วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

“เป๋า” ยิ่งชีพ iLaw ชี้ กกต. วางบทบาทล้ำเส้นศาล ปมโกงเลือก สว. สั่งฟ้อง 77 คน แต่ไม่ฟ้องอีก 152 คนประกาศเปิดข้อมูลผู้ไม่ถูกฟ้อง ปมโกงเลือก สว. เริ่มคืนนี้ 20.00 น.เปิดคำให้การ “เอกราช” คิวแรก

 


“เป๋า” ยิ่งชีพ iLaw ชี้ กกต. วางบทบาทล้ำเส้นศาล ปมโกงเลือก สว. สั่งฟ้อง 77 คน แต่ไม่ฟ้องอีก 152 คนประกาศเปิดข้อมูลผู้ไม่ถูกฟ้อง ปมโกงเลือก สว. เริ่มคืนนี้ 20.00 น.เปิดคำให้การ “เอกราช” คิวแรก 


วันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 17.50 น. ที่ออฟฟิศ iLaw อาคาร All Rise ลาดพร้าว 25 “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และทีมงาน iLaw แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีผลมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. จำนวน 77 ราย


ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, บุณยนุช มัทธุจักร, กัลยกร สุนทรพฤกษ์ และพัชชา ชัยมงคลทรัพย์ เป็นผู้ร่วมแถลงข่าวในวันนี้ โดยสรุปแล้วระบุว่า กกต. มีมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. เพียงบางส่วน สะท้อนว่ามีหลักฐานว่าการโกงเลือก สว. เกิดขึ้นจริง แต่ iLaw ตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาของ กกต. ไม่ได้พิจารณาภาพรวมของขบวนการ และเห็นว่า กกต. กำลังล้ำเส้นบทบาทของศาล พร้อมเตรียมเปิดข้อมูลจากสำนวนการสืบสวนเกี่ยวกับผู้ที่ไม่ถูกฟ้อง โดยเฉพาะคำให้การของเอกราช ช่างเหลา รวมถึงเรียกร้องให้ประชาชนร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งและไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจาก สว.


ยิ่งชีพแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ผลการแถลงวันนี้ของ กกต. รู้สึกโกรธ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่แปลกใจและไม่เซอร์ไพรส์ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า กกต.โดยเฉพาะประธาน กกต. มีที่มาจากสว.ชุดนี้ ท้ายที่สุดผลที่ออกมาก็ไม่ได้แตกต่างจากที่คาดหมายไว้เท่าไหร่ จากนั้นได้เริ่มแถลงข่าว โดยระบุเนื้อหาออกเป็นห้าส่วน ดังนี้


หนึ่ง ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แต่เลือกฟ้อง สว. เพียง 26 คนและทีมงานเครือข่าย เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจ โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาอีก 152 คนจะไม่ถูกดำเนินคดี เพราะเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า กกต. ชุดนี้มีที่มาจากการเลือกของ สว. เอง และเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สว. ชุดนี้มีที่มาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับใคร ผลการวินิจฉัยที่ออกมาไม่เหนือความคาดหมาย


สอง คำสั่งให้ดำเนินคดีกับ สว. 26 คนแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานว่า มีการโกงการเลือก สว. เกิดขึ้นจริง โดยกกต. ตัดสินใจดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับการให้ผลตอบแทนในการเลือก สว.


อย่างไรก็ดี ขบวนการโกงการเลือก สว. ในปี 2567 เป็นขบวนการใหญ่มาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่คน จากตัวอย่างหนึ่งที่ณรงค์ กลั่นวารินทร์ประธาน กกต. อธิบายคือ เส้นทางการเงินของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. กลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม จังหวัดหนองบัวลำภู โดยนายสรชาติได้คะแนนในรอบเลือกกันเองเป็นอันดับ 5 จาก 154 คนและได้คะแนนในรอบเลือกไขว้ 66 คะแนน สูงเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่ม 13 จึงเป็นไปไม่ได้ที่สรชาติจะได้คะแนนจากบุคคลเพียงไม่กี่คนที่ปรากฏหลักฐานการโอนเงินให้ แต่ต้องได้คะแนนจากบุคคลอีกมากในขบวนการนี้


การพิจารณาของ กกต. แยกเป็นรายคนว่า ใครมีหลักฐานอะไรบ้าง แต่ไม่ได้พิจารณาภาพรวมอย่างเป็นกระบวนการว่า ทั้งหมดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยบุคคลเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งนายสรชาติมีหมายเลขปรากฏอยู่ในโพยที่พยานนำมาให้ร่วมกับคนอื่นจำนวนมาก ดังกล่าวจึงไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยที่ สว. คนอื่นที่ปรากฏหมายเลขในโพยเดียวกันไม่รู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


สาม กกต. กำลัง “ล้ำเส้น” วางบทบาทหน้าที่เหมือนเป็นศาล หน้าที่ของ กกต. คือต้องไต่สวนคดีโกงเลือก สว. ตามกฎหมายเลือก สว. ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น


ตามที่ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ระบุว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ คำให้การของพยานไม่สอดคล้องกัน และอ้างว่าไม่พบหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการ “โกงเลือก สว.” ที่พยานอ้าง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะตัดสินใจ “ไม่ส่งฟ้อง” ผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. ที่เหลือ กกต. กำลังวางบทบาท “ล้ำเส้น” บทบาทหน้าที่เสมือนเป็นศาล


ขอย้ำว่า หน้าที่ของ กกต. เมื่อไม่พบหลักฐาน คือ ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าขบวนการตระเตรียมการโกงเลือก สว. ที่พยานกล่าวอ้างนั้น มี “หลักฐานอันควรเชื่อ” หรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” และยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่บทบาทในการตัดสินชี้ถูกชี้ผิด ชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา องค์กรตุลาการที่มีที่มา “เป็นกลาง” กว่า กกต. ที่มาจากความเห็นชอบโดยวุฒิสภา

 

การที่ กกต. ตัดสินใจไม่ส่งให้ศาลฎีกาแผนกพิจารณากรณีของผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ส่งฟ้องไป ยังเป็นการ “ปิดโอกาส” ไม่ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาคดีแบบไต่สวน ได้เรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม และ “ปิดโอกาส” ไม่ให้ประชาชนได้ร่วมเข้าดูกระบวนการพิจารณาคดีของผู้ถูกกล่าวหาที่ กกต. สั่งไม่ฟ้องแบบเปิดเผย


สี่ หลังจากนี้เราจะทยอยเปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่ถูกฟ้อง ที่เป็นข้อมูลที่เราได้รับมาจากสำนวนการสืบสวน พูดตรงไปตรงมาก่อนเลยว่า พยานลำดับที่ 16/26 ที่ถกเถียงกันนั้นคือนายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. เขต 4 พรรคภูมิใจไทย โดยในปี 2567 ระหว่างการเลือก สว. เอกราชเป็น สส. ของพรรคภูมิใจไทย และเกี่ยวข้องกับการนำพยานลำดับ 21/26 ซึ่งก็คือ อัษฎางค์ แสวงการ เข้าสู่การสมัคร สว. ในจังหวัดขอนแก่นและได้เป็น สว. ในที่สุด ซึ่งหมายเลขของอัษฎางค์คือ หมายเลข 150 อยู่ในโพยเดียวกับสรชาติ


นอกจากนี้ยังมีพยานหนึ่งปากเคยกล่าวว่า เอกราช ช่างเหลา โทรหาเนวิน ชิดชอบ และมีหลักฐานจากสำนวนคดีว่า เอกราชโทรหาเนวิน ดังนั้น หากจะกล่าวว่า คำให้การของเอกราช ช่างเหลาเลื่อนลอยไม่มีที่มาเลยก็คงจะไม่สมเหตุสมผล วันนี้เวลา 20:00 น. เราจะเปิดเผยคำให้การของเอกราช ช่างเหลาฉบับจริง


ห้า นาทีนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.ที่มาจากการเลือกของ สว. ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยเพื่อปกป้อง สว.สีน้ำเงิน หลังจากนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยที่ให้อำนาจกับ สว.สีน้ำเงินในการหยิบเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ สามารถอนุมัติหรือไม่อนุมัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปดั่งที่เขาต้องการ


ซึ่งเรายืนยันไม่เห็นด้วย เราจำเป็นต้องออกจากระบบนี้ให้ได้โดยตอนนี้เรามีหนทางเดียวคือ เราจะต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สีน้ำเงินจะยึดครอง โดยการร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้มี สสร.เลือกตั้ง และไม่ต้องผ่านมือ สว.สีน้ำเงิน


ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 15.50 น. กกต.แถลงมติการพิจารณาให้สั่งฟ้องคดีโกงเลือกสว. ต่อศาลฎีการวมทั้งหมด 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. 36 คน บุคคลอื่น 15 คน แต่ไม่มีการสั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค, สส. และนักการเมืองคนใด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #โกงเลือกสว #กกต


















การปรับโครงสร้างการนำและเรื่องของโรงเรียนการเมือง นปช. ในวาระครบรอบ 20 ปี การทำรัฐประหาร 2549 [ตอนที่ 1]

 


การปรับโครงสร้างการนำและเรื่องของโรงเรียนการเมือง นปช. ในวาระครบรอบ 20 ปี การทำรัฐประหาร 2549 [ตอนที่ 1]


ธิดา ถาวรเศรษฐ

14 ก.ย. 2569


โดยที่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนในภาวะการนำของ นปช. และคนเสื้อแดงตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557  ถือเป็นเวลายาวนานมากกว่าการต่อสู้ภายใต้การนำขององค์กรประชาชนอื่น ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน  มีแกนนำที่หลากหลาย  การต่อสู้ภายใต้การนำขององค์กรยืดเยื้อยาวนานกว่าสิบปี  ถ้าถือว่าการล่มสลายจริง ๆ ในปี พ.ศ. 2562 แต่การอ่อนแอจากการถูกกระทำโดยการทำรัฐประหาร 2557  ที่ครองอำนาจยาวนาน  ตั้งใจจัดการกับแกนนำและมวลชน นปช. คนเสื้อแดงฝ่ายเดียว  โดยผู้ปราบปรามผู้กระทำลอยนวลพ้นผิด


มาบัดนี้ชัดเจนว่าแม้แต่พรรคที่เคยเป็นมิตรร่วมรบกันมา  ที่เคยได้ สส. กว่า 300 คนในรัฐสภา  กลายมาเป็นพรรคที่มี สส. ต่ำร้อย (74 คน)  แทบไม่น่าเชื่อ!!!  อย่างไรก็ตาม ภาวะไม่เข้าใจและไม่ยอมรับความผิดพลาดก็จะมีผลต่อพรรคการเมืองและขบวนการประชาธิปไตยของประชาชนเช่นกัน


ขณะนี้นอกจากพยายามขัดขวางการทวงความยุติธรรมให้ผู้ถูกปราบปรามเสียชีวิตในปี 2553  โดยคิดเอาเองว่าแกนนำสายพรรคเพื่อไทยเท่านั้นต้องเป็นผู้นำเรื่องนี้  และไม่ยอมโหวตให้ทหารที่กระทำผิดอาญาต่อประชาชนขึ้นศาลยุติธรรมพลเรือน  การขัดขวางกรณีการเรียกร้องของคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553   ทั้งในฐานะ สส., กรรมาธิการ และการโหวตของพรรคเพื่อไทย  ที่จะให้ทั้งนักการเมืองและทหาร ทำความผิดอาญาร้ายแรงต่อประชาชนขึ้นศาลพลเรือน  ล้วนแสดงให้เห็นชัดเจนว่า  แกนนำสายพรรคเพื่อไทยไม่ได้มุ่งหวังผลสูงสุดในการทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตในปี 2553  ทำให้การต่อสู้ของประชาชนคนเสื้อแดง เป็นการต่อสู้ของไพร่ที่สังกัดนาย เจ้าของพรรคการเมืองพรรคเดียว ใช่หรือไม่?


ขณะนี้แม้แต่การทำสื่อออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า “คนเสื้อแดง” ได้พยายามบันทึกประวัติศาสตร์ในแนวทางของแกนนำนักการเมืองเช่นกัน  แต่ถ้าบิดเบือนความจริงเพื่ออวดอ้างภาวะผู้นำ ด้อยค่าภาวะการนำในเส้นทางอุดมการณ์  ถามว่าขณะนี้ผลเป็นอย่างไร? ข้อมูลจากคำพูดของแกนนำสายพรรคตรงกับความเป็นจริงหรือไม่? หรือใครที่สร้างวาทกรรมเพื่อผลประโยชน์ตน?  เพื่อตำแหน่งอำนาจวาสนา  ประชาชนตัดสินไปแล้วดังที่เห็นกันอยู่ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ทั้งแกนนำและมวลชนยังมีชีวิตอยู่ รับรู้ความเป็นจริงทั้งสิ้น


ดิฉันจึงอยากเตือนว่า  การพยายามเขียนประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของประชาชนด้อยค่าการนำแบบอุดมการณ์ให้ประชาชนคนเสื้อแดงกลายเป็นเบี้ยของแกนนำที่มีวาทศิลป์  ก็จะพบกับความจริงที่ถูกเปิดออกมาเรื่อย ๆ  ถ้ายังมีการบิดเบือนการต่อสู้ของประชาชนที่มีศักดิ์ศรีให้กลายเป็นควายแดงเชื่อง ๆ ในคอก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #โรงเรียนการเมืองนปช #โรงเรียนนปช

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2569

“ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” แสดงพลังหน้าหอศิลป์ฯ ก่อน กกต. ลงมติคดี #โกงเลือกสว พรุ่งนี้

 


“ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” แสดงพลังหน้าหอศิลป์ฯ ก่อน กกต. ลงมติคดี #โกงเลือกสว พรุ่งนี้


วันที่ 13 กันยายน 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน มีกิจกรรม “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” โดย iLaw เครือข่ายภาคประชาชนและศิลปิน เพื่อแสดงพลังให้ กกต.มีมมติ “สั่งฟ้อง 229” ผู้ต้องหาคดี #โกงเลือกสว ทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น


กิจกรรมเริ่มทยอยขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่าย โดยมีหลากหลายกิจกรรมจากเครือข่ายภาคประชาชน เช่น กิจกรรมสร้างงานศิลปะ, เขียนบทกวี, อ่านไพ่ “ไล่ สว.”, ทายเลขท้าย 3 ตัว, สกรีน Stencil Art, กิจกรรม “6 CON”


สำหรับบนเวทีหลัก มีการปราศัยและแสดงดนตรี จากนั้นมีการเปิด “ผังความเชื่อมโยงคดีโกง สว.” ทั้ง 229 คน ในขณะที่มีการแจกหนังสือพิมพ์ฉบับที่ 13 กันยายน 2569 สกู๊ปพิเศษคดีโกงเลือก สว. จำนวนจำกัด 2,290 เล่ม


กิจกรรมไฮไลท์ก่อนจบงาน มีการแปรอักษรเป็นเลข ”229“เพื่อสื่อสารข้อเรียกร้องต่อ กกต. ให้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น และปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีจาก RAPCON


ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ย. 2569) คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีกำหนดนัดประชุมเพื่อลงมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #โกงสว #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229 #กกต



































"ไอลอว์" เคลื่อนขบวนถึงจุดพักแรก "ศิริกัญญา-เรืองไกร-บก.ลายจุด" ตามสมทบ ด้าน "บก.ลายจุด" ชี้กกต. สั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง ต้องมีคำอธืบายปชช. บอกอย่าเล่นมุกยื้อ


"ไอลอว์" เคลื่อนขบวนถึงจุดพักแรก "ศิริกัญญา-เรืองไกร-บก.ลายจุด" ตามสมทบ ด้าน "บก.ลายจุด" ชี้กกต. สั่งฟ้อง-ไม่ฟ้อง ต้องมีคำอธืบายปชช. บอกอย่าเล่นมุกยื้อ


วันที่ 13 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเดินขบวนของกลุ่มไอลอว์โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนพร้อมด้วย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค และสส.พรรคประชาชน ร่วมเดินขบวนจากหน้าสำนักงานไอลอว์ จนมาหยุดพักที่บริเวณห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีสะพานควาย ซึ่งมีการประกาศให้ผู้ร่วมเดินขบวนมีเวลาหยุดพัก 40 นาทีเพื่อรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม พบว่าบริเวณจุดดังกล่าว ได้มีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ รวมถึงนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ามาร่วมสมทบด้วย


นายสมบัติ บุญงามอนงค์ กล่าวถึง คดีฮั้วสว. ในวันพรุ่งนี้ว่า การจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องนั้น และจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องจำนวนเท่าไหร่ ต้องมีคำอธิบาย ซึ่งมีความสำคัญมากเนื่องจากอาจถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีความจงใจช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องบางคนในเรื่องนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับนักการเมืองและพรรคการเมือง ซึ่งตนหวังว่ากกต.จะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ และยึดถือประจักษ์พยานที่มีอยู่ หากมีข้อมูลเป็นที่น่าสงสัย การจะเชื่อว่าผิดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีข้อสงสัยก็ขอให้กระบวนการทางกฎหมายไปสู่ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลมีการเรียกบุคคลและพยานหลักฐานขึ้นมาสอบสวน ซึ่งกกต. มีหน้าที่เพียงเท่านี้ และตนหวังว่าประชาชนจะมีโอกาสได้ฟังได้เห็นกลไกหรือขบวนการพยายามยึดอำนาจรัฐด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงควรให้ศาลเป็นผู้ไต่สวนและตัดสินในเรื่องนี้


เมื่อถามว่าหากมีการส่งฟ้องบางส่วนรับได้หรือไม่ นายสมบัติกล่าวว่า การจะสั่งฟ้อง ต้องมีคำอธิบาย หากไม่มีการสั่งฟ้องมีเหตุผลอะไร ตอนนี้ข้อมูลที่ปรากฏทั้งหมดมันมัดกันเป็นขบวนการ ไม่ใช่ผิดบางส่วนหรือถูกบางส่วน แต่มันมีรูปแบบเป็นขบวนการ จำเป็นต้องนำทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในชั้นศาล และหากใครที่บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้อง ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน


ส่วนในวันพรุ่งนี้คาดว่ากกต.จะสามารถลงมติได้หรือไม่นายสมบัติระบุว่า ส่วนตัวมีความกังวล ว่าจะมีการเล่นมุกยื้อ แต่วันนี้หมดเวลาของกกต.แล้ว และต้องมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนถ้ามีกกต.บางคนไม่สบายกะทันหัน เข้าองค์ประชุมไม่ครบ ที่เหลือก็ควรทำหน้าที่ เพราะแต่ละคนก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ซึ่งประชาชนรอฟังอยู่ ส่วนตัวเชื่อว่ากกต.ก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำเรื่องนี้ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงตั้งข้อส้งเกตต่อการเรียกร้องทางการเมืองของหลากหลายกลุ่มในช่วงนี้ว่า ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


"ครั้งนี้มีปรากฏการณ์ในรอบ 20 ปี ที่แตกต่างอย่างชัดเจน กลุ่มการเมืองที่เราคิดว่าอาจมีความเห็นที่แตกต่าง เช่น มุมมองทางการเมือง ได้ประกาศตัวว่ามีทัศนะเกี่ยวกับกรณีการฮั้วสว. ไปในทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมด ซึ่งมองว่าเกือบ 90% ไปในทางเดียวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นทางการเมือง เพียงแต่แต่ละกลุ่มยังแยกกันอยู่ ยังไม่ได้หลอมรวมเป็นขบวนการเดียวกัน และสำหรับปรากฏการณ์ของกกต. เห็นพฤติกรรมความไม่โปร่งใส และมีการออกมาพูดในลักษณะไม่สมกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการกกต. หรือแม้แต่กรรมการ ที่ออกมาให้ข้อมูลต่อประชาชน ถึงมองว่าบทบาทกกตรอบนี้ สร้างความคลางแคลงใจ อย่างมาก รวมถึงคดีอื่นๆ เช่น บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง หรือการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการประกาศผลเป็นรายหน่วย" นายสมบัติ กล่าว


ส่วนกรณีที่ในวันพรุ่งนี้ที่ กกต.แจ้งว่าจะมีการแถลงในเวลา 15.00 น. มองอย่างไร นายสมบัติกล่าวว่า หากขยับมาเป็นช่วง 13.00 น ก็จะดี แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไร ติดขัด ขอให้มีการแถลงในวันพรุ่งนี้ และอย่าประกาศเลื่อนก็แล้วกัน เราจะได้รู้ว่าทิศทางประชาชน จะขับเคลื่อนอย่างไรต่อ


สำหรับการเดินทางในวันนี้มีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายพื้นที่รับผิดชอบ ทางสน.พหลโยธิน สุทธิสาร บางซื่อ พญาไท ดินแดง ลุมพินี ปทุมวัน จราจรกลาง และสายตรวจ 191 เข้ามาดูแลความปลอดภัย และอำนวยการจราจร นอกจากนี้ในระหว่างที่เดินทาง กลุ่มไอลอว์ ได้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นการแขวนป้ายที่สะพานลอย 2 จุด โดยจุดแรก อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานไอลอว์ โดยบนป้ายมีข้อความว่า "กกต.ต้องมีมติสั่งฟ้อง คดีโกงสว. 229 #สั่งฟ้อง229" และอีก 1 จุดเป็นสะพานลอยย่านจตุจักร มีการติดป้ายแนวตั้งคู่กัน 2 ป้าย ป้ายแรกเขียนว่า "สั่งฟ้อง 229" ส่วนอีกป้าย เขียนเลข "229" พร้อมระบายพื้นหลังเป็นสีน้ำเงิน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #สั่งฟ้องสว229 #สั่งฟ้องสว #โกงเลือกสว











กกต. ออกมาตรการคุมเข้ม นัดแถลงคดีฮั้ว สว. พรุ่งนี้ (14 ก.ย.) วางเงื่อนไขสื่อลงทะเบียนล่วงหน้า ตั้งแผงเหล็กกั้นพื้นที่ ห้ามบุคคลภายนอกเข้า

 


กกต. ออกมาตรการคุมเข้ม นัดแถลงคดีฮั้ว สว. พรุ่งนี้ (14 ก.ย.) วางเงื่อนไขสื่อลงทะเบียนล่วงหน้า ตั้งแผงเหล็กกั้นพื้นที่ ห้ามบุคคลภายนอกเข้า


วันที่ 13 กันยายน 2569 ฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่ข้อมูลกำหนดการแถลงข่าว "ผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)" ซึ่งจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต.


สำหรับการเข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้ ทางสำนักงาน กกต. ได้กำหนดมาตรการและเงื่อนไขการเข้าพื้นที่อย่างเข้มงวด ดังนี้


·     การลงทะเบียนล่วงหน้า

เปิดให้สื่อมวลชนลงทะเบียนผ่าน Google Form ภายในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 เวลาไม่เกิน 16.30 น. หากเลยกำหนดเวลาจะถือว่า “สละสิทธิ์” ทันที


·     จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม

สงวนสิทธิ์เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น โดยอนุญาตให้แต่ละสำนักข่าวส่งตัวแทนเข้าร่วมได้ไม่เกิน 3 คน 


·     ขั้นตอนการรับบัตร

สื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สามารถรับบัตรเข้าห้องประชุม 201 ได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. (ประตู 1 ทิศตะวันออก)


ผู้ไม่ได้ลงทะเบียนและบุคคลภายนอกไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียน ผู้สังเกตการณ์ หรือบุคคลภายนอก เข้าภายในอาคารโดยเด็ดขาด แต่สามารถติดตามสัญญาณภาพผ่านโทรทัศน์วงจรปิดบริเวณภายนอกสำนักงาน (ประตู 1 ทิศตะวันออก)


นอกจากนี้ ในช่วงเช้าของวันที่ 14 กันยายน กกต. จะยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยระดับเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ โดยนำแผงรั้วเหล็กมาปิดกั้นบริเวณทางเข้าสำนักงานอย่างเข้มงวด และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกผ่านเข้า-ออกภายในพื้นที่ ก่อนจะเปิดให้เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนผ่านการคัดกรองเข้าสู่ห้องแถลงข่าวได้ในช่วงบ่าย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #คดีโกงเลือกสว