วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

‘กิตติพงษ์’ ชู 4 มาตรการ ยกระดับงานข่าวกรอง ชี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 6 มิติ ช่วยยับยั้งความรุนแรงได้

 


‘กิตติพงษ์’ ชู 4 มาตรการ ยกระดับงานข่าวกรอง ชี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 6 มิติ ช่วยยับยั้งความรุนแรงได้


วันที่ 16 กันยา 2569 นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาน มีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาภาคใต้อย่างยั่งยืน โดยกิตติพงษ์ได้อภิปรายถึงการยกระดับงานทางด้านการข่าวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้


กิตติพงษ์กล่าวแสดงความเสียใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับจำนวนเหตุการณ์กับจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วจะมีไม่มากนัก และไม่พบจำนวนผู้เสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้น


จากข้อมูลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สถานที่ราชการประมาณ 30 แห่ง ถูกเผาทำลาย มูลค่าความเสียหายเฉพาะสถานที่ราชการกว่า 110 ล้านบาท ยังไม่นับรวมความเสียหายของภาคเอกชน โดยเป็นที่ทำการของหน่วยงานท้องถิ่นจำนวน 13 แห่ง ทำให้เอกสารและเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการให้บริการแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่เสียหายที่สุดคือ ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน


นับตั้งแต่พ.ศ. 2552 จนถึงพ.ศ. 2570 กอ.รมน. มีการใช้งบประมาณไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 158,000 ล้านบาท หากนับรวมทั้งหมด ตั้งแต่พ.ศ. พ.ศ.2547 ประเทศไทยใช้งบประมาณไปการ ในการแก้ไขปัญหาไปแล้วกว่า 520,000 ล้านบาท หากประเมินจากความรุนแรงของเหตุการณ์ในครั้งนี้ และจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 พ.ศ.ล่าสุด ตัวเลขเหล่านี้อย่างน้อยที่สุดบอกว่า เราไม่สามารถพอใจกับประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ของระบบที่เป็นอยู่ได้ และไม่สามารถตอบประชาชนได้เพียงว่า ต้องใช้งบประมาณและกำลังพลในแบบเดิมต่อไปได้ โดยที่ไม่ทบทวนวิธีการที่ใช้อยู่ ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์สถานการณ์


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราอาจสามารถป้องกันเหตุและความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ หากการทำงานของหน่วยงานทางด้านข่าวกรองในพื้นที่ มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ในจำนวนกำลังพลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) 49,735 นาย ปัจจุบันมีการอนุมัติงบประมาณในพ.ศ.2570 เกือบ 5,000 ล้านบาท ตนไม่ทราบว่าทาง กอ.รมน. ได้จัดสรรกำลังพลและงบประมาณ ไปดำเนินการทางด้านการข่าวไปจำนวนมากน้อยเพียงใด


ด้วยกำลังพลและงบประมาณในระดับนี้ อาจกล่าวได้ว่า กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร ทั้งทางด้านกำลังพลและงบประมาณ ดังนั้น กอ.รมน. จึงต้องทบทวนงานทางด้านการข่าวกรองของตัวเอง กิตติพงษ์ให้ความเห็นว่า เราต้องทบทวนกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่คนทำข่าว การประมวลผล ไปจนถึงการนำข้อมูลข่าวกรองไปสู่การตัดสินใจ ให้สอดคล้องกับวงรอบข่าวกรองอันเป็นหลักสากล ซึ่งประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมาย การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การใช้ประโยชน์ และการประเมิน โดย กอ.รมน. สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และประชาคมข่าวกรอง ต้องทบทวนอย่างน้อย 4 ประเด็น


ประเด็นแรก ในเรื่องของสัดส่วนกำลังพล เมื่อเราเดินทางผ่านพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะพบว่า มีการใช้กำลังพลไปกับการตั้งด่านเฝ้าระวังเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็น หากงานทางด้านการข่าวที่ดี การจัดสรรกำลังพลส่วนนี้ ก็จะต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เราสามารถจัดวางกำลังพลเฉพาะห้วงเวลาและพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ลดแนวทางในการวางกำลังพลแบบปูพรมแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้


แนวทางที่สอง ต้องทบทวนว่ากำลังพลทางด้านข่าวกรองของ กอ.รมน. และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ รวมถึงประชาคมข่าวกรองในพื้นที่ ปัจจุบันมีทักษะและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานทางด้านข่าวกรอง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่หรือไม่ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสาเหตุและสภาวะแวดล้อมต่างจากพื้นที่อื่น หรือกระทั่งปัญหาด้านความมั่นคงอื่นๆ ที่กองทัพรู้จัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะมีมาตรการทางด้านการข่าวที่แตกต่างจากงานทางด้านข่าวกรองในพื้นที่อื่น โดยต้องปรับให้มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของพื้นที่


นอกจากนี้ ความต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จากการสับเปลี่ยนโยกย้ายกำลังพลในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีสัดส่วนการสับเปลี่ยนที่มากผิดปกติ คนเก่าคนเดิมที่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่จำนวนมากถูกสับเปลี่ยนโดยกำลังพลที่ไม่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่มากนัก ย่อมส่งผลกับการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างยิ่ง งานข่าวในพื้นที่แบบนี้ ความรู้ไม่ได้อยู่ในแฟ้มทั้งหมด แต่อยู่ในคนด้วย การย้ายคนอาจหมายถึงการย้ายองค์ความรู้ออกนอกพื้นที่ไปพร้อมกัน ตนจึงขอเสนอว่า ในอนาคต กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรทบทวนแนวทางในการสับเปลี่ยนกำลังพล ที่มุ่งเน้นความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่าที่เป็นอยู่


แนวทางประการที่สาม ควรทบทวนในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองระหว่างประชาคมข่าวกรอง การทำงานข่าวกรองในพื้นที่ ไม่สามารถทำงานได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ดังนั้นจึงมีประชาคมข่าวกรอง ซึ่งเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองระหว่างหน่วยงานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กอ.รมน. กองทัพบก กองทัพเรือ ตำรวจ กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง โจทย์ที่ต้องตรวจสอบ จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า เรามีข้อมูลเพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงว่า ในข้อมูลจำนวนมากที่แต่ละหน่วยงานได้รับ เรามีระบบที่สามารถแยกเนื้อหาออกจากสัญญาณรบกวน และจัดลำดับสิ่งบ่งชี้แจ้งเตือนที่สำคัญ ได้ดีเพียงใด แม้ว่าจะมีกระบวนการคัดกรอง ประมวลผล และจัดลำดับความสำคัญทางด้านข่าวกรองแล้วก็ตาม ผลที่เกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้เราต้องย้อนกลับมาตรวจสอบว่า กระบวนการดังกล่าว มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด


นอกจากนี้ สิ่งที่จำเป็นก็คือ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีทางด้านข่าวกรอง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน การเชื่อมโยงข้อมูลจากกล้อง CCTV ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลจากประชาคมข่าวกรอง เทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ค้นหารูปความผิดปกติ และจัดลำดับสัญญาณแจ้งเตือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถแยกข้อมูลที่มีนัยสำคัญ ออกจากข้อมูลจำนวนมหาศาลได้เร็วขึ้น


ประเด็นที่สี่ ประเด็นสุดท้ายคือเราควรทบทวนแนวทางในการนำข่าวกรองที่ได้รับไปใช้งาน ควรต้องมีระเบียบปฏิบัติประจำหรือ รปจ. ที่สามารถป้องปรามเหตุได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จากการให้ข้อมูลโดยสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติพบว่า ก่อนเกิดเหตุ ประชาชนคมข่าวกรอง ได้รับสัญญาณเตือนว่าอาจมีเหตุเกิดขึ้น โดยพบว่ามีทั้งการเตรียมการ การเคลื่อนย้ายสิ่งของที่อาจใช้ในการก่อเหตุได้ ซึ่งมีการสัญญาณเตือนลักษณะนี้ จากพื้นที่ต่างๆ รวมกันถึง 20 พื้นที่


จากข้อมูลของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจ ที่จะไม่ใช้กำลังในการระงับเหตุ เพราะเกรงว่าจะกระทบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ตนเข้าใจดีว่า การชั่งน้ำหนักเพื่อตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีคำตอบใดที่ถูกต้องที่สุด แต่อย่างน้อยที่สุด เพื่อลดเวลาในกระบวนการตัดสินใจ และผลกระทบที่จะตามมา สามารถทำได้โดยการกำหนด รปจ. ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าทุกสัญญาณเตือนจะนำไปสู่การจับกุม แต่ทุกระดับของสัญญาณเตือน ควรมีมาตรการตอบสนองที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การเพิ่มมาตรการการเฝ้าระวังในพื้นที่ที่มีสัญญาณเตือนว่า จะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังในการระงับเหตุการณ์ ก็จะทำให้เหตุการณ์ที่อาจจะหนัก ก็เบาบรรเทาลงได้ และไม่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนจนเกินเหตุ นี่ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของมาตรการที่สามารถเตรียมการล่วงหน้าได้


กิตติพงษ์จึงเสนอทั้ง 4 มาตรการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานทางด้านข่าวกรอง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 


กิตติพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่างานทางด้านข่าวกรองจะสามารถป้องกันเหตุได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ตามรายงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสาเหตุมาจาก 3 เรื่อง คือ ปัญหาทางด้านวัฒนธรรม โครงสร้างของภาครัฐ และตัวบุคคล และการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ คือผลที่ตามมาจากสาเหตุ 3 เรื่องดังกล่าว


นอกจากนี้แนวทางของ สมช. ยังเสนอว่า จำเป็นต้องแก้ปัญหาในพื้นที่ครบทั้ง 6 มิติ คือ สังคม การศึกษา เศรษฐกิจ การบริหารจัดการ การต่างประเทศ และทรัพยากร เราต้องทำให้งานทางด้านการข่าว ดีพอที่จะป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ให้ดีพอที่จะทำให้วันหนึ่ง ไม่มีเหตุให้เราต้องป้องกันอีก 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

เครือข่ายจัดงานรำลึก 6ตุลาฯ จัดแถลงข่าวงานรำลึกครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 เตรียมเดินสายยื่น 4 พรรคการเมืองหนุน ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน”

 


เครือข่ายจัดงานรำลึก 6ตุลาฯ จัดแถลงข่าวงานรำลึกครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 เตรียมเดินสายยื่น 4 พรรคการเมืองหนุน ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน”


เมื่อวันที่ 16 กันยายน เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ตึกกิจกรรมนักศึกษา ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ ร่วมกับ เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ และชมรมโดมรวมใจ จัดแถลงข่าวงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ภายใต้แนวคิด “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” โดยมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน ทั้งอดีตนักศึกษาและคนรุ่นใหม่เข้าร่วม เพื่อสะท้อนจุดยืนในการทวงคืนเสรีภาพและอำนาจให้ประชาชน


นำโดย นายสุเทพ สุริยะมงคล อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ปี 2517 และประธานชมรมโดมรวมใจ, นายนัสรี พุ่มเกื้อ ThumbRights เครือข่ายรณรงรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา, น.ส.นิชาภา มงคลศิริ ประธานเครื่อข่ายจัดงานลำลึก 50 ปี 6ตุลาฯ, น.ส.ธนภร วงษ์บัณฑิต คณะทำงานฝ่ายของที่ระลึก งานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ, น.ส.พิชญา กันชาติ คณะทำงานฝ่ายของที่ระลึก งานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ, นางสาวธญานี เจริญกูล ประธานโครงการตุลารำลึก ฝ่ายส่งเสริมสิทธิและมนุษยธรรม องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


โดยใจความสำคัญและแก่นสารหลักของงานรำลึกครบรอบ 50 ปี6 ตุลาคม 2519 ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ เครือข่ายฯระบุว่าหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักถูกกล่าวถึงในฐานะหน้าประวัติศาสตร์อันโศกเศร้า


ในฐานะบทเรียนความรุนแรงของรัฐ แต่สำหรับพวกเราที่ชีวิตถูกหักรากถอนโคนด้วยน้ำมือของเผด็จการ  อีกทั้งมรดกบาปของการรัฐประหารในวันนั้น ยังคงฝังรากลึกและทำหน้าที่กดทับสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนไทย อยู่จนถึงวินาทีนี้


ในตอนเย็นของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีการก่อการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างการปกครองโดยคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งของคณะหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่ง ของ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41” ซึ่งแก้ไขโทษของกฎหมายหลายมาตราให้สูงขึ้น ทั้งหมิ่นศาลหมิ่นประมาทและอื่น ๆ รวมถึงมาตรา 112 ที่ต่างเป็นสาเหตุของคดีทางการเมืองและผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากในปัจจุบัน


จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่มีอยู่แล้ว แต่ผลพวงของกฎหมายยังคงอยู่ และยังมีการทำรัฐประหารซึ่งฉุดรั้งประเทศมาจนถึงปัจจุบัน


เนื่องด้วยโอกาสครบรอบ 50 ปีนี้ เครือข่ายจัดงานฯจึงอยากให้ 6 ตุลาเป็นวาระให้รับใช้ประชาชน โดยการร่วมกันยกเลิกประกาศดังกล่าว “ทั้งฉบับ”


นี่ไม่ใช่แค่การลบมรดกบาปในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น แต่เป็นการปักธงว่า คณะรัฐประหารและกฎหมายของพวกเขาที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นสิ่งที่ “มิอาจยอมรับได้และไม่ควรมีที่ยืนในสังคม” อีกต่อไป


จึงได้เชิญชวนทุกคนมาร่วมลงชื่อ เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ตั้งแต่5 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2569


ไม่ว่าจะเป็นพวกเราหรือคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เราต่างได้รับผลกระทบของรัฐประหารด้วยกันทั้งนั้น การผสานพลังของพวกเราจะช่วยให้ประเทศไทย เป็น “ประชาธิปไตยขึ้นอีกก้าว” ด้วยการร่วมลงชื่อด้วยกัน เพื่อลบมรดกบาปรัฐประหารและเขียนอนาคตด้วยประชาชน “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน”


สำหรับการแถลงนายสุเทพ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับงานรำลึกถึงวีรชน วันที่ 6 ตุลาคม 2519


“ทุกท่านคงจะแปลกใจว่าทุกครั้งที่จัดงานจะมีคนแก่รุ่นผมอายุ 70 กว่า มาร่วมจัดงานกับเด็กวัยรุ่นและเยาวชนอายุ 20กว่า งานนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่คนรุ่นพวกผมได้ผจญชะตากรรมในสมัยนั้น ในปัจจุบันนี้เด็กรุ่นหลังที่ยังทำกิจกรรมก็ได้เจอชะตากรรมเดียวกันกับพวกเรา ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าน้องๆที่มาร่วม เห็นว่าสิ่งที่รุ่นพี่เผชิญ น้องก็เจอเหมือนกัน” นายสุเทพ กล่าว


นายสุเทพ กล่าวต่อไปว่า อย่างวันนี้เรามาแถลงข่าว น้องบางคนต้องขึ้นศาลที่ธัญบุรี ทั้งที่เขาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย งานวันที่ 6 ตุลาคมนี้ นอกจากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมีน้องจากสถาบันอื่นมาร่วมด้วย


