วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

4 ก.พ. 69 คปช.53 เข้าร่วมและเชิญชวนประชาชน เดินแสดงพลังครั้งสุดท้าย ก่อนเข้าคูหา #8กุมภากาเห็นชอบ

 


4 ก.พ. 69 คปช.53 เข้าร่วมและเชิญชวนประชาชน เดินแสดงพลังครั้งสุดท้าย ก่อนเข้าคูหา #8กุมภากาเห็นชอบ


คณะประชาชนรวมความยุติธรรม 2553 (คปช.) ประกาศเข้าร่วมและเชิญชวนพี่น้องประชาชน เนื่องใน 8 กุมภาพันธุ์ 2569 จะเป็นการออกเสียงประชามติครั้งสำคัญ เพื่อเปิดประตูไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือปิดตายโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง


กิจกรรมครั้งสุดท้ายที่จะนัดหมายกันในกทม. ขบวนเดินครั้งสุดท้ายที่จะถือ “ธงเขียว” รณรงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โอกาสครั้งสุดท้ายที่จะรวมพลังกันมา “ปล่อยท่าไม้ตาย” โดยประชาชน


ขอเชิญชวนประชาชนคนธรรมดาที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นประเทศไทยที่ดีขึ้น ให้อำนาจอยู่ในมือของประชาชน ขอเชิญชวนองค์กรภาคประชาสังคม ที่ทำงานต่อสู่กับปัญหาและเผชิญกับเส้นทางตีบตันที่ประชาชนไม่มีอำนาจต่อรองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอเชิญชวนพรรคการเมืองที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ขอเชิญชวนทุกฝ่ายมาร่วมเดินแสดงพลังครั้งสุดท้าย ก่อนเข้าคูหา #8กุมภากาเห็นชอบ


16:00 พบกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เดินเท้าไปหอศิลป์ แยกปทุมวัน

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

มารวมตัวกันและออกเดินไม่เกิน 16.50


เดินผ่านทางเสาชิงช้า ถ.บำรุงเมือง สะพานยศเส และมุ่งหน้าไปทางแยกปทุมวัน ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร


กำหนดการเวทีหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

18:15-18:30 เปิดเวที ต้อนรับขบวนเดินมาถึง

18:30-19:20 การปราศรัยจากตัวแทนพรรคการเมืองที่เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่

19:30-20:20 การปราศรัยจากภาคประชาสังคมที่รณรงค์เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569 #8กุมภากาเห็นชอบ

“โรม” อัด “อนุทิน” ไร้วิสัยทัศน์นโยบายแล้ว สิ้นหวังถึงขนาดต้องเอาเรื่องรักชาติมาหาเสียง ชวนอย่าให้ใครเอารัฐประหารมาขู่ รวมพลังให้หนักแน่น เดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงด้วยความหวัง


“โรม” อัด “อนุทิน” ไร้วิสัยทัศน์นโยบายแล้ว สิ้นหวังถึงขนาดต้องเอาเรื่องรักชาติมาหาเสียง ชวนอย่าให้ใครเอารัฐประหารมาขู่ รวมพลังให้หนักแน่น เดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงด้วยความหวัง


วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานหลัง มอ.ปัตตานี จ.ปัตตานี คาราวานหาเสียงพรรคประชาชน สายภาคใต้ 2 “บินหลาดง” นำโดย รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, ชุติมา คชพันธ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, รอมฎอน ปันจอร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สุนทร บุญยอด ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาชนปัตตานี พร้อมกับผู้สมัคร สส.ปัตตานี พรรคประชาชน ทััง 5 เขต ประกอบด้วย ไวชิต อุดมวนิช ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 เบอร์ 1 พรรคประชาชน, อับดุลเราะมัน สายาดะ ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 2 เบอร์ 4 พรรคประชาชน, พิมาน แม้นมินทร์ ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 3 เบอร์ 3 พรรคประชาชน, โมฮำมัดรอฮมัด มามุ ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 4 เบอร์ 1 พรรคประชาชน และ มูฮัมหมัดนาเซร์ สูหลง ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 5 เบอร์ 5 พรรคประชาชน


ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย รังสิมันต์ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่างอนาคตแบบเดิมและอนาคตแบบใหม่ ดูเหมือนมีสามตัวเลือกแต่จริงๆ แล้วมีแค่สองขั้ว ขั้วเดิมบริหารโควิดอย่างไรทุกคนรู้อยู่แล้ว บริหารน้ำท่วมอย่างไรรู้อยู่แล้ว กับอีกขั้วหนึ่งคือขั้วอนาคต ขั้วแห่งความเปลี่ยนแปลง ปี 2569 จะได้ขั้วใหม่หรือขั้วเดิมทุกคนเป็นคนตัดสิน พรรคประชาชนยืนยันว่าถ้าได้เป็นรัฐบาล ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นฝ่ายค้านแน่นอน ไม่มีวันที่พรรคกล้าธรรมจะได้ร่วมรัฐบาลพรรคประชาชนแน่นอน ผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมเวลาหาเสียงก็ช่วยประกาศให้ทุกคนทราบด้วยว่าถ้าตัวเองได้รับเลือกเป็น สส. ก็จะไปโหวตให้ ธรรมนัส เป็นนายกรัฐมนตรี


ส่วนลุงหนูช่วงนี้รักชาติมาก รักเป็นพิเศษ ตนเกิดมาไม่เคยเจอช่วงเวลาไหนที่การจะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องวัดจากการยืนตัวตรงกว่าใคร ตนเข้าใจมาโดยตลอดว่าถ้าอยากเป็นรัฐบาลต้องทำนโยบาย ต้องบอกว่าจะทำนโยบายนี้ให้สำเร็จอย่างไร ใครจะมาเป็นรัฐมนตรี และที่สำคัญจะจัดขั้วการเมืองอย่างไร ประชาชนจะได้รู้ว่าที่เลือกไปตรงปกหรือไม่ วันนี้ อนุทินเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่มาหาเสียงโดยพยายามบอกว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนไม่ตรง ร้องเพลงไม่ดัง ตกลงแล้วนายกรัฐมนตรีจะวัดกันที่การร้องเพลงและการยืนตัวตรงหรือ


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าอนุทินอ้างว่ารักชาติกว่าใคร แต่มีเวทีดีเบตที่ใดก็ไม่เคยไป ไม่กล้าเผชิญหน้ากับณัฐพงษ์ แล้วมีหน้ามาอาสาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร สรุปว่ามีนโยบายเดียวคือรักชาติกว่าใคร นโยบายอื่นไม่มีใช่หรือไม่ ที่สำคัญความรักชาติกว่าใครสมควรถูกเอามาใช้แบ่งเขาแบ่งเราหรือ การบอกว่าพวกตัวเองรักชาติแล้วพวกอื่นไม่รักชาติ วิธีการแบบนี้เป็นวิธีการของคนรักชาติตรงไหน ปากที่พูดออกมาแบบนี้คือการทำลายความเป็นเอกภาพของชาติโดยแท้ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่พฤติกรรมของคนรักชาติ แต่เป็นพฤติกรรมของคนที่สิ้นหวัง ที่รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แพ้แน่นอน จึงต้องทำทุกวิถีทาง


วันนี้มีการปล่อยคลิปเสียงออกมาคลิปหนึ่ง ตนไม่รู้ว่าเป็นคลิปเสียงของใคร แต่เห็นว่ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยชื่อว่าศักดา ไปแจ้งความบอกว่าไม่ใช่เสียงของตัวเอง  คลิปเสียงนี้มีความน่าสนใจ คือนอกจากมีความพยายามอ้างว่าเจ้านายใหญ่ไม่ชอบคนนั้นไม่ชอบพรรคนี้ ยังพูดถ้าไอ้ส้มเป็นรัฐบาลจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น การรัฐประหารคือการปล้นอำนาจประชาชน ประชาชนมีทางเลือกสองทาง ทางแรกคือการปกป้องบ้านของเราจากโจร กับอีกทางคือการไปร่วมกับโจร  ประชาชนจะเลือกอย่างหลังหรือจะรวมพลังกันเพื่อยืนยันว่าประชาชนไม่กลัวโจรหน้าไหนที่จะมายึดอำนาจทั้งนั้น


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่าสังคมจะไม่มีวันเปลี่ยนถ้าสุดท้ายประเทศไทยยังคงวนเวียนอยู่กับการรัฐประหาร ถ้าการรัฐประหารทำให้ประเทศเจริญ ประเทศไทยคงจะมีจีดีพีใหญ่กว่าอเมริกาไปแล้วเพราะรัฐประหารตลอดเวลา การรัฐประหารไม่ใช่ทางออก และทหารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากทำ พวกเขาได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เกือบทุกค่ายทหารล้วนเลือกพรรคก้าวไกลและอยากให้พิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเขารู้ว่ามันมีอยู่แค่พรรคการเมืองเดียวที่ยืนเคียงข้างทหารชั้นผู้น้อย ที่พยายามนำเสนอนโยบายในการทำให้ทหารชั้นผู้น้อยลืมตาอ้าปากได้ แต่วันนี้ยังมีพรรคการเมืองบางพรรคยกคำพูดว่า “ทหารมีไว้ทำไม” มาใช้โจมตีพวกเรา ทหารรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร แต่นักการเมืองบางกลุ่มความจำไม่ดี ก็พยายามเอาเรื่องนี้มาใช้โจมตี ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ได้เอาไว้ยุ่งการเมืองและรัฐประหาร 


สิ่งที่พวกเขาพยายามใส่ร้ายพรรคประชาชนคือความกลัว เขากลัวว่าพรรคประชาชนจะชนะ กลัวว่าเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ และไม่ใช่แค่กลัวพรรคประชาชนอย่างเดียวแต่กลัวประชาชนด้วย สมัยก่อนพวกเราถูกแบ่งแยกและปกครอง เผชิญกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อทำลายล้าง ทำให้ประชาชนไม่สามารถรวมกันได้ แต่พอพรรคการเมืองแบบนี้เป็นพรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอนโยบาย บอกประชาชน แล้วรวมพลังประชาชนเป็นกลุ่มก้อน จึงเป็นเหตุผลว่านอกจากพวกเขาจะกลัวพรรคประชาชน เขายังกลัวว่าประชาชนจะรวมตัวกันได้ แล้วเรียกร้องในสิ่งที่ควรเป็นของประชาชนมาตั้งแต่ต้นด้วย


รังสิมันต์กล่าวต่อไปว่า เมื่อไหร่ที่ประชาชนไม่เห็นความหวังของการเมืองที่ดีกว่าและการเปลี่ยนแปลงประเทศ สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์ก็คือการเมืองแบบเดิม เขาต้องการแช่แข็งประเทศนี้เพราะคนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการทำมาหากินบนเงินภาษีของประชาชน ทุกคนเห็นตัวอย่างประกันสังคมแล้ว เขาได้ประโยชน์จากวิธีการบริหารราชการแบบนี้ คนเหล่านี้คิดแค่ว่าถ้ามีเงินซื้อเสียงก็จะได้รับการเลือกตั้ง วันนี้ปัญหาต่างๆ ของประชาชนจึงอยู่แบบนี้ พอมีพรรคการเมืองที่ทำการเมืองโดยไม่ซื้อเสียง ตรวจสอบการทุจริต ทำงานอย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นที่เกรงกลัวของบรรดาขั้วอำนาจเก่า วันนี้ตนจึงไม่ได้เรียกร้องทุกคนแค่ให้เลือกพรรคประชาชนเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่ขอให้รวมพลังของประชาชน และทวงคืนอำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชนกลับคืนมา


“วันนี้เราต้องมองการเมืองด้วยความหวัง ต้องเชื่อว่าประเทศนี้ดีกว่านี้ได้ วันนี้เราพร้อมแล้วหรือยังสำหรับความเปลี่ยนแปลง ถ้าทุกคนพร้อมนี่คือโอกาสที่ดีที่สุด ไม่มีครั้งไหนที่พรรคประชาชนจะมีความเข้มแข็งเท่านี้ ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนจะรวมพลังกันได้เข้มแข็งเท่านี้มาก่อน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขอให้ทุกคนช่วยกันสนับสนุนพรรคประชาชน ไม่ใช่แค่รักเราแล้วไปเลือกเรา แต่ต้องช่วยกันเชื้อเชิญพ่อแม่ลูกและคนในครอบครัวตลอดจนเพื่อนบ้านไปเลือกพรรคประชาชนให้ถล่มทลาย แล้วรับรองได้เลยประเทศไทยเปลี่ยนไปแน่นอน“ รังสิมันต์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน











พรรคประชาชนปราศรัยเดือดนครศรีฯ ลั่นประเทศไทยเปลี่ยนถ้าภาคใต้เปลี่ยน ปลุกอย่ายอมรับคนซื้อเสียง-คนใต้มีทางเลือกมากกว่ากลับไปหา “สมบัติพ่อเฒ่า” ถึงเวลาต้องเลือกอนาคต กาพรรคส้มสองใบให้ชนะขาด-กาเห็นชอบเปิดประตูรัฐธรรมนูญใหม่ ตั้งรัฐบาลประชาชนที่อยู่ข้างเดียวกับประชาชน

 


พรรคประชาชนปราศรัยเดือดนครศรีฯ ลั่นประเทศไทยเปลี่ยนถ้าภาคใต้เปลี่ยน ปลุกอย่ายอมรับคนซื้อเสียง-คนใต้มีทางเลือกมากกว่ากลับไปหา “สมบัติพ่อเฒ่า” ถึงเวลาต้องเลือกอนาคต กาพรรคส้มสองใบให้ชนะขาด-กาเห็นชอบเปิดประตูรัฐธรรมนูญใหม่ ตั้งรัฐบาลประชาชนที่อยู่ข้างเดียวกับประชาชน


วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามหน้าเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช คาราวานประชาชนจัดปราศรัยใหญ่ มีแกนนำพรรคและผู้สมัคร สส. ร่วมการปราศรัยอย่างคับคั่ง นำโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ของพรรคประชาชน, ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน, พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค และ ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรค 


[ คนที่ “ซื้อเสียงพลัส” ก็จะ “กินหรอยแรงพลัส” คอร์รัปชันยิ่งกว่าเดิม ]


วีระยุทธ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวานนี้ (1 ก.พ.) หลายคนไปเลือกด้วยความตั้งใจ แต่กลับมีความผิดพลาดจากการทำงานของ กกต. เต็มไปหมด เกิดกับพรรคประชาชนมากกว่าพรรคอื่นๆ เริ่มมีอะไรไม่ชอบมาพากล ขนาดในกรุงเทพฯ ยังมีปัญหา ที่อื่นจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้เกี่ยวพันกับความกลัวของบ้านใหญ่ทั่วประเทศ บ้านใหญ่ระบบอุปถัมภ์ทำงานกันแบบเดิม ซื้อเสียงกันแบบเดิม เพิ่มเติมคือรอบนี้จ่ายแพงขึ้น แบบนี้เรียกว่า “ซื้อเสียงพลัส” แบบบนี้คิดหรือว่าถ้าเข้าไปได้ เขาจะกินเท่าเดิม เมื่อก่อนก็กินหรอยแรงอยู่แล้ว รอบนี้จ่ายแพงขึ้น รอบนี้ก็ต้อง “กินหรอยแรงพลัส” ตึกที่เคยถล่มง่าย เครนที่เคยพังง่าย มันจะพังยิ่งกว่าเดิม


บ้านใหญ่กับการเมืองเก่าเป็นของคู่กัน บางคนเห็นหน้าแล้วรู้เลยว่าคนๆ นี้เคยเป็นรัฐมนตรี แต่จำไม่ได้ว่ากระทรวงอะไร เพราะนั่งมาหมดแล้ว เก่งทุกอย่าง แต่ไม่เคยมีผลงานให้ประชาชนจดจำได้ มาวันนี้บ้านใหญ่มีวิธีการใหม่ เขากลัวคนจะรู้ทันบ้านใหญ่ จึงไปหาพรีเซนเตอร์มา 2-3 คน แบบนี้ตนไม่เรียกว่า “เหล้าเก่าในขวดใหม่” แต่เรียกว่า “เหล้าก็เก่า ขวดก็เก่า เปลี่ยนแค่ฝา” แบบนี้ยังจะเลือกกันอีกหรือ เลือกไปก็ได้แบบเดิม


พอเรารู้ทันการเมืองเก่า เขาก็จะเอาเรื่องรักชาติมาพูดอีก แต่เวลาคนพูดเรื่องนี้ พี่น้องต้องฟังดีๆ ว่าเขา “รักชาติ” หรือ “ลักชาติ” กันแน่ เรายืนยันว่าทุกคนของพรรคประชาชนมีความรักชาติ อยากเปลี่ยนประเทศ ตนอยู่ต่างประเทศมาหลายสิบปี กลับมาประเทศไทยด้วยความรัก อยากเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ แต่คนที่เอาเรื่องรักชาติไม่รักชาติมาพูด ส่วนใหญ่จะ “ลักชาติ” เสียมากกว่า ต้องถามว่าลักชาติกันทีกี่เปอร์เซ็นต์ กินกันขนาดนี้ของเลยพังง่ายกว่าเดิม


“พรรคประชาชนมีนโยบายน้ำประปาดื่มได้เพื่อช่วยเหลือประชาชน พวกนี้หันมาดูถูกเรา บอกว่าพรรคประชาชนทำได้แค่น้ำประปาดื่มได้หรือ ของพวกเขาถนนก็กินได้ นี่คือความรักชาติแบบ ล.ลิง ลักขโมยงบประมาณของประเทศชาติมายาวนาน ดังนั้นพี่น้องจะอยู่กับการเมืองแบบเดิมหรือจะเปลี่ยนใหม่”


อีกเรื่องที่ต้องพูดกันตรงๆ หลายคนในขบวนการสีส้มมักเชื่อว่า “เวลาอยู่ข้างเรา” แต่ตนเห็นว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเวลา ทรัพยากร และอำนาจรัฐไม่ได้อยู่ข้างเรา มันอยู่ข้างพวกเขาหมด สิ่งที่พวกเรามีคือหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง แค่ปากกาในมือของเรา รอบที่แล้วหลายคนในภาคใต้ยอมเลือกพรรคก้าวไกลหนึ่งใบ ให้เรามาครึ่งใจ รอบนี้ขอเต็มใจได้หรือไม่ 


เวลาไปเลือกตั้ง นอกจากกาประชามติเห็นชอบแล้ว บัตรอีก 2 คือใบสีเขียว เลือก สส.เขต และใบสีชมพูเลือกพรรค ทั้งสองใบสำคัญทั้งคู่ แต่พลังไม่เท่ากัน เพราะ สส.บัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพูนั้น มีแค่ 100 ที่เท่านั้น แปลว่าต้องใช้คะแนนถึง 300,000-400,000 คะแนนถึงจะมี สส. 1 คนไปยกมือให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ใบสีเขียวคือ สส.เขต เพียง 30,000-40,000 คะแนน จะมีหนึ่งเสียงหนึ่งมือไปเลือกคุณเท้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ดังนั้นขอให้ช่วยกันบอกต่อว่าถ้าอยากเปลี่ยนแปลง ไม่อยากให้เหมือนเดิม อยากเปลี่ยนสวัสดิการ อยากเปลี่ยเอสเอ็มอี อยากเปลี่ยนการศึกษาอยากเปลี่ยนการจัดซื้อจัดจ้าง เบื่อกับการคอร์รัปชัน รอบนี้ต้องกาพรรคส้มสองใบ


รอบนี้ชนะเป็นที่หนึ่งยังไม่พอ ต้องชนะให้ขาดเท่านั้น เรื่องนี้สำคัญจริงๆ เพราะถ้าเราไม่ชนะขาด คนที่ได้ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 จะหาเรื่องมาจับไม้จับมือกันอีก โค่นล้มคะแนนเสียงของประชาชนอีก อยู่ขบวนการสีส้มก็ยากแบบนี้ เพราะผลประโยชน์ของประเทศนี้มหาศาล ดังนั้นขอให้พี่น้องเลือกพรรคประชาชน พรรคสีส้มให้เด็ดขาด กาทั้งสองใบเพื่อเปลี่ยนอนาคต 


ขอให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นวันแห่งความหวัง เตรียมออกไปเลือกตั้ง จับตามองการทำงานของ กกต. ด้วยกัน แล้ววันที่ 9 กุมภาพันธ์ จะกลายเป็นรุ่งอรุณใหม่ รุ่งอรุณของความเป็นไปได้ เป็นรัฐบาลของประชาชนที่ทุกคนจะมีส่วนร่วม จะฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นรัฐบาลแรกในประวัติศาสตร์ไทย 


[ กาเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนประเทศ เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ]


จากนั้น พริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อปี 2566 ตนเดินทางมาที่นครศรีธรรมราชกับคาราวานของพรรคก้าวไกล วันนั้นเราพูดถึงความหวังที่มีในการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ผ่านมา 2-3 ปี สิ่งที่เราคาดหวังว่าเข้าคูหาแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายกลับไม่เปลี่ยน ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ และบางส่วนก็รุนแรงมากขึ้น ปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาเรื้อรังแต่ไม่เคยมีครั้งไหนรุนแรงถึงขั้นทำให้ตึกถล่มลงใจกลางกรุงเทพฯ หรือปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แต่แทบไม่มียุคไหนที่ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้รุนแรงถึงขั้นสร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ เท่ากับในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้


ดังนั้นถ้าพี่น้องในวันนี้เห็นตรงกับเรา ว่าทนอยู่แบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เราต้องร่วมร่วมกันตั้งหลักว่าจะกาอย่างไรให้เปลี่ยน ต้องเปลี่ยนทั้งหมด 3 อย่าง ข้อแรก “กาเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล” แม้รัฐบาล ณ เวลานี้เพิ่งเข้าสู่อำนาจได้ไม่นาน แต่ฟังดูแล้วเขาอยากอยู่ยาว ถ้าอยากรู้ว่ารัฐบาลนี้หากเขาอยู่ยาวจะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ดีแค่ไหน พี่น้องลองไปถามเพื่อนที่หาดใหญ่ว่ารัฐบาลบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วมเละเทะแค่ไหน เขาจะบอกกลับมาเป็นเสียงเดียวกันว่าขนาดอยู่ 2-3 เดือนยังเละเทะขนาดนี้ แล้วอีก 4 ปีจะเละเทะขนาดไหน


ในช่วงโค้งสุดท้าย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเวลานี้คือการแข่งขันกันระหว่างสองพรรคในการจัดตั้งรัฐบาล ทางเลือกที่หนึ่งคือการตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคสีน้ำเงินเป็นแกนนำ ทางเลือกที่สองคือการตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคสีส้มเป็นแกนนำ ตอนแรกก็เข้าใจว่าพรรคไหนได้ที่หนึ่ง พรรคนั้นจะไปตั้งรัฐบาลตามเจตจำนงของพี่น้องประชาชน แต่ที่ไหนได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ อนุทินเมื่อเช้านี้ ชัดเจนว่าถึงแม้เขามาเป็นอันดับ 2 เขาก็ตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคประชาชนแน่นอน ดังนั้นโจทย์ข้อนี้ ถ้าอยากกาให้เปลี่ยน พรรคประชาชนชนะเป็นที่หนึ่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องชนะให้ขาด


แต่ก็มีคนตั้งคำถามอีกว่าถ้าชนะขาด ได้ที่นั่ง สส. 200 กว่าเสียง แต่ยังไม่ถึง 250 ที่จำเป็นต่อการตั้งรัฐบาล บางคนก็สบประมาทว่าตั้งรัฐบาลไม่ได้หรอก ตนคิดว่าคำถามนี้อย่ามาถามเรา เพราะตามหลักการประชาธิปไตย ใครเป็นอันดับหนึ่งต้องมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลก่อน และพยายามแสวงหาให้พรรคอื่นมาร่วมขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตด้วยกัน 


ดังนั้นคำถามนี้ต้องถามพรรคการเมืองอื่น พรรคไหนที่บอกว่าให้ความสำคัญกับการเมืองสุจริต ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ต้องถามเขาว่าจะเลือกพรรคไหนระหว่างพรรคส้มที่เราชัดเจนว่าต้องการเข้าไปสร้างรัฐโปร่งใส กับอีกพรรคที่คาดว่าจะเป็นแกนนำในอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ไม่ได้มีประวัติที่ดีนักเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ถ้าพี่น้องขี้เกียจจะรอฟังว่าพรรคอื่นจะตอบอย่างไร ก็กาให้พรรคส้มให้เกิน 250 เสียงไปเลย แบบนี้ก็ไม่ต้องถามพรรคอื่นแล้ว


กาเพื่อเปลี่ยนข้อที่สอง คือต้อง “กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ” ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะถ้าเราชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล แต่เปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ แล้วจะเป็นรัฐบาลไปทำไม ดังนั้นพี่น้องมี 2 ทางเลือกเท่านั้น ทางเลือกแรกคือเลือกอดีต ทางที่สองคือเลือกอนาคต ถ้าพี่น้องอยากเลือกอดีตมีหลายตัวเลือก เพราะหลายพรรคที่แข่งกับพรรคประชาชน ณ เวลานี้ แม้ดูเหมือนเขาจะขัดแย้งกันบ้าง ย้ายพรรคกันไปมาบ้าง แต่เขามีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือเขาล้วนเคยเป็นส่วนหนึ่งของอดีตที่บริหารบ้านเมืองนี้มาแล้ว 


ถ้าพรรคการเมืองแห่งอดีต รวมกันชนะพรรคประชาชน ปัญหาหลายอย่างก็จะยังเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้าเลือกพรรคประชาชนทั้งสองใบ ค่าแรง ค่าไฟของประชาชน จะมีความเป็นธรรม และจะไม่มีนายทุนคนไหนได้รับการปกป้องโดยรัฐบาลประชาชนเพียงเพราะเขาไปตีกอล์ฟกับนักการเมือง เราจะสร้างรัฐโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ ใครโกงพี่น้องเห็นหมด นายกฯ เท้งเอาตายแน่นอน


และสุดท้ายคือ “กาเพื่อเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ” ถ้าพี่น้องคนไหนลังเลใจว่าจะกาเห็นชอบดีหรือไม่ อยากให้ท่านถามใจตัวเองดูว่าพอใจกับระบบการเมืองที่ผ่านมาหรือไม่ ถ้าคิดว่าระบบการเมืองแบบที่เป็นอยู่ยังไม่ตอบโจทย์ เราออกแบบระบบการเมืองที่ดีกว่านี้ได้ 8 กุมภากาเห็นชอบ


พริษฐ์ทิ้งท้ายว่า ถ้าพี่น้องอยากเห็นรัฐบาลพรรคประชาชน แต่กาให้เราแค่เบอร์ 46 บัตรสีชมพู พี่น้องก็จะได้แค่ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีรวมกันมากสุดแค่ 100 คน ไม่พอในการผ่านกฎหมาย ไม่พอในการตั้งรัฐบาล ไม่พอในการส่งคุณเท้งเป็นนายกฯ ดังนั้น 8 กุมภาพันธ์ กาเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล ต้องกาพรรคประชาชนทั้งสองใบ ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ และกาเห็นชอบเพื่อเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ เปิดประตูไปสู่อนาคตด้วยกัน


[ ประเทศไทยเปลี่ยนถ้าภาคใต้เปลี่ยน ขอปักธงส้มนครศรีฯ ให้สำเร็จ ]


ด้าน ภคมน กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีเดิมพันสูงมาก คือเดิมพันอนาคตของพวกเราทุกคนและอนาคตของประเทศไทย วันนี้ไม่ว่าพี่น้องจะยอมรับความจริงหรือไม่ ประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดที่ท่านต้องเลือกระหว่าง “อนาคต” กับ “อดีต” 


ย้อนกลับไปวันที่เป็นพรรคอนาคต​ใหม่ ไม่มีใครมองเราในสายตาว่าเรามีราคาในการแข่งขัน เขาประเมินไม่ถูกว่าความความรู้สึกของประชาชนถ้าตื่นรู้ขึ้นมาแล้วจะไปสิ้นสุดตรงไหน ท้ายที่สุดในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคอนาคต​ใหม่ได้ผู้แทนราษฎร 81 คน ต่อมาเป็นพรรคก้าวไกล เราชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง เขาปล่อยให้เราเติบโตไม่ได้เลยต้องตัดตอน 


“ชัยชนะของพรรคประชาชนมีความท้าทายมากมาย เพราะคนที่มีอำนาจที่เคยมองข้ามเรา วันนี้เขารู้แล้วว่าต้องแข่งกับใคร แต่อยากจะบอกว่าคุณไม่ได้กำลังแข่งกับพรรคประชาชน แต่คุณกำลังแข่งกับความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน คุณไม่มีทางหยุดยั้งการเติบโตของประชาชนได้ ไม่สามารถหยุดยั้งอนาคตได้”


“วันนี้ประวัติศาสตร์ได้จารึกร่วมกันว่าพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชมานั่งฟังปราศรัยบนเข่งมังคุดมากที่สุด การมีเวทีแบบนี้คือการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นการบอกว่าเราไม่ได้สู้อยู่เพียงลำพัง ทุกคนที่อยู่ตรงนี้พร้อมเดินทางไปกับเรา ไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน”


ภคมนกล่าวว่า วันนี้พี่น้องได้เห็นว่าคนที่เคยเป็นรัฐมนตรี ใช้วิธีบอกว่าตัวเองรักชาติ ยืนตรงบนเวทีแล้วร้องเพลงชาติมือแนบลำตัว แล้วมาด่าหัวหน้าเท้งว่ายืนไม่ตรง อ้าปากไม่กว้าง 


“จะเอากันแค่นี้จริงหรือ คนแบบนี้ที่บอกว่ายืนตรงเคารพธงชาติ ร้องเพลงปากกว้าง มือแนบลำตัว ถึงเวลาเมื่อมีการทุจริตคอร์รัปชัน เวลามีการกินรวบประเทศไทย คนพวกนี้เอามือกุมไข่กันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าหาญสักคน สิ่งที่คนพวกนี้ทำคือฮั้ว สว. เอาที่ดินของรัฐมาเป็นสมบัติของตัวเอง ลักเอาคะแนนของพี่น้องประชาชนผ่านกลไก กกต. ในการเลือกตั้งล่วงหน้า”


“เรายืนยันว่าเรารักชาติ เราอยากให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะฐานะยากดีมีจน การรักชาติในความหมายของเราคือการทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ในประเทศไทยอย่างภาคภูมิใจ ดังนั้นวันนี้พี่น้องเลือกได้เลยว่ารักชาติแบบไหน แบบที่ประกาศทุกวันน้ำลายยืดน้ำลายย้อย คุณรักชาติท่าไหน ถึงได้เดินยกสองมือแล้วลิงก็ยังอาย เพราะโหนทุกวัน”


ภคมนกล่าวต่อว่า การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนต้องตัดสินใจโดยเอาประวัติศาสตร์ความล้มเหลวที่ผ่านมามาประกอบ เพราะประเทศไทยไม่มีเวลาให้มาซ้ำความผิดพลาดแบบเดิมๆ ไม่มีเวลาเอาประเทศไทยไปอยู่ในกำมือของคนที่ล้มเหลวอีกแล้ว 


ส่วนเรื่องการซื้อเสียงในภาคใต้ต้องพูดกันอย่างจริงจัง การซื้อเสียงคือการทุจริตอย่างร้ายแรงที่สุด พี่น้องเคยตั้งคำถามหรือไม่ว่าเขาเอาเงินพวกนี้มาจากไหน เขาต้องการซื้อประชาชน ให้ค่าคุณแค่ 500-1,000 บาท แต่ตนต้องบอกว่าอาชีพเดียวที่ซื้อไม่ได้ สมัครงานที่อื่นไม่ได้นอกจากให้ประชาชนให้ความยินยอมและให้ฉันทามติ คืออาชีพนักการเมือง ดังนั้นประชาชนต้องทำให้หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของท่านศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เลือกผู้แทนอย่างภาคภูมิใจ อย่าให้ใครมาซื้อสิทธิ์ซื้อเสียง


“มีคนบอกว่าประเทศไทยเปลี่ยนถ้าภาคใต้เปลี่ยน นี่ไม่ใช่คำชม นี่คือการสบประมาทพวกเราว่าประเทศเดินทางไปถึงความเสียหายฉิบหายแล้ว คนใต้ก็ยังจะเลือกแบบเดิม อย่าให้ใครมาสบประมาทเราได้ อย่าให้ใครมาตราหน้าเราได้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนใต้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง อย่าให้สิ่งนี้คือมรดกของคนใต้”


“นักการเมืองกับเรามีสัญญาต่อกันไม่เกิน 4 ปี ถ้ามันทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือกมัน ไม่มีอะไรผูกมัด สิ่งที่จะผูกมัดประชาชนคืออนาคตของประเทศไทย ความจริงแล้วหาเสียงในนครศรีธรรมราชไม่ใช่เรื่องยากหากพิจารณากันด้วยเนื้อหาสาาระ เอาบันทึกการประชุมของ สส.นครศรีธรรมราช ที่ผ่านมามาดูเลยว่าใครเข้าประชุมกี่รอบ ใครโหวตกฎหมายกี่ครั้ง แค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครควรเป็นผู้แทน ขอให้พี่น้องเลือกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องสงสารใคร สงสารตัวเองเถอะพรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานอีก”


ภคมนกล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่ไม่พูดไม่ได้ คือเรื่อง “สมบัติพ่อเฒ่า” อยากให้พี่น้องพิจารณากันดีๆ การบอกว่าต้องเลือกสมบัติพ่อเฒ่าหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าภาคใต้สิ้นหวังขนาดนั้นเลยหรือ วัฏจักรของสังคมเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งหนึ่งล่มสลายไป มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น และสิ่งใหม่เกิดขึ้นแล้ววันนี้ 


“เราอยู่กับปัจจุบัน เดินไปข้างหน้า พี่น้องคิดว่าบ้านพังๆ ถ้าเปลี่ยนแค่กลอนประตูมันจะแข็งแรงเหมือนเดิมหรือ การเดินทางมาถึงจุดนี้ของพรรคที่บอกว่าตัวเองเป็นพรรคของคนใต้ มาในวันที่ทุกอย่างพังหมดแล้ว คุณมาเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันฟื้นฟู แบบนี้เห็นแก่ตัว ที่ผ่านมาคุณทำอะไรลงไปบ้าง”


