วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต. หอบหลักฐานเด็ดร้องฝ่ายค้านปมฮั้ว สว. “พริษฐ์” ชี้ 4 ข้อพิรุธหาก กกต. เป่าคดี ชวนสังคมร่วมจับตา ลั่นพร้อมใช้ทุกกลไกตรวจสอบ

 


ผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต. หอบหลักฐานเด็ดร้องฝ่ายค้านปมฮั้ว สว. “พริษฐ์” ชี้ 4 ข้อพิรุธหาก กกต. เป่าคดี ชวนสังคมร่วมจับตา ลั่นพร้อมใช้ทุกกลไกตรวจสอบ


วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว รัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน รับหนังสือร้องเรียนจาก พ.ต.อ. มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต. ในวันที่มีการเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อปี 2567 และกลุ่มผู้สมัคร สว. บางส่วน เพื่อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อพิรุธในกระบวนการเลือก สว. รวมถึงข้อพิรุธในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง


พ.ต.อ. มนัสกล่าวว่า ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ตนได้รับแจ้งข้อมูลจากผู้สมัครว่ามีการจับกลุ่มฮั้ว โดยมีโพยฮั้วเป็นเบาะแสสำคัญ เมื่อทราบเรื่อง ตนได้แจ้งข้อมูลต่อ กกต. และแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับประเทศในขณะนั้น แต่แสวงกลับกล่าวว่า “ปล่อยเขาไปเถอะ เขาเตรียมวางแผนกันมาดีแล้ว” ข้อมูลนี้ถือเป็นประตูสำคัญที่ทำให้การฮั้ว สว. สำเร็จ โดยมีข้อสังเกตว่าแสวงได้ปกปิดข้อมูลและไม่ยอมนำไปชี้แจงต่อ กกต. ชุดใหญ่ นอกจากนี้ ตนยังมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ซึ่งปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เข้าไปเก็บโพยจากผู้สมัคร โดยถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตนได้แจ้งต่อแสวงไว้ตั้งแต่ต้น ทว่าต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ทาง กกต. กลับออกข่าวประชาสัมพันธ์ปฏิเสธว่าสิ่งที่ตนแจ้งไปนั้นไม่เป็นความจริง การมาร้องเรียนในวันนี้จึงเป็นการยืนยันว่าการเลือก สว. ในวันนั้นมีหลักฐานการเก็บโพยจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานเหล่านั้นในปัจจุบันหายไปอยู่ที่ใด


พ.ต.อ. มนัสกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีนี้ ได้สรุปสำนวนพบขบวนการทุจริตเลือก สว. จำนวน 229 คน ซึ่งรวมถึง สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสภาฯ ปัจจุบัน แม้คณะกรรมการไต่สวนจะชี้ว่ามีมูล แต่ กกต. กลับตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดใหม่ (ชุดที่ 36) ขึ้นมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือพวกพ้อง พฤติการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า กกต. อาจไม่ใช่หน่วยงานจัดการเลือกตั้ง แต่กลายเป็นหน่วยงานที่จัดให้มีการโกงเลือกตั้งแทน


ด้านพริษฐ์กล่าวว่า ตนขอขอบคุณผู้มาร้องเรียนที่ได้นำเอกสารสำคัญมายื่นให้ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความหนักแน่นเพราะมาจากผู้ตรวจการเลือกตั้งโดยตรง พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าในฐานะพรรคฝ่ายค้านจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไป โดยขณะนี้คดีฮั้ว สว. กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ อย่างที่ทราบกันว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ได้มีมติว่ามีผู้กระทำความผิดที่มีมูลจำนวน 229 คน ที่คณะไต่ส่วนเห็นว่า กกต. ควรมีมติดำเนินคดีและส่งเรื่องต่อไปที่ศาล โดย 130+ คนเป็น สว. ปัจจุบัน และอีก 90+ คนเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง รวมถึงมีหลายคนที่อาจนั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในคณะรัฐมนตรีด้วย สำหรับขั้นตอนปัจจุบัน อำนาจการตัดสินใจขณะนี้จึงอยู่ที่ กกต. ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณา หรือจะมีการเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือ บางบุคคลสำคัญ เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล


ทั้งนี้ ในเมื่อแสวงให้สัมภาษณ์เมื่อวาน ว่า กกต. จะเริ่มพิจารณากรณีดังกล่าวแล้ว พริษฐ์จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า หาก กกต. มีมติเป่าคดี จนเรื่องไปไม่ถึงศาล กกต. ต้องตอบสังคมถึง 4 คำถามหรือข้อพิรุธที่ตนขอตั้งไว้ล่วงหน้า


1. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่า กกต. ได้ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่สำหรับแต่ละคดี เพราะในคดีอื่นๆก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีมติส่งหลายคดีไปที่ศาลแล้ว แม้จะมีหลักฐานเป็นเพียงข้อความในไลน์เพื่อขอคะแนนกัน ซึ่งหลายๆ เรื่องศาลได้พิพากษาว่ามีความผิดด้วย ดังนั้น หาก กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องครั้งนี้ไปที่ศาล ทั้งๆ ที่หลักฐานที่คาดว่าอยู่ในสำนวนของดีเอสไอและของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นมากกว่าหรือไม่น้อยไปกว่าคดีก่อนๆ ตนจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า กกต. ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคดีหรือไม่ และเพราะอะไร


2. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่า กกต. ได้ใช้วิธีการตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36” ของ กกต. ขึ้นมาเพื่อฟอกขาวคดีนี้หรือไม่ เนื่องจาก กกต. ไม่เคยออกมาชี้แจงประเด็นที่ตนเคยอภิปรายสอบถาม กกต. กลางสภาฯ ว่าเหตุใดจึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมากลั่นกรองเป็นการเฉพาะ แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว ซ้ำร้ายในจำนวน 7 อนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ที่เข้ามาทำหน้าที่ หลายคนยังมีประวัติที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตคอร์รัปชัน หรือได้แสดงท่าทีที่อาจมองได้ว่าขาดความเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่


3. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่ามติดังกล่าวของ กกต. เข้าข่ายเป็นการต่างตอบแทนกันกับ สว. หรือไม่ เนื่องจาก 4 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งได้จากการผ่านการรับรองโดยมติของวุฒิสภา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่คือกลุ่ม สว. ที่อยู่ในสำนวนคดีนี้ ประชาชนจึงย่อมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ หรือการได้รับการรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”


4. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่ามติดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. หรือไม่ ซึ่งจะสอดคล้องกับพยานหลักฐานใหม่ที่ได้รับในวันนี้ (ซึ่งต้องตรวจสอบความถูกต้องต่อไป) โดยหลักฐานดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าในวันเลือก สว. ระดับประเทศ กรรมการ กกต. บางคน และเลขาธิการ กกต. ได้ละเลยการตรวจสอบกรณีการใช้โพยฮั้วที่มีการชี้เป้าให้ ซึ่งขัดแย้งกับแถลงการณ์ของ กกต. ที่ออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568


พริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดนี้คือ 4 คำถามหรือข้อพิรุธที่เราต้องถามไว้ล่วงหน้าถึง กกต. หาก กกต. มีแนวคิดว่าจะมีมติเป่าคดีสำหรับ 229 คน ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ชี้ว่า กกต. ควรดำเนินคดีและส่งต่อไปที่ศาล


ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน พวกเรากำลังพยายามอย่างยิ่งในการใช้กลไกสภาฯ เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ผ่านคณะกรรมาธิการกิจการศาลและองค์กรอิสระฯ โดยได้มีการเชิญ กกต. มาชี้แจงล่วงหน้าถึงสองสัปดาห์ แต่ในการนัดหมายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (4 มิถุนายน) กกต. กลับแจ้งว่าขอเลื่อนก่อนวันประชุมเพียงไม่กี่วัน และเมื่อนัดหมายใหม่เป็นวันพฤหัสบดีนี้ ตนก็ได้รับทราบมาเมื่อเช้าว่ามีการประสานมาว่าขอเลื่อนอีกครั้ง พฤติการณ์ทั้งหมดนี้ชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า กกต. กำลังพยายามหลบหนีการตรวจสอบจากสภาฯ หรือไม่ ซึ่งหาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาและ 4 ข้อพิรุธที่ตนได้ตั้งคำถามไว้ในวันนี้ กกต. ควรพิจารณาและมีมติอย่างตรงไปตรงมา โดยเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ในการส่งเรื่องไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #ฮั๊วสว







ภาคประชาชน “ConForAll” ยื่นรองปธ.สภาเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ย้ำ “สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100%” เตรียมเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อผ่าน conforall.com ในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ ลั่นสภาอย่าขวางประชาชน ยันค้านฉบับภูมิใจไทย ชี้เอื้อผูกขาด

 


ภาคประชาชน “ConForAll” ยื่นรองปธ.สภาเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ย้ำ “สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100%” เตรียมเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อผ่าน conforall.com ในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ ลั่นสภาอย่าขวางประชาชน ยันค้านฉบับภูมิใจไทย ชี้เอื้อผูกขาด


เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา เครือข่ายภาคประชาชน ในนามกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) นำโดย นายณัชปกร นามเมือง ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ได้ยื่นเจตจำนงต่อการริเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ต่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่สอง


โดยเวลา 13.00 น.รวมตัวกันด้านหน้าอาคารรัฐสภาฝั่งทางเข้า สส. จากนั้นเดินเท้าเข้ามายังศาลาแก้วโดยตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ในเครือข่ายConforall ปราศรัยถึงเจตจำนงค์ภาคประชาชน โดยเวลา 13.30 น. นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่สอง เป็นผู้มารับหนังสือ พร้อมกลุ่ม สว. ได้แก่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. ร่วมเป็นสักขีพยาน


ทั้งนี้ น.ส.นันทนา ได้ประกาศสนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเนื่องในการครบรอบ 100 ปีประชาธิปไตยไทยด้วย


จากนั้น 14.00 น.ตัวแทนเครือข่ายฯราว 10 คน เข้าไปยื่นหนังสือและแถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าวอาคารรัฐสภา


นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า ตนยินดีที่ภาคประชาชนสนใจกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นนิมิตหมายที่ดีของบ้านเมืองที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ หลังจากนี้จะทำตามขั้นตอนของสภา คือเสนอต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขณะที่ประชาชนสามารถเริ่มกระบวนการเข้าเชื่อให้ได้ 5 หมื่นชื่อ เมื่อครบแล้ว สามารถยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา โดยสภาจะใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อ เมื่อครบถ้วนและมีความพร้อมจะบรรจุเข้าสู่วาระต่อไป


ด้าน นายณัชปกร กล่าวว่า หลักการร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย โดย ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100% 2 แบบ คือ ส.ส.ร.ตัวแทนจังหวัด เพื่อให้เป็นตัวแทนระดับพื้นที่ และ ส.ส.ร.แบบบัญชีรายชื่อ มาจากกลุ่มความหลากหลายต่างๆ พร้อมกำหนดให้ ส.ส.ร. มีอำนาจกำหนดกรอบการร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) กำกับ ซักถามและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและออกแบบรัฐธรรมนูญ ส่วนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้มี กมธ.ยกร่าง 35 คน มาจาก ส.ส.ร. 25 คน อีก 10 คน ให้มาจากการเชิญบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ต้องส่งให้ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งเห็นชอบ ก่อนส่งให้ประชาชนออกเสียงประชามติ


“ในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ จะเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนผ่านทางเว็ปไซต์ของเครือข่าย ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลารวบรวมรายชื่อได้ครบภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ดีการเข้าชื่อดังกล่าวจะใช้กระบวนการออนไลน์ เบื้องต้นจะช่วยล่นเวลาของสภาต่อการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนที่เชื่อว่าจะใช้เวลาตรวจสอบน้อยกว่า 45 วัน” นายณัชปกร กล่าว


นายณัชปกร กล่าวด้วยว่า ภาคประชาชนเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยไม่ตรงกับหลักการของประชาชน และไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากเนื้อหาเอื้อให้เกิดการผูกขาด ทำให้มี ส.ส.ร.สีน้ำเงินที่จับเลือก และไม่เอา สว.สีน้ำเงิน ทั้งนี้หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่ ส.ส.ร. ของระบอบสีน้ำเงินภาคประชาชนพร้อมโหวตโน


เมื่อถามว่ามองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำหนดเป็นต้นเดือน ก.ค. ควรชะลอออกไปก่อนหรือไม่ นายณัชปกร กล่าวว่า ตนบอกไม่ได้ ว่ารัฐสภาควรจะรอหรือไม่ ถือเป็นความเห็นของประธานรัฐสภาที่จะดำเนินการ


เมื่อถามว่าหากรัฐสภาโหวตไม่รับหลักการร่างแก้รัฐธรรมนูญของภาคประชาชนเพราะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร นายณัชปกร กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ศาล ดังนั้นจะขัดหรือไม่ขัด คนที่ชี้คือศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนมองว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ควรด่วนสรุป เมื่อสามารถบรรจุวาระแล้ว รัฐสภาควรพิจารณาดำเนินการ และให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาประชามติ ตามที่ศาลวินิจฉัยว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ดังนั้นอย่าขวางตั้งแต่ต้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #Noระบอบสีน้ำเงิน #Noสสรสีน้ำเงิน #Noสวสีน้ำเงิน
























วิโรจน์-เฉลิมพงศ์ ร้อง ป.ป.ช.-กกต. สอบแชตไลน์อธิบดีปกครอง “ช่วยน้ำเงินด้วย” ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ เป็น ขรก. วางตนไม่เป็นกลาง ทวงนายกฯ ทำไมยังไม่ตั้งกรรมการสอบ

 


วิโรจน์-เฉลิมพงศ์ ร้อง ป.ป.ช.-กกต. สอบแชตไลน์อธิบดีปกครอง “ช่วยน้ำเงินด้วย” ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ เป็น ขรก. วางตนไม่เป็นกลาง ทวงนายกฯ ทำไมยังไม่ตั้งกรรมการสอบ


วันที่ 9 มิถุนายน 2569 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ กกต. ในการตรวจสอบกรณีไลน์อธิบดีกรมการปกครองหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”


วิโรจน์กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน โดยสามารถพิสูจน์ได้ผ่านระบบดิจิทัลว่า ได้มีการพิมพ์ข้อความจริงหรือไม่ โดยเท่าที่ตนได้ติดตามการชี้แจงของอธิบดีกรมการปกครอง มักจะชี้แจงถึงประเด็นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ โดยสาระสำคัญคือ อธิบดีได้มีการพิมพ์คุยกับข้าราชการในบังคับบัญชาจริงหรือไม่ และปรากฏว่ามีการพิมพ์ข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จริงหรือไม่ ซึ่งไม่ต้องตีความเลยว่าคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งนั้น หมายถึงช่วยพรรคการเมืองใด ซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจน


วิโรจน์กล่าวต่อว่าการเป็นข้าราชการจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง โดยจะต้องไม่อิงฝักฝ่ายใดเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ หรือใช้อำนาจรัฐในการเอื้อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงของการเลือกตั้ง ซึ่งในวันนี้ นอกจากที่จะมาร้องเรียนที่ ป.ป.ช. แล้ว เฉลิมพงศ์จะไปร้องกับเลขาธิการ กกต. เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย


ด้านเฉลิมพงศ์กล่าวว่า ในช่วงการเลือกตั้ง ตนก็รู้สึกถึงระบอบสีน้ำเงินในการสั่งการต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ ที่มีข้อสงสัยว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงในพื้นที่ รวมไปถึงอธิบดีที่มีการสั่งให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ถึงปลัดจังหวัดภูเก็ต และยังมีถึงปลัดป้องกันอำเภอถลาง ที่มีการบอกให้ช่วยผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย


สำหรับตนแล้วกรณีดังกล่าวแสดงถึงการสั่งการที่เป็นขั้นตอนและเป็นระบบที่สีน้ำเงินทำในช่วงการเลือกตั้ง ในวันนี้ตนจึงจะมาร้องในเรื่องของการไม่เป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และรวมถึงมาตรา 172 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ในการดำเนินคดี และเอาความผิด รวมถึงเอาโทษกับอธิบดีกรมการปกครอง


นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังชี้ให้เห็นชัดว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นมีความไม่โปร่งใส มีการทำงานเป็นขั้นตอน รวมถึงหน่วยงานข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ตเองที่มีข้อครหาว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงให้กับนักการเมืองในพื้นที่ รวมถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน


โดยหากข้าราชการท่านใดไม่ทำงานตามที่สั่ง ก็จะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้ายอย่างที่ปรากฏชัด หากทำงานไม่ตอบสนอง ก็จะมีการจัดฉากในเรื่องของการย้ายนายอำเภอเมืองที่ทำงานไม่สำเร็จ แพ้การเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่ามีการรับสินบนในเรื่องของใบอนุญาตปืน เพื่อให้ย้ายออกจากพื้นที่


เฉลิมพงศ์กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ชัดว่ามีการสั่งให้ย้ายนายอำเภอเมือง โดยย้ายออกนอกพื้นที่ จากการที่ไม่ตอบสนองระบอบสีน้ำเงิน จึงเห็นได้ชัดว่ามีการกลั่นแกล้ง ซึ่งจะต้องขอความเป็นธรรมให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยด้วย ที่โดนผู้บังคับบัญชาบีบบังคับให้ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา


ทำให้เราเห็นแล้วว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาและเป็นระบอบที่กัดกินประเทศไทยของพวกเราอยู่ วันนี้ตนจึงได้มายื่นเรื่องกับทาง ป.ป.ช. เพื่อขอความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบข้าราชการระดับอธิบดี


เฉลิมพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่าเชื่อว่าถ้าเราเปิดแชตไลน์ของจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ก็คงทราบว่ามีการสั่งการจริงหรือไม่ และแชตไลน์ที่มีการพูดคุยกันนั้นเป็นของจริงหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ ตรวจสอบไอดีไลน์ได้ โดยข้อมูลทั้งหมดสามารถขอออกมาเพื่อนำมาเป็นพยานหลักฐานที่จะใช้ในชั้นศาลต่อไป


ขอฝากถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าทำไมจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบในกรณีแชตไลน์ดังกล่าว ทั้งที่นายกฯ เป็นคนสั่งการเองว่าข้าราชการควรวางตนเป็นกลางและเก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้เบื้องหลัง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #กกต #ช่วยน้ำเงินด้วย











ภคมน เปิดเคส “ช่วยน้ำเงินด้วย” ภูเก็ตอีกราย ซัดมีระบอบสีน้ำเงิน จี้มท.1 ตอบคำถาม

 


ภคมน เปิดเคส “ช่วยน้ำเงินด้วย” ภูเก็ตอีกราย ซัดมีระบอบสีน้ำเงิน จี้มท.1 ตอบคำถาม


เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กข้อความจากแชตไลน์จากปลัดที่จังหวัดภูเก็ต ส่งไลน์ขอให้สนับสนุนผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย โดยมีเนื้อดังนี้ ภูเก็ตเขาแน่นอนจริง!!! มาอีกรายออกตัวช่วยน้ำเงิน


ข้อความที่ส่งในไลน์ลักษณะเดียวกันในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นปลัดอำเภอถลาง จ.ภูเก็ต

 

ส่งข้อความสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ในกรุ๊ปไลน์ผู้เข้าอบรมอส. ออกตัว ออกหน้าไม่สน ไม่แคร์ว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐควรวางตัวเป็นกลางทางการเมือง


ไม่แน่ใจว่าปลัดหนุ่ม (ตามชื่อไลน์) ปฏิบัติตามคำสั่งอธิบดีกรมปกครองที่ส่งบอกปลัดจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้ว่า “ให้ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือปลัด ”หนุ่ม“ เต็มใจช่วยน้ำเงินเองแบบไม่สนใจว่าการกระทำดังกล่าวจะผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนเลย


การเติบโตและลุกลามของระบอบสีน้ำเงินไม่ธรรมดาเอาซะเลย จะองค์กรไหน จะสายไหนมีคนของเขาหมด


ถามตรง ๆ เรื่องนี้ประชาชนคิดว่าจะเห็นการจัดการ พิสูจน์ความโปร่งใสจากมท.1 ที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกุล จริง ๆ หรือไม่


ในเมื่อองคาพยพเหล่านี้ผลัดกันเกาหลังและเป็นเครื่องมือให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจได้จนทุกวันนี้ คณะกรรมการที่ขึงขังว่าจะตั้งขึ้นมาเพื่อสอบอธิบดีกรมปกครองก่อนหน้านี้ ดิฉันถามคนไทยทั้งประเทศซิว่าเชื่อมั้ย?? ว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่าตรงไปตรงมา


เอาเป็นว่าถ้าพรรคภูมิใจไทย อยากปฏิเสธว่าประเทศไทยไม่มี “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็ช่วยจัดการไอห้อย ไอโหนที่พยายามจะเกาะสีน้ำเงินเติบโตให้เห็นหน่อย แต่ถ้าให้ทายใจ ดูจากนิสัย ดิฉันว่าพวกท่านดูภูมิใจกับเป็นผู้สร้างระบอบนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ช่วยน้ำเงินด้วย

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ศิริกัญญา” จี้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนรอบใหม่ ชี้ไม่รอบคอบ-กระทบกลุ่มเปราะบาง

 


“ศิริกัญญา” จี้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนรอบใหม่ ชี้ไม่รอบคอบ-กระทบกลุ่มเปราะบาง


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนและหัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านปฏิรูปรัฐ วิจารณ์มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ปรับเกณฑ์การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ว่ายังมีปัญหาหลายด้านและขาดความรอบคอบ


ศิริกัญญา กล่าวว่า เมื่อคืนนี้นายกรัฐมนตรีได้มีการบอกให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ในช่วงเช้า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแถลงและยืนยันการทบทวน โดยบอกว่าการทบทวนในครั้งนี้ไม่ใช่การทบทวนมติ ครม. แต่เป็นการทบทวนหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกองทุน


ซึ่งในรายละเอียดที่ออกมา ได้แจ้งว่าสำหรับรอบปีภาษีนี้จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว เนื่องจากลูก ๆ แต่ละคนก็ได้ลดหย่อนภาษีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น พ่อแม่ที่จะยืนยันสิทธิ์หรือขอรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ก็ยังสามารถขอได้อยู่ ถึงแม้ลูกจะนำชื่อไปลดหย่อนภาษีก็ตาม แต่ในปีภาษีหน้าก็จะกลับไปเป็นตามมติ ครม. เดิม นั่นก็คือ เมื่อลูกนำชื่อของพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่ พ่อแม่ก็จะถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ


ทีม ครม.เงา เห็นว่าเรื่องดังกล่าวยังเป็นปัญหาอยู่ ที่ไม่สามารถพิจารณาเรื่องดังกล่าวรวมกันได้ว่า การที่ลูกอุปการะก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ไม่ได้อยู่ในสถานะที่เดือดร้อน


ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ทีม ครม.เงา ขอเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้ทบทวนหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดหย่อนภาษีของลูก การลดหย่อนภาษีไม่ควรถูกนำมาเป็นเกณฑ์ตัดโอกาสที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่นเดียวกับที่ไม่ควรทำให้ลูกถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลดหย่อนภาษีของพ่อแม่ รวมไปถึงเกณฑ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถือครองที่ดิน 10 ไร่ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แข็งมาก โดยจะพบว่ามีเกษตรกรที่มีที่ดินอยู่ 10-12 ไร่ แต่ก็ไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และยังมีความเดือดร้อนที่จำเป็นจะต้องได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ


รวมไปถึงเรื่องของหนี้สินที่มีเกณฑ์อยู่ที่ 100,000 บาท ก็จะทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่ได้เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ในเรื่องของรถยนต์ ที่อาจมีกรรมสิทธิ์มานานแล้ว มูลค่ารถยนต์จริงไม่เหลือแล้ว รวมไปถึงอาจเป็นรถยนต์ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิ์เช่นเดียวกัน


ศิริกัญญาทิ้งท้ายว่าจะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้มีปัญหาอยู่เยอะมาก จึงขอให้ในการประชุม ครม. วันที่ 10 มิถุนายน มีการทบทวนหลักเกณฑ์เหล่านี้


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“วีระยุทธ-พิศาล” จี้รัฐบาลสู้กลับข้อกล่าวหาสหรัฐฯ แนะต้องวางยุทธศาสตร์เจรจาแบบรู้เขารู้เรามากกว่านี้

 


“วีระยุทธ-พิศาล” จี้รัฐบาลสู้กลับข้อกล่าวหาสหรัฐฯ แนะต้องวางยุทธศาสตร์เจรจาแบบรู้เขารู้เรามากกว่านี้


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ครม.เงาพรรคประชาชน โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วย พิศาล มาณวพัฒน์ ที่ปรึกษา เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการใน 2 แนวทางไปพร้อมกัน ทั้งการสู้ข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ อย่างมีหลักการ และเปิดเผยข้อแลกเปลี่ยนต่อสาธารณะผ่านกลไกสภา


[ รัฐบาลต้องสู้ข้อกล่าวหาสหรัฐฯ 2 ข้อ ปรับลดข้อแลกเปลี่ยน และทำงานโปร่งใสผ่านกลไกสภา ]


วีระยุทธเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงภูมิหลังว่า หลังศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่า Reciprocal Tariffs ขัดรัฐธรรมนูญเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้มาตรา 122 ที่กำหนดอัตราภาษี 10% แทน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ใช้ได้เพียง 150 วัน และจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ 


สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จึงเตรียมนำมาตรา 301 มาใช้ โดยอ้างสองเหตุผลหลักสำหรับเก็บภาษีสินค้าจากไทยคือ การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และการผลิตส่วนเกิน (Structural Excess Capacity and Production) 


วีระยุทธระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลโดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พุ่งเป้าไปที่การเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายนเป็นหลัก แต่ ครม.เงา เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการทั้งสู้และเจรจาไปพร้อมกัน 


ในส่วนของการสู้ข้อกล่าวหาเรื่อง “การผลิตส่วนเกิน” วีระยุทธชี้ว่า USTR อ้างเรื่องการเกินดุลการค้าและการใช้กำลังการผลิตต่ำ โดยไม่ได้ระบุว่าไทยมีนโยบายอุดหนุนภาคเอกชน ซึ่งต่างจากกรณีจีน อินเดีย และเวียดนาม ที่รัฐอุดหนุนธุรกิจส่งออกอย่างชัดเจน ดังนั้น เราจึงต้องชี้แจงตอบโต้ว่าประเทศไทยไม่ได้ดำเนินนโยบายอุดหนุนจนเกิดการผลิตล้นเกินเพื่อทุ่มราคาตลาดโลกหรือตลาดสหรัฐฯ แต่อย่างใด 


สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง “แรงงานบังคับ” วีระยุทธกล่าวว่า USTR กล่าวหาว่าไทยยังไม่มีข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยสามารถแก้ไขได้โดยการปรับปรุงกฎระเบียบ เพราะเป็นมาตรฐานที่ไทยต้องยกระดับอยู่แล้วหากต้องการทำการค้าหรือเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เนื่องจาก EU ออกกฎหมาย Forced Labour Regulation (FLR) ที่ห้ามวางขายสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับในตลาด EU โดยจะมีผลบังคับใช้ในปลายปี 2570 และเนื่องจากมาตรฐานของสหรัฐฯ กับ EU กำลังขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ไทยจึงควรถือโอกาสนี้ยกระดับกฎระเบียบด้านแรงงานไปเลย 


ส่วนเรื่องการเจรจาข้อตกลง ART วีระยุทธชี้ว่า ขณะนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลต้องอย่ายอม ควรปรับข้อแลกเปลี่ยนให้ได้สัดส่วนกับบริบทที่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องทิ้งไพ่ทุกใบให้สหรัฐฯ เพราะกรอบภาษีใหม่อยู่ระหว่าง 10% หรือ 12.5% เท่านั้น ต่างจากตอนเผชิญกำแพงภาษีถึง 36% ทั้งนี้ รัฐบาลต้องไม่ยึดแค่ตัวเลขภาษีเป็น KPI เพราะข้อตกลงที่นำไปแลกจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยไปอีกนาน กระบวนการและข้อตกลงจึงต้องรัดกุมและโปร่งใส


วีระยุทธย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเจรจากับสหรัฐฯ แต่การเจรจาที่ดีต้องไม่เกิดขึ้นในความมืด ยิ่งแรงกดดันจากมาตรา 301 เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อสาธารณะว่ากำลังนำอะไรไปแลก และเหตุใดการแลกเปลี่ยนนั้นจึงเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นอกจากนี้หากข้อตกลงที่เจรจาได้มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลควรชี้แจงต่อสาธารณะว่าข้อตกลงดังกล่าวเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบใด


[ รัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์เจรจาอย่างคนที่รู้จักอเมริกาดีกว่านี้ ]


ด้านพิศาล มาณวพัฒน์ ให้ข้อเสนอแนะในเชิงยุทธศาสตร์ต่อ รมว.พาณิชย์ ก่อนเดินทางไปวอชิงตันในครั้งต่อไปว่าต้องมีความชัดเจนทั้งเป้าหมายและบุคคลที่ควรไปพบ รัฐบาลต้องเข้าใจกลไกอำนาจในวอชิงตันให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ที่กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจ และใช้ไพ่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะให้ความสนใจ


พิศาลระบุว่า แม้การที่รัฐมนตรีศุภจีไปพบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ Jamieson Greer โดยตรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผลประโยชน์ของไทยด้านการค้าและเศรษฐกิจมีกว้างไกลกว่านั้น จึงขอแนะนำให้วางแผนพบรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ Howard Lutnick ซึ่งเข้าถึงทรัมป์ได้มากกว่า รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ที่มีบทบาทนำด้านนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงที่ปรึกษาอาวุโสประธานาธิบดีด้านการค้า Prof. Peter Navarro ที่ถือเป็นมือขวาทรัมป์ด้านภาษีศุลกากร 


และหากจะพบสมาชิกรัฐสภา ควรพบสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ใกล้ชิดทรัมป์และมีตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมาธิการด้านภาษีและการค้า เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Mike Crapo Ways and Means Committee และวุฒิสมาชิก Jason Smith ประธาน Senate Finance Committee เป็นต้น


พิศาลกล่าวทิ้งท้ายว่า เพื่อลดความเสียเปรียบในการเจรจา ART ขอเสนอให้คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ไปแสดงฝีมือล็อบบี้ฝ่ายการเมืองในวอชิงตัน ใช้ไพ่พันธมิตรเก่าแก่ ที่สหรัฐได้ประโยชน์ทั้งต่อภูมิภาคอินโดแปซิฟิก หรือแม้กระทั่งตะวันออกกลาง


นอกจากนี้ เพื่อสร้างไพ่ต่อรองในระยะยาว ไทยควรเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในมลรัฐที่มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี เช่น Pennsylvania, Michigan, Wisconsin, Georgia และ Arizona เพราะจะทำให้ทรัมป์และประธานาธิบดีคนต่อๆ ไปให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น


#ฝ#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

พรรคประชาชนจี้รัฐบาลเร่งแก้ 10 วันอันตรายมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อนพังทั้งระบบ - เดินหน้าสู้ภาษีสหรัฐฯ ม.301 โปร่งใสผ่านกลไกสภา - ทบทวนบัตรสวัสดิการ และออกกฎหมายหยุดยั้งไทยเป็นทางผ่านแร่มลพิษ

 


พรรคประชาชนจี้รัฐบาลเร่งแก้ 10 วันอันตรายมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อนพังทั้งระบบ - เดินหน้าสู้ภาษีสหรัฐฯ ม.301 โปร่งใสผ่านกลไกสภา - ทบทวนบัตรสวัสดิการ และออกกฎหมายหยุดยั้งไทยเป็นทางผ่านแร่มลพิษ


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ครม. เงา พรรคประชาชนประชุมหารือ 4 วาระเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหามาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย การรับมือภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ การทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมลพิษแม่น้ำชายแดน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 


1. เร่งเจรจามาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย เจรจาเปิดด่านก่อนเส้นตาย 10 วัน จากกรณีมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์จากไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้อย่างหนัก พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเจรจาเปิดด่านให้ได้ภายใน 10 วันนี้ ก่อนราคากุ้งในตลาดภาคใต้จะตกต่ำจนตลาดพังทั้งระบบ ส่วนในด้านการเจรจา ให้เร่งหารือกับมาเลเซียบนหลักการ 4 ข้อ ได้แก่ การกำหนดร่วมกันและแจ้งล่วงหน้า การใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ ความเหมาะสมของแนวปฏิบัติเช่นการแสดงใบรับรองคุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับได้ 


ในระยะยาว พรรคประชาชนจะติดตามและผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งอย่างเป็นระบบ ให้อยู่ในงบประมาณประจำปี 2570 และเร่งให้มีการประชุม Shrimp Board ที่ตัวแทนผู้เลี้ยงกุ้งมีส่วนร่วม เพื่อเป็นกลไกหลักในการรับมือสถานการณ์ และผลักดันแผนแก้ไขปัญหากุ้งทั้งระบบต่อไป โดยเฉพาะการป้องกันและควบคุมโรคกุ้งที่ระบาดมายาวนาน 


2. สู้ข้อกล่าวหาสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 อย่างโปร่งใส เจรจา ART ตามสัดส่วนใหม่ อย่าทิ้งไพ่ใบเดิม รัฐบาลต้องยืนยันต่อสู้ข้อกล่าวหาของ USTR ทั้ง 2 ประเด็น คือ การผลิตส่วนเกิน และแรงงานบังคับ โดยยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายอุดหนุนการผลิตเพื่อทุ่มตลาดส่งออก และเร่งยกระดับกฎหมายนำเข้าที่ครอบคลุมมาตรฐานแรงงานบังคับ ซึ่งสอดคล้องกับระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU Forced Labour Regulation) ที่จะเริ่มใช้ในปี 2570 อยู่แล้ว 


สำหรับการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐ รัฐบาลต้องปรับสัดส่วนข้อแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมกับกรอบภาษีปัจจุบันที่ลดมาเหลือที่ระดับ 10% หรือ 12.5% พร้อมเปิดเผยกรอบการเจรจาต่อสาธารณะ และนำข้อตกลงที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 ทั้งนี้ รัฐบาลต้องไม่ใช้การลดภาษีเป็น KPI ความสำเร็จ เพราะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป 


3. ทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปกป้องกลุ่มเปราะบาง พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เรื่องการปรับหลักเกณฑ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเสนอให้พิจารณาใช้ระบบคะแนนถ่วงน้ำหนักแทนเกณฑ์เดียว เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนในภาพรวมอย่างแท้จริง 


4. หยุดวิกฤตแม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี จากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านโดยเร่งด่วน ผ่าน 3 แนวทาง คือ ด้านคน เจรจาพหุภาคีไทย-จีน-เมียนมา-ลาว พร้อมกำหนด Action Plan ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และสุขภาพประชาชนด้วยมาตรฐานกลาง ด้านกฎ เร่งออกกฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.แร่ มาตรา 104 กำหนดให้แร่สำคัญต้องขออนุญาตนำเข้า และห้ามนำเข้าแร่จากเหมืองที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และด้านงบ จัดสรรงบประมาณรับมือผลกระทบและเยียวยาเกษตรกรและภาคธุรกิจที่ได้รับความเสียหาย 


พรรคประชาชนจะผลักดันทั้ง 4 ประเด็นผ่านกลไกรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้อง และจะติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา