วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

3 ปีกว่าแล้วไม่คืบ แอนเนสตี้ - พายุ ยื่น 3,196 รายชื่อ และ 4 ข้อเรียกร้อง จี้กระทรวงยุติธรรม เยียวยาผู้เสียหาย เหตุ เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังสลายชุมนุมม็อบ APEC 2565

 


3 ปีกว่าแล้วไม่คืบ แอนเนสตี้ - พายุ ยื่น 3,196 รายชื่อ และ 4 ข้อเรียกร้อง จี้กระทรวงยุติธรรม เยียวยาผู้เสียหาย เหตุ เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังสลายชุมนุมม็อบ APEC 2565


วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล (International Day in Support of Victims of Torture) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย พร้อมด้วย พายุ บุญโสภณ และผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม ราษฎรหยุด APEC 2022 และเครือข่ายภาคประชาสังคม เดินทางมาที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นรายชื่อจากสาธารณะชนจำนวน 3,196 รายชื่อ โดยรายชื่อดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญเขียน เปลี่ยน โลก White for Rights ซึ่งเป็นแคมเปญสิทธิมนุษยชนระดับโลกของแอมเนสตี้ ฮินสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล


การยืนหนังสือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามคารทรมานและการกระทำให้บุคคคลสูญหาย เร่งดำเนินการเยียวยา พื้นฟู และการชดใช้เยียวยาอย่างครบถ้าน เหมาะสม และมีความหมายแก่พายุ ผู้เสียหายจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2565 จนส่งผลให้ผู้ชุมนุมรายหนึ่งสูญเสียดวงตาอย่างถาวรและอีกหลายคนได้รับความรุนแรงจากการสลายการชุมนุม


เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า กรณีของพายุใช่เพียงกรณีเฉพาะบุคคล แต่สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลของการใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม การขาดความรับผิด และความยากลำบากของผู้เสียหานในการเข้าถึงการเยียวยา "วันนี้เราเดินทางมาที่กระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อทวงถามกระบวนการทางเอกสาร แต่เพื่อยืนยันว่าเบื้องหลังคำว่า 'คดี' ข้อร้องเรียน หรือ 'ผลการพิจารณา' คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่เปลี่ยนไปตลอดกาล พายุ บุญโสภณ มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างครบถ้วน เหมาะสม และมีความหมาย"


แอมเนสตี้ ประเทศไทย ระบุว่า การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรไม่ใช่บาดแผลที่จบลงเมื่อออกจากโรงพยาบาล แต่เป็นความเสียหายที่ติดตัวผู้เสียหายไปทุกวัน ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ คุณภาพชีวิต โอกาศในการทำงาน การเดินทาง ความสัมพันธ์กับครอบครัว และความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตของตนเอง การเยียวยาจึงต้องไม่จำกัดอยู่เพียงเงินชดเชย แต่ควรรวมถึงการฟื้นฟู การดูแลทางกายและใจ การรับรองความจริง การคืนศักดิ์ศรีให้ผู้เสียหาย และมาตรการรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำ


กรณีของพายุยังสะท้อนแนวโน้มที่แอมเนสตี้ ประเทศไทย ติดตามอย่างต่อเนื่องภายใต้งาน RESIST "ยืนหยัดต่อต้านความอยุติที่ธรธรรม" เฝ้าระวังและท้าทายรูปแบบของการใช้อำนาจรัฐที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในการชุมนุมโดบสงบ เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรม


"ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มที่น่ากังวลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม การใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างภาระต่อผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ การปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐลอยนวลพันผิด และการที่ผู้เสียหายต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงการเยียวยา ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่เป็นรูปแบบที่ค่อย ๆ ทำให้พื้นที่การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนแคบลง" เพชรรัตน์กล่าว


แอมเนสตี้ ประเทศไทย ย้ำว่า การใช้กระสุนยางและอาวุธควบคุมฝูงชนต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย ความจำเป็น ความได้สัดส่วน ความระมัดระวัง การไม่เลือกปฏิบัติ และความรับผิดชอบ กระสุนยางไม่ใช่อาวุธที่ปลอดภัยโดยธรรมชาติ และสามารถก่อให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรง พิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเมือถูกยิงไปยังบริเวณศีรษะ ใบหน้า ดวงตา หรือคอ


กรณีของพายุยังเชื่อมโยงกับการรณรงค์ระดับโลกเพื่อผลักดันสนธิสัญญาว่าด้วยการค้าปลอดการทรมาน หรือ Tore-Free Trade Treaty (TFTT) ซึ่งเรียกร้องให้รัฐต่าง ควบคุมการค้า การจัดหา และการใช้อุปกรณ์บังคับใช้กฎหมายที่อาจถูกนำไปใช้ในการทรมานโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือการปราบปรามการใช้สิทธิของประชาชน"กระสุนยาง แก๊สน้ำตน้ำตา กระบอง หรืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนอื่น ๆ ไม่ได้เป็นเพียง 'เครื่องมือ' ที่เป็นกลาง หากไม่มีมาตรฐานควบคุมที่เข้มงวด อุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำให้คนพิการถาวร หรือเสียชีวิตได้ กรณีของพายุจึงละท้อนทั้งปัญหาการเยียวยาผู้เสียหายในประเทศไทย และปัญหาระดับโลกที่ต้องการกติกาเพื่อควบคุมไม่ให้อุปกรณ์บังคับใช้กฎหมายถูกนำไปใช้ละเมิดสิทธิมนุษษยชน" เพชรรัตน์ กล่าว


คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (UN(UN Committee against Torture: CAT) ได้แสดงข้อกังวลต่อประเทศไทยเกี่ยวกับการใช้กำลังในการชุมนุม รวมถึงกรณีที่กรณีที่ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บร้ายแรงจากกระสุนยาง โดยชี้ถึงปัญหาการขาดการเยียวยาที่เหมาะสมและการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรรม กรณีของพายุจึงไม่ในใช่เพียงประเด็นกายในประเทศ แต่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ


พายุ บุญโสภณ กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ได้เปลี่ยนชีวิตของมาไปอย่างถาวร และจนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ทั้งในแง่ความรับผิดและการเยียวยา "ผมมายืนอยู่ที่นี่หลายครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะเป็นคนที่สูญเสียดวงตา แต่เพราะผมคือประชาชนคนหนึ่งที่เรียกร้องให้รัฐเคารพสิทธิมนุษยชนและรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตัวเอง การเยียวยาที่ผมเรียกร้องไม่ใช่แค่เงินชดเชย แต่คือหลักประกันว่าจะไม่มีใครต้องถูกกระทำแบบนี้อีก"


พายุย้ำว่า "การสูญเสียดวงตาไม่ได้จบลงในวันที่ผมถูกยิง ผมต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งหมด สูญเสียโอกาสในการทำงาน ความมั่นใจ และต้องอยู่กับความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครควรถูกปฏิเสธสิทธิในการเยียวยา เพียงเพราะเหตุเกิดก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับไม่กี่เดือน"


ข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย


แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และพายุ บุญโสภณ เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกระทรวงยุติธรรรม ดำเนินการดังต่อไปนี้


1. ทบทวนผลการพิจารณาเดิม โดยแยกประเด็นความรับผิดทางอาญาออกจากสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟู และการชดใช้เยียวยา


2. พิจารณารับรองสถานะของพายุ บุญโสภณ ในฐานะผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ


3. กำหนดมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมความเสียหายทางร่างกาย จิตใจ คุณภาพชีวิต โอกาสในการประกอบอาชีพ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและการฟื้นฟูระยะยาว รวมถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต


4. แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับการสอบสวนและการดำเนินการเพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


5. กำหนดมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุช้ำ รวมถึงการทบทวนแนวปฏิบัติ การฝึกอบรม และการกำกับดูแลการใช้กระสุนยางและอาวุธควบคุมฝูงชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ


6. เปิดโอกาสให้พายุ บุญโสภณ และผู้แทนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหารือเกี่ยวกับแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม


แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เห็นว่า การพิจารณาเยียวยาในกรณีนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันว่ารัฐไทยให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้เสียหายจากการใช้กำลังของรัฐ เคารพพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และมุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้การละเมิดสิทธิร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต


📣ด้าน ธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องกรณี พายุ ตั้งแต่ปี 2568 จากการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ กระทรวงฯ ไม่เคยนิ่งดูดาย หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทรมาน บังคับสูญหาย หรือการกระทำอันโหดร้าย จะดำเนินการทั้งลงโทษทางวินัยและทางอาญา


ในเรื่องการเยียวยา เราเริ่มตั้งแต่ 22 มีนาคม 2568 เป็นระเบียบคณะกรรมการ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย โดยไม่ต้องรอผลทางคดี เพียงสืบหาข้อมูลต่าง ๆ เบื้องต้นว่าเข้าข่ายการกระทำผิด โหดร้าย หรืออุ้มหาย ก็เยียวยาได้ การเยียวยาอาจไม่ได้จบที่ตัวเงิน การเยียวยาด้วยตัวเงินอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ ว่าเราขอโทษในสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำลงไป เจ้าหน้าที่รัฐโดยปกติแล้วมีหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน แต่ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจเหล่านั้นในทางมิชอบ หรือเกินสัดส่วนความจำเป็น ก็ถึงเวลาที่รัฐต้องดำเนินการขอโทษในสิ่งที่ไม่สามารถดูแลหรือควบคุมเจ้าหน้าที่ของรัฐได้


ในส่วนที่ไม่เป็นตัวเงินรวมถึงการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ ร่างกาย การคืนสู่สถานะเดิม การขอโทษต่อสาธารณะ สำหรับกรณีของคุณพายุ ทางคณะกรรมการจะรับเรื่องและพิจารณาตามข้อเรียกร้อง 6 ข้อ แต่อย่างไรก็ตามเรายืนยันว่าจะดำเนินการให้ยุติธรรมมากที่สุด และรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ


เมื่อถามถึงกรณีที่ข้อวินิจฉัยที่เกิดก่อน พ.ร.บ.จะบังคับใช้ แก้ปัญหาเชิงเยียวยาอย่างไร ? เมื่อมีผู้เสียหายทางอดีต เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูอย่างแท้จริง ผอ.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ บอกว่า กรณีนี้ได้รับคำถามจำนวนมาก รวมถึงเคสอุ้มหายที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 โดยกำลังศึกษาว่าเคสที่เกิดขึ้นก่อนและผลที่ได้รับ ที่ความเสียหายยังดำเนินจนถึงตอนนี้ สามารถเยียวยาได้หรือไม่ อย่างไร นอกจาก พ.ร.บ.ทรมานฯ แล้วยังดูแลเรื่องอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาต่อต้านการอุ้มหายฯ ซึ่งเป็นหลักการสากลในการต้องเยียวยาผู้เสียหายด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พายุดาวดิน #ราษฎรหยุดเอเปค #ราษฎรหยุดAPEC2022 #กระทรวงยุติธรรม






















“เพื่อไทย” จัดพูดคุยหลายฝ่ายแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อเตรียมผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่

 


“เพื่อไทย” จัดพูดคุยหลายฝ่ายแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อเตรียมผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่


วานนี้ (25 มิถุนายน 2569) พรรคเพื่อไทยได้จัดงาน Member talk เป็นครั้งแรก ซึ่งในวงพูดเคยแลกเปลี่ยนครั้งนี้ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังมีการเชิญข้าราชการจากสำนักงานประกันสังคม นักคณิตศาสตร์ประกันภัย นักวิชาการด้านสิทธิแรงงาน ผู้นำแรงงาน และ อ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แกนนำทีมประกันสังคมก้าวหน้า โดยนายจุลพันธ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กในรายละเอียดความว่า


ช่วงเย็นเมื่อวานนี้ พรรคเพื่อไทยเราได้มีการจัดงาน Member talk ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการสื่อสารพูดคุยกันระหว่างสมาชิกพรรค โหวตเตอร์ และฝ่ายการเมืองทั้งในปีกรัฐบาลและในปีกรัฐสภา


ประเด็นหัวข้อที่ได้มีการล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงแรงงาน การปฏิรูปประกันสังคม โดยเฉพาะการเตรียมการผลักดันสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่หรือสูตร CARE ซึ่งนอกจากผม คณะทำงาน ทีมของพรรคเพื่อไทยที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ รวมทั้งโหวตเตอร์ของพรรคแล้ว เรายังได้เปิดพรรคโดยเชิญกลุ่มอื่นๆ เข้ามาเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการจากสำนักงานประกันสังคม นักคณิตศาสตร์ประกันภัย นักวิชาการด้านสิทธิแรงงาน ผู้นำแรงงาน รวมทั้ง อ.จั๊ก ษัษฐรัมย์ บอร์ดประกันสังคม จากกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า


สำหรับประเด็นเรื่องสูตร CARE ผมได้พูดถึงเป็นครั้งแรกในครั้งที่ได้มีโอกาสชี้แจงต่อรัฐสภาในวาระการแถลงในนโยบายของรัฐบาลว่าไม่มีข้อขัดข้องใดๆ กับสูตรนี้ เมื่อได้ศึกษาในเบื้องต้นก็พบว่าเป็นสูตรที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตน เพราะเป็นการคำนวณที่สะท้อนถึงการทำงานจริง การส่งเงินสมทบเข้ากองทุนจริง และเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดจากการคำนวณแบบเดิมซึ่งคิดเฉพาะจากฐานเฉลี่ยจากช่วง 5 ปีสุดท้าย หรือ 60 เดือน ก่อนการเกษียณ


แล้วในทุกครั้งที่ได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์หรือมีนักข่าวถามเรื่องนี้ ผมก็อยากยืนยันเช่นเดิมว่าไม่ได้มีอะไรที่ติดขัด เพียงแต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพราะเป็นประเด็นที่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของกองทุนหรือเสถียรภาพของกองทุน


ผมคิดว่าที่ผ่านมา เราใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนเศษ ซึ่งไม่นานเกินไปและไม่น้อยเกินไปสำหรับการศึกษาเรื่องนี้ รวมทั้งการทำความเข้าใจกับฝ่ายต่างๆ และวันนี้ผมสามารถยืนยันได้ว่าในเร็ว ๆ นี้ จะมีการยื่นเรื่องสูตร CARE เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแน่นอนครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #พรรคเพื่อไทย #ประกันสังคม #ปฏิรูปประกันสังคม #บำนาญชราภาพ #สูตรCARE






วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ สปส. เร่งปรับแผนประชาสัมพันธ์ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ฝั่งนายจ้างลงทะเบียนน้อยมาก งบประชาสัมพันธ์กว่า 30 ล้าน ควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จี้ สปส. เร่งปรับแผนประชาสัมพันธ์ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ฝั่งนายจ้างลงทะเบียนน้อยมาก งบประชาสัมพันธ์กว่า 30 ล้าน ควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้


วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน อาทิ ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ และ สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เข้าชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงานประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งกรรมาธิการฯ พบว่าการดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ


โดยกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า สปส. ไม่มีเป้าหมายจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ชัดเจน ระบุเพียงว่าต้องการให้มีผู้ลงทะเบียน ‘ไม่น้อยกว่าเดิม’ ทั้งที่ สปส. ใช้งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ออนไลน์กว่า 30 ล้านบาท แต่กลับได้รับความสนใจน้อยมาก เช่น การไลฟ์สดที่มีผู้เข้าชมเพียง 9 คน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างเอกชนมาประชาสัมพันธ์ล่าช้า ทั้งที่เปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จนวันนี้มีผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งรวมเพียง 590,000 คน จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 14-15 ล้านคน โดยเฉพาะฝั่งนายจ้างที่มีจำนวนเกือบ 500,000 คน แต่มาลงทะเบียนเพียงราว 3,000 คน ซึ่งการลงทะเบียนของฝั่งนายจ้างนั้นซับซ้อนกว่าฝั่งลูกจ้างมาก ทั้งเรื่องเอกสารที่ต้องใช้ กระบวนการลงทะเบียนที่มีขั้นตอนมากกว่า แต่การประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ที่ไม่ชัดเจน ทำให้นายจ้างจำนวนมากประสบปัญหาในการลงทะเบียน


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จึงเรียกร้องให้ สปส. ปรับแผนการประชาสัมพันธ์ให้เป็นรูปธรรม เปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ประกันตนตัวจริง เช่น กลุ่มไรเดอร์ พ่อค้าแม่ค้า ได้มีส่วนร่วมในการสื่อสาร พร้อมเสนอให้ใช้ช่องทางส่ง SMS ตรงถึงผู้ประกันตนและทำหนังสือถึงสถานประกอบการโดยตรง ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการสร้างความตระหนักให้ผู้ประกันตนทราบว่าพวกเขาคือเจ้าของเงินกองทุนตัวจริง จึงขอให้ สปส. เร่งปรับปรุงการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือ ก่อนจะสิ้นสุดการลงทะเบียนในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ เพื่อเชิญชวนผู้ประกันตนและนายจ้างมาลงทะเบียน ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนเสียงของพวกเขาให้มากที่สุด 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #บอร์ดประกันสังคม






‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้ายแห่ 10 สายทั่วเมือง ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงานเปลี่ยนชีวิตคนกรุง

 


‘โจ ชัยวัฒน์’ เปิดแคมเปญโค้งสุดท้ายแห่ 10 สายทั่วเมือง ขอคน กทม. เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงานเปลี่ยนชีวิตคนกรุง


วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่พรรคประชาชน ชัยวัฒน์ สถาวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน ได้เปิดแคมเปญส่งรถแห่วิ่ง 10 เส้นทางทั่วกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง กทม. โดยเส้นทางรถแห่เริ่มจากเขตบางกะปิ ไปต่อที่วังทองหลาง สวนหลวง พระโขนง และจบที่บางนา เพื่อเชิญชวนประชาชนมาร่วมเติมกรุงเทพฯ ให้เต็ม 10 กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตลอดการหาเสียง พรรคประชาชนเดินเคาะประตูบ้านเข้าหาประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบายและความตั้งใจของเรา การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกอนาคตใน 4 ปีข้างหน้า ตนอยากชวนคนกรุงเทพฯ ทุกคนถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาเราพอใจกับเมืองนี้จริง ๆ แล้วหรือไม่ เมืองที่เราต้องวางแผนใช้ชีวิตในทุกวัน เมื่อเจ็บป่วยก็หาหมอยาก เมื่อฝนตกแทบไม่ต้องออกไปไหน ออกจากบ้านแต่ละครั้งก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอุบัติเหตุอะไรกับตัวเองบ้าง เป็นเมืองที่มีการทุจริตคอร์รัปชันปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นเรื่องปกติ 


ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง นั่นหมายถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลง ตนเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเปลี่ยนได้ต้องอาศัยเจตจำนง หากเรายอมจำนนต่อสิ่งที่เป็นอยู่ ประชาชนจะยังคงเป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระเหล่านี้ต่อไป แต่การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว ต่อให้เป็นคนที่มีความรู้มากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำได้ แต่กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนได้ด้วย ส.ก. ทั้ง 50 คน จาก 50 เขต ของพรรคประชาชน ที่มีวาระรายเขตที่จะเข้าไปผลักดัน หากผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนได้เข้าไปทำงานในสภา กทม. พวกตนพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันแรกทันที


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนทำให้เห็นมาแล้วว่าลำพูนซึ่งเป็นเมืองที่มีงบประมาณน้อยกว่า กทม. สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ด้วยการบริหารของพรรคประชาชน ดังนั้นถ้าเลือกโจชัยวัฒน์และเลือก ส.ก. พรรคประชาชน ท่านจะได้พรรคประชาชนมาทำงาน ได้ทีมบริหารที่มีความพร้อม รวมถึงการผนึกกำลังกับคณะก้าวหน้าด้วย 


ดังนั้นขอให้คนกรุงเทพฯ ออกไปกาด้วยเจตจำนงเดียวกันกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขอแรงเปิดประตูให้เราเข้าไปทำงานบริหารกรุงเทพฯ กาพรรคประชาชนทั้งสองใบ บัตรสีเขียวกาผู้ว่าพรรคประชาชน เบอร์ 10 บัตรสีชมพู กา ส.ก. พรรคประชาชน 


ทั้งนี้ พรรคประชาชนจะมีการปราศรัยครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป ที่สวนเบญจกิติ (ลานแสดงกลางแจ้งสวนน้ำ) มีแกนนำพรรคร่วมปราศรัย นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม., ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ, เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหาร กทม. และ ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน