วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

‘สส. ตี๋ ภัทรพงษ์’ ตั้งคำถาม ลมหายใจของคนเหนือ มีความหมายบ้างไหมสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนเลือดกำเดาออกเพราะฝุ่นพิษ PM2.5 ที่พุ่งสูงติดอันดับ 1 ของโลกแล้ว รัฐบาลอนุทินอายบ้างไหม?

 


‘สส. ตี๋ ภัทรพงษ์’ ตั้งคำถาม ลมหายใจของคนเหนือ มีความหมายบ้างไหมสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนเลือดกำเดาออกเพราะฝุ่นพิษ PM2.5 ที่พุ่งสูงติดอันดับ 1 ของโลกแล้ว รัฐบาลอนุทินอายบ้างไหม?


วันที่ 1 เมษายน 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ เขตอำเภอหางดงและสันป่าตอง พรรคประชาชน ยื่นญัตติด่วนเสนอแนวทางการแก้ปัญหา PM2.5 ภัทรพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ภาคเหนือ กำลังจะตายด้วยอากาศที่หายใจ จากความละเลยต่อปัญหาของรัฐบาล 


ภัทรพงษ์กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้รุนแรงมากโดยเฉพาะในพื้นที่ 9 จังหวัด เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ แค่ตื่นนอนก็เหม็นกลิ่นควันไหม้ การใช้ชีวิตประจำวันแทบทำอะไรไม่ได้ หากรัฐบาลคิดภาพไม่ออก ลองจินตนาการภาพกรุงเทพในช่วงเดือนมกราคม ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งขึ้นกว่า 180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศเมตร ที่มองออกนอกหน้าต่างแทบไม่เห็นตึก ขับรถไปท้องฟ้าเป็นสีเทา 


ภาคเหนือตอนนี้ ค่าฝุ่นพิษพุ่งขึ้นมากกว่า 300 หลายพื้นที่ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นเกิน 700 ประชาชนเลือดกำเดาไหลกันเยอะมาก พ่อแม่ที่มีลูกเป็นภูมิแพ้อากาศ ต้องพาลูกเข้า ICU คนที่มี โรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ภาคเหนือมีคนป่วยมะเร็งปอดสูงที่สุดในประเทศ ทั้งที่มีจำนวนผู้สูบบุหรี่น้อยที่สุด 


ภัทรพงษ์กล่าวว่า ผลกระทบเหล่านี้ เกิดขึ้นจากอะไร ข้อมูลบ่งบอกชัดเจนว่าค่าฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือจะมีค่าสูงในช่วงมีนาคม เมษายนของทุกปี และมีต้นเหตุหลักมาจากไฟในป่า และ ฝุ่นพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ตนได้อภิปรายเรื่องนี้อย่างละเอียดมา 3 ปีแล้วว่าปัญหานี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำงานหนักก่อนที่มันจะเกิดปัญหา 


เรื่องไฟในป่า ตนพูดชัดเจนตั้งแต่แถลงนโยบายครั้งก่อนว่าต้องวางแผนจัดสรรงบ กลางภายในเดือนพฤศจิกายน เพราะรัฐบาลชุดก่อนหน้าตัดงบท้องถิ่นดับไฟป่าไปกว่า 1,000 ล้านบาท ท้องถิ่นเขาขอมา 1,500 ล้าน แต่ตัดของเขาเหลือแค่ 122 ล้าน ให้ท้องถิ่น 1000 กว่าแห่งไปแบ่งกันได้เงินแค่หลักหมื่น ตนเสนอไปแล้ว 


ภัทรพงษ์ย้ำว่า มาถึงตอนนี้ มันชัดเจนว่าที่ปัญหามันรุนแรงขนาดนี้ เป็นเพราะรัฐบาลละเลยต่อหน้าที่ของตัวเอง รัฐบาลละเลยต่อการจัดการโครงสร้างของปัญหานี้ และตอนนี้ก็ยังละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพราะจาก 9 จังหวัดที่ตนพูดไปข้างต้น เข้าเกณฑ์และเงื่อนไขการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่น PM2.5 ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีการประกาศ ทั้งที่การประกาศ มันจะทำให้สามารถปลดล็อคการใช้งบฉุกเฉินหรือเงิน ทดรองราชการ จังหวัดละ 50 ล้านบาท และรวมของแต่ละกระทรวงอีก 570 ล้าน รวมกัน 9 จังหวัด ก็คือเงิน 1020 ล้านบาทที่สามารถเอามาใช้บริหารจัดการได้ แต่รัฐบาลดันไม่ทำ ทั้งที่เงินก้อนนี้หากไม่พอ ก็สามารถ ขยายได้อีก


ภัทรพงษ์ตั้งคำถามว่า ลมหายใจของประชาชนในภาคเหนือ มันไม่มีความหมายสำหรับรัฐบาลเลยหรือ เพราะฉะนั้นในวันนี้ สิ่งที่ตนเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยทันที คือการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นพิษ PM2.5 ทั้ง 9 จังหวัด แล้วยกระดับภัยเป็นระดับ 3 ให้รัฐมนตรีมหาดไทย นั่นก็คือให้อนุทิน มานั่งหัวโต๊ะ บัญชาการในเรื่องนี้ ให้แต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องยกระดับการจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง 


หนึ่งคือการเพิ่มกำลังคน เข้าไปดูแลป่า โดยเริ่มจากคนในชุมชนให้เค้าดูแลป่าของเขาเอง พร้อมค่าตอบแทน ในการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และการควบคุมไฟป่า โดยมีกำลังเสริมจากกระทรวงกลาโหม ที่มีงบฉุกเฉิน 100 ล้านบาทอยู่ในมือ โดยการจัดไฟในป่า ท่านต้องเริ่มจากการเอาแผนที่พื้นที่ป่าทั้งหมดขึ้นมา ทาบด้วยแผนที่พื้นที่เผาไหม้จาก GISTDA ที่เอามาจากดาวเทียม sentinel landsat และ theos แล้วก็เอามาทาบอีกชั้นนึง ด้วยแผนที่แสดงดัชนี ความแห้งแล้งในป่าจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อทาบกันทั้งสามแผนที่แล้ว จะได้พื้นที่ที่ยังไม่มีการเผา ไหม้พร้อมระดับความเสี่ยงการรุนแรงของไฟ แบ่งระดับเป็นเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ เพื่อการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ เสือไฟ เหยี่ยวไฟ และสนับสนุนชุมชน ได้อย่างเหมาะสมตามความเสี่ยงในพื้นที่ และท่านก็ต้องเร่งรับมือด้านสุขภาพ


ภัทรพงษ์เสนอให้ใช้แผนที่ที่ระบุพิกัดครัวเรือนที่มีกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง หรือ ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ เพื่อมาจัดสรร มุ้งสู้ฝุ่น นวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ถูกบรรจุในการหลักเกณฑ์การใช้เงินทดรองราชการแล้ว ซึ่งพรรคประชาชนเองก็ได้มีการทดลองในการนำไปให้กลุ่ม เปราะบางใช้ และผลลัพธ์ชัดเจนว่า หากทำถูกต้องตามแบบของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มุ้งนี้จะมีประสิทธิภาพในการลดฝุ่นได้ มากกว่า 75% พร้อมระบุพิกัด ห้องปลอดฝุ่น ที่สามารถใช้ได้จริง 24 ชั่วโมง และกระจายเพิ่มห้องปลอดฝุ่นให้ เป็นแหล่งพักพิงในแต่ละพื้นที่พร้อมกับการแจกหน้ากาก N95 ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วย 


ในส่วนของเรื่องฝุ่นข้ามแดน รวมถึงการขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในตอนนี้ คือ การยื่นเรื่องนี้เข้าศูนย์ภัยพิบัติอาเซียน ตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการบริหารจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ที่ระบุไว้ชัดเจน ใน article 11 เรื่อง Joint emergency response เพื่อขอความช่วยเหลือและให้มีการจัดการ ร่วมกันในปัญหาฝุ่นพิษที่ไม่ได้มีต้นตอแค่ในประเทศไทย นี่จะไม่ได้ประโยชน์แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะ เป็นประโญชน์อย่างมาก ในเวทีการเจรจาอาเซียนเรื่องการจัดการปัญหาฝุ่นพิษในอนาคตอีกด้วย 


ภัทรพงษ์ขอให้หยุดให้ประโยชน์กับกลุ่มนายทุน แก้ระเบียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ตอนนี้แม้จะมีการประกาศห้าม นำเข้าข้าวโพดเผา แต่ก็เปิดช่องให้ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเอง นำเข้ากันง่ายๆ ไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่ หรือ supply chain เลย ท่านต้องแก้ระเบียบตรงนี้ ให้ผู้นำเข้าต้องระบุทั้ง supply chain เพื่อแก้ปัญหาที่ตอนนี้ เราตรวจสอบได้แค่บริษัทไหนนำเข้าโดยตรงด้วยตนเองเท่าไหร่ แต่เราตรวจสอบไม่ได้เลย ว่าที่เขาอ้างว่ารับซื้อภายในประเทศ เป็นการรับซื้อจากบริษัทที่นำเข้าข้าวโพดเผามาอีกทีหรือไม่ ปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.5 ล้าน ตันที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน มีปลายทางไปกระจุกอยู่ที่ตรงไหน และต้นตอมีการเผาหรือไม่ เราตรวจสอบ ตรงนี้ไม่ได้เลย แก้ระเบียบนี้ แล้วหยุดเอื้อนายทุนได้แล้ว กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เราต้องตรวจสอบกันทั้ง supply chain กับวิกฤตในตอนนี้


ตนขอเรียกร้องข้อเสนอจากพรรคประชาชนไปยังคณะรัฐมนตรี ผ่านญัตติด่วนนี้ พร้อมกับการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนในประเด็นการแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างครอบคลุม โดยหัวหน้าพรรคประชาชน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะมาสรุปข้อเสนอทั้งหมดของญัตตินี้ 


ภัทรพงษ์ทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ ตนขอให้อนุทิน ชาญวีรกูล อายกับค่าฝุ่น PM2.5 ที่ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของโลก เหมือนกับที่อายดัชนีการทุจริตของประเทศ ตนขอให้อนุทิน อายกับการที่ไม่ทำงาน ปล่อยปละละเลย จนทำให้ฝุ่นพิษรุนแรงขนาดนี้ หลังญัตติด่วนของพรรคประชาชนในวันนี้ ตนหวังว่า อนุทินจะมียางอาย แล้วมาแก้ปัญหาให้กับประชาชน ภาคเหนือสักที 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฝุ่นพิษ #PM25

พรรคประชาชนสังเกตการณ์เกณฑ์ทหารวันแรก จี้รัฐบาลดูแลสวัสดิการทหาร–เอาผิดซ้อมทรมานถึงผู้บังคับบัญชา เปิดโครงการ “กองทัพเข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย” รับเรื่องร้องเรียนพลทหารถูกละเมิดสิทธิผ่านไลน์ OA


พรรคประชาชนสังเกตการณ์เกณฑ์ทหารวันแรก จี้รัฐบาลดูแลสวัสดิการทหาร–เอาผิดซ้อมทรมานถึงผู้บังคับบัญชา เปิดโครงการ “กองทัพเข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย” รับเรื่องร้องเรียนพลทหารถูกละเมิดสิทธิผ่านไลน์ OA


วันที่ 1 เมษายน 2569 พรรคประชาชน นำโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพมหานคร เขต 8, ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 23 และ นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ เดินทางไปที่อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนวัดธรรมมงคล เขตพระโขนง เพื่อร่วมสังเกตการณ์การเกณฑ์ทหารวันแรก 


วิโรจน์กล่าวว่า ภารกิจแรกของพรรคประชาชนคือการติดตามสวัสดิการและการดูแลทหาร ทั้งพลทหาร ทหารทุกชั้นยศ ทหารพราน รวมถึงทหารตระเวนชายแดนที่ไปปฏิบัติภารกิจการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งหลายคนเกิดความสูญเสีย ตอนนี้รัฐบาลได้ดูแลกลุ่มคนเหล่านี้อย่างครบถ้วนหรือยัง เราลืมบุคคลเหล่านี้ไม่ได้ โดยตอนที่ตนเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารได้จัดทำรายชื่อบุคคลกลุ่มนี้ไว้ และ สส. พรรคประชาชนจะติดตามต่อผ่านกลไกกรรมาธิการการทหาร


ส่วนนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เรียกว่า “ทหารอาสา” สส. พรรคประชาชนจะจับตาว่าที่พัฒนาทหารอาสาไปเป็นทหารอาชีพนั้น การจัดจ้างหรือเงินเดือนจะเป็นอย่างไร ปีนี้จะเป็นการเกณฑ์ทหารแบบเดิมเป็นปีสุดท้ายใช่หรือไม่ ส่วนปีหน้าจะเดินหน้าโครงการทหารอาสา มีความคืบหน้าและความชัดเจนอย่างไร


ส่วนนโยบายของพรรคประชาชนใช้ชื่อว่า “ทหารอาชีพ” มีสัญญา 4 ปี มีความชัดเจนและเป็นกลไกที่ทำได้อยู่แล้ว แต่ที่จะต้องกล้าทำจริงคือกรณีทหารเกณฑ์หรือทหารกองประจำการ หลังจากการฝึกแล้ว หลายหน่วยงานไม่จำเป็นที่จะต้องให้บุคคลเหล่านี้ดูแลค่ายทหารเลย แต่ควรให้ทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับได้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำงานในฐานะทหารอาชีพกับการกลับบ้านไปดูแลครอบครัว ไม่ต่างจากคนที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ทำให้ทหารมีความเป็นอาชีพมากขึ้น ไม่ใช่กลายเป็นเข้าไปอยู่ในค่ายทหารแล้วถูกสั่งให้ทำอะไรก็ได้ หากเป็นช่วงที่มีการฝึกหรือปฏิบัติภารกิจภาคสนาม ก็ไม่ต้องกลับ ซึ่งปกติก็ไม่ได้มีบ่อย 


นอกจากนี้ต้องย้ำว่าเรามี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับให้บุคคลสูญหาย หรือที่เรียกว่า พ.ร.บ.อุ้มหาย แล้ว ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พ.ร.บ. ดังกล่าว รัฐบาลและผู้บัญชาการเหล่าทัพจะบังคับใช้อย่างจริงจัง และสิ่งที่ควรบังคับใช้ด้วยคือหากมีการซ้อมทรมาน มีการกระทำที่อยุติธรรมต่อพลทหาร จะต้องไม่ใช่แค่ลงโทษนายทหารที่กระทำเท่านั้น ตัว พ.ร.บ. ดังกล่าวยังมีมาตราที่เอาผิดต่อระดับผู้บังคับบัญชา ที่ต้องรับโทษกึ่งหนึ่งได้ด้วย แต่เราไม่เคยใช้มาตรานี้อย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนจะติดตามและเรียกร้องอย่างจริงจัง


เช่น ถ้าเอาพลทหารไปใช้งานเป็นคนรับใช้ หรือใช้งานรับจ้างหาเงินให้นาย ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ก็สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ แต่ส่วนใหญ่เรามักเจอแต่การดำเนินการทางวินัย ทั้งที่เป็นความผิดทางอาญาแล้ว ดังนั้นถ้ารัฐบาลประกาศชัดเจน แสดงความมุ่งมั่นว่าเอาจริง จะทำให้พลทหารรวมถึงทหารชั้นผู้น้อยมีความมั่นใจมากขึ้น


ด้าน กิตติพงษ์ กล่าวว่า วันนี้พรรคประชาชนเปิดโครงการ “กองทัพเข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย” เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากญาติพี่น้องและพลทหารผ่าน LINE OA ของพรรค ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ สิทธิของพลทหาร หรือการละเมิดสิทธิอื่น ๆ โดยเฉพาะการซ้อมทรมาน ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีหลายกรณีที่พรรคประชาชนกำลังติดตาม จึงหวังให้โครงการนี้ช่วยรักษาสิทธิ์ของพลทหารทุกคน


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นหน้าตาของรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่แล้ว คิดว่าจะสามารถผลักดันงานกิจการด้านการทหารได้มากน้อยแค่ไหน วิโรจน์กล่าวว่า สิ่งที่พวกตนพูดไปวันนี้ รัฐมนตรีคนใหม่ทราบอยู่แล้ว ขึ้นอยู่ว่าจะลงมือทำหรือไม่ ขอให้ไปดูนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก็ได้ โดยเฉพาะกลไกทหารอาสาและการรับสมัครให้ถูกต้อง สร้างอำนาจการคัดเลือกให้กองทัพได้ทหารที่ดีเข้าไปทำงานและดูแลสวัสดิภาพของทหารอย่างดี การบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย ก็เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความจริงจังของผู้นำ ขอฝากถึงท่านว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เกณฑ์ทหาร #กองทัพ

 








เครือข่ายแรงงานฯ ร้องพรรคประชาชน จี้ ครม. เร่งดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานค้างท่อเข้าสภาฯ

 


เครือข่ายแรงงานฯ ร้องพรรคประชาชน จี้ ครม. เร่งดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานค้างท่อเข้าสภาฯ


วันที่ 1 เมษายน 2569 เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โดยมีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อเรียกร้องให้เร่งนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับมีเวลาพักผ่อน และฉบับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยด่วน


นายบัณฑิต ป้อมวิเศษ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า กังวลว่าร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้งสองฉบับจะถูกหลงลืมและไม่ถูกหยิบยกมาเสนอในสภาฯ ซึ่งขณะนี้ยังค้างการพิจารณาในวาระ 1 และรอเข้าสู่วาระ 2 เพราะมีการยุบสภาไปก่อน โดยขอให้พรรคฝ่ายค้านและพรรคฝ่ายรัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้


1.การแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับที่ผ่านกระบวนการขั้นตอนของฝ่ายบริหารและฝ้ายนิติบัญญัติ จนได้พิจารณาแล้วเสร็จในวาระที่ 1 เพื่อเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 มีการใช้งบประมาณในการแก้ไขกฎหมายที่ใช้เงินงบประมาณจำนวนมากอีกทั้งใช้


ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยการพิจารณาแก้ไขในทุกภาคส่วน รวมถึงการใช้เวลาในการพิจารณาจนได้ร่างการศึกษา รายงานที่จะนำเสนอต่อไปในรัฐสภาวาระ 2 และ 3 เพื่ออกมาเป็นกฎหมายให้ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศได้ยกระดับ


การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ในการเพิ่มประชากรที่มีคุณภาพบุคคลากรไปอนาคต อีกทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงานและการจ้างงานในอนาคต


2.ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้ง 2 ฉบับ ถ้ามีการพิจารณาต่อและสามารถใช้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานและประชาชนโดยรวมให้มีมาตราฐานที่สากลปฏิบัติและยอมรับในการทำงานและการพัฒนาประเทศที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาคน เศรษฐกิจ และสังคม ความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ


"เกรงว่าร่างกฎหมายทั้งสองฉบับที่ผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 และรอเข้าสู่วาระที่ 2 จะถูกหลงลืมหลังจากการยุบสภาครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่กระบวนการพิจารณาในวาระที่ 1 ได้ใช้งบประมาณและทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงใช้เวลาศึกษาจนได้รายงานที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างแรงจูงใจในการจ้างงานในอนาคต ซึ่งหากมีการพิจารณาต่อจนสามารถบังคับใช้ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นสากลและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม" นายบัณฑิต กล่าว


นายเซีย จำปาทอง กล่าวว่า กฎหมายที่ค้างอยู่นี้เป็นความตั้งใจที่ต้องการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาคนทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งภาคประชาชนต้องการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐบาลนำกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมาพิจารณาต่อในวาระที่ 2 และ 3


ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันว่าพรรคประชาชนเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจที่เป็นธรรมซึ่งต้องเติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน โดยนายพริษฐ์ชี้แจงว่ากฎหมายที่ค้างจากสภาชุดเดิมยังไม่ตกไปทันที และสามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด หาก ครม. ใหม่มีมติรับรองภายใน 60 วันนับจากการเปิดประชุมสภาครั้งแรก หรือภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ซึ่งปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียง 40 กว่าวัน จึงขอเรียกร้องให้ ครม. เร่งตัดสินใจรับรองกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมถึง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่จะช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยหากในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้ายังไม่มีความชัดเจน จะมีการติดตามทวงถามอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกินกรอบระยะเวลา พร้อมขอให้ประธานสภาฯ และ สส. ทุกฝ่ายร่วมกันเรียกร้องรัฐบาลในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการสูญเสียโอกาสและเวลาที่ได้พิจารณาไปแล้วในสภาชุดก่อน


ส่วนจะขอให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานผู้แทนราษฎร ช่วยหารือกับรัฐบาลหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายขั้นตอนกฎหมาย ครม.ต้องมีมติ ตนเองจึงขอเรียกร้องไปยังประธานสภาฯ สส.ทุกพรรคทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านให้ร่วมกันเรียกร้องรัฐบาลในเรื่องนี้ เพราะกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สภาฯ ชุดที่แล้วก็ใช้เวลาพอสมควรในการพิจารณา มองว่าจะเป็นการสูญเสียโอกาสเรื่องเวลา หากต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เครือข่ายแรงงาน #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน





"พริษฐ์" ยัน 44 สส. สู้คดีถึงที่สุด ชี้เสนอกฎหมายไม่ควรถูกตัดสิทธิ์การเมือง

 


"พริษฐ์" ยัน 44 สส. สู้คดีถึงที่สุด ชี้เสนอกฎหมายไม่ควรถูกตัดสิทธิ์การเมือง


วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อเอาผิดอดีต สส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน โดยผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากที่ ป.ป.ช. ชุดใหญ่มีมติออกมาแล้ว กระบวนการหลังจากนี้พรรคมีการเตรียมคำร้องหรือข้อต่อสู้อย่างไรบ้าง นายพริษฐ์ระบุว่า ทางพรรคยืนยันว่าการดำเนินการของอดีต สส. ทั้ง 44 คนในการเสนอร่างกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง


โดยพรรคประชาชนจะดำเนินการเต็มที่เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ทั้งในเชิงกฎหมายและสื่อสารกับประชาชนในเชิงสังคม สำหรับขั้นตอนถัดไปคือ ป.ป.ช. จะยื่นเรื่องไปที่ศาล หากศาลรับเรื่องจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่ง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ได้เตรียมมาตรการและคำร้องเพื่อขอต่อศาลว่าหากรับเรื่องแล้ว ไม่ควรนำไปสู่การสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่


"การเสนอชื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาเป็นเรื่องที่ สส. ไม่ว่าพรรคไหนหรือยุคสมัยไหนควรจะกระทำได้ หากเสนอไปแล้วมีฝ่ายใดไม่เห็นด้วย ก็สามารถใช้กระบวนการสภาในการพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่างได้ และท้ายที่สุดหากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย กฎหมายนั้นก็ตกไปตามกระบวนการ หรือหากมีการโต้แย้งว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็มีขั้นตอนในสภาที่สามารถยื่นเรื่องให้ตีความได้ ดังนั้นการเสนอชื่อกฎหมายไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องอนาคตของพรรค แต่มันคืออนาคตของประเทศว่าเราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหนที่ต้องมีความกังวลใจในการทำหน้าที่เสนอชื่อร่างกฎหมายเข้าสู่สภา อย่างไรก็ตาม ขอพูดแทนเพื่อน สส. ทั้ง 10 คน ที่ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 ทุกคนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากมี"


ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อต่อสู้เกี่ยวกับประเด็นผู้นำฝ่ายค้านหากมีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายพริษฐ์ชี้แจงว่าประเด็นที่ นพ.วาโย ยื่นไปนั้นเป็นเพียงข้อต่อสู้ในชั้นที่จะมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่เท่านั้น และขอให้ยึดคำชี้แจงของ นพ.วาโย เป็นหลักเพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับข้อเท็จจริง พร้อมกันนี้ยังฝากถึงสังคมว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า สส. ทั้ง 44 คนถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว เพราะตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการยื่นคำร้อง และแม้หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังไม่ใช่บทสรุปว่ามีความผิด ซึ่งต้องต่อสู้กันในชั้นศาลต่อไปซึ่งอาจใช้เวลาพิจารณาอีกระยะหนึ่ง


"มีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมกังวลมากกว่าคือระบบการเมืองไทย หากเหตุการณ์นี้เกิดกับพรรคอื่น ผมก็จะพูดแบบเดียวกันเพราะเป็นหลักการที่ทุกพรรคควรยืนหยัดร่วมกัน"


ผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุมพรรคที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ นายพริษฐ์อธิบายว่าเป็นการประชุมสามัญประจำปีตามปกติเพื่อหารือกับสมาชิกพรรคเกี่ยวกับการทำงานเพื่อประเทศในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ส่วนวาระการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ เช่น หัวหน้าพรรค หรือตำแหน่งอื่น ๆ นั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เคยพูดถึงความเป็นไปได้ในฉากทัศน์ต่าง ๆ ไว้แล้ว แต่ต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการทางกฎหมายก่อน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #มาตรา112

สส.กทม.พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจแก้ปัญหาให้ประชาชน

 


สส.กทม.พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจแก้ปัญหาให้ประชาชน


วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ร.บ.กทม.) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร


โดย ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ครั้งนี้ จะเป็นการแก้ไขโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ของ กทม. ในรอบ 40 ปี โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง แก้ปัญหาเรื้อรังของประชาชนที่ กทม. ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานคร พัฒนาเทียบเท่ามหานครชั้นนำของโลก โดยหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.กทม. มี 6 ประการด้วยกัน คือ


1) บังคับให้หน่วยงานต้องกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ให้ กทม.ตามแผนของคณะกรรมการกระจายอำนาจ


2) ขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ โดยเปลี่ยนจากระบบ positive list ที่ระบุว่า กทม. สามารถทำอะไรได้ในกฎหมาย เป็นระบบ negative list ที่ระบุเฉพาะสิ่งที่ กทม. ไม่ควรทำ เพราะเป็นหน้าที่รัฐส่วนกลาง อาทิ เงินตรา ศาล ทหาร และการต่างประเทศ โดยอะไรก็ตามที่ไม่ได้เขียนห้ามไว้ในกฎหมาย กทม. จะสามารถทำได้ทั้งหมด


3) เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมตัวใหม่ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมโรงแรม ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน และการตั้งนิติบุคคลต่างๆ


4) ปรับให้การเลือกตั้งมีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. เพื่อให้เกิดการพัฒนา กทม. ในระดับเขตอย่างเป็นรูปธรรม


5) ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ในวันเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อประชาชน เพิ่มจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และการประหยัดงบประมาณ


6) เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่างๆ ได้


ในส่วนของ ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาฝุ่น pm 2.5 ชาว กทม. ต้องเผชิญมาทุกปี โดยมีบางส่วนที่มาจากแหล่งกำเนิดภายใน กทม. เอง ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง โดยเฉพาะรถควันดำ แต่ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2568 กทม. ตรวจเจอรถที่ทำความผิด 4,284 คัน แต่ปรับได้จริงเพียง 13 คันเท่านั้น


เพราะปัจจุบัน กทม.มีอำนาจในการควบคุมได้เพียงรถเล็ก แต่รถใหญ่อำนาจอยู่ที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับอำนาจในการจับกุมผู้กระทำความผิดด้านจราจรซึ่งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กทม. มีอำนาจเพียงแค่การเข้าไปตรวจสอบสุขลักษณะเท่านั้น หาก กทม. พบการปล่อยมลพิษก็ไม่ได้มีอำนาจในการยึดใบอนุญาตเองได้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กมม. เพื่อให้ กทม. มีอำนาจในการจัดการเรื่องเหล่านี้


ขณะที่ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าอีกปัญหาที่เป็นปัญหาในทุกเขตคือปัญหาการจราจร ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเป็นไปแบบแต่ละเขตแต่ละ สน. แบบแยกส่วน การแก้ปัญหาเรื่องรถติดไม่สามารถทำได้โดยแต่ละเขตเพียงลำพัง หลายครั้งแต่ละสน. มีนโยบายการกดไฟจราจรที่ต่างกัน อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจอยู่นอกเหนืออำนาจของกทม.แม้กทม.จะใช้กล้อง CCTV AI ซึ่งตรวจพบการกระทำผิดกฎจราจรจำนวนมาก แต่กทม.ไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ จึงต้องการโอนย้ายภารกิจของตำรวจจราจรให้ขึ้นตรงกับ กทม. เหมือนมหานครในต่างประเทศที่ตำรวจจราจรขึ้นตรงกับท้องถิ่น เพื่อให้มีการจัดการอย่างเป็นเครือข่ายและเป็นระบบมากขึ้น


ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าการแก้ไขปัญหาจราจรใน กทม. เกี่ยวพันกับเรื่องระบบขนส่งสาธารณะโดยตรง แต่โครงสร้างทางกฎหมายปัจจุบันทำให้ กทม. ไม่มีอำนาจในการควบคุมสิ่งที่วิ่งอยู่บนถนน พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ กทม. ให้มีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะ บริหารระบบขนส่งมวลชนและขนส่งสาธารณะ โดยไม่ต้องรอการอนุมัติที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งกรมขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแลอยู่


กทม. ย่อมรู้ปัญหาดีที่สุด ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อแบบฟีดเดอร์ไปสู่รถไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ และในอนาคตจะมีการบริหารเพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ประสานงานระหว่างรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการหลายชุดแบบในปัจจุบัน ท้องถิ่นสามารถเริ่มโครงการต่างๆ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า หรือระบบหมุนเวียนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ออกแบบเส้นทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา รวมไปถึงเส้นทางที่ทับซ้อน และเส้นทางที่ขาดระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้นและจัดเก็บรายได้ให้ กทม. ผ่านค่าธรรมเนียม ซึ่งสามารถนำมาอุดหนุนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะให้เดินรถในพื้นที่ห่างไกลหรือเส้นทางขาดทุนได้ และในอนาคตเมื่อมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วมเข้ามา ก็จะทำให้เกิดการใช้ตั๋วใบเดียวในราคาร่วมกัน เชื่อมโยงค่าโดยสารได้จริง


ภูริวรรธก์กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้พรรคประชาชนยังเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ซึ่งจะทำให้ กทม. มีสถานะเป็นนายทะเบียน โอนอำนาจในการออกใบอนุญาตขนส่งต่างๆ มาอยู่ที่ กทม. ทำให้คณะคณะกรรมการขนส่งมีอำนาจในการบริหารที่ครอบคลุมและคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมให้ พ.ร.บ.กทม. มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่เกิดจากระบบราชการได้ดียิ่งขึ้น


ในส่วนของ ธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าปัญหาของ กทม. วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างที่ไม่ทัน แต่ยังมีปัญหาที่กระทบกับชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข หลายคนยังต้องเสียเวลาค่าเดินทางและโอกาสในการรักษา เพียงเพราะต้องต่อคิวรอใบส่งตัว โดยเฉพาะในวันที่ กทม. กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย มีอัตราผู้มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยบุคลากรทางสาธารณสุขทุกสาขาร่วมดูแล ต้องมีระบบใกล้บ้านและระบบส่งต่อที่ไม่ทำให้การรักษาสะดุดลง


กทม. ต้องได้รับการปฏิรูปทั้งระบบสุขภาพ มีบทบาทเป็นแม่ข่ายด้านสุขภาพปฐมภูมิทั้งหมด ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ที่กระจายอยู่ทุกเขตและโรงพยาบาลในสังกัดเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในลักษณะแม่ขาย-ลูกข่าย เชื่อมโยงในเรื่องการดูแล การส่งต่อ และการติดตามการรักษา และเชื่อมต่อระบบการเงินการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการวางแผนบริการสุขภาพของเมืองอย่างจริงจัง ต้องรู้ว่าพื้นที่ไหนมีผู้สูงอายุมาก พื้นที่ไหนมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมาก พื้นที่ไหนขาดเตียง และต้องมีระบบการบริหารติดตามให้ตรงกับความเป็นจริงของในแต่ละพื้นที่


ธัญธรกล่าวต่อไปว่าการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ไม่ใช่เพียงแค่การปลดล็อกอำนาจอย่างเดียว แต่ยังเป็นการกระจายอำนาจและจัดโครงสร้างใหม่ให้ กทม. มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ดูแล้วประชาชนได้ดีขึ้น ตอบสนองปัญหาได้ไวขึ้น และทำให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะบริการสุขภาพเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง


ในส่วนของ ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและสภาพลเมือง ทุกวันนี้ประชาชนชาว กทม. จำนวนมากมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและงบประมาณได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น กทม. มีงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) แต่ก็มีวงเงินจำกัดที่ 200,000 บาทต่อชุมชน และให้กับชุมชนเท่านั้น ทั้งที่ กทม. มีคนหลากหลาย ทั้งอาศัยในหมู่บ้านจัดสรรและตึกสูง คนทุกกลุ่มควรมีส่วนร่วมต่อการใช้งบประมาณของเมือง


การแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ที่พรรคประชาชนเสนอยังต้องการให้มีสิ่งที่เรียกว่าสภาพลเมือง (Townhall) ให้มีการจัดอย่างสม่ำเสมอ และมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำข้อเสนอจากประชาชนมาเป็นนโยบายที่ใช้งานได้จริง สามารถให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมถึงถอดถอนผู้บริหารทางออนไลน์ได้


ทางด้าน ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้ว่าราชการ กทม. คนเดียวไม่สามารถดูแลประชาชนทั้ง 6,000,000 คนได้ เพราะโครงสร้างทางกฎหมายไม่ได้โอนถ่ายอำนาจและภารกิจให้ กทม. รับผิดชอบ ทุกครั้งที่มีการร้องเรียนผ่านช่องทางแทรฟฟี่ ฟองดูว์ ก็มักจะมีการโอนเรื่องให้หน่วยงานต่างๆ แต่ไม่สามารถปิดจบการแก้ปัญหาได้


บางเขตของ กทม. มีประชากร 200,000 คน มี ส.ก. ดูแลคนเดียว บางเขตชั้นในมีประชากร 30,000 คน ก็มีส.ก.หนึ่งคนเท่ากัน โดยงบประมาณแต่ละเขตไม่ได้ตามสัดส่วนประชากร ทำให้การจัดการไม่มีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่ง กทม.ออกเป็นสองชั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ดีมากขึ้น เป็นระดับ กทม. ในภาพรวม และระดับเขต ให้มีโครงสร้างมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนอย่างรวดเร็วขึ้น


ภัณฑิลกล่าวต่อไปว่าจากปัญหาที่ประชาชนชาว กทม. ได้รับในปัจจุบัน ผู้ว่าราชการ กทม.เพียงลำพังไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้จบได้ ตราบเท่าที่ พ.ร.บ.กทม. ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้ผู้ว่า กทม. ทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน ก็แก้ปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องไม่ได้ เพราะปัญหาจำนวนมากไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการ กทม.ในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน











พรรคประชาชนนับหนึ่งศึกเลือกตั้งเมืองพัทยา “เท้ง” นำทัพช่วยหาเสียง “เอิง นิศามาศ” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เปิดแคมเปญ “พัทยาเพื่อทุกคน”

 


พรรคประชาชนนับหนึ่งศึกเลือกตั้งเมืองพัทยา “เท้ง” นำทัพช่วยหาเสียง “เอิง นิศามาศ” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เปิดแคมเปญ “พัทยาเพื่อทุกคน”


วันที่ 31 มีนาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางไปที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ช่วยหาเสียงให้กับ นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ “เอิง” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน พร้อมเปิดแคมเปญ “พัทยาเพื่อทุกคน” ประกาศความพร้อมของพรรคประชาชนในการลงสนามเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา


โดยณัฐพงษ์และนิศามาศได้พบปะทักทายประชาชนที่ค้าขายและสัญจรในพื้นที่ชุมชนนาเกลือและบริเวณตลาดลานโพธิ์ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ประชาชนได้ขอถ่ายภาพและให้กำลังใจนิศามาศในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหากนิศามาศได้รับเลือกตั้งจะเป็นนายกเมืองพัทยาผู้หญิงคนแรก


นิศามาศ กล่าวว่าการประกาศแคมเปญ “พัทยาเพื่อทุกคน” เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของตนว่าต้องการเป็น “นายกพัทยาของทุกคน ไม่อยู่ใต้เงาใคร” มุ่งพัฒนาเมืองพัทยาอย่างทั่วถึง ไม่ใช่เฉพาะบริเวณชายหาดและแหล่งท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมถึงชุมชน ผู้ค้าขาย และคนทำมาหากินในทุกพื้นที่ ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้าง 3 เมือง” ได้แก่ เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว และเมืองน่าลงทุน โดยนโยบายเรือธงจะครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาย่านนาเกลือให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทางเท้าปลอดภัย ระบบสวัสดิการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ไปจนถึงการบริหารงานเมืองอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามแนวทางของพรรคประชาชน


ประวัติ นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนเซนต์ปอลคอนแวนต์ ศรีราชา, ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา, ปริญญาโท บริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา และปริญญาเอก สาขาการพัฒนาองค์การและการจัดการสมรรถนะของมนุษย์ มหาวิทยาลัยบูรพา


ประวัติการทำงาน ผู้ประสานงานฝ่ายขาย โรงแรมเดอะซายน์ พัทยา, ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท รวมโชคพัฒนา พัทยา จำกัด, คณะกรรมการวิจัยการบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศในการประเมินศักยภาพพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงทำงานในกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหลายชุด ได้แก่ เลขานุการกรรมาธิการการท่องเที่ยว, กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่งฯ, เลขานุการกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด และ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการคมนาคม


ทั้งนี้พรรคประชาชนจะเปิดตัวผู้สมัครนายกเมืองพัทยาและผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) ทั้ง 24 คนอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นายกเมืองพัทยา











วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

หลัง ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี 44 สส. ‘ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน’ ยืนยันการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจที่แท้จริงของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ขอเดินหน้าสู้ต่อไป แม้นิติสงครามพยายามแช่แข็งฉุดรั้งประเทศ

 


หลัง ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี 44 สส. ‘ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน’ ยืนยันการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจที่แท้จริงของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ขอเดินหน้าสู้ต่อไป แม้นิติสงครามพยายามแช่แข็งฉุดรั้งประเทศ


วันนี้ 31 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า จากรายงานข่าวที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันนี้


ขอยืนยันอีกครั้งว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ - ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ - การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง


สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไป ผ่านกระบวนการนิติสงคราม


แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแช่แข็งและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปแค่ไหน ผมและเพื่อนร่วมพรรคจะยังคงเดินหน้าต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่ อย่างสุดกำลังความสามารถ ไม่ว่าในอนาคตศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำตัดสินผลเป็นแบบใด


เวทีที่สำคัญต่อจากนี้ คือ การอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล และญัตติสำคัญเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่ภาคเหนือและใกล้พื้นที่เคียง ที่พวกเราเตรียมเสนอในสภาในวันพรุ่งนี้


ผมหวังว่าประชาชนคนไทยทุกคน จะช่วยกันเรียกร้องระบบนิติรัฐ-นิติธรรม ที่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมืองโดยละเว้นพวกพ้อง มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เข้มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชนไปด้วยกันครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #มาตรา112 #นิติบัญญัติ #แก้กฎหมาย