วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

‘สส. ธนพร’ ทวงถาม กสม. กลุ่มแรงงานยานภัณฑ์ถูกเลิกจ้าง ติดตามค่าชดเชยมาเป็นปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่ได้ นี่คือการละเมิดสิทธิแรงงานชัดเจน แรงงานเก็บเบอร์รี่ต่างประเทศเจอปัญหาถูกหลอกซ้ำซากทุกปี เมื่อไหร่กระทรวงแรงงานจะแก้ปัญหา

 


‘สส. ธนพร’ ทวงถาม กสม. กลุ่มแรงงานยานภัณฑ์ถูกเลิกจ้าง ติดตามค่าชดเชยมาเป็นปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่ได้ นี่คือการละเมิดสิทธิแรงงานชัดเจน แรงงานเก็บเบอร์รี่ต่างประเทศเจอปัญหาถูกหลอกซ้ำซากทุกปี เมื่อไหร่กระทรวงแรงงานจะแก้ปัญหา


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ธนพร วิจันทร์ สส. บัญชีรายชื่อ สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน พรรคประชาชน ได้กล่าวชื่อชมรายงาน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมเสนอแนะประเด็นแรงงานที่มีการกล่าวถึงเสรีภาพในการชุมนุม การแสดงออก การรวมตัว และการสมาคม


ธนพรกล่าวถึงกลุ่มแรงงานยานภัณฑ์ที่ กสม. ได้มีการระบุไว้ในรายงานว่า เป็นการไปเรียกร้องค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้าง นี่ไม่ใช่การเรียกร้องแต่เป็นการติดตามผล เพราะว่าเงินค่าชดเชยเป็นสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอยู่แล้ว พวกเขาไม่ควรออกไปชุมนุมเรียกร้องด้วยซ้ำ เมื่อเขาถูกเลิกจ้างโดยที่เขาไม่มีความผิด เขาควรจะได้รับสิทธินั้นทันที


สิ่งหนึ่งที่คิดว่ากระทรวงแรงงานในฐานะที่เป็นคนที่บังคับใช้กฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่จะต้องจ่ายค่าชดเชย กลับไม่ปรากฏในรายงาน สิ่งนี้เราคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่กระทรวงแรงงานหรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับไม่บังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างที่ไม่ดี นายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ปล่อยให้พี่น้องกลุ่มแรงงานยานภัณฑ์ กว่า 800 ชีวิต พวกเขาจะต้องออกไปตามสิทธิของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นการติดตามยาวนานนับปีแล้ว จนกระทั่งปัจจุบันยังค้างเงินพวกเขากว่า 200 ล้าน นี่เป็นสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานที่ขั้นรุนแรงมาก


ธนพรกล่าวต่อไปว่า ในอดีตตนเคยเป็นแกนนำที่พาพี่น้องแรงงานไปติดตามสิทธิ สิ่งที่กระทรวงแรงงานทำคือปิดประตู และยังนำโซ่มาคล้องใส่กุญแจ เพื่อไม่ให้แรงงานเข้าไปในพื้นที่ สิ่งนี้เราเห็นว่ามันเป็นการละเมิด จากหน่วยงานที่จะมาคุ้มครองแรงงาน แต่กลับทำเสียเอง


​แรงงานไปรอรัฐมนตรีแรงงานตั้งแต่เช้า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งใหม่ เพื่อที่จะหารือปัญหา แต่รัฐมนตรีกลับหนีออกหลังกระทรวง ภาพเหล่านี้เห็นแล้ว ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ ถือเป็นการไม่ส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลอดภัยของพี่น้องแรงงานที่อยู่ในพื้นที่กระทรวงแรงงาน ​ข้าราชการในกระทรวงแรงงานก็เช่นกันแม้จะมีหน้าที่ทำตามคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรัฐมนตรี ท่านใด จากพรรคใดเข้าไป แต่ก็อยากให้ทาง กสม. ได้เข้าไปศึกษาดู สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น


​ประเด็นต่อมาคือการถูกเลิกจ้าง การถูกเลิกจ้างมีหลายแบบ บางครั้งก็บังคับให้แรงงานลาออก แรงงานไม่ได้อยากถูกเลิกจ้าง แต่ไปบีบบังคับ ให้มีการลาออกบ้าง บังคับให้เขียนใบลาออกบ้าง แล้ววันนี้การเลิกจ้างทั้งประเทศ ตั้งแต่เมื่อปี 2568 ยังไม่ได้รับค่าชดเชยอยู่จำนวนมาก และเป็นจำนวนเงินที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเนี่ย ค้างลูกจ้าง ที่ค้างอยู่ในกระทรวงแรงงานตอนนี้ 2,200 ล้านบาท ซึ่งอาจจะมากกว่านี้ก็เป็นได้ เพราะมีการเลิกจ้างมากขึ้น 


ประเด็นต่อมาจากรายงานใน กสม. พูดถึงลูกจ้างหลายกลุ่มมาก มีทั้งหมด 7 กลุ่ม แต่กลุ่มหนึ่งที่ไม่พูดถึงคือกลุ่มที่เป็นลูกจ้างที่ทำงานในภาครัฐ ในกรม ในกระทรวงต่าง ๆ หรือว่าในสำนักงานของหน่วยงานรัฐที่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน ยังมีอีกมาก นี่คือสิ่งที่ยังขาดไปในรายงาน ส่วนเรื่องแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เช่น พี่น้องแรงงานที่ไปเก็บผลไม้ป่าหรือว่าพี่น้องเบอร์รี่ ทุกปีจะมีปัญหาแบบนี้ ถูกหลอก หลอกซ้ำหลอกซาก แต่ยังไม่มีการจัดการเสียที เราเห็นทุกปีอยู่แล้วว่าเมื่อมีการฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ป่า ก็จะมีการส่งแรงงานไปเก็บผลไม้ป่า หรือว่าไปเก็บเบอร์รี่ที่ต่างประเทศเนี่ย อยากให้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“ศิริกัญญา” ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน คนละครึ่ง 30 ล้านสิทธิแจกไม่ตรงเป้า-ใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือน แถมยัดไส้แผนพลังงาน 2 แสนล้านทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. ด้าน “ภราดร” แจงจำเป็นต้องกู้เยียวยาวิกฤตพลังงาน-สงครามยืดเยื้อ

 


“ศิริกัญญา” ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน คนละครึ่ง 30 ล้านสิทธิแจกไม่ตรงเป้า-ใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือน แถมยัดไส้แผนพลังงาน 2 แสนล้านทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. ด้าน “ภราดร” แจงจำเป็นต้องกู้เยียวยาวิกฤตพลังงาน-สงครามยืดเยื้อ


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (พ.ร.ก.เงินกู้ฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน


โดยศิริกัญญาระบุว่าด้วยความเป็นวาระลับ ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังคงไม่มีใครเห็นเนื้อหาในร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ แต่อย่างใด ได้ยินแต่ถ้อยคำที่รองนายกรัฐมนตรีแถลงว่าเงิน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง จากการแถลงข่าวของรัฐบาล พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จะแบ่งออกเป็นสองแผนด้วยกัน โดยแผนแรกจะเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาวงเงิน 2 แสนล้านบาท แผนที่สองเป็นการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท


โดยหลักการตนเห็นด้วยว่าจำเป็นที่จะต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน แต่ที่น่าติดใจคือเรื่องของวงเงินและรายละเอียดการนำไปใช้ คือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 ล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 1.728 แสนล้านบาท เรียกได้ว่ากู้มาแล้วแจกหมดหน้าตักภายใน 4 เดือนเลย


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ ยังมีการระบุว่าว่าหลักการของ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ นี้คือ 5T โดยหนึ่งในนั้นคือ Target มุ่งเป้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน แต่ก็ต้องถามว่าคนละครึ่งแบบ 30 ล้านคนเป็นการมุ่งเป้าแบบใด แน่นอนว่าการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว แต่การแจกคนละครึ่ง 30 ล้านคนไม่เข้าข่ายมุ่งเป้าแน่นอน อีกทั้งวิธีการลงทะเบียนยังเป็นวิธีการแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าคนที่เดือดร้อนจะได้รับการช่วยเหลือหรือไม่ และคนที่ได้รับความช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่


แผนการเยียวยาที่จะใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือนแรก โดยที่ไม่ได้มีการมุ่งเป้าแต่อย่างใดตามที่รัฐบาลได้แถลง แถมยังเป็นการแจกแบบสุ่มโดยที่คนเดือดร้อนอาจจะไม่ได้ คนที่ได้อาจจะไม่ได้เดือดร้อน ขอถามว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อันใดกันแน่


ในส่วนของภราดร ได้ตอบกระทู้โดยระบุว่าหลายคนถามว่าทำไมต้องออกเป็น พ.ร.ก. หรือมีข่าวว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ อยู่แล้ว ทำไมจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เร่งด่วนอีก 4 แสนล้านบาท นั่นเป็นเพราะในส่วนของเงินงบประมาณปกติปี 2569 ในส่วนของงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้รัฐบาลเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า ขณะที่การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ เดิมที่คาดว่าสามารถที่จะโอนงบประมาณได้ถึง 80,000-90,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายสำนักงบประมาณไปสำรวจมาแล้วคาดว่าจะเหลือเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อมารวมกับงบกลางที่เหลือเหลืออยู่ 20,000 ล้านบาทก็จะจะมีเงินเพียงแค่ 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน


โดย 4 แสนล้านบาทนี้รัฐบาลได้แบ่งเป็นสองก้อน เป็นส่วนของ 2 แสนล้านบาทแรกในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยรัฐบาลได้วางแนวทางไว้ว่าอาจจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ช่วยเป็นจำนวน 4 เดือน และจะให้มีการลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ ในส่วนที่สองคือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งวันนี้มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน ก็จะเป็นการสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาทเช่นกัน ส่วนนี้จะใช้เงินอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท สองส่วนรวมกันใช้เงินประมาณ 1.7 แสนล้านบาท


ภราดรกล่าวต่อไปว่าคำถามคือทำไมต้องเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาท นั่นเป็นเพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่ได้มีการประชุมกันก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ประเมินสถานการณ์สงครามแล้วคาดว่าอยู่ในช่วงของการยืดเยื้อระดับกลาง ไม่จบภายใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้แน่ อาจจะจบในช่วงกลางปีหรือสิ้นปีนี้ จึงต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบาก


หากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงที สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะเข้ายากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินไปจับจ่าย รัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจึงวางมาตรการในการแก้ไขสถานการณ์แบบเร่งด่วนในช่วงนี้ ส่วนจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ก็ต้องถามว่าในประเทศนี้มีใครที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามบ้าง ทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด 13.2 ล้านคนคือกลุ่มเปราะบาง ส่วนอีก 30 ล้านสิทธิขยับเพิ่มมาจากเมื่อครั้งก่อนที่มีการลงลงทะเบียนในรัฐบาลที่แล้ว ที่มีให้ 20 ล้านสิทธิแต่ลงทะเบียนจริงแค่ 19 ล้านคน วันนี้เพิ่มตัวเลขเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็น 30 ล้านคน รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะเป็น 43.2 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าครอบคลุมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด


ศิริกัญญาได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าฟังคำตอบแล้วตนก็ยังไม่เข้าใจว่าจะมาพูดซ้ำในสิ่งที่ตนพูดไปทำไม คำตอบในเรื่องของความมุ่งเป้าก็ไม่ได้ตอบ ตนเห็นและรู้ถึงความจำเป็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา แม้แต่การโอนงบประมาณที่จะพยายามให้ได้ 50,000 ล้านบาทวันนี้ก็ได้ฟังกับหูแล้วว่าได้แค่ 20,000-30,000 ล้านบาท และตนก็ทราบดีว่าจำเป็นที่จะต้องมีการเยียวยาโดยเร่งด่วน และยังยึดถือเอาคำที่รัฐบาลอ้างว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลังโดยการตั้งกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน แต่ในภาวะที่ประเทศประเทศถังแตกแบบนี้ ควรต้องใช้เงินอย่างระมัดระวังที่สุด ถ้าไม่จบภายใน 4 เดือนรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อ 


แล้วสิ่งที่รัฐบาลยังทำอีกคือมีแผนที่สองยัดไส้มาอีก คือแผนการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นแบบนี้ก็ยังที่จะกู้สุดแรงเกิด และมีเจตนาที่จะยัดใส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วนมาอยู่ใน พ.ร.ก. กู้ด่วนแบบนี้ด้วย ต้องถามว่าถ้าไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนมิอาจหลีกเลี่ยงได้เชียวหรือ อีกทั้งแผนนี้ยังไม่ได้มีรายละเอียดโครงการที่จะเอามาใช้แต่อย่างใด


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าถ้ารัฐบาลบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ได้ภายในปีเดียว จึงต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 ต้องถามว่าภายในปีเดียวจะเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่ % จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ แล้วจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดไหน ถ้ารออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก็ไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม หรือถ้าอยากจะกู้เงินใจจะขาดอีก 2 แสนล้านบาท รัฐบาลก็ควรจะแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อเยียวยา อีกก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน แบบมีรายละเอียดโครงการชัดเจนมาเลย ก็จะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 จึงต้องถามว่าเหตุผลใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดใส้โครงการไม่เร่งด่วนเข้ามาใน พ.ร.ก. กู้ด่วน จนทำให้ต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 


ในส่วนของภราดร ระบุว่าเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง เรื่องนี้ได้มีการประชุม 4 หน่วยงานและมีแผนการคลังระยะปานกลาง มีการจำลองสถานการณ์ไว้โดยใส่เงินกู้ก้อนนี้เข้าไปด้วย โดย 4 แสนล้านบาทนี้จะมีการแยกเป็นสองปี ปีนี้กู้ 2 แสนล้านบาท ปีหน้ากู้อีก 2 แสนล้านบาท และในส่วน พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปกติก็ได้ทำตัวเลขใส่ไว้แล้ว ซึ่งจากการประมาณการของ 4 หน่วยงาน ทำให้เห็นชัดว่าภายใน 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะก็ยังจะไม่เกินที่ 70%


ส่วนเรื่องสอดใส้หรือไม่กับโครงการ 2 แสนล้านบาท ความเร่งด่วนขึ้นอยู่กับคนมองและวิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศ ว่ามองเรื่องวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบไหนและเร่งด่วนหรือไม่ ประชาชนได้รับผลกระทบจากเรื่องพลังงานแน่นอน และพลังงานไฟฟ้าที่วันนี้ประชาชนบ่นกันมาก ส่วนหนึ่งแน่นอนว่ามาจากพลังงานฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า


ภราดรกล่าวต่อไปว่าก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เคยได้มาชี้แจงต่อสภา ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพของประชาชน โดยจัดสรรขั้นบันไดของค่าไฟให้ประชาชนแบบครัวเรือนเสียน้อยลง โดยตั้งใจที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เป็นรูปแบบที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลให้น้อยลงที่สุดเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด โดยที่หลายกระทรวงก็น่าจะมีโครงการเข้ามาเสนอ และหลังจากที่ พ.รก. ได้ถูกบังคับใช้และผ่านสภาแล้ว ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อคัดกรองโครงการ และจะทำให้รวดเร็วที่สุดเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องการลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล


ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลมากที่สุด โดยที่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤติแบบนี้อีกเมื่อไหร่ นี่จึงเป็นโอกาสของประเทศในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนคำถามที่ว่าแล้วทำไมไม่ไปใช้ในงบประมาณปี 2570 นั่นก็เพราะงบประมาณปี 2570 อยู่ในช่วงของการเร่งรัดการทำ พ.ร.บ. ให้เสร็จทัน 1 ตุลาคม 2569 เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้เงินใช้พลางไปก่อนในงบประมาณปี 2569 แต่เมื่อเร่งทำให้เสร็จ แผนที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอโครงการเข้ามาในงบประมาณปี 2570 ย่อมทำไม่ทัน 


ภราดรกล่าวต่อไปว่าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้ปิดการให้หน่วยงานส่งคำขอไปที่สำนักงบประมาณแล้ว และเมื่อไปดูในรายละเอียดว่าหน่วยงานมีคำขอที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายพลังงานมากน้อยแค่ไหน ตนเชื่อว่าไม่มากด้วยเวลาจำกัด จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องใช้โอกาสนี้มาเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างความยั่งยืนในการใช้พลังงานสะอาดพลังงานจากฟอสซิล


จากนั้นศิริกัญญาได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่รัฐมนตรีให้รายละเอียดว่าสุดท้ายแล้วโครงการที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจะไม่ทันใส่ลงไปในงบประมาณปี 2570 แสดงว่าโครงการที่จะอยู่ในแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดยังเป็นวุ้นอยู่ ยังไม่มีโครงการใดอยู่ในมือเลย เป็นแผนลอย ๆ และมีการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลนำไปใช้กลไกคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งก็เต็มไปด้วยข้าราชการประจำอยู่ดี มันคือการตีเช็คเปล่ากับประชาชนที่ต้องเป็นคนใช้หนี้


ดังนั้นมันก็คือการคิดไปทำไป ไม่ได้สะท้อนเลยว่าถ้าไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างที่รับไม่ได้อย่างไร พ.ร.ก. ไม่ใช่เรื่องที่ควรออกกันอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฏหมายในระดับ พ.ร.ก. เป็นการทำงานแบบข้ามหัวสภา ผู้แทนราษฎรไม่ได้มีโอกาสในการตรวจสอบและให้ความเห็น ตนไม่ติดถ้าจะต้องออกเพื่อเยียวยา แต่ถ้าจะเอาไปทุ่มกับคนละครึ่ง 1.2 แสนล้านบาท ก็ไม่ต้องออกถึง 2 แสนล้านบาทก็ได้ เก็บกระสุนเอาไว้สำหรับการเยียวยาแบบตรงกลุ่มเป้าหมายแทนดีกว่า


ศิริกัญญายังกล่าวต่อไปว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและวิกฤตจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ แต่กระสุนก็จะไม่เหลือแล้วที่จะนำไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมกู้ใหม่ก็น่าจะไม่ได้แล้ว นี่น่าจะเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่ประเทศจะสามารถออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. เพื่อที่จะกู้เงินได้ เพราะไม่ใช่แต่เพียงหนี้สาธารณะที่ใกล้จะสูงจนชนเพดาน แต่ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% แต่แนวโน้มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยามที่เงินเฟ้อสูงเช่นนี้


จึงต้องถามว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีแต่การประกาศแผนการกู้ ว่าจะกู้แต่ในประเทศ ต้นทุนการกู้ยืมไม่ได้สูงมากแต่อยู่ในแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมต้นปีถ้ารัฐบาลจะกู้พันธบัตร 10 ปี ต้นทุนดอกเบี้ยแค่บาทเดียวหรือ 1% เท่านั้น วันนี้อยู่ที่ 2% กว่าแล้วและยังไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน แผนที่จะใช้เงินก็ยังไม่ชัด แผนการกู้เงินก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วแผนการใช้หนี้จะเป็นอย่างไร 


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมามีการปล่อยให้รัฐบาลก่อนหน้ากู้แบบนอกงบประมาณราว 1.5 ล้านล้านบาท แล้วกลายมาเป็นภาระที่ต้องใช้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จนมาเบียดบังงบประมาณรายจ่ายประจำปีไปทุกปี จึงต้องสอบถามว่าแผนการการใช้หนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ทุกวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่ารัฐบาลมีความสามารถที่จะใช้หนี้อย่างไร ต้องจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมหรือไม่ แผนภาษีในอนาคตต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ได้มีการสอบถามในคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะมีการออกมติให้มีการออก พ.ร.ก. กู้เงินหรือไม่


ทางด้านภราดรระบุว่าข้อกล่าวหาว่าเป็นเช็คเปล่าเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินไป รัฐบาลได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ศิริกัญญาบอกว่ารัฐบาลใช้ก้อนแรก 1.7 แสนล้านบาทภายใน 4 เดือนก็ถูกต้อง เพราะรัฐบาลต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้น ๆ นี้ ถ้าไม่เยียวยาในช่วงนี้จะเยียวยากันเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยหาแนวทางเยียวยาอย่างนั้นหรือ วันนี้อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประชาชน และการใช้เงิน 1.7 แสนล้านบาทในช่วงเวลา 4 เดือนจากนี้ไป เชื่อว่าถึงมือประชาชนทุกเม็ดทุกบาท นี่ต่างหากคือหัวใจสำคัญ


ส่วนเรื่องแผนการกู้และแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล แน่นอนว่าจะเป็นการกู้เงินในประเทศ และดอกเบี้ยในการกู้คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1.3% เท่านั้น เป็นดอกเบี้ยที่ถูกมาก ส่วนแผนการใช้หนี้ก็จะเป็นไปตามปกติ คือการตั้งในเงินงบประมาณปีถัดไป คือ 4% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งในแต่ละปีจะเป็นการใช้เงินต้นประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยก็ต่างหาก นี่คือวิธีการที่รัฐบาลบริหารจัดการหนี้ของประเทศมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา


ภราดรยังกล่าวต่อไปว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลในครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน โดยวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือการนำเงินทุกบาทไปให้ถึงมือประชาชนอย่างแน่นอน


สุดท้าย ศิริกัญญาได้ใช้เวลาที่เหลือในการฝากไปถึงรัฐบาล โดยระบุว่าขอให้รัฐบาลอย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันแล้วมาสอดใส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วน เพียงเพื่อที่จะหวังผลอย่างอื่นหรือไม่ ถ้ามีการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วจะมีปัญหาในภายหลัง ก็อย่านำการเยียวยาของประชาชนมาเป็นข้ออ้างและตัวประกันแบบนี้ เพราะเป็นรัฐบาลเองที่ไม่ยอมแยก พ.ร.ก. ออกจาก พ.ร.บ. ในส่วนที่เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ถ้าจะเกิดผลอะไรขึ้นก็เป็นรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบในท้ายที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ธีรศักดิ์ จี้รัฐบาลทบทวน ดัน 2 ร่างกฎหมายครูกลับเข้าสภา ล้างมรดก ม.44 ของ คสช

 


ธีรศักดิ์ จี้รัฐบาลทบทวน ดัน 2 ร่างกฎหมายครูกลับเข้าสภา ล้างมรดก ม.44 ของ คสช.


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.ของพรรคประชาชน ได้แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา โดยขอให้รัฐบาลยืนยันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครูกลับเข้าสู่สภาอีกครั้ง


ธีรศักดิ์กล่าวว่า วันนี้พวกตนมาแถลงข่าวเพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีได้ยืนยันกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา เกี่ยวข้องกับครู เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพ กลับเข้าสู่สภา โดยนับตั้งแต่ที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการศึกษา ปี พ.ศ. 2542 มา ก็มี พ.ร.บ. อื่น ๆ ตามจาก พ.ร.บ. ดังกล่าวอีกมาก ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราแทบจะไม่มีกฎหมายทางการศึกษาใด ๆ ที่เกี่ยวกับครูผ่านไปได้เลย เรียกได้ว่าวาระทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับครูและนักเรียนแทบจะไม่มีผ่านสภาแห่งนี้


ธีรศักดิ์กล่าวต่อว่า แต่ตนดีใจเมื่อสภาชุดที่ผ่านมานำวาระทางการศึกษาคือร่าง พ.ร.บ. สองร่างเข้ามาสู่สภาได้นั่นคือ ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยร่างที่ถูกใช้เป็นร่างหลักคือของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลคนปัจจุบัน ซึ่งเราก็ได้เห็นว่าเนื้อหาสาระเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงสนับสนุนเต็มที่และได้ผลักดันผ่านกระบวนการของสภาไป จนกระทั่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสร็จสิ้นแล้วทั้งสองฉบับ ฉบับหนึ่งดันไปสู่วุฒิสภาแล้ว ในส่วนของ พ.ร.บ. สภาครู ได้ผลักดันเข้าไปให้ถึงวาระที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อ แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจว่าเหตุการณ์จบอยู่แค่นั้น เกิดการยุบสภาไปก่อน เมื่อตั้งสภาขึ้นมาใหม่ กฎหมายก็ระบุว่าจำเป็นที่จะต้องให้ ครม. ยืนยันกฎหมายที่ถูกค้างไว้ในสภา เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง


แต่ที่ผ่านมาตนและทีมการศึกษาของพรรคประชาชนได้ติดตามว่า ครม. จะนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องครูเข้ามาในสภาหรือไม่ ก็ได้พบว่าเอกสารที่พอจะเชื่อถือได้ว่า จะมีกฎหมายอยู่ 31 ฉบับที่ ครม. จะนำกลับเข้ามาพิจารณา ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่พบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครูทั้งสองฉบับที่กล่าวข้างต้น หากถามว่ากฎหมายสองฉบับดังกล่าวสำคัญอย่างไร กฎหมายทั้งสองฉบับจะเป็นการล้างมรดกของ คสช. ที่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 นำตัวแทนของครูออกจากบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสำคัญในกระทรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดของคณะกรรมการคุรุสภา บอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องของการบรรจุ การจัดสรรอัตรากำลัง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การรับรองวุฒิต่าง ๆ ซึ่งสำคัญมาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าตลอด 10 ปีแล้ว เราไม่มีตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพ ตัวแทนของผู้บริหารสถานศึกษา ตัวแทนของผู้บริหารในเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ เข้านั่งอยู่ในคณะเหล่านี้เลย


ธีรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า วันนี้ตนจึงขอมาเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีได้โปรดทบทวนอีกครั้ง ซึ่งตนก็ยังมีความหวังอีกครั้งว่าหลังประชุม ครม. ในวันอังคารหน้า อันจะตรงกับวันที่ 12 พฤษภาคม ที่จะส่งหนังสือยืนยันมาว่าจะส่ง พ.ร.บ. อะไรกลับเข้าสู่สภาบ้าง ซึ่งก็ขอให้ท่านได้พิจารณา 2 พ.ร.บ. ดังกล่าวด้วย โดยให้เห็นถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมของพี่น้องครู อย่าใช้แต่ผู้บริหารจากข้าราชการส่วนกลางซึ่งมีอำนาจมากอยู่แล้ว ในการดำเนินกิจการทางการศึกษา โดยละทิ้งการมีส่วนร่วมของครู


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




ปชน. เตรียมยื่นศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อัดแพ็กเกจเยียวยามัดรวมเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ไม่มีรายละเอียดโครงการ สะท้อนจงใจสอดไส้เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน

 


ปชน. เตรียมยื่นศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อัดแพ็กเกจเยียวยามัดรวมเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ไม่มีรายละเอียดโครงการ สะท้อนจงใจสอดไส้เอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท


โดยในส่วนของณัฐพงษ์ ระบุว่าหลังจากการหารืออย่างรอบคอบ พรรคประชาชนเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการสอดไส้การตีเช็คเปล่ากู้เงิน 2 แสนล้านบาท ในเรื่องการผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพราะการออก พ.ร.ก. ในครั้งนี้มีสองแผนที่มัดรวมกันมาเป็นชุดเดียว และต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาหลายปี นอกจากนี้สิ่งที่ยังไม่มีใครเห็นคือรายละเอียดไส้ในว่า 2 แสนล้านบาทที่รัฐบาลใช้อำนาจในการออกเป็น พ.ร.ก. เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่าต้องเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร


พรรคประชาชนจึงพร้อมที่จะใช้อำนาจที่มีในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ในการเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในลำดับถัดไป และยินดีที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านมาลงชื่อด้วยกัน ซึ่งตามกระบวนการพรรคประชาชนได้มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด คือต้องระมัดระวังไม่ให้การใช้สิทธิเสนอความเห็นตามช่องทางนี้ เป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจของตนเอง เพราะฉะนั้น ในส่วนของคำร้องพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการร่างเอง


ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ วงเงินที่เป็นการเยียวยาประชาชนก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะเป็นการเยียวยาแบบสุ่มและไม่ได้พุ่งเป้าอย่างที่รัฐบาลพยายามสื่อสารก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามอำนาจในการตรา พ.ร.ก. ก็เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในกรณีที่มีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในส่วนที่พรรคประชาชนกังวลใจต่อการใช้อำนาจครั้งนี้คือความลุแก่อำนาจ ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ก็คือการกู้ 2 แสนล้านบาทที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน


ในส่วนของศิริกัญญา ระบุว่าสิ่งที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตอบตนมาในการตั้งกระทู้ถามสดเมื่อเช้า ว่าเป็นเพราะคนเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจึงต้องจ่าย 30 ล้านคน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ควรที่จะจ่ายแบบถ้วนหน้าไปเลย แต่กลายเป็นว่าในทางหนึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าอยากให้เป็นการเยียวยาแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง แต่ในรายละเอียดของการเยียวยากลับกลายเป็นการเยียวยาแบบเกือบถ้วนหน้า 


ซึ่งถ้าจะถ้วนหน้าจริงก็ควรต้องแตะไปที่ 50 ล้านคนขึ้นไป ไม่รวมผู้ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์และอื่นๆ แต่รอบนี้ก็เมื่อรวมทั้งคนละครึ่งและการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ได้รับผลประโยชน์อยู่ที่ราว 44 ล้านคน แสดงว่าจะมีคนส่วนหนึ่งที่ตกหล่นแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ พรรคประชาชนไม่ติดถ้าจะต้องมีการเยียวยาประชาชน แต่ควรจะเลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้ารัฐบาลอ้างว่าทุกคนเดือดร้อนก็ควรจะแจกแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ต้องพูดเรื่องการอยากพุ่งเป้า ถ้าอยากพุ่งเป้ารัฐบาลก็ต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงต้องตกหล่นหรือคนที่ไม่ได้เดือดร้อนกลับได้รับแทน


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าส่วนเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รัฐมนตรีก็ได้ออกมายอมรับเองแล้วว่ายังไม่มีโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องเข้ามาและผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกที รวมถึงยังยอมรับอีกด้วยว่าการเยียวยาจะเป็นการกู้ปีนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด


อย่างไรก็ตามส่วนที่พรรคประชาชนจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ คือการขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ 


ศิริกัญญายังกล่าวอีกว่าพรรคประชาชนพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องวินัยการเงินกลางคลังไม่ได้มีแค่เรื่องของเพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องของการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีเพียงคำตอบเดียวตามโพย อ้างว่าวินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุเพดาน ซึ่งตนไม่ได้ถามในส่วนนั้น ก็อาจช่วยปลอบใจรัฐบาลไปได้ว่าทุกอย่างยังคงดีอยู่ แต่ทุกคนที่เป็นวิญญูชนย่อมทราบดีว่าวินัยการเงินการคลังได้ถูกทำลายไปแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ปชน.จี้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. ดึงร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสภา

 


ปชน.จี้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. ดึงร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสภา


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ และ นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน ได้แถลงที่อาคารรัฐสภา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาต่อการนำร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR)


กมนทรรศน์กล่าวว่า วันนี้ตนขอยืนยันว่าประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมาย PRTR และรัฐบาลเองจะต้องให้ความสำคัญกับสิทธิของพี่น้องประชาชนมากกว่านี้ ต้องเลิกปิดหูปิดตาประชาชน และเลิกแอบวางระเบิดมลพิษไว้ที่ข้างบ้านของประชาชน เหมือนที่เคยทำตลอดหลายปีที่ผ่านมา


กมนทรรศน์กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยถูกหมักหมมมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งยิ่งนานวันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกที แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่ดูเหมือนว่าจะจัดการในเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แต่กฎหมายเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่การจัดการที่ปลายเหตุ และตัวบทกฎหมายเองก็ยังไม่เท่าทันบริบทของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางโรงงานอันตราย ท่ามกลางสารเคมีอันตราย ขยะอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย แผ่นดินที่ปนเปื้อน และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยที่ประชาชนไม่เคยได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้ปล่อยมลพิษ พวกเขาปล่อยมลพิษออกมามากน้อยแค่ไหน ปล่อยออกมาแล้วใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ประชาชนจะต้องเจ็บป่วยโดยที่รู้ต้นตอไม่ได้ ชุมชนได้รับผลกระทบแต่เข้าถึงข้อมูลไม่ได้ และหลายครั้งเมื่อเกิดวิกฤต คนที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน


ตนขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน และนี่คือเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กฎหมายดังกล่าวจะทำให้ผู้ที่ก่อมลพิษไม่สามารถซ่อนข้อมูลได้อีกต่อไป ปล่อยสารเคมีอะไรออกมาก็ต้องรายงาน ขนย้ายของเสียออกไปที่ไหนก็ต้องตรวจสอบดูแลได้ มีการรับผิดชอบ รัฐบาลไม่ควรจะนิ่งเฉยหรือละเลยความสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ในสมัยที่แล้วพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่น่าเสียดายว่ามติ ครม. ในวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่มีการหยิบร่างดังกล่าวกลับเข้ามาในสภา และที่สำคัญในวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ Net Zero ประเทศไทยอยากที่จะก้าวเข้าสู่กลุ่มสมาชิก OECD ตามคำแถลงของนายกรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา คำแถลงนโยบายถือว่าเป็นสัญญาที่ให้กับประชาชน รัฐบาลจึงไม่ควรปฏิเสธกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OECD ก็ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ และพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น


จากที่กล่าวมาทั้งหมด ตนขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีกลับไปพิจารณาให้ร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาภายในวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่จะมีมติให้เข้าสภาก่อนวันที่ 14 พฤษภาคม กฎหมายดังกล่าวเกิดจากการเข้าชื่อของประชาชน 12,000 รายชื่อ การละเลยดังกล่าวถือเป็นการทำร้ายเจตจำนงและไม่ฟังเสียงความต้องการของประชาชน อย่าให้การเดินทางของกฎหมายที่ประชาชนได้ร่วมกันต่อสู้กันมาหลาย 10 ปีถูกทำลายลง ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้าจะมีข่าวดีให้กับประชาชน คือการรับร่างดังกล่าวให้สภากลับมาพิจารณาต่อ เพื่อเป็นความหวังในการคืนสิทธิการรับรู้ของประชาชน คืนสิทธิการอยู่อาศัยในที่ที่ปลอดภัย คืนสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป


ด้านรอมฎอนกล่าวว่า 3 ปีที่แล้วมีเหตุการณ์โกดังพลุระเบิดที่ตลาดมูโนะ จ.นราธิวาส โดยเหตุการณ์ในทำนองดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วประเทศซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่จริงเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ การเข้าถึงข้อมูลมลพิษและวัตถุอันตรายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ตนในฐานะตัวแทนของประชาชน อยากให้รัฐบาลนำร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภา


นฤมาศกล่าวว่า ในเขต 6 จังหวัดชลบุรี มีนิคมอุตสาหกรรม มีท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีการขนส่งสินค้าทางสารเคมีต่าง ๆ และในพื้นที่ของตน ชุมชนกับพื้นที่อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกัน การสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวจึงสำคัญต่อพี่น้องประชาชนในเขตของตนและพี่น้องทั่วประเทศไทย เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าคุณภาพชีวิตของลูกหลานเรา และทราบว่ามีสารเคมีอะไรอยู่ใกล้กับบ้านเรือนของเราบ้าง ตอนนี้ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่ควบคุมปัญหาดังกล่าว ไม่มีการชี้แจงว่าสารพิษนั้นมีอะไรบ้าง มีจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรจะรับรู้ และเมื่อเกิดเหตุจะได้จัดการกับต้นเหตุอย่างทันท่วงที เพราะสารเคมีแต่ละชนิดมีวิธีการจัดการแตกต่างกัน จึงขอเรียกร้องให้กฎหมายดังกล่าวเข้าสู่ ครม. ในสัปดาห์หน้า เพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน และให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับรู้ว่าใกล้ตัวของเขาต้องดูแลสุขภาพอย่างไร แล้วรัฐบาลต้องดูแลอย่างไร อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องของการขอความร่วมมือ แต่จำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้มงวด เพื่อคุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกคน


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน








“เท้ง ณัฐพงษ์” ยก 3 วาระประชาชนที่นายกฯ อนุทินควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี

 


“เท้ง ณัฐพงษ์” ยก 3 วาระประชาชนที่นายกฯ อนุทินควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะเคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 


3 วาระประชาชน ที่นายกฯ อนุทินต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน


ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2569 ผมอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน 


โดยในวันนี้เราเผชิญปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งโจทย์สำคัญของผู้นำไทยในเวลานี้ต้องพลิกบทบาทในระดับนานาชาติให้ได้ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าตัดสินใจถือบทบาทนำ 


ผมจึงขอเสนอ 3 วาระที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นั่นคือ ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา วิกฤตด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม


ประเด็นแรก การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่ ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU44 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา และนายกฯ อนุทินอาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้


ประเด็นต่อมา ด้านวิกฤตพลังงาน ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของสถานการณ์โลก 


ในเวลาที่ท้าทายแบบนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องจับมือกันผ่านการผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทผู้นำในการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกภูมิภาค 


การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมต่อการเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้านี้ให้ประสบความสำเร็จ


ประเด็นสุดท้าย ด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) มานานกว่า 20 ปี แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ดีขึ้นจากเดิม จนทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่นพิษประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เราอยู่ในสถานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” และ “ผู้ก่อมลพิษ” ในเวลาเดียวกัน


ผมจึงเสนอให้นายกฯ อนุทินใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น “ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน” โดยการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) และยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานระดับอาเซียน เพื่อสามารถแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับการออกมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรมีที่มาจากการเผา​ กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน​ จัดการสินค้าที่มาจากการเผาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อตัดปัญหาการรับซื้อจากบริษัทนำเข้าแล้วมาอ้างว่ารับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ


ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก - สาย - รวก และโขง รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการผ่านเวทีอาเซียน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน โดยนอกเหนือจากการอาศัยกรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว ควรเร่งเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึง United Nations Development Programme เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา อันจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์มลพิษ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ


ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การมีมาตรการที่จริงจังต่อการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ซึ่งมีไทย เมียนมา จีน เป็นสมาชิกครบถ้วน เป็นกลไกสำคัญ นอกจากนี้ ควรขยายระดับการเจรจากับจีนจากความร่วมมือแบบทวิภาคีไทย - จีน ไปสู่กรอบอาเซียน - จีน ผ่านกลไกของ China-ASEAN Environmental Cooperation Center เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและประสิทธิภาพของการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค 


ทั้ง 3 วาระนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราขาดกลไกหรือขาดองค์ความรู้ในการจัดการปัญหา แต่สิ่งที่ขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ผมหวังว่านายกฯ อนุทินจะใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสกอบกู้บทบาทนำของประเทศไทย พิสูจน์ว่าอาเซียนที่มีประเทศไทยถือธงนำ จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้มองอาเซียนเป็นที่พึ่งที่หวังอีกครั้ง นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว นั่นคือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและผู้คนทั้งอาเซียน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ พรรคประชาชน

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู” ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ

 


“ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู” ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ 


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด โดย ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายถึงหลักการและเหตุผลสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเรือนจำไทย


ศศินันท์ระบุว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พบว่าถึงแม้จะมีการศึกษาเรื่องนี้มาหลายสมัย แต่ปัญหานักโทษล้นเรือนจำยังคงวิกฤต โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังจริงกว่า 300,000 คน ขณะที่ความจุรองรับได้เพียง 200,000 คน อีกทั้งเรือนจำหลายแห่งมีอายุกว่า 100 ปีโดยขาดการปรับปรุง ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับสากล สิ่งที่ตนเสนอจึงไม่ใช่การศึกษาซ้ำรอยเดิม แต่เป็นการมองในมิติ “เชิงคุณภาพ” ทั้งระบบการรักษาพยาบาลและกระบวนการคืนคนสู่สังคม


ศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า สิทธิในสุขภาพคือสิทธิพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติระบบส่งต่อผู้ป่วยในเรือนจำยังเป็น “คอขวด” จนนำมาซึ่งความสูญเสีย เช่นกรณีของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่เสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเรือนจำไม่มีแพทย์เวรดึกและมีปัญหาเรื่องการจัดการกุญแจห้องขังในยามฉุกเฉิน รวมถึงกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน ที่ป่วยหนักแต่กลับได้รับการปฏิบัติไม่เหมือนนักโทษการเมืองคนอื่นที่สามารถออกไปรักษานอกเรือนจำได้ ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องเร่งหาทางแก้ไข


นอกจากนี้ ศศินันท์ยังเน้นย้ำถึงปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 33.87% โดยมองว่าเป้าหมายของเรือนจำต้องเปลี่ยนจาก “จองจำ” เป็น “ฟื้นฟู” ปัจจุบันวิธีคิดของกรมราชทัณฑ์ยังเน้นเพียงการฝึกระเบียบวินัย หรือโครงการคืนคนดีสู่สังคมที่ขาดการเชื่อมโยงกับโลกความจริง เช่น การทำโคกหนองนาซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินรองรับ หรือการฝึกสมาธิและเรียนบาลี ในขณะที่ต่างประเทศใช้การทำ MOU กับสภาอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการฝึกอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการจริง


ศศินันท์กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สภาวะที่เด็กเกิดต่ำและแรงงานลดลง รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงโทษให้เข็ดหลาบหรือการตัดสิทธิพลเมือง มาเป็นการทำให้รัฐแบกรับภาระน้อยที่สุดผ่านมาตรการขังนอกเรือนจำ การให้สิทธิประกันตัว และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนเพื่อรับผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยต้องเปลี่ยน “ห้องขังเป็นโอกาส” ผ่านการฝึกงานในเรือนจำ การเรียนออนไลน์ หรือการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการศึกษาและจัดสอบได้ตามสิทธิ


ศศินันท์กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ได้ผูกพันแค่กระทรวงยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ถ้าทำงานอย่างเป็นระบบ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่ไม่ใช่เป็นเพียงการคุมขัง แต่เป็นการสร้างคนมากขึ้น เราสามารถคืน “คนปกติ” ไม่ใช่แค่คนดีอย่างเดียว กลับสู่สังคมไทยได้อย่างสง่างามและปลอดภัยสำหรับทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน