วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ : หัวใจไม่หยุดเต้น EP.51 : 2565 เดินหน้าสู่เส้นชัยของประชาชน

 


หัวใจไม่หยุดเต้น EP.51 : 2565 เดินหน้าสู่เส้นชัยของประชาชน


หนึ่งปีที่ผ่านมา สังคมไทยอยู่ในสภาพล้มเหลว ล้าหลัง และพังพินาศ รัฐบาลไม่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหารับมือกับวิกฤตทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หนี้สาธารณะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 9.46 ล้านล้านบาท และแนวโน้มจะกู้เพิ่มตลอดเวลาตามเพดานเงินกู้ที่ขยายตัวไป โควิด19 เป็นปัญหาใหญ่ รัฐบาลอาศัยเพียงเงื่อนไขของเวลาที่ผ่านเลยเยียวยาแก้ไขสถานการณ์ เกิดความสูญเสียเกินกว่าที่ควรจะเป็น


ประเทศไทยถูกมองด้วยสายตาประชาคมโลก กลายเป็นแหล่งส่งออกยาเสพติดสำคัญในระดับภูมิภาค ตลอดเวลาตั้งแต่รัฐบาลนี้ผ่านการเลือกตั้งมียาเสพติดถูกจับได้ว่าถูกส่งออกจากประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท นั่นหมายความว่าส่วนที่หลุดรอดการจับกุมแล้วก็แพร่กระจายเป็นยาเสพติดในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกเกินกว่า 1 แสนล้านบาท ใช่หรือไม่?


สภาพปัญหาเหล่านี้เกินกว่าขีดความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นและสิ้นหวัง แน่นอนว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง แต่ความขัดแย้งทางการเมือง สภาพการเมืองที่เป็นปัญหาเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการที่จะพาสังคมไทยเดินหน้าไปต่อสู้กับวิกฤตอื่น ๆ รอบด้าน


โจทย์ข้อใหญ่ของคณะผู้มีอำนาจปัจจุบันคือรักษาเสถียรภาพและผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นฐานค้ำยันให้กับเครือข่ายอำนาจนิยมจารีตนิยมในสังคมไทย ปัญหาของประชาชนกลายเป็นเรื่องรอง พัฒนาการทางการเมือง พัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไม่อยู่ในสมการของอำนาจ


ถ้าสภาพการเมืองยังเป็นแบบนี้ อำนาจอิทธิพลนอกระบบทั้งหลายยังพร้อมใจกันอุ้มสมนายทหาร 3ป ให้อยู่ในอำนาจเช่นนี้ ไม่มีพื้นที่ของประชาชนให้รอดพ้นจากวิกฤตเลยครับ


สภาพการเมืองในปีหน้า ความขัดแย้งในสังคมไทยยังคงดำรงอยู่ ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวก็ยังคงเดินหน้าตามวาระของตัวเอง เพียงแต่การชุมนุมขนาดใหญ่ การเคลื่อนไหวอย่างเป็นกระแสสูงอาจจะไม่เกิดขึ้นง่ายดายนัก เพราะยุทธวิธีของรัฐบาลคงจะใช้เงื่อนไขเวลาที่ขยับเข้าใกล้การครบวาระขึ้นทุกที ย้อมใจผู้คนในสังคมว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กำลังจะมีการเลือกตั้ง ไม่น่าจะต้องมีการชุมนุมเดินขบวน


ขึ้นปี 2565 ครึ่งปีแรกบรรยากาศจะเต็มไปด้วยการเลือกตั้ง “มกราคม” มีการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดชุมพร จังหวัดสงขลา “กุมภาพันธ์” เลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่ แล้วก็เป็นไปได้สูงว่ากลางปีจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และส.ก.ทั่วกรุงเทพฯ ล่วงเข้าครึ่งปีหลัง อายุของรัฐบาลจะเหลือเพียงไม่กี่เดือน กระแสการชุมนุมเคลื่อนไหวใหญ่บนท้องถนนก็อาจจะปลุกขึ้นมาได้ยากขึ้น


ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อการชุมนุมเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ของฝ่ายประชาชนในปีหน้าคือ ยังไม่มีใครรู้ว่าหลังจากหยุดปีใหม่กลับมา “โอมิครอน” จะแผลงฤทธิ์เดชไปได้ขนาดไหน ถ้าผู้ติดเชื้อกลับมาเป็นหลักหมื่นในแต่ละวัน นั่นก็จะเป็นอีกอุปสรรคสำคัญสำหรับการแสดงพลังขนาดใหญ่ของประชาชน


แต่นี่ไม่ใช่สัญญาณความถดถอยของฝ่ายประชาธิปไตย เพราะหลายคนเห็นตรงกันว่านี่คือการวิ่งมาราธอน ซึ่งต้องอาศัยความอดทน มุ่งมุ่น และพละกำลังที่สม่ำเสมอให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนโดยเร็ว ก็คือขบวนคนหนุ่มสาวซึ่งเป็นขบวนนำในการต่อสู้ ณ วาระนี้ น่าจะได้มีการสรุปถอดบทเรียนจากการต่อสู้ที่ผ่านมา 


เพราะถ้ามองย้อนกลับไปในปี 2563 การต่อสู้ของคนหนุ่มสาวกลายเป็นกระแสสูง ฝ่ายอำนาจนิยมจารีตนิยมเปิดตำราตั้งรับไม่ทัน แต่ตลอดปี 2564 สถานการณ์ย้ายกลับข้าง คนหนุ่มคนสาวในขบวนการต่อสู้ถูกกระทำต่างกรรมต่างวาระมากขึ้น หลายคนยังคงถูกจำขังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว อีกหลายคนเต็มไปด้วยคดีความคนละหลายสิบคดี การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ การใช้ยุทโธปกรณ์ การใช้ปืนกระสุนยางกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้คนรับได้บนท้องถนน 


นี่คือการสู้กลับของฝ่ายผู้มีอำนาจ ซึ่งขบวนการหนุ่มสาวจะต้องทำความเข้าใจและสรุปกำหนดยุทธวิธีที่สอดคล้อง เกิดประโยชน์สูงสุด และปลอดภัยรัดกุมในการเดินไปข้างหน้าตลอดปี 2565


ผมยืนยันคำเดิม เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้กับคนหนุ่มคนสาวเสมอ และเชื่อว่าชัยชนะจะเป็นของพวกเขาและประชาชนในที่สุด เพียงแต่กว่าจะถึงเส้นชัยต้องทำความเข้าใจในเส้นทาง


แม้บรรยากาศการเลือกตั้งจะเริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี แต่การเลือกตั้งใหญ่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะมาถึงได้ง่าย ๆ ในหัวใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและพวก ต้องการอยู่ 4 ปีเต็ม ครบวาระของรัฐบาลนี้ อุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายใน ผมไม่คิดว่าจะนำไปสู่เงื่อนไขการล้มรัฐบาลได้ เพราะคนพวกนี้สมประโยชน์ทางอำนาจกันมาโดยตลอด และถือเอาผลประโยชน์ของกลุ่มพวกเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการรักษาอำนาจ การกระทบกระทั่งระหองระแหงภายในจะมีให้เห็นไปตลอดทาง แต่ไม่น่าจะนำไปสู่การแตกหักได้ 


ปัญหาที่เกิดขึ้นในสภา ทั้งความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล การหักล้างกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล หรือกระทั่งสภาล่ม ที่เกิดให้เห็นบ่อยครั้งก่อนสิ้นปี ก็ไม่น่าจะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะผู้มีอำนาจเหล่านี้ไม่ได้โตขึ้นมาด้วยสำนึกทางการเมืองในระบบ คนพวกนี้ไม่เคยให้ค่ากับการเมืองในระบบรัฐสภา คนพวกนี้เชื่อมั่นเพียงการใช้กำลังยึดอำนาจและหน้าด้านใช้ทุกวิธีการเพื่อรักษาอำนาจเท่านั้น สภาล่มกี่ครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รู้สึกรู้สาหรอกครับ เพราะความล้มเหลวของระบบรัฐสภาคือความแข็งแรงของอำนาจนอกระบบซึ่งเป็นที่มาของพวกเขา 


ผมคิดว่าถ้าจะมีการยุบสภาก่อนครบวาระน่าจะอยู่ในสถานการณ์เดียว คือรัฐบาลประเมินแล้วว่าอยู่ในช่วงเวลาได้เปรียบที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง นั่นหมายถึงเราต้องเห็นสัญญาณการใช่งบประมาณโปรยแจกหว่านไปทั่วประเทศ ข้อสังเกตง่าย ๆ เช่น โครงการคนละครึ่งของรัฐบาลจะเริ่มต้นรอบที่ 4 ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ดังนั้นหากจะมีการยุบสภาก่อนครบวาระ คงต้องมองกันที่ครึ่งหลังของปีหน้าเป็นอย่างเร็ว


หากมีการเลือกตั้งใหญ่ ถ้าถามว่าใครจะได้เป็นอันดับหนึ่ง “พรรคเพื่อไทย” เป็นต่อเห็น ๆ แต่ถ้าถามว่าใครคือเต็งหนึ่งนายกรัฐมนตรี ชั่วโมงนี้ต้องบอกว่า 250 ส.ว. เขารอยกมือให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดิม 

 

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการต่อสู้แข่งขันที่เข้มข้นและแหลมคม ทั้งระหว่างฝ่ายเผด็จการและฝ่ายประชาธิปไตย รวมถึงในแต่ละฝ่ายด้วยกันเอง น่าสนใจว่าประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร? 


เรื่องการยุบพรรค แม้จะถูกมองเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายอำนาจในการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามมาโดยตลอด แต่จากประสบการณ์ตรงจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมากรณียุบพรรคไทยรักษาชาติก็จะพบว่า หากยุบพรรคหนึ่งคะแนนอาจจะไหลไปอีกพรรคในฝ่ายเดียวกัน ถ้า “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล” เป็นพรรคเป้าหมายที่ถูกมองว่าอาจจะถูกยุบหรือไม่? 


คำถามก็คือถ้ายุบเพื่อไทย ก้าวไกลก็จะโตขึ้น 

ยุบก้าวไกล เพื่อไทยก็จะแข็งแรงขึ้น หรือเปล่า?


หรือถ้ายุบทั้งสองพรรค ก็ต้องพิจารณาดูว่าพรรคการเมืองระดับนี้ ในสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ ทุกพรรคย่อมมีเกมสำรองของตัวเองเอาไว้เสมอ พรรคไหนก็ตามถูกฝ่ายผู้มีอำนาจยุบในปัจจุบันจะไม่สูญเสียอะไรเลย นอกจากสูญเสียคณะกรรมการบริหาร เพราะฐานคะแนนนิยมยังอยู่ ดีไม่ดีจะเพิ่มฟูขึ้นอีกด้วยซ้ำ


ส่วนถ้าจะเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเหมือนกรณี “ไทยรักษาชาติ” ผมก็เห็นว่าไม่ง่ายนัก เพราะกรณีดังกล่าวมีสถานการณ์พิเศษทำให้นับตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันพิพากษาใช้เวลาเพียงเดือนเดียว แต่ในกรณีทั่ว ๆ ไปการยุบพรรคจะมีขั้นตอน จะมีเงื่อนไขของเวลา ตั้งแต่ กกต. จนถึงศาลรัฐธรรมนูญ และการไต่สวนจนนัดวันฟังคำพิพากษา ซึ่งพรรคการเมืองใดก็ตามอยู่ในห้วงเวลาแบบนี้พวกเขาเตรียมรับมือเผชิญสถานการณ์เอาไว้ก่อนอยู่แล้ว 


ส่วนตัวผมจึงเห็นว่าการยุบพรรคไม่น่าจะใช่เครื่องมือหลักของฝ่ายผู้มีอำนาจอีกต่อไป เป็นไปได้นะครับที่ปีหน้าทั้งปีรัฐบาลนี้อาจจะยังอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะยังเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ดูดี ๆ นะครับ ไปเที่ยวแจกกล้วย ส.ส. มาก ๆ ในสภา เดินไปเจอหน้าชาวบ้านเขาจะให้กล้วยเอาเหมือนกัน!


