วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566

“วิโรจน์” แฉ สหกรณ์ตำรวจลำพูน ปลอมลายเซ็นเพิ่มยอดเงินกู้ ตำรวจกว่า 423 ราย ยักส่วนเกินเข้ากระเป๋า วอนขยายผลสอบให้ทั่วประเทศ เชื่อไม่ได้มีแค่ที่ลำพูน

 


“วิโรจน์” แฉ สหกรณ์ตำรวจลำพูน ปลอมลายเซ็นเพิ่มยอดเงินกู้ ตำรวจกว่า 423 ราย ยักส่วนเกินเข้ากระเป๋า วอนขยายผลสอบให้ทั่วประเทศ เชื่อไม่ได้มีแค่ที่ลำพูน

 

วันที่ 28 กันยายน 2566 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน พรรคก้าวไกล ร่วมแถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา ถึงกรณีสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จ.ลำพูน ปลอมแปลงเอกสารการกู้เงินสหกรณ์ของตำรวจกว่า 423 ราย มูลค่าความเสียหายกกว่า 220 ล้านบาท

 

โดยวิทวิสิทธิ์ ในฐานะผู้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ระบุว่าจากการสืบสาวเรื่องราวเบื้องต้น พบว่ากลไกการฉ้อโกงดำเนินการโดยการสังเกตสอดส่องพฤติกรรมของสมาชิกสหกรณ์ฯ ว่าได้มาติดต่อสหกรณ์บ่อยหรือไม่ หากไม่บ่อยก็จะมีการสวมสิทธิ์ปลอมแปลงเอกสาร เพื่อให้ยอดเงินกู้เกินความเป็นจริง แล้วยักยอกเอาส่วนเกินนั้นไป

 

เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับนายตำรวจรายหนึ่ง ที่ขอกู้ยืมเงินสหกรณ์ฯ ตั้งแต่ปี 2541 เพื่อซื้อรถยนต์เป็นจำนวน 4 แสนบาท ผ่อนชำระมาจนคิดว่าใกล้จะปิดยอดครบแล้ว จึงกลับไปที่สหกรณ์เพื่อตรวจสอบสถานะการกู้เงิน แต่กลับพบว่าเหลือหนี้อยู่กว่า 7 แสนกว่าบาท และเมื่อตรวจสอบลงไปอีก ก็พบว่ามีการปลอมแปลงรายละเอียดในเอกสาร เปลี่ยนจากเงินกู้ 4 แสนบาท เป็น 9 แสนบาท

 

จากนั้น ตำรวจคนดังกล่าวจึงได้แจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่เดือน ก.พ. ที่ผ่านมา แต่ด้วยความกังวลใจ ว่าคณะกรรมการสหกรณ์ส่วนหนึ่งเป็นนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาของตัวเองด้วย จึงตัดสินใจนำหลักฐานมามอบให้ตนและพรรคก้าวไกลเข้าไปดำเนินคดีต่อไป

 

วิทวิสิทธิ์กล่าวต่อไป ว่าสำหรับแนวทางจากนี้ ทางพรรคก้าวไกลจะนำเรื่องดังกล่าวส่งต่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกชุดส่งให้ประธานกรรมาธิการตำรวจของสภาผู้แทนราษฎร และพรรคก้าวไกลก็จะได้ติดตามทวงความเป็นธรรมให้กับตำรวจอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

ทางด้านวิโรจน์ จากกรณีดังกล่าวนี้ พบว่าเอกสารทั้งหมดล้วนถูกปลอมแปลงในภายหลัง มีการขีดฆ่ามูลหนี้เปลี่ยนยอดเงิน และปลอมแปลงลายเซนต์ มีทั้งกรณีการเพิ่มยอดเงินกู้ และการสวมสิทธิ์เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เคยกู้เงินเลย จนกลายเป็นหนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อขั้น

 

ซึ่งตนสงสัยเป็นอย่างมากว่ากรณีนี้ไม่ได้เกิดที่สหกรณ์ออมทรัพย์ จ.ลำพูนเพียงที่เดียว เพราะปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งต้องมีการขยายผลตรวจสอบไปที่อื่นๆ ต่อไป

 

ทั้งนี้ เมื่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. คนใหม่เมื่อวานนี้ ตนจึงอยากฝากให้ ผบ.ตร. ได้เร่งรัดกรณีนี้เป็นเรื่องแรก อย่ารอพรรคก้าวไกลและ สส.ก้าวไกล ผบ.ตร. ตรวจสอบได้ทันที เพราะถ้าไม่มีการสั่งการโดยตรง การตรวจสอบย่อมดำเนินต่อไปได้ยาก กรรมการสหกรณ์ส่วนใหญ่ก็เป็นระดับบังคับบัญชาในพื้นที่ เรื่องนี้ถ้าให้ดีที่สุด ผบ.ตร. ต้องตรวจสอบในระดับทั้งประเทศ

 

“ถ้า ผบ.ตร. เอาจริงเอาจังและใส่ใจในเรื่องขวัญกำลังใจของผู้บังคับบัญชาจริง ไม่เกิน 2 สัปดาห์ก็น่าจะรู้ผล เรื่องนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ลำพูน และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่สหกรณ์ตัวเล็กๆ ทำเพียงลำพังคงเป็นไปไม่ได้แน่ๆ คงไม่เป็นการเหนือบ่ากว่าแรงที่จะไปติดตาม ว่าเงินส่วนเกินที่เกิดจากการปลอมแปลงไปเข้าที่บัญชีของใคร และเชื่อมโยงกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนไหน” วิโรจน์กล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สหกรณ์ตำรวจลำพูน #ก้าวไกล 




ศาลอาญาคดีทุจริตสั่งจำคุก3ปี "ชัยวัฒน์ " ผิดม.157 ปมจับกุมบิลลี่พร้อมน้ำผึ้งป่า แต่ไม่นำส่งตำรวจ ยกฟ้องคดีฆ่าทำลายศพ

 


ศาลอาญาคดีทุจริตสั่งจำคุก3ปี "ชัยวัฒน์ " ผิดม.157 ปมจับกุมบิลลี่พร้อมน้ำผึ้งป่า แต่ไม่นำส่งตำรวจ ยกฟ้องคดีฆ่าทำลายศพ

 

วันนี้ (28 กันยายน 2566) ที่ห้อง 303 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชัน  ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อท.166/2565 ที่อัยการโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร  ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และพวกรวม 4 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ กรณีการหายตัวไปของนายบิลลี่ พอละจี


โดยวันนี้  นายชัยวัฒน์กับพวก ซึ่งเป็นจำเลย รวม 4 คน พร้อมทนาย เดินทางมาศาล ส่วนฝ่ายโจทก์ มี โจทก์ร่วม และทนาย เดินทางมาศาล


ต่อมา ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า  มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกว่าจำเลยกระทำผิดมาตรา 157 หรือไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 จับกุมนายบิลลี่พร้อมน้ำผึ้งป่าและรถจักรยานยนต์ที่ด่านตรวจ แต่ ไม่ยอมทำบันทึกการจับกุมและนำตัวส่งตำรวจพื้นที่ตามขั้นตอน ถือว่าจำเลยมีความผิด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึง 4 ทำตามที่จำเลยที่ 1 สั่งยังไม่เป็นความผิด


ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้ง 4 ร่วมกัน กักขังนายบิลลี่ หรือไม่เห็นว่า มีพยาน เห็นว่าจำเลยทั้ง 4 พานายบิลลี่ขึ้นรถแต่ไม่มีการขู่บังคับโดยใช้อาวุธแต่ไม่มีพยานคนใดยืนยันได้ว่าจำเลยปล่อยตัวนายบิลลี่ลงที่บริเวณใกล้กับแยกไฟแดง แต่พยานโจทย์ก็ยังไม่มีการเบิกความให้เห็นว่าจำเลยทั้ง 4 ร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง นายบิลลี่แต่อย่างใด


ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้ง 4 ร่วมกัน ฆ่านายบิลลี่โดยไตร่ตรองหรือไม่ ชิ้นส่วนกระดูกที่โจทก์นำสืบ ผลตรวจไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นกระดูกของนายบิลลี่หรือไม่ และโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่านายบิลลี่ยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิต ดังนั้นพยานหลักฐานจึงยังไม่อาจเชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 4 ร่วมกันฆ่านายบิลลี่


ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาที่มีการแจ้งต่อจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจฟ้องคดี


พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีที่ไม่ทำบันทึกการจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวนสั่งจำคุก 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาอื่นพิพากษายกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2-4 พิพากษายกฟ้อง


ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์จะได้ใช้สิทธิ์ในการประกันตัวเพื่อยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป


หลังฟังคำพิพากษา น.ส.พรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ ทนายความ ยืนยันจะยื่นอุทธรณ์คดีอย่างแน่นอน เนื่องจากศาลลงโทษเฉพาะความผิดมาตรา 157 กรณีจับกุมตัวนายบิลลี่พร้อมน้ำผึ้งป่า และไม่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอนของกฎหมาย คดีนี้ เท่ากับย้อนไปสู่จุดเริ่มต้น ว่านายบิลลี่ ยงคงเป็นบุคคลสูญหาย จึงจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้ามี่รัฐ ในกานพิสูจน์การหายตัวไปของนายบิลลี่


ด้านภรรยา ร้องไห้ หลังทราบคำพิพากษา พร้อมยืนยันว่า อยากตามหาบิลลี่ให้พบ  เพื่อให้หายข้อใจว่า สามีหายตัวไปไหน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #บิลลี่




“ศิธา” รับหนังสือร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัย กรณีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ค้างจ่ายเงินสนับสนุนมากว่า 8 เดือน

 


“ศิธา” รับหนังสือร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัย กรณีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ค้างจ่ายเงินสนับสนุนมากว่า 8 เดือน


วันนี้ (28 กันยายน 2566) ที่อาคารรัฐสภา กลุ่มเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัยได้ยื่นหนังสือ กรณีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ค้างจ่ายเงินสนับสนุนทมากว่า 8 เดือน โดยตัวแทนเครือข่ายผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเรียกร้องเงินตอบแทน แต่เงินนี้เป็นค่าสนับสนุนตามกฎหมายที่ให้ สพฉ. จ่ายให้โรงพยาบาลทั่วประเทศด้วย พวกเราจึงมาเป็นตัวแทนติดตามค่าชดเชยให้ทีมอาสาสมัครเพื่อให้มีกำลังใจในการทำงาน ก่อนหน้านี้ได้มีการทวงถามไปที่ สพฉ. แล้วก็ได้คำตอบกลับมาว่าตอนนี้ยังมีงบประมาณอยู่ 1,050 ล้านบาท แต่มีปัญหาเรื่องระบบการตรวจสอบซึ่งจะมีการทยอยจ่ายเงินที่ค้างจ่าย แต่ทุกวันนี้มีเพียงแค่การจ่ายเงินรอบปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้จ่ายที่ค้างจ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมที่รวมแล้วกว่า 800 ล้านบาท อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะไม่หยุดวิ่งรถกู้ภัยและจะไม่เอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน แต่จะเรียกร้องภาครัฐให้จัดการเรื่องอย่างเร่งด่วน


น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเมือง กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและสวัสดิการต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อการสนับสนุนจากภาครัฐไม่เข้มแข็งพอ ก็ต้องอาศัยความเข้มแข็งของภาคประชาชนที่เข้ามาทำในกรณีฉุกเฉินต่างๆ และภาครัฐที่ไม่สามารถทำได้เองอย่างทั่วถึงก็ต้องมีเงินสนับสนุนเป็นกลไกอย่างหนึ่ง แม้ว่าอาสาสมัครจะได้รับเงินสนับสนุน 350 บาท/เคส แต่ก็ต้องใช้อุปกรณ์ รถ ค่าน้ำมัน และค่าอบรมเอง พอหยุดเงินสนับสนุนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ทำให้หลายหน่วยงานวิ่งต่อไปไม่ได้ อยากฝากไปถึงรัฐบาลให้ช่วยดูแลตรงนี้ เพื่อให้ทุกคนที่มาทำงานอาสาเพื่อประชาชนมีลมหายใจต่อไปได้ เช่นเดียวกับกรณีช่วงกาาระบาดของโควิด-19 ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็มีเงินงบประมาณสนับสนุนบุคคลากรทางการแพทย์กว่า 2 แสนล้านบาท บางคนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ พอไปทวงถามก็บอกว่าเงินหมดแล้ว


ทั้งนี้ตนขอฝากไปถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่า นโยบายการแพทย์ฉุกเฉินทั้งภาคพื้นและทางอากาศ ตนเห็นด้วย แต่เรื่องที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนคือการใช้งบ ไม่ว่าจะเป็นงบลับ งบฉุกเฉิน และที่สำคัญกว่านั้นคืองบประมาณที่ให้กับประชาชนที่อาสาเสียสละมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในวันที่กลไกของภาครัฐไม่ครอบคลุม แต่ถ้าเราไม่จ่ายเงินสนับสนุนเขาก็อยู่ไม่ได้ และอีกหน่อยอาสาสมัครก็จะน้อยลง แต่การจัดสรรแบ่งงบประมาณตั้งหลายล้านล้าน ออกมาดูแลคนที่เขามีจิตอาสาช่วยเหลือรัฐบาล ช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลจะเบาแรงและใช้งบประมาณแผ่นดินคุ้มค่า น้อยกว่าที่ควรจะเป็นอีกมาก


“ถ้าท่านดูแลประชาชนได้ตามรัฐธรรมนูญ ตามสิทธิที่เขาควรได้รับ ประชาชนไม่ต้องมาเหนื่อยยากขนาดนี้ นี่เขามีควาสมัครใจมาดูแลให้แล้ว ถ้าท่านดูแลเขาได้ดี คนเหล่านี้จะเป็นกระบอกเสียงให้ท่านด้วยซ้ำ เราไม่ได้เสียดายคะแนนเสียง ถ้ารัฐบาลทำได้ดี เขาจะสนับสนุนท่านเพราะประชาชนอยู่ดีกินดี เราก็เห็นดีด้วย“ น.ต.ศิธา กล่าว


จากนั้นนายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ได้ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะถึง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน โดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาชี้แจง ซึ่งนายชัชวาล ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบาก โดยเฉพาะการจัดการเงินกองทุน ที่ถูกค้างจ่าย ให้กับอาสาผู้ปฏิบัติงาน นานกว่า 7 เดือน รวมทั่วประเทศกว่า 800 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จึงขอทวงถามไปยังกระทรวงสาธารณสุขว่า ทราบหรือไม่ว่า สพฉ. ค้างจ่ายเงิน ให้กับอาสาสมัครกู้ภัยนานกว่า 7 เดือน


ซึ่งนายสันติ ยืนยันว่า สธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เรียก สพฉ.มาสอบ ซึ่งพบว่า มีการใช้บริการหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับระบบบริหารจัดการที่ไม่ทันสมัย เนื่องจากใช้มาเป็นเวลานาน จึงเกิดความล่าช้าและล่ม  ซึ่งพยายามแก้ไข และหลายส่วนสามารถกลับมาดำเนินการได้แล้ว โดยเฉพาะการกู้ข้อมูลกลับคืนมา ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และตัวระบบ จะแล้วเสร็จช่วงต้นเดือนตุลาคม จากนั้นจะผ่านกระบวนการรับรองในระดับจังหวัด ซึ่งว่าไม่เกินเดือนตุลาคม จะจ่ายได้ครบถ้วน พร้อมย้ำว่าเมื่อระบบกลับมาสมบูรณ์ การดำเนินการเบิกจ่ายจะสามารถทำได้ใน 30 วันเช่นเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไทยสร้างไทย #กระทรวงสาธารณสุข #สพฉ




“นายกฯ” ประกาศส่งต่อเงินเดือน-เบี้ยประชุมทุกบาท ให้มูลนิธิ เพื่อกลุ่มเปราะบาง ประเดิม “มูลนิธิเด็ก”

 


“นายกฯ” ประกาศส่งต่อเงินเดือน-เบี้ยประชุมทุกบาท ให้มูลนิธิ เพื่อกลุ่มเปราะบาง ประเดิม “มูลนิธิเด็ก”

 

วันที่ 28 กันยายน 2566 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสินนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอส่งต่อเงินเดือน และเบี้ยประชุมของทุกเดือนที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตลอดการดำรงตำแหน่งให้มูลนิธิฯต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้เปราะบางที่ต้องการการช่วยเหลือ

 

นายชัย กล่าวว่า นายกฯ มีดำริว่า “การให้” เป็นเรื่องที่ดี ตามแต่กำลังศรัทธาของแต่ละคน นายกฯจึงตั้งใจเริ่มที่ตัวเองก่อน ขณะที่รัฐบาลเองมีหลายนโยบายที่พยายามอย่างมากในการมุ่งสร้างประโยชน์สุขและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนไทย โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมทำให้เด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบ ทั้งยังสามารถได้รับการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งทั้งหมดของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทั้งหมด หลังจากได้รับมาแล้วรวมเป็นเงิน 125,590 บาทต่อเดือน (เงินเดือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท) ขอส่งต่อให้กับกลุ่มที่เปราะบาง ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ทันที แต่สิ่งที่ทดแทนไม่ได้ คือหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการสนับสนุนมูลนิธิต่าง ๆ เป็นการช่วยเหลืออีกทางหนึ่งซึ่งทำได้เร็วกว่าการพึ่งระบบของรัฐที่ต้องใช้เวลา เพราะต้องอาศัยการทำผ่าน พรบ. ต่าง ๆ ตามกลไกของรัฐสภาในการดำเนินการเพียงอย่างเดียว

 

นายชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการคัดเลือกองค์กรที่จะได้รับความช่วยเหลือนั้น จะมีทีมงานเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ โดยครั้งแรกจะบริจาคให้กับ มูลนิธิเด็ก (FOUNDATION FOR CHILDREN) ช่วยเหลือเด็กด้านปัจจัยพื้นฐาน การดำเนินชีวิตและสวัสดิการต่าง ๆ ให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมทางร่างกาย สติปัญญาและจิตใจ รวมถึงทางด้านการศึกษา ที่สามารถช่วยให้เด็กเข้าระบบการศึกษาได้อย่างถูกต้องต่อไป อย่างที่แจ้งไว้ การส่งต่อเงินเดือนเป็นเพียงแค่ส่วนแรก ซึ่งนายกฯ พยายามที่จะหาโอกาสไปพบปะพูดคุยกับองค์กรกลุ่มต่าง ๆ เพื่อรับฟังเสียง รับทราบถึงปัญหา และความเดือดร้อนของมูลนิธิที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อที่จะได้หาแนวทางแก้ไขต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นายกฯเศรษฐา

7 องค์กรวิชาชีพสื่อ ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงจุดยืนการรับเงินจากแหล่งข่าว ปม 'รอง ผบ.ตร.' เผย มีการจ่ายเงินให้สื่อทำข่าว ชี้ ละเมิดจริยธรรมวิชาชีพร้ายแรง จ่อตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

 


7 องค์กรวิชาชีพสื่อ ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงจุดยืนการรับเงินจากแหล่งข่าว ปม 'รอง ผบ.ตร.' เผย มีการจ่ายเงินให้สื่อทำข่าว ชี้ ละเมิดจริยธรรมวิชาชีพร้ายแรง จ่อตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

 

วันนี้ (27 กันยายน 2566) เฟซบุ๊ก สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุถึง แถลงการณ์​เรื่อง​ "นักข่าว​รับเงินจากแหล่งข่าว" มีใจความว่า

 

สืบเนื่องจากกรณีที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่ามีการจ่ายเงินให้สื่อมวลชนเพื่อเป็นค่าข่าว และช่วยเหลือด้านต่างๆ เนื่องจากเห็นว่านักข่าวเงินเดือนน้อย ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข่าวต่อสาธารณะออกไปอย่างแพร่หลายนั้น

 

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 7 องค์กร ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย และสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้ร่วมประชุมกันและขอแสดงจุดยืนต่อสาธารณะว่า สื่อมวลชนที่รับเงินจากแหล่งข่าวเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใด ๆ ถือเป็นเรื่องที่ละเมิดจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง ไม่สามารถยอมรับได้

 

ดังนั้น ที่ประชุม 7 องค์กรวิชาชีพ จึงมีมติร่วมกันดังนี้

 

1. เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความกระจ่างชัดในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณชนโดยคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนจากสภาวิชาชีพสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเรื่องจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนขององค์กรสมาชิก องค์กรละ 2 คน (เป็นคนในวิชาชีพ 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 1 คน) รวมเป็น 6 คน และให้สรรหาผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาเป็นประธานคณะกรรมการอีก 1 คน รวมเป็น 7 คน

 

2. ขอให้องค์กรต้นสังกัดที่ถูกระบุว่ามีนักข่าวรับเงิน รวมทั้งองค์กรสื่อมวลชนอื่น ๆ ดำเนินการตรวจสอบว่านักข่าวในสังกัดว่ามีพฤติกรรมตามที่ถูกระบุหรือไม่ และพร้อมแจ้งผลการดำเนินการแจ้งต่อสาธารณะให้ทราบ ส่วนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่มีต้นสังกัด และกระทำการเป็นนักข่าวเพื่อส่งข่าวต่อไปยังสำนักข่าวต่างๆ แต่มีพฤติกรรมละเมิดจริยธรรมวิชาชีพนั้น ขอให้ทุกองค์กรสื่อมวลชน พิจารณายุติการซื้อข่าวจากบุคคลหรือกลุ่มดังกล่าว

 

3. กรณีที่มีนักข่าวมีส่วนพัวพันหรือไปเกี่ยวข้องกับการรับเงินในธุรกิจที่ผิดกฎหมาย คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นโดยสภาวิชาชีพข้างต้น จะดำเนินการตรวจสอบด้านจริยธรรมวิชาชีพเช่นกัน ส่วนความผิดตามกฎหมายนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

 

4. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอเรียกร้องให้บุคคลกลุ่มบุคคลที่เป็นอดีตนักข่าว และทำหน้าที่ส่งข่าวให้สำนักข่าวต่างๆ แสดงตัวตนให้ชัดเจนว่าการรับเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนในการทำข่าวและส่งประชาสัมพันธ์ โดยไม่แอบอ้างตนว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่หลีกเลี่ยงการถูกกำกับดูแลด้านจริยธรรมจากองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน

 

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

 

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย

สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย

27 กันยายน 2566

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วิชาชีพสื่อ

วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566

โฆษกตร. ยืนยันที่ประชุม ก.ตร.มีมติเห็นชอบ เสนอให้ 1 ใน 4 แคนดิเดนชิงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ต้องรอนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อน ขณะที่โฆษกตร.ยอมรับ ผบ.ตร.มีงบลับให้รองผบ.ตร.ทำงาน

 


โฆษกตร. ยืนยันที่ประชุม ก.ตร.มีมติเห็นชอบ เสนอให้ 1 ใน 4 แคนดิเดนชิงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร.คนใหม่แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ต้องรอนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อน ขณะที่โฆษกตร.ยอมรับ ผบ.ตร.มีงบลับให้รองผบ.ตร.ทำงาน


เย็นวันนี้ (27 กันยายน 2566) พลตำรวจโทอาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. พิจารณาตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ คนที่ 14 แทนพลตำรวจเอกดำรงศักดิ์ กินติประภัสร์ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้


โดยพลตำรวจโทอาชยน ระบุว่า ที่ประชุมก.ตร. มีมติเห็นชอบคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่แล้ว ซึ่งเป็น 1 ใน 4 แคนดิเดตตามที่ปรากฏมาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกได้ ต้องรอขั้นตอนทางธุรการและเสนอชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่


ส่วนวาระการแต่งตั้งระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงผู้บังคับการ ที่ประชุมมีมติให้เลื่อนออกไปก่อนที่จะประชุมใหม่ภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อให้มีความเหมาะสมและให้สมบูรณ์ครบถ้วน


ส่วนการพิจารณาความเหมาะสมของตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโทอาชยน ยืนยันว่า มีการพิจารณาตามกรอบของกฎหมายตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2565 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์อาวุโสและความรู้ความสามารถ ส่วนการลงคะแนน จะเป็นการลงคะแนนทางลับ หรือการพิจารณาภายในห้องประชุมนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้


ส่วนกรณีที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ระบุว่า ได้งบลับจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติครั้งละ 6 แสนบาทนั้น พลตำรวจโทอาชยน ยอมรับว่าในประเด็นดังกล่าวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีงบลับจริง แต่เปิดเผยจำนวนไม่ได้ เนื่องจากเป็นดุลยพินิจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จะมอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปทำงาน ส่วนวงรอบในการจ่ายนั้น ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สตช #ผบตร



'นายกรัฐมนตรี' รุดติดตามสถานการณ์น้ำ ห่วงสร้างผลกระทบกับประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ย้ำกรมชลประทานติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เร่งแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที

 


'นายกรัฐมนตรี' รุดติดตามสถานการณ์น้ำ ห่วงสร้างผลกระทบกับประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ย้ำกรมชลประทานติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เร่งแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที


วันที่ 27 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางไปยังกรมชลประทาน (สามเสน) เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ภายหลังฝนตกหนักติดกันหลายวัน โดยนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยถึงสถานการณ์น้ำในจังหวัดอุบลราชธานี หลังจากที่มีการพูดคุยกับ สส.ภายในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าน้ำจะใช้ระยะเวลาในการลดลงสู่ระดับปกติราวหนึ่งเดือน และได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ซึ่งจากนี้อีกราว 10 วัน จะลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง


จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และข้าราชการในกรมชลประทาน โดยได้ขอบคุณข้าราชการทุกท่านที่เตรียมการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ เพราะเรื่องภัยธรรมชาติไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนตัวภารกิจเยอะ แต่พยายามที่จะมาที่นี่เพราะเป็นห่วงมากเรื่องน้ำท่วมและน้ำแล้ง


นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ฝนตกต้องติดตามน้ำทั้งหน้าเขื่อนได้หลังเขื่อน ซึ่งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยกับ สส.ภาคอีสาน ซึ่งมีความเป็นห่วงมากในพื้นที่จังหวัดอุบลฝากให้ติดตาม จะต้องแก้ไขปัญหาให้เร็วเพราะจะเกิดความเสียหายฝากให้เฝ้าระวังในพื้นที่ทุกจุด


ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไปต้องเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน ทุกคนทำงานหนัก เพราะน้ำท่วมน้ำแล้งมีผลเสียหายหนักมากกับเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากปริมาณฝน ไม่ว่าจะฝนตกน้อยหรือฝนตกมากขึ้นอยู่กับสถานการณ์ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ในประเทศอย่างใกล้ชิด และหากประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วมก็ขอให้ดูแลอย่างใกล้ชิด ขอให้เตรียมแผนระยะกลางและระยะยาวให้ดี และตนเองก็จะพยายามเฝ้าติดตามและลงพื้นที่ต่อเนื่อง เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน


ทั้งนี้มีรายงานปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ทั่วประเทศ ยังมีปริมาณน้อยกว่าปี 2565 สำหรับปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งประเทศในปี 2566 ขณะนี้มีอยู่ที่ราว 2,500 ล้านลูกบาศก์เมตร น้อยกว่าปี 2565 ถึง 5,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งอ่างเก็บน้ำและคืนหลักทั่วประเทศ ยังสามารถรับน้ำได้อีกมากถึง 2,600 ล้านลูกบาศก์เมตร


โดยปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีปริมาณน้ำที่ต่ำกว่าเกณฑ์ 30% ของความจุอ่าง 6 แห่ง ประกอบไปด้วยอ่างเก็บน้ำปราณบุรี, อ่างเก็บน้ำกระเสียว อ่างเก็บน้ำทับเสลา อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์และอ่างเก็บน้ำภูมิพล ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐบาลเศรษฐา1 

#เศรษฐาทวีสิน #สถานการณ์น้ำ