วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2567

เคลื่อนร่างครู-นักเรียน กลับอุทัยธานีแล้ว “อนุทิน พร้อมคณะ“ เข้าให้กำลังใจญาติ และร่วมส่งร่างผู้เสียชีวิต ย้ำ คำสั่งนายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาสูงสุด ขณะที่ครอบครัววอนภาครัฐ วางมาตรการดูแลความปลอดภัย ขอเป็นเหตุการณ์สูญเสียสุดท้าย

 


เคลื่อนร่างครู-นักเรียน กลับอุทัยธานีแล้ว “อนุทิน พร้อมคณะ“ เข้าให้กำลังใจญาติ และร่วมส่งร่างผู้เสียชีวิต ย้ำ คำสั่งนายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาสูงสุด  ขณะที่ครอบครัววอนภาครัฐ วางมาตรการดูแลความปลอดภัย ขอเป็นเหตุการณ์สูญเสียสุดท้าย 


วันนี้ (2 ตุลาคม 2567) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายภราดร ปริศนานัทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2, นายไชยชนก ชิดชอบ และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมกับนักศึกษาพยาบาลตำรวจ 67 นาย ตั้งแถวส่งร่างครูและนักเรียนออก จากสถาบันนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ


จากนั้นนายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ต้องจัดการในเรื่องของการชันสูตรพลิกศพ เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตเป็นไปตามอัตลักษณ์บุคคลหรือไม่ โดยขอชื่นชมสถาบันนิติเวชวิทยา ที่ทำการชันสูตรทุกรายแล้ว ถือว่าเป็นความรวดเร็วมาก ซึ่งจุดนี้เป็นจุดสำคัญเพราะถ้าคืนร่างน้อง ๆ และคุณครูให้กับครอบครัวได้เร็วเท่าไหร่ พวกเขาจะได้นำกลับไปประกอบพิธีกรรมได้เร็วยิ่งขึ้น ญาติที่ได้กลับบ้านก็จะเจอครอบครัว เพื่อคลายความเศร้าได้


ส่วนที่ชั้น 3 ของสถาบันนิติเวชวิทยา ได้มีการเชิญพ่อแม่และญาติ มาช่วยเรื่องการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อจะได้ไม่ต้องผ่าเชิงลึกมาก ทำให้กระบวนการทั้งหลายเสร็จเร็วขึ้น  หลังจากนี้ก็เตรียมพร้อมลำเลียงร่างทั้ง 23 ร่าง กลับสู่ จังหวัดอุทัยธานี  โดยขณะนี้ทยอยนำร่างส่งกลับแล้ว  ส่วนญาติก็จะจะมีรถพยาบาลพาไปส่ง โดยมีทีมจิตแพทย์ช่วยผ่อนคลายความเครียดจนถึงปลายทาง ส่วนปลายทางมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี องค์กรที่เกี่ยวข้อง และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.พรรคภูมิใจไทย เตรียมสถานที่และความพร้อมรอรับแล้ว 


นายอนุทิน กล่าวต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีพระมหากรุณาธิคุณที่จะรับร่างทุกร่าง เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ดังนั้นจะมีการพระราชทานเพลิงศพให้กับทุกคน  โดยได้มีการประสานให้โรงเรียนได้ตั้งทำพิธีสวดศพด้วยกัน เพราะ“เขามาด้วยกัน ก็อยากให้ไปด้วยกัน” และ ทราบเบื้องต้นว่า จะสวดทั้งหมด 5 คืน หลังจากนั้นก็จะมีพิธีพระราชทานเพลิง 


ส่วนการช่วยเหลือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินจากสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานประกันภัย กระทรวงยุติธรรม และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะเร่งดำเนินการมอบเงินเยียวยาให้กับครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย เพราะนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้สั่งการว่าเนื่องจากเป็นเหตุที่ความรุนแรง มีความสูญเสียมาก ก็ขอให้ใช้หลักเกณฑ์เยียวยาสูงสุด ซึ่งฝ่ายปฏิบัติก็จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด


ส่วนทางญาติมีการร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่  นายอนุทิน บอกว่า ญาติส่วนใหญ่ทำใจได้ และตัวเองก็ให้กำลังใจไป แต่บางคนยังโกรธและเสียใจ  ซึ่งเราก็จะมีทีม MCATT จากกรมสุขภาพจิต มาช่วยให้กำลังใจ โดยไม่ได้มีใครขออะไรเพิ่มเติม แค่ไม่อยากให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก อยากให้มีมาตรฐานที่ดีในการดูแลลูกหลานของพวกเขา ซึ่งก็ต้องยอมรับเรื่องนี้ไปดำเนินการอย่างเต็มที่


ส่วนคนขับรถ หรือเจ้าของรถผู้ประกอบการ ได้รับแจ้งจาก พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายตำรวจ ว่าต้องดำเนินการดำเนินคดีอย่างเต็มที่ รวมถึงขยายผลว่าทำไมเกิดเหตุเช่นนี้  และจริงหรือไม่ว่ามีถังแก๊สเกินจำนวนที่กำหนดไว้ในรถ และเหตุถึงปล่อยออกมาได้  ทั้งนี้ต้องดูเรื่องของพนักงานขับรถว่ามีกี่คน พนักงานประจำรถกี่คน และทำไมเหตุการณ์นี้มีคนขับคนเดียว ก็ต้องสืบสวนขยายผลดำเนินคดีไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป


สำหรับวันพรุ่งนี้ (3 ต.ค.) นายอนุทิน เตรียมจะเดินทางไปร่วมงานศพผู้เสียชีวิตด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไฟไหม้รถบัส






"ทนายอั๋น" บุก. กกต. ส่องไฟหาความยุติธรรม ขอพบ "แสวง บุญมี" เลขา กกต. หลังให้ข่าวคดี "ศักดิ์สยาม" ไม่เป็นเหตุยุบพรรคภูมิใจไทย มองพฤติกรรมเหมือนเป็นทนายแก้ต่างพรรค

 


"ทนายอั๋น" บุก. กกต. ส่องไฟหาความยุติธรรม ขอพบ "แสวง บุญมี" เลขา กกต. หลังให้ข่าวคดี "ศักดิ์สยาม" ไม่เป็นเหตุยุบพรรคภูมิใจไทย มองพฤติกรรมเหมือนเป็นทนายแก้ต่างพรรค


วันนี้ (2 ตุลาคม 2567) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมมวลชนจำนวนหนึ่งเดินทางมา กกต. เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หลังนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ให้สัมภาษณ์ระบุว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถือหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ซึ่งมีการบริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทย ไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรค


โดยนายภัทรพงศ์ ได้นำไฟฉายมาฉายพร้อมเปิดเดินมาโดยระบุว่า "ที่ กกต.มันมืดมนไม่เห็นแสงสว่างแห่งความยุติธรรม จึงต้องชวนพี่น้องที่เห็นเหมือนกันมาฉายไฟฉายที่นี่"


พร้อมทั้งนำแผนภาพแสดงที่มาที่ไปของเงิน หจก.บุรีเจริญฯ ที่บริจาคเข้าพรรคภูมิใจไทย และเห็นว่าสามารถเอาผิดยุบพรรคภูมิใจไทยได้ นำมาประกอบการแถลงข่าว


นายภัทรพงศ์ ได้กล่าวด้วยว่า ยื่น กกต.ขอให้พิจารณายุบพรรคภูมิใจไทยวันที่ 19 ม.ค. 2567 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยสั่งให้ในศักดิ์สยาม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากให้นอมินีไปถือหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ หลังจากนั้น 1 เดือนนายเรืองไกร มายื่นยุบพรรคก้าวไกล และวันนี้ กกต.ยื่นยุบพรรคก้าวไกลจนพรรคกลายเป็นฝุ่นและมีการตั้งพรรคใหม่ไปแล้ว แต่กับพรรคภูมิใจไทยหลังตนยื่นคำร้อง ได้มาติดตามความคืบหน้าถึง 3 ครั้ง ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 27 ก.ย.67 มายื่นทวงถาม และบอกว่าหากล่าช้าก็จะยื่นฟ้อง กกต.


แต่อยู่ดี ๆ นายแสวง ซึ่งไม่เคยพูดกรณีนี้มาก่อนเลย กลับให้สัมภาษณ์ในช่วงสุดสัปดาห์ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีของนายศักดิ์สยาม ไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรคภูมิใจไทย และบอกว่าไม่มีหน่วยงานไหนที่ชี้ว่า เงินที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯบริจาคเข้าพรรคภูมิใจไทยไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ซึ่งตนเห็นแย้ง เพราะ หจก.บุรีเจริญฯ ให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นนอมินีถือหุ้นแทน และระหว่างปี 2562 - 2565 นายศักดิ์สยาม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และหจก.บุรีเจริญ ได้งานสร้างถนนจากกระทรวงคมนาคม รวม 53 โครงการ มูลค่ารวม 2,200 กว่าล้านบาท โดยพบว่าเงินดังกล่าวมีการนำไปบริจาคให้กับพรรคภูมิใจไทย ที่นายศักดิ์สยาม เป็นรองหัวหน้าพรรคอยู่ โดยปี 2562 บริจาคเงิน 2 ครั้งรวม 7.5 ล้านบาท และปี 2565 บริจาคเพิ่ม 6 ล้านบาท รวม 13 ล้านบาทเศษ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชัดเจนว่า หจก.บุรีเจริญฯ เป็นของนายศักดิ์สยาม มาโดยตลอด


รวมทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมก่อนปี 62 บริษัทนี้ไม่บริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทย แต่พอนายศักดิ์สยาม โอนหุ้นให้กับนายศุภวัฒน์ กลับมีการบริจาคถึง 13 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อพิรุธข้อสงสัย ซึ่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 72 บัญญัติห้ามมิให้พรรคการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน โดยรู้หรือควรรู้ ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำไมนายแสวง ไม่อ่านกฎหมายมาตรานี้


"เงิน 2,200 ล้านบาท ที่ หจก.บุรีเจริญ ได้มาจากกระทรวงคมนาคม โดยนายศักดิ์สยาม นั่งเป็นรัฐมนตรี ผมอาจไม่ต้องพูดว่าเงินนั้นชอบหรือไม่ชอบด้วย แต่อย่างน้อยมันควรมีเหตุสงสัยหรือไม่ ข้อความเหล่านี้ขอโทษเถอะครับ นายแสวงไม่พูดเลยหรือ พูดแต่ว่าการที่จะยุบพรรคการเมือง เงินบริจาคต้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่หน้าที่ของกกต.คือการรวบรวมข้อมูลหลักฐานแล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญทำการวินิจฉัย แต่พฤติการณ์ของนายแสวง กลับเป็นทนายความแก้ต่างให้กับพรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมจึงต้องนำใบแต่งตั้งทนายความให้พรรคภูมิใจไทย แต่งตั้งนายแสวง เป็นทนายความเสียเลย" นายภัทรพงศ์ กล่าว


นายภัทรพงศ์ ได้ชูภาพใบแต่งตั้งทนายความจำลองที่นำมามอบให้กับนายแสวงและกล่าวว่า ก่อนหน้าที่นายแสวงจะให้สัมภาษณ์ ตนร่างคำฟ้องที่จะฟ้อง กกต. ซึ่งคิดว่าการฟ้องอาจจะมีน้ำหนักน้อย เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาหลักฐานที่ไหนมาชี้ว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างไร


แต่เมื่อนายแสวงให้สัมภาษณ์เช่นนี้ จึงขอท้าให้นายแสวง แน่จริงทำความเห็นเสนอวันนี้เลยว่าไม่ยุบพรรคภูมิใจไทยแล้ว ถ้าภายใน 7 วันหลังจากนั้นตนไม่ไปยื่นฟ้องนายแสวง และ กกต. ให้มาเรียกตนว่าเป็นหมาได้เลย


นายภัทรพงศ์ ยังยกตัวอย่างคดีฉ้อโกงทองของแม่ตั๊ก เปรียบเทียบว่าเงินที่แม่ตั๊กได้มา หากแม่ตั๊กไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินเหล่านั้นได้มาอย่างไร โดยชอบหรือไม่ ปปง. สั่งริบเงินเข้าเป็นของหลวง แต่ทำไมเงินค่างานที่ หจก.บุรีเจริญฯ ได้จากกระทรวงคมนาคม 2,200 ล้านบาท นายแสวงกลับจะมาบอกว่าเป็นเงินที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่คนที่มีหน้าที่ตอบจริง ๆ คือนายศักดิ์สยาม และ หจก.บุรีเจริญฯ แต่วันนี้นายแสวงกลับทำแทนเสียทุกอย่าง แล้วยังมีหน้ามาพูดว่าอย่ามาว่าตนเลยเพราะขณะนี้ย้ายสำมะโนครัวมาเป็นคนกรุงเทพฯแล้ว ก็ตอนนี้นายแสวง เป็นเสี่ยแสวงมีเงินตั้ง 47 ล้านบาท จะเกษียณปีหน้าจะอยู่บ้านนอกเซาะกราวทำไม ก็ไปใช้ชีวิตหรูอยู่สบายที่กรุงเทพฯดีกว่า


จากนั้นนายภัทรพงศ์ ได้ไปยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ กกต.โดยแจ้งว่าต้องการขอพบนายแสวงสัก 5 นาที แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าต้องทำหนังสือขอเข้าพบยื่นล่วงหน้ามาก่อน โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการประสานงาน และมีผู้อำนวยการสำนักบริหารทั่วไปลงมาเพื่อที่จะรับเรื่อง แต่นายภัทรพงศ์ ระบุว่าไม่ได้มายื่นร้องเรียน แต่ต้องการยื่นใบแต่งตั้งทนายความจำลองมาให้ถึงมือนายแสวง ซึ่งทาง ผอ.ระบุว่ามีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น ไม่สามารถรับเอกสารอื่นได้ นายภัทรพงศ์ จึงได้ฝากใบแต่งตั้งทนายความดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับร้องเรียนแทน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทนายอั๋น #กกต #ภูมิใจไทย #แสวงบุญมี




นายกฯ ลุยติดตามการจัดการน้ำในเจ้าพระยา มอบกรมชลฯ ผู้ว่าชัชชาติ ติดตามสถานการณ์น้ำเหนืออย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงที่ไปประชุมกาตาร์


นายกฯ ลุยติดตามการจัดการน้ำในเจ้าพระยา มอบกรมชลฯ ผู้ว่าชัชชาติ ติดตามสถานการณ์น้ำเหนืออย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงที่ไปประชุมกาตาร์


วันนี้ (2 ตุลาคม 2567) เวลา 10.20 น.  นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจการบริหารจัดการน้ำ โดยมี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุริยพล  นุชอนงค์  รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้างรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากรองอธิบดีฝ่ายก่อสร้างรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่า สถานการณ์น้ำจากพื้นที่ตอนบนในลุ่มน้ำปิง วัง  ยม  และน่าน  ยังคงมีฝนตกอยู่ในบางพื้นที่  ส่งผลให้มีปริมาณน้ำตอนบนทยอยไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์  มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 2,128 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น  ส่งผลต่อเนื่องให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวสูงขึ้นตามลำดับ  กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ตามศักยภาพของคลองและสอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่  พร้อมควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ให้อยู่ในอัตรา  1,899 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนให้ได้มากที่สุด 


นายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาว่าจะสร้างผลกระทบต่อประชาชนหรือไม่   ซึ่งได้สั่งการ ให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำ ให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนหรือกระทบน้อยที่สุด และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในขณะนี้บริเวณจังหวัดอ่างทอง และพระนครศรีอยุธยาทราบข้อมูลการปล่อยน้ำล่วงหน้าก่อนอย่างน้อย 1 วัน เพื่อเตรียมขนย้ายของต่าง ๆ ไว้ในที่ปลอดภัย รวมถึงฝากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทำการพร่องน้ำในคลองสาขาต่าง ๆ เพื่อรองรับน้ำ หากเกิดฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยให้ประสานความร่วมมือกับกรมชลประทาน ให้สอดคล้องกันในการดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ อีกทั้ง ขอให้เร่งกำจัดขยะและผักตบชวาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสูบน้ำและการระบายน้ำออกจากพื้นที่ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มกำลังอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และฝากศึกษาการจัดการน้ำแม่น้ำยม กรณี "แก่งเสือเต้น" โดยให้อัปเดทข้อมูล นำเรื่องกลับมาศึกษาเพื่อประโยชน์ในระยะยาว และสแตนด์บายรายงานผลตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมสุดยอดผู้นำที่เมืองโดฮารัฐกาตาร์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นายกฯแพทองธาร #สถานการณ์น้ำ









จม.จากเรือนจำ “ขนุน-สิรภพ” เขียน “แด่ความยุติธรรมที่ผมยังเชื่อ” หลังทราบผลศาลยกคำร้องประกันตัว เพราะเกรงจะหลบหนี ตนเองมีแต่ความสับสนคับข้องใจ ยันไม่เคยคิดหลบหนี เพียงขอสิทธิประกันตัวเพื่อออกไปเรียนเท่านั้น

 


จม.จากเรือนจำ “ขนุน-สิรภพ” เขียน “แด่ความยุติธรรมที่ผมยังเชื่อ” หลังทราบผลศาลยกคำร้องประกันตัว เพราะเกรงจะหลบหนี ตนเองมีแต่ความสับสนคับข้องใจ ยันไม่เคยคิดหลบหนี เพียงขอสิทธิประกันตัวเพื่อออกไปเรียนเท่านั้น 


วันนี้ (1 ต.ค. 67) เฟสบุ๊ค panusaya sithijirawattanakul โพสข้อความจดหมายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 'ขนุน สิรภพ' เขียน โดยมีใจความระบุว่า


“ประเทศไทยคือบ้านเกิดของผม”


01/10/2024 สวัสดีครับแม่ หลังจากวันนี้ได้ทราบผลประกันของวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว เหตุจากที่ศาลเชื่อว่าผมจะหลบหนี และไม่มีเหตุจำเป็นให้มีการไต่สวน เนื่องจากหลักฐานเพียงพอแล้ว วินาทีที่ได้ยินภายในหัวหนุนมีแต่ความสับสนและคับข้องใจ แต่ถึงอย่างนั้นหนุนก็จะหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ว่า หนุนไม่เคยคิดจะหลบหนี และหนุนต้องการออกไปเรียนต่อเท่านั้น 


คำถามสำคัญในหัวหนุนคือ ทำไมหนุนต้องหลบหนี? ป๋า แม่ แฟน ญาติ เพื่อน อาจารย์ ต่างเป็นคนไทย สังคมในชีวิตหนุน คนสำคัญคือคนไทย ทำไมหนุนต้องทิ้งคนสำคัญเหล่านี้ เพียงเพราะคดีที่มีโทษ 2 ปีด้วย หนุนเกิดเป็นคนไทย เหตุใดที่หนุ่มต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนอย่างผืนแผ่นดินนี้ไปด้วย การหนีโทษจากคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาไม่เคยอยู่ในหัวหนุน หากหนุนหนีคือการที่หนุนต้องบอกลาทุกคนในชีวิตตลอดกาล ไปอยู่ในที่ๆ ไม่รู้จัก อาหารที่ไม่คุ้นเคย ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย ชั่วชีวิตหนุนจะไม่ได้กลับมาบ้านที่อบอุ่น หาพ่อแม่ ญาติ ไม่ได้ไปบ้านนอก ไม่ได้ทำบุญให้คุณย่า ไม่ได้อยู่กับแฟนที่ผมรัก และที่สำคัญ ไม่ได้อยู่เพื่อใช้ความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาประเทศ จากที่หนุนว่ามา ล้วนไม่มีเหตุให้หนีเลย เงินหนุนก็ไม่มี ครอบครัวก็มีฐานะปานกลาง พอมีพอใช้แต่ไม่มีเงินพอที่จะไปไหน ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ หนุนยังไม่เคยนั่งเครื่องบินเลย ไม่เคยไปต่างประเทศ พาสปอร์ตก็ไม่เคยทำ วีซ่าก็ไม่เคยมี ถึงจำเลยที่ 2 ในคดีหนุนจะหนีไป แต่เขาไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับหนุน 


หนุนน้อยใจนะ จากคนที่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ไปในทุกนัดของคดีไม่เคยขาด จนถึงวันพิพากษา แต่กลายเป็นว่า คนที่เดินพร้อมกระบวนการยุติธรรมต้องถูกจองจำ ไม่ได้สิทธิประกันตัว แต่คนที่หลบหนีกลับมีอิสรภาพแทนคนที่อยู่ เพื่อยึดมั่นในกระบวนการของตุลาการ 


สุดท้าย จากที่ระบายมา หนุนจะเดินหน้าเพื่อสิทธิประกันตัวต่อไป ในอาทิตย์นี้หนุนจะแถลงถึงศาลท่านเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ และเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงยุติธรรมอยู่ 


แด่ความยุติธรรมที่ผมยังเชื่อ 

สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ

ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


สำหรับ สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือขนุน เคยจัดกิจกรรมกลุ่ม ‘มศว คนรุ่นเปลี่ยน’ ปัจจุบันอายุ 23 ปี จบการศึกษาจาก ภาควิชารัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2567 ในคดีมาตรา 112 ซึ่ง ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 2 ปี จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2563


การไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ส่งผลให้ 'ขนุน สิรภพ' ขาดโอกาสในการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จดหมายนักโทษการเมือง #ขนุนสิรภพ #ปล่อยเพื่อนเรา #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567

“นิติเวช” เปิดศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเหตุไฟไหม้รถบัสนักเรียน วอนพ่อแม่สายตรงจัดเก็บดีเอ็นเอไว้ตรวจยืนยัน คาดไม่เกิน 7 วันส่งมอบได้ครบ

 


“นิติเวช” เปิดศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเหตุไฟไหม้รถบัสนักเรียน วอนพ่อแม่สายตรงจัดเก็บดีเอ็นเอไว้ตรวจยืนยัน คาดไม่เกิน 7 วันส่งมอบได้ครบ


วันนี้ (1 ตุลาคม 2567) เมื่อเวลา 12.20 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยา จังหวัดอุทัยธานี รถบัสคันดังกล่าว เป็นรถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ภายในรถมีผู้โดยสารเป็นครูและนักเรียนจำนวน 44 คน แบ่งเป็นนักเรียน 38 คน ครู 6 คน ภายในรถ (ไม่รวมคนขับ) พบแสงเพลิงรุกไหม้ทั้งคัน เด็กนักเรียนและครูวิ่งหนีตายลงจากรถอลหม่าน เจ้าหน้าที่จึงได้เร่ง ระดมฉีดน้ำและช่วยเหลือผู้ติดค้างที่อยู่ภายในรถอย่างเร่งด่วน


หลังจากเพลิงสงบพบร่าง ผู้เสียชีวิตจำนวนหลายรายซึ่งยังไม่สามารถแยกรูปพรรณสันฐานได้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บหลักฐานอย่างละเอียดเพื่อพิสูจน์ทราบอัตลักษณ์ เพื่อยืนยันว่าร่างนี้เป็นร่างของผู้เสียชีวิตผู้ใด และเบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างค้นหาร่างผู้สูญหาย 25 ราย แบ่งเป็นเด็ก นร.22 คน ครู 3 คน โดยจะส่งศพไปส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งจะมีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ร่วมชันสูตรพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลด้วย


นายไกรเลิศ อิสวัสดิ์  คนเห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ตนขับรถยนต์มาคู่กับรถบัสดังกล่าว  และสังเกตเห็นว่ารถบัสคันที่เกิดเหตุมีกลุ่มควันทวยพุ่งขึ้นมาจากหลังคารถ ต้นจึงจอดรถเพื่อที่จะหาถังดับเพลิง ซึ่งเป็นจังหวะที่รถเมล์โดยสารขับผ่านมาพอดีตอนจึงได้บอกให้รถเมล์จอด แล้วยืมถังดับเพลิงมาฉีดไปที่รถบัส ซึ่งทุกคนในบริเวณนั้นพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือเด็กๆและคุณครูที่อยู่ภายในรถ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากแสงเพลิงรุกรานอย่างรุนแรง ทำให้ทุกคนต้องล่าถอยออกมา จากนั้นก็เห็นว่าแสงเพลิงยังลุกลามและรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ตนไม่สามารถมองเห็นได้ว่าภายในรถมีคนอยู่กี่คน ก่อนที่จะเห็นว่ามีเด็ก 2 คนวิ่งออกมาจากรถพร้อมกับครูอีก 1 คน


หลังเกิดเหตุนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ,นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจโท กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลาง  ได้ร่วมกันมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ


ทีมข่าวได้รับการยืนยันว่า รถบัสคันดังกล่าวเกิดยางแตกที่บริเวณล้อหน้าฝั่งขวาจนทำให้เสียหลักไปชนเข้ากับแบริเออร์เกาะกลางถนน และเกิดประกายไฟขึ้น ซึ่งครูพยายามวิ่งไปเปิดประตูฉุกเฉินที่อยู่ท้ายหลัง แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้ เนื่องจากมีแสงเพลิงและกลุ่มควันลุกลามอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยรอบและด้านในตัวรถได้แล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน พร้อมพนักงานสอบสวนเขตพื้นที่รับผิดชอบ จะเข้ามาในพื้นที่เกิดเหตุ โดยจะตั้งป้ายตัวเลขในจุดต้องสงสัย แล้วจะทำการตรวจพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิตและเก็บวัตถุพยานต่างๆ ภายในห้องโดยสาร เข้าสู่ขั้นตอนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล โดยร่างของผู้เสียชีวิตจะนำไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ


สำหรับรถบัสคันกล่าว มีกำหนดการที่จะนำนักเรียน ร่วมโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ ประจำปีการศึกษา 2567 ณ. อุทยานประวัติศาสตร์จัวหวัดพระนครศรีอยุธยา และศูนย์การเรียนรู้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตสำนักงานกลาง จังหวัดนนทบุรี ขณะมาถึงที่เกิดเหตุ


ต่อมาที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (ผบก.พฐก.) กล่าวว่า สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีเกิดเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของนักเรียนโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ที่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต หน้าอนุสรณ์สถาน จ.ปทุมธานี ว่าขณะนี้สามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้แล้ว 5 ราย แต่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ เนื่องจากสภาพศพถูกไฟไหม้เกรียม ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างทยอยค้นหาเพื่อนำร่างออกจากรถคันดังกล่าว ซึ่งยังไม่สามารถสรุปจำนวนที่ชัดเจนได้ โดยร่างที่นำออกจากรถได้แล้ว ก็จะทยอยนำส่งมาที่นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อทำการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล


“ส่วนการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานต่างๆ ขณะนี้ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากต้องรอให้พนักงานสอบสวนเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุก่อน โดยเฉพาะต้องนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาให้ได้ก่อน จากนั้นพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ก็จะเข้าไปทำการตรวจ สภาพรถ และการติดตั้งระบบเชื้อเพลิง เพื่อนำมาประกอบหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป” ผบก.พฐก. กล่าว


ด้าน พล.ต.ต.สุพิไชย ลิ่มศิวะวงศ์ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่าสำหรับขั้นตอนการผ่าพิสูจน์เบื้องต้น ทราบว่าสภาพศพถูกไฟไหม้เกรียมทำให้ยากต่อการตรวจพิสูจน์ ทางทีมแพทย์จึงเน้นไปที่การตรวจเลือด เนื้อเยื่อ กระดูก เนื่องจากสิ่งเหล่านี้สามารถเก็บดีเอ็นเอเพื่อตรวจเทียบเคียงกับญาติ โดยตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บจากเลือด จะทราบผลได้ภายใน 1 วัน แต่หากเป็นเนื้อเยื่อจะทราบภายใน 3 วัน ส่วนกระดูกจะทราบใน 7 วัน ดังนั้นญาติที่จะมาเก็บดีเอ็นเอ ขอให้เป็นญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ หรือพี่น้องสายเลือดเดียวกัน เพื่อความรวดเร็วในการตรวจพิสูจน์


นอกจากนี้ทางนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ได้ประสานกระทรวงสาธารณสุขนำทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตในภาวะวิกฤตหรือ MCATT มาประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการฯ เพื่อพูดคุยเยียวยาจิตใจกับผู้ปกครอง หรือญาติที่มาติดตามความคืบหน้า โดยจัดห้องประชุมชั้น 3 ไว้รองรับ พร้อมย้ำว่านิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือและทีมแพทย์ในกรณีเกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้


อัพเดตเหตุไฟไหม้รถนักเรียน มีผู้เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ 23 ราย เสียชีวิตเพิ่มที่ รพ. อีก 2 ราย รวม 25 ราย


สำหรับ ผู้ปกครองหรือญาติที่ต้องการติดต่อขอข้อมูลหรือปรึกษาสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02-2076108 ต่อ 1101 ตลอด 24 ชั่วโมง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไฟไหม้รถบัส R.I.P












ศาลอาญา พิพากษายกฟ้อง “ชำนาญ-ปุณิกา” คดีพยายามฆ่าจนท.(ทหาร) ถูกกล่าวหาเป็น “ชายชุดดำ” ก่อเหตุยิงต่อสู้ทหารที่เข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงคืน 10 เม.ย.53 ที่แยกคอกวัว ศาลชี้พยานฝ่ายโจทก์มีพิรุธ-ไม่เห็นหน้าผู้ก่อเหตุ ทั้งสองขอบคุณที่ให้ความเป็นธรรม

 


ศาลอาญา พิพากษายกฟ้อง “ชำนาญ-ปุณิกา” คดีพยายามฆ่าจนท.(ทหาร) ถูกกล่าวหาเป็น “ชายชุดดำ” ก่อเหตุยิงต่อสู้ทหารที่เข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงคืน 10 เม.ย.53 ที่แยกคอกวัว ศาลชี้พยานฝ่ายโจทก์มีพิรุธ-ไม่เห็นหน้าผู้ก่อเหตุ ทั้งสองขอบคุณที่ให้ความเป็นธรรม


วันนี้ (1 ตุลาคม 2567) ที่ห้องพิจารณาคดี 807 ศาลอาญา รัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาในคดี “ชายชุดดำ” ร่วมกันก่อเหตุยิงต่อสู้กับทหารที่เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. บริเวณ 4 แยกคอกวัวคืนวันที่ 10 เม.ย.2553


คดีนี้อัยการฟ้อง 2 คนได้แก่ ชำนาญ ภาคีฉาย หรือเล็ก จำเลยที่ 1 และ ปุณิกา ชูศรี หรืออร จำเลยที่ 2 ด้วยข้อหาข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย


สำนักข่าวประชาไทได้ สรุปคำพิพากษาของศาลได้ว่าพยานของฝ่ายโจทก์หลายปากที่อ้างว่าอยู่ในที่เกิดมีพิรุธเช่นพยานตำรวจที่อ้างว่าเห็นจำเลยที่ 1 พร้อมกับอาวุธสงครามและเปิดหมวกที่คลุมใบหน้าไว้และแต่ไม่ถ่ายภาพอาวุธที่จำเลยกับพวกถือไว้อยู่เลยทั้งที่สามารถทำได้โดยง่าย และพยานบุคคลทั่วไปที่เคยให้การกับพนักงานสอบสวนไว้ตอนปี 2553 อ้างว่าเห็นกลุ่มผู้ก่อเหตุใส่หมวกปิดบังใบหน้ายืนประกอบอาวุธอยู่ในบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่เมื่อถูกพนักงานสอบสวนเรียกไปให้การอีก 2 ครั้งในปี 2560 และ 2561 กลับเบิกความว่ากลุ่มชายดังกล่าวได้ถอดหน้ากากออกศาลเห็นว่าพยานปากนี้ให้การขัดแย้งกัน


นอกจากนั้นพยานทหารอย่าง ชัยวัฒน์ ตะเพียรทอง ที่เบิกความว่าขณะที่หน่วยทหารในถนนตะนาวกำลังกลับถอนกำลังออกจากถนนตะนาวตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาตนเห็นรถตู้สีขาวขับฝ่าเข้ามาและผู้ก่อเหตุยังเปิดกระจกรถมาและถอดหมวกไอ้โม่งที่คลุมหน้าอยู่ออกและตะโกนด่าทหารนั้น ศาลก็ยังเห็นว่าในถนนเส้นนั้นมีหน่วยทหารที่กำลังถอนกำลังอยู่แต่ผู้ก่อเหตุยังขับรถเข้าไปทั้งที่เสี่ยงต่อการถูกจับกุมแล้วผู้ก่อเหตุที่ใส่หมวกไอ้โม่งปิดใบหน้าก็เพื่อปกปิดตัวตนจากบุคคลอื่นและเจ้าหน้าที่ทำให้คำให้การของพยานทหารปากนี้มีพิรุธเช่นกัน


พล.ท.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีเนื่องจาก พล.ต.วิจารณ์ จดแตง มาแจ้งกับตนเมื่อ 4 ส.ค.2558 ว่าจับผู้ก่อเหตุได้ เบิกความในฐานะอยู่ในเหตุการณ์แต่พบว่าขณะเกิดเหตุไม่ได้เห็นใบหน้าของคนร้ายเนื่องจากปิดบังใบหน้าและเมื่อพยานเห็นคนร้ายใช้อาวุธยิงแล้วก็หมอบลงด้วยพยานย่อมไม่เห็นตัวผู้ก่อเหตุจึงเชื่อว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้การอ้างอว่าเห็นจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อถือ


ส่วนพยานของโจทก์ร่วม รณฤทธิ์ สุวิชชา ที่เบิกความรายละเอียดเกี่ยวกับการก่อเหตุว่าได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมก่อเหตุการณ์ในคืนวันที่ 10 เม.ย.2553 และได้พบกับผู้ร่วมก่อเหตุคนอื่น ๆ รวมถึงจำเลยในคดีนี้ก่อนเดินทางไปที่เกิดเหตุแล้วร่วมกันนำอาวุธไปใช้ยิงใส่ทหารในถนนตะนาวและขึ้นรถตู้หลบหนีและตนได้ให้การไว้หลังจากถูกจับกุมเมื่อ 8 ก.ย.2557 ขณะถูกควบคุมตัวอยู่ในกองพันทหารสื่อสารที่ 1 และต่อมาพยานได้ให้การไว้กับพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษไว้เมื่อปี 2560


แต่รณฤทธิ์ตอบคามทนายความจำเลยด้วยว่า หลังจากตนถูกคุมตัวในค่ายทหารและถูกย้ายไปคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพแล้วตนก็ได้ร้องขอความเป็นธรรมกับพนักงานสอบสวนพร้อมกับมีทนายความเข้ามาช่วยเหลือได้บอกกับทนายความว่าที่เคยให้การไว้กับทหารนั้นไม่เป็นความจริงและเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาก็ให้การปฏิเสธ ศาลเห็นว่าคำให้การของพยานปากนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอย


ดังนั้นจึงเหลือเพียงพล.อ.วิจารณ์ จดแตง ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเบิกความว่าหลังจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกตนได้ใช้อำนาจดังกล่าวพาตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนคือ กิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรืออ้วน ปรีชา อยู่เย็น รณฤทธิ์ และชำนาญ จำเลยในคดีนี้และได้ทำบันทึกคำให้การรายละเอียดการก่อเหตุไว้ อย่างไรก็ตามศาลเห็นว่าพยานปากนี้เป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่านั้นจึงห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226 (3)


ศาลจึงพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองคนเพราะเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาล้วนแต่มีพิรุธ และจำเลยทั้งสองคนในคดีก็ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ทำความผิดตามคำฟ้อง


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้จำเลยทั้งสองสู้คดี จนศาลยกฟ้องทั้ง 3 ศาล ในข้อหาครอบครองอาวุธ และถูกฟ้องในคดีนี้ที่พิพากษาในวันนี้เป็นคดีสอง


โดย ปุณิกา กล่าวกับ ยูดีดีนิวส์ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า คดีที่พิพากษาวันนี้รู้สึกดีกว่าคดีแรก(ครอบครองอาวุธ) เพราะคดีที่แล้วถึงแม้ยกฟ้อง(ทั้ง 3 ศาล) แต่ยังมีข้อสงสัย ทำให้ติดคุกฟรี คดีนี้ไม่ได้ติดคุกและไม่มีข้อค้างคา และยกฟ้องในวันนี้ ทำให้รู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม


ข้อมูลคดี : ประชาไท


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชายชุดดำ #คนเสื้อแดง #นปช

จม.จากเรือนจำ “ขุนน-สิรภพ”เล่านอกจากออกกำลังกายคือการอ่านหนังสือ ได้พูดคุยกับอานนท์ “นิติรัฐ นิติธรรม คืออะไร”

 


จม.จากเรือนจำ “ขุนน-สิรภพ”เล่านอกจากออกกำลังกายคือการอ่านหนังสือ ได้พูดคุยกับอานนท์ “นิติรัฐ นิติธรรม คืออะไร”


วันนี้ (30 ก.ย. 67) เฟสบุ๊ค panusaya sithijirawattanakul โพสข้อความจดหมายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 'ขนุน สิรภพ' เขียน โดยมีใจความระบุว่า


“นิติรัฐ นิติธรรม คืออะไร”


30/09/2024 สวัสดีครับแม่ เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมาน่าเบื่อเหมือนเคย นอกจากออกกำลังกายสองวันหนุนวุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือ รัฐธรรมนูญ และ ป.อาญา/วิธีพิจารณา ในเรื่องสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว แต่เมื่ออ่านวนไปวนมาสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนุนคิดถึงคือ หลักนิติรัฐและนิติธรรม หนุนต้องบอกก่อนว่าหนุนไม่ถนัดเลยในประเด็นนี้หากให้อภิปราย แม้หนุนจะเคยกล่าวถึงบ้างจากรายวิชากฎหมายเบื้องต้นสมัย มศว หรือจากงานเสวนาที่มักหยิบประเด่นดังกล่าวมาพูดถึงเด่นชัดที่สุดคงเป็น อ.ธงชัย เมื่อหลายปีก่อนหน้า ทั้งหมดนี้นำมาสู่คำว่า นิติรัฐและนิติธรรมคืออะไร?


หนุนอ่านและพูดคุยกับพี่อานนท์นิดหน่อยถึงประเด็นนี้ทำให้หนุนเข้าใจคร่าวๆ ได้ว่า นิติรัฐ มีรากศัพท์มาจากภาษาเยอรมันคือ Rashsstaat โดยเป็นการรวมสองอย่างคือ Rach แปลว่า “สิทธิ” และในอีกความคือ “กฎหมาย” และ Staat แปลว่ารัฐ ในหลายภาษาก็มีความพยายามแปลเพื่อคงความหมายเดิมให้มากที่สุดอย่างในอังกฤษแปลว่า Rule of law ซึ่งสิ่งนี้ชวนงงเข้าไปใหญ่เพราะในภาษาไทยกลับแปลว่านิติธรรม ในทางหนึ่งที่เข้าใจคือทั้งสองเกิดในยุโรปแต่คนละประเทศ คุณค่า ลักษณะจึงต่างกัน หากกล่าวตามอำเภอใจ นิติรัฐ คือการให้กฎหมายปกครองมนุษย์เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปกครองใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทั้งยังประกันสิทธิให้แก่พลเมืองแห่งรัฐอีกด้วย เช่นเดียวกับนิติธรรมต่างเพียง นิติรัฐให้ความสำคัญกับหลักการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง 3 เสาหลักอย่าง ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจจนเกินไป การตรวจสอบจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของนิติธรรม หนุนพูดดูอาจเป็นนามธรรมไปบ้างถ้าหนุนเข้าใจผิดก็ขออภัยในล่วงหน้า ในนี้ไม่ได้สะดวกเท่าข้างนอกที่หนุนสงสัยอะไรก็หาได้เลย


สุดท้าย หนุนอยากหาคำตอบนี้ ทางเดียวคือการได้รับอิสรภาพ หนุนยังคงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและฝ่ายตุลาการเสมอ หนุนหวังว่าฝันร้ายนี้จะจบลงซักที ในวันที่ออกไป


ปล.หนุนจะเขียนเรื่องนี้ในฉบับถัดไปนะครับ


ด้วยองค์ความรู้ที่ระลึกถึง

Sirapob

(สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ)

ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ


สำหรับ สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือขนุน เคยจัดกิจกรรมกลุ่ม ‘มศว คนรุ่นเปลี่ยน’ ปัจจุบันอายุ 23 ปี จบการศึกษาจาก ภาควิชารัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2567 ในคดีมาตรา 112 ซึ่ง ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 2 ปี จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2563


การไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ส่งผลให้ 'ขนุน สิรภพ' ขาดโอกาสในการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จดหมายนักโทษการเมือง #ขนุนสิรภพ #ปล่อยเพื่อนเรา #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม