วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

“สหัสวัต-รักชนก” ลุยซอยละลายทรัพย์ รณรงค์ปฎิรูปประกันสังคม ชวนประชาชนร่วมเดินขบวนยื่นร่างกฎหมายทวงคืนประกันสังคมที่รัฐสภา 1 พ.ค. นี้

 


“สหัสวัต-รักชนก” ลุยซอยละลายทรัพย์ รณรงค์ปฎิรูปประกันสังคม ชวนประชาชนร่วมเดินขบวนยื่นร่างกฎหมายทวงคืนประกันสังคมที่รัฐสภา 1 พ.ค. นี้


วันที่ 24 เมษายน 2569 สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 และ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางไปที่ตลาดละลายทรัพย์ ย่านสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เพื่อรณรงค์การยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนร่วมแปะสติ๊กเกอร์เห็นด้วยกับการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมอย่างล้นหลาม


สหัสวัตกล่าวว่า การรณรงค์ครั้งนี้ พรรคประชาชนต้องการพลังจากทุกคน หากประชาชนรู้สึกว่าถูกหักเงินของตนเองเข้ากองทุนประกันสังคม แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ขอให้ช่วยกันส่งเสียงเพื่อให้กองทุนกลับมาเป็นของประชาชน


ด้านรักชนกกล่าวว่า กองทุนประกันสังคมมีเงินสมทบของผู้ประกันตนและนายจ้างที่ส่งเข้าไป แต่การบริหารส่วนใหญ่กลับผูกขาดโดยราชการ จึงเป็นความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน คือการปฏิรูปประกันสังคมใน 4 ด้าน เพื่อทำให้กองทุนกลับมาเป็นของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง โดยบริหารผ่านผู้แทนของผู้ประกันตน 


(1) ความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล เช่น วาระการประชุม บันทึกการประชุม รายละเอียดการใช้งบประมาณ ให้ผู้ประกันตนรวมถึงนายจ้าง ตรวจสอบได้ว่ามีการนำเงินในกองทุนไปทำอะไรบ้าง


(2) ประสิทธิภาพการบริหาร จัดตั้ง “กองทุนประกันสังคม” เป็นนิติบุคคลอิสระตามกฎหมายเฉพาะ แยกออกจากระบบราชการ เปิดทางให้บุคคลที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารกองทุนได้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารเงินหลักล้านล้านบาท


(3) ความยึดโยงกับผู้ประกันตน ปรับโครงสร้างบอร์ดให้มาจาก 3 ฝ่ายเช่นเดิม แต่ไม่เกิน 13 คน ประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน โดยจำนวนผู้แทนของแต่ละฝ่ายจะสอดคล้องกับสัดส่วนการจ่ายเงินสมทบ


(4) ความยั่งยืนของกองทุน กำหนดให้รัฐบาลรับประกันการจ่ายประโยชน์ทดแทนแก่ผู้ประกันตน ต้องมีการทบทวนอัตรานำส่งเงินสมทบและเพดานฐานค่าจ้างทุกๆ 3 ปี มีการเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนประกันสังคมกับกองทุนระดับโลกในรูปแบบเดียวกัน เพื่อประเมินผลและปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้เหมาะสม


ทั้งนี้ สหัสวัตและรักชนกได้ย้ำเชิญชวนประชาชนร่วมเดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ เวลา 15:00 น.  


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ประกันสังคม #วันแรงงาน69














10 สส. พรรคประชาชน แถลงเดินหน้าสู้คดี 44 สส. ถึงที่สุด ยันไม่มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามกินรวบอำนาจโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน

 


10 สส. พรรคประชาชน แถลงเดินหน้าสู้คดี 44 สส. ถึงที่สุด ยันไม่มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามกินรวบอำนาจโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน


วันนี้ (24 เมษายน 2569) เวลา 12.30 น. ที่โรงแรมเมเปิล บางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยอีก 9 สส. ประกอบด้วย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร


ร่วมแถลงข่าวภายหลังศาลฎีกา มีคำสั่งรับคำร้องจาก ป.ป.ช.คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมกันลงชื่อและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า


เช้าวันนี้ ทางศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาว่าอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 10 คน สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ห้ามไม่ให้กระทำซ้ำหรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล เราขอเพียงแค่ยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากนั้น นัยของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกผม คือเรื่องอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม


“เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกของการรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน” หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว


นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น พวกเราจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่รับใช้พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง


เมื่อถามถึงคดี 44 สส.เทียบกับกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องไปก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในมุมหนึ่ง วันนี้สิ่งที่พวกเราอยากชี้ให้เห็นคือเรื่องของอนาคตของระบอบประชาธิปไตย หนึ่งในนั้นคือการที่กระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ หรือองค์กรอิสระ ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเท่ากัน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่แม้แต่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังออกมาให้ความเห็นว่า ได้วินิจฉัยไปแล้วในเรื่องของเส้นทางการเงิน มีความชัดเจน ผูกพันทุกองค์กร เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคดี 44 สส. สังคมเองมองเห็นว่า ป.ป.ช.เอง มีการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันหรือไม่


เมื่อถามถึงการเลือก กก.บห.ชุดใหม่ ภายหลังศาลฎีกาไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 สส.ปชน. จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเลือก กก.บห.ชุดใหม่ ขอให้รอที่ประชุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 เม.ย.นี้ก่อน


ถามย้ำว่าหากที่ประชุมใหญ่ของพรรคเลือก กก.บห.ชุดเดิมมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ มีความพร้อมหรือไม่ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า ทุกคนพร้อมปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่งต่าง ๆ ขอรอวันอาทิตย์ เช่นเดียวกับเรื่องเลขาธิการพรรคด้วย 


เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายพิธาแล้วหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ตลอด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน








ลุ้น! ศาลฎีกาฯนักการเมือง พิจารณาคำร้อง คดี 44สส. ขณะที่ ป.ป.ช.ผู้ร้อง ตบเท้าเข้าฟัง ด้าน พรรคประชาชน ส่งทีมทนายความ รับฟัง แจ้งสื่อสั้น ๆ ให้เราฟังแถลงทางการจากพรรค “เท้ง-แกนนำพรรค” รอแถลงหลังศาลมีคำสั่ง ไม่พบด้อมส้มมาเคลื่อนไหวรอบศาล


ลุ้น! ศาลฎีกาฯนักการเมือง พิจารณาคำร้อง คดี 44สส. ขณะที่ ป.ป.ช.ผู้ร้อง ตบเท้าเข้าฟัง ด้าน พรรคประชาชน ส่งทีมทนายความ รับฟัง แจ้งสื่อสั้น ๆ ให้เราฟังแถลงทางการจากพรรค “เท้ง-แกนนำพรรค” รอแถลงหลังศาลมีคำสั่ง ไม่พบด้อมส้มมาเคลื่อนไหวรอบศาล


วันนี้ (24 เมษายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในฐานทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยจะพิจารณาในเวลา 10.30 น.


โดยพบว่า บรรยากาศที่ด้านหน้าศาลฎีกา ตั้งแต่เวลา 09.15 น. ฝั่งของ ป.ป.ช.ในฐานะผู้ร้อง เดินทางมาถึงที่ศาลฎีกาฯ เพื่อร่วมรับฟังการพิจารณาคำร้องแล้ว โดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน จากนั้นเข้าไปด้านในศาลทันที


ขณะที่ ในวันนี้ พรรคประชาชน ได้ส่งทีมทนายความและทีมกฎหมายของพรรค นำโดย นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความพรรคประชาชน มาร่วมรับฟังคำสั่งของศาลฎีกาฯ ว่าจะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง โดยไม่ได้มีแกนนำพรรค รวมถึงสส. หรือ อดีตสส.ของพรรคก้าวไกล ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา เดินทางมาร่วมรับฟังด้วย ซึ่งพรรคประชาชนมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค


ทั้งนี้ นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความพรรคประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรค ชี้แจงสั้น ๆ กับสื่อมวลชนสั้นๆก่อนเข้าไปรับฟังการพิจารณาคดีภายในศาลฎีกาฯ ว่า ขอให้ติดตามการแถลงจากทางพรรคอีกครั้ง ซึ่งได้ประเมินแนวทางไว้แล้วว่า อาจจะเป็นไปได้ทั้งแนวทางรับคำร้อง ให้แก้ไขคำร้อง หรือไม่รับคำร้อง ถ้ารับคำร้องอาจจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ขอให้รอคำสั่งอย่างเป็นทางการก่อน


ขณะเดียวกันในวันนี้ (24 เม.ย.69) เวลา 12.00 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะแถลงข่าวถึงกรณีคดี 44 สส. หลังทราบคำสั่งจากศาลฎีกา ที่ โรงแรมเมเปิล บางนา


ส่วนบรรยากาศหน้าศาลฎีกาฯ เป็นไปด้วยความเงียบเหงา ไม่ได้มีมวลชนที่สนับสนุนพรรค เดินทางมารอรับฟังหรือให้กำลังใจด้วย มีเพียงสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวเท่านั้น และเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการกั้นแผงเหล็กเพื่อจัดระเบียบโซนนักข่าวเหมือนที่ผ่านมา ส่วนการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรอบพื้นที่ ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยังมีการจัดกำลังมาสังเกตุการณ์บริเวณพื้นที่รอบศาลฎีกาฯ ด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลฎีกานักการเมือง #พรรคประชาชน 

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

“ลิซ่า ภคมน” ซัดรัฐใช้ไอโอด้อยค่าสื่อ-ประชาชน ทำลายกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ ย้ำยุทธศาสตร์พัฒนาควรเริ่มต้นที่ความจริงใจ-โปร่งใส ไม่ใช้ปฏิบัติการโจมตีลับหลัง

 


“ลิซ่า ภคมน” ซัดรัฐใช้ไอโอด้อยค่าสื่อ-ประชาชน ทำลายกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ ย้ำยุทธศาสตร์พัฒนาควรเริ่มต้นที่ความจริงใจ-โปร่งใส ไม่ใช้ปฏิบัติการโจมตีลับหลัง


วันที่ 23 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568 - 2570 ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยตั้งคำถามสำคัญว่า นโยบายความมั่นคงที่ สมช. จัดทำขึ้นนั้น คำว่า “ชาติ” ได้รวมเอาสวัสดิภาพของประชาชน สื่อมวลชน และนักการเมืองที่ต้องเผชิญกับปฏิบัติการตีตราด้อยค่า ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เข้าไปด้วยหรือไม่


ภคมนกล่าวว่า ปัจจุบันมีการผลิตถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างเป็นระบบ เพื่อผลักให้ผู้ที่ตั้งคำถามหรือสืบหาความจริงกลายเป็นศัตรูของรัฐ พร้อมตั้งคำถามถึง สมช. ว่าจะเดินหน้านโยบายสันติสุขได้อย่างไร หากในเล่มนโยบายไม่กล่าวถึงข้อเท็จจริงในมิติความมั่นคงของสวัสดิภาพประชาชน และยังปล่อยให้มีการคุกคามนักวิชาการรวมถึงสื่อมวลชนอย่างหนัก โดยที่รัฐเองถูกมองว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เพียงเพราะบุคคลเหล่านั้นพยายามเรียกร้องความโปร่งใสในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้


นอกจากนี้ ภคมนยังหยิบยกรายงานระดับโลกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้งกรณีทวิตเตอร์ในปี 2563 ที่ปิดบัญชีเครือข่ายไอโอเชื่อมโยงกองทัพบกกว่า 900 บัญชี และเฟซบุ๊กในปี 2564 ที่พบพฤติกรรมลักษณะเดียวกันซึ่งเชื่อมโยงกับ กอ.รมน. พร้อมโชว์หลักฐานเอกสารที่ถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะไปแล้ว ซึ่งยืนยันว่าปฏิบัติการไอโอของกองทัพมีอยู่จริง ทำโดย กอ.รมน. และกองทัพบก โดยสั่งการให้กำลังพลคอมเมนต์ด้อยค่าและโจมตีผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยใช้ภาษีประชาชนเป็นค่าจ้างในอัตรา 240 บาทต่อวัน


ภคมนยังชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของไอโอที่ถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์ปิดปากสื่อและสร้างวัฒนธรรมความหวาดกลัว โดยยกกรณีของฐปณีย์ เอียดศรีไชย สื่อมวลชนอาวุโสที่ถูกเพจไอโอรุมถล่มและไล่บี้ถึงเรื่องส่วนตัว เพียงเพราะทำหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงกรณีการยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ ซึ่งภคมนมองว่าปฏิบัติการเช่นนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ทำให้คนหนึ่งคนเงียบ แต่เป็นการส่งสัญญาณให้สื่อทั้งระบบเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมประชาธิปไตยและทำลายโต๊ะเจรจาสันติภาพอย่างรุนแรง


ภคมนกล่าวสรุปว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความรุนแรงทางกายภาพ แต่ยังมี “สงครามวาทกรรม” ที่รัฐพยายามใช้อำนาจสร้างถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) เพื่อแย่งชิงสิทธิในการครอบครองความจริงเพียงหนึ่งเดียว ตนเชื่อว่าความพยายามแก้ปัญหาจะไม่มีทางสำเร็จตราบใดที่รัฐยังหลีกเลี่ยงการพูดความจริง และย้ำว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ควรเริ่มต้นที่ความจริงใจ และการมองเห็นคุณค่าชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #IO

ปชน. ซัด ป.ป.ช. ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” คดีซุกหุ้น เตรียมเข้าชื่อสมาชิกรัฐสภาตาม รธน. มาตรา 236 เพื่อให้ศาลตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ - พริษฐ์ เผย เตรียมนำหารือในประชุมวิปฝ่ายค้านสัปดาห์หน้า หวังพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นร่วมลงชื่อ

 


ปชน. ซัด ป.ป.ช. ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” คดีซุกหุ้น เตรียมเข้าชื่อสมาชิกรัฐสภาตาม รธน. มาตรา 236 เพื่อให้ศาลตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ - พริษฐ์ เผย เตรียมนำหารือในประชุมวิปฝ่ายค้านสัปดาห์หน้า หวังพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นร่วมลงชื่อ 


วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่เอกสารชี้แจงการยกคำร้องในคดีที่มีการกล่าวหา ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และกรณีเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น


โดยปกรณ์วุฒิระบุว่า จากที่ได้อ่านคำชี้แจงของ ป.ป.ช. เบื้องต้นแล้ว พบว่าเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหลัก และเหมือนจะมีการเชื่อพฤติกรรมที่เป็นการอำพรางซ้ำอีกรอบหนึ่งด้วยซ้ำ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องตั้งคำถามกับองค์กรอิสระว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกกรณีที่พิจารณาหรือไม่ 


การบอกว่าการพิจารณาของ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนละข้อหากันนั้นไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง กรณีของศักดิ์สยามในศาลรัฐธรรมนูญเป็นการวินิจฉัยว่ายังคงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวไว้อยู่หรือไม่ ในเมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่ายังคงไว้ซึ่งหุ้น ขณะที่เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ได้จากสถาบันทางการเงินก็มีความชัดเจนแล้วว่าต้นทางของเงินมาจากใคร และมัดเจตนาได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเป็นการปกปิดทรัพย์สินที่แท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของตนเอง


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่า ดังนั้นการไปฟ้องคดีเพื่อเอาหุ้นคืน ตามในเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช. จึงเป็นเหมือนการเล่นละครแล้วเอาศาลมาเป็นตัวประกอบเท่านั้น ข้อแก้ต่างที่ได้แก้ต่างไปก็ไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับไปได้ว่าไม่ได้มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินจริง คำถามคือถ้าพยานหลักฐานและเอกสารต่างๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ใช้เป็นชุดเดียวกัน มันสืบเจตนาได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม และเป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว ผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. ก็ไม่ควรจะสามารถเป็นอย่างอื่นไปได้


ในส่วนของพริษฐ์ระบุว่า สิ่งที่ได้เห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. ในวันนี้ น่ากังวลใจว่าจะเป็นการฟอกขาว พฤติกรรมของศักดิ์สยาม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยได้วินิจฉัยและให้ความเห็นแล้วว่าเป็นเจตนาซุกหุ้น พรรคประชาชนเห็นว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่า ป.ป.ช. ได้ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งพรรคประชาชนจะดำเนินการสองประการต่อไปนี้


ประการแรก สส. พรรคประชาชนจะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเข้าชื่อร้องขอไปที่ประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจะมีการนำไปหารือกับสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่นที่มีความประสงค์ร่วมลงชื่อในครั้งนี้ และตนจะนำเรื่องนี้เข้าไปในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านในวันอังคารหน้า เพื่อหาหรือว่าพรรคฝ่ายค้านอื่นจะร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่


ประการที่สอง ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามปรับปรุงกลไกในการตรวจสอบ ป.ป.ช. คือการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่ปัจจุบันระบุไว้ว่าถ้าจะร้องเรียน ป.ป.ช. ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะต้องรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนแล้วส่งไปที่ประธานรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจและดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวน หรือจะปัดตกข้อร้องเรียนไปเลย - ตัวอย่างเช่นเมื่อสิ้นปี 2568 ที่ประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น (วันมูหะมัดนอร์ มะทา) ได้ใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อปัดตกข้อร้องเรียนต่อกรรมการ ป.ป.ช. ที่ สส. พรรคประชาชนเข้าชื่อ กรณีคดีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และคลิปหลุดระหว่างกรรมการ ป.ป.ช. กับ ประธานรัฐสภา (วันมูหะมัดนอร์ มะทา)


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า อำนาจและดุลพินิจประธานรัฐสภาในขั้นตอนดังกล่าวเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนมีความกังวลมาโดยตลอด เพราะการให้อำนาจและดุลพินิจแก่ประธานรัฐสภาเช่นนี้จะเป็นการเปิดช่องว่าหากรัฐบาลและ ป.ป.ช. ยุคไหนมีการฮั้วกัน ก็สามารถใช้ประธานรัฐสภาเป็นเครื่องมือในการทำให้กลไกในการตรวจสอบ ป.ป.ช. อ่อนแอได้ เช่น หากรัฐบาลและ ป.ป.ช. ฮั้วกันเพื่อให้ ป.ป.ช. ละเว้นการตรวจสอบรัฐบาล หากสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนเข้าชื่อร้องเรียน ป.ป.ช. ว่าปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รัฐบาลก็สามารถให้ประธานรัฐสภาปัดตกข้อร้องเรียนดังกล่าวได้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #44สส

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ โพสผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป ย้ำยื่นแก้ ‘ม.112’ อยู่ในขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ ชี้การหยุดปฏิบัติหน้าที่คือการเซาะกร่อนอำนาจประชาชน ลั่นเรื่องนี้ใหญ่กว่าพรรคคือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย

 


‘เท้ง ณัฐพงษ์’ โพสผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป ย้ำยื่นแก้ ‘ม.112’ อยู่ในขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ ชี้การหยุดปฏิบัติหน้าที่คือการเซาะกร่อนอำนาจประชาชน ลั่นเรื่องนี้ใหญ่กว่าพรรคคือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย


วันที่ 23 เมษายน 2569 ช่วงเย็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสผ่านเพจเฟสบุ๊ค ก่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาชนที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย.69 ซึ่งตรงกับวันที่ศาลฎีกา นัดฟังคำสั่งคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.) ว่า 


พวกเราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น “ผู้แทนราษฎร” 


ผมเริ่มเดินทางร่วมกับองคาพยพอนาคตใหม่ด้วยความฝัน มุ่งมั่นว่าการเมืองคือเรื่องของคนธรรมดาที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และการเมืองคือเรื่องของทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศก็ตาม ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกับขบวนการอนาคตใหม่เพื่อสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน


ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราไม่เคยเดินอยู่บนเส้นทางที่ราบเรียบ พวกเราเผชิญขบวนการนิติสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยุบพรรค ตัดสิทธิ์​ และการถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ แต่พวกเราเชื่อมั่นว่าการทำหน้าที่ของพวกเราทุกคน ทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์และภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น พร้อมทั้งต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่ประชาชนทุกคนล้วนเสมอภาคและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน


ผมยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของผู้แทนราษฎรอดีตพรรคก้าวไกลในวันนั้น อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญในฐานะผู้แทนราษฏรที่มาจากประชาชน ในการใช้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อถกเถียงและพูดคุยในประเด็นอ่อนไหวอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พวกเรามิได้มีความมุ่งหมายที่จะล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามที่ถูกกล่าวหาจากผู้มีอำนาจแต่อย่างใด


ผมอยากชวนให้ทุกคนพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชน สิ่งใดเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยของเรามากกว่ากัน 


ในขณะที่คดีของพวกเราเดินหน้าอย่างรวดเร็ว หลากหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. กลับไม่คืบหน้า จึงต้องถามว่าสรุปแล้วมาตรฐานในการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ตรงไหนกันแน่


ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเราถูกกระทำในวันนี้ สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมาย หากแต่เป็นเพราะพวกเราคือตัวแทนของประชาชนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงซึ่งย่อมทำให้คนบางกลุ่มที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ ต้องสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ เมื่อพวกเขาถูกท้าทายจึงต้องต่อสู้กลับ โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ


ในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งแบบใด ผมยืนยันว่าพวกเราผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป 


ประการแรก การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพราะการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของพวกเราไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน อันก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากเกินแก่จะเยียวยาได้ในภายหลังได้


ประการที่สอง การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นส่วนสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา


ประการที่สาม การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนที่อยู่ในกลุ่มคดี 44 สส. ไม่สามารถกระทำการในทำนองเดียวกันกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ กล่าวคือ พวกเราไม่สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีลักษณะคล้ายหรือทำนองเดียวกับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้อีก


ประการสุดท้าย การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนต่อไป ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลฎีกา หรือกระทำการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว


กลับกัน หากศาลฎีกาจะสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมส่งผลกระทบต่อการปกครองระบอบรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น หรือแม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารราชการแผ่นดิน เพียงเพราะว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้อำนาจหน้าที่ที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับคดีความ เป็นเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต


ดังนั้น ผมย้ำว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลออกมาในทิศทางใด ไม่ได้กระทบต่อผู้แทนราษฎรเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระทบต่ออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้จึงใหญ่กว่าพวกผม ใหญ่กว่าพรรคประชาชน แต่คือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย และเรื่องของพวกเราทุกคน


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน

23 เมษายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #ศาลฎีกา #คดี44สส #แก้กฎหมาย #มาตรา112

จม.จากเรือนจำ 'เอกชัย' เขียน คลองเปรมร้อนจัด เสี่ยงเป็นฮีตสโตรก เผยถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาล ก่อนให้นอนพัก 1 ชั่วโมง และส่งตัวกลับแดน

 


จม.จากเรือนจำ 'เอกชัย' เขียน คลองเปรมร้อนจัด เสี่ยงเป็นฮีตสโตรก เผยถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาล ก่อนให้นอนพัก 1 ชั่วโมง และส่งตัวกลับแดน


วันที่ 23 เมษายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยจดหมายของ นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 ลงวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่เขียนในโครงการ Freedom Bridge เล่าสถานการณ์สุขภาพเดือนเมษายน ระบุดังนี้


จดหมาย “เอกชัย” จากเรือนจำคลองเปรม: ร้อนจัดจนเสี่ยงฮีทสโตรก ถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาล 


เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 ได้เขียนจดหมายถึงโครงการ Freedom Bridge เพื่อบอกเล่าสถานการณ์สุขภาพล่าสุดของเดือนเมษายนนี้ที่อากาศร้อนมาก ๆ อาทิตย์ก่อนหน้านั้น (12 เม.ย.) เขาก็เกือบมีอาการฮีทสโตรก (Heatstroke) กล่าวคือมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เท้าทั้งสองข้างชา และเหงื่อไม่ออก ก่อนจะถูกส่งตัวไปที่แดนพยาบาล โดยมีพยาบาลเข้ามาตรวจคลื่นหัวใจและเจาะเลือด ก่อนจะให้นอนพัก 1 ชั่วโมง และส่งตัวกลับแดน  


“ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อากาศร้อนจัดจนผมมีอาการปวดหัวเวียนหัว คลื่นไส้ เท้าชาทั้งสองข้าง เหงื่อไม่ออก แถมมีอาการเกือบหน้ามืดเป็นบางครั้ง ผมจึงออกพบแพทย์ฉุกเฉินในวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา แพทย์วินิจฉัยผมมีความเสี่ยงเป็น Heatstroke ยิ่งผมทานยารักษาอาการต่อมลูกหมากโต เริ่มมีอาการตับ-ม้ามโตก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก 


“แพทย์จึงจ่ายยา 2-3 รายการ เพื่อบรรเทาอาการ Heatstroke และแนะให้ผมใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นผมอาจต้องออก รพ.ราชทัณฑ์ ช่วงนี้จนถึงเดือนกรกฎาคม ผมมีนัดพบแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์หลายครั้ง ซึ่งผมอาจต้องตรวจ Ultra sound หรือ CT Scan โดยที่ รพ.ราชทัณฑ์อยู่ติดกับเรือนจำคลองเปรมจึงถือเป็นความโชคดีของผมที่อยู่ใกล้แพทย์ 


“อย่างไรก็ตาม นโยบายลดความแออัดของเรือนจำด้วยการย้ายผู้ต้องขังเรือนจำในกรุงเทพฯ ไปเรือนจำในต่างจังหวัด ทำให้ผมตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกย้ายไปเรือนจำอื่นตลอดเวลา แถมศาลฎีกายังคงปฏิเสธการประกันตัวผมโดยอ้างสิทธิในการรักษาจากเรือนจำ แต่มองข้ามสุขอนามัยที่เป็นต้นเหตุให้สุขภาพของผมแย่ลง แบบนี้ยิ่งทำให้การรักษาอาการป่วยของผมอยู่ในความเสี่ยงยิ่งขึ้น” 


ในเรื่องการถูกศาลฎีกาปฏิเสธการประกันตัว เอกชัยได้ให้ความเห็นผ่านทนายความที่เข้าเยี่ยมเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่าเนื้อหาที่ศาลยกคำร้องว่าจำเลยมีสิทธิรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้วนั้น เขามองว่าการรักษาของราชทัณฑ์ไม่ได้มีประสิทธิภาพเพียงพอ และสถานที่การรักษาผู้ป่วยก็ไม่เหมาะสม  


🔴ย้อนดูความเจ็บป่วยที่เรื้อรังของเอกชัย


เอกชัยถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษากลับในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี ในการชุมนุมปี 2563 โดยศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน พร้อมกับจำเลยอีกสี่คนถูกจำคุกคนละ 16 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวทั้งหมดในระหว่างฎีกา แม้ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาแล้ว


ก่อนหน้านั้น ขณะเอกชัยถูกคุมขังในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ช่วงปี 2566 เอกชัยป่วยเป็นโรคฝีในตับจนต้องถูกส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี และหลังพ้นโทษในเดือน ก.พ. 2567 ยังต้องตรวจ CT Scan เพื่อติดตามโรคทุก 3-6 เดือน แต่เมื่อถูกคุมขังในคดีนี้ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 เขาร้องขอให้ราชทัณฑ์เขาไปตรวจ CT Scan ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2568 และผ่านมาเกือบ 7 เดือนก็ยังไม่เคยได้รับการตรวจ


ในเดือน มี.ค. 2569 เอกชัยเริ่มมีอาการปวดบริเวณจุดที่เคยผ่าตัดตับและมีอาการปัสสาวะไม่สุด จึงถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 


กระทั่งวันที่ 27 มี.ค. เขาถูกส่งตัวกลับเรือนจำคลองเปรมโดยทางราชทัณฑ์ระบุว่าพบภาวะตับและม้ามโตเล็กน้อย และไม่พบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน แพทย์ได้ให้คำแนะนำในการดูแลด้วยวิธีฝึกกลั้นปัสสาวะ ขณะที่เอกชัยระบุว่าเขายังมีอาการปวดแผลเป็นระยะ ๆ โดยระบุว่าแพทย์สันนิษฐานว่าตนมีอาการกระบังลมอักเสบ และจ่ายยาแก้อักเสบ แต่ยังไม่ได้รับการตรวจ CT Scan 


ในวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกายังคงมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวเป็นครั้งที่ 3 โดยระบุว่า “อาการเจ็บป่วยจำเลยมีสิทธิรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”


ปัจจุบันเอกชัย วัย 50 ปี ยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่คดีในชั้นฎีกายังคงดำเนินต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เรือนจำคลองเปรม #ฮีสโตรก #มาตรา110 #เอกชัยหงส์กังวาน