วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” นำทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจับเข่าคุย ดัน กทม. ดูแลคนทุกช่วงชีวิต-แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบเป็นระบบ พร้อมสร้าง กทม. ให้เป็นเมืองที่แคร์คนเพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้น

 


“ชัยวัฒน์” นำทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจับเข่าคุย ดัน กทม. ดูแลคนทุกช่วงชีวิต-แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบเป็นระบบ พร้อมสร้าง กทม. ให้เป็นเมืองที่แคร์คนเพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้น


วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่โซลบาร์ อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเสวนา “เมืองที่ดูแลคนหน้าตาเป็นแบบไหน?” เป็นการพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางในการพัฒนากรุงเทพมหานครฯ (กทม.) ระหว่างประชาชนกับทีมบริหารผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน นำโดย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เบอร์ 10 โดยกิจกรรมในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก


ในส่วนของ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านสวัสดิการ ระบุว่ากรุงเทพง่ายๆ เกิดจากความคิดที่เห็นตรงกันของทุกคนในทีมว่ากรุงเทพและชีวิตของผู้คนมันยาก หลายครั้งถ้าอยากง่ายต้องใช้เงินซื้อ ตนจึงอยากทำงานช่วยในด้านสวัสดิการ ที่ไม่จำเป็นต้องเลิศหรู แต่เป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ทุกคนควรต้องได้รับอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 


ปัญหาสำคัญหนึ่งของทั้งประเทศไทยและ กทม. ในปัจจุบันก็คือเด็กแรกเกิด ปัจจุบันอัตราการเกิดของประชากรน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิตไปมากแล้ว ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว และปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเกิดอย่างเดียว แต่ยังนำไปสู่ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจด้วย จึงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของเด็กเกิดใหม่ การพัฒนาการทางร่างกายตั้งแต่แรกเกิดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กที่ควรได้รับเท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันการฝากครรภ์เป็นเรื่องที่แม่หลายคนต้องคิดถึงค่าใช้จ่าย คนที่มีรายได้น้อยยิ่งเครียดและกดดัน นั่นจึงเป็นที่มาที่ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนคิดนโยบายแรก Baby Box ออกมาเป็นแพ็คเกจ 2,000 บาทสำหรับมารดาที่ตั้งครรภ์ทุกคน เพื่อยกระดับคุณภาพของมารดาในการฝากครรภ์ สามารถแลกเป็นการฝากครรภ์ หรือเลือกเวชภัณฑ์ หรือของใช้หลังคลอดบนแพลตฟอร์มที่ได้มาตรฐาน


วัลลภกล่าวต่อไปว่าหลังจากเกิดแล้ว ความบีบคั้นของผู้ปกครองคือจะเลี้ยงลูกอย่างไรหลังลาคลอดครบ 4 เดือนและต้องกลับไปทำงาน หลายครอบครัวภรรยาลาออกจากที่ทำงานมาเป็นแม่เต็มตัว แต่อีกหลายบ้านทำเช่นนั้นไม่ได้ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ต้องให้ญาติช่วยดูแล ปัจจุบัน กทม. มีเด็กอายุ 6 เดือน - 3 ปีอยู่ที่ 110,000 คน แต่เข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ได้เพียง 15% เพราะ ศพด. หลายแห่งรับเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปเท่านั้น อีกทั้ง ศพด. หลายแห่งให้บริการในเวลาราชการ ทำให้ผู้ปกครองหลายรายไม่สามารถรับส่งลูกได้ตามเงื่อนไขการทำงานของตัวเอง


ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงมีแนวคิดสำคัญในการพัฒนา ศพด. ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความยากลำบากของผู้ปกครอง ด้วยการพัฒนาให้ครูและพี่เลี้ยงมีมาตรฐาน มีปริญญาสำหรับครู และวุฒิบัตรการฝึกอบรมสำหรับพี่เลี้ยง วันเสาร์-อาทิตย์ ศพด. มีพื้นที่ว่างแต่ใช้งานน้อย ก็สามารถเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองได้ โดย กทม. จะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้ ศพด. ที่ละ 2 ล้านบาท


วัลลภกล่าวต่อไปว่าในด้านผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบัน กทม. มีผู้ป่วยติดเตียง 15,000 คน ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนเห็นว่าจะต้องมีรถบริการขนส่งผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบันแม้จะมีสิทธิบัตรทองที่เชื่อมโยงกับ สปสช. ให้บริการอยู่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับคนกรุงเทพ ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนอยากเพิ่มให้มากถึง 3 เท่า โดยใช้งบประมาณราว 80 ล้านบาท ซึ่งจะขยายการครอบคลุมให้ถึงผู้ที่ตกหล่น เช่น ผู้ที่ต้องรับการฟอกไต หรือเป็นโรคที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสะดวกด้วย


ในส่วนของ อมร พิมานมาศ ทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านงานโยธา ระบุว่าถ้า กทม. มีกฎหมายที่ดี เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มก็อาจไม่เกิดขึ้น เพราะตึกหลังนี้ไม่ได้ส่งแบบก่อสร้างและรายการคำนวณให้ กทม. ตรวจสอบ เพราะเป็นอาคารราชการ ได้รับการยกเว้น ออกแบบเสร็จปี 2562 ขออนุญาตปี 2564 ระหว่างนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและเกณฑ์การออกแบบอาคารในการรองรับแผ่นดินไหว ถ้าตึกนี้มีการส่งรายการคำนวณและแบบก่อสร้างให้ กทม. ตรวจสอบ ก็จะพบว่าไม่ได้ออกแบบตามมาตรฐานใหม่ อาจจะมีการสั่งทบทวน และตึกหลังนี้อาจไม่ถล่มก็ได้


แต่ปัจจุบันผ่านไป 1 ปี กทม. ก็ยังไม่ออกข้อบัญญัติ กทม. ที่กำหนดให้อาคารภาครัฐต้องส่งรายการคำนวณและแบบก่อสร้างเช่นเดียวกับเอกชน ทั้งที่ กทม. สามารถยืนยันว่าตัวเองมีอำนาจนี้ได้ จากเหตุแผ่นดินไหวปีที่แล้ว มีตึกสูงโยก หลายตึกเกิดความเสียหาย แต่ผ่านไป 1 ปีก็ยังไม่มีฐานข้อมูลความเสี่ยงอาคารและระบบการแจ้งเตือนเกิดขึ้นเลย นี่คือเรื่องที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมด่วน


อมรกล่าวต่อไปว่าสำหรับเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างเหตุรถไฟชนรถเมล์ ทำให้เราเห็นปัญหาแล้วว่าจุดตัดทางรถไฟหลายสิบจุดใน กทม. มีความเสี่ยงต่อสาธารณะอย่างมาก หลายคนมองว่าเป็นความผิดของ ขสมก. รถไฟ หรือความผิดพลาดของมนุษย์ แต่ต้นเหตุพื้นฐานจริงคือการจัดการจราจร ที่มีการปล่อยให้รถจากกำแพงเพชร 7 เข้าไปตัดทาง จนทำให้รถเมล์ต้องคร่อมราง 


ทางด้าน เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านการปฏิรูปภาครัฐ ระบุว่าเรื่องที่เป็นปัญหาของทั้งระดับประเทศและ กทม. ก็คือปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาครัฐ หลักธรรมาภิบาล และปัญหาการทุจริต ถ้าประเทศไทยแก้ได้ทั้งสองเรื่องนี้ ประเทศไทยจะมีงบประมาณปีหนึ่งเพิ่มขึ้นได้ถึง 4-5 แสนล้านบาท คือเรื่องของกฎหมายจำนวนมากที่ล้าสมัยที่สมควรถูกยกเลิก และเรื่องการทุจริตที่มีแต่หนักข้อขึ้น


เพียงพนอกล่าวต่อไปว่าการปฏิรูปภาครัฐคือการแก้ปัญหาของระบบราชการ ทั้งเรื่องจำนวนข้าราชการที่ กทม. มีรวมกว่า 75,000 ราย ในขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว รัฐจะมีภาระเรื่องสวัสดิการ ผู้สูงอายุ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ในยุคดิจิทัลปัจจุบันเราสามารถใช้ระบบเข้ามาช่วยทำงานและลดจำนวนบุคลากรได้ 


หรือในด้านประสิทธิภาพและคุณภาพ สิ่งที่จะทำให้คน กทม. มีค่าใช้จ่ายที่น้อยลงและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นผ่านการปฏิรูปภาครัฐของ กทม. ก็คือต้นทุนใบอนุญาตต่างๆ ทั้งเรื่องการก่อสร้าง ที่หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตในลักษณะนั้น แต่ที่ใบอนุญาตเหล่านั้นยังคงอยู่ก็เพราะการมีเงินใต้โต๊ะ นี่คือเรื่องที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหา ขณะเดียวกันการใช้งบประมาณก็ต้องใช้ให้ถูกต้อง นั่นคือการมีหลักธรรมาภิบาล


เพียงพนอกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตาม ตนอยากให้เจ้าหน้าที่และข้าราชการในสังกัด กทม. ทำงานอย่างมีคุณค่าและมีชีวิตที่มีคุณภาพไปด้วย คนเมืองที่มีโอกาสอาจรู้สึกว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่น่าอยู่ แต่คนในชุมชนอาจรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ตนไม่ต้องการเห็น กทม. เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ต่อให้อยู่ในบ้านมีรั้วปลอดภัย แต่ตราบที่สังคมโดยรอบยังมีคนที่เดือดร้อนก็จะไม่มีใครอยู่อย่างสบายใจได้ เราจึงอยากให้ กทม. เป็นเมืองที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตร่วมกัน


ขณะที่ เดชรัต สุขกำเนิด ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านคุณภาพชีวิต ระบุว่าปัญหาฝุ่น pm 2.5 เป็นปัญหาใหญ่ ทำให้วิถีชีวิตโดยปกติทำไม่ได้หรือทำได้อย่างลำบาก ทุกคนท่องกันได้หมดแล้วว่าสาเหตุมาจากอะไร แต่การเอาจริงและพยายามกำหนดขอบเขตการแก้ปัญหายังไม่ดีเพียงพอ ที่ผ่านมาการแก้ปัญหามักถูกพูดถึงเฉพาะในช่วงเวลาที่พีค ซึ่งแทบไม่สามารถคาดเดาได้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า


การมีขนส่งสาธารณะที่ต่อยอดจากที่ กทม. มีอยู่และทำให้ทั่วถึงเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งปัจจุบัน กทม. ยังขาดฟีดเดอร์ในช่วงสุดท้ายอยู่ ปัจจุบันมีการกำหนดไว้ 10 สายเบื้องต้นแล้วแต่ไม่มีคนมาวิ่ง และยังมีอีกกว่า 30 สายที่สามารถทำฟีดเดอร์เสริมเข้ากับระบบใหญ่คือรถไฟฟ้าได้ ซึ่ง กทม. โดยทีมผู้ว่าฯ ประชาชน จะเข้าไปผลักดันให้เกิดขึ้น


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าแต่ กทม. ก็ไม่ได้มีเฉพาะรถที่สัญจรไปมาของผู้คน แต่ยังมีเรื่องการขนส่งสินค้า รถบรรทุก และรถเมล์ด้วย ต้องมีการยกระดับมาตรฐานของรถเหล่านี้ กำหนดเขตควบคุมให้รถที่จะเข้ามาในเขต กทม. ต้องเป็นยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษต่ำ (low emission) ซึ่งจะทำแบบนั้นได้ต้องมีการกำหนดเขต low emission zone ซึ่งที่ผ่านมาแม้ กทม. จะดำเนินการอยู่แต่ก็มีขอบเขตที่จำกัด จำเป็นต้องทำให้ขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้น สร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น และดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังมากขึ้น


ขณะที่ภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรม กทม. มีทั้งโรงงาน ไซต์ก่อสร้าง แพลนท์ปูน สิ่งเหล่านี้ต้องติดเครื่องมือตรวจวัด กล้องวงจรปิด เพื่อดูแลทั้งเรื่องฝุ่นและความปลอดภัย ส่วนที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมต้องตรวจวัดสิ่งที่เป็นมลพิษทางอากาศ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำเข้ามาใช้ได้แล้ว เช่น อากาศยานไร้คนขับที่ติดกล้องตรวจความเข้มข้นของมลภาวะอุตสาหกรรม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าที่ติดอยู่ปลายปล่องโรงงาน


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าส่วนเรื่องของการเผาในภาคเกษตร เป็นสิ่งที่แก้เฉพาะ กทม. ไม่ได้ แต่ต้องขยายความร่วมมือเชิญจังหวัดโดยรอบ ที่มีปัญหา pm 2.5 เช่นเดียวกันกับ กทม. มาแก้ปัญหาร่วมกัน ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็เปิดโอกาสอยู่แล้วให้ผู้ว่า กทม. สามารถชวนจังหวัดที่เป็นเขตควบคุมมลพิษมาร่วมมือออกมาตรการเดียวกันได้ รวมไปถึงสามารถเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรให้ไม่ใช้วิธีการเผาได้ ผ่านการจัดหาเครื่องจักร จัดหาผู้รับซื้อฟาง เป็นต้น ซึ่ง กทม. มีทรัพยากรมากพอที่จะชวนจังหวัดอื่นๆ มาแก้ปัญหานี้ไปพร้อมกันได้


ในส่วนของชัยวัฒน์ ระบุว่ากรุงเทพจะง่ายขึ้นได้ถ้าเราสร้างเมืองที่แคร์คน เราอยากทำให้ กทม. เป็นเมืองที่แคร์คนทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้มากขึ้น วันนี้ตนไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชน และผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนอีกทั้ง 50 คน


ปัญหาของ กทม. หลายอย่างเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องไปถึงลูกหลานในอนาคตของเรา ทำให้เราคิดอยู่แค่ในกรอบของการเลือกตั้ง 4 ปีไม่ได้ พรรคประชาชนที่อาสาเข้ามาทำกรุงเทพให้ง่ายขึ้น จึงมองถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำในอนาคตเพื่อคนกรุงเทพ การทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์คนของเราเป็นสิ่งที่จับต้องได้ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เราอยากให้ กทม. เข้ามาช่วยชาวกรุงเทพให้ง่ายขึ้นในทุกช่วงของชีวิต


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่ตนเจอมาเวลาคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเวลาเข้าพื้นที่ คือหลายย่านใน กทม. ตลาดเงียบ ไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน พ่อค้าแม่ค้าต่างสะท้อนว่าถ้าได้เข้าบริหารกรุงเทพ จะช่วยทำให้บรรยากาศคึกคักกว่านี้ได้หรือไม่ ความเงียบของย่านต่างๆ คือปัญหาหนึ่งที่ กทม. สามารถพัฒนาให้คึกคักและทำให้คนอยากมาเที่ยวได้ 


วันนี้ กทม. มีย่านที่ชิคหลายย่าน อย่างบรรทัดทอง ทรงวาด ที่มีการพัฒนาให้มีจุดขายที่น่าสนใจ กทม. ยังมีย่านลักษณะนี้อีกจำนวนมาก ถ้าสามารถพัฒนาเรื่องการเดินทาง การเข้าถึง และการประชาสัมพันธ์ให้ดีขึ้น มีทิศทางการพัฒนาร่วมกันระหว่างเอกชนและประชาชนในย่านนั้น เราจะสามารถพัฒนาย่านเหล่านี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คึกคักขึ้นมาได้อีกเป็นจำนวนมาก โดย กทม. ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการและสนับสนุนด้านงบประมาณ ถ้าต้องสร้างแลนด์มาร์กใหม่ หรือการพัฒนาภูมิทัศน์ กทม. สามารถสนับสนุนได้


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าการทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์คน เรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการรื้อโครงสร้างกฎหมายที่ล้าหลัง และการดูแลคนไม่ได้หมายถึงแค่การดูแลเฉพาะคนเมือง แต่ต้องรวมถึงคนที่ทำงานให้ กทม. ด้วย ทำอย่างไรให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ มีเกียรติโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบใต้โต๊ะ


กทม. มีปัญหายากๆ หลายปัญหา ตั้งแต่เรื่องของฝุ่น pm 2.5 การจราจร ขยะ น้ำท่วม ฯลฯ ที่ต้องแก้ด้วยระบบ เพราะการแก้ปัญหายากๆ เหล่านี้ที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้น สิ่งที่เราจะทำจึงมาจากการคิดที่เจาะลึกแยกออกไปถึงสาเหตุที่ต้นตอ การแก้ปัญหาทุกอย่างต้องไม่ถูกแก้แบบลูบหน้าปะจมูก ทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชนจะจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยเป้าหมายคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิด ไม่ใช่แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 #ผู้ว่าประชาชน
















"ชัชชาติ" ลงพื้นที่บางกอกน้อย รับฟังปัญหาร้องเรียนเรื่องน้ำท่วมขังข้ามปีและการละเลยไม่ขุดลอกท่อระบายน้ำ พร้อมชูนโยบายแก้น้ำท่วมริมเจ้าพระยา และแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพชีวิตเขตบางกอกน้อย

 


"ชัชชาติ" ลงพื้นที่บางกอกน้อย รับฟังปัญหาร้องเรียนเรื่องน้ำท่วมขังข้ามปีและการละเลยไม่ขุดลอกท่อระบายน้ำ พร้อมชูนโยบายแก้น้ำท่วมริมเจ้าพระยา และแผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพชีวิตเขตบางกอกน้อย


วะนที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ลงพื้นที่ทําคะแนนเสียงในพื้นที่เขตบางกอกน้อย โดยเริ่มเดินเท้าตั้งแต่ชุมชนวัดโพธิ์เรียง ทักทายกลุ่มผู้ขับขี่วินจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล และพนักงานออฟฟิศ เพื่อรับฟังปัญหาร้องเรียนเรื่องน้ำท่วมขังข้ามปีและการละเลยไม่ขุดลอกท่อระบายน้ำ ก่อนเข้าสํารวจจุดก่อสร้างโรงบําบัดนน้ำเสียธนบุรี  


นายชัชชาติเปิดเผยว่า ปัญหาหลักของเขตบางกอกน้อยในปัจจุบันคือความล่าช้าของโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย ซึ่งเป็นบิ๊กโปรเจกต์เชื่อมท่อระบายน้ําจากคลองต่างๆ ที่ค้างคามาตั้งแต่ช่วงปี 2563 - 2564 ก่อนที่ตนจะเข้ามาบริหาร โดยโครงการนี้ประกอบด้วยโรงบําบัด 1 แห่ง และโครงการเก็บรวบรวมน้ำเสียอีก 3 โครงการ


กาง 3 ปัญหาหลักและเงื่อนไขปมท่อบําบัดน้ำเสียฝั่งธนฯ :


คอขวดงานก่อสร้าง : ผู้รับเหมาทําการปิดล้อมลําคลองเพื่อเคลื่อนย้ายเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าหน้างาน ส่งผลกระทบขัดวางระบบทางระบายน้ำเดิมและกีดขวางการจราจรในตระกูลซอยจรัญฯ


ค่าปรับและเวลาที่สูญเสีย : โครงการเผชิญสิทธิ์ขยายระยะเวลาปฏิบัติงานเยียวยาช่วงสถานการณ์โควิด-19 นานกว่า 400 วัน ส่งผลให้งานก่อสร้างยืดเยื้อไร้กําหนดเสร็จสิ้น


ความผิดพลาดเชิงโครงสร้าง : การออกแบบพิมพ์เขียวเดิมในอดีตอาจไม่ตรงกับสภาพหน้างานจริงใต้ดิน ทําให้บางเส้นทางยังไม่มีการลอกท่อระบายน้ําเพื่อรองรับน้ำเสียอย่างถูกต้อง


จากนั้น นายชัชชาติได้เดินเท้าทะลุเข้าซอยวัดอัมพวา ผ่านโรงเรียนวัดอัมพวา โดยได้นําเสนอนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษาผ่านแอปพลิเคชัน "Sosafe" เพื่อเปิดช่องทางด่วนให้กลุ่มเยาวชนและผู้ปกครองแจ้งเหตุการณ์ถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ (Bullying) ในโรงเรียนสังกัด กทม. ได้ทันที


นอกจากนี้ ได้แถลงถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาพื้นที่พหุวัฒนธรรมและสังคมผู้สูงอายุในย่านบางกอกน้อย โดยชูยุทธศาสตร์ "การเชื่อมต่อเส้นเลือดฝอยสู่เส้นเลือดใหญ่"


แผนปฏิบัติการยกระดับคุณภาพชีวิตเขตบางกอกน้อย :


โครงสร้างคมนาคมรองรับรถไฟฟ้า : เร่งปรับปรุงทางเท้า (ฟุตบาท) และผิวการจราจรบนถนนอิสรภาพและถนนจรัญสนิทวงศ์ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนตรอกซอยสามารถสัญจรเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าสายสีใหญ่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ปูพรมติดไฟส่องสว่าง LED และขุดลอกคูคลองถาวร


ระบบสาธารณสุขเชิงรุก : กระจายบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุหนาแน่นและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนด่านหน้า


มาตรการคุมเข้มอัคคีภัยด้วยเทคโนโลยี : ติดตั้งถังดับเพลิงเคมีแบบหิ้ว (ถังแดง) ประจําตรอกซอยแคบ พร้อมยกระดับติดตั้งระบบระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนตัวถัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านสแกนตรวจสอบวันหมดอายุและสถานะความพร้อมใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดักทางโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้


นายชัชชาติย้ำชัดโดยอ้างอิงข้อมูลส่วนตัวว่า พื้นที่บางกอกน้อยคือตัวอย่างของเมืองที่โตจากไร่สวนจนกลายเป็นชุมชนหนาแน่น ปัญหาความขัดแย้งระหว่างการก่อสร้างเส้นเลือดใหญ่กับการใช้ชีวิตในเส้นเลือดฝอยจึงต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ซึ่งหากได้รับโอกาสกลับมาทําหน้าที่ต่อ ตนพร้อมเดินหน้าสะสางและเร่งรัดสัญญางานโยธาที่ค้างคาเหล่านี้เพื่อคืนความปกติสุขให้คนฝั่งธนฯ โดยเร็วที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69





“ศุภณัฐ” ชี้รัฐล้มเหลวคุมงานก่อสร้างใหญ่ นักการเมือง-ข้าราชการตบทรัพย์ผู้รับเหมาจนลดคุณภาพ-เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก แถมระบบสอบสวนไม่โปร่งใสเอื้อผู้รับเหมาลอยนวล ซัดรัฐปล่อยผู้รับเหมารายเดิมประมูลงานต่อทั้งที่ทำคนตายกว่า 130 ศพใน 1 ปี จี้ตั้งกรรมการอิสระ-แบล็กลิสต์ผู้รับเหมา

 


“ศุภณัฐ” ชี้รัฐล้มเหลวคุมงานก่อสร้างใหญ่ นักการเมือง-ข้าราชการตบทรัพย์ผู้รับเหมาจนลดคุณภาพ-เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก แถมระบบสอบสวนไม่โปร่งใสเอื้อผู้รับเหมาลอยนวล ซัดรัฐปล่อยผู้รับเหมารายเดิมประมูลงานต่อทั้งที่ทำคนตายกว่า 130 ศพใน 1 ปี จี้ตั้งกรรมการอิสระ-แบล็กลิสต์ผู้รับเหมา


วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและตรวจสอบโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีปัญหาหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ซึ่งนำเสนอโดยพรรคประชาชน


ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายเปิดญัตติ โดยระบุว่าหากพิจารณาถึงภาพรวมโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภายใต้ผู้รับผิดชอบหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กทม. กรมทางหลวง การทางพิเศษฯ สตง. รฟม. รฟท. จะเห็นได้ว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก 


แม้หลายโครงการเริ่มที่จะมีการแถลงถึงสาเหตุและผลของการสอบสวนแล้ว แต่หลายโครงการก็ยังไม่มีรายงานฉบับเต็มที่เปิดให้กับสาธารณชน เป็นเพียงแค่หน่วยงานและคณะกรรมการออกมาแถลงข่าวให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น และยังไม่มีการตรวจสอบว่าได้มีการเก็บข้อมูลครบถ้วนหรือไม่อย่างไร และสุดท้ายหากรายงานเหล่านี้เมื่อขึ้นสู่ชั้นศาลแล้วปรากฏว่าตรวจสอบได้ไม่ดีพอ หลายบริษัทก็อาจจะหลุดคดี ไม่ต้องรับผิดชอบ หรือรับผิดชอบน้อยกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น


ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่าและถ้าไปดูระยะเวลาในการตรวจสอบ จะพบว่าหลายโครงการใช้เวลาระหว่าง 2-4 เดือน แต่ในบางเหตุการณ์ เช่น เหตุหลุมยุบที่หน้า รพ.วชิระ ผ่านไปถึง 8 เดือนแล้วก็ยังไม่มีการแถลงผลการสอบสวน จากข่าวที่ได้ยินมาคาดได้ว่าผลการสอบสวนจะโทษทุกอย่างยกเว้นการโทษผู้รับเหมา แม้นายกรัฐมนตรีจะเคยแถลงในสภาว่าจะไม่เอื้อกับบริษัทซิโน-ไทย และพร้อมช่วยกระทืบหากผิดจริง และจะให้การตั้งคณะกรรมการโดยกระทรวงคมนาคมเป็นอิสระในการตรวจสอบ แต่เมื่อดูรายชื่อคณะกรรมการกลับพบว่ามีสัดส่วนของคนนอกน้อยมาก เมื่อเทียบกับโครงการอื่นที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแบบเดียวกัน


ในรอบปีที่ผ่านมา โครงการที่ก่อสร้างโดย บ.อิตาเลียน-ไทย มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 130 ราย ย้อนไปถึงเหตุเครนถล่มที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวว่าสั่งให้ยกเลิกสัญญาแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้มีการยกเลิกสัญญากับ บ.อิตาเลียน-ไทย แต่อย่างไร และย่อมแปลว่าไม่ได้มีการขึ้นแบล็คลิสต์ หมายความว่าบริษัทที่ดำเนินการก่อสร้างที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 130 ราย ยังคงมีสิทธิประมูลงานโครงการก่อสร้างของภาครัฐได้ทุกโครงการในประเทศไทย


ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่าที่หนักไปกว่านั้น คือกรณีการบังคับใช้สมุดพกผู้รับเหมา ที่มีการพูดถึงมาตั้งแต่ปี 2567 มีการเลื่อนมาตลอด และล่าสุดเมื่อเกิดเหตุการณ์เครนถล่มที่ อ.สีคิ้ว นายกรัฐมนตรีระบุเองว่าจะเสร็จไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่จนถึงวันนี้ระเบียบกำกับสมุดพกผู้รับเหมาก็ยังไม่เสร็จ หมายความว่าจะยังไม่มีการดำเนินการใช้จริง


ญัตติที่ตนเสนอนี้ นอกจากการไปติดตามมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลโฆษณาไว้แต่ยังทำไม่เสร็จสักอย่างแล้ว สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือนโยบายในการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่จะมาแก้ปัญหาเรื่องของความไม่ปลอดภัยในโครงการก่อสร้างได้ ซึ่งสิ่งที่ต้องคิดถึงมากกว่าสมุดพกผู้รับเหมา คือการมองกระบวนการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างในลักษณะต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ


1) ในมิติของต้นน้ำก็คือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการออกแบบสัญญา มีความจำเป็นต้องพิจารณาถึงการคัดกรองและการปรับสัญญาให้มีความรัดกุม, จัดทำ company profile เพื่อเก็บข้อมูลแต่ละโครงการที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ ไม่ใช่แค่กับรัฐเท่านั้น แต่รวมถึงเอกชนด้วย ว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในจุดไหนบ้าง, การแก้ระเบียบในการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมา ที่ปัจจุบันยังคงมีการกำหนดในแบบที่เคยทำมาในอดีตเพื่อกีดกันไม่ให้หลายบริษัทได้ขึ้นชั้นผู้รับเหมาอยู่เลย 


ต้องมีการปรับมูลค่าผลงานให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น, การขึ้นทะเบียนผู้รับเหมางานก่อสร้างอาคาร, การเพิ่มงบประมาณความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่, ต้องมีการปรับสัญญาการก่อสร้างและอ้างอิงกับรูปแบบสัญญาสากล, โครงการก่อสร้างของรัฐควรต้องมีการแจ้งและส่งแบบให้ท้องถิ่น และสุดท้ายต้องมีระเบียบในการจัดการอุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้ที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐแทบจะทุกโครงการทำงานช้าหมด


2) ในมิติของกลางน้ำ มี 2 ส่วนคือ การกำกับการก่อสร้าง และ การกำกับคน และวิชาชีพ ในส่วนการกำกับการก่อสร้าง ควรมีการจัดทำ construction map ที่จะสามารถทำให้เห็นข้อมูล ว่าโครงการก่อสร้างทั้งประเทศในปัจจุบันมีทั้งหมดกี่จุด ทำให้ข้อมูลของทุกโครงการก่อสร้างของทุกหน่วยงานมาอยู่รวมกัน และสามารถติดตามได้ทุกโครงการทั้งประเทศ ไปถึงการจัดทำระบบติดตามไซต์งานก่อสร้างได้ทั้งหมด, การปรับคู่มืองานก่อสร้าง ที่แต่ละหน่วยงานมีคู่มือแยกกันไปเป็นของตัวเอง ทั้งที่มาตรฐานควรสร้างแบบเดียวกัน รวมถึงการขึ้นบัญชีดำและระบบสมุดพกผู้รับเหมา และ การตั้งคณะกรรมการ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการปล่อยให้กระทรวงที่กำกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ ตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนเอง เปลี่ยนให้เป็นคณะกรรมการอิสระกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมาตรวจสอบ


ในส่วนการกำกับคนและวิชาชีพ ต้องให้ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย วิศวกรหลายคนทุกวันนี้รับงานซ้อนหลายงานในเวลาเดียวกัน จนบางโครงการวิศวกรไม่ได้เข้าไซต์งาน และสุดท้ายคือการฝึกทักษะคนงาน บางไซต์งานรับคนงานเข้ามาแล้วก็ให้ทำงานทันที โดยที่หลายคนไม่เคยทำงานในด้านนั้นมาก่อน


3) ในมิติของปลายน้ำ ควรต้องมีการถอดบทเรียนและหาแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำระบบฟีดแบ็คจากการร้องเรียนโครงการโดยประชาชน, จัดทำศูนย์รวบรวมข้อมูลอุบัติเหตุโครงการก่อสร้างอย่างจริงจัง, ถอดบทเรียนและนำเสนอนโยบายโครงการก่อสร้าง ทั้งระบบวิธีการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง วิธีคู่มือ มาตรฐานต่างๆ ที่ที่ผ่านมาแทบจะเหมือนเดิมตลอด โดยไม่เคยมีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทั้งที่งบประมาณในการก่อสร้างของประเทศไทย มีสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดาทุกภาคส่วนที่มีการลงทุนของภาครัฐ


สุดท้ายคือการแก้ปัญหาการทุจริตในโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข ผู้รับเหมาถูกทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการตบทรัพย์จนต้องลดคุณภาพ จ่ายสินบนให้ผู้คุมงาน ผู้คุมงานก็ผ่านโครงการให้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจสอบเรื่องแบบนี้ อย่างมีบางโครงการต้องสร้างสะพานปูนแต่กลับปล่อยให้เอาไม้มายัดไส้สร้างสะพาน เป็นต้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“ภคมน” ซัก “ดีอี-กอ.รมน.” ผ่าน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ย้ำหน่วยงานรัฐต้องปกป้องประชาชนจากปฏิบัติการ IO ภาษีประชาชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือย้อนกลับมาทำลายเสรีภาพของประชาชนเอง

 


ภคมน” ซัก “ดีอี-กอ.รมน.” ผ่าน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ย้ำหน่วยงานรัฐต้องปกป้องประชาชนจากปฏิบัติการ IO ภาษีประชาชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือย้อนกลับมาทำลายเสรีภาพของประชาชนเอง


วันนี้ (29 พฤษภาคม 2569) ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพสเฟสบุ๊คระบุว่า


กมธ.พัฒนาการเมืองฯถกวาระ "หยุดใช้ IO เป็นอาวุธปิดปากความจริง"


เมื่อการคุกคามสื่อ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย จากกรณีการยื่นเรื่องของ คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชยและองค์กร Stop Online Harm ที่ถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โจมตีอย่างเป็นระบบ วันที่ 28 ม.ค. 69


กมธ. พัฒนาการเมืองฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาซักถามอย่างตรงไปตรงมา เพราะเรื่องนี้ "ไม่ใช่เรื่องเล็ก" และ "ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง"


สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องกลัวเกรง การปิดปากสื่อมวลชนด้วยการ "ลดทอนความน่าเชื่อถือ" (Character Assassination) เป็นวิธีการที่รุนแรงมาก กรณีของคุณแยมที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ยังถูกกระทำขนาดนี้ แล้วประชาชนคนธรรมดาจะเหลืออะไร? หากสื่อถูกทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ประชาชนก็จะเข้าไม่ถึงข้อเท็จจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการใช้อำนาจรัฐที่ตรวจสอบไม่ได้


กระทรวงดีอี : แพลตฟอร์มต้อง "รับผิดชอบ" ไม่ใช่แค่ "อ้างกฎหมาย"


จากการชี้แจงของกระทรวงดีอี เราพบตอใหญ่คือ ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม"


ตัวแทนจากกระทรวงดีอี ยอมรับว่าหลายครั้งแพลตฟอร์มอ้างเรื่องความเป็นส่วนตัวลูกค้าหรือต้องรอคำสั่งศาล ซึ่งใช้เวลานานเกินไป ไม่ทันต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่ ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงดีอีต้องมีมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ในการดีลกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาทำธุรกิจบนแผ่นดินไทย แต่กลับปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่จัดการ


อีกหนึ่งหน่วยงานที่สำคัญคือ กอ.รมน.ที่มี งบประมาณหลักร้อยล้าน ต้องใช้เพื่อประชาชน


แม้ในที่ประชุม ตัวแทน กอ.รมน. จะยืนยันว่าไม่ได้ทำ IO และเป็นแฟนคลับฐปนีย์แต่คำถามสำคัญที่สังคมสงสัยคือ:


1. งบประมาณด้านข่าวกรองและการสื่อสารมวลชนหลายร้อยล้านบาท** ถูกนำไปใช้ในลักษณะใดบ้าง? มีการสร้าง "นิยายทางข้อมูล" เพื่อโจมตีคนเห็นต่างหรือไม่?


2. Timeline ที่ประจวบเหมาะ: ทำไมการโจมตีถึงเกิดขึ้นทันทีหลังจากสื่อตั้งคำถามกับฝ่ายความมั่นคง?


ดิฉันไม่ได้กล่าวหาใครลอยๆ แต่เพื่อหา "ความจริง" และเรียกร้องให้ กอ.รมน. พิสูจน์ตัวเองด้วยการช่วยตรวจสอบ 10 กว่าเพจที่เป็นต้นตอการโจมตี เพื่อยืนยันว่าหน่วยงานความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องประชาชน ไม่ใช่มีไว้เพื่อสะกดรอยหรือคุกคามสื่อ พื้นที่ปลอดภัยต้องมีอยู่จริง


ปัญหา IO ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ หากเราปล่อยให้มีการสร้างความเกลียดชังผ่าน IO จนประชาชนแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง ความขัดแย้งจะไม่มีวันจบสิ้น


กมธ. พัฒนาการเมืองฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด:

✅ติดตามแนวทางของดีอีในการจัดการแพลตฟอร์ม

✅ติดตามมาตราการที่กอ.รมนจะเข้ามาช่วยเหลือจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามที่กมธ.ได้ขอความร่วมมือไว้

วันนี้หน่วยงานรัฐลอยตัว ไม่พยามเป็นส่วนสำคัญในการปกป้องประชาชนเลย


หน้าที่ของพวกเราคือทวงความคุ้มค่าของภาษีประชาชน ภาษีของประชาชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือย้อนกลับมาทำลายเสรีภาพของประชาชนเอง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ภคมนหนุนอนันต์ #กมธพัฒนาการเมือง #หยุดIOคุกคามประชาชน #เสรีภาพสื่อ #ดีอี #กอรม #StopOnlineHarm










“ณัฐพงษ์” อภิปรายปิดญัตติแลนด์บริดจ์ วอนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ “ทางผ่านสินค้าโลก” แต่คือบ้านเกิดของชาวใต้ เตือนซ้ำรอยอีอีซี จีดีพี-ทุนใหญ่โตแต่คนตัวเล็กยิ่งเหลื่อมล้ำ หวั่นทำลายป่าชายเลน-ท่องเที่ยวใต้ เสนอตัวเลือกแทนแลนด์บริดจ์ ลงทุนคุณภาพชีวิต ใช้งบครึ่งเดียวของแลนด์บริดจ์ เน้นเกษตรยั่งยืน-ท่องเที่ยวชุมชน-ลงทุนประปา-ขนส่ง-สาธารณสุข

 


ณัฐพงษ์” อภิปรายปิดญัตติแลนด์บริดจ์ วอนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ “ทางผ่านสินค้าโลก” แต่คือบ้านเกิดของชาวใต้ เตือนซ้ำรอยอีอีซี จีดีพี-ทุนใหญ่โตแต่คนตัวเล็กยิ่งเหลื่อมล้ำ หวั่นทำลายป่าชายเลน-ท่องเที่ยวใต้ เสนอตัวเลือกแทนแลนด์บริดจ์ ลงทุนคุณภาพชีวิต ใช้งบครึ่งเดียวของแลนด์บริดจ์ เน้นเกษตรยั่งยืน-ท่องเที่ยวชุมชน-ลงทุนประปา-ขนส่ง-สาธารณสุข


วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติด่วน ซึ่งบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งพรรคประชาชน ได้เป็นผู้นำเสนอให้มีการพิจารณาเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และโครงการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปญัตติในส่วนของพรรคประชาชน


โดยณัฐพงษ์ระบุว่าการพิจารณาศึกษาอย่างรอบด้านไม่ใช่แค่การหาคำตอบว่าควรทำหรือไม่ควรทำแลนด์บริดจ์ และ SEC คำถามที่สำคัญมากกว่าคือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนควรจะมีหน้าตาแบบไหน สาระสำคัญที่สมาชิกหลายคนได้สะท้อนออกมา คือการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจะดูแค่ตัวเลขจีดีพีไม่ได้


อย่างในกรณีของภาคตะวันออกที่ที่ผ่านมาพัฒนาในลักษณะเดียวกัน ขณะที่ตัวเลขจีดีพีภาคตะวันออกเติบโตขึ้นจริง แต่ความมั่นคงในชีวิตและสวัสดิการของแรงงานไม่ได้โตตามจีดีพี เม็ดเงินลงทุนที่รัฐบาลขายฝันจะเอาเงินลงทุนจากภาคเอกชนจากต่างประเทศมาตั้งโรงงานในประเทศ มาก่อมลพิษในประเทศ มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบและดอกผลนั้นตกอยู่ในมือเอสเอ็มอี คนตัวเล็กตัวน้อย ผู้คนในชุมชน หรือตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่ที่รัฐบาลเชื้อเชิญเข้ามากันแน่ นี่ต่างหากคือใจความสำคัญที่ตนอยากชวนให้สมาชิกทุกคนถอยกลับมาคิด


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอย่าเพิ่งไปเถียงกันในรายละเอียดตัวเลขหรือความคุ้มค่า แต่อยากให้เริ่มจากฐานคิดก่อน ว่าเรามอง 14 จังหวัดภาคใต้เป็นเพียงแค่ทางผ่านสินค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก ที่จะตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ในระเบียบโลกใหม่ หรือ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นบ้านเกิดของชาวไทยที่ใช้ชีวิตป ระกอบอาชีพ และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน สมาชิกจัดฝั่งรัฐบาลหลายคนอภิปรายยืนยันแนวคิดแรกกันเยอะมาก พาดพิงไปถึงกรณีช่องแคบฮอร์มุส แต่นั่นเท่ากับว่าท่านกำลังยืนยันว่า 14 จังหวัดภาคใต้เป็นเพียงแค่ทางผ่านของสินค้าโลก ตอบโจทย์คนภายนอก ไม่ได้ตอบโจทย์คนภายในในประเทศ


สำหรับตนและพรรคประชาชนมองว่า 14 จังหวัดภาคใต้คือจังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของชาวใต้ทุกคนที่ต้องมีโอกาสและอนาคตที่ดีกว่านี้ และหากจะลงทุนได้อย่างถูกจุดและมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้ที่ถูกต้อง ต้องถอยกลับมาดูปัญหาที่ต้นตอก่อน วันนี้ชาวใต้ โดยเฉพาะเกษตรกรประมาณครึ่งหนึ่งยังขาดสิทธิในที่ดินทำกิน ไม่มีโฉนดเป็นของตัวเอง ชาวใต้เข้าถึงน้ำประปาต่ำที่สุดในประเทศเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งเดินทางสูงกว่าภาคเหนือและภาคอีสาน รายได้ก็หดแคบลง ภาคการท่องเที่ยวก็มีปัญหาความกระจุกตัว อีกทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ยังเป็นด่านหน้าของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศ ประสบปัญหาภัยพิบัติมากกว่าภูมิภาคอื่น 3-4 เท่า และขณะที่ภาคใต้มีความมั่นคงทางอาหาร แต่ใน 11 จังหวัดเด็กแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและมีปัญหาทุพโภชนาการ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าและเมื่อดูตัวเลขของการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าขนาดของเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาจากผลผลิตมวลรวมต่อหัวในภูมิภาค ยิ่งพัฒนาช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคใต้และภาคอื่นยิ่งกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ภาคใต้มีของดีเรื่องการเกษตร การประมง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความหลากหลายทางชีวภาพ พึ่งพาภาคการเกษตรมากกว่าพื้นที่อื่นประมาณ 2.5 เท่า แต่รายได้ของเกษตรกรหดตัวลงทุกปี เกษตรกรและชาวประมงภาคใต้ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ นี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไม 30 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ถึงยิ่งพัฒนาแล้วยิ่งเหลื่อมล้ำกว่าภูมิภาคอื่น


นอกจากภาคใต้โตช้ากว่าภาคอื่นทั่วทั้งประเทศแล้ว 14 จังหวัดภาคใต้ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในภูมิภาคของตัวเองเช่นกัน ผลผลิตมวลรวมต่อหัวของภูเก็ตและชุมพรมีตัวเลขที่สูงกว่านครศรีธรรมราชและปัตตานีประมาณ 3-4 เท่า เพราะกว่า 90% ของรายได้จากการท่องเที่ยวใน 14 จังหวัดภาคใต้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ 5 จังหวัดเท่านั้น และทุกครั้งที่เกิดวิกฤตใหญ่จากภายนอก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้อย่างรุนแรงเสมอ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่านี่สะท้อนให้เห็นต้นตอของปัญหาว่าภาคใต้ยังขาดความเข้มแข็งภายในอีกหลายอย่าง คำถามคือตกลงแล้วแลนด์บริดจ์กำลังจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางที่ดินให้กับเกษตรกร หรือกำลังจะทำลายความมั่นคงในที่ดินของเกษตรกรให้ลดลง การที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าแลนด์บริดจ์ ไม่ต้องรอประกาศเวนคืนที่ดินนายหน้าก็มากว้านซื้อที่ดินรอเก็งกำไรไปหมดแล้ว ขณะที่ภาคใต้พึ่งพาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แทนที่รัฐบาลจะวางแผนเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กระจายตัวไปยังจังหวัดเมืองรองและชุมชนต่างๆ แลนด์บริดจ์กำลังจะมาทำลายป่าชายเลน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ด้านการท่องเที่ยวลงไปอีก และแลนด์บริดจ์กำลังทำให้เกิดการลงทุนที่กระจายตัวลงไปไปยังชุมชนหรือทำให้เกิดการกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุนกันแน่


ดังนั้น ก่อนที่จะไปบอกว่าแลนด์บริดจ์คุ้มหรือไม่คุ้ม ต้องเริ่มจากฐานคิดที่ถูกต้องก่อน ว่าตกลงแล้วเรามองภาคใต้เป็นเพียงแค่ทางผ่านของโลก หรือคือบ้านเกิดเมืองของชาวใต้ทุกคน ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้ที่ดีกว่าแลนด์บริดจ์ หรือ SEC ก็คือข้อเสนอในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ หรือ SBRC (Southern Biodiversity Regeneration Corridor) เอาต้นทุนที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมหรือความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า SBRC ไม่ต้องออกกฏหมายกลางมายกเว้นกฎหมายหลายฉบับ เพิ่มความมั่นคงในที่ดิน ทำเกษตรเพิ่มมูลค่าเป็นเกษตรยั่งยืน ตอบโจทย์ตลาดในอนาคต พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน ขณะที่รัฐบาลขายฝันว่าจะให้เอกชนมาลงทุน 1 ล้านล้านบาทโดยไม่ต้องกู้ แล้วเศรษฐกิจจะเติบโต แต่การลงทุนที่ตอบโจทย์ปัญหาที่ต้นตอของชาวใต้ต่างหากคือโจทย์ที่สำคัญมากกว่า


ตนและพรรคประชาชนมองว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การทำน้ำประปาดื่มได้ พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน บริการขนส่งสาธารณะที่ตรงเวลา โรงเรียนและการศึกษาที่มีคุณภาพ งานที่มีคุณค่า รวมถึงระบบการรักษาของ รพ.สต. และศูนย์อนามัยต่างๆ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ชาวใต้รอการลงทุนจากรัฐบาลอยู่


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าตัวเลขโดยคร่าวของ SBRC ไม่ต้องลงทุนถึง 1 ล้านล้านบาท ใช้เพียง 5 แสนล้านบาทภายใน 6 ปี ถ้าทำภายใต้กรอบ SBRC ไม่ต้องใช้กฎหมายพิเศษ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจจีดีพีไม่ต่ำกว่า 4% ต่อปีแน่นอน เพิ่มราคาผลผลิตทางการเกษตรผ่านการแปรรูป ยกระดับผลผลิตทางการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 30% ช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า 30% ตอนนี้เรามีสองตัวเลือก ระหว่างการมองประชาชนชาวใต้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ หรือมองว่าชาวใต้ทุกคนคือเจ้าของพื้นที่ในการพัฒนาโครงการต่างๆ ร่วมกัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #แลนด์บริดจ์

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน


เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน


เช้านี้ (29 พ.ค. 69) ตั้งแต่ 6:00 น. ประชาชนผู้สัญจรไปมาทั่วกรุงเทพมหานคร ได้พบป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่หลายจุดทั่วกรุงเทพ เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สยามพารากอน และสามเหลี่ยมดินแดง ปรากฏข้อความหาเสียงของโจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่า "เมืองแคร์คน" โดยแต่ละป้ายมีนโยบายที่แตกต่างกันจำนวน 10 นโยบาย ตามหมายเลขประจำตัวของชัยวัฒน์ เบอร์ 10

 

นโยบายที่ปรากฏในป้าย 10 นโยบาย ได้แก่

 

เราจะเพิ่มเส้นทางรถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้า มีหลังคาหลบแดดฝน

เราจะแก้ปัญหาใบส่วนตัว ใช้สฝบัตรทองหาหมอไม่ต้องรอนาน

เราจะลอกท่อ 100% ทุกปี จบปัญหาน้ำรอระบาย

ป้องกันอาชญากรรม 24 ชม. เราจะเชื่อม CCTV รัฐ-เอกชน ใช้ AI

เราการันตีค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย

เราจะดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี จ้างคนดูแล 5,000+ ตำแหน่ง

เราจะทำเรือเมล์ในคลอง การสัญจรทางน้ำต้องกลับมาฮิต

เราจะเพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัย 10 แห่งใกล้ชุมชน

เราจะเพิ่มเส้นทางรถเมล์ เชื่อมรถไฟฟ้า มีหลังคาหลบแดดฝน

เราจะลอกท่อ 100% ทุกปี จบปัญหาน้ำรอระบาย

เราจะสนับสนุน SMEs ซื้อของร้านค้ารายย่อย ได้ลุ้นรางวัล

เราจะให้เช่าที่พักราคาถูกในเมือง

 

โดยทุกป้ายจะปรากฏภาพและเบอร์ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เบอร์ 10 พร้อมสโลแกน สร้างเมืองที่แคร์คน

 

ทั้งนี้ ชัยวัฒน์ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าการหาเสียงครั้งนี้ แม้จะยังต้องมีป้าย สก. แต่จะติดในจำนวนจำกัด และไม่มีการติดป้ายเบอร์ผู้ว่าฯ ตามถนนและเสาไฟฟ้า เพื่อให้คนกรุงเทพใช้ชีวิตง่ายขึ้น ลดปัญหาป้ายกีดขวางทางจราจร และลดการใช้ทรัพยากร โดยจะใช้สื่ออื่นๆ แทน เช่น ไวนิลผ้าใบติดตามตลาดและชุมชน แผ่นพับ ใบปลิว บิลบอร์ด รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดีย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน














วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เครื่องร้อน! โจนำทีมส.ก. ประชาชน เปิด Action Plan 50 วาระเขต ออกแบบจากการลงพื้นที่จริง

 


เครื่องร้อน! โจนำทีมส.ก. ประชาชน เปิด Action Plan 50 วาระเขต ออกแบบจากการลงพื้นที่จริง 


วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.00 น. - 15.00 น. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เบอร์ 10 พร้อมด้วยวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารผู้ว่าประชาชน นำทีม ส.ก. เปิดแถลงแผนการทำงานแบบลงรายละเอียด 50 เขต 50 วาระ ที่เกิดจากการเดินพื้นที่จริง พบประชาชน และรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของทีมผู้สมัคร ส.ก. ทุกคน จนกลายมาเป็น 50 วาระเขตที่ ส.ก. นำเสนอต่อประชาชนเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ว่าหากพวกเขาได้เข้าไปทำงานในสภา กทม. จะมีโครงการอะไรเป็นลำดับแรกเพื่อแก้ปัญหาให้คนในเขต


วิโรจน์เริ่มต้นการแถลงข่าวด้วยการโชว์ Bangkok Made Easy Map เว็บไซต์แผนที่กรุงเทพง่ายๆ ที่ทีมผู้ว่าประชาชนเปิดให้ประชาชนทุกเขตของกรุงเทพ เข้าไปสะท้อนปัญหาที่คนในเขตเผชิญ และออกแบบเขตที่น่าอยู่ขึ้นร่วมกับ ส.ก. โดยหน้าเว็บยังลิงค์ไปยังชื่อ เบอร์ ประวัติ และวาระที่ผู้สมัคร ส.ก. แต่ละเขตนำเสนอต่อประชาชน โดยหลังจากทดลองเปิดให้ประชาชนใช้งานมาประมาณ 1 สัปดาห์ มีผู้เข้าไปเสนอความเห็นและสะท้อนปัญหาแล้วกว่า 1,000 ปัญหา 


“เว็บไซต์นี้จะเปิดให้ประชาชนเข้าไปแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อในการทำงานเป็นทีม ซึ่งทีมไม่ได้หมายถึงแค่ผู้ว่า ส.ก. และ สส. พรรคประชาชน แต่รวมถึงประชาชนกรุงเทพ ผมอยากเชิญชวนมาออกแบบเขตที่น่าอยู่ ตรงใจท่านมากที่สุดร่วมกับเรา เมื่อผู้ว่าและ ส.ก. เราได้เข้าไปบริหาร เว็บไซต์นี้ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเริ่มงานแก้ไขปัญหา พัฒนาเขตได้ทันที ตอบโจทย์ประชาชนอย่างตรงจุด” วิโรจน์กล่าว 


จากนั้น ผู้สมัคร สก. พรรคประชาชนได้ขึ้นนำเสนอวาระเขตของตนเอง โดยเริ่มจากสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ หรืออักรอม ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองสามวา เปิดเผยว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคลองสามวาคือการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน คลองสามวาเป็นเขตที่อยู่อาศัย ประชากรหนาแน่นกว่า 2 แสนคน แต่กลับมีรถเมล์เพียง 3 สาย ประชาชนต้องเสียเวลารอนาน ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อรอรถ หรือเสียค่ารถรับจ้างแพงๆ เพียงเพราะไม่มีทางเลือก ตนจึงจะผลักดันเสนอสายรถเมล์ ผ่านจุดยุทธศาสตร์ในเขตเพิ่ม 2 สายทันที เพื่อคืนเวลาให้ทุกครอบครัวในคลองสามวา โดย กทม. จะต้องเดินรถในพื้นที่ที่กรมการขนส่งทางบกอนุมัติสายรถแล้วแต่ไม่มีรถให้บริการ และเร่งผลักดันการอนุมัติสายรถเมล์ใหม่ รวมถึงแก้ปมรถติดแยกลำกะโหลก เนื่องจากถนนสุเหร่าคลองหนึ่ง และถนนเจริญพัฒนาที่คับแคบเกินไปสำหรับเมืองที่โตขึ้นทุกปี อักรอมจึงจะเร่งผลักดันการขยายถนนสองเส้นนี้ ลดปัญหารถติด นอกจากนี้ยังจะเพิ่มทางเลือกการเดินทางที่ปลอดภัย โดยเปลี่ยนพื้นที่ริมคลองเป็นเส้นทางเดินเท้าที่มีมาตรฐาน พร้อมติดตั้งราวกันตก ติดตั้งไฟส่องสว่างอัจฉริยะเพื่อเด็ก เยาวชน และคนที่กลับบ้านในช่วงดึกได้ใช้งาน


ด้านเขมชาติ ฉัตรตรัสตรัย ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางบอน เปิดเผยวาระของเขตบางบอน คือ “ศูนย์ 2 วัย” ดูแลเด็กเล็กและดูแลผู้สูงอายุในที่เดียวกัน แห่งแรกในเขตบางบอน เนื่องจากในบางบอนไม่มีศูนย์รับฝากเด็กเล็กของกทม. เลยแม้แต่แห่งเดียว พ่อแม่ต้องนำลูกไปฝากเอกชน เสียค่าใช้จ่ายแพง แต่ตนสำรวจพบว่ามีอาคารรกร้างแห่งหนึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น อยู่ติดโรงเรียนศึกษานารีวิทยา บางบอน 5 ซึ่งเดิมทีเคยเป็นสถานรับเลี้ยงและพัฒนาเด็ก ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีสภาพทรุดโทรม แต่ตัวโครงสร้างยังดีอยู่ แต่ว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากว่า 5 ปี ตนจึงมีเป้าหมายในการเจรจากับกรมกิจการเด็กและเยาวชน ทำ MOU ร่วมกันเพื่อให้กทม.เข้าไปใช้งานและปรับปรุงอาคาร สร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งแรกในเขตบางบอน


และศูนย์นี้จะมีความพิเศษคือเป็นศูนย์ดูแลเด็กเล็กและผู้สูงวัยในที่เดียว เนื่องจากงานวิจัยทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า เด็กที่เติบโตใกล้ชิดผู้สูงอายุ มีพัฒนาการด้านความเห็นอกเห็นใจที่สูงกว่า ส่วนผู้สูงอายุก็มีภาวะเหงาและซึมเศร้าที่ลดลง รู้สึกมีคุณค่าและเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น และในแง่ทรัพยากร ศูนย์แบบนี้ก็มีความคุ้มค่าทางต้นทุนที่สูงกว่าการแยกสองกลุ่มออกจากกัน


ส่วนอัญชิสา โรจนยุกตานนท์ หรืออัญอัญ ผู้สมัคร ส.ก. เขตปทุมวัน ซึ่งระบุว่าจากการพูดคุยกับคนในพื้นที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พบว่าปัญหาใหญ่ของคนในเขตปทุมวันคือขยะ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ แหล่งงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง ในแต่ละวันจึงมีผู้คนจำนวนมหาศาลหมุนเวียนเข้ามาในพื้นที่ และเกิดขยะจำนวนมาก จนปทุมวันเป็นเขตที่มีขยะมากเป็นอันดับ 1 ของกรุงเทพฯ ระบบจัดเก็บไม่ทัน เกิดขยะสะสม ส่งกลิ่นเหม็น กระทบต่อสุขอนามัย กระทบต่อภาพลักษณ์ของพื้นที่ และสุดท้ายกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ตรงนั้นทุกวัน 


อัญชิสา มีแนวทางแก้ไขปัญหานี้คือ เพิ่มและยกระดับจุดจัดเก็บขยะให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ เพราะแต่ละชุมชนมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน บางพื้นที่เป็นซอยแคบ บางพื้นที่มีคนใช้งานจำนวนมาก จึงต้องออกแบบร่วมกันระหว่างชุมชน เขต และ กทม. เพื่อให้จุดทิ้งขยะเพียงพอและใช้งานได้จริง นอกจากนี้ยังต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการวิ่งของรถเก็บขยะผ่านแอปพลิเคชัน ปัจจุบันรถเก็บขยะของ กทม. มีระบบ GPS อยู่แล้ว หากประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่ารถอยู่ตรงไหน และจะเข้าพื้นที่เมื่อไหร่ ก็จะช่วยให้ทุกคนวางแผนได้ดีขึ้น และช่วยสร้างความโปร่งใสในการทำงานมากขึ้นด้วย


ด้านชัยวัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวาระเขต หรือ Action Plan รายเขตที่ทีม ส.ก. ร่วมกันคิดและออกแบบกับประชาชน ขอเชิญชวนประชาชนเข้าไปติดตามได้ว่าในเขตของตนเอง ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนได้นำเสนอวาระเขตอะไรบ้าง ผ่านทางเว็บไซต์ https://bkk2569.peoplesparty.or.th/ ส่วนวาระกรุงเทพ ที่เป็นเป้าหมายใหญ่ คือการทำกรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นของทุกคน สร้างเมืองแคร์คน ให้กรุงเทพเป็นเมืองที่ทุกคนอยู่ได้ ตั้งตัวง่าย และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ 


ทั้งนี้ หลังจากการแถลงข่าว ชัยวัฒน์พร้อมด้วยอัญชิสา ได้เดินทางลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่ เพื่อพบปะพูดคุยกับประชาชนในเขตปทุมวัน โดยชัยวัฒน์เลือกพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของกรุงเทพอย่างชัดเจนที่สุด ชุมชนถูกล้อมด้วยห้างสรรพสินค้า คอนโดมีเนียม และอาคารสำนักงานราคาแพง แต่คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชนกลับย่ำแย่ และถูกละเลยมาอย่างยาวนาน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งสก69