วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

[บทความ] ธิดา ถาวรเศรษฐ : วิกฤตความยุติธรรมท่ามกลางวิกฤตติดเชื้อ

 


วิกฤตความยุติธรรมท่ามกลางวิกฤตติดเชื้อ

 

คนไทยกำลังเผชิญวิกฤตสองเรื่องนี้ หนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และทั้งสองเรื่องนี้กำลังเคลื่อนที่ไปอย่างรุนแรง รวดเร็ว แบบที่ยังทำนายจุดจบไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร?

 

สังคมไทยแม้จะอยู่กับความขัดแย้งมานาน แต่ลักษณะที่เป็นอยู่ปัจจุบันนั้น เป็นการเปิดหน้ารบกันเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนรุ่น Generation Y, Z ที่ค่อนข้างเป็นเอกภาพ ในปัญหาวิกฤตการเมืองและความยุติธรรม วันที่ 6 นี้จะมีแกนนำเยาวชนได้รับการประกันตัวไหม? ได้ประกันกี่คน จะยุติการอดอาหารไหม? ได้ประกันแล้วจะยุติการประท้วงหรือยุติปัญหาความยุติธรรมไหม?

ตอบได้ว่า “ไม่เลย”

 

แล้วยังไงต่อ  ก็คงประท้วงกันต่อไป เพราะเขามุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีพลัง ปฏิรูปโครงสร้างทุกสถาบันที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และปัญหาความยุติธรรม ซึ่งหมายถึงต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

 

ขณะที่กลุ่มจารีต อำนาจนิยม ก็เปิดหน้าสู้เต็มที่ ไม่เว้นอาจารย์มหาวิทยาลัย อดีตผู้นำนักศึกษาที่มาเป็นรัฐมนตรี ก็น่าสมเพช ที่ออกคำสั่งให้สอบสวนจริธรรมอาจารย์ที่ประกันตัวนักศึกษา

 

เปิดหน้าสู้กันทุกระดับ ทุกกลุ่ม แต่กลุ่มจารีตนิยมมีกลไกรัฐ มีกองกำลังอาวุธ มีองค์กรอิสระ มีตำรวจ อัยการ ตุลาการ และเครือข่ายข้าราชการ สื่อ ฯลฯ สนับสนุน แต่ฝ่ายประชาชนและเยาวชนที่ต่อต้านจารีตนิยม อำนาจนิยม มีแต่ความชอบธรรมและจำนวนประชาชนที่เห็นด้วยเท่านั้น

 

แม้จะมีทิศทางดีขึ้น แต่ก็ต้องผ่านการต่อสู้ที่หนักหนาสาหัส จนยังมองภาพระยะใกล้นี้ได้ไม่ชัดเจนว่า พลังความชอบธรรมของประชาชนจะเอาชนะพลังจารีต อำนาจนิยม ได้ไหม ถ้ายาว จะยาวไปนานไหม จะสูญเสียชีวิต อิสรภาพกันมากน้อยเพียงใด

 

คิดทางร้ายสุดไว้ก่อนดีกว่า

 

แต่ถ้ามีการโอนอ่อนผ่อนปรนบ้าง ก็เพื่อเลี้ยงสถานการณ์ไว้ก่อน แต่อย่าหวังว่าจะมีการคืนอำนาจให้ประชาชน คืนความยุติธรรมให้ประชาชน หรือเห็นคนเป็นคนเท่ากัน อย่าฝันหวาน! ร้อยปีที่ผ่าน จารีตนิยมยังต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจอย่างเต็มกำลัง.

 

ธิดา ถาวรเศรษฐ

5 พ.ค. 64

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ปรากฏการณ์วิกฤตติดเชื้อโควิด19และวิกฤตความยุติธรรม

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

แม่เพนกวินยื่นหนังสือด่วนที่สุด ถึงผอ.โรงพยาบาลรามาฯ อย่าเพิ่งส่งลูกกลับ หวั่นโควิด 19 ในเรือนจำ ขอรักษาต่อเนื่อง

 


แม่เพนกวินยื่นหนังสือด่วนที่สุด ถึงผอ.โรงพยาบาลรามาฯ อย่าเพิ่งส่งลูกกลับ หวั่นโควิด 19 ในเรือนจำ ขอรักษาต่อเนื่อง 


วันนี้ (4 พ.ค. 64) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาของพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำราษฎร ที่ถูกส่งตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เนื่องจากการอดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธิการประกันตัว เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า แต่เดิมไม่มีการคาดการณ์ว่าจะมายื่น แต่ได้ยินข่าวจากทนายความมาว่าทางโรงพยาบาลอาจจะมีการส่งตัวเพนกวินกลับเรือนจำ ตนจึงมีความกังวลใจทั้งเรื่องความปลอดภัย เรื่องสุขภาพ เพราะเพนกวินอดอาหารประท้วงเป็นเวลากว่า 50 วัน และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน ซึ่งอาการบางอย่างยังไม่สะท้อน เช่น อาการถ่ายเป็นชิ้นเนื้อ ตนคิดว่าควรอยู่ในขั้นตอนการดูแลของแพทย์ ยังไม่ควรที่จะส่งตัวเพนกวินกลับ ประกอบกับช่วงนี้ในเรือนจำมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเพนกวินปัจจุบันนี้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำ และโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับภาวะหายใจ หากติดโควิด-19 ขึ้นมา เพนกวินอาจเสียชีวิต ตนจึงคิดว่าเพนกวินควรรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระของกรมราชทัณฑ์ และอีกไม่กี่วันเพนกวินจะได้รับการไต่สวนจากศาล เพนกวินควรจะต้องรักษาตัวอีกยาวและรักษาอย่างต่อเนื่อง 


นางสุรีย์รัตน์กล่าวอีกว่า วันนี้ตนจึงมาขอความอนุเคราะห์กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีในการพิจารณาขอให้เพนกวินได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่กรมราชทัณฑ์เลือกให้เพนกวินมารักษาเอง จึงแสดงให้เห็นว่ากรมราชทัณฑ์มีความเชื่อมั่นในความสามารถของแพทย์ หากโรงพยาบาลปฏิเสธว่าไม่สามารถรักษาเพนกวินได้ ตนก็ยินดีที่จะให้ส่งตัวเพนกวินไปยังโรงพยาบาลที่เคยมีประวัติการรักษา


ด้าน รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้พูดคุยผ่านโทรศัพท์และกล่าวกับนางสุรีย์รัตน์ว่า ตนได้รับฟังและเห็นใจทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการส่งกลับ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องให้กลับ โดยมีกติกาข้อกำหนดกันอยู่ ซึ่งพริษฐ์ไม่ใช่คนแรกที่ทางโรงพยาบาลรับส่งตัวมาจากกรมราชทัณฑ์ 


จากนั้นนางสุรีย์รัตน์ได้ยื่นหนังสือถึงหัวหน้ารักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแทนโรงพยาบาล โดยทางตัวแทนจะได้นำหนังสือดังกล่าวนำเรียนผู้อำนวยการต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวให้ประชาชน

#11ปีพฤษภา53 ตอนที่ 2 : ปฏิบัติการขั้นที่ 1 ในยุทธการกระชับวงล้อมราชประสงค์

 


#11ปีพฤษภา53 

ตอนที่ 2 : ปฏิบัติการขั้นที่ 1 ในยุทธการกระชัยวงล้อมราชประสงค์


จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 - 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อม - ราชประสงค์ - ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 1


ยุทธการขั้นที่ 1 เริ่มต้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 แต่ในความเป็นจริง ปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 เพราะนายอภิสิทธิ์ได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ. ให้ฝ่ายทหารเริ่มปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้เพื่อยุติการชุมนุม จนมาถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรง ฉบับที่ 2 จากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดยเริ่มมาตรการระงับบริการสาธารณะและปิดล้อมแยกราชประสงค์อย่างสมบูรณ์ และชี้แจงมาตรการจากเบาไปหาหนัก รวมถึงการใช้กระสุนจริงในการปราบปรามประชาชนด้วย


ผู้ชุมนุมช่วยกันนำร่างของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ส่งรพ.
หลังถูกลอบยิง



