแรก ๆ ที่มาอยู่อาศัย เช่น สระทองแพ, สระกอบแก้ว
และ แค้นคุ้ม ปัจจุบันมี 135 ครอบครัว
เมื่อถูกประกาศไล่ที่เช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
จึงออกมาต่อสู้เรียกร้อง
อย่างไรก็ตามน่าสังเกตว่าทำไมอำเภอบ้านนาเดิมและเทศบาลตำบลทรัพย์ทวี
ถึงพยายามขับไล่ชาวบ้านออกไปให้ได้
แม้ชาวบ้านและภาคประชาชนภาคใต้จะต่อสู้อย่างแข็งขัน
ซึ่งชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าทางราชการอาจเตรียมนำพื้นที่ดังกล่าวนี้ไปรองรับโครงการขนาดใหญ่
แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นโครงการอะไร
ในการต่อสู้เรียกร้อง
ชาวบ้านได้ยื่นร้องเรียนไปยังรัฐบาลผ่านเครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) และยังได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย
โดย
Pmove และรัฐบาลได้เจรจากันจนทำให้อธิบดีดกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้ดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินของทะเบียนที่หวงห้ามที่ประกาศเมื่อปี
พ.ศ. 2475 ว่าทับซ้อนกับที่ดินของชุมชนไทดำหรือไม่
และนายช่างรังวัดของสำนักงานที่ดินได้กำหนดให้มีการรังวัดที่ดิน 2 ครั้ง
แต่ไม่สามารถรังวัดได้เนื่องจากอำเภอบ้านนาเดิมและเทศบาลตำบลทรัพย์ทวีไม่ให้ความร่วมมือ
สำหรับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ได้ตรวจสอบแล้วและมีรายงานเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 และมีข้อเสนอแนะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
ดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขตว่า นสล. ที่ออกเมื่อปี พ.ศ. 2529 ออกถูกต้องตามตำแหน่งในทะเบียนประกาศที่หวงห้ามเมื่อปี พ.ศ. 2475 หรือไม่
แล้วส่งให้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณะประโยชน์และที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างและคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย
เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป
กรณีผมเห็นว่าการประกาศที่สาธารณะประโยชน์ในกรณีนี้
จะมีทะเบียนที่สาธารณะประโยชน์ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475
อยู่แล้ว แต่เมื่อมีการออก นสล. เมื่อปี พ.ศ. 2529
พร้อมแผนที่แนบท้าย
ก็ถูกชาวบ้านโต้แย้งว่าออกผิดจากตำแหน่งที่ระบุไว้ในทะเบียนเดิม ดังนั้น
หากต้องการรู้ตำแหน่งที่แท้จริงก็ให้นำทะเบียนที่สาธารณะประโยชน์เดิมมาตรวจสอบแนวเขตกันใหม่
โดยดูประกอบกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง ซึ่งฉบับแรกสุดที่ถ่ายไว้เมื่อปี
พ.ศ. 2495 และพยานหลักฐานอื่นๆ
ก็จะสามารถระบุตำแหน่งที่แท้จริงได้
แต่ปรากฏว่าเมื่อจะดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขต
ก็จะมีกระบวนการขัดขวางจากหน่วยงานรัฐคู่กรณี หรือไม่ให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบ
ดังนั้น
ผมจึงขอเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
สั่งการให้ชะลอประกาศอำเภอบ้านนาเดิม เรื่องการบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์
(ที่สงวนเลี้ยงสัตว์ทุ่งปากขอ) ลงวันที่ 3 มีนาคม 2568 ออกไปก่อนจนกว่าจะมีแนวทางการแก้ปัญหาของคณะกรรมการ อนุกรรมการ
คณะทำงานที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น โดยอาศัยข้อสั่งการทางนโยบาย ตามหนังสือที่ มท 0511.4/256074 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2567
และชะรอการบังคับขับไล่และไล่รื้ออาสินของชาวบ้าน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ 16 ตุลาคม 2566 (ตามข้อ 13) จนกว่าจะแล้วเสร็จตามกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐบาล
cr.ภาพ facebook นกเอี้ยง ค๊าบ
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ชุมชนไทดำ #สุราษฎร์ธานี