วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567

“ดีอี” เปิดผลงานปราบ “โจรออนไลน์” เฟส 2 ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์- หลอกลวงข้ามชาติ-เครือข่ายพนันออนไลน์ อื้อ พร้อมเดินหน้าปราบซิมม้า-บัญชีม้า เด็ดขาด


“ดีอี” เปิดผลงานปราบ “โจรออนไลน์” เฟส 2 ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์- หลอกลวงข้ามชาติ-เครือข่ายพนันออนไลน์ อื้อ พร้อมเดินหน้าปราบซิมม้า-บัญชีม้า เด็ดขาด 


วันที่ 4 มิถุนายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทางเทคโนโลยี ที่มี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดีอี เป็นรองประธานกรรมการ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวง ดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมหารือกัน เพื่อดำเนินงานตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ใน ระยะที่ 2


สำหรับมาตรการและผลการดำเนินงาน ระยะที่ 2  ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา มี  8 เรื่องที่สำคัญ ประกอบด้วย


1.การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ ในเดือนพฤษภาคม (ข้อมูล ตร.)


- การจับกุมคดีออนไลน์รวมทุกประเภท เดือนพฤษภาคม 2567 มีจำนวน 2,295 ราย ลดลง ร้อยละ 8 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567


- การจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์ เดือนพฤษภาคม 2567มีจำนวน 991 ราย ลดลง ร้อยละ 7 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567


- การจับกุมคดีซิมม้า บัญชีม้า มีจำนวน 199 ราย ลดลง ร้อยละ 17 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567


ทั้งนี้ตำรวจมีการจับกุมครั้งสำคัญ ในเดือนพฤษภาคม 2567 อาทิ


1) จับกุมคดีพนันออนไลน์ เว็บไซต์ .บ้านหวย.com   โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 9 ราย เงินหมุนเวียนประมาณ 80 ล้านบาทต่อเดือน โดยสามารถยึดทรัพย์เพื่อตรวจสอบมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท


2) ปฏิบัติการ HANG UP บุกทลายเว็บพนันใหญ่ ‘หวานเจี๊ยบ’ มีเงินหมุนเวียนหนึ่งพันล้านบาทต่อเดือน


3) ปฏิบัติการ แก๊ง Call Center หลอกลวงข้ามชาติ เมืองโอเสม็ด กัมพูชา โดยได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาแล้ว 12 ราย โดยมีการกำหนดเป้าหมายว่าในรอบ 1 สัปดาห์ ต้องหลอกผู้เสียหายให้ได้ขั้นต่ำ 20 ล้านบาท รายได้หมุนเวียนต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาท


และ 4) การจับกุมและขยายผลกระบวนการหลอกลงทุนคริปโต 530 ล้านบาท ซึ่งมีการเชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์จำนวน 2 เครือข่าย โดยมียอดเงินหมุนเวียนกว่า 13,000 ล้านบาท จับกุม 25 ราย โดยยึดทรัพย์สินกว่า 125 ล้าน


ขณะที่ดีเอสไอ มีการจับกุมที่สำคัญในเดือนพฤษภาคม 2567 ได้แก่ คดีเว็บพนันออนไลน์เครือข่าย (แม่มนต์)  เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 โดยมีวงเงินหมุนเวียน ในบัญชีกว่า 150 ล้านบาท


2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน


- ปิดโซเชียลมีเดีย และเว็บผิดกฎหมายทุกประเภท เดือนพฤษภาคม 2567 จำนวน 15,758 รายการ เพิ่มขึ้น  9.3 เท่า จากเดือน จากเดือนพฤษภาคม 2566 ที่มีจำนวน 1,687 รายการ


- ปิดเว็บพนันเดือนพฤษภาคม 2567 จำนวน 6,459 รายการ เพิ่มขึ้น 82.8 เท่า จาก เดือนพฤษภาคม 2566 ที่มีจำนวน 78 รายการ


3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 31 พฤษภาคม 2567 มีดังนี้

 

- ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 800,000 บัญชี แบ่งเป็น ปปง.ปิด 344,079 บัญชี ธนาคารระงับเอง 300,000 บัญชี และ AOC ระงับ 171,794 บัญชี


- กำหนดมาตรการและเงื่อนไขการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการนำไปกระทำความผิด โดยเพิ่มกระบวนการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง Customer Due Diligence หรือ CDD โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง ธนาคารต้องตรวจสอบให้เคร่งครัดมากขึ้นก่อนอนุมัติเปิดบัญชีใหม่ โดย ธปท. ได้ดำเนินการออกหนังสือเวียนแล้ว เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567


- กวาดล้างบัญชีม้าจากการใช้รายชื่อเจ้าของบัญชีม้า และรายชื่อผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำการปิดบัญชีธนาคารทุกธนาคาร จากชื่อบุคคลดังกล่าว โดยตั้งเป้าระงับ/ปิด บัญชีม้ามากกว่า 12,000 คนต่อเดือน หรือ 100,000 บัญชีต่อเดือน


4.การแก้ไขปัญหาซิมม้าและ ซิมที่ผูกกับ Mobile Banking มีผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 26 พฤษภาคม 2567 มีดังนี้


- การระงับหมายเลขโทรออกเกิน 100 ครั้ง/วัน แล้ว 42,298 หมายเลข มีผู้มายืนยันตัวตน 372 เลขหมาย ไม่มายืนยันตัวตน 41,926 เลขหมาย 


- การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน และผลการดำเนินงาน มีดังนี้


1) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดมากกว่า 100 ซิม โดยมีเลขหมายที่เข้าข่าย 5.0 ล้านเลขหมาย ซึ่งครบกำหนดการยืนยันตัวตนเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 2.6 ล้านเลขหมาย และยังไม่มายืนยันตัวตน จำนวน 2.4 ล้านเลขหมาย โดยในกลุ่มที่ยังไม่มายืนยันตัวตน ถูกระงับซิมชั่วคราวไปแล้วทั้งสิ้น 2.3 ล้านเลขหมาย


2) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมายต่อค่ายมือถือ จะต้องยืนยันตัวตนภายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 ซึ่งมีเลขหมายที่เข้าข่าย 4.0 ล้านเลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว 1 ล้านเลขหมาย และยังไม่มายืนยันตัวตน จำนวน 3 ล้านเลขหมาย


- การตรวจสอบซิมที่ใช้กับโมบายแบงกิ้ง โดยกระบวนการตรวจสอบดังกล่าว คาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลา 120 วัน หรือประมาณเดือนตุลาคม 2567 ทั้งนี้ ในระหว่างดำเนินการ ประชาชนยังสามารถใช้งานโมบายแบงก์กิ้งได้ตามปกติ ในส่วนของข้อยกเว้นต่างๆ ที่ปรากฏตามสื่อยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน และจะมีการแจ้งรายละเอียดให้ประชาชนทราบโดยเร็ว เมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อย ภายใน 120 วัน


- การเข้มงวดในการเปิดใช้ ซิมใหม่ ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ การลงทะเบียนและยืนยันตัวตนของ กสทช. เพื่อป้องกัน การนำซิมไปใช้กระทำผิดกฎหมาย


5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน


- สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตตรวจสอบการให้บริการโทรคมนาคมบริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยง และทำการรื้อถอน ปรับทิศทาง หรือลดกำลังส่งสายอากาศ เพื่อให้มีพื้นที่การให้บริการครอบคลุมเฉพาะภายในประเทศ ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก อ.แม่สาย อ.เชียงของ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี อ.เมือง จ.ระนอง โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 19 มิถุนายน 2567


6. การแก้กฎหมายเร่งด่วน


6.1 การแก้ไขกฎหมายพิเศษแบบเร่งด่วน ใน 3 ประเด็น คือ (1) เร่งรัดการคืนเงินให้ผู้เสียหาย (2) การเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล และ (3) การป้องกันการโอนเงินแบบผิดกฎหมายของคนร้ายโดยการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล


6.2 มาตรการปรับปรุงกฎระเบียบ/แนวปฏิบัติเพื่อการป้องกันการโอนเงินแบบผิดกฎหมายของคนร้าย โดยการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่เป็นแพลตฟอร์มซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย ดังนี้


(1) ก.ล.ต. ร่วมกับ ปปง. ผลักดันให้มีการยกระดับหลักเกณฑ์ด้านการฟอกเงินของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการฟอกเงินของ Financial Action Task Force (FATF)


(2) สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติงาน เรื่องการพิจารณาบัญชีต้องสงสัยว่าถูกใช้ในการกระทำผิด เพื่อเป็นแนวปฏิบัติ (guideline) สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในการพิจารณาคัดกรองการเปิดบัญชีและการทำธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่าถูกใช้ในการกระทำความผิด


6.3 การแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์แบบใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD)  โดยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้จัดรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ ให้ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ....


7. การเพิ่มบทบาท ความรับผิดชอบให้ ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และธนาคาร โดย กระทรวงดีอี ได้หารือแนวทางร่วมกันกับ บริษัท ไลน์ประเทศไทย แพลตฟอร์ม Meta และ X เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์เชิงรุก ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ และการปิดกั้น URL ที่ผิดกฎหมาย แบบเชิงรุก


8. การบูรณาการข้อมูล โดยศูนย์ AOC 1441 โดยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 กระทรวงดีอี โดยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) ร่วมกับ  กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

.   

นายประเสริฐ กล่าวว่า ในภาพรวมของการดำเนินงานอย่างบูรณาการ เร่งรัดจับกุมคนร้าย กวาดล้างบัญชีม้าและซิมม้า เร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ มีผลงานชัดเจน เป็นตัวเลขที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากในเดือนเมษายน 2567 อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งการปราบปรามจับกุมคนร้าย กวาดล้างบัญชีม้า ซิมม้า ปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงต่อเนื่อง แก้ปัญหาหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ เพื่อให้จำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ลดลงโดยเร็ว ช่วยลดความเดือนร้อนของประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กระทรวงดีอี




ศาลรัฐธรรมนูญรับคำชี้แจง ‘ก้าวไกล’ สู้คดียุบพรรค ปมล้มล้างการปกครอง ไว้ในสำนวนแล้ว นัดพิจารณา 12 มิ.ย. เตือนอย่าแสดงความเห็นชี้นำสังคมอันอาจกระทบกระบวนการพิจารณาของศาล


ศาลรัฐธรรมนูญรับคำชี้แจง ‘ก้าวไกล’ สู้คดียุบพรรค ปมล้มล้างการปกครอง ไว้ในสำนวนแล้ว นัดพิจารณา 12 มิ.ย. เตือนอย่าแสดงความเห็นชี้นำสังคมอันอาจกระทบกระบวนการพิจารณาของศาล

 

วันนี้ (5 มิถุนายน 2567) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล หลังมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)

 

ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 จึงให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลผู้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และห้ามมิให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรคและผู้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 942 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง

 

ซึ่งพรรคก้าวไกล ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 3 ครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทั้ง 3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน และจะครบกำหนดยื่นคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาในวันที่ 2 มิ.ย.67 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ

 

พรรคก้าวไกล จึงยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 4 มิ.ย.67 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหารวมไว้ในสำนวน ส่งสำเนาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ และกำหนดนัดพิจารณาต่อไปในวันที่ 12 มิ.ย 67

 

ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุด้วยว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย คู่กรณีไม่สมควรแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีที่เป็นการชี้นำสังคมอันอาจกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #ก้าวไกล #กกต

“คิดฮอดเด้อ : 4 ปี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มิดซีลี่” วงเสวนาเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อผู้ลี้ภัยที่ถูกบังคับสูญหาย

 


“คิดฮอดเด้อ : 4 ปี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มิดซีลี่” วงเสวนาเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อผู้ลี้ภัยที่ถูกบังคับสูญหาย

 

วันนี้ (4 มิ.ย. 67) ตั้งแต่เวลา 17.00-19.00 น. ที่ SEA Junction ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดงาน “คิดฮอดเด้อ: 4 ปี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ มิดซีลี่” เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ น้องชายของสิตานัน ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยซึ่งถูกบังคับให้สูญหาย ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 โดยบรรยากาศในงานมีการกล่าวเปิดงานโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และวิดีโอสัมภาษณ์ครอบครัวผู้สูญหายและมิวสิควีดีโอ “ลำพัง”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีเสวนาที่ 1 ตั้งแต่เวลา 17.00-18.00 น. ในประเด็นอัปเดตคดีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ จากการดำเนินการล่าสุด นับจากปี 2566 ถึงปัจจุบัน และการสะท้อนปัญหาระหว่างการเดินทาง 4 ปีเพื่อความยุติธรรมของครอบครัววันเฉลิม โดยมีสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นผู้ร่วมเสวนา


ต่อมา เวทีเสวนาที่ 2 ตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น. ในประเด็นการให้สัตยาบันอนุสัญญาอุ้มหาย (ICPPED) ของประเทศโดย Arnaud Chaltin, Human Rights Officer at OHCHR


ด้าน สมชาย หอมลออ กรรมการภายใต้พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลให้สูญหาย กล่าวเสวนาในหัวข้อ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลให้สูญหายฯ: การวิเคราะห์ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลให้สูญหาย กฎหมายใหม่ของประเทศไทย การบังคับใช้ และความเกี่ยวข้องกับกรณีวันเฉลิม รวมถึงการแสวงหาความจริง กระบวนการสืบสวนสอบสวน และนโยบายการชดเชยเยียวยา


ทั้งนี้ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการตรวจสอบและพิจารณาข้อร้องเรียนกรณีผู้ลี้ภัยไทยในประเทศเพื่อนบ้าน 9 กรณีที่ถูกอุ้มหายและอุ้มฆ่าด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันเฉลิม #ครบรอบ4ปีวันเฉลิม #อุ้มหาย #ผู้ลี้ภัย





วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567

“ไอลอว์-วีวอช”ออกแถลงการณ์ ปัญหาการเลือก สว. 2567 ยื่น 5 ข้อ จี้กกต.ต้องรีบแก้ปัญหาก่อนวันเลือกกันเอง

 


“ไอลอว์-วีวอช”ออกแถลงการณ์ ปัญหาการเลือก สว. 2567 ยื่น 5 ข้อ จี้กกต.ต้องรีบแก้ปัญหาก่อนวันเลือกกันเอง


วันที่ 4 พฤษภาคม 2567 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ และเครือข่ายเยาวชนสังเกตการเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย หรือ วีวอช ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เรื่องปัญหาการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 และข้อเรียกร้องก่อนวันเลือกกันเอง  


โดยระบุว่า เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch) และ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ขอชี้แจงปัญหาและข้อเสนอเกี่ยวกับการดำเนินของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กระทบต่อสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ความยุติธรรม การมีส่วนร่วม และความโปร่งใสในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของประชาชน ดังนี้


1. เกิดปัญหาการตัดสิทธิผู้สมัคร  

เกิดกรณี การตัดสิทธิผู้สมัครจำนวน 10 คนในอำเภอที่มีผู้สมัครกลุ่มเดียว ในกรณีนี้ กกต. ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของประชาชนกลับกระทำการที่ขัดต่อหลักการอย่างร้ายแรง การตัดสิทธิผู้สมัครในลักษณะนี้เป็นเพียงการปัดปัญหาออกจากตัว ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมและขัดต่อเจตนารมณ์ของการส่งเสริมประชาธิปไตย  


รวมถึงกรณีตัดสิทธิผู้สมัครจำนวนกว่า 2,000 คน ถือได้ว่าการตรวจสอบของ กกต. ขาดความรัดกุมตั้งแต่ขั้นตอนรับสมัคร ทำให้ผู้สมัครบางรายที่อาจยื่นเอกสารครบถ้วนแล้วกลับถูกตัดสิทธิ


2. ปัญหาการปกป้องสิทธิของผู้สมัคร  

กกต. มีอำนาจตัดสิทธิผู้สมัครในขั้นตอนการรับสมัคร การประกาศรายชื่อผู้สมัคร การลบชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัคร รวมถึงการตัดสิทธิผู้สมัครเป็นการชั่วคราวไม่เกินหนึ่งปี กรณีที่ กกต. มีหลักฐานอัน “เชื่อ”ได้ว่ามีการทุจริต ซึ่งเป็นการใช้อำนาจบนดุลยพินิจของ กกต. โดยไม่ได้มีการเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ และกฎหมายยังออกแบบให้ กกต. ใช้อำนาจนี้ได้โดยไร้ความรับผิดชอบและไม่ต้องรับผิด ในขณะเดียวกันผู้สมัครที่ที่ถูกตัดสิทธิและประสงค์จะพิทักษ์สิทธิของตน กลับต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในสามวัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ยากลำบากและมีกำหนดระยะเวลาที่สั้นเกินไปจนไม่อาจปกป้องสิทธิของตนเองได้จริง   


3. การแก้ไขบัตรเลือกไขว้  

การแก้ไขบัตรเลือกไขว้ในช่วงเวลานี้ มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความสับสนและกังวลในหมู่เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการอบรมไปแล้ว และต่อผู้สมัครรับเลือก สว. ที่ได้ศึกษารูปบัตรแบบเดิมไว้แล้วก่อนหน้านี้ อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจัดการและการลงคะแนนเสียงอย่างถูกต้อง 


4. ปัญหาความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ จากการสังเกตการณ์พบว่าในช่วงกระบวนการรับสมัครเกิดปัญหามากมายเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมการอบรมของ กกต. นำไปสู่ข้อกังวลในการจัดการของวันเลือกจริง ซึ่งมีกลไกที่ซับซ้อนกว่ามาก


5. การสังเกตการณ์ของประชาชน  

เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ กกต. เปิดให้ประชาชนเข้าไปสังเกตการณ์ได้โดยได้มีหนังสือไปถึงผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกจังหวัด อย่างไรก็ดีจากบทเรียนที่ผ่านมา เห็นควรว่ายังคงต้องเพิ่มการอำนวยความสะดวกบางประการ เพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน 


จากประเด็นสำคัญทั้งห้าประการ เราขอเรียกร้องให้ กกต.ทบทวนบทเรียนจากประเด็นปัญหาข้างต้นและปรับปรุงตามแนวทางดังนี้ 


1. กกต. ต้องมีช่องทางอำนวยความสะดวกในการยื่นคำร้องและสนับสนุนให้ประชาชนปกป้องและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน 


2. กกต. ต้องเผยแพร่รายงานการประชุมและเหตุผลประกอบการใช้ดุลยพินิจตัดสิทธิผู้สมัคร โดยเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้บนช่องทางออนไลน์


3. เพื่อให้การจัดการเลือก สว. มีความโปร่งใสมากขึ้น มีข้อเสนอดังนี้ 


3.1 เพื่อความสะดวกของ กกต. ในการเตรียมงานดูแลอำนวยความสะดวกประชาชน ควรเปิดให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนสังเกตการณ์แบบออนไลน์ได้


3.2 กกต. ต้องยืนยันว่าประชาชนที่ไม่ลงทะเบียนก็มีสิทธิที่จะไปสังเกตการณ์ได้


3.3 กกต. ต้องเผยแพร่เอกสารสำคัญของทุกกลุ่มอาชีพในทุกอำเภอบนช่องทางออนไลน์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ ประกอบด้วย

1) รายงานผลการนับคะแนนรายกลุ่ม (แบบ สว.อ.28)

2) รายงานผลการนับคะแนนการเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน (แบบ สว.อ.45)


4. ในกรณีบัตรเลือกไขว้ กกต. ควรชี้แจงเหตุผลในการแก้ไขให้ชัดเจนพร้อมกับทำการทดสอบความเข้าใจของเจ้าหน้าที่และผู้สมัครก่อนจัดให้มีการเลือก


5. ในส่วนของการลดข้อผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ เราเสนอให้ กกต. มีการอบรมมาตรการเลือก สว. อย่างมีคุณภาพ โดยเปิดให้ประชาชนร่วมรับชมได้ในช่องทางออนไลน์ และเปิดให้มีรับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาต่อไป


เพื่อให้ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง เราขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการสนับสนุนและเผยแพร่ข้อเรียกร้องนี้ เพื่อร่วมกันรักษาสิทธิ ความยุติธรรม การมีส่วนร่วมและความโปร่งใสในการเลือก สว.ของประชาชน


เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch)


โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)


วันที่ 4 มิถุนายน 2567


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สว67 #กกต

“สิตานัน” พี่สาววันเฉลิม ยื่นหนังสือถึงเพื่อไทย ครบ 4 ปี “วันเฉลิม” ถูกอุ้มหาย หวังเพื่อไทยตามคดี คืนความเป็นธรมม ให้เกิดเป็นรูปธรรม

 


“สิตานัน” พี่สาววันเฉลิม ยื่นหนังสือถึงเพื่อไทย ครบ 4 ปี “วันเฉลิม” ถูกอุ้มหาย หวังเพื่อไทยตามคดี คืนความเป็นธรมม ให้เกิดเป็นรูปธรรม


วันนี้ (4 มิถุนายน 2567) เวลา 13.30 น. นางสาวสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมด้วย นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวประกายดาว พฤกษาเกษมสุข เดินทางยื่นหนังสือถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เรื่อง ทวงถามปัญหา 9 กรณีอุ้มหาย หลังรัฐประหารปี 2557 ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย ถ.เพชรบุรี


นางสาวสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวนายวันเฉลิม กล่าวว่า นายวันเฉลิมฯ เคยทำงานให้กับพรรคเพื่อไทยในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดังนั้นวันนี้ครบรอบสี่ปีของการถูกอุ้มหายที่กัมพูชา และในฐานะที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ตนอยากมาทวงถามความคืบหน้า หรือหลังจากนี้ทางพรรคเพื่อไทยจะขยับเขยื้อนเรื่องนี้อย่างไรบ้าง หลังจากสี่ปีที่วันเฉลิมหายไปทางพรรคเพื่อไทยไม่เคยแสดงความเสียใจ ให้ทางญาติหรือครอบครัวเราได้รู้ว่าวันเฉลิมเคยทำงานให้กับพรรคเพื่อไทย วันนี้พวกตนจึงมาถามว่าในฐานะพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะทำอะไรให้เราบ้างที่เป็นรูปธรรม เพราะวันเฉลิมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่หายตัวไปจากกัมพูชา วันนี้พรรคเพื่อไทยในฐานะที่เป็นรัฐบาลต้องมีคำตอบให้กับพวกเรา


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าระหว่างรอตัวแทนของพรรคเพื่อไทยมารับหนังสือ นายนภสินธุ์ หรือ สายน้ำ ได้เป่าแตร เพื่อรอให้ตัวแทนพรรคเพื่อไทยมารับอยู่เป็นระยะ ต่อมามี ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม รองประธานวิปรัฐบาล นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร นายวันนิวัติ สมบูรณ์ สส.ขอนแก่น เป็นตัวแทนพรรคมารับหนังสือ


ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม รองประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า วันนี้ทางนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล ได้มอบหมายให้มารับเรื่อง ในเรื่องของกระบวนการประชาธิปไตยพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนมายาวนาน และเรื่องสิทธิมนุษยชนเราก็ต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน วันนี้พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลรวมถึงอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ดูเรื่องของการทำประชามติและกระบวนการทางกฎหมาย 


“เรื่องที่ในวันนี้ที่ได้ยื่นข้อเรียกร้องมาทางพรรคได้มีการติดตามอยู่และเราจะหาโอกาสในการเข้าไปดำเนินการและแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้ วันนี้พรรคเพื่อไทยมีการประชุมส.ส. ตนจะนำเรื่องที่มายื่นในวันนี้เข้าอธิบายในที่ประชุม ตนขอเรียนว่าพี่น้องมายื่น อาจจะไม่ได้ในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ แต่อย่างน้อยๆ ก็เป็นตัวนำที่พวกเราได้มายื่นและติดตามกันต่อไป”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อทางกลุ่มฯ ได้ฟังคำอธิบายของครูมานิตย์ระยะหนึ่งแล้ว นางสาวสิตานันได้มีการสอบถามย้ำในเรื่องของการป้องกันการอุ้มหาย หรือ การตามคดีนายวันเฉลิมที่ครบ 4 ปี จากนั้นครูมานิตย์ กล่าวต่อว่า ตนรับปากจะนำเรื่องที่ยื่นข้อเรียกร้องในวันนี้ไปเล่าให้กับที่ประชุมฟัง เพื่อให้ที่ประชุมรับทราบ ต่อมานางสาวสิตานันได้ยื่นซองเอกสารข้อเรียกร้องให้นายนภสินธุ์เผาแทนการยื่นดังกล่าว


นางสาวประกายดาว กล่าวทิ้งท้ายกิจกรรมว่า พรรคเพื่อไทยมีส่วนอย่างมากในการช่วยเหลือการถูกอุ้มหายของนายวันเฉลิม เพราะนายวันเฉลิมเคยทำงานกับพรรคเพื่อไทยมาก่อน วันนี้เป็นการครบรอบ 4 ปี ซึ่งในวันนี้เราอาจจะยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นขออนุญาตรอฟังผลการประชุม ทั้งนี้ตนขอเสนอหากมีการพูดคุยกัน ทางญาติก็พร้อมที่จะให้ข้อมูลกับพรรคเพื่อไทย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันเฉลิม #ครบรอบ4ปีวันเฉลิม #อุ้มหาย #ผู้ลี้ภัย




4 ปี ไม่ลืมวันเฉลิม “พี่สาว-มูลนิธิผสานวัฒนธรรม” ร้องนายกฯ ทวงถาม 9 กรณีอุ้มหายหลังรัฐประหารปี 57 จี้รัฐเร่งรัดคดีอุ้มหายอย่างจริงจัง ผู้กระทำต้องถูกลงโทษ

 


4 ปี ไม่ลืมวันเฉลิม “พี่สาว-มูลนิธิผสานวัฒนธรรม” ร้องนายกฯ ทวงถาม 9 กรณีอุ้มหายหลังรัฐประหารปี 57 จี้รัฐเร่งรัดคดีอุ้มหายอย่างจริงจัง ผู้กระทำต้องถูกลงโทษ

 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 เวลา 11.00 น. นางสาวสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมด้วย นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เดินทางยื่นหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เรื่อง ทวงถามปัญหา 9 กรณีอุ้มหาย หลังรัฐประหารปี 2557 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล

 

นางสาวสิตานัน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณี นักกิจกรรมทางการเมืองไทยที่ลี้ภัยทางการเมืองไปอาศัยที่ประเทศลาว กัมพูชา และ เวียดนาม หลังเกิดเหตุการณ์การทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 มีประชาชนจำนวน 9 คน ถูกฆ่า (อุ้มฆ่า) หรือบังคับให้สูญหาย (อุ้มหาย) อย่างทารุณโหดร้าย ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ดัง ได้แก่ คุณอิทธิพล สุขแป้น หรือ ดีเจซุนโฮ หรือ เบียร์ ผู้ลี้ภัยในลาว เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มเสรีปัญญาชน โดยคุณอิทธิพล สุขแป้น ถูก คสช.ทเรียกให้ไปรายงานตัวตามคำสั่งคสช. ฉบับที่ 25/2557 เขาจึงเลือกที่จะลี้ภัยไปยังประเทศลาว และยังคง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ จากนั้น มีรายงานข่าวว่าคุณอิทธิพล สุขแป้นถูกอุ้มหายไปเมื่อปี 2559 คุณวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ผู้ลี้ภัยในลาว เป็นดีเจวิทยุเสื้อแดง และเป็นเจ้าของสถานีวิทยุเพื่อมวลชนเรดการ์ด เรดิโอ และแกนนำ นปช.ที่มีบทบาทในจังหวัดปทุมธานี เขากลายเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีอาวุธปืนสงครามและคดีอาญามาตรา๑๑๒ และได้ลี้ภัยอยู่ในลาว จากนั้น มีรายงานข่าวว่าคุณวุฒิพงศ์ฯ ถูกจับกุมและอุ้มหายไปในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 คุณสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ คุณไกรเดช ลือเลิศ หรือ สหายกาสะลอง และคุณชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ สหาย ภูชนะ ซึ่งได้ลี้ภัยอยู่ในลาว ต่อมาคุณไกรเดช และ คุณชัชชาญ ถูกพบว่าเป็นศพลอยมาที่แม่น้ำโขง จังหวัดนครพนมในสภาพศพที่ถูกมัดมือมัดเท้า ถูกคว้านท้อง ยัดแท่งปูนทั้งสองศพ ส่วนคุณสุรชัยฯ ได้ถูกอุ้มหายไปโดยยังไม่ทราบชะตากรรม เมื่อปี 2561

 

ถัดมาในปี 2562 มีสื่อออนไลน์รายงานว่าคุณสยาม ธีรวุฒิ หรือ สหายข้าวเหนียวมะม่วง หนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีหมายจับข้อหามาตรา 112 จากการแสดงละครเวที 'เจ้าสาวหมาป่า' พร้อมกับ คุณชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือ ลุงสนามหลวง และคุณกฤษณะ ทัพไทย หรือ สหายยังบลัด ถูกจับกุมตัวที่เวียดนาม และถูกส่งตัวกลับไทย อย่างไรก็ตามครอบครัวของพวกเขาไม่ได้รับทราบข่าวหรือชะตากรรมของพวกเขาอีกเลย

 

และล่าสุด คุณวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ที่เคยร่วมงานกับผู้นำของพรรคเพื่อไทยหลายคน ได้ถูกหมายจับคดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของ คสช. คดีในฐานความผิดต่อพระมหากษัตริย์ และคดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ คุณวันเฉลิมฯ ลี้ภัยไปอยู่ประเทศกัมพูชา จนถูกอุ้มหายไปจากที่พักในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 และปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม

 

หลังจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้กำลังก่อการรัฐประหารในปี 2557

 

และ คสช.ได้ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม จับกุม คุมชัง ข่มขู่ คุกคามฝ่ายตรงข้าม ทำให้นักกิจกรรมทางการเมืองนับร้อยคนจำต้องหนีภัยประหัตประหารไปลี้ภัยในต่างประเทศ รวมสมาชิกและผู้นำของพรรคเพื่อไทยหลายคนและบุคคลทั้ง 9 คนดังกล่าวข้างต้นด้วย โดยหลังจากที่ได้ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นยังคงถูกติดตามและคุกคาม ด้วยประการต่างๆ จากเจ้าหน้าที่ของ คสช. ตลอดมา จนส่วนใหญ่จำเป็นต้องหลบลี้หนีภัยต่อไปประเทศที่สาม สำหรับ ผู้ลี้ภัยทั้ง 9 คนนั้น ที่ยังจำเป็นต้องลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านจนถูกอุ้มฆ่า อุ้มหายดังกล่าวแล้วนั้น แม้มีพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ได้ถูกอุ้มฆ่าและอุ้มหายโดยหน่วยล่าสังหารของ คสช. ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ทางการไทยภายใต้รัฐบาล คสช. และรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ คสช. ก็มิได้สืบสวน สอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดและชดใช้เยียวยาความเสียหายให้แก่ครอบครัวของผู้ถูกละเมิดดังกล่าวแต่อย่างใด

 

ข้าพเจ้าในฐานะญาติของคุณวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และตัวแทนของผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงโดย คสช. และรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ คสช. จึงใคร่ขอเรียกร้องท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชน กรณีอุ้มฆ่า อุ้มหาย ผู้ลี้ภัยทั้ง 8 คน ดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

 

1) กรณีอุ้มฆ่า อุ้มหาย ผู้ลี้ภัยทั้ง 9 คน ดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

 

1.1) ให้หน่วยงานของรัฐสอบสวนอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงดังกล่าวข้างต้นอย่างจริงจังและได้ผลเพื่อให้ได้พยานหลักฐานและนำตัวผู้กระทำผิด รวมทั้งผู้บงการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว และ

 

1.2) ชดใช้เยียวยาญาติ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ทั้งในทางจิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยด่วน

 

2) การละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีอื่นๆที่เกิดจากการกระทำของ คสช. รัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ คสช. และพรรคพวก ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

 

2.1 ตรวจสอบค้นหาความจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมคุมขังดำเนินคดี ลงโทษ นักกิจกรรมที่ต่อต้านคัดค้านระบอบ คสช. ด้วยข้อหาต่างๆ ข่มขู่ คุกคาม ทำร้าย ร่างกายและจิตใจ ล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ แล้วจัดทำรายงานเปิดเผยความจริงต่อผู้ถูกละเมิด ญาติพี่น้องและประชาชน

 

2.2 เยียวยาเหยื่อ ผู้รอดชีวิตและครอบครัว ทั้งทางร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม เช่น การขออนุมัติจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ ดังเช่นกรณีในอดีตที่มีการออกมติครม.ให้จัดตั้งคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจ่ายเงินเยียวยาจากเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ รวมถึงกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร การขอโทษรวมทั้งออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่นักกิจกรรมที่ถูกดำเนินคดี ลงโทษและจับกุมคุมขัง ในข้อหาความผิดที่เกี่ยวกับความคิด ความเชื่อ และการแสดงออกทางการเมืองอนึ่งการขอโทษต่อสาธารณชน หรือ Public Apology ซึ่งเป็นวิธีการและเครื่องมือทางสังคมอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เพื่อแสดงความสำนึกผิด และประกาศเจตจำนงว่า แม้คำขอโทษเหล่านี้จะไม่สามารถหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่น่าเศร้าเสียใจในอดีตได้ แต่เป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในปัจจุบันเพื่อยอมรับผิด ยอมรับว่ามีเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นจริง แสดงถึงความตระหนักรู้ว่าการกระทำของผู้คนในการก่อนเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และยืนยันว่า นับจากนี้ต่อไปจะไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นซ้ำอีก

 

2.3 นำตัวผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง โดยเฉพาะระดับผู้นำหรือผู้สั่งการมาลงโทษ และ 2.4 ปฏิรูปกลไกและสถาบันทางการเมืองต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตยและตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลัก สิทธิมนุษยชนและนิติรัฐที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดซ้ำอีก

 

ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากท่าน เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง ร้ายแรงเช่นนี้ไปด้วยกัน และเพื่อสร้างสังคมไทยให้ปลอดภัย เป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยไม่ทิ้งบุคคลใดให้ต้องต้องต่อสู้อย่างโดดเดียวเพียงลำพังต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันเฉลิม #ครบรอบ4ปีวันเฉลิม #อุ้มหาย #ผู้ลี้ภัย




“คลัง” กระตุ้นเที่ยวเมืองรองช่วง Low Season สัมมนาเมืองรองหักรายจ่ายได้ 2 เท่า ค่าไกด์-โรงแรม หักได้ 15,000


“คลัง” กระตุ้นเที่ยวเมืองรองช่วง Low Season สัมมนาเมืองรองหักรายจ่ายได้ 2 เท่า ค่าไกด์-โรงแรม หักได้ 15,000


วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังออกมาตรการทางภาษีกระตุ้นการสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว ในเมืองรองช่วง Low Season 2 มาตรการ ดังนี้


1. มาตรการภาษีกระตุ้นสัมมนาในประเทศ (สำหรับนิติบุคคล)

นิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดขึ้นให้แก่ลูกจ้าง หรือค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเพื่อการอบรมสัมมนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม - 30 พฤศจิกายน 2567 หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้

1.1 หักรายจ่ายได้ 2 เท่า สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดใน “จังหวัดท่องเที่ยวรอง” หรือในเขตพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นใดที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

1.2 หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ 1.1

1.3 ในกรณีที่การสัมมนาเกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ 1.1 และข้อ 1.2 ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้ว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ 1.1 หรือข้อ 1.2 และถ้าแยกไม่ได้ให้หัก 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง


2. มาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง (สำหรับบุคคลธรรมดา)

บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าบริการที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทยหรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวใน “จังหวัดท่องเที่ยวรอง” ได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15,000 บาท หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (Low Season)


ทั้ง 2 มาตรการ ต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ทั้ง 2 มาตรการนี้จะตอบโจทย์ 2 อย่างพร้อม ๆ กัน นั่นคือ กระตุ้นการเที่ยวเมืองรอง และกระตุ้นการเที่ยวช่วง Low Season


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กระทรวงการคลัง #เที่ยวเมืองรอง