ธิดา ถาวรเศรษฐ : ในวาระวันสตรีสากล 8 มีนา การกดขี่ทางชนชั้นและการกดขี่ทางเพศ
กลุ่มคนในโลกนี้ที่ต้องการต่อสู้กับผู้ปกครองประเทศที่เป็นเผด็จการและครอบงำสังคมโดยชนชั้นนำที่มีอำนาจทางการทหาร อำนาจจารีตประเพณี และอำนาจทางเศรษฐกิจ เราถือว่าเป็นการต่อสู้การกดขี่ทางชนชั้น ซึ่งเป้าหมายการต่อสู้นั้นขึ้นกับอุดมการณ์ว่า จากจุดยืนของชนชั้นกรรมาชีพ หรือจุดยืนเสรีประชาธิปไตย ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และความยุติธรรม แนวโน้มของโลกปัจจุบันส่วนใหญ่มุ่งสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตย ในสังคมไทย พรรคการเมืองที่เป็นพรรคลัทธิมาร์กซ์ โดยจุดยืนชนชั้นกรรมาชีพและต่อสู้ด้วยอาวุธก็ล่มสลายไปแล้ว พรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันก็จัดเป็นพรรคการเมืองนายทุน พรรคการเมืองของฝั่งจารีตอำนาจนิยม และพรรคการเมืองท้องถิ่นที่มุ่งเป็นรัฐบาล แสวงหาผลประโยชน์จากการได้อำนาจรัฐเป็นหลัก
การต่อสู้เพื่อสังคมที่ก้าวหน้าทางการเมืองเพื่อให้อำนาจการเมืองการปกครองเป็นของประชาชนจริงตามระบอบประชาธิปไตย ก็ยังถือว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น เพราะชนชั้นนำไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนจริง จึงต้องผนึกกำลังฝ่ายต่าง ๆ เพื่อร่วมกันต่อสู้กับการกดขี่ทางชนชั้นเป็นด้านหลักของการต่อสู้ของประชาชน
การต่อสู้นี้สืบทอดมานับร้อยปีแล้ว จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเกิดหน่ออ่อนของการต่อสู้มาตั้งแต่ยุค ร.6 อันได้แก่กบฏหมอเหล็ง มาถึงคณะราษฎร มาถึงขบวนการประชาชนยุค 2516, 2519, 2535, 2551-2553, 2563-ปัจจุบัน ภารกิจนี้ยังไม่สิ้นสุด เพราะฝ่ายจารีตใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ทั้งหลอกลวง ปราบปราม และใช้นิติสงครามจับกุมคุมขังกระทั่งทุกวันนี้ นี่คือด้านหลักของการต่อสู้ของประชาชนที่ยังดำรงอยู่ ถ้าไม่ตระหนักเรื่องนี้ เขาก็ไม่อาจนับว่าเข้าใจพัฒนาการการต่อสู้ของประชาชนจริง หรือว่าจุดยืนเขาไปอยู่ข้างปรปักษ์ของประชาชน เพื่อเอาตัวรอดและเพื่อผลประโยชน์
ส่วนการกดขี่ทางเพศนั้น เป็นการกดขี่ที่ผนวกเอาทั้งการกดขี่ทางชนชั้นร่วมกับการกดขี่ทางเพศ เช่น สตรีผู้สูงศักดิ์และเป็นครอบครัวชนชั้นนำ ย่อมมีชีวิตที่ดีกว่าสตรีในครอบครัวมวลชน ชนชั้นล่าง ชาวนาชาวไร่ กรรมกร หรือกล่าวได้ว่า สตรีในชนชั้นล่างถูกกดขี่ 2 ชั้น คือถูกกดขี่ทางชนชั้นและกดขี่ทางเพศด้วย ทุกคนก็ทราบว่าลัทธิชายเป็นใหญ่ได้ครอบงำสังคมมนุษย์มายาวนาน และที่ ๆ ปกครองอย่างจารีตนิยมมาก ก็ยิ่งกดขี่ทางเพศมาก โดยผู้สร้างวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี มากดขี่สตรีเพศในที่เคร่งศาสนา บางศาสนาผู้หญิงถูกบังคับให้ตายตามสามีก็มี การถูกก้อนหินขว้างปาจนตายในกรณีที่สงสัยว่าทำผิดประเพณี หรือการแต่งกายที่ต้องปกปิดทั้งตัว การไม่ได้รับการศึกษาเท่าเทียมชาย ไม่ได้ค่าแรงงานเท่าเทียมเพศชาย ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้นำในหน่วยงาน เพราะเป็นเพศหญิง หรือบางทีกษัตริย์ก็เป็นเพศหญิงไม่ได้ เป็นต้น
ถ้าเป็นคนที่ก้าวหน้าจริง นอกจากจะต่อสู้ทางชนชั้นทางการเมืองเพื่อความเท่าเทียมแล้ว จะไม่เป็นคนที่กดขี่ทางเพศ เหยียดหยาม เชื้อชาติ ศาสนา เหยียดผิด เหยียดอาชีพ เหยียดคนจน หรือคนด้อยโอกาสใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนป่วยคนพิการ แต่ลัทธิชายเป็นใหญ่นั้นครอบงำสังคมมายาวนาน
ดังนั้นเรื่องการกดขี่ทางเพศจึงถูกละเลย หรือผู้ที่คิดว่าเป็นคนก้าวหน้าก็ทำเสียเองโดยไม่รู้สึกผิดอะไร นี่เป็นเรื่องพึงสังวรสำหรับผู้นำและแกนนำของกลุ่มคนที่ก้าวหน้า ต้องมองเห็นและตระหนักว่า การกดขี่ทางเพศนั้นสะท้อนถึงคุณภาพของผู้ที่ประสงค์จะอยู่ในหมู่คณะที่ก้าวหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้คนเท่าเทียมกัน ดิฉันพบมามากว่า บรรดาแกนนำประชาชนหลายยุคจนถึงบัดนี้ ไม่ได้รู้สึกรู้สากับปัญหานี้ว่าสำคัญ
ปัญหาการกดขี่ทางเพศนั้น นอกจากทำให้สังคมตระหนักรู้ว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องแล้ว ผู้นำทางความคิดและการต่อสู้ของประชาชนก็ต้องดัดแปลงตัวเองให้ถูกต้องด้วยอย่างจริงใจ การใช้ภาวะผู้นำหลอกลวงสตรีเพศมาเป็นเหยี่อกามกิจ หรือการนอกใจไม่ให้เกียรติภรรยา ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายไทยทำกัน เพราะเป็นไพร่ที่เอาอย่างขุนนางไทย
อย่างไรก็ตาม ด้านหลักคือการต่อสู้ทางชนชั้นและการร่วมกัน ความเท่าเทียมทางเพศและผู้ด้อยโอกาสทั้งมวล ก็ต้องควบคู่กันไปด้วย จะทำให้กลุ่มบุคคลที่ทำงานเพื่อสังคมจะได้รับเกียรติยศในเรื่องนี้ ควบคู่ไปกับศักดิ์ศรีของนักต่อสู้ของประชาชน
8 มี.ค. 69
