#ณัฐวุฒิใสยเกื้อ

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564

นักกิจกรรมยืนถือป้ายหน้าไอคอนสยาม จนท.ไอคอนสยามถือป้ายสวน "ที่ส่วนบุคคล" ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมา

 


นักกิจกรรมยืนถือป้ายหน้าไอคอนสยาม จนท.ไอคอนสยามถือป้ายสวน "ที่ส่วนบุคคล" ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมา


วันนี้ (25 ธ.ค. 64) เวลา 11.00 น นักกิจกรรมนัดรวมตัวกันทำกิจกรรมที่หน้า ไอคอนสยามโดยถึงป้ายข้อความว่า "คุกไม่ใช่ที่เคาท์ดาวน์ของคนเห็นต่าง" เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสงบ โดยสองคนที่ถือป้ายสวมชุดคล้ายชุดนักโทษออกศาล ท่ามกลางสายตาของประชาชนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาส


ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของไอคอนสยามได้มาเจรจาพร้อมถือป้ายข้อความว่า "ICONSIAM สถานที่ส่วนบุคคล ไอคอนสยาม ขอสงวนสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ภายใน และบริเวณโดยรอบอาคาร เฉพาะกิจกรรมที่ได้ขอล่วงหน้า และได้รับอนุญาตเป็นหนังสือแล้วเท่านั้น ในกรณีที่มีการฝ่าฝืน บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย" 


ทั้งนี้กลุ่มเยาวชนที่ทำกิจกรรมสามารถยืนถือป้ายเพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ได้เท่านั้น


ต่อมาในเวลา 17.15 น. เจ้าหน้าที่ของไอคอนสยาม ได้พูดคุยกับกลุ่มเยาวชนเพื่อให้ยุติกิจกรรม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์










วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2564

#saveนาบอน กลับบ้าน หลังพอใจนายกฯลงนามตั้งกรรมการกลางทำSEA ลั่นหากรัฐบิดพลิ้วไม่ทำตามสัญญา "saveนาบอน"ก็จะกลับมาอีกครั้ง

 


#saveนาบอน กลับบ้าน หลังพอใจนายกฯ ลงนามตั้งกรรมการกลางทำ SEA  ลั่นหากรัฐบิดพลิ้วไม่ทำตามสัญญา "saveนาบอน" ก็จะกลับมาอีกครั้ง


วันนี้ (24 ธ.ค. 64) กลุ่ม#saveนาบอน ซึ่งปักหลักอยู่ด้านหน้ากรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อรอให้นายกรัฐมนตรีลงนามหนังสือข้อตกลงที่เกิดขึ้นในเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำรายงานศึกษาผลกระเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั่งเป็นประธาน และมีผู้เกี่ยวข้องทั้งนักวิชาการและข้าราชการร่วมเป็นกรรมการ โดยมีชาวบ้านนาบอนและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นเลขานุการ


ชาว#saveนาบอน ได้รอหนังสืออย่างเป็นทางการจากสำนักนายกฯ ตั้งแต่ช่วงเช้า จนบ่ายก็ยังไม่ได้ จึงประกาศขีดเส้นตาย 17.00 น. ถ้ายังไม่ได้จะยกระดับต่อไป 


ขณะที่บริเวณกลางชะพานชมัยมรุเชฐมีการตั้งแผงเหล็กที่ติดด้วยโซ่คล้องแน่นหนา พร้อมมีเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังประกบ


17.20 น. นายเรียง ศรีแก้ว ตัวแทนกลุ่ม#saveนาบอน กล่าวว่าการมาของพี่น้องวันนี้มีเพียงสองทาง ถ้าพอใจในข้อเสนอก็จะยุติการชุมนุม แต่หากไม่พอใจหรือไม่เหมือนกับที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ก็จะนอนกันต่อไปที่นี่ ตอนนี้เพียงรอตัวแทนของรัฐบาลซึ่งเป็นใครก็ได้จะมาเจรจา


กระทั่ง 17.30 น. หน้าทำเนียบรัฐบาลประตู 1 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาล นำหนังสือลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับพิจารณาข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายนาบอน เรื่องการตั้งคณะกรรมกลาง มายื่นต่อตัวแทนกลุ่มเครือข่าย SAVE นาบอน ที่ชุมนุมคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดนาบอน 1 และ 2 อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช


โดยเจ้าหน้าที่ให้เฉพาะกลุ่ม#saveนาบอนเท่านั้น เข้าไปหลังรั้วเหล็กที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเป็นแนวกั้น โดยไม่ให้มวลชนที่มาให้กำลังใจเข้าไป  และประกาศให้สื่อมวลชนที่จะติดตามไปทำข่าว ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบก่อนโดยจะอนุญาตให้เฉพาะสื่อหลักที่มีบัตรกรมประชาสัมพันธ์เดินเข้าไปหลังรั้วเหล็กเท่านั้น ซึ่งทำให้หวิดชุลมุน เพราะมวลชนต้องการให้สื่อออนไลน์เข้าไปติดตามทำข่าวด้วย


นายเสกสกล เผยว่านายกรัฐมนตรีได้ลงนามเพิ่มเติมตามที่พูดคุยกับแกนนำแล้วในช่วงบ่าย โดยผลออกมาเป็นที่น่าพอใจและกลุ่มนาบอนจะเดินทางกลับ ลำดับต่อไปจะให้เขียนโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแบบประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA)  ร่วมกับพี่น้องประชาชนโดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เช่น กระทรวงพลังงาน สถาบันการศึกษา นักวิชาการ และมีสำนักงานนโยบายแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นเลขานุการ ตามข้อเสนอของชาวนาบอน


ส่วนในพื้นที่ที่มีการถมดินไปแล้ว ต้องตรวจสอบว่า พัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของโรงไฟฟ้าหรือไม่ หากชาวบ้านได้รับผลกระทบต้องรักษาสิทธิ แจ้งศูนย์ดำรงธรรม หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ขอย้ำว่า การดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากต้องรอให้ผลการศึกษา SEA แล้วเสร็จ และต้องรอใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)


ด้านนายเอิบ สารานิตย์ ประธานสถาองค์กรชชุมชน ต.ทุ่งสง อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนกลุ่ม SAVEนาบอน แต่ผู้ชุมนุมนาบอนมีข้อเสนอหนึ่งข้อคือสิ่งที่หน่วยงานราชการรับไปแล้วเป็นนโยบายต้องปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม มิเช่นนั้นชาวบ้านนาบอนก็จะกลับมาทวงสัญญาอีก


นายเอิบได้ทิ้งท้ายว่า "ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าน้ำหรือดิน เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต แต่โรงไฟฟ้าเป็นกลุ่มทุนศักดินาที่ต้องต่อสู้


ขณะที่นายเรียง สีแก้ว ที่ปรึกษากลุ่ม SAVEนาบอน กล่าวว่า ข้อเสนอของชาวบ้านได้รับการตอบสนอง เช่น การตั้งคณะกรรมการศึกษา SEA  ให้ยุติการออกใบอนุญาตจาก (กกพ.) จนกว่าผลการศึกษา SEA จะสิ้นสุด และให้ กกพ.และจังหวัดนครศรีธรรมราช ศึกษาผลกระทบของชาวบ้าน 13 ครัวเรือนอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ได้ประเมินว่า กระบวนการจัดทำ SEA จะเริ่มตั้งแต่ ก.พ.นี้เป็นต้นไป และใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี


จากนั้นชาวบ้านนาบอน ได้ขึ้นป้ายผ้าข้อความระบุว่า "ขอบคุณที่ช่วยเหลือ" และกล่าวขอบคุณทุกกลุ่มทุกเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนร่วมถึงสื่อที่นำเสนอข่าว ก่อนประกาศยุติการปักหลักเตรียมเก็บของกลับบ้าน โดยได้ไปถ่ายรูปร่วมกันหน้ากรมหลวงชุมพรฯ ที่ใช้เป็นที่พักปักหลักรอ 


โดยในเวลา 18.30 น. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดหารถบัสมารับเพื่อส่งถึงภูมิลำเนา 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์




















ศาลยกคำร้อง! ขอปล่อยตัว 4 แกนนำราษฎร ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

 


ยกคำร้อง! ขอปล่อยตัว 4 แกนนำราษฎร ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม


วันนี้ (24 ธ.ค. 64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.20 น. ศาลอาญาได้มีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว จำเลย 4 แกนนำราษฎร โดยเหตุผลสรุปว่า เคยปล่อยชั่วคราวเเต่ได้กระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไข มีการปราศรัยให้เกิดความวุ่นวายหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเกรงจะกระทำซ้ำหรือก่อเหตุอีกตามที่ถูกฟ้องในชั้นนี้ จึงยังไม่มีเหตุเปลี่ยนเเปลงคำสั่งยกคำร้อง 


ด้าน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวภายหลังมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว 4 แกนนำราษฎ ว่า คณะผู้พิพากษาศาลอาญาประชุมลงมติกันไม่ให้ประกันตัวทั้ง 4 คน ส่วนแนวทางสู้คดีจากนี้มี 3 แนวทางคือยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว, การยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวอีกครั้ง และสุดท้ายคือ ไม่ต้องยื่นประกันตัวเลย ซึ่งให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนและครอบครัวปรึกษาแนวทางร่วมกัน


โดยส่วนตัวในฐานะทนายความคิดว่า โอกาสจะได้การรับประกันตัวยากมาก แต่ละคนมีโทษหลายคดี หากไม่ได้รับการประกันตัวต้องถูกจองจำระหว่างต่อสู้คดีอย่างน้อย 3 ปี โดยเทียบกับคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน เมื่อปลายปี 2563 ศาลอาญากรุงเทพฯใต้นัดสืบพยานนัดแรกปี 2566 ซึ่งถือว่ายาวนานมาก ซึ่งตนต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว หลังมีคำสั่งไม่ให้ประกัน ญาติของแกนนำราษฎรหรือ 'ราษมัม' ก็ร้องไห้ด้วยความผิดหวังและเสียใจและตนเองก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไรด้วย 


นายกฤษฎางค์ กล่าวยืนยันว่า ผู้ต้องหาคดีอาญาทุกคนควรได้รับการประกันตัว ตามรัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายที่ต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นคดีร้ายแรงหรือโดนกี่คดีก็ตาม ขณะที่มีความเห็นต่างระหว่างฝ่ายอัยการกับฝ่ายทนายความจำเลย โดยฝ่ายอัยการ เห็นว่าคดีมีความร้ายแรง จึงคัดค้านการปล่อยตัวและศาลก็เห็นตาม 


ในส่วนนี้อัยการซึ่งเป็นทนายแผ่นดินควรทบทวนหลักคิดและการทำหน้าที่ของตัวเองเกี่ยวกับหลักการ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อยังไม่มีคำตัดสินถึงที่สุดว่ามีความผิดตามที่ถูกกล่าวหาด้วย ที่สำคัญคดีนี้ผู้ถูกกล่าวหายืนยันกับผู้เกี่ยวข้องและผู้บริหารศาลอาญาหลายครั้งว่า เป็นคดีการเมือง ซึ่งราษฎรขัดแย้งกับผู้มีอำนาจรัฐ ดังนั้น รัฐบาลย่อมไม่พอใจและเอาผิดข้อหาร้ายแรง


ขณะเดียวกันสังคมก็รับรู้ว่าตำรวจในชั้นพนักงานสอบสวนมีมาตรฐานขนาดไหน ใช้ถุงดำคลุมหัวเพื่อบังคับให้ผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพก็ทำได้ มีหลายคดีทำส่งอัยการฟ้อง  และทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องติดคุกหลายปี เนื่องจากไม่ได้ประกันตัวระหว่างต่อสู้หรือพิจารณาคดี ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องคดีในที่สุด อย่างเช่นคดี  "เชอรี่แอน" ที่เป็นเรื่องอื้อฉาวกรณีจับแพะ นายกฤษฎางค์ กล่าวในที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

ลุ้น! ประกัน 'ไมค์-ไผ่-อานนท์-เพนกวิน' / ทนายยัน! ประกันตัวเป็นสิทธิ์ พอมีหวังที่ศาลนัดไต่สวน แต่ไม่มั่นใจผลจากดุลยพินิจศาล

 


ลุ้น! ประกัน 'ไมค์-ไผ่-อานนท์-เพนกวิน' / ทนายยัน! ประกันตัวเป็นสิทธิ์ พอมีหวังที่ศาลนัดไต่สวน แต่ไม่มั่นใจผลจากดุลยพินิจศาล 


วันนี้ (24 ธ.ค. 64) ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งขอปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัว “4 แกนนำราษฎร” ประกอบด้วย นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ แกนนำเครือข่ายเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า, นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม


โดยทั้ง 4 คนถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีการเมืองหลายคดีนานกว่า 4 เดือน เนื่องจากไม่ได้รับสิทธิ์การประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีและถูกยื่นถอนประกันตัวเนื่องจากผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่งคราว ซึ่งวันนี้เป็นการฟังคำสั่งศาลผ่านระบบ video conference ไม่ได้เบิกตัวจำเลยมาศาล นัดฟังคำสั่งเวลา 13.00 น.


นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ในฐานะที่ดูแลและยื่นประกันตัวคดีนี้ซึ่งดำเนินการมาหลายครั้ง ยอมรับว่าไม่มีความมั่นใจว่าจะได้ประกันตัวหรือไม่ จึงต้องรอความชัดเจนจากศาลเท่านั้น แต่เห็นแง่ที่พอเป็นความหวังคือ การยื่นขอประกันตัวครั้งนี้รวมหลายสำนวนและศาลได้รับคำร้องไว้ไต่สวนและใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์จึงนัดฟังคำสั่ง จากที่ก่อนนี้เคยยกคำร้องมาหลายครั้ง


ทนายกฤษฎางค์ กล่าวอีกว่า อีกทั้งช่วงหลังมีการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทางการเมืองในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาแล้ว 10 กว่าคน พร้อมยืนยันว่า การปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อมาต่อสู้คดีเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาทุกคนอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นคดีทางการเมืองหรือคดีทั่วไป


นายกฤษฎางค์ ระบุด้วยว่า สำหรับการยื่นประกันตัว 4 แกนนำราษฎรครั้งนี้ มีความเห็นต่างระหว่างฝ่ายอัยการกับฝ่ายทนายความและจำเลยอยู่ ซึ่งการตัดสินครั้งนี้ของศาลจะเป็นการพิสูจน์ว่า ศาลจะมองในมุมของจำเลยหรือของอัยการ ซึ่งที่ผ่านมาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจในแต่ละกรณี โดยยกตัวอย่างคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี อยู่ในอำนาจศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่มีผู้ต้องหาหลาย 10 คนและทุกคนได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี แต่กลับยกเว้นไม่ให้ประกันตัวนางสาวเบนจา อะปัญ แกนนำนักศึกษาธรรมศาสตร์เพียงคนเดียว


#ปล่อยเพื่อนเรา #คืนสิทธิการประกันตัว

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์





ธิดา ถาวรเศรษฐ : คำถามเรื่องไทยภักดีกับสถาบันทิศทางไทย : จากคลับเฮ้าส์เมื่อ 28 ตุลาคม 2564

 


ถอดการตอบคำถามของ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ใน clubhouse ของกลุ่ม Social Recap เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2564 หัวข้อ “คนรุ่นใหม่ถาม อาจารย์ธิดาตอบ ทุกเรื่องราวที่เด็ก ๆ อยากรู้"

 

คำถาม : คำถามเรื่องไทยภักดีกับสถาบันทิศทางไทย

 

ไทยภักดีกับทิศทางไทยมันต้องแน่อยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นองค์กรที่เรียกว่าแสดงตัวออกมาเพื่อต่อต้าน คือแสดงตัวปกป้องจารีตนิยมอำนาจนิยมชัดเจน แล้วอย่างทิศทางไทยยังมีบางคนที่เคยเป็นฝ่ายซ้าย เป็นฝ่ายก้าวหน้าเข้าไปอยู่ก็มี มีหมอบางคน อาจารย์งงมาก แล้วก็มีอาจารย์มหาวิทยาลัยพวกเศรษฐศาสตร์การเมืองบ้าง แต่ว่าสององค์กรนี้อาจารย์ก็อาจจะเรียกว่าประมาทได้หรือเปล่าไม่รู้ คือเวลาเขาพูดอะไรออกมามันไม่ได้รับความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว เป็นเพราะว่าอาจารย์ไม่ได้ติดตามเขาก็ได้ อาจารย์คิดว่ามันไม่ได้มีพลังมากในการดิสเครดิต แต่ที่มีพลังมากกว่าก็คือผู้ที่ไม่แสดงตัวชัดเจน แล้วยังมีไอโอของกองทัพกับหน่วยงานความมั่นคงนะที่ไม่แสดงตัวนะ แต่ว่าเขาก็จะสร้างสื่อออนไลน์เข้ามาป่วนในพวกเพจมากกว่า รวมทั้งสื่อที่ อย่างเป็นสื่อชัด ๆ เลยเช่นกลุ่มไทยโพสต์ แนวหน้า ผู้จัดการ แล้วก็ท็อป ซึ่งเดี๋ยวนี้เข้าไปอยู่ช่อง 5 แล้วหรือเปล่า คือพูดง่าย ๆ ว่าฝั่งนี้เขาเลือกข้างที่เป็นศัตรูกับฝั่งประชาชน นี่แหละเขาใช้วิธีการว่าจะทำกับศัตรูอย่างไร ก็ทำอย่างนี้แหละ ก็คือเขาจะทำทุกทาง โกหกเอาก็ได้ แต่เราฝ่ายประชาชนทำแบบเขาไม่ได้ ต้องใช้ความจริง

 

เพราะฉะนั้น อย่างบางส่วน ยกตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองที่เคยดังในภาคใต้เขาเคยสอนเอาไว้ด้วยซ้ำนะกับนักการเมืองของเขาเวลาหาเสียง เพราะว่ามันมีคนในพรรคนั้นมาเล่าให้อาจารย์ฟัง คนที่เคยอยู่ในพรรคนั้น เขาบอกโกหกไปเลย เวลาหาเสียงเลือกตั้งนะ โกหกไปก่อน หมายถึงผู้สมัครเขาแข่งกัน โกหกไปก่อน มันก็ต้องมาตามแก้ พอมันแก้ได้นะ สมมุติมันแก้ได้นะ เราก็โกหกเรื่องใหม่ ให้มันตามแก้เรา อันนี้นี่เป็นวิชาที่เขาสอนกัน แต่ว่าสุดท้ายเขาก็สูญเสียพื้นที่ให้กับพปชร. แล้วก็ภูมิใจไทยเป็นจำนวนมาก แต่ว่าในกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายจารีตและอำนาจนิยมเหล่านี้เขาจะใช้ทุกทาง การตั้งสถาบันทิศทางไทยหรือว่าไทยภักดีแล้วตอนนี้ก็กลายเป็นพรรค มันเป็นการเปิดตัวชัดเจน อาจารย์ก็ดูไม่หนักใจเท่าไหร่ แต่ว่าพวกที่แปลงกายมาหรือว่าพวกที่มีอิทธิพลในสื่อ พวกนี้น่าจะมีบทบาทมากกว่า

 

และอีกอย่างที่สำคัญก็คือการใช้อำนาจที่เป็นอำนาจรัฐทำให้บทเรียนในโรงเรียน การเรียนการสอน การเขียนประวัติศาสตร์ ก็จะเขียนไปในทิศทางที่เป็นปฏิปักษ์กับอำนาจของประชาชน อย่างนี้น่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะที่เราต้องไปตามดูหลักสูตรในโรงเรียนและการเรียนการสอนพวกครูอันนี้มีผลมาก เหมือนอย่างเมื่อกี้ที่ยกตัวอย่างตั้งแต่เด็กอนุบาลเริ่มมีการสอนกันละ เพราะฉะนั้นในโรงเรียนมันก็จะกล่อมเกลาทำให้เกิดค่านิยมแบบจารีตนิยม แล้วก็ยอมสยบอยู่กับอำนาจทางฝ่ายจารีตด้วยความภักดีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อาจารย์มองว่าในโรงเรียนก็น่ากลัว แล้วก็ในสื่อจำนวนหนึ่ง

 

เพราะฉะนั้น การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมอาจารย์ก็เห็นว่าสำคัญนะ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนประวัติศาสตร์ ต้องทำความจริงให้ปรากฏออกมา เยาวชนเหล่านี้ของเราจำนวนหนึ่งที่ตื่นตัวได้ก็เพราะมีนักวิชาการที่เขียนประวัติศาสตร์การเมืองที่เรียกว่าเปิดเผยความจริงซึ่งเด็ก ๆ เขาไม่รู้ ตอนอยู่ในโรงเรียนถูกสอนมาอีกแบบหนึ่ง แล้วพอได้ความรู้ใหม่ก็เกิดตื่นตาตื่นใจ ตาสว่างด้วยอะไรด้วยมันก็มาได้

 

เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็เข้าใจว่าองค์กรสององค์กรนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่ที่ร้ายกว่าก็คือที่มันครอบงำอยู่ในพวกกระทรวง ทบวง กรม กระทรวงศึกษาฯ กระทรวงวัฒนธรรมฯ นี่ล่าสุดก็เห็นให้รางวัลคนดีในสังคม มีอัญชะลี ไพรีรัก ซึ่งนี่เป็นเจ้าแม่ของเฮทสปีชเลย ก็คือสร้างคนดีตามแบบหนึ่ง คือเขามีแบบของคนดี แบบของจารีตนิยมอำนาจนิยม มันไม่ใช่คนดีของประชาชน ถ้าเป็นคนที่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจกลับกลายเป็นคนเลวมันเป็นอย่างนั้นไป อาจารย์ก็อยากจะให้ไปช่วย ๆ กันดูพวกหลักสูตรโรงเรียน แล้วก็สื่อ แล้วก็เราเอาออกมา ช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภารกิจของเยาวชนที่เขาอยู่ในแถวการต่อสู้ เหมือนกับจุฬาฯ เขาไม่ได้ออกมากับแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ เขาก็ทำของเขา แต่ว่ามันได้ผล มันก็ตีไปตรงที่ทางความคิดจารีตที่ไม่ได้สนใจว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนไปยังไงแล้วยังคงแบบแผนพิธีกรรมแบบจารีต แล้วไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนว่านี่มันเป็นบทบาทเยาวชน เขาเป็นคนแบกเสลี่ยง เขาเป็นคนจัดกิจกรรม อะไรอย่างนี้

 

เพราะฉะนั้นก็อาจารย์ว่ามันมีมากกว่าไทยภักดี มีมากกว่าทิศทางไทย ขอให้พวกเราทำงานให้หนัก อย่าไปคิดว่าไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเรา ไปสืบในกระทรวง หลักสูตรการเรียนการสอนซึ่งน่าห่วงก็คือมัธยม และแม้กระทั่งประถมด้วย ตรงนั้น แล้วเอามาเปิดโปงกันให้มากสักหน่อย อาจารย์ว่าจะมีคุณูปการ แม้บางคนไม่ได้ลงไปเดินบนถนนนะ แต่ว่าบทบาทตรงนี้ก็จะมีคุณูปการเป็นอันมากเลยค่ะ 


#ธิดาถาวรเศรษฐ

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ทะลุฟ้าผนึกแนวร่วมมธ.จัดเสวนายกเลิกม.112 กับอนาคตประเทศไทย จี้คืนสิทธิประกันตัว เปิดปราศรัยเดือด ชี้ คุกไม่ใช่ที่เคาต์ดาวน์คนเห็นต่าง พร้อมนัดหมายพรุ่งนี้(24 ธ.ค.) 11.00น.เดินจากยูเนี่ยนมอลล์ไปศาลอาญารัชดา ร่วมฟังคำสั่งให้ประกันตัว 4 ราษฎรหรือไม่

 



ทะลุฟ้าผนึกแนวร่วมมธ.จัดเสวนายกเลิกม.112 กับอนาคตประเทศไทย จี้คืนสิทธิประกันตัว เปิดปราศรัยเดือด ชี้ คุกไม่ใช่ที่เคาต์ดาวน์คนเห็นต่าง พร้อมนัดหมายพรุ่งนี้(24 ธ.ค.) 11.00น.เดินจากยูเนี่ยนมอลล์ไปศาลอาญารัชดา ร่วมฟังคำสั่งให้ประกันตัว 4 ราษฎรหรือไม่ 


วันนี้ (23 ธ.ค. 64) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ด้านหน้าประตู 8 เวลา 15.00 น. มวลชนกลุ่มทะลุฟ้าพร้อมแนวร่วม ได้ทยอยกันเข้าพื้นที่ตามนัดหมาย พร้อมนำแผงเหล็กมากั้นถนนบริเวณด้านหน้าประตู 8 ศาลอาญารัชดา เพื่อเตรียมจัดตั้งเวที และกลางเต้นท์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจจราจร คอยดูแลการจราจรในพื้นที่


นอกจากนี้ยังมีการตั้งบูธราษฎรประสงค์ยกเลิก112 พร้อมตั้งโต๊ะให้ผู้ที่มาร่วมฟังเสวนาในวันนี้ลงชื่อยกเลิกกฎหมายมาตรา112 ด้วย


สำหรับด้านหน้าเวทีเสวนานั้นมีการวางภาพของนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เช่น พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน, ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง, และอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน


โดยเวลา 16.35 น. เวทีวงเสวนาในหัวข้อปัญหาของมาตรา 112 ส่งผลกระทบและมีปัญหาอย่างไรบ้าง ได้เริ่มขึ้น


โดยนายณัชปกรณ์ นามเมือง หรือ ฐา จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ilaw) กล่าวว่า การอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจขอบเขตของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายมาตรา112


เชื่อว่าทุกท่านที่มานั่งอยู่ในที่แห่งนี้ก็คงจะเข้าใจปัญหาของมาตรา112 เป็นอย่างดี แต่แค่ความเข้าใจของพวกเรานั้นมันยังคงไม่พอ พวกเรามีหน้าที่ในการสื่อสารกันต่อไปว่าปัญหาของมาตรา 112 คืออะไร ผมรณรงค์ให้ทุกคนต้องท่องมาตรา 112 ให้ได้ก่อน ถ้าเราท่องได้เราจะเห็นภาพชัดว่าการบังคับใช้มาตรา 112 มันไปไกลขนาดไหน หากเราท่องกันได้จนขึ้นใจเราจะพบว่ากฎหมายนี้กำหนดลักษณะความผิดไว้ 3 อย่างคือ 1.หมิ่นประมาท 2.ดูหมิ่น 3.แสดงความอาฆาตมาดร้าย ต้องเข้า 3 องค์ประกอบนี้จึงจะเป็นความผิด เพราะฉะนั้นนี่เป็นหน้าที่ร่วมกันที่อยากจะเชิญชวนทุกคนว่าทำไมเราจึงต้องท่องมาตรา112 เพราะเราจะได้เห็นขอบเขตของกฎหมายและการบังคับใช้มันกว้างขวางไปขนาดไหน” นายณัชปกรณ์กล่าว


ด้านนายณัฐชนน ไพโรจน์ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวว่า ปัญหาของมาตรา 112 ไม่ได้มีปัญหาแค่เพียงตัวบท และย้ำว่า 3 ข้อเรียกร้องที่มีการเรียกร้องนั้นมีความจำเป็น


ณัฐชนน กล่าวต่อไปว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีปัญหาแค่ตัวบท มีปัญหาทั้งการบังคับใช้ พอเราเห็นเพื่อนเราส่วนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาด้วยมาตรา112 เรารู้สึกว่ามาตรฐานบางอย่างมันเปลี่ยนไป ตัวผมมองว่าส่วนที่เป็นปัญหาในบ้านเรามากๆคือ เราอยู่ในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยกฎหมายนี้เป็นปัญหาแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในบ้านเมืองหนึ่งไม่ได้มีคนทุกคนที่คิดเห็นเหมือนกันหมด ซึ่งบางครั้งมันไปด้วยกันไม่ได้มันขัดแย้งกัน เมื่อมันขัดแย้งกันแต่ระบอบประชาธิปไตยมันให้โอกาสและทางเลือก เราจำเป็นที่จะต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อกันเพื่อรับฟังว่าปัญหาของการพัฒนาบ้านเมืองในแบบของเรามันมีปัญหาอย่างไร หาพื้นที่มานั่งถกเถียงกัน เรามีรัฐสภาจริงไหม เรามีการเลือกตั้งจริงไหม เรามีกฎหมายที่ควรจะรับใช้ประชาธิปไตยแต่ผมเริ่มไม่แน่ใจ


ขณะที่น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร กล่าวว่า มาตรา 112 สร้างเพดานแก้วของความคิดประชาชน ไม่สามารถมีอิสระทางความคิด ซึ่งเป็นปัญหาต่อการพัฒนาสังคมในระบอบประชาธิปไตย และสำหรับสาเหตุที่ต้องการให้แก้กฎหมาย 112 เพราะต้องการให้สถาบันฯ เป็นสถาบันทางสังคมอยู่ได้อย่างสง่างาม 


ทั้งนี้จุดยืนของคนในสังคม แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่รักและพร้อมปกป้อง 2.กลุ่มที่แอบอ้างสถาบันฯเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง 3.กลุ่มที่พยายามจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันฯ กับประชาชนให้อยู่ในร่องรอยของประชาธิปไตย และ 4.กลุ่มที่ตั้งคำถามกับการมีอยู่ของสถาบันฯ ทั้งหมดเป็นปัญหาความขัดแย้ง


ด้าน รศ.ดร ยุกติ มุกดาวิจิตร กล่าวว่า เมื่อ 10 ปีก่อนพบว่า ปัญหาของมาตรา 112 เริ่มก่อตัว เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมือง แต่ไม่อยากให้สังคมขัดแย้งจนเกิดความแตกหัก และไม่สามารถรณรงค์ได้เหมือนในปัจจุบัน จุดเปลี่ยนของการเรียกร้องให้แก้กฎหมายมาตรา 112 คือ กฎหมายนี้ถูกจัดไปอยู่ในกฎหมายความมั่นคง  ประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรมจากการคืนสิทธิการประกันตัว 


"ปัญหาคือ มาตรา 112 ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งจนเกิดความขัดแย้งในสังคม การยกเลิกกฎหมายนี้จึงจะช่วยปลดพันธนาการ ให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็น และลบข้ออ้างเพื่อยุบพรรคการเมือง"


โดยภายหลังจบวงเสวนา 18.00 น. ผู้ร่วมกิจกรรม ได้ยืนเคารพธงชาติโดยหันหน้าเข้าศาลอาญารัชดา ชู 3 นิ้ว จากนั้นมีการโปรยกระดาษ หน้าศาลอาญา ข้อความระบุว่า "ปล่อยเพื่อนเรา คุกไม่ใช่ที่เคาท์ดาวน์ของคนเห็นต่าง"


ในเวลาต่อมา เป็นช่วงเวลาของการปราศรัย เริ่มต้นโดย ไหม- ธนพร วิจันทร์ จากเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ปราศรัยว่าพรุ่งนี้พวกเราจะต้องมาให้กำลังใจเพราะเขาไม่มีความผิดอะไรเลย รับพวกเขากลับบ้าน พวกเราพร้อมที่จะทำให้ประเทศนี้ดีต่อไปในข้างหน้า 


ทั้งนี้ยังได้หวังว่ากระบวนการรัฐสภาจะพูดถึงประเด็นยกเลิกมาตรา 112 ถ้าเห็นว่าเป็นการอาฆาตมาดร้าย กษัตริย์ก็ต้องมาฟ้องเอง 


ต่อมา"ตี้ พะเยา" ปราศรัยว่าวันนี้อยากมาส่งเสียงถึงกระบวนการยุติธรรมให้อย่าทำตามใบสั่งใคร ตนขอยกตัวอย่างนักสู้ประชาธิปไตยคนหนึ่งที่เคยต้องอยู่ในเรือนจำ ตุลาการ กระบวนการยุติธรรมทั้งหลายเห็นหรือไหมว่าคนหนึ่งที่ต้องออกมาต่อสู้จนเกือบจะต้องสูญเสียทุกอย่าง แต่เขาก็ยังสู้


จากนั้น18.40 น. ฟ้า พรหมศร ได้ขึ้นปราศรัยระบุว่า การวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องปกติ หากทรงเป็นกษัตริย์ที่อยู่ในทศพิศราชธรรมจริงก็ต้องไม่ทรงเกรงกลัวคำวิจารณ์ใด พร้อมยกตัวอย่างว่าพระพุทธเจ้าเคยกล่าวกับพระอานนท์ว่าไม่มีใครในโลกที่ไม่ถูกติฉินนินทา ฟ้า พรหมศรจึงได้กล่าวต่อว่ามาตรา 112 กำหนดไว้จึงเป็นสิ่งที่ฝืนต่อธรรมชาติ 


ด้านลูกนัท - ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ได้กล่าวถึงประเด็นการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกสภาพของสิระ เจนจาคะ สิ้นสุดลง อย่าให้สิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานใหม่ของความยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลไหนก็ตาม ไม่ควรจะได้รับคำสรรเสริญจากการทำหน้าที่ตัวเอง แต่หากไม่ทำหน้าที่ตัวเอง สมควรจะต้องถูกประณาม


ด้านปูน ทะลุ ได้ขึ้นกล่าวบทกวี ถึงมหาตุลาการ ที่ทนายอานนท์ นำภาได้แต่งไว้ ทั้งนี้ปูนได้กล่าวว่า กิจกรรมไม่ว่ากลุ่มใดจัดก็ขอเรียนเชิญพี่น้องเข้าร่วมเพราะเราเรียกร้องเรื่องเดียวกัน


อย่างไรก็ตาม บอย ธัชพงศ์ ได้กล่าวว่าที่ผ่านมาทั้งสี่คน( อานนท์-ไผ่-ไมค์-เพนกวิน) ที่ยื่นประกันตัวเข้ากระบวนการด้วยดีมาตลอดและยอมรับเงื่อนไขศาลแล้วเชิญชวนให้จับตาคำสั่งการประกันในวันพรุ่งนี้ บอย ได้กล่าวว่าเราไม่ได้ละเมิดศาลเพราะเราไม่อาจแทรกแซงกระบวนการของศาลได้ แต่เราแสดงความเคารพต่อศาลด้วยการพูดอย่างตรงไปตรงมา 


ทั้งนี้บอย ธัชพงศ์ได้ ประกาศว่าพรุ่งนี้เที่ยงขอนัดรวมพลหน้ายูเนียนมอล โดยทะลุฟ้าจะจัดกิจกรรมเดินมาศาล ส่วนใครเดินไม่ไหวให้มารอที่หน้าศาลอาญารัชดา โดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจะปักหลักรอที่นี่ เพื่อร่วมฟังคำสั่งศาลพร้อม ๆ กัน และประกาศยุติกิจกรรม แยกย้ายด้วยความสงบ ในเวลา 20.00 น.


ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก ทะลุฟ้า - thalufah ได้แจ้งนัดหมายทำกิจกรรมในวันพรุ่งนี้ (24 ธ.ค.) ระบุว่า

#ม็อบ24ธันวา64 เดิน หยุด ขัง
เดินจาก ยูเนี่ยนมอล ไป ศาลอาญารัชดา เวลา 11 : 00 น.เป็นต้นไป
ร่วมกันใส่หน้ากาก ร่วม เดิน หยุด ขัง
ภายใต้หน้ากากนี้มีอุดมการณ์
และอุดมการณ์ไม่มีวันตาย
ไม่ว่าคุณจะจับขังใครไป 
ความหวังในการเปลี่ยนแปลง
ก็จะไม่สามารถฆ่าอุดมการณ์นั้นให้ตายได้ ! 

#ม็อบ23ธันวา64 #UDDnews #ยูดีดีนิวส์