วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569

จดหมายจากเรือนจำ ฉบับ 20 ก.ย. 69 'อานนท์' เขียน “ ฝน...นำความเหงามาด้วย เป็นความเหงาที่เยืยกเย็นหัวใจ อะไรที่ดลให้มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้เยือกเย็นขนาดนี้”

 


จดหมายจากเรือนจำ ฉบับ 20 ก.ย. 69 'อานนท์' เขียน “ ฝน...นำความเหงามาด้วย เป็นความเหงาที่เยือกเย็นหัวใจ อะไรที่ดลให้มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้เยือกเย็นขนาดนี้” พ.ร.บ. เสริมสร้างสันติสุข อาจทำให้ภาพความขัดแย้งที่ปกคลุมเมืองไทยตลอดระยะเวลา 20 ปีหรือกว่านั้นชัดเจนขึ้น ชัดเจนในตัวของมันเอง ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ ความเงียบคืบคลาน ทว่าความจริงกลับปรากฎอย่างชัดเจน


วันนี้ (25 กันยายน 2569) เพจเฟสบุ๊ค อานนท์ นำภา โพสข้อความจดหมายจาก อานนท์ นำภา ระบุว่า


จดหมายวันที่ 20 ก.ย. 69


20.25 น. ของคืนวันที่ 20 ก.ย. 2569 ฝนโปรยมาตั้งแต่หัวค่ำจนขณะที่จรดปากกาอยู่นี้ก็ยังโปรยไม่ขาดสาย ฝนไม่ได้นำมาซึ่งความเปียกชื้น ความหนาวเย็นเท่านั้น หากแต่นำความเหงามาด้วย เป็นความเหงาที่เยืยกเย็นหัวใจ อะไรที่ดลให้มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้เยือกเย็นขนาดนี้


ข้าง ๆ ผมที่กำลังนอนซมด้วยไข้คือ เก็ท เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวทางการเมืองและออกมาร่วมต่อสู้ตั้งแต่ปี 2563 อีกคนนอนห่มผ้า ดูทีวีอยู่คือ ไผ่ ดาวดิน น้องนักกิจกรรมที่รู้จักกันมาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 


ฝนโปรยละอองบางหยดมาเปื้อนบนจดหมาย บนจดหมายซึ่งมีทั้งเรื่องราวและความรู้สึกที่ส่งผ่านไป อาจมีคนได้อ่าน อาจมีคนสัมผัสได้ ผมภาวนา


พ.ร.บ. เสริมสร้างสันติสุข อาจทำให้ภาพความขัดแย้งที่ปกคลุมเมืองไทยตลอดระยะเวลา 20 ปีหรือกว่านั้นชัดเจนขึ้น ชัดเจนในตัวของมันเอง ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ ความเงียบคืบคลาน ทว่าความจริงกลับปรากฎอย่างชัดเจน


ทราบข่าวการต่อสู้ของเพื่อน ๆ หลายคน ทั้งเป๋า ทนายรอน ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ร่วมต่อสู้กันมานานบนถนนสายนี้ตั้งแต่แรกรู้จัก จริงอยู่ว่า “ดอกไม้ยิ่งเด็ดทิ้งจะยิ่งบาน” แต่ก็ยังมิวายห่วงใยและเอาใจช่วยทั้งสองและอีกหลาย ๆ คนที่กำลังชูช่อล่อสายตาคนพาล มวลชนจะอยู่เคียงข้างพวกเราเสมอ เท่าที่ผมผ่านการต่อสู้มาหลาย ๆ ปี มันเป็นเช่นนั้น


“ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้” และหวังว่าความปรารถนาดีตลอดจนพลังของอุดมการณ์จากทางนี้จะส่งไปถึงคนทางโน้นเช่นกัน


เชื่อมันและศรัทธา

อานนท์ นำภา

ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


สำหรับวันนี้ศาลอาญา รัชดา เบิกตัวอานนท์ นำภา พร้อมด้วย ไผ่ จตุภัทร์ มาตามนัดหมายสืบพยานจำเลย คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎรเมื่อปี 2563 


อานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาจะครบ 3 ปีแล้ว ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.ย. 69) 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย ขอให้ไม่เข้าร่วม UPOV 1991 หวั่นเอื้อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช กระทบเกษตรกร-ค่าครองชีพ ในโต๊ะเจรจา FTA


เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย ขอให้ไม่เข้าร่วม UPOV 1991 หวั่นเอื้อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช กระทบเกษตรกร-ค่าครองชีพ ในโต๊ะเจรจา FTA


วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 11.20 น. ที่สำนักงานใหญ่ พรรคเพื่อไทย เครือข่ายเครือข่ายนักศึกษา-ประชาชน คัดค้าน UPOV 1991 นำโดยนิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์ เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่เข้าร่วมอนุสัญญา “UPOV 1991” ในการเจรจา FTA ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน


เครือข่ายระบุว่ามีข้อกังวลหลักเกี่ยวกับ UPOV 1991 คือ มีเนื้อหาเอื้อให้นายทุนผูกขาดการเกษตร เปิดช่องให้ทุนต่างชาตินำพันธุ์พืชไทยไปจดทะเบียนเป็นของตัวเอง และห้ามเกษตรกรขยายพันธุ์พืชเอง ให้อำนาจรัฐดำเนินคดีกับเกษตรกรที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อหรือจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพานายทุน เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และอาจส่งผลให้ราคาอาหารในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตาม


ตัวแทนนักศึกษาที่มายื่นหนังสือในวันนี้ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นปัญหาการเข้าร่วม UPOV 1991 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะให้สิทธิกับนายทุนอย่างเดียวในการคุ้มครองพันธุ์พืชต่าง ๆ สาระสำคัญคือห้ามเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาทำการเพาะขยายพันธุ์พืชเอง ต้องซื้อจากบริษัทพันธุ์ตลอดเวลา และยังเปิดช่องให้ทุนต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชไทย ไม่ว่าจะข้าวไทย สมุนไพรพื้นบ้าน หรือสิ่งที่คนไทยคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา ให้สามารถนำไปปรับได้เล็กน้อยและนำไปจดสิทธิบัตร และคนไทยก็จะไม่สามารถเอามาใช้ได้อีก กล่าวคือ กฎหมายนี้จะเอื้อให้ทุนต่างชาติมากวาดเอาพันธุ์พืชไทยไป และคนไทยจะต้องกลับไปซื้อพันธุ์พืชของตัวเองเพื่อมาปลูก และค่าครองชีพก็จะสูงขึ้นตาม เกษตรกรรายย่อยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้


ตัวแทนนักศึกษากล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ประชาชน หรือเกษตรกร ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งหมด แต่กรณีนี้ยังเป็นข่าวที่เงียบและไม่มีการพูดถึง ซึ่งการเจรจาจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2569 จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันให้ความสนใจและทำให้ UPOV 1991 ไม่ถูกลงนาม เพราะถ้าหากลงนามไปแล้วจะถอยกลับมายาก และประเทศไทยก็จะเสียความมั่นคงทางอาหาร เพราะต้องใช้การนำเข้าและซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุนต่างชาติ และเกษตรกรไทยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้อีกเลย


สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อพรรคเพื่อไทยมีเนื้อหาระบุว่า “ขอให้พรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน


เนื่องจากในวันที่ 28 กันยายน 2569 ถึง 6 ตุลาคม 2569 จะมีการเปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือ ให้ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์พืชและคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์


โดยอนุสัญญานี้จะทำให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่สามารถมีโอกาสถือสิทธิบัตรพันธุ์พืชไทย กลายเป็นผู้ผูกขาดพันธุ์พืชในประเทศ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากการเก็บเมล็ด พันธุ์จากผลการเพาะปลูกมาปลูกใหม่ในรอบต่อไปจะถูกทำให้ผิดกฎหมาย


เมื่อเกษตรกรต้องพึ่งพาบริษัทในการผลิตเมล็ดพันธุ์จะทำให้บริษัทไม่กี่แห่งมีอำนาจในการควบคุมราคาของเมล็ดพันธุ์และทำให้เกษตรกรรายย่อยเกิดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล รวมทั้งยังอาจส่งผลให้ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นตามมา


เรานักศึกษา-ประชาชน เห็นพ้องกันว่าอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพืชใหม่ (UPOV 1991) จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อยและเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั่วไป


จึงขอให้พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะพรรคที่มีจุดยืนปกป้องเกษตรกรและดูแลปากท้องประชนชนมาอย่างยาวนาน รับฟังปัญหาและความกังวลของภาคประชาชนและเกษตรกร และร่วมผลักดันในการไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 ในระหว่างการเปิดเจรจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรบ (EU)”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #UPOV1991 #FTA










วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

'สหัสวัต' จี้ปมประกันสังคม ทวงนายจ้างเบี้ยวเงิน สับงบเลือกตั้งบอร์ด 30 ล้าน คนไม่รู้เกือบ 70% หวั่น 27 ก.ย. วุ่นวายแน่

 


'สหัสวัต' จี้ปมประกันสังคม ทวงนายจ้างเบี้ยวเงิน สับงบเลือกตั้งบอร์ด 30 ล้าน คนไม่รู้เกือบ 70% หวั่น 27 ก.ย. วุ่นวายแน่


วันที่ 24 กันยายน 2569 สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรีเขต 7 พรรคประชาชน ได้อภิปรายรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567


สหัสวัตกล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกองทุนประกันสังคมเป็นเหมือนเบาะรองของคนทำงานทั้งประเทศ ที่มีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งรายงานการเงินฉบับนี้ยังพบเห็นการบริหารเงินที่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ โดยต้องบริหารอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสามารถทำได้โดยการลดรายจ่าย เพิ่มรายรับ และทำให้โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในกองทุนนี้มากยิ่งขึ้น


สหัสวัตตั้งคำถามว่า ในส่วนของการเพิ่มรายรับเงินสมทบค้างรับจากปี 2567 ที่มาจากนายจ้างและผู้ประกันตน 18,300 ล้านบาท มีแผนจะทวงคืนอย่างไร โดยเฉพาะฝั่งนายจ้าง การที่นายจ้างไม่ส่งเงินประกันสังคมถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย หน่วยงานได้บังคับใช้กฎหมายเหล่านี้หรือไม่เพราะว่าเมื่อไปดูก็จะพบว่า มีเงินสมทบค้างชำระเกิน 5 ปีขึ้นไป จึงสงสัยว่ามีการบังคับใช้กฎหมายตัวนี้เอาผิดกับนายจ้างที่ไม่ส่งเงินประกันสังคมหรือไม่


ในส่วนของทำให้โปร่งใส สหัสวัตมองว่า ประกันสังคมมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด คือมีคนจำนวนมากที่ได้เงินว่างงานเกิน หรือได้เงินว่างงานไม่ครบ เพราะระบบไอทีของประกันสังคมเป็นระบบ 850 ล้าน ซึ่งสหัสวัตมีข้อเสนอคือ ให้รีบทำระบบดังกล่าวให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นปัญหาเหล่านี้จะค้างคา แล้วเกิดปัญหาอื่นตามมา จึงอยากได้คำตอบจากสำนักงานประกันสังคม ระบบไอทีนี้จะเสร็จเรียบร้อยได้อย่างไร เมื่อไร แล้วจะต้องมีการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นหรือไม่


อีกประเด็นหนึ่งในการทำให้โปร่งใส คือประกันสังคมประกอบด้วยเงินจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ ซึ่งตัวแทนจากการได้มาเข้าในบอร์ดก็เพิ่งมีการเลือกตั้งโดยตรงจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างเป็นครั้งที่ 2 มีปัญหามากมายจากสำนักงานประกันสังคมถูกสะท้อนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์ โดยพรรคประชาชนได้ทำโพลสำรวจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ประชาชนรู้หรือไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งประกันสังคม ผลที่ออกมาคือ เกือบ 70% ไม่ทราบ คำถามคือ สำนักงานปรกันสังคมใช้งบประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท ทำไมประชาชนจำนวนมากจึงยังไม่ทราบ กลับเป็นพรรคการเมืองที่ต้องทำหน้าประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง จึงอยากให้มี KPI ในการพิจารณาด้วย


สหัสวัตกล่าวต่อว่า คำถามที่พยายามถามมาตลอดคือ การเลือกตั้งรอบนี้ หน่วยงานตั้งเป้าว่าจะมีนายจ้างและลูกจ้างไปใช้สิทธิเลือกตั้งเท่าไร ซึ่งสำนักงานประกันสังคมไม่เคยให้คำตอบเป็นตัวเลขชัดเจน ซึ่งเหมือนการใช้งบประมาณแบบลอยๆ ขึ้นมา แล้วก็ไม่มีการกำหนดเป้าหมาย ไม่มีการกำหนด KPI ว่าจะมีคนไปเลือกตั้งมากแค่ไหน 


นอกจากนี้ยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องการจดเบอร์เข้าไปในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน มีการอ้างเรื่องเลือกตั้ง สว. และการเลือกตั้งใหญ่ สหัสวัตชี้แจงว่า การกระทำใดๆ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การเลือกตั้งประกันสังคมก็ทำภายใต้ระเบียบการเลือกตั้งประกันสังคม ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ไม่ให้นำเข้าคือเอกสารจากผู้สมัคร ไม่ใช่เอกสารที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำเข้าไปเองระเบียบเลือกตั้ง สหัสวัตย้ำว่า สิ่งนี้เขียนไว้ชัดเจนมากๆ แต่ถ้ายังคงมีการสื่อสารแบบนี้อยู่ เรื่องนี้อาจเป็นปัญหาในเชิงกฎหมาย เพราะหนังสือเวียนที่ทาง กกต. เวียนให้กับกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ประจำหน่วย ก็ชี้แจงว่า นำเอกสารกระดาษที่จดเองเข้าได้ ไม่ใช่เอกสารของผู้สมัคร รวมถึงตอนนี้ก็ไม่ทราบว่ามี กปน. ครบหรือยัง สหัสวัตให้ข้อมูลเพิ่มว่า กปน. บางแห่งลาออก ทำให้ต้องเปิดรับสมัครใหม่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา


สำหรับปัญหาเรื่องหน่วยเลือกตั้งก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่พี่น้องประชาชนสะท้อนมาค่อนข้างมาก ว่าหน่วยเลือกตั้งอยู่ห่างไกล ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางไปเลือกตั้งของผู้ประกันตน


เรื่อง บัตรดี-เสีย ก็ต้องมีความชัดเจน เพราะการเลือกตั้งประกันสังคมไม่ใช่การกากบาท แต่เป็นการเขียนเบอร์ จึงคาดหวังว่า กปน. ทุกที่จะมีมาตรฐานเดียวกันในการพิจารณา


การแสดงผลการเลือกตั้งที่จะมีการแสดงผลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ประชาชนผู้ประกันตน จะสามารถติดตามการแสดงผลการเลือกตั้งได้ที่ไหน อย่างไร และกระบวนการรายงานจะเป็นอย่างไร เพราะว่าทางสำนักงานประกันสังคมก็ยังไม่เคยประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจน จึงอยากให้หน่วยงานชี้แจง


นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องเอกสารฝั่งนายจ้างที่นายจ้างบางคนอาจจะยังไม่ทราบ ซึ่งพรรคประชาชนได้ช่วยประชาสัมพันธ์ว่าในวันที่ 27 กันยายนนี้ จะเจอปัญหาคนไปเลือกตั้ง แต่ไม่เจอรายชื่อที่หน้าหน่วย นายจ้างไปถึงหน้าหน่วยแล้วเลือกตั้งไม่ได้ เพราะเอกสารไม่ถูกต้อง หรือว่าเอกสารไม่ครบ ไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้องตามระเบียบ 


ปัญหาทั้งหมดนี้ก็จะอยู่ในความรับผิดชอบของ กกต. และสำนักงานประกันสังคม ซึ่งสหัสวัตคาดว่าจะไม่เกิดความผิดพลาดเหมือนที่คาดไว้


“ขอสื่อสารไปถึงประชาชนทั่วประเทศ ทั้งผู้ประกันตนและนายจ้าง ว่าวันที่ 27 กันยายนที่จะถึงนี้ เป็นวันสำคัญมากๆ จะเป็นวันกำหนดอนาคตของประกันสังคม ว่าผู้บริหารกองทุนนี้ คนที่ใช้เงินประกันสังคมที่เราส่งทุกเดือน จะหน้าตาเป็นอย่างไร ฝั่งนายจ้างเองก็สำคัญ เพราะว่าถ้าสวัสดิการดี ลูกจ้างก็จะมีกำลังใจทำงาน และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ผมจึงอยากให้นายจ้างไปเลือกตั้งกันเยอะ ๆ เข้าใจดีว่าเอกสารอาจจะต้องเตรียมเยอะ แต่ว่าเพื่อความมั่นคงของกองทุนนี้ ก็อยากส่งเสียงถึงนายจ้างทุกคนให้ไปเลือกตั้ง และผู้ประกันตนทุกคน กองทุนนี้อยู่ในมือของทุกท่าน บำนาญของท่านจะหน้าตาอย่างไร จะมีอะไรในอนาคต อยู่ที่วันที่ 27 กันยายนนี้” สหัสวัตกล่าวทิ้งท้าย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #บอร์ดประกันสังคม #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม #กระทรวงแรงงาน

กลุ่มเอ็มเพาเวอร์ เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปกระทรวง พม. บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ

 


กลุ่มเอ็มเพาเวอร์ เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปกระทรวง พม. บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ


วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. กลุ่มพนักงานบริการจากมูลนิธิ Empower จัดกิจกรรม "โสภา..ลุย บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ" เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อ 10,293 รายชื่อ หลังร่างกฎหมายถูกวินิจฉัยว่าเกี่ยวด้วยการเงินและต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศเรียกร้องให้เร่งดำเนินการตามมติ ครม. เกี่ยวกับข้อสังเกตของ CEDAW และเปิดทางให้ร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา พร้อมย้ำว่าผู้ให้บริการทางเพศควรได้รับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน สุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ และศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับแรงงานอื่น


กิจกรรมในวันนี้ มีกลุ่มพนักงานบริการและเครือข่ายเดินทางมาจากหลากหลายพื้นที่ เช่น อุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เพื่อร่วมเดินขบวนรณรงค์ พร้อมทั้งมีการปราศรัยและถือป้ายข้อความ “SEX WORK IS WORK” เมื่อขบวนเดินทางมาถึงกระทรวง พม. มีการยื่นหนังสือแถลงการณ์ โดยมี เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เป็นผู้รับหนังสือและร่วมพูดคุย จากนั้นกลุ่มพนักงานบริการมีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และถ่ายทอดประวัติศาสตร์การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการทางเพศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อสะท้อนว่าผู้ให้บริการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาโดยตลอด และพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปัญหาของผู้ให้บริการทางเพศกฎหมาย


สำหรับแถลงการณ์จากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ "โสภา..ลย บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ" เนื้อหาระบุโดยสรุปว่า


พนักงานบริการจากเอ็มพาวเวอร์และเครือข่ายจากอุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ร่วมเดินขบวนไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องให้กระทรวง พม. เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ตามข้อสังเกตของคณะกรรมการ CEDAW ที่เรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้หญิงที่ค้าประเวณีและคุ้มครองสิทธิแรงงาน


เอ็มพาวเวอร์ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกพิจารณาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน และต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนเดินหน้าต่อ แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมา 70 วันแล้วยังไม่มีความคืบหน้า โดยร่างฉบับประชาชนจัดทำขึ้นในปี 2567 และมีประชาชนร่วมลงชื่อ 10,293 รายชื่อ มีหลักการสำคัญคือยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ให้บริการทางเพศโดยสมัครใจ และเปลี่ยนไปสู่ระบบคุ้มครองสิทธิ สุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ และศักดิ์ศรีของคนทำงาน


ที่ผ่านมาได้ติดตามการผลักดันกฎหมายกับรัฐบาลและกระทรวง พม. มาเป็นเวลาหลายปี หลังร่างกฎหมายฉบับกระทรวง พม. แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2566 แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขร่างกฎหมายของกระทรวงที่เพิ่มความผิดและบทลงโทษต่อผู้ให้บริการทางเพศ พร้อมตั้งคำถามถึงการพิจารณาว่าการให้สิทธิประกันสังคมแก่ผู้ให้บริการทางเพศเป็นภาระทางการเงินของรัฐ โดยยืนยันว่าผู้ให้บริการทางเพศต้องการเข้าถึงสิทธิในระบบเดียวกับคนทำงานอื่น


เอ็มพาวเวอร์ยังระบุว่า ข้อเสนอของร่างกฎหมายเกี่ยวกับศูนย์คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศสามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานของกระทรวง พม. ที่มีอยู่แล้ว จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างระบบราชการใหม่ทั้งหมด พร้อมย้ำว่าการเรียกร้องให้ยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ให้บริการทางเพศดำเนินมาเป็นเวลากว่า 40 ปี และผู้ให้บริการทางเพศควรมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง


ท้ายที่สุด เอ็มพาวเวอร์เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ให้ได้รับการลงนามรับรองจากนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อให้กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา โดยย้ำว่าการรับรองไม่ได้หมายถึงการเห็นชอบเนื้อหาทุกมาตรา แต่เป็นการเปิดทางให้มีการพิจารณา แก้ไข และรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดเผย พร้อมเรียกร้องให้ผู้ให้บริการทางเพศมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอนของกระบวนการออกกฎหมาย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #SexWorkisWork #ยกเลิกกฎหมายค้าประเวณี #พรบคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ #Empower






























วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

การทวงความยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงที่ถูกเข่นฆ่า ปี 2553 ได้ถูกส่งต่อให้ลูกหลานเยาวชนไทย


การทวงความยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงที่ถูกเข่นฆ่า ปี 2553 ได้ถูกส่งต่อให้ลูกหลานเยาวชนไทย


ธิดา ถาวรเศรษฐ

23 ก.ย. 2569


เมื่อดิฉันได้ไปร่วมตัดสินการแข่งขัน UFTD HACKATHON คืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง จัดโดย แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมด้วยองค์กรนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) เพื่อเปิดประตูความยุติธรรมไทยและไป ICC  


โดยมีทีมเยาวชน อายุ 15 – 25 ปี ทีมละ 4 คน ทั่วประเทศ มี 80 ทีมสมัครแข่งขันในระยะเวลาสั้น ๆ หัวข้อแข่งขันดูไม่เร้าใจวัยรุ่นเลย  แต่มีผู้สมัครกว่า 300 คน ดิฉันมีความยินดีและปลาบปลื้มมาก ที่เยาวชนรุ่นใหม่ generation ที่ 3 ให้เกียรติคืนศักดิ์ศรีคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง เพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิด อันเป็นมรดกบาปและวงจรอุบาทว์ในสังคมไทย ฆ่าคนมือเปล่ากลางถนนตั้งแต่ 14ตุลา16, 6ตุลา19, 17พฤษภา35 และ 10 เมษา – 19 พฤษภา53 โดยไม่อาจคาดได้ว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในภายภาคหน้า


แม้ว่าดิฉันและคณะทนายความได้ดำเนินงานตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2553 จนถึง พ.ศ. 2555 ไปถึง ICC พบปะที่กรุงเฮกด้วยตนเอง พร้อมทนายและนักวิชาการ รวมทั้งแม่วีรชน 2553 และประสบความสำเร็จ ทำให้อัยการสูงสุด ICC เดินทางมาเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย (ขณะนั้น) ให้เซ็นอนุมัติให้คณะสืบสวนของ ICC เข้ามาดำเนินการเฉพาะกรณีปี 2553 เท่านั้น ไม่มีผลต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และไม่เกี่ยวกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญไทยในการดำเนินคดีต่อพระมหากษัตริย์ ที่ไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลเพื่อไทยไม่ยอมเซ็นแค่อนุมัติให้ ICC เข้ามาทำงาน


ดิฉันกล่าวถึงเรื่องนี้เพราะหลายคน แม้แต่เยาวชน หรือคนเสื้อแดงรุ่นเก่า หรือปัญญาชนรุ่นใหม่ก็ตาม อาจไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้ว่า ในฐานะอดีตประธาน นปช. ในช่วงเวลาปลายปี 2553 จนถึงต้นปี 2557  เราได้ทำงานจนสุดกำลัง  โดยมีทนายอัมสเตอร์ดัม เป็นกำลังหลัก ช่วยงานไป ICC ส่วนความยุติธรรมในประเทศก็ได้ความร่วมมือของคณะทนายความ ด้วยการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยและทนายอิสระของ นปช. จำนวนหนึ่ง ทำงานจนสุดทาง เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 ก็ยุติความยุติธรรมในประเทศในกรณีการฆ่าคนกลางถนนในปี 2553


กล่าวให้ถึงที่สุด ที่ความยุติธรรมของประชาชนผู้ถูกกระทำจากอำนาจรัฐที่ทำรัฐประหารแล้วได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ สั่งการ ควบคุม แทรกแซง ให้ดำเนินคดีใดหรือยุติคดีใด  โดยองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายตกอยู่ใต้อำนาจรัฎฐาธิปัตย์นี้ ความยุติธรรมสำหรับประชาชนผู้ถูกปกครองก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ จนกว่าการเมืองในประเทศจะเป็นการเมืองการปกครองที่ประชาชนไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจริง  มิฉะนั้นอย่าหวังว่าจะทวงความยุติธรรมสำหรับประชาชนทั้งในประเทศและนอกประเทศไทย


อีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ งานทวงความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงที่ถูกปราบปรามปี 2553  มิได้เป็นเพียงภารกิจของคนเสื้อแดงดั้งเดิมแต่ประการใด  แม้แต่แกนนำเสื้อแดง และ/หรือ พลพรรคการเมืองเพื่อไทย ที่พยายามทำตัวเป็นเจ้าของคนเสื้อแดง  ทั้ง ๆ ที่คนเสื้อแดงจริงที่เดินหนีจากพรรคเพื่อไทยไปนับสิบล้านโหวตเตอร์  ยังไม่ตระหนักความจริงที่ว่า  แกนนำและพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เจ้าของคนเสื้อแดง อย่าพยายามบิดเบือน


คนรุ่นใหม่ต่างหากที่มองเห็นและเคารพศักดิ์ศรีของคนเสื้อแดงที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐป่าเถื่อน ใช้อาวุธและกฎหมายกระทำกับประชาชนคนเสื้อแดง


ความจริงและมรดกการต่อสู้ได้ถูกส่งทอดให้คนรุ่นใหม่ไปแล้ว  ไม่ใช่ภารกิจเพียงคนเสื้อแดงแก่ ๆ ดั้งเดิมอีกต่อไป


ขอขอบคุณลูกหลานที่ให้เกียรติยกย่องการต่อสู้ของคนเสื้อแดงต่ออำนาจรัฐจารีตอำนาจนิยม  จนเกิดการต่อสู้ของเยาวชนในปี 2563 จนมาหถึงบัดนี้ ได้ส่งต่อไปยังเยาวชนรุ่นใหม่ ๆ ในระดับมัธยม


ให้ความจริงแห่งความอยุติธรรมได้ปรากฏให้กับคนกระทำบาปต่อประชาชน ไม่ลอยนวลพ้นผิด ไม่ให้สิ่งเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นต่อไปในสังคมไทย ให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงมีเกียรติ ศักดิ์ศรี ในประวัติศาสตร์ประชาชน เราไม่ใช่เครื่องมือหรือสัตว์เลี้ยงในคอกของพรรคการเมือง แต่เป็นเสรีชนที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #คนเสื้อแดง #นปช #ICC #ICCHackathon #ทวงความยุติธรรม