‘ภัทรพงษ์’ ซัดงบภัยพิบัติ 2570 ล้มเหลว ปล่อยคนไทยอยู่กับฝุ่นพิษ-น้ำพิษ-สารพิษ ชี้ ‘ไม่พูด ไม่ทำ’ ไร้คำตอบแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่ง ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายถึงงบประมาณเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติในปีนี้
ภัทรพงษ์ระบุว่า ที่ผ่านมาวิกฤตภัยพิบัติจำนวนมากเป็นปัญหาที่รัฐบาลเลือกที่จะไม่พูดถึง ทำเหมือนว่าไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้น ปล่อยให้ปัญหารุนแรงก่อนแล้วค่อยพูดให้สังคมเห็นใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ทำอยู่ดี และสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในการจัดทำงบประมาณปี 2570
“พูดแล้วทำ คือคำพูดที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้มาตลอด แต่วันนี้จากเล่มงบประมาณทั้งหมด และสิ่งที่เพื่อนๆ ของผมได้พิสูจน์ไปแล้วว่า คำว่า ‘ทำ’ ช่างห่างจากสิ่งที่รัฐบาลได้เคยพูดไว้เหลือเกิน”
เริ่มจากปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมการและเตรียมงบประมาณอะไรไว้เลยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา งบประมาณจัดการฝุ่นปีนี้ก็ถูกตัดแทบไม่เหลือ งบประมาณท้องถิ่นในการจัดการไฟป่าที่ขอไปมากกว่า 1,500 ล้านบาทได้มาเพียง 341 ล้านบาท จนท้องถิ่นมากกว่า 1,000 แห่งไม่มีงบประมาณในการจัดการไฟป่าร่วมกับชุมชน
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน งบประมาณในการสนับสนุนเกษตรกรให้ไม่เผาไร่นา ไร่อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็ได้เพียงแค่ 261 ล้านบาท ทั้งที่พื้นที่เผาไหม้ภาคเกษตรปีต่อปีอยู่ที่ 10 ล้านไร่ เท่ากับรัฐบาลจัดงบประมาณให้แค่ 26 บาทต่อไร่ งบประมาณสนับสนุนไม่มีแล้วยังมีการเบี้ยวหนี้ ชาวสวนไร่อ้อยปีที่แล้วยังไม่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาในเรื่องของการตัดอ้อยสด แล้วยังตั้งงบประมาณทำระบบติดตามพื้นที่เผาไหม้อีก 42 ล้านบาท ทั้งที่ GISTDA ทำอยู่แล้ว
งบประมาณจัดการฝุ่นในเขตกรุงเทพและปริมณฑลก็ยังไม่เห็นเหมือนเดิม การจัดงบประมาณเป็นไปแบบไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะกับปัญหาซูเปอร์เอลนีโญ่ ที่จะเริ่มเข้ามาในช่วงปลายปี 2569 และทำให้ประเทศไทยในต้นปี 2570 มีความเสี่ยงมากที่จะเจอ PM 2.5 หนักมากกว่าทุกปี
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน ครึ่งล่างของประเทศก็ต้องเจอกับปัญหาปลาหมอคางดำ กระทรวงเกษตรฯ เพิ่งมาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อเดือนที่แล้ว ว่าไม่มีพื้นที่ไหนในประเทศไทยที่มีปลาหมอคางดำมากกว่า 100 ตัวใน 100 ตารางเมตร ทั้งที่ไม่จริง งบประมาณปี 2569 ทั้งปีกับปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้มีแค่ 1.3 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียว
“ผมขอถามรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรตอบให้ประชาชนวันนี้ จะเอาเงินที่ไหนไปจัดการกับปัญหาที่มันใหญ่ขนาดนี้ งบฉุกเฉินก็ไม่ใช้ งบเยียวยาก็ไม่ทำ แล้วถ้าจะอ้างว่างบเยียวยาเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ ท่านกล้าใช้มาตรา 157 กับผู้ว่าฯ หรือเปล่า ที่ตอนนี้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่จนทำให้ชาวประมงรับผลกระทบเต็มๆ โดยไม่มีเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว แล้วกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ พูดในวุฒิสภา ว่าขอเวลา 7 วัน ในการสืบค้นหาต้นตอของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ นี่จะ 70 วันแล้ว รู้หรือยังว่านายทุนคนไหนเป็นต้นตอของปลาหมอคางดำ”
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่เป็นวิกฤติมากที่สุดตอนนี้ก็คือปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลไม่พูดถึง ไม่ทำ ไม่สนใจ ละเลยจนปัญหาลุกลาม แต่งบประมาณไม่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา
“ปัญหานี้เกิดขึ้นที่น้ำกก น้ำสาย น้ำรวก แล้วก็น้ำโขงในพื้นที่ภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทยที่ไหลจากประเทศเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย แล้วก็รับน้ำกก น้ำสาย น้ำรวก เข้าไปสู่ประเทศลาวผ่านน้ำโขง และกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง ที่จังหวัดเลยในฝั่งอีสาน แล้วก็น้ำโขงฝั่งอีสานที่มีความเสี่ยงจากเหมืองต้นน้ำในฝั่งลาวที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน แล้วไม่ใช่แค่น้ำโขง น้ำสาละวินที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เจอผลกระทบนี้ ลงไปที่ภาคใต้ น้ำกระบุรีที่จังหวัดระนองก็เจอเช่นกัน”
ภัทรพงษ์ระบุว่า ที่มาของปัญหาคือเหมืองต้นน้ำที่เป็นพิษ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อมภาพถ่ายทางดาวเทียมระบุชัดเจน ว่าไม่ใช่สารเคมีเกษตร ไม่ใช่สารโลหะหนักที่มีอยู่ในชั้นดินธรรมชาติด้วย แทบทุกลำน้ำข้างต้นมีสารหนูเกินมาตรฐานหลายเท่า ตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัยในแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ตรวจพบตะกั่วเกินมาตรฐานในเนื้อปลาที่จังหวัดเลย เจอค่าความขุ่นที่เข้าขั้นรุนแรงวิกฤตในน้ำกระบุรี
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กรมที่น่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้มากที่สุดคือกรมควบคุมมลพิษ ของบประมาณไปแค่ 145 ล้านบาท และได้งบประมาณมาแค่ 50 ล้านบาท เป็นเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7 สถานี สถานีละ 7 ล้านบาท แต่ไม่มีงบประมาณในการบำบัดแม้แต่บาทเดียว ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคได้รับงบประมาณ 2,000 ล้านบาทในการย้ายสถานีผลิตน้ำจากน้ำกกไปเป็นน้ำลาวที่ไม่ปนเปื้อนแทน แม้จะเป็นงบประมาณที่ดีมากแต่ก็จัดการปัญหาได้แค่ที่น้ำกกที่เดียว และยังไม่รวมกับประปาหมู่บ้าน ที่รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เคยไปสัญญากับชาวบ้านว่าดำเนินการให้ แต่ไม่มีแม้กระทั่งคำของบประมาณจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
ในส่วนของตะกอนดินที่เป็นพิษและมีความอันตรายกว่าน้ำที่เป็นพิษอย่างมาก มาตรฐานสารหนูในตะกอนดินอยู่ที่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ในน้ำกกพุ่งขึ้นถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือมากกว่ามาตรฐาน 5 เท่า น้ำสายน้ำรวกมากกว่า 3 เท่า น้ำสาละวินมากกว่า 6 เท่า น้ำโขงอีสานมากกว่า 2 เท่า และที่หนักที่สุดคือน้ำโขงทางภาคเหนือมากกว่า 30 เท่า กุ้งหอยปูปลาสัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่กับดินเหล่านี้ ประชาชนคนไทยก็กินเข้าไปต่อ
“ดินในพื้นที่ปลูกเกษตรก็เป็นพิษเหมือนกัน มีผลตรวจออกมาชัดเจนจากกรมพัฒนาที่ดิน ผลตรวจดินในแปลงเกษตรพบว่ามีค่าสารหนูมากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่าค่ามาตรฐานที่กระทรวงทรัพย์กำหนดให้กับดินในพื้นที่เพาะปลูกเกษตรมากกว่า 5 เท่า แต่ที่แปลกกว่านั้นคือประชาชนไม่รู้อะไรเลย แล้วรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการอะไรไปรองรับ ทุกวันนี้พื้นที่นั้นยังปลูกข้าวกันอยู่”
นอกจากนี้ยังตรวจพบสารหนูและแคดเมียมเกินมาตรฐานในกะหล่ำดอก ผักปลอดสารตอนนี้ปนเปื้อนสารพิษจากเหมือง ปลาในจังหวัดเลยมีค่าตะกั่วและสารหนูเกินมาตรฐานปลอดภัย ข้าว 200,000 ไร่ที่ใช้น้ำกก น้ำสาย น้ำรวกในการเพาะปลูกและกำลังรอการออกผลผลิตอยู่ตอนนี้ก็เช่นกัน
ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ควรต้องมีงบประมาณมาจัดการในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จากพืชที่ไวต่อสารโลหะหนักเป็นพืชชนิดอื่นแทน หน่วยงานยังบอกเองว่าถ้าดินมีสารหนูเยอะขนาดนี้ต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำและเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น มีคำขอจากกระทรวงเกษตรฯ ไปแค่ 45 ล้านบาท แต่ไม่มีการจัดสรรให้แม้แต่บาทเดียว และถ้าจะบอกว่าสามารถใช้งบประมาณปกติมาทำได้ งบประมาณส่วนนี้ก็มีน้อยมาก ทำได้แค่การตรวจตามรอบพอเป็นพิธีเท่านั้น
“ปัญหาใหญ่ขนาดนี้เราเชื่อว่ามันต้องมีงบประมาณ มาจัดการในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร จากพืชที่มันไวต่อสารโลหะหนัก อย่างพวกข้าว พวกพริก เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนใช่ไหม หน่วยงานก็บอกเองว่า ถ้าดินมีสารหนูเยอะขนาดนี้ ต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำ ต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่กินไม่ได้ แต่งบประมาณเป็นอย่างไร มีคำขอจากกระทรวงเกษตรทั้งกระทรวงไปแค่ 45 ล้านบาท ได้เท่าไหร่ครับ…ศูนย์ ไม่เห็นงบประมาณในเล่มงบประมาณเหล่านี้เลย”
ขณะเดียวกัน ตัวเลขจากกรมศุลกากรในปี 2567 แร่ที่ประเทศไทยนำเข้ามามากที่สุดคือแร่พลวง ที่มีการเพิ่มการนำเข้าเป็นจำนวนมากในปี 2567 อยู่ที่ 40,000 ตัน มูลค่า 2,800 ล้านบาท และเป็นปีเดียวกันกับที่ประชาชนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำและโคลนของแม่น้ำในพื้นที่ อีกทั้งในช่วงปี 2568 มีการนำเข้าแร่พลวงเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าถึง 6,000 ล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศเดียวคือเมียนมา
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าที่สำคัญคือการนำเข้านี้เป็นแค่การนำเข้าในฐานะประเทศทางผ่าน เกินครึ่งถูกส่งต่อไปที่จีน ส่วนหนึ่งส่งกลับไปเมียนมา และอีกส่วนหนึ่งส่งไปที่เวียดนาม ประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่านฟอกแร่โดยที่ไม่มีกฎหมายอะไรที่จะไปตรวจตรวจสอบได้ว่าแร่ที่นำเข้ามาทำให้แม่น้ำเป็นพิษหรือไม่ นี่คือแร่พลวงชนิดเดียว ยังไม่ต้องพูดถึงแร่ทองคำและแรร์เอิร์ธที่มีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน ใน 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนเหมืองเพิ่มขึ้นถึง 500 เหมือง ซึ่งถ้าไม่มีการบำบัดสารพิษก็จะลงมาที่ประเทศไทยเต็ม ๆ
อีกประเทศที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือประเทศจีน ซึ่งเคยทำทั้งเหมืองแร่ Rare Earth และแร่พลวง แต่ปัจจุบันยุติทุกกิจกรรมแล้วเพราะมันทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชีวิตของประชาชนจีน แต่ก็บังเอิญว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหมืองในเมียนมาและลาวเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่วงเดียวกับที่ประเทศไทยเริ่มนำเข้าแร่มาฟอกแล้วส่งต่อไปจีนมากขึ้น แล้วยังบังเอิญตรงกับช่วงเวลาที่สารพิษในแม่น้ำประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