7 ชั่วโมงเศษหลังจากการแถลงของ ศอฉ. ความสูญเสียศพแรกของยุทธการกระชับวงล้อมจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เริ่มขึ้น นั่นคือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ซึ่งถูกยิงด้วยสไนเปอร์ขณะกำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าว  กระสุนพุ่งเข้าใส่หน้าผากขวาของเสธ.แดง กดทะลุท้ายทอย ซึ่งนั่นก็หมายถึงหน่วยสไนเปอร์ของกองกำลังทหารนั่นเอง การตายของเสธ.แดงนั้น ในยุทธศาสตร์ของทหารได้ให้ความสำคัญว่า เสธ.แดง เป็นตัวจักรสำคัญทางด้านการวางแผน การดูแลรักษาความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเสื้อแดง การปลิดชีพเสธ.แดงได้นั้น ทหารถือว่าเป็นการโค่นผู้นำทางทหารของคนเสื้อแดง รายละเอียดการเสียชีวิตของเสธ.แดงนั้นระบุว่า ขณะที่เสธ.แดงกำลังเดินตรวจแนวการ์ดนปช. บริเวณสถานรถไฟฟ้าใต้ดิน เขาถูกซักถามโดยนักข่าว โดยในเวลานั้นมีนักข่าวหรือช่างภาพไม่ทราบสังกัดคนหนึ่งเปิดไฟแฟลชเป็นระยะ รวมกับกำลังชี้เป้าให้มือสังหาร และมีการหน่วงเหนี่ยว เสธ.แดง ด้วยการพูดคุยนานจนผิดปกติ  โดยกระสุนที่สังหารเสธ.แดงนั้น เป็นกระสุนยี่ห้อลาปัว ขนาด .308 จากอาวุธปืนไรเฟิลแรงสุงเข้าที่ศีรษะและบริเวณเสื้อเกราะที่หน้าอกอีก 1 นัด และเสียชีวิตด้วยอาการไตวายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553


นายชาติชาย ชาเหลา ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงเข้าที่ศีรษะ สมองฉีกขาด
เสียชีวิตทันที บริเวณปากซอยศาลาแดง 1


นอกจากการตายของ เสธ.แดง แล้ว อีก 1 ศพของวีรชนคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากยุทธการกระชับวงล้อมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ คือ นายชาติชาย ชาเหลา ในเวลา 22.50 น. บริเวณปากซอยศาลาแดง 1 ซึ่งถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ศีรษะ สมองฉีกขาด กะโหลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงถึงความโหดร้ายของปฏิบัติการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น


#นปช #UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ศาลนัดไต่สวน "เบนจา-ณัฐชนน-ชินวัตร" ละเมิดอำนาจศาล กรณีชุมนุมบันไดศาลเมื่อ 29 เม.ย.

 


ศาลนัดไต่สวน "เบนจา-ณัฐชนน-ชินวัตร" ละเมิดอำนาจศาล กรณีชุมนุมบันไดศาลเมื่อ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา


วันนี้ (3 พ.ค. 64) ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญา ยื่นคำร้องคดีละเมิดอำนาจศาลที่กล่าวหา น.ส.เบนจา อะปัญ 


โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 64 เวลาประมาณ 12.30 น. มีมวลชนกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ประมาณ 300 คน ได้มีการเชิญชวนกันมาทำกิจกรรมยื่นจดหมาย “ราชอยุติธรรม” พร้อมทั้งยืนอ่านกลอน “ตุลาการภิวัฒน์” ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เข้ามาในบริเวณศาลอาญาและรวมตัวกันบริเวณบันไดทางขึ้นด้านหน้าศาลอาญา (บริเวณหน้ามุกศาลอาญา) มีการใช้เครื่องขยายเสียงพร้อมทั้งตะโกนข้อความ “ปล่อยเพื่อนเรา” จนกระทั่งเวลาประมาณ 12.50 น. พ.ต.ท.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย รอง ผกก.ป.สน.พหลโยธิน ได้อ่านประกาศคำสั่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อย แต่ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด ต่อมาเวลาประมาณ 13.05 น. พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.พหลโยธิน ได้ประกาศเรื่องการใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุมให้อยู่ภายใต้กฎหมายและข้อกำหนดของศาล และแจ้งให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อย แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ชุมนุม และผู้ชุมนุมยังคงมีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ร่วมตะโกนด้วยข้อความต่าง ๆ อยู่เป็นระยะ 


น.ส.เบนจาได้แสดงพฤติกรรม คือเวลา 15.00 น. ได้วิ่งผ่านแนวรั้วแผงเหล็กที่กั้นอยู่บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นด้านหน้าศาลอาญา (บริเวณหน้ามุกศาลอาญา) พร้อมทั้งโปรยแผ่นกระดาษขณะวิ่งขึ้นบันได โดยพยายามหลบหลีกเจ้าหน้าที่ศาลอาญาพร้อมตะโกนสรุปข้อความว่า “ตุลาการเช่นนี้อย่ามีเลย” และเมื่อโปรยกระดาษเสร็จแล้วได้หยุดยืนอยู่บริเวณบันได และพูดผ่านเครื่องขยายเสียงโดยหันหน้าเข้าหาเจ้าหน้าที่ศาล สรุปข้อความได้ว่า 


“ขี้ข้าเผด็จการ ขี้ข้าเผด็จการ พี่มองหน้าหนู พี่มองหน้าหนู เพื่อนหนูอดอาหารมา 40 กว่าวันแล้ว เพื่อนเรากำลังจะตาย ไม่มีความเป็นมนุษย์กันเลยเหรอ ความยุติธรรมควรเป็นสิ่งที่พึงมีตั้งแต่แรกไม่ใช่ร้องขอ ศาลทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรม แต่ทำไมถึงไม่มีความยุติธรรมให้กับเพื่อน เรารู้ว่าทำตามหน้าที่ รู้ว่าโดนนายสั่งมา คิดว่าหนูมายืนตรงนี้เนี่ยมันไม่ต้องแลกอะไรเหรอ เราทุกคนต่างสูญเสีย เราทุกคนต่างสูญเสียในรัฐเผด็จการนี้ เราสูญเสียกันมามากพอแล้ว เราจะต้องสูญเสียกันอีกเท่าไหร่ หากความเป็นคนในพวกคุณไม่มีเหลือแล้วเราจะไปถามหาความเป็นคนได้จากใครอีก ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยเพื่อนเรา ได้ยินไหม หากรับใช้ใบสั่งอย่าง….ตุลาการเช่นนี้อย่ามีเลย ตุลาการเช่นนี้อย่ามีเลย ปล่อยเพื่อนเรา หากศาลยังฟังอยู่ หากศาลยังมีความยุติธรรมยังหลงเหลืออยู่ ให้นึกถึงเวลาที่ท่านได้ตรากตรำอ่านตำราดึกดื่นเพื่อสอบเข้ามาเป็นผู้พิพากษา สอบเข้ามาเพื่อผดุงความยุติธรรมให้กับประเทศชาติ สอบเข้ามาเพื่อผดุงความยุติธรรมให้กับประชาชน แต่ทำไมอุดมการณ์ของผู้พิพากษาไม่มีเหลือแล้วหรือ หากเราไร้ซึ่งอุดมการณ์เราจะมีค่าอะไร เป็นผู้พิพากษาอย่าหลงลืมอุดมการณ์แห่งการเป็นผู้พิพากษา คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน” พร้อมโปรยกระดาษที่เหลืออีกครั้งต่อหน้าเจ้าหน้าที่


การกระทำของ น.ส.เบนจา เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและกระทำการฝ่าฝืนข้อกำหนดของศาลอาญาว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลอาญา พ.ศ.2564 ฉบับลงวันที่ 17 มี.ค.64 จึงให้เรียกมาไต่สวนฐานละเมิดอำนาจศาลในวันที่ 27 พฤษภาคม เวลา 13.30 น. และลงโทษตามกฎหมายต่อไปเหตุตามคำกล่าวหา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

"ตี้ พะเยา" ประกาศอดอาหารจนกว่าจะได้รับสิทธิการประกันตัว ระบุ สิ่งที่เด็กพูดในวันนั้นหากไม่เป็นความจริงขอตัวอย่างด้วยเหตุผลทำตัวให้สมเป็นผู้ใหญ่หรือว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงจึงไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้

 


"ตี้ พะเยา" ประกาศอดอาหารจนกว่าจะได้รับสิทธิการประกันตัว ระบุ สิ่งที่เด็กพูดในวันนั้นหากไม่เป็นความจริงขอตัวอย่างด้วยเหตุผล ทำตัวให้สมเป็นผู้ใหญ่ หรือว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงจึงไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้


วันนี้ (3 พ.ค.64) เฟสบุ๊คเพจ ตี้ วรรณวลี - tee wanwalee เผยข้อความ น.ส.วรรณวลี เอมจิตต์ หรือ ตี้ พะเยา ที่ส่งผ่านจาก ทัณฑสถานหญิงธนบุรี ระบุว่า


ข้อความจาก ตี้ พะเยา


ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หนูจะมาพิสูจน์ว่าระหว่างคำว่านายต่างกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตุลาการอันไหนมีมากกว่ากัน


สิ่งที่เด็กอย่างหนูพูดในวันนั้นหากไม่เป็นความจริงขอตัวอย่างด้วยเหตุผลทำตัวให้สมเป็นผู้ใหญ่หรือว่าสิ่งที่หนูพูดเป็นความจริงจึงไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้


มีหลายคนบอกว่าถ้าตุลาการอยากได้ชีวิตเพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น หนูจะยอมไหม หนูบอกตรงนี้เลยว่าหนูพร้อม พร้อมตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกมาสู้แล้ว หนูทำใจว่าจะต้องติดคุก เข้าเรือนจำหรือแม้กระทั่งถึงชีวิตทั้งนั้น หนูจะยึดมั่นในหลักการ อุดมการณ์ เหมือนเดิมไหมว่าใครกี่คนจะดูถูกว่าเด็กอย่างพวกเราไม่สามารถทำได้ ไม่กล้าพอจะทำ หนูขอบอกตรงนี้เลยว่าหนูพร้อมเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เขาเหล่านี้ได้เห็นและหนูจะแสดงให้เห็นว่าเด็กอย่างหนูในวันนั้นมีคุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าตุลาการในปัจจุบันและถ้าอนาคตพอจะเป็นไปได้และหนูมีความสามารถมากพอและมีชีวิตอยู่หนูจะขอยืนหยัดสู้ต่อไป


ตุลาการเอ๋ยเด็กอย่างหนูในวันนี้ไม่ต้องการอะไรมากกว่าความจริงและความดีที่ทำให้เกิดขึ้นถ้าชีวิตของหนูสามารถแลกเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้มาดูพร้อมทำเหมือนที่หนูบอกมาตลอดหลายปี และหนูเชื่อว่าตุลาการรุ่นต่อไปจะมีค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าตุลาการที่รับใช้นาย ชีวิตของหนูขอเป็นบทเรียนให้เขามากเพียงพอ


วันนี้วันที่ 3 พฤษภาคมหนูจะเริ่มอดอาหารเป็นวันแรกเพื่ออารยะขัดขืนกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับความไม่เท่าเทียมในสังคมเพื่อให้มีคนมีค่าเท่ากับคนเพื่อเรียกคืนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตุลาการ


ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ หนูเข้ามาอยู่ในนี้หนูเพียงเปลี่ยนที่สู้จากข้างนอกเป็นสู้หน้าบัลลังก์เปลี่ยนจากเวทีเป็นการสู้หน้าชนชั้นตุลาการและไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหนูยังยึดมั่นคำเดิมว่าอุดมการณ์ฆ่าไม่ตาย ขอให้ทุกคนตระหนักว่าหนูคือนักสู้ไม่ใช่นักโทษ และถ้าตุลาการมีความเป็นมนุษย์มากพอเร็ว ๆ นี้เราคงได้เจอกัน


ตี้ พะเยา

3 พ.ค. 64

ทัณฑสถานหญิงธนบุรี


ทั้งนี้เนื่องจาก วันที่ 27 เมษายน ที่สำนักงานคดีอาญาธนบุรี น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ “ตี้ พะเยา” เดินทางไปฟังคำสั่งฟ้องในคดีความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการปราศรัยในการชุมนุมบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ หรือ #ม็อบ6ธันวา เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ทั้งนี้ อัยการระบุว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาธนบุรี และศาลมีคำสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ทำให้ปัจจุบัน น.ส. วรรณวลี หรือ ตี้ พะเยา ถูกขังระหว่างพิจารณาคดี ณ ทัณฑสถานหญิงธนบุรี มาแล้ว 7 วัน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวให้ประชาชน

#11ปีพฤษภา53 ตอนที่ 1 หลังความรุนแรงในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ยุติลง!

 


จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


หลังเหตุความรุนแรงในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ยุติลง และมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนว่าจะหมดลง เพราะการใช้กำลังในการปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ และการกระทำการอันรุนแรง จนทำให้เกิดความสูญเสียทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ แทนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะแสดงความรับผิดชอบในครั้งนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ใช้วาทกรรม “ชายชุดดำและกองกำลังติดอาวุธ” เป็นการแก้ปัญหา และเหมือนว่าความพยายามในการอยู่ในอำนาจของเผด็จการอำมาตย์อย่างได้ผล เพราะจากการที่ได้รับข้อมูลบางอย่างจากภาพถ่ายคลิปวีดีโอสั้น ๆ ที่ซื้อมาจากช่างภาพไม่ปรากฏนามจากสำนักข่าวอัลจาชีรา ที่นำเสนอภาพชายชุดดำได้ในเงาลาง ๆ ซึ่งน่าสังเกตว่า มีสำนักข่าวนี้สำนักเดียวนำมาแสดง และนั่นเป็นข้ออ้างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป และรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการใช้การทหารเป็นกลไกหลักของการแก้ปัญหาทางการเมืองครั้งนี้



และเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้มีนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้นในการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุมราชประสงค์ โดยสั่งการมายังกองทัพของรัฐบาลอภิสิทธิ์และเป็นที่มาของความรุนแรงของการปฏิบัติการในยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุม อ้างอิงจากบทความเรื่อง “บทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม พื้นที่ราชประสงค์ 14-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553” จากวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2553” ซึ่งเขียนขึ้นโดยนายทหารในกองทัพ โดยเหตุผลของการเขียนบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการทางทหารกรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง ซึ่งเป็นดำริของเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก พล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ซึ่งบทความนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อสรุปที่ภาคภูมิใจของกองทัพจากการปฏิบัติภารกิจที่เกิดขึ้นจริงของทหาร ในการใช้ความรุนแรงเพื่อฆ่าประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553

 

ถ้าหากว่าความสำเร็จที่ทหารได้มาในครั้งนี้เป็นความสำเร็จด้วยการรบระหว่างทหารกับทหารแล้ว อาจจะถือว่าเป็นชัยชนะ แต่เมื่อยุทธการนี้ใช้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เพียงแค่ต้องการให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยุบสภาแล้วลาออก คืนอำนาจให้กับประชาชน พร้อมรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง จึงเป็นคำถามของคนทั่วโลกว่าน่าภูมิใจหรือไม่? และควรหรือไม่ที่ใช้ยุทธศาสตร์ทางการทหารแทนที่จะใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองในการแก้ปัญหา



หลังเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนผ่านไป ทางด้านฟากฝั่งของทหารหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ได้เก็บตัวอย่างเงียบเชียบ ไม่มีปฏิบัติการใด ๆ ออกมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และได้อาศัยช่วงเวลานั้นทำการประชุมอย่างเร่งด่วนเพื่อสรุปผลของยุทธการขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เมษา 53 และระดมความคิดเห็นเพื่อหายุทธวิธีในการซักซ้อมและปราบปรามประชาชนอย่างเคร่งเครียด ซึ่งก็พบจุดอ่อนหลายจุดจากความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น รวมถึงพบยุทธวิธีที่ประสบความสำเร็จในเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

การใช้พลซุ่มยิงและหน่วยสไนเปอร์เป็นยุทธวิธีที่ดีที่สุด และได้เริ่มทำการฝึกฝนควบคู่ไปกับการซ้อมยุทธวิธีต่าง ๆ อย่างหนักภายในค่ายทหาร ในขณะที่คนเสื้อแดงยังชุมนุมและร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เพราะไม่คิดว่าทหารจะกล้าใช้มาตรการอันโหดเหี้ยมกับประชาชน และเมื่อแผนการและขั้นตอนต่าง ๆ ได้ถูกวางแผนเสร็จสิ้น การดำเนินการต่าง ๆ ก็เริ่มขึ้นโดยทหารใช้ชื่อแผนยุทธการนี้ว่า “ยุทธการกระชับวงล้อม – พื้นที่ราชประสงค์”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์