วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

วงเสวนาเตือน สว.-กกต. ไม่เป็นกลาง องค์กรอิสระเข้าสู่สภาวะ ‘ผุผังเชิงสถาบัน’ จับตาคดีโกง สว. วัดความเชื่อมั่นประชาธิปไตยไทย จี้ กกต. เปิดทางศาลวินิจฉัย

 


วงเสวนาเตือน สว.-กกต. ไม่เป็นกลาง องค์กรอิสระเข้าสู่สภาวะ ‘ผุผังเชิงสถาบัน’ จับตาคดีโกง สว. วัดความเชื่อมั่นประชาธิปไตยไทย จี้ กกต. เปิดทางศาลวินิจฉัย 


วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยงานในช่วงบ่ายมีการเสวนาโดยวิทยากรประกอบด้วย ธงทอง จันทรางศุ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540, สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฒาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมการเสวนา


ธงทอง เล่าถึงจุดกำเนิดของ กกต. โดยระบุว่าแนวคิดในขณะนั้นเกิดจากความต้องการนำการจัดการเลือกตั้งออกจากกระทรวงมหาดไทย เพราะมีข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง จึงออกแบบให้มีคณะบุคคลที่เป็นอิสระและเป็นกลางเข้ามากำกับดูแลการเลือกตั้งแทน 


อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการออกแบบในเวลานั้นอยู่บนสมมติฐานว่าหากต้องการ กกต.ที่เป็นกลาง ก็จำเป็นต้องมีวุฒิสภาที่เป็นอิสระและเป็นกลางเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดมาคือไม่สามารถทำให้วุฒิสภามีความเป็นกลางตามสมมติฐานดังกล่าวได้


ธงทองกล่าวว่า ในยุครัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อ สว. มาจากการเลือกตั้ง ก็เกิดปัญหาการใช้ฐานการเมืองและหัวคะแนนในพื้นที่เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง สส. จนนำไปสู่ข้อสรุปในเวลานั้นว่า สว. ไม่เป็นกลางก็เลยได้ กกต. ที่ไม่เป็นกลาง แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อ กกต. มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ขณะที่ สว. ก็มีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ กกต. และองค์กรอิสระอื่น จึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ย้อนกลับมาหากัน เวลานี้จึงกลายเป็นเรื่อง กกต. ไม่เป็นกลาง จึงได้ สว. ที่ไม่เป็นกลางแทน


รัฐธรรมนูญปัจจุบันผูกกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งขององค์กรอิสระสำคัญไว้กับวุฒิสภาอย่างมาก ดังนั้น หากวุฒิสภาไม่สามารถรักษาความเป็นกลางและความเที่ยงธรรมได้ ความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะ กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ปัญหาอีกด้านคือองค์กรเหล่านี้มีอำนาจตรวจสอบผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น แต่กลไกที่จะตรวจสอบตัวองค์กรเองกลับทำได้ยากขึ้น จนผิดไปจากความตั้งใจแรกของการสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการเมืองไทย 


ธงทองยังกล่าวอีกว่า เมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการสร้าง กกต. เพื่อหลีกหนีปัญหาการจัดการเลือกตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน เปรียบได้กับการหนีเสือจากกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้มาปะจระเข้อยู่


ด้านสิริพรรณ ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 กับ กกต. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 โดยระบุว่า เดิมกรรมการ กกต. ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาที่อย่างน้อยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ขณะที่ กกต. ชุดปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจาก สว. ที่ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนโดยตรง และกระบวนการได้มาของ สว. เองก็กำลังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและเป็นธรรม


อีกความแตกต่างสำคัญคือรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมีกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ตัดกลไกดังกล่าวออกไป ทำให้ปัจจุบันเหลือช่องทางตรวจสอบองค์กรอิสระน้อยลง


สิริพรรณ ระบุว่า สำหรับการเลือก สว. ครั้งล่าสุดว่า แม้เดิม กกต. มีเป้าหมายเพื่อนำการจัดการเลือกตั้งออกจากกระทรวงมหาดไทย แต่ในการเลือก สว. ครั้งนี้ กกต. กลับมอบหมายภารกิจรับสมัครในระดับพื้นที่ให้ฝ่ายปกครองโดยอ้างข้อจำกัดด้านกำลังคน ปัจจุบันจึงอาจไม่ใช่เพียงการหนีเสือปะจระเข้ แต่เป็นการผนึกกำลังระหว่างจระเข้กับเสือ กกต. จึงมีความหละหลวมในการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครตั้งแต่ต้น และอาจเปิดช่องให้เครือข่ายทางการเมืองใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกระบวนการดังกล่าว


สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องโกงเลือก สว. สิ่งที่ปรากฏมีความผิดปกติหลายประการ ตั้งแต่ผู้สมัครที่ไม่เลือกตนเอง รูปแบบการลงคะแนนที่ตรงกันเป็นชุด การเดินทางและพักโรงแรมร่วมกัน เสื้อที่ผลิตจากแหล่งเดียวกัน ไปจนถึงข้อมูลการติดต่อและเส้นทางการเงิน ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้ว ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมผิดปกติของบุคคล แต่มีลักษณะเป็นพฤติกรรมรวมหมู่ จนทำให้เกิดคำถามว่ามีผู้จัดการหรือผู้บงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่


สิริพรรณ ย้ำว่า สิ่งที่ต้องเรียกร้องจาก กกต. ไม่ใช่การให้ กกต. วินิจฉัยความผิดถึงที่สุด แต่ให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดประตูให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ว่าข้อกล่าวหาและหลักฐานเหล่านี้มีน้ำหนักเพียงใด หลักในการประเมินการตัดสินใจของ กกต. ต้องมีความชัดเจนในการอ้างอิงกฎหมาย ต้องใช้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอเมื่อเทียบกับคดีที่ผ่านมา ต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นใคร และต้องใช้มาตรการหรือลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำผิด


ท้ายที่สุด กกต. ควรต้องออกมาชี้แจงการตัดสินใจต่อสังคมอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะมีมติออกมาในทิศทางใด ต้องมีคำอธิบายและเหตุผลที่ทำให้สังคมเชื่อได้ว่า กกต. ใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมและอยู่ภายในอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้


ส่วน ประจักษ์ ระบุว่าการตัดสินใจของ กกต. ต่อคดีโกงเลือก สว. มีเดิมพันสูงกว่าชะตากรรมของ สว. หรือ กกต. เพราะจะเป็นตัวชี้ว่าประชาธิปไตยไทยจะเสื่อมทรุดลงไปอีก หรือยังมีโอกาสฟื้นฟูกลับมาได้ โดยปัจจุบันดัชนีประชาธิปไตยจากหลายสถาบันระหว่างประเทศ ต่างสะท้อนปัญหาของไทยทั้งด้านคุณภาพการเลือกตั้ง หลักนิติรัฐ การตรวจสอบถ่วงดุล และสิทธิเสรีภาพของประชาชน


แนวคิดการสร้างองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะต้องการเพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุลนอกเหนือจากฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ และจนถึงปัจจุบันประเทศไทยก็ยังจำเป็นต้องมีองค์กรอิสระ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นให้มีอำนาจมากเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายอื่น กลับไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจตามที่ควรจะเป็น


ประจักษ์ ชี้ว่า องค์กรอิสระว่าเป็นเหมือน ‘ยักษ์ที่มีกระบอง’ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคุ้มครองประชาชนและตรวจสอบผู้มีอำนาจ แต่หากองค์กรดังกล่าวถูกกลุ่มการเมืองยึดกุม กระบองนั้นก็อาจถูกนำไปใช้ในทิศทางตรงกันข้าม คือปกป้องผู้มีอำนาจ ใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม หรือริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งกว่าการไม่มีองค์กรอิสระเสียอีก


พัฒนาการตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 มาถึงรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 มีทิศทางชัดเจนคือเพิ่มอำนาจ แต่ลดการตรวจสอบ องค์กรอิสระมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่กลไกตรวจสอบและความพร้อมรับผิดขององค์กรกลับลดลง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้องค์กรอิสระมีอำนาจอย่างกว้างขวางแต่ตรวจสอบได้ยาก


ประจักษ์ อธิบายว่า สถานการณ์ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะ ‘Institutional Decay’ หรือความผุพังเชิงสถาบัน ซึ่งสะท้อนผ่าน 3 อาการสำคัญ คือ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ความไว้วางใจของประชาชนหายไป และความชอบธรรมในการใช้อำนาจเสื่อมถอย จนท้ายที่สุดองค์กรอาจไม่สามารถทำแม้แต่ภารกิจพื้นฐานของตนเอง เช่น กกต. ซึ่งมีภารกิจสำคัญที่สุดคือการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม


ความผุพังดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทั้งจาก การออกแบบสถาบันที่มีปัญหา และจากการที่องค์กรถูกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดกุมหรือแทรกแซง จนแทนที่จะปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลับทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ที่สามารถยึดกุมองค์กรนั้นได้ ดังนั้น การตัดสินใจของ กกต. ต่อคดีโกงเลือก สว. จึงเป็นทางแพร่งที่ไม่เพียงกำหนดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ กกต. เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทิศทางของประชาธิปไตยไทยว่าจะเสื่อมทรุดลงไปอีกหรือสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการกิจการศาล #กกต #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229 #โกงสว






พริษฐ์ ชี้ ขบวนการโกง สว. เป็น ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ หาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่หลักฐานชัดเจน เรื่องไม่จบแน่


พริษฐ์ ชี้ ขบวนการโกง สว. เป็น ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ หาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่หลักฐานชัดเจน เรื่องไม่จบแน่ 


วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้กล่าวสรุปงานเสวนาในช่วงเช้าและวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดในคดีโกง สว. โดยระบุว่าองค์กรอิสระถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง โดยเป็นอิสระจากการแทรกแซง แต่พัฒนาการตลอดกว่า 20 ปี โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กลับทำให้เกิดปัญหาใหญ่ 2 ด้าน คือ องค์กรอิสระไม่สามารถเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองได้จริง ขณะเดียวกันกลับเป็นอิสระจากประชาชน เพราะประชาชนแทบไม่มีกลไกตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระเมื่อปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


ปัญหาประการแรกสัมพันธ์กับกระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาเป็นผู้ชี้ขาดในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สว. ชุดปัจจุบันไม่ได้ยึดโยงโดยตรงกับประชาชน และกระบวนการได้มากำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง ส่วนปัญหาประการที่สอง คือรัฐธรรมนูญ 2560 ตัดกลไกที่รัฐสภาและประชาชนเคยใช้ริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระออกไป ขณะที่ช่องทางเอาผิดที่เหลืออยู่ก็อาจเกิดทางตัน เช่น การร้ององค์กรอิสระหนึ่งต้องผ่านการพิจารณาของอีกองค์กรหนึ่ง จึงทำให้องค์กรอิสระอยู่ในภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ขบวนการโกง สว. เป็นเหมือน ‘ไวรัสสีน้ำเงิน’ ที่หากมีอยู่จริง ก็เริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2567 และกำลังแพร่กระจายไปสู่องค์กรอื่นผ่านอำนาจของ สว. ในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดย สว. ชุดนี้ได้ให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว 2 จาก 9 คน กรรมการ ป.ป.ช. 4 จาก 9 คน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 5 จาก 7 คน และ กกต. 4 จาก 7 คน


กกต. จึงควรมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครกระทำผิดหรือไม่ เพราะหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักมากกว่าบางคดีที่ กกต. เคยมีมติส่งศาลในอดีต และ กกต. 4 จาก 7 คนได้รับความเห็นชอบเข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหารวมอยู่ด้วย จึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจในลักษณะที่เป็นคุณแก่ผู้ที่มีส่วนให้ความเห็นชอบตนเอง


พริษฐ์ยังกล่าวว่า หาก กกต. เชื่อว่ามีขบวนการโกง สว. เกิดขึ้นจริง การสั่งฟ้องเพียงบางส่วนจะอธิบายได้ยาก เพราะข้อกล่าวหามีลักษณะเป็นการดำเนินการร่วมกันเป็นขบวนการ ดังนั้น ในทางตรรกะจึงเหลือทางเลือกหลักคือสั่งฟ้องทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด หรือยืนยันว่าไม่มีขบวนการแล้วไม่สั่งฟ้องทั้งหมด


แต่ท้ายที่สุดหาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน โดยในทางการเมือง กกต. จะต้องชี้แจงต่อสภาในการพิจารณารายงานประจำปี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจต้องตอบคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนในทางกฎหมายก็ยังมีช่องทางดำเนินการต่อ รวมถึงการเอาผิด กกต.หากเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


“หากคดีโกง สว.ทำสำเร็จได้โดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบบหรือระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือพูดชัด ๆ คือสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” พริษฐ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ไอติมพริษฐ์ #โกงเลือกสว #สว #ระบอบสีน้ำเงิน #โกงสว #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229






วงเสวนาชี้องค์กรอิสระไทยเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือ “ชวน–โภคิน–สมเกียรติ” ชี้โจทย์ใหญ่ใครตรวจสอบองค์กรอิสระ จี้รื้อระบบสรรหา–เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบ ชี้ กกต.ควรส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลวินิจฉัย

 


วงเสวนาชี้องค์กรอิสระไทยเผชิญวิกฤตความน่าเชื่อถือ “ชวน–โภคิน–สมเกียรติ” ชี้โจทย์ใหญ่ใครตรวจสอบองค์กรอิสระ จี้รื้อระบบสรรหา–เพิ่มอำนาจประชาชนตรวจสอบ ชี้ กกต.ควรส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลวินิจฉัย


วันที่ 12 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน จัดงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” โดยงานเสวนาในช่วงเช้า มีการปาฐกถาโดย ชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี, โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และ สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)


ชวน ระบุว่า องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 มีเจตนารมณ์เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่งเสริมให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งโดยภาพรวมถือว่ามีส่วนทำให้การตรวจสอบทางการเมืองพัฒนาขึ้นจากอดีต


อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในระยะหลังคือธุรกิจการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรและกระบวนการต่างๆ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือกลไกที่มีหน้าที่ตรวจสอบตนเอง ส่งผลให้องค์กรอิสระเสี่ยงไม่สามารถทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์เดิมได้


ชวน ได้ยก กกต. เป็นตัวอย่าง หากบุคคลได้รับตำแหน่งด้วยแรงสนับสนุนหรือบุญคุณจากฝ่ายการเมือง ก็อาจเกิดความลังเลหรือความเกรงใจเมื่อต้องตรวจสอบผู้ที่มีส่วนสนับสนุนตนเอง จนอาจทำให้องค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบอำนาจ ไม่สามารถตรวจสอบอำนาจได้อย่างเต็มที่


การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญตรงกับหน้าที่ ไม่ใช่เลือกตามความสัมพันธ์หรือคำสั่งทางการเมือง การที่ฝ่ายการเมืองส่งคนของตนเข้าไปมีอิทธิพลในองค์กรต่าง ๆ เป็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวล และกระทบต่อความเข้มแข็งของระบบรัฐสภา ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีองค์กรอิสระ แต่อยู่ที่คนและการใช้อำนาจ หากบุคลากรในองค์กรอิสระมีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล และปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงตรงโดยไม่เกรงใจผู้มีอำนาจ องค์กรเหล่านี้ยังสามารถเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยได้

.

ขณะที่โภคิน ระบุว่าปัญหาขององค์กรอิสระไม่สามารถแยกออกจากโครงสร้างการเมืองไทย ที่ตลอด 94 ปีวนเวียนอยู่กับการยึดอำนาจ การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ โดยโครงสร้างดังกล่าวตั้งอยู่บนระบบอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ ส่งผลให้องค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจก็ถูกดึงเข้าไปอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน


แม้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือฝ่ายการเมืองและผู้มีอำนาจกลับพยายามเข้าไปควบคุมองค์กรตรวจสอบ จนกลไกที่ควรเป็นอิสระอาจกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจเสียเอง การปรับเปลี่ยนที่มาและโครงสร้างขององค์กรอิสระในแต่ละยุคไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และหลายครั้งเป็นเพียงการเปลี่ยนจากการถูกฝ่ายหนึ่งครอบงำไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง


โภคิน กล่าวต่อไปว่าปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะมีหรือไม่มีองค์กรอิสระ เพราะหากโครงสร้างอำนาจทางการเมืองยังคงเดิมผลลัพธ์ก็แทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อการทำงานขององค์กรตรวจสอบสามารถเลือกใช้พยานหลักฐานหรือมาตรฐานในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และตัวองค์กรเองกลับตรวจสอบได้ยาก จึงควรมีกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระโดยประชาชน โดยนำหลักการจากรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ เปิดทางให้ประชาชน 50,000 คนเข้าชื่อเพื่อเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ เพื่อให้องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบผู้อื่นต้องสามารถถูกประชาชนตรวจสอบได้เช่นกัน


นอกจากนี้ โภคิน ระบุว่า ควรมี ป.ป.ช. ภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. โดยให้มีที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและผู้แทนที่ประชาชนเลือกจากภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการร้องเรียนและตรวจสอบการทุจริต แทนการฝากการตรวจสอบทั้งหมดไว้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว


การแก้ปัญหาในระยะยาวต้องทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งพอที่จะถ่วงดุลอำนาจรัฐและองค์กรตรวจสอบ เพราะประชาธิปไตยไม่ควรหยุดอยู่เพียงถ้อยคำเรื่องความสุจริตหรือหลักธรรมาภิบาล แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบและต่อสู้กับการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องได้จริง


ด้าน สมเกียรติ ระบุว่าองค์กรอิสระยังมีความจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย เพราะกลไกแบ่งแยกอำนาจแบบดั้งเดิมระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่เพียงพอต่อการป้องกันการรวบอำนาจ การทุจริต หรือการใช้อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ จึงเกิดแนวคิดให้องค์กรอิสระทำหน้าที่เสมือนสถาบันผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย เพื่อรักษากติกาและป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจเกินขอบเขต


อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่สุดคือการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอิสระกับความพร้อมรับผิด เพราะหากองค์กรอิสระมีอำนาจมากแต่ไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ ก็อาจกลายเป็น “รัฐอิสระ” ที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือจากที่ควรเป็นผู้ปกป้องประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตยเสียเอง


สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ประสบการณ์จากหลายประเทศสะท้อนตรงกันว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองสำคัญไม่น้อยกว่าการออกแบบองค์กร หากระบบการเมืองถูกครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง องค์กรอิสระย่อมเสี่ยงถูกแทรกแซงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น การออกแบบที่ดีต้องไม่ฝากอำนาจตรวจสอบไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ควรเป็นเครือข่ายที่สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้


สำหรับประเทศไทย โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีความเสี่ยงจากจุดอ่อนที่ผิดพลาดเพียงจุดเดียวแล้วกระทบทั้งระบบอย่างน้อย 2 จุด คือ กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันเกือบทั้งหมด และ วุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูสำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระหลายแห่ง รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางส่วน


สมเกียรติ มองว่า หากมีการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ ควรกระจายวิธีการสรรหาองค์กรอิสระให้มีความหลากหลาย เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดจากจุดเดียวล้มทั้งระบบ พร้อมทั้งเปิดหลายช่องทางในการถอดถอนและตรวจสอบกรรมการองค์กรอิสระ อีกด้านหนึ่งองค์กรอิสระต้องมีวัฒนธรรมความรับผิด ไม่ใช่เพียงการประกาศว่าตนเองรับผิดชอบ แต่ต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูล ตอบคำถามสังคม อธิบายเหตุผลในการตัดสินใจ และสามารถถูกลงโทษได้เมื่อใช้อำนาจผิดพลาด


กรณีของ กกต. วิกฤตความเชื่อมั่นส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการตอบคำถามสาธารณะ และไม่อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจในหลายกรณี โดยเฉพาะประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ส่วนในกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงการเลือก สว. นั้น กกต. ควรนำคดีเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อให้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผย และให้ศาลวางบรรทัดฐานว่าพฤติกรรมใดเป็นเพียงการรวมกลุ่มทางการเมืองตามปกติ และพฤติกรรมใดเข้าข่ายสมคบคิดหรือทุจริต หาก กกต. ยุติเรื่องโดยไม่ส่งให้ศาลพิจารณาทั้งที่ยังมีข้อสงสัยสำคัญ ก็อาจถือได้ว่าไม่ทำหน้าที่ในฐานะองค์กรผู้พิทักษ์อย่างที่ควรเป็น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการกิจการศาล







กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จัดเวทีชำแหละ กกต.-คดีโกง สว. โค้งสุดท้าย ‘ชยพล’ จี้ กกต. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน หากไม่ส่งเตรียมเปิดหลักฐานต่อแน่

 


กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จัดเวทีชำแหละ กกต.-คดีโกง สว. โค้งสุดท้าย ‘ชยพล’ จี้ กกต. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน หากไม่ส่งเตรียมเปิดหลักฐานต่อแน่ 


วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จัดงานเสวนา “วิกฤติศรัทธา(สภา)สูง: โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย” ในวาระนับถอยหลัง 3 วันสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. หรือไม่ โดยมี โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักวิจัย, มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ร่วมวงเสวนา


ชยพลกล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2 การดำเนินการอภิปรายเป็นไปอย่างล่าช้าจนต้องยืดเวลาออกไปเป็น 4 วัน ทำให้ตนตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นความพยายามยืดเวลาการรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปี 2567 และ 2568 ซึ่งความจริงสามารถนัดประชุมเพิ่มได้แต่กลับไม่เกิดขึ้น จึงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นความพยายามหลากหลายรูปแบบจากฝั่งรัฐบาลที่จะดึงรายงานดังกล่าวไม่ให้เข้ามาพิจารณาในสัปดาห์นี้


นอกจากนี้ยังเห็นถึงความพยายามของฝั่งรัฐบาลที่จัดสรรให้ช่วงเวลาอภิปรายงบ กกต. ไปอยู่ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด ดึกที่สุด รวมถึงมีการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าว่าจะประท้วงใครบ้าง และเมื่อบุคคลเป้าหมายอภิปรายเสร็จ สส. ฝั่งรัฐบาลก็หายตัวออกจากห้องประชุมไปเป็นจำนวนมาก


ชยพลกล่าวต่อไปว่า ฝั่งรัฐบาลยังมีความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ชุดที่ 36 เพื่อเตรียมรองรับการตัดสินคดีโกง สว. ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 กันยายนนี้ เช่น กรณีการเปิดประเด็นว่ามีคนในอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ร่วมเรียนหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) กับบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย ก็มีความพยายามชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลว่ามีบุคคลอื่นร่วมเรียนในหลักสูตรดังกล่าวด้วย ซึ่งในความเป็นจริง ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเรียน แต่สำคัญคือเมื่อเรียนแล้วนำสายสัมพันธ์จากหลักสูตรไปใช้ทำอะไรต่อ


จากข้อมูลที่ตนได้รับและที่ปรากฏต่อสาธารณะจำนวนมาก ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ทำให้เชื่อได้ว่ามีบางเครือข่ายพยายามทำตัวเป็น “ผู้กำกับ” ดูแลคนในแต่ละภูมิภาคและจังหวัด มีการรวมกลุ่ม สัญญาให้ผลประโยชน์ ดูแลเป็นพิเศษ และนัดแนะวางแผน ดังนั้น กกต. ในฐานะผู้ถือกฎหมายเลือกตั้ง มีหน้าที่ตรวจสอบเบื้องต้น และในเมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มากมากขนาดนี้ ก็ต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยต่อไป


“ณ ตอนนี้เป็นเหมือนกระบวนการบีบคอให้ประชาธิปไตยตายลงอย่างช้า ๆ จนอาจเหลือแค่ประชาธิปไตยในนามเท่านั้น ทำให้ทุกคนเริ่มหมดหวังและหมดศรัทธา ทั้งที่ระบบประชาธิปไตยจะฟังก์ชันได้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ 4 ปีครั้ง ทุกคนต้องการความชัดเจน ความยุติธรรม และการสืบสวนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ หากมีการส่งฟ้องไม่ครบ หรือแม้กระทั่งไม่ส่งเลย ตนก็พร้อมเปิดหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นเรื่อย ๆ ว่าทำไมการตัดสินถึงค้านสายตาสังคมขนาดนั้น” ชยพลกล่าว


ทั้งนี้ ชยพลยอมรับว่าลึก ๆ แล้วรู้สึกว่า กกต. อาจจะไม่ส่งฟ้องเลยทั้ง 229 คน เพราะหากนำคนกลุ่มหนึ่งมาสังเวยเข้าสู่กระบวนการ คนเหล่านั้นอาจทนแรงกดดันไม่ได้และเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อผู้เกี่ยวข้อง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ส่งใครเลย แต่อาจยอมสังเวย กกต. ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์แทน และมั่นใจว่าจะไม่เป็นอะไร เพราะกลไกในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ล็อกให้การตรวจสอบและสอบสวน กกต. เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว


ด้านโคทมระบุว่า หน้าที่ของ กกต. คือการรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องมีความเป็นกลางและไม่อยู่ใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร การ “ไม่มี กกต.” กับ “กกต. ไม่ทำหน้าที่” นั้นอาจให้ผลไม่ต่างกัน แต่ตนอยากให้มี กกต. อยู่ เพราะหากยุบ อำนาจทั้งหมดก็จะกลับไปที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งอาจเลวร้ายกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากหลุดพ้นจากระบอบนี้ เราจำเป็นที่จะต้องรื้อฟื้นกระบวนการสรรหา กกต. ใหม่ทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังไม่เปิดทางให้มากนัก


ด้านมุนินทร์ระบุว่า ในทางกฎหมาย นักกฎหมายน่าจะเห็นตรงกันถึงองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้กระทำผิดอาจเป็นผู้สมัครหรือบุคคลอื่นก็ได้ การที่เลขาธิการ กกต. ให้ความเห็นว่าผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้สมัครเท่านั้น ถือเป็นเรื่องน่าตกใจมาก


มุนินทร์กล่าวย้ำว่า กกต. ไม่มีหน้าที่ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หาก กกต. สรุปในเอกสารว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดหรือไม่เพียงพอที่จะผิด ถือว่าไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและเป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลฎีกา หน้าที่ของ กกต. คือประเมินหลักฐานว่ามีมูลพอที่จะส่งไปยังศาลฎีกาหรือไม่ โดยต้องประเมินหลักฐานทุกชิ้น และศาลฎีกาจะเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการตรวจสอบความสุจริตเที่ยงธรรม นอกจากนี้ ความพยายามปกป้องความไม่โปร่งใสและทำให้กระบวนการไม่ตรงไปตรงมา ยิ่งทำให้เกิดความน่าสงสัยและเชื่อได้ว่ามีความผิดปกติ ซึ่งต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิสูจน์ พร้อมยืนยันว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต. ต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการได้


ขณะที่สฤณีเปิดเผยว่า คดีนี้ปรากฏเส้นทางการเงินจำนวนมาก และจากข้อมูลปัจจุบันมีหลักฐานชุดเดียวที่แสดงเส้นทางการเงินอย่างชัดเจน ซึ่งมาจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างหนักระหว่างเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอ การที่ กกต. อ้างว่าขอยืดเวลาเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม จึงน่าตั้งคำถามว่าข้อมูลเพิ่มเติมคืออะไร เพราะหลักฐานชุดนี้ก็มีความชัดเจนและไม่น่าสับสน


สฤณีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลักฐานทางการเงินมีสองประเด็นหลัก คือแรงจูงใจในการโอนเงิน และความน่าเชื่อถือของข้ออ้างในการโอน หากมองเฉพาะเรื่องแรงจูงใจส่วนบุคคลเพื่อเข้าไปเป็น สว. นั้นอาจจะประเมินว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะมีการโอนเงินในหลายระดับ จึงต้องมองให้เห็นภาพรวมซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจในการ “ครอบงำสภาสูง” ผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีรายการน่าสงสัยหลายรายการ เช่น ผู้สมัคร สว. หลายคนได้รับเงินโอนในช่วงวันเลือกตั้ง บางรายการโอนมาจากผู้ช่วย สส. และบางรายการโอนรอบเดียว 10 คนในจำนวนเงินเท่ากันหมด ซึ่งผู้มีแรงจูงใจในการจ่ายเงินลักษณะนี้ก็ต้องเป็นสังกัดของผู้ช่วย สส. ดังกล่าว ข้อมูลทางการเงินเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #โกงเลือกสว #สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229










วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนแถลงสรุป ‘งบ กทม. ปี 70’ เบรกโครงการรถขยะ EV ไร้รายละเอียด-ส่อไม่โปร่งใส หวั่นงบลงทุนเขตลดลงจนกระทบประชาชน ลุยอภิปรายวาระ 2-3 ต่อ 15 ก.ย. นี้

 


พรรคประชาชนแถลงสรุป ‘งบ กทม. ปี 70’ เบรกโครงการรถขยะ EV ไร้รายละเอียด-ส่อไม่โปร่งใส หวั่นงบลงทุนเขตลดลงจนกระทบประชาชน ลุยอภิปรายวาระ 2-3 ต่อ 15 ก.ย. นี้ 


วันที่ 11 กันยายน 2569 สภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา เขตดินแดง คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2570 ในสัดส่วนพรรคประชาชน ได้ร่วมกันแถลงข่าวสรุปผลการพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2570


โดยฉัตรชัย หมอดี ส.ก. เขตบางนา พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า บัดนี้การประชุมคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว โดยงบประมาณรวมกว่า 93,000 ล้านบาท ได้ถูกปรับลดไปกว่า 2,600 ล้านบาท และมีการแปรญัตติกลับมาในจำนวนใกล้เคียงกันคือกว่า 2,600 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ให้ข้อสังเกตในโครงการต่างๆ ที่กรุงเทพมหานครจัดทำขึ้นเพื่อนำไปพัฒนากรุงเทพมหานคร


ฉัตรชัยกล่าวต่อไปว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สภากรุงเทพมหานครมีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณฯ ผ่านทางเฟซบุ๊กและยูทูปของสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเปิดให้ประชาชนร่วมติดตามตลอดการพิจารณากว่า 23 ครั้ง รวมระยะเวลากว่า 250 ชั่วโมง


นอกจากนี้ ยังเป็นปีแรกที่พรรคประชาชนส่งตัวแทนบุคคลภายนอก 4 ท่าน เข้ามาร่วมเป็นกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ ได้แก่ 1. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ สื่อสารมวลชน ซึ่งเข้ามาสะท้อนมุมมองของประชาชนเพื่อเป็นข้อสังเกตแก่คณะกรรมการฯ 2. วรภพ วิริยะโรจน์ นักนโยบายพรรคประชาชน เข้ามาวิเคราะห์นโยบายและให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการฯ 3. อริธัชย์ ยอดไชยเกียรติ นักนโยบายพรรคประชาชน ซึ่งทำงานร่วมกับพรรคและทำงานในพื้นที่ กทม. มายาวนาน นำมุมมองและข้อคิดเห็นมาเสนอแนะ และ 4. ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาวิเคราะห์โครงสร้างและแบบก่อสร้างของสำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ และสำนักต่าง ๆ โดยนำมุมมองและแนวทางทางวิศวกรรมเข้ามาเสริม ทำให้การพิจารณามีความรอบด้านมากขึ้น


ต่อมา ศ.ดร.อมร ได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงวิศวกรรมโครงสร้างต่องบประมาณด้านโยธาของ กทม. รวม 8 ข้อ โดยระบุว่า งบประมาณด้านโยธาเป็นงบประมาณจำนวนมาก เฉพาะสำนักการโยธาอย่างเดียวมีวงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท และยังมีงานโยธาที่กระจายอยู่ใน 50 สำนักงานเขตอีกหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงานโครงสร้างพื้นฐาน การระบายน้ำ และการสัญจรที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยมีข้อสังเกต 8 ประการ ประการแรกคือเรื่องความพร้อมในการตั้งงบประมาณ ซึ่งต้องมีแบบก่อสร้างที่พร้อม ได้รับกรรมสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ และมีการสำรวจสภาพพื้นที่จริงก่อนเข้าไปดำเนินงาน


ประการที่ 2 คือความสัมพันธ์ระหว่างแผนงาน งบประมาณ และประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เนื่องจากงานโยธาหลายโครงการเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ผูกพันหลายปี จึงต้องเตรียมงบประมาณให้พร้อมและบริหารการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพ


ประการที่ 3 เสนอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลางของโครงสร้างสาธารณะ โดยควรมีระบบ Scoring หรือการให้คะแนนการเสื่อมสภาพของถนน สะพาน ท่อระบายน้ำ และเขื่อน รวมถึงนำข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ และคะแนนการเสื่อมสภาพ มาใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณ นอกเหนือจากการฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน


ประการที่ 4 คือการวางระบบงานอย่างเป็นบูรณาการ โดยการปรับปรุงถนนหรือระบบระบายน้ำต้องมองภาพรวม ไม่ทำเป็นจุด ๆ เช่น ถนนพังถึงชั้นดินใต้ฐานแต่ซ่อมแค่พื้นผิว หรือการทำท่อระบายน้ำที่ต้องมองเชื่อมโยงไปถึงคลองและระบบสูบน้ำ


ประการที่ 5 คือเน้นการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน โดยควรให้ความสำคัญกับงบเตรียมความพร้อมปั๊มน้ำและการลอกท่อระบายน้ำก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมขัง เพราะการป้องกันมีต้นทุนถูกกว่าการตามแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ


ประการที่ 6 คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและ AI เข้ามาตรวจเช็กความผิดปกติของรายการแสดงปริมาณงานและราคาเทียบกับแบบก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนหรือปริมาณงานที่เกินจริงเมื่อเทียบกับราคากลาง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก


ประการที่ 7 คือการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้เหมาะสม โดยควรเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงผลผลิต เช่น เบิกจ่ายได้กี่บาท หรือทำถนนได้กี่เมตร ไปสู่ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ เช่น ปัญหาน้ำท่วมลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ เสียงร้องเรียนลดลงเท่าใด หรือจุดเสี่ยงอุบัติเหตุลดลงมากน้อยแค่ไหน


และประการสุดท้าย คือการกำหนดมาตรฐานกลางงานโยธาของทั้ง 50 เขต เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ป้องกันกรณีที่บางเขตถนนเสียหายหนักแต่ไม่ได้ตั้งงบ ขณะที่บางเขตเสียหายเล็กน้อยกลับมีการเสนองบประมาณ


ขณะที่อริธัชย์ ได้ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินงานต่อจากนี้ว่า รายงานของคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รับการรับรองเรียบร้อยแล้ววันนี้ และสภากรุงเทพมหานครมีกำหนดเปิดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ในรายการที่มีการตัดปรับลดหรือสงวนความเห็นไว้


ทั้งนี้ อริธัชย์ได้เปิดเผยถึง 3 ประเด็นสำคัญเชิงนโยบายจากการพิจารณางบประมาณปี 2570 โดยประเด็นแรกพบว่า งบลงทุนของสำนักงานเขตในปีนี้มีสัดส่วนลดลงจากปีก่อนๆ 15-25 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การซ่อมแซมถนน ทางเท้า หรือตรอกซอกซอยที่ชำรุดเสียหายในหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับการตั้งงบประมาณแก้ไขเหมือนปีที่ผ่านมา


ประเด็นต่อมาคือ โครงการของฝ่ายบริหาร กทม. ที่ผ่านมาร่วม 3 เดือนนับแต่เลือกตั้ง ยังไม่พบโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายที่เคยหาเสียงไว้อย่างเป็นรูปธรรม หลายโครงการยังเป็นโครงการต่อเนื่องจากผู้บริหารชุดเก่า หรือเป็นนโยบายที่ขาดความต่อเนื่องและยังไม่มีรูปแบบโครงการที่ชัดเจนทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร


และประเด็นสุดท้ายคือ ข้อสังเกตเรื่องโครงการรถขยะพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งคณะอนุกรรมการวิสามัญงบประมาณในสัดส่วนพรรคประชาชนทั้ง 15 คนยืนยันจุดยืนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถพลังงานสะอาด เพื่อประหยัดงบประมาณและลดมลพิษ เช่นเดียวกับที่เคยเสนอข้อบัญญัติรถเมล์อนาคตในปี 2566 อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการเช่ารถขยะ EV ซึ่งเป็นโครงการผูกพันระยะยาวที่ กทม. เสนอเข้ามาในรายการแปรญัตติปีนี้ พรรคประชาชนได้ลงมติปรับตัดออกรวม 3 โครงการ เนื่องจากพบว่ารายละเอียดยังไม่มีความพร้อม ขาดผลการทดสอบที่ชัดเจนว่าจะคุ้มค่ากับเงินงบประมาณของประชาชนอย่างไร โดยจะนำรายละเอียดไปอภิปรายอย่างรอบด้านในวาระ 2 และ 3 ในการประชุมสภา กทม. วันที่ 15 กันยายนนี้


ช่วงท้าย ฉัตรชัยได้กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการอภิปรายงบประมาณของ ส.ก. พรรคประชาชน ในวาระ 2 และ 3 วันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อติดตามการทำงานและอภิปรายในโครงการสำคัญต่าง ๆ ที่ได้ขอสงวนไว้ เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าสูงสุดต่อชาวกรุงเทพมหานคร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สกประชาชน #งบกทม70 #งบกทม









คุมตัวอานนท์ นำภา - แอมป์ ณวรรษ กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คุมตัวฟ้า พรหมศร กลับ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังเบิกตัวมาศาลอาญา นัดพร้อมคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB โดยมีคำสั่งจำหน่ายข้อหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม เหลือข้อหา ม.112 ด้านฟ้า ซูมผอมมาก หลังอดอาหาร73


คุมตัวอานนท์ นำภา - แอมป์ ณวรรษ กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คุมตัวฟ้า พรหมศร กลับ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังเบิกตัวมาศาลอาญา นัดพร้อมคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB โดยมีคำสั่งจำหน่ายข้อหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม เหลือข้อหา ม.112 ด้านฟ้า ซูมผอมมาก หลังอดอาหาร73


วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากำหนดนัดพร้อมในคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เมื่อปี 2563 ซึ่งถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน รวมถึง อานนท์ นำภา, แอมป์ ณวรรษ และฟ้า พรหมศร ซึ่งถูกคุมขังอยู่และถูกเบิกตัวมาศาล


ปัจจุบันฟ้าถูกรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากเริ่มอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 73 วัน และศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว


วันนี้ ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 804 อานนท์และแอมป์ถูกเบิกตัวมาถึงห้องพิจารณาคดี โดยฟ้าได้ถูกนำตัวมาด้วยรถพยาบาลจากกรมราชทัณฑ์ จากนั้นฟ้าได้นั่งรถเข็นขึ้รมายังห้องพิจารณาคดีที่ 804 พร้อมกุญแจเท้า และพกขวดน้ำหวานติดตัวมา 1 ขวด ฟ้ามีอาการตัวเย็นและซูบผอมลงจากเดิมมาก ขณะที่แม่และพ่อของฟ้าเตรียมผ้าห่มมาให้ใช้ในห้องพิจารณาคดี


โดยวันนี้ฟ้าได้แถลงต่อศาลว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ประกาศใช้ เพื่อลดความขัดแย้ง แต่กลับเพิกเฉยต่อนักโทษทางความคิดในคดีม.112 และ ม. 110 ได้แต่หวังว่าจะเกิดข่าวดีในอนาคตและนำไปสู่สังคมสันติสุขอย่างแท้จริง ตนเองได้อดอาหารมากว่า 73 วัน น้ำหนักลดเหลือ 49.5 กิโลกรัม ที่อดอาหารนั้นก็เพื่อหวังสิทธิประกันตัวและออกไปดูแลพ่อและครอบครัว


วันนี้ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหาอื่นที่ถูกฟ้องทั้งหมด ซึ่งเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข คงเหลือไว้เพียงข้อหาตามมาตรา 112


ทั้งนี้ คดี #25พฤศจิกาไปSCB สืบพยานเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. 2569 และศาลอาญากำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 ต.ค. 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112









อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย

 


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย


Facebook Live อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569

ลิ้งค์ยูทูป : https://www.youtube.com/watch?v=nivIsA82dRs&t=10s


สวัสดีเพื่อน ๆ ลูกหลานที่เข้ามารับชม วันนี้ถ้ามองภาพการเมืองไทยโดยรวมดิฉันถือว่าวิกฤต วันนี้เราจึงตั้งประเด็นที่จะมาคุยกันก็คือ “ที่มาของวุฒิสมาชิกและวิกฤตการเมืองไทย”


ถามว่าขณะนี้วิกฤตหรือยัง? ในทัศนะดิฉันวิกฤต แล้วมันก็เป็นการบอกให้รู้ว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือชนชั้นนำในระบอบเก่านั้น ได้ยึดอำนาจจากประชาชนไปได้แล้วอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นคำว่า “วิกฤต” ของดิฉันก็หมายถึงอย่างนี้ แน่นอนหลายคนอาจจะบอกว่ามีวิกฤตคอร์รัปชั่น มีวิกฤตเรื่องทุนเทา-จีนเทา มีวิกฤตเรื่องมีการโกงการสอบเลือกตั้ง แต่ว่าในประเด็นทางการเมืองย้อนจากประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่มาของวุฒิสมาชิก หรือ สว. เป็นตัวสำคัญมาก ในการที่จะแย่งชิงอำนาจของประชาชนได้หรือเปล่า? วิกฤตของการที่ ที่มาของ สว. ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของชนชั้นนำในระบอบเก่า หรือกลุ่มจารีตอำนาจนิยม ที่มาของ สว. เป็นสิ่งสำคัญมาก


จาก Concept ที่ว่า ในอดีต ความคิดที่ว่าในอดีตนั้น หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน การแย่งชิงหรือการถ่วงดุลอำนาจของประชาชน โดยต้องการอำนาจของ สว. นั้น เป็นที่มาของความขัดแย้งระหว่างสองระบอบนี้มาโดยตลอด แน่นอนก็คือ สส. ไม่มีทางเลือก อย่างไรก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะป้ายของโรงละครโรงนี้ก็คือระบอบประชาธิปไตย เรามีการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าสำหรับชนชั้นนำในระบอบเก่าที่เราเรียกว่ากลุ่มอำมาตยาธิปไตยนั้น ถือว่าจะต้องมีการถ่วงดุลอำนาจ นั้นก็คือ สส. มาจากประชาชน สว. ก็ต้องมาจากการแต่งตั้งของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หรือมาจากพระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นที่มาความขัดแย้งตั้งแต่ยุค 2475 ก็คือ สส. ประเภทที่ 2 และคณะราษฎรไม่ยอม!!! ก็คือขอเป็นผู้แต่งตั้ง สส.ประเภท 2 แล้วก็เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็เป็นที่มาของความขัดแย้ง แล้วก็มีพระราชดำรัสที่เป็นที่รู้กันว่าพระองค์ท่านไม่ต้องการให้อำนาจกับคณะบุคคล อันนี้ก็เป็นความขัดแย้งเริ่มตั้งแต่ตอนต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนับจากนั้นมา


แต่ว่าวิธีคิดในเบื้องต้นก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นก็คือ ประสงค์จะถ่วงดุลอำนาจ เหตุผลเพราะว่า สว. ในยุคแรกนั้น ก็คือคานอำนาจกับ สส. ไม่ได้มีฤทธิ์เดชมากมายเหมือนยุคมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 40 ทำให้วุฒิสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อันนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นการเลือกตั้งโดยตรง ถ้าเป็น พ.ศ. 2489 ที่เป็นรัฐธรรมนูญ 2489 ในยุคที่คณะราษฎรยังไม่สิ้นสุดอำนาจนั้น สว. (สมาชิกพฤฒิสภา) มาจาก สส. นั่นก็คือไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง แต่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน ก็คือ สส. เป็นผู้เลือก


แล้วมันก็เริ่มต้นศักราชใหม่ของการช่วงชิงอำนาจโดยการแยกสลายคณะราษฎร ปีกขวาของคณะราษฎรกลุ่มทหารก็ร่วมกับกลุ่มจารีตนิยมทำรัฐประหาร และ 2490 เป็นต้นมา วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งโดยคณะทหารและกลุ่มจารีตมาตลอด ไม่มีการเลือกตั้งเลยจน 50 ปี ลองคิดดู!!! นี่คือยุคสมัยของการที่อำนาจไม่ได้เป็นของประชาชน บางทีก็มี สส. บางทีก็ไม่มี แต่การทำรัฐประหารนั้นเป็นด้านหลักของประเทศไทย และวุฒิสมาชิก ด้านหลักก็คือการแต่งตั้ง แม้จะมีรัฐธรรมนูญ 11, 17, 34 หรืออะไรก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วก็คือไม่ได้มีการเลือกตั้งโดยตรง


ทีนี้พอรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้วุฒิสมาชิกนั้นเป็นเหมือน Superhero มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ มีอำนาจในการเลือกศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระกับศาลรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นอาวุธใหม่ ที่ทำให้องค์ประกอบของ สว. ไม่ใช่มีลักษณะแต่เพียงถ่วงดุลอย่างเดียวแบบในอดีตแล้ว แต่กลายเป็นว่ายิ่งเป็นความสำคัญยิ่ง เพราะฉะนั้นบทเรียนที่ไม่พึงประสงค์ของกลุ่มจารีตของการที่มี สว. มาจากการเลือกตั้งในยุคหลังรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งก็มีจริง ๆ ก็มียุคเดียวคือ 6 ปี เป็นวุฒิสมาชิกชุดที่ 8 ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง


การทำรัฐประหาร 49 ก็เป็นการสิ้นสุดและเกิดรัฐธรรมนูญ 50 และรัฐธรรมนูญ 50 นี้ ก็พูดตรง ๆ นะ ใช้ภาษาที่ไม่ถือว่าหยาบคายนะ ก็คือยังไม่น่าด้านถึงขนาด 60 นะ นั่นก็คือวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง วัดครึ่งกรรมการครึ่ง ว่างั้นเถอะ แต่ว่ายังคงอำนาจของ สว. ไว้เหมือนเดิม เพราะนี่เป็นอาวุธที่ได้มาจากรัฐธรรมนูญ 40 แต่ที่มาตามรัฐธรรมนูญ 40 ของ สว. นั้น ฝั่งจารีตนิยมอำนาจนิยมไม่เอา!!! คนในระบอบอำมาตย์ไม่เอา!!! ที่มาของ สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง


เพราะฉะนั้น ความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ความพยายามที่จะแก้ไขเป็นรายมาตรา โดยเฉพาะที่มาของ สว. ก็กลายเป็นล้มล้างการปกครองโดยศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 โดยอ้างว่าที่มาของ สว. นั้นไม่ควรจะเหมือนกับ สส. มันจะกลายเป็นคู่แฝดแทนที่จะเป็นการถ่วงดุล และมองเป็นการล้มล้างการปกครอง คือถือเป็นเรื่องใหญ่


ดังนั้นแปลว่าอะไร? ที่มาของ สว. ในความคิดของฝั่งระบอบอำมาตย์นั้นสำคัญยิ่ง ความคิดเขาคืออ้างว่า ต้องการที่จะมาคาน ต้องการที่จะมาถ่วงดุล ก็คือประชาชนมี สส. ชนชั้นนำจารีตก็ต้องมี สว. ผ่านมาเป็น 50 กว่าปีมาจนถึงบัดนี้ ในขณะนี้ในทัศนะของดิฉัน มันเป็นวิกฤตของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย


เป็นวิกฤตการเมืองในระบอบประชาธิปไตย หมายความว่าอะไร ก็คือว่า เราสามารถพูดได้ว่า ขณะนี้ประเทศชาติถูกยึดอำนาจโดยระบอบสีน้ำเงิน โดยระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ดิฉันไม่ได้หมายถึงพรรคสีน้ำเงินนะ ดิฉันใช้คำว่าระบอบสีน้ำเงิน มาจากกลุ่มรอยัลลิสต์ตั้งแต่ในยุค 2476 ที่เป็นกลุ่มรอยัลลิสต์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มน้ำเงินแท้ เพราะฉะนั้น ระบอบสีน้ำเงินมันไกลกว่าพรรคสีน้ำเงิน และในความคิดของดิฉัน ระบอบสีน้ำเงินนั้นถ้าเรียกเป็นสี ที่เขาเรียกตัวเองว่าน้ำเงินแท้ เราไม่ได้ตั้งให้นะ เขาเรียกตัวของเขาเองว่าเป็นกลุ่ม “น้ำเงินแท้” เป็น True Blue แต่ว่าพรรคสีน้ำเงินนี้มาทีหลัง


ดังนั้น ในขณะนี้เป็นวิกฤตในระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตยได้ครองอำนาจอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเลือกตั้ง สว. ที่วิปริตใน พ.ศ. 2567 คือ สว. ชุดนี้แหละที่มีหมายเลข 229 ในการฟ้องร้องนั่นแหละ


ดิฉันอยากจะเรียนว่า ในบรรดาวิกฤตของประเทศไทย ดิฉันถือว่าการโกง สว. มันเป็นการปล้นกลางแดดชัด ๆ ปล้นแล้วก็ประมาณตะโกนส่งเสียงว่า โจรมาแล้วเว้ย! ปล้นกลางแดด ปล้นส่งเสียงดัง ๆ ก็คือปล้นอำนาจประชาชนโดยเปลี่ยนวิธีการ อาศัยรัฐธรรมนูญ 60 อาศัยกลเม็ดในการเขียนที่มาของ สว. ทำให้เขาสามารถยึดอำนาจประเทศไทยได้เสร็จสรรพโดยไม่ต้องใช้ปืน โกงกลางแดด ปล้นกลางแดด แล้วคำถามว่า ประชาชนจะทำอย่างไร? เราจะนั่งดูอยู่เฉย ๆ อันนี้ต้องถือว่าเป็นชัยชนะของระบอบอำมาตย์ที่สามารถยึดอำนาจได้โดยไม่จำเป็นต้องทำการรัฐประหาร นั้นก็คือ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้งที่ดิฉันได้กล่าวถึงไปแล้วในงานเขียนบทความในรอบก่อน อยากให้ไปดู (ลิ้งค์ : https://udd-news.blogspot.com/2026/09/20-19-2549-2.html)


สำหรับดิฉัน การเริ่มต้นความขัดแย้งรอบใหม่ตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร 2549 มันเป็นการแย่งชิงอำนาจ เป็นปัญหาระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นนำในระบอบเก่า สำหรับประชาชน ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับผู้ปกครอง เรื่องของพรรคการเมือง เขาก็สามารถข้ามขั้วได้ คือสู้ไม่ได้ก็เป็นพวกเดียวกันไปเลย ประมาณนั้น แต่ประชาชนมันข้ามขั้วไม่ได้ เพราะครั้งนี้เป็นการปล้นอำนาจประชาชน แทนที่เราจะได้ สส. และ สว. โดยเฉพาะ สว. ซึ่งเป็นที่มาขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่าเราถูกปล้นอำนาจ ซึ่งประชาชนจะเจ็บปวดยิ่งกว่าพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองอาจจะมองว่าเผื่อกาลข้างหน้าอาจจะได้เป็นรัฐบาล


แต่สำหรับประชาชนขณะนี้ ปกติดิฉันมองเฉพาะการต่อสู้ทางการเมืองกับการทหาร เราอาจจะพ่ายแพ้การทหาร แต่การเมืองเราชนะ ในอดีตที่ผ่านมา เราสามารถโหวตให้พรรคที่ถูกกระทำจากระบอบอำมาตย์ และเข้าสู่ในการเลือกตั้งที่ได้รับชัยชนะถึงขนาด 70% มาแล้ว อันนั้นแสดงว่าประชาชนต้องการอำนาจในระบอบประชาธิปไตยสากล ไม่ใช่แบบไทย ๆ


มาจนถึงบัดนี้ฝั่งระบอบอำมาตย์ฯ สามารถใช้วิธีการเลือกตั้ง สว. โกงซึ่ง ๆ หน้า อย่างเป็นระบบ อย่างมีแบบแผน อย่างมีการจัดการ อย่างมีการตอบแทน ถ้าเราคำนวณว่ามีคนที่เกี่ยวข้องประมาณ 2 หมื่นคน ถ้าเม็ดเงินที่ใช้ต่อหัวเฉลี่ย 2 หมื่น ก็ประมาณ 400 ล้านเท่านั้นเอง ถ้าเฉลี่ย 3 หมื่นต่อคนก็ 600 ล้าน 4 หมื่นก็ 800 ล้าน ยังไม่ถึง 1,000 ล้าน แล้วหมายความว่า คนที่จ่ายเงิน เมื่อยึดอำนาจประเทศได้ก็ต้องสามารถหาเงินได้ ตัวอย่างง่าย ๆ แม้กระทั่งการโกงการเข้ารับตำแหน่ง เราก็เห็นตัวเลขไปจนถึง 9 พันล้าน


ในวิกฤตการเมืองอันนี้ อันเนื่องมาจากที่มาของ สว. ดิฉันก็คิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องต่อชาวโลก ต่อสังคมไทยทั้งหมด เพื่อให้สังคมไทยตระหนักว่า มันไม่ใช่ประชาธิปไตยครึ่งใบ ขณะนี้มันเป็นอำมาตยาธิปไตยเต็มใบ แล้วข้อสำคัญมันไม่ใช่อำมาตย์แบบขุนนางเก่าด้วยนะ มันเป็นอำมาตยาธิปไตยแบบที่มีพรรคการเมืองและนายทุนท้องถิ่น เป็นความสัมพันธ์กับขุนนาง แล้วก็มีลำดับของไพร่ที่สังกัดขุนนาง มันเหมือนสมัยโบราณ อยู่ท้องถิ่นไหน? ใครเป็นลูกพี่ เจ้าพ่อ หัวเรือใหญ่? ก็มีเป็นผู้อุปถัมภ์  ขณะนี้มันจึงเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่เขาคิดอย่างสมบูรณ์ ก็คือ มีการเลือกตั้งเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่อำนาจประชาชนไม่ได้จริง ดิฉันจึงถือว่าเป็นวิกฤตที่เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ


ดิฉันเสียดายที่นักการเมืองและพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่ก้าวหน้า แต่อาจจะเข้าใจการต่อสู้ของประชาชนในอดีตมาจนถึงปัจจุบันน้อยเกินไปหรือเปล่า เพราะในฐานะพรรคการเมืองก็อาจจะมุ่งหวังจะได้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าจริง ประชาชนจะเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก คุณรู้แล้วว่า 70% ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่อยู่ข้างระบอบประชาธิปไตย แล้วคุณจะให้ทำอย่างไร จะให้ประชาชนไปบอกว่าไม่เลือกใครหรือ?


ดังนั้น พรรคการเมืองจำเป็นจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนไทยแม้กระทั่งก่อน 2475 เอาล่ะ เอาตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา เพราะว่าเขาเปลี่ยนเป้าหมายจากคณะราษฎรมาจนถึงยุคสงครามเย็นคือ พคท. แล้วจาก พคท. ก็มาเป็นพรรคการเมืองของชนชั้นนายทุนมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นว่า 100 ปีที่ควรจะประสบความสำเร็จ มันจะกลายเป็นอำมาตยาธิปไตยที่ยิ่งใส่ชฎามากยิ่งไปอีกหรือเปล่า? ดิฉันก็ไม่ทราบ


อยากให้ทุกคนและพรรคการเมืองได้ตระหนักว่า เส้นทางการต่อสู้ของประชาชนไทยนั้น คุณจะเอาสถานะของประเทศไทยไปเทียบกับต่างประเทศปัจจุบันนี้ไม่ได้นะ เช่น คุณไปเทียบกับประเทศในยุโรป  หรือประเทศอื่น ๆ เพราะเขาผ่านการต่อสู้จนเขาสามารถได้ประชาธิปไตยแบบเต็มรูปแบบ มันไม่เหมือนของเรา ซึ่งมันเป็นแต่เพียงรูปแบบ ไม่มีเนื้อแท้จริง แต่ของเขานั้นทั้งเนื้อหาและรูปแบบ (เป็นประชาธิปไตยแบบสากลแล้ว)


ดังนั้น ภาวะของการเลี้ยวขวาของประเทศในยุโรป หรือที่อื่น หรือในอเมริกา กับเลี้ยวขวาในประเทศไทย ไม่เหมือนกันนะคะ เพราะนี่มันเป็นสงครามที่ยังดำรงอยู่ตั้งแต่ต้นมาจนตลอด นั่นก็คือ มีขั้วที่พยายามจะแย่งชิงอำนาจของประชาชน และบัดนี้แย่งไปได้หมด ดิฉันอยากจะบอกว่าที่มาของ สว. นั้นสำคัญมาก เพราะว่าปัจจุบันนี้เขาเป็นเหมือนได้เครื่องมือยิ่งกว่าอสูรกาย ชนชั้นนำไม่ใช่ปรสิต แต่สามารถยึดครองประเทศนี้ได้แล้ว


ฝากประชาชนว่า เราจำเป็นต้องเดินทางต่อสู้ต่อไป เราขอเพียงแต่ว่าให้อำนาจอยู่ในมือประชาชน แน่นอน มีประชาชนส่วนหนึ่งอาจจะยินดีรับเงิน เพราะว่าเขาอาจจะมองไม่เห็นพรรคการเมืองที่เป็นความหวังได้ รับเงินก็โอเคไปเลย เพราะว่าพรรคไหน ๆ ก็เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไข ก็คือทำให้การเมืองของภาคประชาชนนำหน้า แล้วพรรคการเมืองที่ก้าวหน้านั้นจะมีประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก 


แต่ว่าถ้าพรรคการเมืองเลี้ยวขวา หรือมุ่งหวังแต่เป็นรัฐบาลอย่างเดียว คุณก็จะแยกตัวเองออกจากประชาชนไป แน่นอน...ประชาชนก็อ่อนแอลง แต่พรรคการเมืองก็อ่อนแอลงด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอให้ประชาชนในส่วนที่ก้าวหน้ายังพยายามเดินทางต่อไป ดิฉันก็อายุมากแล้วนะ แต่ว่าก็คงจะไม่เหมือนบางคนที่ยังจะพยายามลงมานำการต่อสู้ ซึ่งสงสัยว่ามาทำการต่อสู้เพื่ออะไร บอกเลยว่าไม่ล้มรัฐบาล แล้วไปเล่นประเด็นชาตินิยมเป็นหลัก ดิฉันก็ตั้งข้อสงสัยว่า ผู้นำมวลชนในอดีตซึ่งเป็นฝ่ายมวลชนของระบอบอำมาตยาธิปไตยเต็มที่ ในครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริงใจประมาณแค่ไหน หรือจริง ๆ แล้วก็คือเพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงิน


เพราะฉะนั้น ประชาชนก็คงไม่หลงกลในเรื่องนี้ เดินทางต่อไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะว่าประเทศไทยนั้นยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ขณะนี้เป็นประชาธิปไตยของระบอบอำมาตยาธิปไตยค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #วุฒิสมาชิก #สว #วิกฤตการเมืองไทย