วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ภคมน’ จี้มหาดไทยปมโกงสอบท้องถิ่น ถามใครเกี่ยวข้อง ผ่านไป 7 วัน ทำไมสอบล่าช้า และใครจะรับผิดชอบ

 


‘ภคมน’ จี้มหาดไทยปมโกงสอบท้องถิ่น ถามใครเกี่ยวข้อง ผ่านไป 7 วัน ทำไมสอบล่าช้า และใครจะรับผิดชอบ


วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาถึง อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดย วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ได้มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน โดยภคมนเริ่มต้นที่การทวงสัญญา 7 วันที่ควรมีคำตอบเรื่องความคืบหน้า


“ดิฉันอยากจะแจ้งว่าวันนี้ครบ 7 วัน ที่ทางกระทรวงมหาดไทยขีดเส้นเอาไว้ ว่าจะมีความคืบหน้าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ถูกจับกันเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และต้องเรียนท่านรัฐมนตรีว่า หลังจากที่มีการเปิดกระบวนการทุจริตออกมา ทางฝ่ายค้านและกรรมาธิการพัฒนาการเมืองก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ดังนั้น ดิฉันคิดว่าวันนี้ อย่างน้อย ๆ เราคงจะได้พูดกันถึงความคืบหน้าตลอด 7 วันที่ผ่านมา ที่มีกระบวนการสอบสวน สืบหาความจริง”


ภคมนกล่าวว่า วันนี้ขอถามในส่วนของกระทรวงมหาดไทยโดยตรง โดยมีอยู่ 2 คำถาม คำถามแรก เมื่อวานนี้ มท.4 ให้สัมภาษณ์ว่ากระบวนการตรวจสอบครั้งนี้ต้องใช้เวลา เพราะข้อเท็จจริงกระจัดกระจายและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงอยากสอบถามว่า ‘ผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก’ นั้นหมายถึงอะไร หมายความว่ามีคนในกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตครั้งนี้จำนวนมากใช่หรือไม่


ภคมนถามคำถามที่สองว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น มีรองปลัดกระทรวงซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของปลัดกระทรวงมหาดไทยนั่งเป็นประธาน แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีคลิปเสียงหลุดออกมาเกี่ยวกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง โดยมีข้อความที่พาดพิงถึงคนในครอบครัวของปลัดกระทรวงจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด


วรศิษฎ์ชี้แจงว่า ความคืบหน้าของคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น คณะกรรมการได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในเรื่องของการเชิญตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแล้ว เพื่อรายงานตามลำดับชั้นต่อไป ส่วนกรณีที่กล่าวว่าคนที่เกี่ยวข้องเป็นคนของกระทรวงมหาดไทยและมีความเกี่ยวข้องมากใช่หรือไม่นั้น จากการที่ ป.ป.ช. ได้พบรายชื่อที่เกี่ยวข้องกว่า 3,000 รายชื่อ วันพรุ่งนี้จะครบกำหนดกรอบเวลาที่ได้วางไว้


ส่วนเรื่องกำหนด 7 วัน วรศิษฎ์ชี้แจงว่า กระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง มีคำสั่งให้ดำเนินการตั้งแต่วันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจะครบ 7 วันในวันศุกร์ที่จะถึงนี้


“จริง ๆ แล้วในการนับวัน เรานับตามวันทำการ ก็จะครบวันศุกร์ ซึ่งใกล้เวลาแล้ว จะเป็นวันพรุ่งนี้ที่ครบ ความคืบหน้าผมขออนุญาตไม่พูดในเชิงรายละเอียด เพราะว่าการทำงานของคณะกรรมการต้องเป็นไปอย่างมีอิสระและปราศจากการแทรกแซง”


ในส่วนของคลิปเสียงที่มีรายชื่อของบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คลิปเสียงดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันนี้ จากที่ตนได้ติดตามพบว่า มีการเผยแพร่คลิปดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว ซึ่งหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องก็ได้ส่งข้อมูลไปยัง ป.ป.ช. แล้ว เพื่อดำเนินการต่อไป


ส่วนความกังวลที่ว่าการสืบสวนข้อเท็จจริงจะสามารถเชื่อถือได้หรือไม่นั้น หากดูในรายละเอียดจริง ๆ จะเห็นได้ว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง


ด้านภคมนกล่าวต่อไปว่า จากที่รัฐมนตรีบอกว่าข้อเท็จจริงในวันนี้กระจัดกระจายและมีคนที่เกี่ยวข้องเยอะมาก จึงอยากทราบว่ารัฐมนตรีทราบหรือไม่ว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ออกแบบกระบวนการสอบครั้งนี้ไว้อย่างรัดกุมมาก เพื่อป้องกันปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น


ตนพูดเช่นนี้เพราะ TOR มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีการจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการสอบอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ และมีการบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดในหลายสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบครั้งนี้ เท่ากับว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ออกแบบระบบเพื่อรับมือกับปัญหาข้อเท็จจริงกระจัดกระจายไว้แล้ว


ภคมนกล่าวว่า หลักฐานเหล่านี้น่าจะยังอยู่และช่วยได้อย่างมาก และหากรัฐมนตรีบอกว่ามีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ก็ควรให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ได้รับมอบหมายตาม TOR อยากให้เรียกบุคคลเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบด้วย เพราะหากยิ่งนานก็จะชวนให้ตั้งคำถามว่า ท่านกำลังหาความจริง หรือกำลังทำอะไรบางอย่างที่ประชาชนไม่ทราบ


และก่อนหน้านี้ เพจ CSI LA ได้มีคลิปเสียงที่พาดพิงถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ทันทีที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา นักข่าวได้ไปถามนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีตอบว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อและไร้สาระ ทั้งที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบ และข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้ก็ได้


ภคมนจึงอยากถามว่า คณะกรรมการชุดนี้มีเกณฑ์ให้น้ำหนักพยานหลักฐานอย่างไร หลักฐานแบบใดที่คณะกรรมการเลือกจะหยิบขึ้นมาตรวจสอบ และหลักฐานแบบใดที่จะถูกปัดตก หากเป็นข้อมูลที่ไม่ชอบหรือกระทบต่อคนใกล้ชิดก็จะไม่หยิบมาพิจารณาใช่หรือไม่ แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลที่พี่น้องประชาชนส่งมานั้น จะอยู่ในเกณฑ์ที่ท่านหยิบยกขึ้นมาพิจารณา และไม่ถูกตีความว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ


วรศิษฎ์กล่าวว่า เรื่องของ TOR นั้น คณะกรรมการชุดนี้ให้ความสำคัญอยู่แล้ว หากถามว่าใช้เกณฑ์ใดในการพิจารณาหลักฐาน ก็มีเกณฑ์คือการใช้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏและสามารถพิสูจน์ได้ ณ วันนี้มีข้อมูลส่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก การสืบสวนข้อเท็จจริงก็จะดำเนินการตามสิ่งที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบระยะเวลา เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏเร็วที่สุด โดยตนต้องการทำให้รอบคอบที่สุด


ภคมนตอบโต้ว่า การที่รัฐมนตรีบอกว่าคณะกรรมการต้องให้ความสำคัญกับบุคคลที่เกี่ยวข้องตาม TOR อยู่แล้ว จึงต้องถามว่าได้เรียกบุคคลเหล่านั้นมาหรือยัง แต่รัฐมนตรีตอบเพียงว่าให้ความสำคัญ และตนไม่ใช่เพียงคนเดียวที่อยากให้เรื่องดังกล่าวได้รับการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว แต่สาธารณชนก็ต้องการให้เกิดความรวดเร็วเช่นเดียวกัน จึงอยากฝากไปยังรัฐมนตรีว่า ระยะเวลาในการดำเนินการเป็นสิ่งที่พิสูจน์และชี้วัดได้ว่ารัฐบาลจริงจังกับเรื่องดังกล่าวมากน้อยเพียงใด


สำหรับคำถามสุดท้ายนั้น เหตุการณ์ทุจริตในระบบราชการที่ใหญ่ขนาดนี้ และดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรัฐมนตรี ในฐานะผู้ผลักดันนโยบาย และในฐานะฝ่ายบริหาร มองเห็นอะไรจากเหตุการณ์นี้ สะท้อนภาพอะไรของประเทศนี้ให้พี่น้องประชาชนได้บ้าง เพราะหากเรารู้ว่ารัฐมนตรีมองเห็นอะไร เราก็จะได้รู้ว่าก้าวต่อไปของการบริหารประเทศจะเป็นอย่างไร และเรื่องทั้งหมดนี้ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ


วรศิษฎ์กล่าวว่า จากคำถามที่ว่าได้เรียกคนที่เกี่ยวข้องตาม TOR เข้ามาหรือยังนั้น ตนไม่ได้มีอำนาจเรียก แต่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้เรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ส่วนเรื่องกรอบเวลานั้น สิ่งที่สำคัญกว่ากรอบเวลาคือการวินิจฉัยที่ผิดพลาด และหากถามว่าตนเห็นอะไรจากกระบวนการทุจริตครั้งนี้ ก็ต้องตอบว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวอย่างมาก มีคำสั่งมาอย่างเด็ดขาดให้เอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ และหากถามว่าใครต้องรับผิดชอบ เมื่อข้อเท็จจริงออกมา คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นใคร นั่นคือคนที่ต้องรับผิดชอบ


ภคมนกล่าวปิดท้ายว่า วันนี้คำตอบของรัฐมนตรียังไม่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมนตรีมองว่าการทุจริตในระบบราชการเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ มีช่องโหว่ที่ทำให้คนฉวยโอกาสได้ หากท่านไม่เห็นว่าประเทศนี้มีโครงสร้างบางอย่างที่เป็นปัญหา เราคงไม่เห็นการปฏิรูประบบราชการ หรือการปฏิรูปใดๆ ภายใต้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ตนตั้งคำถามเช่นนี้เพื่อให้รัฐมนตรีเข้าใจว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องแก้ที่โครงสร้าง ต้องปฏิรูปในภาพใหญ่ มิฉะนั้นเราก็จะต้องแก้ปัญหาแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อไป


อย่างไรก็ตาม ช่วงบ่ายวันนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงด่วนถึงความคืบหน้ากรณีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ได้รับรายงานผลความคืบหน้าของการสืบสวนสอบสวนจากปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ซึ่งถือว่าอยู่ภายใน 7 วัน และยังเปิดเผยผลการสอบสวนว่า พบความไม่โปร่งใส มีความพยายามแก้ไขคะแนน แก้ข้อมูล เพื่อให้คนบางกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกันได้บรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากทั้งหมดนี้ มีมูลให้เชื่อได้ว่า ข้าราชการพลเรือนในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นมีเหตุอันควรกล่าวหาว่าทำผิดวินัย 5 ราย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โกงสอบท้องถิ่น

“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลหนีสภา-ไม่ตอบปมฮั้ว สว. หลัง รมว.ยุติธรรมไม่มาตอบกระทู้สด ดักทาง กกต.-DSI ฮั้วกันเป่าคดีโกง สว. เพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงิน

 


“พริษฐ์” ซัดรัฐบาลหนีสภา-ไม่ตอบปมฮั้ว สว. หลัง รมว.ยุติธรรมไม่มาตอบกระทู้สด ดักทาง กกต.-DSI ฮั้วกันเป่าคดีโกง สว. เพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงิน


วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงกรณีความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่ได้มาตอบกระทู้ดังกล่าว


พริษฐ์จึงใช้เวลาลุกอภิปรายเพื่อระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสภาวันนีสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังหนีสภาฯ เกี่ยวกับการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. เพราะถ้าย้อนไปดูลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เมื่อต้นสัปดาห์วิปฝ่ายค้านได้ประสานไปยังวิปรัฐบาลว่าสัปดาห์นี้จะมีการถามกระทู้สดต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับรัฐบาลตามคำขอของวิปรัฐบาล และเกินเลยกว่าที่จำเป็นต้องทำตามข้อบังคับแล้วด้วยซ้ำ แต่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา วิปรัฐบาลก็ไม่ได้ประสานกลับมาว่ารัฐมนตรีติดภารกิจต่างประเทศหรือภารกิจอะไรที่เลื่อนไม่ได้จริง ทั้งที่ก่อนหน้านี้หากเกิดกรณีติดภารกิจจริง วิปรัฐบาลก็จะประสานกลับมา และหากพรรคฝ่ายค้านยอมรับเหตุผลได้ก็อาจจะเปลี่ยนไปถามรัฐมนตรีคนอื่นแทน


จนเมื่อเช้าตอนที่ตนได้แจ้งหัวข้ออย่างเป็นทางการต่อรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ตามขั้นตอน ว่าจะถามเรื่องของคดีฮั้ว สว. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็เกิดอาการไม่ว่างขึ้นมาทันที สงสัยว่าพยายามหาภารกิจให้ตนเองช่วงบ่ายเพื่อจะได้หาข้ออ้างไม่มาตอบกระทู้ตน จนในที่สุด ก็ส่งหนังสือมาที่สภาโดยอ้างว่าติดการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการศูนย์การเรียนรู้ระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตนมั่นใจว่าการประชุมนี้รัฐมนตรีไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าจำเป็นต้องไป เพราะถ้ารัฐมนตรีรู้อยู่แก่ใจว่าจำเป็นต้องไปจริง ก็ต้องแจ้งวิปรัฐบาลกลับมาได้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ว่าไม่สะดวกมาตอบกระทู้ในวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐธรรมนูญยังระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาฯ ตามอำนาจและหน้าที่ของตนเอง และข้อบังคับข้อที่ 151 ก็เขียนไว้ชัดว่ารัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้สดด้วยตนเอง ยกเว้นมีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้


ถามตามตรงว่าการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการศูนย์การเรียนรู้ระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นเหตุอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้จริงหรือ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือรัฐบาลหลีกหนีสภาฯ ในการตรวจสอบเรื่องการฮั้ว สว.


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น ตนจึงขอสรุปสาระสำคัญของสิ่งที่ตนตั้งใจจะถามรัฐมนตรี เพื่อหารือฝากไปยังรัฐมนตรี เผื่อว่าจะตอบตนผ่านช่องทาง กลไก หรือวันเวลาอื่นดังนี้


1) คดีพิเศษ 24/2568 ของ DSI เกี่ยวกับกรณีฮั้ว สว. มีรายละเอียดอย่างไร ขบวนการโกง สว. เขาโกงกันอย่างไร กระบวนการเป็นอย่างไร เส้นเงินเป็นอย่างไร ใครจ่ายใครกี่ครั้ง เท่าไหร่ กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่มีอยู่ 7 กลุ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มอะไรบ้าง พฤติกรรมต่างกันอย่างไร ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนประกอบด้วยใครบ้าง มี สส. กี่คน มีรัฐมนตรีกี่คน และรัฐมนตรีจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าในฐานะผู้กำกับดูแลดีเอสไอจะสามารถทำให้ผู้กระทำความผิดถูกนำมาลงโทษได้


พริษฐ์ระบุว่า ตอนแรกตนกังวลว่ารัฐมนตรีคงจะตอบว่าคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการ จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตนเห็นรัฐมนตรีตอบกระทู้สดเกี่ยวกับอีกคดีหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเช่นกัน แถมในคดีนั้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแม้แต่คนเดียว แต่รัฐมนตรีกลับสามารถขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ เอ่ยชื่อผู้ถูกสงสัยที่เป็น สส. ได้อย่างชัดเจน วันนี้ตนจึงคาดหวังว่ารัฐมนตรีต้องตอบด้วยความชัดเจนให้ได้เท่ากับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว


2) เมื่อธันวาคมปี 2568 ดีเอสไอได้สรุปสำนวนและเสนอเรื่องไปที่อัยการให้มีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 ราย ซึ่งสวนทางกับข้อมูลหลักฐาน ที่ระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้มีมากกว่า 8 คนเป็นจำนวนมาก วันนี้ตนได้รวมหลักฐานมาจากหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อนำมาถามรัฐมนตรีว่าหลักฐานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคลิปเสียง เส้นทางการเงิน การจองตั๋วเครื่องบิน อยู่ในสำนวนหรือไม่ ถ้าไม่อยู่เพราะอะไร และถ้าอยู่ ทำไมถึงมียังเสนอให้อัยการสั่งฟ้องเพียงแค่ 8 คน


3) ดีเอสไอจะเดินหน้าต่ออย่างไรหลังจากนี้ ตนเข้าใจดีว่าตอนนี้กระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. มีอยู่สองเส้นทาง คือโดย กกต. และโดยดีเอสไอ ในฝั่ง กกต. ตนเข้าใจว่าจะมีมติออกมาในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 ว่าจะส่งเรื่องไปต่อที่ศาลหรือไม่ แต่ต้องยอมรับว่าสังคมบางส่วนยังตั้งคำถามว่าจะสามารถไว้วางใจ กกต. ในการตรวจสอบคดีนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 ใน 7 กกต. มาจากการรับรองโดย สว. ที่อยู่ในสำนวน และ กกต. ยังมีพฤติกรรมในการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ที่มีมติอันน่าทึ่งว่าไม่มีใครทำความผิดแม้แต่คนเดียว


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อสังคมไม่ไว้วางใจ กกต. หลายคนจึงฝากความหวังไว้กับดีเอสไอในการเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ แต่สิ่งที่พบในชั้น กมธ. คือหลังจากที่อัยการตีกลับสำนวนมาดีเอสไอเมื่อเดือนมกราคม 2569 เหมือนกับมีข้อตกลงอย่างที่ไม่เป็นทางการว่าจะรอมติของ กกต. ก่อน จึงเป็นที่น่ากังวลว่าดีเอสไอกับอัยการกำลังรอให้ กกต. เป่าคดีฮั้ว สว. ก่อนหรือไม่ เพื่อจะนำการเป่าคดีในฝั่งของ กกต. นั้น มาเป็นข้ออ้างในการเป่าคดีในฝั่งดีเอสไอด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้น คนที่ฮั้วกันจะไม่ได้มีแค่ สว. แต่จะกลายเป็นรวมถึง กกต. DSI หรือ อัยการ ที่ฮั้วกัน เพื่อค้ำจุนระบอบสีน้ำเงิน และทำให้น้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั๊วสว #กระทูสด #ระบอบสีน้ำเงิน

‘โรม’ ชี้คดีสินบน ‘ไชยชนก’ 40 ล้าน ผ่านไป 8 เดือนคืบหน้าเป็นศูนย์ ‘นายคิว’ โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน-ติดสินบนดีอี แต่ไม่เคยถูกเรียกสอบ ชี้คดีไม่ปกติ-สะท้อนวิกฤตยุติธรรม

 


‘โรม’ ชี้คดีสินบน ‘ไชยชนก’ 40 ล้าน ผ่านไป 8 เดือนคืบหน้าเป็นศูนย์ ‘นายคิว’ โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน-ติดสินบนดีอี แต่ไม่เคยถูกเรียกสอบ ชี้คดีไม่ปกติ-สะท้อนวิกฤตยุติธรรม 


วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมของ กมธ.กฎหมายฯ ว่า มีการเรียกหน่วยงานเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกรณี ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ (ดีอี) เคยระบุว่า มีคนมาเสนอเงินให้เดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อให้อำนวยความสะดวกกับเครือข่ายอาชญากรรม


รังสิมันต์ระบุว่า หลังไชยชนกออกมาพูดถึงเงิน 40 ล้าน เมื่อปี 2568 ก็ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อตำรวจสอบสวนกลาง และต่อมาเรื่องได้เข้าสู่ขั้นตอนของ ป.ป.ช. ที่น่าตกใจคือ ‘นายคิว’ ผู้ถูกกล่าวหารายหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกของ ‘เสี่ยตือ’ เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน 4,000 เว็บ และเป็นผู้ฝากเงินให้ ‘นาย ฉ.’ นำไปเสนอต่อไชยชนกโดยมีการนัดพบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง 


แต่จนถึงวันนี้กลับยังไม่มีการออกหมายเรียกนายคิวแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนที่ตำรวจจะส่งสำนวนไปให้ ป.ป.ช. มีเวลาอยู่ 30 วันในการดำเนินการ ได้มีการสอบปากคำรัฐมนตรีและบุคคลอีก 3-4 ราย แต่ปากคำที่สำคัญที่สุดที่ไม่มีการสอบคือนายคิว แล้วตำรวจก็ส่งสำนวนไปให้ ป.ป.ช. โดยที่ไม่มีปากคำของนายคิว


“คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับการฟอกเงินและเว็บพนัน ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ ยังไม่มีการดำเนินการใดเลยกับนายคิวในเรื่องเว็บพนัน ทั้งๆ ที่มีเงินหลายเวียนเป็นพันล้านหมื่นล้าน” รังสิมันต์กล่าว 


และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือตำรวจสอบสวนกลางได้ให้ข้อมูลกับทาง กมธ. ว่า นอกจากนายคิวจะเกี่ยวข้องกับการติดสินบนและเชื่อมโยงกับเว็บพนันแล้ว ยังมีข้อมูลว่า นายคิวได้ติดสินบนให้กับกระทรวงดีอีมาโดยตลอด ซึ่งเป็นข้อมูลจากตำรวจสอบสวนกลาง แต่จนถึงวันนี้ คดีการติดสินบนกระทรวงดีอี ตั้งแต่ก่อนไชยชนกจะเข้ารับตำแหน่ง ก็ไม่มีการดำเนินการทางคดีแต่ประการใด


“สถานการณ์วันนี้จึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด นายคิวที่ทุกคนพร้อมจะซัดทอดว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเว็บพนันเชื่อมโยงไปถึงการฟอกเงิน กลับไม่มีการดำเนินการใดทั้งสิ้น น่าแปลกว่าการไปร้องทุกข์กล่าวโทษของคนระดับรัฐมนตรี ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการใด ๆ”


ตั้งแต่ที่ กมธ. พิจารณาประเด็นนี้ครั้งแรก ตัวแทนจากกระทรวงดีอียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายคิวคือใคร และแม้ตำรวจจะเป็นผู้ยืนยันเองถึงกรณีนายคิว แต่ก็กลับไม่มีการออกหมายเรียกหรือดำเนินการใดทั้งสิ้น และเท่าที่ทราบคือ นายคิวยังคงอยู่ในประเทศไทย


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เชื่อมโยงกับไชยชนก คือการสัญญาว่าจะติดสินบน โดยให้เป็น url ละ 10,000 บาท มีทั้งหมด 4,000 url รวมเป็นเงิน 40 ล้านบาท ซึ่งไชยชนกปฏิเสธ โดยคนที่มาบอกไชยชนกให้ทราบเรื่องนี้คือ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งขณะนั้นเป็น สส.สตูล ซึ่งปกติแล้วเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้ง สส. พบการกระทำความผิด ต้องมีการแจ้งความดำเนินคดี แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น หลังจากที่วรศิษฎ์แจ้งให้ไชยชนกทราบ ผ่านไป 10 วัน ก็ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีเกิดขึ้น จนถึงตอนนี้ กมธ. จึงยังสอบไม่ได้ความว่าตกลงแล้วพฤติการณ์ของวรศิษฎ์และผู้ช่วย สส.พระนครศรีอยุธยาคนหนึ่ง คือ นาย ฉ. เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ซึ่งตำรวจเชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยว 


ทั้งนี้ หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว ความต้องการของนายคิวในการติดสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือนได้ส่งมาถึงไชยชนก ซึ่งไชยชนกได้ปฏิเสธไป แต่ความผิดของนายคิวสำเร็จตามองค์ประกอบของกฎหมายแล้ว และยังมีการติดสินบนกระทรวงดีอีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเกิดขึ้นโดยยังไม่รู้ตัวบุคคล เพียงแต่ไชยชนกตอนที่ไปแจ้งความมีการบอกเล่ารายละเอียดเช่นนี้ ที่น่าประหลาดคือผ่านมาแล้ว 8 เดือนก็ยังไม่มีการทำอะไรกับเรื่องนี้ ไม่มีหมายจับ หมายเรียก หรือการสอบข้อเท็จจริงในกรณีนายคิวเกิดขึ้น ทั้งจากฝั่งกระทรวงดีอี ตำรวจสอบสวนกลาง และ ป.ป.ช.


“ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ เพราะการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ผ่านไปหลายเดือนแล้ว คดีที่ ป.ป.ช. จะรับได้ต้องเป็นคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งในเวลานี้มีคนเดียว และไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นบุคคลธรรมดา ก็คือนายคิว ผมเป็นห่วงว่ามีการทำกันเป็นขบวนการเพื่อทำให้เรื่องนี้จบ โดยการยืมมือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งผมหวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น ผมยังเชื่อว่าการที่ไชยชนกไปแจ้งความดำเนินคดี กับกรณีที่มีเงินมากขนาดนี้ เว็บไซต์มากขนาดนี้ ไหลเวียนของเว็บพนันมากขนาดนี้ อย่างไรก็เป็นเรื่องที่ต้องมีการดำเนินการให้ถึงที่สุด”


รังสิมันต์กล่าวถึงประเด็นที่สอง ในการสอบสวนของกระทรวงดีอี ซึ่งไม่ได้เรียกนายคิวมาให้ข้อมูล แต่รัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ว่านายคิวที่มีบทบาทสำคัญไม่ต้องไปให้ข้อมูลใด ๆ กับกระทรวงดีอีหรือหน่วยงานอื่น ๆ เลย


“เรื่องที่ใหญ่ไปกว่านั้น เราได้ถามตำรวจเหมือนกัน ว่าทำไมสอบสวนกลาง โดยกองปราบฯ ทำไมถึงไม่ออกหมายเรียกนายคิว ปรากฏว่ากองปราบบอกว่า กลัวเขาจะไม่มา เลยไม่ออกหมายเรียก”


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นกรณีสินบน 40 ล้านบาทนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า กมธ. จะมีการนัดประชุมในประเด็นนี้อีก โดยเบื้องต้น กมธ. ได้ให้คำแนะนำกับหน่วยงานต่าง ๆ ไปว่าขอให้มีการประชุมร่วมกัน เพราะตอนนี้เริ่มเกิดการโยนความผิดกันไปมาแล้ว ควรมีการไปหาข้อสรุปกันมาก่อนแล้วค่อยมาชี้แจงต่อ กมธ. อีกครั้ง ว่าจะมีการแก้ปัญหาและดำเนินการเรื่องนี้ต่ออย่างไร


“ผมไม่รู้ว่านายคิวเป็นคนที่เส้นใหญ่มาจากไหน แต่ผมคิดว่าในฐานะที่เราทำเรื่องกระบวนการยุติธรรม และติดตามเรื่องความยุติธรรมมาโดยตลอด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ถ้าถูกแจ้งความดำเนินคดีตำรวจก็ต้องออกหมายเรียก ถ้าเรียกแล้วไม่มาก็ขอหมายจับ แต่การไม่ออกหมายเรียกแม้แต่ครั้งเดียว เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ” รังสิมันต์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการกฎหมาย #ดีอี #กระทรวงดีอี #ฟอกเงิน #เว็บพนัน

‘ณัฐพงษ์’ รับหนังสือร้องเรียนทุจริตท้องถิ่น ชี้ ควรใช้สภาเป็นเวทีตรวจสอบ เพราะการตั้งกรรมการสอบภายในฝ่ายบริหารอาจเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวของรัฐบาล

 


ณัฐพงษ์’ รับหนังสือร้องเรียนทุจริตท้องถิ่น ชี้ ควรใช้สภาเป็นเวทีตรวจสอบ เพราะการตั้งกรรมการสอบภายในฝ่ายบริหารอาจเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวของรัฐบาล


วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 จากกรณีการทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่กลายเป็นประเด็นระดับประเทศ มีการเปิดหลักฐานและผู้เกี่ยวข้องมากขึ้นเป็นรายวัน ขณะที่รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยยังไม่แสดงท่าทีว่าจะแก้ไขปัญหาหรือสอบสวนหาความจริงอย่างจริงจัง ทำให้ตัวแทนกลุ่มผู้เข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นเข้ายื่นหนังสือต่อผู้นำฝ่ายค้าน


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือเรื่องทุจริตการสอบท้องถิ่นจากกลุ่มตัวแทนผู้ขึ้นบัญชีนักวิชาการศึกษาภาคกลาง เขต 1 ที่อาคารรัฐสภา เพื่อให้ร่วมตรวจสอบและผลักดันมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้สอบแข่งขันได้โดยสุจริต


หนังสือระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงและกระแสข่าวสารในสังคมเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ซึ่งส่งผลให้กระบวนการเรียกรายงานตัวและการขอใช้บัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมาด้วยความรู้ความสามารถของตนเองอย่างสุจริต ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ได้รับผลกระทบ กลุ่มผู้ร้องเรียนจึงสนับสนุนการตรวจสอบหาผู้กระทำผิดมาลงโทษเพื่อความโปร่งใสของระบบราชการ


แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หน่วยงานรัฐกลับแก้ปัญหาด้วยมาตรการ ‘ชะลอการเรียกรายงานตัวทั้งหมด’ โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนอย่างรุนแรงต่อผู้สอบผ่านโดยสุจริตหลายพันคน ที่ต้องลาออกจากงานเดิมเพื่อเตรียมตัว หรือปฏิเสธโอกาสอื่นเพื่อรอเรียกบรรจุ การกวาดล้างทุจริตครั้งนี้จึงกลายเป็นการลิดรอนสิทธิและลงโทษคนบริสุทธิ์ไปด้วย


"คนที่สอบได้ด้วยตัวเอง อยากให้มีการเรียกบรรจุเหมือนเดิม อยากให้บัญชีเดินต่อไป และอยากให้แยกเป็นกรณี คนที่ทุจริตก็ให้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย แต่คนที่สอบด้วยความสุจริต ก็อยากให้ดำเนินการเรียกตามปกติเหมือนเดิม อยากให้แยกตรงนี้หน่อย ไม่อยากให้มารวมกัน" ตัวแทนกลุ่มผู้ยื่นหนังสือกล่าว


"อยากให้ท่านผู้ใหญ่ทุกท่าน กระทรวง หรือว่ากรมนะคะ ได้พิจารณาในส่วนนี้ คนที่สอบได้ด้วยความสุจริต อ่านหนังสือมาเป็นระยะเวลา 2 ปีกว่า คือตั้งใจที่จะเข้าสอบท้องถิ่น รับราชการเพื่อความมั่นคงของตัวเองและอนาคต"


ตัวแทนผู้ยื่นหนังสือย้ำว่า ขอเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องไปยังผู้ใหญ่ทุกท่านได้ดำเนินการเรียกบรรจุในรอบต่อไปโดยไม่ชะลอ เพราะส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวกับกลุ่มตัวแทนว่า เห็นด้วยว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนกับการทุจริตการสอบ แต่การดำเนินการของรัฐบาลอาจจะมีวัตถุประสงค์ดีในการพยายามกวาดล้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่กลับสร้างผลกระทบกับคนอีกเป็นจำนวนมาก


"ในส่วนของพวกเราเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จริงๆ ก็เตรียมที่จะมีการตั้งกระทู้ถามในสภา รวมถึงการขับเคลื่อนในกรรมาธิการต่างๆ ด้วย หลังจากรับเรื่องไป ก็พร้อมที่จะไปผลักดันต่อในสภา เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด"


ณัฐพงษ์ย้ำว่า เวทีที่เหมาะสมที่สุดของการติดตามเรื่องทุจริตการสอบท้องถิ่นคือตรวจสอบผ่านเวทีสภา เพราะประกอบไปด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วน เพราะการตั้งกรรมการสอบภายในฝ่ายบริหารเอง ก็เป็นการดำเนินการของฝ่ายเดียว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทุจริตท้องถิ่น









‘ภัณฑิล’ ตั้ง 3 ข้อสังเกต แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย หลังวุฒิสภาส่งกลับสภา ชี้ผู้ล้มละลายถูกปิดโอกาสรับราชการ


ภัณฑิล’ ตั้ง 3 ข้อสังเกต แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย หลังวุฒิสภาส่งกลับสภา ชี้ผู้ล้มละลายถูกปิดโอกาสรับราชการ


วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร เขต 4 พรรคประชาชน ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย ซึ่งวุฒิสภาได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมและส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร โดยภัณฑิลได้ตั้งข้อสังเกตต่อการแก้ไขจากวุฒิสภา 3 มาตรา


ภัณฑิลกล่าวว่า มาตรา 90/116 (3) เรื่องกรอบระยะเวลา มีการเพิ่มขึ้นมาเป็น 20 ปีนั้น ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อถกเถียงกันในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านว่าใช้เกณฑ์ใดเป็นกรอบในการกำหนดระยะเวลาในแผนฟื้นฟูหนี้ ซึ่งเดิมทีแล้วไม่มีการกำหนดระยะเวลาไว้ มีข้อโต้แย้งว่า ในทรัพย์สินที่ค่อนข้างใหญ่ อย่างเช่นบ้าน มีการผ่อนอยู่ 30 ปี ซึ่งก็เป็นหลักเกณฑ์หนึ่ง หรือแผนที่เป็นการฟื้นฟูธุรกิจ โดยปกติก็จะอยู่ที่ 30 ปี จึงตั้งข้อสังเกตว่า ที่มาของการกำหนดระยะเวลา 20 ปีนั้น ใช้เกณฑ์อะไร เพราะหากมียอดหนี้ไม่สูงมาก บุคคลธรรมดาก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการชำระ


ส่วนมาตรา 90/151 เรื่องของการเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำหนี้บุคคลธรรมดา จาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท ซึ่งอาจจะทำให้ลูกหนี้เสียสิทธิไป โดยภัณฑิลเห็นว่า ค่าเฉลี่ยหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้จากเครดิตบูโรอาจจะต่ำกว่า 100,000 บาท การเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำอาจจะส่งผลให้ลูกหนี้บางส่วนนั้นตกหล่นไปได้ ทั้งนี้ ก็มีข้อโต้แย้งจากฝ่ายราชการว่า กรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูได้ แล้วต้องถูกพิทักษ์ทรัพย์ หากเขียนไว้ 100,000 บาท ก็อาจจะนับรวมคนมาค่อนข้างมาก


จึงเป็นคำถามว่า การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำหนี้บุคคลธรรมดาเป็น 300,000 บาทนั้นใช้เกณฑ์อะไรในการกำหนด และจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นเอกสารที่ขอไปในวิปฝ่ายค้าน”


ภัณฑิลกล่าวถึงประเด็นสุดท้ายว่า ในมาตรา 90/170 วรรค 2 เรื่องการล้มละลายโดยสุจริต ซึ่งต่างจากการล้มละลายโดยทุจริต เป็นเนื้อหาที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า ในอนาคตจะมีการเพิ่มเรื่องดังกล่าวเป็นคุณสมบัติในการเข้ารับราชการ ซึ่งความจริงแล้วควรจะแยกออกจากกัน เพราะการทำธุรกิจล้มละลายนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการล้มละลายโดยทุจริต จึงไม่ควรถูกตัดสิทธิในการเป็นข้าราชการ ซึ่งก็มีข้อโต้แย้งว่า ข้อเสนอดังกล่าวอาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นๆ แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวก็จะเป็นปัญหา เพราะอาจจะหมายถึงว่า หากการปฏิรูปกฎหมายอื่นๆ ขัดแย้งกับกฎหมายทั้งหมดแล้ว ก็จะไม่สามารถแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ได้ เช่น อาจต้องแก้กฎหมายคุณสมบัติของข้าราชการ เพราะสิ่งสำคัญคือการยึดมั่นในการปกป้องคนที่ล้มละลายโดยสุจริต ที่ควรจะมีโอกาสในการเข้ารับราชการ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรบล้มละลาย

ปชน. เห็นต่าง สว. แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ กระทบสิทธิเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ตกเป็นแพะในคดีอาญา ชี้ต้องตั้ง กมธ. ถกสองสภา ปรับแก้ให้สมเจตนารมณ์กฎหมาย

 


ปชน. เห็นต่าง สว. แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ กระทบสิทธิเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ตกเป็นแพะในคดีอาญา ชี้ต้องตั้ง กมธ. ถกสองสภา ปรับแก้ให้สมเจตนารมณ์กฎหมาย


วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ….. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ ที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ส่งกลับมาที่สภาผู้แทนฯ และมีการบรรจุวาระพิจารณาในวันพฤหัสที่ 2 กรกฎาคม 2569 ชี้มองผิวเผินอาจเห็นว่าเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเป็นการกระทบหลักการสำคัญที่เน้นการเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องถูกคุมขังหรือจำคุก แต่ต่อมาไม่ถูกฟ้องคดี มีการถอนฟ้อง ยุติคดี หรือศาลยกฟ้อง อันสะท้อนความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม แต่การแก้ถ้อยคำหรือเพิ่มภาระการพิสูจน์ จะส่งผลกระทบต่อการเยียวยา ไม่สมเจตนารมณ์ของร่างที่ผ่านสภาผู้แทนฯ


โดยในร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา มีการแก้ไขถ้อยคำทั้งหมด 4 มาตรา ใน 16 มาตรา ดังเช่น มาตรา 7 ที่มีการแก้ไขมาตรา 6/1 เพิ่มถ้อยคำเหตุที่จะได้รับค่าทดแทนต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหามิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด อันเป็นการเพิ่มในลักษณะเดียวกันกับกรณีของจำเลยในมาตรา 9 ที่มีการเพิ่มมาตรา 19/1 มีการตัดถ้อยคำเรื่องการจ่ายค่าทดแทนให้ผู้เสียหายหรือจำเลยทันทีเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องหรือศาลยกฟ้องในมาตรา 9 แก้ไขมาตรา 19/2 มาตรา10 แก้ไขมาตรา 20 รวมถึงปรับแก้ระยะเวลาในการยื่นคำขอของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือทายาท จะต้องยื่นภายใต้กำหนดระยะเวลาใดในแต่ละกรณี ที่แตกต่างไปจากร่างสภาผู้แทนฯ


เวลาจะลงโทษบุคคลใด เราจะอ้างสุภาษิตกฎหมายที่บอกว่า การปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าผิดพลาดไปลงโทษผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว แต่การแก้ไขร่างของ สว. กลับไปเพิ่มภาระการพิสูจน์ให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เขาถูกคุมขังหรือจำคุกและต่อมาถูกปล่อยตัวแล้วเพราะไม่ผิด โดยไปเพิ่มถ้อยคำ “มีเหตุอันควรเชื่อว่า” ดูแล้วอาจเป็นคำที่ดี แต่กลายเป็นการเพิ่มภาระการพิสูจน์ให้กับเขา แทนที่จะเน้นไปที่การเยียวยา ทั้ง ๆ ที่เราต้องยอมรับว่ามีการจับกุมหรือดำเนินคดีที่ผิดพลาดเป็นจำนวนมาก หากจะแก้เราต้องไปแก้ที่ความผิดพลาดตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการยุติธรรมมากกว่า ไม่ใช่ไปผลักภาระให้คนที่เราต้องชดเชยเยียวยา” ณัฐวุฒิกล่าว


นอกจากนี้ การที่ผู้ต้องหาถูกควบคุม ขัง หรือจำเลยถูกคุมขัง ย่อมเป็นการกระทบสิทธิโดยตรง นอกเหนือจากเสรีภาพในชีวิต บางรายต้องออกจากงาน ขาดรายได้ มีปัญหาสุขภาพ มีผลกระทบต่อครอบครัว สูญเสียคุณค่าในตัวและจากคนรอบข้าง ซึ่งเมื่อต่อมาพ้นจากการถูกควบคุม ขังหรือถูกคุมขัง เพราะเหตุที่เขาไม่ได้กระทำผิด เขาต้องได้รับการเยียวยาจากรัฐและกระบวนการของรัฐ อันเป็นหลักการที่เห็นตรงกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่การที่ สว. ไปตัดการจ่ายค่าทดแทนผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องได้รับค่าทดแทนทันทีออก แม้จะเป็นการเยียวยาเพียงเท่าวงเงินของการถูกกักขัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 500 บาทต่อวัน แต่การตัดออกจะส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้น ๆ โดยตรง


แม้การแก้ไขของ สว. จะยังยืนบนหลักการเดียวกัน คือการขยายการชดเชยเยียวยาครอบคลุมถึงผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่ควรได้รับ การแก้ไขที่ดูเหมือนจะทำด้วยความหวังดีทั้งต่อผู้เกี่ยวข้องหรือการใช้จ่ายเงินเยียวยาที่ต้องมาจากงบประมาณของรัฐ แต่มีหลายส่วนที่พรรคประชาชนมองว่าเป็นการเปลี่ยนในรายละเอียดสำคัญหรือกระทบสิทธิของประชาชน เมื่อประกอบกับความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม การที่สภาผู้แทนฯ จะลงมติไม่เห็นด้วย และนำไปสู่การตั้ง กมธ.ร่วมของสองสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สมดังเจตนารมณ์กฎหมาย และเป็นการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง” ณัฐวุฒิกล่าวในที่สุด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘ณัฐพงษ์’ สรุปงบฯ 70 ไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นอนาคตประเทศ ไร้วิสัยทัศน์ ชี้จัดผิดที่ผิดทาง ไม่ลงทุนอนาคต ไม่ช่วยไทย แต่ช่วยค้ำรัฐบาลสีน้ำเงิน

 


‘ณัฐพงษ์’ สรุปงบฯ 70 ไม่ตอบโจทย์ ไม่เห็นอนาคตประเทศ ไร้วิสัยทัศน์ ชี้จัดผิดที่ผิดทาง ไม่ลงทุนอนาคต ไม่ช่วยไทย แต่ช่วยค้ำรัฐบาลสีน้ำเงิน


วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยในช่วงสุดท้ายก่อนการลงมติในวาระที่หนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงภาพรวมของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา


โดยณัฐพงษ์ระบุว่า อยากชวนให้ทุกคนทบทวนและถามตัวเองดู ว่า 3 วันที่ผ่านมาที่สภาได้พิจารณางบประมาณร่วมกัน ทุกคนรู้สึกอย่างไร และมองเห็นภาพอะไรบ้าง การตอบชี้แจงของ ครม. ทำให้รู้สึกว่ามีความหวัง ชีวิตมีความมั่นคง ประเทศนี้มีอนาคตหรือไม่ ฉายภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจนหรือไม่ว่าภายในปีหน้าหรือ 4 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ ทิศทางหรือทางออกของประเทศเป็นอย่างไร ณัฐพงษ์ตอบในส่วนของตนเองว่า ยังไม่รู้สึกและเห็นภาพเช่นนั้น จึงทำให้ต้องตั้งคำถามว่างบประมาณฉบับนี้จัดมาเพื่อใคร มีผลประโยชน์บางอย่างที่ซับซ้อนอยู่กับกลุ่มบุคคลที่กำลังเป็นเสาค้ำจุนให้กับรัฐบาลอยู่หรือไม่


ขณะนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้รัฐต่อ GDP ที่ต่ำมาก อยู่ที่ราว 14-15% ต่อ GDP รัฐบาลยังไม่สามารถฉายภาพให้เห็นได้เลยว่าอะไรคือทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลบอกว่ามีความตั้งใจในการลงมือผ่าตัดเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณปีนี้เป็นปีแรก แต่ก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่กลัวคือรัฐบาลกำลังจะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ โดยที่ภาพปลายทางไม่ตรงกัน เช่น ในเรื่องของงบประมาณการกระจายอำนาจ แม้จะตัดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดออกไป 22,000 ล้านบาท แต่กลับไปลงถึงท้องถิ่นเพียงแค่ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลยังบอกว่าเลือกที่จะกู้ชดเชยการขาดดุลไม่เต็มกรอบ แต่นั่นก็เป็นเพราะตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะฯ มาตรา 21 กรอบการกู้ชดเชยการขาดดุลเท่ากับ 20% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี บวกกับ 80% ของส่วนที่ใช้คืนต้นเงินกู้ แต่คำถามคือแล้วรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เฉพาะในส่วน 200,000 ล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทำไม ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและส่งผลถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย


รัฐบาลเพิ่งออกมาระบุว่ามีแผนที่จะใช้เงิน 200,000 ล้านบาทในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไปกับการอุดหนุนให้เกิดการใช้รถ EV ทั้งที่เงินอุดหนุนนี้บรรจุอยู่ในเล่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ แต่ทำไมถึงไม่ทำ คำตอบไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่เพราะกฎหมายวินัยการเงินการคลังบังคับให้รัฐบาลทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้ารัฐบาลจะกู้ ต้องกู้มาเพื่อใช้กับรายจ่ายลงทุน รัฐบาลไม่สามารถกู้มาเพื่อเอาใช้กับรายจ่ายประจำได้


ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลไม่มีโครงการในหัว โฆษณาไว้ว่าตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปได้จำนวนมาก แต่ก็รวมถึงงบลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท แล้วยังไม่ได้เป็นการตัดงบลงทุนที่ไม่จำเป็นเพื่อเอาไปลงทุนกับสิ่งที่จำเป็นด้วย ก็ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่


นอกจากนี้ที่รัฐบาลบอกว่าปีนี้เริ่มทำ Zero-based Budgeting แล้ว เป็นสิ่งที่ดีและตนเห็นด้วย แต่ถ้าลงไปดูในรายละเอียดงบประมาณปี 2570 เฉพาะในส่วนของแผนยุทธศาสตร์และแผนบูรณาการ กว่า 90% เป็นโครงการจากงบประมาณปี 2569 สิ่งที่เราอยากเห็นคือการที่รัฐบาลลงมือจัดงบประมาณจริงด้วยตัวเอง ให้เห็นโครงการที่รัฐบาลริเริ่มทำเองและตอบโจทย์ของประเทศ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของชาติ รัฐบาลสัญญาแล้วสัญญาอีกว่าเบี้ยเด็กเล็กจะให้ถ้วนหน้า แต่ก็ยังไม่ให้ 


“วันนี้รัฐบาลกำลังจะจัดงบสวัสดิการให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางแบบคนละครึ่ง ‘คนละครึ่ง’ ในที่นี้ไม่ได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขคนละครึ่งกับประชาชน แต่ตัดงบเขาออกไปครึ่งหนึ่ง จากสิทธิที่เขาควรจะได้รับต่อหัวเต็มจำนวน”


จากภาพอนาคตของชาติที่ยังมองไม่เห็น มาสู่ความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ วันนี้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพียงไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด งบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมลดลงจากปี 2569 ถึง 5% กรณีสารพิษในแม่น้ำก็ไม่มีแผนงานและงบประมาณที่ชัดเจน แล้วยังมีปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำที่อาจเกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนบางส่วน แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ตั้งงบประมาณด้านนี้ไว้แม้แต่บาทเดียว


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การจัดงบประมาณเช่นนี้ คนที่รู้สึกว่ามีความมั่นคง ได้รับงบประมาณเสมอต้นเสมอปลายมีเพียงแค่คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น องค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง อย่าง ป.ป.ช. ที่ได้รับงบประมาณสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มีฟิตเนสและสระว่ายน้ำระดับโอลิมปิก 747 ล้านบาท


ในด้านความหวังของคนในประเทศนี้ เกษตรกรทุกวันนี้ต้องเจอกับผลผลิตทางการเกษตรนำเข้าที่ล้นทะลักมากดราคาสินค้าเกษตรในประเทศให้ตกต่ำ ต้นทุนก็สูงขึ้น ต้องเจอภัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่งบประมาณในการพาเกษตรกรออกจากวิกฤตเหล่านี้ยังมองไม่เห็น ทั้งที่รัฐบาลควรต้องจัดงบประมาณไปช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤต และรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตไม่ให้ตกต่ำ 


เช่น การลงทุนตรวจวิเคราะห์ดินให้เกษตรกรสามารถเติมปุ๋ยได้ตรงกับค่าดิน พื้นที่ 1 ล้านไร่ลดต้นทุนเกษตรกรได้ 1,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณเพียง 600 ล้านบาท คืนทุนได้ภายในปีแรก หรือการจัดงบประมาณแบบกระจายอำนาจ ไปเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นหาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 1 ล้านไร่ ใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาทในปีแรก แต่จะช่วยลดความเสียหายจากภัยแล้งได้ถึงปีละ 2,700 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี หรือการลงทุนกับการสร้างห้องเย็นและเครื่องจักรแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและดูดซับผลผลิตล้นเกิน อาจต้องใช้งบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาทในปีนี้ แต่จะช่วยลดความสูญเสียจากผลผลิตที่ล้นเกินได้ถึงปีละ 1,000-2,000 ล้านบาท ลงทุนปีนี้คืนทุนภายใน 3 ปี แล้วช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุดด้วย


ส่วนของผู้ประกอบการ SME ณัฐพงษ์กล่าวว่า ส่วนมากอยู่ในสภาวะที่ไม่ตายแต่ก็ไม่โต รายได้ที่หามาทั้งหมดต้องใช้ไปกับหนี้และรายจ่ายประจำ ไม่เหลือเงินลงทุนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้า เมื่อดูงบประมาณเอสเอ็มอีในปีนี้ ก็ยังเป็นการจัดแบบ ‘ไม่พอ’ ทั้งที่ปัญหาใหญ่มากแต่จัดงบประมาณกระจายไปในหลายหน่วยงานไว้เพียง 18,000 ล้านบาท ‘ก่อไม่เกิด’ เพราะแทนที่จะจัดสรรอย่างพุ่งเป้า กลับกระจายไปอยู่ใน 44 หน่วยงาน และ ‘เปิดไม่หมด’ เพราะเปิดให้คนมาลงทะเบียนร่วมในโครงการไทยช่วยไทย+ ไม่หมด ยังไม่นับว่ามีเงินในกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ตอนนี้รัฐบาลเอาไปดองอยู่ 5,000 ล้านบาท แต่ก็ยังขอเพิ่มจากสภาไปเติมอยู่ทุกปี


ขณะที่การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ กินสัดส่วนถึง 10% ของจีดีพีประเทศไทย แต่ประเทศไทยก็มีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่สิ่งที่เห็นคืองบประมาณที่ถูกจัดสรรเพื่อส่งเสริมยานยนต์อีวี รวมกันแล้ว 4,000 ล้านบาท อันดับหนึ่งคือเงินอุดหนุนให้ค่ายรถอีวี 3,500 ล้านบาท อีกสองก้อนคือเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนเพื่อพัฒนาคนให้มีทักษะ รวมกันแค่ 400 ล้านบาท หรือ 10% เท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าตัดงบลงทุนไปกว่า 70,000 ล้านบาท กำลังช่วยรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่สิ่งที่ตนเห็นคือการจัดงบประมาณที่ผิดฝาผิดตัว ไม่ตรงจุดอย่างที่ประเทศต้องการ สิ่งที่ควรเป็นคือการจัดสรรงบประมาณที่ถูกตัดออกไป ไปยังหน่วยงานที่ถูกต้องในโครงการที่ถูกต้อง แต่ในงบปี 2570 หน่วยงานที่ได้เพิ่มมา หากไม่นับงบกลาง งบใช้หนี้ เงินกองทุนหมุนเวียน และเงินอุดหนุนกองทุนประกันสังคม สองอันดับแรกที่ได้งบประมาณเพิ่มมาสูงสุดคือกระทรวง DE ที่ได้เพิ่มมาถึง 30% และส่วนราชการในพระองค์ ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 6.8% 


“การจัดสรรงบประมาณเป็นภาระความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง ในขณะที่พื้นที่ทางการคลังของประเทศหดแคบลง ในขณะที่ประเทศเผชิญวิกฤตหลายอย่าง ในขณะที่ประชาชนยังมองไม่เห็นความหวังจากการจัดสรรงบประมาณใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งที่เขาอยากเห็น งบประมาณมันถูกเอาไปจัดสรรเพิ่มในสิ่งที่จำเป็นลงทุนเพื่อสร้างอนาคต รัฐบาลกลับเลือกที่จะเอามาใส่ในกระทรวง DE” 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินในงบประมาณเสมอไป เช่น การลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รัฐบาลสามารถใช้เงินจากรัฐวิสาหกิจและกองทุนต่างๆ หรือแม้แต่เงินจากภาคเอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงโครงสร้างพลังงาน ให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนสมาร์ทกริดได้ โดยใช้เงินเพียง 400,000 ล้านบาทภายใน 12 ปี ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อีวีและอุตสาหกรรม AI ด้วย


ส่วนเรื่อง AI ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลมีและเจ้าของโมเดล AI ต่างชาติไม่มีแน่นอน ก็คือข้อมูลที่อยู่ในกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ และกฎกระทรวงต่างๆ ที่กำหนดกระบวนการภายในของระบบราชการไทยทุกอย่าง จะดีแค่ไหนถ้ามี AI ภาครัฐที่เข้าใจกฎหมายของประเทศไทยทุกฉบับ ถ้าประเทศไทยมีโมเดล AI ที่เข้าใจกระบวนการและภาษาระบบราชการทั้งหมด ต่อไปก็จะสามารถประหยัดงบประมาณในการจ้างบริษัทซอฟต์แวร์มาเขียนโค้ดให้กับภาครัฐได้อย่างมาก


“อุตสาหกรรม AI เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ เป็นสิ่งที่ผมอยากเห็นภาพในหัวของตัวแทนรัฐบาล ว่าท่านมีภาพในหัวอย่างไรบ้าง อุตสาหกรรมแบบไหนเดินไปในทิศทางไหน ที่มันตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก อยากให้ท่านมาฉายภาพต่างๆ เหล่านี้ให้พวกเราเห็นหน่อย จะได้มาดูได้ครับว่าตกลงแล้วภาพในหัวของท่านมันสะท้อนอยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้หรือเปล่า”


นอกจากนี้ ภาคการเกษตร ภาคการประมง อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปเป็นการทูต การทูตของประเทศไทยในอนาคตจะต้องเป็นการทูตที่ยึดโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระเบียบโลกใหม่จะทำอย่างไรที่ใช้ประโยชน์ทางการทูตดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ถูกต้อง เพื่อทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองในโลก


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าสามวันที่ผ่านมาตนไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย ทำให้ได้ข้อสรุปว่างบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่งบประมาณที่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ลงทุนกับอนาคตของประเทศ ไม่ได้มองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อยมากพอ เพราะเป็นงบประมาณที่เงินจำนวนมากกำลังถูกจัดสรรผิดที่ ส่งตรงไปยังโครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่มเป็นเจ้าของและมีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลหรือไม่ และกำลังถูกจัดสรรไปยังองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่อยากแตะต้องหรือไม่ หรือจงใจหลีกเลี่ยงไม่ใช้เงินในงบประมาณ แต่ไปออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพราะสภาควบคุมไม่ถึงหรือไม่ 


“ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมมาตั้งให้ทุกท่านเห็น ว่าทำไมพวกเราถึงมองว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายงบ70  #พรบงบประมาณ #งบ70