วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

‘เดชรัต’ จับได้เบอร์ 4 คิกออฟชิงนายก อบจ.นนทบุรี ลุยเดินสาย 30 วันพบชาวนนท์ทุกพื้นที่ ชวนออกมาเลือกอนาคต 20 ก.ย. ด้าน ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำไม่ได้มายึดเมืองนนท์ พร้อมสานต่อสิ่งที่ดี เติมสิ่งใหม่ให้ดีกว่าเดิม


เดชรัต’ จับได้เบอร์ 4 คิกออฟชิงนายก อบจ.นนทบุรี ลุยเดินสาย 30 วันพบชาวนนท์ทุกพื้นที่ ชวนออกมาเลือกอนาคต 20 ก.ย. ด้าน ‘ณัฐพงษ์’ ย้ำไม่ได้มายึดเมืองนนท์ พร้อมสานต่อสิ่งที่ดี เติมสิ่งใหม่ให้ดีกว่าเดิม


วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงาน อบจ.นนทบุรี ศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ร่วมเดินทางมาเป็นสักขีพยานในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.นนทบุรี ของ ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ ผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี พรรคประชาชน พร้อมร่วมลุ้นการจับสลากหมายเลข ท่ามกลางประชาชนและผู้สนับสนุนที่มารอต้อนรับและให้กำลังใจจำนวนมาก โดยเดชรัตจับสลากได้หมายเลข 4


หลังเสร็จสิ้นกระบวนการสมัคร เดชรัตได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนโดยระบุว่า จากนี้มีเวลาหาเสียง 30 วัน ตนจะใช้เวลาทุกวันให้คุ้มค่าที่สุดในการลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างทั่วถึง ร่วมกับ สส. และผู้สมัคร สจ. ของพรรคในแต่ละพื้นที่ โดยจะเริ่มต้นวันแรกที่อำเภอไทรน้อยและอำเภอบางบัวทอง ก่อนหมุนเวียนไปจนครบทุกพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัด


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการแข่งขันกับกลุ่มการเมืองที่มีฐานเสียงในจังหวัดนนทบุรีมาอย่างยาวนาน เดชรัตระบุว่า ตนไม่ได้กังวลในเรื่องดังกล่าว สิ่งที่กังวลมากกว่าคือการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับวันเลือกตั้ง จึงขอเชิญชวนชาวนนทบุรีร่วมกันออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งนายก อบจ. ในวันที่ 20 กันยายนนี้ให้มากที่สุด ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาชาวนนทบุรีต้องเผชิญกับข่าวเศร้าหลายเหตุการณ์ ตนจึงอยากให้วันเลือกตั้งเป็นวันที่ทุกคนมาร่วมผนึกกำลังเพื่อเปลี่ยนจังหวัดนนทบุรี ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกตนหรือผู้สมัครคนใด สิ่งสำคัญคือการออกมาใช้สิทธิเพื่อแสดงพลังว่านนทบุรีพร้อมจะเดินหน้าต่อไป


เดชรัตกล่าวต่อไปว่า สำหรับด้านนโยบาย พรรคประชาชนเตรียมเผยแพร่รายละเอียด 20 นโยบายผ่านเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือเรื่องการศึกษา ซึ่งตนพร้อมที่จะสานต่อสิ่งที่ อบจ.นนทบุรีทำไว้ดีอยู่แล้ว ดังนั้น กระแสข่าวที่ว่าหากพรรคประชาชนเข้ามาบริหารแล้วจะตัดเงินช่วยเหลือหรือทำให้บุคลากรตกงานนั้นไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน ตนรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาเกือบ 30 ปี ย่อมเข้าใจถึงคุณค่าและความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างดี อีกทั้งลูกของตนก็เคยศึกษาในโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.นนทบุรีเช่นกัน


นอกจากการสานต่อสิ่งเดิมแล้ว ยังจำเป็นต้องเพิ่มเติมระบบดูแลสุขภาพจิต ท่ามกลางภาวะสังคมที่สร้างความกดดันให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และครู โดยตั้งเป้าดำเนินมาตรการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงคำปรึกษาและความช่วยเหลือได้ภายใน 30 วันแรกของการทำงาน รวมถึงนโยบาย “นนท์ค้นฝัน” เติมเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนชาวนนทบุรีได้ค้นหาความฝันและเติบโตตามศักยภาพ ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME เนื่องจากนนทบุรีถือเป็นเมืองหลวงของ SME แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก อบจ. จึงควรเข้ามามีบทบาทช่วยเหลืออย่างจริงจัง รวมทั้งภาคการเกษตร ซึ่งแม้นนทบุรีจะขยายตัวเป็นเมืองและพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้น แต่ก็ต้องรักษาภาคเกษตรกรรมไว้ให้เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดต่อไป


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการไม่มีประสบการณ์ลงสมัครในสนามท้องถิ่นมาก่อน เดชรัตกล่าวว่า พรรคประชาชนทำงานกันเป็นทีม มีทั้งผู้บริหารท้องถิ่นระดับ อบจ. เทศบาล สจ. และ สส. ที่มีประสบการณ์ ความมั่นใจของตนจึงไม่ได้เกิดจากการทำงานเพียงคนเดียว แต่เกิดจากศักยภาพและประสบการณ์ของทีมทั้งหมด ประกอบกับประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยทำงานร่วมกับหลายพื้นที่และศึกษานวัตกรรมจากต่างประเทศ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนานนทบุรีได้ทันที


ส่วนกรณีที่มีการนำประวัติและจุดยืนทางการเมืองของตนในอดีตมาเป็นประเด็นนั้น เดชรัตมองว่า ประชาชนมีสิทธิตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของตนทั้งในทางการเมืองและด้านอื่นๆ ตราบใดที่ไม่ใช่การนำเสนอข้อมูลเท็จ หากประชาชนเห็นว่าการตัดสินใจในอดีตของตนมีข้อผิดพลาด ก็มีสิทธิท้วงติงหรือต่อว่าได้ ซึ่งตนไม่เคยมองว่าเป็นการกระทำที่เกินเลย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมาของตนอยู่ในกรอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด และจากนี้ก็จะยังคงมุ่งมั่นทำงานการเมืองด้วยแนวทางดังกล่าวต่อไป โดยไม่ต้องการสร้างการปะทะหรือทำให้เกิดความรู้สึกว่าพรรคประชาชนกำลังเข้ามายึดเมืองนนท์


พรรคประชาชน เราเป็นอิฐสีส้มที่จะเข้ามาปูทางให้เมืองนนทบุรีดีขึ้น และทุกคนอยู่ร่วมกันได้ ทุกสีสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ในนนทบุรี” เดชรัตกล่าว


ด้านณัฐพงษ์ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีการนำ “ลำพูนโมเดล” มาปรับใช้ในนนทบุรี โดยระบุว่า แต่ละจังหวัดมีปัญหาและบริบทที่แตกต่างกัน การจัดทำนโยบายจึงต้องออกแบบให้ตอบโจทย์เฉพาะพื้นที่ ไม่ใช่นำนโยบายจากจังหวัดหนึ่งมาวางทับอีกจังหวัดทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์ เช่น การเปิดเผยข้อมูลงบประมาณและการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน พรรคพร้อมนำมาปรับใช้แน่นอน สิ่งใดที่อดีตผู้บริหารทำไว้ดี พรรคประชาชนพร้อมสานต่อ ส่วนสิ่งใดที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ก็พร้อมทำเพิ่มเติม


เดชรัตกล่าวเสริมโดยยกตัวอย่างระบบบริการสาธารณสุขว่า โจทย์ของนนทบุรีมีความแตกต่างจากจังหวัดลำพูน เนื่องจากชาวนนทบุรีสามารถเดินทางไปใช้บริการสุขภาพในกรุงเทพฯ ได้ แต่ต้องแลกมาด้วยเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น จึงมีแนวคิดพัฒนาระบบสุขภาพในจังหวัดนนทบุรีให้ “ใกล้บ้าน ใกล้ใจ” ดูแลประชาชนได้สะดวกใกล้บ้านและผ่านระบบดิจิทัล ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ


เมื่อถูกถามถึงการแข่งขันกับกลุ่มการเมืองในพื้นที่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า สำหรับตนควรแยกคำว่า “บ้านใหญ่” ออกจาก “มุ้ง” เพราะมุ้งหมายถึงการรวมตัวกันด้วยผลประโยชน์ ขณะที่บ้านใหญ่ในบางพื้นที่อาจหมายถึงผู้บริหารท้องถิ่นเดิมที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและทำงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ซึ่งหากเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งและดูแลประชาชนได้ดี การได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด การแข่งขันครั้งนี้จึงต้องพิจารณาทั้งเรื่องปัญหา นโยบาย และตัวบุคคล ซึ่งตนมีความมั่นใจในตัวเดชรัตที่เป็นคนนนทบุรี มีประสบการณ์ด้านการศึกษามาอย่างยาวนาน และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน


ทุกการเลือกตั้ง พี่น้องประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจอยู่แล้วว่าจะเลือกใคร ในฐานะพรรคการเมือง เรามีหน้าที่ส่งแคนดิเดตที่เราคิดว่าดีที่สุด เชื่อมั่นว่าดีที่สุด และนำเสนอนโยบายที่ดีที่สุดให้แก่พี่น้องประชาชน” ณัฐพงษ์กล่าว


ภายหลังเสร็จสิ้นการให้สัมภาษณ์ เดชรัต พร้อมด้วยณัฐพงษ์และทีมงานพรรคประชาชน ได้ร่วมขึ้นรถแห่เพื่อเปิดฉากการหาเสียงวันแรก โดยเคลื่อนขบวนออกจากศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี มุ่งหน้าสู่ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนติวานนท์ ผ่านอำเภอปากเกร็ด ก่อนเข้าสู่ถนนประชาราษฎร์ ถนนพิบูลสงคราม และสิ้นสุดขบวนบริเวณหอนาฬิกาท่าน้ำนนท์ โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนให้ความสนใจ ร่วมทักทาย ให้กำลังใจ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะหาเสียงอย่างอบอุ่น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อบจนนทบุรี #นายกอบจ #นนทบุรี #Newนนท์




















สมาคมทนายความ ออกแถลงการณ์ ชี้ คดีฮั้ว สว. มีพยาน/หลักฐานมากเพียงพอ กกต. ต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น

 


สมาคมทนายความ ออกแถลงการณ์ ชี้ คดีฮั้ว สว. มีพยาน/หลักฐานมากเพียงพอ กกต. ต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น


วันที่ 20 สิงหาคม 2568 สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ แถลงการณ์ต่อกรณีคดีฮั้ว สว. โดยมีความว่า


รัฐธรรมนูญมาตรา 107 บัญญัติว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม สำหรับการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 33 บัญญัติให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยลับ


ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว วิธีลงคะแนนลับ หมายถึง การลงคะแนนโดยไม่มีบุคคลอื่นทราบว่าผู้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครผู้ใด หรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด แต่หากผลการลงคะแนนเกิดจากการบริหารจัดการหรือแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อที่จะเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ทำให้รู้ผลล่วงหน้าว่าผู้ลงคะแนนจะเลือกผู้สมัครคนใด การลงคะแนนจึงไม่ลับเพราะมีบุคคลอื่นรู้ว่าผู้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครผู้ใด และวิธีการลงคะแนนดังกล่าว สามารถกำหนดตัวบุคคลที่จะได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาและผู้ที่จะไม่ได้เป็นได้ล่วงหน้า การเลือกจึงมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม


พยานหลักฐานที่ปรากฏจากวิธีการลงคะแนน ในใบลงคะแนนของผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 120 คน เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สมาชิกวุฒิสภาจำนวนดังกล่าว กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น เพราะวิธีการลงคะแนนสามารถพิสูจน์ได้ตามหลักสถิติหรือคณิตศาสตร์ได้ว่า มิได้เป็นการลงคะแนนตามปกติโดยผู้เลือก หากแต่เกิดจากการบริหารจัดการหรือที่เรียกว่า การล็อกผลการเลือกตั้งล่วงหน้า การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวจึงมิได้เกิดจากการลงคะแนนลับโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีใบลงคะแนนของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวอันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้เป็นพยานหลักฐานต่าง ๆ ประกอบ อันทำให้ควรเชื่อได้ว่า สมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวกระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62


สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ขอเรียนว่าใบลงคะแนนของสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 120 คน ที่วิธีการลงคะแนนพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการบริหารจัดการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่ง เป็นการพิสูจน์ในทางแพ่ง ข้อสันนิษฐานในทางสถิติหรือทางคณิตศาสตร์จึงเป็นคุณกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำให้มีเหตุและเชื่อได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวกระทำทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา


ส่วนการดำเนินคดีอาญากับสมาชิกวุฒิสภาที่กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลอื่นที่ร่วมกระทำการทุจริต เช่น กรรมการบริหารพรรคการเมือง ฯลฯ ที่กระทำ โดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก หรือการดำเนินคดีกับผู้ใดที่กระทำการใด ๆ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด หรือผู้มีสิทธิเลือกผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 76, 77, และ 81 ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่ง โดยการดำเนินคดีอาญาสามารถฟ้องได้ภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95


จากเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับผลการการไต่สวนของอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ก็เพียงพอและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริตและการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา


ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรง จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณอย่างเที่ยงธรรมและกล้าตัดสินใจ โดยมีมตินำเรื่องดังกล่าวส่งศาลฎีกาฯ เพื่อให้ศาลฎีกาฯ ใช้อำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 รวมถึงสามารถเรียกพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาเพิ่มเติมประกอบการไต่สวน เพื่อให้ศาลฎีกาฯ มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อันจะทำให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องปรากฏชัดเป็นที่ประจักษ์ จนสิ้นข้อสงสัยต่อสาธารณชนและสังคม ต่อไป


นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์

นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย

20 สิงหาคม 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย #คดีฮั้วสว #กกต #ศาลฎีกา

"ยศชนัน" ลุยน้ำท่วมน่านกลางดึก สั่งรับมือมวลน้ำ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. เตรียมรับมือพื้นที่เวียงสา

 


"ยศชนัน" ลุยน้ำท่วมน่านกลางดึก สั่งรับมือมวลน้ำ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. เตรียมรับมือพื้นที่เวียงสา

 

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 23.30 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี อว. พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด บริเวณตลาดในเขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ท่ามกลางระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย


ต่อมา รองนายกฯ ได้นำทีมลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยงสำคัญต่อเนื่องรวม 3 จุด โดยเริ่มต้นจาก สถานีวัดน้ำ N.1 เพื่อประเมินสถานการณ์มวลน้ำ ก่อนเดินทางต่อไปยัง กาดศรีคำ ซึ่ง ณ จุดนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้แวะพูดคุยและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังเฝ้าระวังระดับน้ำในบริเวณตลาด ระหว่างนั้นได้มีประชาชนส่งข้อความขอความช่วยเหลือด่วนว่ามีผู้ติดอยู่ในบ้านพัก ทำให้ทีมกู้ภัยต้องรีบนำกำลังออกไปให้ความช่วยเหลือในทันที และสำหรับจุดที่สาม ได้เดินทางไปยัง ที่ว่าการเทศบาลอำเภอเมืองน่าน โดยรองนายกฯ ได้แวะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ปภ. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำชับให้ดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงที่ยังคงติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน


จากการประเมินสถานการณ์ ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ระดับน้ำในเขตเทศบาลเมืองน่านมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าอาจจะล้นตลิ่งออกมา ประมาณ 25 เซนติเมตร และน่าจะทำระดับสูงสุดในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ของคืนนี้ หากผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปได้โดยไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์ในเขตเมืองน่าจะคลี่คลายและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูต่อไป


สำหรับการบริหารจัดการความช่วยเหลือ ได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์ (War Room) ตลอด 24 ชั่วโมง ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน (อบจ.น่าน) เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยกู้ภัย จิตอาสา และทีมงานต่าง ๆ อาทิ ทีมเจ็ตสกี และทีมของเปิ้ล นาคร โดยเน้นย้ำให้ผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือต้องมาลงทะเบียนที่ศูนย์กลางเพื่อจัดสรรกำลังไปยังจุดที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย และยังได้แจ้งเบอร์โทรศัพท์สายด่วน ปภ. จังหวัดน่าน หมายเลข 054-716-174 เพื่อให้ประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง


"เราต้องเรียนรู้และเตรียมรับมือให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งนี้ต้องทำให้ดีเพื่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนทุกคน"


ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย พร้อมระบุว่าหลังจากสถานการณ์ในเขตเมืองน่านคลี่คลาย มวลน้ำจะเคลื่อนตัวไปยังอำเภอเวียงสา ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบในช่วงเวลาประมาณ 08.00 - 09.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยตนได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว


โดยหลังจากลงพื้นที่สำรวจจุดต่าง ๆ เสร็จสิ้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์ต่อที่ War Room ของศูนย์บัญชาการ ร่วมประชุมรับฟังสถานการณ์น้ำพร้อมกำชับให้ดูแลโรงพยาบาลเพื่อที่จะสามารถพร้อมรับผู้ป่วยและผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #น้ำท่วม #น่าน







นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (6)

 


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (6)


กลับมาพูดถึงมหิดล

 

ผมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของนักศึกษาเป็นผลสำเร็จ ทำให้จัดตั้งเป็นพรรคการเมืองภายในหมู่นักศึกษาขึ้นมา ผมก่อตั้ง “พรรคแนวร่วมมหิดล” ขึ้น เพราะตั้งใจจะรวมเอาเพื่อนพี่น้องที่มีหลากหลายความคิดมารวมกัน


แต่ที่ตรงกันคือ ต้องการที่จะรับใช้นักศึกษา ต้องการที่นำพานักศึกษาไปรับใช้สังคมและเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคม


ผมจึงต้องไปพบกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทุกคณะของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อจัดหาคนที่จะมาเป็นตัวแทนในสภา เลือกคนมาเป็นคณะบริหาร และจัดตั้งชมรมต่าง ๆ ในคณะต่าง ๆ ของมหิดล


ผมไปทุกคณะครับ ไม่ว่า คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์รามาธิบดี คณะพยาบาลศาสตร์ศิริราช คณะเทคนิคการแพทย์ คณะกายภาพศาสตร์


ผมได้รวมเพื่อนพี่น้องในทุกแห่ง และประชุมหานโยบายเพื่อลงสู่การเลือกตั้ง และตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย บริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ที่เพื่อนพี่น้อง ได้ตกลงร่วมกัน มีใหญ่ ๆ อยู่ดังนี้

1. สนับสนุนสวัสดิการนักศึกษา เช่น ห้องสมุดสโมสร ห้องดนตรี ห้องสันทนาการ ชมรมปาฐกถาโต้วาที

2. สนับสนุนทางด้านการกีฬา

3. สนับสนุนกิจการภายนอกมหาวิทยาลัย การประสานกับการชุมนุมของกรรมกร  การชุมนุมของชาวนา การชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ การชุมนุมของศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


ขอบคุณเจ้าของภาพประกอบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง



วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

‘ภัทรพงษ์’ จี้ ‘สุชาติ’ อย่าหนี กมธ. เร่งเข้าแจงรายละเอียด TOR ไทย-เมียนมา ปมมลพิษน้ำข้ามแดน หลังพบสารหนูในพื้นที่เกษตรพุ่งขั้นวิกฤต

 


‘ภัทรพงษ์’ จี้ ‘สุชาติ’ อย่าหนี กมธ. เร่งเข้าแจงรายละเอียด TOR ไทย-เมียนมา ปมมลพิษน้ำข้ามแดน หลังพบสารหนูในพื้นที่เกษตรพุ่งขั้นวิกฤต


วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงผลการประชุมวันนี้ ซึ่งศึกษาการลงนามร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการ คุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดนและระหว่างประเทศ ระหว่างไทยกับเมียนมา ซึ่งมีข้อกังวลเกี่ยวกับการห้ามเปิดเผยข้อมูลหากไม่ได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงการแถลงข่าวที่ต้องได้รับการลงนามยินยอมจากทั้งสองฝ่ายเสียก่อน


ภัทรพงษ์กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีข้อถกเถียงและข้อกังวลจากทั้งภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และพรรคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาตนได้สื่อสารและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันนี้จึงได้เชิญ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือถึงข้อกังวลและสอบถามที่มาของข้อกำหนดดังกล่าว


ภัทรพงษ์ชี้ให้เห็นว่า TOR ฉบับนี้ ในส่วนของการปิดบังและไม่เปิดเผยข้อมูล แท้จริงแล้วเป็นร่างเนื้อหาที่มาจากฝั่งไทยเอง โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ดังนั้น ตนจึงมีความหวังอย่างยิ่งว่ารัฐมนตรีจะเปิดใจรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากคณะอนุกรรมาธิการฯ เพราะที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลลัพธ์การทำงานที่จับต้องได้ และขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังมากกว่ารัฐบาลอย่างแน่นอน


อย่างไรก็ตาม สุชาติได้แจ้งกลับมาว่าไม่สามารถเดินทางมาร่วมประชุมได้เนื่องจากติดภารกิจ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าอาจเกิดกรณีนี้ขึ้น จึงได้ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งแจ้งวันและเวลาที่รัฐมนตรีสะดวกเข้าร่วมประชุมกลับมา เพื่อให้คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เตรียมการต่อไป


ภัทรพงษ์จึงขอฝากสื่อมวลชนและประชาชนให้ช่วยกันส่งเสียงกดดัน เพื่อให้รัฐมนตรีรีบกำหนดวันและเวลาที่พร้อมจะมาประชุม เนื่องจากปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องน้ำที่มีสารพิษ แต่ขณะนี้ลามไปถึงตะกอนดินและดินที่ใช้ในการปลูกข้าวและพืชผลทางการเกษตร ซึ่งมีค่าสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานไปแล้วหลายเท่าตัว


โดยมาตรฐานค่าสารหนูในพื้นที่เพาะปลูกกำหนดไว้ไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ผลการตรวจของกรมพัฒนาที่ดินกลับพบว่า ปัจจุบันพื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำกกมีค่าสารหนูในดินสูงถึง 164 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่บริเวณลุ่มแม่น้ำสายก็มีหลายพื้นที่ที่ค่าสารหนูเกินมาตรฐานเช่นเดียวกัน


จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางดาวเทียมในปัจจุบัน ยังพบว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีการปลูกข้าว ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชผลอื่นๆ อยู่ ทั้งที่หน่วยงานรัฐมีข้อมูลผลการตรวจปนเปื้อนอยู่ในมือ แต่กลับไม่มีมาตรการจัดการที่ชัดเจน และปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญและรับมือกับปัญหาดังกล่าวเพียงลำพัง


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศโดยตรง กลับมีท่าทีละเลยเพิกเฉย และยังไม่ยอมมารับฟังข้อเท็จจริงที่คณะอนุกรรมาธิการฯ ศึกษามาอย่างละเอียด รวมถึงข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนและคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ


“คณะอนุกรรมาธิการฯ ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนช่วยกันส่งเสียงถึงปัญหาน้ำกก น้ำสาย น้ำรวก น้ำโขง แม่น้ำกระบุรี และแม่น้ำสาละวิน ที่กำลังปนเปื้อนสารพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกดดันให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของปัญหานี้อย่างเร่งด่วน และหันมาใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหาเพื่อปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยต่อไป” ภัทรพงษ์กล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #มลพิษข้ามแดน

ณัฐพงษ์ นำทีม ครม.เงา จี้รัฐบาลมีความกล้าหาญทางการเมือง เร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี ชี้ “ระบอบสีน้ำเงิน-ทุนเทา” ยิ่งเข้มปัญหายิ่งรุนแรง

 


ณัฐพงษ์ นำทีม ครม.เงา จี้รัฐบาลมีความกล้าหาญทางการเมือง เร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี ชี้ “ระบอบสีน้ำเงิน-ทุนเทา” ยิ่งเข้มปัญหายิ่งรุนแรง


วันที่ 19 สิงหาคม 2569 – ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน, กรุณพล เทียนสุวรรณ และพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมสะท้อนข้อกังวลของประชาชนต่อการผลักดันจังหวัดเข้าสู่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


ณัฐพงษ์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิและกบินทร์บุรี พบปัญหาการลักลอบเปิดโรงงานเถื่อนและทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง ประชาชนที่ร้องเรียนกลับถูกข่มขู่เอาชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐขาดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบกำกับดูแลและระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่


ด้านกรุณพล กล่าวเสริมว่า ปัญหาดังกล่าวเรื้อรังและทวีความรุนแรงขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ปล่อยมลพิษทางกลิ่นและน้ำเสียในนิคมฯ 304 ที่ยังไร้การจัดการ 2. การลักลอบเปิดโรงงานเถื่อนนอกเขตนิคมฯ โดยกลุ่มทุนสีเทาและทุนจีน ซึ่งอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและการจ่ายส่วยเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และ 3. ความกังวลของชาวอำเภอกบินทร์บุรีต่อโครงการโรงไฟฟ้าขยะ 3 แห่ง โดยประชาชนกังวลว่าหากปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EEC จะยิ่งทำให้พื้นที่กลายเป็น “ถังขยะ” ของภูมิภาค ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ยังพบการฝังกลบขยะอุตสาหกรรมบดละเอียดปริมาณมหาศาล ซึ่งเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำใต้ดินระยะยาว


ส่วนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พูนศักดิ์ ได้เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมาย โดยเร่งผลักดันกฎหมายรายงานการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) และแก้ไขประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2566 ให้มีระบบติดตาม (Dashboard) แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อควบคุมเส้นทางขยะตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ป้องกันการลักลอบทิ้ง รวมถึงเสนอแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มโทษและลดขั้นตอนการเอาผิดผู้ฝ่าฝืน


ขณะเดียวกัน ณัฐพงษ์ ได้เสนอการแก้ปัญหาเชิงระบบ โดยแนะให้บูรณาการฐานข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม GISDA เข้ากับข้อมูลเชิงทะเบียนการขออนุญาตโรงงานก็จะทราบได้ว่าโรงงานที่ปรากฏบนภาพถ่ายดาวเทียมนั้นมีโรงงานใดบ้างที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ 


ณัฐพงษ์ ระบุว่า ปัญหาในปราจีนบุรีเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กลุ่มทุนเทาประสานผลประโยชน์ร่วมกับเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐถูกข่มขู่และมีทนายทุนเทาฟ้องร้องปิดปากหากเข้าไปตรวจสอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อการรับส่วยเรียกสินบนเกิดใน ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่สภาพการเมืองท้องถิ่นเข้มข้น และมีความเกี่ยวพันกับบ้านใหญ่ นักการเมืองสีน้ำเงิน กลายเป็นว่ายิ่งจังหวัดสีน้ำเงินเข้ม ปัญหาการจัดการกากขยะอุตสาหกรรมกลับยิ่งรุนแรง


ในช่วงท้าย ผู้นำฝ่ายค้านยังได้ฝากข้อเรียกร้องไปยัง สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้รับฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและฝ่ายค้าน เพื่อดำเนินการกับโรงงานที่ลักลอบปล่อยมลพิษและขนย้ายขยะอุตสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่อย่างเร่งด่วน รวมถึงให้สร้างความชัดเจนกับประชาชนว่ามีแผนจะผลักดันปราจีนบุรีเข้า EEC หรือไม่ และมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา #ระบอบสีน้ำเงิน #กากขยะ #ปราจีนบุรี

















นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (5)

 


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (5)


โฉมหน้าใหม่มหาวิทยาลัยมหิดลภายหลัง 14 ตุลาคม 2516


หลัง14ตุลา ผมตั้งใจที่จะทุ่มเทในการเปิดประตูมหาวิทยาลัยมหิดล ออกสู่การต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนไทยภายนอก ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลรับใช้ประชาชน ให้มหาวิทยาลัยเป็นที่พึ่งของศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและศูนย์นักเรียนแห่งประเทศไทย


ผมได้ดำเนินการ โดยยุทธวิธีและมาตรการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารกิจการนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นโครงสร้างที่สะท้อนออกซึ่งศักยภาพของนักศึกษา เอื้ออำนวยให้นักศึกษาสามารถแสดงบทบาทในการรับใช้ประชาชนและเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนได้อย่างเต็มที่


โดยเปลี่ยนให้เป็นโครงสร้างประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ นั่นคือ ให้มีสภานักศึกษา และมีคณะบริหารนักศึกษา โดยให้นักศึกษาแต่ละคณะ แต่ละชั้นปี เลือกตัวแทนของนักศึกษาเข้ามาเป็นตัวแทนในสภา เพื่อสะท้อนความต้องการของนักศึกษา และควบคุมดูแลการบริหารของคณะบริหารของนักศึกษาให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับนักศึกษาในเวลาเลือกตั้ง ให้มีคณะบริหารของนักศึกษามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของนักศึกษา


โดยให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองของนักศึกษา ซึ่งมีนโยบายบริหารกิจกรรมนักศึกษาและแถลงนโยบายหาเสียงกับนักศึกษาในเวลาเลือกตั้ง และให้นักศึกษาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พรรคของนักศึกษาเพื่อมาบริหารได้โดยตรง ในขณะเดียวกันก็ให้นักศึกษาแต่ละชั้นปี แต่ละคณะเลือก ตัวแทนของตนเข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นปากเสียงและควบคุมดูแลการบริหารแทนตน ตามสัดส่วนของจำนวนนักศึกษา


อันที่จริงโครงสร้างนี้ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ได้ดำเนินการ เป็นมหาวิทยาลัยแรกของประเทศไทย มหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดดำเนินการเป็นมหาวิทยาลัยที่สองในประเทศไทย


โครงสร้างเช่นนี้เป็นโครงสร้างที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับจิตวิญญาณประชาธิปไตยแก่สังคมไทย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเริ่มต้นปฏิบัติ (ไม่ใช่แค่พูดกันเป็นคุ้งเป็นแควแต่ไม่ได้ลงสู่การปฏิบัติ) ในยุคที่ยังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ย่อมทำให้เมื่อจบการศึกษาออกไปเป็นพลเมืองของประเทศ จะไปช่วยทำให้การเมืองของประเทศไทยแข็งแกร่งก้าวหน้าแน่นอน


และในชีวิตจริงก็ยืนยันว่า นักศึกษาในยุค 16-19 มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงที่สุดยุคหนึ่งในประเทศไทย


หลังจากนั้นคุณภาพของนักเรียนนักศึกษาก็ตกต่ำตลอดจนแม้ในปัจจุบันก็ไม่สามารถที่จะสร้างคุณภาพของนักศึกษาในระดับเช่นนั้นได้อีก


โครงการในการบริหารระบบประชาธิปไตยเช่นนี้ไม่เพียงแต่ ก่อเกิดขึ้นและเติบโตอย่างเข้มแข็งในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น


แต่ยังลงรากลึกไปยังระดับ มัธยมปลาย มัธยมต้น ประถมปลาย ประถมต้นด้วย จนก่อรูปขึ้นมาเป็นศูนย์นักเรียนแห่งประเทศไทย และมีสภานักเรียนในแทบจะทุกโรงเรียนทั่วประเทศ และมีการเลือกคณะบริหารนักเรียนในโรงเรียน เพื่อช่วยครูแบ่งเบาภาระ ขณะเดียวกั ก็ตรวจสอบคุณภาพครูด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ มีคุณค่าในการสร้างคุณภาพให้แก่เยาวชนยุวชนและอนุชนของประเทศไทยได้อย่างดียิ่ง


น่าเสียดาย ที่การเมืองที่ล้าหลังระยะต่อมาได้ทำลายโครงสร้างดังกล่าวทั้งหมดไปอย่างสิ้นซาก


จนทำให้ อนุชน ยุวชน เยาวชนของไทยตกต่ำอย่างน่าใจหาย ในปัจจุบัน ประเทศเราประสบปัญหา อย่างน้อยตั้งแต่เด็ก ๆ ที่อายุยังน้อย การมีสัมพันธ์ทางเพศตั้งแต่อายุน้อย เช่น ตั้งแต่ 11-12 ปี เป็นต้นไป มีการตั้งครรภ์อายุน้อยมาก มีการร่วมเพศในโรงเรียน ในชั้นเรียน มีการล่วงละเมิดทางเพศโดยครูอาจารย์ มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด มีการแพร่ระบาดของท่วงทำนองชีวิตที่เน่าเฟะแหลกเหลว แข่งกันมีคู่ควงต่างเพศ มีการเบี่ยงเบนทางเพศ มีการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ไปในทางหาความบันเทิงเริงรมย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเพศและยาเสพติด ความล้มเหลวของการศึกษาโดยสิ้นเชิง คุณภาพของบัณฑิตสาขาต่าง ๆ ตกต่ำอย่างน่าใจหาย


ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงโดยตรงของการทำลายความเข้มแข็งของกระบวนการนักเรียนนิสิต นักศึกษา อันสืบเนื่องมาจาก ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ล้าหลังหวาดกลัว อนุชน ยุวชน เยาวชน จะเติบใหญ่เข้มแข็งทางจิตสำนึกที่ดีงามทางการเมืองแล้วเป็นอุปสรรคต่อการปกครองของพวกเขา พวกเขาจึงจัดการทำลายโดยสิ้นเชิง


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


ขอบคุณเจ้าของภาพประกอบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง