วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2567

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เรียก กอ.รมน.-พวงทอง ร่วมถกประเด็นหนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน” โฆษก กอ.รมน. ยืนยันไม่ได้มองหนังสือเป็นภัยคุกคาม แต่ยังไม่สามารถยืนยันแทนส่วนงานอื่นได้ว่าท้ายสุดจะมีการดำเนินคดีหรือไม่

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เรียก กอ.รมน.-พวงทอง ร่วมถกประเด็นหนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน” โฆษก กอ.รมน. ยืนยันไม่ได้มองหนังสือเป็นภัยคุกคาม แต่ยังไม่สามารถยืนยันแทนส่วนงานอื่นได้ว่าท้ายสุดจะมีการดำเนินคดีหรือไม่


เมื่อวานนี้ (26 กันยายน 2567) ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการแถลงข่าวของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ต่อกรณีการออกหนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน” โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้ชี้แจงจากทั้ง กอ.รมน. และคู่กรณีคือ พวงทอง เข้าพูดคุยทำความเข้าใจต่อกัน


โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เริ่มต้นการประชุมโดยตั้งประเด็นที่อยากให้แต่ละฝ่ายมาทำความเข้าใจในวันนี้ คือเนื้อหาส่วนใดในหนังสือที่ กอ.รมน. ติดใจที่ทำให้ต้องมีการออกมาแถลงข่าวด้วยท่าทีดังกล่าว กระบวนการที่นำไปสู่การแถลงข่าวเป็นอย่างไร และกรณีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการในอนาคตหรือไม่


ทางฝั่งของผู้ชี้แจง พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก กอ.รมน. ระบุว่ากรณีที่ท่าทีของ กอ.รมน. ดูรุนแรงนั้นเป็นเรื่องของพาดหัว แต่ใจความสำคัญคือมีการตรวจพบเอกสารงานวิชาการที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนและส่งผลกระทบต่อ กอ.รมน. จึงขอความร่วมมือให้ต้นสังกัดพิจารณาเท่านั้น โดยเจตนาแล้ว กอ.รมน. มีเจตนาที่อยากให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แต่ถ้าสื่อสารไปแล้วอาจใช้คำพูดที่ทำให้เกิดความกังวลมากเกินไป ทีมงานโฆษกต้องขออภัย ทั้งนี้ การแถลงข่าวได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน


ในส่วนของ พล.อ.นพนันท์ ชั้นประดับ รองหัวหน้าสำนักงานรอง ผอ.รมน. ชี้แจงว่าในส่วนที่ กอ.รมน. ติดใจนั้น อยู่ในส่วนของบทที่ 3 มีข้อเสนอว่ากองทัพไทยแทรกซึมควบคุมสังคมไทยผ่าน กอ.รมน. ทั้งนี้ โดยข้อเท็จจริงคือ กอ.รมน. กับ ทบ. เป็นคนละส่วนราชการกัน นอกจากนี้ สิ่งที่ กอ.รมน. ติดใจก็คือระเบียบวิธีวิจัยที่ผิด ผู้วิจัยต้องรู้เรื่องที่สุดในสาขานั้นๆ มีความเป็นกลาง และเนื่องจากโจทย์การวิจัยดังกล่าวเป็นโจทย์ขนาดใหญ่ ควรจะใช้เอกสารชั้นต้น แต่เอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารชั้นรองและการสัมภาษณ์บุคคล 10 คน อีกทั้งตนยังติดใจที่เป็นการวิจัยข้ามเวลา มีการกล่าวถึง กอ.รมน. ในอดีต ซึ่งเป็นคนละหน่วยงานกับ กอ.รมน. ในปัจจุบันด้วย


ในส่วนของพวงทอง ยืนยันว่าหนังสือเล่มนี้ ตนมีกรอบทฤษฎีในการวิจัยที่ชัดเจนแน่นอน จุดยืนของตนคือทหารต้องอยู่ภายใต้หน่วยงานที่เป็นประชาธิปไตย ถูกตรวจสอบควบคุมโดยหน่วยงานที่มาจากการเลือกตั้ง ทหารไม่ควรมีอิสระในการดำเนินการต่างๆ ซึ่งตนใช้หลักการนี้ในการวิเคราะห์


สิ่งที่ตนอยากให้ กอ.รมน. กลับไปดูใหม่ คือการสัมภาษณ์ 10 คนเป็นกลุ่มคนที่ถูกจับตามอง ถูกปรับทัศนคติ นักเรียนนักศึกษาที่เข้าไปอบรมกับ กอ.รมน. หรือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกองทัพ ส่วนที่กล่าวหาว่าตนใช้เอกสารชั้นรองนั้น ตนขอให้ กอ.รมน. กลับไปนับชิ้นดูใหม่ หนังสือเล่มนี้ตนใช้เอกสารอ้างอิงจากทางราชการมาเยอะมากและปล่อยให้เอกสารเป็นตัวพูดเองหลายเรื่อง


พวงทองกล่าวต่อไป ว่าที่ กอ.รมน. ชี้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการตีความข้ามเวลานั้น หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น อธิบายความเป็นมาว่าทำไมทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการต่างๆ ไปถึงหลังสงครามเย็นจบแล้วมีการขยายภารกิจของ กอ.รมน. ให้กว้างขึ้น โดยใช้ทั้งเอกสาร งานวิเคราะห์เกี่ยวกับบทบาทของ กอ.รมน. มาอธิบายความเป็นมาของ กอ.รมน. ตั้งแต่ยุคก่อตั้ง ให้มีความเข้าใจว่าพัฒนาการในบทบาทหน้าที่ของกองทัพพัฒนามาสู่จุดนี้ได้อย่างไร ทั้งนี้ การทำงานวิจัยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรืออ้างอิงแต่จากเอกสารที่หน่วยงานนั้นผลิตออกมา ถ้าทำแบบนั้นเป็นได้แค่โฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น


ทั้งนี้ หลังการชี้แจงและการโต้เถียงระหว่างทั้งสองฝ่ายซึ่งเน้นอยู่ในประเด็นเกี่ยวกับวิธีวิจัยว่าผิดหรือถูกต้องอย่างไร รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้กล่าวและตั้งคำถามต่อผู้ชี้แจงในช่วงหนึ่งว่าต่อให้ กอ.รมน. จะมีการวิจารณ์งานของพวงทองอย่างร้ายแรง แต่ต้องถึงขั้นขอร้องให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพิจารณางดเผยแพร่อย่างนั้นเลยหรือ กอ.รมน. ใช้อำนาจทั้งทางกฎหมายหรือทางศีลธรรมอันใดในการให้คำแนะนำว่าคนไทยควรหรือไม่ควรอ่าน ถือสิทธิอะไรและอำนาจจากไหน และนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของ กอ.รมน. ด้วยหรือไม่


รอมฎอนยังกล่าวด้วยว่าทั้งนี้ ตนขอให้ทางกรรมาธิการทำหนังสือรายงานถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. ด้วยว่ากำลังเกิดสถานการณ์เช่นนี้อยู่ เพื่อให้มีความระมัดระวังให้เสรีภาพทางวิชาการและกิจกรรมทางวิชาการและปัญญาได้รับการรับรองต่อไป ไม่ได้รับการคุกคามข่มขู่ เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีการสนทนาถกเถียงกันต่อได้อย่างสร้างสรรค์ แม้จะมีท่าทีทางญาณวิทยาหรือวิธีวิทยาที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเอาคดีมาฟ้องกันจะแสวงหาความรู้ไปทำไม และทุกคนจะมีแต่เสียกับเสียเท่านั้น


ด้าน โฆษก กอ.รมน. ยืนยันว่าหนังสือไม่ได้ถูกมองในเชิงลบถึงขั้นเป็นภัยคุกคาม แต่ท้ายสุดแล้วเรื่องนี้จะมีการนำไปสู่การประสานเรื่องการตรวจสอบทางจริยธรรมหรือการดำเนินคดีหรือไม่ ตนในฐานะฝ่ายสื่อสารยังไม่สามารถตอบ ณ เวลานี้ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของส่วนงานอื่น


ด้านพวงทอง ระบุว่ารู้สึกสบายใจว่างานเปิดตัวหนังสือในวันพรุ่งนี้ (27 ก.ย.) คงไม่มีทหารเข้ามาตรวจสอบหรือเก็บหนังสือ แต่ยังคงกังวลว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอาจตรวจสอบจริยธรรมของตน และไม่มั่นใจว่าผลจะออกมาเช่นเดียวกับกรณี ณัฐพล ใจจริง ที่มีการร้องเรียนถึงขั้นขอให้ถอดงานวิจัยและวุฒิปริญญาหรือไม่


ด้าน พริษฐ์ ในฐานะประธาน กมธ. กล่าวสรุปว่าตนขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ จากนี้จะหารือกับทางคณะกรรมาธิการฯ เรื่องการทำหนังสือรายงานและหารือทางนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. เรื่องวางกรอบให้ กอ.รมน. ระมัดระวังในการดำเนินการใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงจะไปขัดต่อเสรีภาพทางวิชาการต่อในอนาคต โดยส่วนตัวตนอยากให้ กอ.รมน. ใช้วิธีการในการแถลงชี้แจงเหมือนที่ทำในวันนี้ ไม่ใช่การดำเนินการทางจริยธรรมหรือกฎหมาย ไม่ว่าจะโดยตรงเองหรือทางอ้อม รวมถึงวางแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้การสื่อสารมีความรัดกุมมากขึ้น เพราะการแถลงรอบแรกสร้างความกังวลใจต่อนักวิชาการจริงๆ นอกจากนั้น ตนเห็นว่าควรมีการจัดเวทีเชิงวิชาการให้ผู้เขียนและผู้ถูกกล่าวหามาถกเถียงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในลักษณะที่คล้ายกับการประชุมวันนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังทั้งสองมุมมอง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กอรมน #ในนามของความมั่นคงภายใน




วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2567

เปิดตัวโครงการฟรีดอมบริดจ์ (Freedom Bridge) สะพานมนุษยธรรม สื่อสารเรื่องราว ให้ความช่วยเหลือดูแลคุณภาพชีวิตและสิทธิของนักโทษทางการเมือง


เปิดตัวโครงการฟรีดอมบริดจ์ (Freedom Bridge) สะพานมนุษยธรรม สื่อสารเรื่องราว ให้ความช่วยเหลือดูแลคุณภาพชีวิตและสิทธิของนักโทษทางการเมือง


วันนี้ (26 กันยายน 2567) เวลา 13.30 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) มีงานแถลงข่าวและเสวนาเปิดตัวโครงการ "Freedom Bridge": Building the Bridge for Freedom องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อช่วยเหลือที่จำเป็นโดยตรงแก่นักโทษการเมืองและครอบครัว เพื่อให้เขาเข้าถึงปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ดีและมีมาตรฐานระหว่างการต่อสู้คดี รวมถึงการดูแลครอบครัวข้างนอกที่ได้รับผลกระทบจากการขาดเสาหลักของครอบครัวด้วย


เพื่อประคับประคองความหวังในวันที่ยังต้องต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรมอยู่ในเรือนจำ ขณะเดียวกัน การถูกคุมขังไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขา (นักโทษการเมือง) สู ญเสียอิสรภาพและโอกาสในชีวิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อครอบครัวของพวกเขาด้วย ไม่ว่าจะผลกระทบทางจิตใจหรือสภาพความเป็นอยู่ เนื่องจากผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนคือเสาหลักของครอบครัว


โครงการ Freedom Bridge จึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานสื่อสารเรื่องราวของนักโทษทางการเมืองให้เพื่อนในสังคมได้รับรู้ พร้อมกับทำงานให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นในการดูแลสภาพความเป็นอยู่ด้านต่าง ๆ ของผู้ต้องขังทางการเมือง และบรรเทาผลกระทบที่เกิดกับครอบครัวของพวกเขา


สำหรับภายในงาน เริ่มต้นด้วย ปาฐกถาจากศาสตราจารย์กิตติคุณวิทิต มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ


ต่อด้วยการเปิดคลิปวิดีโอ 'มาลัย นำภา' มารดาของนายอานนท์ นำภา สื่อสารถึงความรู้สึกบอกเล่าความคิดถึงและเป็นห่วงลูกชายที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมากว่า 1 ปีแล้ว รวมถึงขอบคุณทุกคน ขอบคุณลุงป้าน้าอา รวมถึงนักข่าวที่ไม่เคยลืมลูกของแม่


จากนั้น ปฐมพร แก้วหนู เจ้าหน้าที่โครงการ Freedom Bridge กล่าวถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานของโครงการ มีใจความโดยสรุปคือ 

 

โครงการ Freedom Bridge ก่อตั้งมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 โดยมีภารกิจหลักสามด้านคือ 


1. การให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นโดยตรงแก่นักโทษทางการเมืองและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อน้ำ อาหาร ของใช้จำเป็นหรือการฝากเงินรายเดือนให้กับผู้ต้องขัง เพื่อเป็นการรับประกันว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงการดูแลขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีระหว่างที่ยังต้องสู้คดีอยู่ในเรือนจำ


2. การบันทึกข้อมูลนักโทษทางการเมืองในปัจจุบันและมิติต่าง ๆ ทั้งเรื่องราวคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังทางการเมืองและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อครอบครัวของเขาเพื่อสื่อสารไปยังสังคมวงกว้าง


และ 3. การทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรทำให้ระดับท้องถิ่น ภูมิภาค นานาชาติเพื่อผลักดันการยุติการคุมขังทางการเมืองและการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในประเทศไทย


ภารกิจทั้งสามด้านของโครงการสะท้อนถึงการทำงานเพื่อตั้งใจผลักดันเป้าหมายระยะยาวนั่นคือการผลักดันเรียกร้องการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด ยุติการคุมขังทางการเมืองตลอดจนส่งเสริมฟื้นฟูหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในไทย


ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงความสำคัญในการทำงานให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นต่อผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นตัวของนักโทษทางการเมืองเองหรือครอบครัวของพวกเขาจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายระยะยาวดังกล่าว แม้การมีอยู่ของโครงการให้ความช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองเช่น Freedom bridge คือตัวบ่งชี้ว่าสังคมไทยยังคงมีปัญหา ในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน และสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการได้เห็นประเทศไทยไม่มีนักโทษการเมืองหรือนักโทษทางความคิด แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นยังคงมีคนจำนวนมาก จับกุม ถูกดำเนินคดี พร้อมการแสดงออก ทางความเห็นและความเชื่อทางการเมืองของพวกเขายังมีอีกหลายครอบครัวได้รับผลกระทบจากการที่สมาชิกครอบครัวอันเป็นที่รักถูกคุมขัง


การร่วมกันดูแลผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเป็นอีกหนึ่งหนทางต่อสู้เพื่อรับหลักการทางสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรม Freedom Bridge จึงอยากเชิญชวนทุกท่านที่ยังมีกำลังร่วมต่อสู้ไปกับเราด้วยความรักความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ที่กำลังประสบชะตากรรมที่ไม่เป็นธรรม มาช่วยกันดูแลคุณภาพชีวิตฟื้นฟูกำลังใจพร้อมทั้งร่วมบรรเทาผลกระทบที่เกิดกับผู้ต้องขังทางการเมืองและครอบครัวของพวกเขา


จากนั้นเป็นวงเสวนา 'ในเรือนจำคุณภาพชีวิตนักโทษทางการเมือง" ผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ปฐมพร แก้วหนู เจ้าหน้าที่โครงการ Freedom Bridge, ปฎิมา อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง, แพรวพรรณ พิลาทอง ทนายความอาสา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ดำเนินรายการโดย ภูริณัฐ ชัยบุญลือ เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูล ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


และปิดท้ายด้วยวงเสวนา นิรโทษกรรมประชาชนยังมีความหวัง มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน, ผศ.ดร. เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ผู้ช่วยเลขานุการคนที่ 3 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ. นิรโทษกรรม, ชัยธวัช ตุลาธนอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล


ทั้งนี้ ขณะนี้มีนักโทษการเมืองทั้งหมด 52 คน สำหรับโครงการนี้จะดำเนินการระดมทุนผ่านบัญชี “มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม” ที่เปลี่ยนแปลงจากกองทุนให้ความช่วยเหลือชั่วคราวในนามบัญชี “อานนท์ นำภา” ที่เดิมครอบครัวของอานนท์เป็นตัวกลางช่วยเหลือนักโทษการเมือง มาเป็นบัญชีมูลนิธิที่เป็นระบบและยั่งยืนมากขึ้น


สามารถติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ https://freedombridge.network/ หรือร่วมบริจาคเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา เลขบัญชี 800-9-71446-2 ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม สาขา ถนนพหลโยธิน 26 (ตึกช้าง)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #FreedomBridge #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #ปล่อยนักโทษการเมือง










“เซีย” ทวงสัญญาค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ หลังบอร์ดค่าจ้างล่มแล้วล่มอีก จี้ขอไทม์ไลน์ขึ้นค่าแรง 600 ในปี 70 ด้าน รมว.แรงงาน อ้างปรับขึ้นเฉพาะกิจการไซส์ L เพราะหวั่นกระทบ SME ไม่พร้อมรับผิดชอบผลที่ตามมา ส่วนไทม์ไลน์ยังไม่ตอบ ขอขึ้นค่าแรง ต.ค. นี้ให้ได้ก่อน

 


“เซีย” ทวงสัญญาค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ หลังบอร์ดค่าจ้างล่มแล้วล่มอีก จี้ขอไทม์ไลน์ขึ้นค่าแรง 600 ในปี 70 ด้าน รมว.แรงงาน อ้างปรับขึ้นเฉพาะกิจการไซส์ L เพราะหวั่นกระทบ SME ไม่พร้อมรับผิดชอบผลที่ตามมา ส่วนไทม์ไลน์ยังไม่ตอบ ขอขึ้นค่าแรง ต.ค. นี้ให้ได้ก่อน 


วันที่ 26 กันยายน 2567 เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พิพัฒน์ รัชกิจประการ กรณีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเริ่มต้นว่านโยบายเรือธงของพรรคแกนนำรัฐบาลที่ใช้เป็นนโยบายหาเสียงกับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ คือการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวันภายในปี 2570 


ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในเวลานั้นปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 11 ปี มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพียง 6 ครั้งเท่านั้น ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 30-70 บาท กระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา พิพัฒน์ในฐานะ รมว.แรงงานรัฐบาลอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน แถลงข่าวเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ บอกว่ามีบิ๊กเซอร์ไพรส์คือการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ 


ต่อมานายกฯ คนใหม่ แพทองธาร ชินวัตร เข้าแถลงนโยบายรัฐบาลที่รัฐสภา ก็ได้ยืนยันว่าจะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเป็น 400 บาทต่อวันในวันที่ 1 ตุลาคมนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม จากการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา การประชุมล่มเพราะผู้แทนฝ่ายนายจ้างไม่เข้าร่วมประชุมทั้ง 5 คน และเมื่อมีการนัดประชุมครั้งต่อมาวันที่ 20 กันยายน ก็ล่มอีกครั้ง โดยครั้งนี้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างมาครบ แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับไม่เข้าร่วมประชุมถึง 4 คน ฝ่ายลูกจ้างอีก 2 คน


ตนจึงอยากตั้งคำถามว่า รัฐบาลทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ เหตุใดจึงไม่เข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะกรรมการฝ่ายรัฐบาล อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ รมว.แรงงาน รวมถึงผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งที่ผ่านมาเข้าร่วมประชุมโดยตลอด แม้กระทั่งในการประชุมเมื่อวันที่ 16 กันยายน ก็เข้าประชุม แต่ไม่ถึงสัปดาห์กลับบอกว่าไม่ได้เป็นตัวแทนของ ธปท. แล้ว ต้องรอแต่งตั้งผู้แทนคนใหม่ จึงจะประชุมพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำได้


จึงขอถามไปยัง รมว.แรงงาน ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงเกมการเมืองและเล่นละครตบตาเพื่อบ่ายเบี่ยงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำใช่หรือไม่ การประชุมจึงล่มแล้วล่มอีกเช่นนี้ รัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นจะปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทจริงหรือไม่ และจะปรับขึ้นเมื่อไหร่


พิพัฒน์ตอบคำถามแรกว่า ขอยืนยันมีความตั้งใจ ตนยึดถือนโยบายปรับค่าแรงเป็น 600 บาทภายในปี 2570 แม้ในนโยบายรัฐบาลแพทองธารไม่ได้กำหนดไว้ แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่รับมาจากรัฐบาลอดีตนายกฯ เศรษฐา ส่วนที่ถามว่าเล่นละครหรือเปล่า ต้องบอกว่าการประชุมไตรภาคีนั้น ถ้าขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบสองในสาม ก็ไม่สามารถเปิดประชุมและลงมติได้ 


“ดังนั้นเรื่องนี้อยู่นอกเหนือการที่ผมจะเข้าไปกำกับหรือบังคับ เพราะเป็นข้อห้ามว่ารัฐมนตรีแรงงานไม่สามารถแทรกแซงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ”


พิพัฒน์กล่าวว่า จะบอกว่าเป็นเทคนิคก็ได้ แต่ถ้ามีการประชุมในวันที่ 20 กันยายน ก็ไม่สามารถโหวตได้ แต่ถ้ามีการโหวต ขอถามว่าผู้เสียหายคือกลุ่มใด ฝ่ายนายจ้างอย่างไรเขาก็ไม่อยากขึ้น ประเด็นสำคัญไปกว่านั้น นอกเหนือจากอัตราเงินเฟ้อ สิ่งที่เพิ่มต้นทุนให้ฝ่ายนายจ้างคือดอกเบี้ยที่สูงเกินความจริง รัฐบาลพยายามเจรจากับ ธปท. เรื่องความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ย ซึ่ง ธปท. อ้างว่าหนี้สินครัวเรือนสูงมาก


เซียถามคำถามต่อไปว่า ฟังคำชี้แจงแล้วสงสัย บอกว่าไม่สามารถแทรกแซงคณะกรรมการไตรภาคีได้ในการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ที่ผ่านมา รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2567 ว่าจะปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ถือเป็นการแทรกแซงหรือไม่


ล่าสุดที่ รมว.แรงงาน บอกว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเฉพาะบริษัทไซส์ L ที่มีลูกจ้าง 200 คนขึ้นไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกว่าจะปรับขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ หรือกรณีก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน ปรับขึ้นแค่ 10 จังหวัด เฉพาะกิจการโรงแรม 4 ดาวขึ้นไป และต้องมีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไปเท่านั้น ทำให้โรงแรมอยู่คนละฟากถนน แต่กลับมีค่าจ้างไม่เท่ากัน 


เช่น ในกรุงเทพมหานคร ปรับขึ้นแค่เขตวัฒนาและปทุมวัน โรงแรมเขตวัฒนาปรับขึ้น แต่โรงแรมเขตคลองเตยไม่ปรับขึ้นทั้งที่อยู่บนถนนสายเดียวกัน สินค้าอุปโภคบริโภคราคาเท่ากัน ทำไมปรับไม่เท่ากัน เวลาไปซื้อของ พ่อค้าแม่ค้าเขาไม่ได้ถามพี่น้องแรงงานว่าใครอยู่เขตไหน แล้วจะให้ราคาสินค้าถูกกว่าเพราะค่าจ้างขั้นต่ำถูกกว่า จึงอยากทราบว่าเหตุใดกระทรวงแรงงานถึงมีแนวคิดปรับค่าแรงไม่เท่ากัน


สำหรับพรรคประชาชน ตอนที่เราคิดนโยบายขึ้นค่าแรง 450 บาท เราคิดถึงนโยบายที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและลดผลกระทบให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีด้วย รวมถึงปรับเพิ่มสวัสดิการของคนทุกช่วงวัย จึงขอถามว่ารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีบ้างหรือไม่


พิพัฒน์ตอบคำถามที่สองว่า “การให้สัมภาษณ์ ผมถือว่าเป็นการให้นโยบายแก่ปลัดกระทรวงแรงงานเพื่อนำไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการไตรภาคี ถ้าผมแทรกแซง คงต้องขอเวลาพูดในที่ประชุม”


การประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะกิจการขนาดใหญ่นั้น เหตุผลเพราะเอสเอ็มอีมีแรงงานอยู่ในระบบถึง 90% ของประเทศ วันนี้เอสเอ็มอีแทบจะอยู่ไม่ได้เพราะการต่อสู้ทางการค้าค่อนข้างรุนแรง กระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงานกำลังหาแนวทางในการกู้สถานะทางการเงินของเอสเอ็มอีเพื่อรองรับการปรับค่าแรงในครั้งต่อไป 


“แต่ถ้าเราทำกันในเวลานี้ คงมีเพื่อนผู้ใช้แรงงานที่จะไม่มีงานทำ ผมคงไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบมากมายขนาดนั้น”


พิพัฒน์กล่าวต่อว่า การปรับเพิ่มค่าจ้างเฉพาะกิจการไซส์ L กระทบผู้ใช้แรงงานประมาณ 2,290,000 คน แรงงานไทยที่ได้ประโยชน์ประมาณ 1,700,000 คน นอกนั้นเป็นแรงงานต่างด้าว แต่นายจ้างจะได้รับผลกระทบประมาณ 72.78 บาทต่อคน ค่อนข้างรุนแรงอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเราผลักภาระนี้ไปให้เอสเอ็มอี ถ้าเอสเอ็มอีล้มความรับผิดชอบก็อยู่ที่กระทรวงแรงงาน 


แต่ถ้าเราขึ้นค่าแรงให้ไซส์ L ไปก่อน เมื่อกู้สถานะของเอสเอ็มอีได้แล้ว ค่อยมาว่ากันก็ได้ โดยเรามีนโยบายในช่วงสิ้นปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2568 จะมีการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะเอสเอ็มอีอีกครั้งหนึ่งตามที่คณะอนุกรรมการไตรภาคีแต่ละจังหวัดส่งข้อมูลมาให้


คำถามสุดท้าย เซียถามว่า รมว.แรงงาน จะสามารถให้ไทม์ไลน์การปรับขึ้นค่าจ้าง ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงปี 2570 ได้หรือไม่ว่า แต่ละช่วงจะมีการปรับค่าจ้างขึ้นเป็นอย่างไร รวมถึงคำถามที่หลายฝ่ายสงสัยว่าปี 2570 ค่าจ้างขั้นต่ำจะถึง 600 บาทหรือไม่


พิพัฒน์กล่าวว่า ตนมีความมุ่งมั่น เดือนตุลาคมนี้ให้จบที่ 400 บาทให้ได้ก่อน เมื่อจบแล้วจึงจะชี้แจงไทม์ไลน์ของการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่าจะมีอีกเมื่อไร 


“ถ้าผมประกาศอย่างเดียวแต่ไม่ดูสถานะของผู้ประกอบการหรือสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การประกาศก็เป็นเพียงลมปาก แต่ถ้าจะทำให้สำเร็จจริง ก็อาจไม่ถึง 600 บาทก็ได้ แต่ขอให้มีความก้าวหน้าในการขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่แรงงานต้องอยู่ให้ได้ จึงขอไม่ตอบในเรื่องนี้”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชุมสภา #กระทรวงแรงงาน #พรรคประชาชน #รมวแรงงาน #บอร์ดค่าจ้าง

พรรคประชาชนยืนยัน แก้ รธน. รายมาตรา-ทั้งฉบับ “ทำพร้อมกันได้” ไม่ต้องเลือก เดินหน้าเสนอแก้ไข รธน. 6 แพ็กเกจ เพื่อผลประโยชน์ประชาชน ครอบคลุมการลบล้างผลพวงรัฐประหาร-เพิ่มกลไกตรวจสอบทุจริต-คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน หวังพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุน

 


พรรคประชาชนยืนยัน แก้ รธน. รายมาตรา-ทั้งฉบับ “ทำพร้อมกันได้” ไม่ต้องเลือก เดินหน้าเสนอแก้ไข รธน. 6 แพ็กเกจ เพื่อผลประโยชน์ประชาชน ครอบคลุมการลบล้างผลพวงรัฐประหาร-เพิ่มกลไกตรวจสอบทุจริต-คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน หวังพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุน


วันที่ 26 กันยายน 2567 ที่รัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีพรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในหลายแพ็กเกจสำคัญ คู่ขนานพร้อมกับการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


โดยพริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนยืนยันมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ทั้งที่มา กระบวนการ และเนื้อหา ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเดินหน้า 2 เส้นทางแบบคู่ขนาน นั่นคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด กับอีกเส้นทางคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน


แต่เนื่องจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องอาศัยเวลา 1-2 ปีขึ้นไป และมีความเสี่ยงว่าจะไม่ทันบังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป เราจึงจำเป็นต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อทำให้บางปัญหาทางการเมืองได้รับการแก้ไขไปพลางก่อน ในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพื่อทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้นำเสนอแนวคิดและประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรามาโดยตลอด โดยแบ่งชุดประเด็นออกเป็น 7 แพ็กเกจ ได้แก่


แพ็กเกจที่ 1 “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” ซึ่งได้ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย


1.1) ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฉบับ คสช. ที่ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะร่างขึ้นโดยมีคณะรัฐประหารเข้ามากำกับควบคุมตลอดกระบวนการ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้าง ขาดความยืดหยุ่นเพราะใช้วิธีบรรจุกลไกเรื่องยุทธศาสตร์เข้าไปในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จนนำไปสู่การขยายตัวของรัฐราชการ อีกทั้งยังเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกลั่นแกล้งกัน เพราะเปิดช่องให้มีการลงโทษหน่วยงานรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ


โดยแนวทางการแก้ไขในส่วนนี้ คือการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนการปฏิรูปประเทศ ผ่านการยกเลิกมาตรา 65 และหมวด 16 ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ยุทธศาสตร์ของประเทศเป็นไปตามนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง


1.2) ทลายเกราะคุ้มกันประกาศและคำสั่ง คสช. ด้วยการยกเลิกมาตรา 279 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ประกาศและคำสั่งทุกฉบับของ คสช. และหัวหน้า คสช. ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การยกเลิกมาตรา 279 จะเปิดโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้เสียหายจากประกาศและคำสั่ง คสช. มีโอกาสได้โต้แย้งถึงความชอบด้วยกฎหมายของประกาศและคำสั่งดังกล่าว ในกรณีที่ประกาศและคำสั่งนั้นละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน


1.3) ป้องกันการรัฐประหารด้วยการเพิ่มสิทธิของประชาชนในการต่อต้านการรัฐประหาร (เช่น คุ้มครองสิทธิของประชาชนทั่วไป กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่วางแผนยึดอำนาจจากประชาชน) เพิ่มความรับผิดชอบของทุกสถาบันทางการเมืองในการร่วมกันปฏิเสธการรัฐประหาร (เช่น ห้ามไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและศาลทั้งปวงรับรองการรัฐประหาร) และเพิ่มราคาสำหรับผู้ก่อการรัฐประหาร (เช่น ห้ามไม่ให้มีการนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร กำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายฟ้องผู้ก่อการรัฐประหารฐานกบฏได้โดยปราศจากอายุความ ทำให้บทบัญญัติในหมวดการป้องกันรัฐประหารทั้งหมดมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่มีผลใช้บังคับไปโดยตลอด ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกฉีกหรือไม่ในอนาคต)


แพ็กเกจที่ 2 “ตีกรอบอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ” ประกอบด้วย


2.1) ยุติการผูกขาดเรื่องมาตรฐานจริยธรรม เพราะถึงแม้จริยธรรมจะเป็นเรื่องนามธรรมที่แต่ละบุคคลตีความไม่เหมือนกัน แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กลับให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีอำนาจผูกขาดในการนิยามมาตรฐานทางจริยธรรม และมีบทบาทหลักในการวินิจฉัยหรือไต่สวนในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม


ในเมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมีกระบวนการได้มาซึ่งยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง การผูกขาดอำนาจเรื่องจริยธรรมกับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องการตีความกฎหมายที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอน การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เสมอภาค การใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ และการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง


ตัวอย่างที่สำคัญคือกรณีการตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งตอกย้ำว่าสังคมมองว่าอาจมีการบังคับใช้มาตรฐานจริยธรรมอย่างไม่เป็นธรรม เช่น กรณีอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งที่วันนี้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรไม่กล้าแต่งตั้งเพราะกลัวขัดจริยธรรม แต่รัฐมนตรีคนเดียวกันนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชากลับแต่งตั้งได้โดยไม่ลังเลและไม่นำไปสู่ปัญหาใดๆ


ดังนั้น แนวทางการแก้ไขประเด็นนี้ พรรคประชาชนจึงเสนอให้แยกกลไกตรวจสอบเรื่องจริยธรรมออกมาจากกลไกตรวจสอบเรื่องการทุจริตซึ่งมีนิยามและความรับผิดรับชอบทางกฎหมายอย่างชัดเจน ยกเลิกการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีอำนาจผูกขาดนิยามมาตรฐานทางจริยธรรมที่บังคับใช้กับทุกองค์กร และกำหนดให้แต่ละองค์กรออกแบบกลไกในการตรวจสอบเรื่องจริยธรรมขององค์กรตนเอง รวมถึงยกเลิกการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีบทบาทหลักในการวินิจฉัยหรือไต่สวนในกรณีจริยธรรม


2.2) ปลดล็อกพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน เนื่องจากกฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบันมีข้อจำกัดเรื่องการจัดตั้ง การเติบโต และการดำรงอยู่ของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมให้พรรคการเมืองพัฒนาไปเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความยึดโยงกับประชาชน


พรรคประชาชนจึงเสนอว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมือง เพื่อทำให้พรรคการเมืองเกิดง่ายจากการรวมตัวกันของประชาชนที่มีอุดมการณ์ตรงกัน (เช่น ลดเงื่อนไขเรื่องทุนประเดิมและธุรการเกี่ยวกับการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ อำนวยความสะดวกประชาชนในการสมัครสมาชิก) ทำให้พรรคการเมืองดำรงอยู่ได้ทางการเงินจากการสนับสนุนของประชาชนในวงกว้าง (เช่น ปลดล็อกให้ระดมทุนจากประชาชนและผู้บริจาครายย่อยได้ง่ายขึ้น เพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่าย) และทำให้พรรคการเมืองตายยากโดยการทบทวนฐานความผิดและอัตราโทษให้มีความเหมาะสมและได้สัดส่วน (เช่น ปรับโทษการยุบพรรคเป็นการลงโทษกรรมการบริหารรายคณะหรือรายบุคคลที่กระทำผิด)


แพ็กเกจที่ 3 “เพิ่มกลไกตรวจสอบการทุจริต” ประกอบด้วย


3.1) ป้องกันการสมคบคิดกันระหว่างรัฐบาลกับ ป.ป.ช. ซึ่งมีความเป็นไปได้จากการที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 236 ระบุว่า หากสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชน 20,000 คนเข้าชื่อเพื่อร้องเรียนต่อประธานรัฐสภาว่า ป.ป.ช. ใช้อำนาจโดยมิชอบ ประธานรัฐสภามีสิทธิในการใช้ดุลยพินิจกลั่นกรองก่อนว่าควรดำเนินการให้มีการไต่สวนหรือไม่ ซึ่งหากรัฐบาลและ ป.ป.ช. สมคบคิดกันเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ประธานรัฐสภา (ซึ่งมักเป็น สส. จากฝั่งรัฐบาล) ก็สามารถใช้อำนาจปัดตกทุกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้


พรรคประชาชนจึงเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกลไกการเข้าชื่อร้องเรียนกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยการตัดอำนาจและดุลยพินิจของประธานรัฐสภาในการตัดสินใจว่าจะให้มีการไต่สวนตามข้อร้องเรียนหรือไม่ โดยให้ประธานรัฐสภาเป็นแค่ทางผ่านในการส่งทุกเรื่องร้องเรียนไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ


3.2) เพิ่มอำนาจประชาชนในการร้องเรียนนักการเมืองแบบช่องทางเร่งด่วน (Fast-track) เพราะที่ผ่านมาถึงแม้ประชาชนจะมีอำนาจในการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แต่หลายครั้งการดำเนินการของ ป.ป.ช. มักใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น พรรคประชาชนจึงเสนอเพิ่มอำนาจให้ประชาชน 20,000 คนเข้าชื่อร้องเรียนนักการเมืองที่กระทำการทุจริตหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ป.ป.ช. จะต้องพิจารณาเป็นเรื่องด่วนและไต่สวนให้เสร็จภายใน 180 วัน


3.3) ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลรัฐอย่างโปร่งใส (Open Data) เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้อย่างโปร่งใสเท่าที่ควร พรรคประชาชนจึงเสนอให้ปรับมาใช้หลักการว่าข้อมูลรัฐต้อง “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” (Open by Default) โดยหากจะปกปิด รัฐต้องให้เหตุผลที่สมควรเท่านั้น เช่น เป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องเป็นความลับหรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และกำหนดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลรัฐในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งาน เช่น เป็นไฟล์ที่อ่านได้ด้วยคอมพิวเตอร์ (Machine Readable)


3.4) เพิ่มกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและผู้เปิดโปงการทุจริต (Whistleblower Protection) เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนหลายคนที่รับรู้เรื่องการทุจริตอาจจะยังไม่กล้าแจ้งเบาะแสหรือเปิดโปงการทุจริต เพราะกังวลต่อความปลอดภัยหรือความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตนเอง พรรคประชาชนจึงเสนอให้เพิ่มสิทธิของประชาชนในการได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ในกรณีที่เปิดเผยหรือชี้แจงเบาะแสการทุจริตของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างหน่วยงานรัฐ


แพ็กเกจที่ 4 “คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน” ประกอบด้วย


4.1) สิทธิการศึกษา พรรคประชาชนเสนอให้ขยายสิทธิเรียนฟรีที่ถูกรับประกันในรัฐธรรมนูญจาก 12 ปี เป็นอย่างน้อย 15 ปี โดยครอบคลุมการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย


4.2) สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม พรรคประชาชนเสนอให้มีการยกระดับสิทธิของประชาชนในการดำรงชีพอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ยกระดับสิทธิของประชาชนในแสดงความคิดเห็นต่อโครงการที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ และกำหนดให้มีองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาให้ความเห็นต่อโครงการที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนในพื้นที่


4.3) สิทธิความเสมอภาคทางเพศ พรรคประชาชนเสนอให้รัฐธรรมนูญรับประกันความเสมอภาคทางเพศภายใต้ความหลากหลายทางเพศ โดยปรับข้อความจาก “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” มาเป็น “บุคคลทุกคน ไม่ว่าเพศ เพศสภาพ เพศวิถี หรืออัตลักษณ์ทางเพศใด มีสิทธิเท่าเทียมกัน”


4.4) สิทธิในกระบวนการยุติธรรม พรรคประชาชนเสนอให้รัฐธรรมนูญยกระดับสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในการได้รับสิทธิการประกันตัว หากไม่มีพฤติการณ์อันเชื่อได้ว่าจะหลบหนี และยกระดับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงทนายความที่รัฐจัดหาให้


4.5) เสรีภาพในการแสดงออก พรรคประชาชนเสนอให้รัฐธรรมนูญยกระดับเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน คุ้มครองการติชมด้วยความเป็นธรรมในทุกกรณี รวมถึงยกระดับเสรีภาพทางวิชาการ


4.6) เงื่อนไขการจำกัดสิทธิ พรรคประชาชนเสนอให้ปรับเงื่อนไขในการจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยรับประกันให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ตราบใดที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น และตัดเงื่อนไขในการจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วยเหตุผลเรื่อง “ความมั่นคงของรัฐ” หรือ “ความสงบเรียบร้อย” ที่อาจถูกตีความเกินขอบเขต


แพ็กเกจที่ 5 “ปฏิรูปกองทัพ” ประกอบด้วย


5.1) ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร โดยแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารในยามปกติ และให้การบังคับเกณฑ์ทหารจำกัดอยู่เฉพาะในยามที่มีภัยสงครามเท่านั้น


5.2) จำกัดขอบเขตอำนาจศาลทหาร โดยกำหนดให้อำนาจศาลทหารจำกัดอยู่เฉพาะในยามที่มีการประกาศสงคราม


แพ็กเกจที่ 6 “ยกระดับประสิทธิภาพรัฐสภา” ประกอบด้วย


6.1) ยกระดับกลไกกรรมาธิการ โดยปลดล็อกอำนาจของคณะกรรมาธิการในการออกคำสั่งเรียกเอกสารหรือบุคคลภายนอกมาชี้แจง เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในประเด็นที่กำลังพิจารณาศึกษา


6.2) ปรับนิยามฝ่ายค้าน โดยปลดล็อกความเป็นไปได้ที่ประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯ จะมาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน


6.3) เพิ่มอำนาจสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาร่างการเงิน โดยปลดล็อกให้ สส. เสนอร่างกฎหมายการเงินเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ โดยไม่ต้องมีคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี (หากรัฐบาลไม่เห็นด้วย สส. ฝ่ายรัฐบาลสามารถลงมติไม่เห็นชอบกับร่างดังกล่าวในสภาฯ ได้)


และแพ็กเกจที่ 7 “ปรับเกณฑ์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วย


7.1) กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญกระทำได้หากได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และ 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภาเป็นเงื่อนไขเฉพาะ รวมถึงกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีการทำประชามติก็ต่อเมื่อเป็นการแก้ไขเกี่ยวกับเกณฑ์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนนำเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบ และได้มีการเตรียมการไว้เป็น 7 ชุดประเด็นดังที่กล่าวไปข้างต้น ทั้งนี้ พรรคประชาชนเข้าใจดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายประเด็น (เช่น ระบบเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา หรือมาตรฐานทางจริยธรรม) ย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมือง ดังนั้น ในฐานะนักการเมือง พรรคประชาชนยืนยันว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในทุกประเด็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงหลักการออกแบบระบบการเมืองในภาพรวมที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศ


พรรคประชาชนยืนยันว่า การแก้ไขเรื่องมาตรฐานจริยธรรมไม่ได้เป็นการแก้เพื่อตัวเองหรือเป็นปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นไปเพื่อยุติการผูกขาดอำนาจเรื่องมาตรฐานจริยธรรมไว้กับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งมีความเสี่ยงจะทำให้มาตรฐานจริยธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง กระทบต่อทั้งเสถียรภาพและความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของระบบการเมือง และส่งผลโดยตรงต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ


ถึงแม้เรื่องมาตรฐานจริยธรรมจะเป็นประเด็นที่หลายพรรคเคยยอมรับว่าเป็นปัญหา รวมถึงเคยมีการแสดงความเห็นต่อสาธารณะ แต่ในวันนี้เป็นที่ชัดเจนแล้ว ว่าทุกพรรคตัดสินใจว่าจะยังไม่เดินหน้าหาทางออกต่อปัญหาดังกล่าว ณ เวลานี้


เมื่อเป็นเช่นนี้ ในมุมหนึ่ง พรรคประชาชนยังมีความจำเป็นต้องอธิบายและยืนยันต่อสังคมว่าทำไมจึงควรจะยุติการผูกขาดอำนาจเรื่องมาตรฐานจริยธรรมไว้กับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราไม่อยากให้ร่างดังกล่าวกลายเป็นเงื่อนไขหรือข้ออ้างที่ทำให้พรรคการเมืองอื่นไม่เดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราฉบับอื่นๆ


ดังนั้น หากพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันดังกล่าว เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราได้เดินหน้าต่อ พรรคประชาชนพร้อมจะ “พัก” การผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องมาตรฐานจริยธรรมไว้ก่อน จนกว่าจะสามารถทำงานเชิงความคิดกับพรรคร่วมรัฐบาลและสังคมได้มากกว่าที่เป็นอยู่


แต่พรรคประชาชนยืนยันจะเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอีก 6 แพ็กเกจ โดยหวังว่าพรรคการเมืองจะไม่ได้มองเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราจำกัดอยู่แค่ประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรม และจะเห็นตรงกับเราในการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราคู่ขนานกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


“ยิ่งในวันนี้ที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความเสี่ยงจะเสร็จไม่ทันการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคการเมืองยิ่งควรจะเห็นความจำเป็นในการร่วมมือกันเดินหน้าแก้ไขรายมาตราที่เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยเร็ว เพื่อให้เรามีรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวันนี้จนถึงวันเลือกตั้ง ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากขึ้น และทำให้ระบบการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น” พริษฐ์กล่าวทิ้งท้าย

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2567

"ธนาธร" เชื่อแก้ รธน.ทั้งฉบับโอกาสเสร็จปี 70 ยาก ชี้ “ปชน." ไม่ได้แก้เพียงปมจริยธรรม แต่ชงยกเลิกมรดกรัฐประหาร - ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยันไม่ใช่สายตรงพรรคประชาชน หลังปรับทัพใหม่ เชื่อแกนนำรุ่นใหม่มีคุณภาพ

 


"ธนาธร" เชื่อแก้ รธน.ทั้งฉบับโอกาสเสร็จปี 70 ยาก ชี้ “ปชน." ไม่ได้แก้เพียงปมจริยธรรม แต่ชงยกเลิกมรดกรัฐประหาร - ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยันไม่ใช่สายตรงพรรคประชาชน หลังปรับทัพใหม่ เชื่อแกนนำรุ่นใหม่มีคุณภาพ


วันที่ 25 ก.ย.67 เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราที่ฝั่งรัฐบาลถอย เพื่อให้เกิดสมดุลในการตรวจสอบว่า ตนไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ต้องไปถามพรรคประชาชน แต่ยืนยันหลักการเดิม ว่าเราให้อำนาจองค์กรอิสระในการกำหนดทิศทางประเทศมากเกินไป ดังนั้นต้องลดขอบเขตอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญเรื่องยุบพรรค ลดอำนาจ ป.ป.ช.ตัดสินจริยธรรม เรายืนยันตามหลักการเดิมว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ


เมื่อถามว่าตอนนี้เหลือเพียงพรรคประชาชนพรรคเดียวที่ยื่นแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องจริยธรรม นายธนาธร กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ดูร่างของพรรคประชาชน แต่จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง


เมื่อถามว่าการแก้จริยธรรมถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้นักการเมือง ประชาขนไม่ได้อะไร นายธนาธร กล่าวว่า มองว่าการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น ตอนนี้ยังติดขัด ไม่รู้จะไปทางไหน และยังมองไม่เห็นอนาคต โอกาสที่จะผ่านสภาชุดนี้ภายในปี 2570 ก็ถือว่ายาก ดังนั้นอาจจะต้องมาโฟกัสที่การแก้แบบรายประเด็น ซึ่งแน่นอนว่าในรายประเด็นก็จะมีเรื่ององค์กรอิสระ อำนาจ จริยธรรม ถ้าไปดูแล้วจะรู้ว่าพรรคประชาชนไม่ได้เสนอเรื่องนี้แค่เรื่องเดียว เท่าที่ตนเข้าใจอย่างน้อยก็มี 3 ฉบับ ได้แก่ การยกเลิกมรดกการทำรัฐประหารมาตรา 279,การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พูดถึงหมวดใหม่ คือหมวดป้องกันการทำรัฐประหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ดังนั้นจะเห็นว่าไม่ได้มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว มาตราไหนที่เห็นว่าเป็นปัญหา ก็ยื่นแก้เป็นรายมาตราหลายฉบับด้วยกัน ดังนั้นคงไม่ได้พุ่งเป้าเฉพาะเรื่องจริยธรรม


สำหรับประเด็นกระแสพรรคประชาชนที่มีการตั้งตำแหน่งรองหัวหน้า และรองเลขาธิการพรรคเพิ่มเติมว่า ตนดูการปรับทัพของพรรคประชาชนแล้วเห็นว่าทุกคนมีความเหมาะสม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีคุณภาพ


เมื่อถามว่า อาจถูกมองว่าเป็นสายตรงผู้นำจิตวิญญาณอย่างเช่นนายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม.ที่มาเป็นรองเลขาธิการพรรคฯ นายธนาธร กล่าวพร้อมหัวเราะว่า นายปิยรัฐคุยกันเพียงปีละครั้งหรือเปล่าไม่รู้ แทบไม่ได้คุยกัน ทั้งนี้ไม่มีสายตรงแต่เป็น กระบวนการของพรรคประชาชน ตนก็ทำได้เพียงแต่ให้กำลังใจ ส่งกำลังใจช่วยและให้คำปรึกษาคำแนะนำหาก สส. หรือแกนนำพรรคคนไหนปรึกษาหารือในเรื่องต่าง ๆ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ #พรรคประชาชน

"พิชัย" เผยค่าเงินบาทแข็งสุดในรอบ 19 เดือน ผลจากนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐ ยืนยันค่าเงินเฟ้อยังต่ำกว่ากรอบ ขอผู้ว่าแบงค์ชาติ หันมาพูดคุยกัน ปรับลดดอกเบี้ยให้สอดคล้องนโยบายรัฐบาล และประเทศคู่ค้า

 


"พิชัย" เผยค่าเงินบาทแข็งสุดในรอบ 19 เดือน ผลจากนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐ ยืนยันค่าเงินเฟ้อยังต่ำกว่ากรอบ ขอผู้ว่าแบงค์ชาติ หันมาพูดคุยกัน ปรับลดดอกเบี้ยให้สอดคล้องนโยบายรัฐบาล และประเทศคู่ค้า


วันนี้ (25 กันยายน 2567) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความชัดเจน เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า นโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องสำคัญกับทุกคนที่ต้องการใช้เงินลงทุนจึงต้องเป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน เห็นได้ชัดจากเรื่องค่าของเงินที่แข็งตัวขึ้น จนเมื่อวานนี้อยู่ที่ 23 จึงถือว่าแข็งที่สุดในรอบไป 19 เดือน ซึ่งการที่ค่าเงินแข็งขึ้นจะส่งผลกับผู้ส่งออก เขาหากค่าเงินอ่อนจะสามารถส่งออกได้จำนวนมาก แต่จะส่งผลดีกับผู้ลงทุน เช่นการซื้อเครื่องจักรต่างประเทศ ดังนั้นแต่ละคนจึงมีความต้องการไม่เหมือนกัน แต่สำคัญที่สุดต้องทราบสาเหตุก่อนว่าการที่ค่าเงินแข็งตัวขึ้นมีผลมาจากภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ของสหรัฐอเมริกาที่มีนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูงมาอย่างยาวนาน ดังนั้นทุกประเทศทั่วโลกจะได้รับผลกระทบ เพราะเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ผลที่จะตามมาคือค่าเงินเฟ้อ แต่จากประเมินไม่น่าจะสูงอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่อย่างไรค่าเงินเฟ้อก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะนำมาพิจารณาเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ย โดยกำหนดกรอบไว้ 1-3% ดังนั้นหากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบก็ต้องดูว่าแล้วอัตราดอกเบี้ยสูงเกินไปหรือไม่ เพิ่งจะส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ผลิตมากขึ้น ซึ่งนโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นให้เศรษฐกิจเติบโตแต่ แต่ถ้าดันให้ดอกเบี้ยสูงมันจะสวนทางกัน ซึ่งหากกังวลว่าหากปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เกิดการใช้จ่ายเงินจำนวนมากทำให้เกิดเงินเฟ้อ ขอยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบต่ำ และอยากให้มาทำนโยบายการเงินการคลังร่วมกัน และเป็นไปตามที่รัฐบาลได้เคยสัญญาไว้กับประชาชน


" หากกลัวว่าดอกเบี้ยลงแล้วคนจะกู้มากขึ้นและทำให้เป็นหนี้มากขึ้น เราก็มองเห็นว่าแนนั้นใช่ในภาวะที่คนเงินเยอะ แต่ถ้าดอกเบี้ยลงในภาวะที่คนไม่มีเงินจะเอาที่ไหนไปกู้ อันนี้อาจต้องเอามานั่งดูกันว่าตรรกะที่แท้จริงคืออะไร "


ส่วนผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะรับรู้และรับทราบถึงสถานการณ์ทั้งหมดหรือไม่นั้น นายพิชัย กล่าวว่า คนเข้าใจในสถานการณ์ การจะคุยกันเรื่องนี้ต้องถอดใจมาฟังลูกหนี้และคนหาสินเชื่อว่าเขาคิดอะไร ถ้าจะพูดเรื่องความมั่นคงก็ต้องถอดใจไปฟัง สถาบันการเงิน ดังนั้นการจะพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ยก็ต้องดูว่า ใครได้รับผลกระทบบ้าง ดอกเบี้ยลงเนี่ยดังนั้นเชื่อว่าหากมีการปรับลดดอกเบี้ยลงจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ทั้งหมดเพื่อภาพรวม เชื่อว่าหากมองร่วมกันน่าจะเห็นอะไรที่ตรงกันบ้าง


ขณะที่นายเผ่าภูมิ ย้ำว่า อัตราเงินเฟ้อของไทย ขณะนี้ยังต่ำกว่ากรอบที่คาดการณ์ไว้ และไม่มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่กรอบในระยะเวลาอันใกล้ และอัตราการแลกเปลี่ยนยังถือว่าดีกว่าเพื่อนบ้าน ส่วนใครจะดูว่าดอกเบี้ยนโยบายมีความเหมาะสมหรือไม่ให้ดูการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งตอนนี้เราต่ำไป เราจึงต้องเหยียบคันเร่งโดยการ จ่ายเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท  ซึ่งสถานการณ์ของหลายประเทศทั่วโลกขณะนี้มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง นั้นนโยบายของประเทศจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสอดคล้องกับนโยบายการเงินของประเทศคู่ค้า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ค่าเงินบาท #ระบบเศรษฐกิจ

อนุฯแก้ปัญหา 'ปลาหมอคางดำ' แถลงผลศึกษาสาเหตุระบาด พบเอกชนรายเดียวนำเข้า - ต้นตอแหล่งเดียวกัน เรียกร้องหน่วยงานเกี่ยวข้องสอบหาผู้รับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

 


อนุฯแก้ปัญหา 'ปลาหมอคางดำ' แถลงผลศึกษาสาเหตุระบาด พบเอกชนรายเดียวนำเข้า - ต้นตอแหล่งเดียวกัน เรียกร้องหน่วยงานเกี่ยวข้องสอบหาผู้รับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด


วันที่ 25 กันยายน 2567 วาโย อัศวรุ่งเรือง และ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ในฐานะประธานและรองประธาน คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย ร่วมแถลงข่าวที่รัฐสภาว่าการระบาดของปลาหมอคางดำ ที่ขณะนี้มีข้อมูลว่าระบาดไปแล้ว 79 อำเภอ 19 จังหวัด คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ศึกษาค้นหาสาเหตุของปัญหา พบว่าปรากฏเอกชนเพียงรายเดียวที่ดำเนินการขออนุญาตเพื่อนำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร


โดยมีการขออนุญาตครั้งแรกเมื่อปี 2549 ได้รับอนุญาตแล้วแต่บริษัทยังไม่ได้ดำเนินการนำเข้าต่อมาปี 2551 บริษัทขออนุญาตต่อกรมประมงอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้นำเข้า จนกระทั่งปี 2553 บริษัทขออนุญาตต่อกรมประมง ครั้งนี้นำเข้าปลาหมอคางดำจำนวน 2,000 ตัวจากสาธารณรัฐกานา โดยแจ้งว่าเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิล ณ ศูนย์วิจัยสัตว์น้ำ ที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม


ต่อมาเมื่อเกิดการระบาด กรมประมงศึกษาวิเคราะห์เส้นทางการแพร่ระบาดจากโครงสร้างพันธุกรรมของประชากร พบว่าแต่ละประชากรย่อยไม่มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรมมากนัก บ่งชี้ว่าประชากรปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในไทยมีแหล่งที่มาร่วมกัน


นอกจากนี้การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำมีลักษณะเป็นหย่อมไม่เชื่อมกัน บ่งชี้ว่าการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่อาจมีสาเหตุเริ่มต้นมาจากการเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำโดยการกระทำของมนุษย์มากกว่าการแพร่กระจายไปตามเส้นทางน้ำที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล


ล่าสุดเมื่อสิงหาคม 2567 กรมประมงได้นำข้อมูลลำดับพันธุกรรมของปลาหมอคางดำที่ระบาดใน 6 จังหวัดซึ่งเก็บอยู่ในธนาคารพันธุกรรมหรือ DNA Bank ของกรมประมง ประกอบกับการสนับสนุนข้อมูลจากฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ พบว่าปลาหมอคางดำที่เก็บตัวอย่างจาก 6 จังหวัดที่มีรายงานการระบาดในช่วง พ.ศ. 2560-2564 อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับตัวอย่างข้อมูลทางพันธุกรรมที่มาจากประเทศกานาและโกตดิวัวร์


คณะอนุกรรมาธิการฯ เห็นว่ารัฐควรดำเนินการสอบหาผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาด ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 97 โดยหน่วยงานของรัฐที่ควรเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้แก่ กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ปลาหมอคางดำ