วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

"สโมสรนิสิตจุฬาฯ" แต่งดำ สวดอภิธรรมให้ "ความยุติธรรม" เรียกร้องรัฐยุติการคุกคามประชาชนพร้อมกับให้ศาลยุติธรรมสั่งปล่อยตัวแกนนำและสมาชิกแนวร่วมกลุ่มคณะราษฎร

 


วันนี้ (5 เม.ย. 64) ที่ลานจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2563 จัดกิจกรรม #เสาหลักจะไม่หักเหมือนตาชั่ง เพื่อไว้อาลัยให้ความยุติธรรม รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการคุกคามประชาชนผู้ออกมาชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมือง พร้อมกับให้ศาลยุติธรรมสั่งปล่อยตัวแกนนำและสมาชิกแนวร่วมกลุ่มคณะราษฎรที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยไม่มีเงื่อนไข  ซึ่งเดิมทีทางกลุ่มได้มีการนัดหมายที่ บริเวณลานพระบรมรูปสองรัชกาล ต่อมาทางฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมดังกล่าว พร้อมให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยนำรั้วเหล็กมาปิดล้อมพื้นที่บริเวณลานดังกล่าว จึงต้องย้ายไปกิจกรรมที่บริเวณลานจักรพงษ์ที่อยู่ใกล้เคียงแทน ซึ่งก่อนย้ายสถานที่ได้มีการวางป้ายข้อความประท้วง แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยได้เก็บออกจากพื้นที่ไปทั้งหมด และในเวลาต่อมาองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ ได้เผยแพร่ภาพบุคลากรจุฬาฯ จัดชุมนุม กปปส.ในบริเวณลานดังกล่าว  ต่อมา นิสิต นักศึกษา และประชาชน ต่างทยอยเข้าพื้นที่ในการจัดกิจกรรม โดยมีการนำพวงหรีดของนิสิตและศิษย์เก่าจุฬาฯ, สโมสรนิสิตจุฬาฯ และคณะจุฬาฯ จัดวางหน้าโลงศพจำลองสีแดง ซึ่งมีพานและขันคล้ายอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีศพ พร้อมทั้งมีการเปิดเพลงบรรเลงปี่พาทย์ซึ่งใช้ในงานอวมงคล ด้วย  โดยบริเวณทางเข้ามีการวัดอุณหภูมิ สแกนแอพพลิเคชั่นไทยชนะ และแจกซองจดหมายสีขาว ภายในซองได้บรรจุภาพกิจกรรม "ชาวจุฬาฯ" ในการชุมนุม กปปส. เมื่อครั้งต้นปี 2557 และแถลงการณ์สโมสรนิสิตจุฬาฯ เรื่องจุดยืนต่อกระบวนการยุติธรรมไทย  


เวลา 17.20น. สโมสรนิสิตจุฬาฯ ออกแถลงการณ์เรื่อง จุดยืนต่อความไร้มาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมไทย เรียกร้องให้รัฐบาลและศาลยุติธรรมสั่งปล่อยตัวประชาชนผู้ออกมาชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองทั้งหมดที่ถูกคุมขัง หรือถูกลงโทษไม่ว่าในฐานความผิดใดอย่างเกินกว่าเหตุและไม่ยุติธรรม และรัฐบาลต้องหยุดใช้กฎหมายต่าง ๆ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ม.112 หรือ ม.116 เป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเกินสมควร  หากเกิดการคุกคามประชาชนไม่ว่าจะรูปแบบใดโดยรัฐบาลหรือบุคคลในหน่วยงานของรัฐจะต้องมีการพิจารณาลงโทษผู้ใช้อำนาจกระทำความผิดนั้นตามหลักกฎหมายอย่างเที่ยงตรงโดยไม่มีข้อยกเว้น และกระบวนการยุติธรรมควรตรวจสอบได้ และควรได้รับการตรวจสอบว่าเป็นไปตามหลักกฎหมายอย่างถูกต้องและสมเหตุสมผลหรือไม่    


