วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 4


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 4


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อม – ราชประสงค์ – ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 2


ปฏิบัติการขั้นที่ 2 ขั้นการวางกำลังตรึงพื้นที่รอบนอกเพื่อป้องกันการเติมคนของผู้ชุมนุม นปช. ขั้นตอนนี้ในรายงานระบุว่าใช้เวลา 4 วัน คือตั้งแต่วันที่ 15 – 18 พฤษภาคม ปฏิบัติการของทหารได้กระทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนทั่วไปซึ่งไม่ได้เป็นผู้ชุมนุมรวมอยู่ด้วย ยังผลให้ประชาชนได้รู้ได้เห็นและเกิดความไม่พอใจในการกระทำของเจ้าหน้าที่ และได้มีการออกมาชุมนุมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ


ปฏิบัติการของทหารในขั้นตอนที่ 2 นี้ถือว่าเป็นปฏิบัติการที่โหดร้ายแบบเต็มรูปแบบ มีการใช้ความป่าเถื่อนของเผด็จการในการเข่นฆ่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายชีวิตในหลายพื้นที่ดังต่อไปนี้


บริเวณบ่อนไก่ วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ผู้เสียชีวิตได้แก่


1) นายมานะ แสนประเสริฐศรี เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.

2) นายพรสวรรค์ นาคะไชย เสียชีวิตเพราะถูกยิงที่ท้อง เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.

3) นายวารินทร์ วงศ์สนิท ถูกยิงบริเวณหน้าอก เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.

4) นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง ถูกยิงเส้นเลือดแดงใหญ่ทะลุ เวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น.


นอกจากย่านบ่อนไก่บริเวณศาลาแดงก็มีการเสียชีวิต นั่นคือ นายวงศกร แปลงศรี ซึ่งถูกยิงด้วยปืน ทำลายขั้วปอดเสียชีวิต ย่านบ่อนไก่ก็ยังถือว่าเป็นสมรภูมิของการสังหารประชาชนทั่วไป เพราะในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ในย่านนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 7 ราย ซึ่งมีรายนามดังนี้


1) นายสมชาย พระสุพรรณ เวลาประมาณ 09.30 น. ถูกยิงที่หัว

2) นายสุพรรณ์ ทุมทอง เวลาประมาณ 10.00-10.30 น. ถูกยิงที่หัว

3) นายวุฒิชัย วราคัม เวลาประมาณ 14.140-14.41 น. ถูกยิงที่บริเวณหลัง

4) นายเฉลียว ดีรื่นรัมย์ เวลาประมาณ 14.00-16.00 น. ถูกยิงที่บริเวณท้อง

5) นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสุกล เวลาประมาณ 15.00-15.30 น. เสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากหลังจากการถูกยิง

6) นายประจวบ ประจวบสุข เวลาประมาณ 15.00-15.30 น. เสียชีวิตเพราะเสียเลือดมากหลังจากการถูกยิง

7) นายสมัย ทัดแก้ว เสียชีวิตจากการรักษาหลังถูกยิงบริเวณหลังลำไส้ทะลุไขสันหลัง


นอกจากย่านบ่อนไก่ซึ่งเป็นพื้นที่การฆ่าของเจ้าหน้าที่ทหาร บริเวณสวนลุมพินี ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ก็มีการตายเกิดขึ้น นั่นคือการตายของนายสุพจน์ ยะทิมา ซึ่งได้ถูกกระสุนปืนจากทหารยิงเข้าที่หัว เสียชีวิตในช่วงค่ำของวันนั้น


การสูญเสียชีวิตในย่านราชปรารภในวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ทั้งผู้ชุมนุมและผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม กับอีก 6 รายของยุทธการกระชับวงล้อมของทหาร ซึ่งมีรายนามดังนี้


1) นายสมาพันธ์ ศรีเทพ เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. จากการถูกยิงที่หัว

2) นายสุภชีพ จุลทรรศน์ เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. จากการถูกกระสุนปืนความเร็วสูงที่หัว

3) นายอำพล ชื่นสี เสียชีวิตเวลาประมาณ 08.30 น. ถูกยิงช่องท้อง

4) นายชาญณรงค์ พลศรีลา เสียชีวิตเวลา 15.50 น. ถูกยิงที่ท้อง

5) นายอุทัย อรอินทร์ เสียชีวิตเวลา 15.00 น. ถูกยิงหลังทะลุเข้าหัวใจ

6) นายธนากร ปิยะผลดิเรก เสียชีวิตเวลา 16.30 น. ถูกยิงบริเวณหน้าแก้มขวา


นี่คือ 6 ศพจากปฏิบัติการย่านราชปรารภวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ด้วยปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่สนใจแก้ปัญหาการเมือง


บริเวณซอยรางน้ำ ย่านราชปรารถ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ก็มีการตายเกิดขึ้นอีก 2 ราย นั่นคือ


1) นายเยื้อน โพธิ์ทองคำ เวลาประมาณ 21.00 น. ถูกยิงทะลุผ่านลำไส้ใหญ่ และ

2) นายสมพาน หลวงชม เวลาประมาณ 22.00 น. ถูกยิงบริเวณในหน้าทะลุคอ


และในบริเวณนี้ก็มีอีก 1 ศพ ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 นั่นคือกรณีของ นายออง ละวิน มูฮัมหมัด อารี ซึ่งเป็นสัญชาติพม่า ซึ่งถูกยิงขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ ถูกยิงหน้าอกทะลุ เวลา 17.30 น. บ่งบอกได้ว่าทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกภาษา คือเป้าหมายในภารกิจห่ากระสุนจริงของทหารครั้งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง



ครม.เงา วีระยุทธ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC หวั่นพาไทยตกอยู่ใต้เงามหาอำนาจจนสูญเสียพลังต่อรองระดับโลก

 


ครม.เงา วีระยุทธ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC หวั่นพาไทยตกอยู่ใต้เงามหาอำนาจจนสูญเสียพลังต่อรองระดับโลก


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1


วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีมครม.เงา ด้านเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วย ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน และพิศาล มาณวพัฒน์ ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ กล่าวในการแถลงสรุปการประชุม ครม.เงา วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ถึงกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่คุ้มค่าซ้ำรอย EEC และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งจนเกินสมดุล


[ อย่าทิ้งไพ่สำคัญของเราให้มหาอำนาจชาติเดียว ]


วีระยุทธ ระบุว่า หากพิจารณาจากความคุ้มค่าทางการเงินเพียงอย่างเดียว รายงานจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ฉบับล่าสุดชี้ชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน มีอัตราผลตอบแทนภายในทางการเงิน (FIRR) เพียงร้อยละ 4.9 และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบถึง 42,000 ล้านบาท


ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์มีประเด็น 2 ชั้นที่ต้องพิจารณาคือเรื่องของ พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยภายหลังการเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนท่าทีโดยนำปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นเหตุผลหลักในการผลักดันโครงการ ซึ่งแม้จะเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ก็น่ากังวลว่าหากมีมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเข้ามามีบทบาทนำหรือให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้ไทยเกิดจุดเปราะบางทั้งเชิงพลังงานและเชิงความมั่นคงในอนาคต


รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยนี้อย่างรอบคอบ ถ้าจะทำโครงการนี้ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ควรใช้เป็นโอกาสวางจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย ทำให้เป็นจุดร่วมลงทุนของประเทศต่างๆ กระจายความเสี่ยงทั้งในเชิงเทคโนโลยีและประเทศที่มาร่วมลงทุน


[ ใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์คือ พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ ที่เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC ]


ด้านภคมน หยิบยกประเด็นร่าง พ.ร.บ. SEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช และอาจขยายพื้นที่ไปได้ถึง 10 จังหวัดภาคใต้ มีลักษณะเป็นการรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และสร้างระบบยกเว้นทางกฎหมายขึ้นมา เช่น การอนุญาตให้เช่าที่ดินนานถึง 99 ปี การให้อำนาจคณะกรรมการในการเร่งรัดกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการเปลี่ยนแปลงผังเมืองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปกติ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


ภคมนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่จำเป็นต้องรู้ทันรัฐบาล วันนี้เราต้องมองภาพใหญ่ว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ อาจเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. SEC แม้แน่นอนว่าปัจจุบันคนใต้ต้องการ “เครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่” เพื่อต่อยอดจากฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ สร้างงานสร้างรายได้ในพื้นที่ แต่การโฆษณาโครงการนี้ของรัฐบาลโดยไม่ได้พูดถึงที่มาที่ไปของโครงการอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิขาดในการบริหารจัดการของทุนต่างชาติ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัด กำลังเป็นการขายฝันและฉวยโอกาสมากเกินไป สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือเม็ดเงินที่จะสร้างนั้นสร้างให้ใคร และใครจะการันตีได้ว่าบทเรียนที่เกิดขึ้นกับ EEC จะไม่เกิดกับภาคใต้อีก


ภคมนกล่าวด้วยว่า ตนเสียดายที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ยกเลิกการลงพื้นที่ เพราะท่านควรลงพื้นที่ไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง ถ้าไม่รู้จะไปฟังที่ไหน ตนแนะนำที่อ่าวเคยจังหวัดระนอง ประชาชนที่นั่นพร้อมให้ข้อมูล และทราบมาว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการกว้านซื้อที่ดินไปแล้วประมาณ 500 ไร่จากบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของ “อาม่า”


[แลนด์บริดจ์คือการวางตำแหน่งประเทศไทยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ]


พิศาล ในฐานะที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของ ครม.เงา ให้ทัศนะว่า ความชาญฉลาดของผู้นำอยู่ที่การใช้ "ไพ่" ที่ประเทศไทยมีอยู่ ทั้งทำเลที่ตั้งและขนาดเศรษฐกิจ โดยไทยควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งจนเกินสมดุล


พิศาลระบุว่า ปัจจุบันจีนให้ความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์มากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากจีนต้องการลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา แต่หากรัฐบาลไทยยินยอมให้จีนเข้ามาลงทุนภายใต้เงื่อนไขที่เป็นผู้ควบคุมการบริหารจัดการ จะเท่ากับว่าไทยกำลังละทิ้งการพัฒนาความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมหาอำนาจ


วันนี้โครงการแลนด์บริดจ์ถือไพ่ใบใหม่ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยหรือไม่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ไพ่ใบนี้จะทำให้พลังต่อรองของประเทศไทยต่อมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุน และต่อมหาอำนาจรวมถึงประเทศอื่นที่ไม่ได้มาลงทุน มากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้ไทยเป็นแหล่งดึงดูดเงินเงินทุนและเทคโนโลยีจากนานาประเทศมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้เราเป็นเพียงทางผ่านหรือส่วนต่อทางเศรษฐกิจหรือเราสามารถกำหนดแนวทางที่เป็นอิสระได้มากขึ้นหรือน้อยลง


ครม.เงา เสนอทางออกว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์จริง ๆ ก็ควรใช้วิธีการกระจายแหล่งเงินทุน (Diversify) จากหลายกลุ่มประเทศ ทั้งจีน ตะวันตก และตะวันออกกลาง พร้อมจ้างมืออาชีพที่มีประสิทธิภาพสูงมาบริหารจัดการ เพื่อให้แลนด์บริดจ์กลายเป็น "ไพ่ใบใหม่" ที่เพิ่มพลังดึงดูดและอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินและใช้สิทธิขาดเหนือทรัพยากรของคนในพื้นที่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

ครม.เงา พรรคประชาชน ศิริกัญญา ย้ำ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน - กู้ครั้งสุดท้าย ต้องไม่หว่านแห ไม่ลักไก่สอดไส้โครงการระยะยาว ไม่ตีเช็คเปล่า มาพร้อมแผนใช้หนี้


ครม.เงา พรรคประชาชน ศิริกัญญา ย้ำ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน - กู้ครั้งสุดท้าย ต้องไม่หว่านแห ไม่ลักไก่สอดไส้โครงการระยะยาว ไม่ตีเช็คเปล่า มาพร้อมแผนใช้หนี้


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1


ด้านศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีม ครม.เงาด้านปฏิรูปรัฐ แสดงความเห็นต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท


ศิริกัญญาชี้ว่า มาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่ผ่านมายังคงตกหล่น ไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป ไม่ได้พุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ควรได้รับ เช่น กลุ่มขนส่งที่ได้รับผลกระทบสูงยังได้รับการเยียวยาน้อยเกินไป กลุ่มประมงโดยเฉพาะประมงพื้นบ้านไม่ได้รับการเยียวยาจนถึงบัดนี้


แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำคือ การแจกเงินเยียวยา 2 แสนล้านบาทนี้มีแผนใช้ครั้งเดียวหมดภายใน 4 เดือน ส่วนใหญ่เทไปที่โครงการคนละครึ่งซึ่งมีลักษณะของการเยียวยาแบบหว่านแห อันจะนำไปสู่ปัญหาว่าคนที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนคนที่ได้รับอาจไม่ได้เดือดร้อนจริง และหากสงครามและวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ คำถามคือหากหลังจากนี้สงครามยังไม่จบ ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลจะทำอย่างไร ต้องกู้เงินก้อนใหม่อีกหรือไม่ ในเมื่อสถานการณ์ทางการคลังปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นการกู้รอบสุดท้าย ไม่ได้อยู่ในจุดที่อนุญาตให้รัฐบาลกู้ก้อนใหม่ได้อีกเลยด้วยซ้ำไป จึงมองได้ว่าการใช้เงินกู้ไปกับโครงการคนละครึ่ง ไม่ได้ตั้งใจจะเยียวยาประชาชน แต่กำลังใช้เงินกู้ เพื่อกู้คะแนนนิยมของรัฐบาลที่กำลังตกต่ำหรือไม่


ศิริกัญญากล่าวว่า ตนไม่ติดใจที่จะออก พ.ร.ก. เพื่อกู้เงินตามแผนงานที่ 1 จำนวน 2 แสนล้านบาทสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีความจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่เงินกู้ตามแผนงานที่ 2 อีกจำนวน 2 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนงานนี้แม้มีความสำคัญ แต่ไม่เร่งด่วนถึงขนาดที่จะต้องออก พ.ร.ก. เสนอว่ารัฐบาลควรจัดทำแผนงบประมาณรายละเอียดโครงการให้ชัดเจนแล้วออกเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาตรวจสอบของสภาและใช้เวลาราวสามเดือนก็น่าจะสามารถออกกฎหมายได้


ดังนั้น ครม.เงา จึงเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงการออกแบบมาตรการการเยียวยาให้เน้นมุ่งเป้ามากขึ้น และ ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห ต้องไม่มีการสอดไส้โครงการระยะยาวและต้องมีการแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

'ครม.เงา ปชน.' ชง 3 วาระถึงรัฐบาล จี้เยียวยาภาคขนส่ง-ประมง หลังเกิดวิกฤติพลังงาน เตือน 'แลนด์บริดจ์' ส่อซ้ำรอย EEC ย้ำถ้ารัฐบาลมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประเทศไทยจะดีขึ้นทุกสัปดาห์


'ครม.เงา ปชน.' ชง 3 วาระถึงรัฐบาล จี้เยียวยาภาคขนส่ง-ประมง หลังเกิดวิกฤติพลังงาน เตือน 'แลนด์บริดจ์' ส่อซ้ำรอย EEC ย้ำถ้ารัฐบาลมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ประเทศไทยจะดีขึ้นทุกสัปดาห์


วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชนนำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1 เน้นย้ำการทำงานของ ครม.เงา ว่าเป็นกลไกที่ใช้วาระนำ (agenda-based) เพื่อยกระดับการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและเสนอทางเลือกเชิงนโยบายให้สังคมได้พิจารณา โดยมีข้อสรุปจากการประชุม ดังนี้


1. เรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาภาคขนส่งและประมงซึ่งแบกต้นทุนพลังงานสูงสุด แต่กลับถูกทอดทิ้ง วิกฤตการณ์ด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในระดับที่แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ครม.เงา เรียกร้องให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเยียวยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องไม่ละเลยผู้ประกอบการกลุ่มประมงและกลุ่มขนส่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มได้เข้ามาบอกเล่าปัญหาความเดือดร้อน และหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ตรงจุดและเหมาะสม


2. เตือนโครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอย EEC และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้ง “ไพ่ใบสำคัญ” หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง


3. ข้อห่วงใยต่อการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เนื่องจากมีความเสี่ยงจะเป็นการใช้เงินโดยไร้หลักการ กู้มาแจกระยะสั้นเพื่อหวังคะแนนนิยม แต่ไม่เตรียมพร้อมรับมือกรณีสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ โดย ครม. เงาเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส รัดกุม ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และต้องแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ


พรรคประชาชนขอยืนยันว่า กลไก ครม.เงา จะดำเนินบทบาทคู่ขนานไปกับการทำงานของรัฐบาล เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นได้ในทุกสัปดาห์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา













รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 3


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 3


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


14 พฤษภาคม 2553


ปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบนั้นเริ่มต้นเช้าวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ปฏิบัติการขั้นต้นนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.20 น. ทหารสั่งการให้ผู้ชุมนุมออกจากถนนพระราม 4 แต่ถูกผู้ชุมนุมตั้งแนวรับเอาไว้จนถึงเวลาประมาณ 14.00 น. ถึง 15.00 น.


การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมบริเวณสวนลุมพินีก็เริ่มขึ้น นายประจวบ ศิลาพันธ์ ถูกกระสุนปืนยิงทะลุหัวใจ และต่อมาก็มีผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือ นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่บริเวณคอภายในสวนลุมฯ ซึ่งสถานการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นสื่อมวลชนรวมอยู่ด้วย 4 คน และมี 2 คน หนึ่งคนเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และอีกคนเป็นผู้รายงานข่าวชาวแคนาดา ช่อง France24 และอีก 1 ศพจากการกระทำขั้นรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐที่สวนลุมฯ ตรงบริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 คือ นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ ซึ่งถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่หัว ทำลายสมอง


ความตายย่านบ่อนไก่ 14 พฤษภาคม 2553


ย่านบ่อนไก่นับเป็นจุดวิกฤตที่สุดของปฏิบัติการอันเลวร้ายของทหาร เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร เสียงกระสุนจากทหารนั้นนับว่าได้ยินอยู่เกือบตลอดเวลา การปฏิบัติการของทหารบริเวณนี้เป็นปฏิบัติการทางการทหารเต็มรูปแบบ เสมือนทำสงครามรบในเมือง มีการใช้กำลังถึง 3 กองพล มีคำสั่งการใช้กระสุนจริง ซึ่งทหารถือเอาบทเรียนความพ่ายแพ้ในวันที่ 10 เมษายนมาเป็นบทสรุป และคำสั่งการใช้กระสุนจริงซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้ทหารเชื่อมั่น มีจิตใจรุกรบมากขึ้น ซึ่งก็นับว่าได้ผลตามต้องการ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมตกอยู่ในสภาพเหมือนนกในกรง และผลของปฏิบัติการในย่านบ่อนไก่ของวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ทำให้ผู้ชุมนุมสูญเสียชีวิตไป 4 คน ดังนี้


1) นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง เสียชีวิตจากการถูกยิง 2 นัดเข้ากลางหลังและหัวไหล่ เวลาประมาณ 12.30 น.

2) นายอินแปลง เทศวงศ์ ถูกกระสุนบริเวณหน้าอกทะลุปอด เวลาประมาณ 13.30 น. ถึง 14.00 น.

3) นายบุญมี เริ่มสุข ถูกยิงบริเวณช่องท้อง เวลาประมาณ 16.00 น.

4) นายเสน่ห์ นิลเหลือง ถูกยิงหน้าอกทะลุเส้นเลือด เวลาประมาณ 17.30 น.


นี่คือผลของปฏิบัติการเต็มรูปแบบเพื่อเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่เปรียบเสมือนนกในกรง ซึ่งทางทหารจะชี้เป้ายิงใครก็ได้ โดยจากพยานหลักฐานภาพวีดีโอและภาพถ่ายที่มีก็สรุปได้ว่า ทั้ง 4 ราย เสียชีวิตจากการปฏิบัติการทางทหารด้วยกระสุนจริงจากเจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน


ความตายที่ย่านราชปรารภ


ที่ราชปรารภก็นับว่าเป็นอีกบริเวณที่มีการบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก ด้วยพื้นที่แถบนี้เป็นบริเวณที่มีตึกสูง เป็นย่านการค้าการลงทุน รายล้อมด้วยชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่ของหน่วยสไนเปอร์และหน่วยพลซุ่มยิงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญในการฆ่าจนเกิดการเสียชีวิตในย่านราชปรารภในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 มีดังนี้


1) นายชัยยันต์ วรรณจักร เสียชีวิตก่อนเวลา 18.30 น. ถูกยิงช่องท้องด้านขวา

2) นายทิพเนตร เจียมพล เสียชีวิตเวลา 17.30 น. ถูกยิงที่บริเวณหัวไหล่

3) นายบุญทิ้ง ปานศิลา เสียชีวิตเวลาประมาณ 19.36 น. จากบาดแผลที่คอ

4) นายกิติพันธ์ ขันทอง เสียชีวิตเวลาประมาณ 19.30 น. จากการถูกกระสุนปืนบริเวณท้อง

5) นายสรไกร ศรีเมืองปุน เสียชีวิตเวลาประมาณ 23.00 น. ถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูงที่หัว

6) นายเหิน อ่อนสา เสียชีวิตเวลาประมาณ 23.00 น. จากการถูกยิงบริเวณขาหนีบ

7) นายธันวา วงศ์ศิริ เสียชีวิตเวลาประมาณ 19.30 น. จากการถูกยิงบริเวณหน้าข้างซ้าย


นอกจากนี้บริเวณแยกราชปรารภในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ก็ยังมีการเสียชีวิตอีก 4 รายคือ


1) น.ส.สัญธะนา สรรพศรี เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.20 น. จากการถูกยิงที่คอ

2) นายมนูญ ท่าลาด เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.20 น. จากการถูกยิงที่หัว

3) นายพัน คำกอง เสียชีวิตเวลาประมาณเที่ยงคืน จากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง

4) ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ เสียชีวิตเวลาประมาณเที่ยงคืน จากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ซึ่งนับว่าเป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุน้อยที่สุดเพียง 14 ปี


นับเป็นสิ่งที่ประจักษ์ให้เห็นไปทั่วทุกมุมโลกถึงความโหดร้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งเด็ก, ผู้หญิง หรือแม้แต่อาสาสมัครพยาบาล


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง







เปิดรายชื่อส.ก. ของพรรคประชาชน ทั้ง 50 คน

 


เปิดรายชื่อส.ก. ของพรรคประชาชน ทั้ง 50 คน 


 เขตคลองสาน - ณัฐจิรา ศุภพันธ์ (ณัฐ)

 เขตคลองสามวา - สุรเกียรติ หวังพิทักษ์ (อักรอม)

 เขตคลองเตย - พลอย เตลาน (ลัญ)

 เขตคันนายาว - นันท์นภัส สุขสิริฐานันท์ (กาญจน์)

 เขตจตุจักร - อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย (มาร์ท)

 เขตจอมทอง - กิรติ จงพิพิธพร (บาส)

 เขตดอนเมือง - อดิศร ฤกษ์ลักษณี (โบ๊ท)

 เขตดินแดง - อัมรินทร์ สวัสยานุภาพ (ทนายจัมโบ้)

 เขตดุสิต - อัครชัย กันธมาลา (มิก)

 เขตตลิ่งชัน - กันตพงศ์ ดีชัยยะ (แมพ)

 เขตทวีวัฒนา - ณัฐนนท์ นาคหล่อ (หลุยส์)

 เขตทุ่งครุ - มหัทธวัฒน์ พรเภตรา (บอสส์)

 เขตธนบุรี - สุวิจักขณ์ วิริยะธนการ (สิทธิ์)

 เขตบางกอกน้อย - อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ (อริ) 

 เขตบางกอกใหญ่ - พลวริศ สุทธิคีรี (ภู)

 เขตบางกะปิ - วีระชาติ เสประธานนท์ (โจ้)

 เขตบางขุนเทียน - เอษณา จรัสสุริยพงศ์ (เอ)

 เขตบางคอแหลม - กิตติสัณห์ อุตสาหประดิษฐ์ (เอิร์ธ)

 เขตบางซื่อ - ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย (เนอส)

 เขตบางนา - ฉัตรชัย หมอดี (โต้ง)

 เขตบางบอน - เขมชาติ ฉัตรตรัสตรัย (เขม)

 เขตบางพลัด - เอกนรินทร์ พัชรประกาย (เบียร์)

 เขตบางรัก - วนัสญาย์ สิริเหมะเวคิน (จ๋า)

 เขตบางเขน - ภาณุวัฒน์ ศรีวงษา (นุ)

 เขตบางแค - อำนาจ ปานเผือก (นาจ)

 เขตบึงกุ่ม - อภิชาต ปรางทอง (ตูน)

 เขตปทุมวัน - อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ (อัญอัญ)

 เขตประเวศ - ฐาปนีย์ สุขสำราญ (เกตุ)

 เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย - อัยรินทร์ กลางประพันธ์ (แป้ง)

 เขตพญาไท - วรวิทย์ ฉายสุวรรณ์ (เก๋า)

 เขตพระนคร - อดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์ (เจด)

 เขตพระโขนง - สราวุธ อนันต์ชล (หนุ่ม)

 เขตภาษีเจริญ - พัณณ์ชิตา รณบรรณ (ลิ้ม)

 เขตมีนบุรี - กิตติคุณ รุจิมงคล (วิน)

 เขตยานนาวา - ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร (ท๊อป)

 เขตราชเทวี - เอกกวิน โชคประสพรวย (วิน)

 เขตราษฎร์บูรณะ - ปิยวัช รังผึ้ง (ป้อง)

 เขตลาดกระบัง - อานนท์ แม้นเพชร (โอม)

 เขตลาดพร้าว - ณภัค เพ็งสุข (ต้น)

 เขตวังทองหลาง - อธิการ ถิรวิริยพล

 เขตวัฒนา - ภัคญดา อำนวยเดชกร (เอลฟ์)

 เขตสวนหลวง - มาโนช วงศ์เกตุใจ (ต้อง)

 เขตสะพานสูง - เมธิณี หวังพิทักษ์ (เมย์)

 เขตสัมพันธวงศ์ - ธนภัทร เทียนกระจ่าง (ลาเต้)

 เขตสาทร - ไซราม ประกายกิจ (ครูทอมมี่)

 เขตสายไหม - ภมร พลจันทร์ (อ๊อฟ)

 เขตหนองจอก - หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ (หยก)

 เขตหนองแขม - กิตติคุณ กชกรจารุพงศ์

 เขตหลักสี่ - ณพวิทย์ วงศ์อารีย์ (ที)

 เขตห้วยขวาง - ปภาวิน ติณณ์พิพัฒน์โสภณ (ปังปอนด์)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“เท้ง” ยืนยันสู้สนาม กทม. เพื่อผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ครบทั้งผู้ว่า ส.ก. ทีมบริหาร ผนึกกำลัง สส.กทม. รับใช้คนกรุงเทพฯ

 


“เท้ง” ยืนยันสู้สนาม กทม. เพื่อผลักดันวาระเมือง ส่งฟูลทีมสร้างกรุงเทพที่ง่ายขึ้น ครบทั้งผู้ว่า ส.ก. ทีมบริหาร ผนึกกำลัง สส.กทม. รับใช้คนกรุงเทพฯ


วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวปิดท้ายเวทีถึงเหตุผลที่พรรคตัดสินใจสู้ในสนาม กทม. โดยระบุว่าการตัดสินใจส่งตัวแทนพรรคลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน ไม่ใช่การช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง ไม่ใช่แค่การรักษาฐานเสียง แต่คือโอกาสในการนำเสนอวาระเมืองของกรุงเทพ ว่าอีก 4 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า กรุงเทพควรมีหน้าตาแบบไหน


“เราต้องการสร้างกรุงเทพที่เป็นหลังพิงให้กับคนที่ล้ม และเป็นลมใต้ปีกให้กับทุกคน มีสวัสดิการโอบอุ้มคนทุกคนอย่างเท่าเทียม และสร้างโอกาสในการเติบโต ตั้งตัว ขยายธุรกิจ ค้าขายง่ายขึ้น เลี้ยงครอบครัวง่ายขึ้น เดินทางง่ายขึ้นสำหรับทุกคน 


แต่ทั้งหมดนี้ ไม่สามารถทำได้โดยผู้ว่าเพียงคนเดียว การที่เราจะดูแลคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพให้ครบถ้วน เราต้องทำงานร่วมกันในหลายระดับ


เราต้องการ สส. แก้กฎหมาย เพิ่มอำนาจให้ กทม. จัดการคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพให้ได้มากขึ้น

เราต้องการ ผู้ว่า กำหนดทิศทางนโยบาย บริหารเมือง ขับเคลื่อนกลไกการทำงาน


เราต้องการทีมบริหารมืออาชีพ เพื่อดูแลงานแต่ละด้านด้วยประสบการณ์ ข้อมูล และองค์ความรู้ 

เราต้องการ สก. ดูแลพื้นที่ ใกล้ชิดประชาชนอย่างทั่วถึงในทุกเขต ตรวจสอบงบประมาณที่ควรใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพ รวมถึงผลักดันวาระเขต ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างตรงจุด


และที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้คือ “ประชาชน” คนกรุงเทพ ที่จะต้องได้รับการดูแลจากเมือง ๆ นี้ พวกคุณเองก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมือง ผ่านการมีส่วนร่วม คิด ออกแบบนโยบาย ติดตามตรวจสอบการทำงานของเมือง / โดยเมืองที่ดี ต้องเอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ง่าย โปร่งใส มีความหมาย ไม่เป็นภาระกับประชาชน 


วันนี้ ผมยืนยันว่าพรรคประชาชนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าด้วยความพร้อม ครบทุกด้าน หลายท่านอาจจะมองว่าสนามนี้สู้ยาก ผมยอมรับว่ายาก เพราะผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน ท่านทำงานได้ดี เป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชน แต่เราพร้อมสู้ เรามั่นใจว่าเรามีวาระกรุงเทพที่จะนำเสนอต่อประชาชน และเรามีฟูลทีม”


ณัฐพงษ์ได้เปิดรายชื่อทีมบริหาร กทม. ได้แก่ 

1. วรภพ วิริยะโรจน์ ดูแลด้านเศรษฐกิจและการคลัง

2. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ดูแลด้านปราบปรามคอร์รัปชัน

3. วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ดูแลด้านสวัสดิการ

4. ศ.อมร พิมานมาศ ดูแลด้านโยธา

5. นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ดูแลด้านสาธารณสุข


นอกจากนี้ยังมีทีมที่ปรึกษาอีก 2 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางนโยบายและการบริหารราชการ กทม. ได้แก่

1. เดชรัต สุขกำเนิด ดูแลด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม 

2. เพียงพนอ บุญกล่ำ ดูแลด้านปฏิรูประบบราชการ


“นี่คือฟูลทีม ที่มีครบทั้งเจตจำนงทางการเมือง ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และความสามารถในการผลักดันกฎหมาย พร้อมเปลี่ยนเรื่องยาก ๆ ให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เช่นการใช้สิทธิ 30 บาท และการส่งตัวผู้ป่วย การจัดการจราจร และการกำหนดเส้นทางขนส่งสาธารณะ การจัดการมลพิษ และฝุ่น PM2.5 ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ ล้วนเป็นปัญหาใกล้ตัวที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้การผลักดันไปพร้อมกันทุกระดับ ตั้งแต่การถ่ายโอนภารกิจจากรัฐส่วนกลางไปยังท้องถิ่น การแก้ไขกฎหมายในระดับประเทศ เช่น พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ควบคู่กับการผ่านข้อบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายในระดับท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายบางฉบับ เราสามารถผลักดันจนเป็นผลสำเร็จ ถึงแม้ยังเป็นเสียงส่วนน้อยในสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และสภากรุงเทพมหานคร” 


ณัฐพงษ์ปิดท้ายด้วยการกล่าวขอบคุณคนกรุงเทพ ที่มอบความไว้วางใจให้กับพรรคประชาชนผ่านการเลือกตั้ง สส. 2 สมัยที่ผ่านมา และเชิญชวนทุกคน เปลี่ยนความไว้วางใจเหล่านั้น เป็นคะแนนเสียงเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พร้อมซัพพอร์ตคุณในทุกแง่มุมของชีวิต


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน