วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชน จัดเต็มเวทีสมุทรปราการ กับภารกิจเปลี่ยนประเทศไปด้วยกันอีกครั้ง

 


พรรคประชาชน จัดเต็มเวทีสมุทรปราการ กับภารกิจเปลี่ยนประเทศไปด้วยกันอีกครั้ง


วันที่ 25 ม.ค. 68 เวลา 17.00 น. ที่ตลาดแบล็คมาร์เก็ต จ.สมุทรปราการ พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยใหญ่แนะนำผู้สมัคร สส. และนโยบายพรรค นำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ชัยธวัช ตุลาธน ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน 


วิโรจน์กล่าวว่า ทุกพรรคการเมืองต่างประกาศจะแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่พรรคเหล่านั้นล้วนเคยเป็นรัฐบาลและไม่สามารถทำได้จริง เพราะติดอยู่กับเครือข่ายอำนาจเดิม ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนสมการประเทศ จำเป็นต้องเลือกคนที่ไม่ผูกพันกับเครือข่ายเดิม ไม่พัวพันกลุ่มอิทธิพลหรือทุนสีเทา ขอเชิญชวนประชาชนกาให้พรรคประชาชนทั้งสองใบ เพื่อเดิมพันอนาคตประเทศ เพื่อคนรุ่นต่อไป และเพื่อให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างแท้จริง


“นี่คือยารักษาโรคความสิ้นหวัง ที่พวกเราบ่นกันว่าเลือกไปเท่าไหร่ก็ได้เหมือนเดิม ทางออกจากเรื่องนี้คือเลือกไม่เหมือนเดิม คุณก็จะได้ไม่เหมือนเดิม”


[ เลือกอนาคตสีส้ม เพื่อประเทศไทยที่มีอนาคต ]


ชัยธวัช กล่าวว่า ตนรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แปลก ปกติการหาเสียงแต่ละพรรคต้องโชว์นโยบายของตัวเองว่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นอย่างไร แต่การเลือกตั้งครั้งนี้เกือบทุกพรรคหาเสียงด้วยการโจมตีพรรคส้ม พยายามใช้ทุกวิถีทางไม่ให้เราเป็นรัฐบาล เพราะกลัวว่าภายใต้รัฐบาลประชาชน พวกเขาจะทำมาหากินกันไม่ได้ ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เลือกนโยบายที่เราชอบเป็นเรื่องๆ เท่านั้น แต่หมายถึงการเลือกว่าประเทศไทยจะมีอนาคตแบบไหน การเมืองแบบไหนที่ประชาชนต้องการ 


ความหมายของการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนต้องเลือกระหว่าง “อนาคตสีน้ำเงิน” กับ “อนาคตสีส้ม” ถ้าหลัง 8 กุมภาเป็นสีน้ำเงิน ประเทศจะจมอยู่กับที่เก่า อยู่กับการเมืองแบบเดิมที่แก้ปัญหาชีวิตของพวกเราไม่ได้ พาประเทศไทยตกต่ำมาถึงวันนี้ แต่ถ้าคนไทยเห็นตรงกับเราว่าเราทนไม่ไหวอีกแล้ว เราต้องใช้อำนาจที่มีสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศ เข้าคูหาด้วยความหวังถึงอนาคตที่สดใสเรืองรองสำหรับเราและลูกหลานของเรา กาเห็นชอบประชามติเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกาพรรคประชาชนทั้งสองใบเพื่อตั้งรัฐบาลประชาชน


[ ขอชาวสมุทรปราการเชื่อมั่นแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ]


พิธา กล่าวว่า การกลับมาที่จังหวัดสมุทรปราการในครั้งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำ เนื่องจากเป็นสถานที่จัดประชุมวิสามัญพรรคก้าวไกลครั้งแรก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่พรรคเคยได้รับคะแนนเสียงสูงสุด จนถูกมองว่าเป็นเสมือนเมืองหลวงของพรรคก้าวไกล การกลับมาครั้งนี้คือการเชิญชวนประชาชนให้กาหมายเลข 46 เพื่อสนับสนุน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรี


หากณัฐพงษ์เปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรี AI ศิริกัญญาก็เปรียบได้กับ “นายกไซโคลพีเดีย” ที่มีความรู้รอบด้าน สามารถตอบคำถามได้ในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การจัดการกองขยะ น้ำท่วม หรือปัญหาฝุ่น PM2.5 ตนไว้วางใจและเชื่อมั่นในศิริกัญญาอย่างมาก และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในศักยภาพของศิริกัญญาได้


[ อย่ายอมจำนนต่อความอยุติธรรม ] 


ศิริกัญญา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ ไม่ใช่แค่การทำประชามติเห็นชอบให้กับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เป็นการกำหนดอนาคตว่าประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางไหน ตอนนี้มีโพลบางสำนักบอกว่าคนสมุทรปราการเทใจให้เรา 42% ต้องขอบคุณมาก แต่ยังไม่เท่าที่ครั้งหนึ่งท่านเคยไว้วางใจพรรคก้าวไกลถึง 55% ดังนั้นครั้งนี้เราขอ 60% ไปเลย ช่วยกันบอกต่อญาติสนิทมิตรสหายให้มาเลือกพรรคประชาชนด้วย


มีคนถามว่าหากเลือกพรรคประชาชนไปแล้ว จะบริหารได้หรือไม่ มีประสบการณ์หรือไม่ ก็ต้องถามว่าที่เห็นอยู่ในคณะรัฐมนตรีตอนนี้ บางคนไม่รู้เรียนจบอะไรมา แต่เป็นรัฐมนตรีได้ถึง 7 กระทรวง ยังจะเอาแบบนี้อยู่หรือไม่ ถ้าอยากได้คนที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ความสามารถในด้านนั้นๆ เป็นคนที่มาเปิดหน้ากับพวกเราเป็นทีมบริหารสีส้ม เสนอตัวเพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับพี่น้องประชาชนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง มืออาชีพแบบนี้ไม่ได้อยู่ๆ ลอยมา ไม่มีทางเหมือนเทคโนแครตสมัยคณะรัฐประหารที่ผ่านมาอย่างแน่นอน


บางคนถามว่า ถ้าชนะแล้วจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ จะมีใครมาจับมือกับเราหรือเปล่า ถ้าไม่มีใครจับกับเรา เราขอจับกับประชาชน ให้ประชาชนส่งเราเข้าทำเนียบรัฐบาล สุดท้ายบางคนบอกว่าถึงชนะถล่มทลายเกิน 250 เสียงแล้ว เขาจะยอมให้เป็นรัฐบาลหรือ ตนคิดว่าคำถามไม่ใช่ว่าเขาจะยอมหรือไม่ แต่คำถามคือเราจะยอมจำนนกับความอยุติธรรมแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าหรือไม่ ดังนั้นถ้าประชาชนไม่ยอม 8 กุมภากาส้มสองใบ ไปตั้งรัฐบาลประชาชน เปลี่ยนประเทศไทยไปด้วยกัน


�สำหรับรายชื่อผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ทั้ง 8 เขต มีดังนี้


เขต 1 พนิดา มงคลสวัสดิ์ เบอร์ 7

เขต 2 รัชนก สุขประเสริฐ เบอร์ 7

เขต 3 พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ เบอร์ 4

เขต 4 ชนสิษฎ์ ยอดฉิม เบอร์ 2

เขต 5 นิตยา มีศรี เบอร์ 11

เขต 6 วีรภัทร คันธะ เบอร์ 7

เขต 7 บุญเลิศ แสงพันธุ์ เบอร์ 8

เขต 8 เทพฤทธิ์ ภาษี เบอร์ 9 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน





































พรรคประชาชนจัดเต็มเวที #สามย่าน ขอประชาชนเกินครึ่งประเทศเลือก “อนาคตสีส้ม” กาส้ม 2 ใบให้ถล่มทลายเพื่อตั้งรัฐบาลประชาชน เขียนอนาคตใหม่ประเทศไทย อย่ายอมจำนนกับความอยุติธรรม ทำเรื่องที่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป

 


พรรคประชาชนจัดเต็มเวที #สามย่าน ขอประชาชนเกินครึ่งประเทศเลือก “อนาคตสีส้ม” กาส้ม 2 ใบให้ถล่มทลายเพื่อตั้งรัฐบาลประชาชน เขียนอนาคตใหม่ประเทศไทย อย่ายอมจำนนกับความอยุติธรรม ทำเรื่องที่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป


วันที่ 25 มกราคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัยโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง “เชื่อในประชาชน” โดยมีแกนนำและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค, รักชนก ศรีนอก พร้อมด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาร่วมรับฟังการปราศรัยจนแน่นขนัดลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ 


[ ทำสัญญาประชาคม “สัญญาสามย่าน” ]


