วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

กลุ่มหมอไม่ทน นัดแสดงพลัง "ติดโบว์ดำ สวมชุดดำ" วันพุธที่ 7 ก.ค. นี้

 


กลุ่มหมอไม่ทน นัดแสดงพลัง "ติดโบว์ดำ-สวมชุดดำ" วันพุธที่ 7 ก.ค. นี้


เมื่อวานนี้ (5 ก.ค. 64) ที่เพจ We, The People ได้โพสต์แถลงการณ์ "หมอไม่ทน" เรื่อง ร่วมแสดงพลัง ติดโบว์ดำ สวมเสื้อดำทั้งประเทศ วันพุธที่ 7 กรกฎาคม 2564 โดยระบุว่า

 

จากเหตุการณ์เอกสารการประชุมเฉพาะกิจร่วมระหว่างคณะกรรมการด้านวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค คณะทํางานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน ซึ่งเป็นการประชุมเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ในมติไม่ได้มีพูดถึงการฉีดวัคซีน Pfizer เพื่อเป็นการกระตุ้นเข็ม 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นด่านหน้า แม้จะได้รับวัคซีนครบแล้วแต่ยังมีการติดเชื้อ COVID-19 อยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนส่วนมาก ยังไม่ได้รับวัคซีนเเม้แต่เข็มแรก

 

หมอไม่ทนจึงขอเชิญชวนทั้งประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ร่วมสวมเสื้อ

ดำ/ติดโบว์ดำ

 

ในวันพุธที่ 7 กรกฎาคม 2564 เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต ผู้ที่ติดเชื้อ COVID19 และผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด และยื่นข้อเรียกร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ ผอ. ศบค. ดังนี้

 

1. นำเข้าวัคซีน mRNA ให้ได้เร็วที่สุด เเละนำมาใช้เป็นวัคซีนหลักในการป้องกันการระบาด โดยจะต้องเปิดเผยขั้นตอนการดำเนินการให้ประชาชนได้รับทราบ

 

2. นำวัคซีน mRNA เป็นวัคซีนฉีดกระตุ้นเข็ม 3 แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ต้องการฉีดทุกท่าน

 

3. เปิดเผยสัญญาการสั่งซื้อวัคซีน AstraZeneca และ Sinovac รวมถึงวัคซีนอื่น ๆ ที่ทางรัฐบาลไทยจะทำสัญญาในอนาคต เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส และพิสูจน์ให้ประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาการระบาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน

 

4. เปิดเผยบันทึกการประชุมในการประชุมเรื่องวัคซีนและการบริหารจัดการการระบาด COVID-19 เป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะทั้งหมด

 

5. COVID-19 สามารถแพร่กระจายผ่านอากาศ การสวม N95 จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันการติดเชื้อ รัฐจำเป็นต้องจัดหา FFP3 หรือ N99 เพื่อป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์

 

ทุกนาทีที่ล่าช้า คือชีวิตของประชาชน เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน พวกเราในฐานะบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนกำลังจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

 

หมอไม่ทน

5 กรกฎาคม 2564


#หมอไม่ทน #COVID19 #โควิด19

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์





วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

"เครือข่ายแรงงานฯ" ตั้งโลง รูปนายกฯและคณะ-วางอาหารเม็ด-ธูปเทียน-ดอกไม้จันทน์ ทำพิธี พร้อมปราศรัยหน้าทำเนียบ ร้องเยียวยาถ้วนหน้า จัดหาวัคซีนคุณภาพ

 


"เครือข่ายแรงงานฯ" ตั้งโลง รูปนายกฯและคณะ-วางอาหารเม็ด-ธูปเทียน-ดอกไม้จันทน์ ทำพิธี พร้อมปราศรัยหน้าทำเนียบ ร้องเยียวยาถ้วนหน้า จัดหาวัคซีนคุณภาพ


