วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ศาลไม่ให้ประกันตัว คทาธร-คงเพชร เป็นครั้งที่ 8 ทำให้ถูกคุมขังมา 177 วันแล้ว ด้านทนายยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อทันที โดยศาลนัดฟังคำสั่ง 5 ต.ค. นี้

 


ศาลไม่ให้ประกันตัว คทาธร-คงเพชร เป็นครั้งที่ 8 ทำให้ถูกคุมขังมา 177 วันแล้ว ด้านทนายยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อทันที โดยศาลนัดฟังคำสั่ง 5 ต.ค. นี้ 


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2565 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกัน “คทาธร” และ “คงเพชร” 2 นักกิจกรรมกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นครั้งที่ 8 หลังทั้งสองถูกจับกุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2565 ระหว่างเดินทางไปร่วมงาน #ยุติธรรมไม่มี12ปีเราไม่ลืม จากเหตุมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นสอบสวนเรื่อยมาถึงชั้นพิจารณาคดี ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2565 หลังจากยื่นคำร้องขอประกันทั้งสอง ต่อมาศาลยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเช่นเดิม 


ครั้งนี้เป็นการยื่นคำร้องครั้งที่ 8 โดยเนื้อหาของคำร้องระบุความประสงค์ขอยื่นประกันโดยวางเงินสดเป็นหลักประกันคนละ 100,000 บาท ยินยอมให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และเสนอให้ศาลแต่งตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่มีความน่าเชื่อถือให้เป็นผู้กำกับดูแลเพื่อกำกับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด  


โดยเสนอให้ศาลแต่งตั้ง นายนิเวศน์ (สงวนนามสกุล) ผู้ให้ความช่วยเหลือในการเลี้ยงชีพของคทาธรมาตลอดเป็นผู้กำกับดูแลของคทาธร และเสนอให้แต่งตั้ง นางสาวหนูดอน (สงวนนามสกุล) มารดาของคงเพชร เป็นผู้กำกับดูแลของคงเพชร


ทนายยังได้ระบุในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอีกว่า ที่ผ่านมาศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยตัวและยกคำร้องเรื่อยมาตลอดทั้ง 7 ครั้งที่ผ่านมา ด้วยเห็นว่า ความผิดที่กล่าวหาเป็นข้อหาร้ายแรง มีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ทนายความจึงได้ระบุเหตุผลที่จำเลยทั้งสองสมควรที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยสรุป ดังนี้


1. หากศาลเห็นว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยไปแล้วจำเลยอาจหลบหนี ขอให้ศาลกำหนดเงื่อนไขที่เกี่ยวกับสถานที่อยู่ หรือเงื่อนไขที่ป้องกันไม่ให้จำเลยหลบหนีได้ 


2. การที่ศาลเห็นว่า หากปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยไป จำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ซึ่งเป็นการคาดการณ์การกระทำในอนาคต ขอให้ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการที่ศาลเห็นว่าจะเป็นการไปก่อภยันอันตรายเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตาม และหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล ศาลสามารถเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้


3. พยานหลักฐานทั้งหมดในคดีนี้ได้ถูกรวบรวมและอยู่ในความครอบครองของพนักงานอัยการโจทก์แล้วทั้งหมด หากปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยไป ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล


ต่อมาศาลอาญายังคงมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวเช่นเดิม โดยระบุว่า “ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาโดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีจึงยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง”


หลังจากนั้นทนายความได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ครั้งที่ 8 ของศาลอาญา โดยศาลอาญานัดฟังคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 5 ต.ค. 2565   


ทำให้จนถึววันนี้ (4 ต.ค.65) คทาธรและคงเพชรถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำมาแล้วเป็นเวลากว่า 177 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2565 นับเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังถูกคุมขังระหว่างพิจารณาเป็นระยะเวลานานที่สุดในระลอกนี้ โดยก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้นัดสืบพยานในคดีนี้ในวันที่ 7 มี.ค. 2566 หากไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณา ทั้งคู่จะต้องถูกคุมขังต่อไปจนกว่าจะสืบพยานเสร็จและศาลมีคำพิพากษา


ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ชัชชาติ" ต้อนรับม็อบสลัม 4 ภาค ระบุนโยบายกทม.ไม่ซับซ้อน อยากให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กทม.พร้อมทำเต็มที่

 


"ชัชชาติ" ต้อนรับม็อบสลัม 4 ภาค ระบุนโยบายกทม.ไม่ซับซ้อน อยากให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กทม.พร้อมทำเต็มที่


วันนี้ (3 ต.ค.65) ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวกับผู้เข้าร่วมขบวนเครือข่ายสลัม 4 ภาค เพื่อรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ระบุว่า


ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่กรุงเทพมหานคร วันนี้เป็นวันสำคัญ เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก World Habitat Day ที่อยู่อาศัยถือเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญ หากมีที่อยู่อาศัย ชีวิตก็จะมั่นคง ลูกก็จะมีการศึกษา มีการงานทำ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ หน้าที่หลักของหน่วยงานราชการคือการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยอย่างเต็มที่ ในส่วนของกทม.ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของที่สาธารณะ แต่เราเป็นคนดูแลที่สาธารณะ การบริหารจัดการก็จำเป็นต้องดูภาพรวม และทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน”


ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาจะเห็นโครงการบ้านมั่นคง ที่มาจากหลายฝ่ายช่วยกัน รัฐเองก็ช่วยตามกรอบอำนาจ โดยไม่สร้างภาระ ในส่วนของประชาชนก็ต้องอดออมวันละนิด เริ่มฝึกที่นิสัย เพื่อสร้างชีวิตที่มั่นคง กทม.ยินดีเต็มที่ที่จะช่วยให้พี่น้องทุกคนมีที่อยู่อาศัย แต่ขอให้ทุกคนช่วยกันด้วยการปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้ เป็นนโยบายที่ไม่ซับซ้อน เมื่อมีที่อยู่อาศัยมีบ้านมั่นคง ลูกก็จะมีการศึกษาที่ดี มีการงานที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงด้วย ทั้งนี้ ต้องเป็นการช่วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งภาครัฐและประชาชน อย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่ขอให้ทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้หาคำตอบให้ได้ ขอย้ำว่าคนไร้บ้านแต่ไม่ไร้สิทธิ์ ไม่ไร้โอกาส กทม.จะหาที่ให้ยืนหยัดและกลับมาสู่สภาพปกติได้ นโยบายไม่พูดการเมืองดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จุดใดที่ได้ก็บอกว่าได้ จุดใดที่ไม่ได้ก็จะบอกว่าไม่ได้ ขอให้แสดงพลังอย่างเรียบร้อยและสันติ กทม.จะดูแลในส่วนของกทม.เป็นหลัก


พร้อมกันนี้ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มอบเอกสารลงนามอนุมัติใช้ที่ดินสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี โดยมีผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ ร่วมเป็นสักขีพยาน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันที่อยู่อาศัยโลก




อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในวงเสวนา “ICC กับความยุติธรรมที่ยังเอื้อมไม่ถึง”

 


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในวงเสวนา "ICC กับความยุติธรรมที่ยังเอื้อมไม่ถึง"


ส่วนหนึ่งของนิทรรศการ “6 ตุลา เผชิญหน้าปิศาจ | 6 October: Facing Demons”

โดย โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา- October 6 Museum Project ร่วมกับ คณะก้าวหน้า - Progressive Movement และ Common SchoolKINJAI CONTEMPORARY เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม 2565


ทำไมเราต้องไปร้อง ICC – กระบวนการในการร้องมันเกิดขึ้นอย่างไร ผลการร้องเป็นอย่างไร - อนาคตเราจะทำอะไร?


ทำไมเราต้องไป มันไม่ใช่เป็นเพราะคนเสื้อแดงตาย มันไม่ใช่เพราะกรณีปี 53 แต่ประเทศไทยถูกทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ดิฉันไม่ใช่ไปเรียกร้องเฉพาะกรณีปี 53 เพราะเรารู้ว่าเมื่อเทียบกับกรณีอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก การตายของเราจำนวนประมาณ 90 กว่าศพ คือทางอาจารย์ทำเอาไว้ 94 ศพ แต่เราไปหาข้อมูล คนที่เราแน่ใจว่าเกี่ยวข้องแต่เสียชีวิตทีหลังอีก 5 ศพ ก็เป็น 99 ศพ เพราะฉะนั้นเราก็มีส่วนข้อมูลของเราอยู่จำนวนหนึ่ง (นอกเหนือจากที่ ศปช. ทำไว้)


แต่ว่าอย่างไรก็ตาม การมาวันนี้และการที่มี ศปช.ได้ทำ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณแทนพี่น้องประชาชนเสื้อแดงและคนไทยทั้งหมด ขอบคุณมาก เพราะว่ามีคนตั้งคำถามว่าทำไม นปช.ไม่ทำศูนย์ข้อมูล คำถามว่า นปช.ทำแล้วมีใครเชื่อ? พูดอะไรออกไป เห็นหน้าบางทีก็ยังไม่อยากมอง พวกนี้ควายแดง! ไอ้พวกนี้ลูกน้องทักษิณ! อะไรประมาณนั้น เพราะฉะนั้นการที่มีคนนอกและนักวิชาการที่น่าเชื่อถือมาทำ และรวมกระทั่งทำทุกอย่างที่เกิดขึ้น การเขียนหนังสือหรืออย่าง “ฟ้าเดียวกัน” ที่ได้ทำ ดิฉันถือว่าเป็นคุณูปการต่อการต่อสู้ของประชาชน


เพราะว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นมวลชนพื้นฐาน ดังนั้นเสียงก็ไม่ดังเท่าปัญญาชน แต่ดิฉันก็ภาคภูมิใจว่าในประวัติศาสตร์การต่อสู้ นี่เป็นครั้งแรกที่เป็นทั้งกองหน้าและกองกำลังหลักคือมวลชนพื้นฐาน ไม่ใช่ปัญญาชน กระทั่งแกนนำ จะว่าไปก็ไม่ใช่ปัญญาชนทั้งหมด มีบางส่วนเท่านั้น


เราไป ICC เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ทำไมเราต้องไป ICC เราไม่ได้ร้องทุกข์เฉพาะกรณีปี 53 เราไม่ต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณฆ่า แล้วคุณก็ลอยนวลพ้นผิด นิรโทษกรรม คนทำก็ย่ามใจ นี่ก็แค่ไม่กี่วันก็ยังลือกันว่าอาจจะทำรัฐประหารก็ได้ ทำแล้วก็ฉีกรัฐธรรมนูญ ไอ้ที่เขียนมาแล้ว 8 ปี อาจจะแก้ใหม่ ไม่ต้อง 8 ปีก็ได้ เพราะฉะนั้น “ประยุทธ์” อาจจะได้อยู่ต่อยาวต่อไปอีกก็ได้ไม่ใช่แค่ 68 นี่ยกตัวอย่าง แล้วก็มีประท้วง การจัดการปราบปรามประชาชนก็อาจจะเกิดขึ้นได้เหมือนเกิดขึ้นกับ 6ตุลา ซึ่งพวกเราได้ดูแล้วว่ามันโหดเหี้ยมมาก มันไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ลอยนวลพ้นผิด ปี 53 ก็เช่นกัน

 

เพราะฉะนั้น เหตุผลที่ไป ไป ICC เพื่อให้ประเทศไทยไม่ควรจะเกิดแบบนี้อีก นี่เป็นสิ่งที่ดิฉันพูดคล้าย ๆ กับ อ.ธงชัย ก็คือจดหมายของอ.ธงชัยสะเทือนใจมาก ทั้งอ้อนวอนและขอร้องว่าขอให้ ICC อย่ามองแค่จำนวน เขาตายกันเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน ของเราประมาณร้อย เขาอาจจะมองไม่เห็น แต่เราก็พูดกันว่าการทำซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเป็นการกระทำไม่ใช่แต่เพียงคนที่ตายไป แต่มันกระทำต่อประชาชนที่ยังมีชีวิตอยู่และในอนาคต และประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้น เราไปวิงวอนและขอร้อง ดิฉันสะเทือนใจมากที่อ่านจดหมายของอ.ธงชัยทุกครั้ง แต่ใจความคล้ายกันกับที่เราขอร้อง


สรุปก็คือ เราไปเพื่อประเทศเรา เพื่ออนาคต แล้วเราไปร้องเรียน ดิฉันบอกได้เลยว่าดิฉันเป็นประธานนปช. เมื่อ 1 ธันวา 53 จนกระทั่งปี 56 เดือนมีนา ในวันที่ 30 ธ.ค. 2553 จดหมายก็ไปถึง ICC แล้ว รอบแรกขอให้เขามาสังเกตการณ์และเก็บข้อมูล เพราะเราเชื่อว่าการเสียชีวิตและการจับกุมคุมขังคน เรียกว่าหลายพันคน 5-6 พันคน ตอนต้องประกันตัว 4 พัน แล้วที่ตายไป และบาดเจ็บก็ประมาณ 2 พัน มันเป็นงานใหญ่มาก เราไม่มีศูนย์ทนายแบบนี้ ไม่มีกองทุนราษฎรประสงค์แบบคุณไอดา, อ.ชลิตา ทำกับกลุ่มราษฎร ดิฉันก็ต้องชื่นชมว่าทำได้ดี ตอนนั้นลำบากมาก


แต่ว่ายังไงก็ตามเราจำเป็นต้องร้องทุกข์ เพราะประเทศไทยจะอยู่อย่างนี้อีกไม่ได้แล้ว ที่ตายก็ตายไปแล้ว แต่เราไม่ต้องการให้ตายต่อไปอีกข้างหน้า ดังนั้นเราก็เริ่มตั้งแต่ปี 53 แล้วก็ต้องขอบคุณทนายอัมสเตอร์ดัม ทำจดหมายเป็นระยะ ๆ จดหมายของอัมสเตอร์ดัมนั้นบรรยายมาตราต่าง ๆ ของธรรมนูญกรุงโรมตั้งแต่มาตรา 10 กว่า ไปจนถึงมาตรา 20 กว่า บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าสมควรที่อัยการจะมารับเรื่องที่เราไปร้องทุกข์ แล้วเมื่อเขาเห็นว่าสมควร มันก็เป็นแบบที่อาจารย์ปิยบุตรกล่าวในข้อ 3 คืออัยการรับเรื่อง ผลที่เกิดขึ้นคือจากการที่เราไป แล้วก็จดหมาย มีเอกสารร้องทุกข์มาเป็นลำดับ และเขาได้รับเรื่องเอาไว้จริง แล้วพิจารณาแล้วว่ามันน่าจะสมควรรับเรื่อง


ดังนั้นต่อมาในวันที่ 1 พ.ย. 2555 คุณ Fatou Bensouda อัยการ ICC ก็มาคุยกับคุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมต.ว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้น ผลมันก็คืออัยการได้มาคุย โชคดีที่เขามีประชุมด้วย คือคุณ Bensouda กรุณาอธิบายให้คุณสุรพงษ์มีความรู้ทั้งหมดว่าคุณทำแบบนี้นะ คุณใช้มาตรา 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรมนะ คุณไม่ต้องให้สัตยาบันนะ คุณไม่ต้องกลัวเลยว่าประมุขของคุณจะโดนเล่นงานนะ ไม่เกี่ยวเลย เอาเฉพาะกรณีนี้ แค่เปิดประตูให้ ICC มา เพื่อจะมาหาหลักฐานรวบรวม ศาลคุณก็ทำไปซิ เพราะว่า ICC เป็นศาลเสริม ไม่ใช่ว่าจะมาทำให้ศาลไทยหมดอำนาจ แต่ถ้าศาลไทยไม่ประสงค์จะทำ หรือว่าทำแล้วมีปัญหามากเขาก็จะเป็นส่วนเสริมที่ทำงานต่อไป ที่สำคัญคือเขามาให้ความรู้ว่าคุณไม่ต้องไปกลัวเรื่องอื่นทั้งหมดเลย เอาเฉพาะกรณีนี้ก็ได้


แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่ารมต.สับสน เพราะว่าคิดว่าต้องให้สัตยาบันหรือเปล่า เพราะว่ามีความกลัวเรื่อง ICC กันมาก  เพราะฉะนั้นปัญหาสำคัญของเราตรงนี้ก็คือต้องทำความเข้าใจกันด้วยว่า ในประเทศของเราที่มีปัญหามากในเรื่องรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งมีสองวรรค วรรคแรกว่าจะละเมิดไม่ได้ วรรคที่สองก็คือมาเติมเอาในรัฐธรรมนูญปี 2492 นะ จะฟ้องร้องไม่ได้ด้วยวิธีใด ๆ ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญปี 2475 ก็ไม่มี แล้วก็มามีอีกทีในรัฐธรรมนูญปี 2521 มาจนถึงบัดนี้ นี่คือรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 6 ปัจจุบัน มันไม่ได้มีตั้งแต่ตอนต้น มันเพิ่งมี


ที่เขากลัวมากก็คือพอพูด ICC คือกลัวการให้สัตยาบัน แล้วอ้างว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ก็คือใครจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์มิได้ คือนอกจากจะละเมิดมิได้แล้วก็วรรคสองด้วย เขามีการตั้งกรรมการเท่าที่ดิฉันจำได้ก็คือ ทางรมต.บอกว่ามีคณะกรรมการ แล้วคณะกรรมการต้องไปพิจารณา แต่สำหรับดิฉันคือเราเป็นนักต่อสู้ประชาชน เราไม่คิดอย่างเขา เมื่อมันควรจะทำมันก็ต้องทำ แล้วเราก็ต้องรับผิดชอบการกระทำนั้นได้ ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่ามันเฉพาะกรณีนี้ ทำไมไม่ทำ! นี่เป็นความคิดของดิฉัน


แต่ว่าคุณสุรพงษ์ แม้กระทั่งวันใกล้วันทำรัฐประหาร คุณหมอเหวงโทรไปหา ขอร้อง ว่านี่อีกไม่กี่วันเขาทำรัฐประหารแน่นอน คุณช่วยกรุณาได้มั้ย? เซ็นรับรองเขตอำนาจศาล ICC เฉพาะกรณีปี 2553 ซะหน่อย คำตอบก็ไม่มี แต่ตามความคิดของดิฉันก็คือ เขาเกรงมาตรา 6 ว่าข้อ 27 ของธรรมนูญกรุงโรม จะไปมีปัญหาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 นี่มองในด้านบวกแล้วนะ ก็คือว่าเขาไม่รู้ว่า ถ้าใช้มาตรา 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรม มันก็ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวกับประมุขเลย แล้วในนี้ระบุเฉพาะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เพราะ ICC เขาจะเล่นงานบุคคล ไม่ใช่เล่นงานรัฐ


นอกจากเล่นงานบุคคลแล้ว บุคคลที่ถูกเล่นงานมันจะต้องอยู่ในรัฐภาคี ปรากฏว่าทนายอัมสเตอร์ดัมไปรู้มาว่าคุณอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ แล้วไม่ได้ถอนสัญชาติอังกฤษ ดังนั้นการฟ้องคุณอภิสิทธิ์จึงฟ้องได้ นี่ไม่ใช่อยู่ ๆ เราไปรับรองเขตอำนาจศาลแล้วจะไปฟ้องใครได้นะ จะฟ้อง “สุเทพ” ก็ยังไม่ได้ เพราะสุเทพไม่ใช่คนอังกฤษ มันมีรายละเอียดของมัน ดังนั้น กรณีนี้เราทำการบ้านกันมาจนหมดแล้วว่าฟ้อง “อภิสิทธิ์” ได้ แล้วนอกจากนั้นก็เป็นศาลเสริม คือคุณ Bensouda เขาก็บอกว่าเปิดประตูขอให้ได้นับหนึ่ง มันยังใช้เวลาอีกนาน แล้วถ้ามีกฎหมายอะไรที่ไม่สอดคล้อง มันยังมีเวลาอีกนานที่จัดการได้ และขอให้รัฐไทย หมายถึงกระทรวงการต่างประเทศโดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเซ็นรับรองเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีปี 53 ก่อนเลย แล้วจากนั้นก็นับหนึ่ง เปิดประตุให้ ICC เข้ามาหาข้อมูล


อ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ (ผู้ดำเนินรายการ) : เพราะฉะนั้นขอพูดไปถึงอนาคตนิดหนึ่งได้มั้ยคะอาจารย์ ก็คือว่า เราก็รู้กันว่าตอนนี้มันอยู่ในช่วงใกล้เลือกตั้ง นปช.เองก็ถือว่าเป็นพลังสำคัญในการที่จะหาเสียงเลือกตั้งให้เกิดแลนด์สไลด์


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ดิฉันขอพูดอย่างหนึ่งนะคะ ดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวองค์กรนำนปช.ยังดำรงอยู่นะ


อ.พวงทอง : หมายถึงใครคะ


อ.ธิดา : คือประชาชนและสมาชิกนปช.ยังอยู่ แต่ภาวะการนำเป็นองค์กรมันไม่มี ดิฉันพูดได้ในฐานะส่วนตัว


อ.พวงทอง : แต่ว่าแกนนำนปช.เองน่ะค่ะ


อ.ธิดา : ก็ไปคนละทิศคนละทาง (หัวเราะ)


อ.พวงทอง : โอเค ในส่วนตัวอาจารย์ก็แล้วกัน อาจารย์ก็มีความสัมพันธ์กับแกนนำนปช.หลาย ๆ คนด้วย อย่างณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ


อ.ธิดา : ใช่ ๆ และที่สำคัญก็คือดิฉันมีความเชื่อว่าในระหว่างเวลาที่ทำงานเป็นประธานนปช.และเปิดโรงเรียนนปช. เป็นโรงเรียนการเมืองแบบบ้าน ๆ สำหรับชาวบ้าน แต่ว่ากันทีเป็นพัน ๆ คนและก็ร้องห่มร้องไห้ถ้าไม่ได้เข้าเรียน มันก็ได้ผลจำนวนหนึ่งก็คือว่ามันสามารถสร้างชาวบ้านประชาชนธรรมดาเป็น Active Citizen และเข้าใจว่าเขาทำงานการเมืองเพื่ออะไรนอกรัฐสภา ในรัฐสภาเขาก็เลือกเพื่อไทย หรือบางส่วนมาเลือกก้าวไกลก็มี ดิฉันคิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ว่ายากที่จะกระโดดไปที่อื่น แค่นี้ดิฉันก็ภูมิใจแล้ว


ทีนี้ถ้าถามว่าพูดแทนหัวใจคนเสื้อแดง-นปช.และแกนนำจำนวนมากได้ แต่ดิฉันไม่กล้าพูดในนามองค์กร เพราะว่าภาวะการนำไม่มี ถ้าไม่มีการนำรวมหมู่ ไม่มีการประชุม ภาวะการที่จะเป็นการนำโดยองค์กรก็ไม่มี แต่เป็นการนำทางอุดมการณ์และเหตุการณ์เป็นเรื่อง ๆ ไป ดิฉันมีความคิดอย่างนี้ “อะไรที่ทำง่าย ทำก่อน” ก็คือ


อันแรกที่ทำง่ายที่สุดก็คือ 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรม ก็คือขอให้ได้นับหนึ่ง แม้จะเป็นกรณีของคนเสื้อแดงก็ตาม ขอให้รัฐ หมายถึงพรรคการเมืองทั้งหลายที่มาเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยจริง คุณจะปล่อยให้มีการฆ่าคนซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างนี้ไม่ได้ คุณต้องนับหนึ่ง นับหนึ่งที่ง่ายที่สุดก็คือดำเนินงานที่อัยการ ICC เขามาเดินเรื่องไว้แล้ว แล้วเซ็นเอกสารแค่นั้น เอาเฉพาะกรณี หรือคุณอยากจะจิ้มเรื่องอื่นที่หลัง 1 ก.ค. 2545 อันเป็นวันที่มีการก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ ก็ได้ แต่มันง่ายที่สุดคือเรื่องนี้ที่มันไปตั้งอยู่ที่อัยการแล้ว เราทำข้อมูลและเอกสารเยอะแยะมาก แล้วกว่าที่เขาจะหยิบเอกสารรับเรื่องไปใส่ที่อัยการ แล้วกว่าที่อัยการเอาไปใส่อีกกะบะหนึ่งเพื่อพิจารณามันใช้เวลาแต่ก็ได้ผล จนกระทั่งอัยการเดินทางมาประเทศไทย


ดังนั้น ข้อแรก ขอให้รับรองเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศตามมาตรา 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรม เฉพาะกรณีของปี 2553 อันนี้ง่ายที่สุด ขอให้ทำก่อนเลย!


ในข้อสอง ข้อเสนอของดิฉันก็คือ คุณต้องแก้กฎหมายและเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ข้อนี้ดิฉันขอให้เสนอไปในลักษณะทางบวก คือเราสร้างความคิดบวกให้ ก็คือตั้งคำถามกับพรรคการเมืองว่าคุณต้องการให้ประเทศนี้ ระบอบประชาธิปไตยเป็นสากลมั้ย? และอำนาจเป็นของประชาชนแท้จริงมั้ย? ถ้าคุณต้องการอย่างนั้น คุณต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วคุณต้องแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และสนธิสัญญาหลักของสิทธิมนุษยชน ซึ่งหมายถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม คือพวกนี้ก็ต้องแก้หมด เราชูธงด้านบวก ถ้าคุณอยากจะให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยแบบสากล คุณต้องแก้กฎหมายให้สอดคล้อง นี่ไม่ได้พูดเรื่องการไปล้มสถาบันไหนเลยนะ


ตรงนี้ไม่ใช่แต่กฎหมายอย่างเดียว หมายถึงรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งก่อนหน้านี้มันมีแต่คำว่า “จะละเมิดมิได้” แล้วประเทศอื่นเขาก็มี แต่เขาก็ลงสัตยาบันให้ แต่ดันไปเติมอีกวรรคหนึ่งว่า “ห้ามฟ้องร้องโดยวิธีใด” อันนี้มาเติมเอาในรัฐธรรมนูญปี 2492 และรัฐธรรมนูญปี 2521 แล้วก็ไล่มาเป็นลำดับ


แต่ที่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ เหนือกว่ากฎหมายคือความคิดและทางเดินของพรรคการเมืองว่าคุณต้องการให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยแบบสากลหรือเปล่า ถ้าบอกว่าเป็นก็ต้องแก้ และที่สำคัญคือแก้ให้สอดคล้องกับธรรมนูญกรุงโรมด้วย


ข้อสามก็คือ ให้สัตยาบัน เพราะดิฉันรู้ว่ากว่าจะถึงสัตยาบันได้ คุณต้องรบในข้อสองมาก


นี่ก็เป็นสิ่งที่คิดว่าเราน่าจะร่วมมือกัน โดยเฉพาะกลุ่มผลักดันเรื่อง 6ตุลา เหตุการณ์ 6ตุลา ไม่สามารถไปฟ้อง ICC ได้ เวลามันเลยไปแล้ว คือก่อนหน้าจะจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ  หรือ ICC ดังนั้น ดิฉันมองว่าเป็นรูปธรรมของการทำงานด้วย ควรจะมีการร่วมมือกันในการที่ว่า สิ่งที่กลุ่ม6ตุลาได้ทำ ที่อาจารย์ได้ทำกัน รวมทั้งบันทึก6ตุลา อะไรต่าง ๆ ทำได้ดีมาก ดิฉันคิดว่าเราควรจะร่วมมือกันในส่วนของการประสานกับคนเสื้อแดงและนปช. ดิฉันยินดี เพราะว่าเราก็ทำอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง มันต้องผนึกกำลังกัน เพราะว่าการที่จะผ่านด่านกฎหมายของความคิดจารีตมันไม่ใช่ง่าย แต่ยังไงดิฉันก็อยากให้ชูธงด้านบวกก็คือว่า คุณจะเปลี่ยนประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยแบบสากลหรือประชาธิปไตยแบบไทย ๆ แบบนี้  จะเอามั้ย? ถ้าเอามันต้องเดินหน้า ช่วยกัน!


อ.พวงทอง : แต่ว่าอ.ธิดากับอ.ปิยบุตรก็พูดถึงในแง่ว่า โอเคเราต้องแก้ที่กฎหมาย ในที่สุดแล้วเจตจำนงทางการเมืองมันคืออะไร ดิฉันเข้าใจว่าอาจารย์เองก็ยังมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนว่า ที่ต้องการเรียกร้องให้เกิดความยุติธรรมแน่ แต่แน่นอนก็ต้องอาศัยพลังของพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคใหญ่ที่จะต้องร่วมกันผลักดันเรื่องนี้ด้วย เราพูดกันลอย ๆ โดยไม่กดดันพรรคการเมืองมันก็ไม่มีผล อาจารย์เองในฐานะที่เป็นแกนนำนปช. ดิฉันเชื่อว่าอาจารย์เองยังมี Active Citizen คนเสื้อแดงอีกมากที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ อันนี้จะเป็นที่ Agenda ที่สำคัญของอาจารย์ที่จะผลักดันให้กับพรรคการเมืองใหญ่ ๆ ที่อ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนทำเรื่องนี้ต่อไปมั้ยคะ


อ.ธิดา : ดิฉันยินดีสนับสนุนเต็มที่ และกำลังจะขอให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม6ตุลา


อ.พวงทอง : อาจารย์พูด คุณณัฐวุฒิพูด ดิฉันว่าคนก็ฟัง


อ.ธิดา : ไม่พอค่ะ ไม่พอ เพราะว่าอย่างที่อาจารย์ทำกันเรื่อง 6ตุลา ทำกันมาตั้งกี่ปีแล้วลองคิดดู ดิฉันคิดว่า 6ตุลา มันเป็นบรรยากาศของปัญญาชน แต่เรื่องของ เมษา-พฤษภา 53 พูดตรง ๆ ว่ามันเป็นไพร่ชนบทนะ ดังนั้น ถ้ามันสามารถผสมผสานร่วมมือกัน มันจะมีพลังมาก ลำพังพูดอย่างเดียวตัวดิฉันเองอาจจะไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่สำหรับพรรคการเมืองนะ


อ.พวงทอง : ดิฉันเชื่อว่าอาจารย์มี คุณณัฐวุฒิมี หลาย ๆ คน แกนนำนปช.มี ถ้าพูดกับพรรคเพื่อไทย พูดตรง ๆ พูดกับพรรคเพื่อไทยโดยตรงเลย ในฐานะแกนนำนปช. ซึ่งก็ต้องมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อมวลชนของตัวเอง


อ.ธิดา : ที่เมื่อกี้เสนอนั่นแหละคือวิธีการ ก็คือในข้อ 2 ที่บอกว่าเราต้องถามพรรคการเมืองไทย นี่คือสิ่งที่ควรพูดว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต้องการประชาธิปไตยแบบสากลหรือประชาธิปไตยเท่าที่ได้แบบไทย ๆ ถ้าคุณต้องการประชาธิปไตยแบบสากล คุณก็ต้องร่วมมือในการทำ 1-2-3 ที่ว่า ถ้าเราไปด่าว่าเขาก่อนมันไม่ได้ผลหรอก ดิฉันอยากให้ชูธงทางบวกว่า ถ้าเราจะผลักประเทศไปข้างหน้าแล้วก็ดำเนินไปตามกติกาสากล ยึดตามกฎปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และสนธิสัญญาสากลต่าง ๆ รวมทั้งให้สัตยาบันสนธิสัญญากรุงโรม คือคนทั้งโลกเขาตกลงกันอย่างนี้ เราจะเห็นด้วยมั้ย พรรคการเมืองไม่ว่าพรรคไหน จะเห็นด้วยมั้ย หรือคุณอยากเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยก็บอกมา


ดิฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่จะพูด เราต้องพูดอย่างนั้น เพราะดิฉันเชื่อว่าถ้าเรานำเสนอด้านนี้ มีโอกาสสูงที่ว่าเราต้องรณรงค์เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วให้คนที่ก้าวหน้าไปสมัคร สสร. ให้มาก แล้วผลักดันธงประชาธิปไตยแบบสากลนี้ เพราะระบอบที่มีอยู่ปัจจุบันมันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ 

#ICCกับความยุติธรรมที่ยังเอื้อมไม่ถึง 

#6ตุลาเผชิญหน้าปีศาจ

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"บก.ลายจุด" ชวนแต่งดำ #วันอาทิตย์สีดำ จัดแฟลชม็อบระดมมวลชนแปะสติ๊กเกอร์ #ไล่ประยุทธ์ รอบรั้วโรงหนังสกาล่าเก่า จ่อทำกิจกรรมทุกวันอาทิตย์

 


"บก.ลายจุด" ชวนแต่ง #วันอาทิตย์สีดำ จัดแฟลชม็อบระดมมวลชนแปะสติ๊กเกอร์ #ไล่ประยุทธ์ รอบรั้วโรงหนังสกาล่าเก่า จ่อทำกิจกรรมทุกวันอาทิตย์

 

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 2 ต.ค. 2565 ที่ บริเวณสี่แยกปทุมวัน ใกล้กับโรงภาพยนตร์สกาล่าเก่า นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด จัดกิจกรรมแฟลชม็อบ “วันอาทิตย์สีดำ” นัดแต่งกายด้วยชุดสีดำ พร้อมติดสติ๊กเกอร์ #ไล่ประยุทธ์ ตามแนวรั้วสังกะสีที่ปิดล้อมพื้นที่บริเวณทางโค้งแยกปทุมวัน ฝั่งริมฟุตบาททางเดินเท้า โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ในการทำกิจกรรมติดสติ๊กเกอร์ดังกล่าว ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งมีประชาชนที่เดินทางผ่านไปมาก็เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

 

ทั้งนี้เป็นการแสดงจุดยืนต่อกรณีไม่เห็นด้วยที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้จนถึงปี 2568 โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งมาร่วมกิจกรรม ซึ่งเหตุการณ์เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย และมีตำรวจ สน.ปทุมวัน มาอำนวยความสะดวกการจราจรกับประชาชนที่ใช้รถสัญจรผ่านไปมา

 

นายสมบัติ กล่าวว่า ส่วนตนนั้นไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะสิ่งที่ตัดสินออกมานั้น ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง พรุ่งนี้ต้องให้นักข่าวไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นนายกฯ มากี่ปีแล้ว เพราะคิดว่าเจ้าตัวคงไม่บอกว่าเป็นนายกฯ มา 5 ปี แต่ต้องตอบว่าเป็นนายกฯ มา 8 ปีแล้ว ยกเว้นเจ้าตัวจะโกหกหรือเป็นอัลไซเมอร์

 

อย่างไรก็ตาม นักการเมืองจะต้องมีจริยธรรมทางการเมือง เมื่อถูกตรวจสอบควรที่จะแสดงสปิริต ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังสามารถแสดงสปิริตทางการเมืองได้ หากพรุ่งนี้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะถือเป็นเรื่องที่สง่างามมากและเป็นการสร้างบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต เว้นแต่เจ้าตัวจะไม่ลาออก ก็จะถูกบันทึกไว้ว่าเป็นอภิสิทธิ์ชน เป็นนายกเกิน 8 ปีได้ เพราะแม้แต่นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของประเทศจีน ยังต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองดำรงตำแหน่งอยู่ต่อในวาระที่ 3 ได้

 

นายสมบั.ติ กล่าวว่า ตนเองไม่มีความคิดที่จะจัดการชุมนุมเป็นเวทีใหญ่ แต่จะเริ่มต้นทำกิจกรรมวันอาทิตย์สีดำ โดยนัดหมายประชาชนใส่เสื้อสีดำทุกวันอาทิตย์ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยและต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกไป ซึ่งหากมีจำนวนประชาชนมากพอก็อาจจะเห็นภาพบางอย่างได้ โดยจะจัดกิจกรรมทุกวันอาทิตย์ตามสถานการณ์ ส่วนกิจกรรมต่อไปให้ติดตามการแจ้งข่าวในเพจเฟซบุ๊ค

