วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566

‘ก้าวไกล’ ยื่นกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองทุกสีเสื้อ ตั้งแต่ปี 49 พร้อมเปิด 4 ข้อหลักหยุดนิติสงคราม เริ่มต้นสร้างความยุติธรรม เชื่อสำเร็จได้หากทุกพรรคการเมืองสนับสนุน

 


‘ก้าวไกล’ ยื่นกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองทุกสีเสื้อ ตั้งแต่ปี 49 พร้อมเปิด 4 ข้อหลักหยุดนิติสงคราม เริ่มต้นสร้างความยุติธรรม เชื่อสำเร็จได้หากทุกพรรคการเมืองสนับสนุน

 

วันที่ 5 ตุลาคม 2566 ที่รัฐสภา ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย สส. พรรคก้าวไกล ร่วมแถลงข่าวการยื่นร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. … โดยมี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นผู้รับหนังสือ

 

ชัยธวัชกล่าวว่า สาเหตุที่ยื่นร่าง พ.ร.บ. นี้ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่การชุมนุมครั้งแรกของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 ภายหลังลุกลามบานปลายจนเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และรัฐประหารซ้ำอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีพี่น้องประชาชนจำนวนมากเข้าไปมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ หลายพันคนถูกดำเนินคดี ตั้งแต่คดีเล็ก ๆ น้อย ๆ จนถึงข้อกล่าวหาร้ายแรงเป็นคดีความมั่นคง การดำเนินคดียังไม่ยุติจนถึงปัจจุบัน

 

พรรคก้าวไกลเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เป็นการยากที่สังคมไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติสุข เพราะประชาชนจำนวนมากที่ถูกดำเนินคดีจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ต่างมีความเห็นว่ารัฐไม่เคารพความเห็นต่างทางการเมือง ไม่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง ดังนั้น เพื่อให้สังคมไทยได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ จำเป็นต้องยุติการใช้นิติสงครามต่อพี่น้องประชาชน ให้ประชาชนที่ได้แสดงออกทางการเมืองโดยมีเหตุจูงใจจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ได้หลุดพ้นจากการถูกดำเนินคดี

 

“การนิรโทษกรรมจะเป็นหนทางถอนฟืนออกจากกองไฟ ยุตินิติสงคราม เพื่อเป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นสร้างความยุติธรรมและความปรองดองที่ยั่งยืนในสังคมไทยต่อไป” หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุ

 

ชัยธวัชกล่าวต่อว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้แก่ (1) กำหนดให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง ตลอดจนการกระทำทางกายภาพหรือการแสดงความคิดเห็นใด ๆ ที่เป็นความผิดตามกฏหมายในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 จนถึงวันที่ พ.ร.บ.นี้ มีผลบังคับใช้ หากการกระทำดังกล่าวมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อพันธกรณีตามกฏหมายระหว่างประเทศ

.

(2) การนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมถึงการกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม หากเป็นการกระทำที่เกินสมควรกว่าเหตุ ตลอดจนจะไม่นิรโทษกรรมการกระทำความผิดต่อชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา และจะไม่นิรโทษกรรมการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113

 

(3) กลไกในการนิรโทษกรรม จะกำหนดให้มี ‘คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม’ โดยในร่างของพรรคก้าวไกลเสนอให้มี 9 คน ซึ่งประธานรัฐสภาจะเป็นผู้แต่งตั้ง ประกอบด้วย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลที่ได้รับเลือกจากคณะรัฐมนตรี 1 คน และบุคคลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลือกอีก 2 คน

 

นอกจากนี้ เพื่อให้มีความรอบคอบ จะมีองค์ประกอบที่มาจากผู้พิพากษาหรืออดีตผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม จำนวน 1 คน ซึ่งมาจากการเสนอของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และมาจากตุลาการหรืออดีตตุลาการศาลปกครอง 1 คน มาจากพนักงานอัยการหรืออดีตพนักงานอัยการอีก 1 คน ซึ่งมาจากการเสนอของศาลปกครองและอัยการเอง ส่วนคนสุดท้าย คือเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

(4) ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรือจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง อันเนื่องมาจากระเบียบ ประกาศ คำสั่ง คำวินิจฉัย หรือมติ หรือการกระทำของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีสิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้

 

ชัยธวัชกล่าวว่า พรรคก้าวไกลมุ่งหวังให้การเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นหมุดหมายสำคัญในการคืนชีวิตใหม่ให้พี่น้องประชาชนที่ถูกกระทำโดยนิติสงครามหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมืองแล้วถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย ซึ่งพี่น้องประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของตนเองในการแสดงออกทางการเมืองโดยสันติ ได้รับการกระทบกระเทือนหรือโดนละเมิด

 

เราเชื่อว่าการนิรโทษกรรมนี้ สามารถเป็นไปได้หากพรรคการเมืองต่าง ๆ มีเจตจำนงร่วมกันในการผลักดัน ซึ่งหากพิจารณาให้ดี จะพบว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ผ่านมาไม่ได้ตัดความเป็นไปได้หรือปฏิเสธการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองแต่อย่างใด หลังจากนี้พรรคก้าวไกลจะใช้โอกาสนี้ พูดคุยกับพรรคการเมืองทุกฝ่าย รวมถึงพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มทุกสีที่เคยมีความขัดแย้งกันในอดีต ให้สำเร็จให้ได้


ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลยินดี หากพรรคการเมืองต่าง ๆ จะมีร่างอื่น ๆ มาประกบกับร่างของพรรคก้าวไกล เพื่อให้เราได้มีความเห็นในการหยิบยกทุกร่างขึ้นมาพิจารณาร่วมกันในสภาฯ

 

“แม้พวกเราประชาชนจะไม่ได้มีความเห็นทางการเมืองตรงกันทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายต่างแสดงออกทางการเมืองและขัดแย้งกันบนพื้นฐานที่อยากผลักดันให้สังคมเป็นสังคมที่ดีตามความคิดความเชื่อของตน ดังนั้น เราเชื่อว่าการยุติการดำเนินคดี การยุตินิติสงครามกับประชาชนไม่ว่าฝ่ายไหน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายได้ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยโดยสันติ หันหน้าเข้าหากันเพื่อแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมไทย ที่พวกเรายอมรับที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้ในอนาคต” หัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล #นิรโทษกรรม




“บิ๊กเซอร์ไพร์ส” เสรีพิศุทธ์ พร้อม ทนายอนันต์ชัย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ นายกฯ-ก.ตร. 9 คน ข้อหา เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 กรณีแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร. คนใหม่

 


"บิ๊กเซอร์ไพร์ส" เสรีพิศุทธ์ พร้อม ทนายอนันต์ชัย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ นายกฯ-ก.ตร. 9 คน ข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 กรณีแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร. คนใหม่


วันนี้ (5 ตุลาคม 2566) ที่ ป.ป.ช. สนามบินน้ำ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมด้วยทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษคณะกรรมการ กตร. ได้แก่  1) นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร., 2) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีตผบ.ตร., 3) พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน  รอง ผบ.ตร., 4) พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก  อดีตรอง ผบ.ตร., 5) พล.ต.อ.วินัย ทองสอง  อดีตรอง ผบ.ตร., 6) พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ, 7) ศ.ศุภชัย ยาวะประภาษ นายกสภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ, 8) นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาไทย, 9) นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, 10) น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ รวม 10 คน ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบวินิจฉัยและชี้มูลความผิด นายกฯ-ก.ตร. 9 คน ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 91 และข้อหาอื่นใดที่เกี่ยวข้อง กรณีแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ 


โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เพื่อให้คณะกรรมการ ก.ตร. พิจารณาให้ความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ซึ่งปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 9 คน ข้างต้น ได้มีมติเห็นชอบให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร. ซึ่งเป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 258 ง.(4) ซี่งมีหลักว่า การแต่งตั้งต้องคำนึงถึงอาวุโส และความรู้ความสามารถประกอบกัน เป็นการผิดต่อ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 78 (1) ซึ่งบัญญัติว่า “มาตรา 78 การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้


