วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“พริษฐ์” เปิดข้อสังเกตเพิ่มเติมคดีโกงเลือกสว.จากหลักฐานคลิปเสียง โยงนายกท้องถิ่น หนองคาย จี้ชี้แจง ย้ำคำถามถึง กกต. ก่อน ลงมติ 31 ส.ค. คาดเตรียมเป่าคดี

 


“พริษฐ์” เปิดข้อสังเกตเพิ่มเติมคดีโกงเลือกสว.จากหลักฐานคลิปเสียง โยงนายกท้องถิ่น หนองคาย จี้ชี้แจง ย้ำคำถามถึง กกต. ก่อน ลงมติ 31 ส.ค. คาดเตรียมเป่าคดี 


เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดกิจกรรม “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน : แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ในช่วงท้ายของงานเสวนา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้กล่าวสรุปถึงคดีทุจริตกระบวนการเลือก สว.


โดยระบุว่าเรื่องนี้ไม่สามารถแยกออกจากปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ 2560 และองค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชนได้ หากมองกระบวนการโกง สว. สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ฉาก ตั้งแต่การวางแผนเพื่อยึดเสียงในวุฒิสภา การจัดตั้งและชักชวนผู้สมัครเข้าสู่เครือข่าย การรวมตัวกันตามศูนย์ทำโพยก่อนการเลือกระดับประเทศ การใช้โพยกำกับการลงคะแนนในวันเลือกระดับประเทศ และการรวมตัวของ ส.ว. ที่ได้รับเลือกเพื่อกำหนดทิศทางการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาก่อนเริ่มทำงาน


กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นคู่ขนานกับการทำงานของ กกต. ซึ่งสามารถมองได้เป็นอีก 5 ฉาก ตั้งแต่การออกระเบียบที่อาจไม่รัดกุมเพียงพอต่อการป้องกันการทุจริต การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่ถูกตั้งคำถาม การปล่อยปละละเลยต่อการใช้โพยในวันเลือก การดำเนินคดีที่ล่าช้าหลังการเลือก ไปจนถึงข้อกังวลว่า กกต. อาจยุติคดีโดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าทั้งสองกระบวนการเกิดขึ้นคู่ขนานโดยความบังเอิญ หรือมีการรู้เห็นเป็นใจหรือสมรู้ร่วมคิดกันในบางระดับ ซึ่งเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องตรวจสอบต่อไป


พริษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงคดีฮั้ว สว. ว่า คาดว่า กกต. จะมีการลงมติในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคมนี้ ซึ่งฝ่ายค้านก็จะจัดกิจกรรมในวันที่ 29-30 สิงหาคม เพื่อเป็นการทิ้งทวน ก่อนที่ กกต. จะมีมติ ซึ่งคาดว่า กกต. อาจจะมีการเป่าคดี หลังปล่อยปละละเลยให้กระบวนการฮั้ว สว. เกิดขึ้นได้


พริษฐ์อธิบายว่า เหตุผลที่เลือกจัดกิจกรรม ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันนี้ เนื่องจากตามคำให้การของพยานบุคคลหลายคน สถานที่ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในศูนย์ทำโพย ที่ใช้รวมตัวผู้สมัคร สว. ก่อนการเลือกระดับประเทศในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 จากข้อมูลที่รวบรวมได้ พบว่ามีสถานที่หลายแห่งในพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก และสมุทรสาคร ที่ถูกกล่าวอ้างว่าใช้เป็นจุดรวมตัวของผู้สมัครจากหลายจังหวัด โดยเมื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากพยานแต่ละรายเข้าด้วยกัน จะสามารถเห็นเครือข่ายของผู้สมัครและสถานที่ได้ชัดเจนขึ้น


ในกรณีโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ มีพยานให้ข้อมูลว่าผู้สมัครจากสุโขทัยและนครพนมเคยมารวมตัวที่นี่ ขณะที่ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งเชื่อมโยงไปถึงบุคคลซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภาบางราย จากหลักฐานที่เคยนำเสนอในสภาก่อนหน้านี้ รวมถึงคลิปเสียงโทรชักชวนและเสนอผลประโยชน์ให้ผู้สมัคร สว. รายอื่นเข้าร่วมเครือข่าย หลายฝ่ายชี้ว่าบุคคลในคลิปอาจเป็น สิทธิกร บุญมาก สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับที่ตนเคยนำเสนอข้อมูลเส้นทางการเงินเกี่ยวกับการซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัครรายอื่น และมีพยานหลายคนให้ข้อมูลว่าได้พบเห็นที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ในช่วงวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 นอกจากนี้ ตามคำให้การของพยาน มีสมาชิกวุฒิสภาและนักการเมืองบางรายจากจังหวัดนครพนมปรากฏตัวที่โรงแรมดังกล่าวในช่วงเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง


พริษฐ์ชี้ว่า จากคลิปเสียงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดตั้งผู้สมัคร สว. ที่เคยเผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ จึงขอตั้งคำถามว่าบุคคลผู้เป็นเจ้าของเสียงในคลิปดังกล่าวคือ ว่าที่ร้อยตรี วิทยา คำพวง นายกเทศมนตรี ต.โพนสา จ.หนองคาย หรือไม่ แม้ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาและคำถามที่ต้องพิสูจน์เพิ่มเติม หลักฐานส่วนแรกคือภาพจากช่วงท้ายของคลิปที่เห็นบุคคลบางส่วน ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพของวิทยาแล้วมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งบุคคล สถานที่ และองค์ประกอบภายในห้อง


ส่วนที่สองเป็นการเปรียบเทียบเสียงจากคลิปที่เป็นประเด็นกับคลิปที่วิทยาเคยพูดในที่ประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งพริษฐ์ เห็นว่ามีลักษณะเสียงใกล้เคียงกันในระดับที่สมควรตั้งคำถามเพิ่มเติม หลักฐานอีกส่วนหนึ่งเป็นคำให้การของพยานรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ได้เข้าพักที่โรงแรม B2 รังสิต จ.ปทุมธานี และถูกเรียกไปรวมตัวกับผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศอีกหลายคน โดยมีบุคคลที่พยานเรียกว่า ‘นายกวิทยา’ เป็นผู้พูดคุย และกล่าวอ้างว่ามีเครือข่ายผู้สมัครทั่วประเทศประมาณ 1,700 คน พร้อมให้ผู้สมัครจดหมายเลขบุคคลที่จะต้องเลือกตามที่กำหนดไว้


พริษฐ์ระบุว่าเมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปตรวจสอบกับหลักฐานการจองโรงแรม พบการจองห้องพักที่โรงแรม B2 ในช่วงวันที่ 25-26 มิถุนายน 2567 จำนวน 2 รายการ โดยชำระเงินผ่านบัญชีชื่อ ว่าที่ร้อยตรี วิทยา คำพวง รวม 8 ห้อง และเมื่อพิจารณารายชื่อผู้เข้าพักที่รวบรวมได้ทั้งหมด 12 รายชื่อ พบว่าอย่างน้อย 8 รายเป็นผู้สมัคร สว. ทำให้ต้องตั้งคำถามต่อวิทยาว่าเป็นบุคคลในคลิปดังกล่าวหรือไม่ หากใช่ เหตุการณ์และคำพูดที่ปรากฏในคลิปหมายถึงอะไร และมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทางการเมืองหรือพรรคการเมืองใดหรือไม่


วิทยา ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ต.โพนสา จ.หนองคาย ได้โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์และกิจกรรมในพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์หรือความใกล้ชิดกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยบางราย แม้ความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวยังไม่สามารถใช้สรุปได้ว่าพรรคการเมืองหรือบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. ที่ถูกกล่าวหาได้ แต่ก็เป็นข้อมูลที่ทำให้สามารถตั้งคำถามเพิ่มเติมถึงระดับความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงทางการเมืองของบุคคลในคลิปได้


ในช่วงท้ายพริษฐ์กล่าวถึงมติของ กกต. ที่สังคมกำลังจับตา โดยระบุว่าหลักเกณฑ์ที่ กกต. ต้องใช้พิจารณาไม่ได้สูงถึงระดับเดียวกับการพิสูจน์คดีในศาลว่าต้องสิ้นข้อสงสัย แต่หากมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต’ กกต. ก็มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาต่อแล้ว


คดีเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. ไม่ใช่เป็นเพียงคดี แต่สัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองทั้งระบบ เพราะหากกลุ่มการเมืองสามารถควบคุมเสียงในวุฒิสภาได้ ก็ย่อมมีอำนาจสำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง ในทางกลับกัน หากการยึดกุมวุฒิสภาทำสำเร็จและสามารถมีอิทธิพลต่อที่มาขององค์กรตรวจสอบได้ ระบบดังกล่าวก็อาจย้อนกลับมาเป็นเครื่องมือสกัดกั้นการตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. เอง การตรวจสอบคดีดังกล่าวจึงมีความสำคัญมากกว่าการชี้ว่าใครกระทำผิดในกระบวนการเลือก สว. เท่านั้น แต่เป็นการตรวจสอบกลไกที่อาจนำไปสู่การรวบอำนาจและลดทอนประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบถ่วงดุลทั้งระบบ


“การโกง สว. มันเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบการเมืองที่รวบอำนาจ เพราะถ้ากลุ่มการเมืองใดคุมเสียง สว. ได้ ก็สามารถชี้ขาดได้ว่าใครจะเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระต่างๆ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบทางการเมือง หากทำสำเร็จระบบที่รวบอำนาจแบบนี้ก็เป็นเครื่องมือในการสกัดกั้นการตรวจสอบคดีโกง สว. เช่นกัน” พริษฐ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั้วสว #โกงเลือกสว #กกต #สั่งฟ้องสว









วงเสวนา "ฝ่ายค้าน" ชำแหละ คดีโกง สว.ชี้ปัญหาประเทศทั้งการเมือง-เศรษฐกิจโยงโครงสร้างการเมือง–องค์กรแต่งตั้ง ด้าน 'ทวี' ชี้คดีโกงสว.เป็นจุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

 


วงเสวนา "ฝ่ายค้าน" ชำแหละ คดีโกง สว.ชี้ปัญหาประเทศทั้งการเมือง-เศรษฐกิจโยงโครงสร้างการเมือง–องค์กรแต่งตั้ง ด้าน 'ทวี' ชี้คดีโกงสว.เป็นจุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ 


วันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 9.30 น. ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน: แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงาน และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร่วมวงเสวนา เรื่อง ปัญหาของสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และคดีโกง สว.


พ.ต.อ.ทวี กล่าวตอนหนึ่งในเวที สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน: แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล”ว่า  


ปัญหาในประเทศมีมากมายโดยเฉพาะการคอร์รัปชัน มีอยู่ 2 คำที่คนมักนิยมพูดคือกำแพงกับสะพาน คนอยู่หลังกำแพงคือคนติดคุก การสร้างกำแพงสูงคือต้องการจะสร้างคุกให้ ตนจึงนิยมให้สร้างสะพาน ประชามติเกิดขึ้นแล้ว แต่บ้านเมืองเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเราต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้ได้ ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และต้องมีความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเพราะเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดยังไม่เกิด และเรายังไม่ได้ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 16 หมวดที่เกิดขึ้นใหม่เหมือนรัฐอิสระทั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รวมถึงหมวดปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ในห้องประชุมเขาบอกว่ายุทธศาสตร์ชาติคือทรราชกับอนาคตโดยอาจารย์จากจุฬาฯ ซึ่งเมื่อมีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติมายึดอำนาจ แต่ไม่มีการพูดถึงทุนมนุษย์ในท้องถิ่น แต่เป็นความมั่นคงของรัฐที่ไม่เห็นความมั่นคงของมนุษย์


แม้กฎหมายจะดีที่สุดอย่างไร แต่หากคนไม่ซื่อสัตย์ ไม่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้นจะยาก อย่างไรก็ตาม สว. หรือองค์กรนี้เป็นผู้จัดคนมาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่ง สว. ยังมีอำนาจพิเศษอีกคือ ผู้เป็นประธานตุลาการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบ ปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประธานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงกรรมการอีกมากมายต้องได้รับเลือกจาก สว. จึงทำให้คิดได้ว่าเป็นไปตามหนังสือที่ตนได้มาเรื่องโกง สว. คือจุดเริ่มต้นกินรวบประเทศไทย


วันนี้ตนคิดว่ากกต.ต้องไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ มาตรา 266 ระบุว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรืออะไรก็ตาม หากทำให้การเมืองไม่สุจริตให้ส่งศาลฎีกาเลย และในวรรค 1 ยังกำหนดว่าหากรับรองไปแล้วให้ศาลฏีกาให้สำนวนสืบสวนและไต่สวนของ กกต.มาพิจารณา โดยสำนวนสืบสวนและไต่สวนของอนุฯ ชุดที่ 26 ไม่ใช่ความเห็นของเลขาฯ หรือคนที่ไม่ได้สืบสวน ไต่สวน เพื่้อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมได้ นั่นคือ กกต.จะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้ ทั้งนี้ ใบรอบเช้าหรือรอบบ่ายใบเลือกตั้งเหมือนกันหมด กกต.ไม่ต้องดูอะไรเลย ดูแค่คะแนนก็รู้แล้วว่ามีหลักฐานอันเชื่อว่าไปใช้สิทธิไม่สุจริต ซึ่งหากเอาแค่นี้มาดูก็สามารถตัดไปได้ 140 คนแล้ว เรื่องนี้กกต.ไม่ใช่ศาล เขาส่งหลักฐานให้หมดแล้วแต่คุณมาแก้ข้อกล่าวหา ตนไม่ได้กล่าวหาว่าสว.ผิดหรือถูก ต้องให้ศาลพิสูจน์ ซึ่งหากกกต.ตัดส่งแค่บางคน ตนคิดว่าเรามี 2 ช่องคือผู้สมัครที่เป็นผู้เสียหายสามารถไปร้องทุกข์ได้ และเราต้องกล้ายื่นเรื่องภายใน 3 วันว่าเรื่องไม่ชอบเพื่อส่งให้ศาลฎีกา


ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกะทรวงมหาดไทย ประชาชนรู้สึกว่าการเมืองไปไม่ได้ การทุจริตจบด้วยการรัฐประหาร แต่เมื่อมีการรัฐประหารก็จะมีการทุจริต วนอยู่แค่นี้ ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ต้องการให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้มากขึ้น รวมถึงมีองค์กรอิสระเพื่อมาตรวจสอบถ่้วงดุล ทั้งนี้ตนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ทำลายระบอบการเมืองทำให้พรรคการเมืองและประชาธิปไตยอ่อนแอ นี่คือความต้องการของพวกเขา ในเมื่อสว.ที่มาจากระบบที่เลือกกันเองไม่ได้มาจากประชาชน ตนจึงมองว่าเราต้องแก้ที่มาของสว. เพราะท้ายที่สุดสว.ก็เป็นต้นกำเนิดและทำคลอดองค์กรอิสระ ทำคลอดสิ่งสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะมาลงโทษคนที่ทำคลอดเขา ซึ่งเรื่องการฮั้ว สว.คงจะมีการส่งศาลบ้างเพื่อลดกระแสสังคม เห็นได้จากการพิจารณาที่มีการตั้งธงไว้ตั้งแต่ต้นให้สอบเป็นรายจังหวัด ซึ่งจะทำให้เราเห็นเส้นเงินของคนตัวเล็กตัวน้อย 


ฉะนั้น เราต้องแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสว.และองค์กรอิสระที่ใช้กฎหมายกดทับประชาชน องค์กรอิสระวันนี้กลายเป็นเป็นอิสระจากประชาชน แต่ขึ้นตรงกับผู้มีอำนาจ แม้เราจะบอกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงแต่กลับส่งเสริมให้มีการทุจริตมากที่สุด ส่งเสริมให้การโกงยั่งรากลึกและยากที่จะจำกัดด้วย ทำให้สิทธิของประชาชนถูกริดรอน ถูกกดทับมากขึ้น มีการสร้างวัฒนธรรมนูญใหม่ ๆ ในการโกงมากขึ้น ป.ป.ช.น้อยครั้งมากที่จะไปแตะนักการเมืองตัวใหญ่ๆ หากจะแก้เรื่องการกินรวบประเทศต้องแก้ 2 โกงก่อนคือ การโกงสว. และการโกงเลือกตั้ง สส. การซื้อเสียงซึ่งหากเราแก้ไม่ได้แปลว่าเราจำยอมให้คนมีอำนาจและมีเงินซื้อประเทศไทยไป ฉะนั้น ย้ำว่าต้องแก้ที่มาสว. อำนาจที่ล้นเกินของสว. ที่มาขององค์กรไม่อิสระต่าง ๆ และไปแก้ให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อสามารถถอดถอนองค์กรอิสระและนักการเมืองที่มีความประพฤติที่มิชอบ รวมถึงสามารถถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ฝากให้มีป.ป.ช.ภาคประชาชนตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ เพราะเราจำเป็นต้องคืนอำนาจให้ประชาชน 


“น่าจะมีประเทศไทยประเทศเดียวที่เอาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวพันได้เสียมาเป็นผู้พิจารณาในคดีที่เกี่ยวพันกัน น่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบแบบนี้อยู่ มันไม่ควรเกิดขึ้นในระบบต้นทางของกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ ดิฉันอยากเห็นองค์กรอิสระ กกต. ได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรมจริง ๆ และเป็นห่วงจริงๆว่าสิทธิการประชาชนและผู้เสียหายยังสามารถที่จะฟ้องร้องท่านได้เป็นห่วงว่าจะมาติดคุกตอนแก่ ประเทศนี้แปลกๆ ฉะนั้น จึงต้องส่งเสียงเชียร์ให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว


ขณะที่ นายสาทิตย์ ย้ำว่า ในอดีตอาจเป็นการรัฐประหารหรืออำนาจนิยม ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยสะดุด แต่หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดพัฒนาการใหม่ที่มีพรรคการเมืองที่มีอำนาจนิยมพยายามแทรกแซงอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล ผ่านการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือแทรกแซงองค์กรสื่อมวลชน แต่ยุคหลังมามีความเนียนกว่านั้น หลังการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ 2560 รอบล่าสุดได้พรรคการเมืองที่มีความเป็นอำนาจนิยมยิ่งกว่าในอดีต ที่มีกลไกเทคนิคยึดครององค์กรอิสระ นอกจากแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งแล้ว ยังมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้วหรือโกง สว. ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แนวโน้มในอดีตพรรคการเมืองอำนาจนิยมเข้าไปยึดกุมการตรวจสอบถ่วงดุล มีความชัดเจนผ่านการแต่งตั้งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเข้าไปยึดกุมกระบวนการเลือก สว.ได้ ยังยึดครองอำนาจนิติบัญญัติได้ทั้งหมดผ่านโพย ถือเป็นวิกฤตประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด 


สภาพที่มีกระบวนการเลือกตั้งที่มีประชาธิปไตยเงินสดเข้าไปยึดกุมเจตจำนงเสรีประชาชนในการเลือกตั้ง เมื่อกระบวนการเลือกตั้งจบ ก็ทำให้ สส.ไม่มีเจตจำนง ไม่ได้คิดถึงประชาชน กลายเป็น Zombie Democracy หรือประชาธิปไตยผีดิบ ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยในการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวไปถึงจุดนั้นอย่างชัดเจน แม้จะมีสูตรสีต่าง ๆ แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ย้ำว่า คดีการฮั้ว สว.เป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลเริ่มต้นที่ สว. แต่จากการเปิดหลักฐานพยานการฮั้ว สว.ที่ผ่านมา สะท้อนว่าเป็นการจัดการที่ขาดความสุจริตอย่างแท้จริง 


กกต.ไม่มีทางเลือกอื่นจะต้องส่งเรื่องการฮั้วสว.ไปยังศาลฎีกา เพื่อพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพราะหาก กกต. 4 คน มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นบุคคลที่สว.โหวตเลือกมา ถ้ากกต. 4 คนดังกล่าวใช้ดุลยพินิจในการลงมติให้เป็นคุณกับคดี จะเกี่ยวโยงกับ ป.วิ ปกครอง หรือ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวมถึงเรื่องจริยธรรม หากส่งคดีไปยังศาล กกต. 4 คน จึงจะรอดจากการมีส่วนได้ส่วนเสียครั้งนี้ ซึ่งตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 76 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และ สส.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือช่วยเหลือผู้สมัคร สว.ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก โทษปรับ และการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อมีหลักฐานการเข้ามาเกี่ยวข้องของพรรคการเมือง ย้ำว่ากกต.ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น 


“ทางออกของปัญหาวังวนประชาธิปไตย หากศาลฎีกาฯ พิพากษาแล้วว่าผิด การเลือก สว.จะต้องเป็นโมฆะ และพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษ เพื่อเริ่มต้นให้กระบวนการทุกอย่างกลับมาเข้าร่องเข้ารอย และเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ให้มีการเลือก สว.พิสดารเช่นนี้อีกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประเทศก็จะค่อย ๆ พ้นจากการเป็นประชาธิปไตยผีดิบ และเชื่อว่าหากคนผิดครั้งนี้ถูกลงโทษ กลุ่มอำนาจนิยมก็จะมีบทเรียนต่อการพยายามกินรวบประเทศไทย” นายสาทิตย์ กล่าวและว่า


ขอฝากถึงนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนกับนายพริษฐ์ ขู่กกต. ตนไม่ได้ขู่ ตนพูดจริง พรรคประชาธิปัตย์เคยสู้กับกกต. และทำให้กกต. ติดคุกมาแล้ว ฉะนั้น จึงมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ทัั้งนี้ เมื่อมีการพิจารณาจากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการที่เรียกว่าฮั้วสว. หรือโกงสว. นั้น มีคำถามใหญ่เกิดขึ้นคือกกต. บางส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการโกงสว. หรือไม่ ซึ่งมีร่องรอยมากมายที่จะชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ และกระบวนการแบบนี้คิดกันไว้ก่อนแล้วหรือไม่ ที่สำคัญคือชั้นต้นระดับอำเภอ นอกจากกกต. มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ มีกระทรวงมหาดไทยบางส่วนร่วมกับเขาด้วยหรือไม่ ทั้งหมดจึงเป็นร่องรอยที่มีความผิดปกติและมีข้อพิรุธ ในเวลาที่เราเปิดเรื่องกระบวนการฮั้วโดยพยาน ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีพรรคการเมือง คนของพรรคการเมือง และกลไกทางการเมืองของพรรคการเมืองมาทำให้เกิดขึ้น คุณจะตัดตอนเรื่องนี้ไปที่สว. อย่างเดียวไม่ได้ มีเรื่องของพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างชัดเจน จึงไม่มีทางเลือกเลย โดยข้อสังเกตที่ทำเรื่องไปสู่ศาล ในเวลานี้กกต. แทบไม่เหลือความไว้วางใจจากประชาชนอีกแล้ว ถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ตนว่ากกต. ต้องทำใหม่ทั้งระบบจริง ๆ 


ด้านวีระยุทธ ระบุว่า ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของความไม่ชอบมาพากลหรือความชอบธรรมทางการเมืองเท่านั้น แต่ควรมองต่อไปถึงโครงสร้างขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรกำกับดูแลที่มีอำนาจเพิ่มขึ้นและส่งผลโดยตรงต่อชีวิตทางเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งไม่ควรเรียกองค์กรเหล่านี้ว่า ‘องค์กรอิสระ’ เพราะอาจทำให้มองข้ามคำถามสำคัญเรื่องที่มาของอำนาจ แต่ควรเรียกว่า ‘องค์กรแต่งตั้ง’ เพื่อให้สังคมตั้งคำถามต่อไปว่าใครเป็นผู้แต่งตั้ง บุคคลในองค์กรเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร และมีความยึดโยงกับประชาชนเพียงใด


ผลจากโครงสร้างดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะองค์กรที่สังคมคุ้นเคย เช่น กกต. หรือ ป.ป.ช. แต่ยังรวมถึงองค์กรกำกับดูแลที่มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันและระบบเศรษฐกิจ เช่น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) อย่างเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ต้องพึ่งพา กลับมีอำนาจต่อรองจำกัดเมื่อแพลตฟอร์มปรับค่าธรรมเนียมหรือค่า GP ตลอดจนกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งในหลายประเทศการทำเช่นนี้จะนำไปสู่การตรวจสอบว่าเกิดการฮั้วหรือใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ แต่ในประเทศไทยบทบาทขององค์กรกำกับดูแลในเรื่องเหล่านี้กลับไม่ปรากฏ


วีระยุทธยังชี้ให้เห็นว่า กิจการโทรคมนาคม ภายหลังการควบรวมกิจการของบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ก็เช่นเดียวกัน เรื่องเหล่านี้อาจไม่เป็นข่าวใหญ่เหมือนความขัดแย้งทางการเมือง แต่มีผลโดยตรงต่อต้นทุนชีวิตประจำวัน ทั้งค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ ตลอดจนต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อย


ดังนั้น ความเชื่อมโยงระหว่าง สว. กับองค์กรต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หาก สว. มีส่วนในกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล และองค์กรเหล่านั้นมีอำนาจตัดสินใจต่อโครงสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ผลจากกระบวนการดังกล่าวย่อมส่งต่อมาถึงการทำมาหากินของประชาชน ปัจจุบันอำนาจในการกำหนดหลายเรื่องไม่ได้อยู่กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่อยู่กับองค์กรที่ประกอบด้วยบุคคลจำนวนไม่มากด้วย หากโครงสร้างเหล่านี้ถูกครอบงำจากอิทธิพลของทุนหรือการเมือง ก็อาจนำไปสู่การกินรวบทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อทุนขนาดใหญ่สามารถมีอิทธิพลต่อองค์กรที่มีหน้าที่กำกับการแข่งขัน ขณะที่ทุนขนาดเล็กและ SMEs ต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม


“มันไม่ได้จบแค่มิติทางการเมืองและความไม่ชอบมาพากล และความไม่ชอบธรรม แต่มันส่งผลต่อความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของทุกท่านด้วย การทำมาค้าขาย การแข่งขันทางธุรกิจ ราคาอินเทอร์เน็ต ราคามือถือ มันเกี่ยวพันกับองค์กรแต่งตั้งทั้งนั้น” วีระยุทธกล่าว


วีระยุทธ ระบุว่านอกจากผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ผลระยะยาวอีกด้านหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงเส้นทางอาชีพ (Career Path) และแรงจูงใจของบุคลากรในแวดวงต่าง ๆ เนื่องจากตำแหน่งในองค์กรแต่งตั้งมีทั้งอำนาจ ผลตอบแทน และสถานะทางสังคม จนอาจกลายเป็นเป้าหมายในช่วงปลายเส้นทางอาชีพของข้าราชการ นักวิชาการ หรือบุคลากรภาคประชาสังคม หากบุคคลที่เพิ่งเข้าสู่วงการวิชาการ ราชการ หรือองค์กรภาคประชาสังคม มองตำแหน่งในองค์กรเหล่านี้เป็นเป้าหมายในอนาคตตั้งแต่ต้น แรงจูงใจดังกล่าวย่อมมีผลต่อการตัดสินใจและการแสดงออกตลอดเส้นทางอาชีพ


ในอดีตสถาบันวิชาการ ภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชน ถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่ซึ่งมีความเป็นอิสระจากทุนและอำนาจรัฐและสามารถเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนได้ แต่เมื่อบุคลากรจากภาคส่วนเหล่านี้มีเส้นทางต่อยอดเข้าสู่องค์กรแต่งตั้งมากขึ้น โครงสร้างดังกล่าวอาจเปลี่ยนแรงจูงใจตั้งแต่ต้นทาง และส่งผลให้องค์กรหรือบุคลากรที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจมีความเงียบหรือระมัดระวังต่อผู้มีอำนาจมากขึ้น


วีระยุทธยังกล่าวว่าปัญหาของโครงสร้างองค์กรแต่งตั้งจึงมีผลอย่างน้อยสามระดับที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ความชอบธรรมและการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมือง ความเป็นธรรมและการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ไปจนถึงการเปลี่ยนแรงจูงใจของนักวิชาการ ข้าราชการ และภาคประชาสังคม ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้กลุ่มที่ควรมีความเป็นอิสระและทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจไม่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนได้อย่างเต็มที่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อั้วสว #กกต #องค์กรอิสระ


























'เท้ง' เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้านฯ พบประชาชน ณ ที่เกิดเหตุทำโพยโกงเลือก สว. อัดระบบการเมืองไทยไม่เห็นหัวประชาชน ซัด กลไกตรวจสอบถ่วงดุลไร้ประสิทธิภาพ

 


'เท้ง' เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้านฯ พบประชาชน ณ ที่เกิดเหตุทำโพยโกงเลือก สว. อัดระบบการเมืองไทยไม่เห็นหัวประชาชน ซัด กลไกตรวจสอบถ่วงดุลไร้ประสิทธิภาพ


วันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดเวที “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมเป็นวิทยากรในการบรรยาย


ณัฐพงษ์ ระบุว่า เวทีครั้งนี้ต้องการชวนทุกฝ่ายมองภาพใหญ่ของปัญหาประเทศไทย ตั้งแต่การทุจริต ยาเสพติด ทุนเทา อาชญากรรมข้ามชาติ ไปจนถึงความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์และขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งรากสำคัญส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกลับมายังความเข้มแข็งของระบบการเมือง กลไกตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ หากประเทศไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน ย่อมมีความพร้อมรับมือแรงกดดันและความท้าทายจากภายนอกได้มากขึ้น ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะการทำให้อำนาจรัฐยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสร้างระบบธรรมาภิบาล การตรวจสอบถ่วงดุล และการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ


จากเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วง 8 วันที่ผ่านมา ทั้งเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน เหตุอดีต สส. ก่อเหตุยิงนายก อบจ. ภายในสถานที่ราชการ การแสดงความคิดเห็นตอบโต้กันทางการเมือง ตลอดจนกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไม่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการแม้ถูกเชิญหลายครั้ง สะท้อนคำถามร่วมกันว่ากลไกของรัฐและระบบตรวจสอบในปัจจุบันสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด


ณัฐพงษ์ยังกล่าวว่าตนเห็นด้วยกับการปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้ทันสมัย แต่คำถามคือปัญหาของประเทศไทยเกิดจากการมีกฎหมายไม่เพียงพอ หรือเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพกันแน่ แม้เพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น แต่หากเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และอาจเพิ่มช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์ได้มากขึ้นด้วย


แม้ปัญหาทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ และยาเสพติด จะมีองค์ประกอบที่ทำให้หลายคนมองว่าเป็นภัยจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่ต้องย้อนกลับมาพิจารณาคือความอ่อนแอของกลไกภายในรัฐไทย หากการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ ปัญหาหลายอย่างควรสามารถจำกัดหรือป้องกันได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แม้ต่างประเทศจะสามารถให้ความร่วมมือกับไทยได้ แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาจัดการปัญหาภายในแทนประเทศไทย เช่น การใช้นอมินีหรือการสวมสิทธิต่างๆ ได้ จึงเป็นหน้าที่ของประเทศไทยเองที่จะต้องทำให้กลไกภายในเข้มแข็ง


ณัฐพงษ์ระบุว่า เมื่อประชาชนยังมีคำถามต่อการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร กลไกสำคัญที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบคือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ปัจจุบันกลับมีคำถามตามมาว่า ประชาชนสามารถเชื่อมั่นในองค์กรเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด เช่น การทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีกรณียกคำร้องคดีของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งทำให้เกิดคำถามเมื่อเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ความพยายามในการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ก็ยังติดเงื่อนไขของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ


นอกจานี้ ยังมีกรณีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายและการทุจริต แต่กลับเกิดเหตุอาคาร สตง. ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว กรณีที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะความเชื่อมโยงของกระบวนการสรรหากับสมาชิกวุฒิสภา ในช่วงเวลาที่กระบวนการได้มาซึ่ง สว. เองกำลังถูกตรวจสอบกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. ที่ 4 ใน 7 ของ กกต. ชุดปัจจุบันมาจากการให้ความเห็นชอบของ สว. ชุดปัจจุบัน ขณะที่ กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. จึงทำให้เกิดคำถามต่อความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของกลไกตรวจสอบ


ณัฐพงษ์ย้ำว่า ไม่ต้องการให้ข้อสรุปของปัญหาทั้งหมดกลายเป็นเพียงการกล่าวโทษว่าเกิดจาก สว. นักการเมือง กกต. ป.ป.ช. หรือตุลาการบางคนที่ไม่ดี เพราะการสร้างประเทศที่ดีขึ้นไม่สามารถฝากความหวังไว้กับการมี ‘คนดี‘ เข้ามาใช้อำนาจเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องออกแบบระบบที่สามารถควบคุมตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ ไม่ว่าผู้ที่เข้ามาอยู่ในระบบจะเป็นใคร


“ตราบใดที่ระบบการเมืองยังเป็นแบบนี้ กติการัฐธรรมนูญยังเป็นแบบนี้ ที่ยังเปิดช่องให้คนที่ตั้งใจจะเข้ามาโกงสามารถทำได้โดยที่ไม่มีกลไกในการควบคุมตรวจสอบอย่างแท้จริง ไม่ว่าเราจะมีคนดีสักกี่คนในอนาคตปัญหาก็ยังคงอยู่ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนคน เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนพรรค เปลี่ยนสี แต่สุดท้ายปัญหาทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม” ณัฐพงษ์กล่าว


ณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่าการรับมือความท้าทายของประเทศทั้งจากภายในและภายนอกจึงต้องย้อนกลับมาสู่การแก้ไขระบบการเมือง สร้างกลไกควบคุมตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และปรับกติกาให้สถาบันทางการเมืองและองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น


#UDDnews  #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โกงเลือกสว #ฮั้วสว  #องค์กรอิสระ











วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วีระยุทธนำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน-สร้างซัพพลายเชนเครื่องมือแพทย์ ชี้นักลงทุนไม่ได้หมดใจ แต่ไทยหมดไฟสะอาด ทุนใหม่จึงไม่เข้า ทุนเก่าไหลออก

 


วีระยุทธนำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน-สร้างซัพพลายเชนเครื่องมือแพทย์ ชี้นักลงทุนไม่ได้หมดใจ แต่ไทยหมดไฟสะอาด ทุนใหม่จึงไม่เข้า ทุนเก่าไหลออก


วันที่ 14 สิงหาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ จัด Growth Forum ในธีม ‘Renew-able Thailand: ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์’


เปิดตัวรายงานการศึกษา 2 ฉบับของกรรมาธิการฯ เพื่อนำเสนอแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาที่ ‘สูงเกินไป’ อย่างสังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงปัญหาที่ ‘ต่ำเกินไป’ เช่น อัตราการเติบโตและผลิตภาพ


วีระยุทธ เน้นย้ำว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา ประเทศไทยไม่ควรตื่นตระหนกจนดำเนินนโยบายลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ทุกรูปแบบอย่างไร้ทิศทาง แต่ควรใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเสนอ 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสร้างห่วงโซ่อุปทานเครื่องมือแพทย์ ชี้ต้องไปให้ไกลกว่า Wellness Center ที่เป็นเพียงบริการปลายน้ำ สู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ลดภาระนำเข้าในยุคสังคมสูงวัย


[เมื่อโลกก้าวสู่ยุค No Green, No Growth]


สำหรับประเด็นด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญจากรายงานการศึกษาในความร่วมมือระหว่างทางวิชาการ ระหว่าง กมธ. พัฒนาเศรษฐกิจ และโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) ภายใต้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) ดร. วีระยุทธ ระบุว่า ปัจจุบันกติกาการค้าโลกได้เปลี่ยนไป มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดขึ้นจนเข้าสู่ยุค ‘No Green, No Growth’ หากไม่มีพลังงานสะอาด เศรษฐกิจก็ไม่สามารถเติบโตได้


จากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 215 บริษัท รายงานพบว่าข้อจำกัดสำคัญคือ ‘ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด’ ที่ไทยยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดประมาณ 30 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงถึง 90 หน่วย และจะเพิ่มเป็นเกือบสองเท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า


หากรัฐบาลไม่เร่งอุดช่องว่างนี้ ไทยอาจสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ นักลงทุนเดิมที่มีศักยภาพอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่พร้อมกว่า ขณะเดียวกัน ทุนใหม่ที่มีคุณภาพก็จะไม่เข้ามาลงทุน ส่งผลให้เหลือเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลและไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้ามาแย่งพื้นที่ลงทุนแทน” วีระยุทธ กล่าว


[นโยบายต้อง ‘คราฟต์’ ตามความต้องการที่แตกต่างกัน]


อีกประเด็นที่ประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ นโยบายของรัฐจำเป็นต้องมีการ ‘คราฟต์’ (Craft) โดยออกแบบให้สอดรับกับความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นกลุ่ม SME อาจต้องการช่องทางการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดที่หลากหลาย ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งใช้พลังงานสูง ต้องการไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมากและมีความเสถียรเพื่อรองรับกระบวนการผลิต


วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโครงสร้าง ต้องมองข้ามไปไกลกว่าเพียงการสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปหรือการส่งเสริมรถยนต์ EV แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสัดส่วน ‘ไฟฟ้าสะอาด’ ในระบบอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนฟอสซิล ควบคู่ไปกับการออกแบบกลไกและกฎระเบียบที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดึงขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศกลับคืนมา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรม่ธิการพัฒนาเศรษฐกิจ