ด้านนายนัสรี กล่าวว่า อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีปีนี้ครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา ในปีนี้เรารู้สึกว่าสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่หลายๆคนอาจจะลืมไป คือ 6 ตุลา ไม่ได้มีเพียงแค่ความรุนแรงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเช้าวันนั้นอย่างเดียวแต่ว่าในตอนเย็นของวันนั้นได้มีการรัฐประหารนำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้ทำการรัฐประหารของรัฐบาลของ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ในตอนเย็นวันนั้นหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยใช้เหตุผลของการอ้างความไม่สงบเรียบร้อยเข้ามายึดอำนาจและทำการรัฐประหาร


“หลังจาก 6ตุลา 2519 ไม่นาน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้มีการออกคำสั่ง ฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นหนึ่งในคำสั่งของคณะรัฐประหารที่ยังส่งผลมาจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหมิ่นประมาทต่างๆ หมิ่นศาล หมิ่นธงชาติ หมิ่นประมุขต่างชาติ และที่สำคัญที่สุด คือ หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์หรือมาตรา112 กฎหมายที่คณะปฏิรูปได้เพิ่มโทษในวันนั้นคำสั่งที่ 41 ที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออกมาวันที่ 21 ตุลาได้เพิ่มโทษทั้ง 112 ทั้งหมิ่นประมาทซึ่งส่งผลมาถึงปัจจุบัน“ นายนัสรี กล่าว


นายนัสรี กล่าวต่อว่า ม.112 แต่เดิมคือโทษไม่เกิน 7 ปี และไม่มีขั้นต่ำ แต่ตอนนี้เป็น 3-15 ปี ดังนั้นในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา เรากลุ่มคนที่อยู่ในเหตุการณ์และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ องค์กรภาคประชาสังคมนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้มีดำริร่วมกันว่าในครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาเพื่อไม่ให้เป็นแค่การรำลึกเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีตแต่เป็นการแก้ไขอนาคตทำให้อนาคตดีขึ้นด้วย


จึงคิดว่าจะมารณรงค์ เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปฉบับที่ 41 เพื่อทำให้โทษ 112 กลับไปเป็นเหมือนเดิม คือ ไม่เกิน 7 ปี และไม่มีขั้นต่ำ รวมถึงโทษอื่นๆ เช่น หมิ่นประมาท หมิ่นศาล หมิ่นธงชาติ หรือว่าอื่นๆ ที่คำสั่งของคณะปฏิรูป ฉบับที่ 41 ได้เพิ่มโทษขึ้น


โดยได้เริ่มรณรงค์กันมาตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม เราจะรณรงค์ล่ารายชื่อเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมเสนอกฎหมายไปถึงวันที่ 6 ตุลาคม ตอนนี้เหลือระยะเวลาอีกไม่นาน ตอนนี้ยังได้แค่ประมาณ 10,000 ชื่อและอยากจะเชิญชวนทุกคนมาร่วมรณรงค์ด้วยกัน เพื่อให้ 50 ปี วันที่ 6ตุลาไม่ใช่แค่เชงเม้งอย่างที่เขาบอก แต่มันคือการมาร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกันทำให้ช่วยแก้ไขปัญหาคดีความทางการเมืองและที่สำคัญที่สุด คือทำให้ประเทศไทยยังมีเสรีภาพเพราะว่าอย่างที่บอกมรดกอย่างหนึ่งจาก 6 ตุลายังคงอยู่มาให้เห็นจนถึงปัจจุบัน และมันก็ยังถูกใช้มาเรื่อยๆ จึงอยากเชิญชวนมาร่วมลงชื่อกันผ่านเว็บไซต์ https://decoup6octsins.com/” นายนัสรี กล่าว


สำหรับกำหนดการจัดงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลา จัดขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน ระหว่างวันที่ 4–6 ตุลาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดย นิชาภา มงคลศิริ ประธานเครือข่ายจัดงานฯ เปิดเผยว่า กิจกรรมจะครอบคลุมหลากหลายมิติ ดังนี้


วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 บริเวณหอประชุมศรีบูรพา 13.00 – 13.30 น. ภาพยนตร์สารคดี 50 ปี 6 ตุลาฯ “บันทึกหน้าสุดท้าย”โดย Young Active เวลา 14.00 – 16.30 น. การแสดงดนตรีโดย ชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวงสามัญชน และบริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” และ 16.30 - 18.30 น. กิจกรรม Walking Tour


จันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ บริเวณหอประชุมศรีบูรพา เวลา 13.00 – 13.30 น. ภาพยนตร์สารคดี 50 ปี 6 ตุลาฯ “เสียงสะท้อนจากความทรงจำ”โดย Young Active เวลา 13.30 – 13.45 น. การบรรยายนำเสนอ “บทเรียนจากควังจูสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519” เวลา 13.45 – 15.00 น. เสวนาวิชาการในหัวข้อ “จากควังจูถึง 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 : ประสบการณ์จาก การเข้าร่วมงานรำลึกเหตุการณ์การลุกฮือที่ควังจู” และ15.00 – 17.00 น. เสวนาเปิดตัวหนังสือ“ไดอารี่ดาวแดง:บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึกของอดีตสหายในเขตป่าเขา”โดย พิพิธภัณฑ์สามัญชน ขาดนั้น 17.00 – 18.00 น. การแสดงดนตรีโดย วงหมาเก้าหาง


โดยวันที่ 6 ต.ค. 69กิจกรรมเริ่มตั้งแต่รุ่งเช้าด้วยนาฏกรรมรำลึก พิธีทำบุญตักบาตร และการวางพวงมาลัยรำลึกวีรชน ตามด้วยพิธีมอบรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย” โดย สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพิธีมอบรางวัล “สิทธิมนุษยชนคนธรรมดา”โดย มูลนิธิศักยภาพ ส่วนช่วงบ่ายถึงค่ำ ปาฐกถา กิจกรรม Walking การแสดงงิ้วล้อการเมือง และแถลงปิดการรณรงค์“ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ”โดย เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ และปิดท้ายกิจกรรมจุดเทียนและบรรเลงเพลงรำลึกโดย วงสลึง


นอกจากนี้ ในวันที่ 22 กันยายน 2569 ยังมีกิจกรรมเดินสายยื่นหนังสือถึงพรรคการเมือง 12.00 ไป พรรคภูมิใจไทย ตามด้วยพรรค ประชาธิปัตย์, เพื่อไทย และปิดท้ายด้วยพรรคประชาชน เพื่อเชิญชวนมาร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ในครั้งนี้ด้วย


โดยช่วงท้ายของการแถลงข่าว สุเทพได้กล่าวรำลึกถึง จารุพงษ์ ทองสินธุ์ ผ่านความในใจของอดีตผู้ต้องขังคดี 6 ตุลาฯ โดยระบุว่า ทุกครั้งที่เดินย่ำไปในสนาม ยังคงรู้สึกเหมือนเดินไปบนรอยเลือดของเพื่อนผู้จากไป วีรกรรมการเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผู้อื่นของจารุพงษ์ จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตลอดกาล และนี่คือเหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมการรำลึกถึงผู้จากไปจึงยังคงต้องดำเนินต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา












‘พริษฐ์’ ซัด กกต. จงใจแกล้งมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” เซ่นคดีโกง สว. จี้ถาม ‘อนุทิน’ แค่ทำงานไม่ได้เรื่อง หรือร่วมอยู่ในขบวนการโกงด้วย?

 


‘พริษฐ์’ ซัด กกต. จงใจแกล้งมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” เซ่นคดีโกง สว. จี้ถาม ‘อนุทิน’ แค่ทำงานไม่ได้เรื่อง หรือร่วมอยู่ในขบวนการโกงด้วย?