สโมสรนิสิตจุฬาฯ ยังระบุด้วยว่า ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ทางตันด้วยสาเหตุหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการใช้อำนาจทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ ในการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเป็น “นิติสงคราม” ระหว่างรัฐกับประชาชนผู้ออกมาแสดงพลังเรียกร้องประชาธิปไตย และกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้กลับกลายเป็นกระบวนการไม่ยุติธรรม อันเป็นเครื่องมือทางอำนาจของคนบางกลุ่มเพื่อใช้ขจัดศัตรูหรือผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองให้พ้นทาง   ไม่ว่าจะด้วยการดำเนินคดีประชาชนด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา ม.116 ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เกินกว่าเหตุ รวมทั้งการสลายการชุมนุม จับกุมประชาชนผู้ออกมาชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองด้วยมาตรการที่ขัดกับหลักการสากลและไร้มาตรฐาน เมื่อเทียบกับการอำนวยความยุติธรรมให้กับกลุ่ม กปปส. ความไร้มาตรฐานที่ชัดเจนเช่นนี้  นอกจากสะท้อนถึงความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมไทยที่กลายเป็นปฏิปักษ์ต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ยังทำให้ประชาชนไทยที่ถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของตนเองอย่างไม่เป็นธรรมโดยกระบวนการยุติธรรมที่หันหลังให้กับหลักการทางประชาธิปไตยเสื่อมศรัทธาในกระบวนการนี้เรื่อยไป  


ต่อมาได้มีการประกอบพิธีกรรมบำเพ็ญกุศลความยุติธรรมไทย โดยเริ่มจากเปิดให้นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษา ประชาชนทั่วไปร่วมกันรดน้ำตาชั่งความยุติธรรม จากนั้นพระสงฆ์จำนวน 4 รูป นำตาลปัตร ติดป้ายข้อความว่า "กู่ไม่กลับ หลับ (ไม่ยอม) ตื่น ขมขื่นทุกนาที หนี (ความจริง) ไม่พ้น" สวดอภิธรรม โดยมีตัวแทนนิสิตกลุ่ม "คณะจุฬาฯ" ขึ้นกล่าวไว้อาลัยสลับกับการขับเสภา อ่านกวี ถึงกระบวนการยุติธรรมไทย ระบุว่า ขอให้ไปดีพ้นโศกจากความอยุติธรรม ก่อนจะจำลองการฌาปนกิจโลงศพจำลองด้วยด้วยการกดสัญญาณเผาศพ    จากนั้นในเวลา 18.00 น. ผู้จัดกิจกรรมได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนอนชูสามนิ้วเคารพเพลงชาติ ก่อนที่มีการเริ่มปราศรัยในหัวข้อต่าง ๆ และเล่นดนตรีปิดท้าย ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดได้สิ้นสุดลงในเวลา 21:00 น.  


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ม็อบ5เมษา


ปนะมวลภาพ












'ณัฐวุฒิ' มองการชุมนุมรหัส 4-4-4 โดย 'จตุพรและคณะ'

 


บทความใหม่ ธิดา ถาวรเศรษฐ : เหตุการณ์ 10เมษา และการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่

 


เหตุการณ์ 10เมษา และการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่

 

เหตุการณ์ 10 เมษา 2553 เป็นความต่อเนื่องของการต่อสู้ของประชาชนเพื่อทวงอำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 2550 – 2552 หมายความว่า ผลพวงการทำรัฐประหาร 2549 ยังดำรงอยู่จนถึงปี 2553 เช่นเดียวกันกับการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่ต่อต้านรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ (จากปี 2557) รวมทั้งขยายไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แท้จริงที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ (ที่อำนาจเป็นของประชาชน) คำขวัญของการต่อสู้ในปี 53 คือ “ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน” อันเนื่องมาจากมีการตั้งรัฐบาลใหม่ (จากงูเห่าย้ายรัง) ในค่ายทหาร

 

กล่าวโดยภาพรวมก็คือ การทวงคืนอำนาจประชาชนโดยใช้หนทางการต่อสู้สันติวิธี

 

ไม่ว่าจะเป็นการขับไล่รัฐบาลที่มีที่มาไม่ชอบธรรม การต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีที่มาจากการทำรัฐประหารทั้งหลาย ปัจจุบันก็พ่วงโดยเฉพาะกฎหมายอาญามาตรา 112 และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (ของประชาชน)

 

การขับเคลื่อนการต่อสู้บนถนนของคนรุ่นปี 2553 และเยาวชนในปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเหนือกว่า เพราะ

1) พลังปัญญาชนหนุ่มสาวที่มีความชอบธรรมและผลสะเทือนสูงกว่ามวลชนพื้นฐานทั้งในชนบทและในเมือง แบบปี 2553

2) เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้การนัดหมาย ส่งข่าว ทำได้รวดเร็วตลอดเวลา

3) การขับเคลื่อนเป็น Flash Mob

4) การระดมทุนทำได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งนายทุน

5) มีแนวร่วมมากยิ่งขึ้น จากปัญญาชน ชนชั้นกลาง สลิ่มกลับใจ

6) ยังไม่ถูกปราบปรามโดยกระสุนจริง ใช้ทหารทำการเหมือนมีการสู้รบในเมืองแบบปี 53 ยังใช้ตำรวจซึ่งจะใช้ฉีดน้ำ, แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง ใช้กระบวนการยุติธรรมจากตำรวจ สู่อัยการ สู่ศาล แต่ปี 2553 ใช้ทหาร – อาวุธ – กระสุนจริงก่อน จากนั้นจึงใช้ตำรวจ ดีเอสไอ อัยการ ศาล คุก เป็นเครื่องมือจัดการต่อมา

 

การปราบปรามปี 2553

 

เริ่มใช้กระสุนจริงกับ นายเกรียงไกร คำน้อย ตั้งแต่ตอนบ่าย จากนั้นใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง กระสุนจริง ตั้งแต่ตอนหัวค่ำ ใช้รถเกราะ ทหารกว่า 6 หมื่นนาย ขอคืนพื้นที่ราชดำเนินอย่างโหดเหี้ยม แม้เลยเวลากลางวันไปจนค่ำมืด เพราะต้องการเผด็จศึก

 

 

บทเรียนทั้ง 2 ฝั่ง (ผู้ปราบปราม VS ผู้ถูกปราบปราม)

 

กรณีการตายของทหาร ไม่ได้เกิดจากขบวนผู้ชุมนุมเด็ดขาด เพราะเป็นการขว้างระเบิดมือ M67 ซึ่งผู้ขว้างต้องอยู่ใกล้ ประมาณ 40-50 เมตร ที่อยู่ในระยะครองพื้นที่ของทหาร ไม่ใช่พื้นที่ที่มีคนเสื่อแดงยืนประจันหน้าห่างไปกว่า 150–300 เมตร

 

1) การพยายามปราบเวลากลางคืน ง่ายต่อการเกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนจากผู้ไม่ประสงค์ดีก็ได้ หรือผู้ที่เป็น Lone Wolf  (หมาป่าเดียวดาย) คือทำการเองตามลำพัง

 

เพราะขบวนผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธเช่นนั้น และไม่ประสงค์จะฆ่าเอาคืน เพราะเราไม่มีกองกำลังอาวุธ

 

2) การใช้กำลังทหารและกระสุนจริง หน่วยสไนเปอร์ เป็นเรื่องผิดพลาดที่เลวร้าย ถือผู้ชุมนุมเป็นข้าศึก อริราชศัตรู ต้องกำจัด ใช้แบบแผนการปราบปรามประหนึ่งการสู้รบในเมืองกับกองกำลังอาวุธของประชาชน ดังที่เขียนเป็นตำราที่ภาคภูมิใจ

 

3) ปฏิบัติการ IO

 

