วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568

จับตา! ศาลนัดฟังคำพิพากษา “ใบปอ” ในข้อหา ม.112 กรณีมีการแชร์โพสต์ “เพจทะลุวัง”

 


จับตา! ศาลนัดฟังคำพิพากษา “ใบปอ” ในข้อหา ม.112 กรณีมีการแชร์โพสต์ “เพจทะลุวัง”


วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดหมายฟังคำพิพากษาคดีของ “ใบปอ” (นามสมมติ) นักศึกษาและนักกิจกรรม ซึ่งถูกอัยการยื่นฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (5) จากกรณีที่มีการแชร์โพสต์ของ “เพจทะลุวัง” เรื่อง “งบสถาบันกษัตริย์” เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565


คดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565  ปิยกุล วงษ์สิงห์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้ดำเนินคดีกับผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ทะลุวัง ThaluWang”


คดีนี้มีการสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 14, 15 พ.ย. 2566, 26 ก.ค., 27 ส.ค. 2567, 27 และ 28 พ.ค. 2568 และสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2568 ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณา 911 โดยฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 15 ปาก ได้แก่ ผู้กล่าวหา, สันติบาล, ตำรวจสืบสวน, ชุดตรวจพยานหลักฐานของ ปอท., ฝ่ายกฎหมาย AIS, ตำรวจชุดจับกุม, พยานนักวิชาการผู้ให้ความเห็น และพนักงานสอบสวน


ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความรวม 2 ปาก ได้แก่ ใบปอ จำเลย ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยาน และพยานผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ โดยใบปอยืนยันว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจทะลุวัง และไม่ได้แชร์โพสต์ตามฟ้อง ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ให้ความเห็นว่า ผลการตรวจคอมพิวเตอร์ของกลางและตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนหลักฐานที่ผู้กล่าวหาใช้แจ้งความมีการตัดต่อ และเมื่อตรวจสอบลิงก์ตามฟ้องแล้วไม่พบการแชร์โพสต์ตามที่ถูกกล่าวหา


โดยวันนี้ “ใบปอ” เดินทางมาพร้อมกับทนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ซึ่งก่อนขึ้นฟังคำพิพากษา “ใบปอ” ได้กล่าวว่า “วันนี้มาฟังคำพิพากษาคดี 112 และพ.ร.บ.คอมฯ ที่ศาลอาญา ตนไม่มีอะไรจะพูดเยอะ แต่ใบปอก็ยังหวังว่าประเทศนี้จะยังมีความยุติธรรม และยังคิดว่าเราจะได้ความยุติธรรม”


ด้านทนายกฤษฎางค์ กล่าวว่า ใบปอก็ได้สู้คดีมาเต็มที่ จากพยานหลักฐานในคดีก็ชัดเจนว่าเราไม่ได้กระทำความผิด เพราะฉะนั้นก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมเหมือนกับที่นักการเมืองคนอื่น ๆ ได้รับ


นอกจากนี้ “ใบปอ” ยังกล่าวเพิ่มว่า หนูเคยเห็นความเป็นธรรมในหลาย ๆ คดีหรือหลาย ๆ อย่างในประเทศนี้ แต่หนูก็ยังเชื่อว่าหนูก็ยังเป็นหนึ่งในคนที่จะได้รับความเป็นธรรมในวันนี้เหมือนกันค่ะ ทั้งนี้ก็ยังมีความกังวล และยังนึกถึงพี่บุ้งด้วย หลาย ๆ ครั้งที่มาศาล พี่บุ้งก็จะอยู่ข้าง ๆ เสมอ แต่ว่าวันนี้เป็นหนึ่งในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของใบปอเหมือนกันว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่วันนี้ใบปอก็เชื่อว่าพี่บุ้งก็ยังส่งกำลังใจให้ใบปอ และก็หวังว่าใบปอจะได้รับความเป็นธรรมเหมือนกันค่ะ


ผลของคดีจะเป็นอย่างไร ยูดีดีนิวส์จะรายงานให้ทราบต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ใบปอ #มาตรา112





ลุ้นวันนี้ (29 ส.ค.) บ่ายสาม "ศาลรธน." ชี้ชะตาคดีคลิปเสียง "นายกฯอิ๊งค์" คุย "ฮุน เซน" ว่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรง จนต้องสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่

 


ลุ้นวันนี้ (29 ส.ค.) บ่ายสาม "ศาลรธน." ชี้ชะตาคดีคลิปเสียง "นายกฯอิ๊งค์" คุย "ฮุน เซน" ว่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรง จนต้องสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่


วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมประจำสัปดาห์ตามปกติ มีวาระพิจารณาคำร้องต่าง ๆ โดยเฉพาะคำร้องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ กรณีกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคําร้องของ ส.ว. จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา


ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าวระบุว่า ได้นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ วันศุกร์ที่ 29 ส.ค.68 เวลา 09.30 น.และนัดฟังคำวินิจฉัย ในเวลา 15.00 น. โดยศาลฯจะอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #คลิปเสียงฮุนเซน

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งความแล้ว เอาผิดเพจ The Critics และช่องยูทูบ สถาบันทิศทางไทย ละเมิดอำนาจศาล แพร่คลิปบิดเบือน “นั่งลงลูก”

 


ศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งความแล้ว เอาผิดเพจ The Critics และช่องยูทูบ สถาบันทิศทางไทย ละเมิดอำนาจศาล แพร่คลิปบิดเบือนนั่งลงลูก”


วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารแจ้งว่า ตามข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่ามีการเผยแพร่คลิปและข่าวในสื่อสารมวลชนหลายช่องทางอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนของศาลลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศาลรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และข้อ 10 และข้อ 11 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 256


สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการทางกฎหมายแก่บุคคลที่กระทำการบิดเบือนและเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไปนั้น


เมื่อวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ Facebook The Critics และ YouTube สถาบันทิศทางไทย ซึ่งได้เผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่ส่วนของศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.ศ.2550


ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ การแจ้งความร้องทุกข์ก่อนที่จะมีการนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติคดีคลิปเสียงของนายกฯในวันพรุ่งนี้ เวลา 9.30 น. และอ่านคำวินิจฉัยในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #นั่งลงลูก

“วิโรจน์” ตั้งกระทู้ถามความคืบหน้ากรณีตั๋ว PN นายกฯ ผ่านไป 5 เดือนมีแต่ตั้งกรรมการดึงเวลากันไปมา สรุปแล้วจะสืบสวนเสร็จเมื่อไหร่ ด้าน “จุลพันธ์” แจงต้องให้ความเป็นธรรมทุกกรณี-จะเร่งไม่ได้ ยันทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ-ผ่านไป 2 ปีก็ยังดำเนินการอยู่


วิโรจน์” ตั้งกระทู้ถามความคืบหน้ากรณีตั๋ว PN นายกฯ ผ่านไป 5 เดือนมีแต่ตั้งกรรมการดึงเวลากันไปมา สรุปแล้วจะสืบสวนเสร็จเมื่อไหร่ ด้าน “จุลพันธ์” แจงต้องให้ความเป็นธรรมทุกกรณี-จะเร่งไม่ได้ ยันทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ-ผ่านไป 2 ปีก็ยังดำเนินการอยู่


วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ พิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงความคืบหน้าในกรณีการตรวจสอบการซื้อหุ้นของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่มีการนำตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) มาใช้ ซึ่งได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน


วิโรจน์เริ่มต้นการถามกระทู้โดยระบุว่าจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่าแพทองธารได้ซื้อหุ้นจากแม่ พี่ชาย พี่สาว ลุง และป้าสะใภ้ เป็นเงิน 4,434.5 ล้านบาท ชำระเงินโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋ว PN ที่ไม่มีกำหนดการชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ย 5 ฉบับออกในปี 2559 อีก 4 ฉบับออกในปี 2566 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการชำระเงิน จนมาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 แพทองธารถึงเพิ่งมาสารภาพกลางสภาว่าวางแผนจะเริ่มจ่ายในปี 2569


จนประชาชนจำนวนมากต่างวิพากษ์วิจารณ์และสงสัยว่านี่อาจจะไม่ใช่การซื้อหุ้น แต่เป็นการทำนิติกรรมอำพรางโดยใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ เพราะตั๋ว PN ไม่มีศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในการดูแล ไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการขึ้นทะเบียน เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้วมีการแอบยกหนี้ให้แล้วฉีกตั๋ว PN ทิ้ง สำนักงานสำนักงานสรรพากรในพื้นที่ กองตรวจสอบภาษีกลาง หรือกระทั่งกรมสรรพากรจะติดตามตรวจสอบได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาอธิบดีกรมสรรพากรออกมาแก้ต่างให้ โดยอ้างถึงประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4 ช) โดยเชื่อว่านี่คือการซื้อขายหุ้นจริงๆ และถ้ามีการใช้เงินเมื่อไหร่ แม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง และป้าสะใภ้ ที่ได้รับกำไรจากการขายหุ้นให้แพทองธาร ก็จะเอาส่วนที่เป็นกำไรมาคำนวณแล้วจ่ายภาษี


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่าแต่ประชาชนไม่เชื่อแล้วว่านี่เป็นการซื้อขายหุ้น ประชาชนสงสัยว่าเป็นการให้ แต่ใช้ตั๋ว PN มาอำพรางว่าเป็นการซื้อ ซึ่งตามมาตรา 42 (26) (27) และ (28) ของประมวลรัษฎากร แพทองธารต้องเป็นผู้จ่ายภาษีที่เรียกว่าภาษีการรับให้เป็นมูลค่า 218.7 ล้านบาท ซึ่งต่อให้เป็นการซื้อขายกันจริง แม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง และป้าสะใภ้ ก็คงไม่ต้องจ่ายภาษีแม้แต่บาทเดียว เพราะขายให้กับแพทองธารในราคาทุน กรณีนี้ประเทศจะได้เงินจากแพทองธารเพียง 27 บาท เป็นค่าอากรแสตมป์ที่ติดเอาไว้ที่ตั๋ว PN เก้าฉบับ ฉบับละ 3 บาท เมื่อเทียบกับกรณีของ เศรษฐา ทวีสิน ที่โอนหุ้นแสนศิริให้ลูกสาว 661 ล้านหุ้น ลูกสาวเศรษฐาสำแดงอย่างตรงไปตรงมาแล้วเสียภาษีการรับให้ 32 ล้านบาท


ในวันที่ 28 มีนาคม 2568 ตนได้ไปยื่นหนังสือต่อกรมสรรพากร เพื่อขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรใช้อำนาจตามมาตรา 13 ศต (3) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการใช้ตั๋ว PN ในการซื้อหุ้นของแพทองธาร ว่าเป็นการหลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ แต่จนมาวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ตนได้ขอให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเศรษฐกิจ เชิญผู้แทนจากกรมสรรพากรมาชี้แจง ซึ่งผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลางได้มาให้คำตอบ คณะกรรมาธิการจึงได้รู้ถึงข้อเท็จจริงว่าปัจจุบันคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเกิดอุปสรรคในการจัดประชุมเพื่อวินิจฉัยในกรณีนี้ เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ยอมใช้อำนาจตามมาตรา 13 ทวิของประมวลรัชดากร ในการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 รายเข้ามาเป็นกรรมการ จึงทำให้องค์ประกอบไม่ครบ เท่ากับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังละเว้นการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาถึง 2 ปี 4 เดือน และหากนับเฉพาะการดำรงตำแหน่งของพิชัยเมื่อเดือนเมษายน 2567 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเท่ากับว่ามีการละเว้นการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่มามากกว่า 1 ปี 4 เดือน


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่าเพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทุกคน คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงได้ยื่นหนังสือไปสอบถามกรมสรรพากร ว่าถ้าประชาชนคนอื่นจะโอนหุ้นให้ลูก สามารถใช้แพทองธารโมเดล ให้ลูกออกตั๋ว PN แบบไม่มีกำหนดชำระ ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีการรับให้แบบเดียวกันได้หรือไม่ ปรากฏว่าอธิบดีกรมสรรพากรตอบมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ว่าไม่สามารถตอบได้ ให้รอการวินิจฉัย ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะวินิจฉัยเสร็จเมื่อไหร่ เท่ากับว่าในแผ่นดินนี้มีแค่แพทองธารเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถใช้ตั๋ว PN ทำแบบนี้ได้ใช่หรือไม่


นอกจากนี้ตนยังได้เขียนกระทู้ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ถามอย่างตรงไปตรงมาว่าทำไมถึงยังไม่ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 รายตามมาตรา 33 ทวิของประมวลรัษฎากร และที่ชอบอ้างกันนักว่าสิ่งที่แพทองธารทำเป็นการวางแผนภาษีแบบดุดัน ประชาชนคนอื่นจะดุดันได้บ้างหรือไม่ ถามอย่างไรกระทู้นี้ก็ไม่ยอมมาตอบ จนตนต้องถอนกระทู้ออกเมื่อเช้าเพื่อที่จะได้มาถามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในวันนี้


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่าคำถามข้อที่หนึ่ง ตนขอถามว่าการวินิจฉัยกรณีการใช้ตั๋ว PN ของแพทองธารมีกำหนดการว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ วันที่เท่าไหร่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศถึงจะรู้ว่าแพทองธารโมเดลถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย และที่ผ่านมาตนอยากรู้ว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงไม่ยอมใช้อำนาจตามมาตรา 13 ทวิของประมวลรัษฎากร ในการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 รายให้เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเสียที


ในส่วนของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าต่อกรณีนี้ทางกรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการดำเนินงานตามที่มีข้อร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยมีการพิจารณาว่าข้อร้องเรียนมีมูลหรือไม่ ตามมาด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริง การวางแผนวิเคราะห์ ตรวจสอบหาข้อมูลภายใน คัดแบบแสดงรายการของบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง หาข้อมูลจากภายนอก รวมทั้งในส่วนของ ป.ป.ช. กรมพัฒนาธุรกิจการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ทะเบียนหุ้น จนได้ข้อมูลมาอยู่ในมือของกรมสรรพากรค่อนข้างครบถ้วน ขั้นต่อไปคือการดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีการเชิญ 7 บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการโอนหุ้นเพื่อตรวจสอบอยู่ การดำเนินการในขั้นตอนนี้ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะอำนาจบังคับอยู่ในกรอบเวลาที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องและจะเร่งรัดไม่ได้


ต้องยอมรับความจริงยังว่ากระบวนการเรื่องภาษีไม่ได้มีแค่คดีของแพทองธาร แต่ยังมีอีกหลายกรณี ทั้งในส่วนของภาคเอกชน รวมทั้งส่วนของภาคการเมือง แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็มีคดีเกี่ยวกับภาษีที่มีการร้องเรียนเข้ามา กรมสรรพากรก็ดำเนินการอยู่ ในคดีที่เกี่ยวกับการเมืองมีกระบวนการ เช่น การโอนเงินเพื่อสนับสนุนผู้ชุมนุม ซึ่งทั้งหมดมีการดำเนินการแบบถูกต้อง ไม่มีการเร่งรัดและไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะในกระบวนการนี้มีการให้ให้คุณให้โทษกับประชาชนได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม


จุลพันธ์กล่าวต่อไปว่าขั้นตอนต่อไปของสรรพากร คือการเรียก 7 บริษัทเข้ามาเพื่อทยอยให้ข้อเท็จจริง หลังจากนั้นจึงจะเป็นการสืบสวนสอบสวนโดยเชิญนายกรัฐมนตรีและญาติพี่น้องเข้ามาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง กระบวนการทั้งหมดยังมีเวลาที่ต้องดำเนินการต่อไป จะตอบว่าเสร็จเมื่อไหร่คงไม่ได้ หลังจากที่ดำเนินการครบถ้วนแล้วกรมสรรพากรต้องมาวินิจฉัยว่าข้อร้องเรียนนั้นมีมูลหรือไม่ หากไม่มีมูลก็เป็นอันตกไป หากมีมูลก็ต้องส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ


และที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังไม่ได้ดำเนินการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยฯ ให้ครบถ้วน ก็เป็นเพราะคณะกรรมการวินิจฉัยฯ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2520 มีกรณีที่ต้องเข้าสู่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ เพียงแค่ 42 รายการเท่านั้น และคราวล่าสุดที่มีการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยฯ จริงคือปี 2563 ในเรื่องของความเร่งด่วนจึงไม่มี อีกทั้งหากมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการก็ไม่ใช่เป็นการยาก เมื่อถึงเวลาหากสรรพากรวินิจฉัยว่าเรื่องนี้มีมูลเพียงพอที่จะต้องส่งเข้าคณะกรรมการวินิจฉัยฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็สามารถเร่งรัดในการตั้งบุคลากรเข้าไปเติมให้เต็มได้ แต่ในขณะนี้เมื่อไม่มีเรื่องเข้าจึงไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ และไม่มีบทลงโทษหรือข้อกำหนดว่าคณะกรรมการวินิจฉัยฯ จะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตลอดเวลา


จากนั้นวิโรจน์ได้ถามกระทู้ต่อเป็นรอบที่สอง โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจที่รัฐมนตรีระบุว่าจะประเมินว่ากระบวนการจะเสร็จเมื่อไหร่นั้นคงไม่ได้ การทำงานแบบไม่มีกำหนดเสร็จเป็นการบริหารที่ใช้ไม่ได้ รัฐมนตรีเองก็เคยอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ผ่านมา หน่วยรับงบประมาณต่างๆ ยังมีกำหนดการแล้วเสร็จ การเบิกจ่ายงบประมาณยังมีกำหนดเสร็จ ตนไม่ได้คาดคั้นว่าต้องเป็นวันที่เท่าไหร่ แต่ถึงขั้นว่าอย่างช้าที่สุดเมื่อไหร่ก็ยังตอบไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมาก


สิ่งที่รัฐมนตรีพูดถึงคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ทำให้ตนนึกถึงอดีตกว่านั้น กับกรณีที่เกิดขึ้นกับ เบญจา หลุยเจริญ ซึ่งหากยังคงใช้วิธีการอย่างนี้อยู่ กรณีที่เคยเกิดขึ้นกับเบญจาก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีกกับคนที่ชื่อจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, พิชัย ชุณหวชิร และ ปิ่นสาย สุรัสวดี ต่อไป


วิโรจน์กล่าวต่อไปว่าเรื่องนี้ผ่านมา 5 เดือนเงียบมาตลอด จนมีผู้สื่อข่าวไปถามอธิบดีกรมสรรพากร เราจึงเพิ่งได้ทราบเมื่อวานนี้ว่ามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสองชุด ชุดแรกคือคณะกรรมการพิจารณากรณีที่มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมของตั๋ว PN ทั้งระบบ แต่ผ่านมา 5 เดือนกว่าก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ตั้งคณะกรรมการไปมา มีแต่งานธุรการดึงเวลาไปเรื่อย ไม่มีกำหนดเสร็จ ช้าที่สุดก็ตอบไม่ได้ว่ากี่ปี


คำถามข้อที่สอง ที่ผ่านมาความล่าช้าเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้ต้องรับผิดชอบกับความล่าช้า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เป็นผู้กำกับดูแลกรมสรรพากรโดยตรง คุมกรมสรรพากรมาตั้งแต่แรก ความล่าช้าเกิดขึ้นที่รัฐมนตรีว่าการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ ถ้าประชาชนจะไปร้อง ป.ป.ช. ฐานละเว้นเข้าปฎิบัติหน้าที่ ควรจะต้องร้องใคร


ในส่วนของจุลพันธ์ระบุว่า กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีกระบวนการดำเนินการมาโดยตลอด ตนมายืนตอบตรงนี้ตนไม่ปัดความรับผิดชอบอยู่แล้ว ในขณะที่ตนกำกับดูแลและเรื่องนี้ก็ได้มีการสั่งการผ่านอธิบดีกรมสรรพากรให้ดำเนินการทั้งหมด ไม่มีนิ่งนอนใจ เวลามีหนังสือร้องเรียนเข้ามาก็ไม่มีการเอาหนังสือเหล่านั้นไปดองหรือทิ้ง จะเป็นการร้องเรียนที่ตนหรือบุคลากรที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเดียวกันก็ต้องดำเนินการ ไม่มีใครละเว้น ชะลอ หรือดึงเรื่องทั้งนั้น


เมื่อมีการรับเรื่องร้องเรียนมาแล้วสิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอ ยังไม่มีพยานหลักฐานครบถ้วนที่จะโดนดำเนินการได้ สิ่งที่ต้องทำคือการแสวงหาข้อเท็จจริงทั้งจากข้อมูลภายใน เช่น แบบแสดงรายการภาษีบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลภายนอก เช่น การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ข้อมูลบัญชีรายชื่อของผู้ถือหุ้นบริษัท ซึ่งกรมสรรพากร โดยกองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงตั้งแต่ที่มีการอภิปรายในเดือนมีนาคม 2568 รวมถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลภายในและหน่วยงานภายนอก ปัจจุบันได้รับข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกมาค่อนข้างครบถ้วนแล้ว แต่จำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมอีก เมื่อได้ข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกครบถ้วนก็จะมีการประมวลข้อมูลและเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ นำเสนอพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาตามกฎหมายได้


จุลพันธ์กล่าวต่อไปว่าเนื่องจากกรณีนี้มีการทำธุรกรรมครั้งแรกตั้งแต่ปี 2559 มีช่วงเวลาที่ต้องตรวจสอบย้อนหลังค่อนข้างนาน ประกอบกับมีบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายบริษัท ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ที่ผ่านมากรณีที่ต้องตรวจสอบย้อนหลังนานและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากก็มีระยะเวลาในการดำเนินงานที่ยาวนานไม่แตกต่างกัน กระทรวงการคลังยึดหลักความเป็นธรรมให้กับผู้มีหน้าที่เสียภาษีอย่างเสมอภาค ที่ผ่านมาปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด โดยให้โอกาสในการชี้แจงและนำเสนอหลักฐานต่างๆอย่างเต็มที่


เนื่องจากกรณีนี้เป็นกรณีพิเศษที่เกิดขึ้นในสภาและมีความสนใจจากสาธารณะ ผู้บริหารกรมสรรพากรไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐมนตรี อธิบดี หรือรองอธิบดีทุกคนล้วนติดตามอย่างใกล้ชิดถึงความคืบหน้าของเรื่อง แต่จะให้สรุปว่าจะเสร็จภายกี่เดือนหรือกี่ปี ตนต้องเรียนว่ากระบวนการเหล่านี้เน้นในเรื่องของหลักความเป็นธรรมสูงสุด จะให้ตอบว่าภายใน 1 ปีจะทำให้เสร็จเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามกรมสรรพากรได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องไม่ได้หยุด และตนเชื่อว่าสุดท้ายจะมีข้อสรุปออกมาเป็นที่ยอมรับได้กับสังคม


จากนั้น วิโรจน์ได้ถามกระทู้ต่อเป็นรอบสุดท้าย โดยระบุว่าสรุปแล้วคำตอบของรัฐมนตรีก็คือไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่กว่าที่ประชาชนจะได้รู้คำวินิจฉัย ว่าสิ่งที่แพทองธารทำถูกกฎหมายหรือไม่ แต่ระหว่างนี้อย่างน้อยกรมสรรพากรเคยคิดหรือไม่ว่าจะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนคนอื่นที่อยากโอนหุ้นหรือโอนทรัพย์สินให้กับลูกอย่างไร กรมสรรพากรจะออกหนังสือชั่วคราวมาอนุญาตให้ประชาชนใช้ตั๋ว PN ในการโอนหุ้นแบบที่แพทองธารทำได้หรือไม่ ไม่ใช่สงวนเอาไว้ให้แพทองธารทำได้แต่เพียงผู้เดียวในแผ่นดินนี้ ซึ่งกรณีนี้ผู้แทนกรมสรรพากรเคยชี้แจงว่าไม่แนะนำ เพราะอยู่ระหว่างการวินิจฉัยอยู่ แล้วอย่างนี้มีความเป็นธรรมหรือไม่


แล้วถ้ามีกรณีที่ประชาชนจ่ายภาษีการรับให้ไปแล้วจากการโอนหุ้นอย่างตรงไปตรงมา อย่างสุจริตชนทำ แล้วในอนาคตเกิดมีคำวินิจฉัยมาว่าแพทองธารโมเดลเป็นการวางแผนภาษีที่ทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วจะให้ความเป็นธรรมกับคนที่สำแดงการโอนหุ้นอย่างถูกต้องแล้วจ่ายภาษีการรับให้แบบตรงไปตรงมาอย่างไร ระหว่างนี้กระทรวงการคลังมีมาตรการชั่วคราวเพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่


ทางด้านจุลพันธ์ระบุว่ากรณีของนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่กรณีพิเศษ แต่มีกรณีที่ดำเนินการลักษณะนี้มากกว่าหนึ่งกรณีที่มีการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอยู่ กระบวนการในการเสียภาษีนั้น ผู้มีหน้าที่ในการเสียภาษีจะเสียจากกำไรที่เกิดขึ้น ส่วนกระบวนการในการชำระสามารถเลือกชำระได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2 ช่องทาง คือ 1) ใช้ตัวแทนเงิน เงินสด แคชเชียร์เช็ค เครดิตการ์ด หรือการโอน และ 2) กระบวนการชำระโดยใช้ตั๋ว เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หรือ PN เป็นตัวเลือกที่กำหนดโดยกฎหมาย ซึ่งในมาตรา 983 ก็มีการเขียนชัดเจนว่าในกระบวนการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เป็นตั๋ว สามารถเลือกได้ว่าจะกำหนดวันเวลาหรือไม่ก็ได้ เป็นตัวเลือกทางการเงินซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเลือกและตกลงกันได้ เป็นหนึ่งในกรณีที่เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสองคณะ คณะที่สองมีหน้าที่ในการไปศึกษากระบวนการการใช้ตั๋ว PN ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเวียนความเห็นถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานของศาล อัยการ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อถามความเห็นในเรื่องการใช้ตั๋ว PN ว่าควรจะต้องแก้ไขอย่างไร เป็นเรื่องภายในหน่วยงานรัฐ ตนจึงให้สัญญาในเรื่องกรอบเวลาไม่ได้ เพราะจะกระทบกับบุคคลภายนอก แต่ในเรื่องที่เป็นการศึกษาตัวข้อกฎหมาย ตนยืนยันได้ว่าเสร็จภายในสิ้นปีนี้แน่นอน ที่จะสรุปได้ว่าตั๋ว PN เป็นช่องโหว่หรือไม่ และควรจะจะต้องแก้ไขหรือไม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ตั๋วPN