วันที่ 16 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายในวาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยกล่าวถึงมติเสียงข้างมากของ กกต. ในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมชี้ว่า กกต. จงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ทั้งเรื่องความเป็นขบวนการของการโกง ความเชื่อมโยงกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมถึงมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต จนเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระ


พริษฐ์กล่าวว่า ภารกิจที่สำคัญที่สุดของ กกต. ในปี 2567 คงหนีไม่พ้นเรื่องการจัดการเลือก สว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ท่ามกลางหลักฐานมหาศาลเกี่ยวกับการโกง สว. เราเพิ่งได้ทราบถึงข้อสรุปในชั้น กกต. เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า กกต. มีมติเสียงข้างมากเชื่อว่ามีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงและเห็นควรสั่งฟ้องต่อศาลเพียงแค่ 77 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่มี ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ซึ่งเสนอให้สั่งฟ้องกว่า 200 คน และน้อยกว่าความเห็นของ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 140 ถึง 200 คน


และหากไปดูองค์ประกอบของทั้ง 77 คน จะพบว่าประกอบไปด้วย สว. เพียงแค่ 26 คน และกลุ่มคนที่เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรค เพียงแค่ 1 คนเท่านั้น ตนจึงเห็นว่ามติเสียงข้างมากของ กกต. เป็นมติที่ขัดกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ จนเรียกได้ว่าเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า มติของ กกต. นั้นสะท้อนว่าเสียงข้างมากของ กกต. จงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ด้วยกัน ช้างตัวที่ 1 คือความเป็นขบวนการของการโกง สว. โดย กกต. พยายามตีกรอบและบีบให้มองเหตุการณ์ต่างๆ และกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว. แยกขาดจากกัน เสมือนว่าเหตุการณ์และกลุ่มบุคคลเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลย ทั้งที่ต่างคนต่างโกงในห้วงเวลา สถานที่ และรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเห็นได้ชัดจากหลักฐาน 4 ตัวอย่าง ได้แก่


หลักฐานประการแรก คือเรื่อง “โพยใบสั่ง” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้กำกับการลงคะแนน หากดูโพยทั้งหมด 12 เวอร์ชันที่มีตัวเลขผู้สมัครเหลื่อมกันบ้าง พบว่ามี สว. ปรากฏอยู่ประมาณ 130 กว่าคน ซึ่งรวมถึง 26 คนที่ กกต. สั่งฟ้องเพราะอยู่ในขบวนการโกงเดียวกัน แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับบอกว่า มี สว. 26 คนที่ทุจริตและปรากฏในโพยผ่านการไปจ้าง ข่มขู่ หรือหลอกลวงคนให้มาลงคะแนน ส่วนอีก 100 กว่าคนในโพยเดียวกันกลับถูกมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือทุจริต แต่บังเอิญไปโผล่ในโพยเดียวกัน


หลักฐานประการที่สอง คือสถิติการลงคะแนนเลือกระดับประเทศ ซึ่งตัวเลขยืนยันว่ามีการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบหรือเป็นขบวนการ โดยการกระจายตัวของคะแนนเหมือนกันใน 19 จาก 20 กลุ่ม คือมีผู้สมัคร 6 อันดับแรกได้คะแนนล้นกระดาน ทิ้งห่างจากคนอื่นๆ ก่อนที่จะมีเหวตกลงมาในลำดับที่ 7 ถึง 10


หลักฐานประการที่สาม คือเรื่อง “ศูนย์ทำโพย” ที่ กกต. ใช้สั่งฟ้อง สว. 26 คน จากการไปร่วมกิจกรรมตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1 ถึง 2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ เช่น โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา, โรงแรมทาราแกรนด์ ปทุมธานี และโรงแรมวังยาว รีเวอร์ไซด์ นครนายก แม้ กกต. เสียงข้างมากจะบอกว่าเหตุการณ์แยกขาดจากกัน แต่ข้อเท็จจริงกลับสวนทาง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นขบวนการเดียวกัน มีการรวมตัวผู้สมัคร จัดรูปแบบกิจกรรมและขั้นตอนทำโพยเหมือนกันทุกศูนย์ แม้กระทั่งแชร์วิทยากรคนเดียวกันเวียนไปบรรยาย


หลักฐานประการที่สี่ คือเรื่องการปฐมนิเทศ สว. หลังจากได้รับเลือก โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ก่อนเข้ามาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในสภาเพียง 2 วัน มี สว. หลายสิบคนถึงหลักร้อยคนไปประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมนเพื่อรับการปฐมนิเทศและตกลงเรื่องการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ซึ่งมีพยานบุคคลและข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ยืนยันว่ามี สว. อย่างน้อย 40 คน รวมถึง 10 คนในกลุ่ม 26 คนที่ถูกสั่งฟ้องปรากฏตัวในวันดังกล่าวจริง สะท้อนว่าหากไม่ได้ร่วมกันโกงมาตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมารวมตัวกันก่อนจะรู้จักกันอย่างเป็นทางการ


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ความเป็นขบวนการของการโกง สว. ที่ได้อภิปรายไป ไม่ได้มีแค่ตนที่เห็นหรือเชื่อ เพราะในความเป็นจริงทางอัยการเคยตีกลับสำนวนที่ดีเอสไอเคยสรุปและเสนอให้สั่งฟ้องแค่ 8 คนเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยระบุไว้ชัดในเอกสารว่าทั้ง 8 คนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการ ซึ่งหน่วยงานนั้นจะตัดทอน แบ่งแยก ดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ช้างตัวที่ 1 จึงกำลังบอกว่าความพยายามของ กกต. เสียงข้างมากในการปฏิเสธความเป็นขบวนการของการโกง สว. นั้นฟังไม่ขึ้น


สำหรับช้างตัวที่ 2 ที่ กกต. เสียงข้างมากทำเป็นมองไม่เห็น คือความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย แม้มติเสียงข้างมากของ กกต. จะไม่สั่งฟ้องรัฐมนตรี แกนนำ หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว แต่หลักฐานจำนวนมากชี้ไปถึงพรรคภูมิใจไทย โดยในบรรดา 77 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง มีหลายคนมากที่เป็นคนคุ้นเคยและเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งอดีตรองประธานสภาจากจังหวัดนครพนม, สส. จากจังหวัดสุโขทัย, อดีตผู้สมัคร สส. ในจังหวัดภูเก็ต, พ่อของรัฐมนตรี, หลานของรองนายกรัฐมนตรี, นายก อบจ. ในภาคใต้ที่ร่วมหาเสียงกับพรรคภูมิใจไทย, ผู้ช่วย สส. และเจ้าหน้าที่ธุรการในจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย


พริษฐ์ชี้ว่า แม้ กกต. เสียงข้างมากจะปัดตกคำให้การครั้งที่ 1 ของพยานรหัส 16/26 คือ เอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย แต่ตนเห็นว่าหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำให้การของเอกราชเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงหลักฐานประเภทอื่น เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการโทรศัพท์ ซึ่งเมื่อวันก่อนประธาน กกต. ยืนยันเองว่ามีอยู่จริง


ตนขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับประวัติการโทรศัพท์ของบุคคลที่ชื่อ ‘รัตนา บ่อถ้ำ’ ซึ่งมี 2 สถานะ คือเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.ชลัฐ รัชกิจประการ ที่รับเงินเดือนจากสภาฯ และยังเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางจากพรรคภูมิใจไทย จึงน่าสงสัยว่า หากพรรคภูมิใจไทยและกรรมการบริหารพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโกง สว. จริง เหตุใดจึงได้รับข้อมูลว่ารัตนาได้โทรคุยกับ สว. อย่างน้อย 19 คน รวมกันอย่างน้อย 62 ครั้ง ในห้วงเวลา 80 วันที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว. ระดับประเทศ คาบเกี่ยวกับการปฐมนิเทศที่พูลแมน และคาบเกี่ยวกับการเริ่มเข้ามาทำหน้าที่ของ สว. ชุดนี้ โดยในบรรดา สว. 19 คน พบว่ามี 6 คนอยู่ในรายชื่อ 26 คนที่ กกต. สั่งฟ้อง


นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยในฐานะองค์กร ชอบให้เหตุผลกับ กกต. ว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยออกประกาศเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 กำชับไม่ให้ลูกพรรคไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อกฎหมาย แต่มาถึงวันนี้ที่ กกต. ยืนยันและสั่งฟ้องคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ก็มีความเป็นไปได้แค่ 2 ทาง คือ อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค ทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับไม่ให้สมาชิกพรรคยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. หรืออีกทางคือไม่ใช่ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่อนุทินและแกนนำพรรคภูมิใจไทยมีส่วนร่วมในขบวนการโกง สว.


ส่วนช้างตัวที่ 3 ที่ กกต. จงใจมองไม่เห็น คือมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต สิ่งที่เราเห็นคือเมื่อปีที่แล้ว กกต. สั่งฟ้องคดีการโกง สว. ไปที่ศาล ทั้งที่มีหลักฐานเพียงแค่ข้อความแชตไลน์ไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คนที่มีการจับคู่แลกคะแนนกัน แต่พอมาปีนี้ กกต. กลับไม่สั่งฟ้อง สว. 130 กว่าคนที่ปรากฏอยู่ในโพยใบสั่ง ทั้งที่โพยใบสั่งและคะแนนที่ออกมาสอดคล้องกับตัวเลขในโพย ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งกว่าว่ามีการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ มติของ กกต. จึงไม่เพียงขัดกับข้อเสนอของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 แต่ยังขัดกับมาตรฐานของ กกต. เองในอดีตด้วย


ดังนั้น ในส่วนของข้อเสนอ เมื่อมติดังกล่าวออกมาและสร้างความเสียหายไปแล้ว สิ่งที่ กกต. ต้องทำเป็นขั้นต่ำหลังจากนี้มีอยู่ 4 ประการ คือ ประการแรก ต้องเปิดเผยมติทั้งหมดสำหรับทุกข้อกล่าวหา ไม่ใช่แค่ผลการลงคะแนน แต่รวมถึง กกต. แต่ละคนลงคะแนนอย่างไรและด้วยเหตุผลอะไร 


ประการที่สอง ยืนยันว่า กกต. จะส่งสำนวนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสำนวนของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ความเห็นของรองเลขาธิการ กกต. และบันทึกการประชุมของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไปที่ศาลฎีกา


ประการที่สาม ยืนยันว่า กกต. จะเดินหน้าสืบสวนหลักฐานการโกง สว. ที่ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว แต่ไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีนี้ เช่น เหตุการณ์ที่โรงแรม B2 ที่มีคลิปเผยแพร่ก่อนหน้านี้ 


และประการที่สี่ ยืนยันว่าหากกระบวนการไต่สวนของศาลต่อ 77 คน นำไปสู่การปรากฏของหลักฐานที่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ขอให้ยืนยันว่าจะรื้อฟื้นการสืบสวนและสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม


ในเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นไปแล้ว และความผิดก็สำเร็จไปแล้วจากการที่ กกต. เสียงข้างมากจงใจทำเป็นมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว เมื่อวานนี้เราได้ยินการให้สัมภาษณ์ของ กกต. ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเห็นถึงช้าง 3 ตัวนี้เช่นกัน แต่หากเจาะลึกลงไปในมติ กกต. เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ที่ไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด 12 คน หากตัด กกต. 4 คนที่มาจากการรับรองโดย สว. สีน้ำเงินออกไป จะพบว่าเสียงข้างมากของ กกต. 3 คนที่เหลือเห็นควรให้สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าวไปที่ศาล รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วย 


ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ เหตุผลเดียวที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนนี้รวมถึงนายกรัฐมนตรีไม่ถูกสั่งฟ้อง เป็นเพราะการตัดสินใจและการใช้ดุลยพินิจของ กกต. 4 คนที่มาจากการรับรองโดย สว. สีน้ำเงิน ซึ่งใช้ดุลยพินิจในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ทำให้ กกต. ทั้ง 4 คนได้มาเป็น กกต. ในทุกวันนี้


พริษฐ์กล่าวปิดท้ายว่า หาก กกต. ยังคงเดินหน้าใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อการต่างตอบแทนกันทางการเมือง มากกว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการและหลักกฎหมาย ตนก็ได้แต่กังวลใจแทนเจ้าหน้าที่ กกต. ทุกคนว่า ความน่าเชื่อถือของ กกต. ในสายตาของสังคม ความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อความเป็นอิสระ ความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรมขององค์กร จะเหลือสักเท่าไหร่ในวันที่ท่านกลับมารายงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในปีหน้า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

การปรับโครงสร้างการนำและเรื่องของโรงเรียนการเมือง นปช. ในวาระครบรอบ 20 ปี การทำรัฐประหาร 2549 [ตอนที่ 3]

 


การปรับโครงสร้างการนำและเรื่องของโรงเรียนการเมือง นปช. ในวาระครบรอบ 20 ปี การทำรัฐประหาร 2549 [ตอนที่ 3]


ธิดา ถาวรเศรษฐ

14 ก.ย. 2569


คุณวีระกานต์ บอกดิฉันว่าประทับใจมาก ชอบมาก เรื่องโรงเรียนการเมือง นปช.


ดังที่ได้กล่าวมาแล้วจากตอนที่ 2 ว่าทำไมเราต้องมีโรงเรียนการเมือง นปช. (เราไม่มีโรงเรียนการทหาร)  เพราะเราสู้สันติวิธี จึงต้องให้ประชาชนและแกนนำมวลชนก้าวหน้า  ดิฉันจึงได้ทำหนังสือคู่มือในการจัดการเรียนโรงเรียน นปช.  เบื้องต้นมี 2 แบบคือ แบบแรกใช้เวลามากกว่า 1 วัน 2-3 วัน จัดในกรุงเทพฯ เปิดตัวโรงเรียนครั้งแรก อีกแบบคือโรงเรียนวันเดียว  เมื่อจัดต่างจังหวัด เพราะผู้เรียนไม่สะดวกในการพักค้างคืน ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่กว่า 20 โรงในต่างจังหวัดในช่วงปี 2555-2556 จัดได้วันเดียว  คู่มือการจัดการเรียนการสอนและหัวข้อในการจัดการเรียน  ไม่มีคณะกรรมการหลักสูตรแบบที่ “เพจคนเสื้อแดง” เขียน เพราะ 1-2 ชั่วโมงแรก  ดิฉันต้องเป็นผู้นำการเรียนรู้ด้วยหลักนโยบายของ นปช., เป้าหมายยุทธศาสตร์, ระบอบอำมาตย์, ยุทธศาสตร์ 2 ขา ซึ่งใช้เวลาเป็นส่วนสำคัญของโรงเรียนารเมือง บ่มเพาะผู้ปฏิบัติงาน (แต่แกนนำสายพรรคส่วนกลางไม่สนใจฟังและศึกษาการเรียนการบรรยายเลย จึงไม่แปลกที่พวกเขาไม่ยึดกุมหลักนโยบาย นปช. เอาแต่อยากขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่เวลาดี ๆ และประจบนาย)


นอกจากนโยบาย, เป้าหมายยุทธศาสตร์, ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของ นปช. เราต้องอธิบายเครือข่าย โครงสร้างการจัดตั้ง นปช. และเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย และว่าด้วยการนำ  นี่ก็จะใช้เวลามาก  จริง ๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง แต่อาศัยเรามีหนังสือประกอบ จะเห็นภาพผู้เข้าโรงเรียนนั่งฟังประกอบหนังสือคู่มืออย่างตั้งอกตั้งใจ ทั้งเข้าใจปัญหา, เป้าหมายระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว ที่เราต้องสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย  จนถึงบัดนี้ในชื่อที่บางคนเรียก “ระบอบสีน้ำเงิน” นั่นแหละ (ดิฉันเป็นผู้เขียนคู่มือเอกสารโรงเรียนการเมือง นปช. ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งจัดหัวข้อศึกษาทั้งหมด)


