ครม.เงาเตือนวิกฤตน้ำท่วมยังไม่จบ
จี้รัฐบาลตั้ง War
Room บัญชาการภาพรวม-กระจายศูนย์หน้างาน เตรียมรับฝนระลอกใหม่หลัง 5
ต.ค.
วันที่
30 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา
พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 14 นำโดย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
เลขาธิการพรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล
รองหัวหน้าพรรคประชาชน, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต
พรรคประชาชน โดยมีวาระเกี่ยวกับการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัด
พร้อมข้อเสนอต่อรัฐบาล
ในส่วนของณัฐพงษ์ระบุว่า
จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่โดยทีม ครม.เงา
พบปัญหาสำคัญร่วมกันคือการขาดศูนย์บัญชาการหน้างานที่เหมาะสมกับปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่
แม้หลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐ ทหาร มูลนิธิ ภาคประชาสังคม
และภาคการเมืองจะลงไปช่วยเหลือประชาชน แต่ยังขาดการจัดสรรทรัพยากรและแบ่งงานอย่างเป็นระบบ
การจัดการภัยพิบัติจึงจำเป็นต้องทำทั้งรวมศูนย์และกระจายศูนย์ไปพร้อมกัน
โดยรวมศูนย์การบัญชาการ การตัดสินใจ และการจัดสรรทรัพยากรในระดับประเทศ
ขณะเดียวกันต้องกระจายการปฏิบัติไปยังท้องถิ่นและศูนย์บัญชาการหน้างาน
เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาตามบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ได้
ขณะที่พิจารณ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง
โดยระบุว่า จากการลงพื้นที่พบว่าการประสานงานระหว่างกรุงเทพมหานคร รัฐบาลกลาง
และหน่วยงานที่มีทรัพยากรยังเกิดขึ้นน้อยและล่าช้า
หลายกรณีกลายเป็นนักการเมืองในพื้นที่ที่ต้องประสานขอรถจากทหารหรือหน่วยงานอื่นเข้าช่วยประชาชน
ขณะที่ภาคประชาชนที่พร้อมเข้าช่วยเหลือก็ไม่ทราบว่าจะต้องประสานกับใคร
นอกจากนี้
ยังพบปัญหาการกระจายความช่วยเหลือ เช่น
ข้าวกล่องจำนวนมากถูกนำไปกองรวมในจุดเดียวจนไม่ถึงมือประชาชน
โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถออกมารับความช่วยเหลือด้วยตัวเอง
ขณะที่หลายพื้นที่ยังต้องการถุงทรายและเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำเน่าที่ขังอยู่ในบ้านออก
พิจารณ์กล่าวต่อไปว่า
คำถามที่ตนได้ยินจากประชาชนมากที่สุดคือน้ำจะลดเมื่อใด
เพราะข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต่อการตัดสินใจว่าจะตุนอาหารอย่างไร เดินทางอย่างไร
หรือควรอพยพออกจากบ้านหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสื่อสารสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา
เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตของตนเองได้
ด้านศิริกัญญาระบุว่า
จากการลงพื้นที่ปทุมธานีและนนทบุรี
พบว่าหลายพื้นที่เผชิญน้ำขังรอการระบายเข้าสู่วันที่ 5 แม้ระดับน้ำบางแห่งจะสูงเพียงประมาณเข่าและประชาชนยังพอลุยออกมารับอาหาร
น้ำดื่ม หรือยาได้ แต่ปัญหาที่กำลังรุนแรงขึ้นคือน้ำเริ่มเน่า
ระบบสุขาภิบาลและห้องน้ำไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
ขณะที่ระบบจัดเก็บขยะก็ได้รับผลกระทบ
สิ่งที่ประชาชนต้องการคือข้อมูลว่าต้องอยู่กับสถานการณ์เช่นนี้อีกนานเพียงใด
เพื่อให้ตัดสินใจได้ว่าจะอยู่ต่อหรือย้ายออกไปยังศูนย์พักพิง
ขณะที่พื้นที่ปริมณฑลยังต้องเผชิญทั้งน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน
และความเสี่ยงจากฝนที่จะตกเพิ่มเติม จึงต้องเร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่ยังมีช่องทางระบาย
พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำและระบบรับมือไว้ล่วงหน้า
ขณะที่วีระยุทธกล่าวถึงสถานการณ์ภาคตะวันออกโดยเฉพาะปราจีนบุรี
โดยระบุว่า
ขณะนี้ปราจีนบุรีกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตจากปัญหากากอุตสาหกรรมเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
เมื่อเกิดน้ำท่วมหนัก เศษพลาสติก เศษสายไฟ
และสิ่งปนเปื้อนจึงถูกน้ำพัดเข้าสู่พื้นที่เกษตร
จากการลงพื้นที่พบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันและกลิ่นสารเคมีในพื้นที่น้ำท่วม
ซึ่งนอกจากผลกระทบเฉพาะหน้าต่อผลผลิตและรายได้เกษตรกรแล้ว
ยังต้องเฝ้าระวังผลระยะยาวต่อคุณภาพดิน คุณภาพผลผลิต
และความสามารถในการทำการเกษตรในอนาคต พื้นที่ปราจีนบุรีจึงควรมีการจัดการเฉพาะกรณี
ทั้งการตรวจสอบคุณภาพดินและสิ่งปนเปื้อน การจัดการกากอุตสาหกรรมเดิม
และการติดตามผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของเดชรัตระบุว่า
ในด้านภาพรวมสถานการณ์น้ำ หลายเขื่อนมีระดับกักเก็บประมาณ 90% หรือบางแห่งถึง
100% ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำ
และเพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่ริมน้ำที่ท่วมอยู่แล้ว
พื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือแม่น้ำแม่กลอง
ซึ่งการระบายน้ำที่ท่าม่วงเพิ่มขึ้นเป็น 2,142 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
และมีการประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงเที่ยงวันที่
30 กันยายน ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2539 มีอัตราการไหลประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จึงถือว่าสถานการณ์ปัจจุบันเข้าใกล้ระดับที่ต้องเตรียมพร้อมอย่างสูง
โดยเฉพาะพื้นที่กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม
ปัจจุบันน้ำจากแม่กลอง
ท่าจีน เจ้าพระยา ป่าสัก และบางปะกง
เริ่มส่งผลกระทบต่อกันจนไม่สามารถบริหารแยกเป็นรายลุ่มน้ำได้อีกต่อไป
จึงเรียกร้องให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
ให้แสดงภาพรวมและแนวทางบริหารจัดการน้ำทั้งระบบโดยเร่งด่วน
จากนั้น
ณัฐพงษ์ได้กล่าวสรุปอีกครั้งว่า จากข้อมูลการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ
ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดฝนตกหนักอีกช่วงหนึ่งตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม
โดยอาจส่งผลต่อพื้นที่ภาคตะวันตก กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง
พร้อมย้ำว่านี่เป็นการประเมินฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด เพื่อใช้ในการเตรียมพร้อม
ไม่ใช่การยืนยันว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้น
แม้หลายพื้นที่จะเริ่มเห็นท้องฟ้าเปิดและระดับน้ำลดลง
แต่รัฐบาลก็ยังไม่ควรถือว่าวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว
และควรแบ่งการจัดการออกเป็นตามสถานการณ์ของพื้นที่ ได้แก่ 1. พื้นที่ที่น้ำแห้งแล้ว
ซึ่งต้องเร่งการจัดการด้านสุขอนามัย ฟื้นฟู และเยียวยา 2. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ต้องเร่งระบายน้ำจากชุมชนและตรอกซอกซอย 3. พื้นที่ริมน้ำที่ท่วมอยู่แล้วและเสี่ยงมีระดับน้ำสูงขึ้น
และ 4. พื้นที่ที่ยังไม่ท่วมแต่มีความเสี่ยง เช่น
ลุ่มน้ำแม่กลอง
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า
ยกตัวอย่างการเยียวยาของเทศบาลนครปากเกร็ด
ที่ตั้งจุดรับเรื่องใกล้ชุมชนและเปิดให้ประชาชนยื่นเอกสารหรือกรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อรับเงินช่วยเหลือได้
ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถนำแนวทางที่มีประสิทธิภาพของท้องถิ่นไปขยายผลในพื้นที่อื่นได้
สำหรับโครงสร้างการบัญชาการ
ตนเสนอให้มี War
Room ระดับประเทศ ทำหน้าที่ประเมินและสื่อสารภาพรวมสถานการณ์
รวมถึงฉากทัศน์ความเสี่ยงต่อประชาชนอย่างสม่ำเสมอ
ควบคู่กับศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ตามความจำเป็น
เพื่อให้หน่วยปฏิบัติสามารถเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว
โดยเฉพาะชุมชนที่มีประชากรหนาแน่นและกลุ่มเปราะบาง
ณัฐพงษ์ยังกล่าวด้วยว่า
นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีควรเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร
เพื่อชี้แจงและตอบคำถามต่อสมาชิกโดยตรง
หลังวิปทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับการจัดการอุทกภัย
เพราะการเข้ามาตอบคำถามและรับฟังปัญหาที่สมาชิกนำมาจากแต่ละพื้นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาให้กับประชาชน
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา #น้ำท่วม69 #น้ำท่วม2569

































































