วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“ศ.ดร.ยศชนัน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ-แก้ปมบูลลี่ ปิด รร.ชั่วคราว เร่งระดมทีมเยียวยาจิตใจ-ทหารแห่บริจาคเลือดด่วน พร้อมวอนสังคมงดแชร์ภาพสะเทือนใจ

 


“ศ.ดร.ยศชนัน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ-แก้ปมบูลลี่ ปิด รร.ชั่วคราว เร่งระดมทีมเยียวยาจิตใจ-ทหารแห่บริจาคเลือดด่วน พร้อมวอนสังคมงดแชร์ภาพสะเทือนใจ


วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) จากกรณีเหตุการณ์สะเทือนขวัญ นักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงครูและเพื่อนนักเรียนจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงพื้นที่เร่งด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังรายงานจากผู้อำนวยการโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ศ.ดร.ยศชนัน ได้แถลงความคืบหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจว่า "ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างเรียบร้อยแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนและผู้ปกครองสบายใจได้ว่า เด็กนักเรียนทุกคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ได้รับการดูแลและพาเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก เพื่อความถูกต้องและรอบคอบ ทั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่มาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป"


เพื่อเป็นการรับมือและแก้ปัญหาจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ระบุถึงมาตรการด่วน 3 ข้อของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่


มาตรการระยะสั้น (ปิดพื้นที่และประเมินสถานการณ์) - สั่งการให้หยุดการเรียนการสอนในโรงเรียนที่เกิดเหตุเป็นการชั่วคราว ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์พอดี เพื่อเคลียร์พื้นที่และประเมินสถานการณ์การดูแลพื้นที่โดยรอบ โดยหลังจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะเตรียมแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่าจะเปิดเรียนในวันจันทร์หรืออังคารหรือไม่


การฟื้นฟูสภาพจิตใจขั้นเร่งด่วน - กระทรวงศึกษาธิการได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ทันที เพื่อเร่งประเมิน ดูแล และเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบและญาติผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง


มาตรการระยะยาว (ยกระดับความปลอดภัยและแก้ปมความรุนแรง) - สั่งการให้ยกระดับและทบทวนมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศใหม่ทั้งหมด รวมถึงมุ่งเน้นการป้องกันปัญหาเรื่องการกลั่นแกล้งกัน (Bullying) ในสถานศึกษา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อปิดทุกช่องโหว่และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก


นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้ระบุถึงสถานการณ์เลือดสำรองที่ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ซึ่งล่าสุดมีหน่วยงานทหาร นำโดย ผู้พันอภิยุทธ ได้นำกำลังพลจำนวน 50 นาย มาร่วมบริจาคโลหิตแล้ว พร้อมกันนี้จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วม บริจาคเลือดทุกกรุ๊ป อย่างเร่งด่วน โดยสามารถเดินทางไปบริจาคได้ที่ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า


ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงการนำเสนอข่าวและการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยขอความร่วมมืออย่างจริงจังไปยังสื่อมวลชนและประชาชน ให้งดการเผยแพร่และหยุดแชร์ภาพหรือคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งภาพผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต เพื่อเคารพสิทธิของผู้สูญเสีย และป้องกันผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงต่อเด็กนักเรียนและครูเพิ่มเติม


ทั้งนี้ ภายหลังจากการตรวจสอบพื้นที่และการแถลงข่าว ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลบางใหญ่ เพื่อเข้าเยี่ยมเยียน ติดตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้กำลังใจครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายอย่างใกล้ชิด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เทพศิรินทร์นนท์




ตร.-มท.-สธ. ลงพื้นที่เหตุกราดยิง ด้าน ศธ.วอนลบภาพเหตุการณ์ หวั่นกระทบจิตใจ-พฤติกรรมเลียนแบบ ตั้งคำถามปืนหลุดถึงมือเยาวชนได้อย่างไร

 


ตร.-มท.-สธ. ลงพื้นที่เหตุกราดยิง ด้าน ศธ.วอนลบภาพเหตุการณ์ หวั่นกระทบจิตใจ-พฤติกรรมเลียนแบบ ตั้งคำถามปืนหลุดถึงมือเยาวชนได้อย่างไร


วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ความคืบหน้าล่าสุดเวลา 12.00 น. เหตุการณ์นักเรียนชายชั้น ม.3 ก่อเหตุยิงสะเทือนขวัญ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทุกภาคส่วนระดมสรรพกำลังลงพื้นที่เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และหาแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ อาทิ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พลตำรวจเอก ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


ปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวว่า นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ตนเองลงพื้นที่ด่วน เนื่องจากนายอัครนันท์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ติดภารกิจ นายประเสริฐ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานประสานงานอย่างเต็มที่ เพราะเราจะต้องดูผู้บาดเจ็บเป็นอันดับแรก และผลกระทบด้านจิตใจทั้งนักเรียนและครู


ส่วนนายอัครนันท์ ได้ประสานกับนักจิตวิทยาเพื่อให้การช่วยเหลือ ประชาชนขอความร่วมมือประชาชนและสื่อมวลชน งดเผยแพร่ภาพความรุนแรง ซึ่งตอนนี้กระจายออกไปเยอะมาก จึงขอวิงวอนให้ลบออก เพราะมีผลเสียหลายอย่างมาก เป็นการไม่ให้เกียรติผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ทั้งยังเป็นการส่งต่อความรุนแรงนำไปสู่การเลียนแบบ


ปารมี ตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุในการก่อเหตุต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน แต่สำคัญคือ ผู้ก่อเหตุนำปืนมาจากไหน ทำไมปืนถึงเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ นี่คือคำถามใหญ่ที่จะต้องถามผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด


ต่อมาเวลา 11.30 น. ปภ. นนทบุรี ขอยืนยันจำนวนผู้บาดเจ็บ 15 คน บาดเจ็บสาหัส 2 คน เสียชีวิต 7 คน เป็นครู 3 คน นักเรียน 3 คน และผู้ก่อเหตุ 1 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เทพศิรินทร์นนท์












เครือข่ายภาคประชาสังคมยื่นจดหมาย 'อานนท์ นำภา' พร้อม 3 ข้อเรียกร้อง ถึง รมว.ยุติธรรม หยุดแยกขังผู้ต้องขังคดีการเมือง

 


เครือข่ายภาคประชาสังคมยื่นจดหมาย 'อานนท์ นำภา' พร้อม 3 ข้อเรียกร้อง ถึง รมว.ยุติธรรม หยุดแยกขังผู้ต้องขังคดีการเมือง


วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ เครือข่ายภาคประชาสังคมหลายภาคส่วน ได้แก่ กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) จัดกิจกรรม “จดหมายอานนท์ถึงรัฐมนตรียุติธรรม - เสียงจากธุลีดิน ในกรงขังสีน้ำเงิน” ยื่นจดหมาย ‘อานนท์ นำภา’ เพื่อส่งสารถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิของผู้ถูกคุมขังทางการเมือง


กิจกรรมดังกล่าวสืบเนื่องจากจดหมายของอานนท์ ลงวันที่ 5 ส.ค. 2569 ซึ่งเปิดเผยถึงสถานการณ์ในเรือนจำที่มีความพยายามจะแยกผู้ต้องขัง ม.112 ไปไว้คนละแดน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัย


ตั้งแต่ช่วงเช้า ประชาชนทยอยมาร่วมกิจกรรมบริเวณหน้ากระทรวงยุติธรรม โดยมี อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ เล่นกีตาร์ก่อนเริ่มกิจกรรม ก่อนที่เวลาประมาณ 10.19 น. ผู้ร่วมกิจกรรมจะเริ่มอ่านแถลงการณ์ สวมหน้ากากอานนท์ พร้อมจัดวางกรงนกสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ ก่อนยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่


1. ยุติการแยกขังกระจายแดนผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 มาตรา 110 และคดีทางการเมือง โดยไม่มีเหตุผลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้


2. เปิดโอกาสให้องค์กรสิทธิมนุษยชน ผู้แทนฝ่ายกฎหมาย ผู้แทนญาติ สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าเยี่ยมและติดตามสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อสังคม


3. กำหนดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ต้องขังทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เรือนจำเป็นสถานที่ที่รัฐสามารถรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้คนได้ ไม่ใช่พื้นที่ที่สังคมจะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อเกิดความสูญเสีย


บอย-ธัชพงศ์ แกดำ เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ มีเนื้อหาว่า


สืบเนื่องจากจดหมายของ "อานนท์ นำภา" ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม 2569 อานนท์บอกเล่าถึงการแขกขังกระจายแดนผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และคดีทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ มีประโยคหนึ่งที่ทำให้พวกเราหยุดอ่านไม่ได้ "ผมไม่รู้จะขอให้เพื่อน ๆ ช่วยอย่างไร"


ไม่มีใครควรต้องเขียนประโยคแบบนี้เพราะไม่มีใครควรรู้สึกว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อาจไม่มีใครรับรู้ นี่จึงไม่ใช่เพียงจดหมายของอานนท์ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ส่งออกมาจากหลังกำแพงเรือนจำ จดหมายฉบับนี้ไม่ได้เรียกร้องอภิสิทธิ์ ไม่ได้เรียกร้องให้ปล่อยตัว และไม่ได้ขอให้ใครเห็นด้วยกับความคิดของอานนท์


สิ่งที่จดหมายกำลังบอกกับสังคม มีเพียงเรื่องเดียว ผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ กำลังบอกว่า เขาไม่มั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตตัวเอง คำถามที่สังคมต้องตอบ จึงไม่ใช่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอานนท์


แต่คือ...เราจะยอมรับได้หรือไม่ หากในประเทศนี้ มีผู้ต้องขังคนหนึ่งต้องเขียนจดหมายออกมาบอกว่า เขากังวลว่าจะไม่มีโอกาสได้เล่าเรื่องของตัวเองอีก ผู้ต้องขังอาจถูกจำกัดอิสรภาพ แต่รัฐไม่มีสิทธิ์จำกัดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเขา


เมื่อรัฐเป็นผู้ควบคุมตัวใครคนหนึ่ง รัฐย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบต่อชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของคนคนนั้น ไม่ว่าเขาจะชื่ออะไร ถูกกล่าวหาด้วยคดีใด หรือมีความคิดเห็นทางการเมืองแบบไหน นี่ไม่ใช่หลักการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นหลักการพื้นฐานของรัฐที่เคารพหลักนิติธรรม และเป็นมาตรฐานสากลในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกคน


พวกเราจะวางกรงนกสีน้ำเงินไว้หน้ากระทรวงยุติธรรม ในกรงมีนกกระดาษสีขาว กรงใบนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการถูกจองจำ แต่มันกำลังตั้งคำถามว่า


"ความยุติธรรมของประเทศนี้ จะหยุดอยู่แค่หลังกำแพงเรือนจำหรือไม่?"


นกกระดาษสีขาวอาจบินออกจากกรงไม่ได้ แต่เสียงของผู้คน ไม่ควรถูกขังไว้ในนั้นด้วย หน้ากากอานนท์ที่พวกเราจะวางลงในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงชายคนหนึ่งเท่านั้น แต่มันคือการยืนยันว่า ไม่มีผู้ต้องขังคนใดควรถูกทำให้หายไปจากความรับรู้ของสังคม


ท้ายที่สุดนี้ จดหมายฉบับนี้ได้เดินทางออกจากเรือนจำแล้ว หน้าที่ของประชาชน คือการไม่ปล่อยให้เสียงนี้เงียบหาย หน้าที่ของสื่อมวลชน คือการทำให้สังคมได้รับรู้ และหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม คือการพิสูจน์ว่าความกังวลที่ปรากฏอยู่ในจดหมายฉบับนี้จะไม่กลายเป็นความจริง


เพราะหากวันหนึ่งเกิดความสูญเสีย ทั้งที่มีการส่งสัญญาณเตือนไว้ล่วงหน้าแล้ว สิ่งที่สังคมจะตั้งคำถามไม่ใช่ว่า "ทำไมเขาจึงเขียนจดหมาย" แต่จะถามว่า "เมื่อรัฐได้รับจดหมายฉบับนี้แล้ว รัฐเลือกที่จะทำอะไร"

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง #มาตรา112 #อานนท์นำภา #เรือนจำ #กระทรวงยุติธรรม














วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ผู้ชุมนุม P-Move เจ็บ 3 ราย เหตุปะทะเจ้าหน้าที่ อส. หน้ากระทรวงมหาดไทย ระหว่างติดตามทวงคืน “โฉนดชุมชน” ยันปักหลักชุมนุมต่อ เจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังเข้ม

 


ผู้ชุมนุม P-Move เจ็บ 3 ราย เหตุปะทะเจ้าหน้าที่ อส. หน้ากระทรวงมหาดไทย ระหว่างติดตามทวงคืน “โฉนดชุมชน” ยันปักหลักชุมนุมต่อ เจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังเข้ม


วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) เดินขบวนทำเนียบรัฐบาลมาชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทย ถนนอัษฎางค์ เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิที่อยู่อาศัยของประชาชน ผ่านกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ของขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย


ข้อเรียกร้องสำคัญครอบคลุมหลายกรณีที่ยังค้างคา หลังจากก่อนหน้านี้มีการปักหลักชุมนุมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 2569 


เวลาประมาณ 15.40 น. มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างประชาชนผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) หลังเกิดความตึงเครียดสะสมตั้งแต่ช่วงเช้าจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ อส. ไม่ให้ประชาชนนั่งใกล้รถยนต์ที่จอดบนถนนสาธารณะ และคำพูดของเจ้าหน้าที่ อส. คนหนึ่งที่กล่าวว่า "เรื่องที่ดินผมก็มีปัญหา แต่ใช้เงินเดือนตนเองแก้ปัญหา" สร้างความรู้สึกถูกเหยียดหยามให้แก่กลุ่มมวลชน 


พบว่ามีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บทั้งหมดสามคน คือ


รายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณมือ อาการมือบวมอักเสบจากการที่เจ้าหน้าที่ อส. ยกโล่กำบังลงกระแทก

รายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บจากการโดนกระจกประตูในอาคารบาดบริเวณขา

รายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บบริเวณท่อนแขนจากการกระแทกกับรั้วเหล็กและโล่กำบังของเจ้าหน้าที่ อส.


จำนงค์ หนูพันธ์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ที่เดินขบวนมายังกระทรวงมหาดไทย เพราะมาติดตามให้เกิดการประชุม หลังจากที่เครือข่ายได้ยื่นหนังสือตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา และได้มีการทำนัดหมายประชุมกับ ทรงศักดิ์ รองศรี ซึ่งได้รับปากว่าประสานรัฐมนตรีไว้แล้ว เพื่อจะมาพูดคุย วาระต่าง ๆ”


“วาระเรื่องแรกคือ การลงนามในอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์เป็น ที่อยู่อาศัยแบบถูกต้องตามกฎหมาย มี 18 จังหวัด บวกกรุงเทพมหานคร เป็น 19 จังหวัด ได้นำเสนอเรียบร้อย และมีเรื่องเร่งด่วน เช่น เรื่องพี่น้องไทยดำ พี่น้องทับยาง ในเรื่องที่ดินสาธารณะที่จะถูกเพิกถอน และพี่น้องชาติพันธุ์กว่า 4,800 ราย ที่ยังไม่สามารถดำเนินการให้มีสัญชาติได้ เนื่องจากติดข้อปัญหาต่าง ๆ มากมาย"


"พวกเราก็ไปคุย คุยรอบแรกก็คุยกับผู้อำนวยการของรัฐมนตรี เรายืนยันว่าต้องเป็นรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธาน ซึ่งเรายืนยันว่าไม่เอาข้าราชการประจำ ไม่ว่าจะเป็นปลัดหรือรองปลัดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีอะไรประสานกลับมา"


"เราก็เลยบอก งั้นลองขยับตามซิ เพื่ออาจจะได้การตอบกลับอะไรเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็ไปเจอ กับ อส. ท่านหนึ่ง พอเราไปบอก เขาก็บอกว่า 'เรื่องที่ดินผมก็มีปัญหา แต่ผมก็ใช้เงินเดือนผม ในการแก้ปัญหา' เรารู้สึกว่า เอ้า! เงินเดือนของคุณก็ภาษีพวกผม นี่แหละ มาจากคนจนนี่แหละ เราก็เลยบอกให้เอาคนนี้ออกไป บอกว่าคำพูดแบบนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว มันมีปัญหาแล้ว เขาก็ถอยไป"


"หลังจากนั้นเราเรียกร้องรอให้รองปลัดฝ่ายความมั่นคง ซึ่งกำลังเดินทางมา แต่ทว่ามันมีการกระทบกระทั่งกัน โดยมีมูลเหตุคือ ตอนเช้าที่เคลื่อนขบวนมา มีรถของ อส. จอดอยู่ข้างประตูด้านนอก พี่น้องไปนั่งอยู่ใกล้ เขาก็บอกว่าอย่ามาใกล้รถเขา เราก็เลยบอกว่า ถ้าคุณคิดว่ารถคุณ พี่น้องคนจนใกล้ไม่ได้ คุณก็เอาออกไป เพราะมันเป็นถนนสาธารณะที่จอดด้วยกัน อันนี้คือครั้งแรกของเช้าเลย ตอนที่เรามาถึง"


"และครั้งที่สอง ที่คำพูดเหมือนว่าดูถูกเหยียดหยามเรา สร้างความเหลื่อมล้ำ ทั้ง ๆ ที่เราเดือดร้อนและทำนัดกับฝ่ายการเมืองเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าพอมันมีเหตุการณ์เรื่องแบบนี้ หมายถึงว่า นายกฯ ก็ติดภารกิจต้อนรับประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จากเมียนมาร์ เราก็เข้าใจว่ารองปลัดฯ ไม่สามารถประสานฝ่ายการเมืองได้ เราก็เลยต้องมาติดตามเพื่อให้กดดัน แต่ว่าเหตุการณ์มันลุกลามนิดหน่อย เพราะว่าต่างฝ่ายต่างควบคุมอารมณ์ไม่ได้"


"มี 3 ราย ที่เลือดตกยางออก นอกนั้นก็มีเคล็ดขัดยอก เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของ อส. มีความแข็งแรงกว่าพวกเราอยู่แล้ว เพราะว่าได้รับการฝึกมา แล้วก็พวกเราส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุและผู้หญิง ก็เลยเป็นภาพที่เห็น หลังเหตุการณ์ปะทะก็มีการขอโทษกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่ได้ติดใจอะไร และรอฟังผลการแก้ปัญหามากกว่า” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #PMOVE #กระทรวงมหาดไทย #อส