วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"คณะราษฎร 2563" แถลง 14 ตุลานี้ เจอกันที่ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" ย้ำชุมนุมสงบปราศจากอาวุธ

 


"คณะราษฎร 2563" แถลง 14 ตุลานี้ เจอกันที่ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" ย้ำชุมนุมสงบปราศจากอาวุธ


วันนี้ (8 ต.ค. 63) เวลา 14.30 น. แกนนำจากหลายกลุ่มมารวมตัวกันที่ท้องสนามหลวง (กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกว่า สนามราษฎร) ภายใต้ชื่อ "คณะราษฎร" เพื่อแถลงข่าวการชุมนุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 โดยย้ำ 3 ข้อเรียกร้องและประกาศค้างคืน


การแถลงข่าว นำโดยทนายอานนท์ นำภา, รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล จากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, ฟอร์ด ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี จากคณะประชาชนปลดแอก, ไผ่ ดาวดิน จากเครือข่ายภาคอีสาน, มิน ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ จากกลุ่มนักเรียนเลว และแกนนำอีกหลายคน อาทิ ภาณุพงศ์ จาดนอกหรือ ไมค์ ,จตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และชลธิชา แจ้งเร็ว


โดยเริ่มต้นด้วยการอ่านแถลงการณ์ "คณะราษฎร" และเน้นย้ำ 3 ข้อเรียกร้องคือ

1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี

2. เปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจากประชาชน

3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง


โดยหลังจากแถลงการณ์จบ แกนนำได้มีการชูสามนิ้ว พร้อมส่งเสียง "ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ" จากนั้น ทนายอานนท์เป็นตัวแทนตอบคำถามสื่อ 


ก่อนประกาศการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. เผยยุทธศาสตร์แรกของการชุมนุม คือการทวงคืนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เคลียร์ต้นไม้ออกจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยยึดคืนเป็นของประชาชน และประกาศว่าจะมีการค้างคืน และยังไม่มีกำหนดกลับ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้กับรัฐบาล พร้อมกับย้ำว่าการชุมนุมครั้งนี้มีเซอร์ไพรส์แน่นอน และขอเชิญชวนทุกคนให้ออกมารวมตัวกัน


ทนายอานนท์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า การชุมนุมนี้เป็นกึ่งประท้วงกดดันรัฐบาล ยืนยันชุมนุมด้วยความสงบ การที่หลายองค์กรมารวมตัวกันเราจึงใช้คำว่าคณะราษฎร ส่วนที่จะมีขบวนเสด็จฯ ผ่านพื้นที่ในวันดังกล่าว ก็ย้ำว่าจะไม่มีการขัดขวางแน่นอน การจราจรเป็นไปตามปกติ และผู้ชุมนุมมีวุฒิภาวะสูงมาก เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ


ซึ่งเดิมทีมีกลุ่มจัดกิจกรรมหลายกลุ่ม แต่ 14 ต.ค. นี้ เป็นการรวมตัวจากทั้งประเทศเพื่อมาจัดกิจกรรมร่วมกัน ขอชวนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีจุดร่วมเดียวกันมาชุมนุม ทุกคนเป็นประชาชนเหมือนกัน รับรองมีเซอร์ไพรส์ เราจะสู้จนชนะ เรามาไกลมาก ไม่มีการยอมแพ้หรือหาทางลง มุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตย หวังว่าประชาชนเข้าใจและมาเข้าร่วมกับเรา”


#UDDnews #คณะราษฎร #ประชาชนปลดแอก

ประมวลภาพ






วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563

“หมอเหวง” ชี้ ตุลานี้จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล!

 


“หมอเหวง” ชี้ ตุลานี้จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล!

 

(จากรายการ Bright Today News โดย Bright TV)

 

นพ.เหวง โตจิราการ ให้สัมภาษณ์ว่า ขึ้นอยู่กับฝ่ายอำนาจรัฐ ขึ้นอยู่กับฝ่ายทหารเผด็จการ ทหารที่อำนาจนิยม ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร

 

แต่ผมต้องเรียนเสนอแนะให้ข้อคิดเห็นกับทหารเผด็จการ ทหารอำนาจนิยม ว่าอย่าปราบประชาชนนะ ที่ดีที่สุดก็คือให้คุณเดินตาม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็คือต้อนรับความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน แล้วก็หาทาง หาข้อยุติ

 

จริง ๆ วันนี้ผมดูแล้วเขาต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจริง ๆ เขาต้องการที่จะให้ประชาชนทั้งประเทศเลือก สสร. โดยตรง แล้วให้ สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นข้อเสนอที่ทำได้ง่ายมากเลย แล้วพวกคุณจะหวงแหนไว้ทำไม ที่พวกคุณหวงแหนไว้ก็แสดงว่าพวกคุณนี่บ้าอำนาจใช่มั้ย คุณต้องการสืบทอดอำนาจของพวกคุณใช่มั้ย?

 

ถ้าหากว่าคุณบ้าอำนาจ ต้องการสืบทอดอำนาจของพวกคุณนี่ แลกมาด้วยความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ความพินาศอย่างใหญ่โตของประเทศชาติบ้านเมือง คุณจะเอาอย่างนั้นรึ คุณยังจะฆ่าคนอีกหรือ? ผมถามนะ

 

ผมว่าให้คุณถอยดีกว่า มันมีคำหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ “รั้งบังเหียนม้าบนชะโงกเหว” ผมเรียกร้องให้พวกคุณรั้งบังเหียนม้าบนชะโงกเหว ก็คือให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้มีการเลือกตั้ง สสร. จากพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศดีกว่า เขาต้องการแค่นี้ ถ้าคุณยอมตรงนี้ผมเชื่อว่าบรรยากาศต่าง ๆ จะเบาลงเลย

 

แต่ต้องมีกำหนดเวลานะ ไม่ใช่ตีรวมแบบปัจจุบันที่เขาใช้วิธีการตั้งคณะกรรมการศึกษา นี่ชัดเจนเลยว่าเป็นเล่ห์เพทุบายในการที่จะซื้อเวลา ไม่มีความจริงใจ ผมว่ายกเลิกเลย แล้วพูดตรงไปตรงมากับนักศึกษาว่ายินดีที่จะให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ โดยการให้ประชาชนทั้งประเทศเลือก สสร. มาโดยตรง และยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยที่อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

 

ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงข้อเรียกร้องของนักศึกษา

 

นพ.เหวง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนทั่วทั้งประเทศว่าจะโอบอุ้มการนำเสนอของลูกหลานเราอย่างไร ซึ่งส่วนตัวผมเองสนับสนุน เพราะข้อเรียกร้องเขาถูกต้องชอบธรรม เขาต้องการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ

 

แต่ผมประเมินดู ผมคิดว่าข้อเรียกร้องเขานั้น ผมว่าคนกว่า 70% สนองรับ โอบอุ้มครับ หมอเหวงกล่าว.


เปิดมุมของชีวิตหญิงแกร่ง “ธิดา ถาวรเศรษฐ” ที่อุทิศเพื่อส่วนรวม (จากรายการ Bright Talk โดย Bright TV)

จุดเปลี่ยนชีวิต อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ทำให้เรียกร้องประชาธิปไตย (โดย Bright TV)

ธิดา ถาวรเศรษฐ : “ความเหมือน / ต่าง ระหว่าง 6 ต.ค. 19 และ 6 ต.ค. 63”

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563

“อานนท์” ย้ำ 14 ต.ค. ประชาชนทุกกลุ่มผนึกกำลังไล่ประยุทธ์และคณะออกทันที! ย้ำ ค้างคืนราชดำเนิน – สนามหลวง / "ไมค์" ถ้านายกฯ ไม่ลาออก ท่านคงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในการปลุกมวลชนออกมา

 



“อานนท์” ย้ำ 14 ต.ค. ประชาชนทุกกลุ่มผนึกกำลังไล่ประยุทธ์และคณะออกทันที! ย้ำ ค้างคืนราชดำเนิน – สนามหลวง / "ไมค์" ถ้านายกฯ ไม่ลาออก ท่านคงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีในการปลุกมวลชนออกมา


ยูดีดีนิวส์ : 6 ต.ค. 63 นายอานนท์ นำภา ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในงานรำลึก 6 ตุลา ภายหลังจากได้รับรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์” โดยนายอานนท์ได้เปิดเผยความรู้สึกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ว่า


จริง ๆ รู้สึกถึงคนที่เสียชีวิตมากกว่าครับ รู้สึกเหมือนกับการส่งไม้ต่อของคนที่เสียชีวิตให้กับคนใหม่ที่ออกมาต่อสู้ ผมไม่รู้สึกว่าประวัติศาสตร์มันได้ขาดตอนไปแต่ประการใด ผมรู้สึกว่าการต่อสู้มันสอดคล้องและต่อเนื่องกัน

 

ผมคิดว่าข้อเสนอของ “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ทั้ง 10 ข้อ เป็นข้อเสนอที่แทบจะเอ่ยขึ้นมาอย่างฉับพลันหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ด้วยซ้ำ คือการขอให้มีการไต่สวนเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้นำคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาคดี ในการหยุดยั้งการขยายพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ มันเป็นความบังเอิญที่แทบจะไม่น่าเชื่อว่าข้อเสนอนั้นจะมาปรากฎในยุคปี 63 ผมคิดว่าทุกอย่างมันสืบเนื่องและต่อเนื่องกัน

 

ทุกวันนี้เราเห็นคนที่ต่อสู้ก่อนปี 19 ด้วยซ้ำที่อยู่ในแววตาของคนรุ่นใหม่

 

เราเห็น “จิตร ภูมิศักดิ์”

เราเห็น “กุหลาบ สายประดิษฐ์” ในแววตาของสื่อมวลชนหลายคนที่ออกมานำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา

เราเห็นนิสิต นักศึกษา นักเรียน ที่ออกมาต่อสู้

 

ผมคิดว่ามันเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งและเป็นการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้าสู่ปัจจุบันอย่างลงตัวมาก คือเราเห็นภาพคนเดือนตุลากับคนปัจจุบันนี้มันมีลักษณะคล้ายกันมาก สมัยก่อนอาจจะแต่งตัวนักศึกษา สมัยนี้อาจจะแต่งตัวเป็นเทรนเกาหลี แต่ในแววตาของความมุ่งมั่นมันมีความเหมือนกัน คล้ายกันมาก แม้แต่กระบวนการในการต่อสู้ก็มีความคล้ายกันมาก

 

ผมคิดว่าคนที่ออกมาเคลื่อนไหวตอนนี้เป็นลักษณะการมายืนยันความจริงว่าเราไม่ผิด รุ่นพี่เราไม่ผิด และเราจะมาทำให้สังคมมันเปลี่ยนแปลงในรุ่นของเรา เพราะผมเห็นความมุ่งมั่นที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม เห็นหลายคนพูดด้วยสำเนียงภาษาที่คล้ายคลึงกับสมัยนั้นด้วยซ้ำ เราได้เห็น “เพนกวิน” ในเงาของ “สมศักดิ์ เจียมฯ” ข้อเสนอทั้ง 10 ก็มาปรากฏในรุ่นนี้ ผมว่ามันสอดคล้องกันและเหมือนเป็นการรับไม้ต่อกัน

 

ที่น่าหวาดกลัวของชนชั้นนำไทยก็คือ เรามีกำลังมากขึ้น มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีคนร่วมมากขึ้น ในขณะที่ฝ่ายที่เป็นชนชั้นนำไทยมีความศักดิ์สิทธิ์ความศรัทธาลดลง คนที่ร่วมกับชนชั้นนำไทยลดลง

 

สำหรับวันที่ 14 ต.ค. นี้จะเป็นการชุมนุมที่เป็นปกติ เป็นการชุมนุมของความพร้อมเพราะวันที่ 14 ต.ค. มันเป็นวันทำงาน การที่คนออกมาชุมนุมมันต้องมีความพร้อมและมีความมุ่งมั่นที่จะมาร่วมชุมนุมจริง ๆ ดังนั้นวันที่ 14 จะเป็นตัวชี้วัดกระแสสังคมได้เป็นอย่างดี

 

และ 14 จะเป็นการชุมนุมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน กระบวนการในการจัดการเวที จัดการคนปราศรัย จัดการการพักแรม จัดการการเคลื่อนไหวต่อจากนั้น ผมคิดว่ามันเป็นไปโดยความตั้งใจ ภาพที่เราเห็นเวทีของนักศึกษาในภาพใหญ่สองเวทีทั้ง “ปลดแอก” ทั้ง “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ในวันนั้นจะเหมือนกับการรวมตัวกันเป็นครั้งสำคัญ รวมทั้งในส่วนภูมิภาคก็จะเข้ามาร่วมด้วย

 

ต่อความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลง นายอานนท์ กล่าวว่า เราได้เปล่งเสียงออกไปหลายครั้งในการชุมนุม แต่มันไม่ได้รับการตอบรับจากชนชั้นนำไทย การชุมนุมในวันที่ 14 นี้ จะเป็นการชุมนุมในลักษณะการประท้วงและการกดดัน การขยับเพดานการเรียกร้อง ไม่ใช่การชุมนุมเพื่อแสดงพลังแล้วกลับบ้านอย่างเดียว

 

เพราะเมื่อการชุมนุมธรรมดามันไม่ได้รับการตอบรับ การขยับเพดานมันก็เป็นเรื่องธรรมดา โดยมีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียวคือให้รัฐบาลประยุทธ์พร้อมองคาพยพออกไป เมื่อออกไปแล้วให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เราจะไม่แยกเป็น 1-2-3 มันคือข้อเรียกร้องเดียว หมายถึงว่าเป้าหมายเรามันมีแค่ข้อเดียว แต่กระบวนการมันอาจจะเป็นขั้นเป็นตอน

 

สำหรับคำที่ว่านี่เป็น “การต่อสู้ม้วนเดียวจบ” นายอานนท์ กล่าวว่า ม้วนเดียวไม่ได้หมายความว่าจบในวันเดียว เป็นม้วนเดียวที่เป็นการเริ่มต้น เป็นการขยายการต่อสู้แบบต่อเนื่องม้วนเดียวจบ

 

นายอานนท์ยังกล่าวด้วยว่า ถ้านายกฯ ไม่ออกไปไม่ว่าด้วยวิธีใด ไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญในเงื่อนไขที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแน่นอน เมื่อไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่มีทางที่จะเอาสถาบันกษัตริย์มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญได้อย่างแน่นอน มันเป็นเรื่องเดียวกัน ข้อเรียกร้องเดียวกัน แต่มันอยู่ที่ขั้นตอน ลำดับ และวิธีการแค่นั้นเอง

 

ความยืดเยื้อของการชุมนุม นายอานนท์กล่าวว่า ถ้าคนมาเป็นล้านก็คงจบในวันเดียว ถ้าคนมาเป็นแสนก็อาจจะมีการพักรอคนที่อยู่ต่างจังหวัดเข้ามา จะยืดเยื้อแค่ไหนก็อยู่ในสถานการณ์ในวันนั้น แต่เพื่อน ๆ นิสิต นักศึกษา น้อง ๆ มัธยมทุกกลุ่มได้คุยกันและร่วมกันวางมาตรการในการจัดชุมนุมแล้วครับ และยืนยันว่าการชุมนุมในวันที่ 14 นี้เป็นการชุมนุมค้างคืน ไม่กลับบ้านแน่ ๆ ซึ่งพื้นที่ในการชุมนุมคือตลอดถนนราชดำเนิน สนามหลวง รวมทั้งที่อื่น ๆ ที่มีปัญหาด้วย ส่วนจะมีการเคลื่อนขบวนหรือไม่นั้นอยู่ที่มวลชน

 

ทั้งนี้เป็นความตั้งใจในการชุมนุมก็คืออยากแสดงพลังเพื่อกดดันให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ออกไปและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ข้อเรียกร้องหนึ่งในนั้นที่มีการหยิบยกขึ้นมาคือเรียกร้องให้ทางสภาเปิดวิสามัญในการรับร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ลำพัง ส.ส. มีแนวโน้มที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญสูงมากถ้าไม่มี ส.ว. นายอานนท์ยืนยันเรื่องมาตรการกดดันมีแน่นอน

 

นายอานนท์ กล่าวถึงประเด็นการปราศรัยในวันที่ 14 ว่า ทุกปัญหามันเป็นปัญหาเดียวกัน การเน้นเรื่องสถาบันกษัตริย์เรายังยืนเหมือนเดิมในความเข้มข้น ความแหลมคม และข้อมูลใหม่ ๆ ยังมีนำเสนอเหมือนเดิม แต่เราจะเน้นในประเด็นอื่นที่ยังไม่ชัดเจนให้มันชัดเจนเท่า ๆ กับสถาบันกษัตริย์ เช่น ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลประยุทธ์ ปัญหาของรัฐสภาที่มันเป็นเผด็จการรัฐสภาอย่างแน่ ๆ เราจะทำให้ชัดเจนขึ้น

 

เรายืนยันที่จะซ่อมแซม ปรับปรุง และจูนสถาบันกษัตริย์ให้อยู่กับสังคมไทยอย่างแท้จริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปล้มล้างหรือจาบจ้วงอย่างที่หลาย ๆ คนกล่าวหา นายอานนท์ ยังกล่าวอีกว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” ในสังคมไทยผมว่าไม่มีแน่นอน แต่ถ้ามันเกิด “น้ำผึ้งหยดเดียว” ขึ้นมาผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งสำคัญมีแน่นอน

 

อยากให้รัฐปฏิบัติต่อเราเหมือนเราเป็นพลเมือง เป็นราษฎร เป็นเพื่อนร่วมชาติ และฟัง ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงอันจะนำไปสู่ประวัติศาสตร์ที่มันซ้ำรอย พวกเราสัญญาว่าการต่อสู้ของพวกเราอยู่ในกรอบของกฎหมาย อาจจะมีการล่วงล้ำ ล่วงเกินกฎหมายที่มันไม่ยุติธรรมไปบ้าง เช่น การชุมนุมบนท้องถนนอาจจะทำให้พี่น้องประชาชนไม่สะดวกในการสัญจรบ้าง แต่พวกเราสัญญาว่าจะอยู่ในกรอบของความเป็นไปได้ ของความสมเหตุสมผลในการชุมนุม

 


ทางด้านนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ ได้กล่าวถึงการได้รับรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์” ในวันนี้ว่า ภูมิใจกับสิ่งที่เราออกมาเคลื่อนไหวและมีคนเห็นในความประสงค์หรือเป้าหมายของเราที่ทำเพื่ออะไร และตนคิดว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ใช่ภาระหน้าที่ของใคร แต่เป็นเรื่องของทุก ๆ คน เป็นหน้าที่พลเมืองตามที่คุณครูเคยสอนมา เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องทำ

 

ไมค์ กล่าวว่า เราเรียนรู้จากอดีตเพื่อที่จะนำมาใช้กับปัจจุบัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเหตุการณ์ปัจจุบันจะไม่ย้อนกลับไปเหมือนกับในอดีต แล้วเราก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะในโซเชียลหรือการสื่อสารต่าง ๆ มันครบถ้วนสมบูรณ์

 

การชุมนุมครั้งนี้เราตั้งเป้าคือให้ประยุทธ์ลาออกโดยทันที ถ้าทำไม่ได้ท่านก็คงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่จะปลุกให้มวลชนออกมาขับไล่ท่าน เพราะตลอดระยะเวลาที่ท่านปฏิบัติหน้าที่มาไม่ได้มีประสิทธิภาพตามที่เราเห็นเลย วันที่ 14 นี้ก็คงมาไล่กันอย่างจริงจัง พร้อมกันนี้ก็อยากจะขอร้องวิงวอนท่านประยุทธ์ให้รับฟังเสียงประชาชนหน่อย และถ้าตกลงกันได้ เจรจากันได้ ผมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี มันจะได้เกิดความสงบ ไม่เกิดความขัดแย้งใด ๆ ที่อาจจะนำไปสู่การนองเลือด และสิ่งต่าง ๆ ที่คาดหวังด้วยการที่ท่านเป็นผู้นำประเทศ การรับฟังประชาชนถือว่าเป็นหน้าที่หลักของท่านด้วยซ้ำ อยากให้ท่านลงมารับฟังปัญหาประชาชนอย่างแท้จริงและร่วมกันแก้ปัญหาไปด้วยกัน ไมค์ ภาณุพงศ์ กล่าวในที่สุด.

"ทนายอานนท์" ยืนยัน พวกเราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อจะตอบคำถามกับดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตว่าการสูญเสียของท่านจะไม่สูญเปล่า และการต่อสู้ของท่านจะจบในรุ่นนี้

 


"ทนายอานนท์" ยืนยัน พวกเราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อจะตอบคำถามกับดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตว่าการสูญเสียของท่านจะไม่สูญเปล่า และการต่อสู้ของท่านจะจบในรุ่นนี้


ยูดีดีนิวส์ : 6 ต.ค. 63 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดงานรำลึก 44 ปี 6 ตุลา ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” โดยในปีนี้ทางสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มอบรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์” ให้กับ นายอานนท์ นำภา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก ในฐานะผู้ที่มีความกล้าหาญในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลังจากรับเกียรติบัตรแล้วนายอานนท์ได้กล่าวว่า


ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมมีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมพ่อแม่ที่ทำงานในกรุงเทพฯ สถานที่ที่ผมมักจะมาเสมอในฐานะที่เป็นเด็กต่างจังหวัดคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะผมรู้สึกได้ว่าที่นี่มันมีแรงดึงดูด แรงบันดาลใจอะไรบางอย่างให้ต้องมาเยี่ยม มาเดิน มาสูดบรรยากาศทุกปี


หลังจากนั้นผมก็ได้เอ็นทรานซ์เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นี่เป็นสถานที่บ่มเพาะ เป็นต้นทุน เป็นกำลังใจในการเรียนและการทำงานของผมในการที่จะมุ่งหวังทำงานเพื่อสังคมและเปลี่ยนแปลงสังคม


เมื่อวันก่อนผมได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ผิดพลาดในฐานะของนักสิทธิมนุษยชนโดยการโพสต์ข้อความที่ลดทอนความรุนแรงในเรื่องเพศสภาพ ผมได้เรียนรู้และกล่าวขอโทษในทวิตเตอร์ ในสังคมก็ให้อภัยในความผิดพลาดนั้น


แต่เหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ในบ้านเมืองที่มีคนล้มตายกันหลายคนไม่ถูกกล่าวถึง ไม่ถูกไต่สวน เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 องคาพยพของผู้กระทำไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างแท้จริง ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐ คนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงชนชั้นนำไทย


เราผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา มา 44 ปี ก็เป็นเรื่องบังเอิญอีกที่ในปีนี้มีคนรุ่นใหม่ได้พูดถึงปัญหานั้นในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง ผู้เสียชีวิตทุกคนในวันที่ 6 ตุลา 19 แววตาของนักสู้ของคนเหล่านั้นมันมาปรากฏอยุ่ในแววตาของรุ่นน้อง ของคนรุ่นใหม่ ของเพนกวิน ของไมค์ ของรุ้ง ของทัตเทพ และอีกหลาย ๆ คน เสมือนหนึ่งว่าคนที่จากเราไปเมื่อหลายสิบปีที่แล้วเขาไม่ได้จากเราไป เขากลับมาเกิดในร่างของคนรุ่นใหม่เพื่อที่จะมายืนยันมาทวงถามความยุติธรรมให้กับพวกเขา


แต่สิ่งที่น่าเสียดายในวันนี้ก็คือคนที่ยังมีชีวิตรวมทั้งคนที่มีบทบาทในช่วง 6 ตุลา 19 ก็ได้มีการพยายามกัดเซาะ บั่นทอน การต่อสู้ของน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ ซึ่งพยายามต่อสุ้ในเรื่องเดียวกันกับคนที่เสียชีวิตในปี 19 ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นจะไม่มีทางซ้ำรอย เพราะในวันนี้วิญญาณของวีรชนที่เสียชีวิต ได้จุติและมาเกิดใหม่ในแววตาในร่างกายของคนรุ่นใหม่ในวันนี้


ในฐานะที่เป็นตัวแทนและได้รับมอบรางวัลในวันนี้ ขอยืนยันกับทุกท่านว่าคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาต่อสู้ในประเด็นที่แหลมคม ในประเด็นที่หลายคนไม่อยากพูดถึง พวกเราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อจะตอบคำถาม ตอบกับดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตว่าการสูญเสียของท่านจะไม่สูญเปล่า และการต่อสู้ของท่านจะจบในรุ่นนี้ จะจบในรุ่นของพวกเรา ขอบคุณครับ นายอานนท์กล่าวในที่สุด