“การที่ประชาชนไว้วางใจคุณ ร่วมต่อสู้กับคุณ ให้คุณเป็นตัวแทนของเขาเพื่อล้มระบบบางอย่าง ในขณะที่ทุกคนเชื่อแบบนั้น แต่ถึงวันที่คุณไปพลอยเป็นรัฐบาลกับเขา คุณไม่ถามประชาชนที่ร่วมกันต่อสู้เลย การร่วมรัฐบาลในวันนั้นคุณไม่สามารถผลักดันอะไรให้คนใต้ได้เลย ไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าให้กับคนใต้เหมือนอย่างที่ปากพูด สิ่งเดียวที่ได้จากการร่วมรัฐบาลครั้งนั้น คือการสร้างเกียรติประวัติให้กับคนคนหนึ่งได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรี มีแค่นั้นเอง ประชาชนที่นั่งตรงนี้ไม่ได้อะไรเลย”


ภคมนกล่าวอีกว่า ตลอดการเดินทางในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีคนเรียกตนว่าเป็น “แม่ทัพภาคใต้” จะพูดจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่เต็มไปด้วยความกดดันความท้าทาย เพราะเราไม่รู้ว่าจะสามารถทำงานทางความคิดเพื่อเปลี่ยนภูมิลำเนาของเราได้บ้างหรือไม่ เส้นชัยของเราคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถ้าทั้งประเทศทุกภาคเขาเปลี่ยนกันหมด เว้นไว้แค่ภาคใต้ ตนก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปอวดคนอื่นได้บ้าง


“ดังนั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ต้องตอบแทนอะไรกัน ขอแค่ให้ได้อวดกับคนอื่นเขาบ้างว่าภาคใต้ของกูก็เปลี่ยนเหมือนกัน” 


ภคมนทิ้งท้ายว่า จำได้ว่าในการหาเสียงเมื่อปี 2566 มีคนบอกว่านครศรีฯ ชนะแน่นอน วันนั้นเราอาจจะทำงานหนักไม่มากพอ แต่วันนี้ต่อให้คุณไม่ชอบลิซ่า ไม่ชอบพรรคประชาชน คุณน่าจะเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชัน การเอาเงินผู้ประกันตนไปจ่ายในเรื่องที่ไม่ควรจ่าย แต่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้เลย ดังนั้นอย่าให้ใครกดหัวเรา ประกาศให้ยิ่งใหญ่ว่าประเทศนี้เป็นของประชาชน พวกเราอยู่ข้างเดียวกันคือข้างประชาชน 8 กุมภาพันธ์เลือกอนาคตประเทศไทย กาส้มสองใบให้ถล่มทลายและกาเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ


สำหรับผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช ของพรรคประชาชน ทั้ง 9 เขต ประกอบด้วย

เขต 1 ปกรณ์ อารีกุล เบอร์ 4 

เขต 2 จรยุทธ มาศบำรุง เบอร์ 5

เขต 3 ชายประจักร์ ศิริพันธุ์ เบอร์ 6

เขต 4 วัชระ เกตุชู เบอร์ 3

เขต 5 สมโชติ มีชนะ เบอร์ 1 

เขต 6 พุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว เบอร์ 7 

เขต 7 ฮาวา นุ้ยเจริญ เบอร์ 5

เขต 8 ธีรวัฒน์ บุญวรรณ เบอร์ 2

เขต 9 นาถวัฒน์ ทองทรัพย์ เบอร์ 2


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน



















‘ทิม - เท้ง’ ขอเปลี่ยนสุพรรณให้เป็นสีส้มทั้งจังหวัด ณัฐพงษ์โมโห กกต. ทำหน้าที่ผิดพลาด ไม่ยึดโยงประชาชน แม้ถูกฟ้องจากกลุ่มทุนพลังงาน จะขอเป็นปากเสียงให้ประชาชนต่อไป ด้าน ‘พิธา’ มั่นใจ ไม่เคยรู้สึกเข้าใกล้เส้นชัยเท่านี้มาก่อน ย้ำ วันนี้สุพรรณบุรีถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว

 


‘ทิม - เท้ง’ ขอเปลี่ยนสุพรรณให้เป็นสีส้มทั้งจังหวัด ณัฐพงษ์โมโห กกต. ทำหน้าที่ผิดพลาด ไม่ยึดโยงประชาชน แม้ถูกฟ้องจากกลุ่มทุนพลังงาน จะขอเป็นปากเสียงให้ประชาชนต่อไป ด้าน ‘พิธา’ มั่นใจ ไม่เคยรู้สึกเข้าใกล้เส้นชัยเท่านี้มาก่อน ย้ำ วันนี้สุพรรณบุรีถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว


วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานหน้าโรบินสัน จังหวัดสุพรรณบุรี คาราวานหาเสียงพรรคประชาชน สายภาคกลาง “มนต์รักลูกทุ่ง” นำโดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน, กรุณพล เทียนสุวรรณ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส. จังหวัดสุพรรณบุรีทั้ง 5 เขต ดังนี้ สมเกียรติ เสรีวิพุธ เขต 1 (เบอร์ 7), นุศรา ศรีสังข์งาม เขต 2 (เบอร์ 1), มงคล สุนทรวิภาต เขต 3 (เบอร์ 5), ภิญโญ สุนทรวิภาต เขต 4 (เบอร์ 2) และสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ เขต 5 (เบอร์ 4)


พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรคประชาชนขึ้นกล่าวปราศรัยว่า วันนี้รู้สึกภูมิใจมากที่สุดที่จะเป็นคนปราศรัยส่งมอบนายกรัฐมนตรีคนต่อไปให้กับพี่น้อง กาพรรคประชาชนทั้งสองใบ ส่งนายกฯ เท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล วันนี้พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม เพราะเมื่อปี 2566 พี่น้องชาวสุพรรณฯ ไว้วางใจให้บัญชีรายชื่อมาเกือบ 2 แสนยังไม่ลืม กาให้ก้าวไกล 5 คน 5 เขต ไม่มีเขตไหนต่ำกว่า 35,000 คะแนน


วันนี้ พรรคประชาชนนำโดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ทำงานกันเป็นทีม คิดเป็นระบบ มั่นใจเหลือเกิน ศักราชใหม่ของสุพรรณบุรีมาถึงแล้ว ทุกอย่างมีเวลาของมันที่จะผลิใบ จากพรรคก้าวไกล สู่พรรคประชาชน คราวที่แล้วเราบอกว่าทำไมต้องเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนอย่างไร คราวนี้ ณัฐพงษ์บอกว่าจะทำอย่างไร เอาใครมาร่วมกันเปลี่ยนบ้าง ทำงานกันเป็นทีม มีประชาชนต้อนรับเขาเป็นอย่างดี บอกได้เลยว่าเราไม่เคยเข้าใกล้เส้นชัยเท่าอาทิตย์นี้มาก่อน


สุพรรณบุรีก็เหมือนกัน เป็นสีเดิมตั้งแต่ปี 2531 แต่ปีนี้ 2569 แล้ว ทั้งระบบเกษตรกรรมที่ณัฐพงษ์และพรรคประชาชนคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้พี่น้องลดการใช้ปุ๋ยและเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาเกษตรกรรมตั้งแต่ก่อนปลูก ระหว่างปลูก หลังปลูกได้อย่างไรบ้าง


ที่นี่เพิ่งจะมีข่าวเก็บยาเสพติดหลายหมื่นเม็ด สิ่งนี้ทำให้ต้องปฏิรูปวงการตำรวจ เพื่ออนาคตของลูกหลาน ที่นี่ยังมีเหตุการณ์ที่โรงงานพลุเพิ่งระเบิดไป ต้องขอแสดงความเสียใจกับพ่อแม่พี่น้องชาวสุพรรณบุรีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้ามันมีกฎหมายอย่าง PRTR ที่บอกว่าสารเคมีอยู่ที่ไหนบ้าง วัตถุระเบิดอันตรายอยู่ที่ไหนบ้าง เคลื่อนย้ายต้องมีการชี้แจงอย่างไร เอาเทคโนโลยีเข้ามาจับแบบนี้ พี่น้องชาวสุพรรณบุรีจะไม่ต้องมาประสบชะตากรรมเช่นนี้อีก


ณัฐพงษ์​ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวปราศรัยว่า 8 กุมภาพันธ์นี้ เรากาเพื่อเปลี่ยน ​สำหรับใครที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า หลายคนคงรู้สึกโมโห คนอุตส่าห์อยากจะไปใช้สิทธิของตัวเอง 4 ปีมีหนหนึ่ง จัดเรื่องง่ายๆ ยังทำให้เป็นเรื่องยากๆ แล้วปัญหาที่มันเกิด ทำไมมันต้องเกิดกับพรรคส้ม


พ่อแม่พี่น้อง อย่างแรกที่เราต้องเปลี่ยนก็คือการทำให้การทำหน้าที่ กกต. และองค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ถ้าวันนี้พ่อแม่พี่น้องยังตัดสินใจกาเหมือนเดิม ก็จะได้รัฐบาลหน้าตาเดิมๆ 8 กุมภาฯ นี้ต้องกาเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น 


เมื่อสักครู่พี่ทิม พิธา ก็บอกว่าสุพรรณบุรีเพิ่งจะมีข่าวบุกจับพ่อค้ายาเสพติดที่สุพรรณบุรีไปหลายหมื่นเม็ด ขอยืนยันว่า ถ้าชาวสุพรรณบุรีกาเพื่อเปลี่ยน กาเพื่อปฏิรูปวงการตำรวจให้ไม่มีการใช้ตั๋วเลื่อนตำแหน่งอีกต่อไป ให้มีการเปลี่ยนแปลงในวงการตำรวจ


เรามีนโยบายจัดการที่ดิน ดูแลพี่น้องชาวเกษตรกร ออกโฉนดแก้ปัญหาสิทธิที่ดิน เปลี่ยน สปก, นิคมสร้างตนเองและนิคมสหกรณ์ เป็นโฉนด เรามีนโยบายในการแปลง ส.ป.ก. เป็นโฉนด คืนสิทธิทำกินให้กับหลายๆ จังหวัดทั่วทั้งประเทศ โดยเฉพาะเรื่องหนี้ ถ้าเกษตรกร อายุ 70 ปีขึ้นไปถ้าจ่ายหนี้เกินต้นยกหนี้ให้ ถ้ายังจ่ายยังไม่เกินต้น ลดหนี้ให้ครึ่งหนึ่ง


ที่ผ่านมาประเทศเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำมาโดยตลอด ทุนเทาเข้ามาพวกยึดครองประเทศ สร้างธุรกิจฟอกเงิน ทำเงินสีเทาให้เป็นเงินสีขาว ทำให้ธุรกิจเราเจ๊งระเนระนาด มีนอมินีไปยึดครองที่ดินแทนคนไทย เรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องการถือครองที่ดินมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอนนี้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำในไทยสูง ยกตัวอย่างจากเรื่องที่ดิน คน 1% ถือครองที่ดินมูลค่าที่ดินรวมกันเท่ากับคน 99% ที่เหลือถือครอง


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า วันนี้ ก่อนมาอยุธยาและมาสุพรรณบุรี ตนและ วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ, ศุภโชติ ไชยสัจ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อเพิ่งไปที่ศาลอาญารัชดามา โดนกลุ่มทุนพลังงานฟ้องคนละ 100 ล้านบาท แต่เราไม่กลัวหรอก เราไม่หยุดหรอก เราจะเรียกร้องความเป็นธรรม เป็นปากเป็นเสียงให้พ่อแม่พี่น้องทุกคนต่อไป จนกว่าค่าไฟในประเทศนี้จะถูกลง


ณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่า วันนี้เราต้องกาเพื่อเปลี่ยนแปลง กาให้พรรคประชาชนทั้งสองใบเพื่อจะตั้งรัฐบาลประชาชน เปลี่ยนประเทศนี้ให้ดีขึ้น กาเพื่ออนาคตของลูกหลาน ให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น กาพรรคประชาชนทั้งสองใบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน