วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ม็อบ Truck Power รวมตัวขับไล่รมว.แรงงาน หลังเจรจาหลายรอบ ภาครัฐไม่ตอบสนอง ออกคำแถลง 10 ข้อเสนอแนะแก้ปัญหา

 


ม็อบ Truck Power รวมตัวขับไล่รมว.แรงงาน หลังเจรจาหลายรอบ รัฐไม่ตอบสนอง ออกคำแถลง 10 ข้อเสนอแนะแก้ปัญหา


วันนี้ (8 ก.พ. 65) เวลา 07.05 น. มีการนัดรวมตัวกันหน้ากระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดี โดยสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ซึ่งได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมสายตรวจฯ ประสานทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดระเบียบการจอดรถ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำรถสิบล้อ, รถบัส ติดแผ่นป้ายข้อความต่าง ๆ เพื่อประท้วงราคาน้ำมันแพง


นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม “Truck Power” ครั้งสุดท้ายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงจุดยืนของสหพันธ์ฯ และแก้ข้อครหาต่าง ๆ ในสังคม หลังเรียกร้องราคาน้ำมันดีเซลที่ 25 บาท/ลิตร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ซึ่งมีการเจรจากันหลายรอบในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา โดยมีการจัดกิจกรรม “Truck Power” มาแล้ว 2 ครั้ง เพื่อเป็นการกดดันรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน  แต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายกว่าล้านบาทและเป็นค่าใช้จ่ายที่เฉลี่ยออกกันเองโดยที่ไม่มีนายทุนหนุนหลังหรือนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข


เวลา 10.00 น. นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง นายกสมาพันธ์ฯ นำคณะผู้บริหารสมาพันธ์ฯ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึง เงื่อนไขของสมาพันธ์ฯ มีความหวงแหนในองค์กร การดำเนินการทุกอย่าง จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งอาจจะไม่สะใจเหมือนการชุมนุมอย่างอื่น แต่ก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นหลัก โดยวันนี้กลุ่มฯ จะดูท่าทีรัฐบาล อาจปักหลักชุมนุมค้างคืน เรียกร้องให้รมว.พลังงาน แก้ไขปัญหา หากทำไม่ได้ ก็หาคนใหม่มาทำแทน หรือลาออกจากตำแหน่งไป


ทั้งนี้ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้ออกคำแถลงข่าว กิจกรรม TRUCK POWER FINAL SEASON พลังคนรถบรรทุกร่วมภาคประชาสังคม และพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมันที่ถูกต้อง เป็นธรรม แก่ประชาชน มีรายละเอียด ดังนี้


ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยทุกชนิด ได้ปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 - ปัจจุบัน พบว่ามีปัญหาเรื่อง โครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม และการบริหารจัดการเรื่องพลังงานของรัฐบาลที่ล้มเหลว สร้างภาระความเดือดร้อนแก่ประชาชน และผู้บริโภคน้ำมันทางตรงและทางอ้อม ซึ่งมีตัวละครหลายตัวที่สร้างทฤษฎีสมประโยชน์ ระหว่างกลุ่มธุรกิจพลังงานและกลุ่มทุนพลังงาน ทุกกลุ่มได้ประโยชน์หมด แต่ประชาชนและผู้ใช้น้ำมันเสียประโยชน์ตลอดเวลา 6-7 ปี ที่ผ่านมาโดยไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐเท่าที่ควร น้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยหลักของทุกต้นทุน ส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และด้านโลจิสติกส์ มีผลต่อเนื่องถึงการพัฒนาประเทศด้านการลงทุน ภาคการผลิตและภาคบริการ ที่ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงถึง 14.1% เมื่อเทียบกับ GDP (ข้อมูลปี 2563) ของประเทศ


ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 สหพันธ์ฯ และภาคประชาชนได้จัดกิจกรรมสะท้อนความเดือดร้อนผ่านสื่อมวลชนทุกระบบ ให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง ทำหนังสือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการ กบง. ลงวันที่ 5 ลุลาคม 2564 และประชุมหารือเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2564 ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการ กบง. ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ประชุมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ยื่นหนังสือถึง ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ประชุมคณะกรรมการ กพช. (วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564) และมีมติปรับลดการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จากเดิม 10 สตางค์/ลิตร (เหลือ 5 สตางค์/ลิตร) อนุมัติให้กองทุนกู้เงินเพิ่มเพื่อการรักษาเสถียรภาพ ระดับราคา จำนวน 40,000 ล้านบาท อย่างอื่นเหมือนเดิม


จากมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 สหพันธ์ ได้ประชุม เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 มีมติไม่เห็นด้วยกับมติ กพช. ทั้ง 2 กรณี เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ข้อเรียกร้องและลดผลกระทบหรือลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนแต่ประการใด โดยที่ประชุมได้มีมติ “ตรึงราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไม่เกิน 30 บาท/ลิตร” สร้างความไม่เป็นธรรมต่อภาคประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง มีการจัดกิจกรรม Truck Power Season II เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ผลจากการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ภาครัฐยังไม่มีการตอบสนอง ไม่มีการช่วยเหลือ หรือแก้ไขปัญหาใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นธรรม ดังนั้น สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยและสมาคมขนส่งสินค้า รวม 10 สมาคมทั่วประเทศ จึงมีมติจัดกิจกรรม Truck Power Final Season เพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมันแก่ประชาชนผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ทราบ


มาตรการข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะ

1. ต้องลดภาษีสรรพสามิตลงในช่วงราคาน้ำมันดิบในตลาด ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้น

2. ต้องปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เป็นธรรมกับประชาชนและผู้บริโภค

3. รัฐบาลต้องประหยัดการใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นและงบประมาณแบบผูกพันเป็นภาระ อาทิเช่น โครงการจัดซื้อจัดหาอาวุธ เป็นต้น มิใช่บอกให้ประชาชนประหยัดการใช้พลังงาน

4. ขอความร่วมมือจากประชาชนผู้บริโภคน้ำมัน ให้นำรถมาจอดบนถนนและเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนเพื่อประหยัดพลังงานทุกวันเสาร์/ของสัปดาห์ จนกว่ารัฐบาลจะปรับลดภาษี

5. ต้องปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทันที เนื่องจากบริหารราชการล้มเหลวไร้ความสามารถขาดประสิทธิภาพ

6. ปรับอัตราค่าขนส่งเพิ่ม 10-20% ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแบบการค้าเสรีและกลไกตลาด

7. ยกเลิกการนำไบโอดีเซล B100 มาผสมกับน้ำมันดีเซล เป็นระยะเวลา 1 ปี

8. ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่นของประเทศสิงคโปร์ แต่ให้ใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่นประเทศไทยแทน

9. ลดภาษีสรรพสามิตลงให้เหลือ 0.10 บาท/ลิตร และลดภาษีอื่น ๆ ลงด้วย เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี

10. กรณีมีความจำเป็นต้องปรับราคา ต้องปรับราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายปลีก 2 ครั้ง/เดือน เพื่อรักษาเสถียรภาพของต้นทุนสินค้าและบริการ


สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565


สำหรับขบวนคาร์ม็อบ ที่เคลื่อนจากสายตะวันตก แยกบางพลัด จำนวน 40 คัน, สายเหนือ หัวขบวนท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 42 คัน และสายตะวันออก หัวขบวนลงทางด่วนดินแดง จำนวน 35 คัน


#TruckPower #ม็อบ8กุมภา65

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์















วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ศาลเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐาน “โตโต้ ปิยรัฐ” คดี ม.112 และพ.ร.บ.คอมฯ กรณีโพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงการใช้ภาษีของกษัตริย์ ไป 9 พ.ค. 65 เหตุทนายความติดว่าความที่ศาลอื่น

 


ศาลเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐาน “โตโต้ ปิยรัฐ” คดี ม.112 และพ.ร.บ.คอมฯ กรณีโพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงการใช้ภาษีของกษัตริย์ ไป 9 พ.ค. 65 เหตุทนายความติดว่าความที่ศาลอื่น

 

วันนี้ (7 ก.พ. 65) เวลา 09.00 น. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ อดีตผู้อำนวยการกองงานมวลชนอาสา We Volunteer ผู้ถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 นั้น

 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รายงานผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ทนายความจำเลยขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐาน เนื่องจากทนายติดว่าความที่ศาลอื่น

 

ศาลจึงเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นวันที่ 9 พ.ค. 65

 

สำหรับคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 64 นายนพดล พรหมภาสิต จากศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับปิยรัฐ ต่อพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) เหตุโพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงถึงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์

 

ต่อมาวันที่ 30 พ.ย. 64 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ “โตโต้ ปิยรัฐ” เดินทางไปรายงานตัวตามนัดหมายสั่งฟ้องคดีของอัยการ และศาลกำหนดนัดวันตรวจพยานหลักฐานในวันนี้ (7 ก.พ.)

 

อ่านคำฟ้องของอัยการได้ที่ https://tlhr2014.com/archives/38491

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

"ณัฐวุฒิ" กล่าวอาลัยคุณพ่อยอดชาย ทรงกัมพล ชายผู้ซึ่งให้กำเนิดศิลปินนักสู้เพื่อประชาธิปไตย "แป๊ะ บางสนาน" ผู้ซึ่งกำเนิดบทเพลงสำคัญ "รักคนเสื้อแดง"

 


"ณัฐวุฒิ" กล่าวอาลัยคุณพ่อยอดชาย ทรงกัมพล ชายผู้ซึ่งให้กำเนิดศิลปินนักสู้เพื่อประชาธิปไตย "แป๊ะ บางสนาน" ผู้ซึ่งกำเนิดบทเพลงสำคัญ "รักคนเสื้อแดง"

 

วานนี้ (6 ก.พ. 65) เวลา 16.00 น. ที่ป่าช้าตาลอย วัดพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ร่วมในงานฌาปนกิจ คุณพ่อยอดชาย ทรงกัมพล บิดาของคุณพิธาน ทรงกัมพล หรือ “แป๊ะ บางสนาน” ซึ่งได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชราและจากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 สิริรวมอายุได้ 84 ปี

 

โดยก่อนที่จะเข้าสู่พิธีทอดผ้าบังสุกุล นายณัฐวุฒิ ได้ขึ้นกล่าวคำอาลัยดังนี้

 

นมัสการพระคุณเจ้า และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับมอบหมายจากทางคณะเจ้าภาพให้มาร่วมแสดงความอาลัยต่อผู้วายชนม์ ซึ่งเป็นบิดาของพี่แป๊ะ บางสนาน หรือคุณพิธาน ทรงกัมพล ในวันนี้

 

เราไม่ได้เจอกันเป็นเวลานานนะครับ ถ้านับแล้วก็ต้องพูดกันเป็นหลักปี แต่ว่าหัวใจของพวกเรานะครับ เราอยู่เคียงข้างกัน เราเป็นกำลังใจของกันและกัน เราเชื่อมั่นในจิตวิญญาณของการต่อสู้ในกันและกันมาโดยตลอด สำหรับคนที่ผ่านอะไรมาด้วยกันมาก ๆ อย่างพวกเรา หมายถึงอย่างพี่แป๊ะ แล้วก็อย่างหลาย ๆ ท่านที่นั่งกันอยู่ในงานนี้ ผมคิดว่ามันมากและลึกกว่าคำว่ามองตาก็รู้ใจ มันหมายถึงเพียงแค่นึกถึงก็มั่นใจ เพียงแค่มองย้อนไปในวันเวลาของอดีตก็ยังเชื่อว่าเรายังมีกันและกันอยู่จนวันปัจจุบันและถึงวันแห่งอนาคต

 

ในวาระนี้แทนที่นาน ๆ พบกันจะได้มีโอกาสสรวญเสเฮฮาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ กลับต้องกล่าวคำอาลัยหรือแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของคุณพ่อผู้จากไป แต่ผมก็ยังเชื่อนะครับว่า หากดวงวิญญาณของคุณพ่อได้ปรากฏรับรู้ด้วยญาณวิถีใดก็ตาม ท่านมองมาท่านก็น่าจะปลาบปลื้มใจที่ลูกชายของท่าน ที่ครอบครัวของท่าน ยังได้รับความรักความเคารพนับถือและผูกพันจากญาติมิตรและจากพี่น้องประชาชนซึ่งมิได้เกี่ยวพันกันโดยสายเลือด แต่ผูกพันกันโดยจิตวิญญาณของการต่อสู้ ผูกพันกันโดยประสบการณ์ช่วงเวลาของชีวิตที่ร่วมเป็นร่วมตายเคียงไหล่ใกล้บ่ากันและกัน

 

ผมหวังใจว่าสถานการณ์ของบ้านเมืองมันจะเดินไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องในที่สุดเหมือนกับที่เรามั่นใจตรงกันมาโดยตลอด แต่ต่อให้มันอาจจะยังคงผิดทิศผิดทางอยู่บ้าง แต่ก็ขอให้ทุกท่านได้มั่นใจนะครับว่าเส้นทางที่ทุกท่านได้ช่วยกันแผ้วถาง เส้นทางที่ทุกท่านได้ช่วยกันฝ่าฟัน เส้นทางที่เพื่อนและพี่น้องของเราหลายชีวิตได้ทอดร่างทับถมกันเพื่อเป็นทางเดินให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เส้นทางนี้จะไม่มีใครลบล้างหรือเบี่ยงเบนไปได้ เพราะเส้นทางนี้มันไม่ได้ถูกสร้างโดยตัวบุคคล แต่มันถูกสร้างด้วยหลักการที่ถูกต้อง มันถูกสร้างด้วยอุดมการณ์ของเสรีชนที่เชื่อว่าคนคือคน และคนเท่ากัน และมันถูกสร้างโดยแม้แต่ผู้สร้างมิมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ แต่ผู้ที่จะเป็นเจ้าของเส้นทางนี้ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยเท่า ๆ กัน

 

ขอแสดงความเสียใจกับพี่แป๊ะ คุณแม่ และครอบครัวอีกครั้ง และก็ถือเอาวาระนี้นะครับ ขอส่งความปรารถนาดีกับเพื่อนมิตรพี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ที่มาร่วมกันที่นี่ทุกคน วันนี้ส่วนใหญ่เราใส่เสื้อสีดำ แต่ผมเชื่อว่าหัวใจเราสีเดิม และวันนี้แม้ว่าเราจะมาพบกันในวาระของความสูญเสีย แต่ผมก็มั่นใจว่าเราจะกลับบ้านด้วยพลัง ด้วยความอบอุ่น ด้วยความรู้สึกที่ยังเชื่อว่าเรายังไม่ห่างหาย และเรายังไม่ได้ยืนอยู่ในจุดที่ไม่มีกันและกัน ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งทำให้เรามีพลังมากขึ้นว่า วันเวลาผ่านมา 10 กว่าปี เรื่องวัย เรื่องสังขาร เรื่องบทบาทหรือภารกิจอย่างที่เราเคยทำร่วมกันมันอาจจะแผ่วล้าไปบ้างตามกาลเวลา แต่ผมว่าหัวใจยังไม่แผ่วล้า ผมว่าความทรนงองอาจในการประกาศตัวเป็นประชาชนของทุกคนก็ยังคงอยู่ ขอให้พลังแห่งความรักความปรารถนาทั้งมวลที่พวกเรานำมามอบให้กับครอบครัวพี่แป๊ะในวันนี้ จงเป็นดั่งแรงขับอันสำคัญน้อมส่งดวงวิญญาณของคุณพ่อพี่แป๊ะไปยังภพภูมิที่สุขสงบ สู่สัมปรายภพ และเชื่อว่าดวงวิญญาณของพี่น้องเราที่เคยร่วมต่อสู้เคียงข้างกับพี่แป๊ะ ถ้าหากได้มีโอกาสพบกับคุณพ่อที่นั่น พวกเขาก็จะห้อมล้อม พวกเขาก็จะต้อนรับชายผู้ซึ่งให้กำเนิดศิลปินนักสู้เพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญอีกคนหนึ่งคือ “แป๊ะ บางสนาน” หรือ “พิธาน ทรงกัมพล”

 

วาระแบบนี้คงไม่ใช่วาระที่เราจะเอาบทเพลงซึ่งเป็นเพลงเอกของพี่แป๊ะมาเปิดกันได้ แต่ผมจำชื่อเพลงพี่แป๊ะได้แม่นว่าเพลงสำคัญที่พี่แป๊ะร้องแล้วเราร้องต่อกันได้ตลอดชื่อเพลง “รักคนเสื้อแดง” ครับ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

ศาลเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานคดี #ปลดอาวุธศักดินาไทย หน้าราบ 11 ไปเป็นวันที่ 9 พ.ค. 65 เหตุทนายติดว่าความที่ศาลอื่น

 


ศาลเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานคดี #ปลดอาวุธศักดินาไทย หน้าราบ 11 ไปเป็นวันที่ 9 พ.ค. 65 เหตุทนายติดว่าความที่ศาลอื่น


วันนี้ (7 ก.พ. 65) เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน ในคดีอาญาหมายเลขดำ อ.2948/2564 กรณี#ม็อบ29พฤศจิกา หรือชุมนุม #ปลดอาวุธศักดินาไทย ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563 จำเลยประกอบด้วย อานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง หรือ ไบร์ท, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, ณัฎฐธิดา มีวังปลา หรือ แหวน, พรหมศร วีระธรรมจารี หรือ ฟ้า, อินทิรา เจริญปุระ หรือ ทราย (ยุยงปลุกปั่น มาตรา 116 และพ.ร.บ.ชุมนุม)


ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ (มาตรา 112), ยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116), มั่วสุมตั้งแต่สิบคน (มาตรา 215), เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำ (มาตรา 216), ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ (มาตรา 385), พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, พ.ร.บ.เครื่องเสียงฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ


โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานผ่านทวิตเตอร์ว่า ทนายความจำเลยขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานเนื่องจากติดว่าความที่ศาลอื่น ศาลจึงเลื่อนนัดพิจารณาไปเป็นวันจันทร์ที่ 9 พ.ค. 2565 เวลา 09.00 น.


อ่านเปิดฟ้องคดี ม.112 - ม.116 ชุมนุม #ปลดอาวุธศักดินาไทย หน้าราบ 11 ที่ https://tlhr2014.com/archives/38375


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์




“อ.ธิดา” กล่าวไว้อาลัยพ่อ “แป๊ะ บางสนาน” ถือเป็นครอบครัวผู้ร่วมอุดมการณ์ผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรม ยกย่องไม่มีบทขับร้องใดมีอิทธิพลต่อพี่น้องประชาชนของเรามากไปกว่าเสียงเพลงของ “แป๊ะ บางสนาน”

 



“อ.ธิดา” กล่าวไว้อาลัยพ่อ “แป๊ะ บางสนาน” ถือเป็นครอบครัวผู้ร่วมอุดมการณ์ผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรม ยกย่องไม่มีบทขับร้องใดมีอิทธิพลต่อพี่น้องประชาชนของเรามากไปกว่าเสียงเพลงของ “แป๊ะ บางสนาน”


วานนี้ (6 ก.พ. 65) ที่ป่าช้าตาลอย ต.พระพุทธบาท อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เวลา 16.00 น. ได้มีพิธีฌาปนกิจคุณพ่อยอดชาย ทรงกัมพล ซึ่งเป็นบิดาของนายพิธาน ทรงกัมพล หรือ แป๊ะ บางสนาน ศิลปินนักสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 84 ปี


ในงานฌาปนกิจคุณพ่อยอดชาย ได้มีญาติมิตรและพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมีร่วมกันส่งดวงวิญญาณบิดาของ “แป๊ะ บางสนาน” เป็นจำนวนมาก โดย อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้รับเกียรติเป็นประธานฝ่ายฆราวาส คณะเจ้าภาพได้เชิญ อ.ธิดา กล่าวก่อนเริ่มพิธีทอดผ้าบังสุกุล ซึ่ง อ.ธิดา กล่าวว่า


สวัสดีค่ะ ดิฉันขอพูดในนามพวกเราซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกันกับคุณแป๊ะ บางสนาน ครอบครัวที่มีอุดมการณ์ผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรม ดังนั้น เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ความจริงดิฉันมีนัด แต่เมื่อมาพิจารณาแล้วงานคุณพ่อของแป๊ะสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นงานของญาติในครอบครัวสายเลือดนี่หยุดเอาไว้ก่อน เพราะว่าครอบครัวที่สำคัญก็คือครอบครัวของผู้ร่วมอุดมการณ์รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงค่ะ สำคัญกว่าครอบครัวสายเลือดด้วยซ้ำ เพราะมันคนละส่วนกัน


ดังนั้น ในวาระนี้ดิฉันก็ขอแสดงความเสียใจกับคุณแป๊ะและครอบครัว ถึงแม้ว่ามันเป็นเวลาที่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกก็จะเข้าใจว่ามันมีเกิด มีดับ แล้วก็มีการจาก มีการพลัดพราก แต่ว่าคุณความดีและความผูกพันที่มีอยู่นั้นดังดำรงอยู่ แม้นร่างกายจะได้จากไปแล้ว พุทธศาสนิกชนทุกท่านจะเข้าใจในเรื่องนี้ ดังนั้นแม้นจะมีความโศกเศร้าที่ทางกายภาพมันไม่ได้มีการสัมผัส ไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ว่าความสัมพันธ์ที่เป็นเรื่องทางจิตใจและสิ่งที่ได้มีมาก่อนนั้นก็เข้าใจว่าทางครอบครัวก็จะได้รักษาและสามารถที่จะเล่าสู่สืบทอดให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ทราบ


ทีนี้ถามว่าทำไมวันนี้ เมื่อกี้ที่บอกแล้วว่าต้องมา ประการแรกก็คือทุกข์ของคนในครอบครัวที่เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ก็เป็นทุกข์ของเราด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่าที่พวกเรามาทั้งหมดเพราะว่าเราเป็นทุกข์ร่วมกับคุณแป๊ะ ปกติดิฉันก็จะไปงานที่เป็นงานเช่นนี้อยู่บ่อย


แล้วคุณแป๊ะมีความสำคัญอย่างไร?


คุณแป๊ะมีความสำคัญต่อจิตใจของพวกเราในครอบครัวผู้รักผู้มีอุดมการณ์รักประชาธิปไตยด้วยกันทั้งหมด ยามที่เราฮึกเหิมในท่ามกลางการต่อสู้กระแสสูง เราก็จะมีคุณแป๊ะและเสียงเพลงของคุณแป๊ะอยู่ เป็นการสร้างบรรยากาศของความคึกคัก ยามที่เราประสบชะตากรรม ถูกปราบ แม้กระทั่งหลายคนอยู่ในเรือนจำ ดิฉันเป็นประธานนปช.ในช่วงนั้น จำได้ว่าเรามีการเดินจากราชประสงค์ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปราชประสงค์ทุกเดือน ทุกวันที่ 10 กับ 19 เสียงเพลงที่อยู่กับเรายามทุกข์ ยามสุข ยามฮึกเหิม ก็คือเสียงเพลงของ “แป๊ะ บางสนาน” นี่เอง อยู่กับเราตลอด เป็นกำลังใจทั้งยามสุขยามทุกข์ และเป็นเสียงเพลงที่มีมนต์ขลังอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นดิฉันถือว่าคุณแป๊ะมีความสำคัญ มีคุณูปการต่อการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยอย่างยิ่ง และก็ยามใดได้ยินเสียงเพลงนี้ทุกคนก็มีความรำลึกความทรงจำที่อยู่ในยามคึกคัก ยามมีมีผู้คนในเรือนแสน หรือว่าในยามทุกข์ยากทุกอย่าง ไม่มีเสียงเพลงใด ไม่มีบทขับร้องใดมีอิทธิพลต่อพี่น้องประชาชนของเรามากไปกว่าเสียงเพลงของ “แป๊ะ บางสนาน” ไม่มีใครสามารถเทียบเท่าใด ดิฉันพูดมาจากความจริงใจ ไม่ได้เป็นการพูดที่เกินความจริง เพราะว่าดิฉันอยู่กับพี่น้อง อยู่ทั้งยามทุกข์ ยามสุข ยามรุ่งเรือง ยามคึกคัก ยามยากลำบาก แล้วดิฉันก็รู้ว่าเสียงเพลงของแป๊ะหล่อเลี้ยงพวกเราอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นคำพูดที่ไม่เหนือความจริง ไม่ใช่มาชื่นชมกัน ณ เวลานี้


ดังนั้น ทุกข์ของแป๊ะก็ต้องเป็นทุกข์ของพวกเราดังที่บอก เพราะเราคือครอบครัวใหญ่ ครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน แน่นอน เหตุการณ์ที่ผ่านมาจากปี 2550 ถึงตอนนี้ 15 ปี


15 ปี ของคนเสื้อแดง

12 ปี ของการสูญเสีย


แต่ว่าเรามีบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผู้ให้กำลังใจก็คือแป๊ะ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะเรียนพวกเรา ณ ที่นี้ หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าคุณแป๊ะ บางสนาน เป็นผู้ที่มีจิต มีคุณูปการ และพวกเราต้องการมอบเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ให้กับแป๊ะ บางสนาน เพราะว่าเสียงเพลงนั้นมันบอกถึงชีวิตและเลือดเนื้อ ความทุกข์ ความสุขของพวกเรา ซึ่งดังที่ดิฉันบอกแล้วไม่มีใครทำได้เสมอ


เพราะฉะนั้นในวันนี้ เราก็เป็นคนส่วนหนึ่งที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ดิฉันเชื่อว่าถ้างานนี้จัดในกรุงเทพฯ ผู้คนจะต้องมาเป็นจำนวนมาก ก็หลายสิบเท่าของ ณ ที่นี้ แต่ว่าที่นี่ที่มากันนี้ ทุกคนคือตัวแทนของคนที่ไม่ได้มา และเรามีความภาคภูมิใจว่าอย่างน้อยที่สุดเราก็จะมาให้กำลังใจแป๊ะว่า พวกเราไม่เคยลืม แป๊ะจะมีพวกเราเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่ว่าจะทุกข์หรือจะสุข เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง อยู่ข้างหลัง หรือล้อมรอบแป๊ะอยู่เสมอ


ดิฉันก็ถือว่าการสูญเสียของคุณแป๊ะครั้งนี้ที่คุณพ่อได้ถึงแก่เวลาที่ท่านต้องจาก แต่คุณแป๊ะได้บอกอาจารย์ไว้แล้วว่าท่านไปด้วยความสงบ ไม่ได้มีความทรมานหรือยากลำบาก ซึ่งในทางพุทธก็ถือว่าเป็นเวลาที่ท่านจากไป เราเสียใจกับคุณแป๊ะด้วย แต่เราก็ขอให้คุณงามความดีทั้งของคุณพ่อของคุณแป๊ะ และคุณงามความดีที่คุณแป๊ะได้ทำให้กับการต่อสู้ของประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นนั้น คุณูปการและกรรมดีอันนี้ได้ส่งผลขอให้ท่านได้ไปสู่สัมปรายภาพ ไปสู่ภพภูมิที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป และให้ท่านได้ภาคภูมิใจว่า ลูกของท่านเป็นลูกที่ดีของประชาชนค่ะ


#ธิดาถาวรเศรษฐ

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์


วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ปล่อยตัวแล้ว "ไดโน่ ทะลุฟ้า" ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลให้ประกันคดีสาดสีหน้า พปชร.

 


ปล่อยตัวแล้ว "ไดโน่ ทะลุฟ้า" ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลให้ประกันคดีสาดสีหน้า พปชร. 


ตามที่วานนี้ (4 ก.พ. 65) ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้า 5 ราย ได้แก่ นายวชิรวิชญ์ ลิมป์ธนวงศ์ หรือ ปีก, นายปวริศ แย้มยิ่ง หรือ เปา, นายพีรพงศ์ เพิ่มพูน หรือ พี, นายทรงพล สนธิรักษ์ หรือ ยาใจ และนายนวพล ต้นงาม หรือ ไดโน่  ทำให้ 4 สมาชิกทะลุฟ้าได้ถูกปล่อยตัวแล้ว ยกเว้นนายนวพล เนื่องจากติดคดีความจากการชุมนุมสาดสีหน้าพรรคพลังประชารัฐ นั้น


ต่อมาในวันนี้ (5 ก.พ.65) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานผ่านทวิตเตอร์ ระบุว่า


15.10 น. ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัว “ไดโน่” นวพล ต้นงาม สมาชิกกลุ่ม #ทะลุฟ้า ในคดีสาดสีหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเขามีหมายขังอยู่ โดยให้วางหลักประกัน 35,000 บาท (จาก #กองทุนราษฎรประสงค์)


ทำให้เขาจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเย็นวันนี้ 


ล่าสุดเวลาประมาณ 16.30 น. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนวพลได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว  ท่ามกลางสมาชิกทะลุฟ้าและภรรยารอต้อนรับด้วยความอบอุ่น 


ด้านมวลชนซึ่งคาดการณ์ว่านายนวพล จะถูกปล่อยตัวในช่วงค่ำจึงเดินทางมารับไม่ทัน 


ทั้งนี้นายนวพล จะต้องกักตัวตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 ต่อไป 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทะลุฟ้า

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ปล่อยตัว 4 ทะลุฟ้า หลังศาลให้ประกันตัวคดีละเมิดอำนาจศาล เหตุขีดเขียนผนังในห้องพิจารณา ด้าน "ไดโน่"ติดหมายขังในคดีสาดสีหน้าพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ยังไม่ได้ปล่อยวันนี้ ซึ่งทนายจะยื่นประกันต่อไปในวันพรุ่งนี้

 


ปล่อยตัว 4 ทะลุฟ้า หลังศาลให้ประกันตัวคดีละเมิดอำนาจศาล เหตุขีดเขียนผนังในห้องพิจารณา ด้าน "ไดโน่" ติดหมายขังในคดีสาดสีหน้าพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ยังไม่ได้ปล่อยวันนี้ ซึ่งทนายจะยื่นประกันต่อไปในวันพรุ่งนี้


วันนี้ (4 ก.พ. 65) ตามที่ เวลา 10.30 น. ศาลอาญาได้อ่านคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาล  สมาชิกทะลุฟ้า 6 ราย  ได้แก่ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์, “ไดโน่” นวพล ต้นงาม, พีรพงศ์ เพิ่มพูล, “เปา”ปวริศ แย้มยิ่ง, “ปีก” วชิรวิชญ์ ลิมป์ธนวงศ์ และ “ออ” วิโรฌา ชัชวาลวงศ์ จากกรณีขีดเขียนฝาผนัง ขณะทั้ง 6 รายถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องเวรชี้ของศาลอาญา เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 65 ขณะรอฟังคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว


โดยสรุป ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้กล่าวหาและคำรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-3 (วชิรวิชญ์, ปวริศ และ พีรพงศ์) แล้ว และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาใดคัดค้านข้อกล่าวหาในคดีนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวได้สอดคล้องกับคำให้การของผู้ถูกกล่าวหา พฤติกรรมดังกล่าวกระทำในห้องเวรชี้ 1 ถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล แต่จากหลักฐานของผู้ร้อง ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าใครเป็นผู้เขียนข้อความต่างๆ อาทิ คำว่า ‘ปล่อยเพื่อนเรา’ และ ‘ยกเลิก 112’ จึงยกประโยชน์ให้จำเลย


ในส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 4-6  (วิโรฌา นวพล และ ทรงพล) ไม่ปรากฏภาพเคลื่อนไหวว่าได้เขียนข้อความหรือให้ความช่วยเหลือให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-3 เขียนข้อความ มีหลักฐานปรากฎเพียงการพูดคุย นั่ง นอน เดินไปมา และอ่านหนังสือ ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4-6 เป็นผู้ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล 


ศาลจึงมีคำสั่งลงโทษเฉพาะวชิรวิชญ์ ปวริศ และ พีรพงศ์ ในข้อกล่าวหาละเมิดอำนาจศาล จำคุกคนละ 1 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ จึงลดโทษเหลือจำคุกคนละ 15 วัน และเมื่อพิจารณาอายุของผู้ถูกกล่าวหาและความสำนึกผิดแล้ว จึงให้ลงโทษกักขัง 15 วัน และให้ยกคำกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4-6


ภายหลังฟังคำสั่ง วชิรวิชญ์ ปวริศ และ พีรพงศ์ ซึ่งถูกคุมขังมาแล้ว 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2565 กล่าวว่า ยอมรับผลของคำสั่ง เนื่องจากเป็นอำนาจของศาลที่จะมีตัดสินเช่นนั้น แต่ส่วนตัวพวกตนไม่ได้เห็นด้วยกับการมีอยู่ของข้อหาละเมิดอำนาจศาล 


วชิรวิชญ์และปวริศ แสดงความเห็นด้วยว่า รู้สึกงุนงงในส่วนของการโดนถอนประกันในคดีสาดสีหน้า สน.ทุ่งสองห้อง เนื่องจากคดีดังกล่าวพวกตนมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใด และได้เสียค่าปรับในคดีดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนพีรพงศ์ ซึ่งถูกจำคุกเป็นครั้งแรก เปิดเผยว่า ตนเองยังมีกำลังใจดี ยังสู้อยู่และต้องสู้ต่อไป  


เวลา 16.27 น. หลังทนายความได้ยื่นประกันตัวกลุ่มทะลุฟ้าทั้ง 5 ราย ซึ่งถูกคุมขังจากการถอนประกันในคดีสาดสีหน้า สน.ทุ่งสองห้อง ศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์เดิมและกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวใน 4 ข้อ ได้แก่


1. ห้ามกระทำผิดในลักษณะเดิมที่ถูกกล่าวหา

2. ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง

3. ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

4. ห้ามกระทำการอันก่อความวุ่นวายในศาลและการพิจารณาคดี


สำหรับ พีรพงศ์, ปวริศ และ วชิรวิชญ์  ซึ่งได้รับสารภาพและถูกลงโทษกักขังในคดีละเมิดอำนาจศาล ศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธณณ์ในคดีละเมิดอำนาจศาลนี้เช่นเดียวกัน โดยให้วางหลักประกันรายละ 1 หมื่นบาท ทั้งให้ตั้งพ่อและแม่ของทั้งสามคนเป็นผู้กำกับดูแล และให้มารายงานตัวกับศาลทุก 30 วัน จนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น


ผลการให้ประกันตัวในวันนี้ ทำให้กลุ่มทะลุฟ้า 4 ราย จะถูกปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ “ไดโน่” นวพล ต้นงาม พบว่ายังติดหมายขังในคดีสาดสีหน้าพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 ซึ่งถูกฟ้องเข้ามาขณะเขาถูกควบคุมตัวในเรือนจำ และยังไม่ได้ยื่นประกันตัวในคดีดังกล่าว ทำให้เขายังคงต้องถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำต่อไป โดยทนายความจะยื่นประกันคดีนี้ในวันพรุ่งนี้


ความเป็นมาของคดีละเมิดอำนาจศาลนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2565 ภายหลังชวัลนาถ ทองสม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญา แจ้งให้นายประกันทราบว่าสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้า จำนวน 6 ราย ซึ่งได้ไปมอบตัวต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น ขณะถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องเวรชี้ ได้ทำการขีดเขียนฝาผนังเป็นข้อความต่างๆ เช่น ‘ปล่อยเพื่อนเรา’ และ ‘ยกเลิก 112’ จำนวนหลายจุดด้วยกัน อีกทั้งยังได้ขีดเขียนคำหยาบคายลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 ซึ่งแขวนอยู่ด้านในห้องดังกล่าว จึงขอให้ทนายพาทั้ง 6 เข้ามารายงานตัวที่ศาลอาญา 


เมื่อทั้ง 6 คนเดินทางมารายงานตัวต่อศาลอาญา ก็ได้ถูกนำตัวไปควบคุมที่ห้องเวรชี้ ก่อนถูกถอนประกันในคดีสาดสีที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยศาลให้เหตุผลในการถอนประกันว่า ทั้ง 6 กระทำผิดเงื่อนไขการให้ปล่อยตัวชั่วคราวในข้อกำหนดที่ว่า ‘ห้ามกระทำผิดซ้ำในลักษณะความผิดทำนองเดียวกัน’


สำหรับรายละเอียดการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 คน เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2565 ศาลได้วางข้อกําหนดห้ามมิให้คู่ความ ทนายความ ผู้เข้าร่วมฟังการพิจารณาทุกคน บันทึกภาพ เสียง ภาพและเสียง หรือถ่ายทอดภาพ เสียงหรือถ่ายทอดภาพและเสียง ไม่ว่าด้วยอุปกรณ์หรือเครื่องมือใดๆ ในระหว่างการพิจารณา หรือเหตุการณ์ในห้องพิจารณาและห้ามจดบันทึกหรือจดข้อความ คําแถลงหรือถ้อยคําของคู่ความ พยานและผู้เกี่ยวข้อง หรือบันทึกเหตุการณ์ในระหว่างพิจารณา และห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือคู่ความเผยแพร่ โฆษณา ในการพิจารณาคดีของศาล เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลนี้


คืบหน้าล่าสุดเวลา 19.30 น. สมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าทั้ง 4 ราย เดินออกมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ท่ามกลางมวลชนรอต้อนรับด้วยความอบอุ่น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทะลุฟ้า