วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

"ยืนหยุดขัง" สัญจรบนสะพานลอยหน้าศาลอาญา 1.12 ชม. ปล่อยผู้บริสุทธิ์คืนสิทธิการประกันตัว

 


"ยืนหยุดขัง" สัญจรบนสะพานลอยหน้าศาลอาญา 1.12 ชม. ปล่อยผู้บริสุทธิ์คืนสิทธิการประกันตัว


วันนี้ (5 พ.ค. 64) เมื่อเวลา 17.30 น. กลุ่มพลเมืองโต้กลับ นำโดย นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ พร้อมด้วยประชาชน นัดหมายทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ "ยืนหยุดขัง" นับเป็นวันที่ 43 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้กับผู้ต้องขังคดีการเมือง รวมทั้งแกนนำราษฎรที่ถูกขังระหว่างพิจารณาคดีอยู่ที่เรือนจำต่าง ๆ  ซึ่งประกาศนับจากวันแรกว่าจะจัดขึ้นทุกวันจนกว่าเพื่อนจะได้รับอิสรภาพ โดยหลังจากสัญจรไปจัดกิจกรรมที่บน สกายวอล์ก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 2-3-4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา วันนี้จึงเป็นวันแรกของการสัญจรมายังบริเวณสะพานลอยหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก 


โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เข้าร่วมยืน กระจายตัวบนสะพานลอยโดยมีการยืนเว้นระยะห่าง เป็นสองแถว หันหน้าออกชิดแนวสะพานลอยแต่ละด้าน เว้นตรงกลางให้ผู้สัญจรไปมาได้เดิน และสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกราย ยืนถือป้ายรูปผู้ถูกคุมขัง รูปหมุดคณะราษฎร รวมทั้งข้อความต่าง ๆ นอกจากยังมีการห้อยป้ายไวนิลข้อความ "ปล่อยเพื่อนเรา" จากกึ่งกลางสะพานลอยทั้ง 2 ด้านอีกด้วย 


โดยเมื่อครบกำหนด 1.12 ชั่วโมง ในเวลา 18.12 น.นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ได้กล่าวขอบคุณประชาชน พร้อมทั้งกล่าว ถึงการอดอาหารของเพื่อนในเรือนจำ เพนกวิน, รุ้ง, ฟ้า พรหมศร, ตี้ พะเยา อีกทั้งหยิบยกบทกวีของอานนท์ นำภา : บทกวีถึงมหาตุลาการ ขึ้นมาอ่าน


จากนั้นตะโกนพร้อมกัน "ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยผู้บริสุทธิ์ คืนสิทธิการประกันตัว"


สำหรับบรรยากาศบนริมถนนหน้าศาลอาญา ยังมีกลุ่ม People Go Network ปักหลักใกล้ป้ายรถประจำทาง บริเวณข้างประตูหมายเลข 8 นำโดย นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ซึ่งอดอาหารต่อเนื่องมาเป็นเวลา 10 วัน โดยวันนี้นัดหมายทำกิจกรรม เปิดไฟให้ดาว​ Light Up Justice อีกด้วย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยืนหยุดขัง #พลเมืองโต้กลับ 


ประมวลภาพ














ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ : เริ่มต้นด้วยอิสรภาพของเด็กในวันพรุ่งนี้เถอะครับ


 

“พี่เต้นชอบกวีคนไหนมากที่สุดครับ” ผมละสายตาจากหนังสือที่อ่าน เงยหน้ามาเจอ”เพนกวิน” เขาลงจากเรือนนอนรอไปพบทนาย

“พี่อ่านงานกวีเยอะเหมือนกันนะ แล้วก็ชอบหลายคนเพราะเขาสุดยอดทั้งนั้น เพนกวินล่ะ” ผมตอบและถามกลับ

“ผมชอบ จิตร ภูมิศักดิ์ครับ” เขาว่า แววตานักสู้เป็นประกายก่อนเจ้าหน้าที่จะตามตัวออกไป 

... 5 พฤษภาคม 2509 “จิตร ภูมิศักดิ์” ปัญญาชนนักปฏิวัติถูกล้อมยิงโดยกระหยิ่มในชายป่าสกลนคร 

55 ปีผ่านไปเด็กหนุ่มผู้มอบศรัทธาให้ “จิตร” กำลังถูกล้อมยิงด้วยกระสุนคดีความ และกระแสความชิงชังจากคนบางกลุ่ม ขณะที่เขาและเพื่อนๆในเรือนจำยืนหยัดอยู่ได้ด้วยหัวใจนักสู้ของตัวเอง ความรักยิ่งใหญ่ของแม่และครอบครัว รวมทั้งพลังของมวลชนอันเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กทั่วประเทศ 

พรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ศาลจะไต่สวนคำร้องขอประกันตัวของ “เพนกวิน” “รุ้ง” “แอมมี่” ผมหวังให้อิสรภาพกลับคืนสู่พวกเขา เมื่อรับเงื่อนไขเหมือนอีก 3 คนที่ได้ประกันตัวไปแล้ว ศาลหรือใครก็ตามไม่ควรสร้างเงื่อนไขอื่นให้บรรยากาศการเผชิญหน้าแหลมคมไปกว่านี้ 

แม้ได้สัมผัสกันสั้นๆแต่ผมยืนยันได้ว่าพวกเขาคือคนคุณภาพ เป็นพลังบริสุทธิ์ที่ไม่ยอมถูกครอบงำด้วยความชั่วร้าย ไม่ยอมสยบใต้อำนาจอันไม่ชอบธรรม ไม่ยอมรับสังคมไร้อนาคตที่ถูกยัดเยียดให้ 

อยากให้ทุกคนได้เห็นเวลาพวกเขาคุยกัน เวลาพวกเขากิน หรือกระทั่งนอนหลับ 

อยากให้เห็น”ไมค์”กับ”เพนกวิน”พูดโต้กันเร็วๆด้วยภาษาวัยรุ่น

เห็นแววตาใสๆที่”เพนกวิน”ถามผมว่าถ้าจะเริ่มออกกำลังบ้างต้องทำยังไง 

เห็นเขานั่งหอบตัวโยนเหงื่อเต็มหลังเมื่อผมให้เริ่มด้วยการเดินรอบเรือนนอน 20 นาที 

เห็นน้ำคลอตา”อานนท์”เมื่อพูดถึงลูกสาวคนเดียววัย 5 - 6 ขวบ 

เห็น”แอมมี่”ตอนร้องเพลงตามคำขอของผู้ต้องขัง

หรือเห็นรอยยิ้มซื่อๆกวนๆของ”ไผ่” เวลาอยากได้อะไร 

กระทั่งเห็นคลิป”รุ้ง”ให้สัมภาษณ์พร้อมพี่สาว

อ้อ ! เห็น”เพนกวิน”โชว์ตบมะผาบ ด้วยท่ายกขาที่ทุลักทุเลกว่าจะสอดสองมือเข้าไปตบได้ 

มองด้วยสายตาของความเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไรแปลกแยกพวกเขาจากหนุ่มสาวทั่วไป อนาคตที่พวกเขาเรียกร้องก็เป็นอนาคตของคนวัยนี้ที่กำลังเติบโตมาด้วยกัน คนกลุ่มนี้ไม่ใช่เหตุแต่เป็นผลของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศนี้ 

สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความเปลี่ยนแปลง เราอาจใช้อำนาจบิดเบือนกฎหมายเพื่อทำร้ายผู้คน แต่ไม่มีอำนาจใดบิดเบือนกฎเกณฑ์ของความเปลี่ยนแปลงได้ คนหนุ่มสาวแสดงเจตนารมณ์ของยุคสมัย อยู่ที่เราจะทำความเข้าใจและตอบสนองอย่างไรให้สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน 

นับจากรุ่นผม มาถึง “โรม” “จ่านิว” ฯลฯ จนถึงรุ่นนี้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของการต่อสู้เร็วและแรงเกินคาดเดา ถ้าไม่ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ คนรุ่นต่อไปจะแสดงพลังออกมาอย่างไร 

เริ่มต้นด้วยอิสรภาพของเด็กในวันพรุ่งนี้เถอะครับ 

ตอนอยู่ในเรือนจำผมมีพันธะต่อการประกันตัวของน้องๆอย่างหนึ่ง วันไหนใครยื่นประกันผมจะออกวิ่งรอบเรือนนอนส่งพลังเอาใจช่วย(ที่จริงก็วิ่งอยู่ประจำ) มันเป็นเรื่องขึ้นมาเพราะ “ไผ่” ยื่นรอบแรกแล้วได้ ระหว่าง “อานนท์” “เพนกวิน” “ไมค์” ห้อมล้อมดีใจกันผมก็เดินพรวดเข้าไปบอกว่า “พวกเอ็งเห็นมั้ย พลังวิ่งของพี่แน่แค่ไหน” จากนั้นก็ต้องวิ่งทุกครั้งที่มีการยื่นประกันจนพวกเขาออกมาครบทุกคน

พรุ่งนี้ผมจะวิ่ง วิ่งเอาใจช่วยน้อง “พวกเอ็งคอยดูนะ พลังวิ่งของพี่ประมาทไม่ได้นะโว้ย” 

ไม่ใช่ผมศักดิ์สิทธิ์หรือถือเคล็ดอะไรนักหนาหรอก มันเกิดจากหัวใจคนติดคุกที่ไม่รู้จะช่วยน้องมันยังไงเท่านั้น 

ป.ล. วิ่งในพื้นที่ส่วนตัวตามสถานการณ์โควิด 19

ที่มา : เพจ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

"เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย" ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา พร้อมแนบรายชื่อศิษย์รามคำแหง เรียกร้องสิทธิประกันตัวให้เพื่อนที่อยู่ในเรือนจำ

 


"เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย" ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา พร้อมแนบรายชื่อศิษย์รามคำแหง เรียกร้องสิทธิประกันตัวให้เพื่อนที่อยู่ในเรือนจำ


วันนี้ (5 พ.ค.64) เวลา 13.50 น. เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมาที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน เพื่อยื่นรายชื่อศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบันมหาวิทยาลัยรามคำแหง กว่าพันรายชื่อ ที่ลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้ง 7 คน โดยประกอบด้วย นายอานนท์ นำภา, นายภานุพงศ์ จาดนอกหรือไมค์, นายชัยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ นางสาว ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิ้น, นายชูเกียรติ แสงวงศ์ หรือจัสติน และนายปริญญา ชีวินกุลปฐม หรือพอร์ท 


โดยทางกลุ่มเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตยเห็นว่า บุคคลเหล่านี้ต่างออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความไม่เป็นธรรมในสังคมการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่กระทำได้ ไม่ได้เป็นการก่ออาชญากรรมแต่อย่างใด


โดยตามกระบวนการยุติธรรมนั้น ต้องยึดถือว่าสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเป็นสำคัญ แล้วต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหา ได้ต่อสู้คดี ตามกระบวนการยุติธรรม โดยสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับรองไว้ ตามกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงรับรองไว้ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา เพราะคดีอาญา คือการชั่งน้ำหนัก การหาดุลยภาพกันระหว่างการควบคุมอาชญากรรม และการปกป้องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งการปกป้องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เป็นสิ่งสำคัญ ที่ศาลต้องนำมาประกอบการพิจารณา ดังนั้น การได้รับ ปล่อยตัวชั่วคราว ศาลต้องยึดเป็นหลักการที่ต้องปฏิบัติ ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนการที่จะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จะกระทำได้ ต่อเมื่อมีเหตุดังนี้

1) มีพฤติกรรมหลบหนี

2) อาจเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

3) อาจไปก่อเหตุอันตรายประเภทอื่น

4) หลักประกันไม่น่าเชื่อถือ

5) เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือพิจารณาคดี


ซึ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้ ศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ โดยเท่าที่ผ่านมาไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหา ได้มีพฤติกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด


ด้วยเหตุนี้ทางเครือข่ายรามคำแหงฯ จึงต้องล่ารายชื่อศิษย์รามคำแหงเพื่อร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม พร้อมทั้งมายื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในครั้งนี้ 


โดย 14.00 น.นายนันทพงศ์  ปานมาศ ตัวแทนเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ฉบับภาษาไทย จากนั้น น.ส.วรัญญา ศิริปัญญา เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ฉบับภาษาอังกฤษ


ต่อมา ประธานศาลฎีกาส่งตัวแทนออกมารับหนังสือพร้อมแนบท้ายด้วยรายชื่อที่ด้านหน้าศาลฎีกา 


โดยทางผู้กำกับ สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ มาเพื่อรักษาความสงบ และจัดระเบียบระยะห่าง ก่อนที่จะมีการประสาน ให้ตัวแทนจากทางศาลฎีกา ออกมารับหนังสือ 


ภายหลังจากยื่นหนังสือเสร็จสิ้น นายนันทพงศ์ กล่าวว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามกับปัญหาในประเทศ รวมถึงความคิดที่ต้องการการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นย่อมทำได้ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ


นายนันทพงศ์ กล่าวต่อไปว่าทาง "เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย" จัดกิจกรรม "ยืน หยุดขัง" เช่นเดียวกัน โดยจะยืนทุกวันที่เป็นเลขคี่ หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นการสลับวันเว้นวันในการจัดกิจกรรม 


จากนั้นนายนันทพงศ์ได้นำตะโกน "ปล่อยเพื่อนเรา" 3 ครั้ง และทิ้งท้ายด้วย "เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ" พร้อมกับขอบคุณที่ติดตามกิจกรรมของทางเครือข่ายฯ ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไป ด้วยความสงบ เรียบร้อย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวให้ประชาชน #เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย


ประมวลภาพ








#11ปีพฤษภา53 ตอนที่ 3 : ความตายในวันที่ 14 พ.ค. 53 ของปฏิบัติการขั้นที่ 1

 


#11ปีพฤษภา53

ตอนที่ 3 : ความตายในวันที่ 14 พ.ค. 53 ของปฏิบัติการขั้นที่ 1

 

จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)

 

14 พฤษภาคม 2553

 

ปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบนั้นเริ่มต้นเช้าวันที่ 14 พฤษภาคม 2553  ปฏิบัติการขั้นต้นนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.20 น.  ทหารสั่งการให้ผู้ชุมนุมออกจากถนนพระราม 4 แต่ถูกผู้ชุมนุมตั้งแนวรับเอาไว้จนถึงเวลาประมาณ 14.00 น. ถึง 15.00 น. 

 



การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมบริเวณสวนลุมพินีก็เริ่มขึ้น  นายประจวบ ศิลาพันธ์  ถูกกระสุนปืนยิงทะลุหัวใจ  และต่อมาก็มีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือ นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์  ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่บริเวณคอภายในสวนลุมฯ  ซึ่งสถานการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นสื่อมวลชนรวมอยู่ด้วย 4 คน และมี 2 คน หนึ่งคนเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และอีกคนเป็นผู้รายงานข่าวชาวแคนาดา ช่อง  France24 และอีก 1 ศพจากการกระทำขั้นรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐที่สวนลุมฯ ตรงบริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 คือ นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ ซึ่งถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่หัว ทำลายสมอง

 

ความตายย่านบ่อนไก่ 14 พฤษภาคม 2553

 

ย่านบ่อนไก่นับเป็นจุดวิกฤตที่สุดของปฏิบัติการอันเลวร้ายของทหาร เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร  เสียงกระสุนจากทหารนั้นนับว่าได้ยินอยู่เกือบตลอดเวลา  การปฏิบัติการของทหารบริเวณนี้เป็นปฏิบัติการทางการทหารเต็มรูปแบบ  เสมือนทำสงครามรบในเมือง  มีการใช้กำลังถึง 3 กองพล  มีคำสั่งการใช้กระสุนจริง  ซึ่งทหารถือเอาบทเรียนความพ่ายแพ้ในวันที่ 10 เมษายนมาเป็นบทสรุป  และคำสั่งการใช้กระสุนจริงซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้ทหารเชื่อมั่น  มีจิตใจรุกรบมากขึ้น  ซึ่งก็นับว่าได้ผลตามต้องการ  เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมตกอยู่ในสภาพเหมือนนกในกรง  และผลของปฏิบัติการในย่านบ่อนไก่ของวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ทำให้ผู้ชุมนุมสูญเสียชีวิตไป 4 คน ดังนี้

ภาพ "ลุงคิม" หรือ นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง หลังถูกยิงและรักษาตัวที่รพ.

 

1) นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง เสียชีวิตจากการถูกยิง 2 นัดเข้ากลางหลังและหัวไหล่ เวลาประมาณ 12.30 น.

2) นายอินแปลง เทศวงศ์ ถูกกระสุนบริเวณหน้าอกทะลุปอด เวลาประมาณ 13.30 น. ถึง 14.00 น.

3) นายบุญมี เริ่มสุข ถูกยิงบริเวณช่องท้อง เวลาประมาณ 16.00 น.   

4) นายเสน่ห์ นิลเหลือง ถูกยิงหน้าอกทะลุเส้นเลือด เวลาประมาณ 17.30 น.

 

นี่คือผลของปฏิบัติการเต็มรูปแบบเพื่อเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่เปรียบเสมือนนกในกรง ซึ่งทางทหารจะชี้เป้ายิงใครก็ได้  โดยจากพยานหลักฐานภาพวีดีโอและภาพถ่ายที่มีก็สรุปได้ว่า ทั้ง 4 ราย เสียชีวิตจากการปฏิบัติการทางทหารด้วยกระสุนจริงจากเจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน

 

ความตายที่ย่านราชปรารภ

 

ที่ราชปรารภก็นับว่าเป็นอีกบริเวณที่มีการบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก  ด้วยพื้นที่แถบนี้เป็นบริเวณที่มีตึกสูง  เป็นย่านการค้าการลงทุน  รายล้อมด้วยชุมชน  ซึ่งเป็นพื้นที่ของหน่วยสไนเปอร์และหน่วยพลซุ่มยิงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญในการฆ่าจนเกิดการเสียชีวิตในย่านราชปรารภในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 มีดังนี้

 


1) นายชัยยันต์ วรรณจักร เสียชีวิตก่อนเวลา 18.30 น. ถูกยิงช่องท้องด้านขวา

2) นายทิพเนตร เจียมพล เสียชีวิตเวลา 17.30 น. ถูกยิงที่บริเวณหัวไหล่

3) นายบุญทิ้ง ปานศิลา เสียชีวิตเวลาประมาณ 19.36 น. จากบาดแผลที่คอ

4) นายกิติพันธ์ ขันทอง เสียชีวิตเวลาประมาณ 19.30 น. จากการถูกกระสุนปืนบริเวณท้อง

5) นายสรไกร ศรีเมืองปุน เสียชีวิตเวลาประมาณ 23.00 น. ถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูงที่หัว

6) นายเหิน อ่อนสา เสียชีวิตเวลาประมาณ 23.00 น. จากการถูกยิงบริเวณขาหนีบ

7) นายธันวา วงศ์ศิริ เสียชีวิตเวลาประมาณ 19.30 น. จากการถูกยิงบริเวณหน้าข้างซ้าย

 

นอกจากนี้บริเวณแยกราชปรารภในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ก็ยังมีการเสียชีวิตอีก 4 รายคือ

 

1) น.ส.สัญธะนา สรรพศรี เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.20 น. จากการถูกยิงที่คอ

2) นายมนูญ ท่าลาด เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.20 น. จากการถูกยิงที่หัว

3) นายพัน คำกอง เสียชีวิตเวลาประมาณเที่ยงคืน จากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง

4) ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ เสียชีวิตเวลาประมาณเที่ยงคืน จากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ซึ่งนับว่าเป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุน้อยที่สุดเพียง 14 ปี

 

ภาพ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ (อีซา) และ นายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ 
ทั้งสองเสียชีวิตบริเวณแยกราชปรารถ

นับเป็นสิ่งที่ประจักษ์ให้เห็นไปทั่วทุกมุมโลกถึงความโหดร้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งเด็ก, ผู้หญิง หรือแม้แต่อาสาสมัครพยาบาล


#นปช #UDDnews #ยูดีดีนิวส์

[บทความ] ธิดา ถาวรเศรษฐ : วิกฤตความยุติธรรมท่ามกลางวิกฤตติดเชื้อ

 


วิกฤตความยุติธรรมท่ามกลางวิกฤตติดเชื้อ

 

คนไทยกำลังเผชิญวิกฤตสองเรื่องนี้ หนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และทั้งสองเรื่องนี้กำลังเคลื่อนที่ไปอย่างรุนแรง รวดเร็ว แบบที่ยังทำนายจุดจบไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร?

 

สังคมไทยแม้จะอยู่กับความขัดแย้งมานาน แต่ลักษณะที่เป็นอยู่ปัจจุบันนั้น เป็นการเปิดหน้ารบกันเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนรุ่น Generation Y, Z ที่ค่อนข้างเป็นเอกภาพ ในปัญหาวิกฤตการเมืองและความยุติธรรม วันที่ 6 นี้จะมีแกนนำเยาวชนได้รับการประกันตัวไหม? ได้ประกันกี่คน จะยุติการอดอาหารไหม? ได้ประกันแล้วจะยุติการประท้วงหรือยุติปัญหาความยุติธรรมไหม?

ตอบได้ว่า “ไม่เลย”

 

แล้วยังไงต่อ  ก็คงประท้วงกันต่อไป เพราะเขามุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีพลัง ปฏิรูปโครงสร้างทุกสถาบันที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และปัญหาความยุติธรรม ซึ่งหมายถึงต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

 

ขณะที่กลุ่มจารีต อำนาจนิยม ก็เปิดหน้าสู้เต็มที่ ไม่เว้นอาจารย์มหาวิทยาลัย อดีตผู้นำนักศึกษาที่มาเป็นรัฐมนตรี ก็น่าสมเพช ที่ออกคำสั่งให้สอบสวนจริธรรมอาจารย์ที่ประกันตัวนักศึกษา

 

เปิดหน้าสู้กันทุกระดับ ทุกกลุ่ม แต่กลุ่มจารีตนิยมมีกลไกรัฐ มีกองกำลังอาวุธ มีองค์กรอิสระ มีตำรวจ อัยการ ตุลาการ และเครือข่ายข้าราชการ สื่อ ฯลฯ สนับสนุน แต่ฝ่ายประชาชนและเยาวชนที่ต่อต้านจารีตนิยม อำนาจนิยม มีแต่ความชอบธรรมและจำนวนประชาชนที่เห็นด้วยเท่านั้น

 

แม้จะมีทิศทางดีขึ้น แต่ก็ต้องผ่านการต่อสู้ที่หนักหนาสาหัส จนยังมองภาพระยะใกล้นี้ได้ไม่ชัดเจนว่า พลังความชอบธรรมของประชาชนจะเอาชนะพลังจารีต อำนาจนิยม ได้ไหม ถ้ายาว จะยาวไปนานไหม จะสูญเสียชีวิต อิสรภาพกันมากน้อยเพียงใด

 

คิดทางร้ายสุดไว้ก่อนดีกว่า

 

แต่ถ้ามีการโอนอ่อนผ่อนปรนบ้าง ก็เพื่อเลี้ยงสถานการณ์ไว้ก่อน แต่อย่าหวังว่าจะมีการคืนอำนาจให้ประชาชน คืนความยุติธรรมให้ประชาชน หรือเห็นคนเป็นคนเท่ากัน อย่าฝันหวาน! ร้อยปีที่ผ่าน จารีตนิยมยังต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจอย่างเต็มกำลัง.

 

ธิดา ถาวรเศรษฐ

5 พ.ค. 64

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ปรากฏการณ์วิกฤตติดเชื้อโควิด19และวิกฤตความยุติธรรม

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

แม่เพนกวินยื่นหนังสือด่วนที่สุด ถึงผอ.โรงพยาบาลรามาฯ อย่าเพิ่งส่งลูกกลับ หวั่นโควิด 19 ในเรือนจำ ขอรักษาต่อเนื่อง

 


แม่เพนกวินยื่นหนังสือด่วนที่สุด ถึงผอ.โรงพยาบาลรามาฯ อย่าเพิ่งส่งลูกกลับ หวั่นโควิด 19 ในเรือนจำ ขอรักษาต่อเนื่อง 


วันนี้ (4 พ.ค. 64) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาของพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำราษฎร ที่ถูกส่งตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เนื่องจากการอดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธิการประกันตัว เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า แต่เดิมไม่มีการคาดการณ์ว่าจะมายื่น แต่ได้ยินข่าวจากทนายความมาว่าทางโรงพยาบาลอาจจะมีการส่งตัวเพนกวินกลับเรือนจำ ตนจึงมีความกังวลใจทั้งเรื่องความปลอดภัย เรื่องสุขภาพ เพราะเพนกวินอดอาหารประท้วงเป็นเวลากว่า 50 วัน และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน ซึ่งอาการบางอย่างยังไม่สะท้อน เช่น อาการถ่ายเป็นชิ้นเนื้อ ตนคิดว่าควรอยู่ในขั้นตอนการดูแลของแพทย์ ยังไม่ควรที่จะส่งตัวเพนกวินกลับ ประกอบกับช่วงนี้ในเรือนจำมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเพนกวินปัจจุบันนี้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำ และโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับภาวะหายใจ หากติดโควิด-19 ขึ้นมา เพนกวินอาจเสียชีวิต ตนจึงคิดว่าเพนกวินควรรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระของกรมราชทัณฑ์ และอีกไม่กี่วันเพนกวินจะได้รับการไต่สวนจากศาล เพนกวินควรจะต้องรักษาตัวอีกยาวและรักษาอย่างต่อเนื่อง 


นางสุรีย์รัตน์กล่าวอีกว่า วันนี้ตนจึงมาขอความอนุเคราะห์กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีในการพิจารณาขอให้เพนกวินได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่กรมราชทัณฑ์เลือกให้เพนกวินมารักษาเอง จึงแสดงให้เห็นว่ากรมราชทัณฑ์มีความเชื่อมั่นในความสามารถของแพทย์ หากโรงพยาบาลปฏิเสธว่าไม่สามารถรักษาเพนกวินได้ ตนก็ยินดีที่จะให้ส่งตัวเพนกวินไปยังโรงพยาบาลที่เคยมีประวัติการรักษา


ด้าน รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้พูดคุยผ่านโทรศัพท์และกล่าวกับนางสุรีย์รัตน์ว่า ตนได้รับฟังและเห็นใจทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการส่งกลับ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องให้กลับ โดยมีกติกาข้อกำหนดกันอยู่ ซึ่งพริษฐ์ไม่ใช่คนแรกที่ทางโรงพยาบาลรับส่งตัวมาจากกรมราชทัณฑ์ 


จากนั้นนางสุรีย์รัตน์ได้ยื่นหนังสือถึงหัวหน้ารักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแทนโรงพยาบาล โดยทางตัวแทนจะได้นำหนังสือดังกล่าวนำเรียนผู้อำนวยการต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวให้ประชาชน