“กมธ.มั่นคงฯ” เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถกเยียวยา ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ มีแนวทางแล้วแต่ไปไม่ถึง หรือไปถึงแต่ช้า ย้อนถาม ระเบิดลงที่นาแต่ได้หลักสิบ เพียงพอหรือไม่

 


กมธ.มั่นคงฯ” เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถกเยียวยา ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ มีแนวทางแล้วแต่ไปไม่ถึง หรือไปถึงแต่ช้า ย้อนถาม ระเบิดลงที่นาแต่ได้หลักสิบ เพียงพอหรือไม่


วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหาการเยียวยาตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ว่า ต้องยอมรับว่าการปะทะตามแนวชายแดนระหว่างไทยกัมพูชาประชาชนจำนวนมาก รวมถึงภาคธุรกิจ เป็นผู้ที่เสียสละ ดังนั้นเมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้นและทุกวันนี้ยังคงมีอยู่ แม้การปะทะยุติลงชั่วคราว ตนคิดว่าการเยียวยาประชาชนเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นเมื่อไปเห็นด้วยตาตัวเองการเยียวยาจึงยังคงมีความจำเป็น แล้วจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าประเทศเรารัฐบาลเรายังคงดูแลประชาชนไม่ได้ทอดทิ้ง แล้วต้องไม่ลืมว่าการปะทะอาจเกิดขึ้นได้อีก


ถ้าการเยียวยาไม่มีประสิทธิภาพและไม่ดีพอ สุดท้ายประชาชนอาจจะตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง เมื่อมีการปะทะในครั้งต่อไป เช่น อาจจะอยู่เฝ้าบ้าน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องสร้างการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ วันนี้จึงได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาพูดคุยในเรื่องนี้” นายรังสิมันต์ กล่าว


นายรังสิมันต์ ยังกล่าวว่า เบื้องต้นมีแนวทางการเยียวยาออกมาแล้วแต่ยังไปไม่ถึง หรือไปถึงแต่ช้าหรือยังไม่มีประสิทธิภาพ เช่น มีระเบิดลงในไร่นาไร่สวน แต่ให้เงินเยียวยาหลักสิบ มันก็ดูมันก็ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ หรือแม้แต่การขาดรายได้ก็มีผลกระทบ รวมถึงตลาดค้าขายที่วันนี้เราต้องมองหาตลาดอื่น แต่จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ


เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องแรงงานก็มีนโยบายใหม่ ๆ ออกมา และพบว่ามีแรงงานที่สามารถเข้าสู่ระบบและทดแทนได้กว่า 4 หมื่นคน แต่ตัวเลขที่หายไปคือ 8 แสนคน จึงต้องยอมรับว่าเรามีแรงงานไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องหามาตรการอื่นเช่นการนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นในละแวกนี้ แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาได้ทันที


เมื่อถามว่า การเยียวยาต้องจำแนกกลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า กลุ่มไหนที่ตกหล่นต้องทำให้เข้ากลุ่ม กลุ่มไหนที่ได้แล้วก็ต้องไปดูว่าเพียงพอต่อสถานการณ์หรือไม่ และอันไหนที่ยังขาดความสมเหตุสมผลก็ต้องแก้ไข และต้องเร่งสร้างความมั่นใจถ้าไม่มีความมั่นใจต่อไปอาจจะมีปัญหาในลักษณะแบบนี้อีกประชาชนก็จะมีคำถาม

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการความมั่นคง #ชสยแดนไทยกัมพูชา

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568

พรรคประชาชนยืนยันสนับสนุนค่าโดยสารร่วม ไม่ใช่แค่ตั๋วร่วม ครอบคลุมรถเมล์ไม่ใช่แค่รถไฟฟ้า ชี้รัฐบาลสะดุดขาตัวเอง ควรรับผิดชอบวางแผนผิดพลาด ทำนโยบาย 20 บาทเลื่อนแล้วเลื่อนอีก

 


พรรคประชาชนยืนยันสนับสนุนค่าโดยสารร่วม ไม่ใช่แค่ตั๋วร่วม ครอบคลุมรถเมล์ไม่ใช่แค่รถไฟฟ้า ชี้รัฐบาลสะดุดขาตัวเอง ควรรับผิดชอบวางแผนผิดพลาด ทำนโยบาย 20 บาทเลื่อนแล้วเลื่อนอีก  


วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ (หลักสี่ จตุจักร บางเขน) ร่วมแถลงข่าวหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางรางจำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย


โดยสุรเชษฐ์กล่าวว่า ช่วงแรกที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เคยประกาศจะทำนโยบาย 20 บาทตลอดสาย ภายใน 3 เดือน ต่อมาเลื่อนเป็นภายใน 2 ปี จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่ล่าสุดก็เลื่อนอีก


การพิจารณากฎหมายทั้ง 3 ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรถือว่าดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว เริ่มที่ร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ผ่านฉลุย ข้อเรียกร้องต่างๆ ที่มีในร่างของพรรคประชาชน ก็ได้ใส่เข้าไปในร่างที่ผ่านสภา ถือเป็นความสำเร็จร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร


ร่างต่อมาคือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ในภาพรวมพรรคประชาชนสนับสนุน นี่คือสิ่งที่ดี และถ้าถามว่า พ.ร.บ.ฉบับไหนสำคัญที่สุด เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินนโยบายเรือธงของรัฐบาล ก็คือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เพราะจะทำให้ทุกคนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง โดยหลักการที่สำคัญคือใช้บัตรใบเดียวได้กับทุกขนส่งสาธารณะ ไม่ต้องถือหลายใบ ไม่ต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนอีกคำที่แตกต่างและมีนัยสำคัญอย่างยิ่งคือ “ค่าโดยสารร่วม” ซึ่งมีความเห็นต่างกันในเชิงนโยบาย ทางรัฐบาลโฆษณานโยบายตั๋วร่วม 20 บาทตลอดสาย แต่ความจริงสิ่งที่รัฐบาลจะทำคือค่าโดยสารร่วม 20 บาทตลอดทางเฉพาะรถไฟฟ้า ส่วนพรรคประชาชนจะทำ “ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทตลอดทาง รถไฟฟ้าร่วมกับรถเมล์” ซึ่งโดยโครงสร้างของ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม รองรับการทำทั้งตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมแบบที่พรรคประชาชนเสนอ


ส่วน พ.ร.บ.สุดท้าย คือ พ.ร.บ.รฟม. เป็นร่างที่มีความเห็นแตกต่างกัน โดยมาตรา 8 ถือเป็นแก่นสารหลักที่รัฐบาลไปล้วงกระเป๋า รฟม. ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วย จึงลงมติไม่เห็นชอบ อย่างไรก็ตามรัฐบาลครองเสียงข้างมาก จึงผ่านไปได้ทั้งสามฉบับ ดังนั้นตอนนี้ถือว่ารัฐบาลมีเครื่องมือครบ ซึ่งที่จริงต้องการเพียงสองฉบับแรก ส่วนฉบับที่สามแค่บอกว่าจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับวิธีการล้วงกระเป๋า รฟม. เสี่ยงต่อการผิดวินัยการเงินการคลัง 


สุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือ (1) นโยบายเรือธงของรัฐบาลจะเลื่อนไปถึงเมื่อไร เพื่อจะดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ และ (2) จะดำเนินการตาม พ.ร.บ. ทั้งสามฉบับหรือไม่ เพราะถ้าดำเนินการตามทั้งสามฉบับ เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนจะได้ใช้บัตรใบเดียวแตะเข้า-ออก มีส่วนลดค่าโดยสารทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า


จากนั้น ศุภณัฐ กล่าวว่าในฐานะตัวแทน สส.กทม. ของพรรคประชาชน ยืนยันว่าเราเห็นด้วยกับการอุดหนุนค่าโดยสารให้พี่น้องประชาชน เห็นด้วยกับการทำตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม ที่ผ่านมาหลายประเด็นในร่างตั๋วร่วมของ ครม. ที่เสนอมาไม่ครบถ้วน ก็ต้องอาศัยร่างตั๋วร่วมของพรรคประชาชนทำให้ครบถ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการครอบคลุมรถเมล์ 


ส่วนประเด็นที่ไม่เห็นด้วยมีอยู่เรื่องเดียว คือวิธีการหรือช่องทางในการใช้เงิน คือการไปใช้เงินของ รฟม. แต่ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพรรคประชาชน เราเข้าร่วมประชุม กมธ. ทุกครั้งและพยายามให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ความล่าช้าเกิดจากการวางนโยบายของรัฐบาลที่ผิดพลาด เพราะ กมธ.ตั๋วร่วม ประชุมเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน รัฐบาลเพิ่งจะมาประชุม พ.ร.บ.รฟม. ในเดือนพฤษภาคม หมายความว่าก่อนหน้านี้ที่มีเวลาเกือบสองปี รัฐบาลไม่ได้วางแผนว่าจะใช้เงินจากช่องทางไหน เพิ่งมาคิดได้หน้างาน จึงยื่นร่าง พ.ร.บ.รฟม. เข้ามา ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบาย สรุปแล้วรัฐบาลสะดุดขาตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่น


ดังนั้นความล่าช้าเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพรรคประชาชน แต่รัฐบาลคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ บางผู้ประกอบการยกเลิกตั๋วเหมาตั๋วรายเดือน ทำให้ประชาชนที่เคยได้ใช้ของราคาถูกได้รับผลกระทบ ทั้งที่รัฐบาลต้องคิดให้ได้เองว่าไทม์ไลน์ต่างๆ ควรจะเสร็จเวลาไหน รัฐบาลควรคำนวณได้เพราะเป็นเจ้าของเสียงข้างมาก


