วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2567

“ณัฐพงษ์” คิกออฟแคมเปญ “เท้งทั่วไทย” กลับบ้านเกิดบางแคพบประชาชน เตรียมเดินสายทั่วประเทศรวบรวมปัญหา-สร้างนโยบายที่ดีที่สุดให้กับประชาชนในการเลือกตั้งปี 70 ชี้ผลนิด้าโพลรับรู้ไว้เพื่อปรับปรุงการทำงาน ขอเดินหน้าทำงานเต็มที่ต่อ

 


“ณัฐพงษ์” คิกออฟแคมเปญ “เท้งทั่วไทย” กลับบ้านเกิดบางแคพบประชาชน เตรียมเดินสายทั่วประเทศรวบรวมปัญหา-สร้างนโยบายที่ดีที่สุดให้กับประชาชนในการเลือกตั้งปี 70 ชี้ผลนิด้าโพลรับรู้ไว้เพื่อปรับปรุงการทำงาน ขอเดินหน้าทำงานเต็มที่ต่อ


วันที่ 29 กันยายน 2567 ที่เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ทิสรัตน์ เลาหพล สส.กรุงเทพฯ เขต 29 (หนองแขม-บางแค), ธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กรุงเทพฯ เขต 30 (บางแค-ภาษีเจริญ), และอำนาจ ปานเผือก สก.เขตบางแค พรรคประชาชน ร่วมเดินสายพบปะประชาชนในพื้นที่เขตบางแค โดยเริ่มการลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ที่ตลาดหมู่บ้านเศรษฐกิจ และหมู่บ้านสุขสันต์ 6 โดยตลอดการเดินมีประชาชนมาร่วมพบปะพูดคุย ให้กำลังใจ และแลกเปลี่ยนปัญหาในพื้นที่อย่างไม่ขาดสาย


หลังจากนั้นได้ร่วมกันพบปะประชาชนภายในชุมชนรวมใจริมคลอง ซ.เพชรเกษม 62/1 พร้อมเปิดวงพูดคุยรับฟังปัญหาและความต้องการของชาวชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ภายในชุมชน ที่ สก.และ สส.พรรคประชาชนได้ร่วมติดตามขับเคลื่อนมาตลอด


ในช่วงหนึ่งระหว่างการลงพื้นที่ ณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า นี่เป็นโอกาสแรกหลังการยุบพรรคก้าวไกลที่ตนได้กลับมาลงพื้นที่บางแคอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้มาในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการคิกออฟภายใต้แคมเปญ “เท้งทั่วไทย” ที่หลังจากนี้ตนจะเริ่มเดินทางไปพบปะประชาชนทั่วประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวปัญหาและสอบถามสารทุกข์สุขดิบของประชาชนทั่วประเทศ 


บางแคเป็นพื้นที่ที่ทำให้ตนได้เข้าสู่เส้นทางการเมืองมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ปี 2562 ต่อมาชาวบางแคก็ได้ให้ความไว้วางใจกับพรรคก้าวไกลจนได้ สก. และยังให้ความไว้วางใจกับผู้ที่ลงสมัคร สส.แทนตนด้วย วันนี้ตนจึงเริ่มต้นการเดินทางที่นี่ โดยเมื่อเช้าได้ไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนในหลายจุด ประชาชนสะท้อนว่าผู้แทนจากทั้งอดีตพรรคอนาคตใหม่ อดีตพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนสร้างผลงานเป็นรูปธรรมและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ มีการฝากปัญหาหลายเรื่องที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งทางผู้แทนพรรคประชาชนจะร่วมผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาต่อไป ตามความตั้งใจของตนและพรรคประชาชนที่จะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่สนว่าเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า แม้ในฐานะพรรคการเมือง พรรคประชาชนต้องพูดนโยบายในระดับประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับตนคือการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ที่มักติดเงื่อนไขกฎระเบียบหรืองบประมาณ ซึ่งการแก้ปัญหาของเราจะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ประชาชนเห็นว่าการเมืองที่ดีสามารถทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นได้จริงๆ นี่คือบทบาทของเราในฐานะฝ่ายค้านเชิงรุก เพื่อส่งมอบนโยบายที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประชาชน


หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงผลการสำรวจความนิยมทางการเมืองในไตรมาสที่ 3/2567 ของนิด้าโพล ที่ระบุว่าพรรคประชาชนได้ความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนณัฐพงษ์ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้รับความนิยมมาเป็นอันดับที่สาม โดยณัฐพงษ์ระบุว่า จากบริบททางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ผลโพลมีทั้งขึ้นและลงเป็นเรื่องปกติ ผลโพลสำหรับตนเป็นเรื่องที่รับรู้เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงาน เพราะเราเชื่อว่าวิธีการเดียวที่จะทำให้คะแนนความนิยมมีความมั่นคงยิ่งขึ้นได้จนถึงการเลือกตั้งปี 2570 ก็คือการเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ หน้าที่ของเราต่อจากนี้คือการเข้าหาประชาชนและเดินหน้าทำงานในพื้นที่ต่อไป ซึ่งตนก็พร้อมที่จะเดินหน้าพิสูจน์ผ่านการทำงาน และครั้งหน้าเชื่อว่าพรรคประชาชนจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึัน


จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความเป็นไปได้ที่ในสัปดาห์หน้าจะมีการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ณัฐพงษ์จะมีแนวทางในการทำงานอย่างไรต่อไป โดยณัฐพงษ์กล่าวว่า สำหรับตนและพรรคประชาชนจะยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างแข็งขันเช่นเดิม และจะใช้เวลาส่วนหนึ่งในการลงพื้นที่พบประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งการใช้กลไกฝ่ายค้านพบประชาชนเพื่อสัญจรไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยจะยังคงไม่ทิ้งงานในสภาฯ ทั้งการอภิปรายญัตติและร่างกฎหมาย รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งที่ผ่านมาทางพรรคประชาชนได้รวบรวมข้อมูลไว้หลายด้านแล้ว แม้จะยังเปิดเผยไม่ได้ แต่คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการยื่นญัตติภายในไตรมาสแรกของปี 2568 รวมถึงอาจจะมีการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติก่อนหน้านั้นด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เท้งณัฐพงษ์ #พรรคประชาชน #เท้งทั่วไทย




'ภท.' จ่อรอด 'เลขา กกต.' ชี้ คดี 'ศักดิ์สยาม' ไม่เป็นเหตุยุบพรรค คาดไม่เกินเดือนต.ค.รู้ผล เผยสั่งยุติยุบ 'พปชร.' ปมเงินบริจาคตู้ห่าวแล้ว เหตุพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเงินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 


'ภท.' จ่อรอด 'เลขา กกต.' ชี้ คดี 'ศักดิ์สยาม' ไม่เป็นเหตุยุบพรรค คาดไม่เกินเดือนต.ค.รู้ผล เผยสั่งยุติยุบ 'พปชร.' ปมเงินบริจาคตู้ห่าวแล้ว เหตุพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเงินไม่ชอบด้วยกฎหมาย 


วันที่ 29 กันยายน 2567 นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องยุบพรรคภูมิใจไทยจากเหตุรับเงินบริจาคจากห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถือหุ้นอยู่ว่า ประเด็นนี้ทำให้ตนเองถูกด่าฟรีมาปีกว่า ๆ เพียงเพราะว่าตนเองเป็นคนบุรีรัมย์ จนมีคนไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตว่าเหตุใดกกต.ถึงมีคำสั่งยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกลแต่กลับไม่ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย


จึงขอชี้แจงว่า ด้วยความที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายทะเบียนพรรคการเมืองไปตรวจสอบ และตนได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาการทำงาน เพราะขณะกรรมการอยากจะได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ ทั้งที่จริง ๆ แล้วอยากจะให้วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน แต่ขยายเวลาออกไปจนคนอื่นรู้สึกว่า เพราะเลขาธิการกกต. เป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งสัมพันธ์กันอย่างไรตนก็ไม่เข้าใจ ทำให้ตนเองกลายเป็นจำเลยของสังคม ทั้ง ๆ ที่ตนไม่เคยเข้าไปยุ่ง


เลขากกต. กล่าวต่อว่า ถ้าถามข้อกฎหมายจริง ๆ อย่างกรณีของพรรคก้าวไกลมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นแนวเอาไว้แล้ว ซึ่งก็ผูกพันกับกกตทำให้ต้องใช้อำนาจในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่คดีของพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นการร้องว่าผิดหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีของนายศักดิ์สยามไม่ได้เป็นความผิดแห่งการยุบพรรคการเมืองเลย ไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง แต่เราก็พยายามหาว่าสิ่งที่เขามาร้องนั้นเป็นเหตุที่จะโยงไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้หรือไม่ เพราะสิ่งที่นายศักดิ์สยามทำผิดตามคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่เหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง


"ผมไม่เคยไปสอบถามหรือแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เป็นเรื่องของอำนาจใครอำนาจมัน แต่วันนี้ฟังได้ว่าเขาเสนอเรื่องมาแล้ว ตนก็จะได้สบายใจว่ามันจะได้จบเสียที ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอดูว่าที่เสนอมานั้นเป็นอย่างไร บางทีสังคมเข้าใจไปว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ต้องยุบพรรคเหมือนกัน แต่ความรู้สึกของคนไปไกลแล้วว่าลักษณะเหมือนกัน แต่เรื่องของพรรคการเมืองหนึ่งถึงทำได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เรื่องของอีกพรรคการเมืองหนึ่งกลับทำได้อย่างล่าช้า แต่จริง ๆ ต้องดูข้อกฎหมายดูที่คำร้อง "นายแสวง กล่าว


นายแสวง กล่าวต่อว่า หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสนอเรื่องเข้ามาแล้ว ตนก็จะส่งเรื่องให้กับกรรมการที่ปรึกษาของนายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งมีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นก่อน ก่อนที่จะเสนอให้นายทะเบียนฯ พิจารณาให้ความเห็นว่าผิดกฎหมายต้องมีการยุบพรรคหรือไม่ ถ้านายทะเบียนเห็นว่าไม่ผิดก็จบเลย แต่ถ้าเห็นว่าผิดก็เสนอต่อกกต. คาดว่าไม่เกินเดือนต.ค.ก็จบแล้ว


เลขาธิการ กกต. กล่าวอีกว่า เรื่องของพรรคภูมิใจไทยก็เหมือนกับเรื่องร้องเรียนให้ยุคพรรคพลังประชารัฐ เนื่อจากกรณีการรับเงินบริจาคไม่ชอบด้วยกฎหมายจากนายตู้ห่าว ซึ่งการพิสูจน์ว่า เงินที่เขานำมาบริจาคนั้นเป็นเงินสีเทาได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมายเช่นเปิดบ่อนการพนัน ค้ายาเสพติด ซึ่งการจะดูว่าเงินนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถ้ามีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบไปบอกว่าเงินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถูกยึดก็จะชัดเจนว่าเป็นที่มาของเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เงินที่ไม่ชอบตามกฎหมายอื่น เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ทางกกต.ไม่มีอำนาจที่จะไปวินิจฉัย ต้องเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายนั้นเป็นผู้วินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งถ้าเงินที่ไม่ชอบตามกฎหมายนั้นเอามาบริจาค นั่นจะทำให้เขาถูกยุบพรรค แต่ถ้าเป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายพรรคการเมืองโดยตรง ก็อย่างเช่นกรณี เงินกู้ ที่เป็นเหตุยุบพรรคอนาคตใหม่ กกต.มีอำนาจวินิจฉัยด้วยตัวเอง


"กรณีเงินบริจาคของนายตู้ห่าว ไม่มีหน่วยงานไหนวินิจฉัยว่าเงินนั้น ได้จากอะไร เมื่อมันเป็นไปตามกฎหมายอื่นแล้วไม่มีหน่วยงานไหนมาวินิจฉัย และเราก็ไม่มีอำนาจที่จะไปวินิจฉัยตามกฎหมายอื่น กกต.ก็ต้องยุติเรื่องไป พอมาถึงเงินของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีบริษัทหนึ่งเอาเงินมาบริจาค เงินนั้นคือเงินหลวงที่บริษัทประมูลงานได้ ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาในคดีหนึ่งที่มีบริษัทเขาไปฮั้วประมูล และผู้มีอำนาจไม่ให้เงินค่างานเขา ศาลบอกว่าต้องแยกให้ถูกเขาทำงานก็ต้องได้ค่างาน ฮั้วประมูลไม่เกี่ยวกัน นั่นหมายความว่า เงินค่างานเป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเขาทำงานก็ต้องได้เงิน ส่วนเรื่องหัวประมูลก็ต้องไปดำเนินคดีอีกคดีหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ซึ่งถ้าคิดดี ๆ จะใกล้เคียงขึ้นมาทันทีว่าเงินที่พรรคการเมืองได้รับจาก บริษัทที่ไปทำงานให้หลวง นั่นคือเงินค่างานที่เขาได้รับจากการประมูลงานจากหลวง มีระบบบัญชีถูกต้อง เงินมันถึงเข้ามาอยู่ในบริษัทได้ ถ้าเป็นเงินฮั้ว มันเข้ามาอยู่ในบริษัทไม่ได้ ไม่รู้เงินนั้นจะไปอยู่ตรงไหน ดังนั้นถ้าตามกฎหมายแล้วมีความซับซ้อน คนจะคิดว่าฮั้วประมูลแล้วจะต้องยุบพรรค แล้วฮั้วจริงหรือเปล่าก็ยังไม่มีใครรู้ในตอนนี้ หรือมีใครตัดสินอย่างไร แต่สุดท้ายเขาก็คงเสนอขึ้นมาให้นายทะเบียนพิจารณา" นายแสวงกล่าว 


เมื่อถามถึงกรณี ร้องเรียนการยุบพรรคพลังประชารัฐจากกรณีเงินของนายตู้ห่าวแสดงว่า นายทะเบียนมีความเห็นยุติเรื่องแล้วใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ยุติไปแล้วเพราะเงินนั้นเป็นเงินตามกฎหมายอื่น ซึ่งไม่มีใครมาวินิจฉัยว่ามันเป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเราก็จะเอามาเป็นเหตุให้ยุบพรรคไม่ได้ มันเหมือนกับว่าเราพิสูจน์และฟังเขาจะจริงมาได้เท่านี้ เราไม่มีหน่วยงานไหนมาพิสูจน์และยืนยันได้ว่าเงินที่นายตู้ห่าวเอามาบริจาคนั้นมีที่มาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #ภูมิใจไทย #พลังประชารัฐ #คดียุบพรรค

“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง “แพทองธาร” ครองอันดับ 1 ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี

 


“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง “แพทองธาร” ครองอันดับ 1 ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี


วันนี้ (29 กันยายน 2567) “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2567” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 16-23 กันยายน 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0


ถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า


ร้อยละ 31.35 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) เพราะ มีความเป็นผู้นำ และมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ร้อยละ 23.50 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 

ร้อยละ 22.90 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) เพราะ เป็นคนรุ่นใหม่ มีแนวคิด และทัศนคติที่ดี

ร้อยละ 8.65 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) เพราะ เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร

ร้อยละ 4.80 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) เพราะ มีความสามารถและประสบการณ์ในการบริหาร รวมถึงมีจุดยืนในการต่อต้านอำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ

ร้อยละ 4.00 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) เพราะ มีความเป็นกันเอง ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต และมีจุดยืนในการทำงานที่ชัดเจน

ร้อยละ 1.15 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) เพราะมีความเด็ดขาด และมีประสบการณ์ทางการเมือง

2.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (พรรคประชาธิปัตย์) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายกรณ์ จาติกวณิช และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ

ร้อยละ 0.85 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า


ร้อยละ 34.25 พรรคประชาชน

ร้อยละ 27.15 พรรคเพื่อไทย

ร้อยละ 15.10 ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

ร้อยละ 9.95 พรรครวมไทยสร้างชาติ

ร้อยละ 4.40 พรรคประชาธิปัตย์

ร้อยละ 3.55 พรรคภูมิใจไทย

ร้อยละ 2.05 พรรคพลังประชารัฐ

ร้อยละ 1.70 พรรคไทยสร้างไทย

ร้อยละ 1.10 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อไทยรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา

ร้อยละ 0.75 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิด้าโพล #แพทองธารชินวัตร


วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2567

ซ่อน•หา : รัฐไทยซ่อนอะไรไว้บ้าง “ยุกติ-เบญจา-ประกายดาว” ล้อมวงเสวนา มายด์-ภัสราวลี ชวนมองย้อนสิ่งที่หล่นหายไประหว่างทาง ความหวังอิสรภาพนักโทษการเมือง

 


ซ่อน•หา : รัฐไทยซ่อนอะไรไว้บ้าง “ยุกติ-เบญจา-ประกายดาว” ล้อมวงเสวนา มายด์-ภัสราวลี ชวนมองย้อนสิ่งที่หล่นหายไประหว่างทาง ความหวังอิสรภาพนักโทษการเมือง


เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 เวลา 18.30 น. ที่ KINJAI CONTEMPORARY เขตบางพลัด กทม. มีการจัดกิจกรรมวงเสวนาในวันเปิดนิทรรศการ ‘ซ่อน(ไม่)หา(ย) (Presumption of Innocence)’ ซึ่งเป็นวงเสวนาแลกเปลี่ยนเพื่อมองย้อนถึงสิ่งที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริงที่ถูกทำให้พูดถึงไม่ได้ และทำไมเรายังต้องพูดเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นหายไป โดยภาพรวมวงเสวนามีการพูดคุยในประเด็นการเลือกเล่าและไม่เล่าในประวัติศาสตร์ ความฝัน ความหวัง ความสัมพันธ์ หรืออื่นๆ ที่หล่นหายไป จนกลายมาเป็นแรงผลักดัน และหนทางสู่สังคมที่ทุกคนเห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้ไม่ต้องมี ‘นักโทษทางความคิด’ และประเด็นอื่นๆ


โดยมีผู้ร่วมเสวนา นางสาวเบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.พรรคก้าวไกล, รศ.ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นางสาวประกายดาว พฤกษาเกษมสุข บุตรสาวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และดำเนินรายการโดย นางสาวภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล


ด้านนางสาวเบญจา แสงจันทร์ อดีต สส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ดำเนินคดีทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั้นตนขอย้อนไปในการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีการดำเนินคดีตามกฎหมายโดยใช้กระบวรการยุติธรรมเชิงนโยบาย ซึ่งประเด็นนี้ตนอยากพูดถึง คือมีการดำเนินคดีมาตรา 112 แต่เราหลงลืมการทำความจริงให้ปรากฏ และการคืนความยุติธรรมให้กับคนที่ยังไม่มีชีวิตอยู่ อาจจะทำให้สังคมไทยไม่สามารถหาทองออกจากความขัดแย้งนี้ได้ ซึ่งสังคมต้องถอดบทเรียนเรื่องนี้จริง ๆ 


ขณะที่ นางสาวประกายดาว พฤกษาเกษมสุข บุตรสาวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า ในสังคมไทยเท่าที่ตนเองได้ประสบการณ์มีผลกระทบต่อในเชิงลบต่อชีวิตของคนที่ใช้สิทธิเสรีภาพดำเนินคดี เช่นการถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จำคุก หรือ อุ้มหาย ซึ่งระหว่างทางมีการถูกติดตามคุกคามหรือการทำร้าย ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้การเล่าเรื่องไม่เปิดกว้างมากพอ สภาพสังคมปัจจุบันนี้มีความกลัวอยู่ส่วนหนึ่ง โดยช่วงที่ผ่านมาถือว่ามีพัฒนาการ สมัยม็อบคณะราษฎร ปี 2563 ที่มีการดันเพดาน การเล่าเรื่อง แต่สุดท้ายก็วนกลับมาในวงจรเดิม ผู้คนติดคุกกว่า 53 คน และมีผู้ที่ลี้ภัยอีกชุดหนึ่ง ตนในฐานะที่ทำงานในด้าน ซึ่งสิทธิมนุษนชนก็ทำงานยาก โดยมีการเซนเซอร์หรือปิดปากประชาชนอยู่


ด้าน อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร กล่าวว่า คือตนคิดว่ามันมีเรื่องใหญ่อยู่ประมาณสองถึงสามเรื่อง หนึ่งคือเราสามารถที่จะพูดอะไรได้หรือพูดอะไรไม่ได้ในแง่หนึ่งส่วนหนึ่งที่ ตนได้เห็นคือเรามักจะพูดอะไรกับผู้มีอำนาจไม่ค่อยได้ หรือมีเพดานของมันอยู่ ในประเทศไทยเพดานดังกล่าวที่พูดถึงไม่ได้สม่ำเสมอ บางครั้งบางเรื่องพูดได้ในระยะเวลาหนึ่งหรือพูดในแบบหนึ่งพูดได้ แต่บางช่วงระยะเวลาก็พูดไม่ได้และมีหลายเรื่องมากขึ้นที่พูดไม่ได้ ยกตัวอย่างในเร็วเร็วนี้เช่นงานวิชาการ ที่ถูกวางเพดานให้ต่ำลง ซึ่งเพดานที่ถูกทำให้ต่ำลงอย่างกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัย ซึ่งพระราชบัญญัตินี้จะต้องเซ็ตเพดานให้มีระเบียบการควบคุมจริยธรรมการวิจัยที่จะไม่ต้องไปมีผลกระทบต่อทำให้เกิดไม่ดีไม่งามต่อสิ่งที่วัฒนธรรมที่ดีงามหรือศาสนาสถาบันหรือประเพณีอันดีดีงาม ซึ่งมีทั้งเป็นเพดานที่ต่ำมาก ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนประเทศไทย พวกตนเป็นนักวิชาการก็ต้องสู้กันในเรื่องนี้ให้พระราชบัญญัตินี้ต้องแก้ไข 


“ช่วงใดที่มีการตั้งคำถามต่อพระมหากษัตริย์มากขึ้น จะทำให้มันกลับจะทำให้มีเพดานใช้มาตรา 112 รุนแรงรุนแรงหนักหน่วงมากขึ้นและถือว่าเป็นการรีเซ็ตเพดานการพูดถึงสถาบันที่ต่ำลงเรื่อยเรื่อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่กระทบต่อผู้มีอำนาจเช่นเรื่องทหารด้วย หลายเรื่องที่สังคมไทยพยายามที่จะแซเพดานการพูดถึงหรือเสรีภาพในการแสดงออกให้ต่ำลงเรื่อยเรื่อยแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาด้วย” อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร กล่าวทิ้งท้าย


รับชมวงสนทนาทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/GVWhHtpWKjVpHCqi/?mibextid=oFDknk


https://www.youtube.com/live/qUrgWp6QE9Y?si=EjJukK9LqA-QfnVF



สำหรับนิทรรศการ ซ่อน(ไม่)หา(ย) Presumption of Innocence at KINJAI CONTEMPORARY จะจัดต่อเนื่อง ถึงวันที่ 27 ต.ค. 67 ( 28 กันยายน - 27 ตุลาคม 2567 )


เวลา 12.00 - 20.00 น. ทุกวันอังคาร - วันอาทิตย์ (ปิดทำการวันจันทร์)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ซ่อนไม่หาย




จม.จากเรือนจำ “ขนุน-สิรภพ”เขียน “จากบัณฑิตจบใหม่ สู่...” สิ่งเดียวที่เฝ้าฝันคือสิทธิการประกันตัว มีชีวิตที่ได้ออกไปตามความฝัน


จม.จากเรือนจำ “ขนุน-สิรภพ”เขียน “จากบัณฑิตจบใหม่ สู่...” สิ่งเดียวที่เฝ้าฝันคือสิทธิการประกันตัว มีชีวิตที่ได้ออกไปตามความฝัน


วันนี้ (28 ก.ย. 67) เฟสบุ๊ค panusaya sithijirawattanakul โพสข้อความจดหมายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 'ขนุน สิรภพ' เขียน โดยมีใจความระบุว่า


“จากบัณฑิตจบใหม่ สู่...”


สวัสดีครับแม่ เอาเข้าจริงจะบอกจบใหม่ก็ไม่ได้ขนาดนั้น เพราะก็ผ่านมาเกือบปี หลังจบครึ่งปีแรกหนุนเรียน ป.โท มธ. และอีกครึ่งปี หนุนถูกขัง ณ มหาลัยพิเศษกรุงเทพ ไม่ใช่ที่ที่ผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์ แต่หนุนได้ความรู้จากประสบการณ์ในทุกวันจากที่แห่งนี้ แม้ในบางวันจะเหนื่อยยาก ท้าทาย แต่หนุนก็ยังอดทนจนถึงทุกวันนี้ 


หากพูดในแต่ละแดนมีสังคม วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน การที่หนุนได้เดินทาง พบเจอสังคมอย่างว่า ทำให้หนุนได้เจอผู้คนหลายประเภท ซึ่งโลกภายนอกหนุนจะไม่มีวันพบพวกเค้าเหล่านั้น หากหนุนได้ อิสรภาพ คงมีเรื่องราวมากมายให้พูดคุยอย่างแน่นอน 


ในวันนี้หนุนอยากจบการศึกษาจากที่นี่แล้ว หนุนอยากกลับบ้านไปเรียนต่อ ป.โท อยากออกไปทำตามความฝัน อนาคตของหนุนไม่ควรถูกแช่แข็งเช่นทุกวัน 6 เดือนที่ผ่านมามันนานมากสำหรับหนุน


สุดท้ายสิ่งเดียวที่หนุนเฝ้าฝันถึงคือ สิทธิการประกันตัว ผมคงขอให้คำอธิฐานผมเป็นจริงในเร็ววัน ศุกร์ที่ผ่านมาหนุนยื่นประกันตัวไป ขอให้หนุนได้ออกไปเจอป๊าแม่ไวๆ นะครับ


หนุนอยากกลับไปเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ 

หนุนอยากกลับไปมีชีวิต มีความฝัน มีความสุข


แด่ความรู้ในทุกแห่งหน

สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ

ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ


สำหรับ สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือขนุน เคยจัดกิจกรรมกลุ่ม ‘มศว คนรุ่นเปลี่ยน’ ปัจจุบันอายุ 23 ปี จบการศึกษาจาก ภาควิชารัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2567 ในคดีมาตรา 112 ซึ่ง ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 2 ปี จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2563


การไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ส่งผลให้ 'ขนุน สิรภพ' ขาดโอกาสในการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จดหมายนักโทษการเมือง #ขนุนสิรภพ #ปล่อยเพื่อนเรา #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
 

ทีมพรรคประชาชนลงพื้นที่เชียงใหม่ ลุยพบอาสาสมัคร-ราชการ-ท้องถิ่น-พี่น้องประชาชน พร้อมเสนอแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่ทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว

 


ทีมพรรคประชาชนลงพื้นที่เชียงใหม่ ลุยพบอาสาสมัคร-ราชการ-ท้องถิ่น-พี่น้องประชาชน พร้อมเสนอแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่ทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว


วันที่ 27 กันยายน 2567 พรรคประชาชน นำโดย เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ร่วมกับ สส.เชียงใหม่ของพรรค ลงพื้นที่ อ.สารภี อ.สันกำแพง และ อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมพูดคุยกับอาสาสมัคร หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพี่น้องประชาชน เพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่ทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว


โดยในช่วงเช้า ทีมพรรคประชาชนเดินทางไปพบปะเพื่อเรียนรู้เข้าใจการทำงานของฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 กรมชลประทาน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่มีการดูแลการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่กวง ซึ่งมีลำน้ำสาขาตามธรรมชาติทั้งแม่กวง แม่ออน แม่คาว ฯลฯ ทำให้ทีมพรรคประชาชนเข้าใจระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และข้อจำกัดในปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น


ส่วนในช่วงบ่าย ทีมพรรคประชาชนเดินทางไปพูดคุยกับเทศบาลตำบลไชยสถาน อ.สารภีจ.เชียงใหม่ พบปัญหาการจัดการน้ำในคลองและลำน้ำย่อยต่างๆ ในพื้นที่ ที่ไม่มีการสำรวจ รวมข้อมูล และประสานกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งการสูบน้ำจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจระบายมายังตำบลไชยสถาน และไม่สามารถระบายไปยังท้ายน้ำได้ ทำให้ประสบปัญหาการจัดการน้ำในท้องถิ่นต่างๆ เกิดเป็นปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ชุมชนข้างเคียงติดต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลานานกว่าพื้นที่อื่นๆ


ขณะที่ตลอดทั้งวัน ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 เดินทางไปดูปัญหาน้ำท่วมที่ชุมชนสันป่าค่า อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ พบปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน ไม่สามารถระบายออกไปได้ ทั้งที่อีกฝั่งถนนมีระดับน้ำต่ำกว่ามาก จึงประสานกับกรมทางหลวง กรมชลประทาน และเทศบาลเมืองต้นเปา นำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้งและสูบออกเพื่อช่วยระบายน้ำ โดยผู้แทนราษฎรได้รับคำขอบคุณและคำชื่นชมที่ช่วยเป็นปากเสียงแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันที


นอกจากนี้ ทีมพรรคประชาชนยังได้เดินทางไปสังเกตการณ์และสนับสนุนการทำงานอาสาสมัครภาคประชาชนในการกระจายอาหารปรุงสุกพร้อมทานให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ซึ่งพบว่ามีประชาชนที่อยู่ด้านในและยากต่อการเข้าถึงยังคงรอรับความช่วยเหลืออีกมาก


ต่อมาในช่วงเย็น ที่สถานีวัดระดับน้ำ P1 ของกรมชลประทาน สะพานนวรัฐ จ.เชียงใหม่ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center พูดคุยกับพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ถึงแนวทางการทำงานของ อบจ. ที่จะสามารถทำได้เพื่อเตรียมรับมือและอุทกภัยในอนาคต จนสรุปออกมาได้เป็นแผนการจัดการภัยพิบัติของจังหวัดเชียงใหม่ หรือ “CNX Disaster Management” โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่


ประเด็นที่ 1: การแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรม (Disaster Innovation)

- Sensor Network: วัดระดับน้ำ ส่งข้อมูลไปยังระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ โดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำ 

- Data Collective: ดึงข้อมูลมาเป็นศูนย์จัดการข้อมูลภัยพิบัติระดับจังหวัด ทั้งมวลน้ำ ดินสไลด์ จุดความร้อน ฯลฯ และมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

- War Room: ยกระดับการทำงานของ War Room ที่มีเพื่อสื่อสาร รายงานภัยพิบัติต่างๆ ของจังหวัดตลอดทั้งปี ทั้งรูปแบบ Online, On-Air, และ On-Ground


ประเด็นที่ 2: สร้างการตระหนักรู้ พร้อมกับส่งเสริมองค์ความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต

- การซ้อมแผนการรับมือให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้มีความพร้อมในการเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชน

- สร้างการตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และการปรับตัวรับมือโลกร้อน-โลกเดือด รวมถึงการออกแบบที่ใช้วิถีธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions)


ประเด็นที่ 3: แก้ปัญหาเชิงกายภาพ

- ขุดลอกคูคลอง เชื่อมต่อและขยายพื้นที่ระบายน้ำและพื้นที่หน่วงน้ำ โดยเฉพาะในส่วนถนนเส้นหลัก เพื่อลดโอกาสเกิดน้ำท่วมขังเหมือนปัญหาที่พรรคประชาชนพบในการลงพื้นที่วันนี้

- การทำ CBFM (Community-based Forest Management) หรือนโยบายป่าชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนดูแลและจัดการพื้นที่ป่าด้วยตัวเอง

- สนับสนุนระบบการจัดการน้ำในระดับชุมชน/ท้องถิ่น ที่เชื่อมต่อกับระบบน้ำภาพใหญ่ระดับลุ่มน้ำต่างๆ และระดับจังหวัดในภาพรวม


เดชรัตและพันธุ์อาจกล่าวสรุปว่า การทำงานทั้ง 3 ประเด็นจะทำให้เกิดความเข้มแข็งในการจัดการภัยพิบัติทั้ง 3 ระดับ คือ (1) ระดับจังหวัด หรือการยกระดับเป็นซุปเปอร์ อบจ. (2) ระดับคลัสเตอร์ของอำเภอต่างๆ ที่อยู่ในลุ่มน้ำ/หุบเขาเดียวกัน และ (3) ระดับท้องถิ่นและชุมชน โดยเฉพาะในการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน ไปพร้อมๆ กัน


#UDDnews #UDDnews #พรรคประชาชน #น้ำท่วม67 #น้ำท่วมเชียงใหม่




วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2567

รัฐบาลเดินหน้า “30 บาทรักษาทุกโรค สู่ 30 บาทรักษาทุกที่” นำร่องจาก 4 จ. ขยายสู่ 46 จ. ตั้งเป้าปี 67 ขยายให้ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อคนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ย้ำกรุงเทพฯ มองหาสัญลักษณ์ 30 บาทรักษาทุกที่ เข้ารับบริการได้ทันที

 


รัฐบาลเดินหน้า “30 บาทรักษาทุกโรค สู่ 30 บาทรักษาทุกที่” นำร่องจาก 4 จ. ขยายสู่ 46 จ. ตั้งเป้าปี 67 ขยายให้ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อคนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ย้ำกรุงเทพฯ มองหาสัญลักษณ์ 30 บาทรักษาทุกที่ เข้ารับบริการได้ทันที


วันนี้ (27 กันยายน 2567) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า กรุงเทพมหานคร โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย



โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมอบโล่ตราสัญลักษณ์ 30 บาทรักษาทุกที่ให้กับผู้แทน 7 หน่วยบริการนวัตกรรม ได้แก่ แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาเภสัชกรรม สภาการพยาบาล สภากายสภาพบำบัด สภาเทคนิคการแพทย์ และสภาการแพทย์แผนไทย และกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “จาก 30 บาทรักษาทุกโรค สู่ 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า” โดยเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับฟังจากบิดา คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีคนเดินมาหาและถอดเสื้อออก โชว์แผลผ่าตัดหัวใจ ขนาดใหญ่มากตรงหน้าอก ซึ่งการผ่าตัดใหญ่ทั้งหมดนี้จ่ายเงินแค่ 30 บาทเท่านั้น นี่คือเรื่องจริงของนโยบายที่สามารถช่วยชีวิตของผู้คนได้  และถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำของนายกรัฐมนตรี


นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ผ่านมา 23 ปี ถึงเวลาแล้วที่จะยกระดับไปอีกขั้น จาก “30 บาทรักษาทุกโรค สู่  30 บาท รักษาทุกที่” ซึ่งตอนนี้ขยายมาถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ทุกคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย หรือ ต้องการฉีดวัคซีน ต่อไปไม่ต้องไปรอคิวที่โรงพยาบาล หรือเสียเงินไปหาหมอที่คลินิคอีก สามารถใช้บริการสถานบริการ หรือคลีนิคที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะทำให้ประหยัดเวลา สะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนต่างจังหวัดไม่ต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ แต่ไปโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล 7,000 แห่งหรือโรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอกว่า 800 แห่ง ทั่วประเทศ


นายกรัฐมนตรีระบุ ต่อไปนี้ ทุกคนที่ถือสิทธิ์ “30 บาท รักษาทุกที่” ในกรุงเทพมหานคร ถ้าเจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถเข้าไปหาหน่วยบริการสาธารณสุขได้เลย เช่น ร้านยาใกล้บ้าน คลินิกเวชกรรมใกล้บ้าน คลินิกทันตกรรมใกล้บ้าน รถโมบายตรวจเลือด ที่บางครั้งจะเข้าไปให้บริการในชุมชน ตู้คิออสในห้างหรือสถานีรถไฟฟ้า ที่สามารถเข้าไปปรึกษาคุณหมอผ่านเทเลเมดิซีนได้เลย และมีหน่วยบริการอื่น ๆ ใกล้บ้านอีกหลายแห่ง แค่มองหาสัญลักษณ์ 30 บาทรักษาทุกที่ก็เข้ารับบริการได้ทันที ไม่เสียค่าใช้จ่าย

 
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำเร็จของการดำเนินงานมาตลอด 8 เดือนของ “30 บาทรักษาทุกที่”   โดยผลงาน  คือ  1 ใน 4 ของ ของผู้ป่วยเลือกใช้บริการที่คลินิกเอกชนใกล้บ้านแทนการมาที่โรงพยาบาล ลดความแออัด  ลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาล โดยเฉลี่ย 160 บาท/ครั้ง ลดระยะเวลารอในโรงพยาบาลลงถึง 50% จากเฉลี่ย 2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 1 ชั่วโมง เท่านั้น  ที่สำคัญพี่น้องประชาชน ผู้รับบริการกว่า 98% พึงพอใจกับนโยบายนี้เป็นอย่างมาก

 
นายกรัฐมนตรีเผย จังหวัดนำร่อง “30 บาทรักษาทุกที่” ได้เริ่มต้นครั้งแรก ในวันที่ 7 มกราคม 2567 โดยเริ่มใน 4 จังหวัดนำร่อง และได้ขยายนโยบายครอบคลุมเพิ่มเติมอีก 41 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 45 จังหวัด และในวันนี้ (27 กันยายน 2567) จะเป็นอีกวันประวัติศาสตร์ด้านสาธารณสุขไทยที่ต้องบันทึกไว้ว่า “เรา” ทุกภาคส่วน รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ สภาวิชาชีพทางการแพทย์ หน่วยบริการภาคเอกชน และประชาชน ได้ร่วมมือกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ทำให้กรุงเทพมหานคร อยู่ในโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ สุขภาพดีเริ่มที่ใกล้บ้านได้สำเร็จ ทำให้ 30 บาทรักษาทุกที่ ขยายสู่ 46 จังหวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 


“ดิฉันขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยมั่นใจได้ว่า ภายในปี 2567 นี้ รัฐบาลจะสามารถขยาย “30 บาทรักษาทุกที่” ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้วทั่วประเทศไทย เพื่อทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาล ได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดูแล และขอย้ำอีกครั้ง สำหรับคนกรุงเทพฯ อย่าลืมมองหาสัญลักษณ์ 30 บาทรักษาทุกที่ นั่นคือเป็นหน่วยบริการที่ทุกท่านเข้าไปใช้บริการได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 
จากนั้น นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกันทำพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดย นายกรัฐมนตรีได้มอบรถเข็น (Wheel Chair) ให้กับตัวแทนผู้ป่วยจำนวน 7 คน บริเวณด้านหน้านิทรรศการ 30 บาทรักษาทุกที่ และเดินเยี่ยมชมนิทรรศการและนวัตกรรมบริการปฐมภูมิสาธารณสุขวิถีใหม่ ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ชั้น 2 ด้วย



#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นายกฯแพทองธาร #30บาทรักษาทุกที่