วันนี้ (5 ก.ค. 64) เวลา 09.30 น. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล  กลุ่มเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน นำโดย นางสาวสุธิลา ลืนคำ ผู้จัดการโครงการสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม พร้อมด้วย นายเซีย จำปาทอง, นางศรีไพร นนทรีย์, นางธนพร วิจันทร์ พร้อมมวลชน ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยนำโลงศพติดรูป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาระสุข, พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมทั้งติดภาพโลโก้พรรคพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ รวมถึงมีการนำรูปคณะรัฐมนตรีที่กินอาหารริมชายหาดในจังหวัดภูเก็ตมาติดด้วย


ต่อมาเวลา 9.50 น. นางสาวสุธิลา ตัวแทนผู้จัดกิจกรรมแจ้งว่า ตรวจสอบพบมีผู้นำน้ำมันเครื่องมาราดที่รั้วทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ชุมนุมเพราะคิดว่าผู้ชุมนุมจะเผาโลงศพ โดยนางสาวสุธิลา กล่าวว่า "อย่าทำแบบนี้...อย่าเล่นสกปรกแบบนี้ นี่หรือทำเนียบรัฐบาล ขอให้จำไว้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่นี่ไม่เกี่ยวกับเครือข่ายแรงงานฯ ทั้งสิ้น" ซึ่งต่อมา ตำรวจแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า น้ำมันเครื่องเป็นการราดตั้งแต่ช่วง 03.00 น. ของวันนี้ และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม


จากนั้น 11.05 น. ธนพร วิจันทร์ ตัวแทนเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน เป็นผู้อ่านแถลงการณ์และยื่นหนังสือให้แก่ นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี


โดยแถลงการณ์มีข้อเรียกร้องทั้งหมด 8 ข้อ ระบุว่า 


1. ให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีคุณภาพให้กับทุกคนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยภายในเดือน ต.ค. 2564

1.1 ให้รัฐบาลมอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมสามารถสั่งซื้อวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 ได้โดยตรง โดยใช้งบประมาณของรัฐบาล

1.2 ขอให้รัฐบาลเปิดเสรีให้บริษัทเอกชนสามารถสั่งซื้อวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 ได้โดยตรง


2. กรณีพนักงานที่หยุดงานเนื่องจากถูกกักตัว หรือหยุดงานเนื่องจากการรักษาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้รัฐบาลจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน และไม่ถือว่าเป็นวันลาป่วยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน


3. ให้รัฐบาลจัดให้มีการตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เชิงรุกในสถานประกอบการให้กับลูกจ้างทุกคน


4. ให้รัฐบาลเยียวยาประชานไทยและแรงงานข้ามชาติผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเงินคนละ 5,000 บาทถ้วนหน้า เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.) หรือคนกว่าประชาชนจะได้รับวัคซีนเกินกว่า 60% ของจำนวนประชากร


5. ให้รัฐบาลเร่งนำเงินจำนวน 242,689,862.71 บาท มาจ่ายให้กับลูกจ้างบริษัทบริลเลียน อัลไลแอนซ์ ไทย โกลบอล จำกัด ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน


6. ขอให้รัฐบาลจัดรัฐสวัสดิการเพื่อดูแลประชาชนอย่างมีคุณภาพ


7. ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากเนื่องจากการบริหารงานที่ล้มเหลว


8. สนับสนุนกลุ่มราษฎรที่ยืนหยัดไม่ลดเพดาน 3 ข้อเรียกร้อง 


กระทั่งเวลา 11.15 น. เป็นการจัดพิธีศพให้แก่รัฐบาล ด้วยการล้อมสายสิญจน์รอบ ๆ บริเวณจัดงาน และให้มวลชนหันหน้าไปทางทำเนียบรัฐบาล เริ่มจากให้ชูสามนิ้วและลดลงเหลือหนึ่งนิ้วคือ นิ้วกลาง จากนั้นตัวแทนผู้จัดกิจกรรม ได้บอกเล่าความชั่วร้ายของรัฐบาลชุดนี้ที่มีการร่วมมือกับระบบเผด็จการ และกล่าวถึงมาตรการรับมือโควิด-19 ที่ไร้ประสิทธิภาพ การจำกัดการใช้วัคซีนสองยี่ห้อ และการไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX ทางเครือข่ายฯเคยยื่นหนังสือถึงนายกฯ มาแล้ว ตั้งแต่การระบาดรอบแรก แต่รัฐบาลไม่รับฟังความต้องการที่แท้จริงของประชาชน จึงยื่นหนังสืออีกครั้ง เพื่อทวงถามวัคซีนที่มีคุณภาพ และไม่มีค่าให้แก่กลุ่มแรงงาน พร้อมเรียกร้องขอให้จ่ายเงินเยียวยาทดแทนการขาดรายได้ และให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่งต่อไป 


ซึ่งในตอนท้าย มีการวางดอกไม้จันทน์ ก่อนจะยุติกิจกรรม ทั้งนี้ตลอดเวลาจัดกิจกรรมได้เปิดเพลงธรณีกรรแสงคลอไปด้วยตลอด


อย่างไรก็ตาม ตัวแทนสหภาพนักเรียนฯ ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ กล่าวว่า มีนักเรียนที่เรียนออนไลน์ต้องประสบกับความเครียด ไม่นับรวมนักเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์การเรียน และประกาศว่าจะนำโลงที่ทำพิธีในวันนี้ไปทำกิจกรรมในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ หน้ากระทรวงสาธารณสุข เพื่อเผาต่อไป พร้อมประกาศสหภาพนักเรียนฯ ต้องการยืนหยัดเพื่อพี่น้องแรงงานทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชน #ม็อบ5กรกฎา


ประมวลภาพ













"โมกหลวงริมน้ำ" ร่วมกับ "แอมเนสตี้ฯไทย" จัดกิจกรรมจุดเทียน "คืน-ยุติธรรม" จี้รัฐรับผิดชอบเหตุคุกคามและบังคับผู้เห็นต่างทางการเมืองให้สูญหาย

 


"โมกหลวงริมน้ำ" ร่วมกับ "แอมเนสตี้ฯไทย" จัดกิจกรรมจุดเทียน "คืน-ยุติธรรม" จี้รัฐรับผิดชอบเหตุคุกคามและบังคับผู้เห็นต่างทางการเมืองให้สูญหาย 


วันนี้ (4 ก.ค. 64) เวลา 17.30 น. ที่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษ ข้างทำเนียบรัฐบาล กลุ่ม "โมกหลวงริมน้ำ" ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ภาควิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมจัดกิจกรรมเรียกร้อง "สังคมไทยต้องปลอดภัย พวกเขาต้องได้รับความยุติธรรม" พูดคุยประเด็นการคุกคามและบังคับให้สูญหาย เพื่อเรียกร้อง"คืน-ยุติธรรม" เนื่องในวาระครบ 1 ปี 1 เดือนการอุ้มหายนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ประเทศกัมพูชา


บรรยากาศทั่วไป มีประชาชนทยอยเข้าบริเวณกิจกรรมตั้งแต่เวลา 16.30 น. ต่างนั่งพูดคุยและช่วยกันเขียนป้ายข้อความต่าง ๆ 


ทั้งนี้ทีมงานทะลุฟ้า ได้เข้ามาทำการจัดเตรียมสถานที่เสวนา โดยมีการขึงป้ายผ้ามีข้อความว่า "ไม่ควรมีใครถูกคุกคาม เพียงเพราะความเห็นต่าง" เป็นฉากหลัง และข้อความระบุว่า "ใครทำกรรมไว้กรรมนั้นต้องตามสนอง" ขึงไว้ด้านหน้าทางเข้าบริเวณจัดกิจกรรม 


จากนั้นเวลาประมาณ 18.20 น. ผู้ดำเนินรายการ ได้อ่านประวัตินักต่อสู้ในอดีตที่ถูกคุกคามโดยรัฐ อาทิ นายเตียง ศิริขันธ์, นายทนง โพธิ์อ่าน, นายสมชาย นีละไพจิตร, นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ เป็นต้น


รวมถึงมีการอ่านรายชื่อและเรื่องราวของบุคคลที่ถูกอุ้มหายในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อาทิ นายเด่น คำแหล้, นายอิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจซุนโฮ ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ สปป.ลาว และนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น


ลำดับต่อมานายวรชาติ อหันทริก ที่ปรึกษาด้านสิทธิแรงงาน เพื่อนนายทนง โพธิ์อ่าน นักต่อสู้ผู้ถูกบังคับสูญหายเมื่อ 19 มิถุนายน 2534  กล่าวในวงสนทนาตอนหนึ่งว่า ทนงได้ผลักดันเรื่องสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน ทั้งเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐ ค่าแรงขั้นต่ำ และ พ.ร.บ. ประกันสังคม สร้างอำนาจในการต่อรองของแรงงานกับรัฐบาล เมื่อเขาถูกอุ้มหายในรัฐบาลรัฐประหาร รสช. ซึ่งเป็นเวลาเพียง 1 วัน ก่อนที่จะเดินทางไปประชุมองค์การแรงงานโลกที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเคยประกาศว่าจะนำเรื่องราวความไม่ยุติธรรมไปฟ้องโลก แม้ถูกรัฐบาลห้ามเดินทางและตัดงบ ทนงก็ใช้ทุนรอนของตัวเองเพื่อจะเดินทางไป แต่ก็ถูกอุ้มหายไป


อย่างไรก็ตามนายวรชาติ เชื่อว่า องค์ประกอบหนึ่งคือการที่ทนงไปชี้หน้าด่าสุจินดาว่า "ประชาธิปไตยกำลังจะเต็มใบ แต่ดันมีควายมายืนขวาง"


ทั้งนี้นายวรชาติ เรียกร้องให้ประชาชนอย่ายอมแพ้ ต้องลุกขึ้นต่อสู้ และสานต่ออุดมการณ์ของผู้ถูกทำให้สูญหายไป


จากนั้น นางสาวภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่อาวุโส แอมเนสตี้ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดีเกือบ 700 รายจากการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมือง อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยไม่ได้เพิ่งคุกคามประชาชน เพราะในช่วงรัฐประหาร 2557 มีคนจำนวนมากคือกว่า 2,400 คน ต้องขึ้นศาลทหาร มีการไปหาที่บ้าน ชวนกินกาแฟ มาถามว่าสบายดีไหม


น.ส.ภัทรานิษฐ์กล่าวว่า ในการบังคับสูญหาย มักคำกล่าวที่ว่า "คนก็หาย กฎหมายก็ไม่มี" อย่างไรก็ตาม ตนชอบคำกล่าวของทนายความที่ติดตามคดีของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่า การอุ้มหาย เหมือนไม่อนุญาตให้อยู่ แต่ก็ไม่อนุญาตให้ตาย ซึ่งทรมานกว่าตายไปแล้ว ครอบครัวของเหยื่อบางรายถึงขนาดขอร้องว่าถ้าตายขอให้ได้ศพคืน เพราะเรามีสิทธิร่ำลาคนที่รัก โดยในวันนี้ผู้คนกล้าที่จะชูรูปคนที่ถูกลืม กล้าพูดในสิ่งที่เกิดในสังคม ซึ่งสำคัญกว่าการฝากความหวังไว้ที่สภาอย่างเดียว แต่ไม่ใช่ว่าการขับเคลื่อนผ่านสภาจะไม่สำคัญ


ต่อมา "เบิร์ด" บุคคลที่ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งถูกติดตามสะกดรอยไปที่บ้านได้เล่าถึงการถูกบุคคล 4 รายติดตามตนเองหลังเข้าร่วมกิจกรมทางการเมือง มีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด


เบิร์ดเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า เขารับไม่ได้กับการบังคับสูญหายของวันเฉลิมที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งทำให้เขาโกรธมาก จนต้องออกมาร่วมชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรมให้กับวันเฉลิม


เบิร์ด กล่าวต่อว่า ตนไปม็อบมาตลอด จนกระทั่งวันที่ 6 มี.ค. 64 ขณะที่เขากลับบ้านจากการชุมนุมที่หน้าศาลฎีกา ถนนรัชดาฯ เบิร์ด ถูกกลุ่มชาย 4 คน สะกดรอยตามมาจากม็อบ และกลุ่มคนดังกล่าวหาจังหวะลอบทำร้าย เบิร์ด จนกระดูกที่หลังร้าวเบิร์ดต้องหาพยานหลักฐานด้วยตัวคนเดียวทั้งหมดเพื่อเอาผิดกับคนร้าย คุยกับเพื่อนบ้านเพื่อขอภาพในกล้องวงจรปิด สัมภาษณ์พยาน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เบิร์ดหันมาตั้งคำถามต่อการทำงานของตำรวจว่านี่เป็นงานของตำรวจใช่หรือไม่ ทำไมเหยื่อต้องมาหาหลักฐานเอง


จากนั้นเวลา 19.30 น. มีการเปิดคลิปวิดีโอนักข่าว และผู้ช่วย บก.ข่าว สำนักข่าวประชาไท ซึ่งติดตามทำข่าวการอุ้มหายนายวันเฉลิม โดยในตอนหนึ่งกล่าวว่า สื่อกระแสหลักมีการนำเสนอข่าวนายวันเฉลิมมากกว่าการสูญหายของบุคคลอื่นที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่


จากนั้น พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมขึ้นปราศรัย  ระบุว่า การบังคับสูญหายคือการทำให้พยานหลักฐานหายไป กรณีวันเฉลิมนั้นเป็นเรื่องที่สำนักข่าวต่างประเทศให้ความสนใจ ญาติและทีมงานกฎหมายได้ยื่นเรื่องต่อศาลกัมพูชาและแจ้งต่อรัฐบาลไทยไปแล้วว่าวันเฉลิมอาศัยอยู่ในกัมพูชาจริงในช่วงที่เกิดเหตุ แต่เอกสารที่ยื่นต่อศาลกัมพูชาไป ก็ถูกพยายามบิดเบือน ปฏิเสธให้ได้ว่าเหตุที่เกิดไม่ได้เกิดที่กัมพูชา และยังมีหลักฐานว่าวันเฉลิมถูกติดตามโดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยด้วย


และถ้าหากยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ กรณีของวันเฉลิมก็คงไม่ใช่คดีสุดท้าย พรเพ็ญกล่าวทิ้งท้าย


ขณะที่ พรหมศร วีระธรรมจารี หรือฟ้า จากกลุ่มราษฎรมูเตลู ขึ้นปราศรัยบางส่วนได้พูดถึง ที่ผ่านมาพูดกันว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2475 หากเป็นเช่นนั้น ทำไมต้องมีคำว่ากลัว ทำไมยังมีศพแล้วศพเล่า หรือเราอยู่ภายใต้เผด็จการทหารกันแน่ ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริง ต้องไม่มีการรายงานตัว ไม่มีเลือดใครนองแผ่นดิน ต้องไม่มีคนถูกจับติดคุกเพราะเห็นต่าง รวมถึงกรณีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกอุ้มหายในกัมพูชา


การวิพากษ์วิจารณ์คือการนำไปสู่การพัฒนา ไม่ใช่เงียบปาก เราต้องเห็นพ่อแม่ถูกพรากลูก เพราะเขาพูดความจริงหรือ ต้องจากคนที่รัก เพราะพูดสิ่งที่ควรพูดหรือ ไม่เพียงวันเฉลิม ยังมีกรณีของสุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งเป็นความน่าอดสู เราอยู่ในโลกที่แตกต่างกันหรืออย่างไร ถ้าประเทศไทยมีความยุติธรรม เราคงไม่ต้องมาจุดเทียนเรียกร้องความยุติธรรมกันอย่างนี้ แต่นี้สืบไป ต้องไม่มีใครถูกอุ้มหายเพราะพูดความจริง ฟ้า พรหมศรกล่าว


จากนั้นเป็นการโฟนอิน บุตรชายของภูชนะ กล่าวถึงบิดาที่ไม่มีโอกาสได้ร่ำลา ได้เล่าว่า หลังบิดาตนเสียมีตำรวจมาติดตามที่บ้านและติดต่อมาสอบถามเยอะ ไม่ได้เดือดร้อน แต่ว่าทำให้มีคำถามว่าจะอะไรนักหนา ยิ่งตอนจัดงานศพ ก็มีคนไม่ทราบหน่วยงานมาสอบถามว่ารู้ไหมว่าจัดงานให้ใคร มีใครมาร่วมบ้าง


หลังภูชนะจากไป ก็มีข่าวว่าพ่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เสียเช่นกัน แววตาประยุทธ์ ดูไม่มีความสุข ก็เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นแววตาของคนเสียพ่อ แต่ตนเสียพ่อไป กลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะร่ำลา ภาพสุดท้ายของพ่อที่เห็นคือศพที่อยู่ในห้องนิติเวช ที่รู้ผลว่าเป็นเขาได้จากผลนิติวิทยาศาสตร์ และในกลุ่มผู้ลี้ภัยที่หายไป หลายคนก็เป็นพี่ เป็นพ่อ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นคนที่สำคัญของใครสักคนกันทั้งนั้น 


อำนาจที่รัฐบาลจะทำได้อย่างแรกคือการยอมรับว่าเขาเหล่านั้นคือมนุษย์คนหนี่ง ถ้ายอมรับว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เกมต่อรองผลประโยชน์อะไร ก็ควรมีอะไรที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ตอนนี้ไม่รู้รัฐบาลไปโฟกัสเรื่องอะไร ตอนนี้รู้สึกว่าประเทศที่เป็นแบบนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว บุตรชายภูชนะกล่าวทิ้งท้าย


จากนั้นเวลา 20.40 น. มีการเปิดคลิปเสียง "ป้าน้อย" ภรรยานายสุรชัย แซ่ด่าน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเล่าถึงผลกระทบที่มีต่อครอบครัวหลังการลี้ภัยไปยัง สปป.ลาว ตั้งแต่ปี 2557 ก่อนหายไปจากบ้านพักเมื่อ 13 ธันวาคม 2561 โดยยังไม่มีการพบร่างแต่อย่างใด


ต่อมานายธนพัฒน์ กาเป็ง หรือปูน จากกลุ่ม "ราษฎรเอ้ย" ปราศรัยโดยมีเนื้อหาบางส่วนว่า "อยากถามว่า ยอมได้หรือที่ถูกปิดปาก ไม่เหนื่อยหรือที่ต้องอยู่ในสังคมที่เรียกร้องอะไรไม่สำเร็จ ไม่อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้หรืออย่างไร พวกเราขอปฏิรูปความยุติธรรม ผู้ลี้ภัย ผู้ถูกอุ้มหายต้องไม่ตายเปล่า เราต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เอารัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ต้องฟังประชาชนมากกว่าการลากตั้ง จึงจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตย


เราต้องการเสียงประชาชนที่หนักแน่น และแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และผู้ถูกอุ้มหายต้องได้รับความเป็นธรรม” ปูน ธนพัฒน์กล่าว

.

ซึ่งทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมต่างปรบมือ และส่งเสียงเชียร์ พร้อมชู 3 นิ้วเป็นสัญลักษณ์อีกด้วย


จากนั้น 21.10 น. สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม และประกายดาว พฤกษาเกษมสุข  ร่วมนั่งเสวนา บอกเล่าเรื่องราวของการตามหาวันเฉลิม และการถูกคุกคามโดยรัฐ


ด้าน ประกายดาว เล่าเรื่องราวในฐานะที่ตนได้มีโอกาสไปกัมพูชา เพื่อเยี่ยมวันเฉลิม ก็มีเหตุการณ์ที่เธอได้เป็นประจักษ์พยานการคุกคามจากรัฐ คือเหตุการณ์ปี 2015 มีกลุ่มคนแอบติดตามเธอในวันที่เธอไปเยี่ยววันเฉลิมที่กัมพูชา ขณะที่ตัววันเฉลิม ระบุด้วยว่า บางครั้งก็รู้สึกได้ว่า มีคนไทยมาป้วนเปี้ยนแถวคอนโดฯ ที่เขาอาศัย


ขณะที่สิตานัน กล่าวถึงการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้วันเฉลิม หากย้อนไปตอนที่สิตานัน เริ่มเข้ามาตามหาวันเฉลิม รัฐบาลไทยมักอ้างว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการหายไปของเขา ไม่ทราบว่าเขาอยู่ไหน แต่สุดท้าย สิตานัน ได้หลักฐานที่ชี้ชัดว่าแท้จริงแล้ว รัฐไทยติดตามวันเฉลิมตลอด


สิตานัน กล่าวต่อว่า 1 ปีที่ผ่านมา ตนได้ไปยื่นเรื่องให้หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน แต่ไร้ความคืบหน้า เพราะเขาอ้างว่า ไม่ทราบว่าวันเฉลิม หายที่ไหน แต่ทางสิตานัน ยืนยันหนักแน่นว่า หลักฐานของเธอชี้ชัดว่า วันเฉลิมหายตัวไปจากกัมพูชา แต่รัฐไทยยังปฏิเสธตลอด


"ถ้าคุณบอกว่า เรากดดันคุณน่ะไม่ใช่ เพราะผ่านมา 1 ปี คุณไม่ทำอะไรเลย คุณเลือกที่จะนิ่ง ไม่สืบสวน พี่มองว่าเรากดดันมันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณไม่ทำมันเป็นเรื่องแปลก การละเลยปฏิบัติหน้าที่ และเพิกเฉยต่อกระบวนการยุติธรรมที่จะตามหา และกล้าพูดว่ารัฐไทยมีส่วนกับการกระทำในครั้งนี้แน่นอน" สิตานัน กล่าว


ทั้งนี้สิตานัน ระบุว่า ตนพอเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นต้าร์ และทราบว่าต้าร์ทำอะไรบ้าง ก่อนทิ้งท้ายว่า "ถ้าเราไม่เข้มแข็ง ถ้าพวกเราไม่ออกมาช่วยรณรงค์มันอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่ถ้าเราเข้มแข็งและออกมากันทุกคน และออกมาเป็นพลังให้ซึ่งกันและกัน พี่คิดว่าก็ไม่ง่าย จะมีคนหายอีกต่อไป"


ต่อมา 21.20 น. ผู้จัดกิจกรรมได้เชิญชวนทุกคนร่วมจุดเทียน เรียงเป็นคำว่า "คืน-ยุติธรรม"และวางกุหลาบสีแดงพร้อมกันนั้นได้เปิดเพลง "นักสู้ธุลีดิน" คลอไปด้วย และยุติกิจกรรมด้วยความเรียบร้อย 


อย่างไรก็ตามนายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แกนนำกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ กล่าวว่าการจุดเทียนครั้งนี้ไม่ได้รำลึกถึงผู้ที่ตาย และผู้ที่สูญหายไปแล้ว แต่รวมถึงผู้ที่มีชีวิต และถูกคุกคามโดยรัฐ ให้วันหนึ่งเขาได้รับความยุติธรรม และได้ใช้ชีวิตกับครอบครัว กับคนรักเหมือนเดิม เป็นกำลังใจให้ครอบครัวและคนรักของเขาด้วยที่ต้องสู้โดยไม่ทราบจุดหมายจะจบลงที่ไหน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ม็อบ4กรกฎา #โมกหลวงริมน้ำ #คืนยุติธรรม


ประมวลภาพ

















วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ไมค์ ภาณุพงศ์ พร้อมมวลชน ร่วมแจกข้าวคนไร้บ้าน บรรเทาทุกข์ยามโควิด ยันไม่หวั่นโดนถอนประกัน ถ้าศาลจะจับขังอีก ก็ขอให้สังคมเป็นคนตัดสิน

 


ไมค์ ภาณุพงศ์ พร้อมมวลชน ร่วมแจกข้าวคนไร้บ้าน บรรเทาทุกข์ยามโควิด ยันไม่หวั่นโดนถอนประกัน ถ้าศาลจะจับขังอีก ก็ขอให้สังคมเป็นคนตัดสิน


วันนี้ (4 ก.ค. 64) เวลา 17.30 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ ระยอง แกนนำราษฎร พร้อมเพื่อนและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย นำอาหาร น้ำดื่ม นมกล่อง ประมาณ 300 ชุด มาแจกให้กับกลุ่มคนไร้บ้านในบริเวณถนนราชดำเนิน


นายภาณุพงศ์ เปิดเผยว่า ตนและกลุ่มเพื่อนเดินทางมาแต่ถ้าอาหารให้กับกลุ่มคนในบ้านโดยนำงบประมาณมาจากกำไรการขายทุเรียนที่ผ่านมา โดยในวันนี้ตนและกลุ่มเพื่อน นำอาหารมาแจกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องคนไร้บ้าน และพี่น้องประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบจากการบริหารงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา


สำหรับกระแสข่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยื่นศาลเพื่อทำหารถอนประกันนั้น นายภาณุพงศ์เปิดเผยกับสำนักข่าวราษฎรว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าตนจะออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ออกมาเคลื่อนไหว สุดท้ายแล้วผู้มีอำนาจก็จะยื่นถอนประกันอยู่แล้ว ตนขอให้สังคมเป็นคนตัดสินว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยเป็นอย่างไร ถ้าการที่เราออกมาเรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่ศาลจะให้ถูกคุมขัง เพราะไม่อยากให้ตนพูด ก็คงให้สังคมได้พิจารณา ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย


สำหรับบรรยากาศการแจกอาหารในวันนี้ มีประชาชนคนไร้บ้านกว่า 100 คน และมีผู้ที่ขับรถสัญจรไปมาโดยส่วนใหญ่ผู้ขับรถวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและผู้ขับรถแท็กซี่ได้เข้ามารับอาหารจากกลุ่มเพื่อนนายภาณุพงศ์ด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเฝ้าสังเกตการณ์ตลอดเวลา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #โควิด19 #COVID19


ประมวลภาพ





ประชาชนและแรงงานต่างชาติห่วงใยชาวแคมป์ ลงพื้นที่แคมป์ปากเกร็ดมอบข้าวกล่อง ผลไม้ น้ำ อาหารแห้งช่วยเหลือ ด้านคนงานบ่นร้อนมาก

 


ประชาชนและแรงงานต่างชาติห่วงใยชาวแคมป์ ลงพื้นที่แคมป์ปากเกร็ดมอบข้าวกล่อง ผลไม้ น้ำ อาหารแห้งช่วยเหลือ ด้านคนงานบ่นร้อนมาก


วันนี้ (4 ก.ค. 64) เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่แคมป์คนงานก่อสร้างของ บมจ.ซิโน-ไทย เอนจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น บริเวณทางเข้าชุมชนเคหะนนทบุรี ใกล้ห้าแยกปากเกร็ด ถนนติวานนท์


ซึ่งเป็นที่พักคนงานก่อสร้าง โครงการเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี)

เป็นแคมป์คนงานขนาดใหญ่มีคนงานพักอาศัยประมาณ 1,700 คน


จากการสอบถามหัวหน้าคนงานทราบว่าทางบริษัทดูแลส่งอาหารให้คนงานวันละ 3 มื้อ และที่แคมป์จะมีการเช็คชื่อและตรวจวัดอุณหภูมิคนงานทุกเช้า/เย็น


ขณะนี้ภายในแคมป์แห่งนี้มีการตรวจโควิด 100% แล้ว ผู้ที่ติดเชื้อได้แยกออกไปรักษาตัวและหายป่วยกลับมาบ้างแล้ว ล่าสุดก็ได้รับการฉีดวัคซีนไป 400 กว่าคน 


ความเป็นอยู่ของคนงานก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้ทำกิจกรรมใด ๆ ร่วมกัน แต่ทุกวันนี้อากาศร้อนมากโดยเฉพาะตอนกลางวัน ทุกคนอยากออกไปทำงานมากกว่าอยู่อย่างนี้ และหวั่นว่าถ้าสถานการณ์การแพร่ระบาดยังไม่ลดลง พวกตนยังไม่รู้ว่าจะได้กลับไปทำงานเมื่อไหร่


ในวันนี้ผู้สื่อข่าวได้พบกับกลุ่มแรงงานชาวกัมพูชาที่รวมตัวกันเปิดเพจเฟซบุ๊คให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ถูกปิดแคมป์ โดยได้นำข้าวสารอาหารแห้งต่าง ๆ มามอบให้ตามที่ร้องขอมาทางเพจ


ขณะเดียวกันทางเพจ Chef House - เชฟเฮ้าส์ และผู้ใจบุญได้จัดทำข้าวกล่อง จำนวน 300 กล่อง ผลไม้ น้ำดื่ม และอาหารแห้ง รวมทั้งหน้ากากอนามัย มามอบให้ด้วย


#COVID19 #โควิด19

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์


ประมวลภาพ