“เราต้องจัดการกับห่วงโซ่ของแร่ในประเทศ ด้วยการออกกฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานโดยใช้กฎกระทรวง จาก พ.ร.บ.แร่ ของกระทรวงอุตสาหกรรม และก็ พ.ร.บ.นำเข้าส่งออก ของกระทรวงพาณิชย์ ให้ผู้นำเข้าต้องระบุชัดเจนเลยว่าแร่ที่นำเข้ามามันมาจากเหมืองที่ไหน เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แล้วก็ให้ระบุลงไปอีก ว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ทุกอย่างที่อยู่ในประเทศไทย คุณส่งไปให้บริษัทไหนต่อ ใครเป็นคนแต่งแร่ แล้วสุดท้ายบริษัทอะไรเป็นคนส่งออกไปที่ไหน”
สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการจัดการต้นตอ ที่การเจรจาระหว่างประเทศ ต้องตั้งวาระนี้เป็นการเจรจาพหุภาคีในระดับรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรีของ 4 ประเทศเป็นอย่างน้อย คือ เมียนมา ไทย ลาว และจีน เพื่อให้กำหนดมาตรฐานในการตรวจน้ำ การตรวจเหมืองที่ต้นน้ำ มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งระบบบำบัดที่เหมืองต้นน้ำ รวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานของแร่ในกลุ่มประเทศนี้
ภัทรพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า แม้ปัญหานี้ประเทศไทยไม่ได้ก่อแต่เรารับกรรม เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นตัวหลักในการเจรจาในเรื่องนี้ การต่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยตกต่ำมานานมากเกินไปแล้ว แม้ในร่างงบประมาณรายจ่ายจะไม่ได้เห็นแผนงานอย่างละเอียดตรงนี้ เพราะอยู่ในงบดำเนินการปกติของแต่ละหน่วยงานอยู่แล้ว แต่รัฐบาลควรต้องจริงจังเสียที รอต่อไปไม่ได้แล้วเพราะปัญหาจะยิ่งลุกลามมากขึ้น
“เราต้องใช้งบประมาณจัดการกับปัญหาภายในประเทศที่เราไม่ได้เป็นคนก่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีทางออกหลายทางแต่เราไม่เอาสักทาง เราคุยกับเมียนมาประเทศเดียวไปแค่ครั้งเดียว แล้วไม่มีอะไรคืบหน้าอีกเลย ขนาดจีนออกมาแถลงว่าแม่น้ำในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปลอดภัย รัฐบาลยังไม่กล้าชี้แจงข้อเท็จจริงแถลงแย้งอะไรเลย รัฐบาลไทยกำลังกลัวจีนมากกว่ากลัวประชาชนคนไทยต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของเขา” ภัทรพงษ์กล่าว
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า ประชาชนต้องอยู่กับรัฐบาลที่ไม่พูดและไม่ทำ จนสะท้อนออกมาในเล่มงบประมาณนี้ สะท้อนถึงปัญหาการจัดการงบประมาณที่ไม่เป็นระบบ ไม่มีแบบแผน วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่แค่สาธารณภัย แต่มันคือความมั่นคงใหม่ ประเทศไทยไม่มีทางจัดสรรงบประมาณตามความเสี่ยงของภัยและความรุนแรงของภัยได้ ถ้าไม่มีแผนที่พื้นที่เสี่ยง
รัฐบาลต้องปฏิรูปการจัดทำงบประมาณใหม่ ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นเอลนีโญหรือลานีญ่า ประเทศไทยก็จะจัดงบประมาณภัยแล้งน้ำท่วมกันเหมือนเดิม จะยังคงเจอปัญหาฝุ่น PM 2.5 แม่น้ำเป็นพิษ ปลาหมอคางดำ ที่ปัญหารุนแรงแต่งบประมาณไม่เคยมี จะยังคงเจอปัญหาการทูตด้านสิ่งแวดล้อมที่ตกต่ำ ไม่จริงจัง ไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ แล้วปล่อยให้ประชาชนต้องสูดฝุ่นพิษ น้ำพิษ และสารพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อต่อไป
“ถ้าถามว่างบประมาณปี 2570 นี้รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ผมตอบได้เลยว่ารัฐบาลช่วยคนนอกประเทศ ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวยโดยไม่ได้คิดถึงคนไทย เจ้าของเงินภาษีที่ต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของพวกเขา” ภัทรพงษ์กล่าว
#UDDnews #UDDnews #พรรคประชาชน #ฝุ่นพิษ #PM25 #งบ70 #อภิปรายงบ70 #งบภัยพิบัติ2570