วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงทางเรือขอคะแนนจากชุมชนริมน้ำ – ด้าน ‘ธนาธร-ชัยวัฒน์’ แท็กทีมขึ้นรถแห่ปลุกคนนนท์ออกมาเลือกตั้ง อบจ. 20 ก.ย. นี้

 


‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงทางเรือขอคะแนนจากชุมชนริมน้ำ – ด้าน ‘ธนาธร-ชัยวัฒน์’ แท็กทีมขึ้นรถแห่ปลุกคนนนท์ออกมาเลือกตั้ง อบจ. 20 ก.ย. นี้ 


วันที่ 17 กันยายน 2569 พรรคประชาชนเดินหน้าหาเสียงศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) อย่างเข้มข้น โดยเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี หมายเลข 4 พรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่หาเสียงทางเรือเพื่อสำรวจเส้นทางคมนาคมทางน้ำและวิถีชีวิตชุมชนริมคลอง โดยเริ่มลงเรือที่ท่าเรือวัดคลองเจริญ ตระเวนหาเสียงครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ อ.บางกรวย อ.บางกร่าง และ อ.บางใหญ่ ก่อนจะมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือวัดส้มเกลี้ยง


หลังจากนั้น เดชรัต ได้เดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชนต่อที่ตลาดพระปิ่น 3 ก่อนจะขึ้นรถแห่ประชาสัมพันธ์มุ่งหน้าไปยังตลาดแสงจันทร์ โดยได้จอดรถแห่เปิดการปราศรัยย่อย เพื่อนำเสนอนโยบายการพัฒนาจังหวัดนนทบุรี สู่ 'Newนนท์' ก่อนจะเดินทางกลับมายังตลาดพระปิ่น 3 อีกครั้ง เพื่อลงเดินแจกแผ่นพับย้ำเตือนนโยบายและหมายเลข 4 แบบเคาะประตูบ้านและพบปะพ่อค้าแม่ค้าอย่างใกล้ชิด


ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนจัดคิวแกนนำช่วยหาเสียงคู่ขนาน นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงด้วยการขึ้นรถแห่ปราศรัย สลับกับการลงเดินแจกใบปลิวและร่วมถ่ายภาพกับพี่น้องประชาชน เพื่อรณรงค์เชิญชวนชาวนนทบุรีให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่จะถึงนี้


สำหรับเส้นทางรถแห่หาเสียงในช่วงเย็น เริ่มต้นเคลื่อนขบวนปราศรัยไปยังตลาดยายโถม ตำบลไทรม้า ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก จากนั้นขบวนรถแห่ได้เดินทางไปหาเสียงต่อที่ตลาดมณียา และปิดท้ายการลงพื้นที่ของวัน ที่ ตลาด Nonstop


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อบจนนทบุรี  #Newนนท์ #พรรคประชาชน #เดชรัตสุขกำเนิด





























‘เทวฤทธิ์’ เผยศาลฎีกาไฟเขียว จำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ทันที ไม่ต้องรอคณะกรรมการฯ สั่งศาลชั้นต้นเร่งรีเช็กคดีค้างทันที

 


‘เทวฤทธิ์’ เผยศาลฎีกาไฟเขียว จำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ทันที ไม่ต้องรอคณะกรรมการฯ สั่งศาลชั้นต้นเร่งรีเช็กคดีค้างทันที


วันนี้ (17 กันยายน 2569) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุถึง เอกสารเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้


ศาลฯ ร่อนหนังสือไฟเขียวสั่งจำหน่ายคดีตาม "พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข" ชี้ไม่ต้องรอคณะกรรมการฯ สั่งศาลชั้นต้นเร่งรีเช็กคดีค้างทันที


​เอกสารฉบับแรก เป็นหนังสือจากศาลฎีกา ลงวันที่ 10 กันยายน 2569 ส่งถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ลงนามโดย เลขานุการศาลฎีกา ระบุถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา


​สาระสำคัญของเอกสารระบุชัดเจนว่า ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรา 7 หากถูกฟ้องคดีต่อศาลและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ให้ศาลยุติธรรมยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความทันที


​ที่น่าสนใจคือ ศาลฎีกาได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ว่า "ศาลฎีกามีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 8 ได้ทันที หากข้อเท็จจริงเพียงพอและชัดเจน โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีคำวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 6 ก่อน" พร้อมขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมประสานศาลชั้นต้นทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบคดีที่รออ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา เพื่อดำเนินการประสานงานโดยเร็วที่สุด


​ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 สำนักงานศาลยุติธรรม ขานรับแนวทางดังกล่าวทันที โดยออกหนังสือเวียน "ด่วนที่สุด" ที่ ศย 016/ว 1105 ส่งถึงหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ แจ้งให้ผู้พิพากษา ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามแนวทางของศาลฎีกาอย่างเคร่งครัด ในการตรวจเช็กคดีความที่เข้าข่ายและประสานกับเลขาธิการศาลฎีกาโดยเร่งด่วน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรม

ชี้ชะตาคดี ม.112 ในชั้นฎีกา ศูนย์ทนายฯเผย ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา “ไผ่”- “ครูใหญ่” 23 ก.ย. 2569 พร้อมเปิดบันทึกเยี่ยมทั้งสองได้บอกเล่าความรู้สึก 1 ปี ที่ถูกคุมขัง

 


ชี้ชะตาคดี ม.112 ในชั้นฎีกา ศูนย์ทนายฯเผย ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา “ไผ่”- “ครูใหญ่” 23 ก.ย. 2569 พร้อมเปิดบันทึกเยี่ยมทั้งสองได้บอกเล่าความรู้สึก 1 ปี ที่ถูกคุมขัง 


วันนี้(17 กันยายน 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยการเข้าเยี่ยม“ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ พร้อมแจ้งข่าว ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา “ไผ่”- “ครูใหญ่” โดยโพสข้อความมีรายละเอียดดังนี้


“ก็ยังต้องยื่นประกันต่อไป คนสั่งไม่ขี้เกียจสั่ง คนยื่นก็ไม่ขี้เกียจยื่น” : “ไผ่”- “ครูใหญ่” เผยความรู้สึกก่อนเดินหน้าเข้าสู่วันรอชี้ชะตาคดี ม.112 ในชั้นฎีกา


เมื่อวันที่ 6 - 11 ก.ย. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียว และสภ.ภูเขียวเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 


ทั้งสองถูกคุมขังภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ก่อนที่ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งคู่ระหว่างฎีกา แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยให้ประกันตัวทั้งสองแล้วในคดีนี้ แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ประกันตัวในคดีอื่นที่ได้ยื่นถอนประกันตัวเองไว้ 


ล่าสุด ศาลจังหวัดภูเขียวได้แจ้งให้ทราบถึงนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลักซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคุมขังทั้งหมดนี้ ในวันที่ 23 ก.ย. 2569 หรือเพียง 20 วันหลังการถูกคุมขังครบหนึ่งปีพอดี ทำให้คดีนี้กำลังเดินทางเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง


ก่อนจะถึงวันนั้น ทนายได้มีการพูดคุยกับทั้งสองคนถึงความรู้สึกที่สะสมมาตลอดทั้งปี เรื่องเล็ก ๆ ที่กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวใจระหว่างถูกจองจำ และคำตอบที่พวกเขายังไม่เคยหยุดหาคำอธิบายให้กับตัวเองว่าเหตุใดอิสรภาพจึงยังมาไม่ถึงเสียที


🔴ไผ่ : “อยู่ก็ได้ ไม่อยู่ก็ดี”


เมื่อถามถึงความรู้สึกในช่วงเวลาครบรอบหนึ่งปีพอดี ไผ่ตอบสั้น ๆ ว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ “เฉย ๆ มาก” เขาย้อนกลับไปเล่าถึงวันแรกที่เข้าเรือนจำ ว่าตอนนั้นไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะต้องอยู่นาน เพราะมีสอบตั๋วทนายความรออยู่ในวันที่ 23 ก.ย. 2568 จองตั๋วเครื่องบินและเตรียมตัวสอบไว้เต็มที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปสอบตามที่วางแผนไว้ “ก็รู้สึกเฉย ๆ ที่ยังอยู่ที่นี่ อยู่ก็ได้ไม่อยู่ก็ดี” เขาว่า


ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไผ่บอกว่าชีวิตประจำวันในเรือนจำแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดือนแรก และเขาไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่หนักหนาสำหรับตัวเองนัก แต่สิ่งที่ยังคงสร้างความสับสนอยู่คือการต้องติดกำไล EM ทั้งที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากได้รับการประกันตัวในคดีหนึ่งแต่อีกคดียังไม่ได้ “รู้สึกงงกับศาลเหมือนกัน เวลาคนถามว่าทำไมไม่ถอด EM ก็ตอบยากเพราะมันซับซ้อน” ไผ่กล่าว


เรื่องการประกันตัว ไผ่เล่าว่าได้ยื่นคำร้องในคดีนี้มาแล้วถึงสิบครั้ง “อย่าให้มีครั้งที่ 11 ไม่ควร ๆ” เขากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งของคำสั่งศาลระหว่างชั้นต่าง ๆ ที่ศาลฎีกาเคยอนุญาตให้ประกันตัวในคดีภูเขียวโดยระบุชัดว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แต่ศาลอีกชั้นหนึ่งกลับยังไม่อนุญาตในคดีอื่น “เขาคงไม่ได้คุยกันแหละมั้ง” เขาสรุปด้วยน้ำเสียงติดตลก ก่อนจะอธิบายผลกระทบที่แท้จริงจากการไม่ได้รับสิทธิประกันตัวว่า การเตรียมคดีเป็นไปได้ยากลำบากขึ้นเพราะต้องอยู่ในเรือนจำ การสืบพยานแต่ละคดีก็ใช้เวลานาน จะปรึกษาทนายความก็ต้องรอออกศาลหรือรอทนายมาเยี่ยม “การพูดคุยก็ไม่เต็มที่ การไม่ได้สิทธิจึงไม่แฟร์กับเราเท่าไหร่” 


สำหรับสิ่งที่คิดถึงมากที่สุดขณะอยู่ข้างใน ไผ่หัวเราะก่อนตอบว่า “คิดถึงครอบครัว เพื่อนพี่น้องที่ต่อสู้ร่วมกันมา” พร้อมขอบคุณป้า ๆ ที่คอยสนับสนุนให้กำลังใจและมาเยี่ยมที่ศาลตลอด หากได้รับอิสรภาพ สิ่งแรกที่อยากทำคือได้ไปกินข้าวกับคนเหล่านี้ ส่วนเรื่องการยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ต่อศาลปกครองจากกรณีถูกลงโทษทางวินัย เขาบอกว่าต้องการให้เห็นว่าตัวเองไม่ยอมง่าย ๆ “มีกระบวนการทางกฎหมายก็สู้ไป ผลจะเป็นอย่างไรก็ตามนั้น” และหวังว่าเรื่องนี้อาจนำไปสู่บรรทัดฐานที่ดีขึ้นในการใช้ดุลพินิจต่อผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ด้วย


ต่อคำถามว่าตลอดขวบปีที่ผ่านมา อุดมการณ์และความเชื่อที่ทำให้ออกมาเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปหรือแข็งแกร่งขึ้นบ้างไหม ไผ่ตอบว่ายังเป็นเหมือนเดิม เพียงแต่ได้อ่านหนังสือและเรียนรู้มากขึ้น ส่วนสถานการณ์การเมืองไทยในสายตาของคนที่ติดตามข่าวจากในเรือนจำ เขาให้คำจำกัดความสั้น ๆ ว่า ‘ขวาจัดอนุรักษ์นิยม’


เมื่อถามถึงครูใหญ่ เพื่อนร่วมชะตากรรมที่ครบหนึ่งปีในวันเดียวกัน ไผ่เล่าว่าทั้งสองเคยคุยกันตลอดว่าจะหนีไหม “เราต่างไม่หนีเลย ตกลงสู้ด้วยกัน อยู่ด้วยกันดีกว่าอยู่คนเดียว ก็ดีไม่เหงา” ส่วนคำถามสุดท้ายว่ามีแผนหรือความฝันอย่างไรหากได้รับอิสรภาพสักวัน ไผ่ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “รอดูดีกว่า เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้รับอิสรภาพ”


🔴ครูใหญ่ : “คุกอาจพรากอิสรภาพไปได้ แต่พรากความดูดีไปจากเราไม่ได้”


