วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนชี้การมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำลายหลักลงคะแนนโดยลับ-เปิดช่องทุจริต จี้ กกต. เร่งเปิดรายงานผลการนับคะแนนทุกหน่วย มอบ “วาโย” ฟ้อง กกต.-เลขาฯ กกต. ผิด 157


พรรคประชาชนชี้การมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำลายหลักลงคะแนนโดยลับ-เปิดช่องทุจริต จี้ กกต. เร่งเปิดรายงานผลการนับคะแนนทุกหน่วย มอบ “วาโย” ฟ้อง กกต.-เลขาฯ กกต. ผิด 157 


วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการติดตามตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)


พริษฐ์เริ่มต้นโดยย้ำว่า เจตนาของพรรคประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้ง ตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา ไม่ได้มีเจตนาเพื่อมุ่งเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง ไม่ใช่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง แต่เราจำเป็นต้องตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งเพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนว่าเสียงของเขาถูกบันทึกอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะกาให้กับพรรคการเมืองไหนก็ตาม รวมถึงเราต้องการให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างบกพร่องหรือจงใจทุจริต ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมายเพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้เรามีการเลือกตั้งในอนาคตที่ประชาชนเชื่อมั่นเชื่อถือได้


การแถลงในวันนี้มี 4 หัวข้อ หัวข้อแรกคือกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในการแถลงข่าวของ กกต. เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.) มีข้อสรุปว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าว ในทางทฤษฎีสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเราเห็นว่ามีปัญหา 3 เรื่องหลัก


ปัญหาแรก ทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปโดยลับ ตามหลักการที่สังคมเข้าใจโดยทั่วไปมาโดยตลอด


การลงคะแนนที่ "ลับ" หมายถึงเมื่อลงคะแนนไปแล้วจะต้องไม่สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้เลย แต่ การแถลงของ กกต. เมื่อวานเป็นการยืนยันว่าสามารถทำได้ในเชิงทฤษฎีหากมีการเข้าถึงข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลบนบัตร, รหัสตรงต้นขั้ว และชื่อผู้ลงคะแนนของรหัสนั้นๆ ดังนั้นเราเห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่ความยากหรือง่ายในการเข้าถึงข้อมูล แต่ประเด็นอยู่ที่หากเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ จะสามารถระบุตัวตนได้ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งในอดีตที่ไม่ว่าใครจะเข้าถึงข้อมูลส่วนใด ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร


ปัญหาที่สอง เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง สามารถใช้ประโยชน์จากบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร 


แม้ กกต. จะชี้แจงว่ามีการเก็บรักษาบัตรและต้นขั้วไว้ในที่ปลอดภัย แต่หากมีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดรู้เรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมาก่อน อาจเปิดช่องให้สามารถออกแบบกระบวนการในการตรวจสอบได้ว่าใครโหวตอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบัตรหรือต้นขั้วที่ กกต. เก็บไว้หลังปิดหีบ เช่น ตัวแทนพรรคอาจใช้อิทธิพลข่มขู่ให้ประชาชนแจ้งรหัสต้นขั้วก่อนลงคะแนน และจากนั้นมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทุกใบขณะนับคะแนน เพื่อนำมาสแกนตรวจสอบภายหลังว่าลงคะแนนตามที่ตกลงหรือไม่ หรือหากกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อาจแอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเพื่อส่งให้ตัวแทนพรรคที่กระทำการดังกล่าวได้


ดังนั้น แม้ กกต. ชี้แจงว่าทั้งหมดที่ทำเป็นไปเพื่อ “รักษาความปลอดภัย” และแม้เรายอมเชื่อไว้ก่อนว่า กกต. มีเจตนาดีเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจริง การดำเนินการของ กกต. ได้เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่ทำให้การเลือกตั้งอาจจะไม่สุจริตเที่ยงธรรม และกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิ


ปัญหาที่สาม ความเสียหายระยะยาวต่อการเลือกตั้งในอนาคต


เมื่อมีการเก็บบัตรและต้นขั้วไว้ หากข้อมูลดังกล่าวรั่วไหลหรือมีบุคคลใดเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จะเกิดปัญหาสำหรับอนาคต เพราะข้อมูลการเลือกพรรคการเมืองของประชาชน ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว และจะกลายเป็นข้อมูลที่ผู้มีอำนาจสามารถนำไปใช้จัดเก็บสถิติแยกตามเพศ อายุ และพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเตรียมการเลือกตั้งครั้งถัดไปได้


ล่าสุด พรรคได้มอบหมายให้ วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงและทำคำร้องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อดำเนินคดีกับ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต


พริษฐ์กล่าวต่อว่า หัวข้อต่อมาเป็นข้อสังเกตต่อประเด็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีจำนวนไม่เท่ากันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน โดยพบปัญหานี้ในหลายเขตเลือกตั้ง เมื่อวานนี้ กกต. ระบุว่าความคลาดเคลื่อนเกิดจากระบบรายงานผลบนเว็บไซต์ของ กกต. แต่เราต้องยืนยันว่าข้อสังเกตของพรรคประชาชน ไม่ได้อ้างอิงข้อมูลเว็บไซต์ของ กกต. แต่อ้างอิงจากข้อมูลที่อยู่ในบอร์ดรายงานผลในแต่ละเขตเลือกตั้ง 


ดังนั้นไม่ว่ากระบวนการในการรายงานตัวเลขผ่านเว็บไซต์ของ กกต. จะมีปัญหาแค่ไหน แต่เป็นคนละเรื่องกับหลักฐานที่เราเอามากางก่อนหน้านี้และในวันนี้ ยกตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจนในพื้นที่สงขลา เขต 3 และ ศรีสะเกษ เขต 2 ที่ได้มีการเปิดข้อมูลไปก่อนหน้านี้ รวมถึงอีกหลายเขตที่มีการเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ซึ่งในเขตเลือกตั้งดังกล่าว มีทั้งเขตที่พรรคประชาชนแพ้เลือกตั้งเป็นอันดับ 3 และเขตที่พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหวังจะทำให้พรรคประชาชนมี สส. มากขึ้น แต่เราต้องการตรวจสอบประเด็นนี้เพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนแลทำให้เรื่องนี้สิ้นข้อสงสัย


ท้ายสุดนี้มีข้อเรียกร้องต่อ กกต. คือ (1) ขอให้ชี้แจงว่าทำไมจำนวนบัตรเลือกตั้ง 2 ใบในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ที่ปรากฏในบอร์ดรายงานผลการลงคะแนนสำหรับบางเขตเลือกตั้ง จึงคลาดเคลื่อนและต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (2) เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายหน่วยเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบโดยสะดวกมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วยเอกสารสองอย่าง คือ กกต. ต้องเร่งเผยแพร่รายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) รายหน่วย ให้ครบทุกหน่วยเลือกตั้งตามที่กฎหมายกำหนด และควรเปิดเผยใบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) รายหน่วย แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้เปิดเผย แต่ควรเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ประชาชนมีข้อสงสัย 


ด้าน กิตติชัย กล่าวถึงภาพรวมของเรื่องร้องเรียนที่ผู้สมัคร สส. ของพรรค และประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยในส่วนผู้สมัคร สส. ของพรรค รับเรื่องร้องเรียนมาทั้งหมด 57 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายได้ทำเรื่องไปยัง กกต. ขอให้มีการตรวจสอบแล้ว 37 เรื่อง ส่วนการร้องเรียนของประชาชนผ่านเว็บไซต์ report69 ยอดทั้งหมดกว่า 4,000 เรื่อง ตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การร้องเรียนได้ 1,260 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการตรวจสอบและส่งให้ผู้สมัคร สส. ของพรรคร้องคัดค้านการประกาศผลต่อไป


และหัวข้อสุดท้าย เป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ที่สมุทรปราการ เขต 6 มีประชาชนส่งคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่ามีการทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงใบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) ที่บ่อขยะแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยเอกสารดังกล่าวระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์และระบุหน่วยเลือกตั้งด้วย จุดดังกล่าวไม่ใช่จุดรวมหีบหรือจุดยุบหีบเหมือนกรณีชลบุรีเขต 1 อย่างแน่นอน เพราะเห็นชัดเจนว่าเป็นบ่อขยะ และจุดรวมหีบของสมุทรปราการเขต 6 เองอยู่ห่างจากจุดของบ่อขยะนี้ถึง 8 กิโลเมตร ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งนำมาทิ้งไว้ ซึ่งเรื่องนี้เราต้องขอให้ กกต. และ กกต. สมุทรปราการ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนโดยเร็วว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร โดยประชาชนที่ส่งหลักฐานเข้ามาได้ลงบันทึกประจำวันกับสถานีตำรวจไว้แล้ว


ในวันจันทร์นี้ (16 ก.พ.) ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 6 ของพรรคคือ วีรภัทร คันธะ จะนำหลักฐานนี้ไปร้องต่อ กกต. ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ พรรคประชาชนขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่แจ้งเบาะแสเข้ามา เราจะรวบรวมและดำเนินการในการร้องต่อ กกต. ต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน








🚨ไฮไลท์ !!! สถานการณ์ความพ่ายแพ้ของพรรคการเมืองที่ก้าวหน้า ในการเลือกตั้ง 2569

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“เลือกตั้งแล้ว แต่คดีทางการเมืองยังไปต่อ” ThumbRights ชวน “บังเอิญ-ป้านิด-สมยศ” เปิดใจก่อนฟังคำพิพากษาเดือน ก.พ.69 นี้ ทนายแจม ชวนคุย ทิศทางแก้ไขคดีความและการนิรโทษกรรม

 


“เลือกตั้งแล้ว แต่คดีทางการเมืองยังไปต่อ” ThumbRights ชวน “บังเอิญ-ป้านิด-สมยศ” เปิดใจก่อนฟังคำพิพากษาเดือน ก.พ.69 นี้ ทนายแจม ชวนคุย ทิศทางแก้ไขคดีความและการนิรโทษกรรม


วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 – 20.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) มีงาน Stand Together EP.16 ‘หลังเลือกตั้ง คดียังไม่หยุดเดิน’ โดยเครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ ThumbRights แม้การเลือกตั้งจะผ่านไป แต่คดีการเมืองยังคงดำเนินต่อ ผู้ถูกดำเนินคดียังต้องขึ้นศาล บางคนกำลังรอฟังคำพิพากษา พร้อมชวนพูดคุยถึงสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้ ก่อนพูดคุยกับ “ป้านิด” จิราภรณ์ บุษปะเกศ, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และ “บังเอิญ” ศุทธวีร์ สร้อยคำ ที่จะมีคำพิพากษาในเดือน ก.พ. 2569 นี้


โดยกิจกรรมเริ่มจาก “ทนายแจม” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ว่าที่ สส.พรรคประชาชน ร่วมพูดคุยถึงแนวโน้มและทิศทางการแก้ไขคดีทางการเมือง ต่อด้วยการวิเคราะห์ทิศทางคดีความ และการ “นิรโทษกรรม” หลังการเลือกตั้ง โดย พูนสุข พูนสุขเจริญ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และบุศรินทร์ แปแนะ จาก iLaw


พูนสุขกล่าวโดยสรุปว่า คดีกระบวนการยุติธรรมก็ยังคงดำเนินต่อไป แนวโน้มที่ศาลสูงไม่ให้ประกันตัวก็ยังอยู่ในระดับที่สูง หลังการเลือกตั้งก็คาดว่ามีการใช้กฎหมายมาฟ้องปิดปากประชาชนเหมือนเดิม และไม่ได้มีปัจจัยททางการเมืองมาแก้ไขสถานการณ์ใด ๆ การไปต่อของนิรโทษกรรมและรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก


ด้านบุษรินทร์กล่าวโดยสรุปว่า หากสถานการณ์การเมืองยังเป็นเช่นนี้อาจมีผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่มขึ้นอีก อาจยังไม่ค่อยดีนักกับเรื่องสิทธิเสรีภาพสักเท่าใด และเกี่ยวกับโครงการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วยและออกมาเรียกร้อง ก็อาจไปในทิศทางที่ไม่ดีเช่นกัน


จากนั้นจึงเริ่มวงพูดคุย Stand Together EP.16 กับ “ป้านิด” จิราภรณ์ บุษปะเกศ, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, “บังเอิญ” ศุทธวีร์ สร้อยคำ สามจำเลยคดีทางการเมืองที่ศาลมีนัดคำพิพากษาในเดือนนี้ มาฟังเรื่องราวในคดีความ รวมไปถึงชีวิตและผลกระทบจากการถูกดำเนินคดี


โดยคดีของ “ป้านิด” ถูกกล่าวหา ม.112 ซึ่งมีเหตุมาจากการปราศรัยในการชุมนุม THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2566 โดยศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 18 ก.พ. 2569


คดีของสมยศ ถูกกล่าวหา ม.112 จากการปราศรัย “ปลดอาวุธศักดินาไทย” หน้าราบ 11 ในการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา63 ซึ่งสมยศเป็นหนึ่งในจำเลยของคดีนี้ที่มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน โดยศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา 20 ก.พ. 2569


และคดีของ “บังเอิญ” ถูกกล่าวหา พ.ร.บ.โบราณสถานฯ และพ.ร.บ.ความสะอาดฯ จากการพ่นสีสเปรย์ข้อความยกเลิก 112 และเครื่องหมายอนาคิสต์ บนกำแพงพระบรมมหาราชวัง โดยศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 25 ก.พ. 2569


และในช่วงท้ายของงาน มีการติดสติกเกอร์รูปหัวใจ ชอคโกแลต และดอกกุหลาบ เพื่อส่งพลังและกำลังใจให้ผู้ที่กำลังจะไปฟังคำพิพากษาทั้งสามคน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์






















พรรคประชาชนเรียกร้อง กกต. เร่งพิสูจน์บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เชื่อมโยงไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่





พรรคประชาชนเรียกร้อง กกต. เร่งพิสูจน์บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เชื่อมโยงไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่


วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงตามข่าวว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีบาร์โค้ด และบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีคิวอาร์โค้ด อีกทั้งเมื่อสแกนที่บาร์โค้ดและบาร์โค้ดของบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีและบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตแล้วปรากฏว่ามีความเสี่ยงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งตามต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งได้เป็นรายบุคคลได้ ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ


พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งชี้แจงและพิสูจน์ให้เห็นว่าคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดดังกล่าว ท้ายสุดแล้วสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ ทั้งนี้ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ดังนั้น กกต. ต้องชี้แจงเรื่องนี้ต่อสาธารณะโดยเร็ว และเร่งพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัยโดยการเปิดหีบเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบบัตรเลือกตั้งที่ได้มีการลงคะแนนจริงในหน่วยเลือกตั้งที่มีข้อสงสัยตามที่ปรากฏเป็นข่าว


โดยช่วงบ่ายวันนี้ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้มีการเปิดเผยต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ของหน่วยเลือกตั้งที่ปรากฏข้อเท็จจริงตามข่าวต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต

อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : สถานการณ์ความพ่ายแพ้ของพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าในการเลือกตั้ง 2569

 



อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : สถานการณ์ความพ่ายแพ้ของพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าในการเลือกตั้ง 2569


รายการ MATItalk โดย มติชนสุดสัปดาห์ – MatichonWeekly

เผยแพร่เมื่อ 11 ก.พ. 2569

https://www.youtube.com/watch?v=uOW0Y73R3Xg


MATItalk : หลังจากการเลือกตั้ง 8 ก.พ. “สีน้ำเงิน” แลนด์สไลด์ “สีส้ม” ได้น้อยกว่าที่คาด “สีแดง” แพ้ย่อยยับ อาจารย์อ่านเลือกตั้งยังไงบ้างครับจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ปัจจัยที่มันทำให้เกิดสถานะเหตุการณ์ที่แตกต่างจากปี 2566 เพราะว่าปีนี้แสดงว่ากลุ่มของฝ่ายจารีต ชาติติยม อำนาจนิยม ขึ้นสูง กระแสสูง แม้เขาจะพูดว่าเขาไม่ใช่ แต่จริง ๆ การประกาศ “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ในโค้งสุดท้าย มันแสดงให้เห็นถึงว่าสถานการณ์ในประเทศ  กระแสลมของการเปลี่ยนแปลงนั้น สถานการณ์ของปี 2566 ต่างจากปี 2569 โดยสิ้นเชิง ในขณะที่ปี 2566 คนเบื่อ ไม่ต้องการเอาลุง กระแส “มีเราไม่มีลุง” ขึ้นสูง พอมาถึงตอนนี้ เหตุการณ์ที่ผ่านมา 2 ปี มันมีการข้ามขั้วเกิดขึ้น ดูเสมือนหนึ่งว่าไม่มีขั้ว ก็คือเหมือนกันหมด อยู่ในระนาบเดียวกันหมด เป็นพรรคการเมืองที่ต้องการเป็นรัฐบาลทั้งหมด ไม่ได้แสดงออกถึงขั้วของฝ่ายประชาธิปไตยชัดเจนโดยการข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเขายอมลงทุนผิดคำพูด อันนี้ก็ทำให้ความพร่าเลือนของผู้สนับสนุนฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ตรงนี้ทำให้เกิดความพร่าเลือน กลายเป็นว่ากระแสที่เกิดขึ้นเป็น “กระแสชาตินิยม” จากที่ไม่โอเคที่ทหารปกครองประเทศมานาน กลายเป็นทหารนิยม กลายเป็นชาตินิยม จะต้องสนับสนุนทหารเพื่ออธิปไตย เพราะฉะนั้น “กระแสรักชาติ” กับ “ทหารนิยม” มันขึ้นสู่กระแสสูง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งเป็นพวกเสรีนิยม สันติวิธี และคำนึงถึงมนุษยชาติความเท่าเทียมในฐานะพลเมืองโลกมันก็จะถูกกดทับด้วยกระแสชาตินิยมมากกว่า นี่อาจารย์มองปัจจัยภายนอกนะ


ในส่วนที่สอง พอเป็นปัจจัยแบบนี้มันขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองปฏิบัติอย่างไร?สอดคล้องมั้ย? ก็กลายเป็นว่าคุณอนุทินมีความได้เปรียบ ก็คือไปตามกระแส แล้วใช้กระแสให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกผลักดันให้ถูกค้ำจุนโดยเสียงของพรรคประชาชน ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนฝ่ายเสรีนิยมด้วย อาจารย์ว่ามันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง และเราจะเห็นว่าคนมาเลือกตั้งครั้งนี้แปลกนะ น้อยกว่าครั้งที่แล้ว 65% กับ 75% ต่างกันเยอะนะ ต่างกันเยอะมาก เสียงหายไป 5 ล้านกว่าคนประมาณนั้น เพราะฉะนั้นมันก็มีผลด้วย นั่นก็คือความพร่าเลือนและความผิดหวัง อาจจะมีคนจำนวนหนึ่งไม่มาออกเสียง คืออย่างน้อยมันควรจะเท่าเดิม 75% ก็อาจจะทำให้เสียงฝ่ายเสรีประชาธิปไตยหายไปจำนวนหนึ่ง



กลยุทธ์อีกอันหนึ่งของฝั่งจารีตนิยมด้วยที่สอดคล้องกัน ก็คือเดิมเขาจะแคร์เฉพาะ สส.เขต แต่ว่าตอนนี้มันต้องทำลายอีกข้างหนึ่งด้วย ดังนั้นก็หมายความว่าเขาไม่ปล่อยให้ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นของพรรคประชาชน เราจะเห็นว่าเสียงของขั้วฝั่งอนุรักษ์นิยมนั้น บัญชีรายชื่อ คะแนนสูงขึ้น ประชาธิปัตย์ก็สูงขึ้น ภูมิใจไทยก็สูงขึ้นอย่างมาก ความยืดหยุ่นและปฏิบัติได้สอดคล้องกับกระแสชาตินิยมที่เปลี่ยนแปลง ก็นำมาสู่ชัยชนะของฝั่งจารีตนิยม


ฝั่งเสรีประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น คือแทนที่ว่าจะสามารถเป็นรัฐบาลยาวไปได้ คุณอนุทินเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่โชคช่วยเขาและคิดไม่ถึงว่าเขาจะได้มาถึงขนาดนี้ ถ้าฟังที่เขาให้สัมภาษณ์ คือประมาณว่าก็ถูกไล่ออกมา พอถูกไล่ออกมาก็ต้องมาหามิตรที่เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งก็กลายเป็นพรรคประชาชน มีการปรึกษาหารือกัน และในที่สุดก็นำมาสู่ MOA แต่เขาก็ไม่ยอมรับว่าเขาเป็นเจ้าของกุญแจคือวุฒิสมาชิก


ในส่วนของฝั่งจารีตหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพรรคภูมิใจไทย ถ้าเราเชื่อที่เขาไม่ยอมรับนะ ว่าเขาวางแผนให้ได้วุฒิสมาชิกได้ตามที่ต้องการ อันนี้มันก็ยอดเยี่ยมแล้วนะ ดังนั้นการวางแผนให้ได้ สส. มันง่ายกว่า เพราะว่า สส.เขต X-ray ลงไปมันรู้ทันทีเลยว่าในเขตนี้-เขตนี้-เขตนี้ ใครมีบทบาทเป็นเจ้าของมากที่สุด ไม่ต้องทำงานหนักแบบวุฒิสมาชิกด้วยซ้ำ และที่สำคัญก็คือเมื่อเขาทำ MOA กับพรรคส้ม ประมาณว่าได้ใบอนุญาตที่ 1 มาค้ำจุน ซึ่งอาจจะหมายถึง gramd compromise เป็นรัฐบาลร่วมกันภายหน้า หรือเปล่า? เราไม่รู้นะ นี่เป็นเหตุผลให้คุณเท้งต้องออกมาบอกว่าผมไม่ยกมือให้หรอก เพราะว่าคงได้ยินคำพูดนินทาประมาณนี้ว่าเชื่อเถอะผมได้เป็นรัฐบาลแน่ เพราะว่ามีฝ่ายค้ำอยู่ รวมกระทั่งใบอนุญาตที่ 2 ด้วย ผมได้แน่ ๆ ซึ่งทุกคนก็รู้ ถ้าใครไม่เชื่อใจก็อาจจะหาวิธีทำให้มีความเชื่อมั่นได้มากขึ้น จึงเป็นเหตุให้ “พรรคกล้าธรรม” ทรยศหักหลังคุณทักษิณได้ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ นี่ยกตัวอย่าง!


ดังนั้นก็เรียกว่า ชัยชนะครั้งนี้ฝั่งจารีตสามารถที่จะใช้สถานการณ์ยึดหยุ่นได้เป็นประโยชน์ และมีการจัดการได้สอดคล้องจึงได้รับชัยชนะ และมีการจัดการวางแผนเป็นอย่างดี มีความยืดหยุ่น ไม่แข็งทื่อ ตรงนี้เป็นข้อดี ก็คือปกติฝั่งจารีตจะไม่มีการจัดการ เคยทำแบบไหนก็จะทำแบบนั้น ไม่มีการยืดหยุ่นดัดแปลง อันนี้เป็นพัฒนาการของฝั่งอนุรักษ์นิยม ตรงข้ามฝั่งเสรีประชาธิปไตย ถ้าคุณไม่ได้จัดการ ยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ความจริงฝ่ายเสรีนิยม ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย โดยครรลองของมันจะต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่นและตามทันสถานการณ์มากกว่า แต่ถ้าดูแล้วยังใช้วิธีการแบบเดิม เอาผลสำเร็จครั้งก่อนมาใช้ในครั้งใหม่แบบเดียวกัน เช่น มองว่าจังหวัดไหนที่เคยได้คะแนนเป็นรอง คือใช้แบบเดิม แต่ว่าสถานการณ์มันไม่เหมือนเดิม



และคนโดยจำนวนมาก แม้กระทั่งตัวเองก็มองว่าการที่ไปดันให้คุณอนุทินมาเป็นรัฐบาลชั่วคราว เป็นฝ่ายค้ำเพื่อหวังจะได้รัฐธรรมนูญนั้น มันก็เป็นปัญหาของการประเมินสถานการณ์ความเป็นจริงประเทศไทยที่ไม่ถูกนะ เพราะว่าสังคมไทยมันซับซ้อนจริง แล้วคนที่มาขับเคลื่อนทางการเมืองนั้นต้องมองเห็นทั้งประวัติศาสตร์ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคตของการต่อสู้ และจุดยืน ว่าเรายืนอยู่ที่ตรงไหน แต่ว่าอันนี้มันเป็นเรื่องของนักต่อสู้นะ บางทีใช้ไม่ได้กับพรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมืองส่วนมากก็จะหวังเป็นรัฐบาลเป็นด้านหลัก แต่ถ้าเป็นนักต่อสู้ก็คือ คุณจะคืบหน้าไปในทิศทางนี้ แล้วก็ต้องแยกมิตรแยกศัตรูให้ชัด และมิตรก็เป็นเฉด มิตรใกล้ชิด มิตรแท้ที่สามารถร่วมทางไปกับเราได้ถึงจุดหมาย กับมิตรที่เป็นแนวร่วม ก็ไม่เหมือนกันนะ เหมือนกับ นปช. ที่เป็นแนวร่วม ตอนนี้เลยไปกันคนละทาง


ศัตรูก็เหมือนกัน ฝั่งปฏิปักษ์ก็มีระดับเฉดของมัน เป็นศัตรูที่ร้ายกาจหรือว่าน่ากลัวเข้มแข็งที่สุด กับศัตรูที่ไม่ได้มีพลัง สมมุติถ้ามองว่าฝั่งเสื้อแดงเป็นอีกฝ่ายหนึ่งนะ ความแตกต่างระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคสีน้ำเงิน มันค่อนข้างมีระดับที่ไม่เท่ากัน ถ้าเป็นนักต่อสู้นะ แต่ว่าถ้าเป็นนักการเมืองอาจจะมองเท่า ๆ กันก็ได้ นี่ก็จะเป็นเหตุที่รวมกันก็คือ มีทั้งปัจจัยของประเทศที่เปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการที่เหมาะสม และปัญหาการที่คนมาออกเสียงน้อยลง การพัฒนาขีดความสามารถ ต้องชมว่าภูมิใจไทยเขาเก่งตั้งแต่ปัญหาวุฒิสมาชิกมาจนถึงตอนนี้ เขาเรียนรู้และเขาแก้ไขจุดอ่อนของเขาเยอะมาก ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทย อาจารย์เคยบอกครั้งที่แล้วว่าเขาจะเสียอีก 5 ล้านเสียง มันก็ตรง เพียงแต่อาจารย์นึกไม่ถึงว่าพรรคประชาชนจะเสียด้วย ถึงขนาด 5 ล้านเสียง แต่อันนี้อาจจะมีหลายปัจจัย เพราะว่าภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เสียงสนับสนุนมากขึ้น หมายถึงเสียงของ สส.บัญชีรายชื่อ และคนมาออกเสียงน้อยลง เพราะฉะนั้น ในฝั่งก้าวหน้า เสียงที่หายไปก็อาจจะหายไปกับเหลืองส่วนหนึ่ง หายไปกับประชาธิปัตย์ด้วยก็ได้ และด้วยกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยที่ให้เลือก 2 ใบ อันนี้ก็ส่วนหนึ่ง คนมาออกเสียงน้อยลงก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แล้วคนรู้สึกไม่สบายใจกับการข้ามขั้วหรือเส้นแบ่งระหว่างฝั่งจารีตกับฝั่งเสรีประชาธิปไตย อันนี้ก็อาจจะเป็นปัจจัยรวม ๆ กัน


เราในฐานะฝั่งประชาชนที่ยังจำเป็นต้องเดินทาง อย่างน้อยที่สุดก็ยังดีใจที่ประชามติ “เห็นชอบ” ได้รับชัยชนะ ได้เสียงมากกว่าค่อนข้างเยอะ เป็นชัยชนะเล็ก ๆ ร่วมกัน อย่างน้อยที่สุดประชาชนไม่ควรจะเสียใจมาก อย่างน้อยที่สุดก็คือเป็นก้าวแรกที่เราจะเดินไปสู่ว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ว่าพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่เขาจะต้องไปปรับปรุงและพัฒนา เพราะว่าถ้าเขาไม่อยากให้กราฟมันตกลงมาอีก


MATItalk : เรียกว่าครั้งนี้ “ฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย” ใช้คำว่า “ถดถอย” ได้มั้ยครับ


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : หมายถึงพรรคการเมืองใช่มั้ย? (ใช่ครับ) ได้ ๆ เพราะว่าทั้งการดำเนินแนวทางนโยบายของพรรคเพื่อไทยซึ่งข้ามขั้วไปแล้ว และการทำ MOA ของพรรคประชาชน และนำมาสู่ผลการเลือกตั้ง ซึ่งที่จริงก็คือ เราเข้าใจนะ และเราก็เห็นใจเขา แต่ว่านี่ก็เป็นบทเรียนว่า ประชาชนไม่ใช่ของตายนะ ไม่ใช่ก้อนหิน มีชีวิตจิตใจ แล้วก็มีสวิงโหวตอยู่จำนวนหนึ่งในประเทศไทย ก็คือเขาก็อยากจะก้าวหน้า แต่ถ้ามันเผอิญมีเรื่องชาตินิยมเข้ามา เขาก็อาจจะสวิงไปก็ได้ จะบอกว่า “ถดถอย” มันได้ เพราะปกติเราจะมีการต่อสู้ในเวทีรัฐสภาผ่านพรรคการเมือง กับนอกเวทีรัฐสภา ที่แล้วมานอกเวทีรัฐสภา กลุ่มเยาวชนก็ถูกจับกุมคุมขังมากมาย ก็คิดเอาว่าในเวทีรัฐสภามันควรจะได้รับชัยชนะและมาแก้ปัญหา แต่พอมาเจอกระแสลมชาตินิยมที่ทำให้เกิดพายุหมุนของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มันก็เลยทำให้โกลาหล นอกเวทีรัฐสภาคนที่ติดคุกอยู่ก็ลำบาก แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าในเวทีรัฐสภา ถึงคุณจะไม่ได้เป็นรัฐบาล คุณจะไม่สามารถผลักดันกฎหมายเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังถูกติดคุกด้วยความเห็นต่าง จะเป็นเรื่องการนิรโทษ และเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่คิดว่าจะต้องเป็นรัฐบาลถึงจะทำได้ ครั้งนี้อาจารย์ก็หวังว่าถ้าเกิดว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ไปร่วมรัฐบาลกับเขา และพรรคประชาชนไม่ได้ไปร่วมรัฐบาลกับเขา หรือแม้กระทั่งประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ไปร่วม 3 พรรคร่วมที่เป็นพรรคฝ่ายค้านก็จะยิ่งใหญ่มาก



