วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ขอเรียนเชิญผู้มีอุดมการณ์ต่อต้านรัฐประหารทุกท่าน มาร่วมงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน”

 


ขอเรียนเชิญผู้มีอุดมการณ์ต่อต้านรัฐประหารทุกท่าน มาร่วมงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน”


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์

สะพานลอย ริมถนนวิภาวดีรังสิต

หน้าสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยรัฐ


ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569


กำหนดการ :


12.30 น. ดนตรี / รับประทานอาหารร่วมกัน

14.30 น. เริ่มพิธีสงฆ์ (ถวายสังฆทาน)

15.00 น. วางพวงหรีด /ช่อดอกไม้ / ดอกไม้

15.30 น. กล่าวรำลึกสดุดี นวมทอง ไพรวัลย์ 2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหาร 

16.30 น. ถ่ายภาพร่วมกัน แร็พต่อต้านรัฐประหาร และกล่าวคำปฏิญาณในการต่อต้านรัฐประหาร ยืนยันเจตนารมณ์ประชาชน 21 ล้านเสียงต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์

‘เสกสิทธิ์’ สส.พรรคประชาชน จี้ ครม. แก้หลักเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม ครอบคลุม ‘บ้านพักข้าราชการผู้น้อย’

 


‘เสกสิทธิ์’ สส.พรรคประชาชน จี้ ครม. แก้หลักเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม ครอบคลุม ‘บ้านพักข้าราชการผู้น้อย’ 


เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส. กทม. เขต 2 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนตรงถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 หลังจากพบปัญหาว่า ประชาชนที่อยู่อาศัยในบ้านพักที่หน่วยงานราชการจัดให้ ไม่สามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพจำนวน 9,000 บาทได้


เสกสิทธิ์ ระบุว่า สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยฯ ในข้อ 5 ได้มีการนิยามคำว่า 'ที่อยู่อาศัยประจำ' ไว้โดยข้อยกเว้นว่า ไม่รวมถึงบ้านพักที่หน่วยงานราชการจัดให้ ส่งผลกระทบทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย บุคลากร และครอบครัวที่อยู่อาศัยในบ้านพักราชการ เช่น บ้านพักครู บ้านพักตำรวจ และบ้านพักการรถไฟฯ ถูกตัดสิทธิ์จากการรับเงินเยียวยาค่าครองชีพ อีกทั้งในกรณีของผู้ที่เคยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ กลับถูกเรียกเก็บเงินโอนคืนทั้งหมด


ปัจจุบันที่มาของเงินเยียวยาน้ำท่วมมี 2 ส่วนหลัก คือ 1) เงินตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการฯ (พ.ศ. 2568) เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริง ไม่เกิน 88,600 บาท 2) เงินช่วยเหลือค่าครองชีพตามมติ ครม. (จำนวน 9,000 บาท และ 5,000 บาท) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องการเยียวยา 'ค่าครองชีพแบบเหมาจ่าย' แก่ผู้ประสบภัยทุกคน


"ผู้อยู่อาศัยในบ้านพักราชการส่วนใหญ่คือครอบครัวของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย เมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วม ข้าวของเครื่องใช้และทรัพย์สินภายในบ้านย่อมได้รับความเสียหาย และต้องประสบภาวะขาดรายได้จากการหยุดงานไม่ต่างจากประชาชนกลุ่มอื่น ดังนั้น การนำข้อจำกัดเรื่องสถานะที่อยู่อาศัยมาเป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิ์ จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเงินช่วยเหลือตามมติ ครม." เสกสิทธิ์ กล่าว


ทั้งนี้ เสกสิทธิ์ จึงได้ยื่นข้อเสนอต่อ นายกรัฐมนตรี ผ่านหนังสือฉบับดังกล่าว ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ขอให้ ครม. พิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 เพื่อเปิดทางให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านพักที่หน่วยงานราชการจัดให้ มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาค่าครองชีพ 9,000 บาท 2) ขอให้มีคำสั่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด ให้เร่งดำเนินการเยียวยาและสนับสนุนค่าซ่อมแซมบ้านพักอาศัย ให้แก่ข้าราชการและประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านพักราชการอย่างเป็นรูปธรรม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เยียวยาน้ำท่วม #น้ำท่วม2569

