วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กลุ่ม D'conner - ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ ชูป้าย “ไม่เห็นชอบระบอบสีน้ำเงิน-เลือกตั้ง สสร.100%” กลางเชียงใหม่

 


กลุ่ม D'conner - ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ ชูป้าย “ไม่เห็นชอบระบอบสีน้ำเงิน-เลือกตั้ง สสร.100%” กลางเชียงใหม่


วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่ม D'conner - ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ ทำกิจกรรมแสดงออกบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเมย่า แยกรินคำ จ.เชียงใหม่ โดยการชูป้ายขนาดใหญ่พร้อมข้อความว่า NO ไม่เอาอำนาจสว. ไม่เห็นชอบระบอบสีน้ำเงิน


ในป้ายยังมีข้อความอีกว่า อยากเลือกตั้งสสร. และ สสร.เลือกตั้ง100%


การนำเสนอข้อความเหล่านี้เนื่องมาจากสถานการณ์ในรัฐสภาวันนี้ที่พรรคภูมิใจไทย นำเสนอแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตัวเอง ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลือก แต่ให้รัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยสส. และสว. เป็นผู้เลือกและยังให้อำนาจพิเศษกับสว. หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านการพิจารณาก็ต้องได้รับเสียงอย่างน้อยหนึ่งในสี่ของส.ว. ทั้งหมด ซึ่งทางกลุ่ม D’conner ไม่เห็นด้วยกับแนวทางเช่นนี้และเห็นว่าเป็นการพยายามขยายอำนาจของระบอบสีน้ำเงิน 


ทางกลุ่ม D’conner จึงต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับร่างฉบับของพรรคภูมิใจไทยและต้องการเสนอร่างฉบับของภาคประชาชนที่ให้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด และไม่มีอำนาจพิเศษของวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #Noระบอบสีน้ำเงิน #Noสสรสีน้ำเงิน #Noสวสีน้ำเงิน






“ชัชชาติ” ไม่คิดฟ้องปิดปากใคร ขอเดินหน้าสื่อสารนโยบายเพื่ออนาคตคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ตรวจสอบทุกข้อกล่าวหา หลังถูกโยงปม “ระบบอุปถัมภ์” ขอทุกฝ่ายยึดข้อเท็จจริง

 


“ชัชชาติ” ไม่คิดฟ้องปิดปากใคร ขอเดินหน้าสื่อสารนโยบายเพื่ออนาคตคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ตรวจสอบทุกข้อกล่าวหา หลังถูกโยงปม “ระบบอุปถัมภ์” ขอทุกฝ่ายยึดข้อเท็จจริง 


วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่ศูนย์ฝึกอาชีพ เพื่อรับฟังประชาชนและนำเสนอแนวทางพัฒนาทักษะอาชีพ ก่อนตอบคำถามสื่อถึงประเด็นการเมือง กรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย และนายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เตรียมยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบบอุปถัมภ์”


นายชัชชาติกล่าวว่า หากมีหลักฐานก็ยินดีให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะคนทำงานสาธารณะต้องพร้อมรับการตรวจสอบ แต่ขอให้ทุกอย่างอยู่บนข้อเท็จจริง และไม่ถูกใช้เป็นประเด็นการเมืองช่วงใกล้เลือกตั้ง เนื่องจากอยากใช้เวลาสื่อสารนโยบายและทิศทางอนาคตของกรุงเทพฯ ให้มากขึ้น


“ยินดีเลยครับ ตรวจสอบให้เต็มที่ จริง ๆ แล้วยื่นได้ตลอด ไม่ต้องช่วงนี้ก็ได้ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการตรวจสอบ” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติกล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ตนพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว เป็นประชาชนธรรมดา จึงไม่มีข้อมูลราชการอยู่ในมือเหมือนช่วงดำรงตำแหน่ง แต่หากมีการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็พร้อมให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน


เมื่อถูกถามว่าจะกระทบสมาธิหรือคะแนนเสียงหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่เป็นไร และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ แต่ยอมรับว่าบางครั้งรู้สึกท้อ เพราะตั้งใจจะพูดเรื่องนโยบายและอนาคตของเมือง แต่กลับต้องมาชี้แจงประเด็นเดิม ๆ


“ที่ผ่านมา 4 ปีเราก็ไม่มีอะไรที่ด่างพร้อยเลย ถ้าคนมาว่าเรา เราก็ต้องพยายามตรวจสอบ แต่เราก็พยายามพูดเรื่องนโยบายให้เยอะขึ้น เพราะมันคือสิ่งสำคัญในอนาคต ว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร” นายชัชชาติกล่าว


กรณีที่มีฝ่ายการเมืองหลายกลุ่มตั้งคำถามหรือวิจารณ์มากขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เคยทำงาน เพราะเมื่อมีผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก็ย่อมมีจุดให้ถูกตรวจสอบมากกว่าคนที่ยังไม่เคยทำงานบริหารเมือง


“ก็ไม่เป็นไรครับ อีกแค่ 20 วันก็รับได้หมด ไม่มีปัญหา จริง ๆ แล้วเราเป็นคนที่ทำงานมาก่อน คนทำงานมาก่อนก็อาจจะมีจุดที่เขาวิจารณ์ได้เยอะ แตกต่างจากคนที่ยังไม่เคยทำงาน ก็เลยไม่มีจุด ผมว่าก็ธรรมดาครับ” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติขอให้การตรวจสอบหรือวิจารณ์ทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ อยู่บนข้อเท็จจริง และมีหลักฐานรองรับ ไม่ควรนำเรื่องที่ไม่เป็นความจริงมาสร้างกระแส หวังผลทางคะแนนเสียง หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด


“ต่อจากนี้ ขอให้ตรวจสอบด้วยเจตนาบริสุทธิ์ สิ่งที่ไม่เป็นจริง อย่าเอามาพูดเพื่อสร้างกระแส ทำให้ประชาชนสับสน ถ้าพูดต้องมีหลักฐานสนับสนุน อย่าพูดเพื่อเอาสนุก เอาคะแนนเสียง หรือว่าพูดเพื่อให้คนเข้าใจผิด”


นายชัชชาติยังยืนยันว่า ไม่มีระบบอุปถัมภ์ ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง และไม่มีการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่งในฝ่ายบริหาร หากมีใครแอบอ้างชื่อฝ่ายบริหารหรือทีมงานเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ ขอให้แจ้งข้อมูลทันที เพราะได้ย้ำเรื่องนี้ในที่ประชุมหน่วยงานราชการมาโดยตลอด


เมื่อถูกถามว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหาหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่อยากใช้วิธีฟ้องร้อง เพราะไม่ต้องการให้ถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก และในฐานะบุคคลสาธารณะก็ต้องพร้อมชี้แจงต่อสังคม ยกเว้นกรณีที่ร้ายแรงจนทำให้เกิดความเสื่อมเสียอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากเรื่องใดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือเข้าสู่การตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็ให้เป็นไปตามเนื้อผ้า


“ช่วงนี้เราก็ทำใจร่ม ๆ ผมไม่อยากให้รู้สึกว่าเหมือนเราไปฟ้องปิดปากเขา สุดท้ายให้ประชาชนตัดสินใจว่าเราอยู่ตรงนี้เป็นยังไง ผลงานที่ผ่านมา 4 ปีเป็นยังไง ทำไมถึงมารุมเราตอนนี้” นายชัชชาติกล่าว


สำหรับกรณีเรื่องการหาเสียงสร้างสรรค์นั้น นายชัชชาติ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะประชาชนควรได้รับฟังว่านโยบายของแต่ละฝ่ายคืออะไร และอนาคตจะทำอะไรต่อ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ฝุ่น น้ำท่วม ขยะ และปัญหาเมืองอื่น ๆ ที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง ซึ่งทีมชัชชาติได้เน้นหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ไม่โจมตีผู้อื่น และชี้แจงประชาชนด้วยข้อเท็จจริง หากมีคำถามก็ต้องตอบ ไม่ได้หลีกหนีการตรวจสอบ


เมื่อถูกถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าเป็นบุคคลที่ “แตะไม่ได้” เพราะมักมีผู้สนับสนุนเข้ามาตอบโต้แทน นายชัชชาติกล่าวติดตลกว่า ตนถูกวิจารณ์มาหลายครั้ง และยืนยันว่าไม่เคยจัดตั้ง IO หรือสั่งให้ใครไปถล่มฝ่ายตรงข้าม


“แตะได้นะ โห นี่แตะไม่ได้ยังไง ถล่มผมไม่รู้กี่รอบแล้ว เราไม่เคยมี IO ที่ไปถล่มใคร มันเป็นออร์แกนิก ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้เป็นใคร ก็ไม่รู้จะไปบังคับเขายังไง” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติยังฝากถึงผู้สนับสนุนว่า ไม่ควรไปทะเลาะหรือถล่มผู้อื่นในโลกออนไลน์ เพราะการเมืองควรพิสูจน์กันด้วยความจริง นโยบาย และผลงาน


ส่วนกรณีป้ายบิลบอร์ดหาเสียงที่มีข้อสงสัยว่าเอกชนเลือกปฏิบัติหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ได้ให้ทีมงานตรวจสอบแล้ว หากพบว่าเอกชนไม่ให้สิทธิผู้สมัครหรือพรรคอื่น แต่ให้ทีมของตน ก็พร้อมถอนป้ายออก เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ


ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” กล่าวเสริมว่า หลังตรวจสอบพบว่ามีบางพรรคได้สอบถามเรตการ์ดจากเอกชน แต่ไม่ได้มีการตกลงทำสัญญา ไม่ใช่ว่าเอกชนเลือกปฏิบัติ จึงถือว่าบริษัทเอกชนดำเนินการกับทุกฝ่ายที่ติดต่อเข้ามาอย่างเท่าเทียม


นายชัชชาติกล่าวสรุปว่า เมื่อทีมตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ จึงไม่มีความจำเป็นต้องถอนป้ายดังกล่าวออก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม








“ภคมน” เผย กมธ.พัฒนาการเมืองเชิญอธิการบดีมหิดล ยืนยันปม “สรณ” ขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช. ชี้ตำแหน่งคุมคลื่นความถี่มูลค่าหมื่นล้านต้องไร้ข้อครหา พร้อมเดินหน้าตรวจสอบปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม

 


“ภคมน” เผย กมธ.พัฒนาการเมืองเชิญอธิการบดีมหิดล ยืนยันปม “สรณ” ขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช. ชี้ตำแหน่งคุมคลื่นความถี่มูลค่าหมื่นล้านต้องไร้ข้อครหา พร้อมเดินหน้าตรวจสอบปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม


วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกของพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน รับหนังสือร้องเรียนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ขอให้มีการเรียกหลักฐานสำคัญเพื่อยืนยันการขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. คนปัจจุบัน


ภคมนกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาตนและ รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ได้นำบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการ ICT วุฒิสภา ไปยื่นต่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อเป็นหลักฐานว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติจริง แต่หลักฐานดังกล่าวเป็นเอกสารลับที่ได้มาจากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม คณะกรรมการสรรหาฯ จึงกังวลเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายและขอให้ยื่นหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ พร้อมกับต้องการให้มหาวิทยาลัยมหิดลมาร่วมยืนยันด้วย 


ล่าสุด กรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ เตรียมตั้งวาระเชิญอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เข้ามาตรวจสอบและยืนยันว่า บันทึกการประชุมดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการประชุมกรรมาธิการ ICT ของวุฒิสภาในสมัยประชุมที่แล้วจริง


ตนขอย้ำว่า เรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. ไม่ใช่เรื่องของบุคคล ตนและเพื่อน สส. ของพรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาหรือรู้จักเป็นการส่วนตัวกับสรณ เพียงแต่ว่าสิ่งที่พวกตนต้องตั้งคำถามวันนี้ คือการที่เรายินยอมให้บุคคลดังกล่าว ซึ่งสามารถดูแลทรัพยากรคลื่นความถี่ของประเทศที่มีมูลค่าหลายล้านบาท ดำรงตำแหน่งได้ ทั้ง ๆ ที่ขาดคุณสมบัติ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนคนไทยสามารถยอมรับได้หรือไม่ ตนคิดว่านี่คือการละเลยต่อกฎหมายมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่าสามปี ทั้ง ๆ ที่เอกสารที่พวกตนยื่นไปให้กับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ไม่ใช่เอกสารใหม่ แต่เป็นเอกสารที่สาธารณะเคยรับรู้ เพียงแต่ว่าไม่เคยถูกนำมาใช้เพื่อให้เกิดการพ้นจากคุณสมบัติ หรือการหลุดจากตำแหน่งของประธาน กสทช.


วันนี้ตนในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง จะรับหนังสือดังกล่าวจากสภาองค์กรของผู้บริโภค และเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมายืนยันว่า หลักฐานที่มีว่าสรณไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวแม้แต่วันเดียวเป็นเรื่องจริง และจะทำให้องค์กร กสทช. เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนพึ่งพาได้และตรวจสอบได้ เพราะทุกวันนี้องค์กรดังกล่าวมีความลับลวงพรางอย่างมาก งบประมาณส่วนใหญ่ แม้กระทั่งสภาเองหรือกรรมาธิการงบประมาณ ก็ไม่สามารถขอดูเอกสารการเบิกจ่ายได้เลย และที่สำคัญ กสทช. มีกองทุนที่สำคัญคือกองทุน USO ที่มีงบประมาณหลักพันล้านบาท ซึ่งประธาน กสทช. มีอำนาจสำคัญในการเบิกจ่ายหรือจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ได้


ภคมนกล่าวต่อว่าวันนี้สิ่งที่พี่น้องประชาชนคนไทยต้องตั้งหลักเป็นเรื่องเดียวกันว่า เราจะสามารถยอมให้คนที่ขาดคุณสมบัติ ไม่มีแม้กระทั่งความรับผิดชอบในคุณสมบัติของตนเอง นั่งอยู่ในตำแหน่งสำคัญได้หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถยอมรับได้ วันนี้ตนในฐานะ สส. ของพรรคประชาชน และในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ก็จะรับเรื่องดังกล่าวไว้และจะดำเนินการให้ถึงที่สุด 


รวมถึงขอเรียนไปยังอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลว่า วันนี้เหลืออีกเพียง 9 วันที่คณะกรรมการสรรหาจะปิดรับการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. ซึ่งตนก็อยากให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ กสทช. ยืนตรงและเป็นองค์กรที่ตรงไปตรงมา ช่วยกันให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ กสทช. ได้ตั้งหลัก และสามารถทำงานเป็นเรื่องเป็นราวให้พี่น้องประชาชนพึ่งพิงได้


ภคมนกล่าวทิ้งท้ายว่า จนถึงวันนี้พี่น้องสื่อมวลชนยังต้องอยู่กับความไม่แน่นอน เพราะ กสทช. ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไป การที่ กสทช. ไม่ขับเคลื่อนงานใหญ่เช่นนี้ เป็นเพราะพวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าคุณสมบัติของตัวประธานนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #กสทช #สภาผู้บริโภค




“ภคมน” หวังอธิบดีกรมปกครองเข้าชี้แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ปกป้องเกียรติภูมิข้าราชการปกครองทั่วประเทศ และปกป้อง “อนุทิน” จากข้อครหาผู้นำระบอบสีน้ำเงิน

 


“ภคมน” หวังอธิบดีกรมปกครองเข้าชี้แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ปกป้องเกียรติภูมิข้าราชการปกครองทั่วประเทศ และปกป้อง “อนุทิน” จากข้อครหาผู้นำระบอบสีน้ำเงิน


วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ รุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตได้เปิดเผยแชตไลน์สั่งการจาก นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่มีข้อความระบุว่า "ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และภายหลังเจ้าตัวถูกย้ายราชการโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้ยื่นหนังสือต่อ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบคำสั่งของอธิบดีกรมการปกครองว่าเกี่ยวข้องกับคำสั่งย้ายดังกล่าวหรือไม่


นอกจากนี้ รุ่งเรืองได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ กกต. เรื่องการวางตนเป็นกลางของข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 172 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. เพื่อ ดำเนินคดีเอาผิดกับอธิบดีกรมการปกครอง เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นชัดว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง


โดย กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ได้จัดทำวาระเพื่อหาเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้ในวันพฤหัสบดีที่ 11มิถุนายน 2569 เวลา 09:30น. ซึ่งในฐานะประธานกรรมาธิการ ตนขอใช้โอกาสนี้สื่อสารไปยังอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ด้วยมิตรไมตรีและความปรารถนาดี ขอเรียนเชิญท่านเข้ามาร่วมพูดคุยและให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯ


ภคมน กล่าวต่อว่า เมื่อสังคมเกิดข้อสงสัย วิธีที่ดีที่สุดคือการนำความจริงมาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา การที่อธิบดีกรมการปกครองเข้ามาให้ข้อมูลด้วยตนเอง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสัตย์จริงและแสดงถึงความสง่างามในฐานะผู้นำที่กำลังถูกกล่าวหา และยังเป็นการปกป้องข้าราชการปกครองทั่วประเทศ เพราะกรณีนี้กระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการชั้นผู้น้อยจำนวนมาก การชี้แจงของท่านจะเป็นการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของข้าราชการกรมการปกครองทั้งประเทศ ให้รอดพ้นจากข้อครหาเรื่องความไม่เป็นกลาง


การที่ท่านออกมาชี้แจงอย่างโปร่งใส ถือเป็นการแบ่งเบาภาระและปกป้องหน่วยงานของท่าน แต่หากท่านอธิบดีเลือกที่จะไม่เข้ามาให้ข้อมูล สังคมย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามต่อไปว่าเหตุใดท่านจึงเพิกเฉยต่อกระบวนการตรวจสอบ นอกจากนี้หากท่านต้องการลบข้อครหาว่าเป็นคนของใครและเติบโตได้ในยุครัฐบาลสีน้ำเงินด้วยคุณสมบัติเพียงเพราะเป็นสายตรงบุรีรัมย์ ดิฉันคิดว่ายิ่งต้องพิสูจน์ว่าท่านมีความสามารถ ไม่ใช่เพราะเป็นคนของสีน้ำเงินเท่านั้น”


ภคมน กล่าวทิ้งท้ายว่า คณะกรรมาธิการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอธิบดีกรมการปกครองจะตอบรับคำเชิญเพื่อเข้ามาชี้แจงและต้องการพิสูจน์ความโปร่งใสและปกป้ององค์กรและผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านที่อยู่ส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าเจ้าหน้าที่ปกครองทั่วประเทศจับตาว่าอธิบดีจะปกป้องศักดิ์ศรีของเขาอย่างไร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #ระบอบสีน้ำเงิน #อธิบดีกรมปกครอง

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต. หอบหลักฐานเด็ดร้องฝ่ายค้านปมฮั้ว สว. “พริษฐ์” ชี้ 4 ข้อพิรุธหาก กกต. เป่าคดี ชวนสังคมร่วมจับตา ลั่นพร้อมใช้ทุกกลไกตรวจสอบ

 


ผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต. หอบหลักฐานเด็ดร้องฝ่ายค้านปมฮั้ว สว. “พริษฐ์” ชี้ 4 ข้อพิรุธหาก กกต. เป่าคดี ชวนสังคมร่วมจับตา ลั่นพร้อมใช้ทุกกลไกตรวจสอบ


วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว รัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน รับหนังสือร้องเรียนจาก พ.ต.อ. มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต. ในวันที่มีการเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อปี 2567 และกลุ่มผู้สมัคร สว. บางส่วน เพื่อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อพิรุธในกระบวนการเลือก สว. รวมถึงข้อพิรุธในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง


พ.ต.อ. มนัสกล่าวว่า ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ตนได้รับแจ้งข้อมูลจากผู้สมัครว่ามีการจับกลุ่มฮั้ว โดยมีโพยฮั้วเป็นเบาะแสสำคัญ เมื่อทราบเรื่อง ตนได้แจ้งข้อมูลต่อ กกต. และแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับประเทศในขณะนั้น แต่แสวงกลับกล่าวว่า “ปล่อยเขาไปเถอะ เขาเตรียมวางแผนกันมาดีแล้ว” ข้อมูลนี้ถือเป็นประตูสำคัญที่ทำให้การฮั้ว สว. สำเร็จ โดยมีข้อสังเกตว่าแสวงได้ปกปิดข้อมูลและไม่ยอมนำไปชี้แจงต่อ กกต. ชุดใหญ่ นอกจากนี้ ตนยังมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ซึ่งปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เข้าไปเก็บโพยจากผู้สมัคร โดยถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตนได้แจ้งต่อแสวงไว้ตั้งแต่ต้น ทว่าต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ทาง กกต. กลับออกข่าวประชาสัมพันธ์ปฏิเสธว่าสิ่งที่ตนแจ้งไปนั้นไม่เป็นความจริง การมาร้องเรียนในวันนี้จึงเป็นการยืนยันว่าการเลือก สว. ในวันนั้นมีหลักฐานการเก็บโพยจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานเหล่านั้นในปัจจุบันหายไปอยู่ที่ใด


พ.ต.อ. มนัสกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีนี้ ได้สรุปสำนวนพบขบวนการทุจริตเลือก สว. จำนวน 229 คน ซึ่งรวมถึง สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสภาฯ ปัจจุบัน แม้คณะกรรมการไต่สวนจะชี้ว่ามีมูล แต่ กกต. กลับตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดใหม่ (ชุดที่ 36) ขึ้นมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือพวกพ้อง พฤติการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า กกต. อาจไม่ใช่หน่วยงานจัดการเลือกตั้ง แต่กลายเป็นหน่วยงานที่จัดให้มีการโกงเลือกตั้งแทน


ด้านพริษฐ์กล่าวว่า ตนขอขอบคุณผู้มาร้องเรียนที่ได้นำเอกสารสำคัญมายื่นให้ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความหนักแน่นเพราะมาจากผู้ตรวจการเลือกตั้งโดยตรง พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าในฐานะพรรคฝ่ายค้านจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไป โดยขณะนี้คดีฮั้ว สว. กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ อย่างที่ทราบกันว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ได้มีมติว่ามีผู้กระทำความผิดที่มีมูลจำนวน 229 คน ที่คณะไต่ส่วนเห็นว่า กกต. ควรมีมติดำเนินคดีและส่งเรื่องต่อไปที่ศาล โดย 130+ คนเป็น สว. ปัจจุบัน และอีก 90+ คนเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง รวมถึงมีหลายคนที่อาจนั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในคณะรัฐมนตรีด้วย สำหรับขั้นตอนปัจจุบัน อำนาจการตัดสินใจขณะนี้จึงอยู่ที่ กกต. ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณา หรือจะมีการเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือ บางบุคคลสำคัญ เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล


ทั้งนี้ ในเมื่อแสวงให้สัมภาษณ์เมื่อวาน ว่า กกต. จะเริ่มพิจารณากรณีดังกล่าวแล้ว พริษฐ์จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า หาก กกต. มีมติเป่าคดี จนเรื่องไปไม่ถึงศาล กกต. ต้องตอบสังคมถึง 4 คำถามหรือข้อพิรุธที่ตนขอตั้งไว้ล่วงหน้า


1. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่า กกต. ได้ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่สำหรับแต่ละคดี เพราะในคดีอื่นๆก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีมติส่งหลายคดีไปที่ศาลแล้ว แม้จะมีหลักฐานเป็นเพียงข้อความในไลน์เพื่อขอคะแนนกัน ซึ่งหลายๆ เรื่องศาลได้พิพากษาว่ามีความผิดด้วย ดังนั้น หาก กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องครั้งนี้ไปที่ศาล ทั้งๆ ที่หลักฐานที่คาดว่าอยู่ในสำนวนของดีเอสไอและของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นมากกว่าหรือไม่น้อยไปกว่าคดีก่อนๆ ตนจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า กกต. ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคดีหรือไม่ และเพราะอะไร


2. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่า กกต. ได้ใช้วิธีการตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36” ของ กกต. ขึ้นมาเพื่อฟอกขาวคดีนี้หรือไม่ เนื่องจาก กกต. ไม่เคยออกมาชี้แจงประเด็นที่ตนเคยอภิปรายสอบถาม กกต. กลางสภาฯ ว่าเหตุใดจึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมากลั่นกรองเป็นการเฉพาะ แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว ซ้ำร้ายในจำนวน 7 อนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ที่เข้ามาทำหน้าที่ หลายคนยังมีประวัติที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตคอร์รัปชัน หรือได้แสดงท่าทีที่อาจมองได้ว่าขาดความเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่


3. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่ามติดังกล่าวของ กกต. เข้าข่ายเป็นการต่างตอบแทนกันกับ สว. หรือไม่ เนื่องจาก 4 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งได้จากการผ่านการรับรองโดยมติของวุฒิสภา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่คือกลุ่ม สว. ที่อยู่ในสำนวนคดีนี้ ประชาชนจึงย่อมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ หรือการได้รับการรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”


4. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่ามติดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. หรือไม่ ซึ่งจะสอดคล้องกับพยานหลักฐานใหม่ที่ได้รับในวันนี้ (ซึ่งต้องตรวจสอบความถูกต้องต่อไป) โดยหลักฐานดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าในวันเลือก สว. ระดับประเทศ กรรมการ กกต. บางคน และเลขาธิการ กกต. ได้ละเลยการตรวจสอบกรณีการใช้โพยฮั้วที่มีการชี้เป้าให้ ซึ่งขัดแย้งกับแถลงการณ์ของ กกต. ที่ออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568


พริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดนี้คือ 4 คำถามหรือข้อพิรุธที่เราต้องถามไว้ล่วงหน้าถึง กกต. หาก กกต. มีแนวคิดว่าจะมีมติเป่าคดีสำหรับ 229 คน ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ชี้ว่า กกต. ควรดำเนินคดีและส่งต่อไปที่ศาล


ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน พวกเรากำลังพยายามอย่างยิ่งในการใช้กลไกสภาฯ เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ผ่านคณะกรรมาธิการกิจการศาลและองค์กรอิสระฯ โดยได้มีการเชิญ กกต. มาชี้แจงล่วงหน้าถึงสองสัปดาห์ แต่ในการนัดหมายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (4 มิถุนายน) กกต. กลับแจ้งว่าขอเลื่อนก่อนวันประชุมเพียงไม่กี่วัน และเมื่อนัดหมายใหม่เป็นวันพฤหัสบดีนี้ ตนก็ได้รับทราบมาเมื่อเช้าว่ามีการประสานมาว่าขอเลื่อนอีกครั้ง พฤติการณ์ทั้งหมดนี้ชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า กกต. กำลังพยายามหลบหนีการตรวจสอบจากสภาฯ หรือไม่ ซึ่งหาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาและ 4 ข้อพิรุธที่ตนได้ตั้งคำถามไว้ในวันนี้ กกต. ควรพิจารณาและมีมติอย่างตรงไปตรงมา โดยเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ในการส่งเรื่องไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #ฮั๊วสว







ภาคประชาชน “ConForAll” ยื่นรองปธ.สภาเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ย้ำ “สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100%” เตรียมเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อผ่าน conforall.com ในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ ลั่นสภาอย่าขวางประชาชน ยันค้านฉบับภูมิใจไทย ชี้เอื้อผูกขาด

 


ภาคประชาชน “ConForAll” ยื่นรองปธ.สภาเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ย้ำ “สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100%” เตรียมเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อผ่าน conforall.com ในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ ลั่นสภาอย่าขวางประชาชน ยันค้านฉบับภูมิใจไทย ชี้เอื้อผูกขาด


เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา เครือข่ายภาคประชาชน ในนามกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) นำโดย นายณัชปกร นามเมือง ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ได้ยื่นเจตจำนงต่อการริเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ต่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่สอง


โดยเวลา 13.00 น.รวมตัวกันด้านหน้าอาคารรัฐสภาฝั่งทางเข้า สส. จากนั้นเดินเท้าเข้ามายังศาลาแก้วโดยตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ในเครือข่ายConforall ปราศรัยถึงเจตจำนงค์ภาคประชาชน โดยเวลา 13.30 น. นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่สอง เป็นผู้มารับหนังสือ พร้อมกลุ่ม สว. ได้แก่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. ร่วมเป็นสักขีพยาน


ทั้งนี้ น.ส.นันทนา ได้ประกาศสนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเนื่องในการครบรอบ 100 ปีประชาธิปไตยไทยด้วย


จากนั้น 14.00 น.ตัวแทนเครือข่ายฯราว 10 คน เข้าไปยื่นหนังสือและแถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าวอาคารรัฐสภา


นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า ตนยินดีที่ภาคประชาชนสนใจกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นนิมิตหมายที่ดีของบ้านเมืองที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ หลังจากนี้จะทำตามขั้นตอนของสภา คือเสนอต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขณะที่ประชาชนสามารถเริ่มกระบวนการเข้าเชื่อให้ได้ 5 หมื่นชื่อ เมื่อครบแล้ว สามารถยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา โดยสภาจะใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อ เมื่อครบถ้วนและมีความพร้อมจะบรรจุเข้าสู่วาระต่อไป


ด้าน นายณัชปกร กล่าวว่า หลักการร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย โดย ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100% 2 แบบ คือ ส.ส.ร.ตัวแทนจังหวัด เพื่อให้เป็นตัวแทนระดับพื้นที่ และ ส.ส.ร.แบบบัญชีรายชื่อ มาจากกลุ่มความหลากหลายต่างๆ พร้อมกำหนดให้ ส.ส.ร. มีอำนาจกำหนดกรอบการร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) กำกับ ซักถามและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและออกแบบรัฐธรรมนูญ ส่วนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้มี กมธ.ยกร่าง 35 คน มาจาก ส.ส.ร. 25 คน อีก 10 คน ให้มาจากการเชิญบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ต้องส่งให้ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งเห็นชอบ ก่อนส่งให้ประชาชนออกเสียงประชามติ


“ในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ จะเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนผ่านทางเว็ปไซต์ของเครือข่าย ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลารวบรวมรายชื่อได้ครบภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ดีการเข้าชื่อดังกล่าวจะใช้กระบวนการออนไลน์ เบื้องต้นจะช่วยล่นเวลาของสภาต่อการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนที่เชื่อว่าจะใช้เวลาตรวจสอบน้อยกว่า 45 วัน” นายณัชปกร กล่าว


นายณัชปกร กล่าวด้วยว่า ภาคประชาชนเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยไม่ตรงกับหลักการของประชาชน และไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากเนื้อหาเอื้อให้เกิดการผูกขาด ทำให้มี ส.ส.ร.สีน้ำเงินที่จับเลือก และไม่เอา สว.สีน้ำเงิน ทั้งนี้หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่ ส.ส.ร. ของระบอบสีน้ำเงินภาคประชาชนพร้อมโหวตโน


เมื่อถามว่ามองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำหนดเป็นต้นเดือน ก.ค. ควรชะลอออกไปก่อนหรือไม่ นายณัชปกร กล่าวว่า ตนบอกไม่ได้ ว่ารัฐสภาควรจะรอหรือไม่ ถือเป็นความเห็นของประธานรัฐสภาที่จะดำเนินการ


เมื่อถามว่าหากรัฐสภาโหวตไม่รับหลักการร่างแก้รัฐธรรมนูญของภาคประชาชนเพราะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร นายณัชปกร กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ศาล ดังนั้นจะขัดหรือไม่ขัด คนที่ชี้คือศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนมองว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ควรด่วนสรุป เมื่อสามารถบรรจุวาระแล้ว รัฐสภาควรพิจารณาดำเนินการ และให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาประชามติ ตามที่ศาลวินิจฉัยว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ดังนั้นอย่าขวางตั้งแต่ต้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #Noระบอบสีน้ำเงิน #Noสสรสีน้ำเงิน #Noสวสีน้ำเงิน