วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

กิจกรรม #เขียนจดหมายหน้าเรือนจำ วันนี้คึกคัก!!! ท่ามกลางเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสังเกตการณ์


กิจกรรม #เขียนจดหมายหน้าเรือนจำ วันนี้คึกคัก!!! ท่ามกลางเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสังเกตการณ์

ยูดีดีนิวส์ : 9 ก.ค. 63 เวลา 10.00 น. ที่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีการนัดหมายทำกิจกรรม #เขียนจดหมายหน้าเรือนจำ พร้อมกันนี้มีการถายรูป พบปะพูดคุยสนทนาและรับประทานอาหารร่วมกันด้วย


 โดยมีมวลชนเดินทางมารอร่วมกิจกรรมตั้งแต่ก่อนเวลานัดหมาย เมื่อ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ เดินทางมาถึงก็ได้เริ่มทำกิจกรรมดังกล่าวด้วยความอบอุ่น ทุกคนตั้งใจเดินทางมาเพื่อเขียนจดหมายส่งเข้าไปในเรือนจำ ถึงแกนนำที่ได้เสียสละอิสรภาพตนเองในการต่อสู้ของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ชะตากรรมของพวกเขากลับต้องมาติดคุกติดตาราง


 ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19 ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีข้อบังคับอย่างเคร่งครัดที่ไม่สามารถให้เข้าเยี่ยมได้ ยกเว้นทนายความที่ดูแลรับผิดชอบ ดังนั้นการเขียนจดหมายจึงเป็นทางเดียวในการสื่อสารถึงแกนนำให้รับรู้ว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมากที่ยืนเคียงข้างและรอคอยวันที่แกนนำจะได้รับอิสรภาพอีกครั้ง


 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้มีจดหมายนับร้อยฉบับที่เขียนในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งเวลา 14.00 น. ก็จะมีทีมงานรวบรวมนำไปหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ของเรือนจำ และผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า นอกจากประชาชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมดังกล่าว ปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบประมาณ 10 นาย มาสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบอีกด้วย




วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ธิดา ถาวรเศรษฐ : เล่าข่าวหน้าเรือนจำฯ 08 07 63

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

บทสรุปอันแตกต่าง คดีการเมืองคู่ขนาน จาก นปช.บุกบ้านป๋า ถึง พธม.ยึดทำเนียบ


บทสรุปอันแตกต่าง คดีการเมืองคู่ขนาน จาก นปช.บุกบ้านป๋า ถึง พธม.ยึดทำเนียบ

อีกหนึ่งบทสรุปทางการเมือง สำหรับคดีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำมวลชนบุกปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ เรียกร้องกดดันให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อปี 2550

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อ 16 กันยายน 2558 จำคุกนายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่

ส่วนนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ 4 แกนนำ นปช. ถูกตัดสินจำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน

ฐานทั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย และใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

ส่วนนายวีีระศักดิ์ เหมะธุลิน นายวันชัย นาพุทธา พิพากษายกฟ้อง

ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2560 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พวกจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุ ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ให้จำคุกคนละ 1 ปี มีความผิดฐานมั่วสุดตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ให้จำคุกคนละ 3 ปี

รวมจำคุกนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ คนละ 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน

ส่วนนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

และยกฟ้อง นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน และนายวันชัย นาพุทธา

เมื่อคดีดำเนินมาถึงชั้นศาลฎีกา และนัดอ่านคำพิพากษา 26 มิถุนายน 2563

4 แกนนำ นปช. เดินทางมารับฟังคำตัดสินพร้อมเพรียง

ก่อนหน้านี้ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ ยื่นฎีกาแก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วชี้ว่า ไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากต้องทำก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ในการอ่านคำพิพากษา เริ่มจากนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางทำร้ายเจ้าพนักงานหรือไม่ หลังขว้างอิฐใส่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่

ศาลเห็นว่าตำรวจเป็นประจักษ์พยานโดยตรง เบิกความไม่มีพิรุธ เหตุแห่งการจับกุมเป็นความผิดซึ่งหน้า

เห็นว่าพฤติการณ์เป็นการก่อเหตุร้ายแก่เจ้าพนักงาน ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่สมควรรอการลงโทษ ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง

ส่วนนายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง ชุมนุมฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่นั้น

รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติคุ้มครองการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ

แต่การชุมนุมครั้งนั้นไม่ได้ขออนุญาตเคลื่อนขบวน ตำรวจจึงวางแผนรักษาความสงบเรียบร้อย โดยจำเลยยังยืนยันที่จะผ่านจุดสกัดของเจ้าหน้าที่

ก่อนเผชิญหน้ากับตำรวจและฝ่าแนวกีดขวาง จนไปปักหลักชุมนุมหน้าบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

แถมผู้ชุมนุมยังขว้างอิฐ ไม้ และขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่

จึงมีมติให้จับกุมแกนนำและสลายการชุมนุมด้วยกระบอง แก๊สน้ำตา 

รวมทั้งการปราศรัยของจำเลยยังใช้เสรีภาพเกินขอบเขตและละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของ พล.อ.เปรม

ทั้งหมดเป็นหลักฐานประจักษ์ตอกย้ำว่า ละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิเสรีภาพของ พล.อ.เปรม

ไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบ มั่วสุมชุมนุมโดยใช้กำลังประทุษร้าย กีดขวางการจราจรไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนจุดสกัด

ส่งเสียงดังรบกวนไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเครื่องขยายเสียง ประชาชนไม่สามารถใช้ถนนได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น

ศาลเห็นว่าการกระทำเป็นลักษณะเตรียมวางแผนล่วงหน้าในการนำมวลชนจำนวนมากไปมั่วสุม ใช้กำลังประทุษร้าย ทำลายทรัพย์สินราชการ ต่อสู้ขัดขวางตำรวจ

จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำคุกนายนพรุจ นายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง คนละ 2 ปี 8 เดือน

หลังสิ้นคำพิพากษา เจ้าหน้าที่คุมตัวแกนนำ นปช. ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

เมื่อนำมาวางเทียบกับคดีทางการเมืองอื่น ๆ จะเห็นถึงความแตกต่าง

โดยเฉพาะกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ พธม. บุกยึดทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551

ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงาน พธม.

เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก โดยกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

ทั้งนี้ แกนนำพันธมิตรฯ ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยนำมวลชนบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลทำให้เสียทรัพย์

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา

ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษเหลือจำคุกจำเลยคนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

ในชั้นศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบตามที่จำเลยอ้าง เพราะพฤติการณ์จำเลยและผู้ชุมนุมปืนรั้วเข้าทำเนียบรัฐบาลที่ล็อกไว้และอยู่ต่อเนื่อง ทำลายทรัพย์สินเสียหาย

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 6 ฐานร่วมกันบุกรุกทำให้เสียทรัพย์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้ง 6 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ส่วนคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ศาลอาญาพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2562 สั่งยกฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำอีก 21 คน

กรณีเคลื่อนการชุมนุมจากทำเนียบรัฐบาลไปปิดล้อมรอบอาคารรัฐสภา ช่วงวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ไม่ให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลย นำสืบหักล้างกันแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าเป็นการฟ้องจำเลยที่ 1-3, 6-7 ซ้ำกับคดียึดทำเนียบรัฐบาลและชุมนุมดาวกระจายหรือไม่

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อหายุยงปลุกปั่นและข้อหาอื่น เป็นพฤติการณ์ในวันที่ 5-7 ตุลาคม 2551

แม้เหตุการณ์จะต่อเนื่องกัน แต่เจตนาในการชุมนุมแตกต่างกัน เป็นกรณีต่างกรรมต่างวาระ ไม่เป็นหารฟ้องซ้ำ

โดยระบุว่า จากข้อเท็จจริงเป็นไปได้ว่าผู้ชุมนุมมีความคับแค้นจากสถานการณ์พาไป เกิดขึ้นทันด่วนยากที่แกนนำจะควบคุม

ซึ่งไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งหมดมีส่วนยุยงปลุกปั่นตามฟ้อง มีเพียงการกระทำเฉพาะตัวเฉพาะรายของผู้ชุมนุมเอง

พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักมั่นคง พิพากษายกฟ้อง

สำหรับคดีชุมนุมดาวกระจายเมื่อปี 2551

ศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ระบุ

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยทั้ง 9 คน โดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นกรณีจำเลยที่ 1-6 เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีบุกรุกทำเนียบรัฐบาล

ส่วนจำเลยที่ 7-9 ไม่มีความผิดฐานก่อความวุ่นวายตามมาตรา 215

แม้โจทก์จะยกกรณีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการรื้อถอนเวทีและเต็นท์ของผู้ชุมนุม

ศาลเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากผู้ชุมนุม และการตรวจค้นพบเหล็กแป๊ปและขวานในพื้นที่หลังผู้ชุมนุมถอยออกไป ก็ไม่ได้ค้นจากตัวผู้ชุมนุม มีข้อสงสัยว่าไม่ใช่ของผู้ชุมนุม

จึงเป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ

ตัดมาที่ภาพของอดีตแกนนำ นปช. ที่โชควาสนาแตกต่างจากอดีตผู้ร่วมอุดมการณ์คนอื่น ๆ หลังเข้าร่วมงานกับรัฐบาล พลงอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

"แรมโบ้อีสาน" นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้านี้เป็นอดีตแกนนำ นปช.ที่รอดพ้นจากคดีล้มประชมผู้นำอาเซียนปี 2552 เพียงคนเดียว

เนื่องจากอัยการนำตัวฟ้องศาลไม่ทัน ทำให้คดีขาดอายุความ

ขณะที่แกนนำคนอื่นในเหตุการณ์เดียวกันโดนยื่นฟ้องถ้วนหน้า

ล่าสุดเมื่อ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา นายสุภรณ์จัดงานรับคืนป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด

พร้อมมอบป้ายเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนคนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการทดแทนให้ชาวบ้าน

ทั้งหมดเป็นคดีจากสองกลุ่มฟากฝั่งที่มีอุดมการณ์แนวคิดทางการเมืองในลักษณะคู่ขนาน

และมีบทสรุปจากคดีการชุมนุมทางการเมืองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 3-9 กรกฎาคม 2563

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

บันทึกเหตุการณ์ “หน้าบ้านเปรม” ในสายตาผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศ


บันทึกฉบับนี้ นิก นอสติตซ์ (Nick Nostitz) ช่างภาพและผู้สื่อข่าวอิสระเขียนลงในเว็บไซต์นิวมันดาลา (New Mandala) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2551 เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 โดยนิกได้ลงพื้นที่ในวันนั้นและประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง รวมถึงได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับบทบาทของทหาร สื่อไทย และสื่อต่างชาติในวันนั้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ยูดีดีนิวส์ มิได้มีความประสงค์ที่จะคัดค้านคำตัดสินของศาลฎีกาแต่แกนนำ นปก. ในคดีดังกล่าว เพียงแต่ต้องการนำเอาทัศนะและมุมมองของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มาบอกเล่าแก่ผู้เข้าชมสื่อออนไลน์เท่านั้น

…………………………….

กรุงเทพมหานครประสบกับความรุนแรงบนท้องถนนในวันที่ 22 กรกฎารม 2550 จากเหตุการณ์ที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ชุมนุมข้างหน้าที่พักของประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นยังคงถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของความรุนแรงของคนที่สนับสนุนทักษิณจนถึงทุกวันนี้ สื่อไทยหลายฉบับเสนอข่าวในวันนั้นว่าผู้ชุมนุมทำร้ายร่างกายตำรวจและพยายามที่จะบุกบ้านพลเอกเปรม ในขณะที่สื่อต่างชาติส่วนมากไม่ได้เข้าไปทำข่าวในวันนั้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ข่าวในสื่อต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันนั้นส่วนมากมาจากการแปลจากข่าวไทย ยกเว้นการเสนอข่าวของเอเซียเซนทิเนล (Asia Sentinel) ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และได้นำเสนออีกมุมมองที่ต่างออกไปจากสื่อไทย สำหรับผมแล้วการรายงานข่าวของเอเซียเซนทิเนล (Asia Sentinel) ในวันนั้นให้ภาพที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า

ก่อนหน้านั้น นปก.พยายามที่จะไปประท้วงที่หน้าบ้านพลเอกเปรมเพราะพวกเขาคิดว่า พลเอกเปรมคือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารในปี 2549 แต่ทางตำรวจได้ห้ามไว้ หลังจากนั้นทาง นปก. ได้วางแผนใหม่โดยที่จะนำกลุ่มคนประมาณ 15,000 – 20,000 คน เดินทางไปชุมนุมที่สนามหลวงแทน

ระหว่างการเดินทางได้มีกลุ่มผู้ชุมนุม นปก.กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเดินทางผ่านไปที่ถนนเทเวศร์เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่ถูกตำรวจสกัดกั้นไว้ ที่ผ่านมาส่วนมากจะมีการเจรจาซึ่งใช้เวลานานแต่คราวนี้ผู้ชุมนุมใหญ่ได้เดินหน้าผ่านด่านสกัดกั้น โดยอาศัยกลุ่มคนซึ่งเยอะกว่าผ่าด่านแรกไปเลยโดยไม่มีการเจรจา และฝ่ายตำรวจได้มีการถอยร่นส่วนผู้ชุมนุมก็ยังเดินหน้าต่อไปโดยมีความรุนแรงเกิดขึ้นบ้างจากผู้ชุมนุมบางคนแต่ผู้ชุมนุมส่วนมากได้มีการห้ามปรามไว้

ประมาณ 15:00 น.  ผู้ชุมนุมได้เดินทางถึงหน้าบ้านพลเอก เปรม และนั่งลงเพื่อฟังการปราศรัยจากผู้นำการชุมนุมซึ่งอยู่บนเวทีที่เคลื่อนไหวได้โดยรถบรรทุก ในระหว่างนั้นผมก็ได้ยินว่าได้มีการสั่งการให้ตำรวจสลายผู้ชุมนุม นอกจากนั้นผมยังได้ข้อมูลเรื่องเวลาที่สลายการชุมนุมอีกด้วย

หลังจากที่กลับไปพักที่บ้าน ผมได้เดินทางกลับไปที่ถนนเทเวศร์ เหตุการณ์แรกที่ผมเห็นเมื่อไปถึงคือกองกำลังตำรวจกำลังดำเนินการสลายผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมสู้กลับ จนกองกำลังตำรวจต้องถอยออกไป หลังจากที่ทางฝั่งตำรวจถอยหลังไป กลุ่มผู้ชุมนุมก็ช่วยกันห้ามปรามพรรคพวกผู้ชุมนุมมิให้สู้กับตำรวจต่อ

หนึ่งในรูปที่ผทถ่ายได้ในวันนั้นคือ รูปของผู้ชุมนุมคนหนึ่งซึ่งออกมายืนขวางไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมคนอื่นโยนก้อนหินใส่ตำรวจ 

รูปโดย นิก นอสติตซ์ / นิวมันดาลา

ส่วนอีกภาพเป็นรูปกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปไหว้กองกำลังตำรวจ 

รูปโดย นิก นอสติตซ์ / นิวมันดาลา

แต่แล้วหลังจากเหตุการณ์เงียบสงบพักหนึ่งความรุนแรงก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองกำลังตำรวจเดินหน้าเพื่อพยายามสลายกลุ่มผู้ชุมนุมในรอบที่สองและสามติด ๆ กัน ก่อนที่กองกำลังตำรวจต้องถอยเข้าไปอยู่ในที่พักของพลเอกเปรม ข่าวส่วนมากที่ออกมาว่ามีการโจมตีที่พักของพลเอกเปรม แท้จริงแล้วคือความพยายามของผู้ชุมนุมที่จะสกัดกั้นไม่ให้กองกำลังตำรวจออกมาจากบริเวณที่พักของพลเอกเปรม โดยนำสิ่งของมาวางกั้นทางเข้าออกไว้ ในขณะเดียวกันก็มีกองกำลังตำรวจกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ข้างนอกตรงมุมถนนเทเวศร์ แต่ตำรวจกลุ่มนี้ไม่ได้ทำอันตรายผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมก็เลยละเว้นการเผชิญหน้ากับตำรวจกลุ่มนี้


ไม่ช้านานนักกองกำลังตำรวจที่อยู่ข้างในบริเวณที่พักของพลเอก เปรม ก็จู่โจมกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นรอบที่สี่ ซึ่งเริ่มมีการขว้างระเบิดแก็สน้ำตาห่าใหญ่ ทำให้ผู้นำการชุมนุมตัดสินใจถอย หลังจากนั้นก็มิได้มีการปะทะกันอีก ขณะที่สังเกตการณ์ผมคาดว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 5,000 คน ในระหว่างที่มีการปะทะและในตอนจบก็เหลือประมาณ 2,000 คนที่เดินทางกลับไปที่สนามหลวง

ในวันถัดมาผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งระดับชั้นผู้น้อยและระดับสูงที่เข้าร่วมการปะทะในวันนั้น รวมถึงตำรวจนอกเครื่องแบบด้วย ทุกคนบอกว่าทหารบกเป็นหน่วยงานที่สั่งการให้สลายผู้ชุมนุมโดยทางตำรวจไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังสลายผู้ชุมนุม เพราะทางตำรวจคิดว่าอย่างไรเสียทางผู้ชุมนุม นปก. ก็จะออกไปเอง เพราะทางผู้ชุมนุมก็ไม่มีกำลังคนพอที่จะอยู่ขวางทางเข้าที่พักของพลเอกเปรม ได้ทั้งคืนแบบที่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลก่อนการรัฐประหาร (ผู้เขียนระบุถึงการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้เคลื่อนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 13 มกราคม และวันที่ 14-28 มีนาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 – ผู้แปล)

โดยสรุปแล้ว ถ้าวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีเพราะตำรวจก็ไม่ได้ใช้อาวุธที่ทำให้เสียชีวิตได้และก็ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือพิการจากเหตุการณ์นั้น มากสุดคือตำรวจที่ขาหัก ผู้นำการชุมนุมก็ควบคุมผู้ชุมนุมได้ดีและสามารถหยุดการชุมนุมเมื่อมีความเสี่ยงที่จะเกิดการยกระดับความรุนแรง

เหตุการณ์ประท้วงเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่และส่วนมากก็มีความรุนแรงอย่างเช่นการประท้วงต่อต้าน WTO ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเหตุการณ์ประท้วงคราวนี้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถควบคุมได้โดยไม่ใช้อาวุธที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต แทนที่จะต้องเผชิญหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบด้วยการใช้ปืนยิงผู้ชุมนุมอย่างที่เคยทำบ่อย ๆ ในอดีต (รวมถึงใน พ.ศ. 2553 - ผู้แปล)

ในเหตุการณ์นี้ ตำรวจเลือกที่จะใช้แก็สน้ำตาทั้งในรูปแบบระเบิดขว้างและสเปรย์พริกไทย กระบองตำรวจ และสิ่งของเช่นขวดและก้อนหิน ขว้างใส่ผู้ชุมนุม ผมเกือบโดนขวดที่ขว้างจากในที่พักของพลเอกเปรมเข้าที่หัว และหนึ่งในรูปที่ผมเก็บได้คือรูปผู้ชุมนุมสูงวัยคนหนึ่งที่โดนสิ่งของที่ขว้างออกมาจากที่พักของพลเอกเปรมเข้าที่หัวจนหัวแตกจนต้องมีผู้ชุมนุมอีกสองคนช่วยกันหิ้วปีกออกมา 

รูปโดย นิก นอสติตซ์ / นิวมันดาลา

ผู้ชุมนุมก็พยายามหาทุกอย่างที่หาได้ทั้งขวด ก้อนหิน ไม้ หรือ เหล็ก นำมาเขวี้ยงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับผมแล้วผมถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เทเวศร์มีพัฒนาการที่สำคัญตรงที่ไม่มีการใช้อาวุธที่สามารถปลิดชีวิตผู้ชุมนุมในการสลายการชุมนุม แต่ผมก็เห็นว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงถ้ารัฐบาลที่ทหารตั้งขึ้นไม่สั่งการให้สลายผู้ชุมนุมและใช้หนทางอื่นที่เบากว่านั้น

และแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นคือการนำเหตุการณ์นั้นมาขยายผลทางการเมืองทั้งสองฝ่าย เหตุที่ข่าวจากสื่อไทยนำเสนอข่าวไปเอนเอียงทางด้านเดียวและมีอคติก็เพราะในช่วงนั้นมีนายทหารไปนั่ง “เซ็นเซอร์”สื่อที่สำนักงานสื่อทุกแห่ง ส่วนสื่อต่างชาติส่วนมากก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ บางสำนักที่อยู่ในเหตุการณ์ก็อยู่แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
……………

แปลจากบทความภาษาอังกฤษ “Revisiting the Prem compound clash” by Nick Notitz, New mandala. 12 August 2008. (https://www.newmandala.org/revisiting-the-prem-compound-clashes/)



วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

สลักธรรม โตจิราการ : กิจกรรมเขียนจดหมายหน้าเรือนจำวันนี้ / กฎหมายอีสปอร์ต

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ธิดา ถาวรเศรษฐ : เล่าข่าวหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร วันที่สาม

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ธิดา ถาวรเศรษฐ : เล่าข่าวหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร วันที่สอง