วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จัดเวทีชำแหละ กกต.-คดีโกง สว. โค้งสุดท้าย ‘ชยพล’ จี้ กกต. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน หากไม่ส่งเตรียมเปิดหลักฐานต่อแน่

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จัดเวทีชำแหละ กกต.-คดีโกง สว. โค้งสุดท้าย ‘ชยพล’ จี้ กกต. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน หากไม่ส่งเตรียมเปิดหลักฐานต่อแน่ 


วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จัดงานเสวนา “วิกฤติศรัทธา(สภา)สูง: โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย” ในวาระนับถอยหลัง 3 วันสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. หรือไม่ โดยมี โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักวิจัย, มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ร่วมวงเสวนา


ชยพลกล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2 การดำเนินการอภิปรายเป็นไปอย่างล่าช้าจนต้องยืดเวลาออกไปเป็น 4 วัน ทำให้ตนตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นความพยายามยืดเวลาการรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปี 2567 และ 2568 ซึ่งความจริงสามารถนัดประชุมเพิ่มได้แต่กลับไม่เกิดขึ้น จึงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นความพยายามหลากหลายรูปแบบจากฝั่งรัฐบาลที่จะดึงรายงานดังกล่าวไม่ให้เข้ามาพิจารณาในสัปดาห์นี้


นอกจากนี้ยังเห็นถึงความพยายามของฝั่งรัฐบาลที่จัดสรรให้ช่วงเวลาอภิปรายงบ กกต. ไปอยู่ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด ดึกที่สุด รวมถึงมีการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าว่าจะประท้วงใครบ้าง และเมื่อบุคคลเป้าหมายอภิปรายเสร็จ สส. ฝั่งรัฐบาลก็หายตัวออกจากห้องประชุมไปเป็นจำนวนมาก


ชยพลกล่าวต่อไปว่า ฝั่งรัฐบาลยังมีความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ชุดที่ 36 เพื่อเตรียมรองรับการตัดสินคดีโกง สว. ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 กันยายนนี้ เช่น กรณีการเปิดประเด็นว่ามีคนในอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ร่วมเรียนหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) กับบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย ก็มีความพยายามชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลว่ามีบุคคลอื่นร่วมเรียนในหลักสูตรดังกล่าวด้วย ซึ่งในความเป็นจริง ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเรียน แต่สำคัญคือเมื่อเรียนแล้วนำสายสัมพันธ์จากหลักสูตรไปใช้ทำอะไรต่อ


จากข้อมูลที่ตนได้รับและที่ปรากฏต่อสาธารณะจำนวนมาก ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ทำให้เชื่อได้ว่ามีบางเครือข่ายพยายามทำตัวเป็น “ผู้กำกับ” ดูแลคนในแต่ละภูมิภาคและจังหวัด มีการรวมกลุ่ม สัญญาให้ผลประโยชน์ ดูแลเป็นพิเศษ และนัดแนะวางแผน ดังนั้น กกต. ในฐานะผู้ถือกฎหมายเลือกตั้ง มีหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้น และในเมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มากมากขนาดนี้ ก็ต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยต่อไป


“ณ ตอนนี้เป็นเหมือนกระบวนการบีบคอให้ประชาธิปไตยตายลงอย่างช้า ๆ จนอาจเหลือแค่ประชาธิปไตยในนามเท่านั้น ทำให้ทุกคนเริ่มหมดหวังและหมดศรัทธา ทั้งที่ระบบประชาธิปไตยจะฟังก์ชันได้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ 4 ปีครั้ง ทุกคนต้องการความชัดเจน ความยุติธรรม และการสืบสวนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ หากมีการส่งฟ้องไม่ครบ หรือแม้กระทั่งไม่ส่งเลย ตนก็พร้อมเปิดหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นเรื่อย ๆ ว่าทำไมการตัดสินถึงค้านสายตาสังคมขนาดนั้น” ชยพลกล่าว


ทั้งนี้ ชยพลยอมรับว่าลึก ๆ แล้วรู้สึกว่า กกต. อาจจะไม่ส่งฟ้องเลยทั้ง 229 คน เพราะหากนำคนกลุ่มหนึ่งมาสังเวยเข้าสู่กระบวนการ คนเหล่านั้นอาจทนแรงกดดันไม่ได้และเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อผู้เกี่ยวข้อง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ส่งใครเลย แต่อาจยอมสังเวย กกต. ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์แทน และมั่นใจว่าจะไม่เป็นอะไร เพราะกลไกในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ล็อกให้การตรวจสอบและสอบสวน กกต. เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว


ด้านโคทมระบุว่า หน้าที่ของ กกต. คือการรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องมีความเป็นกลางและไม่อยู่ใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร การ “ไม่มี กกต.” กับ “กกต. ไม่ทำหน้าที่” นั้นอาจให้ผลไม่ต่างกัน แต่ตนอยากให้มี กกต. อยู่ เพราะหากยุบ อำนาจทั้งหมดก็จะกลับไปที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งอาจเลวร้ายกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากหลุดพ้นจากระบอบนี้ เราจำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นกระบวนการสรรหา กกต. ใหม่ทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังไม่เปิดทางให้มากนัก


ด้านมุนินทร์ระบุว่า ในทางกฎหมาย นักกฎหมายน่าจะเห็นตรงกันถึงองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้กระทำผิดอาจเป็นผู้สมัครหรือบุคคลอื่นก็ได้ การที่เลขาธิการ กกต. ให้ความเห็นว่าผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้สมัครเท่านั้น ถือเป็นเรื่องน่าตกใจมาก


มุนินทร์กล่าวย้ำว่า กกต. ไม่มีหน้าที่ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาก กกต. สรุปในเอกสารว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดหรือไม่เพียงพอที่จะผิด ถือว่าไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและเป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลฎีกา หน้าที่ของ กกต. คือประเมินหลักฐานว่ามีมูลพอที่จะส่งไปยังศาลฎีกาหรือไม่ โดยต้องประเมินหลักฐานทุกชิ้น และศาลฎีกาจะเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการตรวจสอบความสุจริตเที่ยงธรรม นอกจากนี้ ความพยายามปกป้องความไม่โปร่งใสและทำให้กระบวนการไม่ตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้เกิดความน่าสงสัยและเชื่อได้ว่ามีความผิดปกติ ซึ่งต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิสูจน์ พร้อมยืนยันว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต. ต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการได้


ขณะที่สฤณีเปิดเผยว่า คดีนี้ปรากฏเส้นทางการเงินจำนวนมาก และจากข้อมูลปัจจุบันมีหลักฐานชุดเดียวที่แสดงเส้นทางการเงินอย่างชัดเจน ซึ่งมาจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างหนักระหว่างเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอ การที่ กกต. อ้างว่าขอยืดเวลาเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม จึงน่าตั้งคำถามว่าข้อมูลเพิ่มเติมคืออะไร เพราะหลักฐานชุดนี้ก็มีความชัดเจนและไม่น่าสับสน


สฤณีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลักฐานทางการเงินมีสองประเด็นหลัก คือแรงจูงใจในการโอนเงิน และความน่าเชื่อถือของข้ออ้างในการโอน หากมองเฉพาะเรื่องแรงจูงใจส่วนบุคคลเพื่อเข้าไปเป็น สว. นั้นอาจจะประเมินว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะมีการโอนเงินในหลายระดับ จึงต้องมองให้เห็นภาพรวมซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจในการ “ครอบงำสภาสูง” ผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีรายการน่าสงสัยหลายรายการ เช่น ผู้สมัคร สว. หลายคนได้รับเงินโอนในช่วงวันเลือกตั้ง บางรายการโอนมาจากผู้ช่วย สส. และบางรายการโอนรอบเดียว 10 คนในจำนวนเงินเท่ากันหมด ซึ่งผู้มีแรงจูงใจในการจ่ายเงินลักษณะนี้ก็ต้องเป็นสังกัดของผู้ช่วย สส. ดังกล่าว ข้อมูลทางการเงินเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #โกงเลือกสว #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229










วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนแถลงสรุป ‘งบ กทม. ปี 70’ เบรกโครงการรถขยะ EV ไร้รายละเอียด-ส่อไม่โปร่งใส หวั่นงบลงทุนเขตลดลงจนกระทบประชาชน ลุยอภิปรายวาระ 2-3 ต่อ 15 ก.ย. นี้

 


พรรคประชาชนแถลงสรุป ‘งบ กทม. ปี 70’ เบรกโครงการรถขยะ EV ไร้รายละเอียด-ส่อไม่โปร่งใส หวั่นงบลงทุนเขตลดลงจนกระทบประชาชน ลุยอภิปรายวาระ 2-3 ต่อ 15 ก.ย. นี้ 


วันที่ 11 กันยายน 2569 สภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา เขตดินแดง คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2570 ในสัดส่วนพรรคประชาชน ได้ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2570


โดยฉัตรชัย หมอดี ส.ก. เขตบางนา พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า บัดนี้การประชุมคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว โดยงบประมาณรวมกว่า 93,000 ล้านบาท ได้ถูกปรับลดไปกว่า 2,600 ล้านบาท และมีการแปรญัตติกลับมาในจำนวนใกล้เคียงกันคือกว่า 2,600 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ให้ข้อสังเกตในโครงการต่างๆ ที่กรุงเทพมหานครจัดทำขึ้นเพื่อนำไปพัฒนากรุงเทพมหานคร


ฉัตรชัยกล่าวต่อไปว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สภากรุงเทพมหานครมีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณฯ ผ่านทางเฟซบุ๊กและยูทูปของสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเปิดให้ประชาชนร่วมติดตามตลอดการพิจารณากว่า 23 ครั้ง รวมระยะเวลากว่า 250 ชั่วโมง


นอกจากนี้ ยังเป็นปีแรกที่พรรคประชาชนส่งตัวแทนบุคคลภายนอก 4 ท่าน เข้ามาร่วมเป็นกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ ได้แก่ 1. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ สื่อสารมวลชน ซึ่งเข้ามาสะท้อนมุมมองของประชาชนเพื่อเป็นข้อสังเกตแก่คณะกรรมการฯ 2. วรภพ วิริยะโรจน์ นักนโยบายพรรคประชาชน เข้ามาวิเคราะห์นโยบายและให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการฯ 3. อริธัชย์ ยอดไชยเกียรติ นักนโยบายพรรคประชาชน ซึ่งทำงานร่วมกับพรรคและทำงานในพื้นที่ กทม. มายาวนาน นำมุมมองและข้อคิดเห็นมาเสนอแนะ และ 4. ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาวิเคราะห์โครงสร้างและแบบก่อสร้างของสำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ และสำนักต่าง ๆ โดยนำมุมมองและแนวทางทางวิศวกรรมเข้ามาเสริม ทำให้การพิจารณามีความรอบด้านมากขึ้น


ต่อมา ศ.ดร.อมร ได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงวิศวกรรมโครงสร้างต่องบประมาณด้านโยธาของ กทม. รวม 8 ข้อ โดยระบุว่า งบประมาณด้านโยธาเป็นงบประมาณจำนวนมาก เฉพาะสำนักการโยธาอย่างเดียวมีวงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท และยังมีงานโยธาที่กระจายอยู่ใน 50 สำนักงานเขตอีกหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงานโครงสร้างพื้นฐาน การระบายน้ำ และการสัญจรที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยมีข้อสังเกต 8 ประการ ประการแรกคือเรื่องความพร้อมในการตั้งงบประมาณ ซึ่งต้องมีแบบก่อสร้างที่พร้อม ได้รับกรรมสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ และมีการสำรวจสภาพพื้นที่จริงก่อนเข้าไปดำเนินงาน


ประการที่ 2 คือความสัมพันธ์ระหว่างแผนงาน งบประมาณ และประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เนื่องจากงานโยธาหลายโครงการเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ผูกพันหลายปี จึงต้องเตรียมงบประมาณให้พร้อมและบริหารการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพ


ประการที่ 3 เสนอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลางของโครงสร้างสาธารณะ โดยควรมีระบบ Scoring หรือการให้คะแนนการเสื่อมสภาพของถนน สะพาน ท่อระบายน้ำ และเขื่อน รวมถึงนำข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ และคะแนนการเสื่อมสภาพ มาใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณ นอกเหนือจากการฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน


ประการที่ 4 คือการวางระบบงานอย่างเป็นบูรณาการ โดยการปรับปรุงถนนหรือระบบระบายน้ำต้องมองภาพรวม ไม่ทำเป็นจุด ๆ เช่น ถนนพังถึงชั้นดินใต้ฐานแต่ซ่อมแค่พื้นผิว หรือการทำท่อระบายน้ำที่ต้องมองเชื่อมโยงไปถึงคลองและระบบสูบน้ำ


ประการที่ 5 คือเน้นการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน โดยควรให้ความสำคัญกับงบเตรียมความพร้อมปั๊มน้ำและการลอกท่อระบายน้ำก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมขัง เพราะการป้องกันมีต้นทุนถูกกว่าการตามแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ


ประการที่ 6 คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและ AI เข้ามาตรวจเช็กความผิดปกติของรายการแสดงปริมาณงานและราคาเทียบกับแบบก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนหรือปริมาณงานที่เกินจริงเมื่อเทียบกับราคากลาง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก


ประการที่ 7 คือการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้เหมาะสม โดยควรเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงผลผลิต เช่น เบิกจ่ายได้กี่บาท หรือทำถนนได้กี่เมตร ไปสู่ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ เช่น ปัญหาน้ำท่วมลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ เสียงร้องเรียนลดลงเท่าใด หรือจุดเสี่ยงอุบัติเหตุลดลงมากน้อยแค่ไหน


และประการสุดท้าย คือการกำหนดมาตรฐานกลางงานโยธาของทั้ง 50 เขต เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ป้องกันกรณีที่บางเขตถนนเสียหายหนักแต่ไม่ได้ตั้งงบ ขณะที่บางเขตเสียหายเล็กน้อยกลับมีการเสนองบประมาณ


ขณะที่อริธัชย์ ได้ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินงานต่อจากนี้ว่า รายงานของคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รับการรับรองเรียบร้อยแล้ววันนี้ และสภากรุงเทพมหานครมีกำหนดเปิดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ในรายการที่มีการตัดปรับลดหรือสงวนความเห็นไว้


ทั้งนี้ อริธัชย์ได้เปิดเผยถึง 3 ประเด็นสำคัญเชิงนโยบายจากการพิจารณางบประมาณปี 2570 โดยประเด็นแรกพบว่า งบลงทุนของสำนักงานเขตในปีนี้มีสัดส่วนลดลงจากปีก่อนๆ 15-25 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การซ่อมแซมถนน ทางเท้า หรือตรอกซอกซอยที่ชำรุดเสียหายในหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับการตั้งงบประมาณแก้ไขเหมือนปีที่ผ่านมา


ประเด็นต่อมาคือ โครงการของฝ่ายบริหาร กทม. ที่ผ่านมาร่วม 3 เดือนนับแต่เลือกตั้ง ยังไม่พบโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายที่เคยหาเสียงไว้อย่างเป็นรูปธรรม หลายโครงการยังเป็นโครงการต่อเนื่องจากผู้บริหารชุดเก่า หรือเป็นนโยบายที่ขาดความต่อเนื่องและยังไม่มีรูปแบบโครงการที่ชัดเจนทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร


และประเด็นสุดท้ายคือ ข้อสังเกตเรื่องโครงการรถขยะพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งคณะอนุกรรมการวิสามัญงบประมาณในสัดส่วนพรรคประชาชนทั้ง 15 คนยืนยันจุดยืนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถพลังงานสะอาด เพื่อประหยัดงบประมาณและลดมลพิษ เช่นเดียวกับที่เคยเสนอข้อบัญญัติรถเมล์อนาคตในปี 2566 อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการเช่ารถขยะ EV ซึ่งเป็นโครงการผูกพันระยะยาวที่ กทม. เสนอเข้ามาในรายการแปรญัตติปีนี้ พรรคประชาชนได้ลงมติปรับตัดออกรวม 3 โครงการ เนื่องจากพบว่ารายละเอียดยังไม่มีความพร้อม ขาดผลการทดสอบที่ชัดเจนว่าจะคุ้มค่ากับเงินงบประมาณของประชาชนอย่างไร โดยจะนำรายละเอียดไปอภิปรายอย่างรอบด้านในวาระ 2 และ 3 ในการประชุมสภา กทม. วันที่ 15 กันยายนนี้


ช่วงท้าย ฉัตรชัยได้กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการอภิปรายงบประมาณของ ส.ก. พรรคประชาชน ในวาระ 2 และ 3 วันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อติดตามการทำงานและอภิปรายในโครงการสำคัญต่าง ๆ ที่ได้ขอสงวนไว้ เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าสูงสุดต่อชาวกรุงเทพมหานคร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สกประชาชน #งบกทม70 #งบกทม









คุมตัวอานนท์ นำภา - แอมป์ ณวรรษ กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คุมตัวฟ้า พรหมศร กลับ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังเบิกตัวมาศาลอาญา นัดพร้อมคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB โดยมีคำสั่งจำหน่ายข้อหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม เหลือข้อหา ม.112 ด้านฟ้า ซูมผอมมาก หลังอดอาหาร73


คุมตัวอานนท์ นำภา - แอมป์ ณวรรษ กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คุมตัวฟ้า พรหมศร กลับ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังเบิกตัวมาศาลอาญา นัดพร้อมคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB โดยมีคำสั่งจำหน่ายข้อหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม เหลือข้อหา ม.112 ด้านฟ้า ซูมผอมมาก หลังอดอาหาร73


วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากำหนดนัดพร้อมในคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เมื่อปี 2563 ซึ่งถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน รวมถึง อานนท์ นำภา, แอมป์ ณวรรษ และฟ้า พรหมศร ซึ่งถูกคุมขังอยู่และถูกเบิกตัวมาศาล


ปัจจุบันฟ้าถูกรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากเริ่มอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 73 วัน และศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว


วันนี้ ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 804 อานนท์และแอมป์ถูกเบิกตัวมาถึงห้องพิจารณาคดี โดยฟ้าได้ถูกนำตัวมาด้วยรถพยาบาลจากกรมราชทัณฑ์ จากนั้นฟ้าได้นั่งรถเข็นขึ้รมายังห้องพิจารณาคดีที่ 804 พร้อมกุญแจเท้า และพกขวดน้ำหวานติดตัวมา 1 ขวด ฟ้ามีอาการตัวเย็นและซูบผอมลงจากเดิมมาก ขณะที่แม่และพ่อของฟ้าเตรียมผ้าห่มมาให้ใช้ในห้องพิจารณาคดี


โดยวันนี้ฟ้าได้แถลงต่อศาลว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ประกาศใช้ เพื่อลดความขัดแย้ง แต่กลับเพิกเฉยต่อนักโทษทางความคิดในคดีม.112 และ ม. 110 ได้แต่หวังว่าจะเกิดข่าวดีในอนาคตและนำไปสู่สังคมสันติสุขอย่างแท้จริง ตนเองได้อดอาหารมากว่า 73 วัน น้ำหนักลดเหลือ 49.5 กิโลกรัม ที่อดอาหารนั้นก็เพื่อหวังสิทธิประกันตัวและออกไปดูแลพ่อและครอบครัว


วันนี้ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหาอื่นที่ถูกฟ้องทั้งหมด ซึ่งเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข คงเหลือไว้เพียงข้อหาตามมาตรา 112


ทั้งนี้ คดี #25พฤศจิกาไปSCB สืบพยานเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. 2569 และศาลอาญากำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 ต.ค. 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112









อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย

 


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย


Facebook Live อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569

ลิ้งค์ยูทูป : https://www.youtube.com/watch?v=nivIsA82dRs&t=10s


สวัสดีเพื่อน ๆ ลูกหลานที่เข้ามารับชม วันนี้ถ้ามองภาพการเมืองไทยโดยรวมดิฉันถือว่าวิกฤต วันนี้เราจึงตั้งประเด็นที่จะมาคุยกันก็คือ “ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย”


ถามว่าขณะนี้วิกฤตหรือยัง? ในทัศนะดิฉันวิกฤต แล้วมันก็เป็นการบอกให้รู้ว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือชนชั้นนำในระบอบเก่านั้น ได้ยึดอำนาจจากประชาชนไปได้แล้วอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นคำว่า “วิกฤต” ของดิฉันก็หมายถึงอย่างนี้ แน่นอนหลายคนอาจจะบอกว่ามีวิกฤตคอร์รัปชั่น มีวิกฤตเรื่องทุนเทา-จีนเทา มีวิกฤตเรื่องมีการโกงการสอบเลือกตั้ง แต่ว่าในประเด็นทางการเมืองย้อนจากประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มาของวุฒิสมาชิก หรือ สว. เป็นตัวสำคัญมาก ในการที่จะแย่งชิงอำนาจของประชาชนได้หรือเปล่า? วิกฤตของการที่ ที่มาของ สว. ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของชนชั้นนำในระบอบเก่า หรือกลุ่มจารีตอำนาจนิยม ที่มาของ สว. เป็นสิ่งสำคัญมาก


จาก Concept ที่ว่า ในอดีต ความคิดที่ว่าในอดีตนั้น หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน การแย่งชิงหรือการถ่วงดุลอำนาจของประชาชน โดยต้องการอำนาจของ สว. นั้น เป็นที่มาของความขัดแย้งระหว่างสองระบอบนี้มาโดยตลอด แน่นอนก็คือ สส. ไม่มีทางเลือก อย่างไรก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะป้ายของโรงละครโรงนี้ก็คือระบอบประชาธิปไตย เรามีการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าสำหรับชนชั้นนำในระบอบเก่าที่เราเรียกว่ากลุ่มอำมาตยาธิปไตยนั้น ถือว่าจะต้องมีการถ่วงดุลอำนาจ นั้นก็คือ สส. มาจากประชาชน สว. ก็ต้องมาจากการแต่งตั้งของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หรือมาจากพระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นที่มาความขัดแย้งตั้งแต่ยุค 2475 ก็คือ สส. ประเภทที่ 2 และคณะราษฎรไม่ยอม!!! ก็คือขอเป็นผู้แต่งตั้ง สส.ประเภท 2 แล้วก็เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็เป็นที่มาของความขัดแย้ง แล้วก็มีพระราชดำรัสที่เป็นที่รู้กันว่าพระองค์ท่านไม่ต้องการให้อำนาจกับคณะบุคคล อันนี้ก็เป็นความขัดแย้งเริ่มตั้งแต่ตอนต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนับจากนั้นมา


แต่ว่าวิธีคิดในเบื้องต้นก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นก็คือ ประสงค์จะถ่วงดุลอำนาจ เหตุผลเพราะว่า สว. ในยุคแรกนั้น ก็คือคานอำนาจกับ สส. ไม่ได้มีฤทธิ์เดชมากมายเหมือนยุคมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 40 ทำให้วุฒิสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อันนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นการเลือกตั้งโดยตรง ถ้าเป็น พ.ศ. 2489 ที่เป็นรัฐธรรมนูญ 2489 ในยุคที่คณะราษฎรยังไม่สิ้นสุดอำนาจนั้น สว. (สมาชิกพฤฒิสภา) มาจาก สส. นั่นก็คือไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง แต่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน ก็คือ สส. เป็นผู้เลือก


แล้วมันก็เริ่มต้นศักราชใหม่ของการช่วงชิงอำนาจโดยการแยกสลายคณะราษฎร ปีกขวาของคณะราษฎรกลุ่มทหารก็ร่วมกับกลุ่มจารีตนิยมทำรัฐประหาร และ 2490 เป็นต้นมา วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งโดยคณะทหารและกลุ่มจารีตมาตลอด ไม่มีการเลือกตั้งเลยจน 50 ปี ลองคิดดู!!! นี่คือยุคสมัยของการที่อำนาจไม่ได้เป็นของประชาชน บางทีก็มี สส. บางทีก็ไม่มี แต่การทำรัฐประหารนั้นเป็นด้านหลักของประเทศไทย และวุฒิสมาชิก ด้านหลักก็คือการแต่งตั้ง แม้จะมีรัฐธรรมนูญ 11, 17, 34 หรืออะไรก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วก็คือไม่ได้มีการเลือกตั้งโดยตรง


ทีนี้พอรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้วุฒิสมาชิกนั้นเป็นเหมือน Superhero มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ มีอำนาจในการเลือกศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระกับศาลรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นอาวุธใหม่ ที่ทำให้องค์ประกอบของ สว. ไม่ใช่มีลักษณะแต่เพียงถ่วงดุลอย่างเดียวแบบในอดีตแล้ว แต่กลายเป็นว่ายิ่งเป็นความสำคัญยิ่ง เพราะฉะนั้นบทเรียนที่ไม่พึงประสงค์ของกลุ่มจารีตของการที่มี สว. มาจากการเลือกตั้งในยุคหลังรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งก็มีจริง ๆ ก็มียุคเดียวคือ 6 ปี เป็นวุฒิสมาชิกชุดที่ 8 ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง


การทำรัฐประหาร 49 ก็เป็นการสิ้นสุดและเกิดรัฐธรรมนูญ 50 และรัฐธรรมนูญ 50 นี้ ก็พูดตรง ๆ นะ ใช้ภาษาที่ไม่ถือว่าหยาบคายนะ ก็คือยังไม่น่าด้านถึงขนาด 60 นะ นั่นก็คือวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง วัดครึ่งกรรมการครึ่ง ว่างั้นเถอะ แต่ว่ายังคงอำนาจของ สว. ไว้เหมือนเดิม เพราะนี่เป็นอาวุธที่ได้มาจากรัฐธรรมนูญ 40 แต่ที่มาตามรัฐธรรมนูญ 40 ของ สว. นั้น ฝั่งจารีตนิยมอำนาจนิยมไม่เอา!!! คนในระบอบอำมาตย์ไม่เอา!!! ที่มาของ สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง


เพราะฉะนั้น ความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ความพยายามที่จะแก้ไขเป็นรายมาตรา โดยเฉพาะที่มาของ สว. ก็กลายเป็นล้มล้างการปกครองโดยศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 โดยอ้างว่าที่มาของ สว. นั้นไม่ควรจะเหมือนกับ สส. มันจะกลายเป็นคู่แฝดแทนที่จะเป็นการถ่วงดุล และมองเป็นการล้มล้างการปกครอง คือถือเป็นเรื่องใหญ่


ดังนั้นแปลว่าอะไร? ที่มาของ สว. ในความคิดของฝั่งระบอบอำมาตย์นั้นสำคัญยิ่ง ความคิดเขาคืออ้างว่า ต้องการที่จะมาคาน ต้องการที่จะมาถ่วงดุล ก็คือประชาชนมี สส. ชนชั้นนำจารีตก็ต้องมี สว. ผ่านมาเป็น 50 กว่าปีมาจนถึงบัดนี้ ในขณะนี้ในทัศนะของดิฉัน มันเป็นวิกฤตของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย


เป็นวิกฤตการเมืองในระบอบประชาธิปไตย หมายความว่าอะไร ก็คือว่า เราสามารถพูดได้ว่า ขณะนี้ประเทศชาติถูกยึดอำนาจโดยระบอบสีน้ำเงิน โดยระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ดิฉันไม่ได้หมายถึงพรรคสีน้ำเงินนะ ดิฉันใช้คำว่าระบอบสีน้ำเงิน มาจากกลุ่มรอยัลลิสต์ตั้งแต่ในยุค 2476 ที่เป็นกลุ่มรอยัลลิสต์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มน้ำเงินแท้ เพราะฉะนั้น ระบอบสีน้ำเงินมันไกลกว่าพรรคสีน้ำเงิน และในความคิดของดิฉัน ระบอบสีน้ำเงินนั้นถ้าเรียกเป็นสี ที่เขาเรียกตัวเองว่าน้ำเงินแท้ เราไม่ได้ตั้งให้นะ เขาเรียกตัวของเขาเองว่าเป็นกลุ่ม “น้ำเงินแท้” เป็น True Blue แต่ว่าพรรคสีน้ำเงินนี้มาทีหลัง


ดังนั้น ในขณะนี้เป็นวิกฤตในระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตยได้ครองอำนาจอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเลือกตั้ง สว. ที่วิปริตใน พ.ศ. 2567 คือ สว. ชุดนี้แหละที่มีหมายเลข 229 ในการฟ้องร้องนั่นแหละ


ดิฉันอยากจะเรียนว่า ในบรรดาวิกฤตของประเทศไทย ดิฉันถือว่าการโกง สว. มันเป็นการปล้นกลางแดดชัด ๆ ปล้นแล้วก็ประมาณตะโกนส่งเสียงว่า โจรมาแล้วเว้ย! ปล้นกลางแดด ปล้นส่งเสียงดัง ๆ ก็คือปล้นอำนาจประชาชนโดยเปลี่ยนวิธีการ อาศัยรัฐธรรมนูญ 60 อาศัยกลเม็ดในการเขียนที่มาของ สว. ทำให้เขาสามารถยึดอำนาจประเทศไทยได้เสร็จสรรพโดยไม่ต้องใช้ปืน โกงกลางแดด ปล้นกลางแดด แล้วคำถามว่า ประชาชนจะทำอย่างไร? เราจะนั่งดูอยู่เฉย ๆ อันนี้ต้องถือว่าเป็นชัยชนะของระบอบอำมาตย์ที่สามารถยึดอำนาจได้โดยไม่จำเป็นต้องทำการรัฐประหาร นั้นก็คือ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้งที่ดิฉันได้กล่าวถึงไปแล้วในงานเขียนบทความในรอบก่อน อยากให้ไปดู (ลิ้งค์ : https://udd-news.blogspot.com/2026/09/20-19-2549-2.html)


สำหรับดิฉัน การเริ่มต้นความขัดแย้งรอบใหม่ตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร 2549 มันเป็นการแย่งชิงอำนาจ เป็นปัญหาระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นนำในระบอบเก่า สำหรับประชาชน ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับผู้ปกครอง เรื่องของพรรคการเมือง เขาก็สามารถข้ามขั้วได้ คือสู้ไม่ได้ก็เป็นพวกเดียวกันไปเลย ประมาณนั้น แต่ประชาชนมันข้ามขั้วไม่ได้ เพราะครั้งนี้เป็นการปล้นอำนาจประชาชน แทนที่เราจะได้ สส. และ สว. โดยเฉพาะ สว. ซึ่งเป็นที่มาขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่าเราถูกปล้นอำนาจ ซึ่งประชาชนจะเจ็บปวดยิ่งกว่าพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองอาจจะมองว่าเผื่อกาลข้างหน้าอาจจะได้เป็นรัฐบาล


แต่สำหรับประชาชนขณะนี้ ปกติดิฉันมองเฉพาะการต่อสู้ทางการเมืองกับการทหาร เราอาจจะพ่ายแพ้การทหาร แต่การเมืองเราชนะ ในอดีตที่ผ่านมา เราสามารถโหวตให้พรรคที่ถูกกระทำจากระบอบอำมาตย์ และเข้าสู่ในการเลือกตั้งที่ได้รับชัยชนะถึงขนาด 70% มาแล้ว อันนั้นแสดงว่าประชาชนต้องการอำนาจในระบอบประชาธิปไตยสากล ไม่ใช่แบบไทย ๆ


มาจนถึงบัดนี้ฝั่งระบอบอำมาตย์ฯ สามารถใช้วิธีการเลือกตั้ง สว. โกงซึ่ง ๆ หน้า อย่างเป็นระบบ อย่างมีแบบแผน อย่างมีการจัดการ อย่างมีการตอบแทน ถ้าเราคำนวณว่ามีคนที่เกี่ยวข้องประมาณ 2 หมื่นคน ถ้าเม็ดเงินที่ใช้ต่อหัวเฉลี่ย 2 หมื่น ก็ประมาณ 400 ล้านเท่านั้นเอง ถ้าเฉลี่ย 3 หมื่นต่อคนก็ 600 ล้าน 4 หมื่นก็ 800 ล้าน ยังไม่ถึง 1,000 ล้าน แล้วหมายความว่า คนที่จ่ายเงิน เมื่อยึดอำนาจประเทศได้ก็ต้องสามารถหาเงินได้ ตัวอย่างง่าย ๆ แม้กระทั่งการโกงการเข้ารับตำแหน่ง เราก็เห็นตัวเลขไปจนถึง 9 พันล้าน


ในวิกฤตการเมืองอันนี้ อันเนื่องมาจากที่มาของ สว. ดิฉันก็คิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องต่อชาวโลก ต่อสังคมไทยทั้งหมด เพื่อให้สังคมไทยตระหนักว่า มันไม่ใช่ประชาธิปไตยครึ่งใบ ขณะนี้มันเป็นอำมาตยาธิปไตยเต็มใบ แล้วข้อสำคัญมันไม่ใช่อำมาตย์แบบขุนนางเก่าด้วยนะ มันเป็นอำมาตยาธิปไตยแบบที่มีพรรคการเมืองและนายทุนท้องถิ่น เป็นความสัมพันธ์กับขุนนาง แล้วก็มีลำดับของไพร่ที่สังกัดขุนนาง มันเหมือนสมัยโบราณ อยู่ท้องถิ่นไหน? ใครเป็นลูกพี่ เจ้าพ่อ หัวเรือใหญ่? ก็มีเป็นผู้อุปถัมภ์  ขณะนี้มันจึงเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่เขาคิดอย่างสมบูรณ์ ก็คือ มีการเลือกตั้งเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่อำนาจประชาชนไม่ได้จริง ดิฉันจึงถือว่าเป็นวิกฤตที่เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ


ดิฉันเสียดายที่นักการเมืองและพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่ก้าวหน้า แต่อาจจะเข้าใจการต่อสู้ของประชาชนในอดีตมาจนถึงปัจจุบันน้อยเกินไปหรือเปล่า เพราะในฐานะพรรคการเมืองก็อาจจะมุ่งหวังจะได้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าจริง ประชาชนจะเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก คุณรู้แล้วว่า 70% ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่อยู่ข้างระบอบประชาธิปไตย แล้วคุณจะให้ทำอย่างไร จะให้ประชาชนไปบอกว่าไม่เลือกใครหรือ?


ดังนั้น พรรคการเมืองจำเป็นจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนไทยแม้กระทั่งก่อน 2475 เอาล่ะ เอาตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา เพราะว่าเขาเปลี่ยนเป้าหมายจากคณะราษฎรมาจนถึงยุคสงครามเย็นคือ พคท. แล้วจาก พคท. ก็มาเป็นพรรคการเมืองของชนชั้นนายทุนมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นว่า 100 ปีที่ควรจะประสบความสำเร็จ มันจะกลายเป็นอำมาตยาธิปไตยที่ยิ่งใส่ชฎามากยิ่งไปอีกหรือเปล่า? ดิฉันก็ไม่ทราบ


อยากให้ทุกคนและพรรคการเมืองได้ตระหนักว่า เส้นทางการต่อสู้ของประชาชนไทยนั้น คุณจะเอาสถานะของประเทศไทยไปเทียบกับต่างประเทศปัจจุบันนี้ไม่ได้นะ เช่น คุณไปเทียบกับประเทศในยุโรป  หรือประเทศอื่น ๆ เพราะเขาผ่านการต่อสู้จนเขาสามารถได้ประชาธิปไตยแบบเต็มรูปแบบ มันไม่เหมือนของเรา ซึ่งมันเป็นแต่เพียงรูปแบบ ไม่มีเนื้อแท้จริง แต่ของเขานั้นทั้งเนื้อหาและรูปแบบ (เป็นประชาธิปไตยแบบสากลแล้ว)


ดังนั้น ภาวะของการเลี้ยวขวาของประเทศในยุโรป หรือที่อื่น หรือในอเมริกา กับเลี้ยวขวาในประเทศไทย ไม่เหมือนกันนะคะ เพราะนี่มันเป็นสงครามที่ยังดำรงอยู่ตั้งแต่ต้นมาจนตลอด นั่นก็คือ มีขั้วที่พยายามจะแย่งชิงอำนาจของประชาชน และบัดนี้แย่งไปได้หมด ดิฉันอยากจะบอกว่าที่มาของ สว. นั้นสำคัญมาก เพราะว่าปัจจุบันนี้เขาเป็นเหมือนได้เครื่องมือยิ่งกว่าอสูรกาย ชนชั้นนำไม่ใช่ปรสิต แต่สามารถยึดครองประเทศนี้ได้แล้ว


ฝากประชาชนว่า เราจำเป็นต้องเดินทางต่อสู้ต่อไป เราขอเพียงแต่ว่าให้อำนาจอยู่ในมือประชาชน แน่นอน มีประชาชนส่วนหนึ่งอาจจะยินดีรับเงิน เพราะว่าเขาอาจจะมองไม่เห็นพรรคการเมืองที่เป็นความหวังได้ รับเงินก็โอเคไปเลย เพราะว่าพรรคไหน ๆ ก็เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไข ก็คือทำให้การเมืองของภาคประชาชนนำหน้า แล้วพรรคการเมืองที่ก้าวหน้านั้นจะมีประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก 


แต่ว่าถ้าพรรคการเมืองเลี้ยวขวา หรือมุ่งหวังแต่เป็นรัฐบาลอย่างเดียว คุณก็จะแยกตัวเองออกจากประชาชนไป แน่นอน...ประชาชนก็อ่อนแอลง แต่พรรคการเมืองก็อ่อนแอลงด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอให้ประชาชนในส่วนที่ก้าวหน้ายังพยายามเดินทางต่อไป ดิฉันก็อายุมากแล้วนะ แต่ว่าก็คงจะไม่เหมือนบางคนที่ยังจะพยายามลงมานำการต่อสู้ ซึ่งสงสัยว่ามาทำการต่อสู้เพื่ออะไร บอกเลยว่าไม่ล้มรัฐบาล แล้วไปเล่นประเด็นชาตินิยมเป็นหลัก ดิฉันก็ตั้งข้อสงสัยว่า ผู้นำมวลชนในอดีตซึ่งเป็นฝ่ายมวลชนของระบอบอำมาตยาธิปไตยเต็มที่ ในครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริงใจประมาณแค่ไหน หรือจริง ๆ แล้วก็คือเพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงิน


เพราะฉะนั้น ประชาชนก็คงไม่หลงกลในเรื่องนี้ เดินทางต่อไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะว่าประเทศไทยนั้นยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ขณะนี้เป็นประชาธิปไตยของระบอบอำมาตยาธิปไตยค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #วุฒิสมาชิก #สว #วิกฤตการเมืองไทย


วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

‘ชยพล’ ถาม กกต. จงใจไม่สืบสวนปมฮั้ว สว. หรือไม่ หลังประชาชนขุดหลักฐานได้มากกว่า


‘ชยพล’ ถาม กกต. จงใจไม่สืบสวนปมฮั้ว สว. หรือไม่ หลังประชาชนขุดหลักฐานได้มากกว่า


วันที่ 10 กันยายน 2569 ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระที่สอง ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ได้อภิปรายงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระและอัยการ มาตรา 32 โดยได้อภิปรายทั้งงบสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในโครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น


ชยพลกล่าวว่า โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้นเป็นโครงการที่มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายอยู่ที่จำนวน 100 คนต่อปีในการอบรม งบประมาณจะตกอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาทต่อคนต่อปี


ชยพลตั้งคำถามว่า ประสิทธิภาพของโครงการดังกล่าวนั้นดีแค่ไหน แล้วทางคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับงบประมาณก้อนนี้อย่างรอบคอบถี่ถ้วนแล้วหรือไม่ ว่าผลประกอบการ ผลสัมฤทธิ์ของการอบรมนี้ดีอย่างไร เพราะจากที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเลือก สว. ก็จะทำให้เราเห็นว่า มันมีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมจากทางฝั่งประชาชน และภาคประชาสังคม นอกเหนือจากที่ได้มีการสืบสวนโดยฝั่ง กกต. และจากที่ทางภาคประชาชนนทำการสืบสวนเพิ่มเติม ก็มีข้อมูลที่ละเอียดกว่า ลึกกว่า หรือมีการเปิดในประเด็นหลายๆ อย่างที่เราก็ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเป็นเหตุที่จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. ว่าในฐานะที่เป็นผู้ที่มีอำนาจในการที่จะเรียกสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานโดยตรง กลับกลายเป็นว่าทางฝั่งประชาชนทั่วไปสามารถสืบสวนสอบสวนได้มากกว่า จึงจำเป็นที่ต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของการใช้จ่ายงบประมาณก้อนนี้


ชยพลยกตัวอย่างให้เห็นถึงประสิทธิภาพเรื่องของการสืบสวนสอบสวน โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเปิดเผยข้อมูลกันหลายครั้ง ที่เราสามารถเห็นได้ตามหน้าข่าวโดยทั่วไปว่า เป้าหมายของขบวนการฮั้ว สว. จะพุ่งเป้าไปที่จังหวัดและอำเภแเล็กๆ ซึ่งในนั้นมีจังหวัดนครพนมอยู่ในนั้นด้วย โดยมีการไปรวมตัวกันอยู่ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีหลายจังหวัดไปรวมตัวกันอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว และจังหวัดนครพนมนั้นก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีพยานหลักฐานมากมายที่บอกว่ามีการรวมตัวกันในกลุ่มผู้สมัคร สว.


ยกตัวอย่างเช่น กรณี สว. สิทธิกร ธงยศ พร้อมรายชื่อของผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ที่อยู่ติดตัว สว. ดังกล่าว โดยผู้เชี่ยวชาญชื่อ วัฒนวดี ศิริศักดิ์ ส่วนผู้ชำนาญการคนที่ 1 คือ อภิรักษ์ วรกุล โดยผู้ชำนาญการคนที่ 1 ของ สว.สิทธิกร ปรากฏว่าในระหว่างการดำรงตำแหน่ง ก็ได้เห็นภาพจำนวนมาก ที่ได้เห็นว่ามีการไปช่วยหาเสียงให้กับพรรคการเมืองพรรคการเมืองหนึ่ง


นอกจากนี้ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว สว. ก็ยังพบภาพถ่ายที่ใส่ชุดเสื้อแจ็กเก็ตของพรรคภูมิใจไทยปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยๆ หากลองไล่ดูตามประวัติและติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ชำนาญการคนที่ 1 ของ สว.สิทธิกร มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีการพูดถึง หรือมีการระบุ หรือมีภาพ หรือผลงานใดๆ เลยก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้ สว. แต่ปรากฏว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งมานี้ มีแต่การทำงานให้กับเพื่อนสมาชิกของ สส. นครพนม เขต 1 ของพรรคภูมิใจไทย ศุภพานี โพธิ์สุ ชยพลจึงเห็นว่าทาง กกต. ควรจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมด้วยเหมือนกัน ว่ามีการเกี่ยวข้องกันอย่างไร


นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.วัฒนวดี ศิริศักดิ์ โดยที่ผ่านมาก็จะมีภาพความเคลื่อนไหวที่อยู่ใกล้ชิดกับบุคคลในพรรคภูมิใจไทยตลอดเวลา โดย ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส. ของพรรคภูมิใจไทย ที่มีการโพสต์ภาพการทำงานของอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในภาพที่ทางท่านศุภชัยเองเป็นคนโพสต์ในเฟซบุ๊ก ก็จะเห็นวัฒนวดีคนนี้อยู่คู่กายตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันนั้น ปรากฏว่าก็ไม่มีความเคลื่อนไหวในการทำงานให้กับ สว. เลยแม้แต่น้อย เลยต้องสอบถามด้วยว่า ตกลงสรุปแล้วจะเป็นทีมงานของ สว. หรือจะเป็นทีมงานของพรรคการเมืองกันแน่


นอกจากนี้ ชยพลยังตั้งคำถามเรื่องงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้นว่า ความจริงแล้วได้ผลหรือไม่ แค่ตัวอย่างดังกล่าวที่ได้ยกขึ้นมานั้น ก็เพียงพอจะตั้งคำถามได้ เพราะ สว. ท่านนี้ก็มีรายชื่อที่ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในคนที่ไปร่วมอยู่ที่ตัวโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ด้วยเหมือนกัน รวมถึง ศุภชัย โพธิ์สุ ที่ได้ยอมรับว่าเดินทางไปยังโรงแรมดังกล่าว และมีพยานหลักฐานที่มีการระบุด้วยเหมือนกันว่าทั้งสองท่านนั้นไปปรากฏตัวอยู่ที่การรวมตัวแนะนำตัวกันของท่านผู้ที่มีสิทธิ์ในการที่จะเลือก สว. ระดับประเทศ ที่โรงแรมที่จังหวัดอยุธยา


ชยพลถามว่า กกต. ได้สืบสวนสอบสวนต่อหรือไม่ ว่าสรุปแล้วบุคคลทั้งสองเป็นทีมงานของ สว. หรือทีมงานจังหวัดนครพนมของพรรคภูมิใจไทยกันแน่ จึงอยากจะถามต่อว่า กกต. แท้จริงแล้วไม่ได้ตั้งใจที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพทางด้านการสืบสวนสอบสวน แต่ว่า กกต. นั้นก็รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ถึงได้จงใจที่จะไม่สืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนมากกว่า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โกงเลือกสว #อภิปรายงบ70 #งบ70

‘พนิดา’ เสนอหั่นงบ กกต. 11.9 ล้าน ชี้ปัญหาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขาดความสามารถ แต่ระบบต้องรับประกันความเป็นอิสระ


‘พนิดา’ เสนอหั่นงบ กกต. 11.9 ล้าน ชี้ปัญหาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขาดความสามารถ แต่ระบบต้องรับประกันความเป็นอิสระ


วันที่ 10 กันยายน 2569 ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 11,914,000 บาท จากโครงการอบรมหลักสูตรพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น โดยยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แต่เห็นว่าปัญหาสำคัญของ กกต. อยู่ที่หลักประกันด้านความเป็นอิสระและกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง


พนิดาระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่สืบสวนไต่สวนคดีเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากต้องทำงานกับพยานบุคคล พยานเอกสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ตั้งคำถามว่า หากเจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างเต็มที่แล้ว ผลการทำงานกลับสามารถถูกกลับมติด้วยกลไกอีกชุดหนึ่ง การใช้งบประมาณเกือบ 12 ล้านบาทเพื่ออบรมบุคลากรจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร


พนิดายกกรณีการสอบสวนคดีทุจริตการเลือก สว. ปี 2567 เป็นกรณีศึกษา โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI มีหนังสือถึง กกต. แจ้งว่าคดีมีมูล ต่อมา 28 มีนาคม 2568 กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ DSI เข้าร่วม 3 คน คณะดังกล่าวใช้เวลาพิจารณาประมาณ 4 เดือน ประชุมเกือบ 100 ครั้ง เชิญพยานมากกว่า 800 คน และรวบรวมเอกสารกว่า 90,000 หน้า ก่อนสรุปความเห็นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย


อย่างไรก็ตาม ต่อมา กกต. ได้แต่งตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยพนิดาตั้งข้อสังเกตถึงที่มาและกระบวนการทำงานของคณะดังกล่าว เนื่องจากผลการพิจารณาแตกต่างจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 อย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่วันที่ 12 มีนาคม 2569 จะมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 ราย


“คณะหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการสอบพยาน 800 กว่าปาก เอกสาร 90,000 หน้า เสนอว่ามีพยานหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าควรจะดำเนินการส่งศาล แต่อีกคณะหนึ่งกลับมีความเห็นตรงกันข้ามทั้งหมด” พนิดากล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อว่า หากผลการพิจารณาแตกต่างกันอย่างมาก กกต. ต้องสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่าเกิดจากเหตุผลใด


พนิดากล่าวว่า ในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ ได้พยายามเชิญ กกต. เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 รวมถึงสอบถามถึงที่มาของการแต่งตั้งคณะดังกล่าว เหตุใดจึงต้องตั้งคณะพิเศษขึ้นมา ทั้งที่มีอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอยู่แล้ว 35 ชุด รวมถึงต้องการทราบว่าคณะดังกล่าวมีประสบการณ์ด้านคดีเลือกตั้งหรือไม่ และใช้กระบวนการใดในการพิจารณาสำนวน


นอกจากนี้ยังตั้งคำถามว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ได้เชิญคณะไต่สวนชุดที่ 26 หรือ DSI เข้ามาชี้แจงหรือไม่ ได้อ่านสำนวนกว่า 90,000 หน้าด้วยตัวเองหรือไม่ และมีการสอบพยานเพิ่มเติมหรือประสานขอข้อมูลจาก DSI หรือไม่ โดยอ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมพบว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ไม่ได้เชิญ DSI หรือคณะพนักงานไต่สวนชุดที่ 26 มาชี้แจง และมีการประชุมประมาณ 30 กว่าครั้ง ขณะที่ชุดที่ 26 ประชุมเกือบ 100 ครั้ง


พนิดายังยกตัวอย่างเส้นทางการเงินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีข้อมูลว่าบุคคลหนึ่งเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองและได้รับการโอนเงิน ก่อนมีการโอนต่อให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในอำเภอเดียวกัน ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 และ DSI มีความเห็นสอดคล้องกันว่าเส้นทางการเงินดังกล่าวเข้าข่ายความผิด แต่อนุกรรมการชุดที่ 36 กลับเห็นว่าไม่พบความผิดปกติ พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการพิจารณาพยานหลักฐานของ กกต.


พนิดายังกล่าวถึงกรณีผู้สมัคร สว. ในหลายจังหวัด เช่น ปทุมธานี ชลบุรี และนครราชสีมา ซึ่ง กกต. เคยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แม้พยานหลักฐานที่ปรากฏจะเป็นเพียงข้อความผ่าน Line ในลักษณะเชิญชวนหรือแลกคะแนน โดยไม่ปรากฏเส้นทางการเงินหรือการเสนอผลประโยชน์อื่นตอบแทน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดมาตรฐานในการพิจารณาคดีโกงเลือก สว. 229 รายจึงแตกต่างออกไป


ในประเด็นข้อกฎหมาย พนิดาโต้แย้งแนวคิดที่ว่าการส่งคดีไปยังศาลจะต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัย โดยชี้ว่า มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดว่า หากมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่นที่ทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา


พร้อมระบุว่า ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่คือศาลฎีกา ขณะที่ กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ยังระบุให้ศาลฎีกานำสำนวนไต่สวนของ กกต. มาพิจารณาเป็นหลัก


พนิดากล่าวว่า หากมีพยานหลักฐานจำนวนมากจนคณะกรรมการไต่สวนชุดหนึ่งเห็นว่าควรดำเนินการ เหตุใด กกต. จึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา แต่กลับใช้กลไกอีกชั้นหนึ่งเพื่อยุติเรื่องก่อนถึงศาล พร้อมย้ำว่าปัญหาของ กกต. ไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนขาดความสามารถ แต่อยู่ที่ระบบจะรับประกันได้หรือไม่ว่า ผลงานของเจ้าหน้าที่จะได้รับการพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ


“ไม่ได้ต้องการองค์กรที่เจ้าหน้าที่เก่งขึ้นแต่ขาดอิสระ ไม่ได้ต้องการสำนวนที่หนาขึ้นแต่ถูกใช้เป็นเพียงเอกสารประกอบการตัดสินใจที่มาตรฐานไม่ชัดเจน” พนิดากล่าว


ท้ายที่สุด พนิดาระบุว่า ก่อน กกต. จะขอใช้งบประมาณจากประชาชนเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม กกต. ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนจนเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะให้คุณค่ากับผลงานและพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างไร พร้อมเสนอปรับลดงบประมาณโครงการอบรมพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น จำนวน 11,914,000 บาท ทั้งโครงการ โดยเห็นว่างบประมาณดังกล่าวยังไม่ใช่คำตอบของปัญหาที่แท้จริงของ กกต.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบ70 #อภิปรายงบ70 #กกต

‘พริษฐ์’ ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน หวั่นถูกใช้หนุน “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย” แฉพิรุธ “อนุฯ 36” ฟอกขาวขบวนการโกง สว. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเกลี้ยง จี้ตัดงบสอบสวนออกทั้งหมด



‘พริษฐ์’ ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน หวั่นถูกใช้หนุน “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย” แฉพิรุธ “อนุฯ 36” ฟอกขาวขบวนการโกง สว. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเกลี้ยง จี้ตัดงบสอบสวนออกทั้งหมด


วันที่ 10 กันยายน 2569 ในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์กรอิสระ (มาตรา 32) โดยเสนอขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและวัตถุประสงค์ในการใช้นำงบประมาณขององค์กรดังกล่าว


พริษฐ์เริ่มต้นอภิปรายโดยชี้ว่า การที่สภาฯ จะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบฯ ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ได้ขอเสนอจัดสรรงบประมาณรวม 2,700 ล้านบาท โดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา ตนไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภาฯ แห่งนี้กำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่


พริษฐ์ยกกรณีศึกษาบทบาทของ กกต. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับขบวนการโกงการเลือก สว. ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. อย่างโจ่งแจ้ง และสังคมกำลังกังวลว่าในอีก 4 วันข้างหน้า กกต. จะลงมติตัดตอนเรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล พร้อมระบุว่า สมมติฐานของตนต่อ กกต. ได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยตั้งคำถามว่า กกต. ปล่อยปละละเลยหรือไม่ มาถึงวันนี้กลับกังวลว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนของ กกต. “มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ” กับขบวนการโกง สว. ตั้งแต่แรกหรือไม่


พริษฐ์ได้ลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติของขบวนการโกง สว. โดยย้อนไปตั้งแต่ช่วงเริ่มกระบวนการวางแผนยึดกุมวุฒิสภา มีการแบ่งทีมและงบประมาณในห้องประชุมของพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง สิ่งที่ กกต. ทำกลับเป็นการออกระเบียบการเลือก สว. ที่เอื้อต่อแผนดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น


เมื่อกระบวนการเดินทางมาสู่การเปิดรับสมัคร มีการจัดตั้งและจ้างคนลงสมัครจำนวนมากเพื่อโหวตให้คนในขบวนการ แต่ กกต. กลับทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบได้ รวมถึงกรณีที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา ซึ่งตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว


จนกระทั่งมาถึงการเลือกระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก เข้าไปใช้ในการเลือกระดับประเทศ แต่ กกต. ก็ปล่อยผ่าน จนกระทั่งช่วงบ่ายถึงค่อยเตือน เมื่อผู้สมัครไม่ฟัง และ กกต. ยึดโพยมาได้ ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อ จนกระทั่งบางคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว. หรือแม้กระทั่งเป็นประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน


พริษฐ์ชี้ว่า เมื่อนำเส้นทางขบวนการโกง สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบจับคู่กัน หลักฐานฟ้องว่าทั้งสองเส้นทางเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย เปรียบเหมือนถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิทที่มีซอยเชื่อมถึงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง แต่น่าเสียดายที่ตรงแยกพระโขนงไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่


นอกจากนี้ พริษฐ์ยังกล่าวถึงคลิปเสียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงแรม B2 รังสิต จังหวัดปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งเจ้าของเสียงในคลิปยอมรับเองว่าเป็นเสียงของตน โดยในคลิปมีการพูดกับผู้สมัคร สว. ว่า “สิ่งต่างๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในดูแลพวกเรา เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่ทำเพื่อข้างบน” ซึ่งประโยคที่ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเรา หากไม่ได้หมายถึง กกต. ก็คิดไม่ออกว่าจะหมายถึงใคร นำมาสู่การตั้งคำถามถึงงบประมาณที่ กกต. ขอมาเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริต เช่น งบอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น 11.9 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.8 ล้านบาท ว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่


ต่อมา พริษฐ์ได้อภิปรายเจาะลึกถึงประสิทธิภาพในขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกง สว. ของ กกต. ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบของ “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ละเอียดรอบคอบ สอบพยานกว่า 700 ปาก ทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า และมีข้อสรุปสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน โดยมี 138 คนเป็น สว. และอีก 21 คนเป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลการสอบสวนระบุชัดว่ากรรมการบริหารและ สส. พรรคภูมิใจไทยมีพฤติการณ์ช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกอันฝ่าฝืนมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.


ขั้นตอนที่สอง ในชั้นเลขาธิการ กกต. มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคนเช่นกัน รวมถึง สว. อย่างน้อย 136 คนในโพย และรัฐมนตรีหรือ สส. จากพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยอีก 3 คนที่มีหลักฐานโดยตรง


อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนที่สาม ซึ่งตรวจสอบผ่าน “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36” พริษฐ์ตั้งคำถามถึงความผิดปกติใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการที่ กกต. ตั้งคณะอนุฯ พิเศษนี้ขึ้นมาอย่างผิดสังเกต ทั้งที่โดยปกติ กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยฯ ทำงานหมุนเวียนอยู่แล้ว 35 คณะ เพื่อไม่ให้รู้ล่วงหน้าว่าคณะใดรับผิดชอบคดีไหน แต่ กกต. กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมเข้ามาช่วยเหลือบางฝ่าย และแม้ กกต. จะอ้างว่า 35 คณะเดิมภาระงานแน่น แต่จากการตรวจสอบพบว่า 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็คือนั่งอยู่ในอนุฯ 35 ชุดเดิมอยู่แล้ว เหตุผลของ กกต. จึงฟังไม่ขึ้น


ประเด็นถัดมาคือการทำงานที่สอดรับกับธงทางการเมือง โดยอนุฯ ชุดที่ 36 พยายามวางตนเป็นเหมือนศาล ตีตกหลักฐานโดยอ้างว่ายังไม่สิ้นข้อสงสัย ทั้งที่ตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่เพียงส่งฟ้องหาก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต รวมถึงเมื่อหลักฐานสาวไปถึงนักการเมืองใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ก็พยายามตีกรอบกฎหมายปกป้อง หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าการโกงไม่ได้ทำเป็นขบวนการ


ประเด็นสุดท้าย คือผลลัพธ์ที่ขัดกับพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง โดยอนุฯ ชุดที่ 36 มีข้อสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว


พริษฐ์ยังชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการวินิจฉัยของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่ได้รับเบี้ยประชุมรวมกันหลักแสนบาท แต่กลับเชื่อในเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งการเชื่อว่าเบอร์ในโพยที่ตรงกับเบอร์ในบัตรเลือกตั้งเป๊ะๆ เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต หรือกรณีผู้ช่วย สส.สุราษฎร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนก่อนวันเลือก 1 วัน เป็นเพียงเรื่องบังเอิญต้องใช้หนี้ บังเอิญเช่าพระ หรือบังเอิญซื้อปุ๋ยในวันเดียวกัน รวมถึงกรณี สว.นครพนม ที่มีคลิปเสียงเสนอเงินและตำแหน่ง มีหลักฐานโอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร 7 คน และมีพยานยืนยันว่าร่วมประชุมที่โรงแรมกับอดีตรองประธานสภาฯ ก็ถูกเชื่อว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตและไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง


ช่วงท้าย พริษฐ์กล่าวสรุปว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงควรถูกตัดออกทั้งหมดให้เหลือศูนย์ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่โควตางบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็อาจจะได้คำตอบเดียวกัน


พริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในวันที่ 14 กันยายนนี้ หาก กกต. ทั้ง 7 คนมีมติเดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 ที่สวนทางกับพยานหลักฐาน สภาฯ แห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบประมาณต่างๆ ให้ กกต. เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบ70 #อภิปรายงบ #โกงเลือกสว