วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กมธ.ปภ. จี้ รบ. แจงตัวเลขระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาขัดแย้งกัน ทำประชาชนสับสน เตรียมรับน้ำไม่ถูก


กมธ.ปภ. จี้ รบ. แจงตัวเลขระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาขัดแย้งกัน ทำประชาชนสับสน เตรียมรับน้ำไม่ถูก 


วันที่ 1 ตุลาคม 2569 คณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย (กมธ.ปภ.) นำโดย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ปภ. , ณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ สส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคประชาชน และ นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 และโฆษกประจำคณะกรรมาธิการ แถลงผลการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยเน้นย้ำถึงวิกฤตการบริหารจัดการน้ำและความล้มเหลวในการบูรณาการข้อมูลของรัฐบาล


ณฐชนน กล่าวถึงปัญหาการเตือนภัยของรัฐว่า ระบบเตือนภัยอย่าง Cell Broadcast มักจะส่งล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริงมาก เช่น กรณีน้ำท่วมหมู่บ้าน Modern City ที่ระยอง ซึ่งประชาชนต้องอพยพไปโรงเรียนก่อนแล้ว 1-2 ชั่วโมง ข้อความถึงจะส่งมา นอกจากนี้ หน่วยงานอย่าง ปภ. และ สทนช. มักปฏิเสธความรับผิดชอบและอ้างว่าเป็นหน่วยงานปลายทาง ทั้งที่ควรเป็นร่มใหญ่และทำงานเชิงรุก พร้อมยกตัวอย่างกรณีฝายกากตะกอนแร่ที่ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีพังทลาย แต่ไม่มีการแจ้งเตือนประชาชนว่าน้ำปลอดภัยต่อการใช้สอยหรือไม่


ณฐชนนยังได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการถอดบทเรียนของหน่วยงานที่ยังขาดมาตรฐานขั้นต่ำ และเสนอให้เปลี่ยน KPI ของหน่วยงานใหม่ โดยเลิกวัดจากการส่งหนังสือหรือรายงาน แต่ให้วัดผลลัพธ์ที่แท้จริงว่าประชาชนได้รับข้อความเตือนภัยทั่วถึงเพียงใด


ด้าน นฤมาศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ในภาคตะวันออกว่า พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรายังคงประสบภัยน้ำท่วมสูงและรอคอยความช่วยเหลือ ส่วนอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำแห่งสุดท้าย เริ่มมีมวลน้ำไหลเข้าพื้นที่แล้วแม้ฝนจะไม่ตก พร้อมกันนี้ได้เตือนภัยวิกฤตซ้อนวิกฤตจากกรณีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมทั่วภาคตะวันออก โดยพบน้ำชะกากตะกอนเคมีมีคราบสายรุ้งมันวาวใกล้บ่อฝังกลบของเสียอันตรายในอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งกำลังไหลสู่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพของประชาชน แต่วิกฤตนี้ยังไม่มีการประสานข้อมูลไปยังกรม ปภ. เพื่อส่ง Cell Broadcast เตือนภัยแต่อย่างใด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันกฎหมาย PRTR เพื่อเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารมลพิษให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้


จากนั้น ภัทรพงษ์ เปิดเผยว่า ผลการประชุมสะท้อนปัญหาชัดเจนเรื่องการทำงานที่ไม่ประสานกันระหว่างหน่วยงานจัดการน้ำและภัยพิบัติ โดยยกตัวอย่างกรณีตัวเลขการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อวานนี้ ซึ่งมีความสับสนอย่างมาก โดยเริ่มจาก รองโฆษกรัฐบาลระบุตัวเลขการระบายน้ำที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่กรมชลประทาน ได้ออกมาแย้งทันทีว่าเป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าเป็น 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แล้วทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีออกมาย้ำตัวเลขที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที


อย่างไรก็ตาม ทางกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เข้ามายืนยันในที่ประชุม กมธ. วันนี้ว่า มติที่ประชุมเมื่อวานนี้ที่รองนายกรัฐมนตรีพูดคือ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที


"สิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารกับประชาชนและสังคมเมื่อวานนั้นคือการโกหกประชาชนชัด ๆ ผลกระทบไม่ตกกับใคร แต่ตกกับประชาชนที่ต้องรับน้ำโดยไม่รู้ตัวว่าน้ำจะขึ้นขนาดไหน" ภัทรพงษ์กล่าว


จากข้อมูลของกรมชลประทานและ สทนช. ในที่ประชุม กมธ. วันนี้ สถานการณ์การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเวลา 06:00 น. วันนี้ ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อมาในเวลา 09:00 น. ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2,320 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และกำลังจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นเป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันพรุ่งนี้


ภัทรพงษ์ จึงเห็นว่า กมธ.ปภ. จะต้องเร่งสื่อสารข้อมูลนี้ให้ประชาชนเตรียมรับมือทันที เนื่องจากภาครัฐไม่มีการแจ้งเตือนที่ชัดเจนเพียงพอ


ส่วนการเยียวยาประชาชนนั้น ภัทรพงษ์ระบุว่ารัฐบาลต้องมีความชัดเจนในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเงินทดรองราชการ งบกลาง หรือระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ (กรณีเกิดเหตุหลัง 1 ตุลาคม) รวมถึงงบช่วยเหลือจากท้องถิ่น 


ภัทรพงษ์ ยังเน้นย้ำว่า กฎเกณฑ์ หนังสือ และเอกสารรับรองต่างๆ ควรถูกตัดออกให้หมด ประชาชนเผชิญความยากลำบากมามากพอแล้ว จึงไม่ควรต้องมาเจออุปสรรคในขั้นตอนการรับเงินเยียวยาอีก พร้อมทั้งทวงสัญญาที่รองนายกรัฐมนตรีเคยระบุไว้ว่าสามารถจ่ายเงินเยียวยาได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เอกสาร ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เป็นจริง


ช่วงท้าย ภัทรพงษ์ ได้กล่าวสรุปนัดหมายการประชุมครั้งต่อไปใน วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคมนี้ เวลา 09:30 น. ที่สภาผู้แทนราษฎร โดยจะเชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (ผู้กำกับดูแล ปภ.), ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร, กรมอุตุนิยมวิทยา และกรม ปภ. มาร่วมหารือถึงปัญหาและแนวทางการจัดการสาธารณภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาว่าฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐบาลจะสามารถสนับสนุนเพิ่มเติมในจุดใดได้บ้าง


#UDDnews #UDDnews #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569




เครือข่าย 6 ตุลาฯ ยื่นหนังสือ “พรรคประชาธิปัตย์ ” ชวนร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 คืนเสรีภาพให้ประชาชน

 


เครือข่าย 6 ตุลาฯ ยื่นหนังสือ “พรรคประชาธิปัตย์ ” ชวนร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 คืนเสรีภาพให้ประชาชน 


ภายหลังจากวันที่ 22 กันยายน 2569 ได้มีการยื่นหนังสือที่ทำการพรรคภูมิใจไทย และที่ทำการพรรคประชาชนแล้วนั้น


วันนี้ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา แยกเกียกกาย เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ นำโดย Thumb Rights และประชาชนเข้ายื่นหนังสือต่อ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” เชิญชวนร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ คืนเสรีภาพให้ประชาชน โดยเรียกร้องถึงพรรคการเมืองในรัฐสภาให้ร่วมกันยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขเพิ่มโทษกฎหมายหลายมาตรา รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้มีโทษสูงขึ้นโดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภา เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายและคำสั่งที่ยังมีผลตกทอดจากคณะรัฐประหารไม่ควรดำรงอยู่โดยปราศจากการทบทวน พร้อมเชิญชวนทุกพรรคการเมืองร่วมกันสะสางมรดกจากรัฐประหาร เพื่อยืนยันหลักการว่ากฎหมายควรมาจากประชาชนและประเทศควรถูกกำหนดผ่านระบอบประชาธิปไตย โดยก่อนหน้านี้มีการยื่นหนังสือแล้วที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน


โดยพรรคประชาธิปัตย์ มีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นตัวแทนรับหนังสือ พร้อมด้วยโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง 


นายสาทิตย์ กล่าวว่าสำหรับบรรดาพรรคการเมืองในรัฐสภาที่ยังมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ปี 2519 จนถึงปัจจุบันมีเพียงพรรคเดียว คือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ความจริงแล้วถ้าหากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ รัฐบาลพลเรือนที่ถูกยึดอำนาจคือรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และมีรัฐมนตรี 3 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกไล่ล่าจนต้องหนีเอาชีวิตรอด หนึ่งในนั้นคือ ชวน หลีกภัย เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเผด็จการที่เข้ามายึดอำนาจในขณะนั้น หลังจากนั้นมาจุดยืนของพรรคมีการต่อสู้กับเผด็จการทหารในยุคนั้นอย่างเข้มข้น แต่ก็เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ในยุคหลังมาพรรคอาจจะถูกกล่าวหาอีกหลายเรื่อง แต่ตนเรียนว่าพรรคประชาธิปัตย์ในยุคอภิสิทธิ์ ​เวชชาชีวะ เราเปิดกว้างที่จะรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายและยึดหลักประชาธิปไตยเป็นหลัก 


สาทิตย์กล่าวว่า พรรคจะรับเรื่องไปพิจารณาร่วมกับอีกหลาย ๆ เรื่องที่เคยทำมาในอดีต อย่างน้อยพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการยกเลิก พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ และตามที่พูดถึงว่าการแก้ไขกฎหมายให้สำเร็จด้วยพรรคการเมืองเดียวนั้นอาจทำไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็มียุครุ่งเรืองและยุคตกต่ำ ปัจจุบันเรามี สส. 21 คน และเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ไม่ใช่เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรายินดีที่จะรับหนังสือนี้ไปพิจารณา และแนวความคิดที่เสนอมานั้น ก็คิดว่าถึงจุดหนึ่งประวัติศาสตร์หน้าการเมืองต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น


ในวาระ50 ปี 6 ตุลา เชิญชวนเป็น 1 ใน 50,000 ชื่อ รื้อกฎหมายคณะรัฐประหาร ร่วมลงชื่อออนไลน์ได้ที่ https://decoup6octsins.com/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาธิปัตย์ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา #6ตุลา #6ตุลา2519





















เครือข่าย 6 ตุลาฯ ยื่นหนังสือ “พรรคเพื่อไทย” ชวนร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 คืนเสรีภาพให้ประชาชน

 


เครือข่าย 6 ตุลาฯ ยื่นหนังสือ “พรรคเพื่อไทย” ชวนร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 คืนเสรีภาพให้ประชาชน 


ภายหลังจากวันที่ 22 กันยายน 2569 ได้มีการยื่นหนังสือที่ทำการพรรคภูมิใจไทย และที่ทำการพรรคประชาชนแล้วนั้น


วันนี้ 1 ต.ค. 2569 เวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา แยกเกียกกาย เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ นำโดย Thumb Rights และประชาชนเข้ายื่นหนังสือต่อ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” เชิญชวนร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ คืนเสรีภาพให้ประชาชน โดยเรียกร้องถึงพรรคการเมืองในรัฐสภาให้ร่วมกันยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขเพิ่มโทษกฎหมายหลายมาตรา รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้มีโทษสูงขึ้นโดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภา เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายและคำสั่งที่ยังมีผลตกทอดจากคณะรัฐประหารไม่ควรดำรงอยู่โดยปราศจากการทบทวน พร้อมเชิญชวนทุกพรรคการเมืองร่วมกันสะสางมรดกจากรัฐประหาร เพื่อยืนยันหลักการว่ากฎหมายควรมาจากประชาชนและประเทศควรถูกกำหนดผ่านระบอบประชาธิปไตย โดยก่อนหน้านี้มีการยื่นหนังสือแล้วที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน


สำหรับการยื่นหนังสือในวันนี้ พรรคเพื่อไทย มีจาตุรนต์ ฉายแสง และอดิศร เพียงเกษ เป็นตัวแทนรับหนังสือและกล่าวว่า ตนตั้งใจจะนั่งสนทนาถึงประเด็นที่มายื่นหนังสือกันในวันนี้ เราสองคนเป็นผู้ถูกกระทำจากการรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ซึ่งคนใช้คำนี้กันไม่มากนักในช่วงหลายสิบปีมานี้ เนื่องจากคนมักจะใช้คำสั้น ๆ กันว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และคนจะนึกถึงการล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง ตนยืนยันมาตลอดว่าเหตุการณ์ “6 ตุลา” ไม่ใช่เรื่องเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่มันคือการรัฐประหารในเย็นวันนั้นที่มีผลต่อทุกมหาวิทยาลัยและประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการใช้คำว่า “เราเป็นผู้ถูกกระทำจากการรัฐประหาร 6 ตุลา” เป็นการใช้คำที่ตนคิดว่าตรงกับความเป็นจริง


จาตุรนต์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา การเสนอประเด็นและการเรียกร้องในเหตุการณ์ 6 ตุลา มักจะเป็นการพูดถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐที่กระทำต่อประชาชนที่ต้องการเสรีภาพประชาธิปไตย ทำให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย เป็นบทเรียนที่สังคมควรจะนำมาคิดเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการกระทำซ้ำ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีการพูดถึงเช่นกัน คือ ต้องเห็นความเลวร้ายของการรัฐประหาร ที่ทำให้สังคมย้อนกลับจากที่เป็นประชาธิปไตยไปเป็นเผด็จการอย่างเกือบจะสมบูรณ์ หลังจาก 6 ตุลา 2519 ยังมีรัฐประหารปี 2520, 2534 และสลับด้วยการมีประชาธิปไตยหลังมีปฏิรูปการเมืองหลังปี 2535 เรื่อยมาจนมีรัฐธรรมนูญปี 2540 และมีรัฐประหารอีกในปี 2549 


จาตุรนต์กล่าวว่า เพราะฉะนั้นในเบื้องต้น พรรคเพื่อไทยพร้อมศึกษาหาทางแก้ปัญหาลบมรดกจากการรัฐประหาร 6 ตุลา แต่อาจต้องเชื่อมโยงมรดกจากการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 ร่วมด้วย เนื่องจากการรัฐประหารครั้งดังกล่าวยังคงมีผลต่อสังคมไทย และทำให้เกิดการจำกัดสิทธิเสรีภาพมาจนทุกวันนี้ ทับซ้อนความเลวร้ายจากการรัฐประหาร 6 ตุลา


หลังจากนั้นเครือข่ายได้ยื่นหนังสือต่อพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป


ในวาระ50 ปี 6 ตุลา เชิญชวนเป็น 1 ใน 50,000 ชื่อ รื้อกฎหมายคณะรัฐประหาร ร่วมลงชื่อออนไลน์ได้ที่ https://decoup6octsins.com/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา #6ตุลา #6ตุลา2519
























สิ้นสุดการคุมขังกว่าสามปี! ศาลอาญาสั่งปล่อยตัว “คเชนทร์” จากเรือนจำกลางบางขวาง “ประวิตร - ขจรศักดิ์” จากเรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา คดีชุมนุมทะลุแก๊ซปี 2564 เหตุได้รับนิรโทษกรรม คงเหลือผู้ต้องขังการเมือง 49 คน

 


สิ้นสุดการคุมขังกว่าสามปี! ศาลอาญาสั่งปล่อยตัว “คเชนทร์” จากเรือนจำกลางบางขวาง “ประวิตร - ขจรศักดิ์” จากเรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา คดีชุมนุมทะลุแก๊ซปี 2564 เหตุได้รับนิรโทษกรรม คงเหลือผู้ต้องขังการเมือง 49 คน

#ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. ศาลอาญานัดไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีของ “บาส” ประวิตร (สงวนนามสกุล) และนัดพร้อมเพื่อสอบถามในคดีของคเชนทร์และขจรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) สามผู้ต้องขังคดีทางการเมืองจากการชุมนุมของมวลชนอิสระหรือทะลุแก๊ซบริเวณแยกดินแดงเมื่อปี 2564 กรณีหลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอให้ยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เนื่องจากคดีเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา


กรณีของ "ประวิตร" ถูกคุมขังในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงป้อมตำรวจจราจร บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา เมื่อปี 2564   


และกรณีของ "คเชนทร์" และ "ขจรศักดิ์" สองผู้ชุมนุมทะลุแก๊สถูกคุมขัง ในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม #ม็อบ30กันยา64 ถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดปิงปอง และระเบิดขวดเข้าใส่อาคาร สน.พญาไท และวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท ในช่วงหลังเที่ยงคืน ล่วงเข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. 2564  


ผลคำสั่งดังกล่าวของศาลอาญาวันนี้ ทำให้ประวิตร ซึ่งถูกคุมขังมายาวนาน ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 2566 หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 6 ปี 4 เดือน สิ้นสุดการถูกคุมขัง 1,177 วัน หรือกว่า 3 ปี 2 เดือน  


และทำให้ "คเชนทร์ - ขจรศักดิ์" ที่ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2566 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก "คเชนทร์" 10 ปี 6 เดือน และ "ขจรศักดิ์" 11 ปี 6 เดือน พร้อมปรับคนละ 1,000 บาท 


ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทั้งสองจึงถูกคุมขังเรื่อยมา โดยไม่เคยได้รับการประกันตัว จากผลคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการสิ้นสุดการคุมขัง 1,142 วัน หรือกว่า 3 ปี 1 เดือน  


ทั้งนี้ ประวิตรและขจรศักดิ์ จะถูกนำกลับไปปล่อยตัวที่เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา ส่วนคเชนทร์จะถูกปล่อยตัวที่เรือนจำกลางบางขวาง ภายในเย็นวันนี้ (30 ก.ย.) 


ผลจากการปล่อยตัวดังกล่าว ทำให้จำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลอยู่ คงเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 49 คน


ในส่วนของคเชนทร์ ที่ถูกปล่อยตัวที่เรือนจำกลางบางขวาง นนทบุรี เนื่องจากหมู่มิตรเดินทางได้ใกล้กว่า นอกจากครอบครัว ยังมีอาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ และมณฑา แสงปลั่ง หรือแม่มนหน้าศาล เดินทางมามาแสดงความยินดีและต้อนรับในอิสระภาพด้วยความอบอุ่น 


อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบางคนได้รับการปล่อยตัวจากพ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ยังมีอีกหลายคนในเรือนจำและนอกเรือนจำที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมจากกฏหมายดังกล่าว เนื่องจากมาตรา 112 และ 110 รวมถึงอีกบางกรณีไม่ถูกนับรวมในการนิรโทษกรรมครั้งนี้


เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการยืนหยัดและส่งพลังว่าเราไม่บืมและจะไม่ทิ้งพวกเขาได้ด้วยการลงชื่อร่วมเสนอกฏหมายในแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” เพื่อลดโทษของมาตรา 112 ด้วยกันได้


ลงชื่อได้ที่ : https://decoup6octsins.com/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ปล่อยนักโทษการเมือง #ปล่อยเพื่อนเรา #นิรโทษกรรมประชาชน #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา #50ปี6ตุลา