วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์-ชัยวัฒน์’ นำทัพปราศรัยใหญ่ ชูเลือกผู้ว่าฯ-ส.ก.ประชาชน ชูเจตจำนงการเมืองเปลี่ยนกรุงเทพ

 


‘ณัฐพงษ์-ชัยวัฒน์’ นำทัพปราศรัยใหญ่ ชูเลือกผู้ว่าฯ-ส.ก.ประชาชน ชูเจตจำนงการเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ


วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่สวนเบญจกิติ พรรคประชาชน จัดเวทีหาเสียงใหญ่สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โดยเวทีในวันนี้ มีทั้งผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาชน รวมถึง สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และแกนนำคนสำคัญร่วมการปราศรัยอย่างคับคั่ง


[ หยุดเคยชินกับปัญหารอบบ้าน ส่ง ส.ก. ประชาชนเข้าไปแก้ปัญหา ]


สำหรับการปราศรัยโดย อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาชน ระบุว่าในฐานะ ส.ก. คนใหม่ที่ไม่เคยลงสนาม ที่ผ่านมาตนได้เจอทั้งขวากหนามและการสบประมาทมาโดยตลอด ถึงขั้น ส.ก. คนเดิมพูดกับตนต่อหน้าที่ประชุมประธานชุมชน ว่าลงมาอย่างไรก็แพ้ตัวเอง หลายคนอาจจะยอมแพ้ตั้งแต่วันนั้น แต่สำหรับตนไม่ยอมแพ้ เพราะวาระที่อยู่ในใจของตนใหญ่กว่าสิ่งที่เขามองเห็น และเพื่อนผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนก็คงจะเจอสภาวะที่ไม่ต่างกัน


เมื่อตนได้พูดคุยปัญหากับคนบางกอกน้อย ก็พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่อยู่ตามตรอกซอกซอยมานาน ตอนเดินไปทุกพื้นที่ก็พูดคุยและได้รับการสะท้อนมาว่าถนนที่เป็นบ่อ ซอยที่มืด ท่อที่อุดตันท่วมอยู่ก็เป็นแบบนี้ เมื่อคุยว่าตนอยากจะมาแก้ไขและทำให้ดีขึ้น หลายคนก็ไม่เชื่อ เพียงเพราะความคุ้นชินกับสิ่งที่เป็นมาตลอด คุ้นชินกับปัญหาจนเผลอปรับตัวไปกับมันแล้ว ว่าปัญหาหน้าบ้านตัวเองอย่างไรก็เป็นแบบนี้ ไม่มีใครแก้ได้


อริย์ธัชกล่าวต่อไปว่า ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือคนที่มีอำนาจและบทบาทในการแก้ปัญหา กลับกลายเป็นคนที่คุ้นชินกับมันมากที่สุด คุ้นชินกับสถานะที่มี กับการถูกยอมรับในเขตพื้นที่และการได้ดำรงตำแหน่งมานาน แต่ ส.ก. พรรคประชาชนมาลงสนามครั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาตามตรอกซอกซอย เพื่อคืนความปกติให้กับคนกรุงเทพฯ


ตอนนี้เหลือเวลาเพียงสองวันก่อนทุกคนจะได้ออกมาตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะเป็นภารกิจที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แม้ทุกคนจะเผลอปรับตัวและคุ้นชินกับปัญหาเหล่านั้นไปแล้ว แต่ตนก็อยากขอให้ทุกคนทบทวนอีกครั้ง ว่าทุกปัญหาที่ทุกคนเจอ สิ่งที่ดูคุ้นชิน น่าเบื่อและเหนื่อยหน่าย ยังสามารถถูกแก้ไขได้ และ ส.ก. ประชาชนจะเข้าไปทำหน้าที่นี้ 


[ เปลี่ยนสภา กทม. ให้โปร่งใส เลือก ส.ก. ประชาชนเข้าไปปกป้องภาษีประชาชน ]


ในส่วนของ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย อดีต ส.ก.บางซื่อ พรรคประชาชน และผู้สมัคร ส.ก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าตนคือคนหนึ่งที่เข้ามาทำการเมืองด้วยความแค้น แค้นว่าทำไมหลุมหน้าบ้านเราถึงไม่ซ่อมเสียที ว่าทำไมไฟที่ดับมาหลายปีไม่มีใครสนใจที่จะซ่อม กับทางเดินเท้าที่หายไปแล้วทำให้เราต้องลงไปเดินบนถนน เมื่อเข้ามาเป็นนักการเมืองก็รู้สึกว่าเราจะต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ตนและเพื่อน ส.ก. พรรคประชาชนพยายามแก้ไขปัญหาในเขตของเราไม่ว่าจะเล็กน้อยอย่างไร 


และเมื่อทำไปเรื่อย ๆ ก็เจอว่าปัญหาที่เราอยากแก้ก็มีปัญหาอีก ไฟที่ดับเมื่อเกิดการผลักดันให้ติดใหม่ไม่นานก็ดับอีก ถังขยะที่เพิ่งเปลี่ยนถังใหม่ก็แตกอีก เป็นการแก้ปัญหาซ้ำไปซ้ำมา และเมื่อได้เข้ามาทำงานสภา กทม. ก็ได้พบว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการจัดซื้อจัดจ้างที่มีส่วนต่างและการทุจริตใน กทม. ที่ทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตั้งโครงการ พิจารณางบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การทอนส่วนต่าง แล้วที่เหลือถึงถูกนำมาพัฒนาเมือง


ภัทราภรณ์กล่าวต่อไปว่าใน 4 ปีที่ ส.ก.พรรคประชาชนต่อสู้กันมา ด้วย 11 เสียงจาก 50 เสียง หลายครั้งก็อดไม่ได้ที่จะท้อใจ แต่ทุกคนก็ยังสู้อย่างสุดใจและสุดตัวเสมอในทุกโครงการที่เราเจอความผิดปกติ เราอยากเห็นสภาในสมัยถัดไปเป็นสภาที่โปร่งใส ซึ่งเริ่มได้ง่ายๆ ด้วยการเปิดเผยมติว่า ส.ก. แต่ละคน ที่มีหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีของ กทม. ลงมติอะไรบ้าง แล้วเราก็จะได้เห็นความอัปยศของสภา กทม.


อีกสิ่งหนึ่งที่เราพยายามต่อสู้เรียกร้องมาตลอดคือการไลฟ์สดและการเอาคนนอกเข้ามาร่วมพิจารณางบประมาณ กทม. ซึ่งสุดท้ายยังไม่ได้ หรือการตรวจสอบงบประมาณอย่างตรงไปตรงมา แต่ด้วย 11 เสียงจาก 50 เสียง แม้จะตรวจเจอแต่ก็ไม่สามารถตัดงบประมาณที่มีสวนต่างลงได้ กระทั่งโครงการที่ดีของผู้ว่า กทม. ก็ยังถูกปัดตกเพราะเสียงของเราน้อยเกินไป


ภัทราภรณ์กล่าวต่อไปว่ารอบนี้สภา กทม. ที่เราอยากเห็น จึงเป็นสภา กทม. ที่มี ส.ก. พรรคประชาชนเป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเจองบประมาณที่ส่อทุจริตก็สามารถตัดได้ ถ้าเจอโครงการที่ดีของผู้ว่าคนถัดไปก็จะสนับสนุนได้ และถ้าจะฝันไปให้ไกลมากกว่านั้นอีก เราฝันอยากจะมีผู้ว่าที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตในระบบราชการ และในการจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าเอง


“อนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนมาโดยตลอด ด้วยคำครหาที่ถูกบอกมาเสมอว่าประเทศไทยไม่สามารถดีกว่านี้ได้ 28 มิถุนายนนี้เข้าไปกา ส.ก. พรรคประชาชนทุกคนทุกเขต ให้เราเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา กทม. แล้วเราจะทำให้เห็นว่าสภาที่มีการเมืองที่โปร่งใสไร้การทุจริตนั้นเป็นไปได้” ภัทราภรณ์กล่าว


[ ปลดล็อกงบแสนล้านขับเคลื่อนวาระเมือง เลือก ส.ก. ประชาชนให้เกินครึ่งสภา ]


ทางด้าน ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ระบุว่า 80-90% ของปัญหาที่ถูกส่งมายัง สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชนทั้ง 33 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นปัญหาใกล้ตัวหน้าบ้าน ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กทม. โดยตรง หรือ กทม. สามารถเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการได้ บทบาทของ ส.ก. จึงมีความสำคัญมาก ในบางเขตถ้ามี ส.ก. ที่พูดภาษาเดียวกัน มีมุมมองเหมือนกัน ก็อาจทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นได้ แต่ถ้าบางเขตมี ส.ก. ที่อาจไม่ได้มองภาพกรุงเทพฯ ไปในทิศทางเดียวกัน การประสานแก้ไขปัญหาก็ยากขึ้น ขณะเดียวกันเสียงของ สส. ก็อาจไปไม่ถึงผู้บริหาร กทม.


หลายคนถามตนว่าทำไมพรรคประชาชนได้ สส. 33 คนแล้วกรุงเทพถึงยังเปลี่ยนได้ไม่มากพอหรือไม่ดีพอ นั่นเป็นเพราะ สส. คือฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีงบประมาณภายใต้กำกับที่ใช้ได้แม้แต่บาทเดียว งบประมาณที่ กทม. มีประกอบด้วย 90,000 ล้านบาทที่สภา กทม. อนุมัติ และอีก 30,000 ล้านบาท ที่เป็นคำของบประมาณของ กทม. เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร แต่ สส. ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการจัดสรรหรือเสนอแนะว่าควรจัดสรรแบบไหนอย่างไรให้ความเหมาะสมได้


ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่า สส. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการไปสั่ง กทม. ทำได้เพียงแค่การประสาน และถ้าโชคดี กทม. ดำเนินการก็จะได้ทำ ในขณะที่ สส. ได้แต่สะท้อน แต่คนที่เป็น ส.ก. ในสภา กทม. สามารถสะท้อนสิ่งเหล่านี้โดยตรงกับผู้ว่าได้ ส.ก. จึงสามารถผลักดันบางเรื่องให้กับชาวกรุงเทพได้ แต่สิ่งที่เราอยากมองไกลมากกว่านั้น คือเราอยากได้ ส.ก. ผู้ว่า และคนที่จะเข้าไปบริหารเมืองที่คิดถึงวาระของเมือง ไม่ใช่พูดถึงการแก้ไขปัญหาหน้าบ้านไม่กี่จุด


ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่าตนอยากให้ทุกคนลองถามกับตัวเองว่าทุกวันนี้วาระของเมืองกรุงเทพฯ คืออะไร การเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่ต้องมีวาระว่าจะเพิ่มพื้นที่เป็นกี่ตารางเมตรต่อประชากรกี่คน มันคือการเอาจริงกับการทุจริต การเอาจริงกับการจัดการฝนทั้งระบบ 


การจะมีวาระของเมืองได้ต้องอาศัย ส.ก. ที่มองไกลมากกว่าปัญหาแค่หน้าบ้านของตัวเอง ว่าอีก 4 ปีข้างหน้าเราต้องการอะไรกับเมืองแห่งนี้ วันนี้เราขาดวาระของเมือง กรุงเทพฯ คือที่สุดของเมืองไทยแทบทุกอย่าง มีงบประมาณของตัวเองบวกกับเงินอุดหนุน รวมกันเป็น 120,000 ล้านบาทต่อปี กรุงเทพฯ มีโอกาสเพราะมีทรัพยากรเยอะ มีข้าราชการในกำกับดูแล 80,000 คน เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ทรัพยากรของ กทม. เพื่อผลักดันกรุงเทพฯ ให้สมกับคำว่ามหานครเสียที 


ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่าตนขอฝากทุกท่านจริงๆ พาเพื่อน ส.ก. ของเราเปิดประตูให้พรรคประชาชน ที่ผ่านมา ส.ก. พรรคประชาชนมีแค่ 11 คน แค่หนึ่งในสี่ของสภา กทม. วันนี้คนกรุงเทพฯ พิสูจน์แล้วว่าสามารถขน สส. ทั้งกรุงเทพฯ ได้ แล้วทำไมวันนี้เราจะขน ส.ก. ทั้งกรุงเทพฯ ไม่ได้ ขอเพียง ส.ก. เกินครึ่ง ข้อบัญญัติต่าง ๆ การผลักดันงบประมาณที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นจริงได้


[ แก้โครงสร้างยากที่สุด แต่ต้องทำเพื่ออนาคต ]


ในส่วนของ เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน ระบุว่าสิ่งที่ตนได้เห็นจากประสบการณ์ทำงานกว่า 38 ปี คือการได้เห็นว่าประเทศไทยไม่ไหวแล้ว มีโครงสร้างที่มีปัญหา ถ้าเทียบกับบ้านก็คือบ้านที่ถูกปลวกเกาะกิน มีปัญหาโครงสร้างในเรื่องการปฏิรูปภาครัฐ และส่วย สินบน การทุจริต 


กรุงเทพเป็นภาพสะท้อนของประเทศไทย มีศักยภาพและงบประมาณปีละกว่า 100,000 ล้านบาท ถ้าไม่แก้ปัญหาที่โครงสร้างรากฐานก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ เราอยากส่งมอบสังคมและประเทศที่ดีขึ้น เพื่อวันข้างหน้าลูกหลานของเราจะกลับมาเป็นพลเมืองที่จะมาช่วยในการเปลี่ยนแปลง ก่อนถึงวันนั้นเราจะมีคนขับเคลื่อนให้ประเทศไทยดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าที่ตั้งใจจะแก้ปัญหาที่โครงสร้างต้นตอ หรือทีม ส.ก. ที่มีเจตจำนงเดียวกัน


เพียงพนอกล่าวต่อไปว่าตนจะใช้ประสบการณ์ที่มีให้ดีที่สุด จากการได้ทำเรื่องยากมาตลอดทั้งชีวิต การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือเรื่องที่ยากที่สุด วันหนึ่งข้างหน้าลูกหลานของเราจะได้มีเมืองที่ดีกว่านี้ ที่ไม่มีปัญหาซ้ำเติมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นเมืองที่มีอนาคตไปข้างหน้า


[ เลือก ส.ก.ประชาชน ดูแลเงินภาษีคนกรุงเทพฯ ]


ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่าที่ผ่านมาเวลามีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ทุกคนจะจดจ้องว่าผู้ว่าคือใคร แต่ไม่เคยโฟกัสไปที่ ส.ก. หลายคนเป็นมาหลายสมัยแต่ชาวกรุงเทพฯ จำชื่อไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะผู้ว่ามีหน้าที่เสนอนโยบาย ของบประมาณ แล้วเอาภาษีมาใช้จ่ายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ แต่ ส.ก. คือคนที่มีความสำคัญมาก เพราะผู้ว่าไม่ว่าจะเสนอนโยบายหรืออยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องเสนอขออนุมัติงบประมาณจากสภา กทม. และ ส.ก. 50 คนเสียก่อน 


แต่ที่ผ่านมาเรามี ส.ก. บางกลุ่มไปสมคบคิดกันแล้วไปตัดงบประมาณผู้ว่าแบบมีวาระซ่อน เมื่อตัดงบประมาณมาได้ก็เอาไปคุยกับผู้รับเหมาและเครือข่ายให้ทำ TOR ล็อกสเปก แล้วมาเอางานจาก กทม. จากนั้นผู้รับเหมาก็จ่ายเงินทอนกลับมาที่ ส.ก. และข้าราชการที่ไม่ดี ที่ผ่านมาถามผู้ว่ากี่คนก็ไม่อยากตอบเรื่องนี้ ออกมาพูดมากก็ถูกตัดงบประมาณอีก สุดท้ายก็ต้องยอมจำใจเซ็นให้ อย่างน้อยก็จะได้งบประมาณกลับมาดำเนินโครงการที่ถูก ส.ก. เหล่านี้ตัดไป


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่า ส.ก. เป็นเหมือนกับคนคุมบัญชีที่คอยเปิดเก๊ะคุยกับผู้ว่า ว่าโครงการนี้เท่าไหร่ เหมาะสมหรือไม่ แล้วค่อยเอาเงินให้กับผู้ว่าอย่างพอเหมาะพอสม แล้วค่อยตามผู้ว่า ว่าโครงการที่ได้เงินไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสร็จแล้วหรือยัง ผู้ว่าทุกคนต้องการทำงานกับ ส.ก. แบบนี้ ที่เข้าใจในนโยบาย รู้จักหน้าที่ และมีเหตุมีผล


“ให้กรุงเทพฯ พัฒนาได้เต็ม 10 เคลื่อนนโยบายที่คิดคำนวณงบประมาณที่เหมาะสมไว้แล้ว มี ส.ก. ที่พร้อมกลั่นกรองงบประมาณอย่างละเอียด โครงการไหนที่จำเป็นให้งบประมาณอย่างเต็มที่ โครงการไหนที่คิดว่าถูกลงได้ มีข้อเสนอที่ดีกว่า ปรับลดด้วยเหตุด้วยผล และนี่คือเหตุผลที่ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ขอให้เลือกผู้ว่าสีส้ม และ ส.ก.พรรคประชาชน ทั้ง 50 เขต พอกันที ส.ก. ที่เป็นอิสระจากประชาชน เราต้องการ ส.ก. ที่แนบแน่นกับประชาชน ดูแลเงินภาษีของพวกเรา” วิโรจน์กล่าว


[ ขอเปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงาน ]


ทางด้าน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่าเวลามีการเลือกตั้งผู้ว่าทุกครั้งเราก็คุยกันถึงปัญหาเดิมซ้ำๆ เพราะมันเป็นปัญหาที่พวกเราเห็นกันมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม รถติด ขยะ แล้วเราก็อยู่กับมันมาจนเคยชิน และคิดว่ากรุงเทพฯ มันก็เป็นแบบนี้ แก้ไม่ได้หรอก แต่ลึกๆ ทุกคนรู้ดีว่าทุกปัญหาแก้ได้ที่โครงสร้างต้นตอ


เช่น เรื่องน้ำท่วม การลอกท่อสำคัญ ที่ผ่านมา กทม. ลอกท่อไปครึ่งหนึ่งใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท แต่ถ้าตนเป็นผู้ว่าจะลอกท่อ 100% แต่แค่การลอกท่อไม่ได้แก้ปัญหาจบ ถ้าจะแก้ที่ต้นเหตุต้องแยกท่อน้ำฝนกับท่อน้ำเสียออกจากกัน หรือถ้าเป็นเรื่องการทุจริต ที่ผ่านมา กทม. เป็นผู้รับข้อมูลแล้วค่อยไปตรวจตรวจสอบ ใช้เวลายาวนาน จับได้ก็ปรับหลักร้อยบาท แต่เงินภาษีที่หายไปไม่ได้กลับคืนมา แต่ถ้าตนเป็นผู้ว่าปัญหาเหล่านี้ต้องถูกแก้ไขตั้งแต่ต้นเหตุ ตั้งแต่เรื่องของการล็อกสเปก การปั่นราคากลาง การฮั้วประมูล ทำให้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส เอา AI เข้ามาจับโกง แล้วปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องการเจตจำนง ผู้ว่าต้องเอาจริง ตนจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารงานกรุงเทพฯ ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ นอกจากจะทำให้เรามีเงินมาทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นเป็นหลักหมื่นล้านบาทแล้ว ยังจะทำให้คนที่ติดตามการเมือง อยากตรวจสอบ สามารถเข้ามาดูได้ว่าภาษีทุกบาทถูกใช้นำไปทำอะไร ใช้อย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ แล้วคนกรุงเทพจะไม่ต้องเสียดายที่จะต้องเสียภาษี


ตนจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน เราเชื่อในการแก้ปัญหาที่โครงสร้าง ขอให้เชื่ออีกครั้งว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ และเราจะทำได้ เพราะเรามีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำ เรามุ่งมั่นมาโดยตลอด ขอโอกาสเปิดทางให้เราเข้าไปทำ หลายคนถามตนว่าเข้ามาสมัครเป็นผู้ว่าทำไม เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ก็ดีอยู่แล้ว นี่คือเจตจำนงที่ตนต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศไทยที่โครงสร้างต้นตอ และคราวนี้จะเป็นโอกาสของพรรคประชาชนที่จะได้เข้ามาเริ่มแก้ปัญหาที่กรุงเทพฯ 


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าตนไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่ตนพัฒนาตัวเองขึ้นมาในทุกวัน ให้พร้อมที่จะรับหน้าที่ รับความรับผิดชอบของผู้ว่า ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาและพัฒนาเมืองนี้ไปพร้อมพร้อมกับทุกคน และตนจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่คนไหน ไม่ว่าจะมีทีมงานที่เก่งกาจจำนวนมากเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่มีเจตจำนงที่จะแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ทุกอย่างก็จะวนเวียนซ้ำซากเหมือนเดิม


“ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเราแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างต้นตอ เหมือนที่เราเคยเลือกตั้งมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน 28 มิถุนายนนี้ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นอีกครั้ง เชื่อในสิ่งที่เราเคยเชื่อ เปิดทางให้โอกาสพรรคประชาชนได้เข้าไปทำงาน เลือกทั้งผู้ว่าและ ส.ก. 50 คน 50 เขตของพรรคประชาชน เข้าไปทำงานแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ให้จบ แล้วพัฒนาให้กรุงเทพก้าวไกลก้าวหน้าไปสู่อนาคตด้วยกัน” ชัยวัฒน์กล่าว


[ ประเทศไทยเปลี่ยนได้ เริ่มที่กรุงเทพฯ ]


ในส่วนของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าวันนี้ที่ตน ชัยวัฒน์ และผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เราทุกคนมาด้วยเหตุผลเดียวกัน คือความอยากทำงานการเมืองเพื่อทำให้ประเทศนี้มีประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ การเลือกตั้งครั้งนี้เหลือเวลาอีกแค่ 2 วัน ตนอยากให้ทุกคนทบทวนเหตุผลและความหมายของการเลือกตั้งครั้งนี้ในหัวใจของทุกคนอีกสักครั้ง ว่าที่ผ่านมาทุกครั้งที่ท่านออกไปเลือกตั้งท่านเลือกเพราะอะไร 


มันเป็นแค่การเลือกผู้ว่าและ ส.ก. คนถัดไป หรือมันมีความหมายอะไรที่ลึกมากกว่านั้น การตัดสินใจของชาวกรุงเทพฯ ยิ่งนับวันยิ่งส่งภาพชัดมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 มาถึงการเลือกตั้งผู้ว่าและ ส.ก. ปี 2565 การเลือกตั้งปี 2566 และในปี 2569 สิ่งที่ใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจเลือกตั้งทุกสนามของชาวกรุงเทพฯ คือเราอยากเห็นการเมืองที่ดีกว่าเดิม เราอยากเห็นนักการเมืองที่ตรงไปตรงมา ทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์และเงินภาษีของเราทุกคน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าการเลือกตั้ง 2 วันต่อจากนี้ มีตัวเลือก ส.ก. ให้มากมาย บางคนสังกัดพรรค บางคนไม่สังกัดพรรค ขอให้ทุกคนมองไปที่ทุกตัวเลือกก่อนการตัดสินใจ ใครเป็นตัวเลือกที่ทุกคนเชื่อได้อย่างสนิทใจจริงๆ ว่าตลอดการทำงานจะอยู่ข้างประชาชนอย่างแท้จริง สำหรับตนแล้วกล้ารับประกันว่า ผู้สมัคร ส.ก. และ สส.พรรคประชาชน หลายคนร่วมเดินทางมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ และการเดินทางที่ผ่านมา 8 ปี ทุกคะแนนเสียงที่ทุกคนมอบให้กับเราไม่ได้สูญเปล่า


วันนี้กฎหมายที่ก้าวหน้าของประเทศ สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า คุ้มครองแรงงานให้สิทธิลาคลอด 120 วัน ประกันสังคมโปร่งใส การผลักดันไฟฟ้าที่เป็นธรรม และอีกหลายเรื่อง สส. พรรคประชาชนผลักดันอย่างเต็มที่ทุกวันในสภาแม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่เราต้องการคือการให้ ส.ก. เข้าไปพิจารณางบประมาณอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ผ่านมาในการเมืองท้องถิ่น ผู้ว่าหรือนายกฯ มักต้องปิดตาข้างหนึ่ง ไม่เช่นนั้นสมาชิกสภาจะไม่ผ่านงบประมาณให้ คนกรุงเทพฯ จะยอมให้การพิจารณางบประมาณปีละแสนล้านที่เป็นภาษีของพวกพวกเราดำรงอยู่แบบนี้ต่อไปหรือ ถ้าทุกคนเชื่อมั่นในการตรวจสอบแบบเดียวกับที่ สส. พรรคประชาชนทำมาโดยตลอด ถ้าเราเปลี่ยนการทำงานในสภาใหญ่มาอยู่สภา กทม. ที่มีงบประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากมายขนาดไหน


สำหรับตนความหมายของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการเปลี่ยนการเมืองให้เป็นการเมืองแบบที่เราต่อสู้กันมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว เราไม่ได้ต้องการแค่พ่อเมืองคนต่อไปมาดูแลเมือง เราต้องการผู้นำเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงได้จริง ชัยวัฒน์มีเจตจำนงทางการเมืองที่ไม่ต่างจากเรา การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีกว่าเดิมต้องอาศัยผู้นำเมืองที่กล้าเข้าไปเปลี่ยนแปลง เช่นการจัดการสัญญาสัมปทานที่ กทม. ดูแลอยู่ 


ณัฐพงษ์กล่าวว่าตนเชื่อมั่นว่าชัยวัฒน์มีศักยภาพที่พร้อมจะพัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน และมีคุณสมบัติของผู้นำที่ดีที่สุดที่เราต้องการ คือการเป็นผู้นำที่ไม่เดินหนีปัญหา ที่เจอเรื่องยากแล้วยังยืนเป็นหลักอย่างมั่นคงให้กับพวกเราได้ไม่ว่าจะเผชิญแรงกดดันเท่าไหร่ พร้อมที่จะเชื่อในทีมงานและเพื่อน ส.ก. สมาชิกพรรค และประชาชนที่อยู่เบื้องหน้า ถ้าเชื่อเช่นนี้เขาจะไม่มีวันทรยศประชาชน


วันนี้ประเทศไทยมีคนเก่งมากมาย แต่สิ่งที่การเมืองของประเทศไทยขาดมาโดยโดยตลอดคือผู้บริหารที่มีเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริง ผู้นำที่มีเจตจำนงที่ไม่ว่าเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ถ้ามันขัดกับผลประโยชน์ของประชาชน เขาจะยืนเป็นหลักที่มั่นคงและกล้าพูดปัญหาเหล่านั้นออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ ให้ประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับเขา


“ขอให้คนกรุงเทพฯ ออกไปกาด้วยความหวัง เพื่อแสดงเจตจำนงของเรา เพื่อแสดงแรงบันดาลใจต่อประชาชนทั้งประเทศ ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่สนามการเมืองท้องถิ่นเปลี่ยน เอาสมาชิกสภาที่โปร่งใสตรงไปตรงมาเข้าไปตรวจสอบงบประมาณ เอาผู้ว่าและนายกเมืองที่มีเจตจำนงทางการเมืองในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เข้าไปบริหาร จะทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้นได้ขนาดไหน และถ้าชาวกรุงเทพฯ ตัดสินใจแบบนี้ ผมให้คำมั่นสัญญาว่า 4 ปีต่อจากนี้เราจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น การเลือกตั้งใหญ่ในครั้งหน้าเราเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกันได้” ณัฐพงษ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

จดหมายจากเรือนจำ ‘อานนท์’ เขียน ฉบับลงวันที่ 22 มิ.ย. 69 เล่า “เหมือนอาการเจ็บที่ต้นขาจะเรื้อรัง เจ็บมาเกือบจะ 3 เดือน.. อาการปวดปลายประสาทช่วงขา“ บอก ก่อนขึ้นศาลให้ครูใหญ่ช่วยนวด แต่ก็หายปวดได้ชั่วคราว

 


จดหมายจากเรือนจำ ‘อานนท์’ เขียน ฉบับลงวันที่ 22 มิ.ย. 69 เล่า “เหมือนอาการเจ็บที่ต้นขาจะเรื้อรัง เจ็บมาเกือบจะ 3 เดือน.. อาการปวดปลายประสาทช่วงขา“ บอก ก่อนขึ้นศาลให้ครูใหญ่ช่วยนวด แต่ก็หายปวดได้ชั่วคราว


วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เพจ อานนท์ นำภา โพสจดหมายฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ใจความว่า  


เหมือนอาการเจ็บที่ต้นขาจะเรื้อรัง เจ็บมาเกือบจะ 3 เดือน พอทุเลาหน่อยก็ตอนออกศาลแล้วให้ครูใหญ่นวดให้ ครูใหญ่เคยเป็นเหมือนกัน อาการปวดปลายประสาทช่วงขา ผมใช้เวลา 30 นาทีก่อนขึ้นศาลคดี 112 ให้ครูใหญ่นวดให้ ปวด ทรมานแต่ก็หาย กระนั้นพอแยกย้ายกัน 2-3 วันก็กลับมาตึงใหม่ ต้องเดินกะเผลก ๆ ในแดน 


หลังจากที่ศาลปฎิเสธการประกันตัวของไผ่กับครูใหญ่ ครูใหญ่มีโครงการจะขอย้ายมาอยู่แดน 4 ด้วยกัน เอาละ จะได้มาช่วยนวดให้และอย่างน้อยก็จะได้มาเสวนาเรื่องหนังที่ฉายในเรือนจำ ได้มาดูซีรี่ย์ด้วยกัน


พรุ่งนี้พวกเราจะออกศาล คดีชุมนุมที่สนามหลวงเมื่อ 19 กันยายน 2563 คดีนี้มีจำเลยหลายคน ส่วนใหญ่ได้ประกัน มีเพียงผม ไผ่ ครูใหญ่ ไบร์ท แอมป์ ที่ไม่ได้ประกัน เราถือโอกาสนี้เจอคู่คดีอื่นๆที่ศาล พูดคุย ทักทาย ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน 6 ปีผ่านไป แต่เหตุการณ์ชุมนุมที่สนามหลวงวันนั้นยังเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน


คิดถึงค่ำคืนนั้น 19 กันยายน 2563

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 9 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

‘พริษฐ์’ เปิดหลักฐานเพิ่มฮั้วเลือก สว. เกี่ยวกับจังหวัดนครพนม คลิปเสียง-พยานบ่งชี้มีขบวนการจัดตั้งทั่วประเทศ สัญญาให้ผลประโยชน์ ชี้หลักฐานแน่นพอให้ กกต. ส่งศาลได้ จี้ กกต. ส่งฟ้อง 229 ราย-อย่าปัดคดี

 


พริษฐ์’ เปิดหลักฐานเพิ่มฮั้วเลือก สว. เกี่ยวกับจังหวัดนครพนม คลิปเสียง-พยานบ่งชี้มีขบวนการจัดตั้งทั่วประเทศ สัญญาให้ผลประโยชน์ ชี้หลักฐานแน่นพอให้ กกต. ส่งศาลได้ จี้ กกต. ส่งฟ้อง 229 ราย-อย่าปัดคดี


วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวเปิดหลักฐานกรณีการฮั้ว สว. เพิ่มเติม เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปีการเลือก สว. ระดับประเทศ โดยพริษฐ์ระบุว่าในเวลานี้คดีฮั้ว สว. อยู่ที่คณะกรรมการ กกต. ซึ่งตามกรอบเวลาแล้วจะต้องมีมติภายในต้นเดือนกันยายน 2569 โดยมี 2 ข้อเสนอจากสองคณะที่แตกต่างกัน คือคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีข้อเสนอให้ กกต. ส่งฟ้องอย่างน้อย 229 คน ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีมติเสนอให้ยกคำร้องทุกคน


พรรคประชาชนยืนยันว่า กกต. ควรเดินหน้าส่งคำร้องไปที่ศาลสำหรับทั้ง 229 คน เนื่องจากหลักฐานในคดีดังกล่าวมีความชัดเจนและหนักแน่นเพียงพอ และเมื่อ กกต. ส่วนใหญ่มาจากการรับรองโดย สว. ที่อยู่ในสำนวนคดีนี้ หากไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อีกทั้งปัจจุบัน กกต. ยังถูกตั้งคำถามจากหลายเหตุการณ์ในอดีต หากไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลแม้หลักฐานชัด ก็ยิ่งอาจถูกมองว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า แม้ในเวลานี้จะไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดในสำนวนของคดีได้ แต่สิ่งที่สามารถวิเคราะห์ต่อได้คือหลักฐานที่สามารถรวบรวมได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะหรือมาจากบุคคลที่ไปให้การกับคณะไต่สวน หรือผู้ที่พร้อมส่งหลักฐานเพิ่มเติมมาให้พรรคประชาชนรวบรวมและตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าหลักฐานที่ กกต. และดีเอสไอมีอยู่ชัดเจนและหนักแน่นแค่ไหน


พรรคประชาชนจึงจะทำการเดินหน้ารวบรวมและเปิดเผยนำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตการเลือก สว. จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้พรรคประชาชนจะเปิดเผยในหนึ่งจังหวัดก่อน คือที่ จ.นครพนม ประกอบด้วย


1) คลิปเสียงของ ศุภชัย โพธิ์สุ ที่มีการกล่าวว่า สว. 3 คนของ จ.นครพนม เป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถตั้งคำถามได้ว่าศุภชัยอาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจหรือไม่


2) พยานหลักฐานในเหตุการณ์ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 หรือ 1-2 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ ที่มีกลุ่มผู้สมัคร สว. จำนวนหนึ่ง รวมถึงผู้สมัคร สว. จากนครพนม มีการรวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยพยานซึ่งเป็นผู้สมัครรายหนึ่งที่ไปร่วมการประชุมในวันดังกล่าวด้วย ระบุว่านอกจากผู้สมัคร สว. จากหลายจังหวัดที่มารวมตัวกันแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญที่อยู่ในห้องประชุมดังกล่าวด้วย ก็คือศุภชัย ผู้สมัคร 3 คนที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว. นครพนม และ ‘อาจารย์ ป.’ ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำโพย


พริษฐ์ระบุว่าจากคำให้การของพยาน ระบุว่ามีการจัดทำโพยข้างหลังเอกสาร สว.3 และยังมีผู้สมัครบางคนที่เกิดอาการไม่พอใจ เพราะไม่เห็นเลขผู้สมัครตัวเองปรากฏอยู่ในโพย จนเกิดคำถามขึ้นมาว่าตนเองจะไม่ได้รับประโยชน์หรือถูกรับเลือกจากกระบวนการดังกล่าวหรือไม่ จากนั้นผู้สมัครคนหนึ่งที่ปัจจุบันได้เป็น สว. กล่าวว่าไม่ต้องกลัว ถ้าไม่มีหมายเลขของเราเดี๋ยวจังหวัดอื่นก็จะมาเลือกหมายเลขของเรา รวมถึงมีการให้สัญญาด้วยว่าถ้าใครไม่มีแต้มให้มาเอาเงินสดกับตัวเอง 300,000 บาท


นอกจากนี้เมื่อมีคนเริ่มไม่พอใจ จากคำให้การของพยาน ระบุว่าคุณศุภชัยได้มีการไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับบุคคลเหล่านั้นด้วย โดยบอกว่า จ.นครพนม มี สว. ได้กี่คนและจะมีผู้ช่วยเพิ่มมาได้กี่คน ดังนั้นจะสามารถเวียนกันมาเป็นผู้ช่วยได้ รวมถึงมีการยืนยันว่าใครที่ได้เป็น สว. จะให้มีการเซ็นใบลาออกล่วงหน้าไว้ และยังบอกด้วยว่าห้องที่ประชุมกันในวันนั้นมีกล้องวงจรปิดที่เก็บภาพไว้ทั้งหมดอยู่แล้ว เสมือนเป็นการข่มขู่ผู้สมัครทางอ้อม


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตนเชื่อว่า กกต. และดีเอสไอ พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะโรงแรมแห่งนี้ทีมงานของตนได้ไปสำรวจมาแล้ว ทราบว่ามีกล้องวงจรปิดพอสมควร ที่น่าจะบ่งบอกได้ว่าในวันดังกล่าวมีบุคคลใดไปร่วมประชุมกันบ้าง รวมถึงเจ้าของโรงแรมดังกล่าวก็เป็นคนที่อยู่ในครอบครัวของนักการเมืองในพื้นที่ ซึ่งตนก็หวังว่าจะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน


3) การรวมตัวประชุมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันนั้นไม่ได้เป็นการต่างคนต่างเดินทางมา แต่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัคร โดยผู้สมัคร สว. คนหนึ่ง ได้ซื้อตั๋วให้ผู้สมัคร 8 คน ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ กกต. และดีเอสไอย่อมสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเช่นกัน ว่าไฟลท์บินในวันดังกล่าวมีบุคคลชื่อเหล่านี้อยู่หรือไม่ จองผ่านใคร การจ่ายเงินเป็นอย่างไร


4) ในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 กลุ่มผู้สมัครดังกล่าวได้มีการรวมตัวหารือที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม


5) คลิปเสียงสนทนาระหว่างบุคคลที่ปัจจุบันได้เป็น สว.นครพนม กับผู้สมัครอีกคนหนึ่ง พยายามนำเสนอผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. ระบุอย่างชัดเจนว่ามีขบวนการจัดตั้งโดยพรรคการเมืองหนึ่ง รับประกัน 40 คะแนนในรอบแรกได้ มีค่าใช้จ่ายและค่าเบี้ยเลี้ยงให้เป็นเลข 6 หลัก จ่ายค่าเครื่องบินและโรงแรมเตรียมให้หมดแล้วในกลุ่ม จ.นครพนม และสัญญาว่าจะให้เป็นผู้ช่วยมีเงินเดือนให้


พริษฐ์กล่าวว่าจากคลิปสนทนาจะเห็นได้ว่ามีขบวนการจัดตั้งโดยพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งเป็นขบวนการที่จัดตั้งกันในระดับทั่วประเทศ จึงสามารถสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้ และยังมีเรื่องของเงินและค่าตอบแทนมาเกี่ยวข้อง มีการให้สัญญาเรื่องตำแหน่งผู้ช่วยด้วย ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานชิ้นอื่นที่ตนได้นำเสนอไปในวันนี้


นี่คือหลักฐานที่เกิดขึ้นในหนึ่งจังหวัด ถ้าตนสามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นได้ขนาดนี้ ตนเชื่อว่า กกต. และดีเอสไอ ในคณะไต่สวน ก็ย่อมต้องเข้าถึงหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นกว่านี้ได้แน่นอน หลักฐานทั้งหมดที่นำเสนอในวันนี้จึงตอกย้ำความเห็นของพรรคประชาชน ว่าหาก กกต. จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ก็ควรส่งเรื่องดังกล่าวต่อไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และหลังจากวันนี้ตนและพรรคประชาชนหากมีการรวบรวมหลักฐานที่เพียงพอจากเหตุการณ์ในจังหวัดไหนได้อีก ก็จะทยอยมานำเสนอให้สาธารณะทราบต่อไป


ถ้า กกต. ทำงานอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องเอาหลักฐานทุกส่วนมาพิจารณาร่วมกัน หลักฐานที่ผมนำมาประกอบทั้งหมดในวันนี้ชี้ให้เห็นถึงขบวนการจัดตั้งที่ทำกันทั่วประเทศ และชัดเจนว่ามีเรื่องของค่าตอบแทนเงินทองมาเกี่ยวข้อง พอมององค์ประกอบทั้งหมด มันตอกย้ำให้เราเห็นว่ามีขบวนการแบบไหนเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และทำไม กกต. ควรส่งเรื่องไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 โดยไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม” พริษฐ์กล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั๊วสว #กกต







3 ปีกว่าแล้วไม่คืบ แอนเนสตี้ - พายุ ยื่น 3,196 รายชื่อ และ 4 ข้อเรียกร้อง จี้กระทรวงยุติธรรม เยียวยาผู้เสียหาย เหตุ เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังสลายชุมนุมม็อบ APEC 2565

 


3 ปีกว่าแล้วไม่คืบ แอนเนสตี้ - พายุ ยื่น 3,196 รายชื่อ และ 4 ข้อเรียกร้อง จี้กระทรวงยุติธรรม เยียวยาผู้เสียหาย เหตุ เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังสลายชุมนุมม็อบ APEC 2565


วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล (International Day in Support of Victims of Torture) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย พร้อมด้วย พายุ บุญโสภณ และผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม ราษฎรหยุด APEC 2022 และเครือข่ายภาคประชาสังคม เดินทางมาที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นรายชื่อจากสาธารณะชนจำนวน 3,196 รายชื่อ โดยรายชื่อดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญเขียน เปลี่ยน โลก White for Rights ซึ่งเป็นแคมเปญสิทธิมนุษยชนระดับโลกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล


การยืนหนังสือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคคลสูญหาย เร่งดำเนินการเยียวยา พื้นฟู และการชดใช้เยียวยาอย่างครบถ้าน เหมาะสม และมีความหมายแก่พายุ ผู้เสียหายจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2565 จนส่งผลให้ผู้ชุมนุมรายหนึ่งสูญเสียดวงตาอย่างถาวรและอีกหลายคนได้รับความรุนแรงจากการสลายการชุมนุม


เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า กรณีของพายุใช่เพียงกรณีเฉพาะบุคคล แต่สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลของการใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม การขาดความรับผิด และความยากลำบากของผู้เสียหายในการเข้าถึงการเยียวยา 


"วันนี้เราเดินทางมาที่กระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อทวงถามกระบวนการทางเอกสาร แต่เพื่อยืนยันว่าเบื้องหลังคำว่า 'คดี' ข้อร้องเรียน หรือ 'ผลการพิจารณา' คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่เปลี่ยนไปตลอดกาล พายุ บุญโสภณ มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างครบถ้วน เหมาะสม และมีความหมาย"


แอมเนสตี้ ประเทศไทย ระบุว่า การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรไม่ใช่บาดแผลที่จบลงเมื่อออกจากโรงพยาบาล แต่เป็นความเสียหายที่ติดตัวผู้เสียหายไปทุกวัน ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ คุณภาพชีวิต โอกาสในการทำงาน การเดินทาง ความสัมพันธ์กับครอบครัว และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตของตนเอง การเยียวยาจึงต้องไม่จำกัดอยู่เพียงเงินชดเชย แต่ควรรวมถึงการฟื้นฟู การดูแลทางกายและใจ การรับรองความจริง การคืนศักดิ์ศรีให้ผู้เสียหาย และมาตรการรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำ


กรณีของพายุยังสะท้อนแนวโน้มที่แอมเนสตี้ ประเทศไทย ติดตามอย่างต่อเนื่องภายใต้งาน RESIST "ยืนหยัดต่อต้านความอยุติธรรม" เฝ้าระวังและท้าทายรูปแบบของการใช้อำนาจรัฐที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในการชุมนุมโดบสงบ เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรม


"ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มที่น่ากังวลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม การใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างภาระต่อผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ การปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐลอยนวลพ้นผิด และการที่ผู้เสียหายต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงการเยียวยา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่เป็นรูปแบบที่ค่อย ๆ ทำให้พื้นที่การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนแคบลง" เพชรรัตน์กล่าว


แอมเนสตี้ ประเทศไทย ย้ำว่า การใช้กระสุนยางและอาวุธควบคุมฝูงชนต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย ความจำเป็น ความได้สัดส่วน ความระมัดระวัง การไม่เลือกปฏิบัติ และความรับผิดชอบ กระสุนยางไม่ใช่อาวุธที่ปลอดภัยโดยธรรมชาติ และสามารถก่อให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรง พิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเมือถูกยิงไปยังบริเวณศีรษะ ใบหน้า ดวงตา หรือคอ


กรณีของพายุยังเชื่อมโยงกับการรณรงค์ระดับโลกเพื่อผลักดันสนธิสัญญาว่าด้วยการค้าปลอดการทรมาน หรือ Tore-Free Trade Treaty (TFTT) ซึ่งเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ ควบคุมการค้า การจัดหา และการใช้อุปกรณ์ บังคับใช้กฎหมายที่อาจถูกนำไปใช้ในการทรมานโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือการปราบปรามการใช้สิทธิของประชาชน "กระสุนยาง แก๊สน้ำตา กระบอง หรืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนอื่น ๆ ไม่ได้เป็นเพียง 'เครื่องมือ' ที่เป็นกลาง หากไม่มีมาตรฐานควบคุมที่เข้มงวด อุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำให้คนพิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ กรณีของพายุจึงสะท้อนทั้งปัญหาการเยียวยาผู้เสียหายในประเทศไทย และปัญหาระดับโลกที่ต้องการกติกาเพื่อควบคุมไม่ให้อุปกรณ์บังคับใช้กฎหมายถูกนำไปใช้ละเมิดสิทธิมนุษษยชน" เพชรรัตน์ กล่าว


คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (UN(UN Committee against Torture: CAT) ได้แสดงข้อกังวลต่อประเทศไทยเกี่ยวกับการใช้กำลังในการชุมนุม รวมถึงกรณีที่กรณีที่ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บร้ายแรงจากกระสุนยาง โดยชี้ถึงปัญหาการขาดการเยียวยาที่เหมาะสมและการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรรม กรณีของพายุจึงไม่ในใช่เพียงประเด็นภายในประเทศ แต่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ


พายุ บุญโสภณ กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างถาวร และจนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ทั้งในแง่ความรับผิดและการเยียวยา "ผมมายืนอยู่ที่นี่หลายครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะเป็นคนที่สูญเสียดวงตา แต่เพราะผมคือประชาชนคนหนึ่งที่เรียกร้องให้รัฐเคารพสิทธิมนุษยชนและรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตัวเอง การเยียวยาที่ผมเรียกร้องไม่ใช่แค่เงินชดเชย แต่คือหลักประกันว่าจะไม่มีใครต้องถูกกระทำแบบนี้อีก"


พายุย้ำว่า "การสูญเสียดวงตาไม่ได้จบลงในวันที่ผมถูกยิง ผมต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งหมด สูญเสียโอกาสในการทำงาน ความมั่นใจ และต้องอยู่กับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครควรถูกปฏิเสธสิทธิในการเยียวยา เพียงเพราะเหตุเกิดก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับไม่กี่เดือน"


ข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย


แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และพายุ บุญโสภณ เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกระทรวงยุติธรรม ดำเนินการดังต่อไปนี้


1. ทบทวนผลการพิจารณาเดิม โดยแยกประเด็นความรับผิดทางอาญาออกจากสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟู และการชดใช้เยียวยา


2. พิจารณารับรองสถานะของพายุ บุญโสภณ ในฐานะผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ


3. กำหนดมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมความเสียหายทางร่างกาย จิตใจ คุณภาพชีวิต โอกาสในการประกอบอาชีพ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและการฟื้นฟูระยะยาว รวมถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต


4. แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับการสอบสวนและการดำเนินการเพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


5. กำหนดมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุช้ำ รวมถึงการทบทวนแนวปฏิบัติ การฝึกอบรม และการกำกับดูแลการใช้กระสุนยางและอาวุธควบคุมฝูงชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ


6. เปิดโอกาสให้พายุ บุญโสภณ และผู้แทนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหารือเกี่ยวกับแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม


แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เห็นว่า การพิจารณาเยียวยาในกรณีนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันว่ารัฐไทยให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้เสียหายจากการใช้กำลังของรัฐ เคารพพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และมุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้การละเมิดสิทธิร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต


ด้าน ธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องกรณี พายุ ตั้งแต่ปี 2568 จากการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ กระทรวงฯ ไม่เคยนิ่งดูดาย หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทรมาน บังคับสูญหาย หรือการกระทำอันโหดร้าย จะดำเนินการทั้งลงโทษทางวินัยและทางอาญา


ในเรื่องการเยียวยา เราเริ่มตั้งแต่ 22 มีนาคม 2568 เป็นระเบียบคณะกรรมการ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย โดยไม่ต้องรอผลทางคดี เพียงสืบหาข้อมูลต่าง ๆ เบื้องต้นว่าเข้าข่ายการกระทำผิด โหดร้าย หรืออุ้มหาย ก็เยียวยาได้ การเยียวยาอาจไม่ได้จบที่ตัวเงิน การเยียวยาด้วยตัวเงินอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ ว่าเราขอโทษในสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำลงไป เจ้าหน้าที่รัฐโดยปกติแล้วมีหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน แต่ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจเหล่านั้นในทางมิชอบ หรือเกินสัดส่วนความจำเป็น ก็ถึงเวลาที่รัฐต้องดำเนินการขอโทษในสิ่งที่ไม่สามารถดูแลหรือควบคุมเจ้าหน้าที่ของรัฐได้


ในส่วนที่ไม่เป็นตัวเงินรวมถึงการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ ร่างกาย การคืนสู่สถานะเดิม การขอโทษต่อสาธารณะ สำหรับกรณีของคุณพายุ ทางคณะกรรมการจะรับเรื่องและพิจารณาตามข้อเรียกร้อง 6 ข้อ แต่อย่างไรก็ตามเรายืนยันว่าจะดำเนินการให้ยุติธรรมมากที่สุด และรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ


เมื่อถามถึงกรณีที่ข้อวินิจฉัยที่เกิดก่อน พ.ร.บ.จะบังคับใช้ แก้ปัญหาเชิงเยียวยาอย่างไร? เมื่อมีผู้เสียหายทางอดีต เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูอย่างแท้จริง ผอ.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บอกว่า กรณีนี้ได้รับคำถามจำนวนมาก รวมถึงเคสอุ้มหายที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 โดยกำลังศึกษาว่าเคสที่เกิดขึ้นก่อนและผลที่ได้รับ ที่ความเสียหายยังดำเนินจนถึงตอนนี้ สามารถเยียวยาได้หรือไม่ อย่างไร นอกจาก พ.ร.บ.ทรมานฯ แล้วยังดูแลเรื่องอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาต่อต้านการอุ้มหายฯ ซึ่งเป็นหลักการสากลในการต้องเยียวยาผู้เสียหายด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พายุดาวดิน #ราษฎรหยุดเอเปค #ราษฎรหยุดAPEC2022 #กระทรวงยุติธรรม






















“เพื่อไทย” จัดพูดคุยหลายฝ่ายแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อเตรียมผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่

 


“เพื่อไทย” จัดพูดคุยหลายฝ่ายแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อเตรียมผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่


วานนี้ (25 มิถุนายน 2569) พรรคเพื่อไทยได้จัดงาน Member talk เป็นครั้งแรก ซึ่งในวงพูดเคยแลกเปลี่ยนครั้งนี้ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังมีการเชิญข้าราชการจากสำนักงานประกันสังคม นักคณิตศาสตร์ประกันภัย นักวิชาการด้านสิทธิแรงงาน ผู้นำแรงงาน และ อ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แกนนำทีมประกันสังคมก้าวหน้า โดยนายจุลพันธ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กในรายละเอียดความว่า


ช่วงเย็นเมื่อวานนี้ พรรคเพื่อไทยเราได้มีการจัดงาน Member talk ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการสื่อสารพูดคุยกันระหว่างสมาชิกพรรค โหวตเตอร์ และฝ่ายการเมืองทั้งในปีกรัฐบาลและในปีกรัฐสภา


ประเด็นหัวข้อที่ได้มีการล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงแรงงาน การปฏิรูปประกันสังคม โดยเฉพาะการเตรียมการผลักดันสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่หรือสูตร CARE ซึ่งนอกจากผม คณะทำงาน ทีมของพรรคเพื่อไทยที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ รวมทั้งโหวตเตอร์ของพรรคแล้ว เรายังได้เปิดพรรคโดยเชิญกลุ่มอื่นๆ เข้ามาเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการจากสำนักงานประกันสังคม นักคณิตศาสตร์ประกันภัย นักวิชาการด้านสิทธิแรงงาน ผู้นำแรงงาน รวมทั้ง อ.จั๊ก ษัษฐรัมย์ บอร์ดประกันสังคม จากกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า


สำหรับประเด็นเรื่องสูตร CARE ผมได้พูดถึงเป็นครั้งแรกในครั้งที่ได้มีโอกาสชี้แจงต่อรัฐสภาในวาระการแถลงในนโยบายของรัฐบาลว่าไม่มีข้อขัดข้องใดๆ กับสูตรนี้ เมื่อได้ศึกษาในเบื้องต้นก็พบว่าเป็นสูตรที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตน เพราะเป็นการคำนวณที่สะท้อนถึงการทำงานจริง การส่งเงินสมทบเข้ากองทุนจริง และเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดจากการคำนวณแบบเดิมซึ่งคิดเฉพาะจากฐานเฉลี่ยจากช่วง 5 ปีสุดท้าย หรือ 60 เดือน ก่อนการเกษียณ


แล้วในทุกครั้งที่ได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์หรือมีนักข่าวถามเรื่องนี้ ผมก็อยากยืนยันเช่นเดิมว่าไม่ได้มีอะไรที่ติดขัด เพียงแต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพราะเป็นประเด็นที่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของกองทุนหรือเสถียรภาพของกองทุน


ผมคิดว่าที่ผ่านมา เราใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนเศษ ซึ่งไม่นานเกินไปและไม่น้อยเกินไปสำหรับการศึกษาเรื่องนี้ รวมทั้งการทำความเข้าใจกับฝ่ายต่างๆ และวันนี้ผมสามารถยืนยันได้ว่าในเร็ว ๆ นี้ จะมีการยื่นเรื่องสูตร CARE เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแน่นอนครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #พรรคเพื่อไทย #ประกันสังคม #ปฏิรูปประกันสังคม #บำนาญชราภาพ #สูตรCARE






วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ สปส. เร่งปรับแผนประชาสัมพันธ์ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ฝั่งนายจ้างลงทะเบียนน้อยมาก งบประชาสัมพันธ์กว่า 30 ล้าน ควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ สปส. เร่งปรับแผนประชาสัมพันธ์ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ฝั่งนายจ้างลงทะเบียนน้อยมาก งบประชาสัมพันธ์กว่า 30 ล้าน ควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้


วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน อาทิ ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ และ สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เข้าชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงานประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งกรรมาธิการฯ พบว่าการดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ


โดยกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า สปส. ไม่มีเป้าหมายจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ชัดเจน ระบุเพียงว่าต้องการให้มีผู้ลงทะเบียน ‘ไม่น้อยกว่าเดิม’ ทั้งที่ สปส. ใช้งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ออนไลน์กว่า 30 ล้านบาท แต่กลับได้รับความสนใจน้อยมาก เช่น การไลฟ์สดที่มีผู้เข้าชมเพียง 9 คน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างเอกชนมาประชาสัมพันธ์ล่าช้า ทั้งที่เปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จนวันนี้มีผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งรวมเพียง 590,000 คน จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 14-15 ล้านคน โดยเฉพาะฝั่งนายจ้างที่มีจำนวนเกือบ 500,000 คน แต่มาลงทะเบียนเพียงราว 3,000 คน ซึ่งการลงทะเบียนของฝั่งนายจ้างนั้นซับซ้อนกว่าฝั่งลูกจ้างมาก ทั้งเรื่องเอกสารที่ต้องใช้ กระบวนการลงทะเบียนที่มีขั้นตอนมากกว่า แต่การประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ที่ไม่ชัดเจน ทำให้นายจ้างจำนวนมากประสบปัญหาในการลงทะเบียน


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จึงเรียกร้องให้ สปส. ปรับแผนการประชาสัมพันธ์ให้เป็นรูปธรรม เปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ประกันตนตัวจริง เช่น กลุ่มไรเดอร์ พ่อค้าแม่ค้า ได้มีส่วนร่วมในการสื่อสาร พร้อมเสนอให้ใช้ช่องทางส่ง SMS ตรงถึงผู้ประกันตนและทำหนังสือถึงสถานประกอบการโดยตรง ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการสร้างความตระหนักให้ผู้ประกันตนทราบว่าพวกเขาคือเจ้าของเงินกองทุนตัวจริง จึงขอให้ สปส. เร่งปรับปรุงการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือ ก่อนจะสิ้นสุดการลงทะเบียนในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ เพื่อเชิญชวนผู้ประกันตนและนายจ้างมาลงทะเบียน ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนเสียงของพวกเขาให้มากที่สุด 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #บอร์ดประกันสังคม






‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้ายแห่ 10 สายทั่วเมือง ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงานเปลี่ยนชีวิตคนกรุง

 


‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้ายแห่ 10 สายทั่วเมือง ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงานเปลี่ยนชีวิตคนกรุง


วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่พรรคประชาชน ชัยวัฒน์ สถาวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน ได้เปิดแคมเปญส่งรถแห่วิ่ง 10 เส้นทางทั่วกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง กทม. โดยเส้นทางรถแห่เริ่มจากเขตบางกะปิ ไปต่อที่วังทองหลาง สวนหลวง พระโขนง และจบที่บางนา เพื่อเชิญชวนประชาชนมาร่วมเติมกรุงเทพฯ ให้เต็ม 10 กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตลอดการหาเสียง พรรคประชาชนเดินเคาะประตูบ้านเข้าหาประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบายและความตั้งใจของเรา การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกอนาคตใน 4 ปีข้างหน้า ตนอยากชวนคนกรุงเทพฯ ทุกคนถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาเราพอใจกับเมืองนี้จริง ๆ แล้วหรือไม่ เมืองที่เราต้องวางแผนใช้ชีวิตในทุกวัน เมื่อเจ็บป่วยก็หาหมอยาก เมื่อฝนตกแทบไม่ต้องออกไปไหน ออกจากบ้านแต่ละครั้งก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอุบัติเหตุอะไรกับตัวเองบ้าง เป็นเมืองที่มีการทุจริตคอร์รัปชันปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นเรื่องปกติ 


ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง นั่นหมายถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลง ตนเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเปลี่ยนได้ต้องอาศัยเจตจำนง หากเรายอมจำนนต่อสิ่งที่เป็นอยู่ ประชาชนจะยังคงเป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระเหล่านี้ต่อไป แต่การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว ต่อให้เป็นคนที่มีความรู้มากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำได้ แต่กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนได้ด้วย ส.ก. ทั้ง 50 คน จาก 50 เขต ของพรรคประชาชน ที่มีวาระรายเขตที่จะเข้าไปผลักดัน หากผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนได้เข้าไปทำงานในสภา กทม. พวกตนพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันแรกทันที


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนทำให้เห็นมาแล้วว่าลำพูนซึ่งเป็นเมืองที่มีงบประมาณน้อยกว่า กทม. สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ด้วยการบริหารของพรรคประชาชน ดังนั้นถ้าเลือกโจชัยวัฒน์และเลือก ส.ก. พรรคประชาชน ท่านจะได้พรรคประชาชนมาทำงาน ได้ทีมบริหารที่มีความพร้อม รวมถึงการผนึกกำลังกับคณะก้าวหน้าด้วย 


ดังนั้นขอให้คนกรุงเทพฯ ออกไปกาด้วยเจตจำนงเดียวกันกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขอแรงเปิดประตูให้เราเข้าไปทำงานบริหารกรุงเทพฯ กาพรรคประชาชนทั้งสองใบ บัตรสีเขียวกาผู้ว่าพรรคประชาชน เบอร์ 10 บัตรสีชมพู กา ส.ก. พรรคประชาชน 


ทั้งนี้ พรรคประชาชนจะมีการปราศรัยครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป ที่สวนเบญจกิติ (ลานแสดงกลางแจ้งสวนน้ำ) มีแกนนำพรรคร่วมปราศรัย นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม., ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ, เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหาร กทม. และ ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน