วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ สปส. เร่งปรับแผนประชาสัมพันธ์ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ฝั่งนายจ้างลงทะเบียนน้อยมาก งบประชาสัมพันธ์กว่า 30 ล้าน ควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ สปส. เร่งปรับแผนประชาสัมพันธ์ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ฝั่งนายจ้างลงทะเบียนน้อยมาก งบประชาสัมพันธ์กว่า 30 ล้าน ควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้


วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน อาทิ ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ และ สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เข้าชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงานประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งกรรมาธิการฯ พบว่าการดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ


โดยกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า สปส. ไม่มีเป้าหมายจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ชัดเจน ระบุเพียงว่าต้องการให้มีผู้ลงทะเบียน ‘ไม่น้อยกว่าเดิม’ ทั้งที่ สปส. ใช้งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ออนไลน์กว่า 30 ล้านบาท แต่กลับได้รับความสนใจน้อยมาก เช่น การไลฟ์สดที่มีผู้เข้าชมเพียง 9 คน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างเอกชนมาประชาสัมพันธ์ล่าช้า ทั้งที่เปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จนวันนี้มีผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งรวมเพียง 590,000 คน จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 14-15 ล้านคน โดยเฉพาะฝั่งนายจ้างที่มีจำนวนเกือบ 500,000 คน แต่มาลงทะเบียนเพียงราว 3,000 คน ซึ่งการลงทะเบียนของฝั่งนายจ้างนั้นซับซ้อนกว่าฝั่งลูกจ้างมาก ทั้งเรื่องเอกสารที่ต้องใช้ กระบวนการลงทะเบียนที่มีขั้นตอนมากกว่า แต่การประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ที่ไม่ชัดเจน ทำให้นายจ้างจำนวนมากประสบปัญหาในการลงทะเบียน


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จึงเรียกร้องให้ สปส. ปรับแผนการประชาสัมพันธ์ให้เป็นรูปธรรม เปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ประกันตนตัวจริง เช่น กลุ่มไรเดอร์ พ่อค้าแม่ค้า ได้มีส่วนร่วมในการสื่อสาร พร้อมเสนอให้ใช้ช่องทางส่ง SMS ตรงถึงผู้ประกันตนและทำหนังสือถึงสถานประกอบการโดยตรง ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการสร้างความตระหนักให้ผู้ประกันตนทราบว่าพวกเขาคือเจ้าของเงินกองทุนตัวจริง จึงขอให้ สปส. เร่งปรับปรุงการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือ ก่อนจะสิ้นสุดการลงทะเบียนในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ เพื่อเชิญชวนผู้ประกันตนและนายจ้างมาลงทะเบียน ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนเสียงของพวกเขาให้มากที่สุด 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #บอร์ดประกันสังคม






‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้ายแห่ 10 สายทั่วเมือง ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงานเปลี่ยนชีวิตคนกรุง

 


‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้ายแห่ 10 สายทั่วเมือง ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงานเปลี่ยนชีวิตคนกรุง


วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่พรรคประชาชน ชัยวัฒน์ สถาวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน ได้เปิดแคมเปญส่งรถแห่วิ่ง 10 เส้นทางทั่วกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง กทม. โดยเส้นทางรถแห่เริ่มจากเขตบางกะปิ ไปต่อที่วังทองหลาง สวนหลวง พระโขนง และจบที่บางนา เพื่อเชิญชวนประชาชนมาร่วมเติมกรุงเทพฯ ให้เต็ม 10 กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตลอดการหาเสียง พรรคประชาชนเดินเคาะประตูบ้านเข้าหาประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบายและความตั้งใจของเรา การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกอนาคตใน 4 ปีข้างหน้า ตนอยากชวนคนกรุงเทพฯ ทุกคนถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาเราพอใจกับเมืองนี้จริง ๆ แล้วหรือไม่ เมืองที่เราต้องวางแผนใช้ชีวิตในทุกวัน เมื่อเจ็บป่วยก็หาหมอยาก เมื่อฝนตกแทบไม่ต้องออกไปไหน ออกจากบ้านแต่ละครั้งก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอุบัติเหตุอะไรกับตัวเองบ้าง เป็นเมืองที่มีการทุจริตคอร์รัปชันปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นเรื่องปกติ 


ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง นั่นหมายถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลง ตนเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเปลี่ยนได้ต้องอาศัยเจตจำนง หากเรายอมจำนนต่อสิ่งที่เป็นอยู่ ประชาชนจะยังคงเป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระเหล่านี้ต่อไป แต่การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว ต่อให้เป็นคนที่มีความรู้มากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำได้ แต่กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนได้ด้วย ส.ก. ทั้ง 50 คน จาก 50 เขต ของพรรคประชาชน ที่มีวาระรายเขตที่จะเข้าไปผลักดัน หากผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนได้เข้าไปทำงานในสภา กทม. พวกตนพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันแรกทันที


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนทำให้เห็นมาแล้วว่าลำพูนซึ่งเป็นเมืองที่มีงบประมาณน้อยกว่า กทม. สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ด้วยการบริหารของพรรคประชาชน ดังนั้นถ้าเลือกโจชัยวัฒน์และเลือก ส.ก. พรรคประชาชน ท่านจะได้พรรคประชาชนมาทำงาน ได้ทีมบริหารที่มีความพร้อม รวมถึงการผนึกกำลังกับคณะก้าวหน้าด้วย 


ดังนั้นขอให้คนกรุงเทพฯ ออกไปกาด้วยเจตจำนงเดียวกันกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขอแรงเปิดประตูให้เราเข้าไปทำงานบริหารกรุงเทพฯ กาพรรคประชาชนทั้งสองใบ บัตรสีเขียวกาผู้ว่าพรรคประชาชน เบอร์ 10 บัตรสีชมพู กา ส.ก. พรรคประชาชน 


ทั้งนี้ พรรคประชาชนจะมีการปราศรัยครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป ที่สวนเบญจกิติ (ลานแสดงกลางแจ้งสวนน้ำ) มีแกนนำพรรคร่วมปราศรัย นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม., ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ, เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหาร กทม. และ ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน















‘ศิริกัญญา’ ชี้โอนงบหมื่นล้านสะท้อนรัฐบาลฐานะการคลังเปราะ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นสัญญาณเตือนคลังเริ่มวิกฤต ทำระบบราชการใช้จ่ายสะดุด ถามเกลี่ยงบเพื่อประเทศหรือเพื่อพยุงตัวเองกันแน่

 


ศิริกัญญา’ ชี้โอนงบหมื่นล้านสะท้อนรัฐบาลฐานะการคลังเปราะ ชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นสัญญาณเตือนคลังเริ่มวิกฤต ทำระบบราชการใช้จ่ายสะดุด ถามเกลี่ยงบเพื่อประเทศหรือเพื่อพยุงตัวเองกันแน่

 

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงิน 10,328 ล้านบาท ซึ่ง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายถึงเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยระบุว่า การโอนงบประมาณหรือการเกลี่ยก่อนกู้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อประเทศเข้าสู่วิกฤต ทว่าร่างนี้ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์นั้นแต่อย่างใด แต่เป็นการเตรียมงบประมาณไว้เพื่อรองรับวิกฤตของรัฐบาลเอง และกำลังสะท้อนว่าฐานะทางการคลังของรัฐบาลกำลังมีปัญหาหนัก อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง และต้องรวบรวมเงินทุกบาทมารองรับภาระหนี้ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า


ดิฉันเคยอภิปรายเพื่อเตือนรัฐบาลไปแล้ว ว่าการโอนงบประมาณครั้งนี้อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเป็นการโอนงบประมาณในช่วงไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ เหลือเวลาใช้งบประมาณอีกไม่มาก ก่อนหน้านั้นรัฐบาลก็ได้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายอย่างหนัก 3 เดือนแรกมีการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณอบรมสัมมนาไปเยอะแล้ว สิ้นเดือนมีนาคม ตอนออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ครั้งแรก หากดูอัตราการใช้จ่ายก็เกิน 60% ไปแล้ว”


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณทำให้หน่วยรับงบประมาณต่างๆ ปั่นป่วนไปหมด มีการออกหนังสือเวียนโดยกรมบัญชีกลางเร่งรัดเบิกจ่ายก่อหนี้ผูกพันให้เสร็จสิ้นก่อน 30 เมษายน มิเช่นนั้นโครงการที่เหลือจะถูกโอนงบประมาณไป หลายหน่วยงานจึงพยายามเร่งรีบ หลายหน่วยงานเร่งไม่ทันก็ถอดใจ เกิดการชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอดูว่าจะถูกดึงงบประมาณไปหรือไม่ ทำให้การเบิกจ่ายภาครัฐหยุดชะงักไปในรอบแรก


ต่อมารัฐบาลเกิดกลัวขึ้นมาว่าถ้าเร่งการออกกฎหมายโอนงบประมาณก่อนที่จะอนุมัติงบประมาณปี 2570 อาจจะต้องนำเงินไปชดใช้เงินคงคลังที่ถูกใช้ไปในปี 2568 ทำให้กำหนดการที่จะต้องมีการโอนงบประมาณถูกเลื่อนออกไปอีก ระบบราชการทั้งระบบก็เข้าสู่ภาวะรอคอย จนเกิดการหยุดชะงักของการเบิกจ่ายในรอบที่สอง ทำให้ท้ายที่สุดการโอนงบจากที่เคยตั้งเป้าไว้ 80,000 ล้านบาทในเดือนเมษายน ลดลงเหลือ 50,000 ล้านบาทในปลายเดือนเมษายน และลงมาเหลือ 20,000-30,000 ล้านบาท จนเมื่อกฎหมายเข้าสู่สภาจริงๆ ก็เหลือเพียง 10,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น


ศิริกัญญากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องทำต่อ เพราะรัฐบาลกำลังขาดเงิน งบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าใช้หมดแล้วนั้น ไม่ได้หมดเพราะเอาไปใช้รองรับวิกฤต โดยอนุมัติไปเพื่อการนั้นจริงเพียงแค่ 3,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่จะโอนรอบนี้เพราะมีหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการกู้ แต่เกิดจากการค้างจ่ายบรรดาคู่ค้าหรือคู่ความ เช่น หนี้รถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งภาระที่จะต้องจ่ายรวมเกือบ 10,000 ล้านบาท และยังมีค่าโง่คลองด่านที่เกิดจากการฟ้องร้องและต้องจ่ายเกือบอีก 10,000 ล้านบาท แล้วยังต้องมีการเตรียมเงินไว้สำหรับภัยพิบัติและความมั่นคงชายแดน รวมถึงภาระอื่นอีกมากมาย


จากคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรีที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในการชี้แจงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ระบุว่าจะต้องใช้สำหรับชำระหนี้ 140,000 ล้านบาท แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาสำนักงบประมาณระบุว่ายอดหนี้เหลืออยู่แค่ราว 50,000 ล้านบาท คณะรัฐมนตรีต้องชี้แจงว่าสรุปแล้วหนี้ที่ค้างจ่ายไปทั่ว ที่วันนี้ยังไม่มีแหล่งงบประมาณมารองรับเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่กันแน่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือระบบราชการทั้งระบบต้องหยุดชะงักสลับเร่งรัดหลายรอบ


ศิริกัญญาอภิปรายต่อว่า การโอนงบประมาณในปี 2563 จากวิกฤตโควิดมีเหตุผลรองรับและสามารถดึงงบประมาณมาได้มากกว่า 88,000 ล้านบาท เนื่องจากงบประมาณปี 2563 ล่าช้าออกไป 6 เดือน และมาจากการลดเงินใช้หนี้เงินต้นมา แต่มาปี 2569 เมื่อไม่มีเหตุสุดวิสัยในระดับเดียวกับโควิด จึงไม่น่าแปลกใจที่สามารถตัดโอนได้เพียง 10,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น


การจัดลำดับความสำคัญของโครงการใหม่ทั้งหมด เมื่อเกิดวิกฤต คือเรื่องสำคัญสำหรับการเกลี่ยก่อนกู้ แต่เมื่อมาดูใน 10,000 ล้านบาท รายละเอียดข้างในปรากฏว่า 93% ของงบประมาณที่ถูกตัดโอนมาคือรายจ่ายลงทุน ถ้าส่วนนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาทเศษ ถูกปล่อยให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะเกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการนำมาแจกเงินหรือทำไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จนรวยไม่ไหวแล้ว แต่รัฐบาลกลับตัดในส่วนนี้ออกมาค่อนข้างสูง ซึ่งน่าแปลกใจ เพราะเป็นการตัดรายจ่ายลงทุนไปเสียส่วนมาก และส่วนใหญ่เป็นการเลื่อนงวดงานออกไป เนื่องจากไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันเวลา แปลว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญใหม่เลย"


ศิริกัญญายังกล่าวว่า ที่ตลกไปกว่านั้นคือการอ้างว่าต้องมีการนำเงินไปรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่กลับมีการตัดงบประมาณในส่วนของแผนบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไป 1,033 ล้านบาท แล้วยังไปตัดงบประมาณจากแผนการบริหารจัดการภัยพิบัติของกรมโยธาธิการในหลักร้อยล้านบาท นอกจากไปตัดในส่วนที่ไม่ควรตัดแล้ว ยังมีการไม่ยอมตัดในส่วนที่ควรตัดอีก ยังมีโครงการที่ยังไม่ได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 2 มิถุนายน แต่ก็ยังไม่ได้ถูกปรับลดงบประมาณหรือค่างวดลง โดยที่หลายโครงการไม่ได้มีความเหมาะสมที่จะต้องทำตั้งแต่ต้น และยังไม่ได้มีการแตะไปถึงงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระที่ไม่ได้ถูกโอนเลยแม้แต่บาทเดียว


ทั้งที่ในการอภิปรายงบประมาณปี 2569 มีการชี้เป้าไว้เยอะมาก เช่น โครงการก่อสร้างของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มีปัญหาในการบริหารสัญญาและเบิกจ่ายล่าช้ามาโดยตลอด สามารถเลื่อนงวดงานและนำเงินกลับมาได้มหาศาล หรือโครงการปรับปรุงศูนย์พัฒนาบุคลากร ซึ่งความจริงก็คือศูนย์กีฬาของ ป.ป.ช. จึงเป็นที่น่าสงสัยมากว่ารัฐบาลได้จัดลำดับความสำคัญใหม่จริงหรือไม่ในการปรับหรือโอนงบประมาณในครั้งนี้ หรือเพียงแค่ดึงเงินจากหน่วยงานที่ยอมให้ดึงและเลื่อนงวดงาน แต่ไม่ไปแตะรายจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ


ในยามวิกฤตแบบนี้ เรายังไม่เห็นภาวะผู้นำของผู้นำประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญใหม่เมื่อประเทศต้องเจอวิกฤต มีปัญหาความสามารถในการมองปัญหาล่วงหน้า มีปัญหาการบริหารเงินและการคลังที่ดี เหมือนรอให้หนี้มันบวมเพิ่มแล้วถึงวันที่จะต้องจ่ายค่อยมาวิ่งหาเงิน เลยหลังชนฝา ต้องหาทุกบาททุกสตางค์มารวมไว้ในก้อนนี้ แต่กลับไม่กล้าที่จะตัดในสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่กล้าที่จะจัดลำดับความสำคัญ ยิ่งสะท้อนว่างบ 10,000 ล้านบาทนี้ที่จะมีการโอน เป็นการช่วยรัฐบาลหมุนเงินที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ประเทศกลับต้องแลกกับการชะลอการเบิกจ่ายของหน่วยราชการต่างๆ” ศิริกัญญากล่าว


ศิริกัญญากล่าวว่า และเมื่อเทียบกับภาระหนี้ที่ต้องจ่ายกว่า 140,000 ล้านบาท ที่ไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวกับวิกฤตพลังงานหรือวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด งบประมาณที่โอนมาได้ยังไม่ถึง 10% ของที่ต้องใช้หนี้ด้วยซ้ำไป การโอนงบประมาณครั้งนี้ นอกจากจะได้ไม่คุ้มเสียแล้ว ยังเป็นสัญญาณเตือนที่ดี ถ้ารัฐบาลนี้เป็นบริษัทเอกชน บริษัทนี้ก็มีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เงินหมุนไม่ทัน เพราะใช้จ่ายเกินตัว ติดหนี้มหาศาลทั้งจากคู่ค้าและคู่ความ ไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการกู้ด้วยซ้ำไป


และน่าเสียดายที่สภาแห่งนี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนการโอนงบประมาณผ่านการแก้ไขกฎหมายนี้ได้ เพราะติดปัญหารัฐธรรมนูญมาตรา 144 ถ้าจะมีการลดหรือโอนงบประมาณเพิ่มจะถือเป็นการเพิ่มรายการ แต่ถ้าจะลดโครงการใดที่ไม่สมควรตัด แล้วไปตัดเพิ่ม ก็จะกลายเป็นการเพิ่มงบประมาณ ทั้งขึ้นทั้งล่องไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนอะไรในเล่มโอนงบประมาณนี้ได้เลย


อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ยังยืนยันว่าสภายังต้องพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบฯ นี้อย่างถี่ถ้วนครอบคลุม แม้จะไม่สามารถปรับหรือลดอะไรได้อีก อย่างน้อยในส่วนที่ไม่ควรทำ ก็ควรที่จะต้องระบุไว้ในข้อสังเกตของการพิจารณา เพื่อให้สภาได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ในการผ่านงบประมาณ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ก็ผ่านสภาแห่งนี้ ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ขอให้เป็นสิทธิของสภาแห่งนี้ในการอนุมัติ”

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ครอบครัว - เพื่อนทำบุญ ส่งใจถึง “ต้าร์” วันเฉลิม ถูกบังคับสูญหายครบ 6 ปี ก่อนพรุ่งนี้ 26 มิ.ย.67 จะมีวงพูดคุยส่งต่อความหวังผ่านแสงเทียน ณ สวนครูองุ่น 16.00 น.

 


ครอบครัว - เพื่อนทำบุญ ส่งใจถึง “ต้าร์” วันเฉลิม ถูกบังคับสูญหายครบ 6 ปี ก่อนพรุ่งนี้ 26 มิ.ย.67 จะมีวงพูดคุยส่งต่อความหวังผ่านแสงเทียน ณ สวนครูองุ่น 16.00 น.


วันนี้ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ศาลาชวน วัดหลักสี่ กรุงเทพฯ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และ Amnesty International Thailand ร่วมพิธีทำบุญเลี้ยงพระ ส่งใจถึง “ต้าร์” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครอบครัวสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีการทำบุญเลี้ยงพระ 5 รูป และกรวดน้ำ จากนั้นถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน


ในวาระครบรอบ 6 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือ “ต้าร์” นักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 โดยมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 มิถุนายน 2563 วันเฉลิมถูกชายนิรนาม 4 คน จับตัวขึ้นรถตู้ ขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับพี่สาว เสียงสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้กับพี่สาวคือ “หายใจไม่ออก” แม้ปัจจุบันเวลาผ่านไป 6 ปี ครอบครัวยังคงตามหาต้าร์ เพื่อน ๆ ยังคงรอคอยการกลับมาของต้าร์ นักกฎหมายและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่างผลักดันกฎหมายเพื่อคืนความยุติธรรมให้ต้าร์และครอบครัว


ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (26 มิ.ย. 2569) เวลา 16.00 - 19.00 น. จะมีกิจกรรม “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’” งานเสวนาอัปเดตความคืบหน้าในการตามหาต้าร์ และการทำงานตามหาผู้สูญหาย รวมถึงการส่งต่อความหวังผ่านแสงเทียน ณ สวนครูองุ่น ทองหล่อ ซอย 3

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันเฉลิมสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ #6ปีต้าร์วันเฉลิม















วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กลุ่มประชาชนพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ภายหลังช่วงเช้ายื่นหนังสือพรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา วาระ 94 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยาม-ไทย (24 มิถุนายน 2475) ที่รัฐสภา

 


กลุ่มประชาชนพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ภายหลังช่วงเช้ายื่นหนังสือพรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา วาระ 94 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยาม-ไทย (24 มิถุนายน 2475) ที่รัฐสภา 


ต่อมา ช่วงเย็นร่วมกิจกรรม #24มิถุนาอภิWhatสยาม วันนี้คณะราษฎรทำอะไร #94ปี24มิถุนา ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


24 มิถุนายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #94ปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง #คปช53








กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยจัด “อภิ What สยาม” รำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กินผัดไทยวันชาติ ชมแสดงโชว์-ดนตรี-ปราศรัย ตั้งโต๊ะลงชื่อ ดัน สสร.เลือกตั้งยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

 


กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยจัด “อภิ What สยาม” รำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กินผัดไทยวันชาติ ชมแสดงโชว์-ดนตรี-ปราศรัย ตั้งโต๊ะลงชื่อ ดัน สสร.เลือกตั้งยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่


วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ มีกิจกรรม “อภิ What สยาม” โดยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) เนื่องในโอกาสวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 โดยมีเวทีการแสดงโชว์ “อภิ What สยาม” ต่อด้วยการบรรเลงดนตรีไทย เล่นระนาดในบทเพลงแสนคำนึง ที่หลวงประดิษฐ์ไพเราะแต่งขึ้นเพื่อต่อต้านการปฏิวัติวัฒนธรรมของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ห้ามเล่นดนตรีไทยในขณะหนึ่ง จากนั้นมีการปราศรัยในหัวข้อ “เรื่อง Exclusive สมัยคณะราษฎร” และปิดท้ายกิจกรรมด้วยคำประกาศคณะราษฎร 2475 ฉบับที่ 1


นอกจากนั้นแล้ว ภายในงานประกอบด้วย “หมุดคณะราษฎร” จำลอง ให้มาร่วมถ่ายภาพ, บูธเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน, รับประทานผัดไทย และรับของที่ระลึกภายในงาน ได้แก่ สติกเกอร์ และหนังสือพิมพ์ “สยามราษฎร์สไตล์” ซึ่งมีเนื้อหาเป็นข่าวสารทางการเมือง อาทิ หมุดคณะราษฎร์หาย การเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ งบประมาณสถาบันฯ และนักโทษทางการเมือง


หนึ่งในผู้จัดกิจกรรม “อภิ What สยาม” ให้สัมภาษณ์ว่า นอกจากกิจกรรมวันนี้จะเพื่อรำลึกเหตุการณ์ปฏิวัติสยาม 2475 ยังต้องการชวนมารื้อฟื้นความทรงจำว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งในประเทศนี้เคยมีความพยายามในการสร้างระบอบประชาธิปไตย และอย่างน้อยครั้งหนึ่งก็เคยมีความฝันอะไรบางอย่างที่ผุดขึ้นมากลางสายลม ถึงแม้ในวันนี้ประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติและการต่อสู้ของประชาชนจะถูกลบเลือนไปมาก อย่างบริเวณรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้จะเคยมีสถาปัตยกรรมของคณะราษฎร์ แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Classic มากขึ้น สะท้อนอย่างหนึ่งว่าประวัติศาสตร์การต่อสู้ภาคประชาชนถูกคุกคามและมีความพยายามลบออกจากประวัติศาสตร์ไปจำนวนมาก 


การสานต่อเจตนารมณ์ของคณะราษฎรนั้น อย่างน้อยอาจเป็นการตั้งคำถามว่า ทำไมยังเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทำไมสิทธิแรงงานยังย่ำแย่ สิทธิประกันสังคมยังไม่ครอบคลุมราษฎรทุกคน และท้ายที่สุดราษฎรไทยจะมีทางออกอย่างไร “คณะราษฎร์ตายไปนานแล้ว แต่คนที่ยังอยู่คือพวกเราที่จะรื้อฟื้นการต่อสู้ และนำจิตวิญญาณของการปฏิวัติสยามกลับมาอีกครั้ง” 


#UDDnews
 #ยูดีดีนิวส์ #24มิถุนาอภิWhatสยาม #คณะราษฎรทำอะไร #94ปี24มิถุนา #94ปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง