วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนเฝ้าระวังฝนถล่มกรุงเทพฯ ถึง 28 ก.ย. ‘ณัฐพงษ์’ แนะ กทม. จัดการ 4 เรื่องเร่งด่วน ‘ภายในคืนนี้’ พร้อมสั่ง สส.-ส.ก. ปูพรมตั้งจุดพักพิง-ประสานช่วยเหลือประชาชน

 


พรรคประชาชนเฝ้าระวังฝนถล่มกรุงเทพฯ ถึง 28 ก.ย. ‘ณัฐพงษ์’ แนะ กทม. จัดการ 4 เรื่องเร่งด่วน ‘ภายในคืนนี้’ พร้อมสั่ง สส.-ส.ก. ปูพรมตั้งจุดพักพิง-ประสานช่วยเหลือประชาชน


วันที่ 26 กันยายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนจะตกต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 28 กันยายนนี้ โดยระบุว่า ในสถานการณ์และข้อจำกัดปัจจุบัน เราต้องยอมรับความจริงว่าการบริหารจัดการให้น้ำแห้งหรือหายท่วมไปในทันทีเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้


ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการบริหารจัดการสภาวะวิกฤต (Crisis Management) ของ กทม. เพื่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด และลดความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตให้ได้มากที่สุด โดยพรรคประชาชนขอเสนอประเด็นเร่งด่วนที่ กทม. ต้องเร่งจัดการ ‘ภายในคืนนี้’ ได้แก่


1. ระดมเครื่องสูบน้ำจากส่วนกลาง โดย กทม. ต้องเร่งประสานขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากหน่วยงานส่วนกลาง ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ มาเสริมกำลังของ กทม. เพื่อช่วยระบายน้ำในจังหวะที่น้ำทะเลหนุนลดระดับลง ซึ่งถือเป็น ‘นาทีทอง’ ที่ต้องเร่งสูบน้ำออกให้ได้มากที่สุดเพื่อรองรับมวลน้ำฝนลูกใหม่ โดยสามารถวางจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามแผนที่ทิศทางการไหลของน้ำ (Flow Map) ที่ กทม. มีอยู่แล้วได้ทันที


2. ประกาศมาตรการ Work From Home (WFH) อย่างเด็ดขาด เพื่อให้การจัดการพื้นที่วิกฤตทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความชุลมุนวุ่นวายบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วน และลดความเสี่ยงที่ยานพาหนะของประชาชนจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขังสูง


3. ประกาศ ‘เส้นทางห้ามใช้’ ให้ชัดเจน โดย กทม. ต้องประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนจุดที่มีน้ำท่วมสูงวิกฤต และประกาศเป็นเส้นทางที่ห้ามรถสัญจรผ่านอย่างเด็ดขาดและทันท่วงที เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินและความปลอดภัยของประชาชน


4. จี้อธิบดีกรม ปภ. ประกาศ กทม. เป็น ‘เขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย’ เพื่อเปิดทางให้ผู้ว่าฯ กทม. สามารถระดมกำลังพล เครื่องมือ และทรัพยากรจากหน่วยงานต่างๆ เช่น เขต ตำรวจ ทหาร และสาธารณสุข มาช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดช่องให้สามารถดึงเงินทดรองราชการมาใช้ในภารกิจจัดการสาธารณภัยของ กทม. ได้ทันท่วงที


ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงการทำงานของพรรคประชาชนในพื้นที่ว่า ขณะนี้ สส.กทม. และ ส.ก.พรรคประชาชนทุกเขตไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแล้ว โดยได้เร่งประสานงานใน 5 ด้านหลัก ได้แก่


1. ประสานผู้อำนวยการเขต เพื่อจัดเตรียมจุดพักพิงชั่วคราว และประสานขอความร่วมมือภาคเอกชน เช่น ห้างสรรพสินค้าและตลาด ในการเปิดพื้นที่เป็นจุดย้ายรถหนีน้ำและจุดจอดรถฟรี


2. ประสานสำนักงานเขต ขอสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมขัง


3. ประสานงานจัดหาถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และกระสอบทราย เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและบ้านเรือนที่น้ำทะลักเข้าบ้าน


4. ประสานขอรับ Food Bank จากสำนักงานเขต เพื่อกระจายอาหารให้ผู้ที่ขาดแคลนในภาวะฉุกเฉิน


5. รวบรวมเครื่องมือเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำใน กทม. เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและติดตามสถานการณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น


“พรรคประชาชนขอส่งความห่วงใยไปถึงพี่น้องประชาชนชาว กทม. ทุกท่าน ในช่วงเวลานี้ขอให้ระมัดระวังความปลอดภัย หากน้ำเริ่มเข้าบ้าน ขอให้รีบตัดเบรกเกอร์ทันที หลีกเลี่ยงการสัมผัสเสาไฟฟ้าหรือตู้ไฟที่แช่น้ำ หากพบเห็นสายไฟขาดหรือตู้ไฟจมน้ำ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ต้องขับขี่ ยานพาหนะในพื้นที่น้ำท่วม รบกวนช่วยลดความเร็วและขับขี่ช้าๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นน้ำซัดเข้าบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน” ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้าย


หากเกิดเหตุด่วน ให้โทรแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน

- 1555 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กทม.

- 1784 สายด่วน ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

- 1130 สายด่วน กฟน. (การไฟฟ้านครหลวง)

.

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม69

‘พรรคประชาชน’ ตั้ง War Room รับมือน้ำท่วม Real-time จี้รัฐเปิดแผนเผชิญเหตุ 4 ด้าน – ‘เดชรัต’ ห่วงภาคตะวันออกตั้งโรงครัวช่วยแก่งหางแมว – สส.-ส.ก. กทม. ประสานศูนย์พักพิงรับมือน้ำท่วมค่ำนี้

 


‘พรรคประชาชน’ ตั้ง War Room รับมือน้ำท่วม Real-time จี้รัฐเปิดแผนเผชิญเหตุ 4 ด้าน – ‘เดชรัต’ ห่วงภาคตะวันออกตั้งโรงครัวช่วยแก่งหางแมว – สส.-ส.ก. กทม. ประสานศูนย์พักพิงรับมือน้ำท่วมค่ำนี้


เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 พรรคประชาชน ประกาศจัดตั้งศูนย์ประสานงานและติดตามสถานการณ์น้ำ (War Room) เพื่อทำงานเชิงรุก ประมวลผลข้อมูล และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศแบบ Real-time พร้อมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายจี้รัฐบาลเปิดแผนเผชิญเหตุ 4 ด้าน ขณะที่ทีมงานในพื้นที่เร่งตั้งโรงครัวช่วยภาคตะวันออก และเปิดจุดพักพิงชั่วคราวรับมือน้ำท่วมขังในพื้นที่ กทม. คืนนี้


เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) นำทีมตั้ง War Room ส่วนกลาง ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลหน้างานจาก สส., ส.ก., ส.จ., ส.ท., ส.อบจ. และทีมงานพรรคประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ นำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา ปริมาณฝน และระดับน้ำ เพื่อประเมินจุดวิกฤต ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉิน และแปรรูปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายยื่นต่อรัฐบาล


เดชรัต แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออก หลังพบปริมาณน้ำฝนสะสม 24 ชั่วโมงสูงถึง 150-170 มิลลิเมตร ใน จ.ตราด จันทบุรี และระยอง และสูงกว่า 200 มิลลิเมตร ใน จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว จนเกิดน้ำท่วมขยายวงกว้าง โดยเฉพาะ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และ อ.เมือง จ.ตราด ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 26-27 กันยายนนี้ จะยังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ประกอบกับอ่างเก็บน้ำหลายแห่ง เช่น อ่างฯ คลองพระสทึง (สระแก้ว) และอ่างฯ คลองประแกด (จันทบุรี) มีน้ำเกินความจุจนต้องระบายน้ำล้น


เบื้องต้น พรรคประชาชนได้จัดตั้งโรงครัว ขึ้น ณ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เพื่อประกอบอาหารแจกจ่ายชาวบ้านที่ยังเข้าไม่ถึงอาหารตั้งแต่ช่วงเช้า โดยตั้งเป้าสนับสนุนต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน และเตรียมตั้งโรงครัวเพิ่มเติมในพื้นที่ประสบภัยอื่น โดยมีศูนย์ประสานงานกลางอยู่ที่ อ.เมือง จ.ระยอง


สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สส. และ ส.ก. พรรคประชาชน ได้เร่งประสานจัดส่งถุงทรายเข้าป้องกันจุดเสี่ยงต่างๆ พร้อมเตือนรับมือน้ำท่วมขังที่จะหนักขึ้นในคืนนี้ โดยพรรคประชาชนได้ร่วมประสานจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ (โดยเฉพาะบ้านเรือนริมคลอง) ดังนี้ :

1. วัดหลักสี่ (ขอให้ประชาชนเตรียมเครื่องนอนมาเอง)

2. โรงเรียนประชาภิบาล (วงเวียนบางเขน)

3. ศาลาอเนกประสงค์ วัดลาดพร้าว

4. วัดเทวสุนทร

5. ศูนย์เด็กเล็ก สำนักงานเขตบางซื่อ — เปิดเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับชุมชนตึกแดงและพื้นที่ใกล้เคียง (พร้อมเร่งสูบน้ำออกจากคลองเปรมประชากร)

6. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร — เตรียมเปิดเป็นที่พักชั่วคราวแห่งที่ 5 ในเช้าวันพรุ่งนี้


นอกจากนี้ สำนักงานเขตบางเขน (ตรงข้ามวัดพระศรีมหาธาตุฯ) เปิดพื้นที่ให้ประชาชนนำรถยนต์ไปจอดฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และเป็นพื้นที่ปลอดภัยน้ำไม่ท่วม


พร้อมกันนี้ พรรคประชาชนได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนิน ‘แผนเผชิญเหตุ 4 ด้าน’ เพื่อป้องกันก่อนเกิดภัย ได้แก่ :

1. ศูนย์อพยพต้องพร้อม: จัดเตรียมพื้นที่และระบบสุขาภิบาลในจังหวัดเสี่ยงภัยให้ได้มาตรฐาน

2. เครื่องมือ-อุปกรณ์ต้องพร้อม: สแตนด์บายเรือ บุคลากรกู้ภัย และเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงล่วงหน้า

3. ปกป้องทรัพย์สินประชาชน: ออกมาตรการดูแลความปลอดภัยบ้านเรือนและทรัพย์สิน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจเมื่อต้องอพยพ

4. แผนเผชิญเหตุต้องชัดเจน: แจ้งเตือนผลกระทบเชิงพื้นที่อย่างเจาะจง ทั้งวัน เวลา และระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนย้ายสิ่งของได้ทัน


พรรคประชาชนขอยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งประสานความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มกำลัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม69

























วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569

จดหมายจากเรือนจำ ฉบับ 20 ก.ย. 69 'อานนท์' เขียน “ ฝน...นำความเหงามาด้วย เป็นความเหงาที่เยืยกเย็นหัวใจ อะไรที่ดลให้มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้เยือกเย็นขนาดนี้”

 


จดหมายจากเรือนจำ ฉบับ 20 ก.ย. 69 'อานนท์' เขียน “ ฝน...นำความเหงามาด้วย เป็นความเหงาที่เยือกเย็นหัวใจ อะไรที่ดลให้มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้เยือกเย็นขนาดนี้” พ.ร.บ. เสริมสร้างสันติสุข อาจทำให้ภาพความขัดแย้งที่ปกคลุมเมืองไทยตลอดระยะเวลา 20 ปีหรือกว่านั้นชัดเจนขึ้น ชัดเจนในตัวของมันเอง ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ ความเงียบคืบคลาน ทว่าความจริงกลับปรากฎอย่างชัดเจน


วันนี้ (25 กันยายน 2569) เพจเฟสบุ๊ค อานนท์ นำภา โพสข้อความจดหมายจาก อานนท์ นำภา ระบุว่า


จดหมายวันที่ 20 ก.ย. 69


20.25 น. ของคืนวันที่ 20 ก.ย. 2569 ฝนโปรยมาตั้งแต่หัวค่ำจนขณะที่จรดปากกาอยู่นี้ก็ยังโปรยไม่ขาดสาย ฝนไม่ได้นำมาซึ่งความเปียกชื้น ความหนาวเย็นเท่านั้น หากแต่นำความเหงามาด้วย เป็นความเหงาที่เยืยกเย็นหัวใจ อะไรที่ดลให้มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้เยือกเย็นขนาดนี้


ข้าง ๆ ผมที่กำลังนอนซมด้วยไข้คือ เก็ท เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวทางการเมืองและออกมาร่วมต่อสู้ตั้งแต่ปี 2563 อีกคนนอนห่มผ้า ดูทีวีอยู่คือ ไผ่ ดาวดิน น้องนักกิจกรรมที่รู้จักกันมาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 


ฝนโปรยละอองบางหยดมาเปื้อนบนจดหมาย บนจดหมายซึ่งมีทั้งเรื่องราวและความรู้สึกที่ส่งผ่านไป อาจมีคนได้อ่าน อาจมีคนสัมผัสได้ ผมภาวนา


พ.ร.บ. เสริมสร้างสันติสุข อาจทำให้ภาพความขัดแย้งที่ปกคลุมเมืองไทยตลอดระยะเวลา 20 ปีหรือกว่านั้นชัดเจนขึ้น ชัดเจนในตัวของมันเอง ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ ความเงียบคืบคลาน ทว่าความจริงกลับปรากฎอย่างชัดเจน


ทราบข่าวการต่อสู้ของเพื่อน ๆ หลายคน ทั้งเป๋า ทนายรอน ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ร่วมต่อสู้กันมานานบนถนนสายนี้ตั้งแต่แรกรู้จัก จริงอยู่ว่า “ดอกไม้ยิ่งเด็ดทิ้งจะยิ่งบาน” แต่ก็ยังมิวายห่วงใยและเอาใจช่วยทั้งสองและอีกหลาย ๆ คนที่กำลังชูช่อล่อสายตาคนพาล มวลชนจะอยู่เคียงข้างพวกเราเสมอ เท่าที่ผมผ่านการต่อสู้มาหลาย ๆ ปี มันเป็นเช่นนั้น


“ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้” และหวังว่าความปรารถนาดีตลอดจนพลังของอุดมการณ์จากทางนี้จะส่งไปถึงคนทางโน้นเช่นกัน


เชื่อมันและศรัทธา

อานนท์ นำภา

ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


สำหรับวันนี้ศาลอาญา รัชดา เบิกตัวอานนท์ นำภา พร้อมด้วย ไผ่ จตุภัทร์ มาตามนัดหมายสืบพยานจำเลย คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎรเมื่อปี 2563 


อานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาจะครบ 3 ปีแล้ว ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.ย. 69) 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย ขอให้ไม่เข้าร่วม UPOV 1991 หวั่นเอื้อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช กระทบเกษตรกร-ค่าครองชีพ ในโต๊ะเจรจา FTA


เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย ขอให้ไม่เข้าร่วม UPOV 1991 หวั่นเอื้อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช กระทบเกษตรกร-ค่าครองชีพ ในโต๊ะเจรจา FTA


วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 11.20 น. ที่สำนักงานใหญ่ พรรคเพื่อไทย เครือข่ายเครือข่ายนักศึกษา-ประชาชน คัดค้าน UPOV 1991 นำโดยนิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์ เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่เข้าร่วมอนุสัญญา “UPOV 1991” ในการเจรจา FTA ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน


เครือข่ายระบุว่ามีข้อกังวลหลักเกี่ยวกับ UPOV 1991 คือ มีเนื้อหาเอื้อให้นายทุนผูกขาดการเกษตร เปิดช่องให้ทุนต่างชาตินำพันธุ์พืชไทยไปจดทะเบียนเป็นของตัวเอง และห้ามเกษตรกรขยายพันธุ์พืชเอง ให้อำนาจรัฐดำเนินคดีกับเกษตรกรที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อหรือจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพานายทุน เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และอาจส่งผลให้ราคาอาหารในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตาม


ตัวแทนนักศึกษาที่มายื่นหนังสือในวันนี้ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นปัญหาการเข้าร่วม UPOV 1991 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะให้สิทธิกับนายทุนอย่างเดียวในการคุ้มครองพันธุ์พืชต่าง ๆ สาระสำคัญคือห้ามเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาทำการเพาะขยายพันธุ์พืชเอง ต้องซื้อจากบริษัทพันธุ์ตลอดเวลา และยังเปิดช่องให้ทุนต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชไทย ไม่ว่าจะข้าวไทย สมุนไพรพื้นบ้าน หรือสิ่งที่คนไทยคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา ให้สามารถนำไปปรับได้เล็กน้อยและนำไปจดสิทธิบัตร และคนไทยก็จะไม่สามารถเอามาใช้ได้อีก กล่าวคือ กฎหมายนี้จะเอื้อให้ทุนต่างชาติมากวาดเอาพันธุ์พืชไทยไป และคนไทยจะต้องกลับไปซื้อพันธุ์พืชของตัวเองเพื่อมาปลูก และค่าครองชีพก็จะสูงขึ้นตาม เกษตรกรรายย่อยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้


ตัวแทนนักศึกษากล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ประชาชน หรือเกษตรกร ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งหมด แต่กรณีนี้ยังเป็นข่าวที่เงียบและไม่มีการพูดถึง ซึ่งการเจรจาจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2569 จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันให้ความสนใจและทำให้ UPOV 1991 ไม่ถูกลงนาม เพราะถ้าหากลงนามไปแล้วจะถอยกลับมายาก และประเทศไทยก็จะเสียความมั่นคงทางอาหาร เพราะต้องใช้การนำเข้าและซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุนต่างชาติ และเกษตรกรไทยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้อีกเลย


สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อพรรคเพื่อไทยมีเนื้อหาระบุว่า “ขอให้พรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน


เนื่องจากในวันที่ 28 กันยายน 2569 ถึง 6 ตุลาคม 2569 จะมีการเปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือ ให้ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์พืชและคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์


โดยอนุสัญญานี้จะทำให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่สามารถมีโอกาสถือสิทธิบัตรพันธุ์พืชไทย กลายเป็นผู้ผูกขาดพันธุ์พืชในประเทศ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากการเก็บเมล็ด พันธุ์จากผลการเพาะปลูกมาปลูกใหม่ในรอบต่อไปจะถูกทำให้ผิดกฎหมาย


เมื่อเกษตรกรต้องพึ่งพาบริษัทในการผลิตเมล็ดพันธุ์จะทำให้บริษัทไม่กี่แห่งมีอำนาจในการควบคุมราคาของเมล็ดพันธุ์และทำให้เกษตรกรรายย่อยเกิดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล รวมทั้งยังอาจส่งผลให้ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นตามมา


เรานักศึกษา-ประชาชน เห็นพ้องกันว่าอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพืชใหม่ (UPOV 1991) จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อยและเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั่วไป


จึงขอให้พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะพรรคที่มีจุดยืนปกป้องเกษตรกรและดูแลปากท้องประชนชนมาอย่างยาวนาน รับฟังปัญหาและความกังวลของภาคประชาชนและเกษตรกร และร่วมผลักดันในการไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 ในระหว่างการเปิดเจรจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรบ (EU)”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #UPOV1991 #FTA










วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

'สหัสวัต' จี้ปมประกันสังคม ทวงนายจ้างเบี้ยวเงิน สับงบเลือกตั้งบอร์ด 30 ล้าน คนไม่รู้เกือบ 70% หวั่น 27 ก.ย. วุ่นวายแน่

 


'สหัสวัต' จี้ปมประกันสังคม ทวงนายจ้างเบี้ยวเงิน สับงบเลือกตั้งบอร์ด 30 ล้าน คนไม่รู้เกือบ 70% หวั่น 27 ก.ย. วุ่นวายแน่


วันที่ 24 กันยายน 2569 สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรีเขต 7 พรรคประชาชน ได้อภิปรายรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567


สหัสวัตกล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกองทุนประกันสังคมเป็นเหมือนเบาะรองของคนทำงานทั้งประเทศ ที่มีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งรายงานการเงินฉบับนี้ยังพบเห็นการบริหารเงินที่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ โดยต้องบริหารอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสามารถทำได้โดยการลดรายจ่าย เพิ่มรายรับ และทำให้โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในกองทุนนี้มากยิ่งขึ้น


สหัสวัตตั้งคำถามว่า ในส่วนของการเพิ่มรายรับเงินสมทบค้างรับจากปี 2567 ที่มาจากนายจ้างและผู้ประกันตน 18,300 ล้านบาท มีแผนจะทวงคืนอย่างไร โดยเฉพาะฝั่งนายจ้าง การที่นายจ้างไม่ส่งเงินประกันสังคมถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย หน่วยงานได้บังคับใช้กฎหมายเหล่านี้หรือไม่เพราะว่าเมื่อไปดูก็จะพบว่า มีเงินสมทบค้างชำระเกิน 5 ปีขึ้นไป จึงสงสัยว่ามีการบังคับใช้กฎหมายตัวนี้เอาผิดกับนายจ้างที่ไม่ส่งเงินประกันสังคมหรือไม่


ในส่วนของทำให้โปร่งใส สหัสวัตมองว่า ประกันสังคมมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด คือมีคนจำนวนมากที่ได้เงินว่างงานเกิน หรือได้เงินว่างงานไม่ครบ เพราะระบบไอทีของประกันสังคมเป็นระบบ 850 ล้าน ซึ่งสหัสวัตมีข้อเสนอคือ ให้รีบทำระบบดังกล่าวให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นปัญหาเหล่านี้จะค้างคา แล้วเกิดปัญหาอื่นตามมา จึงอยากได้คำตอบจากสำนักงานประกันสังคม ระบบไอทีนี้จะเสร็จเรียบร้อยได้อย่างไร เมื่อไร แล้วจะต้องมีการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นหรือไม่


อีกประเด็นหนึ่งในการทำให้โปร่งใส คือประกันสังคมประกอบด้วยเงินจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ ซึ่งตัวแทนจากการได้มาเข้าในบอร์ดก็เพิ่งมีการเลือกตั้งโดยตรงจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างเป็นครั้งที่ 2 มีปัญหามากมายจากสำนักงานประกันสังคมถูกสะท้อนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์ โดยพรรคประชาชนได้ทำโพลสำรวจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ประชาชนรู้หรือไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งประกันสังคม ผลที่ออกมาคือ เกือบ 70% ไม่ทราบ คำถามคือ สำนักงานปรกันสังคมใช้งบประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท ทำไมประชาชนจำนวนมากจึงยังไม่ทราบ กลับเป็นพรรคการเมืองที่ต้องทำหน้าประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง จึงอยากให้มี KPI ในการพิจารณาด้วย


สหัสวัตกล่าวต่อว่า คำถามที่พยายามถามมาตลอดคือ การเลือกตั้งรอบนี้ หน่วยงานตั้งเป้าว่าจะมีนายจ้างและลูกจ้างไปใช้สิทธิเลือกตั้งเท่าไร ซึ่งสำนักงานประกันสังคมไม่เคยให้คำตอบเป็นตัวเลขชัดเจน ซึ่งเหมือนการใช้งบประมาณแบบลอยๆ ขึ้นมา แล้วก็ไม่มีการกำหนดเป้าหมาย ไม่มีการกำหนด KPI ว่าจะมีคนไปเลือกตั้งมากแค่ไหน 


นอกจากนี้ยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องการจดเบอร์เข้าไปในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน มีการอ้างเรื่องเลือกตั้ง สว. และการเลือกตั้งใหญ่ สหัสวัตชี้แจงว่า การกระทำใดๆ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การเลือกตั้งประกันสังคมก็ทำภายใต้ระเบียบการเลือกตั้งประกันสังคม ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ไม่ให้นำเข้าคือเอกสารจากผู้สมัคร ไม่ใช่เอกสารที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำเข้าไปเองระเบียบเลือกตั้ง สหัสวัตย้ำว่า สิ่งนี้เขียนไว้ชัดเจนมากๆ แต่ถ้ายังคงมีการสื่อสารแบบนี้อยู่ เรื่องนี้อาจเป็นปัญหาในเชิงกฎหมาย เพราะหนังสือเวียนที่ทาง กกต. เวียนให้กับกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ประจำหน่วย ก็ชี้แจงว่า นำเอกสารกระดาษที่จดเองเข้าได้ ไม่ใช่เอกสารของผู้สมัคร รวมถึงตอนนี้ก็ไม่ทราบว่ามี กปน. ครบหรือยัง สหัสวัตให้ข้อมูลเพิ่มว่า กปน. บางแห่งลาออก ทำให้ต้องเปิดรับสมัครใหม่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา


สำหรับปัญหาเรื่องหน่วยเลือกตั้งก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่พี่น้องประชาชนสะท้อนมาค่อนข้างมาก ว่าหน่วยเลือกตั้งอยู่ห่างไกล ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางไปเลือกตั้งของผู้ประกันตน


เรื่อง บัตรดี-เสีย ก็ต้องมีความชัดเจน เพราะการเลือกตั้งประกันสังคมไม่ใช่การกากบาท แต่เป็นการเขียนเบอร์ จึงคาดหวังว่า กปน. ทุกที่จะมีมาตรฐานเดียวกันในการพิจารณา


การแสดงผลการเลือกตั้งที่จะมีการแสดงผลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ประชาชนผู้ประกันตน จะสามารถติดตามการแสดงผลการเลือกตั้งได้ที่ไหน อย่างไร และกระบวนการรายงานจะเป็นอย่างไร เพราะว่าทางสำนักงานประกันสังคมก็ยังไม่เคยประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจน จึงอยากให้หน่วยงานชี้แจง


นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องเอกสารฝั่งนายจ้างที่นายจ้างบางคนอาจจะยังไม่ทราบ ซึ่งพรรคประชาชนได้ช่วยประชาสัมพันธ์ว่าในวันที่ 27 กันยายนนี้ จะเจอปัญหาคนไปเลือกตั้ง แต่ไม่เจอรายชื่อที่หน้าหน่วย นายจ้างไปถึงหน้าหน่วยแล้วเลือกตั้งไม่ได้ เพราะเอกสารไม่ถูกต้อง หรือว่าเอกสารไม่ครบ ไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้องตามระเบียบ 


ปัญหาทั้งหมดนี้ก็จะอยู่ในความรับผิดชอบของ กกต. และสำนักงานประกันสังคม ซึ่งสหัสวัตคาดว่าจะไม่เกิดความผิดพลาดเหมือนที่คาดไว้


“ขอสื่อสารไปถึงประชาชนทั่วประเทศ ทั้งผู้ประกันตนและนายจ้าง ว่าวันที่ 27 กันยายนที่จะถึงนี้ เป็นวันสำคัญมากๆ จะเป็นวันกำหนดอนาคตของประกันสังคม ว่าผู้บริหารกองทุนนี้ คนที่ใช้เงินประกันสังคมที่เราส่งทุกเดือน จะหน้าตาเป็นอย่างไร ฝั่งนายจ้างเองก็สำคัญ เพราะว่าถ้าสวัสดิการดี ลูกจ้างก็จะมีกำลังใจทำงาน และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ผมจึงอยากให้นายจ้างไปเลือกตั้งกันเยอะ ๆ เข้าใจดีว่าเอกสารอาจจะต้องเตรียมเยอะ แต่ว่าเพื่อความมั่นคงของกองทุนนี้ ก็อยากส่งเสียงถึงนายจ้างทุกคนให้ไปเลือกตั้ง และผู้ประกันตนทุกคน กองทุนนี้อยู่ในมือของทุกท่าน บำนาญของท่านจะหน้าตาอย่างไร จะมีอะไรในอนาคต อยู่ที่วันที่ 27 กันยายนนี้” สหัสวัตกล่าวทิ้งท้าย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #บอร์ดประกันสังคม #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม #กระทรวงแรงงาน

กลุ่มเอ็มเพาเวอร์ เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปกระทรวง พม. บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ

 


กลุ่มเอ็มเพาเวอร์ เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปกระทรวง พม. บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ


วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. กลุ่มพนักงานบริการจากมูลนิธิ Empower จัดกิจกรรม "โสภา..ลุย บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ" เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อ 10,293 รายชื่อ หลังร่างกฎหมายถูกวินิจฉัยว่าเกี่ยวด้วยการเงินและต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศเรียกร้องให้เร่งดำเนินการตามมติ ครม. เกี่ยวกับข้อสังเกตของ CEDAW และเปิดทางให้ร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา พร้อมย้ำว่าผู้ให้บริการทางเพศควรได้รับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน สุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ และศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับแรงงานอื่น


กิจกรรมในวันนี้ มีกลุ่มพนักงานบริการและเครือข่ายเดินทางมาจากหลากหลายพื้นที่ เช่น อุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เพื่อร่วมเดินขบวนรณรงค์ พร้อมทั้งมีการปราศรัยและถือป้ายข้อความ “SEX WORK IS WORK” เมื่อขบวนเดินทางมาถึงกระทรวง พม. มีการยื่นหนังสือแถลงการณ์ โดยมี เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เป็นผู้รับหนังสือและร่วมพูดคุย จากนั้นกลุ่มพนักงานบริการมีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และถ่ายทอดประวัติศาสตร์การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการทางเพศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อสะท้อนว่าผู้ให้บริการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาโดยตลอด และพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปัญหาของผู้ให้บริการทางเพศกฎหมาย


สำหรับแถลงการณ์จากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ "โสภา..ลย บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ" เนื้อหาระบุโดยสรุปว่า


พนักงานบริการจากเอ็มพาวเวอร์และเครือข่ายจากอุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ร่วมเดินขบวนไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องให้กระทรวง พม. เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ตามข้อสังเกตของคณะกรรมการ CEDAW ที่เรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้หญิงที่ค้าประเวณีและคุ้มครองสิทธิแรงงาน


เอ็มพาวเวอร์ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกพิจารณาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน และต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนเดินหน้าต่อ แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมา 70 วันแล้วยังไม่มีความคืบหน้า โดยร่างฉบับประชาชนจัดทำขึ้นในปี 2567 และมีประชาชนร่วมลงชื่อ 10,293 รายชื่อ มีหลักการสำคัญคือยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ให้บริการทางเพศโดยสมัครใจ และเปลี่ยนไปสู่ระบบคุ้มครองสิทธิ สุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ และศักดิ์ศรีของคนทำงาน


ที่ผ่านมาได้ติดตามการผลักดันกฎหมายกับรัฐบาลและกระทรวง พม. มาเป็นเวลาหลายปี หลังร่างกฎหมายฉบับกระทรวง พม. แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2566 แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขร่างกฎหมายของกระทรวงที่เพิ่มความผิดและบทลงโทษต่อผู้ให้บริการทางเพศ พร้อมตั้งคำถามถึงการพิจารณาว่าการให้สิทธิประกันสังคมแก่ผู้ให้บริการทางเพศเป็นภาระทางการเงินของรัฐ โดยยืนยันว่าผู้ให้บริการทางเพศต้องการเข้าถึงสิทธิในระบบเดียวกับคนทำงานอื่น


เอ็มพาวเวอร์ยังระบุว่า ข้อเสนอของร่างกฎหมายเกี่ยวกับศูนย์คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศสามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานของกระทรวง พม. ที่มีอยู่แล้ว จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างระบบราชการใหม่ทั้งหมด พร้อมย้ำว่าการเรียกร้องให้ยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ให้บริการทางเพศดำเนินมาเป็นเวลากว่า 40 ปี และผู้ให้บริการทางเพศควรมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง


ท้ายที่สุด เอ็มพาวเวอร์เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ให้ได้รับการลงนามรับรองจากนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อให้กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา โดยย้ำว่าการรับรองไม่ได้หมายถึงการเห็นชอบเนื้อหาทุกมาตรา แต่เป็นการเปิดทางให้มีการพิจารณา แก้ไข และรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดเผย พร้อมเรียกร้องให้ผู้ให้บริการทางเพศมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอนของกระบวนการออกกฎหมาย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #SexWorkisWork #ยกเลิกกฎหมายค้าประเวณี #พรบคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ #Empower