วันที่
28 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วิโรจน์
ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ พิชัย
ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ถึงความคืบหน้าในกรณีการตรวจสอบการซื้อหุ้นของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร
ที่มีการนำตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) มาใช้
ซึ่งได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางหรือไม่
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน
วิโรจน์เริ่มต้นการถามกระทู้โดยระบุว่าจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา
เป็นที่ทราบกันดีว่าแพทองธารได้ซื้อหุ้นจากแม่ พี่ชาย พี่สาว ลุง และป้าสะใภ้
เป็นเงิน 4,434.5
ล้านบาท ชำระเงินโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋ว PN ที่ไม่มีกำหนดการชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ย 5 ฉบับออกในปี
2559 อีก 4 ฉบับออกในปี 2566 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการชำระเงิน
จนมาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568
แพทองธารถึงเพิ่งมาสารภาพกลางสภาว่าวางแผนจะเริ่มจ่ายในปี 2569
จนประชาชนจำนวนมากต่างวิพากษ์วิจารณ์และสงสัยว่านี่อาจจะไม่ใช่การซื้อหุ้น
แต่เป็นการทำนิติกรรมอำพรางโดยใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่
เพราะตั๋ว PN ไม่มีศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในการดูแล
ไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการขึ้นทะเบียน
เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้วมีการแอบยกหนี้ให้แล้วฉีกตั๋ว PN ทิ้ง สำนักงานสำนักงานสรรพากรในพื้นที่ กองตรวจสอบภาษีกลาง
หรือกระทั่งกรมสรรพากรจะติดตามตรวจสอบได้อย่างไร
ซึ่งที่ผ่านมาอธิบดีกรมสรรพากรออกมาแก้ต่างให้ โดยอ้างถึงประมวลรัษฎากร มาตรา 40
(4 ช) โดยเชื่อว่านี่คือการซื้อขายหุ้นจริงๆ
และถ้ามีการใช้เงินเมื่อไหร่ แม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง และป้าสะใภ้
ที่ได้รับกำไรจากการขายหุ้นให้แพทองธาร ก็จะเอาส่วนที่เป็นกำไรมาคำนวณแล้วจ่ายภาษี
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่าแต่ประชาชนไม่เชื่อแล้วว่านี่เป็นการซื้อขายหุ้น
ประชาชนสงสัยว่าเป็นการให้ แต่ใช้ตั๋ว PN มาอำพรางว่าเป็นการซื้อ
ซึ่งตามมาตรา 42 (26) (27) และ (28) ของประมวลรัษฎากร
แพทองธารต้องเป็นผู้จ่ายภาษีที่เรียกว่าภาษีการรับให้เป็นมูลค่า 218.7 ล้านบาท ซึ่งต่อให้เป็นการซื้อขายกันจริง แม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง
และป้าสะใภ้ ก็คงไม่ต้องจ่ายภาษีแม้แต่บาทเดียว เพราะขายให้กับแพทองธารในราคาทุน
กรณีนี้ประเทศจะได้เงินจากแพทองธารเพียง 27 บาท
เป็นค่าอากรแสตมป์ที่ติดเอาไว้ที่ตั๋ว PN เก้าฉบับ ฉบับละ 3
บาท เมื่อเทียบกับกรณีของ เศรษฐา ทวีสิน ที่โอนหุ้นแสนศิริให้ลูกสาว
661 ล้านหุ้น
ลูกสาวเศรษฐาสำแดงอย่างตรงไปตรงมาแล้วเสียภาษีการรับให้ 32 ล้านบาท
ในวันที่
28 มีนาคม 2568 ตนได้ไปยื่นหนังสือต่อกรมสรรพากร
เพื่อขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรใช้อำนาจตามมาตรา 13 ศต
(3) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการใช้ตั๋ว PN ในการซื้อหุ้นของแพทองธาร ว่าเป็นการหลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่
แต่จนมาวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ตนได้ขอให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเศรษฐกิจ
เชิญผู้แทนจากกรมสรรพากรมาชี้แจง ซึ่งผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลางได้มาให้คำตอบ
คณะกรรมาธิการจึงได้รู้ถึงข้อเท็จจริงว่าปัจจุบันคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเกิดอุปสรรคในการจัดประชุมเพื่อวินิจฉัยในกรณีนี้
เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ยอมใช้อำนาจตามมาตรา 13 ทวิของประมวลรัชดากร ในการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 รายเข้ามาเป็นกรรมการ
จึงทำให้องค์ประกอบไม่ครบ
เท่ากับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังละเว้นการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาถึง 2
ปี 4 เดือน
และหากนับเฉพาะการดำรงตำแหน่งของพิชัยเมื่อเดือนเมษายน 2567 เป็นต้นมา
จนถึงปัจจุบันเท่ากับว่ามีการละเว้นการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่มามากกว่า 1
ปี 4 เดือน
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่าเพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทุกคน
คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงได้ยื่นหนังสือไปสอบถามกรมสรรพากร
ว่าถ้าประชาชนคนอื่นจะโอนหุ้นให้ลูก สามารถใช้แพทองธารโมเดล ให้ลูกออกตั๋ว PN แบบไม่มีกำหนดชำระ
ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีการรับให้แบบเดียวกันได้หรือไม่
ปรากฏว่าอธิบดีกรมสรรพากรตอบมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568
ว่าไม่สามารถตอบได้ ให้รอการวินิจฉัย
ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะวินิจฉัยเสร็จเมื่อไหร่
เท่ากับว่าในแผ่นดินนี้มีแค่แพทองธารเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถใช้ตั๋ว PN
ทำแบบนี้ได้ใช่หรือไม่
นอกจากนี้ตนยังได้เขียนกระทู้ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่
18 มิถุนายน 2568 ถามอย่างตรงไปตรงมาว่าทำไมถึงยังไม่ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ
3 รายตามมาตรา 33 ทวิของประมวลรัษฎากร
และที่ชอบอ้างกันนักว่าสิ่งที่แพทองธารทำเป็นการวางแผนภาษีแบบดุดัน
ประชาชนคนอื่นจะดุดันได้บ้างหรือไม่ ถามอย่างไรกระทู้นี้ก็ไม่ยอมมาตอบ
จนตนต้องถอนกระทู้ออกเมื่อเช้าเพื่อที่จะได้มาถามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในวันนี้
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่าคำถามข้อที่หนึ่ง
ตนขอถามว่าการวินิจฉัยกรณีการใช้ตั๋ว PN ของแพทองธารมีกำหนดการว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่
วันที่เท่าไหร่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศถึงจะรู้ว่าแพทองธารโมเดลถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย
และที่ผ่านมาตนอยากรู้ว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงไม่ยอมใช้อำนาจตามมาตรา
13 ทวิของประมวลรัษฎากร ในการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3
รายให้เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเสียที
ในส่วนของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
ระบุว่าต่อกรณีนี้ทางกรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจ
และมีการดำเนินงานตามที่มีข้อร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม
2568 โดยมีการพิจารณาว่าข้อร้องเรียนมีมูลหรือไม่
ตามมาด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริง การวางแผนวิเคราะห์ ตรวจสอบหาข้อมูลภายใน
คัดแบบแสดงรายการของบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง หาข้อมูลจากภายนอก
รวมทั้งในส่วนของ ป.ป.ช. กรมพัฒนาธุรกิจการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ทะเบียนหุ้น
จนได้ข้อมูลมาอยู่ในมือของกรมสรรพากรค่อนข้างครบถ้วน
ขั้นต่อไปคือการดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีการเชิญ 7 บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการโอนหุ้นเพื่อตรวจสอบอยู่
การดำเนินการในขั้นตอนนี้ยังไม่เสร็จสิ้น
เพราะอำนาจบังคับอยู่ในกรอบเวลาที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องและจะเร่งรัดไม่ได้
ต้องยอมรับความจริงยังว่ากระบวนการเรื่องภาษีไม่ได้มีแค่คดีของแพทองธาร
แต่ยังมีอีกหลายกรณี ทั้งในส่วนของภาคเอกชน รวมทั้งส่วนของภาคการเมือง
แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็มีคดีเกี่ยวกับภาษีที่มีการร้องเรียนเข้ามา
กรมสรรพากรก็ดำเนินการอยู่ ในคดีที่เกี่ยวกับการเมืองมีกระบวนการ เช่น
การโอนเงินเพื่อสนับสนุนผู้ชุมนุม ซึ่งทั้งหมดมีการดำเนินการแบบถูกต้อง
ไม่มีการเร่งรัดและไม่ได้นิ่งนอนใจ
เพราะในกระบวนการนี้มีการให้ให้คุณให้โทษกับประชาชนได้
เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม
จุลพันธ์กล่าวต่อไปว่าขั้นตอนต่อไปของสรรพากร
คือการเรียก 7
บริษัทเข้ามาเพื่อทยอยให้ข้อเท็จจริง
หลังจากนั้นจึงจะเป็นการสืบสวนสอบสวนโดยเชิญนายกรัฐมนตรีและญาติพี่น้องเข้ามาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง
กระบวนการทั้งหมดยังมีเวลาที่ต้องดำเนินการต่อไป จะตอบว่าเสร็จเมื่อไหร่คงไม่ได้
หลังจากที่ดำเนินการครบถ้วนแล้วกรมสรรพากรต้องมาวินิจฉัยว่าข้อร้องเรียนนั้นมีมูลหรือไม่
หากไม่มีมูลก็เป็นอันตกไป หากมีมูลก็ต้องส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ
และที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังไม่ได้ดำเนินการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
ให้ครบถ้วน ก็เป็นเพราะคณะกรรมการวินิจฉัยฯ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2520 มีกรณีที่ต้องเข้าสู่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ
เพียงแค่ 42 รายการเท่านั้น
และคราวล่าสุดที่มีการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยฯ จริงคือปี 2563 ในเรื่องของความเร่งด่วนจึงไม่มี
อีกทั้งหากมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการก็ไม่ใช่เป็นการยาก
เมื่อถึงเวลาหากสรรพากรวินิจฉัยว่าเรื่องนี้มีมูลเพียงพอที่จะต้องส่งเข้าคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็สามารถเร่งรัดในการตั้งบุคลากรเข้าไปเติมให้เต็มได้
แต่ในขณะนี้เมื่อไม่มีเรื่องเข้าจึงไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ
และไม่มีบทลงโทษหรือข้อกำหนดว่าคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
จะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตลอดเวลา
จากนั้นวิโรจน์ได้ถามกระทู้ต่อเป็นรอบที่สอง
โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจที่รัฐมนตรีระบุว่าจะประเมินว่ากระบวนการจะเสร็จเมื่อไหร่นั้นคงไม่ได้
การทำงานแบบไม่มีกำหนดเสร็จเป็นการบริหารที่ใช้ไม่ได้
รัฐมนตรีเองก็เคยอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ผ่านมา
หน่วยรับงบประมาณต่างๆ ยังมีกำหนดการแล้วเสร็จ การเบิกจ่ายงบประมาณยังมีกำหนดเสร็จ
ตนไม่ได้คาดคั้นว่าต้องเป็นวันที่เท่าไหร่
แต่ถึงขั้นว่าอย่างช้าที่สุดเมื่อไหร่ก็ยังตอบไม่ได้
จึงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมาก
สิ่งที่รัฐมนตรีพูดถึงคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร
ทำให้ตนนึกถึงอดีตกว่านั้น กับกรณีที่เกิดขึ้นกับ เบญจา หลุยเจริญ
ซึ่งหากยังคงใช้วิธีการอย่างนี้อยู่
กรณีที่เคยเกิดขึ้นกับเบญจาก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีกกับคนที่ชื่อจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, พิชัย
ชุณหวชิร และ ปิ่นสาย สุรัสวดี ต่อไป
วิโรจน์กล่าวต่อไปว่าเรื่องนี้ผ่านมา
5 เดือนเงียบมาตลอด จนมีผู้สื่อข่าวไปถามอธิบดีกรมสรรพากร
เราจึงเพิ่งได้ทราบเมื่อวานนี้ว่ามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสองชุด
ชุดแรกคือคณะกรรมการพิจารณากรณีที่มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร
และคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมของตั๋ว PN ทั้งระบบ
แต่ผ่านมา 5 เดือนกว่าก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
ตั้งคณะกรรมการไปมา มีแต่งานธุรการดึงเวลาไปเรื่อย ไม่มีกำหนดเสร็จ
ช้าที่สุดก็ตอบไม่ได้ว่ากี่ปี
คำถามข้อที่สอง
ที่ผ่านมาความล่าช้าเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้ต้องรับผิดชอบกับความล่าช้า
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เป็นผู้กำกับดูแลกรมสรรพากรโดยตรง
คุมกรมสรรพากรมาตั้งแต่แรก ความล่าช้าเกิดขึ้นที่รัฐมนตรีว่าการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ
ถ้าประชาชนจะไปร้อง ป.ป.ช. ฐานละเว้นเข้าปฎิบัติหน้าที่ ควรจะต้องร้องใคร
ในส่วนของจุลพันธ์ระบุว่า
กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีกระบวนการดำเนินการมาโดยตลอด
ตนมายืนตอบตรงนี้ตนไม่ปัดความรับผิดชอบอยู่แล้ว
ในขณะที่ตนกำกับดูแลและเรื่องนี้ก็ได้มีการสั่งการผ่านอธิบดีกรมสรรพากรให้ดำเนินการทั้งหมด
ไม่มีนิ่งนอนใจ เวลามีหนังสือร้องเรียนเข้ามาก็ไม่มีการเอาหนังสือเหล่านั้นไปดองหรือทิ้ง
จะเป็นการร้องเรียนที่ตนหรือบุคลากรที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเดียวกันก็ต้องดำเนินการ
ไม่มีใครละเว้น ชะลอ หรือดึงเรื่องทั้งนั้น
เมื่อมีการรับเรื่องร้องเรียนมาแล้วสิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอ
ยังไม่มีพยานหลักฐานครบถ้วนที่จะโดนดำเนินการได้
สิ่งที่ต้องทำคือการแสวงหาข้อเท็จจริงทั้งจากข้อมูลภายใน เช่น
แบบแสดงรายการภาษีบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลภายนอก เช่น
การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ข้อมูลบัญชีรายชื่อของผู้ถือหุ้นบริษัท
ซึ่งกรมสรรพากร โดยกองตรวจสอบภาษีกลาง
ได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงตั้งแต่ที่มีการอภิปรายในเดือนมีนาคม 2568 รวมถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลภายในและหน่วยงานภายนอก
ปัจจุบันได้รับข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกมาค่อนข้างครบถ้วนแล้ว
แต่จำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมอีก
เมื่อได้ข้อมูลจากหน่วยงานภายนอกครบถ้วนก็จะมีการประมวลข้อมูลและเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ
นำเสนอพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาตามกฎหมายได้
จุลพันธ์กล่าวต่อไปว่าเนื่องจากกรณีนี้มีการทำธุรกรรมครั้งแรกตั้งแต่ปี
2559 มีช่วงเวลาที่ต้องตรวจสอบย้อนหลังค่อนข้างนาน
ประกอบกับมีบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายบริษัท ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ
ที่ผ่านมากรณีที่ต้องตรวจสอบย้อนหลังนานและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากก็มีระยะเวลาในการดำเนินงานที่ยาวนานไม่แตกต่างกัน
กระทรวงการคลังยึดหลักความเป็นธรรมให้กับผู้มีหน้าที่เสียภาษีอย่างเสมอภาค
ที่ผ่านมาปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด
โดยให้โอกาสในการชี้แจงและนำเสนอหลักฐานต่างๆอย่างเต็มที่
เนื่องจากกรณีนี้เป็นกรณีพิเศษที่เกิดขึ้นในสภาและมีความสนใจจากสาธารณะ
ผู้บริหารกรมสรรพากรไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐมนตรี อธิบดี
หรือรองอธิบดีทุกคนล้วนติดตามอย่างใกล้ชิดถึงความคืบหน้าของเรื่อง
แต่จะให้สรุปว่าจะเสร็จภายกี่เดือนหรือกี่ปี ตนต้องเรียนว่ากระบวนการเหล่านี้เน้นในเรื่องของหลักความเป็นธรรมสูงสุด
จะให้ตอบว่าภายใน 1
ปีจะทำให้เสร็จเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตามกรมสรรพากรได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องไม่ได้หยุด
และตนเชื่อว่าสุดท้ายจะมีข้อสรุปออกมาเป็นที่ยอมรับได้กับสังคม
จากนั้น
วิโรจน์ได้ถามกระทู้ต่อเป็นรอบสุดท้าย
โดยระบุว่าสรุปแล้วคำตอบของรัฐมนตรีก็คือไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่กว่าที่ประชาชนจะได้รู้คำวินิจฉัย
ว่าสิ่งที่แพทองธารทำถูกกฎหมายหรือไม่
แต่ระหว่างนี้อย่างน้อยกรมสรรพากรเคยคิดหรือไม่ว่าจะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนคนอื่นที่อยากโอนหุ้นหรือโอนทรัพย์สินให้กับลูกอย่างไร
กรมสรรพากรจะออกหนังสือชั่วคราวมาอนุญาตให้ประชาชนใช้ตั๋ว PN ในการโอนหุ้นแบบที่แพทองธารทำได้หรือไม่
ไม่ใช่สงวนเอาไว้ให้แพทองธารทำได้แต่เพียงผู้เดียวในแผ่นดินนี้
ซึ่งกรณีนี้ผู้แทนกรมสรรพากรเคยชี้แจงว่าไม่แนะนำ เพราะอยู่ระหว่างการวินิจฉัยอยู่
แล้วอย่างนี้มีความเป็นธรรมหรือไม่
แล้วถ้ามีกรณีที่ประชาชนจ่ายภาษีการรับให้ไปแล้วจากการโอนหุ้นอย่างตรงไปตรงมา
อย่างสุจริตชนทำ
แล้วในอนาคตเกิดมีคำวินิจฉัยมาว่าแพทองธารโมเดลเป็นการวางแผนภาษีที่ทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย
แล้วจะให้ความเป็นธรรมกับคนที่สำแดงการโอนหุ้นอย่างถูกต้องแล้วจ่ายภาษีการรับให้แบบตรงไปตรงมาอย่างไร
ระหว่างนี้กระทรวงการคลังมีมาตรการชั่วคราวเพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่
ทางด้านจุลพันธ์ระบุว่ากรณีของนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่กรณีพิเศษ
แต่มีกรณีที่ดำเนินการลักษณะนี้มากกว่าหนึ่งกรณีที่มีการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอยู่
กระบวนการในการเสียภาษีนั้น ผู้มีหน้าที่ในการเสียภาษีจะเสียจากกำไรที่เกิดขึ้น
ส่วนกระบวนการในการชำระสามารถเลือกชำระได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2 ช่องทาง
คือ 1) ใช้ตัวแทนเงิน เงินสด แคชเชียร์เช็ค เครดิตการ์ด
หรือการโอน และ 2) กระบวนการชำระโดยใช้ตั๋ว เช่น
ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หรือ PN เป็นตัวเลือกที่กำหนดโดยกฎหมาย
ซึ่งในมาตรา 983 ก็มีการเขียนชัดเจนว่าในกระบวนการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เป็นตั๋ว
สามารถเลือกได้ว่าจะกำหนดวันเวลาหรือไม่ก็ได้
เป็นตัวเลือกทางการเงินซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเลือกและตกลงกันได้
เป็นหนึ่งในกรณีที่เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม
กระทรวงการคลังก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ
เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสองคณะ
คณะที่สองมีหน้าที่ในการไปศึกษากระบวนการการใช้ตั๋ว PN ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเวียนความเห็นถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เช่น หน่วยงานของศาล อัยการ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อถามความเห็นในเรื่องการใช้ตั๋ว PN
ว่าควรจะต้องแก้ไขอย่างไร เป็นเรื่องภายในหน่วยงานรัฐ
ตนจึงให้สัญญาในเรื่องกรอบเวลาไม่ได้ เพราะจะกระทบกับบุคคลภายนอก
แต่ในเรื่องที่เป็นการศึกษาตัวข้อกฎหมาย ตนยืนยันได้ว่าเสร็จภายในสิ้นปีนี้แน่นอน
ที่จะสรุปได้ว่าตั๋ว PN เป็นช่องโหว่หรือไม่
และควรจะจะต้องแก้ไขหรือไม่
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #ตั๋วPN