ยืนยันว่าพรรคประชาชนพยายามผลักดันตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมมาโดยตลอด แต่เราคัดค้านเกี่ยวกับช่องทางการใช้เงินที่มีปัญหา หลังจากนี้หวังว่ารัฐบาลจะพยายามยึดตามกลไกตั๋วร่วม ทำให้เกิดบัตรโดยสารใบเดียวที่ใช้ได้กับทุกผู้ประกอบการ ไม่ใช่สองใบแบบที่เป็นอยู่ ดึงรถเมล์ รถโดยสารต่างๆ และเรือ เข้ามาอยู่ในระบบตั๋วร่วมด้วยหรือไม่ ต้องฝากประชาชนและสื่อมวลชนช่วยกันติดตามต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ พรรคประชาชน




“สุรเชษฐ์” ยันจุดยืน ปชน.ต่อร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม พร้อมผ่านร่างถึงวาระ 3 แม้ไม่เห็นด้วยในบางมาตรา แต่ภาพรวมถือว่าดีขึ้นมากจากร่างคณะรัฐมนตรี ดัน “ตั๋วร่วม” และ “ค่าโดยสารร่วม” สำเร็จ ยืนยัน เรื่องค่าโดยสารร่วมใหญ่กว่านโยบาย 20 บาทตลอดสาย

 


“สุรเชษฐ์” ยันจุดยืน ปชน.ต่อร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม พร้อมผ่านร่างถึงวาระ 3 แม้ไม่เห็นด้วยในบางมาตรา แต่ภาพรวมถือว่าดีขึ้นมากจากร่างคณะรัฐมนตรี ดัน “ตั๋วร่วม” และ “ค่าโดยสารร่วม” สำเร็จ ยืนยัน เรื่องค่าโดยสารร่วมใหญ่กว่านโยบาย 20 บาทตลอดสาย


วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ตั้งแต่มาตราที่ 35 จนจบทั้งร่าง สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอสงวนความเห็น และได้อภิปรายในมาตรา 35 และ 37 ที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน เงินที่ต้องนำส่งคืนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และภาระที่เกี่ยวข้อง ก่อนอภิปรายถึงจุดยืนของพรรคประชาชนที่มีต่อร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


สุรเชษฐ์ระบุว่าหากไม่นับรวมมาตรา 35 และ 37 ที่เป็นการล้วงกระเป๋าของ รฟม. มาเข้ากองทุนแบบไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการไปโยงกับร่าง พ.ร.บ.รฟม. ก็นับว่ากรรมาธิการชุดนี้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ และในส่วนของพรรคประชาชนก็จะลงมติเห็นชอบ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในมาตรานี้ก็ตาม และขอให้รัฐบาลดำเนินงานนโยบายที่เกี่ยวกับค่าโดยสารรถไฟฟ้า รวมถึงค่าใช้จ่ายเงินกองทุนให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับนี้อย่างเคร่งครัด


อย่างไรก็ตามตนขอย้ำว่า “ตั๋วร่วม” ไม่เท่ากับ “ค่าโดยสารร่วม” นี่คือประเด็นที่กรรมาธิการทุกคนร่วมกันผลักดันได้สำเร็จ โดยเปลี่ยนตั้งแต่คำนิยามจากร่างกฎหมายฉบับเดิมที่เริ่มร่างขึ้นจากรัฐบาลก่อนหน้า เพื่อทำให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่มีแค่นิยามคำว่าตั๋วร่วมแต่ไม่มีนิยามคำว่าค่าโดยสารร่วมรวมอยู่ด้วย 


สุรเชษฐ์กล่าวต่อไปว่าการแยกนิยามเช่นนี้จะทำให้การคิดราคาค่าโดยสารในอนาคต ต้องคิดรวมค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า และบูรณาการโลกสองใบนี้เข้าด้วยกัน ไม่ได้ปล่อยให้เป็นโลกคู่ขนานแบบในปัจจุบัน เพื่อทำให้เป็นขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน ให้เส้นเลือดใหญ่ทำงานกับเส้นเลือดฝอย ไม่ใช่อุดหนุนแต่เส้นเลือดใหญ่แต่ละเลยเส้นเลือดฝอย


แม้พรรคประชาชนอาจจะเห็นต่างในมาตราที่ 35 และ 37 แต่มาตรานี้ก็เป็นเพียงประเด็นย่อยในการล้วงกระเป๋าจาก รฟม. มาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ภาพที่ใหญ่กว่าก็คือวาระ 3 ซึ่งตนและพรรคประชาชนยินดีจะช่วยลงมติให้ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมผ่านสภา 


สุรเชษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่าการลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ไม่ใช่เพื่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่เพื่อตั๋วร่วม บัตรใบเดียวที่ขึ้นได้ทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า เพื่อค่าโดยสารร่วม หรือการคิดค่าโดยสารรถเมล์ร่วมกับรถไฟรถไฟฟ้าจากจุดต้นทางไปยังปลายทาง ไม่ใช่แค่จากสถานีรถไฟฟ้าหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง เรื่องค่าโดยสารร่วมตาม พ.ร.บ. นี้ใหญ่กว่านโยบาย 20 บาทมาก และมีความสมเหตุสมผลมากกว่า ส่วนเรื่องตั๋วร่วมคือบัตรใบเดียวไม่ต้องถือบัตรหลายใบ และไม่ต้องยุ่งยากกับการลงทะเบียนเพื่อผูกบัตรหลายใบผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ตั๋วร่วม