วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

นพ.เหวง โตจิราการ : การเมืองไทย หลังทักษิณ พ้นเรือนจำ แล้วสักวันชนชั้นนำอาจจะแพ้ภัยตัวเอง?


นพ.เหวง โตจิราการ : การเมืองไทย หลังทักษิณ พ้นเรือนจำ แล้วสักวันชนชั้นนำอาจจะแพ้ภัยตัวเอง?


รายการ MATItalk โดย มติชนสุดสัปดาห์ - MatichonWeekly

เผยแพร่เมื่อ 17 พ.ค. 69


คำถาม : การเมืองไทยหลังจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ออกจากเรือนจำ มันจะเป็นยังไง คนยังเดาทิศทางไม่ออก


นพ.เหวง โตจิราการ : เริ่มต้นต้องแสดงความยินดีกับท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ และครอบครัว ที่จะได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นหลังจากที่ผ่านมรสุมทางการเมืองมาอย่างยาวนาน แต่ผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับราชทัณฑ์ คือทำไมจะต้องติด EM เพราะปกติหลักการในการติด EM ก็คือกลัวคนที่ถูกควบคุมตัวหลบหนี ผมว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ เขาจะหลบหนีหรือ? เขาไม่หลบหนี เขาตั้งใจจะกลับมา ที่คุณไปคิดว่าเขาจะหลบหนีโดยการติด EM จึงไม่ถูก


กลับมาสู่การเมืองภายหลังจากอดีตนายกฯ ทักษิณ พ้นเรือนจำ คือหลายคนอาจจะคิดว่าท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ เขามีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ใช่ แต่หลังจากที่โดนกระหน่ำอย่างหนักจากมรสุมทางการเมืองเยอะแยะอย่างนี้ ผมคิดว่าหลังจากที่ท่านออกมาคงจะไม่เป็นอย่างนั้นแล้วล่ะครับ ข้อต่อมาก็คือสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คือขณะนี้กลุ่มสีน้ำเงินหรือพรรคภูมิใจไทยเขามีอำนาจเด็ดขาดอยู่ในมือ ขณะนี้เขาจัดตั้งรัฐบาลด้วยคะแนนเสียง 292 เสียง ตัวเขาเองมี 193 ส่วนเพื่อไทยมีแค่ 74 ฉะนั้นเพื่อไทยต้องทำตัวเป็นเด็กดี หืออือไม่ได้เลย


นอกจากนี้ทิศทางการเมืองของเพื่อไทยเองก็เห็นชัด ๆ ว่าคงไม่สามารถมีบทบาทอะไรออกมารุนแรงหรือออกมาสร้างกระแสได้ 1) คุณดูแคนดิเดตนายกฯ คุณเชน (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) เขาก็เป็นฝ่ายบุ๋นมากกว่าฝ่ายบู๊ ผมดูลีลาคุณเชนแล้วเขาคงตั้งอกตั้งใจในการสร้างงานในฐานะเป็นรัฐมนตรี อว. การที่จะไปสร้างประเด็นแหลมคมทางการเมือง ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันเขาคงต้องการที่จะมองยาวว่าเขาเตรียมตัวไปเป็นนายกรัฐมนตรี เขาต้องสร้างเครดินในตัวเขาให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะสร้างคะแนนนิยมให้พรรคเพื่อไทยมากขึ้น


แล้วมาดูคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่เห็นหัวหน้าพรรคตัวจริง ผมเชื่อว่าไม่มีพาวเวอร์ ผมเชื่อของผมนะเพราะผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย มีผู้หลักผู้ใหญ่อีกเยอะแยะ มีผู้นำทางจิตวิญญาณ มีผู้นำทางยุทธศาสตร์อีกมากมาย นอกจากนี้คุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเองมีตั้ง 193 เสียง ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นคุณทักษิณจะผลักดันผ่านอะไร? ที่ผ่านมาคือเขาผลักดันผ่านพรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันนั้นมีคะแนนเสียงมาก เป็นรองเฉพาะพรรคก้าวไกลเท่านั้นเอง ตอนนั้นเพื่อไทย 141 ก้าวไกล 151 เพราะฉะนั้นเขาพูดเสียงดัง เขาเลยไปจัดตั้งรัฐบาล เขามีคะแนนเสียงมากกว่าอนุทินเยอะแยะ ตอนนั้นเขาสามารถที่จะกดดันคุณอนุทินได้และปฏิบัติกับคุณอนุทินราวกับผู้ใหญ่กับเด็ก แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ตรงข้ามกันเลย คือพรรคภูมิใจไทยกับคุณอนุทินปฏิบัติกับพรรคเพื่อไทยหรือกับคุณเชนแบบผู้ใหญ่กับเด็กเลย เพราะอำนาจอยู่ในมือเขาเยอะแยะ ถ้าหากพรรคเพื่อไทยไม่พอใจอะไร พรรคภูมิใจไทยสามารถที่จะดำเนินการกับพรรคเพื่อไทยง่าย ๆ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ เขี่ยออกอย่างง่าย ๆ


แล้วอย่าลืมว่าคุณทักษิณได้สร้างแผลกับคุณอนุทินไว้เยอะในสมัยที่คุณอุ๊งอิ๊งเป็นนายกฯ หรือไม่ก็ในสมัยที่คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ คุณทักษิณเขาพูดในลักษณะที่ไม่ให้เกียรติคุณอนุทินเลยว่าไม่ได้สร้างผลงาน หรือไม่ก็สร้างผลงานให้ตัวเอง มัวแต่รำอยู่อย่างนั้นไม่สร้างผลงานอะไรเลย ตอนหลัง ๆ ดูเหมือนจะเอ่ยปากขับออกนะ ผมถึงเห็นว่าการตัดสินใจของ “ส้ม” ผิด ในการที่เสนอ MOA ให้อนุทินมาเป็นนายกรัฐมนตรี


ดูแล้วคุณทักษิณจะไม่มีบทบาทในการที่จะไปสร้างความกระเพื่อมทางการเมืองอะไรมากมายเท่าไร และผมคิดว่าคุณทักษิณก็คงระมัดระวังตัวแล้ว เพราะว่าเขาถูกจับตาดู ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่พอใจคุณทักษิณก็เยอะแยะไปหมด ขณะนี้อำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยแทบจะไม่มีเลย สมมุติถ้าพรรคเพื่อไทยกระด้างกระเดื่อง เขาเขี่ยออกง่าย ๆ เลย เขาจะเอาประชาธิปัตย์มาก็ได้ เอากล้าธรรมมาก็ได้ มีตั้ง 58 เสียง อย่างนี้ไม่ได้เสียหายอะไรเพราะเขามีตั้ง 193 เสียงอยู่แล้ว ขาดอีกไม่กี่เสียงเขาก็เป็นคะแนนเสียงข้างมาก ผมว่าไม่เกิดการกระเพื่อมทางการเมืองอะไรเลย


คำถาม : คุณหมอมองการเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ ทักษิณ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?


นพ.เหวง โตจิราการ : นี่เป็นความเห็นส่วนตัว ผมไม่บังอาจตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์มาสอนคุณทักษิณ/พรรคเพื่อไทยแต่อย่างไร ผมมองจากมุมมองส่วนตัวของผม คือคุณทักษิณมีคนรักก็เยอะเพราะคุณทักษิณเป็นคนมีความสามารถหลาย ๆ อย่าง แต่ความสามารถเขาจริง ๆ เลยเป็นความสามารถทางธุรกิจทางเศรษฐกิจมากกว่า ความสามารถทางการเมืองสำหรับผม คุณทักษิณไม่ค่อยมี อาจจะติดลบด้วยซ้ำไป เขามีทั้งมิตรที่สนับสนุนเขา เชิดชูชื่นชมเขา ขณะเดียวกันเขาก็มีศัตรูนะครับ “มิตร” ผมก็ไม่รู้ว่ามากน้อยแค่ไหน อาจจะมากก็ได้ ก็พยายามตีขลุมว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดเป็นของเขา ขณะนี้ไม่ใช่แล้ว ผมคิดว่าเขามีศัตรูมากกว่า


และที่สำคัญบทบาทระหว่างมิตรกับศัตรูที่มีต่อคุณทักษิณ คือศัตรูของคุณทักษิณเขามองคุณทักษิณแบบจงเกลียดจงชัง เกลียดเข้ากระดูกดำ คุณทักษิณทำอะไรเขาจะหาเรื่องตลอด ก็ดูซิตอนคุณทักษิณทำ Tony’s Clubhouse CARE Talk ใช้ชื่อ Tony Woodsome เกือบจะทุกอาทิตย์เลยนะ ตอนนั้นคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความรู้สึกว่าเป็นประโยชน์ต่อพรรค เป็นประโยชน์ต่อคุณทักษิณ แต่หารู้ไม่ว่านั้นคือสร้างความเกลียดชังให้กับคนกลุ่มหนึ่งอย่างมากมาย และเปิดช่องโหว่อย่างมากมาย ตอนหลัง ๆ คนที่เป็นศัตรูของคุณทักษิณรับไม่ได้ เขาเลยพยายามเล่นงานมาเป็นลำดับ ๆ ในที่สุดก็เกิดเรื่องชั้น 14 ขึ้น ก็คุณทักษิณสร้างเงื่อนไขขึ้นเอง ซึ่งอันนี้เกิดขึ้นจากการดีลหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้


ถ้าคุณทักษิณตั้งใจจะกลับมาจริง ๆ นะ แล้วก็มารับสารภาพผิด ก็เข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งแต่ต้นเลยซิครับ สมมุติถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ แต่กลับกลายเป็นมีเงื่อนไขของชั้น 14 ซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้นะ มันก็เลยกลายเป็นกระทบชิ่งมา ในที่สุดก็จำเป็นต้องกลับเข้ามาอยู่ในคลองเปรม มันเป็นเรื่องที่คุณทักษิณเขาทำตัวเขาเองทั้งนั้นแหละ ผมคิดว่าคุณทักษิณคงจะต้องได้ทบทวนตัวเอง ระมัดระวังตัวให้มากขึ้น ผมคิดของผมเองนะคือการเมืองไทยมันไม่มีเหตุบังเอิญ และไม่เฉพาะการเมืองไทยอย่างเดียว การเมืองทั้งโลกไม่มีเหตุบังเอิญ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าปาฎิหาริย์


ย้อนกลับไปในสมัยรัฐประหาร 2549 ก่อนที่คุณทักษิณจะไปปราศรัยที่สหประชาชาติ มีคนเขาบอกคุณทักษิณเยอะแยะไปหมดว่าจะมีการยึดอำนาจรัฐประหาร คุณทักษิณจะเชื่อหรือไม่เชื่อผมก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่ทราบมา เขามีการเตรียมการในหน่วยทหารต่าง ๆ ที่เขามั่นใจว่าเป็นเพื่อนของเขา และเขาคิดว่าสามารถที่จะป้องกันและต่อต้านรัฐประหารได้ เขาก็เลยไปด้วยความวางใจ พอเขาไปก็มีการยึดอำนาจ สิ่งที่วางไว้ทั้งหมดมันเหลวหมดเลย


ผมก็เลยเข้าใจว่าสิ่งที่เขาไปพูดกับคนต่าง ๆ ไว้ได้ถูกวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว และบรรดาคนที่เขาไปพูดด้วยน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายอำนาจฝ่ายตรงข้ามในการที่จะโค่นเขา ทุกอย่างมันเป็นการวางแผนทั้งหมด รวมทั้งเรื่องที่กลับเข้ามาครั้งนี้ ผมก็ไม่รู้นะเพียงแต่ผมดูจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ มีการไปพบปะที่ลังกาวี โดยบุคคลสำคัญ ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าคุณทักษิณหรือเปล่า แต่ผมเดาว่าคุณทักษิณต้องอยู่ด้วย หรือไม่ต้องมีส่วนร่วมในนั้นด้วย ก็เลยตกลงในเรื่องการกลับมาและตกลงในเรื่องการที่จะมารับสารภาพผิดแล้วก็เข้าไปในเรือนจำ แล้วก็มีข้อตกลงเรื่องชั้น 14 หรือเปล่าไม่รู้ แล้วตรงนี้มันพัวพันไปถึงเรื่องข้อตกลงเรื่องข้ามขั้ว ตระบัดสัตย์ด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้


เพราะฉะนั้น คุณทักษิณต้องเรียนรู้ไว้ว่าการไปตกลงกับสิ่งที่เรียกว่า “รัฐพันลึก” ต้องระมัดระวัง เพราะรัฐพันลึกเขาพร้อมที่จะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ผมไม่ใช้คำว่าทรยศหักหลังนะ คือเขาเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ของเขา เพราะต่างฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ของตัวเอง รัฐพันลึกคิดว่าถ้าทำแบบนี้มันจะเสียผลประโยชน์ของเขา เขาก็ไม่ทำเลย ทั้ง ๆ ที่ตกลงกันไว้แล้ว ถ้าภาษาชาวบ้านเขาเรียน “ทรยศหักหลัง” คุณทักษิณต้องเรียนรู้จากสิ่งนี้ว่า “รัฐพันลึก” พร้อมที่จะปฏิเสธข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝั่งเขา หรือทำประโยชน์ให้ฝั่งเขามากกว่าที่เคยได้รับปากไว้


แล้วตอนเขากลับมาใหม่ ๆ ดูเหมือนเขาพูดแบบมั่นใจเลยนะว่าสงกรานต์ “ยิ่งลักษณ์” จะได้มาเล่นน้ำสงกรานต์ที่เชียงใหม่ ผมตกใจเลย คุณพูดได้ยังไง? เพียงแค่พูดอย่างนี้มันก็ทำให้คนทั้งประเทศคิดลึกไปกว่านั้นว่า คุณพูดอย่างนี้แปลว่าคุณได้มีข้อตกลงบางอย่างกับใครหรือเปล่า เพื่อจะให้คุณยิ่งลักษณ์กลับมา คุณทักษิณควรจะต้องเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตของตัวเองตั้งแต่ในสมัยรัฐประหาร 2549 เลย จนมาถึงปัจจุบันว่าอะไรต่าง ๆ ที่ไปตกลงหรือไปเจรจากับใครต่อใครไว้ สุดท้ายผลลัพธ์มันออกมาอย่างไร เพราะหากว่าผลประโยชน์เกิดเปลี่ยนไป ข้อตกลงนั้นก็จะเปลี่ยนไปทันที แล้วชะตากรรมก็จะเกิดขึ้นกับคุณทักษิณ เมื่อเป็นอย่างนี้คุณทักษิณก็ต้องประเมินตัวเอง


สำหรับผม เท่าที่ผมดูในฐานะที่เป็นบุคคลภายนอก ตั้งแต่เขาจัด Clubhouse อะไรต่าง ๆ แล้วไปมี Talk Show กับหนังสือพิมพ์ The Nation 2 ครั้ง หลายคนอาจจะประเมินว่าเป็นประโยชน์ แต่ผมดูแล้วจะเป็นโทษกับคุณทักษิณมากกว่า เพราะมันสร้างประเด็น ทำให้คนต่อต้านและคิดในแง่ร้ายว่าคุณทักษิณจะขึ้นมาสร้างบารมีขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่า เพราะฉะนั้นคุณทักษิณจะต้องคิดให้หนักก่อนที่จะมีบทบาทอะไร ผมไม่กล้าไปบอกว่าให้ลดบทบาท หรือควรจะเจียมเนื้อเจียมตัว ผมไม่กล้าพูดอย่างนั้น แต่ขอให้คุณทักษิณคิดให้ดี ๆ และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่าคิดเริ่มต้นจากผลประโยชน์ของพรรคเพื่อไทยหรือของตัวคุณทักษิณเอง และคิดให้ลึกไปกว่านั้นก็คือว่า คนที่สนทนาด้วย หรือต่อรองด้วย หรือคนที่ดำเนินการด้วย เขาก็มีพลังนะ เขาก็มีผลประโยชน์ของเขานะ แล้วเขาพร้อมที่พลิกกลับได้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเขา


คำถาม : คุณทักษิณ ควรจะวางมือเลยไหม?


นพ.เหวง โตจิราการ : คุณทักษิณเป็นคนที่มีความสามารถทางเศรษฐกิจสูงมาก เท่าที่ผมติดตามคุณทักษิณตั้งแต่ทำงานการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าความสามารถในทางการเมืองของคุณทักษิณไม่ได้ สู้กับพวกเขี้ยว ๆ ไม่ได้เลย ผลึกทางสมอง ความสามารถทางสมองมันยังใช้ได้และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมืองได้ คุณทักษิณสามารถที่จะให้คำแนะนำได้อยู่ฉากหลัง คุณอย่าไปปรากฏตัวเลย เป็นกุนซืออยู่เบื้องหลังดีกว่า เผื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้นำเอาผลึกทางความคิดของคุณทักษิณที่เป็นประโยชน์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้บ้าง ผมคิดว่าควรจะเป็นอย่างนี้ อย่างที่หลาย ๆ คนพูด ผมไม่ได้สรุปอย่างนี้นะว่าคุณทักษิณเป็นคนที่อยู่นิ่งไม่ได้ ถ้าคุณอยู่นิ่งไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่อย่ามีบทบาทหน้าฉาก มันเสียหายถึงตัวคุณเองมากกว่าที่คุณจะมีบทบาทอยู่หลังฉาก นี่เป็นความเห็นส่วนตัวผมนะครับ


คำถาม : คดีของคุณทักษิณ คดี 112 ดูเหมือนจะรอดไปแล้ว แต่อยู่ดี ๆ ก็มีการอุทธรณ์ขึ้น เป็นเหมือนชนักปักหลัง คุณหมอมองการวาง strategy อย่างไร?


นพ.เหวง โตจิราการ : เราจะมีประเด็นหนึ่งซึ่งคุยถึงเรื่องชนชั้นนำ นี่คือความสามารถของชนชั้นนำ คือเขาสร้างประเด็น หรือข้อต่อรอง หรือตัวประกัน คุณทักษิณยังอยู่ในฐานะที่เป็นตัวประกันอีกหลายเรื่อง ไม่ง่าย 112 จะออกมายังไงก็ไม่ทราบ และยังมีเรื่องน้องสาวคือคุณยิ่งลักษณ์ซึ่งไม่ควรจะต้องออกไปเลยนะครับ แต่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยก็เป็นอย่างนี้ เพราะว่าฝ่ายขวา ฝ่ายอำนาจนิยม ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีอำนาจมากกว่า และมีความสามารถในการดำเนินการทางการเมืองและทางการทหารมากกว่า ขณะนี้จะเรียกว่าชนักปักหลังก็ไม่ถูก เพราะว่าคำว่าชนักปักหลังมันให้ภาพที่ไม่ดี เอาเป็นว่าคุณทักษิณยังเป็นตัวประกันอย่างน้อยก็ 2 เรื่อง 112 เรื่องหนึ่งและเรื่องน้องสาวอีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าหนัก!!! คุณจะขยับตัวอะไรเขาก็สามารถที่จะกระตุกอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณลำบากหรือเจ็บตัวได้


คำถาม : ถ้าย้อนกลับไป นักวิชาการหลายคนมองว่าไม่ควรแต่งตั้งโดยชุดทำงานของคณะรัฐประหารเข้ามา (คตส.) หรือกระทั่งคุณยิ่งลักษณ์ก็โดนย้อนหลังจากคณะรัฐประหาร มันไม่ค่อยแฟร์เหมือนกันถ้าไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติ คุณหมอมองประเด็นตรงนี้อย่างไร?


นพ.เหวง โตจิราการ : ถูกต้องเลย เพราะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยบิ๊กบังเขาต้องการที่จะกวาดล้างพรรคไทยรักไทยให้สิ้นซากเลย เขาหาเรื่องทุกอย่าง ยุบพรรคด้วย ตัดสิทธิทางการเมืองด้วยดูเหมือนจะ 10 ปี นี่มันสะท้อนออกเลยว่าฝ่ายขวาหรือฝ่ายอนุรักษ์จารีตนิยมเขาจงใจเจตนาในการกวาดล้างพรรคการเมืองที่ก้าวหน้า ในวันนั้นมีคุณทักษิณปรากฏขึ้นมา ในวันนี้มันมีพรรคอนาคตใหม่ มีพรรคก้าวไกล มีพรรคประชาชนขึ้นมา ซึ่งเพื่อไทยจะเป็นเป้ารองแล้ว


แต่ขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ไว้วางใจทักษิณ เพราะเขาถือว่าทักษิณเป็นคนที่มีศักยภาพ เขาตั้ง คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ขึ้นมาเอาจนคุณทักษิณโงหัวไม่ขึ้นก็แล้วกัน ที่จริงโดยหลักนิติรัฐนิติธรรม ผิด!!! เพราะการตั้งเอาคนที่เป็นคู่กรณีหรือเป็นศัตรูหรือเป็นปฏิปักษ์ขึ้นมาเป็นคนตรวจสอบ คนตั้งเรื่อง คนส่งเรื่องต่อศาล มันผิด!!! แต่ว่าเมื่อเขายึดอำนาจมาแล้ว อำนาจอยู่ในมือเขา แล้วคุณจะทำยังไง? มีอย่างเดียวก็คือพยายามไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ถ้ามีการรัฐประหารขึ้นมาควรจะต้องมีทหารประชาธิปไตยกล้าที่จะต่อสู้กับคณะรัฐประหาร ในเมืองไทยผมก็เห็น “บิ๊กจิ๋ว” เท่านั้นในสมัยเปรม ในตอนนั้นพวก 1เมษา ยึดอำนาจรัฐประหาร พล.อ.เปรมท่านก็อาศัยบิ๊กจิ๋วในการต่อสู้กับคณะรัฐประหารจนชนะ ผมก็เห็นครั้งเดียว


คำถาม : ประโยคสั้น ๆ ที่คุณทักษิณบอกว่า จำอะไรไม่ได้แล้ว เป็นอัลไซเมอร์


นพ.เหวง โตจิราการ : นี่คือวิธีการตอบแบบนักการเมือง จริง ๆ เขาไม่ได้ลืมหรอกครับ ไม่จริง คือเขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยงในการที่จะตอบคำถาม เพราะถ้าเขาตอบอะไรบางอย่างที่มันเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง เรื่องต่าง ๆ มันก็จะพรั่งพรูมาเลย มันจะแตกบานปลายไปทันที ผมก็คิดว่าเขาจะรับมือในการตอบลำบาก ทางเดียวที่ดีที่สุดคือจำอะไรไม่ได้เลย จริง ๆ เขาไม่ได้จำอะไรไม่ได้ เขาจำได้ทุกอย่าง แล้วถ้าย้อนดูอดีตต้องเคารพคุณทักษิณอย่างหนึ่งคือเขาเป็นคนกล้าสู้และเขายืนหยัดในการสู้


คำถาม : แสดงว่าถ้าบนกระดานตอนนี้ ชนชั้นนำอันดับหนึ่งเลย เก่งมาก วางแผน เอาอยู่ทุกพรรค ทุกคน ทุกฝ่าย กดได้หมด


นพ.เหวง โตจิราการ : ครับ คือชนชั้นนำถ้าดูประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยเขาดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองมายาวนานตั้งแต่สมัยอาจารย์ปรีดี 2475 มาวันนี้ก็อีก 6 ปีก็จะครบ 100 ปีแล้ว จริง ๆ ชนชั้นนำฝั่งอนุรักษ์นิยมจารีตนิยมเขาเริ่มต้นมามีอำนาจในการบริหารประเทศตั้งแต่ 2490 รัฐประหารอาจารย์ปรีดี จนถึงปี 2569 คิดง่าย ๆ ปี 2570 คือประมาณ 80 ปีมาแล้ว เขามีบทเรียนทางการเมืองอุดมสมบูรณ์


ชนชั้นนำเขาใช้ทหาร ใช้การรัฐประหารเข้าสู่อำนาจทางการเมือง แต่ตอนหลัง ๆ เขาเริ่มเรียนรู้แล้วว่าการใช้อำนาจทางการทหารเข้ายึดอำนาจและเข้าสู่การกุมอำนาจรัฐทางการเมืองในประเทศไทย มันสร้างความเสียหายให้กับพวกเขามากกว่า เพราะประชาชนจะเกลียดชังและรุมประณาม ถ้าหากว่าเกลียดชังและรุมประณามไปเยอะ ๆ มันอาจจะเกิดกรณีแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินขึ้นก็ได้ เขาก็เลยฉลาดพอในการที่จะมาจัดการกับรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าปี 2549 เขาพยายามที่จะตรารัฐธรรมนูญ 2550 โดยให้พวกเขาร่างกันเอง


แต่ปรากฏว่าพอร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาแล้ว ยิ่งลักษณ์ยังกลับเข้ามาชนะการเลือกตั้งได้ 15.7 ล้านเสียง จริง ๆ ตรงนั้นถ้าฝ่ายขวาเขารู้เขาฉลาด ก็คือคนเขารับไม่ได้และความเคียดแค้นชิงชังรุนแรงมากในการที่รัฐใช้กองทัพฆ่าประชาชนสองมือเปล่า เขาก็เลยจงใจเทคะแนนเสียงให้กับยิ่งลักษณ์ วันนั้นใช้คำว่าคนเสื้อแดง 15.7 ล้านเทให้ยิ่งลักษณ์ จริง ๆ อาจจะมากกว่านี้เพราะจำนวนหนึ่งไม่ไปใช้สิทธิ เอาตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 16 ล้านเทให้ยิ่งลักษณ์ ก็เลยทำให้ฝ่ายชนชั้นนำเขาเห็นขึ้นมาทันทีว่ารัฐประหาร 2549 เสียของ!!!


ในที่สุดเขาก็เลยใช้วิธีการเล่นงานให้ยิ่งลักษณ์หลุดไป ก็เลยเกิด กปปส. เกิดการชุมนุมขึ้นมามากมาย สุดท้ายยิ่งลักษณ์ก็หลุดไปในกรณีของถวิล เปลี่ยนสี เมื่อเป็นอย่างนี้เขาก็เรียนรู้ทันทีว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันใช้ไม่ได้ คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็บอกว่ามันเป็นการรัฐประหารที่เสียของ ต้องรัฐประหารใหม่ และเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 เขาก็ทำรัฐประหารใหม่ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาเลย 2560 อาจารย์บวรศักดิ์ ร่างให้ฉบับแรก ไม่เอา! ต้องให้ มีชัย ฤชุพันธุ์ มาร่าง แล้วมีชัย ฤชุพันธุ์ พวก สว.แต่งตั้งของ คสช.เอง บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ร่างเพื่อพวกเรา


นี่ไงคือชนชั้นนำเขาฉลาดในการที่กุมอำนาจ เข้าสู่อำนาจ และบริหารจัดการอำนาจมากกว่าเก่า แทนที่จะใช้ปืนฆ่าคน เขาใช้รัฐธรรมนูญ ฉะนั้นในรัฐธรรมนูญคุณจะเห็นเลยว่า สว. มีอำนาจมากมายมหาศาล ชุดแรกก็คือแต่งตั้ง ชุดที่สองก็คือ สว.เลือกกันเอง ก็เลยเกิด สว.กลุ่มสีน้ำเงินขึ้นมา ผมเข้าใจว่าเขาคิดตรงนี้ไว้ องค์กรอิสระทั้งหลายแต่งตั้งโดย สว. คสช. แล้วองค์กรอิสระมาควบคุมการเมืองทั้งหมดเลย สมมุติถ้าพวกเขาไม่ได้เป็นรัฐบาล องค์กรอิสระก็จะเล่นงานพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาใช้รัฐธรรมนูญ ใช้องค์กรอิสระ ใช้ สส. สว.


หลัง ๆ สิ่งที่เขาเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เขาใช้กระบวนการยุติธรรม มีเรื่องอะไรก็ยื่นเรื่องฟ้อง กล่าวโทษ ขึ้นไปสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมมันอยู่ที่ชั้นต้นว่าจะตั้งเรื่องอย่างไร ชั้นต้นตั้งเรื่องขึ้นไป ชั้นบนถัด ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือศาล ท่านต้องพิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสำนวนนะ และสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าศาลในตอนที่มีการพิพากษาคดีคือการโต้แย้งกันระหว่างโจทก์และจำเลย ฉะนั้นจะไปตำหนิติเตียนศาลไม่ได้ มันอยู่ที่กระบวนการชั้นต้นและชั้นกลางว่าจะยื่นเรื่องยังไง


ฝ่ายขวา หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายชนชั้นนำเขาเรียนรู้แล้ว และขณะนี้ผมเข้าใจว่าเขากุมอำนาจเด็ดขาดทั้งหมดแล้ว รัฐธรรมนูญเป็นของเขา องค์กรอิสระทั้งหมดก็เป็นของเขา กระบวนการยุติธรรมก็เป็นของเขา ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งครั้งแรกเลือกบัตรใบเดียว ก็มีการนับคะแนนเสียงแบบปัดเศษ สุดท้ายคะแนนไม่ถึงแสนก็ได้เป็นสส.ขึ้นมา ตอนหลังเปลี่ยนมาเป็นบัตร 2 ใบ อำนาจทั้งหมดก็ยังอยู่ในมือเขา จะเรียกว่าชนชั้นนำเขาฉลาดในการที่จะกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว ขณะเดียวกันก็หาตัวแทนของเขาที่จะขึ้นมาดำเนินการทางการเมืองแทนพวกเขา ในวันนี้เขาเห็นแล้ว “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเขามีความภูมิใจมากที่จะเป็นตัวแทนของฝ่ายขวา เขาไม่ปฏิเสธเลยว่าเขาไม่ใช่ฝ่ายขวา


ในขณะนี้ชนชั้นนำกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งหมด เพียงแต่ว่าชนชั้นนำเวลาก้าวเดินทางการเมืองต้องไม่พลาดทางยุทธศาสตร์ ถ้าคุณพลาดทางยุทธศาสตร์มีปัญหาแน่ ผมดูแล้วขณะนี้มีหลาย ๆ อย่างกำลังจะเป็นความพลาดทางยุทธศาสตร์ เช่น 1. เรื่องไทยเทา-จีนเทา กำลังแล้ว เพราะมีส่วนพัวพันกับผู้มีอำนาจรัฐเยอะแยะไปหมด 2. เรื่องพลังงาน คุณเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติไปมอบให้กับทุนผูกขาด ค่าไฟฟ้าจะเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งของพวกนี้ แลนด์บริดจ์ ก็จะเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อีกอันหนึ่ง เรื่องพวกนี้เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ ซึ่งผมมีความเชื่อของผมว่าชนชั้นนำจะทำผิดพลาด


คำถาม : แม้จะกินรวบ กินหัว กินหาง แต่ก็จะแพ้ภัยตัวเอง


นพ.เหวง โตจิราการ : ใช่ คือความที่มีอำนาจ แทนที่จะทำประโยชน์ต่อประชาชน แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อได้อำนาจแล้วกลับแสวงหาอำนาจนั้นเพื่อความมั่งคั่งและผลประโยชน์กลุ่มพวกของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนผูกขาด แล้วไปคลุกคลีตีโมงหลอมรวมกับพวกไทยเทาทุนเทายิ่งอันตรายใหญ่เลยครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #ทักษิณ #ยิ่งลักษณ์ #พรรคเพื่อไทย


 

ณัฐพงษ์ชี้ ควรมองเหตุ “แยกอโศก-เพชรบุรี” ไปถึงเชิงระบบถือโอกาสแก้ใหญ่ ไม่ให้สูญเสียซ้ำรอย - ด้านศุภณัฐ ประธาน กมธ.คมนาคม นัด 20 พ.ค. จี้ 9 หน่วยงานชี้แจง-เปิด CCTV-ติดตามเยียวยา


ณัฐพงษ์ชี้ ควรมองเหตุ “แยกอโศก-เพชรบุรี” ไปถึงเชิงระบบถือโอกาสแก้ใหญ่ ไม่ให้สูญเสียซ้ำรอย - ด้านศุภณัฐ ประธาน กมธ.คมนาคม นัด 20 พ.ค. จี้ 9 หน่วยงานชี้แจง-เปิด CCTV-ติดตามเยียวยา


วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ในที่ประชุม ครม.เงา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เข้าช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว


ณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทันทีที่ทราบเหตุ นำโดยชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 2 (ราชเทวี ปทุมวัน สาทร) กระจายข่าวสารเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตามและระบุตัวตนผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต ทั้งนี้เสกสิทธิ์ยังได้สะท้อนปัญหา "จุดตัดทางรถไฟแยกราชปรารภ" ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงและมีสภาพอันตราย สุ่มเสี่ยงในทำนองเดียวกัน ต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อขอให้เร่งแก้ปัญหาแล้ว


ณัฐพงษ์ชี้ว่า แม้ข้อเท็จจริงหลายประการว่าสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์นี้เกิดจากความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่อยากชวนสังคมเตรียมพร้อมป้องกัน “เชิงระบบ” เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยเดิม โดยเสนอให้รัฐบาลใช้เครื่องมือที่มีอยู่ “ปรับใหญ่” เพื่อป้องกันอุบัติเหตุเช่นนี้ ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ทางราง” ที่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่การบังคับใช้ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง เมื่อ 27 ธันวาคม 2568 แต่กลับไม่มีความคืบหน้า หากมีการแต่งตั้งกรรมาการดังกล่าว จะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลางและตรงไปตรงมา โดยคณะกรรมการฯ ต้องจัดทำรายงานสรุปสาเหตุที่แท้จริงและข้อเสนอแนะเชิงป้องกัน พร้อมระบุหน่วยงานผู้รับผิดชอบแต่ละเรื่องให้ชัดเจน โดยไม่มีการปกปิดข้อมูลหรือช่วยเหลือพวกพ้อง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต


นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ยังเสนอให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการทางรถไฟส่วนขาด (Missing Link) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติโครงการไว้ตั้งแต่ปี 2559 หากรัฐบาลเดินหน้าต่อ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาความซับซ้อนทางกายภาพและอันตรายบริเวณแยกแยกอโศก-เพชรบุรี ได้อย่างเป็นระบบ ไม่เกิดจุดตัดที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุเช่นในปัจจุบัน


สำหรับการดำเนินการขั้นถัดไป ณัฐพงษ์ให้ข้อมูลว่า พรรคประชาชนจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการการคมนาคม ที่มีศุภณัฐ มีนชัยนันท์ เป็นประธาน โดยจะนัดประชุมในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 เพื่อเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กรมการขนส่งทางราง (ขร.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. (สจส.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)


ประเด็นหลักที่คณะกรรมาธิการฯ จะสอบถามต่อที่ประชุมครอบคลุมรายละเอียดเหตุการณ์ และการตรวจสอบหาสาเหตุ ข้อมูลที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา การบังคับใช้กฎหมายจราจร การบริหารเส้นทางจราจร ตลอดจนการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเสนอให้เฝ้าติดตาม "จุดตัดทางรถไฟแยกราชปรารภ" ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงและมีสถานการณ์คล้ายคลึงกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและเรียกร้องให้มีการแก้ไขก่อนที่จะเกิดเหตุซ้ำ


นอกจากการตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุแล้ว คณะกรรมาธิการฯ จะติดตามกระบวนการเยียวยา สิทธิของผู้ประสบอุบัติเหตุเคลมประกัน และสิทธิอื่นที่พึงได้รับ โดยเรียกร้องให้มีการจัดตั้งหน่วยงานในลักษณะ "One Stop Service" เพื่อรวบรวมและประสานสิทธิ์ของผู้เสียหายทุกรายให้ครบถ้วนในจุดเดียว ลดความยุ่งยากของผู้ประสบภัยและญาติในกระบวนการเยียวยา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

เพียงพนอ-รักชนก ชี้คอร์รัปชันโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยแล้ว จะหยุดวัฒนธรรมสินบน นายกฯ ต้องไม่ขู่ประชาชน จี้ออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ


เพียงพนอ-รักชนก ชี้คอร์รัปชันโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยแล้ว จะหยุดวัฒนธรรมสินบน นายกฯ ต้องไม่ขู่ประชาชน จี้ออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ


วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 3 เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านปฏิรูปรัฐย้ำว่าผลสำรวจของ กกร. คือ “ชีวิตจริง SME ไทย” ยังไม่รวมสินบนโครงการขนาดใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะจากกลุ่มตัวอย่าง 401 คนนั้น ร้อยละ 70 เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือฝ่ายกฎหมายของ SME ที่จ้างงานไม่เกิน 200 คน สะท้อนปัญหาสินบนระดับฐานรากที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องแบกรับอยู่ทุกวัน จนอัตราการจ่ายสินบนโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยและควรนับเป็นวิกฤตที่ต้องแก้ไขโดยด่วน


เพียงพนอชี้ว่า “วัฒนธรรมสินบน” ที่เรื้อรังในไทยจะแก้ไขไม่ได้ ถ้าไม่เปลี่ยนทั้งระบบหรือ "ecosystem สินบนไทย" โดยมีข้อเสนอ 3 ข้อ


ข้อเสนอแรก ยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น เพื่อตัดช่องทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นต้นตอของสินบน แม้สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มาพิจารณาเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำทางการเมือง ที่เรายังไม่เห็นความชัดเจน ทั้งที่การปรับปรุงขั้นตอนเช่นการขออนุญาตก่อสร้างเพียงอย่างเดียว ก็จะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ถึง 1,200 ล้านบาทต่อปีในกรุงเทพฯ แล้ว


ข้อเสนอที่สอง ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและแก้ไขกฎกระทรวงที่เอื้อต่อการผูกขาด โดยเฉพาะงานจ้างต่ำกว่า 500,000 บาทกับหน่วยงานสิทธิพิเศษ ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งหมดถึง 400,000 ล้านบาท หากปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐส่วนนี้ได้ จะประหยัดงบประมาณได้อย่างน้อยร้อยละ 10 หรือราว 40,000 ล้านบาท


ข้อเสนอที่สาม ออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน OECD ที่ไทยกำลังสมัครเป็นสมาชิก แต่ผลสำรวจของ กกร. พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ไม่กล้าให้ข้อมูลทุจริต ดังนั้น กลไกคุ้มครองที่ชัดเจนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหา


เพียงพนอชี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยึดหลักนิติธรรม โดยองค์กรอิสระต้องมีความเป็นอิสระและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง


ด้าน รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ ได้แถลงถึงข้อเสนอแนะต่อกรณีการทุจริตผ่านการให้สินบนที่เติบโตขึ้นในประเทศไทย โดยระบุว่าตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ทำการสำรวจและเปิดเผยถึงข้อมูลดังกล่าวออกมา พบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือกรณีของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีผู้ให้ข้อมูลว่ามีกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาชักชวนให้ทำการติดสินบนมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดย กกร. ยังได้เสนอว่าควรมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดดุลยพินิจของภาครัฐ


ในเรื่องของการจัดจัดซื้อจัดจ้าง การป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะ แล้วให้ภาคประชาสังคมได้ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ติดขัดคือภาครัฐ พรรคประชาชนเคยเสนอไปว่าควรมีการเปิด 4 ฐานข้อมูลของภาครัฐในรูปแบบ API (ช่องทางที่ช่วยให้ซอฟต์แวร์หรือระบบแอปพลิเคชันต่างๆ สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้) ประกอบด้วย


1) ข้อมูลระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยเปิดให้ถึง API ของกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์


2) การจดทะเบียนของบริษัทต่างๆ ในกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้ถ้าใครอยากเข้าไปดูรายชื่อหรือข้อมูลเชิงลึกต้องจ่ายเงิน และการเข้าดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังมีข้อจำกัดและยากอยู่มาก


3) รายชื่อข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ และ


4) บัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ป.ป.ช. ซึ่งแม้จะมีการขยายเวลาแล้วแต่ก็ยังเป็นระยะเวลาที่จำกัดอยู่


รักชนกกล่าวต่อไปว่าถ้าสามารถเปิดเผยข้อมูล API ของส่วนต่างๆ เหล่านี้ได้ ทุกส่วนก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโปร่งใสขึ้นได้ ทำให้สามารถปักธงแดงในโครงการที่เสี่ยงว่าจะมีการฮั้วประมูล หรือมีนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องได้ และจะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ลดลงไปได้ในที่สุด


สำหรับการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ มีอยู่สองกรมที่อยู่ภายใต้การสำรวจ ที่ขึ้นชื่อว่ามีสถิติในการเรียกรับผลประโยชน์ค่อนข้างถี่ คือกระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในส่วนของกระทรวงแรงงาน ที่ผ่านมามีความพยายามในการนำแพลตฟอร์ม e-work permit มาใช้ โดยมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 7,000 ล้านบาท เพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถลงทะเบียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่อย่างที่ทราบกันดี ทุกวันนี้เวลาแรงงานข้ามชาติขอใบอนุญาตในการทำงาน ก็ยังคงมีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่ จึงมีการถ่วงเวลาให้ระบบนี้มีความล่าช้าในการถูกนำมาใช้


รักชนกกล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน ระบบ e-ticket ของกรมอุทยานแห่งชาติ ที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ยังมีปัญหาไม่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ทั้งที่โครงการนี้มีมาหลายปีแล้ว การเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางแห่งยังคงเรียกเก็บเป็นเงินสด นั่นเพราะเจ้าหน้าที่สามารถเอาเข้ากระเป๋าได้อย่างสะดวก เห็นได้จากตามที่มีข่าวปรากฏ ว่าอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริต


หลังจากนี้ พรรคประชาชนจะใช้กลไกของกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ในการเรียกทั้ง 4 หน่วยงานที่เป็นผู้จัดเก็บข้อมูลตามที่ตนได้กล่าวถึงไปข้างต้นมาชี้แจง เพื่อผลักดันให้เกิดการเปิดฐานข้อมูลภาครัฐในลักษณะของ API ที่ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามาเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้ ส่วนกรณี e-work permit และ e-ticket จะมีการนำเข้ากรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

ณัฐพงษ์ประกาศจุดยืน ปชน. เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา - ส่งสัญญาณพร้อมเสนอร่างและสนับสนุนร่างพรรคอื่นที่มีหลักการเดียวกัน - หนุนภาคประชาชนล่า 5 หมื่นชื่อยื่นร่างเข้าสภา

 


ณัฐพงษ์ประกาศจุดยืน ปชน. เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา - ส่งสัญญาณพร้อมเสนอร่างและสนับสนุนร่างพรรคอื่นที่มีหลักการเดียวกัน - หนุนภาคประชาชนล่า 5 หมื่นชื่อยื่นร่างเข้าสภา


วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังการหารือร่วมกับภาคประชาชนถึงแนวทางการผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ ในการประชุมครม.เงา ครั้งที่ 3 โดยชี้แจงหลักการและแนวทางของพรรคในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมประกาศจุดยืนสนับสนุนภาคประชาชนเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา


ณัฐพงษ์ระบุว่า พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นร่วมกันว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อสะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติและนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยึดหลักการสำคัญ ดังนี้


1. พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่าหากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติ และนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 เรื่องกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรต้องยึดหลักการดังต่อไปนี้


1.1. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ซึ่งขัดกับหลักการสำคัญที่ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ)


1.2. ป้องกันการผูกขาด: ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม


1.3. ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา: กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน มีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)


2. พรรคประชาชน พร้อมเสนอและผลักดัน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ที่ยึดหลักการในข้อ 1 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ


3. พรรคประชาชน พร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วน มาร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของสมาชิกรัฐสภาในส่วนอื่น (เช่น สส. จากพรรคการเมืองอื่น หรือ สว.) ที่ต้องการเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา แต่มีจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เพียงพอต่อการเสนอร่าง ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1


4. พรรคประชาชน พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการรวบรวม 50,000 รายชื่อจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเสนอ ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของภาคประชาชน ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1 โดยเราหวังว่าในการพิจารณาของรัฐสภา จะมีร่างของภาคประชาชนเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย


5. พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่ารัฐบาล รัฐสภา ภาควิชาการ และภาคประชาชน ควรร่วมกันรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย กับกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ภายหลังจากแถลงการณ์ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้แทนภาคประชาชนได้แสดงความเห็นเพิ่มเติม โดยระบุว่าภาคประชาชนไม่ได้อยากเห็นเพียงว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย จะนำร่างฉบับเดิมที่ค้างอยู่กลับมาหรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคืออย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้จำเป็นต้องประกาศโรดแมปกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งหมด ตามที่รัฐบาลวางแผนไว้ให้ประชาชนได้เข้าใจ


ซึ่งอย่างน้อยต้องมีประชามติอีก 2 ครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กระบวนการข้างหน้าอาจเสร็จเร็วได้ในระยะ 2 หรือ 3 ปี หรืออาจช้ากว่านั้น ไม่ทันในรัฐบาลนี้ แต่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวในการเข้าไปมีส่วนร่วม ดังนั้น ภาคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลแถลงความชัดเจนตรงนี้ให้ประชาชนเข้าใจและสามารถเตรียมตัวเข้าไปมีส่วนร่วมได้


ยิ่งชีพกล่าวต่อไปว่าภาคประชาชนเห็นด้วยกับแถลงการณ์ของพรรคประชาชนที่ออกมาในวันนี้ ว่าประชาชนต้องได้ร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีใครกินรวบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่ามาอย่างถูกต้องหรือไม่ สว. ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือ สส. และไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ถ้าประชาชนคนธรรมดาไม่มีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาอันไม่ชอบธรรมก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน เราหวังว่าในกระบวนการข้างหน้าจะไม่มีการโยนอำนาจไปให้ สว. มากเกินความจำเป็น


ยิ่งชีพยังกล่าวอีกว่าภาคประชาชนยืนยันว่ากระบวนการข้างหน้าประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และหวังว่าพรรคการเมืองจะเตรียมร่างของตัวเองในการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเร็ววันนี้ ซึ่งหากภาคประชาชนเห็นแล้วว่าร่างที่พรรคการเมืองเสนอ ไม่ได้มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างเต็มที่ และเป็นการโยนอำนาจให้กับ สว. หรือองค์กรใดหนึ่งมากจนเกินไป วันหนึ่งภาคประชาชนก็ต้องใช้สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นมาแข่ง


ขณะเดียวกัน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญ 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถฮั้วกันกับองค์กรอิสระได้โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ การที่รัฐธรรมนูญไปกำหนดกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนและมาจากการเลือกกันเอง เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ


และในเมื่อรัฐธรรมนูญก็ได้ออกแบบให้วุฒิสภานั้นมีอำนาจในการชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็กลายเป็นว่าหากฝ่ายการเมืองที่ควบคุมเสียงของวุฒิสภาเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่ารัฐบาลคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน ทำให้กลไกของประเทศในการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบถูกบีบให้อ่อนแอลง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างเช่น หากมีใครในรัฐบาลไปกระทำการทุจริตอย่างการซุกหุ้น องค์กรที่สังคมคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ ป.ป.ช. แต่หาก ป.ป.ช. มีข้อสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการตรวจสอบหรือกระทั่งปกป้องฟอกขาวบุคคลในรัฐบาลดังกล่าว กลไกที่มีในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็ขาดประสิทธิภาพ หากต้องการตรวจสอบ ป.ป.ช. ก็ต้องยื่นร้องเรียนไปที่ประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระมาไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. แต่เรื่องดังกล่าวจะไม่มีทางไปถึงศาลได้หากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งก็มาจากพรรคเดียวกันกับพรรครัฐบาล และหากต้องการจะร้องเรียนว่าประธานรัฐสภาปัดตกข้อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. อย่างไม่สมเหตุสมผล ก็ต้องยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับประธานรัฐสภาไปที่ ป.ป.ช.


ตัวอย่างต่อมา หากมีใครในรัฐบาลที่กระทำการทุจริตในเลือกตั้ง สส. หรือแทรกแซงการเลือก สว. องค์กรที่ประชาชนคาดหวังให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ กกต. แต่หากในอนาคต กกต. มีการเป่าคดีฮั้ว สว. ให้ไปไม่ถึงศาลในลักษณะที่เรามองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก็แทบจะไม่มีเลย เพราะสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อให้เริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ ได้ถูกถอนออกไปจากรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว และหากจะเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการคืนสิทธิแก่ประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอน ก็จะจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก 1 ใน 3 ของ สว. ด้วยเช่นกัน


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าทั้งสองตัวอย่างข้างต้นชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์งูกินหางหรือการผลัดกันเกาหลัง

- ถ้าจะร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา แต่ถ้าจะร้องประธานรัฐสภาก็ต้องไปที่ ป.ป.ช.

- ถ้าจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่ง กกต. ให้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล แต่ถ้าจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาร่วมแก้รัฐธรรมนูญ


ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ตนอภิปรายไปในสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยพยายามควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา หรือองค์กรอิสระ


พรรคประชาชนจึงมีความกังวลใจว่าหลังจากนี้เป็นต้นไประบอบสีน้ำเงินจะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระบวนการในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเดินไปได้ก็จะพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และผูกขาดการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนจะทำอย่างเต็มที่ในการใช้กลไกของสภา เพื่อทำให้ประเทศมีระบบและกติกาที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน และหลุดพ้นการถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน แต่พรรคประชาชนก็ตระหนักดีว่าความพยายามของพรรคประชาชนต่อเป้าหมายนี้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากเราไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีเป้าหมายเดียวกันทั่วประเทศ ในการนี้ตนจึงขอขอบคุณภาคประชาชนที่สละเวลามาร่วมกันหารือและร่วมแถลงการการประชุมครั้งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา















เครือข่ายแพลตฟอร์มไรเดอร์ ยื่นข้อเรียกร้องกระทรวงแรงงาน สนับสนุนกลุ่มไรเดอร์กว่า 3 แสนคนเข้าระบบประกันสังคม พร้อมคัดค้าน พ.ร.บ.แรงงานอิสระ

 


เครือข่ายแพลตฟอร์มไรเดอร์ ยื่นข้อเรียกร้องกระทรวงแรงงาน สนับสนุนกลุ่มไรเดอร์กว่า 3 แสนคนเข้าระบบประกันสังคม พร้อมคัดค้าน พ.ร.บ.แรงงานอิสระ


วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงแรงงาน เครือข่ายแพลตฟอร์มและแรงงานไรเดอร์ รวมพลยื่นข้อเรียกร้องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้รัฐเร่งคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ทั้งด้านประกันสังคม ความปลอดภัยในการทำงาน และสิทธิแรงงาน โดยชี้ว่าธุรกิจแพลตฟอร์มจำนวนมากอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบแรงงาน พร้อมจัดให้คนทำงานอยู่ในสถานะ “แรงงานอิสระ” ส่งผลให้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและระบบประกันสังคม ทั้งที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการทำงานและรายได้ที่ไม่มั่นคง


กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตรียมผลักดันไรเดอร์และคนทำงานแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบประกันสังคม ในวันนี้เครือข่ายฯ จึงได้มีการยื่นข้อเรียกร้องที่มาจากสภาพปัญหาของคนทำงานจริง และร่วมพูดคุยต่อรัฐมนตรีฯ นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข, ศรีไพร นนทรี และเครือข่ายไรเดอร์


กลุ่มผู้ยื่นหนังสือเสนอให้รัฐบาลเร่งขยายสิทธิประกันสังคมแก่แรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะไรเดอร์ซึ่งมีอยู่กว่าหลายแสนคน พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มสิทธิด้านการรักษาพยาบาล เช่น เพิ่มค่าทำฟันเป็น 2,000 บาท ครอบคลุมการผ่าตัดส่องกล้องโดยไม่ต้องจ่ายส่วนต่าง รวมถึงเพิ่มสิทธิรักษาโรคมะเร็งและวัคซีนที่จำเป็น นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน และให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนในกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน


อีกประเด็นสำคัญคือการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระของกระทรวงแรงงาน โดยเครือข่ายแรงงานมองว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวบิดเบือนสภาพการจ้างงานที่แท้จริง และเอื้อประโยชน์ต่อแพลตฟอร์มมากกว่าคุ้มครองแรงงาน จึงเสนอให้กระทรวงแรงงานใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ออกกฎกระทรวงเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มโดยตรง ซึ่งครอบคลุมในเรื่องรายได้ ค่ารอบการทำงาน รายได้ของงานพ่วง


อีกทั้งเรียกร้องให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน จัดทำฐานข้อมูลแรงงานแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ รวมถึงให้รับเรื่องราวร้องทุกข์กรณีไรเดอร์ถูกระงับบัญชีถูกลงโทษ โดยให้มีการเปิดเผยข้อมูลอัลกอริทีม การจ่ายงาน การลงโทษ ให้เกิดความเป็นธรรม


นอกจากนี้ เครือข่ายแรงงานยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยสนับสนุนและลงนามอนุสัญญาและข้อเสนอแนะว่าด้วย “งานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILC) เดือนมิถุนายน 2569 พร้อมผลักดันให้วางมาตรฐานแรงงานแพลตฟอร์มในประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล


จากนั้นภายหลังการพูดคุยหารือถึงปัญหาและข้อเสนอต่อรัฐมนตรีฯ เสร็จสิ้น สมยศ พฤกษาเกษม ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สหภาพคนทำงานและสหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์ม เรียกร้องเรื่องการเข้าระบบประกันสังคม และการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งทั้งสองส่วนนี้รัฐมนตรีเห็นด้วยในหลักการที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน แต่อาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายก่อน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้มีคณะทำงาน ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการและตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำข้อโต้แย้งมาหารือกันและหาข้อสรุปให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าในการเคลื่อนไหวในครั้งนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กระทรวงแรงงาน #เครือข่ายแพลตฟอร์มไรเดอร์