วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2566

“รังสิมันต์ โรม” จวก! มันมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเปลี่ยนป้ายด้วยงบประมาณสูงขนาดนี้ ขณะ รฟท. แจง! ต้องเปลี่ยนโครงสร้างและกระจกบริเวณที่จะติดตัวหนังสือทั้งหมด ให้รับน้ำหนักได้

 


“รังสิมันต์ โรม” จวก! มันมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเปลี่ยนป้ายด้วยงบประมาณสูงขนาดนี้ ขณะ รฟท. แจง! ต้องเปลี่ยนโครงสร้างและกระจกบริเวณที่จะติดตัวหนังสือทั้งหมด ให้รับน้ำหนักได้


จากกรณีวานนี้ (2 ม.ค. 2566) ในโซเชียลมีเดียได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง กรณี “ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง” ได้เป็นผู้ดำเนินการเปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พร้อมกับทำตราสัญลักษณ์การรถไฟใหม่ มูลค่าโครงการกว่า 33.16 ล้านบาท โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงจำนวนวงเงินกว่า 33 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก


วันนี้ (3 ม.ค. 2566) ที่จากเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้เผยแพร่เอกสาร 2 ฉบับ ความว่า


"เปิดเอกสาร รฟท. ว่าจ้างเอกชนเปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตั้งงบไว้ 34 ล้านบาทถ้วน เป็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วย "วิธีเฉพาะเจาะจง" ตาม พรบ.จัดซื้อจัดจ้างปี 60 คือเลือกมาเลยใครได้งาน เลขที่โครงการ 65127423526 ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาเมื่อ 28 ธันวาคม 2565 วงเงินสัญญา 33,169,726.39 บาท


เนื้องานเป็นการทำป้ายชื่อตัวอักษรภาษาไทย สูง 3 เมตร กว้าง 2.6 เมตร หนา 40 เซนติเมตร จำนวน 24 ตัว และชื่อภาษาอังกฤษ ขนาดสูง 2.1 เมตร กว้าง 2.2 เมตร หนา 50 เซนติเมตร จำนวน 31 ตัว และโลโก้อีก 1 ตัว เนื่องจากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่มีใบปริมาณงาน (ปร.4) ไม่มีแบบ ไม่มีอะไรเลย จึงไม่ทราบรายละเอียดค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ แต่ถ้าเอาจำนวนตัวอักษรที่เปลี่ยนมาคิดค่าเฉลี่ยคร่าว ๆ ก็ตกตัวละ 589,286 บาท


รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งว่า  รฟท. โดยฝ่ายโครงการพิเศษ และก่อสร้าง ได้ประกาศหาผู้รับจ้างโครงการปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และตราสัญลักษณ์ของ รฟท. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21  ธ.ค. 65 ราคากลางอยู่ที่ 34 ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดของงานนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่การเปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางฯ เท่านั้น แต่จะต้องเปลี่ยนตัวโครงสร้าง และกระจกบริเวณที่จะติดตัวหนังสือใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักตัวหนังสือที่มีน้ำหนัก และความยาวเพิ่มมากขึ้นให้ได้ อีกทั้งการปรับปรุงป้ายชื่อดังกล่าว จะต้องดำเนินการทั้ง 2 ด้าน ทั้งด้านหน้า และด้านหลังของสถานีกลางฯ ไม่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนชื่อเพียงด้านเดียว


ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า จริง ๆ แล้วการมีสถานีต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้คนถือเป็นเรื่องที่ดี และป้ายสถานีก็ควรจะทำให้คนที่ต้องใช้บริการสามารถเข้าถึงและใช้บริการได้ง่าย ซึ่งอย่างที่เราทราบว่าบริเวณสถานีกลางบางซื่อ แถวนั้นเขาก็เรียกสถานีกลางบางซื่อทั้งหมด ทุกคนเข้าใจว่าตรงนั้นคือสถานีกลางบางซื่อ


