จดหมายจากอติรุจ… ผู้ซึ่งตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือนเมื่อ 15 ก.ค. 69 ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก ลงวันที่ 16 ส.ค. 2569
วันนี้ (1 กันยายน 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสจดหมาย พร้อมข้อความในจดหมาย จาก อติรุจ ฉบับลงวันที่ 16 ส.ค. 69 ใจความว่า
สวัสดีพี่ ๆ ที่ศูนย์ทนายนะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่าจดหมายนี้จะใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะถึง แต่ก็หวังว่า Promp Post ของผมจะพร้อมใช้งานตอนที่เราคุยกันครั้งต่อไป ในส่วนของจดหมายเยี่ยมน่าจะเห็นแล้วว่าผมอยู่ได้ ขอให้ไม่ต้องเป็นห่วง
เรื่องหลัก ๆ ที่อยากพูดในฉบับนี้ก็คงเป็นเรื่องภาษา เพราะตั้งแต่เข้าเรือนจำมามันทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างของ 'fine' กับ 'สบาย' ในเรือนจำผมสามารถใช้ I'm fine ได้ แต่ผมก็คงไม่ใช้คำว่า สบายดี และก็คงจะไม่ใช้คำนี้กับเรื่องอะไรก็ตามในเรือนจำ
อีกอย่างที่โดนย้ำก็คือประเทศไทยเป็นประเทศที่บ้ายศ และคำนำหน้า ขนาดกลายเป็นนักโทษทางการเมืองแล้วยังได้รับคำนำหน้าใหม่ ซึ่งเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างนอกไม่ต้องใช้มันหรอก การจ่าหน้าข้อความหรือจดหมายย่อมใช้นายได้เหมือนเดิม
แต่ในทางกลับกันวัฒนธรรมการใช้ชื่อเล่นในสื่อกระแสหลักของไทย ก็ทำให้ปัญหาหลายๆ ดูเบาลง ยกตัวอย่างเช่นการเรียกหัวหน้าคณะรัฐประหารว่าลุงตู่ นี่ยังไม่นับการใช้ "บิ๊ก" มานำหน้าชื่อเล่นทหาร ซึ่งผมเชื่อว่าการใช้ภาษาในรูปแบบนี้ส่งผลต่อการรับรู้ความร้ายแรงของปัญหาต่าง ๆ หรือการไม่สามารถพูดถึงปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่นการที่เราไม่สามารถพูดถึง Tom Riddle ได้จนเกิด ม๊อบ Harry Potter ขึ้น ผมหวังว่าการพูดถึงเรื่องนี้ในจดหมายสั้น ๆ ฉบับนี้จะทำให้บางคนเห็นหรือเข้าใจปัญหาเรื่องวัฒนธรรมภาษานี้มากขึ้น
สุดท้ายนี้ก็หวังว่าลายมือภาษาไทยของผมจะไม่ได้แย่จนเกินไป และนิสัยการพูดวกวน/ไม่รู้เรื่อง จะไม่ส่งผลกับการเขียนของผมมากเกินไปเช่นกัน
ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก
รุจ
ที่เชื่อว่าภาษาและการสื่อสาร สำคัญต่อการแก้ปัญหา
16 August 2026
สำหรับ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก จำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
ในวัย 29 ปี อติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี ไม่ยื่นฎีกาต่ออีก วันที่ 15 ก.ค. 2569 อติรุจ เดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อถอนการประกันตัวและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
ทั้งนี้ อติรุจได้กล่าวก่อนถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 69 ว่า เขาทบทวนและใช้เวลาตัดสินใจดีแล้ว เหตุเพราะช่วงรอเวลาศาลฎีกานัดฟังคำตัดสิน ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างติดขัดอยากไปเรียน ไปทำงานต่างประเทศก็ไม่ได้ เวลาระหว่างรอคือความไม่สบายใจ หลังจาก 16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา จึงได้ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ยื่นฎีกาต่อ แต่ขอไปเคลียร์งานและภาระหน้าที่ จึงได้มาดำเนินการตามกระบวนการถอนประกัน เพื่อรับโทษ
อติรุจระบุว่า แม้เขาจะรับสารภาพและกำลังจะเดินหน้าเข้ารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่การพูด ซึ่งไม่มีควรมีใครต้องถูกขังและต้องลี้ภัยเพียงเพราะแค่พูดเรื่องนี้
"ผมหวังว่าคุณจะกลับมาอย่างครบถ้วน ทั้งร่างกาย จิตใจ และที่สำคัญที่สุด คือศักดิ์ศรีที่ยังคงอยู่"
นี่คือข้อความที่อติรุจอยากฝากถึงตัวเองในวันที่ได้ออกจากเรือนจำ











