หัวข้อที่ 2 คือ ศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนในอดีตที่มีวิทยากร เช่น คุณจรัล ดิษฐาอภิชัย, วิสา คัญทัพ, หมอเหวง โตจิราการ และนักวิชาการที่ว่างมาร่วม


หัวข้อที่ 3 คือ วิธีคิด วิธีทำงาน (ซึ่งบางครั้งไม่มีวิทยากร) หลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ คนที่สามารถช่วยเป็นวิทยากรได้คือ คุณหมอเหวง โตจิราการ ดิฉันยอมรับว่าหัวข้อนี้เป็นแนวทางฝ่ายซ้ายเช่นกัน


หัวข้อที่ 4  งานมวลชนและการจัดตั้ง ดิฉันมีการเขียนคู่มือไว้ทั้งหัวข้อที่ 3 ส่วนหัวข้อที่ 4 ก็ให้คุณหมอเหวงและคุณนิสิต สินธุไพร ช่วยเป็นวิทยากร


หัวข้อที่ 5 ว่าด้วยงานแนวร่วม มีภาพแสดงที่ดิฉันบางครั้งต้องไปพูดร่วมกับหัวข้อที่ 1 เรื่องหลักนโยบาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีและการทำงานแบบแนวร่วม มีผังประกอบ


หัวข้อที่ 6 ถ้ามีเวลาก็จัดสัมมนา สรุปบทเรียนของแต่ละกลุ่ม ก็มีแกนนำย่อยร่วมเป็นวิทยากร มักเป็นปัญหาจริงที่เกิดในเขตงานมวลชนนั้น ๆ


และหัวข้อสุดท้ายคือ การปราศรัยเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวลานั้น เพื่อเปิดช่องให้แกนนำสายนักปราศรัยสายการเมือง เช่น จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถ้าว่างได้ขึ้นปราศรัย เพื่อได้บรรยากาศครบถ้วน ประหนึ่งมีเวทีปราศรัยด้วย แต่บางครั้งพวกเขาติดภารกิจเมื่อพรรคได้เป็นรัฐบาล บางคนเป็นรัฐมนตรีหรือ สส.  ไม่มาร่วมได้ เราก็จัดโรงเรียนกันโดยวิทยากรสายไม่ใช่นักการเมืองนั่นแหละ  เพราะมวลชนต้องการจัดให้มีโรงเรียนการเมือง นปช.  พวกเขาไม่รอให้แกนนำเหล่านี้ว่างก็มี เช่นที่ อ.ฝาง เชียงใหม่


สุดท้ายก็มีการมอบประกาศนียบัตร ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของพวกเขามาก  ดิฉันขอเรียนข้อสังเกตเพิ่มคือ


1. มีคนต่อคิวพยายามเข้าโรงเรียนการเมืองมากจนล้น บางครั้งต้องต่อวิดีโอหลายห้อง มีจำนวนคนหลักหลายร้อยจนถึงหลักพันคน ถ้าไม่ได้เรียนไม่ได้จัดในพื้นที่ใด พวกเขาจะเสียใจมาก มายืนน้ำตาไหลหน้าห้องเรียนก็มี


2. พื้นที่ลงทุนกันเอง โดยมีผู้สนับสนุนร่วมกันช่วยค่าอาหาร สถานที่ พรรคเพื่อไทยไม่เคยเกี่ยวข้อง  ดิฉันทั้งในฐานะประธาน นปช. และผู้ริเริ่มโครงการและผู้ดำเนินโครงการจนถึงโรงเรียนสุดท้ายใน กทม. ปี 2556 ยืนยัน 100%  เพจคนเสื้อแดงและคนสายการเมืองอย่ามาบิดเบือนเป็นผลงานของตน แต่มี สส. พื้นที่บางจุดมาสนับสนุนด้วยไหม? ก็มีค่ะ พวกเขาบอกว่าจ่ายน้อยแต่มวลชนเสื้อแดงมาเยอะมาก ๆ


ดิฉันยินดีมอบตำแหน่งให้ คุณนิสิต สินธุไพร เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ตามที่คุณนิสิตมาขอ เพราะดิฉันไม่ได้ต้องการทำตัวเป็นเจ้าของโครงการแต่ผู้เดียว  คุณนิสิตบอกว่ายังไม่มีโอกาสเป็น ผอ.โรงเรียนทั่วไป  ขอเป็น ผอ.โรงเรียน นปช.  ดิฉันก็ยินดีให้คุณนิสิตร่วมกันทำงาน  แต่อย่าให้ถึงกับว่าบิดเบือนข้อมูลหรือพูดไม่หมดเพื่อลดเครดิตคนที่ไม่ใช่พวกตนอย่างที่นำเสนอโดยพวกสายนักการเมือง


3. มีการถ่ายทอดสดทุกครั้ง ทุกโรงเรียน ผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเชียอัพเดท มีผู้เรียนทางสถานีโทรทัศน์เป็นจำนวนมาก  มีผลต่อมวลชนหน้าจอหลายแสนคน คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคยถามว่าทำไมไม่มีบทใหม่ ดิฉันบอกว่านี่แหละที่ต้องใช้หัวข้อเดิมเพราะสำคัญมาก และวิทยากรหัวข้ออื่น ๆ ก็เปลี่ยนได้ ยกเว้นหัวข้อหลักนโยบายยุทธศาสตร์


4. ดิฉันเชื่อว่าการปลูกฝังอุดมการณ์การต่อสู้ของประชาชนให้รู้มิตร รู้ศัตรู รู้ว่าประชาชนต้องสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย  ทำให้เราได้คนเสื้อแดงที่มีคุณภาพและปริมาณมาก ดิฉันคิดว่ามีถึง 2 ใน 3 ของคนเสื้อแดงที่เคยสนับสนุนเพื่อไทยทั้งหมดประมาณ 15 ล้านคน บัดนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง คือคำตอบเมื่อเพื่อไทยข้ามขั้วไปร่วมกับฝ่ายจารีตอำนาจนิยมของระบอบอำมาตย์  เหลือมีผู้สนับสนุนประมาณ  5 ล้านคนการโหวตจากบัญชีรายชื่อ และบัดนี้ประชาชนก็ยังต้องต่อสู้กับระบอบอำมาตย์ในนามใหม่ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”


เป้าหมายยุทธศาสตร์ของโรงเรียนการเมือง นปช. จึงยังใช้ได้อยู่จนทุกวันนี้ ถ้าไม่เดินเส้นทางนี้ก็เสื่อมถอยค่ะ.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #องค์กรนปช #นปช #โรงเรียนการเมืองนปช #โรงเรียนนปช


ภาพบรรยากาศโรงเรียนการเมือง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน และการมอบวุฒิบัตร 





ตัวอย่างสไลด์ประกอบการบรรยายในโรงเรียนการเมือง นปช.



‘ณัฐชา’ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ชี้ประชาชนไม่ควรต้องฟ้องศาลเพื่อให้รัฐทำหน้าที่ของตัวเอง แนะจัดการแหล่งน้ำ-พื้นที่เพาะเลี้ยงพร้อมกัน พร้อมดึงประชาชนร่วมศูนย์แก้ปัญหา


ณัฐชา’ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ชี้ประชาชนไม่ควรต้องฟ้องศาลเพื่อให้รัฐทำหน้าที่ของตัวเอง แนะจัดการแหล่งน้ำ-พื้นที่เพาะเลี้ยงพร้อมกัน พร้อมดึงประชาชนร่วมศูนย์แก้ปัญหา


วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 12 โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ร่วมกันแถลงติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขและเยียวยาประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม


โดยณัฐพงษ์ระบุว่า พรรคประชาชนติดตามปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรและชาวประมง ล่าสุดมีคำพิพากษาศาลปกครองกลางให้กรมประมงและกระทรวงมหาดไทยเร่งแก้ไขปัญหา ขณะที่คดีฟ้องแบบกลุ่มของประชาชนที่เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทเอกชนก็มีความคืบหน้า จึงถึงเวลาที่รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าจะดำเนินการแก้ปัญหาอย่างไร


ด้านตัวแทนเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบที่เข้าร่วมการแถลงข่าวในวันนี้ ระบุว่าพื้นที่บางขุนเทียนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดตั้งแต่ปี 2565 แม้ที่ผ่านมาเกษตรกรจะได้รับการเยียวยาแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้จำนวนปลาหมอคางดำลดลง ปัจจุบันเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังประสบความเดือดร้อน ขณะที่ยังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลในการจัดการปัญหา ส่วนในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม ปัญหาเกิดขึ้นมายาวนานและกลับมารุนแรงอีกครั้ง เมื่อกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน จ.สมุทรสงครามแล้ว เหตุใดจังหวัดอื่นที่มีการระบาดรุนแรงจึงยังไม่มีการประกาศ


ในส่วนของณัฐชากล่าวว่า เหตุที่ประชาชนยังต้องออกมาเรียกร้องในวันนี้ เป็นผลจากการปล่อยปละละเลยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากกรมประมงทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น ประชาชนก็ไม่ควรต้องไปพึ่งกระบวนการศาลเพื่อให้หน่วยงานรัฐทำหน้าที่ของตัวเอง การต่อสู้ที่ผ่านมาประชาชนต้องเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ทั้งการหาเงินวางศาลและการถูกคัดค้านการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐควรเป็นผู้มีบทบาทหลักในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ แทนที่จะปล่อยให้ประชาชนต่อสู้กับกลุ่มทุนเพียงลำพัง


สำหรับสถานการณ์การระบาด จากเดิมที่กรมประมงประกาศพื้นที่ระบาด 19 จังหวัด ปัจจุบันภาคประชาชนติดตามพบแล้ว 22 จังหวัด และที่น่ากังวลคือการพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติ และอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนในอนาคตหากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง


ณัฐชากล่าวต่อไปว่า ตนขอย้ำข้อเสนอที่เคยนำเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง ให้จำแนกพื้นที่ตามระดับความรุนแรง และในพื้นที่ระบาดหนักต้องดำเนินการทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไปพร้อมกัน เพราะหากกำจัดเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งปัญหาก็จะวนกลับมาอีก


ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมตั้งศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด พร้อมตั้งเป้าให้เห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 3 เดือน ตนจะติดตามรายละเอียดอย่างใกล้ชิด แต่ที่น่าเศร้ากว่าคือการที่ในงบประมาณกรมประมงปี 2570 จำนวน 4,800 ล้านบาท ไม่มีงบแก้ปัญหาปลาหมอคางดำโดยตรง แต่รัฐบาลก็เตรียมที่จะของบกลาง 350 ล้านบาทมาใช้ในการแก้ปัญหาภายหลังมีคำพิพากษาศาล


ณัฐชากล่าวต่อไปว่า รัฐบาลจำเป็นต้องจำแนกปัญหาแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน และกำหนดวิธีจัดการทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เพาะเลี้ยงไปพร้อมกัน รวมถึงควรมีตัวแทนประชาชนในแต่ละจังหวัดเข้าร่วมศูนย์อำนวยการ เพราะรูปแบบการเพาะเลี้ยงและปัญหาในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นไปตามแนวทางที่เห็นอยู่ในขณะนี้ ตนไม่เชื่อว่าจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของปัญหาได้ภายใน 3 เดือน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา #ปลาหมอคางดำ

"สิทธิโชติ" แถลงรับตนเอง และ "ชาย นครชัย" เป็น 2 เสียงข้างน้อย กกต.มีมติสั่งฟ้อง กก.บห.-สส. คดีฮั้ว สว. ชี้คำให้การพยานสอดคล้องเหตุการณ์จริง พบกระจายทำโพยในโรงแรมทั่วประเทศ ชื่อคนได้ สว.ตรงกับ 12 โพยฮั้ว และข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์


"สิทธิโชติ" แถลงรับตนเอง และ "ชาย นครชัย" เป็น 2 เสียงข้างน้อย กกต.มีมติสั่งฟ้อง กก.บห.-สส. คดีฮั้ว สว. ชี้คำให้การพยานสอดคล้องเหตุการณ์จริง พบกระจายทำโพยในโรงแรมทั่วประเทศ ชื่อคนได้ สว.ตรงกับ 12 โพยฮั้ว และข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์


เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. มีผู้ถูกร้อง 427 คน มีมติส่งศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญา 77 คน โดยในจำนวนนี้เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ส่วนกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายเนวิน ชิดชอบ ไม่มีมติส่งศาลฏีกาฯ ตามรายงานข่าวไปแล้วนั้น


เมื่อวานนี้ (15 กันยายน 2569) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. แถลงว่า การประชุมก่อนการแถลงมติเมื่อวานนี้ ได้พูดคุยกันว่าจะชี้แจงที่ละข้อกล่าวหา ว่า กกต.มีมติเสียงข้างเท่าใด เสียงข้างน้อยเท่าใด เช่นเดียวกับมติของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะระบุว่าคำร้องหรือข้อกล่าวหานี้ผลเป็นอย่างไร ด้วยมติเสียงข้างมากเป็นใครบ้าง เสียงข้างมากเป็นใครบ้าง


ในที่ประชุมคุยกันว่า ไม่ต้องบอกชื่อก็ได้ แต่ขอให้บอกว่าแต่ละข้อกล่าวหา กกต.ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร ส่วนเสียงข้างน้อยมีกี่เสียงก็บอกไปด้วย เพราะทุกมติ ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ซะทีเดียว


นายสิทธิโชติ กล่าวต่อว่า ส่วนสำคัญคือข้อกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กก.บห.พรรคการเมือง และ สส. ยืนยันว่า มติไม่เป็นเอกฉันท์ ในส่วนผู้ถูกร้องที่สำคัญ อาจเป็นมติให้ยกคำร้อง 5 เสียง ต่อให้ลงโทษ 2 เสียง ส่วนบางคนอาจเป็น 6 ต่อ 1 เสียง และบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย อาจเป็นมติยกคำร้องแบบเอกฉันท์ ซึ่งเป็นการพิจารณาตาม พยานหลักฐาน


นายสิทธิโชค ยอมรับว่า ตนเองและนายชาย นครชัย เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งดูพยานและหลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างเชื่อได้ โดยต้องมองบริบทการกระทำครั้งนี้ ว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่กระจายทั่วทั้งประเทศ


ในส่วนที่จับได้ไล่ทัน เช่น กลุ่มนครศรีธรรมราช กลุ่มภูเก็ต กลุ่มหนองบัวลำภู กลุ่มอุทัยธานี-นครสวรรค์ กลุ่มสุโขทัย ซึ่งมาประชุมกันในแต่ละโรงแรมเพื่อจัดทำโพย พอเราจับได้ พบว่าโพยมีอยู่ 12 โพยฮั้ว มีหมายเลขเขียนไว้ และพบว่าผู้ที่ได้ลำดับ 1-7 มีชื่ออยู่ใน 12 โพยดังกล่าว ซึ่งเกิดจากกลุ่มมาทำโพย และมติลงโทษในกลุ่มนี้ สะท้อนว่าการทำโพยนี้ เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง และอาจมีความผิดทางอาญาด้วย หากเข้ามาตรา 77 (1) การให้ทรัพย์สินกันฯ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2560


ทุกพื้นที่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับพรรค ๆ เดียว ไม่มีพรรคอื่นมาแทรกเลย ทุกคนล้วนแต่เป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวข้องกับพรรค และในกลุ่มนี้ เมื่อทำโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ


นายสิทธิโชค อธิบายเหตุผลในการลงมติเป็นเสียงข้างน้อย ว่า ตนเองไม่ได้เชื่อว่าพยานคนนี้ จะมีน้ำหนักให้เชื่อถือหรือไม่ แต่เชื่อถือว่าคำตามคำให้การ สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์ได้จากการทำโพยทุกจังหวัด รวมทั้งการโทรศัพท์ติดต่อ ทั้งสมาชิกพรรค กก.บห. สส. เมื่อตรวจสำนวนแล้วพบว่าเชื่อมโยงกันจริง และหลังจากประกาศผลการเลือก สว.แล้ว ได้มีการนัดประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ซึ่งคนอยู่ในพรรคก็มาร่วมประชุม โดยพยานให้การว่า ในวันดังกล่าวมีการนัดประชุม สว. เพื่อกำหนดตัวประธานฯ และรองประธานฯ ซึ่งมีการเก็บโทรศัพท์ แต่พบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจพบถึงหัวหน้าพรรค แต่อยู่คนละห้องกัน


พฤติการณ์เหล่านี้ รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของ รมต.บางคน ภายหลังหรือช่วงเวลที่เลือกตั้ง มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นส่วนน้อย ก็เห็นว่ากรณีแบบนี้อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการสนับสนุน หรือทำให้เกิดเหตุการณ์ทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัด ตามที่พยานปากนี้ได้ให้การ


รวมทั้งนายดิเรก ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ บอกชื่อคน ๆ หนึ่งว่า เคยอยู่กับรัฐมนตรีหนุ่ม ๆ พร้อมบอกพฤติการณ์ว่า ตรงกับพยานรหัสที่ 16/26 ส่วนพยานที่กลับคำให้การนั้น นายสิทธิโชค เห็นว่าไม่น่าใช่การข่มขู่ เพราะขณะนั้นยังเป็น สส. ส่วนอีก 1 คนที่กลับคำให้การ เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ


นายสิทธิโชค กล่าวว่า พยานยื่นหนังสือกลับคำให้การในช่วงตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ในวันที่ 30 ต.ค.2568 ห่างจากที่ให้การไว้นานมาก ความเห็นเสียงข้างน้อย จึงเห็นว่าผู้ถูกร้องมีความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 โดยยืนยันว่า กกต.ไม่ได้มีมติเอกฉันท์ในกลุ่มคนสำคัญ มีแต่เป็นมติ 5 ต่อ 2 เสียง


"นักการเมืองคนสำคัญ ๆ ของประเทศ ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเอง แต่จะออกจากคนรอบข้าง หรือคนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ส่วนใหญ่ที่ออกจากพยานบอกว่า ให้ไปรับเงินสดที่ชั้น 4 เป็นคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ ส่วนเส้นเงิน สว.ตัวจริงบางคน ยกตัวอย่างจากประจวบคีรีขันธ์ เส้นเงินมือจ่ายโอนไปทางใต้ สุราษฎร์ฯ ท่านโอนเป็นแสน ๆ อยากรู้ว่ารับมาจากใคร ผมก็ถามคณะที่ 26 ว่าคนที่โอนเป็นใคร เพื่อจะได้ไปต่อ แต่ได้รับแจ้งว่า กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับเส้นเงินนี้ มันจึงไปไม่ได้ แต่ผมก็เห็นว่าผิด จะให้ไปถึงแหล่งเงินที่โอน เพื่อไปต่อก็มีข้อจำกัด" นายสิทธิโชค กล่าว


นายสิทธิโชค ยังกล่าวว่า พยานรหัส 16/26 ที่กลับคำให้การมาบอกว่า โพยไม่มีอยู่จริง แต่เป็นการทำขึ้นภายหลังนั้น ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิด ซึ่งจับภาพในวันเลือก สว. 26 มิ.ย. เห็นผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศรายหนึ่ง ดึงเปิดโพยออกมาเพื่อจะลอก ซึ่งมีอยู่ 20 ช่อง ยืนยันว่าในวันนั้นมีโพยอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่การทำภายหลังที่คณะฯ 26


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #สิทธิโชค #คดีฮั้วสว #โกงเลือกสว

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

‘วีระยุทธ’ ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV กับโซลาร์ แต่ต้องกล้าลดฟอสซิล ย้ำ “หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้”

 


วีระยุทธ’ ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV กับโซลาร์ แต่ต้องกล้าลดฟอสซิล ย้ำ “หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้”


เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยให้กับคณาจารย์และนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในงานสัมมนา “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน (SDGs): กฎหมาย นโยบาย และการปรับตัวของไทยในยุค New Emerging Industries” ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร


วีระยุทธเริ่มต้นว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานไทย เนื่องจากอยู่ในช่วงของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งระหว่างการจัดทำมีข้อกังขาในหลายด้าน ทั้งด้านการมีส่วนร่วม แผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และความไม่แน่นอนเรื่องการลดเชื้อเพลิงฟอสซิล ตนจึงขอใช้โอกาสการบรรยายนี้แลกเปลี่ยนประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม


ประเด็นแรก วีระยุทธกล่าวถึงความเข้าใจผิดที่สำคัญในการกำหนดนโยบายคือ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ Electrification นั้นต้องไม่ใช่แค่การเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เข้าไปในระบบการผลิตพลังงานเท่านั้น แต่จะต้อง “แทนที่” พลังงานฟอสซิลด้วยพลังงานสะอาดให้ได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลถึงร้อยละ 80 ในการผลิตไฟฟ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นโยบายต้องคำนึงถึงการลดการพึ่งพาฟอสซิล เพราะหากมุ่งแต่เพิ่มไฟฟ้าสะอาดโดยไม่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง การเปลี่ยนผ่านนี้ก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริง


ประเด็นที่สอง วีระยุทธได้เน้นย้ำความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่าเป็นภารกิจที่สำคัญของคนรุ่นปัจจุบันต่อโลกใบนี้ อีกทั้งหากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้


เนื่องจากปัจจุบัน “ไฟฟ้าสะอาด” กลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเป็นได้ทั้งปัจจัยสนับสนุนและกำแพงกีดกันทางการค้าภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งออกไปยังตลาดคุณภาพสูง เช่น ยุโรปและออสเตรเลีย ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดในการผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ถูกกำหนดมาทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่และมาตรการการค้าของประเทศผู้ซื้อ


แต่ขณะนี้ ประเทศไทยกลับมีอัตราการผลิตไฟฟ้าสะอาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นักลงทุนดีๆ ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขายให้กับตลาดคุณภาพ ก็มีแต่จะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น


ทั้งนี้ ผลสำรวจจากรายงาน “Tailor the Transition: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด” โดย กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พบว่า “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ของไทยที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนจะขยายจาก 70% ในปี 2573 เป็น 80% ในปี 2578 และอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องย้ายฐานการผลิต หรือไม่ตัดสินใจลงทุนในไทยเพิ่ม แล้วหันไปลงทุนเฟสใหม่ในต่างประเทศ


อย่างไรก็ดี ลำพังการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดอย่างเดียวยังไม่พอ วีระยุทธกล่าวว่า เราต้องการนโยบายที่ “คราฟต์” คือออกแบบกลไกที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมที่มีธรรมชาติแตกต่างกันด้วย เช่น ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ควรมีการสนับสนุน SME ให้เปลี่ยนเครื่องจักรในการผลิต ส่วนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มควรเชื่อมโยงกับการใช้ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ในขณะที่ซัพพลายเชนปิโตรเคมีต้องการระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ


หากเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ เราก็เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไม่ได้เช่นกัน” วีระยุทธกล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน