วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

'พรรคประชาชน' เตรียมยื่น “ป.ป.ช.” ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.รายบุคคล ตั้งข้อสังเกตมติดำเนินคดีอาญา ผู้สมัครสว. 1,767 ราย อาจเข้าข่าย 'ซื้อเวลา

 


'พรรคประชาชน' เตรียมยื่น “ป.ป.ช.” ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.รายบุคคล ตั้งข้อสังเกตมติดำเนินคดีอาญา ผู้สมัครสว. 1,767 ราย อาจเข้าข่าย 'ซื้อเวลา


วันนี้ (28 สิงหาคม 2569) นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1,767 คน จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการ "ซื้อเวลา" ทั้งที่กระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้มีหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์


นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่าในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 คนนั้น มี สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่กี่คน และมี สว. สำรองกี่คน เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายหากพบความผิดจริง ส่วนใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาชี้แจงหักล้าง


นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวอยากให้มีการปรับแก้กฎหมาย โดยให้ประชาชนมีสิทธิเป็นผู้ร้องเองได้ หากมีกรณีการกระทำที่ไม่ชอบต่อหน้าที่ ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา โดยผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว.บุคคลนั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายกำหนดระหว่างรอคำพิพากษา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #คณะกรรมการการเลือกตัั้ง #กกต #ผู้สมัครสว #โกงเลือกสว #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #ปปช

ศาลอาญาสั่งยุติคดี 15 จำเลยที่ถูกฟ้อง ม.116 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หลังเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม คงเหลือจำเลย 7 คนสู้คดี ม.112 ต่อ


ศาลอาญาสั่งยุติคดี 15 จำเลยที่ถูกฟ้อง ม.116 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร หลังเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม คงเหลือจำเลย 7 คนสู้คดี ม.112 ต่อ


วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิประชาชน รายงานว่า เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง ของนักกิจกรรมจำนวน 22 คน โดยแบ่งเป็น 7 คนที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 15 คนที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 พร้อมข้อหาอื่น ๆ 


วันนี้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลย 15 คนออกจากสารบบความ ได้แก่ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, “หอย” ธนชัย เอื้อฤาชา, ชูเกียรติ แสงวงค์, สุวรรณา ตาลเหล็ก, ธานี สะสม, ณัฐชนน ไพโรจน์, ภัทรพงศ์ น้อยผาง, “แอมมี่” ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์, อะดิศักดิ์ สมบัติคำ, สิทธิทัศน์ จินดารัตน์, ณัทพัช อัคฮาด, ธนพ อัมพะวัติ และอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ (จำเลยที่ 8-22 ตามลำดับ) ที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 116 ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยดังกล่าวได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 


นอกจากนั้น ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหาอื่น ๆ ที่จำเลยอีก 7 คนถูกฟ้องอยู่ด้วย ยกเว้นเพียงข้อหามาตรา 112 จึงทำให้จำเลยในคดีนี้เหลืออยู่จำนวน 7 คน ได้แก่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, “หมอลำแบงค์” ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (จำเลยที่ 1-7 ตามลำดับ) 


สำหรับกรณีที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีและให้ออกหมายปล่อย “ครูใหญ่” อรรถพล, “แอมป์” ณวรรษ และ “ไบรท์” ชินวัตร ซึ่งมีหมายขังอยู่ในคดีนี้ แต่ทั้งสามคนยังคงไม่ได้รับการปล่อยตัว 


สืบเนื่องจากกรณีของอรรถพล ศาลยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวอยู่อีก 2 คดี ได้แก่ คดี ม.112 กรณีชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ซึ่งถูกขังระหว่างอุทธรณ์ และคดี ม.112 กรณีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งครูใหญ่ถอนประกันตนเองระหว่างถูกขังในคดีหลัก ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น และศาลยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัว


เช่นเดียวกับณวรรษเหลือเพียงคดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ยังมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้เขาจะถูกคุมขังครบกำหนดโทษในคดีหลักแล้วก็ตาม ส่วนชินวัตรยังคงถูกคุมขังต่อไป เนื่องจากเขาตัดสินใจถอนอุทธรณ์ในคดี ม.112 ทำให้คดีบางส่วนสิ้นสุดลงแล้ว อยู่ระหว่างรับโทษคดีต่าง ๆ 


ทั้งนี้ วันนี้ได้มีการสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ไป 1 ปาก จนเสร็จสิ้น และนัดหมายสืบพยานนัดถัดไปในวันที่ 1-4 ก.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ตามที่นัดไว้เดิม


นอกจากนั้นแล้ว วันนี้ศาลยังมีการไต่สวนคำร้องของ "อานนท์ นำภา" ที่ยื่นเรื่องปัญหาการย้ายแดนแยกผู้ต้องขังทางการเมืองภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีวินิจ อ่อนพร้อม ผู้อำนวยการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้าไต่สวน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR #นิรโทษกรรมประชาชน

กกต.ออกเอกสารข่าวแจ้ง ระบุจะประชุมลงมติเกี่ยวกับสำนวนคดีการได้มาซึ่งสว. วันที่ 14 ก.ย.นี้ หลังรับฟังข้อเท็จจริงเสร็จ ขอหลักฐานเพิ่มจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง

 


กกต.ออกเอกสารข่าวแจ้ง ระบุจะประชุมลงมติเกี่ยวกับสำนวนคดีการได้มาซึ่งสว. วันที่ 14 ก.ย.นี้ หลังรับฟังข้อเท็จจริงเสร็จ ขอหลักฐานเพิ่มจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง


วันนี้ (28 สิงหาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า กกต. ได้พิจารณารับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว


และเนื่องจากสำนวนดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานบางส่วนที่จำเป็นที่ต้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา


ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาลงมติเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ จึงกำหนดนัดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ในวันจันทร์ 14 กันยายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ฮั้วสว #กกต

‘ปิยบุตร’ ลุยนนทบุรี ช่วย ‘เดชรัต’ หาเสียง ชี้ตำแหน่งนายก อบจ. ไม่ใช่มรดกสายโลหิต ชวนคนทุกสีร่วมสร้าง ‘New นนท์’

 


‘ปิยบุตร’ ลุยนนทบุรี ช่วย ‘เดชรัต’ หาเสียง ชี้ตำแหน่งนายก อบจ. ไม่ใช่มรดกสายโลหิต ชวนคนทุกสีร่วมสร้าง ‘New นนท์’


วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ร้านอุ่นไอดิน จังหวัดนนทบุรี ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.พรรคก้าวไกล เดินทางมาพบปะประชาชน และช่วยหาเสียงให้กับ ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคประชาชน


ปิยบุตรกล่าวว่า ตนมาที่นี่ด้วยความผูกพันเป็นอย่างยิ่ง โดยการมาในวันนี้มาด้วย 3 สถานะ คือ 1. การเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ 2. การเป็นคนนนทบุรี และ 3. การเป็นผู้ช่วยหาเสียง


สถานะแรก เกิดจากการอยู่ภายใต้การปกครองของ คสช. และการเมืองที่มีการแบ่งฝ่ายถึงที่สุด ซึ่งมักจบลงที่การรัฐประหารทุกครั้ง แนวคิดของการตั้งพรรคอนาคตใหม่คือการรวบรวมประชาชนขึ้นมาใหม่ ยุติการแบ่งประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนชนะ ผู้ชนะที่แท้จริงก็ยังคงเป็นชนชั้นนำกลุ่มเดิม เช่น กองทัพที่ยึดอำนาจ หรือกลุ่มทุนผูกขาด พรรคจึงเริ่มศึกษาสิ่งที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายมีความเชื่อคล้ายกัน เช่น ไม่เอารัฐประหาร การกระจายอำนาจ ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบราชการจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น และปฏิรูปกองทัพ เรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีไหน ทุกคนล้วนเห็นตรงกันว่าเป็นปัญหาของประเทศ พวกตนจึงนำประเด็นเหล่านี้มารวบรวมประชาชนขึ้นมาใหม่ เป็นขบวนการที่หลอมรวมประชาชนทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน


ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ มีการพูดถึงการยุติรัฐรวมศูนย์และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นนโยบายหรือธงหลักของพรรค เพราะหากจะเริ่มต้นสร้างสมดุลเพื่อลบผลพวงของการรัฐประหาร ก็ต้องเริ่มที่การกระจายอำนาจเป็นสิ่งแรก