        3.1 โจมตีทำลาย ทำร้ายผู้ชุมนุมโดยปฏิบัติการข่าวเท็จ เช่น ผู้ชุมนุมมีกองกำลังอาวุธไม่ต่ำกว่า 500 คน มีเสธ.แดงเป็นผู้บัญชาการ โดยเริ่มต้นจากชายชุดดำ วันที่ 10 เมษายน และการใช้ M79 ยิงใส่ทหารจนบาดเจ็บล้มตาย

 

        3.2 โจมตีว่าเป็นพวกล้มเจ้า มุ่งร้ายสถาบันกษัตริย์ ในคืนวันที่ 10 เมษา ณ ถนนดินสอมีการเปิดเพลงพระราชนิพนธ์ระหว่างการขอคืนพื้นที่ ยิงประชาชนด้วยอาวุธจริง

 

        จากนั้น วันที่ 19 พฤษภาคม ก็มี IO เผาบ้านเผาเมือง ทั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากแกนนำเข้ามอบตัวเพื่อไม่ให้มีการยิงประชาชนตายอีกต่อไป

 

        ประชาชนและทหารสูญเสียไปร่วม 100 ศพ ในฝ่ายประชาชนเสียชีวิตในเวลาต่อมาอันเกี่ยวข้องกับการได้รับแก๊สน้ำตาเต็มที่ในหมู่ผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรงอีกนับร้อยศพ

 

4) ปฏิบัติการจับกุมคุมขัง ไม่ให้ประกันตัว ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.

 

        4.1 แกนนำ ร่วม 9 เดือน จึงได้ประกันตัว

       

        4.2 มวลชนและแกนนำภูมิภาคนับพันคน และหลายร้อยคนไม่ได้ประกันตัว บ้างก็ถูกหลอกให้เซ็นรับสารภาพ บ้างก็ใช้พยานเท็จ หรือทำให้คำให้การเปลี่ยนแปลงทั้งผู้ต้องหาและพยาน หลายคนไม่ได้ประกันตัวเป็นปี ๆ ต้องต่อสู้จนคดีถึงที่สุด ได้ออกมาหลังจากติดคุก 6-7 ปี เป็นต้น หลายคนมาติดคุกตามคำพิพากษาสุดท้ายจากศาลฎีกาเป็นจำคุกตลอดชีวิต

 

5) มีการเปรียบเทียบคดีกับกลุ่มสนับสนุนรัฐประหาร พบว่า มีความแตกต่างกัน ตั้งแต่มูลเหตุการชุมนุม เป็นเรื่องดีและเรื่องไม่ดีต่อประเทศ ไปจนพฤติกรรมแห่งคดีและน้ำหนักพยานหลักฐาน พูดง่าย ๆ ว่า คนดีทำผิดกฎหมายบางข้อ กับคนเลวทำผิดกฎหมาย แม้พฤติกรรมคนดีร้ายแรงกว่า แต่ด้วยเหตุกรรมดี จึงมีผลต่อคดีแตกต่างกับคนเลวที่ทำผิดกฎหมายน้อยกว่า

 

ทั้งหมดนี้เป็นผลให้การต่อสู้ปี 2553 การปราบปรามรุนแรง ทั้ง 10 เมษา และ 14–19 พ.ค. ทำให้ผู้คนล้มตายกว่า 100 คน บาดเจ็บนับพัน และถูกจับกุมคุมขังกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ

 

มีการเลือกตั้งในปี 2554 ผลคือพรรคเพื่อไทยชนะถล่มทลายอีก เท่ากับประชาชนหันมาใช้การเลือกตั้งในการต่อสู้ตามวิถีทางรัฐสภาและได้รับชัยชนะ (แต่แพ้ในการถูกปราบด้วยอาวุธ)

 

ที่เป็นบทเรียนคือ หนทางการต่อสู้สันติวิธีนั้น ผู้ถูกกระทำจะยากลำบาก แพ้ทางการทหาร แต่ชนะทางการเมือง แต่ถ้าต่อสู้ด้วยอาวุธ ก็อาจแพ้ทั้งทางการทหารและแพ้ทางการเมืองด้วย เพราะขาดการเข้าร่วมของประชาชนส่วนอื่น ๆ ขาดความชอบธรรมในการประณามผู้ปราบปราม ขาดความชอบธรรมในการฟ้องร้องชาวโลก อาจแพ้ทั้งสนามรบ แพ้ทั้งเวทีรัฐสภา และแพ้ทั้งในเวทีโลก

 

การสู้สันติวิธี จะพ่ายแพ้ได้เฉพาะในสนามรบอย่างเดียวเท่านั้น!!!

 

ดังนั้น อย่าหลวมตัวลงไปสู้ในกับดักของการต่อสู้ด้วยอาวุธ เมื่อรู้อยู่ว่าจะไม่มีทางเอาชนะได้ในสนามนี้

 

ธิดา ถาวรเศรษฐ

5 เม.ย. 64

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยางตลาด อายัดตัวโตโต้ ตามหมายจับ ม.112 เตรียมนำตัวไปกาฬสินธุ์คืนนี้ ด้านโตโต้แจ้งกลับม.157 เหตุตำรวจออกหมายจับมิชอบ ยันเคยรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวไปแล้ว

 


เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยางตลาด อายัดตัวโตโต้ ตามหมายจับ ม.112 เตรียมนำตัวไปกาฬสินธุ์คืนนี้ ด้านโตโต้แจ้งกลับม.157 เหตุตำรวจออกหมายจับมิชอบ ยันเคยรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวไปแล้ว


วันนี้ (2 เม.ย. 64) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ อายัดตัวนายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ ตามหมายจับเลขที่ 76/2564 ออกโดยศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน ในข้อกล่าวหา “ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลเท็จใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร”

โดยจะควบคุมตัวไปที่ สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ในคืนนี้


นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยว่าก่อนหน้านี้ ปิยรัฐ พร้อมทนายความ เคยได้เข้าร่วมกระบวนการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ สภ.ยางตลาด ในข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทำให้การออกหมายจับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในวันนี้ ปิยรัฐจึง ลงบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 ที่สน.ประชาชื่น และขอให้พนักงานสอบสวนเรียกดูเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อทราบเหตุผลในการขอหมายจับ รวมถึงเวลาที่ตำรวจไปขอหมายจับจากศาลด้วย


ก่อนที่ในคืนนี้ พนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น จะนำตัวปิยรัฐขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหา ไปส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ และคาดว่าจะมีการนำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดกาฬสินธ์ุฝากขังในวันพรุ่งนี้ เบื้องต้น ทนายความจะคัดค้านการฝากขังเนื่องจากนายปิยรัฐต้องคดี ม.112 เป็นครั้งแรก ไม่มีพฤติกรรมหลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และที่ผ่านมาก็อยู่ในการควบคุมของเรือนจำ


ทั้งนี้ นายปิยรัฐ จงเทพ ได้เขียนข้อความว่า “การออกหมายจับผมครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 64 ทาง สภ.ยางตลาดได้เข้ามาแจ้งข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวแล้ว แต่กลับไปขอศาลออกหมายจับอีกครั้ง ในวันที่ 2 เมษา” ลงชื่อ โตโต้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #weVo


ประมวลภาพ






ให้รู้ที่นี่ยังมีเพื่อนเรา"แอมมี่ The Bottom Blues" เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรีจัดกิจกรรมหน้าเรือนจำพิเศษธนบุรี

 


ให้รู้ที่นี่ยังมีเพื่อนเรา"แอมมี่ The Bottom Blues" เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรีจัดกิจกรรมหน้าเรือนจำพิเศษธนบุรี


วันนี้ (2 เม.ย. 64) เวลา 17.00 น. ที่หน้าเรือนจำพิเศษธนบุรี แขวง/เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร กลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี นัดหมายจัดกิจกรรม #ปล่อยเพื่อนเรา และเพื่อย้ำเตือนว่า สถานที่แห่งนี้ยังมี "แอมมี่ The Bottom Blues" อยู่


บรรยากาศกิจกรรมมีการสลับกันขึ้นปราศรัยโดยไม่มีเวที ซึ่งมวลชนนั่งกับพื้นล้อมรอบผู้ปราศรัย แต่กิจกรรมดำเนินได้ไม่นาน ทางกลุ่มประกาศแจ้งยุติกิจกรรมที่หน้าเรือนจำพิเศษธนบุรี แต่จะเคลื่อนกันไปรวมตัวที่ สน.ประชาชื่น แทน ด้วยว่า โตโต้-ปิยรัฐ We Volunteer ถูกตำรวจเข้ามาอายัดตัว หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 


18.40 น. ร่วมเปิดแฟลช จุดเทียนตะโกนปล่อยเพื่อนเรา ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ แล้วปิดท้ายด้วย 1 2 3 4 5 i hear ... จากนั้นผู้จัดกิจกรรมได้ประกาศยุติแล้วนัดหมายไปรวมกันที่ สน.ประชาชื่นต่อไป 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์


ประมวลภาพ









ตำรวจ เข้าอายัดตัว ‘โตโต้’ หลังศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จากคดีถูกจับที่เมเจอร์ รัชโยธิน

 


ตำรวจ เข้าอายัดตัว ‘โตโต้’ หลังศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จากคดีถูกจับที่เมเจอร์ รัชโยธิน


วันนี้ (2 เมษายน) บรรยากาศที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ภายหลังศาลอาญา อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ปิยรัฐ จงเทพ  หรือ โตโต้ แกนนำกลุ่มการ์ดวีโว่ ในคดีอั้งยี่ซ่องโจร จากกรณีการถูกจับกุมเมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 มีนาคม 2564 ที่ห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ รัชโยธิน โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามพกพาอาวุธไปในที่ชุมนุมทางการเมือง และ ห้ามใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่ นั้น




เมื่อเวลา 17.20 น. มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ จากสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ประชาชื่น ได้เข้าอายัดตัวปิยรัฐ จากภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมาหานครทันที และคุมตัวขึ้นรถไปที่ สน.ประชาชื่น โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งที่มารอให้กำลังใจได้ติดตามไป


ทั้งนี้มีรายงานว่า การถูกอายัดตัวครั้งนี้ สถานีตำรวจภูธร (สภ.) ยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ประสานงานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #WeVo

คนเดือนตุลาเปิดตัวกลุ่ม OCTDEM ร่วมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องกระบวนการยุติธรรมยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม ให้แกนนำราษฎรได้รับสิทธิ์การประกันตัวมาต่อสู้คดีด้วยความเป็นธรรม ก่อนที่จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อศาลฎีกา

 


คนเดือนตุลาเปิดตัวกลุ่ม OCTDEM  ร่วมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องกระบวนการยุติธรรมยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม ให้แกนนำราษฎรได้รับสิทธิ์การประกันตัวมาต่อสู้คดีด้วยความเป็นธรรม ก่อนที่จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อศาลฎีกา


วันนี้ (2 เม.ย. 64) เวลา 13.00 น. ที่ ลานประติมานุสรณ์ 6 ตุลา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่ม "OCTDEM" นำโดยอดีตคนเดือนตุลา อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายสมศักดิ์ ปริศนานันนทกุล นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี และนพ.ทศพร เสรีรักษ์  ร่วมกันจัดกิจกรรมแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่ม โดยมีนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.ได้เป็นตัวแทนวางช่อดอกไม้บนประติมากรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ด้วย จากนั้นได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ พร้อมทั้งตอบคำถามผู้สื่อข่าว ก่อนเคลื่อนขบวนเดินเท้าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปยื่นหนังสือต่อประธานศาลฎีกา 


ซึ่งก่อนเริ่มอ่านแถลงการณ์ ผู้จัดงานได้เชิญทุกคนยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที 


โดยนายสุเทพ สุริยะมงคล ประธานโดมรวมใจ กล่าวว่า เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วมีนักศึกษาที่อยากให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มีประชาธิปไตย คนเหล่านี้ได้ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเพียงเพราะคิดต่างจากผู้มีอำนาจ มาปัจจุบันนี้เรายังได้ยินเสียงเพลงหนักแผ่นดินอีกครั้งที่เมื่อ 40 กว่าปีก่อนเคยมีและหายไป เขามองว่า คนคิดต่างไม่ผิด แต่ควรให้ที่ยืนกับเขา วันนี้คณะทำงานเห็นว่า เราควรจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความเป็นธรรม เราจึงทำหนังสือถึงผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย


จากนั้น ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้เป็นตัวแทนกลุ่มอ่านแถลงการณ์ โดยระบุว่า จากกรณีการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่ถูกรัฐใช้อำนาจจับกุม คุมขัง และควบคุมตัวไว้ในเรือนจำ ซึ่งขณะนี้ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว บรรดาแกนนำราษฎรผู้ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ถือเป็นสิ่งที่ทางกลุ่มไม่สามารถยอมรับได้ เพราะมองว่า การปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาทุกคดี ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่และจะปฏิบัติต่อพวกเขาเสมือนเป็นผู้ถูกพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดแล้วไม่ได้ ทางกลุ่มจึงต้องการเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาต่อศาลยุติธรรม เพื่อให้โอกาสบรรดาแกนนำราษฎรได้ออกมาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยเปิดเผยและให้พวกเขาได้มีโอกาสได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี เพื่อมีโอกาสในการแสวงหาหลักฐานต่างๆ มาพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ต่อไป

.

ด้านพนัส ทัศนียานนท์ กล่าวว่า ผมเอง อันที่จริงเป็นคนรุ่นก่อนคนเดือนตุลา เมื่อเกิดเหตุ 14 ตุลาคม 2516 เรียนจบแล้วไล่ ๆกับอาจารย์ชาญวิทย์ ผมได้เห็นเหตุการณ์ 14 ตุลา ปลื้มปีติยินดีกับชัยชนะในการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่...คราวนั้นเรามีความรู้สึกว่า เราได้มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ 6 ตุลา นำความเศร้าโศกเสียใจและสลดใจ ไม่สามารถที่จะตอบเพื่อนๆต่างชาติว่า มันเกิดขึ้นอะไรในการเมืองไทย...ตั้งแต่นั้นมาผมมีความรู้สึกว่า เราต้องมี Commitment บางอย่างเพื่อประเทศชาติและสังคมที่ดีกว่าที่เป็นในปัจจจุบัน สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมเชื่อถือและศรัทธามาตลอดคือ เสรีภาพ การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ...ส่วนที่จะทำได้พยายามจะกระทำอย่างดีที่สุดที่จะทำได้ มาจนถึงทุกวันนี้มันมีความรู้สึกที่น่าสลดใจ ที่เหตุการณ์ 45 ปีที่แล้วเหมือนจะเวียนกลับมาอีก หวังว่า ในที่สุดแล้วจะมีการทบทวนความคิด ท่าทีต่าง ๆ ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างในส่วนที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรม ผมคิดว่า ศาลยุติธรรมต้องมีบทบาทในการคุ้มครองและส่งเสริมรักษาเสรีภาพของประชาชน ต้องปกป้องคุ้มครองการที่ประชาชนจะถูกย่ำยีจากฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรม!


ขณะที่ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวว่า ผมอยู่ที่นี่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 5 ตุลา 2519 ผมทำงานกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชื่อว่า ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรามาที่นี่เราเคารพสักการะ อนุสรณ์สถานคนเดือนตุลา แต่หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า เหยื่อรายแรกคือ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผมอยากจะเห็นกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยดำเนินการไปตามตัวบทกฎหมายที่แท้จริง ผมอยากจะบอกบรรดาผู้พิพากษาทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์..." 


ด้านจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวว่า เราเป็นผู้ที่ถูกกระทำในอดีตและมีประสบการณ์ในการปราบปรามเข่นฆ่า เราควรจะใช้ประสบการณ์ในการบอกสังคมว่า การปราบ คุกคาม ทำร้ายต่อผู้เห็นต่างไม่เป็นประโยชน์ มีแต่จะเกิดความสูญเสีย สิ่งที่เราทำได้คือ ช่วยนำประสบการณ์มาเสนอ ให้ผู้เห็นต่างที่หลากหลายสามารถอยู่ร่วมสังคมเดียวกันและร่วมสร้างสังคมไปด้วยกัน วันนี้เห็นชัดเจนว่า มีการคุกคามทำร้าย เราต้องการเสนอคือต้องการให้หยุดคุกคามและการใช้หลักนิติธรรมกับผู้เห็นต่าง ระยะเฉพาะหน้านี้มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อนักศึกษาและเยาวชนที่เห็นต่างกับรัฐ เราจึงทำหนังสือขอพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องหา เป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่นี่ไม่ใช่เป็นการไปเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาเพราะคิดว่า ทำแบบนั้นก็เพิ่มคนให้ได้ไม่มากนัก แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์คือ การเสนอความรู้และนำข้อคิดเห็นไปเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่อสังคม ทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและโดยเฉพาะผู้ที่เห็นต่าง การยื่นจดหมายเป็นกิจกรรมเริ่มต้น แต่จากนี้ไปก็จะต้องคิดต่อไปว่า จะร่วมแก้ไขความขัดแย้งอย่างไรต่อไป แต่ไม่ใช่การร่วมเคลื่อนไหวกับนักศึกษา "เราเห็นเขาในฐานะที่เป็นผู้ที่แสดงความเห็นต่าง มีความปรารถนาดีต่อสังคม แต่กำลังถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน...ทำให้เขาได้รับความเป็นธรรม สามารถต่อสู้คดีได้อย่างไม่มีอะไรขัดขวาง"


เมื่อผู้สื่อข่าวถามเรื่องจุดยืนต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นายจาตุรนต์ตอบว่า ถ้าถามเป็นรายคนก็คงมีจำนวนมากที่เห็นความล้มเหลวของรัฐบาลแต่การทำงานในลักษณะเป็นกลุ่มยังไม่ได้พิจารณาร่วมกัน เขากล่าวย้ำว่า จุดยืนของกลุ่มคือ "หาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมอย่างสันติและหลักนิติธรรมและหลักนิติธรรมที่ว่านี่เฉพาะหน้ามันรวมถึงเรื่องการประกันตัวผู้ต้องหา ผู้ต้องหามีคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 


แต่หลักรัฐธรรมนูญ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อตกลงต่าง ๆ ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีกับองค์กรระหว่างประเทศให้ความคุ้มครองผู้ต้องหาไม่ว่าข้อหาใด ข้อหาอะไรจึงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นของเราคือว่า ไม่ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะถูกคุมขังอยู่ด้วยข้อหาอะไร ถ้ายังไม่มีการพิพากษาถึงที่สุดและไม่มีเหตุว่าจะหลบหนี ต้องได้สิทธิ์ในการประกันตัวและเน้นย้ำว่า ทางกลุ่มไม่ได้มาเข้าร่วมกระบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษา แต่จะขอเสนอประสบการณ์เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งของสังคม ส่วนสิ่งที่อยากนำเสนอนักศึกษานั้น เวลานี้คงยังไม่มีอะไรแนะนำ เป็นเพราะเห็นว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม  จึงต้องการให้เขาได้ต่อสู้คดีโดยอิสระ


ต่อมาในเวลาประมาณ 14.25 น กลุ่ม OCTDEM ได้ตั้งขบวนและเดินเท้าไปหน้าศาลฎีกาเพื่อยื่นหนังสือถึงข้อเรียกร้องของกลุ่ม โดยมีตัวแทนศาลฎีกาออกมารับมอบหนังสือ 


#OctDem #UDDnews #ยูดีดีนิวส์


ประมวลภาพ