คอป. ค้นหาความจริง หรือออกใบอนุญาตให้ลอยนวลพ้นผิด (Impunity)12
คอป.
เปิดตัวรายงานความยาว 275
หน้า ในวันที่ 17 กันยายน 2555 ประเด็นที่โดดเด่นในการแถลงข่าวและในตัวรายงานของ คอป.
ก็คือความรุนแรงที่เกิดจากชายชุดดำ ด้วยเหตุนี้ในเช้าวันรุ่งขึ้น
สื่อมวลชนต่างพากันพาดหัวข่าวเรื่องชายชุดดำ
ขณะที่กล่าวถึงความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐน้อยมาก ทั้งๆ ที่ในหลายกรณี คอป.
ไม่สามารถเสนอหลักฐานการปรากฏตัวของชายชุดดำได้เลย
ผู้เขียนและเพื่อนๆ
ที่ร่วมงานใน ศปช.13 ไม่เคยปฏิเสธว่ามีชายชุดดำอยู่จริง
แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถแสดงหลักฐานการปรากฏตัวของชายชุดดำได้เฉพาะในคืนวันที่ 10
เมษายน ที่สี่แยกคอกวัวเท่านั้น
รัฐบาลไม่สามารถยืนยันได้ว่าชายชุดดำเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในที่อื่นๆ
หรือแม้แต่การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหารที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา
ก็ไม่มีหลักฐานว่าชายชุดดำปรากฏตัวในบริเวณดังกล่าว
ศอฉ.
มักอ้างตัวเลขการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธร้ายแรง
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้รุนแรง รายงานของ ศปช.
ได้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต 10 คน
(ทหาร 7 ราย และตำรวจ 3 ราย) ดังนี้คือ
1.
ทหาร 5 รายเสียชีวิตในคืนวันที่ 10
เมษายน ดังที่กล่าวไปแล้ว
2.
ทหาร 1 รายเสียชีวิตในวันที่ 28
เมษายน จากกระสุนปืนยิงเข้าที่ศีรษะ ซึ่ง คอป.
ก็ยอมรับว่าเป็นการยิงกันเองของทหารบนถนนวิภาวดีรังสิต
เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ชุมนุม
3.
ตำรวจ 2 นายเสียชีวิตในวันที่ 7 พฤษภาคม จากเหตุการณ์ที่มีคนร้ายยิงปืนเอ็ม 16 ใส่เจ้าหน้าที่และกลุ่มประชาชนที่หน้าธนาคารกรุงไทยบริเวณแยกศาลาแดง
ถนนสีลม และจากเหตุการณ์ยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 ใส่ด่านตรวจของเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าประตู
4 สวนลุมพินี
4.
หากมีชายชุดดำในทุกที่ในระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม
เจ้าหน้าที่คงไม่เสียชีวิตเพียง 2 ราย
แถมหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่เสียชีวิตเพราะทหารเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ชุมนุมในคืนวันที่
16 พฤษภาคม ส่วนทหารอีก 1 รายถูกระเบิดบริเวณแยกสารสิน
ต่อให้มีชายชุดดำจริงและผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ
ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องติดตามนำพวกเขามาลงโทษตามกฎหมาย
ชายชุดดำไม่สามารถเป็นข้ออ้างในการยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธได้อย่างไม่จำกัด
การมีอาวุธของผู้ชุมนุมบางคน ซึ่งน่าจะเป็นส่วนน้อยนิด ไม่ได้ทำให้ผู้ชุมนุมทั้งหมดกลายเป็นผู้ก่อการร้าย
ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้รัฐบาลใช้กระสุนจริงกว่า 100,000 นัด
และกระสุนสไนเปอร์อีกกว่า 2,000 นัดเพื่อสลายการชุมนุมได้
นอกจากกรณี
6 ศพวัดปทุมฯ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว รายงานของ คอป. มีปัญหาอื่นอีกมากมาย
เช่น
ในขณะที่
คอป. เน้นย้ำว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ แต่ คอป.
กลับละเลยไม่เอ่ยถึงตัวเลขสรรพกำลังและอาวุธที่ ศอฉ.
อนุมัติสำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเบิกกระสุนจริง 479,577 นัด
กระสุนสไนเปอร์ 3,000 นัด และกำลังพล 67,000 นาย ทั้งๆ ที่นี่เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ในรัฐสภา
และฝ่ายทหารไม่เคยปฏิเสธว่าไม่จริง คอป.
ไม่สนใจตั้งคำถามว่าการใช้กำลังทางทหารขนาดมหึมาขนาดนี้มีจุดประสงค์อะไร นอกจากนี้
คอป.
ยังบกพร่องที่จะนำเสนอข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าพลเรือนส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกยิงบริเวณศีรษะและช่วงบนของร่างกาย
ทั้งๆ ที่ คอป. มีข้อมูลการชันสูตรพลิกศพที่ครบถ้วน
คำถามคือ
การไม่นำเสนอจำนวนจริงของกำลังและอาวุธที่ระดมออกมา
เป็นความจงใจลดภาพการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของรัฐใช่หรือไม่? เพื่อเบี่ยงเบนว่านี่คือการใช้ยุทธการทางทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนใช่หรือไม่?
ตลอดรายงาน
คอป. เลือกใช้คำว่า ‘ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่’ ‘ปฏิบัติการกระชับวงล้อม’ ของทหาร
แต่ไม่ใช้คำว่า ‘การสลายการชุมนุม’ หรือ ‘ยุทธการทางทหาร’ ทั้งๆ
ที่บทความของฝ่ายทหารที่วิเคราะห์อย่างภาคภูมิใจถึงความสำเร็จของปฏิบัติการนี้ได้ชี้ชัดว่า
การใช้กำลังพลและอาวุธมากขนาดนี้เพราะ ‘เป็นแผนการปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบเสมือนการทำสงครามรบในเมือง’
และ ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ว่า
“การปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่ใช้เวลาทำงาน 9 ชั่วโมง (เวลา 03.30-13.30
น.) ถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่งทางยุทธวิธีของการรบในเมือง
ที่สมควรได้มีการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการรบในเมือง”14
คอป.
ละเลยคำให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าวไทยและเทศที่อยู่ในที่เกิดเหตุที่ระบุว่าทหารยิงอย่างไม่เลือกหน้า
เช่น คำให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าวต่างชาติที่ปรากฏในรายงานขององค์กร Reporters Without
Borders:
เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่ากฎการใช้กำลังของกองทัพไทยอนุญาตให้ทหารยิงพลเรือนคนไหนก็ตามที่อยู่ในเขตพื้นที่ของคนเสื้อแดง
ไม่ใช่แค่คนที่ติดอาวุธ
ผมเห็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงไร้อาวุธจำนวนมากถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บจากกระสุนที่ทหารเป็นผู้ยิง
เราไม่สามารถถามความคิดเห็นใดๆ
จากเจ้าหน้าที่ทหารในประเด็นเรื่องกฎการใช้กำลังนี้ได้เลย…
ใครก็ตามที่อยู่ในเขตเสื้อแดง รวมทั้งนักข่าว เสี่ยงที่จะถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บ
สิ่งนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกในวันสุดท้าย15
ช่างภาพของ
นสพ.เดอะเนชั่น ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงบริเวณถนนราชปรารภในช่วงบ่ายของวันที่
15 พฤษภาคม เชื่อว่าเขาถูกยิงโดยทหาร “ผมอยู่กับผู้ชุมนุมประมาณ 50 คน ซึ่งพยายามจะเคลื่อนเข้าไปใกล้ทหาร
คนเสื้อแดงใช้ยางรถยนต์เป็นเกราะป้องกัน แต่พวกเขาไม่มีอาวุธ จู่ๆ
ทหารก็ยิงกระสุนจริงเข้ามา ทีแรกผมคิดว่าเป็นแค่การยิงขู่
แต่พวกเขายังคงใช้อาวุธอัตโนมัติระดมยิงไม่หยุด ผมเริ่มออกวิ่งเพื่อหาที่หลบ
แต่ถูกยิงก่อนจะถึงที่หลบภัยไม่กี่เซนติเมตร… ผมสามารถพูดได้ว่าผมถูกยิงอย่างจงใจ
ตอนที่ทหารบุกโจมตี ผมอยู่ไกลจากกลุ่มผู้ชุมนุมเกินกว่าที่ใครจะสามารถอ้างได้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ
เป็นไปได้ว่าทหารไม่ต้องการให้ผมถ่ายภาพ”16
แม้แต่กรณีเซ็นทรัลเวิลด์
คอป. ก็ย้ำว่าพบผู้ชุมนุมและชายใส่ชุดสีดำอยู่ในตัวอาคารถึง 4 จุด17 โดยเห็นว่าเป็นผลจากการปลุกปั่นยั่วยุของแกนนำ
นปช. ที่ให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงและเผาสถานที่หลายครั้งหลายหน18 คอป. จึงสรุปว่า
“ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้กระทำหรือเกี่ยวข้อง” คอป.
ยังย้ำข้อมูลจากฝ่ายทหารว่า ในระหว่างที่อาคารเซ็นทรัลเวิลด์กำลังลุกไหม้
“เจ้าหน้าที่ทหารได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังกลับทันทีเนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย”
ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณดังกล่าวได้ในเวลาหลัง 21.00 น.” ข้อความนี้ของ คอป. ได้ถูกล้มล้างโดยศาล ดังที่กล่าวมาข้างต้น
ที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งคือ
คอป. ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการวางเพลิงสถานที่ราชการในต่างจังหวัด
แต่ก็สามารถเขียนในลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านเชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม
ซึ่งอยู่ในอารมณ์โกรธแค้นเพราะการยั่วยุของแกนนำ นปช. และวิทยุชุมชน19
ในขณะที่ชื่อของ
คอป. ระบุว่าพวกเขามีภารกิจค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองของสังคม
แต่บทวิเคราะห์ของ ดันแคน แม็คคาร์โก (Duncan McCargo) และ นฤมล
ทับจุมพล20 กลับชี้ว่า คอป.
ขาดความเป็นกลางและอิสระในการทำหน้าที่ค้นหาความจริง
พวกเขาไม่พยายามที่จะปิดบังอคติและความไม่ชอบทักษิณ ซ้ำร้ายผลงานของ คอป.
ไม่เข้านิยามมาตรฐานคณะกรรมการค้นหาความจริงด้วยซ้ำ
รวมทั้งการแสวงหาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านก็ไม่ได้มีอยู่จริง เพราะผู้ที่ก่อตั้ง
คอป. คือรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เป็นคู่กรณีในความขัดแย้งโดยตรง
และทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์และผู้นำกองทัพที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม
ยังคงมีอำนาจต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย
ที่จะเอื้ออำนวยให้การทำงานของคณะกรรมการเป็นอิสระและเอื้อให้เกิดความยุติธรรมแก่เหยื่อได้จริง
แมคคาร์โกและนฤมลสรุปว่า
ความผิดพลาดอย่างฉกรรจ์ของ คอป. ที่ไม่วิพากษ์ปฏิบัติการของทหาร
เท่ากับช่วยแผ้วถางทางให้กับการรัฐประหารในปี 2557 นั่นเอง กล่าวคือ ในขณะที่
คอป. มีข้อเสนอแนะให้มีการนิรโทษกรรม โดยเตือนว่าต้องกระทำอย่างระมัดระวัง
และไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษแบบเหมาเข่ง แต่เมื่อ คอป.
ไม่ได้เรียกร้องอย่างหนักแน่นเพียงพอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงต้องรับผิด (accountability)
จึงส่งผลให้ในด้านหนึ่ง คอป. ได้เปิดทางให้กับ
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง คอป.
ล้มเหลวในการท้าทายการไม่ต้องรับผิดของทหาร จึงเท่ากับ คอป.
ช่วยแผ้วทางให้ประเทศไทยกลับคืนสู่การปกครองของทหารอีกครั้ง
ข้ออ้างของทหารที่ว่าตนเป็นเพียงคนกลางที่ทำหน้าที่รักษากฎระเบียบของบ้านเมืองจึงไม่ได้ถูกตั้งคำถามเลย
คอป. ไม่เพียงล้มเหลวในการส่งเสริมวัฒนธรรมที่ผู้กระทำผิดต้องรับผิด
แต่ยังสนับสนุนวัฒนธรรมที่ผู้กระทำผิดลอยนวลและการนิรโทษกรรมด้วย
เมื่อคณะกรรมการค้นหาความจริง ไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าเชื่อถือแก่สังคมได้
ก็เท่ากับได้ทำลายจุดมุ่งหมายของตนเอง (counterproductive)

รัฐประหาร 2557 กับกรณีเมษา-พฤษภา 2553
หลังจากศาลมีคำวินิจฉัยในการไต่สวนการตายของผู้ชุมนุมอย่างน้อย
17 ราย ว่าประชาชนเสียชีวิตจากกระสุนที่ยิงมาจากฝั่งทหาร ในเดือนตุลาคม 2556
อัยการสูงสุดจึงได้สั่งฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ
เทือกสุบรรณ ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่น
และพยายามฆ่า อย่างไรก็ตาม เพียง 3 เดือนหลังรัฐประหารโดย
คสช. ศาลอาญาได้กลับคำพิพากษายกฟ้องทั้งสองคน
ด้วยเหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นการใช้อำนาจ ตำแหน่ง
หน้าที่ราชการในฐานะนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้งผู้อำนวยการ ศอฉ.
ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ ฉะนั้น
จึงเป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ปปช.) และหาก ปปช.
ชี้มูลความผิดก็ต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คำพิพากษาดังกล่าวส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดีต่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ
เป็นเพียง ‘ข้อหากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ’ เท่านั้น ซึ่งในที่สุด
ปปช. ก็มีมติไม่ยื่นฟ้องต่อทั้งสองคน
นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจเลยสักนิดเมื่อเราได้ประจักษ์ถึงการกระทำหน้าที่ของ ปปช.
ตลอดช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา
ก่อนหน้าการรัฐประหาร
ผู้นำทหารดูจะวิตกกังวลกับข้อกล่าวหาว่ากองทัพเกี่ยวข้องกับการตายของผู้ชุมนุมไม่น้อย
ในการไต่สวนการตายกรณี 6
ศพวัดปทุมฯ
เมื่อพยานหลักฐานชี้ชัดว่ากระสุนที่พบในร่างของผู้เสียชีวิตตรงกับกระสุนที่กองทัพใช้
กองทัพได้ออกคำแถลงในทันทีว่ากระสุนเหล่านั้นอาจเป็นฝีมือของผู้ชุมนุมที่ขโมยลูกกระสุนและปืนจากกองทัพไปก่อนหน้านี้ก็เป็นได้21 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
ในขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ถึงกับเอ่ยปากว่าต้องการให้การไต่สวนการตายกระทำแบบลับ22
ฉะนั้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังการรัฐประหารโดย คสช.
กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความรุนแรงปี 2553 จึงเกิดการพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
จนกล่าวได้ว่าการจัดการกับความจริงของเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ให้เรียบร้อยเป็นหนึ่งในจุดประสงค์ของการรัฐประหาร
โดยเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ‘ความจริง’ ‘ความยุติธรรม’ ‘การรับผิด’
ยังสามารถหลอกหลอนพวกเขาได้ต่อไปตราบเท่าที่เราไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เงียบหายไปกับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม
เชิงอรรถ
1.
‘ตาย 9 ศพ เจ็บร่วม 500 มิคสัญญี,’
ไทยรัฐ, 11 เมษายน 2553 และคำให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกันใน
‘ปืน-ระเบิด ระงมจลาจล! ตาย-เจ็บครึ่งพัน,’ ข่าวสด,
11 เมษายน 2553.
2.
เกษม เพ็ญภินันท์. ‘ข้อเท็จจริงการเสียชีวิตและความรุนแรง เมษา 53’, ใน
ศปช. ความจริงเพื่อความยุติธรรม. 2557: 54.
3. ‘เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา ชี้ชัด
นปช. ไม่ได้เผาเมือง สั่งบริษัทประกันชดใช้ ตามรอยคดีเซ็นทรัลเวิลด์’, มติชนสุดสัปดาห์. 10-16 พฤษภาคม 2562.
4.
‘ที่ปรึกษาอัคคีภัยเซ็นทรัลฯ ยันจำเลยคดีเผา CTW ไม่สามารถวางเพลิงได้,’ ประชาไท, 30 มกราคม 2556, http://prachatai.com/journal/2013/01/450135.
5.
เพิ่งอ้าง.
6.
‘คำพิพากษาละเอียด!!! ยกฟ้อง 22 แกนนำ นปช.
คดี ‘เผาบ้านเผาเมือง-ก่อการร้าย’ โพสต์ทูเดย์. 14 สิงหาคม 2562.
7.
ศปช. ความจริงเพื่อความยุติธรรม. 2555: บทที่ 5.
8.
กฤตยา อาชวนิจกุล และ ชัยธวัช ตุลาธน, ‘เชิงอรรถความตาย…,’ ใน ศปช. ความจริงเพื่อความยุติธรรม: 420.
9.
คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.), รายงานฉบับสมบูรณ์
คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง กรกฎาคม 2553-กรกฎาคม
2555: 152-153
10.
เพิ่งอ้าง.: 152.
11.
เปิดคำสั่งศาลโดยย่อ ทำไม ‘6 ศพวัดปทุมฯ เสียชีวิตจากทหาร’ ประชาไท,
7 สิงหาคม 2555, http://prachatai.com/journal/2013/08/48057
12.
สรุปจาก พวงทอง ภวัครพันธุ์. ‘ใบอนุญาตให้ลอยนวลพ้นผิด:
องค์กรอิสระในกรณีการสลายการชุมนุมปี 2553’, ฟ้าเดียวกัน.
ตุลาคม-ธันวาคม 2559.
13.
ศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.)
ก่อตั้งขึ้นหลังการสลายการชุมนุมเสื้อแดง
โดยกลุ่มนักวิชาการและนักกิจกรรมที่ไม่ไว้วางใจการทำงานอย่างอิสระของ คอป.
ซึ่งเราได้ตีพิมพ์รายงานค้นหาความจริงที่คู่ขนานไปกับของ คอป.
14.
หัวหน้าควง ‘บทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม พื้นที่ราชประสงค์ 14-19 พฤษภาคม
พ.ศ. 2553,” เสนาธิปัตย์, ปีที่ 59
ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2553) หน้า 57-68.
15.
Vincent Brossel and Nalinee Udomsinn, Thailand Licence to Kill: Reporters
Without Borders Calls for Independent Inquiry into Crimes against Media.
Reporters Without Borders, July 2010. ดูฉบับแปลได้ที่
ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน, ‘รายงานการสืบหาข้อเท็จจริง
ประเทศไทย: ใบอนุญาตสั่งฆ่า’ แปลโดย อัญชลี มณีโรจน์, ใน
ศปช., อ้างแล้ว, หน้า 1382-1383.
16.
เพิ่งอ้าง.: 1384-1385.
17.
คอป., อ้างแล้ว: 154-155.
18.
คอป., อ้างแล้ว.: 155, 162-167.
19.
คอป., อ้างแล้ว.: 156-157.
20.
Duncan McCargo and Naruemon Thapchumpol. “Wreck/Conciliation?: The Politics of
Truth Commissions in Thailand,” Journal of East Asian Studies, 14
(2014).
21.
‘Army rebuttals deaths at Wat Prathum’, The Nation, 20 June 2012.
22.
‘Prayuth wants temple testimony kept secret’, Bangkok Post, 23 June
2012.
Author
พวงทอง
ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นผู้ประสานงาน 'ศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา
53' (ศปช.)
อันเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมกลุ่มหนึ่ง
จุดมุ่งหมายของ ศปช. คือจัดทำรายงานค้นหาความจริงเกี่ยวกับล้อมปราบในปี 53 ซึ่งถือเป็นการทำงานคู่ขนานและตรวจสอบการทำงานของ คอป.
ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นคู่กรณีในความขัดแย้งดังกล่าว
Photographer
ปฏิภัทร
จันทร์ทอง
เคยทำงานภาพข่าวที่
Bangkok
Post ปัจจุบันเป็นสมาชิก Realframe และ TNP
ยังคงทำงานถ่ายภาพและรับจ้างทั่วไป
ขอบคุณ
WAY
Magazine
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คนเสื้อแดง #เมษาพฤษภา53