วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

‘ชูวิทย์’ พา ‘สกาย’ แถลงข่าว เล่าเหตุการณ์วันที่ถูกตร.ไถ 2.7 หมื่น

 


‘ชูวิทย์’ พา ‘สกาย’ แถลงข่าว เล่าเหตุการณ์วันที่ถูกตร.ไถ 2.7 หมื่น


วันที่ 1 ก.พ. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตนักการเมือง นำนายสกาย ชายชาวสิงคโปร์หนึ่งในเพื่อนดาราสาวไต้หวันที่โดยตำรวจไทยรีดไถเป็นเงินจำนวน 27,000 บาท แถลงข่าว


โดยก่อนที่นายสกายจะแถลงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา นายชูวิทย์ ได้นำปี๊ปมาประกอบการแถลง จากนั้นตีปี๊ปต่อหน้าคลิปที่นำมาเปิดในห้องแถลงข่าวเป็นภาพของพล.ต.ต.สำเริง สวนทอง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่แถลงข่าวว่าไม่ได้มีตำรวจรีดเงินดาราสาวไต้หวัน โดยบอกว่ามีคนโดนรีดโดนไถต้องเอาปี๊ปมาให้ เพราะต่างชาติเขามาแล้วกลัว เวลามาไทยกลัวตำรวจ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าไปซื้อหามาจากตลาด แต่กลับถูกเรียกเงินและดิสเครดิต


ด้านนายสกาย เล่าเหตุการณ์โดยพูดเป็นภาษาไทยว่า “ถ้าไม่ไว้ใจชูวิทย์ ก็คงไม่มาที่นี่” เขาเล่าว่า เดินทางมาไทยไปงานวันเกิดเพื่อนที่ร้านอาหารย่านสุขุมวิท ได้เรียกรถแกร็ปเพื่อจะไปห้วยขวาง ไปกับเพื่อน 4 คน หนึ่งในนั้นคือ ดาราสาวไต้หวัน ระหว่างทางเจอด่านตรวจบริเวณหน้าสถานทูตจีน ตำรวจเรียกตรวจพาสปอร์ต ตนไม่ได้พกมา


สกาย บอกอีกว่า ตอนนั้นมีแต่พาสปอร์ต VOA และตำรวจได้ขอดูวีซ่า และเคยเดินทางมาไทยหลายครั้ง รู้ว่าเดินทางมาไทยไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่า แต่ยอมรับว่าพกบุหรี่ไฟฟ้ามา 3 อัน ส่วนดาราสาวไต้หวัน ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า จากนั้นตำรวจได้ยึดบุหรี่ไฟฟ้า และมีตำรวจที่ใส่ยูนิฟอร์ม ได้เรียกเงินเพื่อแลกกับการให้พ้นข้อหากรณีไม่มีวีซ่าและพกบุหรี่ไฟฟ้า โดยตำรวจบอกว่าหากไม่จ่ายต้องไปสถานีตำรวจ ติดคุก 2 วัน


นายสกาย กล่าวต่อว่า “ยอมรับว่าเครียดมาก และอยากกลับไว ๆ รู้สึกกลัวตำรวจและกลัวติดคุก จึงจ่ายเงินให้ไป ตอนนั้นมี 30,000 บาท เขาเอา 27,000 บาทไป เขาให้ถือบุหรี่ไฟฟ้าและถ่ายรูปไว้” สกาย กล่าว


สกาย กล่าวอีกว่า บุหรี่ไฟฟ้า ตนซื้อมาจากตลาดห้วยขวาง ไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย เนื่องจากเห็นมีขายทั่วไป คิดว่าเหมือนกัญชาที่ถูกกฎหมาย ก็เลยคิดว่าแล้วทำไมบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย


นายชูวิทย์ถามว่า ตอนนั้นสกายเครียดหรือไม่ นายสกาย บอกว่าเครียด เพราะที่สิงคโปร์คนจะรู้อยู่แล้วว่าให้เงินกับตำรวจไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่ นายสกาย บอกว่า

มาที่นี่ไม่อยากเอาเรื่องอะไร แค่อยากมาพูดความจริง และยังอยากมาไทยอีก แต่ยอมรับว่ากลัวตำรวจไทย และรู้จักคำว่า “ไถ” สกายกล่าว


ทั้งนี้ นายชูวิทย์ได้กล่าวขอโทษและยืนโค้งก้มหัวในฐานะคนไทยที่ทำให้มีประสบการณ์ไม่ดีในการท่องเที่ยวที่ประเทศไทย พร้อมกล่าวยืนยันว่าตนจะอยู่เคียงข้างนายสกายจนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม


นายชูวิทย์ ยังเรียกร้องขอให้ทาง สตช. ยกเลิกการตั้งด่าน เพราะเป็นช่องทางให้เกิดการรับสินบนจากตำรวจ และขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมล งมาแก้ไขเรื่องนี้ด้วยตนเอง ก่อนที่นายสกายจะขึ้นไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ที่ชั้น 2 ของโรงแรมเดวิส กรุงเทพฯ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ชูวิทย์ #สกาย




รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ออกแถงการณ์อาการล่าสุด ตะวัน และแบม ทั้ง 2 คน ยังไม่รับประทานอาหารแต่จิบน้ำ ค่าคีโตนในเลือดสูงจากภาวะอดอาหาร แพทย์ให้น้ำยาโปแตสเซียมทดแทนเนื่องจาก "แบม" มีค่าโปแตสเซียมต่ำ

 



รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ออกแถงการณ์อาการล่าสุด ตะวัน และแบม ทั้ง 2 คน ยังไม่รับประทานอาหารแต่จิบน้ำ ค่าคีโตนในเลือดสูงจากภาวะอดอาหาร แพทย์ให้น้ำยาโปแตสเซียมทดแทนเนื่องจาก "แบม" มีค่าโปแตสเซียมต่ำ

 

วันนี้ (1 ก.พ. 66) เวลา 11.00 น.โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ออกแถลงการณ์ ชี้แจงอาการป่วยของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ (ตะวัน) และคุณอรวรรณ ภู่พงษ์ (แบม) ฉบับที่ 1 โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

แถลงการณ์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

 

เรื่อง ชี้แจงอาการป่วยของ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ (ตะวัน) และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ (แบม) (ฉบับที่ 1)

 

สรุปอาการป่วยของ คุณทานตะวัน ตัวตุลานนท์ (ตะวัน) และคุณอรวรรณ ภู่พงษ์ (แบม) วันที่ 31 มกราคม 2566 วันที่ 8 ของการรักษา

 

น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ (ตะวัน) ยังคงไม่รับประทานอาหารแต่จิบน้ำ รู้สึกตัวดี อ่อนเพลีย ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยจากการขาดน้ำ นอนไม่หลับ มีเลือดกำเดาไหล แต่ทุเลาแล้วภายหลังได้รับการปฐมพยาบาล มีเลือดออกตามไรฟัน ยังมีอาการแสบร้อนกลางอก และมีลมในช่องท้อง เจ็บแปลบที่หน้าอกข้างซ้ายบ้าง สามารถโต้ตอบได้ อารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ การตอบสนองทางอารมณ์เหมาะสมกับเรื่องราวที่พูดคุย ผลการตรวจเลือดพบภาวะโซเดียมต่ำและค่าคีโตนในเลือดสูงเนื่องจากภาวะอดอาหาร

 

น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ (แบม) ยังคงไม่รับประทานอาหารแต่จิบน้ำ รู้สึกตัวดี อ่อนเพลีย ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยจากการขาดน้ำ ยังมีอาการแสบร้อนกลางอกและมีลมในช่องท้อง ปวดศีรษะเวลาเปลี่ยนท่าทาง สามารถโต้ตอบได้

 

อารมณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ การตอบสนองทางอารมณ์เหมาะสมกับเรื่องราวที่พูดคุย สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผลการตรวจเลือดพบภาวะโซเดียมต่ำ ภาวะโปแทสเซียมต่ำ จึงได้รับการรักษาด้วยการให้ยาน้ำโปแทสเซียมทดแทนและค่าคีโตนในเลือดสูงเนื่องจากภาวะอดอาหาร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ตะวันแบม

‘พิธา’ ยก บันได 3 ขั้นแก้วิกฤติการเมือง คืนสิทธิประกันตัว-นิรโทษกรรมคนเห็นต่าง-แก้กฎหมายลิดรอนเสรีภาพประชาชน ชี้ตะวัน-แบม เป็นเรื่องของคนทุกคน เรียกร้องคืนสิทธิประกันตัวไม่มีเงื่อนไข


‘พิธา’ ยก บันได 3 ขั้นแก้วิกฤติการเมือง คืนสิทธิประกันตัว-นิรโทษกรรมคนเห็นต่าง-แก้กฎหมายลิดรอนเสรีภาพประชาชน ชี้ตะวัน-แบม เป็นเรื่องของคนทุกคน เรียกร้องคืนสิทธิประกันตัวไม่มีเงื่อนไข

 

วันนี้ (1 ก.พ. 66) ที่รัฐสภา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาปัญหาในการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาในฐานความผิดจากการแสดงออกทางการเมือง เพื่อส่งให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐและความยุติธรรม

 

พิธากล่าวว่า สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามหลักการระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ แม้หากการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกนั้นอาจมีข้อจำกัดในทางกฎหมาย อันนำมาสู่การดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นหรือผู้แสดงออก แต่ประชาชนทุกคนที่ถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ย่อมมีสิทธิในการต่อสู้คดีและการได้รับการประกันตัวตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อีกทั้งหน่วยงานรัฐและกระบวนการยุติธรรมก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้นั้นบริสุทธิ์

 

อย่างไรก็ตามในรอบหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นเยาวชนกลับเข้าไม่ถึงสิทธิในการประกันตัว อันอาจเป็นปัญหามาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย หรือดุลยพินิจรายกรณีจนถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการ นักกฎหมาย ทนายความ ภาคประชาสังคม และประชาชนเป็นจำนวนมาก อันนำมาซึ่งการแสดงออกด้วยอารยะขัดขืนของคุณทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และคุณอรวรรณ ภู่พงษ์ ที่ได้แสดงออกด้วยการอดอาหารในระหว่างที่ถูกคุมขัง เมื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีที่เกิดจากการแสดงออกทางการเมือง และรวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นแทรกแซงการใช้อำนาจของตุลาการในการพิจารณาอรรถคดีใดคดีหนึ่ง และข้อเท็จจริงจนถึงปัจจุบันนี้  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้พูดถึงปัญหาดังกล่าว และเห็นสมควรที่รัฐบาล สภา และ ศาล ได้ร่วมกันพิจารณาและหาทางออก

 

พิธากล่าวว่า ตนมี 3 ประเด็นที่ขอเสนอ ประเด็นที่ 1 ขอโน้มน้าวให้ทุกคนเห็นว่าเรื่องที่คุณตะวันและคุณแบมทำอยู่นั้น เป็นเรื่องของเราทุกคน ห่างจากที่นี่ 37 กิโลเมตร ประชาชน 2 คน ตัดสินใจใช้ร่างกายของตัวเองในการต่อสู้เรียกร้องในสิ่งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด ที่รัฐควรให้กับประชาชน นั่นคือการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ที่อิสระ ที่เที่ยงตรง และที่ผู้คนเชื่อถือเป็นที่พักพึง

 

“ผมเป็นนายประกันของคุณตะวันด้วยความภาคภูมิใจ มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเขา ได้พูดคุยและสอบถามอาการ รู้สึกได้ว่าอาการของทั้ง 2 นั้นนับถอยหลังกันเป็นชั่วโมง แน่นอนว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นห่วงผลกระทบต่อร่างกาย แต่สำหรับนักสู้ทางการเมืองสองคนนั้น สุขภาพหรือความอิดโรยของเขาไม่ใช่เรื่องหลักที่เขาเป็นห่วงแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาเป็นห่วงคือ ระบบยุติธรรมของประเทศนี้ สิทธิในการประกันตัวของทุกมาตราในระบบกฎหมายอาญาที่มีอยู่ และเป็นห่วงเพื่อนของเขาทั้ง 15 คนที่ควรได้รับสิทธิประกันตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข” พิธากล่าว

 

พิธากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราทุกคน เป็นเรื่องของเกษตรกรที่โดนยึดที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม เป็นเรื่องของพี่น้องแรงงานที่อาจถูกว่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่เมื่อไปพึ่งระบบยุติธรรมกลับไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นเรื่องของนักสู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่โดนฟ้องปิดปาก เป็นเรื่องของผู้แทนราษฎรทุกคน

 

“ทุกครั้งที่ผมไปหาคุณตะวันและคุณแบม ผมมองตาตะวันแล้วเห็นพิพิมลูกสาวของผมอยู่ในนั้น บูมเมอแรงปาออกไปมันกลับมาหาเรา ผู้แทนราษฎรในที่นี้ มีพ่อแม่ของเราที่สู้มาก่อน มีเราที่กำลังสู้อยู่ และมีลูกหลานของท่านที่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าวันหนึ่งเขาอาจเอาชีวิตเข้าไปแลกกับเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นพลเมือง อาจเป็นลูกของผมก็ได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของเราทุกคนในประเทศไทย การที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่มีสิทธิเสรีภาพ ก็เท่ากับไม่มีสิทธิเสรีภาพ ไม่มีความเที่ยงตรงกับคนไทยทั้งประเทศเช่นกัน” พิธาระบุ

 

พิธากล่าวว่า ประเด็นที่ 2 คือสมดุลของ 3 เสาหลักในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ตนอภิปรายครั้งแล้วครั้งเล่าว่าในทุกสังคมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกของยุคสมัยจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อาจมีความเห็นต่างบางอย่างที่เราสบายใจหรือไม่สบายใจ อาจเป็นความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนใจที่เราไม่อยากรับฟังและทนไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรได้นอกจากรับฟังเขาและหาฉันทามติร่วมกัน แต่ความเป็นจริง แทนที่เราจะรับฟัง กลับเลือกกดปราบผู้เห็นต่าง

 

ในฐานะผู้แทนราษฎร อันเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตยที่เป็นตัวแทนใช้อำนาจของประชาชน ตนไม่อาจเพิกเฉยได้ เมื่อรัฐบาลถูกประชาชนตั้งข้อสงสัยว่ากำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ บิดเบือนกฎหมายมาปราบปรามผู้ที่เห็นต่าง ไม่อาจเพิกเฉยได้ ที่ตุลาการถูกตั้งคำถามว่ามีบรรทัดฐานที่แตกต่างจากปกติหรือไม่ในการดำเนินคดีและให้สิทธิประกันตัวแก่ผู้ต้องหาคดีการเมือง ทั้งที่หลักกฎหมายสากลระบุไว้ว่า ผู้ต้องหาในคดีอาญาทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ตราชั่งที่เอียง จะพาประเทศพังพินาศ และแม้ตราชั่งคิดว่าตนเที่ยงตรง แต่ประชาชนต่างสงสัยว่ามันเอียง ก็สามารถพาประเทศพินาศได้เช่นกัน

 

พิธากล่าวว่า ประเด็นที่สาม การหาทางออกของประเทศผ่านบันได 3 ขั้น ขั้นที่หนึ่ง คืนสิทธิประกันตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาควรได้ตั้งแต่แรก ให้กับผู้ต้องหาจำเลยทั้ง 15 คน โดยไม่มีเงื่อนไข ขั้นที่สอง คือการนิรโทษกรรมคนที่เห็นต่างทางการเมือง นักโทษคดีการเมืองตั้งแต่ปี 2557ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 112 หรือมาตรา 116 เพราะที่ผ่านมา กระบวนการในประเทศไทย มีความกลับหัวกลับหาง ประเทศอื่นจะตามหาความจริง แล้วค่อยหาผู้รับผิดรับชอบ แล้วจึงค่อยปรองดอง แต่ประเทศไทยกลับกัน เอาปรองดองไปขึ้นหิ้งก่อน ไม่ต้องมีผู้รับผิดรับผิดชอบ การตามหาความจริงก็ไม่เกิดขึ้น กระบวนการนิรโทษกรรมและการปรองดองในประเทศไทยถึงวนอยู่ในอ่างอยู่แบบนี้ ทำให้ประเทศไทยไปต่อไม่ได้ เราไม่สามารถมีสมาธิแก้ปัญหาอย่างอื่น หากยังมีปัญหาการเมืองอยู่อย่างนี้

 

พิธากล่าวว่า บันไดขั้นสุดท้ายคือการป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอนาคตอีก ด้วยการเอากฎหมายที่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นมาตรา 112 มาตรา 116 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายฟ้องปิดปาก นี่คือข้อเสนอของพรรคก้าวไกลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาในสภา

 

“เชื่อว่าถ้าเราทำตามบันได 3 ขั้นนี้ ระยะสั้น กลาง ยาว น้องทั้งสองคนมีโอกาสที่จะมีชีวิตต่อไป และฉลองชัยชนะของประชาชนไปด้วยกัน” พิธากล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล #ตะวันแบม #คืนสิทธิประกันตัว

กลุ่มนักศึกษาและประชาชนเมียนมาในประเทศไทยชุมนุมใหญ่ #2ปีรัฐประหารเมียนมา ขับไล่รัฐบาลทหารพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย จี้รัฐบาลไทยยุติสัมพันธ์รัฐบาลทหารเมียนมา

 



กลุ่มนักศึกษาและประชาชนเมียนมาในประเทศไทยชุมนุมใหญ่ #2ปีรัฐประหารเมียนมา  ขับไล่รัฐบาลทหารพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย จี้รัฐบาลไทยยุติสัมพันธ์รัฐบาลทหารเมียนมา


วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.30 น. กลุ่มพลเมืองชาวเมียนมาที่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น นักธุรกิจ นักศึกษา คนทำงาน และกลุ่มผู้สนับสนุนนางอองซาน ซูจี  จำนวนกว่าพันคนได้จัดกิจกรรมชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลทหารเมียนมา  เนื่องในวันครบรอบ 2 ปีรัฐประหารเมียนมา ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำประเทศไทย ถนนสาธร ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ยานนาวา และชุดควบคุมฝูงชนจาก บก.น.9 กำลัง1 กองร้อยมาเฝ้าระวังเหตุความรุนแรง 


ในการชุมนุมดังกล่าว ผู้ชุมนุมได้กล่าวประณามรัฐบาลทหารเมียนมา และพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เป็นทรราชย์เข่นฆ่าประชาชนชาวเมียนมาผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศกลับเข้าสู่ยุคมืดอันล้าหลัง รวมทั้งได้มีการแสดงละครจำลองพฤติกรรมของทหารรัฐบาลทหารเมียนมาที่ทำร้ายประชาชนชาวบ้านพม่าอย่างโหดร้าย ให้สื่อมวลชนนานาชาติได้รับทราบข้อเท็จจริงที่โหดร้ายในเมียนมา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จำลองสถานการณ์ระหว่างทหารและประชาชนที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาด้วย


นอกจากนี้ กลุ่มนักศึกษาและประชาชนเมียนมาในประเทศไทย ยังได้ออกแถลงการณ์ยืนยันจะเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารต่อไป โดยระบุว่า ปีนี้จะเป็นที่ประชาชนชาวเมียนมาจะทำการปฏิวัติยึดอำนาจคืนจากรัฐบาลทหารพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้สำเร็จ  พร้อมกับเรียกรัองให้รัฐบาลไทยตีตัวออกห่าง ยุติความสัมพันธ์และความร่วมมือใดใดกับรัฐบาลทหารเมียนมาอีกต่อไป และขอให้ประชาคมใช้อำนาจเพิ่มมาตรการกดดันให้รัฐบาลทหารพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เร่งคืนอำนาจให้กับประชาขนชาวเมียนมาโดยเร็ว


กลุ่มนักศึกษาและประชาชนเมียนมาในประเทศไทยปักหลักชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลทหารเมียนมา  เนื่องในวันครบรอบ 2 ปีรัฐประหารเมียนมา ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำประเทศไทย เป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ก่อนยุติกิจกรรมและสลายการชุมนุมอย่างสงบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์












‘เพนกวิน’ ส่งจดหมายเปิดผนึก ถึง ‘ตะวัน-แบม-สิทธิโชค’ เคารพการตัดสินใจ แต่ขอให้รักษาชีวิตไว้ก่อน

 


‘เพนกวิน’ ส่งจดหมายเปิดผนึก ถึง ‘ตะวัน-แบม-สิทธิโชค’  เคารพการตัดสินใจ แต่ขอให้รักษาชีวิตไว้ก่อน


วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ที่เพจ เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก ซึ่ง 'เพนกวิน' ได้เขียนถึง 'ตะวัน-แบม-สิทธิโชค' ผู้ต้องหาคดีทางการเมือง มาตรา 112 ซึ่งทั้งสามคนได้ทำการอดอาหารและอดน้ำกระบวนการยุติธรรมมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว โดยเนื้อความในจดหมายดังกล่าวมีความว่า 


ถึง แบม ตะวัน และสิทธิโชค


เราเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงพวกเธอทุกคนทั้งด้วยความรู้สึกเคารพความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ และความรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลงทุกวัน การอดข้าวอดน้ำเอาชีวิตลงเดิมพันของพวกเธอถือเป็นก้าวย่างอันกล้าหาญที่จะต่อสู้กับความทรมานของตัวเอง เราคิดว่าเราพอเข้าใจความรู้สึกของการไม่ได้กินที่พวกเธออาจกำลังรู้สึก แม้ตัวเราเมื่อคราวอดอาหารประท้วงจะไม่ได้ตัดสินใจวางเดิมพันเท่าที่พวกเธอวางก็ตาม และเราเชื่อว่าพวกเธอคงได้ไตร่ตรองมาโดยถี่ถ้วนแล้วจึงได้ตัดสินใจเช่นนี้


กระนั้นเอง การต่อสู้ของพวกเธอตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ท้าทายยิ่ง เพราะองคาพยพของฝ่ายตรงข้ามของพวกเธอ (และของพวกเราทั้งหมด) เป็นผู้ทรงอำนาจ และจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็เห็นได้ว่าอำนาจของพวกเขาไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมมากนัก ดังที่พวกเธอก็คงรู้ดี แน่นอนว่าเราต้องต่อสู้กับอำนาจอันปราศจากธรรมเหล่านี้ แต่ในการต่อสู้ เราไม่พึงคาดหวังมนุษยธรรมในใจของอีกฝ่ายมากนัก เราจึงจำเป็นต้องถนอมชีวิตและจิตใจสำหรับการสู้ต่อในระยะยาวด้วย


ข้อเรียกร้องของพวกเธอทั้งหมดเป็นเรื่องถูกต้องตามหลักการทั้งปวง เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจทั้งหมดควรรับฟังและปฏิบัติตาม และยังเป็นเรื่องน่านับถือที่เธอไม่ได้เรียกร้องเพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อผู้ถูกคุมขังทั้งหมด รวมถึงเพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างความยุติธรรมที่ดีกว่าสำหรับประเทศชาติ กระนั้นเอง ในสังคมบิดเบี้ยวนี้ ข้อเรียกร้องคงต้องใช้เวลายาวนานกว่าผู้มีอำนาจจะยอมทำความเข้าใจและพิจารณาได้ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 และ 116 นั้น แน่นอนว่าโดยกระบวนการต้องใช้เวลามาก ซึ่งน่าจะยาวนานเกินกว่าที่ร่างกายของพวกเธอจะรับไหวจากการอดข้าวอดน้ำ


สิ่งที่พวกเธอเรียกร้องเป็นเรื่องน่าเลื่อมใส แต่มันต้องใช้เวลาในการผลักดัน และมันจะไม่เกิดขึ้นจากความตายของใคร ดังนั้น นอกจากเราจะเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจและผุ้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ขานรับข้อเรียกร้องของพวกเธอแล้ว เรา ในฐานะเพื่อนร่วมอุดมการณ์คนหนึ่งที่เคยต่อสู้ด้วยการอดอาหารประท้วง ขอร้องให้พวกเธอทบทวนวิธีการต่อสู้ที่พวกเธอทำอยู่ ขอให้เธอยุติการอดข้าวอดน้ำและยอมรับการฟื้นฟูร่างกายโดยคณะแพทย์อย่างเต็มที่เพื่อรักษาชีวิตของพวกเธอไว้ สิ่งที่เธอในวันนี้เติมไฟให้หลายคนในเรื่องที่ขับเคลื่อนกันอยู่แล้ว เมื่อเติมไฟแล้วก็ขอให้รักษาชีวิตจิตใจ ออกมาตั้งหลักกันใหม่ เพื่อผลักดันทุกข้อเรียกร้องให้ลุล่วงถึงฝั่งได้สมบูรณ์


เพื่อนพ้องต้องการให้เธอมีชีวิตต่อ มวลชนต้องการให้เธอมีชีวิตต่อ ทุกคนต้องการให้เธอมีชีวิตต่อ และไม่มีใครอยากให้เธอตาย อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าทุกคนจะเคารพทุกการตัดสินใจที่พวกเธอเลือก เราเองก็เคารพเช่นกัน เพราะนั่นคือสิทธิอันชอบธรรมของเธอที่จะต่อสู้กับอำนาจอธรรมในสังคม


ขอให้พวกเธอพิจารณา

เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์


ภาพจาก Friends Talk


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ตะวันแบม #สิทธิโชค #มาตรา112

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566

ศาลตัดสินจำคุก 8 เดือน 20 วัน “สมบัติ ทองย้อย” คดีหมิ่น “ประยุทธ์”

 


ศาลตัดสินจำคุก 8 เดือน 20 วัน “สมบัติ ทองย้อย” คดีหมิ่น “ประยุทธ์”


วันที่ 31 มกราคม 2566 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมิ่นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีนายสมบัติ ทองย้อย วัย 52 ปี จำเลยซึ่งถูก อภิวัฒน์ ขันทอง ประธานกรรมการตรวจสอบและดำเนินคดีแก่ผู้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แจ้งความกล่าวหาว่าได้โพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊กมีเนื้อหาดูหมิ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะเจ้าพนักงาน จำนวน 2 โพสต์ (ในช่วงเดือน มิ.ย. 2562 และ ส.ค. 2563)


ความผิดในฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ, หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 328 และตัดต่อภาพทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 16


ระหว่างกระบวนการสืบพยาน ศาลสั่งงดสืบพยานปาก พล.อ.ประยุทธ์ ผู้เสียหาย เห็นว่าไม่เป็นที่แน่นอนว่าพยานจะสามารถมาเบิกความได้


ในนัดตรวจพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2565 อัยการโจทก์แถลงติดใจสืบพยานทั้งหมด 5 ปาก ได้แก่ ผู้กล่าวหา, พยานคนกลางผู้ได้อ่านข้อความตามฟ้อง, เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบการใช้บัญชีเฟซบุ๊กของจําเลย, พนักงานสอบสวน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้เสียหายของคดีนี้


ฝ่ายจำเลย ทั้งทนายและจำเลยร่วมกัน แถลงถึงแนวทางการต่อสู้คดีว่าจำเลยโพสต์ข้อความตามฟ้องจริง แต่ข้อความดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่น และในการต่อสู้คดีจะนำสืบพยานฝ่ายจำเลยรวม 4 ปาก ประกอบด้วย จำเลย, ผู้รวบรวมสถิติจาก iLaw และนักวิชาการ 2 ราย ซึ่งจะให้ความเห็นเรื่องอำนาจของประชาชนในการตั้งคำถาม กับบทบาทในการตรวจสอบในการใช้อำนาจของนายกฯ และการฉ้อฉลเชิงอำนาจ


ทั้งนี้ หลังจากที่ศาลเจ้าของสำนวนทำการปรึกษากับอธิบดีศาลอาญากรุงเทพใต้แล้ว ก็ได้มีคำสั่งไม่ให้ออกหมายเรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ให้ส่งเป็นหนังสือเชิญแจ้งให้มาเป็นพยานแทน


ในระหว่างที่มีการสืบพยาน เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้เสียหาย มิได้มาเบิกความต่อศาลตามที่ได้รับหนังสือเชิญแจ้ง โดย อภิวัฒน์ ขันทอง ซึ่งเป็นผู้แจ้งความในคดีได้แถลงต่อศาลว่า เหตุที่ผู้เสียหายไม่สามารถมาเบิกความต่อศาลได้เนื่องจากไปปฏิบัติราชการอยู่ต่างประเทศ คือไปเข้าร่วมประชุมเวทีสุดยอดผู้นำอาเซียน - สหภาพยุโรป ที่ประเทศเบลเยี่ยม


จากนั้นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจึงเห็นสมควรให้งดสืบพยานปากผู้เสียหาย โดยระบุพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานไม่สามารถมาเบิกความได้ ประกอบกับคดีนี้จำเลยยังถูกคุมขังอยู่ ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และหากเลื่อนนัดออกไปก็ไม่เป็นที่แน่นอนว่าพยานจะสามารถมาเบิกความได้ จึงเห็นสมควรให้งดสืบพยานปากดังกล่าว


ศาลได้ลงคำพิพากษาตัดสินจำคุกนายสมบัติ ทองย้อย 8 เดือนกับอีก 20 วัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมิ่นประยุทธ์

"ก้าวไกล" ยื่นหนังสือ"ประธานศาลฎีกา" ถามแนวทางการให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีการเมือง ร้องให้ยึดหลักนิติรัฐ-ความยุติธรรม เชื่อสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้คลี่คลายได้

 


"ก้าวไกล" ยื่นหนังสือ"ประธานศาลฎีกา" ถามแนวทางการให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีการเมือง ร้องให้ยึดหลักนิติรัฐ-ความยุติธรรม เชื่อสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้คลี่คลายได้

 

วันนี้ (31 ม.ค. 66) ที่สำนักงานศาลฎีกา พรรคก้าวไกล นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส. พรรคก้าวไกล ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เพื่อสอบถามประเด็นบรรทัดฐานในการให้ประกันตัวผู้ต้องหาจากคดีการแสดงออกทางการเมือง ทั้งขอให้พิจารณาดำเนินการตามหลักนิติรัฐและความยุติธรรม จากกรณีที่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนักกิจกรรมทางการเมือง ส่งผลให้ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ “ตะวัน” และ อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ “แบม” นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ประกาศถอนประกันตนเองและอดน้ำ-อาหาร เพื่อเรียกร้องต่อกระบวนการยุติธรรมให้สิทธิประกันตัวผู้ต้องหาคดีการเมืองทุกคน ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม เป็นต้นมา

 

โดย พิธา ร่วมกับ ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้แถลงข่าวบริเวณหน้าสำนักงานศาลฎีกา และรายละเอียดในหนังสือมีใจความดังนี้

 

ด้วยขณะนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาในฐานความผิดจากการแสดงออกทางการเมืองหลายคดีไม่ได้รับการเคารพสิทธิประกันตัว ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราว หรือมีการกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวที่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีอาญา ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองไว้และรัฐจึงเคารพสิทธิดังกล่าวนั้น และพึงระมัดระวังการใช้อำนาจรัฐในทางปฏิเสธสิทธิประกันตัวของประชาชน กระทั่งได้มีกลุ่มคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ทำจดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกา อธิบดีศาลอาญา และอธิบดีศาลอาญากรุงเทพใต้ เรียกร้องให้ศาลพิจารณาปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีการเมืองทุกคดีตามหลักกฎหมาย และขอให้ศาลพิจารณายกเลิกกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวที่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีอาญา

 

นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยังได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การอดอาหารของ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ อรวรรณ ภู่พงษ์ เยาวชนนักกิจกรรมทางการเมืองในปัจจุบัน และขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติการตามสิทธิ หน้าที่ และอำนาจ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน เคารพในสิทธิและเสรีภาพ ทั้งเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยให้การรับรอง

 

ข้าพเจ้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังมีรายนามตอนท้ายหนังสือนี้ ขอแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่บอบบางต่อสิทธิมนุษยชน และท่าทีของศาลยุติธรรมในการกำกับดูแลของประธานศาลฎีกา (“ท่าน”) ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับกิจการในศาลยุติธรรม รวมถึงการควบคุมหรือรักษาความเป็นเอกภาพของคําพิพากษาหรือคำสั่งของศาล

 

ทั้งนี้ ตามนัยแห่งระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกา และการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ. 2562 กำหนดให้ในคดีเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107- 135 ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นต้องรายงานคดีต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค และอธิบดีผู้พิพากษาต้องรายงานคดีต่อประธานศาลฎีกา โดยกำหนดให้มีการตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยตามข้อ 14 แห่งระเบียบดังกล่าว ระบุว่า “การตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งตามข้อ 13 ให้ดำเนินการเพื่อรักษาแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้การใช้ดุลพินิจของศาลเป็นไปโดยถูกต้องในแนวทางเดียวกัน ในกรณีที่ต่างไปจากแนวบรรทัดฐาน ควรมีเหตุผลพิเศษ และให้แสดงเหตุผลไว้ในร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งด้วย

 

ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ข้าพเจ้าดังมีรายนามตอนท้ายหนังสือนี้ จึงใคร่เรียนสอบถามว่า การที่ศาลยุติธรรมมีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาในฐานความผิดอันเนื่องจากการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ดี มาตรา 116 ก็ดี หรือมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องก็ดี ทั้งที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าบุคคลดังกล่าวได้กระทำผิดจริงตามคำฟ้อง อันพึงสันนิษฐานว่าบุคคลดังกล่าวยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ หรือมีการกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวที่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีอาญานั้น เป็นคำสั่งอันเนื่องจากการควบคุมความเป็นเอกภาพของคำสั่งศาลตามนัยแห่งระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกา และการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ. 2562 ซึ่งอยู่ในการควบคุมกำกับดูแลหรือบังคับบัญชาของท่านหรือไม่

 

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า สถานการณ์ที่บอบบางต่อการประกันสิทธิเสรีภาพตามหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้ในปัจจุบัน อาจคลี่คลายได้ด้วยการที่ศาลยุติธรรม โดยกำกับดูแลหรือบังคับบัญชาของท่าน เคารพหลักนิติรัฐและจรรโลงความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างแท้จริง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการยื่นหนังสือ มีตัวแทนจากประธานศาลฎีกาออกมารับหนังสือ ทำให้ รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงแนวทางการติดตามความคืบหน้าและถามถึงความเป็นไปได้ในการเปิดพื้นที่พูดคุยถึงบรรทัดฐานในกระบวนการยุติธรรม แต่เจ้าหน้าที่มีท่าทีบ่ายเบี่ยง ให้เพียงชื่อและหมายเลขโทรศัพท์สำหรับติดต่อเท่านั้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล #ตะวันแบม #คืนสิทธิประกันตัว