(1) การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 (1) ให้นายกรัฐมนตรี คัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 77 (1) โดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม เสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง” และนอกจากนี้ ยังผิดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณี พล.ต.อ.วินัย ทองสอง กับ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ที่นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการเข้าค้นบ้านพักของข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่และเคหะสถานอื่นหลายแห่งทั่วประเทศ กรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. อาจมีผลทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง ตามความในมาตรา 16 เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวจึงบัญญัติไม่ให้มาทำหน้าที่พิจารณาทางการปกครองในเรื่องการพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร. เพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. มีคุณสมบัติที่สามารถได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ได้เช่นเดียวกันกับ รอง ผบ.ตร. อีก 3 คน จึงเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรี ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13 และ 16 เพราะถือว่าพล.ต.อ.วินัย ทองสอง กับ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ มีส่วนได้เสีย ซึ่งผลการประชุม ก.ตร. วันที่ 27 กันยายน มีมติเสียงข้างมาก 9 ต่อ 1 งดออกเสียง 2  เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร.คนต่อไป นั้น โดย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ซึ่งเป็น ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิจากการเลือกตั้ง คัดค้านไม่เห็นชอบ นายเศรษฐา ทวีสิน และ รศ.ประทิต สันติประภพ กตร. งดออกเสียง


พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าหากการคัดเลือก ผบ.ตร.ครั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 78 (1) ผู้ที่จะได้รับคัดเลือกคือ ลำดับที่ 1 พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ ซึ่งมีอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสอบสวน สืบสวน หรืองานป้องกันและปราบปราม ซึ่งมีอายุราชการ 24 ปี ส่วนลำดับที่ 2 คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล มีอายุราชการ 18 ปี ลำดับที่ 3 พล.ต.อ.กิตติรัตน์ พันธ์เพ็ชร มีอายุราชการ 22 ปี ส่วนลำดับที่ 4 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล มีอายุราชการเพียง 10 ปี เท่านั้น ไม่ควรที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. การกระทำดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีกับพวก จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 91 และผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ  2560 มาตรา 258 ง. (4)  


นายอนันต์ชัย กล่าวว่า หลังจากนี้อาจจะยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งให้ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง  หรือ  ก.พ.ค.ตร.  วินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และขอให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ หรือดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ผบตร #ปปช #เสรีพิศุทธ์ #ทนายอนันต์ชัย





วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566

‘พริษฐ์' อภิปรายหารือกรณี เด็ก 14 บุกยิงกลางพารากอน เสนอ 4 มาตรการ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

 


‘พริษฐ์' อภิปรายหารือกรณี เด็ก 14 บุกยิงกลางพารากอน เสนอ 4 มาตรการ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

 

วันที่ 4 ตุลาคม 2566 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายปรึกษาหารือในประเด็นเหตุกราดยิงที่ห้างสยามพารากอนเมื่อวานนี้ (3 ตุลาคม) โดยระบุว่าตนขอแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ทุกคน และขอปรึกษาหารือต่อประธานสภาฯ ถึงข้อเสนอ 4 ประการให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต และบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า

 

1) ระบบแจ้งเตือนภัย - เหตุการณ์เมื่อวานนี้ ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนผ่านข้อความจากหน่วยงานรัฐ โดยต้องใช้การแจ้งเตือนจากเอกชนหรือติดตามข่าวจากโซเชียลมีเดียเป็นหลัก ดังนั้น ตนจึงขอหารือผ่านไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งรัดแผนการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยของรัฐแบบ cell broadcasting ที่จะเป็นการส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ

 

2) การครอบครองอาวุธปืน - แม้ปืนที่ถูกใช้ก่อเหตุจะเป็นปืนดัดแปลง แต่การที่ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมปืนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของทวีปเอเชีย เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าควรมีการศึกษาทบทวนเรื่องการครอบครองปืนทั้งระบบ จึงขอหารือผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้หาแนวทางปรับปรุงกฎหมายขออนุญาตปืนในระบบให้ครอบคลุมประเภทอาวุธมากขึ้นและมีกระบวนการที่รอบคอบมากขึ้น (เช่น การให้ใบอนุญาตมีวันหมดอายุเพื่อต่ออายุ การเพิ่มเกณฑ์เรื่องสุขภาพจิต) และปรับปรุงมาตรการปิดช่องทางค้าขายปืนนอกระบบให้มีประสิทธิภาพขึ้น

 

3) พฤติกรรมเลียนแบบ - ตั้งแต่เกิดเหตุ มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนและประวัติผู้ก่อเหตุอย่างกว้างขวาง แม้ผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยจะชี้ชัดว่าการประโคมข่าวลักษณะนี้มีความเสี่ยงจะก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ จึงขอหารือผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สร้างความเข้าใจกับสังคมในการงดเผยแพร่เรื่องราวของผู้ก่อเหตุ เพื่อส่งสัญญาณว่าการกระทำอันอำมหิตต่อเพื่อนมนุษย์แบบนี้ จะไม่มีวันทำให้ใครก็ตาม ได้แสงหรือความสนใจ แม้แต่นิดเดียว

 

4) สุขภาพจิตของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ - หลังเกิดเหตุ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หลายคนอาจยังคงมีสภาพจิตใจที่ไม่เหมือนเดิม หรือมีอาการผวา ตนจึงขอหารือผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ในการเข้าถึงช่องทางการฟื้นฟูและบำบัดสภาพจิตใจ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล #ประชุมสภา #กราดยิงพารากอน

ธิดา ถาวรเศรษฐ : “ตำรวจ” เป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ตนและชนชั้นนำ หรือ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร [จากเหตุการณ์ 6ตุลา19 ถึงปัจจุบัน]

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566

นายกฯ ลงนามแต่งตั้งคกก.พิจารณาแนวทางทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ย้ำยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์

 


นายกฯ ลงนามแต่งตั้งคกก.พิจารณาแนวทางทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ย้ำยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ 


วันที่ 3 ตุลาคม 2566 สำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 256/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560


คำสั่งระบุว่า โดยที่การแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เป็นนโยบายเร่งด่วนสุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎ กติกาที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน


รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน ในการออกกฎ กติกาที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ตลอดจนสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ


อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้


1. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ประธานกรรมการ

2. นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองประธานกรรมการ คนที่ 1

3. นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองประธานกรรมการ คนที่ 2

4. นายนิกร จำนง กรรมการและโฆษกกรรมการ

5. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) กรรมการ

6. ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี (นายพิชิต ชื่นบาน) กรรมการ

7. พล.อ.ชัชวาล ขำเกษม กรรมการ

8. พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา กรรมการ

9. พล.ต.อ.วินัย ทองสอง กรรมการ

10. นายสิรวิชญ์ เสรีวัฒน์ กรรมการ


11. นายศุภชัย ใจสมุทร กรรมการ

12. นายวิรัตน์ วรศสิริน กรรมการ

13.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท กรรมการ

14. นายวิเชียร ชุบไธสง กรรมการ

15. นายวัฒนา เตียงกูล กรรมการ

16. นายยุทธพร อิสรชัย กรรมการ

17. นายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมการ

18. นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย กรรมการ

19. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา กรรมการ

20. นายประวิช รัตนเพียร (อดีต กกต.และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน) กรรมการ


21. นายนพดล ปัทมะ กรรมการ

22. นายธนกร วังบุญคงชนะ กรรมการ

23. นายธงชัย ไวยบุญญา กรรมการ

24. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ กรรมการ

25. นายเดชอิศม์ ขาวทอง กรรมการ

26. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ กรรมการ

27. นายชาติพงษ์ จีระพันธ์ กรรมการ

28. นายชนะโรจน์ เทียนธนะวัฒน์ กรรมการ

29. นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี กรรมการ

30. น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ กรรมการ


31. นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ กรรมการ

32. ผู้แทนพรรคก้าวไกล กรรมการ

33. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและเลขานุการ

34. รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (นายนพดล เภรีฤกษ์) กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

35. รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ) กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #แก้รัฐธรรมนูญ #ไม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์



มติ สส. ก้าวไกล ยังไม่ร่วม เป็น คกก.ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ เหตุรัฐบาลไม่ชัดร่างใหม่ทั้งฉบับ-เลือกตั้ง สสร. ทางตรงทั้งหมดหรือไม่ แต่ยินดีให้ความเห็นและข้อเสนอหาก คกก. ต้องการ


มติ สส. ก้าวไกล ยังไม่ร่วม เป็น คกก.ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ เหตุรัฐบาลไม่ชัดร่างใหม่ทั้งฉบับ-เลือกตั้ง สสร. ทางตรงทั้งหมดหรือไม่ แต่ยินดีให้ความเห็นและข้อเสนอหาก คกก. ต้องการ

 

วันที่ 3 ตุลาคม 2566 ที่ประชุม สส. ของพรรคก้าวไกลมีมติไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการในคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรายละเอียดระบุว่า

 

สืบเนื่องจากที่รัฐบาลมีมติให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีการเชิญตัวแทนของทุกพรรคการเมือง (รวมถึงพรรคก้าวไกล) มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่มีรวมกันทั้งหมด 35 รายชื่อ ที่ประชุม สส. ของพรรคก้าวไกลมีมติดังต่อไปนี้

 

1. พรรคก้าวไกลมีจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอด ในการสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชนทั้งหมด โดยไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เพื่อให้ประเทศมีกติกาสูงสุดของประเทศที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

 

2. พรรคก้าวไกลเสนอว่ากระบวนการดังกล่าวควรเริ่มต้นจากการจัดประชามติ เพื่อสอบถามประชาชนด้วยคำถามว่า:

 

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่าประเทศไทยควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ แทนที่ รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 ฉบับปัจจุบัน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชนทั้งหมด โดยไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ”

 

3. พรรคก้าวไกลขอบคุณทางรัฐบาลที่ให้เกียรติตัวแทนพรรคไปร่วมเป็นกรรมการ ทางพรรคพร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าวโดยพรรคยินดีให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอของพรรรค ต่อคณะกรรมการหากคณะกรรมการมีความประสงค์ แต่ ณ เวลานี้ พรรคก้าวไกลขอสงวนสิทธิในการไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการ

 

4. เหตุผลที่พรรคมีมติดังกล่าว เพราะพรรคยังไม่ได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับเป้าหมายหรือกรอบในภาพใหญ่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการชุดนี้จะยึดถือ โดยเฉพาะจุดยืนในการสนับสนุน:

(1) การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และ

(2) การจัดทำโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชนทั้งหมด

 

5. สองจุดยืนดังกล่าวเป็นหลักการพื้นฐานที่พรรคก้าวไกลมองว่ามีความสำคัญต่อการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยทั้งที่มา-กระบวนการ-เนื้อหา เป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกฝ่าย และสะท้อนฉันทามติใหม่ของสังคมที่โอบรับทุกความเห็นที่แตกต่างหลากหลายของประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ

 

6. หากในอนาคต ทางรัฐบาลยืนยัน หรือทางคณะกรรมการศึกษาฯ ได้ข้อสรุปร่วมกัน ว่าจะเดินหน้าภายใต้ 2 จุดยืนดังกล่าว พรรคก้าวไกลจะยินดีให้ตัวแทนพรรคเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการ เพื่อทำงานร่วมกันในการหาข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องแนวทางการทำประชามติ (เช่น จำนวนครั้ง กรอบเวลา คำถาม) และแนวทางด้านอื่นๆ (เช่น จำนวน สสร. กรอบเวลาทำงานของ สสร.)

 

7. พรรคก้าวไกลยืนยันว่าเป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แค่เพียงการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย โดยพรรคก้าวไกลหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่ารัฐบาลและคณะกรรมการจะได้ข้อสรุปโดยเร็วในการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชนทั้งหมด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ #ก้าวไกล

33 องค์กร ในนาม'เครือข่ายนักศึกษาและประชาชนคืนความยุติธรรม' ยื่นหนังสือประธานศาลฎีกา ร้องคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง-ยุติการดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อประชาชน

 


33 องค์กร ในนาม'เครือข่ายนักศึกษาและประชาชนคืนความยุติธรรม' ยื่นหนังสือประธานศาลฎีกา ร้องคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง-ยุติการดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อประชาชน

 

วันนี้ (3 ตุลาคม 2566) เวลา 11.30 น. ที่ด้านหน้าสำนักงานประธานศาลฎีกา เครือข่ายนักศึกษาและประชาชนคืนความยุติธรรม รวม 33 องค์กร ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เรื่องขอให้ศาลพิจารณา 2 ข้อเรียกร้องของ โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือเก็ท นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2566 จากกรณีเข้าร่วมปราศรัยในกิจกรรม "ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก" ที่วงเวียนใหญ่เมื่อ 6 เมษายน 2565

 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างถูกขัง "เก็ท"ถูกเบิกตัวมาขึ้นศาล เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 โดยในครั้งนั้น'เก็ท' แถลงต่อศาลขอถอนทนายความในคดี ม.112 พร้อมปฏิเสธอำนาจศาล เพื่อเรียกร้อง 2 ข้อ คืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังการเมืองทุกคน และยุติการดำเนินคดี ม.112 ทั้งหมด นั้น

 

ด้าน อันเจลโลว์ ศตายุ สาธร แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวว่า วันนี้พวกเรามาในนามเครือข่ายนักศึกษาประชาชนคืนความยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือต่อประธานศาลฎีกา ในฐานะที่เป็นประมุขฝ่ายตุลาการ และเป็นประธานคณะกรรมการที่บริหารศาลยุติธรรมหลายชุด ให้พิจารณาถึง 2 ข้อเรียกร้อง ของ เก็ท โสภณ ตามรายละเอียดในหนังสือ

 

พวกเราเห็นว่าศาลควรจะต้องพิจารณาถึง 2 ข้อเรียกร้อง ด้วย 2 เหตุผลหลักคือ 1. สิทธิการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และคดีความทั้งหมดที่อยู่ในจดหมายฉบับนี้เป็นคดีที่ยังไม่ได้ตัดสินจนถึงที่สุด ดังนั้นศาลจึงควรเคารพในสิทธิการประกันตัวของประชาชน และ 2. ปัจจุบันนี้ยังไม่มีขอบเขตทั้งบทและการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ชัดเจน ทำให้มาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองปิดปากประชาชนผู้เห็นต่าง พวกเราจึงเห็นว่า ศาลควรจะยุติการดำเนินคดีมาตรา 112 อย่างน้อยจนกว่าจะมีการกำหนดขอบเขตหรือการบังคับใช้ ที่ชัดเจน

 

ขอฝากถึงฝ่ายตุลาการ นักโทษการเมืองทุกคนที่กำลังถูกคุมขังอยู่ตอนนี้ ต่างเป็นคนที่มีครอบครัว มีความฝัน มีการงาน มีหน้าที่เหมือนคนทั่วไป หากศาลยิ่งพรากอิสระภาพของพวกเขาไป หลักนิติธรรมในประเทศก็จะยิ่งเสื่อมลง อันเจลโลว์ กล่าวทิ้งท้าย

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่นิติกรสำนักงานประธานศาลฎีกาออกมารับจดหมาย พร้อมแจ้งรายละเอียดในการติดตามความคืยหน้า ก่อนที่ อภิสิทธิ์ ฉวานนท์ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และณิชารีย์ มีคุณ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมอ่านรายจดหมายเปิดผนึกที่ยื่นถึงประธานศาลฎีกา โดยมีใจความว่า

 

ด้วยวันที่ 25 สิงหาคม 2566 ศาลอาญาได้มีการอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อ. 1447/2565 ให้จำคุกนายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือเก็ทแกนนำกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ 3 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2566 ศาลอาญาได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโสภณ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยนายโสภณในระหว่างอุทธรณ์

 

มิหนำซ้ำเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 มีผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนหนึ่งเริ่มอดอาหารเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม และนายโสภณมีความคิดเห็นว่าศาลนั้นไม่มีความชอบธรรมมากพอที่จะพิจารณาคดีได้อย่างเหมาะสมต่อผู้ต้องขังทางการเมือง นายโสภณจึงได้ประกาศ 2 ข้อเรียกร้องของตนต่อฝ่ายตุลาการของประเทศ โดยข้อเรียกร้องดังกล่าวมี 2 ประการ

 

1. คืนสิทธิประกันตัวให้ประชาชน

2. ยุติการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อประชาชน

 

โดยในจดหมายเปิดผนึกยังระบุด้วยว่าปัจจุบันมีประชาชนที่เป็นผู้ต้องขังทางการเมืองและไม่ได้รับสิทธิประกันตัว แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดอยู่ 25 ราย ได้แก่

1.วารุณี (สงวนนามสกุล)

2.เวหา แสนชนชนะศึก

3.วุฒิ (นามสมมติ)

4.“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

5.อุดม (สงวนนามสกุล)

6.อานนท์ นำภา

7.ถิรนัย (สงวนนามสกุล)

8.ชัยพร (สงวนนามสกุล)

9.“มาร์ค” ชนะดล (สงวนนามสกุล)

10.ประวิตร (สงวนนามสกุล)

11.ธีรภัทร (สงวนนามสกุล)

12.ปฐวีกานต์ (สงวนนามสกุล)

13.คเชนทร์ (สงวนนามสกุล)

14.ขจรศักดิ์ (สงวนนามสกุล)

15.วัฒน์ (นามสมมติ)

16.ทีปกร (สงวนนามสกุล)

17.จตุพล (สงวนนามสกุล)

18.พลพล (สงวนนามสกุล)

19.วัชรพล (สงวนนามสกุล)

20.ณัฐพล (สงวนนามสกุล)

21.วีรภาพ วงษ์สนาม (รีฟ)

22.สมบัติ ทองย้อย

23.ไพฑูรย์ (สงวนนามสกุล)

24.สุขสันต์ (สงวนนามสกุล)

25.ธนายุทธ ณ อยุธยา

 

ทำให้ทางเครือข่ายฯจึงต้องมาร่วมยื่นจดหมายเปิดผนึกตามข้อเรียกร้องของเก็ท โสภณด้วย 2 เหตุผลคือ

 

1. คดีดังกล่าวทั้งหมดเป็นคดีที่ยังไม่ได้รับคำพิพากษาจากศาลฎีกา ศาลสูงสุดในแผ่นดิน โดยมีหลายคดีที่ยังอยู่ในขั้นตอนยื่นประกันตัวระหว่างฎีกา จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นคดีที่ยังตัดสินคดีไม่ถึงที่สุด ตามหลักการกฎหมายก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้ จำเลยในคดีดังกล่าวทั้งหมดจึงมีสิทธิ์ในการประกันตัวก่อนมีคำพิพากษาจากศาลสูงสุดซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ

 

หากศาลที่ควรจะเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมในประเทศ ตัดสินใจที่จะไม่คืนสิทธิการประกันตัวแก่ผู้ต้องหาคดีทางการเมืองดังกล่าวทั้งหมด จะเป็นการสวนทางกับผู้ต้องหาในคดีอื่น ๆ ที่มีอัตราโทษสูงกว่า ส่งผลให้หลักนิติธรรมของประเทศเสื่อมเสียและความเชื่อมั่นในฝ่ายตุลาการลดลง

 

2. คดีดังกล่าวทั้งหมดโดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นผลของการที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลในวาระที่ผ่านมา ก่อการนิติสงครามกับประชาชนที่เห็นต่าง อันเห็นได้ชัดเจนจากแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศเจตนารมณ์ที่จะใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรา เอาผิดผู้ชุมนุมที่ออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ 2560

 

ซึ่งการใช้กฎหมายลักษณะนี้ขัดต่อพระราชดำรัสที่รัชกาลที่ 9 เคยตรัสไว้ว่า “แต่ความจริง ก็ต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว ถ้าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้น ๆ จะได้รู้ เพราะถ้าบอกพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน” เมื่อ 4 ธันวาคม 2548 และรัชกาลที่ 10 ตรัสว่า “สิ่งที่อยากจะบอกคนไทยทุกคนมาตรา 112 ไม่ได้ใช้เลย เพราะอะไรรู้มั้ยเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรง พระเมตตา ไม่ให้ใช้นี่คือสิ่งที่ท่านทรงทำให้แล้ว” เมื่อ 15 มิถุนายน 2563

 

ทั้งนี้ในท้ายจดหมายได้แนบชื่อองค์กรที่ร่วมในเครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนคืนความยุติธรรมทั้ง 33 กลุ่มดังต่อไปนี้

 

1. โมกหลวงริมน้ำ

2. แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

3. DemHope

4. ทะลุฟ้า

5. พรรคโดมปฏิวัติ

6. กอผือรื้อ เผด็จการ

7. เพื่อนกัญปฏิวัติ

8. 14 ขุนพลคนของราษฎร

9. Law Long Beach – กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชนภาคใต้

10. พรรคจุฬาของทุกคน

11. ทะลุวัง

12. Campaigners.who.hate.paperwork

13. แก๊ส

14. ภาคีนิสิตจุฬาฯ เพื่อสิทธิและเสรีภาพ

15. สโมสรนิสิตคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

16. สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

17. คณะกรรมการนิสิตปริญญาบัณฑิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

18. คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

19. คณะกรรมการนิสิตอักษรศาสตร์ (ก.อศ.)

20. ฝ่ายส่งเสริมมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนสากล องค์การบริหารสโมสรนิสิต

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

21. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

22. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

23. องค์การ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

24. คณะกรรมการนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

25. คณะกรรมการนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ สาขากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

26. คณะกรรมการนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27. คณะกรรมการนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

28. คณะกรรมการนักศึกษาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

29. คณะกรรมการนักศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

30. คณะกรรมการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

31. คณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

32. คณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

33. สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ม112 #คืนสิทธิประชาชน