วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” ขอคน กทม. กาส้มสองใบ เลือกผู้ว่า-เหมา ส.ก.ประชาชน เปลี่ยนกรุงเทพเป็นเมืองแคร์คน พร้อมแก้ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง-ลอกท่อ 100% ไม่ตกหล่น ชู “เดินทางร่มเย็น” เพิ่มไม้ใหญ่ริมทางเท้า

 


“ชัยวัฒน์” ขอคน กทม. กาส้มสองใบ เลือกผู้ว่า-เหมา ส.ก.ประชาชน เปลี่ยนกรุงเทพเป็นเมืองแคร์คน พร้อมแก้ปัญหาใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง-ลอกท่อ 100% ไม่ตกหล่น ชู “เดินทางร่มเย็น” เพิ่มไม้ใหญ่ริมทางเท้า 


วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าประชาชน เบอร์ 10 พร้อมกับ “นุ” ภาณุวัฒน์ ศรีวงษา ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางเขน พรรคประชาชน เบอร์ 1 ร่วมกิจกรรมสมาชิกสัมพันธ์ ที่ร้าน Wind and Wild เขตบางเขน เพื่อนำเสนอนโยบายในการพัฒนากรุงเทพมหานครด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยจัดเป็นวงพูดคุยในบรรยากาศอบอุ่น มีประชาชนในพื้นที่ร่วมรับฟัง ร่วมเสวนาโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค, ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ, ภูริวรรธก์ ใจสําราญ สส.กรุงเทพฯ, พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ และ ประมวล สุธีจารุวัฒน สส.บัญชีรายชื่อ 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาของชาวบางเขน พบว่าหลายบ้านที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรและก่อสร้างมาเป็นเวลานาน ไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลได้ ทำให้เมื่อสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทรุดโทรม เช่น ถนนพัง ไม่มีท่อระบายน้ำ ฝนตกน้ำก็ท่วมทันที ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข


หากได้รับการเลือกตั้ง ผู้ว่าประชาชนจะใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร กทม. โดยอาศัยกฎหมาย 2 ระดับที่ประกาศใช้ออกมาแล้ว คือ ระดับพระราชบัญญัติ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน ที่ทำให้การจัดตั้งนิติบุคคลของหมู่บ้านจัดสรรทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคของหมู่บ้านจัดสรรได้ รวมถึงใช้กลไกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครในการให้ กทม. จัดสรรงบประมาณไปปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ที่มีการใช้สอยร่วมกันเพื่อประโยชน์ของชุมชนไม่ต่ำกว่า 10 ปี ให้เป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชนได้ 


อีกปัญหาคือเรื่องใบส่งตัว เพราะบางเขตใน กทม. ไม่ได้มีโรงพยาบาลรัฐ การไปหาหมอที่คลินิกอบอุ่นซึ่งเป็นระดับปฐมภูมิ มักจะมีปัญหาการไม่ออกใบส่งตัวให้ ซึ่งเป็นปัญหาของระบบบริหารจัดการงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัว การแก้ปัญหาเชิงระบบต้องให้กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลสุขภาพของประชาชน ขอรับโอนการบริหารจัดการสิทธิบัตรทองจาก สปสช. มาอยู่ที่ กทม. เปลี่ยนโรงพยาบาลแม่ข่ายในพื้นที่ กทม. เป็นกลไกหลักในการทำงาน ทำงานร่วมกันกับระบบปฐมภูมิ รวมถึงเปลี่ยนระบบการจ่ายเงินที่ทำให้คลินิกอบอุ่นมีรายได้เพียงพอที่จะให้บริการและไม่ขาดทุนจากการออกใบส่งตัว ซึ่งสามารถเริ่มได้เลยจากโรงพยาบาลสังกัด กทม.


ขณะที่ปัญหาน้ำท่วม พื้นที่กรุงเทพตอนเหนือเกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง นอกจากไม่มีการลอกท่อ 100% แล้ว ปัญหาที่ได้รับเสียงสะท้อนมาคือไม่มีแม้แต่ท่อให้ลอกด้วยซ้ำ ดังนั้นต้องทำให้กรุงเทพฯ ตอนเหนือ มีท่อระบายน้ำฝน แล้วเรื่องลอกท่อ 100% ไม่ตกหล่น จึงตามมาได้


ชัยวัฒน์ย้ำว่า ตนเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมา เป็นปัญหาที่คนกรุงเทพหลายพื้นที่เผชิญอยู่ วันที่ 28 มิถุนายนนี้ หากพี่น้องประชาชนเลือกโจ ชัยวัฒน์ เบอร์ 10 ท่านจะได้ชัยวัฒน์เป็นผู้ว่า กทม. และไม่ได้มาคนเดียว จะได้ทีมบริหาร กทม. ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ได้ ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 เขตที่เข้าใจปัญหาของแต่ละพื้นที่เป็นอย่างดี และได้ทีมงานของพรรคประชาชนที่มีความสามารถ มีเจตจำนงทางการเมือง จะเข้าไปทำให้กรุงเทพเป็นเมืองแคร์คน ประชาชนใช้ชีวิตง่ายขึ้นในทุกวัน


จากนั้นชัยวัฒน์เดินทางไปหาเสียงต่อที่ตลาดถนอมมิตร และตลาดโอโซน เขตดอนเมือง ร่วมกับ “โบ๊ท” อดิศร ฤกษ์ลักษณี ผู้สมัคร ส.ก. เขตดอนเมือง พรรคประชาชน เบอร์ 4 โดยช่วงหนึ่งชัยวัฒน์ได้ไปสำรวจปัญหาทางเท้าในพื้นที่ที่ไม่ถูกออกแบบตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะคนพิการเดินทางยากลำบาก พร้อมกันนี้ได้เสนอนโยบาย "เดินทางร่มเย็น" ด้วยการเพิ่มต้นไม้ใหญ่ตลอดริมทางเท้าเพื่อเพิ่มร่มเงาให้คนเดินทางและบรรเทาอากาศร้อนของ กทม.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม #เลือกตั้งสก69














"ชัชชาติ" ฟังเสียงชาวบางเขน-สายไหม อัพเกรด 253 นโยบายเพื่อคนกรุง เสนอแนวทางเส้นเลือดฝอย เชื่อมรถไฟฟ้า-ทางด่วน เพิ่มศูนย์บริการ กทม. ใกล้บ้าน



"ชัชชาติ" ฟังเสียงชาวบางเขน-สายไหม อัพเกรด 253 นโยบายเพื่อคนกรุง เสนอแนวทางเส้นเลือดฝอย เชื่อมรถไฟฟ้า-ทางด่วน เพิ่มศูนย์บริการ กทม. ใกล้บ้าน


วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 และทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงช่วงเช้าในพื้นที่เขตบางเขน-สายไหม โดยใช้รถแห่ EV เป็นพาหนะในการเดินทาง เริ่มตั้งแต่ตลาดยิ่งเจริญ ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบูรณ์ 54 และ ตลาดเอซี สายไหม โดยได้พบปะพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พร้อมนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับในพื้นที่ ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ มีประชาชนมาขอถ่ายเซลฟี่และขอชนมือย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง 


ช่วงหนึ่งของการลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดเอซี เขตสายไหม ชัชชาติได้พบกับ ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ​ กทม. พร้อมด้วยทีมงานจากพรรคประชาชน ที่มาลงพื้นที่ในเวลาเดียวกัน และเข้าไปทักทายพูดคุยให้กำลังใจซึ่งกันและกันอย่างเป็นมิตร 


จุดสำคัญหนึ่งของการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบูรณ์ 54 ที่อดีตเป็นชุมชนริมคลองลาดพร้าว หรือคลองสอง ชัชชาติได้พบปะพูดคุยกับคนในชุมชน ที่มาสะท้อนถึงปัญหาในพื้นที่ และได้เดินสำรวจโดยรอบคลองสอง ที่มีการอยู่อาศัยของประชาชนในบ้านมั่นคง  


ชัชชาติ กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคงเป็นตัวอย่างสำคัญของการทำให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง โดยนำที่ดินของกรมธนารักษ์มาให้เช่า ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. สนับสนุนเงินกู้สำหรับการก่อสร้างบ้าน และให้ประชาชนทยอยผ่อนคืน ซึ่งช่วยให้คนในชุมชนมีความมั่นคงมากขึ้น


สำหรับการลงพื้นที่เขตสายไหมในวันนี้ ชัชชาติ มองว่า เขตสายไหมเป็นเขตใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นกว่า 215,000 คน แม้จะมีเส้นเลือดใหญ่ อย่างรถไฟฟ้าคูคต และทางด่วนสุขาภิบาล 5 แล้ว แต่สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือ เส้นเลือดฝอย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเน้นการปรับปรุงถนนและเพิ่ม BMA Feeder เพื่อเชื่อมคนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าโดยไม่แย่งงานเอกชน รวมถึงพิจารณาเพิ่มพื้นที่จอดรถใกล้สถานีรถไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังเน้นการกระจายศูนย์บริการด่วนของกทม. ศูนย์ดับเพลิง และโรงพยาบาลลงสู่พื้นที่ เพื่อลดภาระการเดินทางไปสำนักงานเขต

ส่วนปัญหาอื่น ๆ ในพื้นที่ ชัชชาติ ระบุว่า จะต้องเร่งปรับปรุงแนวเขื่อนและระบบระบายน้ำริมคลอง 2 และคลอง 6 วา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงปัญหาขยะมูลฝอยที่ โดยตั้งเป้าเพิ่มรอบจัดเก็บขยะเป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และต้องดูแลปัญหาน้ำขยะรั่วไหลลงถนนสุขาภิบาล 5 ส่วนโครงการสร้างเตาเผาขยะในสายไหมนั้น จำเป็นต้องชะลอไว้ก่อน เนื่องจากปัจจุบันมีหมู่บ้านเกิดขึ้นล้อมรอบพื้นที่จำนวนมาก 


​ชัชชาติ ยังกล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ไม่เพียงแต่เป็นการหาเสียง แต่คือการหาปัญหา เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์กับประชาชนมากที่สุด ซึ่งล่าสุดมีนโยบายเพิ่มขึ้นเป็น 253 นโยบายแล้ว โดยมีนโยบายด้านสังคมที่ได้แรงบันดาลใจจากการลงพื้นที่จริง เช่น การสร้างแพลตฟอร์มจัดหางานให้ผู้สูงอายุเป้าหมาย 10,000 ตำแหน่ง , การพัฒนาศูนย์ดูแลเด็กพิเศษให้ครอบคลุมทุกเขต และการจัดอบรม Caregiver หรือ ผู้ดูแล พร้อมมอบค่าตอบแทนให้ผู้ดูแลในชุมชน










“โจ ชัยวัฒน์” ลุยหาเสียงสายไหม ชี้ปัญหา กทม. ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ ขอคน กทม. เลือกผู้ว่า-ส.ก.พรรคประชาชนยกทีม สร้างกรุงเทพเมืองแคร์คน

 


“โจ ชัยวัฒน์” ลุยหาเสียงสายไหม ชี้ปัญหา กทม. ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ ขอคน กทม. เลือกผู้ว่า-ส.ก.พรรคประชาชนยกทีม สร้างกรุงเทพเมืองแคร์คน


วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าประชาชน เบอร์ 10 เข้าพื้นที่สายไหมซอย 15 พร้อมกับ “อ๊อฟ” ภมร พลจันทร์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตสายไหม พรรคประชาชน เบอร์ 5 โดยช่วงเช้าได้ร่วมสภากาแฟของชุมชน รับฟังการสะท้อนปัญหาจากผู้สูงอายุและนำเสนอวาระรายเขตของพรรคประชาชนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า หลายปัญหาที่ประชาชนสะท้อนมา พรรคประชาชนออกแบบนโยบาย 4 ง่ายไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น เดินทางง่าย ค้าขายง่าย เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย โดยสิ่งที่เห็นจากชุมชนสายไหมแห่งนี้ คือชุมชนมีพื้นที่สาธารณะที่ทำให้คนในชุมชนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อพัฒนาชุมชน ตนคิดว่า กทม. ควรเข้ามาสนับสนุนให้มีพื้นที่เหล่านี้มากขึ้น โดยพรรคประชาชนมีนโยบาย เพิ่มงบกลางต่อเขต 7-13 ล้านบาท ทั้งหมด 50 เขต และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบงบประมาณ (Participatory Budgeting) เพื่อให้แต่ละเขตสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาพื้นที่จริง รวมถึงปัญหาน้ำท่วมในชุมชนซึ่งจะสามารถบรรเทาได้ส่วนหนึ่งได้ด้วยนโยบายลอกท่อ 100% ไม่ตกหล่น


จากนั้นชัยวัฒน์หาเสียงต่อที่ตลาดเอซีสายไหม พร้อมด้วย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน โดยระหว่างหาเสียงได้พบกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งชัยวัฒน์ได้เข้าไปจับมือทักทาย


บรรยากาศการหาเสียงที่ตลาดเอซีสายไหมเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพและให้กำลังใจ บอกว่าเลือกมาตลอดตั้งแต่พรรคก้าวไกล ขณะที่ชัยวัฒน์ได้สอบถามถึงปัญหาการค้าขาย และย้ำว่าพรรคประชาชนจะเข้ามาทำงานเป็นทีม นอกจากผู้ว่า ยังมีทีมบริหาร และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้คนกรุงเทพ 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า หลายปัญหาใน กทม. เป็นปัญหาเรื้อรัง เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างหรือที่เราเรียกว่าเส้นเลือดใหญ่ การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ฝ่ายบริหารคือผู้ว่า กทม. รวมถึงองคาพยพ จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ซึ่งพรรคประชาชนเองก็มีนโยบายกระจายอำนาจ อัปเกรด กทม. ให้มีอำนาจบริหารจัดการตัวเองได้มากขึ้น


จึงอยากเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องคนกรุงเทพฯ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯ หนึ่งคน ปัญหาของ กทม. มีมากมาย เกินกว่าที่คนใดคนหนึ่งจะทำได้เพียงคนเดียว เราต้องใช้การทำงานเป็นทีมและมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ติดกับข้ออ้างที่ว่า กทม. ไม่มีอำนาจ แต่เดินหน้าทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของคน กทม. เป็นที่ตั้ง 


พร้อมกันนี้ชัยวัฒน์ได้เชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 มีบัตรเลือกตั้งสองใบ บัตรสีเขียวเลือกผู้ว่ากาเบอร์ 10 บัตรสีชมพู กาให้ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคประชาชนทั้ง 50 เขต เลือกพรรคประชาชนยกทีมเข้าไปสร้างเมืองแคร์คน ดูแลคนกรุงเทพให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นในทุก ๆ วัน 


จากนั้นชัยวัฒน์เดินทางไปสำรวจปัญหาสะพานไม้สีส้มจุดรอยต่อ BTS คูคต ริมคลองหกวา ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปหาเสียงที่เขตบางเขนและเขตดอนเมือง พร้อมกับผู้สมัคร ส.ก. ต่อไป 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม

"ชัชชาติ- โจ ชัยวัฒน์" ลุยหาเสียงเขตสายไหม เจอกันที่ตลาด AC จับมือทักทายกัน

 


"ชัชชาติ- โจ ชัยวัฒน์" ลุยหาเสียงเขตสายไหม เจอกันที่ตลาด AC จับมือทักทายกัน


เช้าวันนี้ (30 พฤษภาคม 2569) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเริ่มต้นเดินหาเสียงตามตลาดและแหล่งคุมชนต่างๆในเขตบางเขน, สายไหม, ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยจุดแรกไปที่ตลาดยิ่งเจริญ พบปะและขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ


ต่อมาได้เดินหาเสียงต่อที่ตลาดเอซี สายไหม โดยในระหว่างการลงพื้นที่ได้พบนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน ที่ลงพื้นที่ในเขตสายไหมและบางเขนเช่นเดียวกัน


โดยนายชัยวัฒน์ ได้เข้าไปทักทายนายชัชชาติ ซึ่งทันทีที่นายชัชชาติเห็นนายชัยวัฒน์ ได้กล่าวขึ้นว่า "เห้ย โจสบายดีหรือเปล่า" ก่อนจะจับมือกัน และทักทายกับผู้สมัคร สก.เขตสายไหมของพรรคประชาชนด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม





วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” นำทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจับเข่าคุย ดัน กทม. ดูแลคนทุกช่วงชีวิต-แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบเป็นระบบ พร้อมสร้าง กทม. ให้เป็นเมืองที่แคร์คนเพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้น

 


“ชัยวัฒน์” นำทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจับเข่าคุย ดัน กทม. ดูแลคนทุกช่วงชีวิต-แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบเป็นระบบ พร้อมสร้าง กทม. ให้เป็นเมืองที่แคร์คนเพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้น


วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่โซลบาร์ อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเสวนา “เมืองที่ดูแลคนหน้าตาเป็นแบบไหน?” เป็นการพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางในการพัฒนากรุงเทพมหานครฯ (กทม.) ระหว่างประชาชนกับทีมบริหารผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน นำโดย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เบอร์ 10 โดยกิจกรรมในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก


ในส่วนของ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านสวัสดิการ ระบุว่ากรุงเทพง่ายๆ เกิดจากความคิดที่เห็นตรงกันของทุกคนในทีมว่ากรุงเทพและชีวิตของผู้คนมันยาก หลายครั้งถ้าอยากง่ายต้องใช้เงินซื้อ ตนจึงอยากทำงานช่วยในด้านสวัสดิการ ที่ไม่จำเป็นต้องเลิศหรู แต่เป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ทุกคนควรต้องได้รับอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 


ปัญหาสำคัญหนึ่งของทั้งประเทศไทยและ กทม. ในปัจจุบันก็คือเด็กแรกเกิด ปัจจุบันอัตราการเกิดของประชากรน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิตไปมากแล้ว ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว และปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเกิดอย่างเดียว แต่ยังนำไปสู่ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจด้วย จึงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของเด็กเกิดใหม่ การพัฒนาการทางร่างกายตั้งแต่แรกเกิดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กที่ควรได้รับเท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันการฝากครรภ์เป็นเรื่องที่แม่หลายคนต้องคิดถึงค่าใช้จ่าย คนที่มีรายได้น้อยยิ่งเครียดและกดดัน นั่นจึงเป็นที่มาที่ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนคิดนโยบายแรก Baby Box ออกมาเป็นแพ็คเกจ 2,000 บาทสำหรับมารดาที่ตั้งครรภ์ทุกคน เพื่อยกระดับคุณภาพของมารดาในการฝากครรภ์ สามารถแลกเป็นการฝากครรภ์ หรือเลือกเวชภัณฑ์ หรือของใช้หลังคลอดบนแพลตฟอร์มที่ได้มาตรฐาน


วัลลภกล่าวต่อไปว่าหลังจากเกิดแล้ว ความบีบคั้นของผู้ปกครองคือจะเลี้ยงลูกอย่างไรหลังลาคลอดครบ 4 เดือนและต้องกลับไปทำงาน หลายครอบครัวภรรยาลาออกจากที่ทำงานมาเป็นแม่เต็มตัว แต่อีกหลายบ้านทำเช่นนั้นไม่ได้ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ต้องให้ญาติช่วยดูแล ปัจจุบัน กทม. มีเด็กอายุ 6 เดือน - 3 ปีอยู่ที่ 110,000 คน แต่เข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ได้เพียง 15% เพราะ ศพด. หลายแห่งรับเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปเท่านั้น อีกทั้ง ศพด. หลายแห่งให้บริการในเวลาราชการ ทำให้ผู้ปกครองหลายรายไม่สามารถรับส่งลูกได้ตามเงื่อนไขการทำงานของตัวเอง


ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงมีแนวคิดสำคัญในการพัฒนา ศพด. ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความยากลำบากของผู้ปกครอง ด้วยการพัฒนาให้ครูและพี่เลี้ยงมีมาตรฐาน มีปริญญาสำหรับครู และวุฒิบัตรการฝึกอบรมสำหรับพี่เลี้ยง วันเสาร์-อาทิตย์ ศพด. มีพื้นที่ว่างแต่ใช้งานน้อย ก็สามารถเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองได้ โดย กทม. จะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้ ศพด. ที่ละ 2 ล้านบาท


วัลลภกล่าวต่อไปว่าในด้านผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบัน กทม. มีผู้ป่วยติดเตียง 15,000 คน ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนเห็นว่าจะต้องมีรถบริการขนส่งผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบันแม้จะมีสิทธิบัตรทองที่เชื่อมโยงกับ สปสช. ให้บริการอยู่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับคนกรุงเทพ ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนอยากเพิ่มให้มากถึง 3 เท่า โดยใช้งบประมาณราว 80 ล้านบาท ซึ่งจะขยายการครอบคลุมให้ถึงผู้ที่ตกหล่น เช่น ผู้ที่ต้องรับการฟอกไต หรือเป็นโรคที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสะดวกด้วย


ในส่วนของ อมร พิมานมาศ ทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านงานโยธา ระบุว่าถ้า กทม. มีกฎหมายที่ดี เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มก็อาจไม่เกิดขึ้น เพราะตึกหลังนี้ไม่ได้ส่งแบบก่อสร้างและรายการคำนวณให้ กทม. ตรวจสอบ เพราะเป็นอาคารราชการ ได้รับการยกเว้น ออกแบบเสร็จปี 2562 ขออนุญาตปี 2564 ระหว่างนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและเกณฑ์การออกแบบอาคารในการรองรับแผ่นดินไหว ถ้าตึกนี้มีการส่งรายการคำนวณและแบบก่อสร้างให้ กทม. ตรวจสอบ ก็จะพบว่าไม่ได้ออกแบบตามมาตรฐานใหม่ อาจจะมีการสั่งทบทวน และตึกหลังนี้อาจไม่ถล่มก็ได้


แต่ปัจจุบันผ่านไป 1 ปี กทม. ก็ยังไม่ออกข้อบัญญัติ กทม. ที่กำหนดให้อาคารภาครัฐต้องส่งรายการคำนวณและแบบก่อสร้างเช่นเดียวกับเอกชน ทั้งที่ กทม. สามารถยืนยันว่าตัวเองมีอำนาจนี้ได้ จากเหตุแผ่นดินไหวปีที่แล้ว มีตึกสูงโยก หลายตึกเกิดความเสียหาย แต่ผ่านไป 1 ปีก็ยังไม่มีฐานข้อมูลความเสี่ยงอาคารและระบบการแจ้งเตือนเกิดขึ้นเลย นี่คือเรื่องที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมด่วน


อมรกล่าวต่อไปว่าสำหรับเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างเหตุรถไฟชนรถเมล์ ทำให้เราเห็นปัญหาแล้วว่าจุดตัดทางรถไฟหลายสิบจุดใน กทม. มีความเสี่ยงต่อสาธารณะอย่างมาก หลายคนมองว่าเป็นความผิดของ ขสมก. รถไฟ หรือความผิดพลาดของมนุษย์ แต่ต้นเหตุพื้นฐานจริงคือการจัดการจราจร ที่มีการปล่อยให้รถจากกำแพงเพชร 7 เข้าไปตัดทาง จนทำให้รถเมล์ต้องคร่อมราง 


ทางด้าน เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านการปฏิรูปภาครัฐ ระบุว่าเรื่องที่เป็นปัญหาของทั้งระดับประเทศและ กทม. ก็คือปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาครัฐ หลักธรรมาภิบาล และปัญหาการทุจริต ถ้าประเทศไทยแก้ได้ทั้งสองเรื่องนี้ ประเทศไทยจะมีงบประมาณปีหนึ่งเพิ่มขึ้นได้ถึง 4-5 แสนล้านบาท คือเรื่องของกฎหมายจำนวนมากที่ล้าสมัยที่สมควรถูกยกเลิก และเรื่องการทุจริตที่มีแต่หนักข้อขึ้น


เพียงพนอกล่าวต่อไปว่าการปฏิรูปภาครัฐคือการแก้ปัญหาของระบบราชการ ทั้งเรื่องจำนวนข้าราชการที่ กทม. มีรวมกว่า 75,000 ราย ในขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว รัฐจะมีภาระเรื่องสวัสดิการ ผู้สูงอายุ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ในยุคดิจิทัลปัจจุบันเราสามารถใช้ระบบเข้ามาช่วยทำงานและลดจำนวนบุคลากรได้ 


หรือในด้านประสิทธิภาพและคุณภาพ สิ่งที่จะทำให้คน กทม. มีค่าใช้จ่ายที่น้อยลงและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นผ่านการปฏิรูปภาครัฐของ กทม. ก็คือต้นทุนใบอนุญาตต่างๆ ทั้งเรื่องการก่อสร้าง ที่หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตในลักษณะนั้น แต่ที่ใบอนุญาตเหล่านั้นยังคงอยู่ก็เพราะการมีเงินใต้โต๊ะ นี่คือเรื่องที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหา ขณะเดียวกันการใช้งบประมาณก็ต้องใช้ให้ถูกต้อง นั่นคือการมีหลักธรรมาภิบาล


เพียงพนอกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตาม ตนอยากให้เจ้าหน้าที่และข้าราชการในสังกัด กทม. ทำงานอย่างมีคุณค่าและมีชีวิตที่มีคุณภาพไปด้วย คนเมืองที่มีโอกาสอาจรู้สึกว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่น่าอยู่ แต่คนในชุมชนอาจรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ตนไม่ต้องการเห็น กทม. เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ต่อให้อยู่ในบ้านมีรั้วปลอดภัย แต่ตราบที่สังคมโดยรอบยังมีคนที่เดือดร้อนก็จะไม่มีใครอยู่อย่างสบายใจได้ เราจึงอยากให้ กทม. เป็นเมืองที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตร่วมกัน


ขณะที่ เดชรัต สุขกำเนิด ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านคุณภาพชีวิต ระบุว่าปัญหาฝุ่น pm 2.5 เป็นปัญหาใหญ่ ทำให้วิถีชีวิตโดยปกติทำไม่ได้หรือทำได้อย่างลำบาก ทุกคนท่องกันได้หมดแล้วว่าสาเหตุมาจากอะไร แต่การเอาจริงและพยายามกำหนดขอบเขตการแก้ปัญหายังไม่ดีเพียงพอ ที่ผ่านมาการแก้ปัญหามักถูกพูดถึงเฉพาะในช่วงเวลาที่พีค ซึ่งแทบไม่สามารถคาดเดาได้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า


การมีขนส่งสาธารณะที่ต่อยอดจากที่ กทม. มีอยู่และทำให้ทั่วถึงเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งปัจจุบัน กทม. ยังขาดฟีดเดอร์ในช่วงสุดท้ายอยู่ ปัจจุบันมีการกำหนดไว้ 10 สายเบื้องต้นแล้วแต่ไม่มีคนมาวิ่ง และยังมีอีกกว่า 30 สายที่สามารถทำฟีดเดอร์เสริมเข้ากับระบบใหญ่คือรถไฟฟ้าได้ ซึ่ง กทม. โดยทีมผู้ว่าฯ ประชาชน จะเข้าไปผลักดันให้เกิดขึ้น


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าแต่ กทม. ก็ไม่ได้มีเฉพาะรถที่สัญจรไปมาของผู้คน แต่ยังมีเรื่องการขนส่งสินค้า รถบรรทุก และรถเมล์ด้วย ต้องมีการยกระดับมาตรฐานของรถเหล่านี้ กำหนดเขตควบคุมให้รถที่จะเข้ามาในเขต กทม. ต้องเป็นยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษต่ำ (low emission) ซึ่งจะทำแบบนั้นได้ต้องมีการกำหนดเขต low emission zone ซึ่งที่ผ่านมาแม้ กทม. จะดำเนินการอยู่แต่ก็มีขอบเขตที่จำกัด จำเป็นต้องทำให้ขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้น สร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น และดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังมากขึ้น


ขณะที่ภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรม กทม. มีทั้งโรงงาน ไซต์ก่อสร้าง แพลนท์ปูน สิ่งเหล่านี้ต้องติดเครื่องมือตรวจวัด กล้องวงจรปิด เพื่อดูแลทั้งเรื่องฝุ่นและความปลอดภัย ส่วนที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมต้องตรวจวัดสิ่งที่เป็นมลพิษทางอากาศ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำเข้ามาใช้ได้แล้ว เช่น อากาศยานไร้คนขับที่ติดกล้องตรวจความเข้มข้นของมลภาวะอุตสาหกรรม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าที่ติดอยู่ปลายปล่องโรงงาน


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าส่วนเรื่องของการเผาในภาคเกษตร เป็นสิ่งที่แก้เฉพาะ กทม. ไม่ได้ แต่ต้องขยายความร่วมมือเชิญจังหวัดโดยรอบ ที่มีปัญหา pm 2.5 เช่นเดียวกันกับ กทม. มาแก้ปัญหาร่วมกัน ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็เปิดโอกาสอยู่แล้วให้ผู้ว่า กทม. สามารถชวนจังหวัดที่เป็นเขตควบคุมมลพิษมาร่วมมือออกมาตรการเดียวกันได้ รวมไปถึงสามารถเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรให้ไม่ใช้วิธีการเผาได้ ผ่านการจัดหาเครื่องจักร จัดหาผู้รับซื้อฟาง เป็นต้น ซึ่ง กทม. มีทรัพยากรมากพอที่จะชวนจังหวัดอื่นๆ มาแก้ปัญหานี้ไปพร้อมกันได้


ในส่วนของชัยวัฒน์ ระบุว่ากรุงเทพจะง่ายขึ้นได้ถ้าเราสร้างเมืองที่แคร์คน เราอยากทำให้ กทม. เป็นเมืองที่แคร์คนทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้มากขึ้น วันนี้ตนไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชน และผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนอีกทั้ง 50 คน


ปัญหาของ กทม. หลายอย่างเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องไปถึงลูกหลานในอนาคตของเรา ทำให้เราคิดอยู่แค่ในกรอบของการเลือกตั้ง 4 ปีไม่ได้ พรรคประชาชนที่อาสาเข้ามาทำกรุงเทพให้ง่ายขึ้น จึงมองถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำในอนาคตเพื่อคนกรุงเทพ การทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์คนของเราเป็นสิ่งที่จับต้องได้ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เราอยากให้ กทม. เข้ามาช่วยชาวกรุงเทพให้ง่ายขึ้นในทุกช่วงของชีวิต


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่ตนเจอมาเวลาคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเวลาเข้าพื้นที่ คือหลายย่านใน กทม. ตลาดเงียบ ไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน พ่อค้าแม่ค้าต่างสะท้อนว่าถ้าได้เข้าบริหารกรุงเทพ จะช่วยทำให้บรรยากาศคึกคักกว่านี้ได้หรือไม่ ความเงียบของย่านต่างๆ คือปัญหาหนึ่งที่ กทม. สามารถพัฒนาให้คึกคักและทำให้คนอยากมาเที่ยวได้ 


วันนี้ กทม. มีย่านที่ชิคหลายย่าน อย่างบรรทัดทอง ทรงวาด ที่มีการพัฒนาให้มีจุดขายที่น่าสนใจ กทม. ยังมีย่านลักษณะนี้อีกจำนวนมาก ถ้าสามารถพัฒนาเรื่องการเดินทาง การเข้าถึง และการประชาสัมพันธ์ให้ดีขึ้น มีทิศทางการพัฒนาร่วมกันระหว่างเอกชนและประชาชนในย่านนั้น เราจะสามารถพัฒนาย่านเหล่านี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คึกคักขึ้นมาได้อีกเป็นจำนวนมาก โดย กทม. ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการและสนับสนุนด้านงบประมาณ ถ้าต้องสร้างแลนด์มาร์กใหม่ หรือการพัฒนาภูมิทัศน์ กทม. สามารถสนับสนุนได้


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าการทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์คน เรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการรื้อโครงสร้างกฎหมายที่ล้าหลัง และการดูแลคนไม่ได้หมายถึงแค่การดูแลเฉพาะคนเมือง แต่ต้องรวมถึงคนที่ทำงานให้ กทม. ด้วย ทำอย่างไรให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ มีเกียรติโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบใต้โต๊ะ


กทม. มีปัญหายากๆ หลายปัญหา ตั้งแต่เรื่องของฝุ่น pm 2.5 การจราจร ขยะ น้ำท่วม ฯลฯ ที่ต้องแก้ด้วยระบบ เพราะการแก้ปัญหายากๆ เหล่านี้ที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้น สิ่งที่เราจะทำจึงมาจากการคิดที่เจาะลึกแยกออกไปถึงสาเหตุที่ต้นตอ การแก้ปัญหาทุกอย่างต้องไม่ถูกแก้แบบลูบหน้าปะจมูก ทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชนจะจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยเป้าหมายคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิด ไม่ใช่แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 #ผู้ว่าประชาชน
















"ชัชชาติ" ลงพื้นที่บางกอกน้อย รับฟังปัญหาร้องเรียนเรื่องน้ำท่วมขังข้ามปีและการละเลยไม่ขุดลอกท่อระบายน้ำ พร้อมชูนโยบายแก้น้ำท่วมริมเจ้าพระยา และแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพชีวิตเขตบางกอกน้อย

 


"ชัชชาติ" ลงพื้นที่บางกอกน้อย รับฟังปัญหาร้องเรียนเรื่องน้ำท่วมขังข้ามปีและการละเลยไม่ขุดลอกท่อระบายน้ำ พร้อมชูนโยบายแก้น้ำท่วมริมเจ้าพระยา และแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพชีวิตเขตบางกอกน้อย


วะนที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ลงพื้นที่ทําคะแนนเสียงในพื้นที่เขตบางกอกน้อย โดยเริ่มเดินเท้าตั้งแต่ชุมชนวัดโพธิ์เรียง ทักทายกลุ่มผู้ขับขี่วินจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล และพนักงานออฟฟิศ เพื่อรับฟังปัญหาร้องเรียนเรื่องน้ำท่วมขังข้ามปีและการละเลยไม่ขุดลอกท่อระบายน้ำ ก่อนเข้าสํารวจจุดก่อสร้างโรงบําบัดนน้ำเสียธนบุรี  


นายชัชชาติเปิดเผยว่า ปัญหาหลักของเขตบางกอกน้อยในปัจจุบันคือความล่าช้าของโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย ซึ่งเป็นบิ๊กโปรเจกต์เชื่อมท่อระบายน้ําจากคลองต่างๆ ที่ค้างคามาตั้งแต่ช่วงปี 2563 - 2564 ก่อนที่ตนจะเข้ามาบริหาร โดยโครงการนี้ประกอบด้วยโรงบําบัด 1 แห่ง และโครงการเก็บรวบรวมน้ำเสียอีก 3 โครงการ


กาง 3 ปัญหาหลักและเงื่อนไขปมท่อบําบัดน้ำเสียฝั่งธนฯ :


คอขวดงานก่อสร้าง : ผู้รับเหมาทําการปิดล้อมลําคลองเพื่อเคลื่อนย้ายเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าหน้างาน ส่งผลกระทบขัดวางระบบทางระบายน้ำเดิมและกีดขวางการจราจรในตระกูลซอยจรัญฯ


ค่าปรับและเวลาที่สูญเสีย : โครงการเผชิญสิทธิ์ขยายระยะเวลาปฏิบัติงานเยียวยาช่วงสถานการณ์โควิด-19 นานกว่า 400 วัน ส่งผลให้งานก่อสร้างยืดเยื้อไร้กําหนดเสร็จสิ้น


ความผิดพลาดเชิงโครงสร้าง : การออกแบบพิมพ์เขียวเดิมในอดีตอาจไม่ตรงกับสภาพหน้างานจริงใต้ดิน ทําให้บางเส้นทางยังไม่มีการลอกท่อระบายน้ําเพื่อรองรับน้ำเสียอย่างถูกต้อง


จากนั้น นายชัชชาติได้เดินเท้าทะลุเข้าซอยวัดอัมพวา ผ่านโรงเรียนวัดอัมพวา โดยได้นําเสนอนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษาผ่านแอปพลิเคชัน "Sosafe" เพื่อเปิดช่องทางด่วนให้กลุ่มเยาวชนและผู้ปกครองแจ้งเหตุการณ์ถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ (Bullying) ในโรงเรียนสังกัด กทม. ได้ทันที


นอกจากนี้ ได้แถลงถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาพื้นที่พหุวัฒนธรรมและสังคมผู้สูงอายุในย่านบางกอกน้อย โดยชูยุทธศาสตร์ "การเชื่อมต่อเส้นเลือดฝอยสู่เส้นเลือดใหญ่"


แผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพชีวิตเขตบางกอกน้อย :


โครงสร้างคมนาคมรองรับรถไฟฟ้า : เร่งปรับปรุงทางเท้า (ฟุตบาท) และผิวการจราจรบนถนนอิสรภาพและถนนจรัญสนิทวงศ์ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนตรอกซอยสามารถสัญจรเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าสายสีใหญ่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ปูพรมติดไฟส่องสว่าง LED และขุดลอกคูคลองถาวร


ระบบสาธารณสุขเชิงรุก : กระจายบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุหนาแน่นและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนด่านหน้า


มาตรการคุมเข้มอัคคีภัยด้วยเทคโนโลยี : ติดตั้งถังดับเพลิงเคมีแบบหิ้ว (ถังแดง) ประจําตรอกซอยแคบ พร้อมยกระดับติดตั้งระบบระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนตัวถัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านสแกนตรวจสอบวันหมดอายุและสถานะความพร้อมใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดักทางโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้


นายชัชชาติย้ำชัดโดยอ้างอิงข้อมูลส่วนตัวว่า พื้นที่บางกอกน้อยคือตัวอย่างของเมืองที่โตจากไร่สวนจนกลายเป็นชุมชนหนาแน่น ปัญหาความขัดแย้งระหว่างการก่อสร้างเส้นเลือดใหญ่กับการใช้ชีวิตในเส้นเลือดฝอยจึงต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ซึ่งหากได้รับโอกาสกลับมาทําหน้าที่ต่อ ตนพร้อมเดินหน้าสะสางและเร่งรัดสัญญางานโยธาที่ค้างคาเหล่านี้เพื่อคืนความปกติสุขให้คนฝั่งธนฯ โดยเร็วที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69