ในฐานะครูและนักกิจกรรม ครูใหญ่มองว่าหนึ่งปีในเรือนจำสอนบทเรียนสำคัญเรื่องการนอน “การนอนคือการออกกำลังกายที่ดีที่สุด การนอนให้หลับโดยไม่ต้องคิดอะไร การนอนตอนกลางคืนต้องใช้พละกำลังมากมายพอสมควร และการนอนตอนกลางวันเป็นสิ่งที่ทำให้เวลาผ่านไปได้ดีพอสมควร” เขาเล่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ครูใหญ่บอกว่าตัวเองไม่เคยตัดพ้อว่าทำไมต้องมาอยู่ในเรือนจำ


 “รู้แค่ว่าอยู่ก็สู้ คุกมันมีมาก่อนเราเกิด เราตายไปแล้วคุกก็ยังอยู่เหมือนเดิม คุกมันไม่ได้ขังเราเป็นคนแรก และคุกก็ไม่ได้ปล่อยเราเป็นคนสุดท้าย เรือนจำอาจพรากอิสรภาพจากเราไปได้หลายหมื่นนาที แต่มันจะพรากความดูดีไปจากเราไม่ได้แม้วินาทีเดียว” เขาให้ทัศนะไว้อีกตอน


เมื่อถามว่าประสบการณ์นี้ทำให้เขาซึ่งเคยทำงานด้านการศึกษามองเรื่องการพัฒนาคนเปลี่ยนไปอย่างไร ครูใหญ่ตอบว่าไม่เปลี่ยน ยังคงเชื่อเช่นเดิมว่าการบังคับให้คนสวดมนต์เช้าเย็นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ก่อนอธิบายว่า “สิ่งที่นักเรียนไทยต้องเผชิญก็คือสิ่งเดียวกันที่คนในคุกต้องเผชิญ นับแต่ทรงผม การบังคับผ่านเครื่องแต่งกาย การบังคับผ่านกิจวัตรประจำวัน เพียงแค่กำแพงโรงเรียนมันต่ำกว่ากำแพงคุกแค่นั้นเอง” 


สำหรับชีวิตประจำวัน ครูใหญ่ใช้เวลาไปกับการนอนทั้งกลางวันกลางคืน อ่านหนังสือ เขียนบทความ และลองเขียนโคลงฉันท์กับกลอนบ้าง ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อคือการได้ออกศาลในคดีต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ ได้ใช้ความคิดในการต่อสู้คดี และได้เจอผู้คนที่มาให้กำลังใจที่ศาล ส่วนสิ่งที่หดหู่ที่สุดคือการที่คดียังไม่ถึงที่สุด ทำให้เขายังไม่ใช่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงการเสียสิทธิหลายอย่าง ทั้งการเลื่อนชั้นนักโทษ การลดโทษ การอภัยโทษ หรือแม้แต่การสมัครเรียน


 “เราอยากอยู่ในคุกแบบที่เป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว แบบที่คดีถึงที่สุดแล้วมากกว่า” ครูใหญ่สะท้อนความรู้สึกอีกตอน


เรื่องกำไล EM ครูใหญ่เล่าถึงคำถามที่เขาได้ยินซ้ำ ๆ จากทั้งเพื่อนผู้ต้องขังและผู้คุมเรือนจำ ว่า “พี่ติด EM จะกลับแล้วเหรอครับพี่” หรือ “ติด EM ทำไมยังไม่กลับ” , “ชาร์จยังไง”, “ทำเรื่องขอถอดยัง” จนทำให้เขานึกถึงเนื้อเพลงของ ‘เอิ้นขวัญ วรัญญา’ ที่ว่า “คนตอบบ่อยู่ คนอยู่บ่ฮู้สิตอบจังได๋”


กับคำถามเรื่องความซับซ้อนของระบบประกันตัวที่บางคดีได้ประกันแต่บางคดีไม่ได้ ทั้งที่ยื่นคำร้องคดี 19 กันยา มาแล้วหลายครั้ง ครูใหญ่ตอบสั้น ๆ ว่า “ก็ยังต้องยื่นประกันต่อไป คนสั่งไม่ขี้เกียจสั่ง คนยื่นก็ไม่ขี้เกียจยื่น” และหากมีโอกาสพูดกับผู้พิพากษาที่ยกคำร้องซ้ำ ๆ โดยตรง เขาอยากบอกว่า “ถ้าจะหนี หนีนานแล้ว ไม่มาศาลให้เอามาติดคุกหรอก”


เมื่อถามถึงสิ่งที่คิดถึงมากที่สุด ครูใหญ่ตอบว่าคือ “อิสรภาพ เพราะอิสรภาพจะพาเราไปหาสิ่งที่เราคิดถึงอื่น ๆ ได้อีก” ส่วนวิธีรับมือกับความกดดันจากการมีหลายคดีพร้อมกัน เขาบอกว่าไม่รู้สึกกดดัน ใช้เวลาไปกับการนอน อ่านหนังสือ ดูทีวี ร้องเพลง เขียนหนังสือ และดูเอกสารคดี สิ่งที่รู้สึกคือความเหนื่อยล้าทางร่างกายจากการต้องเดินทางไปศาลบ่อย ๆ มากกว่าความเครียดหรือความหวาดกลัว สำหรับข้อความที่อยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่ยังติดตามเรื่องราวของเขาอยู่ ครูใหญ่ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “วันพีซมีอยู่จริง”


ด้านมุมมองต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ครูใหญ่บอกว่าเป้าหมายของเขายังเหมือนเดิม เพียงแต่อาจต้องรู้มากขึ้นว่าอะไรคือสถานการณ์ร้อนอะไรคือสถานการณ์เย็น รู้กำลังของตัวเอง และยังเชื่อว่าประเทศไทยยังเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนสถานการณ์การเมืองไทยหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้ เขาให้ความเห็นตรงไปตรงมาว่า “ไม่ได้สร้างเสริมสังคม สังคมไม่ได้สันติสุขขึ้น”


สำหรับไผ่ เพื่อนร่วมชะตากรรมที่ครบหนึ่งปีในวันเดียวกัน ครูใหญ่ฝากข้อความสั้น ๆ ว่า “เราจะไม่ทิ้งทีมเวิร์ค โย่ ๆ” ส่วนแผนชีวิตข้างหน้า หากได้รับอิสรภาพสักวัน เขาบอกว่าอยากทำงานแบบเดิมที่เคยทำมาตลอด แต่แผนที่แน่ชัดคงต้องรอคิดตอนออกไปแล้ว เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าสังคมข้างนอกให้ความสำคัญกับประเด็นอะไรกันบ้าง


 “ต้องเรียนรู้ AI ก่อน ไปใช้เวลาให้ทันโลกที่เรากดหยุด มาอยู่ในคุกให้ทันก่อน แต่เรื่องที่อยากทำก็คงเป็นเรื่องเดิมที่เคยทำมาตลอด” อดีตติวเตอร์งานชุกกล่าวทิ้งท้าย


ข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไผ่จตุภัทร์ #ครูใหญ่อรรถพล #มาตรา112

ไรเดอร์-ไดรเวอร์ ‘ลาลามูฟ’ หารือค่ารอบเป็นธรรมที่กระทรวง DE บริษัทชี้ไม่ได้ทำผิดกฏหมาย ‘ไชยชนก’ รมว. ระบุไร้กฎหมายบังคับบริษัท รัฐไม่มีอำนาจสั่งเพิ่มค่าตอบแทน 'ธนพร' ซัด 'ไชยชนก' แก้ปัญหาไม่ได้ก็ไม่ควรเป็น รมว.ดีอี

 


ไรเดอร์-ไดรเวอร์ ‘ลาลามูฟ’ หารือค่ารอบเป็นธรรมที่กระทรวง DE บริษัทชี้ไม่ได้ทำผิดกฏหมาย ‘ไชยชนก’ รมว. ระบุไร้กฎหมายบังคับบริษัท รัฐไม่มีอำนาจสั่งเพิ่มค่าตอบแทน 'ธนพร' ซัด 'ไชยชนก' แก้ปัญหาไม่ได้ก็ไม่ควรเป็น รมว.ดีอี 


วันที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กลุ่มตัวแทนไรเดอร์และไดรเวอร์ 'ลาลามูฟ' นัดหยุดงานปิดระบบไม่รับงานเป็นเวลา 1 วัน พร้อมรวมตัวแสดงพลังเรียกร้องค่ารอบที่เป็นธรรม ไม่ต่ำกว่าต้นทุนการดำรงชีพ โดยได้เข้าร่วมประชุมนำเสนอผลการศึกษาแนวทางกำหนดค่าตอบแทนสำหรับผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและหารือเรื่องการกำหนดค่ารอบ ซึ่งมี ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE เป็นประธานการประชุม โดยสรุปแล้วยังไม่มีข้อสรุปในการเพิ่มค่ารอบ เนื่องจากทางบริษัทฯ ไม่ได้นำเสนอข้อมูลตัวเลขต้นทุนและไม่ได้ทำผิดกฎหมายใด ขณะที่ รมว.กระทรวง DE ชี้แจงว่า ปัจจุบันไม่มีกฎหมายใดที่สามารถบังคับบริษัทให้เพิ่มค่ารอบแก่ไรเดอร์ได้ ด้านตัวแทน สส.พรรคประชาชนเตรียมเดินหน้าผลักดันออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มต่อไป


การประชุมครั้งนี้มี “ไหม” ธนพร วิจันทร์ และ เซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน เข้าร่วมรับฟังประชุมด้วย ภายหลังจบการประชุม ธนพรให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จากการพูดคุยรอบที่แล้ว ได้ให้ทั้งฝั่งบริษัทลาลามูฟและไรเดอร์-ไดรเวอร์ไปทำข้อมูลมาว่ามีต้นทุนอะไรบ้าง ซึ่งในวันนี้ฝั่งไรเดอร์มีการนำเสนอข้อมูล แต่สิ่งที่น่าผิดหวังคือ ทางบริษัทลาลามูฟไม่ได้ทำข้อมูลมาเป็นตัวเลข และได้รับการชี้แจงว่าตอนนี้ไม่มีกฎหมายใดที่สามารถบังคับบริษัทได้ ส่วน ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรี ก็ชี้แจงว่าเขาไม่มีอำนาจไปบังคับบริษัทลาลามูฟที่จะเพิ่มค่ารอบให้ได้


ธนพรกล่าวต่อว่า นี่คือความอ่อนด้อยของประเทศไทยไม่มีกฎหมายคุ้มครองไรเดอร์แพลตฟอร์ม ก็ไม่มีกฎหมายคุ้มครองแพลตฟอร์ม เห็นได้ชัดจากที่รัฐมนตรีกล่าวในวันนี้ว่า รัฐไม่สามารถทำอะไรนายจ้างได้ เนื่องจากบริษัทลาลามูฟก็ไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้มีกฎหมายใดมารองรับ ทั้งนี้ รัฐมนตรีได้ระบุว่าถ้าจะมีการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับทุกแพลตฟอร์ม ก็จะต้องมีการพูดคุยกันกับทุกแพลตฟอร์มต่อไป


"ถ้ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงดีอีมีความจริงใจ คุณต้องเร่ง คุณต้องรีบ รีบของคุณคือรีบชาตินี้ ไม่ใช่ชาติหน้า หากกระทรวงดีอีไม่สามารถจัดการปัญหาค่ารอบได้ นายไชยชนกก็ไม่ควรจะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดีอี" ธนพรกล่าว


ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทไม่ได้ทำผิดกฎหมายจริง แต่ไรเดอร์ถูกบริษัทกดค่ารอบ เราก็ต้องไปดำเนินการผลักดันออกกฎหมายแรงงานแพลตฟอร์ม แต่วันนี้รู้สึกผิดหวังกับบริษัท และสุดท้ายอยู่ที่กระบวนการรวมตัวและการต่อสู้ของพี่น้องแพลตฟอร์ม ในการประชุมครั้งที่แล้วเขาบอกว่า ถ้าบริษัทแพลตฟอร์มไม่มีแรงงานมาทำงานให้ พวกเขาก็อยู่ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจ และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องแรงงานแพลตฟอร์ม


การประชุมดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กลุ่มไรเดอร์และไดรเวอร์ ‘ลาลามูฟ’ ได้ยื่นหนังสือถึง บริษัท ลาลามูฟ อีซีแวน (ประเทศไทย) จำกัด ขอให้มีมาตรการเพิ่มค่ารอบคิดตามระยะทาง “กิโลเมตร” ให้กับไรเดอร์และไดรเวอร์ จากเดิมที่บางงานราคาค่ารอบลดลงมาต่ำสุดอยู่ที่กิโลเมตรละ 2.50 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนที่ไรเดอร์ต้องแบกรับ ทำให้ประสบปัญหาและกระทบต่อการดำรงชีพ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #แรงงานแพลตฟอร์ม #สหภาพไรเดอร์ #ลาลามูฟ #Lalamove