‘กิตติพงษ์’ ชู 4 มาตรการ ยกระดับงานข่าวกรอง ชี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 6 มิติ ช่วยยับยั้งความรุนแรงได้
วันที่ 16 กันยา 2569 นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาน มีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาภาคใต้อย่างยั่งยืน โดยกิตติพงษ์ได้อภิปรายถึงการยกระดับงานทางด้านการข่าวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
กิตติพงษ์กล่าวแสดงความเสียใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับจำนวนเหตุการณ์กับจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วจะมีไม่มากนัก และไม่พบจำนวนผู้เสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้น
จากข้อมูลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สถานที่ราชการประมาณ 30 แห่ง ถูกเผาทำลาย มูลค่าความเสียหายเฉพาะสถานที่ราชการกว่า 110 ล้านบาท ยังไม่นับรวมความเสียหายของภาคเอกชน โดยเป็นที่ทำการของหน่วยงานท้องถิ่นจำนวน 13 แห่ง ทำให้เอกสารและเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการให้บริการแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่เสียหายที่สุดคือ ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน
นับตั้งแต่พ.ศ. 2552 จนถึงพ.ศ. 2570 กอ.รมน. มีการใช้งบประมาณไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 158,000 ล้านบาท หากนับรวมทั้งหมด ตั้งแต่พ.ศ. พ.ศ.2547 ประเทศไทยใช้งบประมาณไปการ ในการแก้ไขปัญหาไปแล้วกว่า 520,000 ล้านบาท หากประเมินจากความรุนแรงของเหตุการณ์ในครั้งนี้ และจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 พ.ศ.ล่าสุด ตัวเลขเหล่านี้อย่างน้อยที่สุดบอกว่า เราไม่สามารถพอใจกับประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ของระบบที่เป็นอยู่ได้ และไม่สามารถตอบประชาชนได้เพียงว่า ต้องใช้งบประมาณและกำลังพลในแบบเดิมต่อไปได้ โดยที่ไม่ทบทวนวิธีการที่ใช้อยู่ ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์สถานการณ์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราอาจสามารถป้องกันเหตุและความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ หากการทำงานของหน่วยงานทางด้านข่าวกรองในพื้นที่ มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ในจำนวนกำลังพลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) 49,735 นาย ปัจจุบันมีการอนุมัติงบประมาณในพ.ศ.2570 เกือบ 5,000 ล้านบาท ตนไม่ทราบว่าทาง กอ.รมน. ได้จัดสรรกำลังพลและงบประมาณ ไปดำเนินการทางด้านการข่าวไปจำนวนมากน้อยเพียงใด
ด้วยกำลังพลและงบประมาณในระดับนี้ อาจกล่าวได้ว่า กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร ทั้งทางด้านกำลังพลและงบประมาณ ดังนั้น กอ.รมน. จึงต้องทบทวนงานทางด้านการข่าวกรองของตัวเอง กิตติพงษ์ให้ความเห็นว่า เราต้องทบทวนกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่คนทำข่าว การประมวลผล ไปจนถึงการนำข้อมูลข่าวกรองไปสู่การตัดสินใจ ให้สอดคล้องกับวงรอบข่าวกรองอันเป็นหลักสากล ซึ่งประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมาย การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การใช้ประโยชน์ และการประเมิน โดย กอ.รมน. สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และประชาคมข่าวกรอง ต้องทบทวนอย่างน้อย 4 ประเด็น
ประเด็นแรก ในเรื่องของสัดส่วนกำลังพล เมื่อเราเดินทางผ่านพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะพบว่า มีการใช้กำลังพลไปกับการตั้งด่านเฝ้าระวังเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็น หากงานทางด้านการข่าวที่ดี การจัดสรรกำลังพลส่วนนี้ ก็จะต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เราสามารถจัดวางกำลังพลเฉพาะห้วงเวลาและพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ลดแนวทางในการวางกำลังพลแบบปูพรมแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้
แนวทางที่สอง ต้องทบทวนว่ากำลังพลทางด้านข่าวกรองของ กอ.รมน. และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ รวมถึงประชาคมข่าวกรองในพื้นที่ ปัจจุบันมีทักษะและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานทางด้านข่าวกรอง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่หรือไม่ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสาเหตุและสภาวะแวดล้อมต่างจากพื้นที่อื่น หรือกระทั่งปัญหาด้านความมั่นคงอื่นๆ ที่กองทัพรู้จัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะมีมาตรการทางด้านการข่าวที่แตกต่างจากงานทางด้านข่าวกรองในพื้นที่อื่น โดยต้องปรับให้มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของพื้นที่
นอกจากนี้ ความต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จากการสับเปลี่ยนโยกย้ายกำลังพลในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีสัดส่วนการสับเปลี่ยนที่มากผิดปกติ คนเก่าคนเดิมที่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่จำนวนมากถูกสับเปลี่ยนโดยกำลังพลที่ไม่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่มากนัก ย่อมส่งผลกับการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างยิ่ง งานข่าวในพื้นที่แบบนี้ ความรู้ไม่ได้อยู่ในแฟ้มทั้งหมด แต่อยู่ในคนด้วย การย้ายคนอาจหมายถึงการย้ายองค์ความรู้ออกนอกพื้นที่ไปพร้อมกัน ตนจึงขอเสนอว่า ในอนาคต กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรทบทวนแนวทางในการสับเปลี่ยนกำลังพล ที่มุ่งเน้นความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่าที่เป็นอยู่
แนวทางประการที่สาม ควรทบทวนในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองระหว่างประชาคมข่าวกรอง การทำงานข่าวกรองในพื้นที่ ไม่สามารถทำงานได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ดังนั้นจึงมีประชาคมข่าวกรอง ซึ่งเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองระหว่างหน่วยงานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กอ.รมน. กองทัพบก กองทัพเรือ ตำรวจ กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง โจทย์ที่ต้องตรวจสอบ จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า เรามีข้อมูลเพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงว่า ในข้อมูลจำนวนมากที่แต่ละหน่วยงานได้รับ เรามีระบบที่สามารถแยกเนื้อหาออกจากสัญญาณรบกวน และจัดลำดับสิ่งบ่งชี้แจ้งเตือนที่สำคัญ ได้ดีเพียงใด แม้ว่าจะมีกระบวนการคัดกรอง ประมวลผล และจัดลำดับความสำคัญทางด้านข่าวกรองแล้วก็ตาม ผลที่เกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้เราต้องย้อนกลับมาตรวจสอบว่า กระบวนการดังกล่าว มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ สิ่งที่จำเป็นก็คือ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีทางด้านข่าวกรอง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน การเชื่อมโยงข้อมูลจากกล้อง CCTV ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลจากประชาคมข่าวกรอง เทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ค้นหารูปความผิดปกติ และจัดลำดับสัญญาณแจ้งเตือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถแยกข้อมูลที่มีนัยสำคัญ ออกจากข้อมูลจำนวนมหาศาลได้เร็วขึ้น
ประเด็นที่สี่ ประเด็นสุดท้ายคือเราควรทบทวนแนวทางในการนำข่าวกรองที่ได้รับไปใช้งาน ควรต้องมีระเบียบปฏิบัติประจำหรือ รปจ. ที่สามารถป้องปรามเหตุได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จากการให้ข้อมูลโดยสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติพบว่า ก่อนเกิดเหตุ ประชาชนคมข่าวกรอง ได้รับสัญญาณเตือนว่าอาจมีเหตุเกิดขึ้น โดยพบว่ามีทั้งการเตรียมการ การเคลื่อนย้ายสิ่งของที่อาจใช้ในการก่อเหตุได้ ซึ่งมีการสัญญาณเตือนลักษณะนี้ จากพื้นที่ต่างๆ รวมกันถึง 20 พื้นที่
จากข้อมูลของสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจ ที่จะไม่ใช้กำลังในการระงับเหตุ เพราะเกรงว่าจะกระทบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ตนเข้าใจดีว่า การชั่งน้ำหนักเพื่อตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีคำตอบใดที่ถูกต้องที่สุด แต่อย่างน้อยที่สุด เพื่อลดเวลาในกระบวนการตัดสินใจ และผลกระทบที่จะตามมา สามารถทำได้โดยการกำหนด รปจ. ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าทุกสัญญาณเตือนจะนำไปสู่การจับกุม แต่ทุกระดับของสัญญาณเตือน ควรมีมาตรการตอบสนองที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การเพิ่มมาตรการการเฝ้าระวังในพื้นที่ที่มีสัญญาณเตือนว่า จะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังในการระงับเหตุการณ์ ก็จะทำให้เหตุการณ์ที่อาจจะหนัก ก็เบาบรรเทาลงได้ และไม่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนจนเกินเหตุ นี่ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของมาตรการที่สามารถเตรียมการล่วงหน้าได้
กิตติพงษ์จึงเสนอทั้ง 4 มาตรการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานทางด้านข่าวกรอง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
กิตติพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่างานทางด้านข่าวกรองจะสามารถป้องกันเหตุได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ตามรายงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสาเหตุมาจาก 3 เรื่อง คือ ปัญหาทางด้านวัฒนธรรม โครงสร้างของภาครัฐ และตัวบุคคล และการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ คือผลที่ตามมาจากสาเหตุ 3 เรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้แนวทางของ สมช. ยังเสนอว่า จำเป็นต้องแก้ปัญหาในพื้นที่ครบทั้ง 6 มิติ คือ สังคม การศึกษา เศรษฐกิจ การบริหารจัดการ การต่างประเทศ และทรัพยากร เราต้องทำให้งานทางด้านการข่าว ดีพอที่จะป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ให้ดีพอที่จะทำให้วันหนึ่ง ไม่มีเหตุให้เราต้องป้องกันอีก











