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ศาลอุบลราชธานีมีคำสั่งให้ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” เป็นบุคคลสาบสูญ หลังถูกบังคับสูญหายที่กัมพูชา เมื่อปี 2563

 


ศาลอุบลราชธานีมีคำสั่งให้ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” เป็นบุคคลสาบสูญ หลังถูกบังคับสูญหายที่กัมพูชา เมื่อปี 2563


วันที่ 22 ตุลาคม 2569 cross cultural foundation (crcf) หรือมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ศาลอุบลราชธานีมีคำสั่งให้ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” เป็นบุคคลสาบสูญ หลังถูกบังคับสูญหายที่กัมพูชา เมื่อปี 2563


เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งให้นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นบุคคลสาบสูญ หลังจากที่วันเฉลิมถูกบังคับสูญหายที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 โดยในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวของวันเฉลิมได้เดินทางติดตาม ร้องเรียน และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐไทยและกัมพูชา รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ ติดตามตัววันเฉลิม แต่ไม่เป็นผล มารดาและพี่สาวของวันเฉลิมจึงตัดสินใจยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 และศาลได้นัดไต่สวนพยานและมีคำสั่งให้วันเฉลิมเป็นบุคคลสาบสูญ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569


คำสั่งของศาลจังหวัดอุบลราชธานีระบุว่า “นายวันเฉลิมออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่ประเทศกัมพูชาแล้วไม่กลับบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีอีก หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดพบและสามารถติดต่อนายวันเฉลิมได้ ผู้ร้องหรือมารดาจึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่านายวันเฉลิมหายตัวไป มารดาและญาติออกตามหานายวันเฉลิมแต่ไม่มีผู้ใดพบเห็น ปัจจุบันนายวันเฉลิมออกจากบ้านที่เป็นภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลามากกว่าห้าปี ไม่มีบุคคลใดทราบว่า นายวันเฉลิมยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนมีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายวันเฉลิมเป็นคนสาบสูญได้” 


“นายวันเฉลิมไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และไม่มีใครรู้แน่ว่านายวันเฉลิมยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตลอดระยะเวลาเกินกว่าห้าปีแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคหนึ่ง”


วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองชาวไทย ที่ลี้ภัยไปยังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากการรัฐประหารโดย คสช. ซึ่งนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2557 หลังจากนั้น ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 วันเฉลิมถูกลักพาตัวขึ้นรถตู้สีดำที่บริเวณแม่โขง การ์เดน คอนโดมิเนียม ในกรุงพนมเปญ ขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับพี่สาว โดยคำพูดสุดท้ายของเขาคือ “หายใจไม่ออก”


หลังจากวันเฉลิมหายตัวไป สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม ได้เดินทางตามหาน้องชายที่ประเทศกัมพูชาด้วยตนเอง ทั้งยังเรียกร้องและยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่และอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์การบังคับให้สูญหาย อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสูด ศูนย์ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทว่านอกจากจะไม่มีความคืบหน้าแล้ว สิตานันยังต้องเผชิญกับการคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพียงเพราะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อตามหาน้องชาย อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวหรือชะตากรรมของวันเฉลิม


มารดาของวันเฉลิมกล่าวว่า การออกมาเรียกร้องขอให้รัฐไทยตามหาตัววันเฉลิมตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ตนและครอบครัวต้องต่อสู้มาอย่างอยากลำบาก ไร้ความเห็นใจจากรัฐ แต่หลังจากที่ได้เบิกความต่อหน้าศาลในคดีนี้ ศาลได้กล่าวว่า ศาลขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุตรชาย ทำให้ตนรู้สึกโล่งใจที่มีคนเชื่อในสิ่งที่ครอบครัวพยายามต่อสู้อยู่ มีคนเชื่อว่า วันเฉลิมหายไปอย่างไม่ทราบชะตากรรมจริงๆ แม้กระบวนการสืบสวนสอบสวนในคดีอาญายังไม่มีความคืบหน้า แต่หลังจากที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งให้วันเฉลิมเป็นคนสาบสูญ ทำให้วันเฉลิมได้สถานะเสมือนว่าเป็นคนที่เสียชีวิตแล้ว ซึ่งปัจุบัน ตนมีอายุมากแล้ว จึงอยากจะจัดการเรื่องของวันเฉลิมให้แล้วเสร็จ ตนมีความตั้งใจว่าจะนำคำสั่งดังกล่าวไปยื่นคำร้องขอจัดการมรดกและทรัพย์สินของวันเฉลิมเพื่อแบ่งให้กับทายาทคนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#วันเฉลิมสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ #วันเฉลิม #ศาลอุบลราชธานี #กัมพูชา #Cambodia #ผู้ลี้ภัย

‘ทวิวงศ์’ ฉะรัฐบาลเยียวยาน้ำท่วมไม่เป็นธรรม ชี้อยุธยาท่วมสูงกว่า-นานกว่า แต่ได้เงินเท่ากันแบบเหมาเข่ง 9,000 บาท ซ้ำค่าเสียโอกาส 5,000 บาท/เดือนที่เคยสัญญาไว้ก็ไม่มีจริง


‘ทวิวงศ์’ ฉะรัฐบาลเยียวยาน้ำท่วมไม่เป็นธรรม ชี้อยุธยาท่วมสูงกว่า-นานกว่า แต่ได้เงินเท่ากันแบบเหมาเข่ง 9,000 บาท ซ้ำค่าเสียโอกาส 5,000 บาท/เดือนที่เคยสัญญาไว้ก็ไม่มีจริง


วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยและมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยว่า ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธาและหลายพื้นที่ในภาคกลางต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมขังยาวนานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่กลับต้องมาเผชิญกับมาตรการเยียวยาที่ไม่เป็นธรรม และไม่ตรงกับมาตรฐานที่รัฐบาลเคยให้สัญญาไว้อีก โดยพบปัญหาใน 3 ประเด็นหลัก คือ


1. การจ่ายเงินเยียวยาแบบ ‘เหมาเข่ง’ 9,000 บาทเท่ากันหมด ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะท่วมเพียง 3 วัน หรือท่วมขังยาวนานถึง 3 เดือน ได้รับเงินชดเชยเท่ากัน ถือเป็นการมองข้ามความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะคนอยุธยาที่ต้องจมน้ำมิดชั้นหนึ่งนานนับเดือนในฐานะพื้นที่รับน้ำแทนคนอื่น แต่กลับได้รับเงินชดเชยเท่ากับพื้นที่ที่ท่วมเพียงไม่กี่วัน


2. เงิน ‘ค่าเสียโอกาส’ เดือนละ 5,000 บาท หายวับไปจากระบบ โดยที่ผ่านมารัฐบาลเคยสื่อสารและสัญญาเรื่องมาตรการเยียวยาแบบขั้นบันได เพื่อชดเชยการขาดรายได้และการเสียโอกาสในการทำมาหากินตลอดระยะเวลาน้ำท่วม แต่เมื่อเข้ามาบริหารงานจริง กลับไม่มีการกล่าวถึงหรือวางหลักเกณฑ์การจัดสรรงบกลางเพื่อชดเชยในส่วนนี้แต่อย่างใด


3. แม้กระทั่งเงินเยียวยาพื้นฐานจำนวน 9,000 บาท ผ่านไปเป็นเดือน ประชาชนในพื้นที่อยุธยาและภาคกลางหลายครอบครัวก็ยังไม่ได้รับเงิน โอนจ่ายล่าช้ากว่าหลายพื้นที่ที่ประสบเหตุเพียงช่วงสั้นๆ


จากปัญหาดังกล่าว ทวิวงศ์และพรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลอย่างเร่งด่วน 2 ข้อ ได้แก่


1. เร่งโอนเงินเยียวยา 9,000 บาทให้ถึงมือประชาชนที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังยาวนาน เช่น พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี โดยเร็วที่สุด


2. ประเมินและจัดสรรงบกลางเพิ่มเติม เพื่อจ่าย ‘ค่าเสียโอกาส’ เดือนละ 5,000 บาท หรือเงินชดเชยเยียวยาแบบขั้นบันได ให้แก่พื้นที่รับน้ำที่ประสบภัยน้ำท่วมขังเกิน 30 วันตามสภาพความเสียหายจริง เพื่อคืนความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #อยุธยา

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนรับหนังสือเครือข่ายแรงงาน-ภาคประชาสังคม คัดค้านแก้กฎหมาย 4 องค์กรรับเงินภาษีบาป หวั่นกระทบสิทธิกลุ่มเปราะบาง-จำกัดเสรีภาพสื่อ

 


พรรคประชาชนรับหนังสือเครือข่ายแรงงาน-ภาคประชาสังคม คัดค้านแก้กฎหมาย 4 องค์กรรับเงินภาษีบาป หวั่นกระทบสิทธิกลุ่มเปราะบาง-จำกัดเสรีภาพสื่อ


วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย ณัฐยา บุญภักดี, เอกภพ สิทธิวรรณธนะ, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์, และภัณฑิล น่วมเจิม เป็นตัวแทนหัวหน้าพรรครับหนังสือจากกลุ่มภาคประชาสังคม ได้แก่ ภาคีเครือข่ายแรงงานในระบบ นอกระบบ/แพลตฟอร์ม เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายนักวิชาการด้านสิทธิแรงงาน เพื่อคัดค้านร่างกฎหมาย 4 ฉบับของพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอแก้ไขแหล่งเงินทุนของ 4 องค์กร คือ ไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ


ตัวแทนเครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมกล่าวว่า การเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับดังกล่าวทำให้ภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากว่าจะส่งผลกระทบต่อการนำภาษีที่เคยจัดสรรให้หน่วยงานที่ทำงานด้านสุขภาพและสื่อสาธารณะ รวมถึงการช่วยเหลือพัฒนาคนพิการและการกีฬา กลับไปสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินส่วนกลาง ซึ่งจะทำให้การทำงานด้านสุขภาพและการเผยแพร่สื่อสาธารณะที่เป็นอิสระถูกจำกัด ส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนในวงกว้าง


ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมจึงขอยื่นข้อเสนอต่อพรรคประชาชน 4 ข้อ ได้แก่


1. ขอให้พรรคประชาชนแสดงจุดยืนในการคัดค้านร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ


2. ในการปฏิรูปโครงสร้างของทั้ง 4 องค์กร ขอให้สภาฯ ใช้กลไกการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคมและเครือข่ายแรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและความโปร่งใส โดยไม่ลดทอนความเป็นอิสระ


3. ขอให้พิจารณาเน้นความสำคัญเชิงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแรงงานหญิง แรงงานนอกระบบ แรงงานที่มีรายได้น้อย และครอบครัว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการมาตรฐานการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง


4. ขอให้หัวหน้าพรรคประชาชนและสมาชิกพรรคพิจารณาอย่างเร่งด่วนในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคง ทั้งในสถานประกอบการ แรงงานนอกระบบ และแรงงานที่มีปัญหาสถานะบุคคล จากร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ และหวังว่าพรรคประชาชนจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างถึงที่สุด


ตัวแทนเครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมระบุเพิ่มเติมว่า ในฐานะองค์กรที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ มองว่ากฎหมาย 4 ฉบับนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เปลี่ยนไป แต่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ ความเป็นอิสระ และการรวมกลุ่มของประชาชนผ่านกองทุนต่างๆ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง จึงขอให้พรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้านใช้กลไกสภาฯ ในการตรวจสอบร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับอย่างเข้มข้น และขอให้นายกรัฐมนตรี รวมถึงพรรคการเมืองต่างๆ ไม่รับรองร่างกฎหมายเหล่านี้


ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาคระบุว่า กฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้จะมาลิดรอนสิทธิของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ทั้งเรื่องสุขภาพ สวัสดิการ และการสื่อสารที่เป็นธรรม ปัจจุบันการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐมีความยากลำบากอยู่แล้ว การดึงงบประมาณกลับไปไว้ส่วนกลางเท่ากับการรวบอำนาจและทำให้สังคมถอยหลังกลับไปสู่ยุครัฐสงเคราะห์ จึงขอให้พรรคประชาชนช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว


ด้าน ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนรับหนังสือ กล่าวว่า ในนามของพรรคประชาชน ทางพรรคจะรับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาและปรึกษาหารือกันในพรรคอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับครั้งนี้มีผู้แสดงความเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทบต่อสังคมในวงกว้าง พรรคประชาชนตระหนักดีว่ากระบวนการทางกฎหมายต้องมีความรอบคอบและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มเปราะบาง โดยจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกันในพรรคเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มที่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เครือข่ายสลัม4ภาค #WeFair
















ปชน. รับหนังสือสมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เรียกร้องปฏิรูป สสส. ยกเลิกจัดเก็บภาษีบาป 2% เข้ากองทุนโดยตรง ‘เท่าพิภพ’ ชี้ กมธ.กองทุนฯ จ่อเรียกตัวแทนทุกฝ่ายร่วมหารือ

 


ปชน. รับหนังสือสมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เรียกร้องปฏิรูป สสส. ยกเลิกจัดเก็บภาษีบาป 2% เข้ากองทุนโดยตรง ‘เท่าพิภพ’ ชี้ กมธ.กองทุนฯ จ่อเรียกตัวแทนทุกฝ่ายร่วมหารือ


เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 สมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABF) ได้เดินทางมายังอาคารอนาคตใหม่ เขตบางกะปิ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อพรรคประชาชนเกี่ยวกับแนวทางการจัดเก็บภาษีและการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


การยื่นหนังสือในครั้งนี้ สมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการ ได้เสนอข้อเรียกร้องหลัก คือการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต 2% ที่ส่งตรงเข้ากองทุน สสส. โดยผู้ประกอบการยืนยันว่ายินดีที่จะจ่ายภาษีในส่วนนี้เพิ่มเข้าไปในภาษีสรรพสามิตตามปกติ เพื่อให้นำเงินไปใช้งานผ่านระบบงบประมาณแผ่นดิน และเปิดโอกาสให้รัฐสภาสามารถเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสได้อย่างเหมาะสม


ด้าน เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพฯ เขต 33 พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนรับยื่นหนังสือ ระบุว่า ทางพรรคเข้าใจถึงข้อห่วงใยของผู้ประกอบการ ซึ่งข้อเรียกร้องเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบงบประมาณนั้นตรงกับแนวทางของพรรคประชาชนอยู่แล้ว โดยพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนและผลักดันให้กองทุน สสส. มีการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อสร้างความโปร่งใส


เท่าพิภพกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังจากนี้ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน ได้บรรจุวาระเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาไว้แล้ว โดยจะเชิญตัวแทนจากทุกฝ่าย ทั้ง สสส., ภาคประชาสังคม และกลุ่มผู้ประกอบการสุรา เข้ามาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อใช้กลไกของสภาฯ ในการประสานความเห็นต่างและหาข้อสรุปร่วมกันอย่างเป็นธรรมต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย #สสส

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569

10 เครือข่ายภาคประชาสังคมยื่นภูมิใจไทยเรียกร้อง ‘อนุทิน’ ถอนร่างกฎหมาย 4 กองทุน ออกจากรัฐสภาทันที หลังผลรับฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย”


10 เครือข่ายภาคประชาสังคมยื่นภูมิใจไทยเรียกร้อง ‘อนุทิน’ ถอนร่างกฎหมาย 4 กองทุน ออกจากรัฐสภาทันที หลังผลรับฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย”


วันนี้ (20 ตุลาคม 2569) เวลา 10.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน 10 เครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรนวัตกรรมสังคม ด้านเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ครอบครัว ผู้สูงอายุ สิทธิแรงงาน และสื่อมวลชน ร่วมกับประชาชนกว่า 3,000 รายชื่อ เข้ายื่นหนังสือถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย เรียกร้อง “ถอดร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับออกจากรัฐสภาทันที” ขอให้ถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส), ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ภายหลังผลการรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 30 ก.ย. - 14 ต.ค. 2569 พบว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย


เครือข่ายระบุว่า ผลรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบสารสนเทศของรัฐสภาสะท้อนเสียงคัดค้านจากประชาชน โดยร่างแก้ไขกฎหมาย สสส. มีผู้ไม่เห็นด้วย 89.47% จากผู้แสดงความคิดเห็น 85,734 คน ร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส 72.42% จาก 124,593 คน ร่างแก้ไขกฎหมายผู้สูงอายุ 73.12% จาก 17,339 คน และร่างแก้ไขกฎหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย 67.88% จาก 15,552 คน


เครือข่ายระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลอ้างเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลังในการดึงงบประมาณเกือบ 14,000 ล้านบาทกลับเข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน แต่ยังไม่มีการแสดงผลประเมินผลกระทบเชิงประจักษ์ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการคลังได้อย่างไร พร้อมตั้งข้อกังวลว่าการยกเลิกเงินบำรุงกองทุนจากสุราและยาสูบ โดยอาศัยการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตมาทดแทน อาจไม่มีหลักประกันว่าจะดำเนินการได้จริง และเสี่ยงลดภาระภาษีให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจแอลกอฮอล์และยาสูบ


เครือข่ายเห็นว่า เงินกองทุนทั้ง 4 แห่งเป็นภาษีที่จัดเก็บเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ใช้สนับสนุนงานด้านสุขภาพ สื่อสาธารณะ ผู้สูงอายุ และการกีฬา การนำเงินกลับเข้าสู่งบประมาณรายปีอาจทำให้การจัดสรรงบประมาณขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองมากขึ้น และกระทบต่อความเป็นอิสระของหน่วยงาน โดยระบุว่าทั้ง 4 หน่วยงานมีกลไกกำกับดูแลและตรวจสอบอยู่แล้ว รวมถึงการตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมีข้อเรียกร้องและทางออกเชิงนโยบาย มีดังนี้


1. ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกจากรัฐสภาทันที เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุลและพรรคภูมิใจไทย แสดงความกล้าหาญทางการเมืองด้วยการเคารพผล Public Hearing และถอน ร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกจากระเบียบวาระทางนิติบัญญัติโดยไม่มีเงื่อนไข


2. เปิดพื้นที่สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม หากมีเจตนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสจริง ขอให้ใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการปฏิรูปและการมีส่วนร่วมของกองทุนและองค์กรสาธารณะ” โดยดึงตัวแทนทุกพรรคการเมือง ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาร่วมกันออกแบบการพัฒนา โดยยึดหลักความเป็นอิสระและตอบสนองประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง


บรรยากาศการยื่นหนังสือเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 10.30 น. โดยตัวแทนแต่ละเครือข่ายทยอยปราศรัยสะท้อนปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ก่อนร่วมอ่านแถลงการณ์และยื่นหนังสือต่อพรรคภูมิใจไทย โดยมีนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นตัวแทนรับหนังสือ


ทั้งนี้ 10 เครือข่ายที่ร่วมลงนามในหนังสือ ได้แก่ เครือข่ายองค์กรนวัตกรรมสังคม เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ และครอบครัว เครือข่ายคนทำงานเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว เครือข่ายคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างนิเวศชุมชน ในการลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ เครือข่ายเด็กเท่ากัน เครือข่ายบ้านย่ายาย เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง เครือข่ายอดีตนักข่าวไทยพีบีเอส เครือข่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก และเครือข่ายพลเมืองสร้างสุขสังคมสูงวัย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ภูมิใจไทย #ถอนร่างกฎหมายกองทุน