รำลึก 20 ปี นวมทองไพรวัลย์
คำพูดที่เหยียดหยามจิตใจคนไทยทุกคน ระเบิดออกมาจากปากของรองโฆษกคมช. คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
“ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากพอที่จะพลีชีวิตตนเองได้”
เท่ากับ พวก คมช. ดูหมื่นดูแคลนเหยียดหยามคนไทยทุก ๆ คนในประเทศนี้ ว่าไม่มีใครหรอกที่มีอุดมการณ์แท้จริงถึงขนาดที่จะพลีชีพตนเองได้
ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งได้ขับแท็กซี่ชนรถถังเพื่อประท้วงการยึดอำนาจรัฐประหารและกระตุกต่อมสำนึกของคนไทยจำนวนหนึ่ง ที่บ้าคลั่งไปกับการยึดอำนาจเอาดอกไม้ไปให้ทหาร ไปยัดใส่ปากกระบอกปืนเอ็ม16 รวมทั้งปากกระบอกปืนรถถัง ไม่เว้นแม้แต่สื่อจำนวนไม่น้อยในเวลานั้นที่พากันชื่นชมยินดี อวยชัยให้พรให้กับคณะยึดอำนาจอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู จนอาการคลั่งไคล้ไหลหลงการยึดอำนาจ จบลงจากการกระทำของพวกเขาเองที่ “เลยเส้น” เอา “โคโยตี้นุ่งน้อยห่มน้อย” มาเต้นโยก ๆ คลึง ๆ ต่อหน้ารถถัง ซึ่งตามคติของคนเชื่อไสยศาสตร์หรือคนทั่วไปก็เห็นว่าจะเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรถถังหรือกระทั่งทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพไปด้วยซ้ำ
อาการคลั่งไคล้ไหลหลงของสื่อและคนจำนวนหนึ่งไปไกลถึงกับวิพากษ์การขับแท็กซี่ชนรถถังของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ว่าเป็น เพราะ “เสพยาบ้า เสพยาเมา ขวดที่พบในรถแท็กซี่เป็นหลักฐานของการเสพสารบางอย่าง” หรือ “เพราะไม่มีผู้โดยสารหารายได้ไม่ได้ก็เลยคลั่งชนรถถัง” ไม่ให้ค่ากับ การอุทิศตนเองต่อต้านการยึดอำนาจรัฐประหารของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ แม้แต่น้อย
จนภายหลังจากที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ตัดสินใจพลีชีพตนเองเพื่อต่อต้านรัฐประหาร โดยการแขวนคอกับทางเดินสะพานลอยข้ามถนนวิภาวดีหน้า สนญ. นสพ.ไทยรัฐ นั่นแหละจึงทำให้สื่อจำนวนหนึ่งถอยหลังกรูดกลับมายอมรับว่า การกระทำทั้งหมดของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นการกระทำที่จงใจเจตนาในการที่จะพลีชีพต่อต้านรัฐประหารโดยสันติวิธีของท่านเอง
ยิ่งได้อ่านบันทึกก่อนแขวนคอที่เขียนโดยกระดาษของโรงแรมรัตนโกสินทร์ จะได้เห็นการไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนของการต่อต้านรัฐประหารโดยการพลีชีพตนเอง ไม่ต้องการให้ผู้อื่นเดือดร้อนและต้องการให้เกิดผลสะเทือนที่กระตุกต่อมสำนึกของคนจำนวนหนึ่ง ให้เห็นความเลวร้ายของการยึดอำนาจรัฐประหารให้ได้
ความตั้งใจใส่เสื้อยืดที่มีบทกวีของ กุหลาบ สายประดิษฐ กวีศรีบูรพา ตีพิมพ์ข้างหลังเสื้อเป็นการประกาศให้ประชาชนรู้แนวทางในการเคลื่อนไหว ส่อแสดงชัดเจนว่า ลุงนวมทอง ไม่คิดสั้นเพื่อละโลกไปเฉย ๆ แต่ต้องการให้ประชาชนทุกคนรวมตัวกันต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ถึงกับประกาศว่า ชาติหน้าขออย่าให้ได้พบกับรัฐประหารอีก
"หยดฝนย้อยหยาดฟ้ามาสู่ดิน ประมวลสิ้นเป็นมหาสาครใหญ่
แผดเสียงซัดปฐพีอึงมี่ไป พลังไหลแรงรุดสุดต้านทาน
อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล ไม่อาจต้านพลังมหาประชาชน"
บทกวีของกวีศรีบูรพา ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ฝากประเทศชาติไว้ให้กับพวกเราในการที่จะต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง
ในวันนี้พวกฝ่ายขวา ได้อาศัยรัฐธรรมนูญ60 ของคณะรัฐประหาร57 มายึดอำนาจครอบครองประเทศไว้อย่างเต็มกำมือ ทำให้รูปโฉมของเผด็จการในวันนี้เปลี่ยนเปลือกภายนอกไปเป็น รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เนื้อแท้แล้วพวกเขาได้อำนาจอธิปไตยของประชาชนไปโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ60 ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของคณะรัฐประหารปี57 เต็มทุกอณู
ดังนั้นประชาชนที่รักประชาธิปไตยังต้องสามัคคีกัน ผนึกกำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงให้ประชาธิปไตยแท้จริง ที่อำนาจสูงสุดทางการเมืองเป็นของประชาชนชัดแจ้ง ให้เกิดขึ้นให้ได้ตามวิถีทางสันติวิธีในระบบรัฐสภาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ภาระหน้าที่เฉพาะหน้าได้แก่
1. เปิดโปงคัดค้านการฮั้วสว.ผลักดันให้เกิดการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีเลือกสว.ใหม่ให้ประชาชนเลือกโดยตรง หรืออาจจะเลิกสว.ไปเลย
2. ให้ประชาชนได้เลือกสสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงและลงประชามติภายหลังยกร่างแล้วเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน
3. เปิดโปงและผลักดันดำเนินคดีตามกฏหมายกับการโกงการสอบท้องถิ่น
4. ผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฏหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาอย่างเคร่งครัดในการจัดการกับปัญหาเรื่องที่ดินเขากระโดง
5. การเลือกตั้งครั้งต่อไปต้องเลือกพรรคฝั่งประชาชนให้ได้เกิน300เพื่อไปผลักดันการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นให้ได้
ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 นี้ มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนเพื่อความยุติธรรม 2553 (คปช.53) จัดงานรำลึก 20 ปีลุงนวมทอง ไพรวัลย์ "2 ทศวรรษแห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” ที่หน้าสำนักพิมพ์ไทยรัฐ หัวถนนวิภาวดี ด้านขาออก ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป
ขอเรียนเชิญท่านผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านครับ





