พรรณิการ์กล่าวช่วงหนึ่งว่า ประเทศนี้มีพรรคการเมืองมากมาย หลายพรรคก็เป็นตัวแทนของครอบครัวตัวเอง ของกลุ่มทุน ชนชั้นนำ แต่เราตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน 99% พรรคการเมืองที่สามจึงชื่อว่า “พรรคประชาชน” เรียบง่ายและเป็นสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์


พรรคประชาชนไม่ได้เชื่อว่าตัวเองเก่งที่สุด ดีที่สุด แต่พวกเราเชื่อว่าประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้มีมากพอจะจัดตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ เราเชื่อว่าเสียงของประชาชนจะดังพอ และประชาชนจะผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดในประเทศนี้ได้ จึงขอทำสัญญาประชาคมร่วมกับประชาชนในวันนี้ ชื่อ "สัญญาสามย่าน" ประชาชนผู้รักการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่อยู่แน่นขนัด ณ ที่แห่งนี้ ที่ดูอยู่ที่บ้านจากทั่วประเทศ วันนี้เราทำสัญญาประชาคมร่วมกัน หากท่านคือคนที่รักการเปลี่ยนแปลง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่ารอเพียงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อย่ารอเพียงเดินเข้าคูหาไปกาให้กับพรรคประชาชน


พรรคประชาชนเปลี่ยนแปลงคนเดียวไม่ได้ ต้องใช้ประชาชนผู้รักการเปลี่ยนแปลงนับสิบๆ ล้านคนในประเทศนี้ หาเสียงทุกวัน รณรงค์ทุกวัน เพื่อเดินทางไปถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ให้เสียงของคนผู้ต้องการการเปลี่ยนแปลง เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ นี่คือสัญญาสามย่านที่ประชาชนผู้รักการเปลี่ยนแปลงจะทำด้วยกัน และนี่คือ ‘สัญญาสามย่าน’ ที่ทุกคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงต้องทำให้มันเกิดขึ้น


[ ไทยไม่ทน ประชาชนจะเป็นสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ]


รักชนกกล่าวว่า โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะสำเร็จ ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างถล่มทลาย ตนและพรรคประชาชนจึงทำงานอย่างหนักมาตลอดสองปี เพื่อให้ผลงานเป็นตัวชี้วัดว่าประชาชนจะเลือกพรรคประชาชนเพื่อสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลหรือไม่ สองปีที่ผ่านมาเรา ตนโกรธที่การควบรวมทรู–ดีแทค เราไม่มีอำนาจมากพอที่จะขัดขวางไม่ให้ค่าโทรศัพท์ของคนไทยแพง โกรธที่ก่อนเลือกตั้งทุกครั้ง จะต้องมีการซื้อไฟฟ้าเพิ่ม ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น โกรธที่ปลาหมอคางดำ คนทั้งประเทศรู้หมดว่าเกิดจากใคร แต่กลับเอาผิดไม่ได้ หรือกรณีตึก SKYY9 มีหลักฐานชัดเจนแล้ว แต่ขาดรัฐมนตรีที่มีเจตจำนงจะนำผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิด หากไม่ใช่รัฐมนตรีแรงงานจากพรรคประชาชน ก็ไม่มีใครกล้าเอาผิดกระทรวงแรงงาน หรือกล้าเอาผิดคนในประกันสังคมได้ และหากเปิดรายชื่อรัฐมนตรีแรงงานย้อนหลัง 10 คน ก็จะเห็นได้ว่ามาจากพรรคใดบ้าง 


รักชนก กล่าวว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ตน ไม่ใช่แค่ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่ใช่แค่คนที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนในสภา แต่คือทุกคนที่จะเป็นสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้ และสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะกลายเป็นพายุได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน


[ ปลุกเลือกพรรคประชาชนให้ชนะ “เยอะ-ยิ่งใหญ่-ยาวกว่าเดิม” ] 


พิธา กล่าวว่า ตนกลับมาเพื่อชักชวนให้ประชาชนเลือกหมายเลข 46 ส่งนายกฯ เท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล พวกเราคุ้นเคยกับการเมืองแห่งความหวัง การเมืองแห่งความเป็นไปได้ ขอให้พวกเราจับมือไปด้วยกัน ทำให้การเมืองเป็นเรื่องสนุก ไม่ได้มีแต่ความทุกข์อย่างที่เขาพยายามทำให้เป็น และเรื่องหนึ่งที่เรายังค้างคากันอยู่ คือการเลือกตั้งคราวที่แล้ว พี่น้องกว่า 40% ทั่วประเทศเทคะแนนให้พวกเราอดีตก้าวไกล 14 ล้านเสียง มาเป็นอันดับหนึ่ง ทิ้งอันดับสอง 40% แต่เขาไม่ยอมให้เราบริหารเพื่อพี่น้องประชาชน ครั้งนี้พี่น้องต้องไม่ยอมอีกต่อไป วิธีการเดียวที่เราจะทำแบบนั้นได้คือเราต้อง “ชนะให้เยอะ ชนะให้ยิ่งใหญ่ ชนะให้ยาวกว่าเดิม”


“ชนะให้เยอะ” ให้พรรคอันดับสองมันไม่กล้าจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับเรา “ชนะอย่างยิ่งใหญ่” ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ให้สมศักดิ์ศรีพวกเราตั้งแต่อนาคตใหม่ และต้อง “ชนะแบบยาวๆ” เอานายกฯ เท้ง 2 สมัย 8 ปี ธนาธร ปิยบุตร จะกลับมา อีกไม่นาน พิธา ชัยธวัช กลับมา เต็มทีมแน่นอน


ตนขอสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชน 3 กลุ่ม กลุ่มแรกกว่า 25% หรือประมาณ 12 ล้านคน ที่จะไม่ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนเข้าใจดีว่าการกลับไปใช้สิทธิ์มีต้นทุน ท่านต้องปิดร้านต้องลางานต้องเดินทาง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญกว่าครั้งไหน ไม่มี สว. อีกแล้ว กลุ่มที่สองกว่า 10-15% หรือประมาณ 7 ล้านคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าใครควรจะเป็นรัฐบาล ตนต้องบอกว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนสมบูรณ์แบบ แต่จะมีใครตื่นเช้ามาและสู้เพื่อประชาชนเหมือนอย่างรังสิมันต์ โรม จะมีนักการเมืองพรรคไหนที่ตื่นเช้ามาแล้วสู้เรื่องประกันสังคมเหมือนอย่างรักชนก ดังนั้นถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ 8 กุมภากาหมายเลข 46 เท่านั้น และกลุ่มคนสุดท้าย คือคนที่จะใช้สิทธิครั้งแรกในชีวิตอีกประมาณ 2.4 ล้านคน ท่านผิดหวังกับประเทศไทยได้แต่อย่าเพิ่งหมดหวังเด็ดขาด


“ถ้าทั้งสามกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิเลือกพรรคประชาชน เราชนะอย่างแน่นอน จะเป็นการเมืองแห่งความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเรา แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน เรามาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนไปด้วยกัน”


[ ขอใบอนุญาตประชาชนเกินครึ่งประเทศ ตั้งรัฐบาลประชาชน ] 


ปิยบุตร กล่าวว่า ในห้วงเวลานี้คือเวลาที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศไม่พอใจสิ่งที่เป็นอยู่ กับสภาพสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ แต่ละคนมีข้อเรียกร้องที่รัฐไม่ได้ตอบสนอง เสียงเหล่านี้เซ็งแซ่ไปทั่วทั้งแผ่นดิน แต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่พุ่งตรงไปที่รัฐ ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็เกิดความกลัว จึงพยายามทุกวิถีทางในการปกป้องตนเองและรักษาอำนาจ ห้วงเวลาแบบนี้เป็นห้วงเวลาสำคัญในทางประวัติศาสตร์ เพราะมันคือห้วงเวลาที่ประชาชนซึ่งเป็นองค์ประธานทางการเมือง เป็นเจ้าของประเทศ กำลังสำแดงพลังออกมาว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อประชาชนจำนวนมากมากมายมหาศาลเรียกร้องต่อผู้ปกครองแล้วผู้ปกครองตอบสนองไม่ได้ แล้วยังขอรักษาอำนาจเดิม อยู่แบบเดิมไปวันต่อวัน ประชาชนก็จะร่วมกันเปล่งเสียงของความไม่พอใจออกมา ว่าเห็นหัวประชาชนบ้าง 


ด้วยสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ คือประชาธิปไตยสองใบอนุญาต สิ่งที่ประชาชนทำได้อย่างเดียวคือการรวมพลังกันไปแสดงออก เก็บความแค้นที่สะสมมาหลายปี เก็บความไม่พอใจที่สะสมมาหลายปี แปรเปลี่ยนให้เป็นความหวัง แล้วรวมเป็นพลังระเบิดออกมาพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อที่จะบอกพวกเขาว่าคนไทยเจ้าของประเทศออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาลแล้ว จะไม่มีใครหน้าไหนขวางใบอนุญาตนี้ได้ ไม่ต้องไปหาใบอนุญาตที่สอง จะมาเพิกถอนใบอนุญาตของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศไม่ได้


[ ร่วมภารกิจทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” ให้เป็นสิ่งที่ “ปฏิเสธไม่ได้” ]


ธนาธร กล่าวว่า ทุกคนย่อมเคยได้ยินคนพูดว่ารัฐบาลประชาชนเป็นไปไม่ได้ หรือต่อให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่งก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ตนมาที่นี่เพื่อบอกทุกคนว่ามันเป็นไปได้ 


ภารกิจของเราคือการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เลือกตั้งรอบนี้อำนาจ สว. ในการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี ทำให้ผลของการเลือกตั้งกับผลของการจัดตั้งรัฐบาลไม่สอดคล้องกัน บิดเบือนเจตจำนงของประชาชนไม่มีแล้ว ไม่มีใครมาขวางพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ถ้าพรรคประชาชนได้รับเสียงจากประชาชนสนับสนุนเป็นพรรคอันดับหนึ่งอย่างท่วมท้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีทันที


ที่พวกเขาต้องปล่อยข่าวเท็จนี้ออกมา ก็เพราะเขาไม่เหลืออะไรที่จะหยุดยั้งพรรคประชาชนในนาทีสุดท้ายได้อีกแล้ว เหลือเครื่องมือเพียงเดียวคือความเท็จต่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนหมดหวัง หดหู่ และไม่กล้าเปิดประตูความเป็นไปได้ใหม่ 


พวกเขากำลังกลัวกับยุคสมัยใหม่ พวกเขากลัวเพราะความหนักแน่นของพวกเราตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน พวกเราทำให้เห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ยุบอนาคตใหม่ก็มีก้าวไกล ยุบก้าวไกลก็ยังมีพรรคประชาชน ถ้าจะตัดสิทธิณัฐพงษ์ก็ยังมีคนอื่นอีกเยอะแยะ นี่คือเหตุผลที่พวกเขากลัวเรา เพราะพวกเราหนักแน่นและพิสูจน์แล้วว่าพวกเราเอาจริง


เขากลัวพวกเรา กลัวว่าระเบียบแบบแผนทางการเมืองในปัจจุบัน ที่อนุญาตให้พวกเขาเสวยสุขบนความทุกข์ยากของประชาชนจะจบลง พวกเขากลัวว่ายุคสมัยที่พวกเขาทำผิดอะไรก็ไม่ต้องรับผิด จะทุจริตอย่างไรก็ได้จะจบลง พวกเขาจึงทำทุกวิถีทางไม่ให้ประชาชนคิดฝันถึงความเป็นไปได้ใหม่ ไม่ใช่เพราะพวกเขากลัวธนาธร พิธา หรือณัฐพงษ์ แต่เพราะพวกเขากลัวประชาชนที่ตื่นรู้ 


ธนาธรกล่าวต่อไปว่า หลายคนกังวลและถามตนว่าถ้าชนะไปแล้ว ได้ใบอนุญาตที่หนึ่งจากประชาชนไปแล้ว เขาจะให้ใบอนุญาตอีกใบกับพรรคประชาชนหรือ แต่สำหรับตนคำถามไม่ใช่ว่าเขาจะให้ใบอนุญาตกับเราหรือไม่ คำถามที่ถูกต้องก็คือทุกคนจะยอมให้เป็นแบบนั้นหรือ ถ้าไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น สองสัปดาห์ที่เหลือมาทำร่วมกันทำให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ ทำให้พรรคประชาชนชนะขาดลอย อำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศนี้อยู่ในมือของประชาชนทุกคนประชาชนจะกำหนดอนาคตของสังคมไทยด้วยกากบาทของตัวเอง


“พรรคประชาชนไม่มีอำนาจอิทธิพล ไม่มีเครือข่ายหัวคะแนน ไม่มีอภินิหารทางกฎหมาย ไม่มีเงินทองก้อนใหญ่ที่จะติดป้ายได้ทุกสี่แยก แต่พรรคประชาชนมีทรัพยากรที่มีพลังและคุณค่ามากกว่านั้น ทรัพยากรเดียวที่พรรคประชาชนมีคือพวกคุณทุกคน มาเดินทางร่วมกันในสองสัปดาห์สุดท้าย ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ร่วมกัน” ธนาธรกล่าว


[ 8 กุมภา กาเพื่อการเปลี่ยนแปลง เขียนอนาคตใหม่ของประเทศไทย ]


ทางด้านณัฐพงษ์ระบุว่า อยากชวนประชาชนทุกคนมาร่วมขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ประเทศไทย ประวัติศาสตร์ที่ตนและพรรคประชาชนเพียงลำพังคนเดียวเขียนไม่ได้ แต่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ประชาชนทุกคนจะช่วยกันเขียน ที่ผ่านมาเวลาทุกคนอ่านบทที่ผ่านมาในอดีต จะเคยเจอหน้าประวัติศาสตร์ที่ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่ประเทศไทยเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย แม้หลายคนจะรู้สึกว่าประเทศนี้ไม่เหลือความภูมิใจในอดีตอีกแล้ว แต่ตนอยากให้ทุกคนเก็บความภาคภูมิใจเหล่านั้นไว้ในหัวใจ เปลี่ยนความภาคภูมิใจในอดีตเหล่านั้นมาสร้างความภาคภูมิใจใหม่ให้กับลูกหลานของเรา


การเลือกตั้งครั้งนี้คือหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์ที่ทุกคนจะมาขีดเขียนอนาคตและความภาคภูมิใจใหม่ไปด้วยกัน 8 ปีที่ผ่านมาประชาชนทุกคนเป็นคนพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าไม่ว่าพรรคส้มจะถูกทุบทำลายกี่ครั้ง แต่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่เคยหวนกลับ ประชาชนทุกคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพรรคที่ไม่มีมุ้ง ไม่มีทุนใหญ่ ไม่มีทุนเทา ชนะการเลือกตั้งและพร้อมจะเป็นรัฐบาล ประชาชนทุกคนเป็นคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตราบใดที่ไม่ยอมจำนน สุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม หรือกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ผ่านสภาได้ 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าประวัติศาสตร์หน้าต่อไปที่ตนอยากชวนประชาชนคนไทยทุกคนมาร่วมกับขีดเขียน คือประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยจะมีระบอบประชาธิปไตย ไม่มีเผด็จการมาครอบงำประเทศอีก ที่ประเทศไทยมีความมั่นคงเพราะประชาชนทุกคนในประเทศนี้มีความมั่นคงไปพร้อมกัน ไม่ว่าใครจะเกิดมารวยหรือจนต้องเกิดมาดีโตดี การศึกษาดี และจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือคำว่าคนเท่ากันที่ฝังอยู่ในก้นบึ้งหัวใจที่ลึกที่สุดของพรรคนี้ ที่ตำรวจทุกนายทำงานรับใช้ประชาชน ไม่ต้องเรียกรับส่วยไปซื้อตั๋วแลกตำแหน่งอีกต่อไป ที่ข้าราชการทุกคนเป็นผู้รับใช้ประชาชน ที่คุกมีไว้ขังคนผิด ไม่ได้มีไว้ขังคนจนและคนเห็นต่างทางการเมือง ที่สิ่งแวดล้อมดี น้ำใส อากาศสะอาด ขยะไม่ล้นเมือง ไม่ทิ้งมลพิษไว้ให้ลูกหลาน และที่กองทัพทันสมัย ทำหน้าที่ปกป้องประเทศไม่ใช่ปกครองประเทศ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า จากวันนี้จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนคนไทยเหลือแค่สองตัวเลือกเท่านั้น คือการเมืองแห่งอดีตที่พรรคสีน้ำเงินจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล อีกหนึ่งตัวเลือกคือการเมืองแห่งอนาคต ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่มีพรรคสีส้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่าหยุดเชื่อ อย่าหยุดหวัง หน้าที่ของประชาชนทุกคน ณ ตอนนี้คือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง กาเพื่อการเปลี่ยนแปลง ตนขอให้สัญญาว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ สส. ของพรรคประชาชน และตัวแทนของพรรคทุกคน จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน ไม่โกหกหลอกลวงประชาชน จะอ่อนน้อมต่อประชาชนและยืนหยัดหลังตรงต่อต้านเผด็จการ จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน ไม่เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ถ้าเจอใครที่โกงกินทุจริตจะเข้าไปจัดการทันที


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน