วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ออกแถลงการณ์ใจความว่า
พวกเราคือ เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ขบวนเกษตรกร คนงาน ผู้หญิง คนจนเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนผู้ปกป้องสิทธิ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากทั่วประเทศ วันนี้เรามาปักหลักต่อต้านระเบียบการพัฒนาที่ สร้างความมั่งคั่งให้ทุนและชนชั้นนำ แต่ทิ้งหนี้สิน ความพินาศของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความสูญเสียให้ประชาชนชดใช้ด้วยชีวิตและอนาคตของตนเอง
แม้พวกเราจะต่อสู้ต่างพื้นที่ แต่ต่างเผชิญโครงสร้างอำนาจเดียวกัน คือ เสรีนิยมใหม่ที่ให้ทุนอยู่เหนือชีวิตประชาชน และจักรวรรดินิยมที่ให้มหาอำนาจกำหนดกติกาเศรษฐกิจโลก โดยมีธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟใช้อำนาจผ่านเงินกู้ เงื่อนไขนโยบาย และการครอบงำทางความคิด เพื่อเปิดทางให้ทุนสะสมความมั่งคั่ง ขณะที่ประเทศโลกใต้และประชาชนผู้รับผลกระทบกลับไร้อำนาจตัดสินใจ พวกเราไม่ได้มาเพื่อยอมรับกติกาของทุน แต่มาทวงคืนอำนาจกำหนดอนาคต และสิทธิปฏิเสธการพัฒนาที่ทำลายชีวิต ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟในกรุงเทพฯ วันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 คือการกลับมาของสถาบันการเงินที่ยังไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายจากนโยบายและโครงการพัฒนาในอดีต “โอลิมปิกทางการเงิน” ครั้งนี้จึงเป็นเวทีที่รัฐและทุนร่วมกันกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ทั้งที่ประชาชนยังต้องชดใช้ความเสียหายจากอดีต นี่ไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือการผลิตซ้ำความมั่งคั่งของทุนบนความสูญเสียของประชาชน
อำนาจของทุนระหว่างประเทศไม่ได้ครอบงำประเทศนี้เพียงลำพัง หากแต่มีโครงสร้างอำนาจรัฐไทยเป็นผู้รับช่วงและขับเคลื่อนระเบียบเศรษฐกิจดังกล่าว ภายใต้สิ่งที่เราเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งเชื่อมโยงกลุ่มทุน บ้านใหญ่ กลไกรัฐ องค์กรอิสระ และอำนาจพิเศษเข้าด้วยกัน เพื่อรักษาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ในมือของชนชั้นนำ เมื่อทุนต้องการที่ดิน ทรัพยากร และโครงการลงทุน รัฐกลับพร้อมเปิดทางให้ แต่เมื่อประชาชนลุกขึ้นปกป้องผืนดิน แม่น้ำ ป่าไม้ และทวงถามความรับผิดชอบ รัฐกลับยกข้ออ้างเรื่อง "ภาพลักษณ์ประเทศ" "ความมั่นคง" และ "ความสงบเรียบร้อย" มาใช้ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ระบอบที่เปิดประตูให้ทุนเข้ามากอบโกย แต่ปิดปากประชาชนผู้ปกป้องบ้านเกิดของตนเอง ย่อมไม่ใช่ระบอบที่ปกครองเพื่อประชาชน หากแต่เป็นระบอบที่ใช้อำนาจรัฐรับใช้การสะสมทุน
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐติดตาม ข่มขู่ และคุกคามประชาชนถึงบ้านและที่ทำงาน กดดันครอบครัวและผู้นำชุมชน จนเวทีประชาชนในปาตานีต้องย้ายไปจัดออนไลน์ ยังมีกรณีขู่ฆ่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่รัฐต้องสอบสวนและนำผู้กระทำผิดมารับผิดชอบ
ขณะที่ชนชั้นนำและสถาบันการเงินนั่งกำหนดอนาคตประเทศในห้องประชุมหรูหรา ประชาชนที่ลุกขึ้นปกป้องบ้านเกิดกลับถูกข่มขู่คุกคาม รัฐเปิดประตูต้อนรับทุน แต่ใช้อำนาจปิดปากประชาชน นี่ไม่ใช่การรักษาความสงบ แต่คือการใช้อำนาจรัฐปกป้องผลประโยชน์ของทุน และไม่มีความชอบธรรมใดที่จะใช้ความหวาดกลัวพรากสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ท่ามกลางสงคราม วิกฤตพลังงาน และหนี้สิน ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟยังคงยกการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย แต่ไม่ตอบว่า เศรษฐกิจเติบโตเพื่อใคร และใครได้ครอบครองความมั่งคั่ง เมื่อมีเพียง 32 ประเทศที่สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึงร้อยละ 95 ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังเผชิญความยากจนและหนี้สิน
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟไม่ได้ครอบงำเพียงผ่านเงินกู้และเงื่อนไขนโยบาย แต่ยังครอบงำความคิด จนรัฐบาลยอมรับว่าการเปิดเสรี การตัดสวัสดิการ และการเปิดทางให้ทุนคือความเจริญ โดยใช้จีดีพีวัดความสำเร็จ แต่จีดีพีที่สูงขึ้นไม่ได้หมายถึงค่าจ้างที่เป็นธรรม ที่ดินทำกิน บ้านที่มั่นคง หรือธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยังหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชน เศรษฐกิจที่นับกำไรของทุนกลับมองไม่เห็น งานดูแลที่หล่อเลี้ยงชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงงานของผู้หญิงทั้งที่ได้รับค่าจ้างต่ำและไม่ได้รับค่าจ้าง ทั้งที่งานดูแลควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐและสังคม นี่คือเศรษฐกิจที่นับกำไร แต่ไม่นับคุณค่าของชีวิตประชาชน
ภายใต้ระเบียบเศรษฐกิจที่ถือว่าการเติบโตและการสะสมทุนเป็นเป้าหมายสูงสุด แม่น้ำ ป่าไม้ ภูเขา และทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร อาชีพ วัฒนธรรม และชีวิตของผู้คนมาหลายชั่วอายุคน กลับถูกแปลงให้เป็นเพียง "สินทรัพย์" ที่รอการตีราคา ออกสัมปทาน และแสวงหากำไร การสร้างเขื่อน เปิดเหมือง ถมทะเล และก่อสร้างโรงไฟฟ้าถูกบันทึกเป็นมูลค่าการลงทุนและความเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่แม่น้ำที่สูญเสียระบบนิเวศ ป่าที่ถูกทำลาย ทะเลที่เสื่อมโทรม และชุมชนที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิด กลับไม่ปรากฏเป็นหนี้สินที่ผู้ลงทุนและผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องชดใช้ นี่คือระเบียบการพัฒนาที่นับกำไรของทุนเป็นความเจริญ แต่ผลักความพินาศของธรรมชาติและความสูญเสียของประชาชนให้กลายเป็นต้นทุนที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
ปัจจุบัน ธนาคารโลกยังเดินหน้าผลักดันการระดมทุนจากภาคเอกชน หรือ Private Capital Mobilisation โดยมีรายงานยอดระดมทุนในปีงบประมาณ 2569 สูงถึง 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เงินทุนส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่ในประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำได้รับเพียงประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แนวทางดังกล่าวสะท้อนความย้อนแย้งของระเบียบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่ประกาศให้ตลาดและเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนา แต่กลับต้องอาศัยเงินและทรัพยากรสาธารณะเข้ามารับประกันและลดความเสี่ยงให้การลงทุนของทุนเอกชน นี่คือ "เสรีนิยมใหม่ที่อุดหนุนด้วยเงินสาธารณะ" ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุนเลือกลงทุนในกิจการที่สร้างผลกำไร ขณะที่รัฐและประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงจากหนี้สิน ภาษี และความเสียหายต่อทรัพยากรส่วนรวม กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ กำไรตกเป็นของเอกชน แต่ความเสี่ยงและความสูญเสียกลับถูกผลักให้เป็นภาระของประชาชน
ความไม่เป็นธรรมจากระเบียบการพัฒนาเช่นนี้ไม่ได้อยู่เพียงในรายงานเศรษฐกิจหรือคำวิพากษ์ทางวิชาการ หากแต่ปรากฏเป็นบาดแผลในชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ บทเรียนจากเขื่อนปากมูล เขื่อนบางลาง และเหมืองโปแตช คือหลักฐานของการพัฒนาที่ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียผืนดิน แม่น้ำ แหล่งอาหาร อาชีพ และวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน คนจนเมืองและชุมชนริมรางต้องเผชิญการไล่รื้อและความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย เพื่อเปิดทางให้เมืองเติบโตตามความต้องการของทุน ขณะที่พี่น้องประชาชนในภาคตะวันออกต้องเผชิญทั้งภัยน้ำท่วมและมลพิษจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่คุกคามสุขภาพ แหล่งอาหาร และการทำมาหากิน นี่คือการพัฒนาที่สร้างความมั่งคั่งให้คนบางกลุ่ม ด้วยการพรากฐานชีวิตและทรัพยากรไปจากประชาชน
น้ำอาจลดลงแล้ว แต่หนี้สิน สารพิษ และความเสียหายต่อชีวิตไม่ได้ไหลหายไปพร้อมสายน้ำ เขื่อนสร้างเสร็จแล้ว แต่แม่น้ำและวิถีชีวิตยังไม่ฟื้นคืน เหมืองสร้างกำไรให้ทุน แต่ทิ้งผืนดินและแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรมไว้ให้ชุมชน ความเสียหายเหล่านี้ไม่ใช่ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่อความเจริญ แต่เป็นหนี้ที่รัฐ ธนาคารโลก และกลุ่มทุนต้องรับผิดชอบ ฟื้นฟู เยียวยา และชดใช้ ประชาชนถูกบังคับให้เสียสละชีวิตและธรรมชาติมามากพอแล้ว ประชาชนไม่ได้เป็นหนี้ธนาคารโลก แต่ธนาคารโลกต่างหากที่ติดหนี้ความยุติธรรมต่อประชาชน!
จุดยืนและข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ขอประกาศจุดยืนและข้อเรียกร้องเจ็ดประการ
หนึ่ง คืนอำนาจกำหนดอนาคตให้ประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐและทุนผูกขาด ประชาชนต้องมีอำนาจตัดสินใจและปฏิเสธนโยบายหรือโครงการที่ทำลายชีวิตและทรัพยากรของตนเอง การรับฟังความคิดเห็นหลังจากรัฐและทุนตัดสินใจไปแล้ว ไม่ใช่การมีส่วนร่วม แต่เป็นเพียงพิธีกรรมสร้างความชอบธรรมให้ผู้มีอำนาจ
สอง พลังงานต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่แหล่งกอบโกยกำไรของทุน ยุติการใช้เงินสาธารณะอุดหนุนทุนพลังงานผูกขาด แล้วผลักภาระมาเป็นค่าไฟของประชาชน การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องไม่เปลี่ยนเพียงชนิดเชื้อเพลิง แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างกรรมสิทธิ์และอำนาจ ให้ประชาชนและชุมชนเป็นเจ้าของ จัดการ และได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม
สาม หยุดก่อหนี้สาธารณะเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ทุน
ยุติการก่อหนี้และค้ำประกันการลงทุนที่ประชาชนไม่มีอำนาจตัดสินใจ เปิดเผยสัญญาเงินกู้และเงื่อนไขทั้งหมด ปฏิเสธการแปรรูปทรัพย์สินสาธารณะและนโยบายเปิดเสรีที่เอื้อทุน หนี้คืออาณานิคมรูปแบบใหม่ ที่ใช้เงินกู้บังคับนโยบายและผลักภาระให้ประชาชนชดใช้ ขณะที่ทุนเป็นผู้รับผลประโยชน์ เราเรียกร้องให้ยกเลิกหนี้ที่ไม่เป็นธรรม (illegitimate debt) และยุติการใช้หนี้เป็นเครื่องมือครอบงำอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประชาชน
สี่ สวัสดิการคือสิทธิ งานดูแลคืองานสร้างชีวิต
รัฐต้องจัดสวัสดิการและบริการสาธารณะถ้วนหน้า รับรองสิทธิและค่าตอบแทนที่เป็นธรรมของแรงงานดูแลทั้งที่ได้รับค่าจ้างและไม่ได้รับค่าจ้าง งานดูแลคือแรงงานที่สร้างชีวิต หล่อเลี้ยงสังคม และทำให้เศรษฐกิจดำรงอยู่ได้ ยุติการตัดทอนสวัสดิการเพื่อเพิ่มกำไรให้ทุน แล้วผลักความรับผิดชอบในการดูแลชีวิตให้ผู้หญิงและครอบครัวเพียงลำพัง
ห้า ผู้ก่อความเสียหายต้องชดใช้ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับกรรม ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ รัฐบาล และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้อง ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากนโยบายและโครงการพัฒนา เปิดเผยข้อมูล ยอมรับการตรวจสอบ ฟื้นฟูทรัพยากรและระบบนิเวศ พร้อมชดใช้เยียวยาประชาชนอย่างเป็นธรรม
หก หยุดคุกคามประชาชน สิทธิชุมนุมไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะอนุญาตหรือเพิกถอนตามอำเภอใจ ยุติการติดตาม ข่มขู่ และสกัดกั้นประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงการปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัย การชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิของประชาชน ไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะใช้ดุลพินิจปิดกั้น รัฐต้องอำนวยความสะดวกและคุ้มครองผู้ชุมนุม ไม่ใช่ใช้อำนาจความมั่นคงปิดปากผู้เห็นต่าง และต้องรับผิดชอบตามสายการบังคับบัญชา ไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำรอยเอเปคปี 2565
เจ็ด รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจที่รับใช้ทุน ทลายอำนาจผูกขาดของระบอบสีน้ำเงิน แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องไม่เป็นเครื่องมือให้ทุนผูกขาดทรัพยากรและอนาคตประเทศ ต้องกระจายอำนาจและความมั่งคั่ง คืนสิทธิการจัดการที่ดิน น้ำ ป่าไม้ ทะเล และพลังงานให้ประชาชน การต่อสู้กับระบอบสีน้ำเงิน คือการต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจรัฐและทุนที่ร่วมกันผูกขาดความมั่งคั่งและกำหนดชะตากรรมประชาชน
เราปักหลักอารยะขัดขืน ถนนคือรัฐสภาของประชาชน
ปฏิบัติการตรงโดยสันติวิธี คือความรักที่ลงมือทำให้ความยุติธรรมเป็นจริง
อนาคตไม่ใช่สิ่งที่รัฐและทุนหยิบยื่นให้ แต่ประชาชนต้องสร้างเอง!
เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
15 ตุลาคม 2569
