วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568

สส. พรรคประชาชนตั้งกระทู้สด ถามนายกรัฐมนตรี กรณีหลุมยุบกลางใจเมืองหลวง จะซ่อมแซมเสร็จเมื่อไร? จะมั่นใจได้อย่างไรว่ากระบวนการตรวจสอบจะโปร่งใส เป็นธรรม - อนุทินยืนยันไม่อุ้มซิโน-ไทยแน่นอน ไม่เกี่ยวข้องกันตั้งนานแล้ว

 


สส. พรรคประชาชนตั้งกระทู้สด ถามนายกรัฐมนตรี กรณีหลุมยุบกลางใจเมืองหลวง จะซ่อมแซมเสร็จเมื่อไร? จะมั่นใจได้อย่างไรว่ากระบวนการตรวจสอบจะโปร่งใส เป็นธรรม - อนุทินยืนยันไม่อุ้มซิโน-ไทยแน่นอน ไม่เกี่ยวข้องกันตั้งนานแล้ว


วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 28 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส. กรุงเทพฯ เขต 1 พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดถึงนายกรัฐมนตรีประเด็นหลุมยุบ โดยปารเมศกล่าวถึงเหตุหลุมยุบที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ถนนสามเสน หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลไม่ใช่หลุมขนาดใหญ่อย่างเดียว แต่เป็นการถล่มของความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อโครงการรัฐบาล 


นี่คือหลุมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยมีความลึกกว่า 50 เมตร กว้าง 30 คูณ 30 เมตร ที่ไม่ได้กลืนกินเพียงแค่ถนน แต่กลืนกินความรู้สึกความปลอดภัยในการใช้ชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ 


ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือประชาชนรู้สึกผวา ไม่กล้าใช้ถนนเส้นนี้ และถนนจุดอื่น โดยเฉพาะจุดที่กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้รับผลกระทบเป็นหมื่นคน ได้รับผลกระทบต่อการรักษาและการเดินทางสัญจร ชุมชน บ้านพักอาศัยและร้านค้าต้องสูญเสียรายได้ และกังวลความปลอดภัยตลอดเวลา น้ำประปาหยุดไหลกระทบชาวบ้านในพื้นที่นับสิบแห่ง คนได้รับผลกระทบเป็นหมื่น ไม่มีน้ำใช้เป็นเวลา 1-2 วัน การจราจรใจกลางเมืองปั่นป่วน ทั้งเสียเวลา ทั้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้เสียหายซ้ำซ้อน โดยสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยได้เสนอความเป็นไปได้ของการถล่มลงมา 3 ข้อ ดังนี้


ความเป็นไปได้ที่ 1 เกิดจากดินรองรับอุโมงค์บนและอุโมงค์ล่าง ไหลเข้าไปในอุโมงค์ล่าง เพราะมีปัญหาเรื่องจุดเชื่อมต่อ ทำให้อุโมงค์ชั้นบนสูญเสียชั้นดินที่รองรับ จึงอาจถล่มลงมา


ความเป็นไปได้ที่ 2 ดินรองรับอุโมงค์บนและอุโมงค์ล่าง สูญเสียกำลังในการรับน้ำหนัก เกิดการกลายสภาพเป็นของเหลว ทำให้ดินอ่อนตัวจนไม่สามารถค้ำอุโมงค์ได้ ส่งผลให้ทำให้อุโมงค์บนถล่มลงทับอุโมงค์ล่าง 


ความเป็นไปได้ที่ 3 ริงที่มีองค์ประกอบ 6 ตัว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรองรับน้ำหนัก หรือว่ามันจะเกิดจากความบกพร่องของโครงสร้างอุโมงค์ เนื่องจากอุโมงค์ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ ที่เรียกว่า “เว็ท” ต่อกันเป็นวงกลมหลายชั้น มีรอยต่อจำนวนมาก ถ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งชำรุด ก็อาจทำให้โครงสร้างพังทั้งระบบได้ 


ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม ถ้าโครงสร้างหลักอุโมงค์สร้างเสร็จและได้มาตรฐาน ต่อให้ฝนตกหนักเท่าไร หรือต่อให้น้ำจากท่อประปาแตก ก็ไม่ควรมีดินถล่มลงมาขนาดนี้ รัฐบาลมีหน้าที่ตามล่าหาความจริง มาเปิดเผยต่อสาธารณะโดยเร็วที่สุด ตราบใดที่รัฐบาลยังหาสาเหตุไม่เจอ ก็จะไม่มีวันแก้ไขปัญหานี้ได้เลย และจะไม่สามารถป้องกันไม่ให้เหตุนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต ประชาชนจะเชื่อมั่นต่อโครงการของรัฐได้อย่างไร กรณีนี้ อาจแย่กว่าตึกถล่มของ สตง. เพราะการถล่มของตึก สตง. เรายังรู้ที่มาชัดเจนว่าได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว 


โดยคำถามชุดแรก ดังนี้ หนึ่ง มาตรฐานในการแก้ไข จะคืนผิวถนนที่มีคุณภาพ ทำให้ประชนเชื่อมั่น และจะทำเสร็จเมื่อไหร่ รวมถึงการซ่อมอุโมงค์ด้วย สอง มาตรการเยียวยา จะช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนอย่างไร ทั้งผู้ประกอบการที่สูญเสียรายได้ ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณรอบข้าง ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไร และสาม มาตรการป้องกัน รัฐบาลมีมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สำหรับการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็น สายสีม่วง สายสีส้ม รวมถึงจะยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างที่มีความเสี่ยงนี้อย่างไร 


ด้านนายกรัฐมนตรี อนุทิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบกระทู้ถามสดว่า หลังจากที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เร่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แม่นยำและขอให้มีการรายงานผลการตรวจสอบทุกสัปดาห์ 


การตรวจสอบนี้มีความไม่สมบูรณ์ทางวิศวกรรมอย่างแน่นอน ซึ่งก็ใช้หลักเดียวกันกับกรณีที่เกิดเหตุที่ตึก สตง. ที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งขณะนั้นตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งให้จัดตั้งคณะกรรมการ ซึ่งก็ประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องด้านวิศวกรรม มีผู้แทนจากสภาวิศวกรจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนจากกรมโยธาธิการ 


ในกรณีนี้ เหตุเกิดที่กรุงเทพมหานคร จะขอให้ทางรัฐมนตรีคมนาคมได้เชิญผู้แทนจากกรุงเทพมหานครร่วมสอบสวนกรณีนี้ด้วย มั่นใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางวิศวกรรมศาสตร์ เราต้องพบจุดบกพร่องและนำมาชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบและหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีกในอนาคต 


สำหรับ 3 คำถามที่พรรคประชาชนสอบถามมานั้น อนุทินระบุว่า ขณะนี้ทาง รฟม. ได้เร่งรัดดำเนินการเพื่อคืนสภาพพื้นที่ในบริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าวให้แก่พี่น้องผู้สัญจรทั่วไป ตลอดจนพี่น้องประชาชนที่พักอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณนั้น รวมถึงให้ความดูแลผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ให้ได้รับการรักษาพยาบาลและทำงานอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้อาคารของสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ซึ่งอยู่สองข้างถนนของที่เกิดเหตุ


ทาง รฟม. ได้ให้ความมั่นใจมาว่า การคืนสภาพผิวจราจรบนถนนสามเสนจำนวนสองช่องจราจรจะใช้ได้ในวันที่ 9 ตุลาคม หรือวันพฤหัสบดีหน้าที่จะถึงนี้ โดยในระหว่างแก้ปัญหาและคืนสภาพพื้นผิวถนนในที่นี้ จะมีการติดตั้งเครื่องมือ ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารและจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง 


ขั้นตอนการคืนพื้นผิวถนน ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุเป็นต้นมาหลังจากที่เราหยุดการไหลของน้ำได้ มีการถมถุงทรายบริเวณช่องเปิดบนหลังคาอุโมงค์ เพื่อปิดรอยรั่วของอุโมงค์ จากนั้นก็มีการเทคอนกรีตเพื่อปิดช่วงที่แยกออก ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อ โดยทำการเทเป็นช่วงๆ เพื่อลดน้ำหนักที่จะกระทบกับหลุมป้องกันการทลายของดินด้านข้างเพิ่ม ความหนาของชั้นคอนกรีตประมาณ 5 เมตร และมีการปิดตำแหน่งที่ชำรุดของอุโมงค์ เพื่อไม่ให้มีการรั่วของน้ำผ่านเข้าไปได้อีก จากนั้นก็มีการฉีดพ่นคอนกรีตเพื่อป้องกันไม่ให้ดินบริเวณรอบข้างพังทลายลงมาอีกและเป็นการเคลียร์พื้นที่ด้วย ดำเนินการเสร็จแล้ว และมีการเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางจากซากปรักหักพักจากการยุบตัวของถนนออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ


เรื่องการซ่อมอุโมงค์ เมื่อมีการคืนพื้นผิวจราจร คืนไปสองเลนแล้ว ขณะนี้พื้นผิวบริเวณนั้นกำลังก่อสร้าง มีการรื้อย้ายระบบสายไฟฟ้าและระบบการจ่ายประปา ดังนั้น ก่อนเกิดเหตุก็วิ่งอยู่สองเลนอยู่แล้ว เราจะเร่งคืนพื้นผิวจราจรโดยด่วนก่อน โดยผู้รับจ้างก็จะต้องทำทำการซ่อมอุโมงค์ทั้งสองชั้นให้กลับมาใช้งานได้และมีความปลอดภัยตามสัญญาต่อไป


ในเรื่องของการเยียวยาผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้กำชับให้ทางกระทรวงคมนาคมและผู้ว่าการ รฟม. ด้วยตัวเองแล้วว่า แม้จะไม่ได้ระบุในสัญญาการก่อสร้างว่าต้องมีการเยียวยาอย่างไร แต่ถ้ามีเหตุอันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นเช่นนี้ ต้องถือว่าเป็นเหตุที่มีนัยสำคัญ ทางกระทรวงคมนาคมและ รฟม. ต้องหารือและสั่งการให้ผู้รับจ้างชดใช้ ช่วยเหลือ สนับสนุน ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่ 


ส่วนเรื่องมาตรการป้องกัน ขณะนี้ทางกระทรวงคมนาคมจะเร่งจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ และนำผลมาศึกษาวิเคราะห์ หาว่าความบกพร่องหรือความผิดพลาดอยู่ตรงไหน และต้องออกมาตรการการก่อสร้างใหม่ขึ้นมา ถ้าพบว่าเป็นความผิดพลาดจากเทคนิค ต้องสร้าง Method of Construction ใหม่ขึ้นมา แต่ถ้าเกิดขึ้นจากความสะเพร่าเลินเล่อของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่ ไม่มีการยกเว้น ความเสียหายจากข้อผิดพลาดนั้นถูกระบุในสัญญาแน่นอนว่า ผู้รับจ้างต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม และดำเนินการตามดีไซน์แบบก่อสร้างอย่างเคร่งครัด 


จากนั้น สส. ปารเมศ ได้สอบถามย้ำถึงประเด็นที่สังคมจับตา เรื่องที่รัฐบาลจะตรวจสอบเหตุการณ์นี้ได้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาหรือไม่ เมื่อเป็นเรื่องที่ทราบกันเชิงประจักษ์แล้วว่าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในส่วนนี้มีผู้รับจ้างคือกลุ่มกิจการร่วมค้า ช. การช่าง ซิโน-ไทย เป็นผู้รับจ้างงานออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์ สิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความกังขาถึงความโปร่งใสในเหตุการณ์นี้ คือความเกี่ยวพันทางการเมืองที่ไม่อาจปฏิเสธได้และเป็นที่ทราบกันดีว่า นายกรัฐมนตรีเคยเป็นอดีตผู้บริหารบริษัทซิโน-ไทยครับ ซึ่งนักข่าวได้พยายามถามถึงประเด็นนี้ต่อนายกรัฐมนตรีแต่คำตอบที่ได้คือการเดินหายไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่แปลกที่ประชาชนจะตั้งคำถามในเรื่องของการตรวจสอบที่โปร่งใสหรือไม่ 


ปารเมศกล่าวต่อไปว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีเคยมีอดีตที่เชื่อมโยงกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการสอบสวนทางนี้จะโปร่งใสไม่ถูกบิดเบือนและจะไม่ให้ความรับผิดชอบหายไปกับหลุมที่ยุบไป


ตัวอย่างจากประเทศที่ชัดเจนเหตุการณ์ที่สะท้อนการลงโทษผู้รับเหมาในโครงการของรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างรุนแรงคือกรณีอุโมงค์ซาซาโกะถล่มในปี 2012 การสอบสวนนำไปสู่การเรียกร้องค่าเสียหายการดำเนินคดีอาญา และการที่บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นถูกแบล็คลิสต์ ระงับสิทธิในการรับโครงการจากภาครัฐเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อความประมาทเลินเล่อที่เกิดขึ้นที่ส่งผลต่อสาธารณะ แต่ประเทศไทยในวันนี้ เรามีหลุมยักษ์อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ประชาชนกลับยังไม่ได้ยินสักคำคำยืนยันหนักแน่นจากท่านนายกรัฐมนตรีว่ารัฐบาลจะสอบสวนและเอาผิดผู้รับเหมา หากมีความผิดอยู่จริง 


ปารเมศย้ำถามว่า ถ้าพบความบกพร่องของการก่อสร้างหรือการออกแบบจะมีการดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายจากผู้รับจ้างหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างไร จะมีการพิจารณาแบล็คลิสต์หรือระงับการรับงานโครงการภาครัฐในอนาคตหรือไม่ 


ตามด้วยคำถามที่ 2 รัฐจะมีค่าปรับอย่างไร ถ้าการส่งมอบช้ากว่ากำหนด หากพบว่าเป็นความผิดพลาดทางวิศวกรรมที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะอย่างร้ายแรงครั้งนี้ และคำถามที่ 3 ครับ จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดข้อครหาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มีสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญจากประชาชนมากน้อยแค่ไหน เพราะนี่จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและกระบวนการในการตรวจสอบเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งใหญ่ครั้งนี้ต่อประชาชน


อนุทิน ตอบคำถามดังกล่าวว่าได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2547 รวมแล้ว 21 ปี พร้อมยอมรับว่ามาจากภาคเอกชนในอดีตไม่ต่างจากผู้สถาปนาพรรคอนาคตใหม่ที่มาจากภาคเอกชนเหมือนกันนะครับเมื่อมาทำงานก็ารเมืองก็รู้ข้อจำกัดเหล่านี้ดีและต้องเคลียร์ตัวเอง


อนุทินระบุว่า ได้ออกจากการเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนที่ไม่ใช่แค่บริษัท ซิโน-ไทย แต่ทุกบริษัท ตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อนที่เคยเป็นทั้งกรรมการ และผู้บริหารหลายบริษัทด้วยกัน ก็ต้องละทิ้งตำแหน่งเหล่านั้นเพื่อมาทำงานทางด้านการเมืองแล้วก็สละเรื่องของสิทธิต่างๆ ตลอดจนสุดท้ายก็คือเมื่อมีการเลือกตั้งปี 2562 และได้ขายหุ้นในบริษัทซิโน-ไทยผ่านช่องทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจนหมดไม่เหลือแม้แต่หุ้นเดียว ไม่มีส่วนในการถือหุ้นใดๆ ที่มีความขัดแย้งนะครับต่อรัฐธรรมนูญหรือต่อ กฎระเบียบที่กำหนดไว้ในการที่มาทำงานทางการเมืองและเมื่อมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วยก็เคลียร์ทุกเรื่องออกหมดแล้ว 


อนุทินยืนยันว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกิจการภาคเอกชนใดๆ เลยตั้งแต่ลาออกมาทำงานภาคการเมืองตั้งแต่ปี 2547 เมื่อพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปในปี 2549 ก็ไม่ได้กลับเข้าไปทำงานบริษัทเอกชนอีก ดังนั้นในเรื่องของการปกป้องเพื่อให้บริษัทดังกล่าวได้รับประโยชน์ไม่มี เหมือนคนไม่รู้จักกันแล้ว ขอให้สัตยาบันว่า จะไม่เข้าไปเกี่ยวพันกับการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีดังกล่าว เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเลือกเองตามความเหมาะสม มีความเป็นกลาง หากพบว่ามีการบกพร่องหรือผิดพลาดในการในขั้นตอนการก่อสร้างหรือทำผิดด้วยความสะเพร่าเลินเล่อ ส่วนใหญ่ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ 


จากนั้นปารเมศยังทิ้งท้ายไว้อีกว่า เรื่องคณะกรรมการการตรวจสอบ ควรจะมีองค์กรที่เป็นอิสระที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ เข้าร่วมการตรวจสอบด้วยและเป็นจำนวนที่มากเพียงพอที่จะให้ความเห็นที่มีน้ำหนักแล้วประชาชนก็จะติดตามผลต่างๆ ในการตรวจสอบของคณะกรรมการด้วย ขอให้ผลการตรวจสอบแต่ละขั้นตอนมีการเปิดเผยต่อสาธารณะและขอนายกรัฐมนตรีใช้ความกล้าหาญทางการเมืองดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมานะครับ 


นอกจากนี้ ควรติดตามเรื่องระบบ Cell Broadcast เนื่องจากประชาชนไม่รู้ว่าจะรับข่าวสารที่แม่นยำและรวดเร็วจากไหน น้ำจะไหลกี่โมง บ้านพวกเขาจะยังปลอดภัยหรือไม่ เขาต้องลี้ภัยหรือเปล่า นี่คือความไม่ชัดเจนครับ มันคือความมืดมนท่ามกลางโศกนาฏกรรม จากนั้น ก็ขอให้สภาได้มีส่วนร่วมในการหาทางออกอย่างรอบด้าน พรรคประชาชนจะยื่นญัตติด่วนให้เพื่อนสมาชิกได้เสนอข้อคิดเห็นและความเห็นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์รวมถึงการตรวจสอบในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #หลุมยุบ

“เชตวัน” เผยหลักฐาน “กองทัพเรือ” ส่อทุจริตหรือไม่ 3 กรณี “ใช้พลทหารทำงานเอกชน – ลักลอบขนน้ำมันออก – จัดซื้อจัดจ้างปลอมไม่มีของ” เล็งชง กมธ.การทหาร - ลุยพื้นที่ตราด

 


“เชตวัน” เผยหลักฐาน “กองทัพเรือ” ส่อทุจริตหรือไม่ 3 กรณี “ใช้พลทหารทำงานเอกชน – ลักลอบขนน้ำมันออก – จัดซื้อจัดจ้างปลอมไม่มีของ” เล็งชง กมธ.การทหาร - ลุยพื้นที่ตราด


วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการทหาร กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่มีประชาชนร้องเรียนเข้ามา เพื่อให้ กมธ.ทหาร ตรวจสอบใน 3 กรณี ซึ่งเกิดขึ้นที่ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด กองทัพเรือภาคที่ 1 (ฐตร.ทรภ.1) อ.แหลมงอบ จ.ตราด ว่าจะมีการทุจริตหรือไม่ 


โดยในกรณีแรก คือการส่งพลทหารไปทำงานที่ท่าเรือเฟอร์รี่ของเอกชน ไปเป็นลูกเรือ เป็นคนคอยโบกรถที่มาขึ้นเรือ ให้กับเรือข้ามฟากแหลมงอบ-เกาะช้าง ซึ่งในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปะทะกันแบบนี้ แต่ยังมีคนแสวงหาผลประโยชน์จากการส่งพลทหารไปทำงานให้กับเอกชน แล้วถามว่ารายได้เข้ากระเป๋าใคร ยังไม่นับว่านี่ไม่ใช่ภารกิจทางการทหาร ทั้งนี้ ตนเคยอภิปรายไว้ว่าถ้าเราจะมีพลทหารไปใช้งานที่ไม่ใช่ภารกิจทหารอย่างนี้ สามารถรีดไขมันลดจำนวนทหารที่ต้องบังคับเกณฑ์ลงได้อีก 


กรณีที่สอง น้ำมันเชื้อเพลิงถูกลักลอบนำไปขายให้กับคนบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจของทหารหรือไม่ โดยมีหลักฐานเป็นเอกสารรายละเอียดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีบริการ ฐตร.ทรภ.1 ซึ่งเป็นการลงบันทึกเบิกน้ำมันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2568 โดยรายการอื่นๆ นั้นเป็นปกติ แต่ในส่วนที่น่าสงสัยคือการเบิกที่มีหลักฐานการจ่ายที่ระบุว่า “แม็คโคร” (รถแบคโฮ หรือ รถขุดตัก ) เป็นน้ำมันดีเซล เบิกครั้งละ 1,000 ลิตร โดยมีรถกระบะที่บรรทุกถังน้ำมันขนาด 1,000 ลิตร มารับไปต่อเนื่อง รวมๆ แล้วตลอดระยะเวลาช่วงนี้นับหมื่นลิตร ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันว่าในส่วนที่ระบุว่า “แม็คโคร” นั้น เป็นน้ำมันที่จะนำไปส่งให้กับ “เสี่ย ก.” ซึ่งเป็นการลักลอบนำน้ำมันทหารไปขายหรือไม่?


และกรณีที่สาม พบเอกสารรายละเอียดแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ 2568 กลยุทธ์ด้านการส่งกำลังบำรุง ฐตร.ทรภ.1 ซึ่งระบุการจัดซื้อจัดจ้าง ยอดจัดซื้อจัดจ้าง ผู้ได้งาน การหัก 16 % เป็นเงิน และคงเหลือ ซึ่งคาดว่าเป็นเอกสารที่จัดทำรายงานกันเอง อยากให้ตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่จากที่มีการจัดทำเอกสารนี้ เพราะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่มีลักษณะเป็นการซื้อใบเสร็จ หัก 16 เปอร์เซ็นต์ตอบแทน และเงินคงเหลือเข้าไปสู่กระเป๋าในการกระทำทุจริตหรือไม่ เพราะบริษัทที่ได้งานส่วนใหญ่เป็นบริษัทเดิมๆ ขณะที่บริษัทอื่นๆ ที่ไม่ใช่บริษัทดังกล่าว เกือบทั้งหมดในช่องหมายเหตุมีการระบุว่า “ซื้อจริง” ดังนั้น หมายความว่าบริษัทผู้ได้งานที่ไม่มีการซื้อจริงนั้น ไม่มีของหรือไม่มีการซ่อมบำรุงตามการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่


ทั้ง 3 กรณี ได้รับการร้องเรียนให้ช่วยตรวจสอบ ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ ตนจะนำเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุม กมธ.การทหาร ขณะเดียวกันจะเสนอให้มีการลงพื้นที่ จ.ตราด ซึ่งนอกจากจะไปติดตามสถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว จะไปตรวจสอบในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนที่ ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด กองทัพเรือภาคที่ 1 นี้ด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการการทหาร #พรรคประชาชน




คณะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ แถลงผลการประชุมปัญหาการฟอกเงินกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย เผย "เบน สมิธ" บินออกนอกประเทศแล้ว เมื่อ 29 ก.ย. ชี้พบข้อมูลน่ากังวลหลายเรื่อง เล็งสอบต่อ สัปดาห์หน้า เชิญ "ธรรมนัส-ไชยชนก-ธปท." แจง

 


คณะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ แถลงผลการประชุมปัญหาการฟอกเงินกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย เผย "เบน สมิธ" บินออกนอกประเทศแล้ว เมื่อ 29 ก.ย. ชี้พบข้อมูลน่ากังวลหลายเรื่อง เล็งสอบต่อ สัปดาห์หน้า เชิญ "ธรรมนัส-ไชยชนก-ธปท." แจง


วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมซึ่งพิจารณาปัญหาการปรามสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และกรณีของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ที่สงสัยว่าเป็นหัวขบวนสำคัญระดับแมมมอสของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ว่า จากการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทราบว่าปัจจุบัน นายเบนจามิน สมิธ ได้หลบหนีออกจากประเทศไทยไปแล้ว โดยเดินทางด้วยไพรเวทเจต T7-TCB เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยไม่ทราบว่าประเทศปลายทางเป็นประเทศอะไร 


นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่าที่ประชุมได้ถามย้ำต่อกรณีการให้สัญชาตินายเบนจามิน เบื้องต้น กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่าเนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการและมีปัญหาเรื่องของข้อตุกติกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ปรึกษาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสมเด็จฮุน เซน จึงยืนยันว่ายังไม่มีการให้สัญชาติใดๆในเวลานี้ อย่างไรก็ดีมีประเด็นที่กมธ.กังวลใจ คือ ความเชื่อมโยงกับบริษัทฮุยวัน และ ฮุยวัน PLC ซึ่งมีเงินไหลเวียนบริษัทนี้ 3 ล้านล้านบาทโดยเชื่อว่าเงินส่วนใหญ่ที่ไหลเวียนเป็นเงินที่มาจากการฟอกเงิน


"จากการสอบถามข้อเท็จจริง มีการเชื่อมโยงไปถึงการซื้อทองคำจากฝั่งกัมพูชามาที่ประเทศไทย และมีการพูดถึงการฟอกเงินในปัจจุบัน โดยทางตำรวจไซเบอร์ได้ระบุว่าการฟอกเงินในปัจจุบัน มีการทำธุรกรรมเปลี่ยนเป็นคริปโตและหลีกเลี่ยงไปซื้อทองคำ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงน่าเชื่อว่าการที่ประเทศไทยส่งออกทองคำไปกัมพูชาจำนวนมาก อาจจะเชื่อมโยงบางอย่างกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์" นายรังสิมันต์ กล่าว


ขณะนี้สันติบาลอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นด้านความมั่นคงและยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการให้สัญชาติไทย ด้านสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กำกับดูแลเรื่อง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติประเภทหนึ่งที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน โดยมีการประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันอาชญากรรมดังกล่าว ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะ กมธ. มีข้อเสนอ ดังนี้


1. ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดการประสานงานในการรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน จึงควรมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงสำหรับการดำเนินการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ


2. มีการนำข้อมูลไบโอเมทริกข์ของประชาชนกว่าล้านคนไปแลกกับโทเคนดิจิทัล ผ่านการสแกนม่านตา ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและกระทบต่อความสงบเรียบร้อย จำเป็นต้องมีการตรวจสอบและดำเนินการป้องกัน รวมทั้งเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวโดยด่วน


นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การประชุมในสัปดาห์หน้า กมธ.ฯจะเชิญบุคคลหลายคนมาให้ข้อมูล ทั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่เป็นผู้รู้จักและมีภาพถ่ายทำบุญร่วมกันกับนายเบนจามิน จึงเชื่อว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน รวมถึงเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เข้าชี้แจงกรณีพูดถึงสินบน 40 ล้านบาท แลกกับการไม่ดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และอีกหลายหน่วยงานเข้าชี้แจง รวมทั้งจะเชิญกองทัพเรือ มาชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่ากองทัพเรือจะใช้อาคารที่ตั้งของสแกมเมอร์เป็นหน่วยประสานงาน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #รังสิมันต์โรม

‘รังสิมันต์’ ลุยสอบ สแกมเมอร์ระดับโลก สมคบคิดนักการเมือง หวังฮุบพลังงานไทย เล็งเชิญบริษัทเอกชนให้ข้อมูลกมธ. ชี้ ไชยชนก ตั้งกก.สอบสินบน 40 ล้าน แค่ทำขั้นต่ำ

 


รังสิมันต์’ ลุยสอบ สแกมเมอร์ระดับโลก สมคบคิดนักการเมือง หวังฮุบพลังงานไทย เล็งเชิญบริษัทเอกชนให้ข้อมูลกมธ. ชี้ ไชยชนก ตั้งกก.สอบสินบน 40 ล้าน แค่ทำขั้นต่ำ


วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 9.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงวาระการประชุม กมธ.ฯ เพื่อพิจารณาปัญหาการปรามสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ว่า เราพิจารณาเรื่องนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ โดยเฉพาะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ ที่พบว่านายเบนจามิน อาจจะเป็นหัวขบวนสำคัญระดับแมมมอสของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ที่กำลังนำเงินผิดกฎหมายเหล่านี้มายึดประเทศไทย


ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจพลังงาน ผ่านธนาคารหรือบริษัทต่างๆ รวมถึงอาจจะใช้เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วเร่งรีบในการฟอกเงินเป็นจำนวนเงินหลายแสนล้านบาท ซึ่งเมื่อเราเจอคีย์แมนคนสำคัญอาจจะต้องเข้าไปจัดการ จึงเป็นที่มาที่กมธ.ความมั่นคงฯ ต้องพิจารณาเรื่องของบุคคลคนนี้


เมื่อถามว่า จะต้องเชิญนายเบนจามินมาให้ข้อมูลหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า พูดตรงๆ ตนไม่รู้จะไปเชิญที่ไหนเหมือนกัน แต่เรื่องนี้อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะเชิญนายเบนจามิน เพราะหลักๆ เราให้ความสำคัญในเรื่องของหน่วยงานของรัฐที่จะให้ข้อมูลต่างๆ และบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ตนมองว่าน่าสนใจ แต่เนื่องจากตัวละครมีจำนวนมาก เราจึงเอาหน่วยงานหลัก ๆ ก่อนไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นคนเดียวกัน ซึ่งเข้าใจว่าท่านคงไม่มาและมอบหมายให้คนอื่นมา รวมถึงวันนี้มีการเรียกตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งหวังว่าจะได้รับความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การทลายหัวขบวนแก๊งสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยแต่เป็นของโลก


เมื่อถามว่า ต้องมีการเชิญร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาให้ข้อมูลด้วยหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เบื้องต้นจะมีการพิจารณากันอีกครั้ง แต่ร.อ.ธรรมนัสอยู่ในเป้าหมายที่เราจำเป็นต้องเชิญมาให้ข้อมูลอยู่แล้ว แต่วันนี้เราเอาหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักก่อน ร.อ.ธรรมนัสยังอยู่ในฐานะพยานที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด พอๆ กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจากนายทักษิณยังถูกจำคุกอยู่ จึงยังเชิญมาไม่ได้ แต่เบื้องต้นอาจจะมีการเชิญร.อ.ธรรมนัส มาอีกครั้ง ซึ่งจะต้องรอดูการพิจารณาในกมธ.ฯ วันนี้ให้ข้อมูลสะเด็ดน้ำมากขึ้นก่อน


เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณาเรื่องเงินสินบน 40 ล้านบาทด้วยหรือไม่ เพราะอาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อาจจะมีความเชื่อมโยงกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักคือเรื่องของนายเบนจามิน เพราะเราอยากทลายหัวขบวนของแก๊งสแกมเมอร์ แต่เงินสินบน 40 ล้านบาทนั้น เรายังไม่ทราบว่ามีการเชื่อมโยงกับเรื่องของนายเบนจามินมากน้อยเพียงใด ซึ่งเรามีความเป็นห่วงว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน หากมีความเกี่ยวข้องจริงก็จะเป็นเรื่องที่ใหญ่มากและใหญ่กว่าเดิม เพราะแม้แต่รัฐมนตรีก็สามารถซื้อได้ เป็นเรื่องที่อาจจะต้องมีการถามกันต่อไป


เมื่อถามถึง กรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบเรื่องดังกล่าวแล้วนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สิ่งที่นายไชยชนกทำคือขั้นต่ำ ซึ่งก็ยังไม่มีไทม์ไลน์หรือเฮดไลน์ออกมาว่าจะมีบทสรุปออกมาอย่างไร หากนายไชยชนกยังถูกซื้อ แล้วหน่วยงานอื่นๆ จะถูกซื้อไปด้วยหรือไม่ จะมีการจ่ายสินบนในลักษณะเช่นนี้ด้วยหรือไม่ สิ่งที่นายไชยชนกพูดถ้าจะมีประโยชน์ คือการทำให้เราเกิดคำถามและเข้าใจว่าวันนี้ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยังปราบไม่ได้สักครั้ง เพราะหน่วยงานของรัฐอาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับสินบนด้วยหรือไม่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รังสิมันต์โรม #กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ #สแกมเมอร์

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568

“โรม” รับ ไม่ทราบ “ภท.” จะทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 พร้อมเลือกตั้ง หวั่น เผยความลับชาติ ให้กัมพูชารู้ ชี้ ขนาดสภาฯ ยังเป็นประชุมลับ เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จี้ "อนุทิน-ภท." แจงประชาชน ต้องหากลไกลอื่นรองรับหากยกเลิก

 


“โรม” รับ ไม่ทราบ “ภท.” จะทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 พร้อมเลือกตั้ง หวั่น เผยความลับชาติ ให้กัมพูชารู้ ชี้ ขนาดสภาฯ ยังเป็นประชุมลับ เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จี้ "อนุทิน-ภท." แจงประชาชน ต้องหากลไกลอื่นรองรับหากยกเลิก 


วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 13.50 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลังจากที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะทำประชามติ ยกเลิก MOU 43 และ 44 ในฐานะที่เป็นประธานกมธ. เห็นด้วยที่จะยกเลิกและทำประชามติหรือไม่ ว่า เมื่อวาน (30 ก.ย.) ตนได้อภิปรายเรื่องนี้ ถ้าจะทำประชามติ ต้องทำให้ประชาชนมีข้อมูลพอ แต่ก่อนที่จะทำให้ประชาชนมีข้อมูลพอ เราต้องยอมรับกันก่อนว่าเรื่อง MOU เป็นข้อมูลละเอียดอ่อนหลายอย่าง ไม่เช่นนั้นสภาฯ คงไม่มีการประชุมลับ คำถามของตนคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะทำอย่างไรที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลในการตัดสินใจ เรื่องนี้โดยฝ่ายกัมพูชาไม่รู้ ซึ่งอาจจะมีวิธีก็ได้แต่ตนยังไม่รู้ แต่หากไม่มีวิธีแล้วฝ่ายกัมพูชารู้ จะส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของชาติหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ตนพยายามถามแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ


นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอสื่อมวลชนช่วยถามนายอนุทิน ให้ด้วยว่าตกลงทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นสภาฯ จะประชุมลับกันไปทำไม และมากไปกว่านั้นสภาฯ ยังมีการตั้งกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ ที่นำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และแม้กระทั่งสส.และสว. ด้วยกัน ตนมั่นใจว่าแต่ละคนก็มีข้อมูลไม่เท่ากัน ดังนั้น เมื่อจะตัดสินใจไปลงประชามติ เรื่องที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า อย่างเช่น รัฐธรรมนูญ ยังใช้เวลาศึกษานาน ซึ่งต้องคิดให้รอบคอบ ตนขอยกตัวอย่างความท้าทายต่อไป ว่าหากยกเลิกไปแล้วกัมพูชาอ้างว่า ต่อไปไม่มีกลไก คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กัมพูชาจะใช้เหตุนี้อ้างเพื่อไปศาลโลก หรือหากเราไม่มี MOU 43 แล้ว จะต้องมีอะไรมาแทนหรือไม่ จะต้องมีแผนหลายขยัก และต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบ หรือแม้กระทั่ง MOU 44 การเอาผลประโยชน์ทางทะเล ไปปนกับเรื่องการที่จะต้องมาตกลงเรื่องอาณาเขตทางทะเล ก็อาจจะมีปัญหาบางอย่าง


"ขณะเดียวกันเราก็ต้องดูว่าบางบริษัทเดียวกันที่ได้ลงทุนไปแล้ว จะมาฟ้องประเทศไทยหรือไม่ กลัวว่าจะซ้ำรอยกรณีคิงส์เกต เรื่องเหล่านี้มีรายละเอียดไม่ใช่ใครจะตัดสินใจได้ทันที การตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ง่าย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจุดยืนของตนคือเอาข้อมูลมากาง ยึดเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ"นายรังสิมันต์ กล่าว


เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการทำประชามติยกเลิก MOU เพื่อหวังผลทางการเมืองในการเลือกตั้ง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นภาระของนายอนุทินที่จะต้องอธิบาย พวกตนไม่เคยรู้มาก่อน ว่าจะมีการเสนอให้ทำประชามติเรื่องนี้ จึงเป็นภาระของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องอธิบายเรื่องนี้ และทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ดี และเป็นภาระของพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ไม่ให้ความลับของชาติตกไปอยู่ในมือของกัมพูชา นั่นคือสิ่งที่นายอนุทินต้องตอบคำถาม


เมื่อถามต่อว่าหากยังเดินหน้าทำประชามติเรื่องนี้ จะเป็นผลดีหรือผลเสียมากกว่า นายรังสิมันต์ กล่าวว่า แน่นอนว่ามีข้อกังวลหลายด้าน แต่อยู่ที่ว่าใครจะพูด บางคนบอกว่าทำประชามติแล้วจะเกิดความสับสนหรือไม่ แต่แน่นอนว่าเรื่องความสับสน ค่อยมาหาทางกัน แต่ส่วนตัวของตนนั้นคิดว่ามาคุยกันเรื่องหลักดีกว่า เพราะตนเป็นห่วงเรื่องผลประโยชน์ของชาติ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #MOU

ศูนย์ทนายฯ เผย “ไผ่ จตุภัทร์” เล่า ถูกข่มขู่จากผู้คุม หลังประท้วงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เหตุไม่ย้ายแดน หลังครบกักตัว 5 วัน ด้านทนายยื่นหนังสือถึงผบ.เรือนจำพิเศษฯ ให้ตรวจสอบ จนท.ว่าเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ และขอให้ย้ายตัว ไผ่-ครูใหญ่ ไปแดน 4 เพื่อลดความขัดแย้งในเรือนจำ

 


ศูนย์ทนายฯ เผย “ไผ่ จตุภัทร์” เล่า ถูกข่มขู่จากผู้คุม หลังประท้วงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เหตุไม่ย้ายแดน หลังครบกักตัว 5 วัน ด้านทนายยื่นหนังสือถึงผบ.เรือนจำพิเศษฯ ให้ตรวจสอบ จนท.ว่าเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ และขอให้ย้ายตัว ไผ่-ครูใหญ่ ไปแดน 4 เพื่อลดความขัดแย้งในเรือนจำ


วันนี้ (1 ตุลาคม 2568 ) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งถูกส่งตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ มายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมกับ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ เพื่อเข้าร่วมการสืบพยานที่ศาลอาญาระหว่างวันที่ 24-26 ก.ย. 2568 ในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร


ไผ่ได้แจ้งผ่านทนายความว่า เขายังคงอยู่ถูกคุมขังอยู่ในแดน 2 ซึ่งเป็นแดนแรกรับทั้งที่ครบกำหนดกักตัวตามกำหนด 5 วันแล้ว เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 และเพื่อนผู้ต้องขังในแดนซึ่งถูกคุมขังในห้องอื่นได้ถูกจำแนกตัวไปยังแดนต่าง ๆ แล้ว ทำให้ไผ่รู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้ง จึงทำการประท้วงโดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องนอน


ผมเข้ามาเรือนจำวันที่ 23 ก.ย. เมื่อวาน (29 ก.ย.) ครบกำหนดกักตัวห้าวัน ต้องย้ายแดนแต่เขา (ผู้คุม) ไม่ย้าย ผมเลยนำผ้าไปปิดกล้อง ทำให้ผู้คุมที่ชื่อ พิพัฒน์ชล หินสุข ไม่พอใจ เขาได้นำตัวผมไปใส่กุญแจมือไขว้หลัง และให้มีคนประกบผมซ้ายขวาสี่คน ทั้งที่ผมไม่ได้ขัดขืนหรือใช้ความรุนแรงอะไร ขนาดตำรวจยังไม่เคยใส่กุญแจมือไขว้หลังเลย เขาก็เรียกผมไปด่าและข่มขู่ และทำบันทึกแต่ผมไม่ได้ลงชื่อ”


นอกจากนี้ ไผ่ได้เปิดเผยว่า “ไบรท์ ชินวัตร” ซึ่งอยู่ในแดนเดียวกัน ได้มายืนดูเขาที่กำลังถูกนำตัวไป ไบรท์ยังต้องถูกให้ทำบันทึกว่ามีการกระด้างกระเดื่องไปด้วย ไผ่มองว่าการกระทำของผู้คุมเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ โดยยังมีการประกาศเสียงตามสายด้วบถ้อยคำหยาบคาย ให้นำตัวคนที่ปิดกล้องวงจรปิดมาด้วย


ในวันถัดมา (30 ก.ย.) สันติ ป้องนพ ผู้คุมอีกคนหนึ่ง ได้เข้ามาตรวจในห้องกักและพบข้อความ ‘ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy’ บนผนังกำแพงเขียนด้วยกาแฟ ผู้คุมจึงขู่ว่าจะย้ายเขาไปแดน 8 เพื่อฝึกวินัย


ที่ผมว่าเกินไป คือเขาเอาผู้ต้องขังในห้องเดียวกับผมไปสอบทีละสองคนและย้ายไปห้องอื่นด้วย เดิมห้องผมมี 12 คน ย้ายออกไป 4 คน แต่เขาต้องย้ายไปห้องอื่นที่มีคนมากกว่าห้องผมและต้องกักตัวเพิ่ม มันเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุหรือเปล่า ผมมองว่าเขาพยายามกลั่นแกล้งทุกวิถีทาง”


ทนายได้แจ้งกับไผ่ว่าจะทำหนังสือถึงเรือนจำเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น และคุยเรื่องกิจกรรม #Run2free ให้ไผ่ฟัง พร้อมทั้งเล่าถึงกิจกรรม #ConThai คารวานรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญ 77 จังหวัดที่ประกาศวันในการทำกิจกรรมในพื้นที่ภาคอีสาน ไผ่บอกว่าเขาคาดหวังว่าหากเขาต้องอยู่ในเรือนจำ กิจกรรมรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญที่เขาทำก่อนหน้าเข้าเรือนจำ ก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ และฝากคนด้านนอกสนับสนุน #ConThai ด้วย


ในวันนี้ (1 ต.ค. 2568) ทางทนายความได้ยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขอให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ว่าเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ และขอให้ย้ายตัวจตุภัทร์ พร้อมอรรถพล ไปยังแดน 4 เพื่อลดความขัดแย้งภายในเรือนจำต่อไป


ปัจจุบัน ไผ่ถูกคุมขังพร้อมกับครูใหญ่ในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน โดยในวันที่ 3 ก.ย. 2568


ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุกคนละ 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 (ไผ่) กึ่งหนึ่ง เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน


ภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษา ไผ่และครูใหญ่ได้ยื่นขอประกันตัวรวม 3 ครั้งแล้ว แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต โดยอ้างเหตุว่า “หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจจะหลบหนี”


อย่างไรก็ตาม ไผ่และครูใหญ่ได้ไปตามนัดหมายตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนกระทั่งวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ผ่านมา โดยไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส #ไผ่จนุภัทร์ #มาตร1112

“ณัฐพงษ์” ได้รับคัดเลือกเป็น TIME100 Next 2025 ในหมวดผู้นำ " ชูปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ นำประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มาสู่ประเทศไทย

 


ณัฐพงษ์” ได้รับคัดเลือกเป็น TIME100 Next 2025 ในหมวดผู้นำ " ชูปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ นำประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มาสู่ประเทศไทย


เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นิตยสาร Time ได้เผยแพร่รายชื่อ 100 บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น TIME100 Next หรือบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปีในด้านต่างๆ ทั้งศิลปิน ผู้มีพสวรรค์ด้านต่างๆ นักนวัตกรรม ผู้นำ และนักเคลื่อนไหว ประจำปี 2025


โดยในปี 2025 นี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลแห่งปี ในหมวด Leader (ผู้นำ)


โดยบทความแนะนำบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Time ได้ระบุถึงณัฐพงษ์ไว้ว่าเป็นผู้นำของพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของพรรคก้าวไกล ที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2023 โดยหลังจากพรรคก้าวไกลถูกยุบในปี 2024 สส. ที่เหลืออยู่ทั้ง 143 คนได้ร่วมกับพรรคประชาชนและผลักดันณัฐพงษ์ให้ขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร


บทความแนะนำบุคคลดังกล่าวยังระบุว่าหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งนายกรัฐมนตรีให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในเดือนสิงหาคม การเลือกตั้งใหม่ก็กำลังใกล้เข้ามา และคนหนุ่มสาวของไทยหลายคนต่างคาดหวังว่าณัฐพงษ์จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำของประเทศ โดยณัฐพงษ์มีวิสัยทัศน์ที่ต้องการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ การขจัดความไม่เป็นธรรมทางสังคม เพื่อนำพาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มาสู่ประเทศไทย


(https://time.com/.../7318839/natthaphong-ruengpanyawut/...)

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #TIME100Next2025