ก็อยากให้เขามีฐานะเป็นพรรคมวลชนที่เข้มแข็งขึ้น และผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อพรรคการเมืองของตัวเองและต่อประชาชนข้างหน้าให้ได้ เอาภารกิจนี้แทนที่จะเป็นรัฐบาล มันก็เป็นเกียรติยศนะ ถ้ามองให้ดีมันก็เป็นเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือเอาจุดอ่อนมาปรับปรุงพรรคตัวเอง จุดที่สองก็คือการสร้างพรรคให้เป็นพรรคมวลชนที่เติบใหญ่ขึ้นมา แล้วมันก็จะเป็นสิ่งสำคัญที่ผลักดันให้การต่อสู้นอกเวทีรัฐสภาที่กำลังลำบากอยู่ให้มันก้าวหน้าไปได้ เพราะฉะนั้นถึงเขาไม่ได้เป็นรัฐบาล เขาก็มีภารกิจใหญ่ที่ทำ มีทั้งภารกิจสร้างพรรคขึ้นมาให้เป็นพรรคมวลชนที่ก้าวหน้าจริง แล้วก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือทำให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าให้ได้ แล้วก็เรื่องกฎหมาย เรื่องทวงความยุติธรรม คือไม่ควรไปเป็นรัฐบาลนะอาจารย์ว่า ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ในความคิดของอาจารย์นะ


คือพรรคประชาชนอาจารย์ก็ยังชื่นชมว่าเขาก็มีความกล้า แต่พูดกันตรง ๆ ก็กล้ากว่าพรรคเพื่อไทยแหละ เพราะว่าเพื่อไทยมีตัวประกัน ก็คือคุณทักษิณ แต่ว่าประชาชนเขาก็ถูกกระทำมาเยอะเหมือนกัน แล้วเป็นคนรุ่นใหม่ ก็น่าจะพุ่งไปได้เร็วกว่า ถึงไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็มีภารกิจของฝ่ายประชาธิปไตยที่น่าจะทำได้อยู่เยอะ


MATItalk : ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก ๆ มั้ยในรอบหลายทศวรรษ หรืออาจจะเป็นครั้งแรกเลยที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ชนะการเลือกตั้งอย่างชัดเจน อย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะปกติเขาอาจจะพึ่งองค์กรอิสระได้ เขาอาจจะมีอำนาจพิเศษ เขาอาจจะมีใบอนุญาตที่ 2 อย่างที่เราเข้าใจนะ แต่ตอนนี้เขามีใบอนุญาตที่ 1 แล้วเรียบร้อย


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เป็นครั้งแรกที่เขาประสบความสำเร็จมาก เพราะถ้าเราดูย้อนหลังไปก่อนหน้าที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2540 ก็จะมีพรรคท้องถิ่น พรรคใหญ่เดิมก็จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นพรรคอนุรักษ์นิยม แต่ว่าพอมีรัฐธรรมนูญ 2540 เจตนาก็คือไม่ต้องการให้มีพรรคท้องถิ่น ต้องการให้มีพรรคใหญ่ 2 พรรค ไม่ให้คนข้ามพรรคง่าย ๆ อะไรประมาณนี้นะ แต่ปรากฏว่าประชาธิปัตยืแพ้มาเรื่อย ๆ พรรคไทยรักไทย ไม่ว่าในชื่ออะไรก็จะชนะมาตลอด ครั้งนี้ต้องถือว่าเขาชูธงชาตินิยม แล้วชูธงของจารีตนิยมอย่างชัดเจน แล้วได้รับชัยชนะ ต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ซึ่งเรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นได้ถ้าฝ่ายที่ก้าวหน้าแก้เกมไม่ทัน เพราะในประวัติศาสตร์ เผด็จการก็สามารถปลุกคนให้ได้รับชัยชนะได้ สมัยหนึ่งเขามองว่าพรรคไทยรักไทยคล้าย ๆ เป็นเผด็จการรัฐสภา ก็คือปลุกคนให้มาเลือกพรรคเพื่อไทยได้เยอะแยะ แต่เที่ยวนี้จารีตนิยม ชาตินิยม ก็มาปลุกคนให้ได้คะแนนเสียงท่วมท้นเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อันตรายในความคิดของอาจารย์ เพราะอาจารย์ไม่เอาพวกจารีตและอำนาจนิยม มองว่าพวกชาตินิยม หรือโหนชาติ โหนความรักชาติ พวกนี้ไม่ได้ทำให้ประเทศก้าวหน้า มีแต่ทำให้ประเทศย่อยยับ ที่แล้วมา 10 ปียังไม่พออีกหรือ?



แต่เที่ยวนี้เพียงแต่ว่าไม่ได้เป็นพรรคทหาร ไม่ต้องเอาทหารมาปกครอง แต่ว่าทัศนคติในการปกครองประเทศ มันจะเป็นทัศนคติที่น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้น พรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่พ่ายแพ้ไปต้องรีบกลับมายืนให้ได้ ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นไร ในต่างประเทศบางพรรคเขาไม่ได้เป็นรัฐบาลเป็นสิบ ๆ ปีเลย อย่างพรรคกรรมกรของอังกฤษไม่ได้เป็นรัฐบาลเป็นสิบ ๆ ปีเลย แต่ว่าเขาก็ยังสามารถดำรงอยู่ คือไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่ว่ายังดีกว่าพรรคอื่น ๆ ในประเทศอื่นนะ ก็คือยังมีฐานประชาชนที่เป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตยหนาแน่น ก็คือให้กำลังใจ อาจารย์ให้กำลังใจให้เดินให้ถูกทาง และจุดยืนให้ถูกต้อง ถ้าจุดยืนคุณต้องการเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แล้วคุณยอมทำ compromise หรือ grand compromise อันนั้นอนาคตประเทศมืดเลย!!!


นั่นก็แปลว่าเวทีรัฐสภาไม่ใช่เวทีของการต่อสู้ของประชาชน เพราะถูกครอบงำด้วยความคิดที่ต้องการเป็นรัฐบาล ถูกครอบงำด้วยฝั่งจารีตและอำนาจนิยม สู้ว่าเป็นพรรคมวลชนและไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ว่าเดินทางให้ถูก อาจารย์ว่าดีกว่า ก็ให้กำลังใจว่า ถ้าเอาประโยชน์ประชาชนประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าคุณมีประโยชน์ส่วนตัว เช่น ประโยชน์สำหรับเจ้าของพรรค หรือประโยชน์สำหรับกลุ่มของพวกคุณ อาจจะเห็นประโยชน์ประเทศ ยังรักษานโยบายเสรีนิยมอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ว่าเลือกอยากเป็นรัฐบาลเป็นด้านหลัก อนาคตก็ไม่รุ่ง


เพราะฉะนั้น ไม่เป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นไร หลายคนก็รู้สึกผิดหวัง คำถามก็คือต้องถามประชาชนและพรรคการเมืองว่า คุณต้องการเป็นรัฐบาลแบบไหน เป็นรัฐบาลแบบ grand compromise แล้วเส้นทางของประชาชนนั้นมันไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า หรือเปล่า? แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นรัฐบาล คุณเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง สามารถชี้ทางไปในเส้นทางที่ก้าวหน้าสำหรับประเทศชาติและประชาชน ทำให้มวลชนประเทศไทยเติบใหญ่เป็น active citizen ที่เข้าใจ ทุกวันนี้ถามว่าเราก็ยังมีมวลชนจำนวนหนึ่งที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ มันถึงเป็นระบบบ้านใหญ่ นี่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยนั้นระบบอุปถัมภ์ยังดำรงอยู่ ที่อาจารย์มักจะพูดว่ามันเป็นโครงสร้างชั้นบนของสังคมที่เราอยู่ในระบบอุปถัมภ์มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย สมัยก่อนเป็นไพร่ต้องมีนายสังกัด เดี๋ยวนี้มันไม่ได้เป็นไพร่แบบนั้นแล้ว มันเป็นสมัยใหม่ แต่ว่าก็มีคนดูแล ก็เกือบจะเหมือนไพร่สังกัด



ดังนั้น ทำอย่างไรให้ระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยหมดไป ยังเป็นภารกิจที่ทำได้ ถ้าหวังเพียงแค่ว่าเป็นรัฐบาล แล้วประชาชนยังไม่เปลี่ยน อาจารย์ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ไม่ยั่งยืน แบบครั้งที่แล้วได้รับชัยชนะ พรรคก้าวไกล 151 เสียง พรรคเพื่อไทย 141 เสียง เราก็ดีใจ ประชาชนไทยอยากได้ระบอบประชาธิปไตยเต็มที่ จริง ๆ เขาก็อยากได้อยู่นะ เกินครึ่งแล้วล่ะ เกือบ 70% แต่ว่าพอมีกระแสมา คือความไม่แข็งแกร่ง พอมีกระแสลมของเรื่องชาตินิยมเข้ามา พวกนี้ก็เป็นสวิงโหวต ยังอยู่ในระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นมันไม่ง่าย แต่ว่ามันมีอนาคต แต่ถ้าอยากเป็นรัฐบาลเร็ว ๆ เออ...จะคิดว่าแพ้ก็ได้ แต่สำหรับเรานั่นก็คือถ้าเป็นการต่อสู้ มันก็เป็นการศึกแต่ละครั้ง แต่ทั้งหมดนี้คือสงคราม มันเป็นสงครามระหว่างชนชั้นนำกับประชาชน สงครามว่าอำนาจจะอยู่ที่ชนชั้นนำหรืออยู่ที่ประชาชน มันมีการศึกไล่มาตั้งแต่ 2475 เกือบจะ 100 ปีอยู่แล้ว บางครั้งแพ้ บางครั้งชนะ แต่เป็นชัยชนะที่ไม่ถาวร เหมือนพรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล แต่สุดท้ายก็เสียหายเพราะว่าในการศึกมันไม่หน่ายเล่ห์กล “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา”


ครั้งนี้ก็เป็นการศึกครั้งหนึ่งซึ่งดูเหมือนแพ้ แต่ถ้าเรายังมั่นคงกับผลประโยชน์ประเทศชาติประชาชน มันมีเหรียญสองด้าน มันต้องมีศึกครั้งต่อไป การเลือกตั้งมันต้องมีอีกใครจะไปรู้ อาจไม่ถึง 4 ปีก็ได้ รอบที่แล้ว 2 ปีเอง รอบใหม่นี้ก็อาจจะไม่ถึง 4 ปีก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องเร่งสร้างพรรคที่เป็นพรรคมวลชนที่ก้าวหน้า อาจารย์ว่านะ แต่ดีใจที่ออกเสียงประชามติเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เห็นชอบชนะ เพราะฉะนั้นภารกิจก็มีอยู่ อันนี้เป็นศึก 1 ครั้ง ถ้าคนที่กรำศึกมานานแล้วอย่างแบบอาจารย์ มันก็เฉย ๆ ก็เสียใจ แต่เข้าใจได้ และไม่อยากจะไปกล่าวโทษมากมาย เพราะว่าวิจารณ์ตอนเกิดเหตุการณ์ก็วิจารณ์ไปแล้ว ตอนนี้ก็เป็นเรื่องว่าแต่ละพรรคต้องไปแก้ไข ประชาชนก็ต้องเข้าใจว่ามีคนที่คิดต่างอยู่ในประเทศนี้ แล้วเราจะผลักให้ออกไปก็ไม่ได้ ถ้าเราก้าวหน้าจริง ถ้าสิ่งที่เราคิดดีจริง เราต้องสามารถทำให้คนอื่นคิดได้เหมือนเรา ทุกคนมีภาระหน้าที่ในการที่จะทำให้ประเทศนี้ไปข้างหน้า ในขณะที่มีคนเห็นต่างอยู่ ทำอย่างไรให้มันอยู่ด้วยกันได้อย่างแบบที่เอาประโยชน์ของประเทศชาติร่วมกัน


อันนี้เพิ่งเป็นการศึกที่แพ้ครั้งเดียว ยังมีศึกข้างหน้าอีกเยอะ อีกไม่นานหรอกอาจารย์ว่า 2 ปี 3 ปี ก็เลือกตั้งใหม่



MATItalk : ชัยชนะของการ “เห็นชอบ” ประชามติ จะมีความหมายอะไรในเมืองเขาคุมทุกอย่างได้หมดแล้ว องค์กรอิสระ แล้วเราก็เชื่อว่าวุฒิสภาสั่งได้ เสียงในสภาล่างเขาก็มีครบแล้ว ครบวงจร เขาคุมหมดแล้ว


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ไม่เป็นไร อย่างน้อยที่สุดมันเป็นเจตจำนงของประชาชนว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับเก่า อันนี้สำคัญนะ ถึงแม้ว่ามันจะเป็น step แรก แต่จำนวนคนที่ออกเสียง “เห็นชอบ” ก็มากกว่าครั้งที่แล้ว อย่างน้อยที่สุดเราก็เอาตัวนี้มาเป็นความชอบธรรมว่า ประชาชนไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว แปลว่าลึก ๆ แล้วประชาชนไม่ต้องการเห็นมรดกของการทำรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ อันนี้เป็นลึก ๆ จริง ๆ แม้ว่าพวกจารีตจะได้รับชัยชนะท่วมท้นนะ นี่เป็นข้อดีของการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาเลือกพรรค อาจจะเลือกพรรคอนุรักษ์นิยม จารีตนิยม แต่เขาเห็นชอบประชามติ บางคนก็อาจจะบอกว่าหรือว่าตามพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยเขาก็บอกว่าแก้ไขได้ แต่เขาไม่ยอมให้แก้หมวด 1 หมวด 2 แล้วลามไปถึงมาตรา 112 ซึ่งจะเรียกว่า “โหน” หรือเปล่าก็ไม่รู้แหละ แสดงสัญลักษณ์ของการโหนชัดเจนทั้งโหนชาติ โหนสถาบัน พูดชัดเจนเลย


แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนเขาก็เห็นชอบที่ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ เราอาจจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ได้อย่างใจเรา 100% แต่อย่างน้อยที่สุดก็คือประชาชนปฏิเสธรัฐธรรมนูญมรดกของคณะรัฐประหาร เราควรจะขยายผลตรงนี้ให้มาก เราก็ต้องยอมรับว่ามีคนที่โหน แล้วก็พยายามอวดอ้างด้วยการโหนออกมาให้มาก ซึ่งเราก็ต้องอยู่ด้วยกันกับคนที่เห็นแบบนี้ ก็คือต้องการแก้ไขคนละแบบกัน แต่มันก็ต้องมี “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” ก็พยายามไป และนี่เป็นภารกิจที่ฝากไว้กับพรรคการเมือง ซึ่งแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล ภารกิจนี้ยิ่งใหญ่กว่านะ ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นรัฐบาล คุณไม่ต้องไปวุ่นวายกับเรื่องบริหาร คุณวุ่นวายเรื่องทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นอย่างไร นอกจากจะตรวจสอบการบริหารแล้ว การเสนอกฎหมาย การแก้กฎหมาย การแก้รัฐธรรมนูญ เป็นภารกิจที่สำคัญมาก ถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณอาจต้องไปเอาใจฝ่ายค้านจนกระทั่งคุณก็ไม่กล้าขยับเรื่องรัฐธรรมนูญ


เพราะฉะนั้น อาจารย์ว่าแน่นอนถึงแม้เขาจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ว่าเจตจำนงของประชาชนที่ไม่เอารัฐธรรมนูญเก่า เป็นเจตจำนงที่ถือว่าประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนพรรคการเมืองแพ้ศึกก็คือพรรคการเมืองแพ้ศึก แต่ว่าเจตจำนงของประชาชนชนะ อันนี้ก็เป็นเรื่องดี ๆ ท่ามกลางที่หลายคนเสียใจ ก็เป็นเรื่องดี ๆ และเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องเดินหน้าต่อไป ก็คือยังไงเขาก็ไม่เอามรดกรัฐประหาร แม้นว่าตอนนี้เขาอาจจะมีกระแสรักชาติก็ตาม ต้องถือว่าก้าวหน้านะ พรรคการเมืองก็ส่วนพรรคการเมือง ทำผิดได้ ทำถูกได้ แต่เจตจำนงประชาชนที่ก้าวหน้าตรงนี้เราต้องยกย่องเชิดชูและเดินทางต่อ เพราะเป็นผลประโยชน์ประเทศอย่างจริงจัง




MATItalk : step ที่เราเห็นต่อมาหลังจากเลือกตั้งเสร็จ วันนี้ที่เราคุยกัน ป.ป.ช.ก็เริ่มแล้ว บทที่ 2 มาแล้ว (44 สส.ก้าวไกล) เราเริ่มเห็นแล้วว่าเขาไม่มี compromise เขาลุยเลย


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ใช่!!! มันมีทั้งด้านบวกและด้านลบ คือถ้ามองในเรื่องของพรรค ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถแก้ปัญหาสถานการณ์ได้ทันมั้ย? ก็คือเขาจะเลื่อนบัญชีรายชื่อขึ้นมาทันหรือเปล่า? ขณะนี้กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองการเป็น สส. ถ้ากกต.ยังไม่ได้ประกาศ มันก็เลื่อนไม่ได้ ตรงนี้อาจารย์ยังไม่แม่น แต่ว่าถ้าพูดถึงในเมื่อพ่ายศึกเลือกตั้งและถูกกระทำอย่างนี้ มองได้บวกก็ได้ว่ามันก็ทำให้ประชาชนยิ่งเห็นอำนาจของฝั่งจารีตที่ทำท่าว่าจะลืมไปแล้ว มันสามารถพลิกกลับมาเป็นด้านบวกของพรรคส้มก็ได้ เพราะอย่างไรเสียก็เป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว แน่นอนว่ามีเสียงมากมันก็ดีกว่ามีเสียงน้อย ยังไงก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน


ส่วนพรรคเพื่อไทย อาจารย์ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมไปเป็นน้ำใต้ศอกของพรรคภูมิใจไทยหรือเปล่า ยังไงจำนวนฝ่ายค้านก็มีเยอะ ถ้าลำพังพรรคเพื่อไทยด้วยนะ ประชาธิปัตย์ด้วย แล้วก็พรรคประชาชนด้วยนะ ฝ่ายค้านหนาแน่น!!! แล้วอีกอย่าง ในพรรคประชาชนนั้นเขาก็มีคนที่มีขีดความสามารถเก่ง ๆ และคนที่ไม่ได้เป็น สส. เขาก็ยังช่วยงานได้อย่างดี อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เท่ากับเขามีทีมงานที่ support สส. คือถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ไม่เป็นไร แต่มองเผิน ๆ เรื่องจำนวนสส. อาจจะดูเหมือนกระทบกระเทือน แต่มองในยุทธศาสตร์เรื่องของพรรค ยังไงก็เป็นฝ่ายค้าน เพียงแต่จะเป็นฝ่ายค้านจำนวนมากหรือจำนวนน้อย แต่ถ้าถูกกระทำจนกระทั่งไม่สามารถขยับตัวไปได้ ก็ยิ่งทำให้คนเรียนรู้มากขึ้นว่านี่ถูกรังแกอย่างมาก แต่ว่าคุณยังจะไปหวัง grand compromise เหรอ? มันก็เป็นการให้บทเรียนเหมือนกันว่า ในขณะที่คุณมองในแง่ดี หวังว่าจะมี grand compromise แต่เขาไม่ grand compromise ด้วยหรอก เหมือนพรรคเพื่อไทยที่เป็นมาตลอด ยังไงก็จะทำ grand compromise นิดหน่อยก็จะเอา เลยไม่กล้าที่จะบุกทะลวงทำอะไร จนกระทั่งพรรคก้าวไกลก็เลยมากลายเป็นลำดับ 1 ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตย



ครั้งนี้ก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่อาจจะถูกกระทำ ต้องทำใจให้ได้ ในลบมีบวก ไม่มีอะไรที่เป็นด้านเดียว แต่คุณต้องถนัดที่จะทำให้ในระหว่างที่ถูกกระทำนั้น คุณจะสร้างพรรคและเปลี่ยนให้เป็นผู้กระทำต่อไปอย่างไร ในช่วงที่เป็นนปช. อาจารย์พยายามจะทำการสร้างองค์กรใหม่ในช่วงรัฐประหาร แต่ว่าเนื่องจากคนที่มาเป็นแกนนำส่วนใหญ่เป็นสายการเมือง หวังเอาชัยชนะ หวังเอาตำแหน่งเป็นเรื่องหลัก ไม่ได้มองถึงการสร้างองค์กร โดยเฉพาะองค์กรแนวร่วม ก็องค์กรแนวร่วมมันไม่ได้อะไร ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี มันไม่ได้เป็นสส. เพียงแต่เราไม่ต้องการเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง เราต้องการเป็นเครื่องมือของประชาชนที่เดินไปข้างหน้า มันก็เลยไม่ประสบความสำเร็จในช่วงรัฐประหาร แต่ว่ามีอยู่บางช่วงตอนปี 2552 หรือปี 2551 ที่เกิดเหตุการณ์ เราก็เลยคิดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ทำนโยบาย ทำโรงเรียนการเมืองนปช. มีการจัดตั้งแกนนำทั่วประเทศ จากการถูกปราบเมื่อปี 2552 มันก็พลิกกับมา จนกระทั่งปี 2554 ก็ยังอยู่ จนกระทั่ง 2557 นั่นก็คือจากสถานะที่ถูกกระทำพลิกกลับมาเป็นฝ่ายกระทำได้ แต่นั่นแปลว่าคุณต้องคิดที่จะปรับปรุงอยู่เสมอ ไม่คิดยอมแพ้ แต่บางคนไม่ยอมแพ้ แต่ไม่ยอมแพ้เพื่อตัวเองนะ พูดตรง ๆ พรรคบางพรรค เอาเจ้าของพรรคเป็นหลัก ถ้าเอาเจ้าของพรรคเป็นหลัก เอาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเป็นหลัก กราฟมันตก ในความคิดอาจารย์นะ แต่ว่าถ้าเอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก มันก็จะมีลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่มันจะขาขึ้น มันก็ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่บ้าง


ก็ให้กำลังใจว่า ขาของเวทีรัฐสภากับขาของประชาชนนอกรัฐสภามันต้องช่วยด้วยกัน ขณะนี้ลำบากทั้งคู่ แต่เวทีรัฐสภายังทำงานได้ ขอให้เป็นฝ่ายค้านที่เป็นปึกแผ่นแน่นหนา อาจจะเป็นด้านดีก็ได้ ดีกว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกบีบคั้น แล้วต้องไปทำ grand compromise แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนอย่างครั้งที่แล้วพรรคเพื่อไทยไปร่วม แม้กระทั่งทำนโยบายประชานิยม เขาก็ไม่ให้ทำ เงินหมื่นบาทอะไรก็ทำไม่ได้ ต้องเจอโน่นเจอนี่สารพัด เพราะว่าชนชั้นนำในประเทศไทยยังไม่ต้องการคืนอำนาจให้กับประชาชน อำนาจในการจัดการฝ่ายประชาชนโดยใช้กฎหมาย โดยใช้ฮาร์ดแวร์ โดยใช้ซอฟต์แวร์ เรื่องอุดมการณ์ เรื่องวัฒนธรรม อะไรต่าง ๆ เขามีพร้อมหมดและมีเครือข่ายหมด มันไม่ง่ายสำหรับประเทศไทย แต่อาจารย์ว่าเราก็มาไกลแล้วนะ จะให้ชนะทุกครั้ง มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันต้องมีบทเรียนบ้าง ว่างั้นเถอะ


MATItalk : แปลว่าหลังจากนี้ “พรรคส้ม” ไม่ควร compromise แล้ว ควรจะสู้ในแบบของตัวเองเลย ไม่ต้องเจรจาแล้ว อาจารย์มองว่าอย่างนั้นมั้ย


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : คือทำให้ถูก เราก็ไม่ต้องการให้เขาถูกกระทำมากนะ ต้องศึกษากฎหมาย แม้กระทั่งเมื่อตอนที่เขาแก้ 112 นะ อาจารย์ก็ยังมองว่ายังรอบคอบน้อยไป ความจริงเขามีสิทธิที่จะทำ แต่เราต้องรู้ว่าอีกฝั่งหนึ่ง พูดง่าย ๆ เขาต้องการจะเชือด มีรูนิดหนึ่งก็ไม่ได้ ไปบอกว่ากู้ยืมเงินก็ไม่ได้ ให้กู้ก็ไม่ได้ เขาบอกว่าเหมือนให้ สื่อที่ตายแล้วไม่ได้ทำอะไร เขาก็เล่นงานคุณ เพราะฉะนั้นมีรูรั่วนิดหนึ่งก็ไม่ได้มันต้องมีความระมัดระวัง เพราะว่ายังไงเขาก็ไม่ยอมแพ้ จำเป็นที่จะต้องมีความระมัดระวังอย่างสูง


Grand compromise แปลว่า อยากเป็นรัฐบาลใช่มั้ย? อาจารย์อยากจะถาม แต่จะเป็นรัฐบาลที่มี grand compromise คุณก็ไม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศใช่มั้ย? คุณตั้งเป้าว่า change เปลี่ยนแปลงประเทศ เปลี่ยนจากไหน เปลี่ยนจากจารีตอำนาจนิยมไปสู่ระบอบประชาธิปไตยสากล หรือไม่แม้กระทั่งว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยแบบซ้ายเลย เอาแค่ระบอบประชาธิปไตยธรรมดาที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ใครเป็นผู้ถืออำนาจ ชนชั้นนำไม่ถึง 1% กับประชาชน แล้วคุณมาจากประชาชน ในขณะที่ชนชั้นนำยังมีเครือข่ายมีอำนาจทั้งฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์ เต็มไปหมดเลย ทั้งกองทัพ ทั้งอะไรต่าง ๆ ถามว่าอำนาจต่อรองมันมีไม่พอหรอก นอกจากคุณยอมเสียจุดมุ่งหมาย


ระหว่างยอมเสียจุดมุ่งหมายกับการได้เป็นรัฐบาล คุณจะเลือกเอาอย่างไร?



ในประเทศที่เขาผ่านการต่อสู้มายาวนานนับ 100 ปีนะ จะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส กว่าเขาเป็นระบอบประชาธิปไตยเขาก็ใช้เวลาเป็น 100 ปี แต่นั่นแปลว่าชนชั้นนำแม้กระทั่งนายทุนก็เห็นด้วยว่าจะต้องเปลี่ยนเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มันต้องมีอำนาจต่อรองที่ทำให้ชนชั้นนำยอมรับได้ ประเทศที่ชนชั้นนำไม่สามารถยอมรับได้ในอดีตนะ มันก็เป็นการปฏิวัติประชาชน แต่ในยุคสมัยปัจจุบันนี้เราก็เลือกใช้ระบอบประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่น โดยใช้เสียงของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง แต่บางประเทศก็เป็นไปไม่ได้ เช่น พม่า มีแต่รูปแบบ แต่เนื้อหามันไม่ใช่ ประเทศไทยก็คล้าย ๆ เป็นเช่นนั้น


ในทัศนะของอาจารย์ ยังทำ grand compromise ไม่ได้ ยกเว้นว่า ถ้าสมมุติว่าผ่านการเลือกตั้งนะ คุณได้ชัยชนะครั้งต่อไปนะ เกินครึ่ง จะเป็นพรรคเดียว หรือว่าสองพรรคหัวแข็งก็ตาม แต่มันหัวไม่แข็งน่ะซิ คือต้องได้ฉันทานุมัติจากประชาชนมากจริง ๆ ก็จะเป็นอำนาจต่อรองในระดับหนึ่ง แต่ถ้ายังไม่ได้ถึงขนาดนั้น อาจารย์คิดว่าอำนาจต่อรองไม่มีที่คุณจะไปทำ grand compromise ในประเทศที่เขาทำ grand compromise ที่อาจารย์เห็นคือประเทศที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นเหนือระบอบเผด็จการ แล้วเขาจะคิดบัญชีกับคนที่มาจัดการกับประชาชน ทำอย่างไร? เขาก็จะใช้ความยุติธรรม เขาเรียกว่า “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” คือไม่คิดบัญชีแบบเต็มที่เลย เช่น มันจะต้องมีโทษประหารชีวิต โทษจำคุกตลอดชีวิต เขาก็จะเลือกเฉพาะบางส่วนมาและให้มาสารภาพผิด อันนี้เขาเรียกว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน นั่นแปลว่าอะไร? แปลว่าประชาชนได้รับชัยชนะแล้ว มันถึงจะสามารถทำ grand compromise ได้ แต่ตราบใดที่ชนชั้นนำผู้ปกครองยังมีอำนาจอยู่ ถ้าจะทำ grand compromise แปลว่าคุณต้องเข้าไปอยู่ภายใต้การครอบงำที่เขาควบคุมคุณได้


ตัวอย่างของพรรคเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลข้ามขั้ว ถามว่าทำอะไรได้มั้ยถ้าเขาไม่อนุญาต อาจารย์พูดแล้ว ต้องเขาอนุญาตถึงทำได้ และบางอย่างถึงเขาอนุญาตไปแล้วเขาก็กลับคำได้ ก็คือฉันไม่ต้องการคุณละ เพื่อไทยต้องเสียนายกฯ ไป 2 คน อันนั้นก็พยายามทำ grand compromise นั่นก็คือตัวอย่าง


แล้วก็ MOA ก็เป็น grand compromise ที่เอ่ยมาจากปากของคุณธนาธรที่มองไปข้างหน้า ยังไม่ทันไรมันก็ล้มเหลว เพราะฉะนั้นในความเชื่อของอาจารย์นะ ยังทำไม่ได้ถ้าอำนาจต่อรองของประชาชนยังไม่สูงพอ ไม่ต้องพูดมาเลย ถ้าพูดมาประชาชนก็รู้ทันทีว่าคุณกำลังยอมแพ้ เพราะว่าอำนาจที่เหนือกว่าเขาจะไม่อนุญาตให้คุณทำตามเป้าหมาย เพราะมันเป็นปฏิปักษ์กับอำนาจที่เขาดำรงอยู่


MATItalk : พูดง่าย ๆ ว่าเราไม่ควรไว้ใจ “ชนชั้นนำ” มั้ยครับ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ไม่ไว้ใจนี่อ่อนแล้วนะ ถ้าบางคนเขาถือว่าเป็นศัตรู เป็นปฏิปักษ์ ถ้าคิดเป็นทางชนชั้นนะ เพราะว่ายังไงเขาก็ไม่ยอมแพ้ ในอดีตถึงมีการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง แต่ประเทศไทยเราต้องการการเปลี่ยนแปลงโดยสันติ แต่คนที่ตาย คนที่ถูกติดคุก มันเป็นฝ่ายประชาชนทั้งนั้น ขนาดนี้ก็ยังสันตินะตอนเป็น นปช. ก็ชูสันติวิธีมาตลอดเลย เคยมีทูตประเทศหนึ่งเขามาถาม แล้วอาจารย์ก็บอกว่าถึงแม้เราจะมีคนมากและเป็นคนที่ต้องการความก้าวหน้ามากก็จริง แต่ถ้าเราใช้ความรุนแรงมันจะเกิดปัญหาในประเทศมากมาย ประเทศจะติดหล่มที่อยู่ในช่วงการต่อสู้ด้วยความรุนแรงยาวนาน เขาพูดว่าอะไรรู้มั้ย? เขาพูดว่า “คุณรักประเทศมากถึงขนาดนั้นเลยเหรอ” อันนี้เป็นเอกอัครราชทูตประเทศหนึ่งนะที่ถามอาจารย์อย่างนี้ แล้วอาจารย์ก็บอกว่าใช่ เพราะเรารู้ เราดูตัวอย่าง คุณดูประเทศอินโดจีนหรือประเทศพม่า ถ้ามีการต่อสู้รุนแรง มันจะไม่ยุติง่าย ๆ ขนาดของเราชายแดนนิดเดียว กระแสลมมันยังหมุนอยู่



เพราะฉะนั้น เราเสียหาย และเราก็ได้เสียหายมานานพอแล้ว ตอนนี้ก็คือเมื่อเราเดินทางสันติวิธี เราต้องอดทน อดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่อการที่ต้องถูกฆ่า ถูกจับกุมคุมขัง แล้วก็ต้องอดทนต่อการเย้ายวนต่อลาภยศสรรเสริญด้วยนะ ที่จะมีมา เช่น จะได้เป็นรัฐมนตรี จะได้โน่นได้นี่ ต้องอดทนต่อกิเลสของความเห็นแก่ตัวด้วย ต้องอดทนมากเลยประเทศไทย แล้วนี่เป็นการศึกครั้งเดียว อาจารย์อายุมาถึงขนาดนี้ผานมาตั้งหลายศึกแล้ว ทั้งในเมืองทั้งในป่าจนในเมืองนี่อีก เสียใจก็จริง แต่ว่าไม่มีอะไรที่เป็นแง่ร้ายด้านเดียว ขอให้เป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง เดินหน้าเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ทั้งปวง แล้วสร้างพรรคที่เป็นพรรคของมวลชนที่ก้าวหน้าจริง ๆ มีจุดยืนให้มั่นคงว่าจุดยืนของคุณจะอยู่ที่เจ้าของพรรค หรือจุดยืนของคุณจะอยู่ที่ผลประโยชน์ของประเทศประชาชน จุดยืนที่เจ้าของพรรคมันไม่จีรัง แม้กระทั่งเป็นสมบัติพ่อเฒ่าก็ตาม แต่ถ้าเป็นจุดยืนที่ผลประโยชน์ประเทศชาติประชาชน คุณล้มไปก็ยังมีคนมาเดินต่อ มันมีแต่จะก้าวหน้าขึ้น ก็ส่งความหวังดี ส่งกำลังใจ


MATItalk : ในฐานะอดีตมิตรของอาจารย์แล้วกัน “พรรคเพื่อไทย” อาจารย์มองว่าการที่เขาไม่ถดถอยหรือไม่ต่ำไปมากกว่านี้ การเลือกตั้งในอนาคต ครั้งนี้เขาควรจะเลือกเป็นฝ่ายค้าน หรือเป็นรัฐบาล


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เลือกเป็นฝ่ายค้าน แต่ว่าเขาอาจจะเลือกเป็นรัฐบาล เพราะว่าเขายังมีปัญหาที่ยังมีตัวประกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ คุณอุ๊งอิ๊ง ถ้าเลือกเป็นฝ่ายค้าน เขาก็สามารถเดินหน้าเรื่องฮั้วสว. แต่ว่ามันอาจจะ effective หรือเปล่า ถ้าเขาเลือกเป็นรัฐบาล มันก็คล้าย ๆ ประชาธิปัตย์ที่มีเสียงอยู่นิดหน่อย แล้วก็ร่วมรัฐบาลอย่างครั้งที่แล้ว แต่พอคุณอภิสิทธิ์มา เขาได้ สส.บัญชีรายชื่อ มากขึ้น อาจารย์ดูท่วงทำนองเขา เขาไม่สนใจจะเป็นรัฐบาล เขาอยากจะสร้างพรรค ปัญหาอยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะสร้างพรรคขึ้นมาให้เป็นพรรคที่ไม่ตายอย่างที่เขาเองก็พูด อาจจะไม่ยิ่งใหญ่มาก แต่ว่าขึ้นมาเป็นพรรคขนาดกลางก็ยังดี ตอนนี้เหมือนกับว่าสลับที่กับพรรคภูมิใจไทยนะ เขาเคยยิ่งใหญ่แบบพรรคไทยรักไทย หมายถึงคนเลือกนะ แล้วพรรคภูมิใจไทยเคยเป็นพรรคขนาดกลาง ตอนนี้เขาก็สลับที่กันอยู่


พรรคเพื่อไทยต้องมีจุดยืนให้ชัดว่าคุณยืนอยู่ตรงไหน? คุณจะสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ข้ามไปข้ามมามันไม่ได้ จะบอกว่าเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย มันก็ไม่ใช่แล้ว เพราะคุณข้ามขั้วไปแล้ว แต่เข้าใจได้ว่าคุณอยากเป็นรัฐบาล แล้วสุดท้ายคุณก็ถูกจัดการมาตลอดเลย แล้วทำไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาเมตตาคุณทักษิณแล้วก็บอกให้ติดคุก 1 ปี คุณก็ยังไปอยุ่ชั้น 14 เพื่อไม่ให้ติดคุก ไม่รู้ความคิดอะไร แล้วก็การให้คุณอุ๊งอิ๊งขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง หลายคนก็บอกถ้าเอาคุณยศชนันเป็นนายกฯ ตั้งแต่ตอนก่อนหน้านั้นก็อาจจะปัญหาน้อยหน่อย มันอยู่ที่ว่าคุณทำทุกอย่างเพื่ออะไร ถ้าคุณทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนนะ พรรคคุณก็จะเล็กลง แต่ถ้าทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม จะมีคนร่วมสู้ไปกับคุณ แต่ถ้าเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ใครเขาจะเอาด้วยล่ะ เขาก็ต้องหนีคุณหมด ครั้งที่แล้วคนมาโกรธอาจารย์ว่าจะหายไป 5 ล้าน แล้วมันก็หายไป 5 ล้านจริง แล้วบางคนอย่างหมอชลน่าน หรือว่าหลาย ๆ คนที่เคยได้คะแนนเสียงมา ก็ไม่มีใครคาดว่าครั้งนี้จะสอบตก เพราประชาชนไม่ใช่ก้อนหิน ประชาชนมีชีวิต มันไม่ใช่อะไรที่อยู่ในกระเป๋า แล้วก็หอบกระเป๋ามาแล้วมันแน่นอน เขามีชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นครั้งนี้เขาก็เปลี่ยนไป support ฝั่งชาตินิยม แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไปหมด เขายังไม่เอารัฐธรรมนูญเก่าของทหาร นี่คือด้านดี เพราะฉะนั้น ถ้าทำพรรคให้ดี ๆ คนก็ยังสนับสนุนได้


MATItalk : แปลว่าอาจารย์มองว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้ก็คือถ้าไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับส้ม อาจจะโอเคกว่า


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : อาจจะโอเคกว่า เพราะว่าเขาเคยได้ 15 ล้าน กลับมาจำนวนหนึ่งก็ดี ยังเป็นไปได้ แต่ว่ามันก็ต้องพิสูจน์ เพราะว่าครั้งนี้พรรคส้มก็เสียรังวัดไปเหมือนกันที่ไปทำ MOA ตอนแรกเพื่อไทยก็นึกว่าแดงไหน ๆ ก็จะกลับมา มันยังไม่ถึงขนาดนั้น เพราะพรรคส้มถึงแม้ว่ามีความผิดเรื่อง MOA นะ ในทัศนะของคนบางส่วนนะว่าคุณประเมินอนุทินและพรรคภูมิใจไทยต่ำเกินไป และไม่ประเมินเขาในฐานะที่เป็นขั้วของชนชั้นนำ คุณกลับไปติดปีกหรือใส่ลิฟต์ให้เขาขึ้นมาเป็นพรรคระดับบนเลย แต่ว่ารวม ๆ แล้ว ทัศนะที่ก้าวหน้า ความแข็งแกร่ง และกล้าพุ่งชน มันยังมากกว่าพรรคเพื่อไทย ที่พูดอย่างน้อยที่สุดก็คือต่างพรรคต้องรักษามวลชนเอาไว้ไม่ให้ไปอยู่ที่พรรคอื่นหมด เพราะว่าอาจารย์ประเมินแล้วว่าคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้าไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน รอบแรกหายไป 5 ล้าน รอบที่ 2 หายไปอีก 5 ล้าน ในความคิดของอาจารย์นะ แล้วมันจะหายไปอีกถ้าหากว่าเขายังคิดว่าคนเสื้อแดงเป็นอะไรที่อยู่ในกระเป๋า



MATItalk : รัฐพันลึก จะชนะยาว หรือจะคุมเกมนี้ได้ขนาดไหน?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : คุมเกมไปได้ระดับหนึ่ง นานพอสมควร เพราะว่าบ้านเรามันซับซ้อน อย่างที่อาจารย์บอกว่า จะเรียกว่าโครงสร้างชั้นบนหรือว่าซอฟต์แวร์ก็ได้นะที่เป็น ซอฟต์แวร์แบบอนุรักษ์นิยม มันครอบงำสังคมไทยหรือโครงสร้างชั้นบน อุดมการณ์ วัฒนธรรม การศึกษา มันครอบงำสังคมไทย และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เขายังมีพละกำลังที่จะหล่อเลี้ยงเครือข่ายให้ได้อยู่ เพราะฉะนั้น สงครามนี้ยังใช้เวลายาวนาน เพราะเราต้องการสู้สันติวิธี แต่ฝั่งจารีตนั้นอาจารย์ว่ามันไม่สันติวิธี เขาจะใช้ทุกรูปแบบเพราะนี่เป็นท่วงทำนองของฝั่งจารีต ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา เพราะฉะนั้น มันยังอีกนาน


แต่อย่างที่บอกว่ามีแนวโน้มที่ดี อย่างเมื่อตอน กปปส. ออกมาสู้ไม่ให้มีการเลือกตั้ง แล้วเราได้เลือกตั้งเฉพาะบางที่ ยังมีคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20 ล้านคน แปลว่า 20 ล้านคนนั้นต้องการระบอบประชาธิปไตย อาจารย์ไม่ถือว่าเป็นคนเสื้อแดงทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็มีท่าที่ดี ครั้งนี้ก็เหมือนกัน อันนี้ก็ร่วม 20 ล้านคนแล้วนะที่ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญของคสช. ดังนั้นพื้นฐานตรงนี้เป็นพื้นฐานที่ดี ขอแต่เพียงว่าให้พรรคการเมืองหรือขบวนการประชาชนมีการจัดการที่เหมาะสมและให้สอดคล้องกับความเป็นจริง คือมันเกินความเป็นจริงไม่ได้ มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ มองความเป็นจริงของสังคมไทยแล้วขยับไปให้สอดคล้อง เรายังเดินหน้าไปได้ ถ้าครั้งนี้ประชามติแพ้นะ อาจารย์เศร้าเลย อันนี้เรายังรู้สึกว่าเพราะมันเป็นแค่พรรคการเมือง


แต่ผลประชามติ แปลว่า คนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ดูเหมือน 19 ล้าน หรือ 20 ล้าน ไม่ต้องการที่จะเอามรดกของคสช.มาเป็นรัฐธรรมนูญอีกต่อไป อันนี้ก็ถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่นะ ที่สามารถต่อยอดไปได้ แต่ปัญหาของพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องแก้ แล้วถ้าพรรคการเมืองในอนาคตจะมีพรรคที่ดีกว่านี้หรือเปล่า อาจารย์ไม่แน่ใจ เป็นไปได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าอย่างน้อย 2 พรรคที่มีอยู่ ถ้าคุณ move on คุณเดินหน้า ไม่ใช่เพื่อเป็นรัฐบาล แต่เพื่อที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศจริง ๆ นะ โอเค!!! คุณยังมีประชาชนร่วม 20 ล้านคนที่รองรับคุณอยู่ และเขายังคิดว่าตอนนี้คุณอาจจะไม่เหมาะเป็นรัฐบาลก็ได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #ประชามติ2569

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

คณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติฯ พรรคเพื่อไทยแถลงขอบคุณประชาชน ผลประชามติ “เห็นชอบ” เปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภารกิจคณะกรรมการรณรงค์ฯ บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์

 


คณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติฯ พรรคเพื่อไทยแถลงขอบคุณประชาชน  ผลประชามติ “เห็นชอบ” เปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภารกิจคณะกรรมการรณรงค์ฯ บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์


วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายชูศักดิ์ ศิรินิล และคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แถลงข่าวแสดงความยินดีและขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ร่วมใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จนทำให้ประชามติ “เห็นชอบ” การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยผลการออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ (นับคะแนนแล้ว 94% ณ เวลา 11.00 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์) พบว่า คะแนน “เห็นชอบ” 19.9 ล้านเสียง และคาดว่าเมื่อนับครบแล้วจะมีผู้เห็นชอบมากกว่า 20 ล้านเสียง


นายจาตุรนต์ คณะกรรมการฯ กล่าวว่า การตัดสินใจของประชาชนในครั้งนี้คือก้าวสำคัญในการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน และสะท้อนเจตจำนงของสังคมไทยต่อการปรับปรุง “กติกาสูงสุดของประเทศ” ให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยการออกเสียงครั้งนี้เกิดขึ้นควบคู่กับการเลือกตั้งทั่วไป ยิ่งตอกย้ำว่าประชาชนต้องการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศผ่านทั้ง “การเลือกผู้แทน” และ และการร่วมตัดสินใจต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น ‘กติกาสูงสุด’ ที่กำหนดทิศทางประชาธิปไตยไทยระยะยาว


คณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งพรรคเพื่อไทย ที่ 0017/2568 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เพื่อทำหน้าที่สื่อสาร สร้างความเข้าใจ และรณรงค์เชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในทาง “เห็นชอบ” อย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นระบบ โดยภารกิจดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายพรรคเพื่อไทยที่ส่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ข้อที่ 41 นโยบายด้านประชาธิปไตย ซึ่งยืนยันหลักการว่า “ประชาชนต้องมีอำนาจมากขึ้น” ผ่านกฎหมายที่ตอบโจทย์ประชาชนและการตัดสินใจร่วมกันของประเทศด้วย “ประชามติ” ทั้งการเปิดทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชนมีส่วนร่วม การรณรงค์ให้ประชาชนใช้สิทธิ “ประชามติ” เพื่อร่วมตัดสินใจอนาคตประเทศ ตลอดจนการปฏิรูปองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชน ตรวจสอบอำนาจอย่างเป็นธรรมและมีดุลยภาพ  ตลอดช่วงการทำงาน คณะกรรมการฯ เดินหน้ารณรงค์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสื่อสารสาธารณะ การพบประชาชนในพื้นที่ และการทำกิจกรรมร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อให้ประชาชน “รับรู้–เข้าใจ–ไปใช้สิทธิ–กาเห็นชอบ” โดยดำเนินงานควบคู่ทั้งกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในชุมชน การสื่อสารผ่านเวทีหาเสียงและเวทีปราศรัยเพื่ออธิบายเหตุผลความจำเป็นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และแนวทางการลงคะแนนให้เข้าใจตรงกัน พร้อมใช้ชุดข้อมูลและสื่อรณรงค์มาตรฐาน เช่น บัตรย้ำเตือน คู่มือ 9 คำถาม–คำตอบสำหรับประชาชน และคู่มือสำหรับผู้สมัคร/ตัวแทนพรรค เพื่อให้การสื่อสารเป็นชุดเดียวกันทั่วประเทศ


นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังจัดวงพูดคุยและเวทีเสวนาขนาดย่อมในหลายภูมิภาค ลงพื้นที่เข้าถึงกลุ่มประชาชนที่หลากหลายรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อรับฟังข้อเสนอและย้ำสารสำคัญว่า “รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของทุกคน” ทุกเสียงมีความหมาย อีกทั้งใช้การรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายในพื้นที่ชุมชน เช่น การเดินตลาด พบปะประชาชน กิจกรรมมีส่วนร่วมแบบเป็นมิตร ตลอดจนคาราวานและรถแห่ เพื่อสื่อสารให้ถึงบ้านถึงชุมชนและชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างทั่วถึง


พรรคเพื่อไทย ขอเรียนยืนยันว่า กิจกรรมทั้งหมดมุ่งหมายให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และสามารถใช้สิทธิได้อย่างมีความหมาย ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายสำคัญของภารกิจครั้งนี้คือการเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิและร่วมกันทำให้ประชามติ “เห็นชอบ” สำเร็จตามเจตจำนงของประชาชน และในวันนี้ คณะกรรมการฯ ขอประกาศว่า ภารกิจการรณรงค์บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และจะสรุปผลการดำเนินงาน บทเรียน ข้อค้นพบ และเจตนารมณ์ของประชาชนนี้ไปยังพรรคเพื่อไทยต่อไป


ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่าย พรรคการเมืองต่าง ๆ สื่อมวลชนทุกแขนง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่รับรู้เข้าใจ มองเห็นปัญหาและความจำเป็นในการที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกันนี้ คณะกรรมการฯ จึงขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันทำให้การใช้สิทธิครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างมีความหมาย “การเห็นชอบ” ในประชามติครั้งนี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่เส้นทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องร่วมกันผลักดันต่อไป


ดังนั้น ภารกิจสำคัญจากนี้จะถูกส่งต่อเข้าสู่ “รัฐสภา” ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเดินหน้าตามเจตนารมณ์ของประชาชน คณะกรรมการฯ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันกระบวนการที่เกี่ยวข้องให้เดินหน้าอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้เสียง “เห็นชอบ” ของประชาชนหยุดอยู่เพียงวันลงคะแนน และนำพลังจากประชามติไปต่อยอดในเวทีนิติบัญญัติอย่างเต็มที่ ผ่านบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และพรรคการเมืองต่างๆ  เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในการออกเสียงครั้งนี้ แต่จะผลักดันผ่านรัฐสภาอย่างเดียวไม่ได้จึงขอให้ทุกฝ่ายชี้แจงและรณรงค์ให้ประชาชนมีข้อมูลและมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #ประชามติ2569 #รัฐธรรมนูญฉบับใหม่