วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

#11ปีพฤษภา53 ตอนที่ 2 : ปฏิบัติการขั้นที่ 1 ในยุทธการกระชับวงล้อมราชประสงค์

 


#11ปีพฤษภา53 

ตอนที่ 2 : ปฏิบัติการขั้นที่ 1 ในยุทธการกระชัยวงล้อมราชประสงค์


จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 - 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อม - ราชประสงค์ - ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 1


ยุทธการขั้นที่ 1 เริ่มต้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 แต่ในความเป็นจริง ปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 เพราะนายอภิสิทธิ์ได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ. ให้ฝ่ายทหารเริ่มปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้เพื่อยุติการชุมนุม จนมาถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรง ฉบับที่ 2 จากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดยเริ่มมาตรการระงับบริการสาธารณะและปิดล้อมแยกราชประสงค์อย่างสมบูรณ์ และชี้แจงมาตรการจากเบาไปหาหนัก รวมถึงการใช้กระสุนจริงในการปราบปรามประชาชนด้วย


ผู้ชุมนุมช่วยกันนำร่างของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ส่งรพ.
หลังถูกลอบยิง



7 ชั่วโมงเศษหลังจากการแถลงของ ศอฉ. ความสูญเสียศพแรกของยุทธการกระชับวงล้อมจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เริ่มขึ้น นั่นคือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ซึ่งถูกยิงด้วยสไนเปอร์ขณะกำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าว  กระสุนพุ่งเข้าใส่หน้าผากขวาของเสธ.แดง กดทะลุท้ายทอย ซึ่งนั่นก็หมายถึงหน่วยสไนเปอร์ของกองกำลังทหารนั่นเอง การตายของเสธ.แดงนั้น ในยุทธศาสตร์ของทหารได้ให้ความสำคัญว่า เสธ.แดง เป็นตัวจักรสำคัญทางด้านการวางแผน การดูแลรักษาความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเสื้อแดง การปลิดชีพเสธ.แดงได้นั้น ทหารถือว่าเป็นการโค่นผู้นำทางทหารของคนเสื้อแดง รายละเอียดการเสียชีวิตของเสธ.แดงนั้นระบุว่า ขณะที่เสธ.แดงกำลังเดินตรวจแนวการ์ดนปช. บริเวณสถานรถไฟฟ้าใต้ดิน เขาถูกซักถามโดยนักข่าว โดยในเวลานั้นมีนักข่าวหรือช่างภาพไม่ทราบสังกัดคนหนึ่งเปิดไฟแฟลชเป็นระยะ รวมกับกำลังชี้เป้าให้มือสังหาร และมีการหน่วงเหนี่ยว เสธ.แดง ด้วยการพูดคุยนานจนผิดปกติ  โดยกระสุนที่สังหารเสธ.แดงนั้น เป็นกระสุนยี่ห้อลาปัว ขนาด .308 จากอาวุธปืนไรเฟิลแรงสุงเข้าที่ศีรษะและบริเวณเสื้อเกราะที่หน้าอกอีก 1 นัด และเสียชีวิตด้วยอาการไตวายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553


นายชาติชาย ชาเหลา ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงเข้าที่ศีรษะ สมองฉีกขาด
เสียชีวิตทันที บริเวณปากซอยศาลาแดง 1


นอกจากการตายของ เสธ.แดง แล้ว อีก 1 ศพของวีรชนคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากยุทธการกระชับวงล้อมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ คือ นายชาติชาย ชาเหลา ในเวลา 22.50 น. บริเวณปากซอยศาลาแดง 1 ซึ่งถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ศีรษะ สมองฉีกขาด กะโหลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงถึงความโหดร้ายของปฏิบัติการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น


#นปช #UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ศาลนัดไต่สวน "เบนจา-ณัฐชนน-ชินวัตร" ละเมิดอำนาจศาล กรณีชุมนุมบันไดศาลเมื่อ 29 เม.ย.

 


ศาลนัดไต่สวน "เบนจา-ณัฐชนน-ชินวัตร" ละเมิดอำนาจศาล กรณีชุมนุมบันไดศาลเมื่อ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา


วันนี้ (3 พ.ค. 64) ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญา ยื่นคำร้องคดีละเมิดอำนาจศาลที่กล่าวหา น.ส.เบนจา อะปัญ 


โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 64 เวลาประมาณ 12.30 น. มีมวลชนกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ประมาณ 300 คน ได้มีการเชิญชวนกันมาทำกิจกรรมยื่นจดหมาย “ราชอยุติธรรม” พร้อมทั้งยืนอ่านกลอน “ตุลาการภิวัฒน์” ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เข้ามาในบริเวณศาลอาญาและรวมตัวกันบริเวณบันไดทางขึ้นด้านหน้าศาลอาญา (บริเวณหน้ามุกศาลอาญา) มีการใช้เครื่องขยายเสียงพร้อมทั้งตะโกนข้อความ “ปล่อยเพื่อนเรา” จนกระทั่งเวลาประมาณ 12.50 น. พ.ต.ท.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย รอง ผกก.ป.สน.พหลโยธิน ได้อ่านประกาศคำสั่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อย แต่ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด ต่อมาเวลาประมาณ 13.05 น. พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.พหลโยธิน ได้ประกาศเรื่องการใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุมให้อยู่ภายใต้กฎหมายและข้อกำหนดของศาล และแจ้งให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อย แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ชุมนุม และผู้ชุมนุมยังคงมีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ร่วมตะโกนด้วยข้อความต่าง ๆ อยู่เป็นระยะ 


น.ส.เบนจาได้แสดงพฤติกรรม คือเวลา 15.00 น. ได้วิ่งผ่านแนวรั้วแผงเหล็กที่กั้นอยู่บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นด้านหน้าศาลอาญา (บริเวณหน้ามุกศาลอาญา) พร้อมทั้งโปรยแผ่นกระดาษขณะวิ่งขึ้นบันได โดยพยายามหลบหลีกเจ้าหน้าที่ศาลอาญาพร้อมตะโกนสรุปข้อความว่า “ตุลาการเช่นนี้อย่ามีเลย” และเมื่อโปรยกระดาษเสร็จแล้วได้หยุดยืนอยู่บริเวณบันได และพูดผ่านเครื่องขยายเสียงโดยหันหน้าเข้าหาเจ้าหน้าที่ศาล สรุปข้อความได้ว่า 


“ขี้ข้าเผด็จการ ขี้ข้าเผด็จการ พี่มองหน้าหนู พี่มองหน้าหนู เพื่อนหนูอดอาหารมา 40 กว่าวันแล้ว เพื่อนเรากำลังจะตาย ไม่มีความเป็นมนุษย์กันเลยเหรอ ความยุติธรรมควรเป็นสิ่งที่พึงมีตั้งแต่แรกไม่ใช่ร้องขอ ศาลทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรม แต่ทำไมถึงไม่มีความยุติธรรมให้กับเพื่อน เรารู้ว่าทำตามหน้าที่ รู้ว่าโดนนายสั่งมา คิดว่าหนูมายืนตรงนี้เนี่ยมันไม่ต้องแลกอะไรเหรอ เราทุกคนต่างสูญเสีย เราทุกคนต่างสูญเสียในรัฐเผด็จการนี้ เราสูญเสียกันมามากพอแล้ว เราจะต้องสูญเสียกันอีกเท่าไหร่ หากความเป็นคนในพวกคุณไม่มีเหลือแล้วเราจะไปถามหาความเป็นคนได้จากใครอีก ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยเพื่อนเรา ได้ยินไหม หากรับใช้ใบสั่งอย่าง….ตุลาการเช่นนี้อย่ามีเลย ตุลาการเช่นนี้อย่ามีเลย ปล่อยเพื่อนเรา หากศาลยังฟังอยู่ หากศาลยังมีความยุติธรรมยังหลงเหลืออยู่ ให้นึกถึงเวลาที่ท่านได้ตรากตรำอ่านตำราดึกดื่นเพื่อสอบเข้ามาเป็นผู้พิพากษา สอบเข้ามาเพื่อผดุงความยุติธรรมให้กับประเทศชาติ สอบเข้ามาเพื่อผดุงความยุติธรรมให้กับประชาชน แต่ทำไมอุดมการณ์ของผู้พิพากษาไม่มีเหลือแล้วหรือ หากเราไร้ซึ่งอุดมการณ์เราจะมีค่าอะไร เป็นผู้พิพากษาอย่าหลงลืมอุดมการณ์แห่งการเป็นผู้พิพากษา คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน” พร้อมโปรยกระดาษที่เหลืออีกครั้งต่อหน้าเจ้าหน้าที่


การกระทำของ น.ส.เบนจา เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลและกระทำการฝ่าฝืนข้อกำหนดของศาลอาญาว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลอาญา พ.ศ.2564 ฉบับลงวันที่ 17 มี.ค.64 จึงให้เรียกมาไต่สวนฐานละเมิดอำนาจศาลในวันที่ 27 พฤษภาคม เวลา 13.30 น. และลงโทษตามกฎหมายต่อไปเหตุตามคำกล่าวหา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

"ตี้ พะเยา" ประกาศอดอาหารจนกว่าจะได้รับสิทธิการประกันตัว ระบุ สิ่งที่เด็กพูดในวันนั้นหากไม่เป็นความจริงขอตัวอย่างด้วยเหตุผลทำตัวให้สมเป็นผู้ใหญ่หรือว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงจึงไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้

 


"ตี้ พะเยา" ประกาศอดอาหารจนกว่าจะได้รับสิทธิการประกันตัว ระบุ สิ่งที่เด็กพูดในวันนั้นหากไม่เป็นความจริงขอตัวอย่างด้วยเหตุผล ทำตัวให้สมเป็นผู้ใหญ่ หรือว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงจึงไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้


วันนี้ (3 พ.ค.64) เฟสบุ๊คเพจ ตี้ วรรณวลี - tee wanwalee เผยข้อความ น.ส.วรรณวลี เอมจิตต์ หรือ ตี้ พะเยา ที่ส่งผ่านจาก ทัณฑสถานหญิงธนบุรี ระบุว่า


ข้อความจาก ตี้ พะเยา


ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หนูจะมาพิสูจน์ว่าระหว่างคำว่านายต่างกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตุลาการอันไหนมีมากกว่ากัน


สิ่งที่เด็กอย่างหนูพูดในวันนั้นหากไม่เป็นความจริงขอตัวอย่างด้วยเหตุผลทำตัวให้สมเป็นผู้ใหญ่หรือว่าสิ่งที่หนูพูดเป็นความจริงจึงไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้


มีหลายคนบอกว่าถ้าตุลาการอยากได้ชีวิตเพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น หนูจะยอมไหม หนูบอกตรงนี้เลยว่าหนูพร้อม พร้อมตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกมาสู้แล้ว หนูทำใจว่าจะต้องติดคุก เข้าเรือนจำหรือแม้กระทั่งถึงชีวิตทั้งนั้น หนูจะยึดมั่นในหลักการ อุดมการณ์ เหมือนเดิมไหมว่าใครกี่คนจะดูถูกว่าเด็กอย่างพวกเราไม่สามารถทำได้ ไม่กล้าพอจะทำ หนูขอบอกตรงนี้เลยว่าหนูพร้อมเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เขาเหล่านี้ได้เห็นและหนูจะแสดงให้เห็นว่าเด็กอย่างหนูในวันนั้นมีคุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าตุลาการในปัจจุบันและถ้าอนาคตพอจะเป็นไปได้และหนูมีความสามารถมากพอและมีชีวิตอยู่หนูจะขอยืนหยัดสู้ต่อไป


ตุลาการเอ๋ยเด็กอย่างหนูในวันนี้ไม่ต้องการอะไรมากกว่าความจริงและความดีที่ทำให้เกิดขึ้นถ้าชีวิตของหนูสามารถแลกเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้มาดูพร้อมทำเหมือนที่หนูบอกมาตลอดหลายปี และหนูเชื่อว่าตุลาการรุ่นต่อไปจะมีค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าตุลาการที่รับใช้นาย ชีวิตของหนูขอเป็นบทเรียนให้เขามากเพียงพอ


วันนี้วันที่ 3 พฤษภาคมหนูจะเริ่มอดอาหารเป็นวันแรกเพื่ออารยะขัดขืนกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับความไม่เท่าเทียมในสังคมเพื่อให้มีคนมีค่าเท่ากับคนเพื่อเรียกคืนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตุลาการ


ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ หนูเข้ามาอยู่ในนี้หนูเพียงเปลี่ยนที่สู้จากข้างนอกเป็นสู้หน้าบัลลังก์เปลี่ยนจากเวทีเป็นการสู้หน้าชนชั้นตุลาการและไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหนูยังยึดมั่นคำเดิมว่าอุดมการณ์ฆ่าไม่ตาย ขอให้ทุกคนตระหนักว่าหนูคือนักสู้ไม่ใช่นักโทษ และถ้าตุลาการมีความเป็นมนุษย์มากพอเร็ว ๆ นี้เราคงได้เจอกัน


ตี้ พะเยา

3 พ.ค. 64

ทัณฑสถานหญิงธนบุรี


ทั้งนี้เนื่องจาก วันที่ 27 เมษายน ที่สำนักงานคดีอาญาธนบุรี น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ “ตี้ พะเยา” เดินทางไปฟังคำสั่งฟ้องในคดีความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการปราศรัยในการชุมนุมบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ หรือ #ม็อบ6ธันวา เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ทั้งนี้ อัยการระบุว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาธนบุรี และศาลมีคำสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ทำให้ปัจจุบัน น.ส. วรรณวลี หรือ ตี้ พะเยา ถูกขังระหว่างพิจารณาคดี ณ ทัณฑสถานหญิงธนบุรี มาแล้ว 7 วัน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวให้ประชาชน

#11ปีพฤษภา53 ตอนที่ 1 หลังความรุนแรงในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ยุติลง!

 


จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


หลังเหตุความรุนแรงในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ยุติลง และมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนว่าจะหมดลง เพราะการใช้กำลังในการปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ และการกระทำการอันรุนแรง จนทำให้เกิดความสูญเสียทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ แทนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะแสดงความรับผิดชอบในครั้งนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ใช้วาทกรรม “ชายชุดดำและกองกำลังติดอาวุธ” เป็นการแก้ปัญหา และเหมือนว่าความพยายามในการอยู่ในอำนาจของเผด็จการอำมาตย์อย่างได้ผล เพราะจากการที่ได้รับข้อมูลบางอย่างจากภาพถ่ายคลิปวีดีโอสั้น ๆ ที่ซื้อมาจากช่างภาพไม่ปรากฏนามจากสำนักข่าวอัลจาชีรา ที่นำเสนอภาพชายชุดดำได้ในเงาลาง ๆ ซึ่งน่าสังเกตว่า มีสำนักข่าวนี้สำนักเดียวนำมาแสดง และนั่นเป็นข้ออ้างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป และรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการใช้การทหารเป็นกลไกหลักของการแก้ปัญหาทางการเมืองครั้งนี้



และเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้มีนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้นในการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุมราชประสงค์ โดยสั่งการมายังกองทัพของรัฐบาลอภิสิทธิ์และเป็นที่มาของความรุนแรงของการปฏิบัติการในยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุม อ้างอิงจากบทความเรื่อง “บทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม พื้นที่ราชประสงค์ 14-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553” จากวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2553” ซึ่งเขียนขึ้นโดยนายทหารในกองทัพ โดยเหตุผลของการเขียนบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการทางทหารกรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง ซึ่งเป็นดำริของเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก พล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ซึ่งบทความนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อสรุปที่ภาคภูมิใจของกองทัพจากการปฏิบัติภารกิจที่เกิดขึ้นจริงของทหาร ในการใช้ความรุนแรงเพื่อฆ่าประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553

 

ถ้าหากว่าความสำเร็จที่ทหารได้มาในครั้งนี้เป็นความสำเร็จด้วยการรบระหว่างทหารกับทหารแล้ว อาจจะถือว่าเป็นชัยชนะ แต่เมื่อยุทธการนี้ใช้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เพียงแค่ต้องการให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยุบสภาแล้วลาออก คืนอำนาจให้กับประชาชน พร้อมรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง จึงเป็นคำถามของคนทั่วโลกว่าน่าภูมิใจหรือไม่? และควรหรือไม่ที่ใช้ยุทธศาสตร์ทางการทหารแทนที่จะใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองในการแก้ปัญหา



หลังเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนผ่านไป ทางด้านฟากฝั่งของทหารหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ได้เก็บตัวอย่างเงียบเชียบ ไม่มีปฏิบัติการใด ๆ ออกมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และได้อาศัยช่วงเวลานั้นทำการประชุมอย่างเร่งด่วนเพื่อสรุปผลของยุทธการขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เมษา 53 และระดมความคิดเห็นเพื่อหายุทธวิธีในการซักซ้อมและปราบปรามประชาชนอย่างเคร่งเครียด ซึ่งก็พบจุดอ่อนหลายจุดจากความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น รวมถึงพบยุทธวิธีที่ประสบความสำเร็จในเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

การใช้พลซุ่มยิงและหน่วยสไนเปอร์เป็นยุทธวิธีที่ดีที่สุด และได้เริ่มทำการฝึกฝนควบคู่ไปกับการซ้อมยุทธวิธีต่าง ๆ อย่างหนักภายในค่ายทหาร ในขณะที่คนเสื้อแดงยังชุมนุมและร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เพราะไม่คิดว่าทหารจะกล้าใช้มาตรการอันโหดเหี้ยมกับประชาชน และเมื่อแผนการและขั้นตอนต่าง ๆ ได้ถูกวางแผนเสร็จสิ้น การดำเนินการต่าง ๆ ก็เริ่มขึ้นโดยทหารใช้ชื่อแผนยุทธการนี้ว่า “ยุทธการกระชับวงล้อม – พื้นที่ราชประสงค์”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

คาราวาน"REDEM"สาดสีแดง(มะเขือเทศ)ปาไข่ใส่ป้ายศาล ลั่นไม่ได้คุกคามครอบครัวใคร วอน อย่าพรากความยุติธรรมจากประชาชน

 


คาราวาน "REDEM" สาดสีแดง (มะเขือเทศ) ปาไข่ใส่ป้ายศาล  ลั่นไม่ได้คุกคามครอบครัวใคร วอน อย่าพรากความยุติธรรมจากประชาชน


ผู้ชุมนุมกลุ่ม"รีเด็ม" (REDEM) นัดหมายรวมตัวหน้าศาลอาญา รัชดาโดยเคลื่อนเป็นคาราวานจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์สาดสีแดงปาไข่ใส่ป้ายศาลและรูปถ่ายผู้พิพากษาคดี 112 ซึ่งปฏิเสธคำขอประกันของแม่เพนกวินถึง 9 ครั้ง โดยสั่งขังผู้ต้องหาคดี 112 อีกหลายรายโดยที่ศาลยังไม่มีคำตัดสินว่าผิด #คืนสิทธิประกันตัวให้ประชาชน


วันนี้ (2 พ.ค. 64) 15.00 น.  กลุ่ม"รีเด็ม" ( REDEM) ได้นัดหมายรวมพลที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเคลื่อนขบวนคาราวาน จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังศาลอาญา รัชดา ที่โดยมีทั้งรถมอเตอร์ไซค์ จักรยาน และรถยนต์เข้าร่วม ขับผ่านเส้นทางพญาไท สยาม ผ่านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ วัดปทุมวราราม พร้อมทั้งส่งเสียงตะโกน ที่นี่มีคนตาย และผ่านไปเส้นราชประสงค์ ประตูน้ำ บีบแตร โบกธงสีแดง และตะโกนข้อความต่าง ๆ ก่อนจะไปถึงที่ศาลอาญา ในเวลาประมาณ 5 โมงเย็น 


ต่อมา นายเจษฎา ศรีปลั่ง หรือเจมส์ สมาชิกกลุ่มคนรุ่นใหม่นนทบุรี ได้กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้เป็นการนัดหมายของ กลุ่มรีเด็ม (REDEM) ซึ่งม็อบไม่มีแกนนำแต่ต้น พวกตนมาคอยอำนวยความสะดวก เพราะเราไม่ทราบว่าใครทำอะไร และจะยุติเมื่อไร แม้ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และรัฐบาลบอกว่าม็อบมีแกนนำก็ตาม ยืนยันว่าพี่น้องส่วนหนึ่งที่มาไม่ได้มาเพราะแกนนำ เพราะถึงเวลาที่ต้องบอกไปถึงผู้ใหญ่ในรัฐบาลต้องทำตามกฎหมายตามทำนองคลองธรรม


นายเจษฎากล่าวต่อไปว่า ทุกคนที่มารวมตัวกันวันนี้ไม่ได้มาคุกคามครอบครัวใคร แต่เขาต้องการแสดงให้กระบวนการยุติธรรมได้คิดสักนิด ไม่ว่าจะเป็นลูกของใคร เขาโดนพรากด้วยความอยุติธรรม หากวันนี้ครอบครัวคุณโดนคุกคามจะเป็นอย่างไร


ขณะที่นายรัฐภูมิ เลิศไพจิตร โฆษกกลุ่มวีโว่ กล่าวว่า กิจกรรมที่ทำวันนี้ต้องการแสดงออกว่าสังคมไม่พอใจเหตุการณ์ไม่ให้สิทธิการประกันตัวผู้ถูกล่าวหาในคดีมาตรา 112 ซึ่งการประกันตัวไม่ควรมีเงื่อนไขอะไรด้วยซ้ำ


นายรัฐภูมิกล่าวอีกว่า ไม่ทราบแผนการชุมนุมวันนี้ เพราะทุกคนคือแกนนำ หากถูกสลาย ทุกคนสามารถประเมินสถานการณ์ได้ด้วยตนเอง และแยกย้ายได้โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ฝากประชาสัมพันธ์ถึงสื่อมวลชนติดตามว่าจะมีกิจกรรมอะไรอีกต่อไป


โดยเมื่อเวลาประมาณ 17.20 น. ตำรวจนำรถขยายเสียงมาจอดหน้าบันไดศาลอาญา ติดเครื่องรอ จากนั้นเวลา 17.30 น. รถเครื่องเสียงของกลุ่ม REDEM ประกาศว่า 17.40 น. ให้ประชาชนมารับไข่และมะเขือเทศ "ส่วนจะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่"


ในเวลาต่อมาผู้ชมนุมเริ่มปาไข่ สี มะเขือเทศ ใส่ป้ายศาลอาญา ต่อมาตำรวจอ่านประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผู้จากนั้นได้เกิดกลุ่มควัน แต่ไม่แสบตา 


กระทั่ง 17.55 น. รถเครื่องเสียงของกลุ่มรีเด็ม(REDEM) ประกาศยุติการชุมนุม ขอให้แยกย้ายกันกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ พร้อมประกาศว่า ให้รู้ไว้ ว่าเราจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ ขอให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ม็อบ2พฤษภา


ประมวลภาพ








วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

"ราษมัม" "ยืน หยุดขัง1.12ชม." ครั้งที่ 3 หน้าเรือนจำพิเศษฯ บิดาตี้ พะเยาร่วมด้วยพร้อมประชาชนเรียกร้องความเป็นธรรม คืนสิทธิประกันตัว

 


"ราษมัม" "ยืน หยุดขัง1.12ชม." ครั้งที่ 3 หน้าเรือนจำพิเศษฯ บิดา "ตี้ พะเยา" ร่วมด้วยพร้อมประชาชน เรียกร้องความเป็นธรรม คืนสิทธิประกันตัว


วันนี้ (1 พ.ค. 64) เวลา 17.00 น. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร กลุ่ม "คณะราษมัม" มารดาของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ร่วมกันยืน 1 ชั่วโมง 12 นาที เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองเพื่อออกมาสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม นำโดย นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดานายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, ร่วมด้วย  มารดานายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่, มารดานายอานนท์ นำภา, มารดานางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง และพี่สาวของนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์


สำหรับบรรยากาศทั่วไป ประชาชนทยอยเข้าพื้นที่ตั้งแต่ 16.30 น. โดยสวมหน้ากากอนามัยทุกราย อีกทั้งมีทีมคอยเดินฉีดพ่นแอลกอฮอล์ล้างมือ โดยมีบิดาของ น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ "ตี้ พะเยา" ผู้ต้องหาคนล่าสุดที่เข้าไปอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงธนบุรี อีกทั้ง รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมยืนถือป้ายรูปเพนกวิน พริษฐ์ พร้อมทั้งข้อความ #FREEเพนกวิน ด้วย รวมถึงสแตนดี้ผู้ถูกคุมขังในเรือนจำมาตั้งและมารดาจะยืนข้าง ๆ สแตนดี้ลูกของตน โดยมีการนำป้ายขนาดใหญ่ ระบุข้อความ "คืนลูกให้แม่" มาขึงและวางไว้ริมรั้ว บริเวณที่คณะราษมัมทำกิจกรรม 


โดยประชาชนมากกว่า150 คน ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ซ้อนกัน 3 แถว บริเวณหน้าประตูเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยาวถึงทางเดินเท้าริมรั้วที่ขนานกับถนนงามวงศ์วาน โดยต่างยืนชูป้ายข้อความ และภาพแกนนำที่ถูกคุมขัง ทั้งภาพลายเส้นของศิลปะปลดแอก รวมถึงภาพที่วาดขึ้นมาเอง โดยมีข้อความ อาทิ "คืนลูกให้แม่" "#หยุดขังแสงดาว ขัง= ฆ่า" บางรายถือภาพนายอานนท์ นำภา พร้อมข้อความ "คืนลูกให้แม่ คืนพ่อให้ลูกสาว คืนอิสรภาพให้ทุกคน ได้โปรดเมตตา” Free Our Friends" "สิทธิประกันตัว = สิทธิมนุษยชน" ขณะที่ประชาชนชายรายหนึ่งซึ่งขาบาดเจ็บต้องยืนโดยใช้เครื่องพยุงยืนเพื่อทำกิจกรรมได้ยืนพร้อมชูป้ายภาษาอังกฤษ มีใจความถึงการเรียกร้องให้ช่วยเหลือเพื่อน ที่อดอาหารมากกว่า 40 วัน ถูกจำคุกทั้งที่ยังไม่ได้มีการตัดสิน และอดอาหารมานานกว่าพระเยซู ไม่มีใครสมควรได้รับสิ่งนี้  อีกทั้งยังมีชายต่างชาติ ร่วมยืนห้อยป้ายระบุข้อความ "ในโลกที่พัฒนาแล้ว ไม่มีที่ให้ใครเป็นนักโทษทางความคิด"


ขณะที่ อินทิรา เจริญปุระ หรือทราย , นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมพูดคุยกับ คณะราษมัมและประชาชนที่ร่วมกิจกรรมด้วย  ขณะที่พี่สาวของ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นำคุกกี้และสเปรย์แอลกอฮอล์รูปการ์ตูนของ น.ส.ปนัสยา พร้อมข้อความ #ฟ้าหลังฝนมีรุ้งเสมอ รวมทั้ง น้องสาวของนายพริษฐ์ ได้นำคุกกี้รูปเพนกวิน มีข้อความว่า #saveเพนกวิน มาแจกให้มวลชนด้วย 


ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง คอยดูแลการจราจร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย ตั้งโต๊ะบริการเจลแอลกอฮอล์ด้านขวามือของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบหลายนาย เฝ้าสังเกตการณ์


จากนั้น เวลา 18.12 น. นายสิรภพ อัตโตหิ หรือ แรปเตอร์ จากคณะจุฬา ได้กล่าวว่า ครบกำหนดเวลา 1.12 ชั่วโมง ในวันนี้เป็นสัปดาห์ที่ 3 แล้ว แต่เราก็หวังว่าจะเป็นสัปดาห์สุดท้าย ของการ "ยืน หยุด ขัง" ร่วมกันที่นี่ ในสัปดาห์หน้า วันที่ 6 พฤษภาคม จะมีการไต่สวน ประกันตัวเพื่อนขอเรา ขอให้ทุกท่านติดตามผล หวังว่าวันที่ 6 พ.ค. นี้ เพื่อนจะได้รับการประกันตัว ขณะนี้ เพนกวินอยู่ รพ.รามาธิบดี หายใจโล่งขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้หมายว่าได้รับอิสรภาพ ขอร่วมจับตาอย่างใกล้ชิด ให้ปล่อยเพื่อนเรา ที่ยังไม่ก็ถูกพิพากษาว่าผิด


ต่อมา นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาเพนกวิน พริษฐ์ ได้เป็นตัวแทนกล่าวว่า ขอให้ทุกคนจับตาดูว่าตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 พ.ค. เพนกวินจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อรักษาตัว ว่าจะไม่มีการลักไก่ให้เพนกวินกลับเรือนจำ โดยขอมวลชนไม่ให้ไปจัดม็อบที่หน้าโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ได้รักษาลูกชายอย่างเต็มที่และยิ่งด้วยสถานการณ์โควิด ในช่วงนี้ระหว่างที่รอคำไต่สวน วันที่ 6 พ.ค. ขอให้มวลชนรักษาสุขภาพ และขอขอบคุณที่ให้กำลังใจแม่ ๆ ทั้งหลาย พวกเราจะพยายามเข้มแข็งให้ได้มากที่สุด และหวังว่าเสาร์หน้า หรือเสาร์ไหน ๆ จะไม่มีกิจกรรมนี้อีก เพราะเชื่อมั่นมากๆ และขอให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะที่ดีขึ้น เพื่อให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข นางสุรีย์รัตน์ ทิ้งท้าย


จากนั้นคณะราษมัม และประชาชน ต่างหันหน้าเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชู 3 นิ้ว เปล่งเสียง "ปล่อยเพื่อนเรา" 3 ครั้ง  ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน ในเวลาประมาณ 18.30 น.


ทั้งนี้ในวันนี้ (1 พ.ค. 64)โดยเมื่อเวลา 10.30 น. แม่ของแอมมี่ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ ได้ยื่นประกันตัวแอมมี่แบบมีการไต่สวน ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนวันที่ 6 พ.ค. 64 เวลา 10.00 น. และมีคำสั่งให้เบิกตัวจำเลยมาศาล วันเดียวกับเพนกวินและรุ้ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คณะราษมัม #คืนลูกให้แม่  #ยืนหยุดขัง #คืนสิทธิประกันตัวให้ประชาชน


ประมวลภาพ


















วันแรงงานสากล หมู่บ้านทะลุฟ้า "ยืนเด่นโดยท้าทาย" หน้ากระทรวงแรงงาน ลั่นอสดงจุดยืนเคียงข้างแรงงาน ชี้รัฐบาลกอรัฐประหารไม่เคยพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน

 


วันแรงงานสากล 

หมู่บ้านทะลุฟ้า "ยืนเด่นโดยท้าทาย" หน้ากระทรวงแรงงาน ลั่นแสดงจุดยืนเคียงข้างแรงงาน ชี้รัฐบาลก่อรัฐประหารไม่เคยพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน


วันนี้ (1 พ.ค. 64) เวลา 14.30 น. ที่กระทรวงแรงงาน สมาชิกกลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้านัดหมายผ่านเพจ Unme of Anarchy ระบุว่า รวมพลหน้ากระทรวงแรงงานวันนี้ Labor Day วันแรงงานสากล 1 พฤษภาคมของทุกปี เราอยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 

แต่ประเทศไทยยังมีการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม และได้รับสวัสดิการที่ไม่เป็นธรรม 


"หากไม่มีแรงงานก็ย่อมไม่มีผลผลิต"


โดยได้นัดหมายจัดกิจกรรม เนื่องในวันแรงงานสากล เรียกร้องสวัสดิการให้กลุ่มลูกจ้างจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ 


ทั้งนี้เมื่อถึงเวลานัดหมาย สมาชิกบ้านทะลุฟ้าได้มีการถือป้ายผ้าเขียนข้อความ "แรงงานไม่เคยมีประวัติศาสตร์", "Labor day วันกรรมกรสากล" และ "ปล่อยเพื่อนเรา"

ก่อนไปขึงไว้หน้าป้ายกระทรวง


ต่อมา ตัวแทนสมาชิกหมู่บ้านทะลุฟ้า ได้กล่าวว่า นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก่อรัฐประหารเข้ามา ก็ไม่มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชนชั้นแรงงานที่ยังคงมีค่าแรงต่ำ ไม่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ยุคของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ยังมีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้แรงงานไปแล้ว ตอนนี้จึงขอมาแสดงจุดยืนเคียงข้างชนชั้นแรงงาน หากไม่มีแรงงาน สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ และกิจกรรมบางอย่างคงไม่เกิดขึ้น หากวันหนึ่ง ชนชั้นแรงงานทุกที่ร่วมกันหยุดทำงาน ก็อยากรู้ว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร ลำพังสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดตอนนี้ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้


จากนั้นกลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้า ได้ร่วมกันยืนนิ่งแสดงเชิงสัญลักษณ์ #คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย เป็นเวลา 7 นาที แทนระยะเวลาที่รัฐบาลชุดนี้ ก่อรัฐประหารและบริหารประเทศมาเป็นเวลา 7 ปี ก่อนที่จะร้องเพลง Do you hear the people sing เป็นภาษาไทย ตามด้วยบทกวีของ "วิสา คัญทัพ" ... "เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" พร้อมชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว แล้วตะโกนว่า ปล่อยเพื่อนเรา เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ประยุทธ์ออกไป และประยุทธ์ ต้องลาออกไปในทันที ก่อนจะจบกิจกรรมแล้วแยกย้ายกันกลับด้วยความสงบเรียบร้อย


ขณะที่ พ.ต.อ.รัฐชัย ศรีวิชัย ผกก.สน.ดินแดง พร้อมกำลังตำรวจ สน.ดินแดง กว่า 10 นาย พร้อมด้วยนอกเครื่องแบบและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำกระทรวง ได้มาดูแลความสงบเรียบร้อยรอบบริเวณ โดยเจ้าหน้าที่ได้วางแผงเหล็กที่หน้ากระทรวง และปิดประตูทางเข้าออก


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ 

#หมู่บ้านทะลุฟ้า #ม็อบ1พฤษภา


ประมวลภาพ