วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

กลุ่มเอ็มเพาเวอร์ เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปกระทรวง พม. บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ

 


กลุ่มเอ็มเพาเวอร์ เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปกระทรวง พม. บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ


วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. กลุ่มพนักงานบริการจากมูลนิธิ Empower จัดกิจกรรม "โสภา..ลุย บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ" เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อ 10,293 รายชื่อ หลังร่างกฎหมายถูกวินิจฉัยว่าเกี่ยวด้วยการเงินและต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศเรียกร้องให้เร่งดำเนินการตามมติ ครม. เกี่ยวกับข้อสังเกตของ CEDAW และเปิดทางให้ร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา พร้อมย้ำว่าผู้ให้บริการทางเพศควรได้รับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน สุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ และศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับแรงงานอื่น


กิจกรรมในวันนี้ มีกลุ่มพนักงานบริการและเครือข่ายเดินทางมาจากหลากหลายพื้นที่ เช่น อุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เพื่อร่วมเดินขบวนรณรงค์ พร้อมทั้งมีการปราศรัยและถือป้ายข้อความ “SEX WORK IS WORK” เมื่อขบวนเดินทางมาถึงกระทรวง พม. มีการยื่นหนังสือแถลงการณ์ โดยมี เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เป็นผู้รับหนังสือและร่วมพูดคุย จากนั้นกลุ่มพนักงานบริการมีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และถ่ายทอดประวัติศาสตร์การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการทางเพศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อสะท้อนว่าผู้ให้บริการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาโดยตลอด และพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปัญหาของผู้ให้บริการทางเพศกฎหมาย


สำหรับแถลงการณ์จากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ "โสภา..ลย บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ" เนื้อหาระบุโดยสรุปว่า


พนักงานบริการจากเอ็มพาวเวอร์และเครือข่ายจากอุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ร่วมเดินขบวนไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องให้กระทรวง พม. เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ตามข้อสังเกตของคณะกรรมการ CEDAW ที่เรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้หญิงที่ค้าประเวณีและคุ้มครองสิทธิแรงงาน


เอ็มพาวเวอร์ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกพิจารณาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน และต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนเดินหน้าต่อ แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมา 70 วันแล้วยังไม่มีความคืบหน้า โดยร่างฉบับประชาชนจัดทำขึ้นในปี 2567 และมีประชาชนร่วมลงชื่อ 10,293 รายชื่อ มีหลักการสำคัญคือยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ให้บริการทางเพศโดยสมัครใจ และเปลี่ยนไปสู่ระบบคุ้มครองสิทธิ สุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ และศักดิ์ศรีของคนทำงาน


ที่ผ่านมาได้ติดตามการผลักดันกฎหมายกับรัฐบาลและกระทรวง พม. มาเป็นเวลาหลายปี หลังร่างกฎหมายฉบับกระทรวง พม. แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2566 แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขร่างกฎหมายของกระทรวงที่เพิ่มความผิดและบทลงโทษต่อผู้ให้บริการทางเพศ พร้อมตั้งคำถามถึงการพิจารณาว่าการให้สิทธิประกันสังคมแก่ผู้ให้บริการทางเพศเป็นภาระทางการเงินของรัฐ โดยยืนยันว่าผู้ให้บริการทางเพศต้องการเข้าถึงสิทธิในระบบเดียวกับคนทำงานอื่น


เอ็มพาวเวอร์ยังระบุว่า ข้อเสนอของร่างกฎหมายเกี่ยวกับศูนย์คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศสามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานของกระทรวง พม. ที่มีอยู่แล้ว จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างระบบราชการใหม่ทั้งหมด พร้อมย้ำว่าการเรียกร้องให้ยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ให้บริการทางเพศดำเนินมาเป็นเวลากว่า 40 ปี และผู้ให้บริการทางเพศควรมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง


ท้ายที่สุด เอ็มพาวเวอร์เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ให้ได้รับการลงนามรับรองจากนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อให้กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา โดยย้ำว่าการรับรองไม่ได้หมายถึงการเห็นชอบเนื้อหาทุกมาตรา แต่เป็นการเปิดทางให้มีการพิจารณา แก้ไข และรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดเผย พร้อมเรียกร้องให้ผู้ให้บริการทางเพศมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอนของกระบวนการออกกฎหมาย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #SexWorkisWork #ยกเลิกกฎหมายค้าประเวณี #พรบคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ #Empower






























วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

การทวงความยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงที่ถูกเข่นฆ่า ปี 2553 ได้ถูกส่งต่อให้ลูกหลานเยาวชนไทย


การทวงความยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงที่ถูกเข่นฆ่า ปี 2553 ได้ถูกส่งต่อให้ลูกหลานเยาวชนไทย


ธิดา ถาวรเศรษฐ

23 ก.ย. 2569


เมื่อดิฉันได้ไปร่วมตัดสินการแข่งขัน UFTD HACKATHON คืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง จัดโดย แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมด้วยองค์กรนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) เพื่อเปิดประตูความยุติธรรมไทยและไป ICC  


โดยมีทีมเยาวชน อายุ 15 – 25 ปี ทีมละ 4 คน ทั่วประเทศ มี 80 ทีมสมัครแข่งขันในระยะเวลาสั้น ๆ หัวข้อแข่งขันดูไม่เร้าใจวัยรุ่นเลย  แต่มีผู้สมัครกว่า 300 คน ดิฉันมีความยินดีและปลาบปลื้มมาก ที่เยาวชนรุ่นใหม่ generation ที่ 3 ให้เกียรติคืนศักดิ์ศรีคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง เพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิด อันเป็นมรดกบาปและวงจรอุบาทว์ในสังคมไทย ฆ่าคนมือเปล่ากลางถนนตั้งแต่ 14ตุลา16, 6ตุลา19, 17พฤษภา35 และ 10 เมษา – 19 พฤษภา53 โดยไม่อาจคาดได้ว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในภายภาคหน้า


แม้ว่าดิฉันและคณะทนายความได้ดำเนินงานตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2553 จนถึง พ.ศ. 2555 ไปถึง ICC พบปะที่กรุงเฮกด้วยตนเอง พร้อมทนายและนักวิชาการ รวมทั้งแม่วีรชน 2553 และประสบความสำเร็จ ทำให้อัยการสูงสุด ICC เดินทางมาเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย (ขณะนั้น) ให้เซ็นอนุมัติให้คณะสืบสวนของ ICC เข้ามาดำเนินการเฉพาะกรณีปี 2553 เท่านั้น ไม่มีผลต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และไม่เกี่ยวกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญไทยในการดำเนินคดีต่อพระมหากษัตริย์ ที่ไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลเพื่อไทยไม่ยอมเซ็นแค่อนุมัติให้ ICC เข้ามาทำงาน


ดิฉันกล่าวถึงเรื่องนี้เพราะหลายคน แม้แต่เยาวชน หรือคนเสื้อแดงรุ่นเก่า หรือปัญญาชนรุ่นใหม่ก็ตาม อาจไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้ว่า ในฐานะอดีตประธาน นปช. ในช่วงเวลาปลายปี 2553 จนถึงต้นปี 2557  เราได้ทำงานจนสุดกำลัง  โดยมีทนายอัมสเตอร์ดัม เป็นกำลังหลัก ช่วยงานไป ICC ส่วนความยุติธรรมในประเทศก็ได้ความร่วมมือของคณะทนายความ ด้วยการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยและทนายอิสระของ นปช. จำนวนหนึ่ง ทำงานจนสุดทาง เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 ก็ยุติความยุติธรรมในประเทศในกรณีการฆ่าคนกลางถนนในปี 2553


กล่าวให้ถึงที่สุด ที่ความยุติธรรมของประชาชนผู้ถูกกระทำจากอำนาจรัฐที่ทำรัฐประหารแล้วได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ สั่งการ ควบคุม แทรกแซง ให้ดำเนินคดีใดหรือยุติคดีใด  โดยองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายตกอยู่ใต้อำนาจรัฎฐาธิปัตย์นี้ ความยุติธรรมสำหรับประชาชนผู้ถูกปกครองก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ จนกว่าการเมืองในประเทศจะเป็นการเมืองการปกครองที่ประชาชนไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจริง  มิฉะนั้นอย่าหวังว่าจะทวงความยุติธรรมสำหรับประชาชนทั้งในประเทศและนอกประเทศไทย


อีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ งานทวงความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงที่ถูกปราบปรามปี 2553  มิได้เป็นเพียงภารกิจของคนเสื้อแดงดั้งเดิมแต่ประการใด  แม้แต่แกนนำเสื้อแดง และ/หรือ พลพรรคการเมืองเพื่อไทย ที่พยายามทำตัวเป็นเจ้าของคนเสื้อแดง  ทั้ง ๆ ที่คนเสื้อแดงจริงที่เดินหนีจากพรรคเพื่อไทยไปนับสิบล้านโหวตเตอร์  ยังไม่ตระหนักความจริงที่ว่า  แกนนำและพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เจ้าของคนเสื้อแดง อย่าพยายามบิดเบือน


คนรุ่นใหม่ต่างหากที่มองเห็นและเคารพศักดิ์ศรีของคนเสื้อแดงที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐป่าเถื่อน ใช้อาวุธและกฎหมายกระทำกับประชาชนคนเสื้อแดง


ความจริงและมรดกการต่อสู้ได้ถูกส่งทอดให้คนรุ่นใหม่ไปแล้ว  ไม่ใช่ภารกิจเพียงคนเสื้อแดงแก่ ๆ ดั้งเดิมอีกต่อไป


ขอขอบคุณลูกหลานที่ให้เกียรติยกย่องการต่อสู้ของคนเสื้อแดงต่ออำนาจรัฐจารีตอำนาจนิยม  จนเกิดการต่อสู้ของเยาวชนในปี 2563 จนมาหถึงบัดนี้ ได้ส่งต่อไปยังเยาวชนรุ่นใหม่ ๆ ในระดับมัธยม


ให้ความจริงแห่งความอยุติธรรมได้ปรากฏให้กับคนกระทำบาปต่อประชาชน ไม่ลอยนวลพ้นผิด ไม่ให้สิ่งเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นต่อไปในสังคมไทย ให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงมีเกียรติ ศักดิ์ศรี ในประวัติศาสตร์ประชาชน เราไม่ใช่เครื่องมือหรือสัตว์เลี้ยงในคอกของพรรคการเมือง แต่เป็นเสรีชนที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #คนเสื้อแดง #นปช #ICC #ICCHackathon #ทวงความยุติธรรม










ปชน.จี้รัฐบาลเร่งรับมือสถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา หลังอยุธยา-ภาคกลางเริ่มท่วมหนัก พร้อมเสนอ 6 มาตรการที่ต้องทำทันที

 


ปชน.จี้รัฐบาลเร่งรับมือสถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา หลังอยุธยา-ภาคกลางเริ่มท่วมหนัก พร้อมเสนอ 6 มาตรการที่ต้องทำทันที


วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา เจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี เขต 1 พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา จนเริ่มเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด โดยมี ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคประชาชน มาร่วมยื่นข้อร้องเรียนในครั้งนี้ด้วย


ทวิวงศ์กล่าวว่า ตนขอส่งต่อเสียงจากประชาชนชาวอยุธยามาถึงรัฐบาลและคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการน้ำ โดยชี้ว่า ณ ตอนนี้รัฐบาลกำลังละเลย 2 เรื่องสำคัญ หนึ่งคือการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเกิดภัยแล้ง แต่สุดท้ายกลับมีฝนตกหนักจนต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้อยุธยาได้รับผลกระทบหนักโดยไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี สองคือการแจ้งเตือนที่ล่าช้ากระชั้นชิด ทั้งที่ควรมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ประชาชนมีเวลาลางานและขนย้ายสิ่งของได้ทัน


ทวิวงศ์กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ตนจึงมี 2 เรื่องสำคัญที่คิดว่ารัฐบาลต้องเร่งทำทันทีตอนนี้ หนึ่งคือการเร่งระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำทางการเกษตร ตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทัน ไม่ใช่พึ่งพาแค่คลองชลประทานเหนือเขื่อนที่รับน้ำได้เพียง 450-500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนในพื้นที่อยุธยา ขณะนี้น้ำท่วมหนักริมแม่น้ำน้อยและคลองบางหลวง ครอบคลุมอำเภอเสนา ผักไห่ และบางบาล โดยมวลน้ำเกิดสภาวะคอขวดที่ตำบลหัวเวียง จึงต้องเร่งระบายน้ำเข้าสู่คลองชลประทานในทุ่งเจ้าเจ็ด เพื่อผันน้ำลงสู่คลองพระยาบันลือ และกระจายออกซ้าย-ขวา ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่และป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าปทุมธานีและนนทบุรีมากเกินไป


สำหรับเรื่องเร่งรัดที่สอง ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด อบจ. อบต. และเทศบาล จัดเตรียมศูนย์พักพิงให้ได้มาตรฐาน สะดวกสบาย มีห้องน้ำสะอาด และมีลานอเนกประสงค์สำหรับเก็บเครื่องมือทำมาหากิน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจและยอมอพยพมาอาศัย พร้อมเชิญชวนชาวบ้านตำบลหัวเวียง อำเภอบางบาล และอำเภอเสนา ร่วมส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยด่วน


ด้านเจษฎากล่าวว่า วันนี้ตนมารับข้อร้องเรียนของประชาชนเพื่อนำไปประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบปัญหาและหาแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว ทั้งนี้ ตนในฐานะ สส.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน จากการลงพื้นที่ตรวจระดับน้ำบริเวณสวนเทพปทุมเมื่อคืนที่ผ่านมาพบว่าระดับน้ำสูงขึ้นแตะระดับประมาณ 1.50 เมตร ส่งผลให้หลายจุดในพื้นที่อำเภอสามโคก และพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอเมือง เกิดน้ำท่วมขังแล้ว จากสถานการณ์ดังกล่าว ตนจึงมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่


1. ประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชน: เมื่อภาครัฐและกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าจะเกิดฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24-27 กันยายน ควรมีการแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า โดยเฉพาะกรณีคาดการณ์การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเกินกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้ประชาชนท้ายเขื่อนเตรียมรับมือได้ทันเวลา


2. แจ้งแผนบริหารจัดการน้ำ: เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยแผนการจัดการน้ำกรณีระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเกินกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงมาตรการดูแลประชาชนบริเวณปลายน้ำและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา อาทิ พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก


3. แจ้งเตือนผลกระทบเชิงพื้นที่อย่างเจาะจง: ขอให้ระบุข้อมูลที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างชัดเจน เช่น มวลน้ำที่ระบายจะมาถึงพื้นที่ลุ่มต่ำ (เช่น ตำบลบางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี) ในวันใด และจะส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่สูงขึ้นกี่เมตร เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนยกของหนีน้ำได้ในรอบเดียว ไม่ต้องแบกรับภาระยกของขึ้นลงหรือทำความสะอาดบ้านหลายรอบ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือขาดแรงงาน


4. จัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์ (War Room): หากสถานการณ์มีความรุนแรง เสนอให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างเป็นเอกภาพและราบรื่น เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ


5. ตั้งโต๊ะแถลงข่าวให้ข้อมูลสม่ำเสมอ: รัฐบาลควรเป็นศูนย์กลางในการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ ป้องกันกระแสข่าวลือหรือการกระพือข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาได้เคยเรียกร้องในประเด็นนี้หลายครั้งแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร


และ 6. ขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบ: เสนอให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทุกจังหวัด หรือในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและการช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วมอยุธยา









ปชน. เตรียมยื่น ป.ป.ช. เอาผิด กกต. 7 คน ศุกร์นี้ ชี้มติคดีโกง สว. ส่อใช้ดุลพินิจมิชอบ จับตาตั้ง ‘ปิยะ’ คุม DSI หวั่นกระทบการสอบสวนขยายผล

 


ปชน. เตรียมยื่น ป.ป.ช. เอาผิด กกต. 7 คน ศุกร์นี้ ชี้มติคดีโกง สว. ส่อใช้ดุลพินิจมิชอบ จับตาตั้ง ‘ปิยะ’ คุม DSI หวั่นกระทบการสอบสวนขยายผล


วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินการต่อกรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเตรียมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันศุกร์นี้ เพื่อขอให้ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว


ณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนเห็นว่ามติของ กกต. ในคดีโกงเลือก สว. มีลักษณะเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายหลายฉบับ อาทิ รัฐธรรมนูญ มาตรา 234, พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยตนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ด้วยตนเอง


สำหรับสาระสำคัญของคำร้อง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่ามีประเด็นที่อาจเข้าข่ายการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนที่สองคือพฤติการณ์ในการดำเนินการของ กกต. ตั้งแต่ก่อนมีมติ ซึ่งพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่ามีข้อพิรุธหลายประการที่อาจสะท้อนถึงการปล่อยปละละเลยต่อการทุจริตในกระบวนการเลือก สว.


ณัฐพงษ์ระบุว่ามติ กกต. มีการปฏิเสธการมองการกระทำในลักษณะเป็นขบวนการ โดยเลือกพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่พฤติการณ์โดยรวมอาจมีความเชื่อมโยงกัน รวมถึงการพิจารณาหลักฐานโพยใบสั่งที่มีข้อน่าสังเกตผิดปกติ เพราะในอดีต กกต. เคยดำเนินคดีจากหลักฐานการสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ที่มีเพียงข้อความขอแลกคะแนน ขณะที่กรณีนี้มีวัตถุพยานประกอบมากกว่า


นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตต่อการนำการกลับคำให้การของพยานบางรายมาใช้ประกอบการพิจารณา ตลอดจนพฤติการณ์ก่อนวันเลือก สว. ทั้งการออกระเบียบที่กำหนดให้ใช้หมายเลขเดียวกันในรอบเช้าและรอบบ่าย ซึ่งอาจเอื้อต่อการจัดทำโพย ความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร และการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก โดยรายละเอียดทั้งหมดได้ถูกรวบรวมไว้ในคำร้องที่จะยื่นต่อ ป.ป.ช. แล้ว


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะยื่นคำร้องต่อ กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคจะยื่นคำร้องครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ปรากฏ ส่วนการวินิจฉัยว่าใครมีความผิดหรือไม่เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องตั้งคณะไต่สวนและตรวจสอบต่อไป


การดำเนินการในลักษณะนี้ดำเนินการเป็นขบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ ถ้ามองในภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทุกตัวมาต่อกัน เห็นช้างทั้งตัว ก็จะเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตจริงๆ” ณัฐพงษ์กล่าว


ด้านพริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคมีแนวทางยื่นคำร้องต่อ กกต. ทั้ง 7 คน เนื่องจากข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้ระบุว่ากรรมการแต่ละคนลงมติอย่างไรในแต่ละข้อกล่าวหา จึงควรเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ทีมกฎหมายของพรรคกำลังพิจารณาว่าสามารถยื่นคำร้องครอบคลุมถึงอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนที่อาจเข้าข่ายตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69


นอกจากนี้ การแต่งตั้ง ปิยะ รักสกุล ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในอนุกรรมการที่พิจารณาคดีเลือก สว. และอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมากที่มีความเห็นไม่ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่รายเดียว ทำให้พรรคประชาชนมีข้อกังวลต่อการแต่งตั้งดังกล่าว ในช่วงที่ DSI ยังมีบทบาทสำคัญในการสอบสวนและขยายผลคดี


พริษฐ์ชี้ว่า หลัง กกต. มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้อง 77 คน ย่อมสะท้อนว่ามีกรณีที่ กกต. เห็นว่าควรเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว และ DSI จำเป็นต้องเดินหน้าสอบสวนในส่วนของตนเองต่ออย่างเข้มข้นและตรงไปตรงมา การเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีความเห็นในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นประเด็นที่พรรคจะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด


มันทำให้เกิดข้อกังวลว่า เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของ DSI เป็นคุณต่อคนในรัฐบาล หรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่” พริษฐ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #กกต #โกงสว