วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

‘ภคมน’ จี้อธิบดีปกครองแจงปมทุจริตสอบนายอำเภอ เรียกรับหัวละ 3 ล้าน แฉมีบุคคลเอี่ยวโกง สว.-โกงสอบท้องถิ่นด้วย ซัดทำเป็นขบวนการ วางเครือข่ายอำนาจหวังกินรวบประเทศไทย

 


‘ภคมน’ จี้อธิบดีปกครองแจงปมทุจริตสอบนายอำเภอ เรียกรับหัวละ 3 ล้าน แฉมีบุคคลเอี่ยวโกง สว.-โกงสอบท้องถิ่นด้วย ซัดทำเป็นขบวนการ วางเครือข่ายอำนาจหวังกินรวบประเทศไทย


วันที่ 2 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนและเอกสารหลักฐานจาก ภัทรพงศ์ ศุภักษร เกี่ยวกับกรณีข้อสงสัยการทุจริตสอบนายอำเภอในช่วงเดือนเมษายน 2568 โดยพบข้อมูลเบาะแสการเรียกรับเงินสูงถึง 3 ล้านบาทต่อหัว


ภคมนกล่าวว่า กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เคยพิจารณาเรื่องการทุจริตสอบนายอำเภอปี 2566 มาแล้ว จากกรณีมีผู้ร้องเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สอบถึง 7 ครั้งแต่ไม่ผ่าน โดยผู้ร้องระบุชัดเจนว่าไม่ได้ร้องเรียนเพราะสอบตก แต่สังเกตเห็นถึงข้อพิรุธหลายอย่าง จึงได้รวบรวมหลักฐานมายื่นต่อ กมธ. ซึ่งจากการตรวจสอบ กมธ. ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากกรมการปกครอง อีกทั้งยังออกหนังสือแย้งมาทันทีว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้บริหารชุดปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการปัดความรับผิดชอบ หลังจากนั้น ตนได้รับข้อมูลเบาะแสเพิ่มเติมทั้งทางสาธารณะและทางลับจำนวนมาก ว่าการสอบนายอำเภอมีพิรุธและมีการเรียกรับเงินกันมาอย่างยาวนาน


ดังนั้น สำหรับการสอบนายอำเภอในปี 2568 จึงเป็นปีที่ต้องจับตาอย่างยิ่ง โดยข้อมูลที่ กมธ. ได้รับตรงกับหลักฐานที่ภัทรพงศ์เคยยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว เรื่องนี้สังคมต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจน เพราะปัจจุบันก็มีกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่ยังคงเป็นที่กังขาของประชาชน และบุคคลที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบนายอำเภอก็เชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่นด้วย


ภคมนกล่าวต่อไปว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกไปยังกรณีที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดโปงหลักฐานในคดีการโกง สว. พบว่ามีบุคคลหนึ่งที่หากเชื่อมโยงเครือข่ายกันได้จริง บุคคลนี้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทั้งกระบวนการโกง สว. และการทุจริตสอบท้องถิ่น ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การทุจริตสอบเข้ารับราชการ หรือการเรียกรับสินบนทั่วไป แต่คือโครงข่ายสำคัญที่กำลังวางฐานอำนาจเพื่อกินรวบประเทศไทย ค้ำจุนอำนาจบางอย่างให้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ และในฐานะผู้แทนราษฎรและประธาน กมธ. ตนถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเอาความจริงมาเปิดเผยและหาคำตอบให้กับประชาชน


นอกจากนี้ ภคมนเปิดเผยว่า ตนได้เห็นเอกสารรายชื่อบุคคลที่ ป.ป.ช. เรียกขอข้อมูลจากกรมการปกครองแบบไม่เซ็นเซอร์ชื่อแล้ว หลังจากนี้ กมธ. จะทำเรื่องขอข้อมูลจากกรมการปกครอง พร้อมเชิญบุคคลที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว รวมถึงอธิบดีกรมการปกครองเข้ามาชี้แจงต่อ กมธ. ให้ได้


“ขอฝากไปถึงกรมการปกครองว่า อย่าทำเพียงแค่ออกหนังสือโต้ตอบ กมธ. เราเปิดพื้นที่ให้อธิบดีและตัวแทนกรมการปกครองเสมอ อยากให้ท่านเข้ามาชี้แจงด้วยวาจา เพื่อให้ได้เห็นข้อมูลที่ครบถ้วนและแลกเปลี่ยนกัน การโต้กลับเป็นเอกสารไม่ช่วยให้เรื่องจบ แต่การมาชี้แจงด้วยตนเองคือการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวท่านอธิบดีเอง” ภคมนกล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โกงสอบท้องถิ่น #โกงเลือกสว #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง






สภาเห็นชอบวาระ 2-3 ร่าง พ.ร.บ.กลาโหมฯ ฉบับ ครม. ‘ชยพล-กิตติพงษ์’ สงวนความเห็น ชี้ปฏิรูปกองทัพต้องมีเข็มทิศเดียว จัดซื้อยุทโธปกรณ์ตามแผน ย้ำรัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ

 


สภาเห็นชอบวาระ 2-3 ร่าง พ.ร.บ.กลาโหมฯ ฉบับ ครม. ‘ชยพล-กิตติพงษ์’ สงวนความเห็น ชี้ปฏิรูปกองทัพต้องมีเข็มทิศเดียว จัดซื้อยุทโธปกรณ์ตามแผน ย้ำรัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ


วันที่ 2 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. … ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้ว 


ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน พร้อมทั้ง กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ได้อภิปรายสงวนความเห็นในหลายมาตรา จากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ยึดเนื้อหาตามร่างฯ ของ ครม. เป็นเนื้อหาหลัก


ชยพลได้อภิปรายในมาตรา 3 แก้ไขมาตรา 13 เสนอให้บรรจุ ‘แผนการจัดหายุทโธปกรณ์’ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม หรือ ‘สมุดปกขาว’ เพื่อให้การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในแต่ละปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ ทั้งด้านสมรรถนะ ความเข้ากันได้ของระบบ (compatibility) และการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเหล่าทัพ เสนอให้สภากลาโหมเป็นผู้ให้ความเห็นด้านการทหาร ก่อนเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ


ชยพลระบุว่า หากสมุดปกขาวไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ จะเปิดช่องให้เกิดการจัดซื้อที่ไม่สอดคล้องกับภาพใหญ่ เช่น แต่ละเหล่าทัพใช้ระบบสื่อสารหรือมาตรฐานยุทโธปกรณ์ต่างกันจนเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้ เกิดปัญหาการส่งกำลังบำรุง อะไหล่ และการซ่อมบำรุง หรือการจัดซื้อที่ไม่สนับสนุนแผนป้องกันประเทศ อย่างเช่นกรณีกองทัพเรือที่มีแผนจัดหาเรือฟริเกต แต่กลับไปจัดหาเรือดำน้ำก่อน


ขณะเดียวกัน อำนาจให้ความเห็นชอบสมุดปกขาวควรอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่สภากลาโหม เพราะแผนพัฒนากองทัพและการจัดหายุทโธปกรณ์มีระยะเวลายาวกว่าวาระของผู้บัญชาการเหล่าทัพแต่ละคน จึงต้องยึดโยงกับฝ่ายการเมือง นโยบายรัฐบาล สถานการณ์ของประเทศและสถานการณ์โลก เพื่อให้กองทัพมีทิศทางการพัฒนาในระยะยาว


ด้านกิตติพงษ์อภิปรายเพิ่มเติม ว่าไม่ควรผูกการจัดทำแผนปฏิรูปกองทัพเข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 และการรัฐประหารโดย คสช. กองทัพจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่นกรณีอากาศยานไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกรอบเวลา 20 ปีอาจยาวเกินไปสำหรับการวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง


นอกจากนี้ยังควรมีการบรรจุแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ในสมุดปกขาว การพัฒนากองทัพต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วน คือ ยุทโธปกรณ์ กำลังพล และแผนการทางทหาร หากมียุทธศาสตร์แต่ไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ การกำหนดทิศทางพัฒนากองทัพก็จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ


กิตติพงษ์ยังระบุว่า นอกจากนี้ หากต้องการให้กองทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้จริง ต้องมีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capability Command: JCC) การจัดหายุทโธปกรณ์ก็ต้องมีแผนร่วมกัน ไม่เช่นนั้นการปฏิบัติงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งการมีแผนจัดหาระยะยาวยังช่วยประหยัดงบประมาณทั้งในขั้นตอนการจัดหาและการซ่อมบำรุงด้วย


สำหรับมาตรา 5 แก้ไขมาตรา 24 วรรคห้า ชยพลเสนอให้ตัด ‘มติของสภากลาโหม’ ออกจากฐานอำนาจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถมอบให้บุคคลอื่นปฏิบัติราชการแทน โดยชี้ว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เดิมให้อำนาจสภากลาโหมไว้สูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะมาตรา 43 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามมติสภากลาโหมในหลายเรื่อง ตั้งแต่นโยบายการทหาร การระดมสรรพกำลัง การปกครองบังคับบัญชา งบประมาณ ไปจนถึงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทหาร


“สภากลาโหมประกอบด้วยนายพลโดยตำแหน่งจำนวนมาก ซึ่งสามารถลงมติเหนือรัฐมนตรีได้ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปทำไม หากรัฐมนตรีไม่มีอำนาจบริหารกระทรวงของตนเอง อำนาจนั้นควรจะต้องอยู่ที่ฝั่งของการเมืองในการบริหารราชการ ไม่ใช่ไปนั่งเป็นหุ่นเชิดให้กับสภาของนายพล” ชยพลกล่าว


ด้านกิตติพงษ์ ได้อภิปรายในมาตราดังกล่าว โดยขอย้ำหลักการพลเรือนต้องอยู่เหนือกองทัพ รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ สภากลาโหมควรเป็นเพียงสภาที่ปรึกษา ไม่ควรมีอำนาจเหนือรัฐมนตรี อำนาจสั่งการ อนุญาต อนุมัติ และปฏิบัติราชการซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีอยู่แล้ว ไม่ควรถูกผูกไว้กับมติของสภากลาโหม


ช่วงท้าย ชยพลยังอภิปรายสนับสนุนกรอบเวลา 90 วันในการจัดทำแผนปฏิรูปหรือพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่าแผนดังกล่าวเปรียบเสมือนกระดูกและเข็มทิศของการปฏิรูปกองทัพ และข้อมูลที่ใช้จัดทำควรเป็นข้อมูลที่กองทัพมีอยู่แล้วจากการบริหารราชการตามปกติ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอนานถึง 6 เดือนตามร่างฯ ครม.


ส่วนคำชี้แจงที่ระบุว่าแนวทางใหม่จะเป็นการวางแผนจากบนลงล่าง หากเป็นเช่นนั้น ที่ผ่านมากองทัพวางแผนจากแต่ละเหล่าทัพขึ้นมาแล้วจึงค่อยสร้างแผนภาพใหญ่ครอบอีกชั้นหนึ่งหรือไม่ และนั่นหมายความว่าที่ผ่านมาแต่ละเหล่าทัพไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่


ส่วนผลการลงมติ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ในวาระ 2 และ 3 มีจำนวนผู้ลงมติ 435 คน เห็นด้วย 434 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 1 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบกลาโหม #พรรคประชาชน #ปฏิรูปกองทัพ

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

จดหมายจากอติรุจ… ผู้ซึ่งตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือนเมื่อ 15 ก.ค. 69 ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก ลงวันที่ 16 ส.ค. 2569

 


จดหมายจากอติรุจ… ผู้ซึ่งตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือนเมื่อ 15 ก.ค. 69 ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก ลงวันที่ 16 ส.ค. 2569


วันนี้ (1 กันยายน 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสจดหมาย พร้อมข้อความในจดหมาย จาก อติรุจ ฉบับลงวันที่ 16 ส.ค. 69 ใจความว่า 


สวัสดีพี่ ๆ ที่ศูนย์ทนายนะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่าจดหมายนี้จะใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะถึง แต่ก็หวังว่า Promp Post ของผมจะพร้อมใช้งานตอนที่เราคุยกันครั้งต่อไป ในส่วนของจดหมายเยี่ยมน่าจะเห็นแล้วว่าผมอยู่ได้ ขอให้ไม่ต้องเป็นห่วง


เรื่องหลัก ๆ ที่อยากพูดในฉบับนี้ก็คงเป็นเรื่องภาษา เพราะตั้งแต่เข้าเรือนจำมามันทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างของ 'fine' กับ 'สบาย' ในเรือนจำผมสามารถใช้ I'm fine ได้ แต่ผมก็คงไม่ใช้คำว่า สบายดี และก็คงจะไม่ใช้คำนี้กับเรื่องอะไรก็ตามในเรือนจำ


อีกอย่างที่โดนย้ำก็คือประเทศไทยเป็นประเทศที่บ้ายศ และคำนำหน้า ขนาดกลายเป็นนักโทษทางการเมืองแล้วยังได้รับคำนำหน้าใหม่ ซึ่งเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างนอกไม่ต้องใช้มันหรอก การจ่าหน้าข้อความหรือจดหมายย่อมใช้นายได้เหมือนเดิม


แต่ในทางกลับกันวัฒนธรรมการใช้ชื่อเล่นในสื่อกระแสหลักของไทย ก็ทำให้ปัญหาหลายๆ ดูเบาลง ยกตัวอย่างเช่นการเรียกหัวหน้าคณะรัฐประหารว่าลุงตู่ นี่ยังไม่นับการใช้ "บิ๊ก" มานำหน้าชื่อเล่นทหาร ซึ่งผมเชื่อว่าการใช้ภาษาในรูปแบบนี้ส่งผลต่อการรับรู้ความร้ายแรงของปัญหาต่าง ๆ หรือการไม่สามารถพูดถึงปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่นการที่เราไม่สามารถพูดถึง Tom Riddle ได้จนเกิด ม๊อบ Harry Potter ขึ้น ผมหวังว่าการพูดถึงเรื่องนี้ในจดหมายสั้น ๆ ฉบับนี้จะทำให้บางคนเห็นหรือเข้าใจปัญหาเรื่องวัฒนธรรมภาษานี้มากขึ้น


สุดท้ายนี้ก็หวังว่าลายมือภาษาไทยของผมจะไม่ได้แย่จนเกินไป และนิสัยการพูดวกวน/ไม่รู้เรื่อง จะไม่ส่งผลกับการเขียนของผมมากเกินไปเช่นกัน


ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก

รุจ


ที่เชื่อว่าภาษาและการสื่อสาร สำคัญต่อการแก้ปัญหา

16 August 2026


สำหรับ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก จำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา


ในวัย 29 ปี อติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี ไม่ยื่นฎีกาต่ออีก วันที่ 15 ก.ค. 2569 อติรุจ เดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อถอนการประกันตัวและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์


ทั้งนี้ อติรุจได้กล่าวก่อนถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 69 ว่า เขาทบทวนและใช้เวลาตัดสินใจดีแล้ว เหตุเพราะช่วงรอเวลาศาลฎีกานัดฟังคำตัดสิน ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างติดขัดอยากไปเรียน ไปทำงานต่างประเทศก็ไม่ได้ เวลาระหว่างรอคือความไม่สบายใจ หลังจาก 16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา จึงได้ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ยื่นฎีกาต่อ แต่ขอไปเคลียร์งานและภาระหน้าที่ จึงได้มาดำเนินการตามกระบวนการถอนประกัน เพื่อรับโทษ


อติรุจระบุว่า แม้เขาจะรับสารภาพและกำลังจะเดินหน้าเข้ารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่การพูด ซึ่งไม่มีควรมีใครต้องถูกขังและต้องลี้ภัยเพียงเพราะแค่พูดเรื่องนี้


"ผมหวังว่าคุณจะกลับมาอย่างครบถ้วน ทั้งร่างกาย จิตใจ และที่สำคัญที่สุด คือศักดิ์ศรีที่ยังคงอยู่"


นี่คือข้อความที่อติรุจอยากฝากถึงตัวเองในวันที่ได้ออกจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112

‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงนนทบุรี เขต 3 พบประชาชน-ชาวสวน ชูนโยบายยกระดับเกษตรกร สร้างเมืองน่าอยู่ที่เติบโตไปด้วยกัน

 


‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงนนทบุรี เขต 3 พบประชาชน-ชาวสวน ชูนโยบายยกระดับเกษตรกร สร้างเมืองน่าอยู่ที่เติบโตไปด้วยกัน


วันที่ 1 กันยายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี พรรคประชาชน เบอร์ 4 ลงพื้นที่หาเสียงและพบปะประชาชนในเขต 3 จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วย อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี พรรคประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่และนำเสนอนโยบายสำหรับการพัฒนา อบจ.นนทบุรี


ในช่วงเช้า เดชรัตและคณะได้ทักทายประชาชนบริเวณวงเวียนพระราม 7 เพื่อประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งให้แก่ผู้ที่กำลังเดินทางไปทำงาน ก่อนจะเดินเท้าต่อไปยังตลาดศรีบางกรวยเพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงแจกแผ่นพับแนะนำตัวและนโยบาย จากนั้นจึงเดินทางไปยังสวนคุณแผ่นดิน เพื่อพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


ต่อมา เดชรัตและคณะได้เดินทางไปยังสวนพุทธรักษามหาสวัสดิ์ เพื่อพบปะและพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกและชาวสวนในพื้นที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตลอดจนรับฟังปัญหาน้ำเค็มที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก


เดชรัตระบุว่า การรักษาพื้นที่เกษตรกรรมและการสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ ถือเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของนโยบาย “เกษตรนนท์ชูใจ” ซึ่งมุ่งหวังให้ อบจ. เข้ามามีบทบาทสนับสนุนเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การช่วยลดต้นทุนผ่านปุ๋ยและเครื่องจักร การสร้างตลาดรองรับผลผลิตโดยเชื่อมโยงเข้ากับมื้ออาหารในโรงเรียน ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และนำเทคโนโลยีมาใช้ดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้พื้นที่เกษตรของนนทบุรีสามารถอยู่รอด และสร้างรายได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมือง


นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอนโยบาย “นนท์จิ๋วแต่แจ๋ว” เพื่อให้ อบจ. เข้ามาสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรายย่อย โดยการเพิ่มพื้นที่จำหน่ายสินค้าทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการยกระดับมาตรฐานต่างๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัด เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนตัวเล็กและชุมชนท้องถิ่น


เดชรัตกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาด้านน้ำและสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้เตรียมเสนอนโยบาย “นนท์คล่องคลอง” ที่มุ่งฟื้นฟูและเชื่อมต่อระบบคูคลอง พร้อมจัดทำแผนที่คลองทั่วจังหวัดเพื่อวางแผนบริหารจัดการในระยะยาว รวมถึงนโยบาย “นนท์ไม่นอง” ที่จะพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ ผ่านการกำหนดแนวทางร่วมกับชุมชน การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ และการพัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาน้ำของจังหวัด


“เมืองที่ดีไม่ควรวัดจากเพียงจำนวนอาคารและการขยายตัวของเมืองเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างคุณภาพชีวิตให้ผู้คนสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ เราจึงตั้งใจนำประสบการณ์และนวัตกรรมจากเมืองต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อแบ่งเบาภาระและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับประชาชน” เดชรัตกล่าวย้ำ


สำหรับในช่วงเย็น เดชรัตและคณะมีกำหนดการเดินทางไปยังวัดสวนใหญ่ เพื่อพูดคุยกับกลุ่มจิตอาสาและผู้ก่อตั้งชมรมอนุรักษ์นกแก้วโม่ง จากนั้นจะลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณปากทางถนนเทิดพระเกียรติ ปิดท้ายด้วยการร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานรณรงค์หาเสียงและทักทายประชาชนในพื้นที่ ร่วมกับ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เดชรัตNEWนนท์ #เลือกตั้งนายกอบจ #อบจนนท์ #นนทบุรี















‘รักชนก-ธีระชาติ’ ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก

 


รักชนก-ธีระชาติ’ ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก


วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ นำสำนวนพร้อมพยานหลักฐานเข้ายื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport


รักชนกระบุว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ ประกอบด้วย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.), ประธานคณะร่าง TOR และบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบริษัท Human Intelligent


สำหรับไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ, จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้


รักชนกกล่าวต่อไปว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Human Intelligent กับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง


นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการ โดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง


จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” รักชนกกล่าว


รักชนกกล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริง (Active user) ประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว


เมื่อถามว่าการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ รักชนกตอบว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ


ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” รักชนกกล่าว


พร้อมกันนี้ รักชนกยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าอาจเข้ามาตรวจสอบโครงการนี้ช้าเกินไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบางโครงการในอดีตที่ ป.ป.ช. เคยออกข้อสังเกตหรือเข้ามามีบทบาทตั้งแต่โครงการยังไม่ทันได้เดินหน้า จึงน่าสงสัยว่ามีเหตุแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ที่ทำให้ ป.ป.ช. ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่


ทั้งนี้ ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับ ป.ป.ช. แต่เหตุผลที่ต้องมายื่นเรื่องเพราะต้องการให้สังคมร่วมกันจับตาว่า เมื่อมีโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติและการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และหน้าที่ของตนในฐานะผู้แทนคือการตีแผ่ความผิดปกติให้ประชาชนได้รับรู้


รักชนกกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้โกหกผ่านสื่อสาธารณะหลายครั้ง กรณีที่ระบุว่าให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เป็นอย่างดี เพราะจากเอกสารหลายสิบฉบับที่กรรมาธิการร้องขอไป กลับได้รับมาเพียง 9 ฉบับ และประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่กรรมาธิการไม่ได้ร้องขอ ขณะที่เอกสารสำคัญ เช่น ข้อเสนอเชิงเทคนิคของบริษัทที่เข้าร่วมประมูล และเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับล่าสุด ทางกรรมาธิการยังไม่ได้รับครบถ้วน จึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเอกสารดังกล่าว โดยกำหนดให้จัดส่งภายในวันที่ 8 กันยายน ก่อนที่จะมีการประชุมเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายนนี้


ด้านธีระชาติกล่าวว่า จากเอกสารที่ได้รับมาเพียงบางส่วน พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้ TOR จะกำหนดให้มี AI อย่างน้อย 8 ราย และตัวโครงการนำเสนอว่ามี AI มากกว่า 10 ราย แต่จากเอกสารที่พบกลับมีใบอนุญาตจาก Google ประเทศไทยเพียงรายเดียว ตนจึงขอตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR เพราะยิ่งได้รับเอกสารมากขึ้น ก็ยิ่งพบจุดผิดปกติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย


นอกจากนี้ หลังเปิดใช้งานจริง ประเด็นเรื่อง Token และส่วนต่างระหว่างสัญญาเหมาจ่ายเดิมกับระบบ Pay per use ยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมี Active user ประมาณ 1 แสนคน ค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงจะอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท ขณะที่วงเงินตามรูปแบบเดิมตั้งไว้กว่า 1,600 ล้านบาท จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านการประมูลมาแล้ว กลับมีส่วนต่างมหาศาลในระดับนี้ได้อย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่


ธีระชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของกรรมาธิการไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการนำข้อมูลออกมาเปิดเผยให้สาธารณะได้รับรู้มากที่สุด ส่วนการวินิจฉัยความผิดเป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งหากหน่วยงานตรวจสอบและกระทรวงดิจิทัลฯ ขยับตัวเร็วกว่านี้ ปัญหาก็อาจไม่เดินมาถึงจุดปัจจุบัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #THAIPassport #พรรคประชาชน








วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ศาลอาญาให้ประกัน ‘ตะวัน’ ระหว่างอุทธรณ์ วางหลักทรัพย์ 100,000 บ.ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หลังพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดี ม.112



ศาลอาญาให้ประกัน ‘ตะวัน’ ระหว่างอุทธรณ์ วางหลักทรัพย์ 100,000 บ.ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หลังพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดี ม.112 


วันนี้ ( 31 สิงหาคม 2569) เวลา 16.58 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ระหว่างอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 โดยให้วางเงิน 100,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จึงทำให้ทานตะวันถูกปล่อยตัวที่ศาลอาญาแล้วในวันนี้


กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเช้าของวันนี่ (31 ส.ค.) ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในข้อหาตามมาตรา 112 และปรับ 600 บาทฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานฯ เหตุไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กเพื่อส่งเสียงให้ม็อบชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายจุดปักหลัก บริเวณถนนราชดำเนินนอก ตรงข้าม UN ก่อนขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 ผ่าน และถูกตำรวจจับกุมเมื่อ 5 มี.ค. 2565


ตะวันให้สัมภาษณ์หลังได้รับการปล่อยตัวว่า จริง ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้า เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านแล้ว แต่กลายเป็นว่าคนที่โดนคดี ม.112 ไม่ได้ออกมา คนกลุ่มนั้นเพียงต้องการที่จะล้างมลทินให้ตัวเอง เราอาจจะได้รับบารมีนิดหน่อย แต่นี่ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี เพราะคนที่ออกมาแค่พูดถึงปัญหาว่าอยากจะให้สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง มันเป็นคดีการเมืองจริง ๆ อย่ามองว่าคดี ม.112 ไม่ใช่คดีการเมือง และฝากทุกคนติดตามสถานการณ์ผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย ตอนนี้น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112







ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”หลังจากที่ เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 69 แม่ได้ร่วมยื่นประกันตัว ขอออกมาดูแลบิดาที่เจ็บป่วย และฟ้าอดอาหารใกล้ครบ 2 เดือน


ศาลฎีกายกคำร้องขอประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”หลังจากที่ เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 69 แม่ได้ร่วมยื่นประกันตัว ขอออกมาดูแลบิดาที่เจ็บป่วย และฟ้าอดอาหารใกล้ครบ 2 เดือน


วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลฎีกายกคำร้องให้ประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู หลังจากที่มีการยื่นประกันตัวเขาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” หลังฟ้าอดอาหารใกล้ครบ 2 เดือน


โดยในการยื่นประกันตัวครั้งที่ผ่านมา มารดาและครอบครัวของ “ฟ้า” ร่วมยื่นประกันตัวต่อศาล ระบุถึงความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตในการอดอาหาร ความจำเป็นในการกลับไปดูแลบิดาที่ป่วยหนัก และข้อเท็จจริงบางข้อหาในคดีเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข


ปัจจุบัน “ฟ้า” พรหมศร ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือนในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง จากนั้นฟ้าตัดสินใจเริ่มอดอาหารประท้วงตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 62 วันแล้ว (นับถึงวันที่ 31 ส.ค.)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #สิทธิประกันตัวประชาชน