นายรังสิมัตน์ กล่าวต่อว่า “แต่พอจะมีการเปลี่ยนชื่อ คำถามแรกคือคนจะเข้าใจกว่าเดิมหรือไม่ จะช่วยให้ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่จะมาใช้บริการสามารถใช้งานตรงนี้ได้หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะง่ายขึ้น แต่คำถามสำคัญคือมันมีความจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องใช้เงินในการเปลี่ยนป้ายหรือเปลี่ยนชื่อ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สถานีกลางบางซื่อ #สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์


ขอบคุณภาพจาก : เพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน



“สมคิด” เชื่อ “ประยุทธ์” ยุบสภาแน่กลางมีนา 66 ก่อนครบวาระรัฐบาล ชี้เลือกตั้งปี 66 ดุเดือด! พรรคการเมืองพร้อมสาดกระสุนดินดำจูงใจประชาชนเลือกตั้ง

 


“สมคิด” เชื่อ “ประยุทธ์” ยุบสภาแน่กลางมีนา 66 ก่อนครบวาระรัฐบาล ชี้เลือกตั้งปี 66 ดุเดือด! พรรคการเมืองพร้อมสาดกระสุนดินดำจูงใจประชาชนเลือกตั้ง


วันนั้ (3 ม.ค. 2566) นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า การเมืองปี 2566 เป็นปีที่พี่น้องประชาชนจะพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้จะได้ไปต่อหรือไม่ คงต้องไปวัดกันในสนามเลือกตั้ง เป็นการวัดความนิยมระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า  ทั้งนี้หวังว่าเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไรทุกฝ่ายต้องยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชน


นอกจากนี้มองว่าการเมืองเรื่องการเลือกตั้งจะทวีความเข้มข้นมากขึ้น และเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด โดยเฉพาะพรรคการเมือง ที่สะสมกระสุนดินดำสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าไว้เยอะ นักการเมืองหลายคนจะใช้กระสุนดินดำออกมาเพื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกตั้งพรรคที่ตนเองสังกัด แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ เชื่อว่าประชาชนรู้ดีว่า 8 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนี้สร้างความลำบาก แค่ไหนให้ประชาชนและให้บทเรียนอะไรบ้าง  รวมทั้งยังคงมั่นใจว่า พรรคฝ่ายค้านจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า


นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เชื่อว่าภายหลังการเลือกตั้งไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ที่พรรคที่ได้อันดับหนึ่งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล เพราะประชาชนตาสว่างแล้ว การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ จะมาสืบทอดอำนาจต่อไปประชาชนคงไม่ยอม ทั้งนี้ภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์ ประชาชนต้องพบกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตมาก ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเดินหน้าทุกเขตเลือกตั้ง เพื่อไปบอกพี่น้องประชาชนถึงนโยบายของพรรคที่จะมาพลิกชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น


“ถึงเวลานี้เชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ จะลากอำนาจยาว เพื่อให้พรรครวมไทยสร้างชาติที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ แต่งตัวเสร็จ เพราะหากยุบเร็ว ก็จะไม่พร้อมในการคัดตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ดังนั้น เป็นไปได้ว่าพลเอกประยุทธ์ จะยุบสภาในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2566 ก่อนครบวาระ รวมทั้งเพื่อรอให้พรรคการเมืองบางพรรคดึงส.ส.จากต่างพรรค ไปอยู่ภายใต้สังกัดเพราะพรรคการเมืองที่มีความพร้อมสามารถดึงตัวส.ส.พรรคอื่นให้ย้ายสังกัดได้เรื่อย ๆ จนถึงวันสมัครส.ส. เชื่อว่าการย้ายพรรคยังมี เรื่อย ๆ”นายสมคิด กล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เพื่อไทย

“ชูวิทย์” เผยคลิปก่อนจนท.บุก “จินหลิง” เมื่อ 25 ต.ค. 65 ยืนยันมีการซื้อขาย “ยาเสพติด” แจงมีคลิปอีกเป็นร้อย เด็ด ๆ ทั้งนั้น

 


“ชูวิทย์” เผยคลิปก่อนจนท.บุก “จินหลิง” เมื่อ 25 ต.ค. 65 ยืนยันมีการซื้อขาย “ยาเสพติด” แจงมีคลิปอีกเป็นร้อย เด็ด ๆ ทั้งนั้น


ยังคงแฉอย่างต่อเนื่อง “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” อดีตนักการเมืองชื่อดังที่ออกมาแฉกรณี “ทุนจีนสีเทา” ซึ่งสะเทือนไปหลายหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น สะท้อนความล้มเหลวของหลายหน่วยงานภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง ที่สำคัญสะท้อนถึงความเพิกเฉยของผู้นำประเทศ ทั้งที่กรณีดังกล่าวมีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ


โดยวันนี้ (3 ม.ค. 2566) ที่เพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ในวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทีมของ ผบช.น. บุกเข้าจับกุม ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ได้โพสต์ข้อความว่า


“โหมโรงรับปีใหม่”


ภาพเหตุการณ์ วันที่ 25 ตุลาคม 2565 เวลาใกล้เที่ยงคืน ก่อนตำรวจทีม ผบช.น. บุกจับ


มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน “ยาเสพติด” ภายใน “จินหลิง” บริเวณหน้าห้องคาราโอเกะอย่างเปิดเผย


คลิปจากกล้องวงจรปิดถูกตัดออกจากสำนวน ตั้งแต่ก่อน 21 ตุลาคม 2565 ส่วนเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ใคร ช่วยตอบทีก่อนถูกแฉอีกรอบ


แต่ “แผนเหนือเมฆ” ยังมีเหนือกว่า เพราะการทำงานไม่เป็นทีมของ ผบช.น. เอง


จากภาพที่ผมนำมาแสดงในโพสต์ก่อน จะเห็น สภาพ “จินหลิง” เป็นเสมือน “เอนเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์” ที่ประกอบด้วยบ่อนการพนันขนาดใหญ่ ห้องวีไอพี คาราโอเกะไว้เสพยา ผู้หญิงบริการ


นี่มันสมบูรณ์แบบยิ่งกว่า “คาสิโน” แห่งไหนในโลก


โดยจะมีคลิปอื่น ๆ อีกมาก


ผบ.ตร. ไม่ต้องรีบมาสอบผม ให้ผมทะยอยเปิดข้อมูลไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวเรียกสอบทีเดียวได้ เผอิญช่วงนี้ผมไม่ได้ไปไหน ว่างๆ อยู่พอดี


แต่ที่ ผบ.ตร. ต้องรีบสอบก่อน คือ ผบช.น. ครับ เพราะออกอาการรั่วๆ อยู่


โดยตั้งแต่วันนี้จะทะยอยปล่อยคลิปภายในจินหลิง ทั้งก่อนและหลังตำรวจบุก พร้อมตั้งข้อสังเกตุในช่วงการทำสำนวนคดีต่างๆ ว่า


“หากไม่ผิดปกติ ก็ย่อมมีการช่วยเหลือกัน”


โดยจะไล่กล้องวงจรปิดให้ดูทีละช็อตว่า เกิดเหตุการณ์อะไรในคืนวันที่ 26 ตุลาคม


คลิปภาพวงจรปิดยังมีอีกเป็นร้อย เด็ดๆ ทั้งนั้น รอทีเดียวเลยดีกว่า


จะมันส์กว่ามากเลยครับ เดี๋ยว “หลักฐาน” มันตกหล่นหายไปอีก หรือไม่ก็บอกมีมากพอแล้ว


หลักฐานในมือผม จะหนาวไปถึงไหน คอยดูตอนต่อไปครับ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทุนจีนสีเทา #ชูวิทย์กมลวิศิษฎ์

ผอ.ไอเอ็มเอฟ เตือนโลกรับมือเศรษฐกิจถดถอย ชี้เงินเฟ้อสูง-เพิ่มดอกเบี้ย

 


ผอ.ไอเอ็มเอฟ เตือนโลกรับมือเศรษฐกิจถดถอย ชี้เงินเฟ้อสูง-เพิ่มดอกเบี้ย


“ผอ.ไอเอ็มเอฟ” เตือนประชาคมโลกเตรียมรับมือปัญหาเศรษฐกิจ หลังประมาณการเชื่อว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกราว 1 ใน 3 จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย สาเหตุใหญ่จากสงครามในยูเครน อัตราเงินเฟ้อ การเพิ่มดอกเบี้ยธนาคารกลางประเทศต่างๆ และการยกเลิกมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลจีน ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กระทบภาคอุตสาหกรรม ทำให้การผลิตของจีนหดตัวเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ด้าน “มูดดี’ส” สำทับยุโรปไม่รอดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่วนอเมริการ่อแร่


ไอเอ็มเอฟออกมาเตือนเศรษฐกิจถดถอย เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 2 ม.ค. คริสตาลีนา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกแถลงการณ์เตือนประชาคมโลกให้เตรียมรับมือกับปัญหาทางเศรษฐกิจ หลังจากการประมาณการเชื่อว่าประเทศต่างๆทั่วโลกราว 1 ใน 3 จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)


ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟกล่าวว่า สงครามในยูเครน อัตราเงินเฟ้อ และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศต่างๆเพื่อพยายามควบคุมค่า ครองชีพไม่ให้สูงไปกว่านี้ ทำให้เศรษฐกิจในปี 2566 มีแนวโน้มจะชะลอตัว แต่การยกเลิกมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลจีน ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างในจีน กระทบภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ อัตราการผลิตของจีนหดตัวอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี


ในช่วง 2-3 เดือนจากนี้ จีนจะเผชิญกับความยากลำบาก บั่นทอนอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ และเมื่อเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลกระทบไปยังการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลกปี 2566 ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า จะเป็นปีที่ยากลำบากยิ่งกว่าปี 2565 แน่นอนว่าบางประเทศอาจรอดพ้นจากภาวะนี้ แต่ประชาชนหลายร้อยล้านคนอาจรู้สึกถึงผลกระทบในการใช้ชีวิต


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า ภาวะถดถอย หรือรีเซสชัน เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอการขยายตัว เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มขาลง เป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) การจ้างงานและความต้องการสินค้าโดยรวมลดลง คนว่างงานเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจเริ่มขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน


ด้านนางคาทรินา เอล นักเศรษฐกิจประจำหน่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจของบริษัทจัดอันดับมูดดี’ส กล่าวว่า นอกจากจีนแล้ว เศรษฐกิจยุโรปย่อมหนีไม่พ้นภาวะถดถอย ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯอยู่ในสภาพจวนเจียนจะถดถอย เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯมีปัญหาเมื่อไหร่ อุปทานหรือความต้องการสินค้าและบริการจะลดลง นั่นหมายถึงความต้องการสินค้าและบริการจากจีนและประเทศอื่นๆในเอเชียอย่างไทยและเวียดนามจะลดลง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมที่สูงอยู่แล้ว ย่อมทำให้ภาคธุรกิจหลีกเลี่ยงการลงทุน หรือขยายกิจการ หรือนักลงทุนดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ และการที่นักลงทุนดึงเงินออกจะส่งผลให้บางประเทศโดยเฉพาะประเทศยากจน ขาดเงินชำระค่าสินค้านำเข้าที่จำเป็นอย่างอาหารและพลังงาน


ขณะที่นายบิล เบลน นักยุทธศาสตร์ประจำสถาบันการลงทุนและการเงินชาร์ดแคปิทอลของอังกฤษ มองว่าคำเตือนของไอเอ็มเอฟเป็นการเตือนสติได้ถูกเวลา เพราะถึงแม้ตลาดแรงงานทั่วโลกยังคง มีความเข้มแข็งอยู่บ้าง มีการสร้างงาน การจ้างงานอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการจ้างที่ให้เงินตอบแทนสูง และย่อมนำมาซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอยในที่สุด ขณะที่ธนาคารกลางต่าง ๆ จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ปัจจัยเหล่านี้จะเกิดผลกระทบที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้ตลาดอยู่ในสภาพวิตกกังวลตลอดเวลาอย่างน้อย 6 เดือนแรกของปี 2566


ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ 

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2566

“ทัศนีย์” หวังประชาชนหยุดวงจรอุบาทว์ ลงโทษ “ระบอบประยุทธ์” อัดหลงมัวเมาในอำนาจ ชี้โยนนโยบายรัฐให้ท้องถิ่น แต่ไม่ให้งบประมาณไปดำเนินการ

 


“ทัศนีย์” หวังประชาชนหยุดวงจรอุบาทว์ ลงโทษ “ระบอบประยุทธ์” อัดหลงมัวเมาในอำนาจ ชี้โยนนโยบายรัฐให้ท้องถิ่น แต่ไม่ให้งบประมาณไปดำเนินการ


วันที่ 2 มกราคม 2566 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า ตลอด 8 ปีของการอยู่ในอำนาจ ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นชัดเจนว่ายังคงหลงมัวเมาในอำนาจ เพราะได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร ดังนั้นจึงรวบอำนาจ ไว้กับตนเองและพรรคพวก จนถึงปัจจุบันยังไม่ยอมคายอำนาจเพื่อให้ประชาชน ได้มีโอกาสในการเลือกผู้บริหารประเทศของตนเอง


ภายหลังการยึดอำนาจ 2557 พลเอกประยุทธ์ให้สัญญาว่าจะกระจาย อำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่เคยทำได้ ที่พลเอกประยุทธ์ ยึดอำนาจไปรวมไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้องค์กรท้องถิ่นมีปัญหาเพราะไม่สามารถ ที่จะคัดสรรบุคลากรของตัวเองได้ ต้องรอให้ส่วนกลางจัดส่งเจ้าหน้าที่มาให้ ส่งผลให้การทำงานในองค์กรท้องถิ่นมีปัญหามาก เพราะได้คนไม่ตรงกับสายงานที่ต้องการ


นางสาวทัศนีย์ กล่าวด้วยว่า นอกจากยึดอำนาจในการบริหารท้องถิ่นแล้ว ยังยึดอำนาจทางการเงินด้วยจากเดิมรัฐบาลต้องจัดสรรเงินให้ท้องถิ่นที่ร้อยละ 35 แต่ปัจจุบันลดลงเพื่อเพียง ร้อยละ 29 เท่านั้น นอกจากนี้ในส่วนของงบประมาณที่มีให้ยังให้ท้องถิ่นรับผิดชอบนโยบายของรัฐบาลด้วย  ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนชรา นมโรงเรียนรวมไปถึงค่าอาหารกลางวันยังโยนไว้ในงบประมาณท้องถิ่น ทำให้งบประมาณท้องถิ่นมีปัญหา และทำงานได้ยากมาก เพราะปัจจุบันการเก็บภาษีบำรุงท้องที่ก็ลดลง ปัญหาจากเศรษฐกิจที่ล่มสลาย ทำให้เก็บภาษีได้น้อยมาก


“พลเอกประยุทธ์ยังคงพยายามที่จะต่อท่ออำนาจ โดยอาศัยสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.และพรรคการเมืองบางพรรคให้มาเป็นนั่งร้านให้กับตัวเอง ในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง พร้อมใช้วิธีตกปลาในบ่อเพื่อน โดยใช้ปัจจัยเกื้อหนุนเชื่อว่าก่อนการเลือกตั้งจนถึงหลังการเลือกตั้งคงมีการแจกกล้วยกันจนหมดสวน เพื่อให้นักการเมืองเสนอชื่อพลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ดังนั้นหวังว่าพี่น้องประชาชนในคูหาเลือกตั้ง จะพร้อมใจกันหยุดวงจรอุบาทว์ทางการเมือง ในการเลือกตั้งปี 2566  ให้บทเรียนให้กับนักการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชนและไม่สนใจความลำบากของพี่น้องประชาชนภายใต้ระบอบประยุทธ์ให้หมดสิ้นไป” นางสาวทัศนีย์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ 

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565

“เพื่อไทย” ติดป้าย 8 นโยบาย รับประชาชนกลับบ้านปีใหม่ 2566 “ประเสริฐ” มั่นใจ ปีหน้ารัฐบาลเพื่อไทยพร้อมพลิกคุณภาพชีวิตคนไทยทุกคน

 


“เพื่อไทย” ติดป้าย 8 นโยบาย รับประชาชนกลับบ้านปีใหม่ 2566 “ประเสริฐ” มั่นใจ ปีหน้ารัฐบาลเพื่อไทยพร้อมพลิกคุณภาพชีวิตคนไทยทุกคน


วันนี้ (29 ธ.ค. 2565) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัววิสัยทัศน์รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปี 2570 โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  ภายใต้แนวคิด ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน : Think Big, Act Smart, For All Thais’ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี  ประชาชนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในคุณภาพชีวิต อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศ ไปในทิศทางที่ดีกว่าวันนี้  เพราะมีความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย พรรคที่คิดได้และทำเป็น  เป็นพรรคการเมืองที่พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจว่าจะสามารถฝากชีวิต ฝากอนาคตของลูกหลานไว้ได้  จึงได้มอบหมายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ที่พรรคได้ประกาศรายชื่อทั้งหมด  นำแผ่นป้ายนโยบายหลัก 8 ด้าน ดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2566 ที่กำลังจะมาถึงนี้  โดยแผ่นป้ายนโยบายทั้ง 8 ด้าน ได้แก่


1. ค่าแรงขั้นต่ำ 600บ./วัน ปริญญาตรี 25,000 บ./เดือน ภายในปี 2570

2. เพื่อไทยมายาเสพติดหมดไป คืนชีวิตปลอดภัยให้ประชาชน

3. ยกระดับ 30 บาท บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทั่วไทย จองคิวได้เร็ว วัคซีนมะเร็งปากมดลูกฟรี ซึมเศร้าใกล้บ้านรักษาฟรี

4. เพื่อไทยเป็นรัฐบาล ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ลดราคาทันที

5. ราคาพืชผลเกษตรขึ้นยกแผง เพื่อไทยเคยทำได้และจะทำอีก

6. อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทุกหมู่บ้าน สร้าง Blockchain สัญชาติไทย ค้าขายออนไลน์สร้างรายได้ใหม่ให้ครอบครัว

7. เร่งสร้างคนทำงานทักษะสูง สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง รายได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท/ปี 

8. นโยบายดี ๆ ใครก็พูดได้ แต่พรรคที่ทำได้และทำเป็น คือ เพื่อไทย


นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า การเลือกช่วงเวลาติดแผ่นป้ายนโยบายในช่วงเทศกาลปีใหม่  เพื่อเป็นส่งมอบความสุขและความหวังในการเดินทางเข้าสู่ปี 2566 ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่  เปลี่ยนไปสู่รัฐบาลใหม่  เปลี่ยนผู้นำประเทศคนใหม่  และจะดียิ่งไปกว่านั้นคือ พี่น้องประชาชนจะได้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลที่จะนำพาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าวันนี้ 


“พรรคเพื่อไทยเลือกเอาช่วงเวลาแห่งความสุขของพี่น้องประชาชนทุกคนในการติดตั้งแผ่นป้ายนโยบายของเราทั้ง 8 นโยบาย เพื่อให้ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ได้เห็นนโยบายของเราได้อย่างทั่วถึง ส่วนพรรคใดติดแผ่นป้ายนโยบายก่อนหรือหลัง ติดเร็วหรือช้า ก็เป็นแนวทางของแต่ละพรรคที่จะทำได้ แต่เพื่อไทยเรายึดมั่นที่ตัวนโยบายที่สด ใหม่ และของเดิมที่เราเคยทำจะดียิ่งกว่าเดิม มั่นใจว่าทำได้จริงแล้วจึงประกาศไปสู่พี่น้องประชาชน” นายประเสริฐ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เพื่อไทย




ธิดา ถาวรเศรษฐ : เมื่อประยุทธ์ไม่ใช่จ๊อกกี้ขี่ม้า แต่เป็นคนขี่เสือ [ที่ไม่ยอมลง] : แลไปข้างหน้าฯ EP.106