บางคนอาจจะบอกว่าการกระจายอำนาจเท่ากับกระจายการโกง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคของเราจะต้องเข้ามาทำงานในระดับท้องถิ่น โดยทำงานสอดประสานกัน คือในระดับชาติ ส่งผู้สมัคร สส. ให้มีเสียงมากที่สุดเพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล ออกกฎหมายและนโยบายเพื่อทลายการกระจุกตัวของงบประมาณที่อยู่ตามกระทรวงหรือกรม แล้วกระจายลงสู่ท้องถิ่น ส่วนในระดับท้องถิ่น เริ่มต้นที่การส่งผู้สมัครนายกท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีความสำคัญและมีบุคลากรพร้อม เพื่อลบข้อครหาที่ว่าการเมืองท้องถิ่นต้องเป็นเรื่องของบ้านใหญ่และการคอร์รัปชัน พรรคจึงได้เสนอบุคลากรคุณภาพเข้าไปเป็นทางเลือกใหม่ ๆ


ปิยบุตรกล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2563 ที่เสนอตัวในนามคณะก้าวหน้า แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ได้สร้างมิติใหม่ทางการเมือง ทำให้ประชาชนหันมาสนใจการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น เพราะพรรคสีส้มสร้างความตื่นตัว มีความตั้งใจ และมุ่งแข่งขันกันด้วยนโยบาย พรรคไม่เคยซื้อเสียง ไม่เคยใช้กลไกรัฐหรืออิทธิพลมืด การติดกระดุมให้ถูกตั้งแต่เม็ดแรกคือการทำการเมืองโดยใช้เงินให้น้อยที่สุด ใช้เท่าที่จำเป็นตามกรอบที่กฎหมายกำหนด เพราะหากใช้เงินมากเกินไป ถึงเวลาก็ต้องไปถอนทุนคืน แนวทางนี้ทำให้พรรคมีอิสระในการกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง


ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนจึงขอคนนนทบุรีสักครั้งว่าอย่าดูว่าผู้สมัครมาจากบ้านไหน แต่ให้ดูที่นโยบาย ดูว่าผู้สมัครทำการบ้านมาดีหรือไม่ มีการจัดทำแผนนโยบายเป็นเช็กลิสต์ให้ประชาชนใช้ตรวจสอบการทำงานตามสัญญาหรือไม่ แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้ต้องเลือกตั้ง อบจ. เร็วกว่าปกติ ตนจึงตั้งใจมาขอโอกาสพี่น้องชาวนนทบุรีอีกครั้ง ในฐานะผู้มีส่วนร่วมก่อตั้งพรรคมาตั้งแต่ต้น เพื่อสานต่ออุดมการณ์ที่หล่อเลี้ยงความหวังของประชาชน และเปลี่ยนการเมืองแบบเดิมให้มาแข่งขันกันที่นโยบาย


ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่า ส่วนสถานะที่สอง ตนเป็นคนนนทบุรีมาตลอด 15 ปี สิ่งที่เห็นคือนนทบุรีมีความย้อนแย้งในตัวเอง คือมีความทันสมัยเพิ่มขึ้นตลอดเวลา มีคนจากพื้นที่อื่นย้ายเข้ามาอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความดั้งเดิมและศิลปวัฒนธรรมไว้ได้ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ที่ผ่านมา อบจ.นนทบุรีได้ใช้งบประมาณและอำนาจหน้าที่เท่าที่มีอยู่ไปแล้ว แต่วันนี้ตนอยากถามคนนนทบุรีว่าอยากเห็นอะไรใหม่ๆ หรือไม่ ไม่ใช่ว่าของเก่าไม่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราก็ย่อมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ ในการพัฒนาจังหวัด เราอยากเห็นนนทบุรีแบบใหม่ เราจึงขอเสนอตัวคนของพรรคประชาชน


ส่วนสถานะสุดท้าย คือการเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับเดชรัต ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรและเศรษฐศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และด้วยประสบการณ์ที่มี จึงได้เข้าไปเป็นคณะกรรมการติดตามงานด้านต่าง ๆ ของรัฐ ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ตนและผู้ร่วมก่อตั้งท่านอื่นพยายามชักชวนเดชรัตมาร่วมเดินทางด้วยกันมาโดยตลอด จนกระทั่งพรรคถูกยุบมาเป็นพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เดชรัตลาออกจากราชการพอดี จึงได้เทียบเชิญให้มาเป็น ผอ.ศูนย์นโยบาย ช่วยขับเคลื่อนและออกแบบนโยบายให้พรรคตลอดมา


ปิยบุตรกล่าวด้วยว่า นักวิเคราะห์อาจจะมีการเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เช่น มองว่านนทบุรีเป็นฐานที่มั่นของพรรคสีส้ม เพราะมี สส. กวาดหมดทั้งจังหวัด จึงต้องการยึด อบจ. เพื่อครองทั้งจังหวัด แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ นนทบุรีเป็นของคนนนทบุรี การเลือกตั้งนี้ไม่ใช่สงครามการยึดพื้นที่ แต่เป็นการนำเสนอนโยบายของพรรคประชาชน โดยเดชรัตมีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาทำงานเพื่อคนทุกคน


“ความสำคัญของวันที่ 20 กันยายนนี้ คือแม้สถิติคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นมักจะน้อยกว่าระดับชาติ แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นเรื่องของบ้านของเราทุกคน เป็นรูปธรรมและใกล้ตัวกว่าการเลือกตั้งระดับประเทศมาก การเลือกตั้งท้องถิ่นในนนทบุรี ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับบ้านใหญ่หรือใครก็ตาม ล้วนส่งผลกระทบต่อบ้านเกิดของทุกคนโดยตรง” ปิยบุตรกล่าว


ปิยบุตรกล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้ง อบจ.นนทบุรี ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญ ตำแหน่งนี้มีความสำคัญเกินกว่าจะผูกขาดหรือถ่ายทอดกันผ่านสายโลหิต แต่ต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพ สิ่งไหนดีก็ทำต่อ และเราต้องการนายกที่มีวิสัยทัศน์เพื่อมาพัฒนาบ้านเกิดและถิ่นที่อยู่ของทุกคน 20 กันยายนนี้ ขอให้สนับสนุนเดชรัตเป็นนายก อบจ.นนทบุรี และขอเชิญชวนทุกคนออกไปใช้สิทธิให้ถล่มทลายเทียบเท่ากับการเลือกตั้งระดับชาติสองครั้งที่ผ่านมา เพื่อคว้าโอกาสให้คนนนทบุรีได้สร้าง New นนท์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เดชรัตNEWนนท์ #เลือกตั้งนายกอบจ #อบจนนทบุรี











ศาลยกคำร้องของ “อานนท์ นำภา” กรณีปัญหาการย้ายแดนผู้ต้องขังทางการเมืองภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


ศาลยกคำร้องของ “อานนท์ นำภา” กรณีปัญหาการย้ายแดนผู้ต้องขังทางการเมืองภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


ตามที่วันนี้ (28 สิงหาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยว่า ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องของ “อานนท์ นำภา” กรณีปัญหาการย้ายแดนผู้ต้องขังทางการเมืองภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


ล่าสุด เพจเฟสบุ๊ค อานนท์ นำภา แอดมินเพจโพสข้อความระบุว่า


วันนี้ศาลไต่สวนผู้อำนวยการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรื่องการแยกขังนักโทษการเมือง ม.๑๑๒


ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของพวกเรา ได้แค่ขอความร่วมมือกับเรือนจำให้ขังนักโทษการเมือง ม.๑๑๒ ที่ระหว่างพิจารณาไว้รวมกันตามหลักสิทธิมนุษยชน


เรายังมีเพื่อนที่คดีเด็ดขาดแล้วหลายคนที่อยู่แยกแดนกัน ไม่อาจติดต่อกันได้


พวกเราคงต้องใช้ช่องทางอื่นๆต่อไป เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา เช่น กรรมาธิการการยุติธรรม กรรมการสิทธิ กรรมการ พรบ.สันติสุข


เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วย


อานนท์ นำภา

๒๘ ส.ค. ๒๕๖๙


สำหรับในวันนี้ (28 ส.ค.) ศาลอาญามีนัดสืบพยานคดีของนักกิจกรรมรวม 22 คน ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักตาม #มาตรา112 และ #มาตรา116 จากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 - 20 ก.ย. 2563


คดีนี้ได้มีการเบิกตัวไผ่” จตุภัทร์, อานนท์ นำภา, “ครูใหญ่” อรรถพล, “แอมป์” ณวรรษ และ “ไบรท์” ชินวัตร ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมาที่ศาล เพื่อเข้าร่วมรับฟังการสืบพยานด้วย


โดยบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี 811 ในวันนี้ มีพี่น้องประชาชนทั้งกรุงเทพฯ และบางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อให้กำลังใจทั้ง 5 คน ล้นห้องเช่นเคย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

ครอบครัว “ฟ้า พรหมศร” ร่วมยื่นประกันตัวคดี 112 หลังฟ้าอดอาหาร 59 วัน หวังออกไปดูแลพ่อป่วยอัลไซเมอร์


ครอบครัว “ฟ้า พรหมศร” ร่วมยื่นประกันตัวคดี 112 หลังฟ้าอดอาหาร 59 วัน หวังออกไปดูแลพ่อป่วยอัลไซเมอร์


วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 10:40 น. ศาลจังหวัดธัญบุรี แม่ของฟ้าและทีมทนาย ได้เข้ายื่นประกันตัวฟ้า ซึ่งทางศาลธัญบุรีได้ส่งเรื่องต่อไปที่ศาลฎีกา และแจ้งเบื้องต้นว่าอาจจะทราบผลภายในเวลา 16:00 น. ของวันนี้


โดยแม่ของฟ้าได้ให้สัมภาษณ์ว่าที่วันนี้มาประกันตัวฟ้า อยากขอร้องศาลว่า อยากให้ฟ้าได้ประกันตัวออกมา โดยที่แม่จะเป็นคนรับประกันเองว่าฟ้าจะไม่หนี ถ้าฟ้าหนี แม่จะยอมติดคุกแทนฟ้า และวันนี้ที่แม่เข้าไปเยี่ยมฟ้า ฟ้าฝากข้อความมาว่า ตอนนี้เค้าอ่อนแอมากอาจต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะทานแต่น้ำ และฟ้าก็บอกแม่ว่า ในวันเสาร์นี้ เค้าจะทานอาหาร โดยที่เค้าจะให้แม่เป็นคนสั่งอาหารให้ และหลังจากวันเสาร์นี้เป็นต้นไป เค้าก็จะไม่ทานอะไรอีก ทั้งน้ำและอาหาร ซึ่งหมายถึงจะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของฟ้า และขอให้แม่ดูแลตัวเอง ฝากดูพ่อด้วย และฝากความคิดถึงไปถึงทุกๆคนเป็นกำลังใจให้ฟ้า


ซึ่งในวันนี้นั้นแม่ขอฟ้าได้ยื่นคำแถลงการณ์ต่อศาลดังนี้


ดิฉันแม่ของฟ้า พรหมศร หรือ ฟ้าลิขิต วีระธรรมจารี เหนือสิ่งอื่นใดวันนี้ ดิฉันขอเป็นตัวแทนลูกชาย มุทิตาจิตต่อพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ลูกดิฉันฝันถึง ยืนหยัดเพื่อมันแม้ว่ามันจะไม่มีคดีของเขาเลยก็ตาม วันนี้ดิฉันได้เดินทางมายังศาลหาท่านผู้พิพากษาใน 2 ฐานะ


คือ มาในฐานะ มารดาของลูกชายที่มาขอความเมตตาและความเห็นใจจากศาลท่าน ให้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวลูกชายคนเดียวของดิฉันผู้เป็นเสาหลักของครอบครัว ให้ได้ใช้สิทธิ์ของเขาออกไปต่อสู้แห่งคดีและในคราวเดียวกันก็ออกไปบรรเทาโทษแห่งคดีที่เขาได้ทำลงไปหรือจนกว่าคุณพ่อของเขาจะเสียชีวิต


ในฐานะที่ 2 คือ ผู้ที่ยืนหยัดเคียงข้างลูกชาย ที่ปล้ำพูดฝันถึงสังคมแห่งเมตตาธรรม สามัคคีธรรม และการให้อภัย วันนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ที่จะปลดโซ่ตรวนนักโทษทางความคิดทั้งหลาย ได้ออกมาแล้วดิฉันหวังว่าสังคมไทยจะมีเมตตาธรรมมากกว่าที่เราคิดเพื่อพร้อมจับมือกันเดินไปข้างหน้า แล้วในขณะเดียวกันก็เยียวยาจิตใจความผิดพลาดต่างๆที่ได้ผ่านมา


ในวันนี้ดิฉันขอเป็นจุดเริ่มต้นส่งมอบความรักผ่านดอกไม้นี้ให้ศาลแทนกำลังใจและขอความเมตตาได้โปรดเห็นใจครอบครัวของเราเราด้วยดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไม่เกินวันอังคารที่ 1 กันยายนนี้ ดิฉันจะได้รับลูกชายกลับบ้านแทนการรับศพเขาไปตั้งพิธีธรรม และขอรับประกันด้วยตนเองว่าเค้าจะไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน เพราะเขานั้นต้องคอยดูแลพ่อ และดิฉันพร้อมเดินต่อสู้และเยียวยาสังคมไปพร้อมๆ กัน ขอบคุณค่ะ


ปัจจุบัน “ฟ้า” พรหมศร ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือนในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง จากนั้นฟ้าตัดสินใจเริ่มอดอาหารประท้วงตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลา 59 วันแล้ว เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวในการออกมาต่อสู้คดีและกลับไปดูแลบุพการีที่กำลังป่วยหนัก

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สิทธิประกันตัวประชาชน #มาตร112






วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สส.น่าน ปชน. อภิปรายบทเรียนกรณีน้ำท่วมน่าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยา วางระบบจัดการน้ำใหม่ และต้อง “รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน” ไม่ใช่ “เกิดแล้วแก้”

 


สส.น่าน ปชน. อภิปรายบทเรียนกรณีน้ำท่วมน่าน จี้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยา วางระบบจัดการน้ำใหม่ และต้อง “รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน” ไม่ใช่ “เกิดแล้วแก้”


วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือปัญหาน้ำท่วมในภาวะวิกฤต และมาตรการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ ทั้งนี้ เชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 พรรคประชาชน และ เจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยใน จ.น่าน


เจริญระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักในช่วงเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง โดยมีปริมาณฝนสะสมเกือบ 400 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปัว ที่ได้รับผลกระทบถึง 9 ตำบล กว่า 4,000 ครัวเรือน ประชาชนกว่า 10,000 คน รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหลายแห่งก็ประสบปัญหาดินสไลด์ ทำให้ถนน ไฟฟ้า และประปาถูกตัดขาด


จังหวัดน่านมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยภูเขาสูง จึงมีความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากอยู่แล้ว ขณะที่ข้อมูลปริมาณฝนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น จากปริมาณฝนสะสมสูงสุดเกือบ 200 มิลลิเมตรในปี 2567 เพิ่มเป็นเกือบ 300 มิลลิเมตรในปี 2568 และล่าสุดเกือบ 400 มิลลิเมตรในเหตุการณ์ครั้งนี้


เจริญกล่าวต่อไปว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จังหวัดน่านต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ล่าสุดได้สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน รถยนต์ ที่ดิน ถนน สะพาน ระบบประปา รวมถึงระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก บางครอบครัวถึงขั้นเรียกได้ว่าสิ้นเนื้อประดาตัว


ตนจึงขอเสนอมาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลระดมกำลังเข้าไปกำจัดดินโคลน เศษไม้ และสิ่งปฏิกูล พร้อมทั้งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า ประปา ถนน และเส้นทางคมนาคม เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็ว รวมถึงจัดหน่วยแพทย์ดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะประชาชนที่สูญเสียบ้านและที่ดิน ตลอดจนกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ


นอกจากนี้ เจริญยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาก้อนแรกครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลง เนื่องจากที่ผ่านมาตนได้รับข้อร้องเรียนว่าประชาชนยังคงต้องกรอกเอกสาร ส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน รวมถึงต้องผ่านกระบวนการสอบสวนความเสียหาย ซึ่งทำให้การเยียวยาเป็นไปอย่างล่าช้า


สำหรับระยะกลาง รัฐต้องเร่งสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนและฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะ อ.ปัว ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญและมีรีสอร์ต โฮมสเตย์ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่ฤดูกาลท่องเที่ยวกำลังจะมาถึงในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้า รวมถึงต้องเร่งเยียวยาเกษตรกรและช่วยให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ


สำหรับระยะยาว เจริญระบุว่า รัฐควรยกระดับขีดความสามารถด้านการบริหารภัยพิบัติ ทั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าและเครื่องมือวัดปริมาณฝนที่แม่นยำเชื่อถือได้ บทเรียนจากวันที่ 19 สิงหาคมทำให้เห็นว่าแผนรับมือภัยพิบัติไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีการแบ่งหน้าที่และการบัญชาการที่ชัดเจน เกิดการทำงานซ้ำซ้อน เครื่องจักรสำหรับรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ก็มีไม่เพียงพอและต้องรอจากจังหวัด ทำให้การกู้ชีพกู้ภัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ สิ่งสำคัญจากนี้คือ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูให้เพียงพอ เพื่อให้พื้นที่และประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว


ทางด้านเชาว์วิชญ์ระบุว่า จากการลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรกของเหตุการณ์ สิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญไม่ได้จบลงเมื่อน้ำลด เพราะยังมีบ้านเรือนที่เสียหาย บางแห่งบ้านทั้งหลังถูกน้ำพัดหายจนเหลือเพียงโถส้วม ปั๊มน้ำเสียหายจนไม่มีน้ำใช้ พื้นที่การเกษตรและอุปกรณ์ทำมาหากินสูญหาย


รัฐบาลควรเร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาประชาชน โดยทำให้ขั้นตอนเรียบง่ายที่สุด และการช่วยเหลือต้องไม่จบแค่การจ่ายเงิน แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อีกครั้ง ตั้งแต่การซ่อมบ้าน ถนน สะพาน และสาธารณูปโภค ไปจนถึงการระดมเครื่องจักรหนักเข้ามากำจัดดินโคลน ท่อนไม้ ขยะ และสิ่งกีดขวาง ก่อนที่ดินโคลนจะแห้งและแข็งตัวจนยิ่งเพิ่มภาระในการฟื้นฟู


เชาว์วิชญ์กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรนำไปสู่การปรับระบบบริหารจัดการน้ำของจังหวัดน่านใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ในระยะสั้นต้อง “รู้เร็ว เตือนเร็ว รับมือเร็ว” ด้วยการพัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์น้ำให้แม่นยำ เมื่อพบความเสี่ยงต้องแจ้งเตือนประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงผ่านทุกช่องทาง ทั้ง Cell Broadcast หอเตือนภัย ช่องทางราชการ ออนไลน์ แอปพลิเคชัน เสียงตามสาย วิทยุชุมชน ตลอดจนผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มเวลาให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือ


ส่วนระยะกลาง ต้องสำรวจเส้นทางน้ำทั้งระบบเพื่อค้นหาจุดเสี่ยงและคอขวด ตั้งแต่ลำน้ำตื้นเขิน สะพาน ท่อ ถนน ฝาย ประตูระบายน้ำ ไปจนถึงระบบระบายน้ำ พร้อมจัดลำดับว่าจุดใดต้องแก้ทันที จุดใดต้องปรับปรุง และจุดใดต้องลงทุนใหม่ โดยต้องมองทั้งลุ่มน้ำเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แก้ปัญหาจุดหนึ่งแล้วผลักน้ำไปสร้างปัญหาให้อีกพื้นที่


ในระยะยาว ต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน ทบทวนและผลักดันแผนงานที่มีอยู่ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่รับน้ำ ทางผันน้ำ และทางระบายน้ำเลี่ยงเมือง โดยวางโครงสร้างทั้งหมดให้เชื่อมโยงกัน เพื่อไม่เพียงแค่ป้องกันน้ำท่วม แต่ยังต้องมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในฤดูแล้งด้วย


“การบริหารจัดการน้ำไม่ควรเริ่มต้นในวันที่น้ำมา และไม่ควรสิ้นสุดในวันที่น้ำลด รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงเข้าไปแก้ เป็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ รู้ก่อน เตือนก่อน ป้องกันก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียก่อนแล้วรัฐจึงค่อยเข้ามาแก้” เชาว์วิชญ์กล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม69 #น้ำท่วมน่าน