 

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็มีหลากหลายกลุ่ม อาทิ ปูน ทะลุฟ้า, แม่ช้อย ทะลุฟ้า, จ่านิว สิรวิชญ์ อดีตแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง, บุ้ง-ใบปอ, ทาทา เฟมินิสต์ปลดแอก, สิรภพ อัตโตหิ หรือแรปเตอร์ เป็นต้น

 

ซึ่งก่อนยุติลง ผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมดยืนเรียกหน้ากระดานตามแนวรั้วซึ่งกลายเป็นเสมือนวอลเปเปอร์ด้วยสติ๊กเกอร์ #ไล่ประยุทธ์ เพื่อถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกก่อนแยกย้าย เหตุการณ์โดยทั่วไปสงบเรียบร้อยไม่มีเหตุวุ่นวายใด ๆ เกิดขึ้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันอาทิตย์สีดำ











วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"ราษฎร" ชุมนุมขับไล่" ระบอบประยุทธ์ ออกแถลงการณ์ยันอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน "ปูน" ชี้ ประเทศเดินต่อไม่ได้ เหตุ องค์กรถ่วงดุลพังทลาย "มายด์" ลั่น คำวินิจฉัยวานนี้ เหมือนฟืนที่กลับมาจุดไฟอีกครั้งหนึ่ง

 


"ราษฎร" ชุมนุมขับไล่ "ระบอบประยุทธ์ ออกแถลงการณ์ยันอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน "ปูน" ชี้ ประเทศเดินต่อไม่ได้ เหตุ องค์กรถ่วงดุลพังทลาย "มายด์" ลั่น คำวินิจฉัยวานนี้ เหมือนฟืนที่กลับมาจุดไฟอีกครั้งหนึ่ง 


วันนี้ (1 ต.ค. 2565) ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพญาไท กลุ่มราษฎร ประกอบด้วยทะลุฟ้า, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, We volunteer (WEVO), เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน พร้อมแนวร่วมเครือข่าย นัดหมายชุมนุม "พอกันที 8 ปีประยุทธ์" สืบเนื่องจากวานนี้ (30 ก.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย เรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ซึ่งตัดสินว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อไปได้


สำหรับบรรยากาศการชุมนุมมีการจัดตั้งเวทีพร้อมแขวนป้ายผ้าปรากฏข้อความ "พอกันที8ปีประยุทธ์" เป็นฉากหลังเวที รวมถึงป้ายประยุทธ์ ยุติ (ความเป็นธรรม), รื้อระบอบประยุทธ์กับผองเพื่อนปรสิต, ระบอบประยุทธ์ออกไป ติดอยู่บริเวณโดยรอบ โดยมวลชนทยอยเข้าพื้นที่ตั้งแต่ 14.00 น.


เวลา 15.00 น. นายธัชพงศ์ แกดำ ตัวแทนผู้จัดกิจกรรม ยื่นหนังสือแจ้งจัดการชุมนุมต่อ ผกก.สน.พญาไท โดยระบุว่าจะจัดกิจกรรมที่บริเวณนี้ไม่มีการเคลื่อนไปไหน และเริ่มกิจกรรมในเวลา 16.00 น. โดยเป็นการปราศรัยสลับกับดนตรี โดยผู้ปราศรัย อาทิ นายธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือ ปูน ทะลุฟ้า, นางสาวภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์ รวมถึงผู้ปราศรัยจากกลุ่มนักเรียนเลว ที่ตั้งคำถาม 8 ปีอะไรดีขึ้นบ้าง? นักเรียนหลุดระบบการศึกษา 1.9 ล้าน รวมถึงผู้ปราศรัยจากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม  สลับการเล่นดนตรีจากวงสามัญชน ซึ่งนายจตุภัทร์ หรือ ไผ่ ดาวดิน รวมดีดพิณ, Rap Against Dictatorship และดนตรีจาก อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ และศิลปินเพื่อราษฎร  


ด้านนายธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือ ปูน ทะลุฟ้า ขึ้นปราศรัยคนแรกกล่าวตอนหนึ่งว่า ในวันนี้ประเทศของเราไม่สามารถเดินทางไปข้างหน้าได้ ทั้งในหลักการ และทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับนิติรัฐ เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่ตรวจสอบในการถ่วงดุลอำนาจ ได้ทำพังทลายลงไปแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศซึ่งกฎหมาย กฎเกณฑ์บางจำพวก ออกมาเพราะผลพวงจากการทำปฏิวัติรัฐประหาร


ประเทศไทยเป็นประเทศที่กฎหมายลิดรอนการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นกฎหมายทางรูปแบบ แต่ขาดด้วยความยุติธรรมในเนื้อหา ศาลรัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองตัดสินสร้างความชอบธรรมทุกอย่างให้กับเผด็จการอำนาจนิยมได้ครองอำนาจอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่เจตจำนงค์ของกฎหมายก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะอำนาจเผด็จการไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลย ดังนั้นจึงออกแบบกลไกรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ


ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับประกาศ ยอมรับคำสั่งรวมทั้งกฎหมายสูงสุดที่มาจากคณะรัฐประหาร ศาลรัฐธรรมนูญจึงขาดความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่นจากประชาชน และที่สำคัญที่สุดไม่สามารถใช้รัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ทางกฎหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้ จากนั้น ปูน ทะลุฟ้า ปูน ได้อ่านบทกวีถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนลงจากเวที


ขณะที่ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์ ขึ้นปราศรัยคนสุดท้าย กล่าวว่า "เมื่อวานนี้ เหมือนฟืนที่กลับมาจุดไฟอีกครั้งหนึ่ง" โดยระบุว่า ตอนนี้ถึงเวลาที่ทุกคนตื่นตัวแล้ว คนในสังคมตื่นรู้ เข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะทำเหมือนประชาชนโง่ ไม่รู้เรื่องไม่ได้ อย่าประมาทประชาชน ทุกวันนี้เราเข้าถึงข้อมูลได้


ทำประชาชนสูญเสียคนในครอบครัว เพราะการบริหารงานที่โหลยโท่ยของประยุทธ์ เราย้ำหลายครั้งเหลือเกิน ให้ประยุทธ์ รับผิดชอบกับสิ่งทีทำหน่อย แต่เขาไม่เอาอะไรสักอย่าง ถ้าเราบอกว่าเขาผิด เขาจะจับเรา ถ้าบอกว่าถูก เขาจะยิ้มให้ มันตลกไม่มีผู้นำที่ไหนปฏิบัติกับประชาชนอย่างนี้ คุณไม่ใช่คนของประชาชน แต่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจตัวจริง


ประยุทธ์ทำไม่ได้สักอย่าง ยังมีหน้าอยู่ต่อ ประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ประยุทธ์ และองคาพยพ รัฐธรรมนูญโจร เราไม่เอา


เราแค่อยากมีสิทธิ มีอำนาจกำหนดอนาคตของเรา ทำไมแค่นี้ให้ไม่ได้ ตั้งแต่ยื่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เรามีความหวังที่จะกำหนดทิศทางเองบ้าง แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือการปัดตก


ตัวแปรไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ส.ว. 250 นั่นแหละ ที่รักษาอำนาจประยุทธ์ไว้เท่านั้น ประชาชนไม่มีโอกาส ถ้าหากประยุทธ์ยังอยู่ โอกาสร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะคนพวนี้คอยสกัดกั้นตลอดเวลา


น.ส.ภัสราวลีกล่าวอีกว่า ไม่มีอะไรไว้ใจได้กับรัฐบาลชุดนี้ กฎเกณฑ์ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้หมด นี่คือสิ่งที่เราได้พบเจอ และเราจะออกมายืนหยัด ว่าไม่ต้องการระบอบประยุทธ์ 3ป ที่มากัดกินประชาธิปไตยอีกต่อไปแล้ว


หลังจากนี้ไปเราจะยืนหยัดตัวตรง ต่อสู้แย่งคืนอำนาจ อยากรู้เหมือนกัน ใครจะอยู่ใครจะไปก่อนกัน ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย กับเผด็จการ


สิ่งที่มั่นใจได้อย่าง จำนวนฝ่ายประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ประชานตื่นรู้ เลือกเอง คิดฝันสิ่งใหม่ ๆ เองเราเข้มแข็งจากตัวพวกเราเอง และทั้งหมดจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ นี่คือสิ่งที่เราจะยืนยันตัวตรง ต่อหน้าคนที่มาไม่ถูกวิธี ยึดดอำนาจมา ขอเวลาไม่นาน สุดท้ายอยู่มา 8 ปี พอสักที เราไม่ต้องการคนอย่างพวกคุณอีกแล้ว


ยุคของราษฎร กำลังจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง จะกลับมาเต็มรูปแบบ วันนี้เรามารวมตัวกัน เพื่อยืนยันว่าไม่เห็นด้วย และประกาศศักดาว่า หลังจากนี้เราจะออกมาอีกเรื่อย ๆ สู้ทุกอย่างจนถึงที่สุด และเราจะไม่ให้หนี ต้องกลับมาชดใช้กรรมที่ทำไว้ เดี๋ยวเราได้เห็นแน่ ๆ หลังจากนี้ กลับไปเตรียมตัวกันให้พร้อม เราจะทำให้เห็นว่า ราษฎรจะไม่ถอยให้ชนชั้นนำแม้แต่ก้าวเดียว ขอให้เชื่อมั่นในอำนาจของตัวเองเข้าไว้ จำไว้ ประเทศนี้เป็นของเรา น.ส.ภัสราวลีกล่าวทิ้งท้าย 


โดยช่วงท้าย ปูน ทะลุฟ้า นำผู้ปราศรัยและผู้ดำเนินรายการทุกคนขึ้นเวที อ่านแถลงการณ์ มีรายละเอียดคือ คำวินิจฉัยกรณีการดำรงตำแหน่งเป็นแปดปี ของพล. อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เรื่องแปลกเหนือความคาดหมาย แต่อย่างใด การตีความรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัด อำนาจของฝ่ายบริหาร แล้วเพิ่มอำนาจให้ประชาชนเป็นการกระทำที่ง่ายตายอยู่แล้วและเป็นวัตถุประสงค์ที่เราต้องมีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้กลับไม่ทำ ตรงกันข้ามกลับไปเพิ่มความซับซ้อนที่จะอธิบายให้ได้ว่าหัวหน้าคณะรัฐประหารมีเหตุผลที่เพียงพอที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปจนเกินแปดปีแล้วก็ยังคงอยู่ต่อไปได้อีก 


สาเหตุที่พวกเราไม่ต้องแปลกใจกับคำวินิจฉัยนี้ ไม่ใช่เพราะเหตุผลในทางกฎหมาย แต่เพราะในทางการเมืองชัดเจน แล้วว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีที่มาจากระบบของคสช. โดยชุดปัจจุบันเลือกมาโดย ส.ว. 5 คนเลือกมาโดยสนช. 2 คน ซึ่งทั้ง ส.ว. และสนช. ก็เลือกมาโดยคสช. นั่นเอง พวกเขาจึงทำหน้าที่ปกป้องคสช. อย่างไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่เคยมีคำวินิจฉัย save ประยุทธ์ มาแล้วสามครั้ง ทั้งคดีถวายสัตย์ไม่ครบ คดีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจเหนือการเลือกตั้ง คดีรับผลประโยชน์จากราชการโดยพักบ้านหลวงไม่ยอมออก


ปัญหาที่ใหญ่กว่าการอยู่ยาวของคนคนนี้ในวันนี้ คือ ทางออกจากระบอบผูกขาดอำนาจ ที่องค์กรทั้งหลายมีที่มารวมศูนย์อยู่ที่คนคนเดียว ซึ่งไม่ใช่แค่ประยุทธ์ต้องออกไป แต่ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ สร้างระบบใหม่ที่องค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญ จะตรวจสอบอำนาจรัฐไม่ใช่สนับสนุนอำนาจรัฐ 


อีกไม่เกิน  8 เดือนนับจากวันนี้ จะต้องมีการเลือกตั้งและพวกเราพร้อมที่จะไปเลือกตั้งเพื่อสั่งสอนเผด็จการว่าให้รับรู้ว่า พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนน้อยจนน่าอายเพียงใด 


แต่เราก็รู้ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงถูกควบคุมโดยศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ และกกต. ชุดเดิมที่มาจากระบอบคสช. เช่นเดิม การเลือกตั้งครั้งหน้าไว้ใจไม่ได้เลยว่าการออกกฎกติกา การแบ่งเขตเลือกตั้ง การสั่งลงโทษผู้สมัคร และการนับคะแนนรายงานคะแนนจะเกิดขึ้นอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ดังนั้น การรอคอยวันเลือกตั้งอย่างเดียวจึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะทำ แต่พวกเราจะต้องช่วยกันจับตาการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นให้โปร่งใส เปิดโปงกลโกงและกติกาที่ควบคุมโดยระบอบคสช. สร้างความตระหนักรู้และความตื่นตัวให้กระจายไปทั่วให้พี่น้องประชาชนทั่วฟ้าทั่วแผ่นดิน พร้อมใจกันเดินไปใช้สิทธิเลือกตั้งสั่งสอนเผด็จการอีกครั้งและทุก ๆ ครั้งไปเพื่อยืนยันว่าอำนาจการตัดสินใจในประเทศนี้เป็นของประชาชนมิใช่ของคนที่เขาหลอกลวง


จากนั้นได้ร่วมกันจุดเทียนไว้อาลัยคำวินิจฉัยของศาสรัฐธรรมนูญ และยุติกิจกรรมในเวลา 20.30 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไม่เอานายกเถื่อน #นายก8ปี #ม็อบ1ตุลา65




15 องค์กรนักศึกษาประณามมติ “นายกเถื่อน” ย่ำยีวงการ ชี้ ถ้านับ 60 หลังรปห. 3 ปี ไม่มีสิทธิรับเงินเดือน

 


15 องค์กรนักศึกษาประณามมติ “นายกเถื่อน” ย่ำยีวงการ ชี้ ถ้านับ 60 หลังรปห. 3 ปี ไม่มีสิทธิรับเงินเดือน

 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 ตุลาคม สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมองค์กรนักศึกษา 15 องค์กร เรื่องคำวินิจฉัย “นายกเถื่อน” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่วานนี้ (30 ก.ย.) มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ตัดสินว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อนั้น

 

สำหรับ แถลงการณ์ร่วม 15 องค์กรนักศึกษา ระบุว่า ตามคําวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อไปได้ แม้ว่าจะดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งหมายความว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2568 หรือดำรงตำแหน่ง ต่อเนื่องถึง 10 ปี 7 เดือน และ 12 วัน

 

ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ความว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง” ชี้ให้เห็นว่า การดำรงตำแหน่งของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่ครบ 8 ปี โดยให้เริ่มนับวาระ การขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีผลบังคับใช้ มิใช่วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นวันที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

 

อย่างไรก็ดี ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บทเฉพาะกาล มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ความว่า “ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลัง การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และให้นําความในมาตรา 263 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม” เป็นการรับรองหลักการความต่อเนื่อง ของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ การเริ่มนับเวลาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นการละเลยเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

นอกจากนี้ พิจารณาจากเจตนารมณ์ตาม มาตรา 158 วรรคสี่ การกำหนดระยะเวลาก็เพื่อมิให้ผูกขาดอำนาจในทางการเมือง (สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ, 2562, น. 275) รวมทั้งเหตุผลในการยึดติดอำนาจมากเกินไป ซึ่งทั้งสองเหตุผลเป็นเจตนารมณ์พื้นฐานของกรอบการใช้อำนาจ การเริ่มนับเวลาการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ พ.ศ.2560 เป็นการพิจารณาเพียงตัวอักษร แต่กลับมิได้เหลียวแลสภาพแวดล้อมในความเป็นจริง

 

สุดท้าย หากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ.2560 ก็กลายเป็นว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนในฐานะนายกรัฐมนตรี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ใช่หรือไม่

 

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ ระบุอีกว่า องค์กรนักศึกษาทั้ง 15 องค์กร ขอประณามการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักการ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนไทย ซึ่งเป็นการย่ำยีวงการนิติศาสตร์ ซึ่งคําพิพากษาที่เคยประกาศออกไปจะคงอยู่เรื่อยไป

 

องค์กรนักศึกษา 15 องค์กร
1 ตุลาคม พ.ศ.2565

 

พศิน ยินดี ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เจนิสษา แสงอรุณ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชนกันต์ นภารักษาวงศ์ นายกองค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
สุทธิพงษ์ ลีโคตร นายกองค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา
ธนภัทร ขันชาลี นายกองค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สกลนคร
อิทธิพันธ์ ขวัญดำ นายกองค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กําแพงแสน
สถาปัตย์ เพชรศิราสัณห์ หัวหน้าพรรคจุฬาสามัญชน
กฤตภาส เชษฐเจริญรัตน์ นายกสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปริศนียาภรณ์ บุญจันทร์ ประธานสภานิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร
ต่อลาภ ชูชื่น ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
ดารามี วานิ รักษาการประธานสภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
บัลลังก์ หวันหมาน นายกองค์การบริหาร องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ชิษณุชา ตะละภัฏ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร
พรหมพร สิทธิวงศ์ ผู้แทนกรรมการหอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พงศ์ภัค สามงามยา ประธานสภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #8ปีประยุทธ์ #นายกเถื่อน








มาตามนัด! “ราษฎร-ทะลุฟ้า” ชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยฯ “ธัชพงศ์” แจงปราศรัยไม่เกิน 3 ทุ่ม ไม่ย้ายไปจุดอื่น หากมีกลุ่มไปดินแดง ก็เป็นสิทธิชุมนุมโดยสันติ

 


มาตามนัด! “ราษฎร-ทะลุฟ้า” ชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยฯ “ธัชพงศ์” แจงปราศรัยไม่เกิน 3 ทุ่ม ไม่ย้ายไปจุดอื่น หากมีกลุ่มไปดินแดง ก็เป็นสิทธิชุมนุมโดยสันติ

 

จากการนัดหมายการชุมนุมของกลุ่มราษฎรและเครือข่าย ภายใต้ชื่อ “พอกันที 8 ปี ประยุทธ์” ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยว่าวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลงนั้น

 

วันนี้ (1 ต.ค. 65) เวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เริ่มมีผู้ชุมนุมบางส่วนเข้ามาจับจองพื้นที่บริเวณเกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมถึงศิลปินเพลงเพื่อราษฎร ที่เข้าเล่นดนตรีต่อเนื่องระหว่างผู้จัดกิจกรรมตั้งเวทีปราศรัยพร้อมติดป้ายผ้ารอบพื้นที่ชุมนุม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 

จนเวลา 15.30 น. นายธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย ผู้ประสานงานกลุ่มผู้จัดกิจกรรม ยื่นหนังสือขออนุญาตชุมนุมต่อ พ.ต.อ.บวรภพ สุนทรเรขา ผกก.สน.พญาไท โดยนายธัชพงศ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ทางกลุ่มทำหนังสือขอแจ้งการชุมนุมวันนี้ไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 และได้รับอนุญาตแล้ว จึงได้นำหนังสือมายื่นต่อ ผกก.สน.พญาไท ทำให้วันนี้เราจัดกิจกรรมได้โดยสันติ ปราศจากอาวุธ กิจกรรมในวันนี้จะเป็นการตัดสินใจ และออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ โดยกลุ่มทะลุฟ้า และจะไม่มีการเคลื่อนย้ายไปไหน ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมวันนี้จะจัดเวทีสื่อสารเนื้อหาสาระ และผลพวงของการอยู่ 8 ปีของ พลเอก ประยุทธ์ ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร

    

ทางกลุ่มจะไม่มีการขยับไปที่ไหน และกิจกรรมจะจบไม่เกินเวลา 21.00 น. หลัก ๆ จะเป็นการปราศรัย ปัญหาต่าง ๆ ตลอด 8 ปี และอนาคตจะเป็นอย่างไร ส่วนการแต่งดำเพื่อไว้อาลัยคำตัดสินนั้น เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 ต.ค. ส่วนการชุมนุมหลังจากนี้จะเป็นที่ไหนต้องติดตาม เพราะการเคลื่อนไหวจะมีต่อเนื่องจากหลายกลุ่มแน่นอน” นายธัชพงศ์ กล่าว

      

นอกจากนี้ นายธัชพงศ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับเป้าหมายการชุมนุมครั้งนี้ ต้องการสื่อสารถึงความไม่ชอบธรรมของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีใครยอมรับได้ เราถือว่าเป็นโมฆะไม่ชอบธรรม พลเอก ประยุทธ์ ได้ตายทางการเมืองไปแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญพยายามยื้อต่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง ต่อจากนี้ความรุนแรงทางการเมืองจะเริ่มระอุขึ้น พรรคฝ่ายค้านก็เริ่มมีท่าทีแล้ว เหมือนศาลรัฐธรรมนูญได้เติมเชื้อไฟ จึงสมควรต้องพิจารณาตัวเองบ้าง

     

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นไปแยกดินแดง นายธัชพงศ์ ตอบว่า เราก็ไม่ว่ากัน ใครจะไปไหนก็เป็นสิทธิที่จะชุมนุมอย่างสันติ แต่กลุ่มทะลุฟ้าและเครือข่ายจะอยู่แค่ตรงนี้เท่านั้น ถ้านอกเหนือจากพื้นที่นี้ก็ไม่ใช่พวกเรา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พอกันที8ปีประยุทธ์ #ราษฎร #ทะลุฟ้า