วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567

“ผู้สมัครสว.ร้องกกต. ขอความเป็นธรรม ปมสว.สมชาย โพสต์ 149 ผู้สมัครส่อ ฮั้วคัดเลือกสว.ยันไม่เอาผิด “สมชาย” เหน็บ เป็นผู้รู้กฎหมาย ซ้ำเป็นผู้ให้คุณโทษ กลับจ้อทำผู้สมัครเสียหาย

 


“ผู้สมัครสว.ร้องกกต. ขอความเป็นธรรม ปมสว.สมชาย โพสต์ 149 ผู้สมัครส่อ ฮั้วคัดเลือกสว.ยันไม่เอาผิด “สมชาย” เหน็บ เป็นผู้รู้กฎหมาย ซ้ำเป็นผู้ให้คุณโทษ กลับจ้อทำผู้สมัครเสียหาย  


เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 10.00น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ผู้สมัครคัดเลือกสว. และบก.ประชาไท เข้ายื่นหนังสือต่อกกต. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์หลังจากที่นายสมชาย แสวงการ สว.ได้โพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตว่ามีผู้สมัครสว. 149 คน อาจเข้าข่ายกระทำการฮั้วคัดเลือกสว. เนื่องจากแต่ละกลุ่มอาชีพมีผู้สมัครไม่เกิน 2 คน โดยนายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า รายชื่อที่นายสมชาย ได้โพสต์ได้มีการระบุอักษรย่อชื่อ นามสกุล กลุ่มที่ลงสมัคร จังหวัด อำเภอ รายชื่อ และช่วงนี้อยู่ในช่วงของการแนะนำตัวของผู้สมัครสว. ซึ่งตนเป็นหนึ่งใน 149 รายชื่อ โดยจะรู้ได้เลยว่าในรายชื่อเหล่านั้นมีใครบ้าง



ทั้งนี้นายสมชาย เคยเป็นหนึ่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 , 2557 รวมถึงดำรงตำแหน่งเป็นสว. รวมถึงยังเคยทำดุษฎีนิพนธ์ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ที่เหมาะสมกับสังคมไทย นั่นแปลว่านายสมชาย ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า 149 รายชื่อ เป็นใคร รวมถึงสื่อก็สามารถรู้ได้เช่นกันว่ามีใครบ้าง อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ตนได้เข้าไปคอมเม้นในโพสต์ดังกล่าว แต่นายสมชาย ไม่ยี่หระ ไม่ได้มีการตรวจสอบ หรือแก้ต่างให้ด้วย ซึ่งถ้าหากพูดถึงความเป็นธรรม นายสมชาย ก็เคยเป็นนักข่าวเก่า ก็ควรจะให้ความเป็นธรรมกับตน และคนอื่น ๆ บ้าง ซึ่งคนที่มีรายชื่อได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้แล้วแม้เป็นเพียงตัวอักษรย่อก็ตาม



“ผมมายื่นชี้แจงเพื่อความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากวันที่ 3 มิ.ย. มีการตอบโต้ไปมา และสอบถามไปยังประธานกกต.ในประเด็นนี้  ถึงแม้จะพูดว่าไม่เชื่อว่าเป็นการฮั้ว แต่ได้บอกว่ากำลังตรวจสอบ และเสนอข่าวใหญ่ทำให้เราเดือดร้อนซ้ำสอง เพราะคนเห็นว่ากรณีนี้มีมูลใช่หรือไม่จึงตรวจสอบ ผมจึงมาชี้แจงในเบื้องต้นเพื่อความบริสุทธิ์ใจ แต่ไม่มีความตั้งใจจะดำเนินคดีกับนายสมชาย แม้ที่ผ่านมาคุณสมชาย ก็เป็นคนให้ความรู้ในด้านกฎหมาย แต่ถ้าเลื่อนไปดูที่มาตรา 76 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ซึ่งมีข้อห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่นายสมชาย ก็เป็นคนที่ให้คุณและให้โทษกับผู้สมัครว่า จะได้หรือไม่ได้คะแนน และมาตรา 78 ของพ.ร.ป.ดังกล่าว ระบุเรื่องการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จทำให้ผู้สมัครคนอื่นทำละเมิดพ.ร.ป.นี้ จึงขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้ในสมดุลแห่งข่าว และข้อเท็จจริงด้วย  เพราะชาวบ้านเขาอาจจะเห็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ได้ และคุณสมชาย ก็ไม่ใช่ชาวบ้านตาดำ ๆ” นายเทวฤทธิ์ กล่าว



นายเทวฤทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการเช็คในเว็บไซต์กกต.ระบุถึงคนที่สมัคร 1-2 คน ซึ่งคาดการณ์ได้ว่ามีโอกาสที่จะฮั้ว แต่ไม่ได้หมายความเขาจะเป็นคนที่ฮั้วมาลง แม้คุณจะตั้งประเด็นว่ารู้หรือไม่พื้นที่บางแห่งมีผู้สมัครน้อยแล้วไปลง แต่ถ้าไปเช็คมีพื้นที่ฟันหลอมากมาย คือผู้สมัครเพียงคนเดียว ซึ่งเขาไม่ปล่อยให้ฟันหลอสำหรับคนที่มุ่งหวังโอกาสจากการฮั้วนี้ แต่ในเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องฮั้ว แต่เป็นบัญชีผู้สมัคร 1-2 คนในกลุ่มวิชาชีพในจังหวัดนั้น ๆ


ด้านนายวรัญชัย โชคชนะ ผู้สมัครสว. ได้มายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานกกต.  มีระบุว่าเป็นการให้กำลังใจกับกกต.ในการทำงานเดินหน้าต่อไป ในการจัดการเลือกตั้งสว.ทุกระดับทั้งระดับอำเภอ จนถึงประเทศ ตลอดจนถึงการประกาศผลเลือกในวันที่ 2 กรกฎาคม โดยไม่ต้องหวั่นไหวแต่แรงเสียดทานหรือกระบวนการล้ม เลิก เลื่อนการเลือกของกลุ่มอดีตสว. พี่จะได้รักษาการณ์อยู่นานๆ ทั้งนี้หากผู้สมัครสว. คนใดกระทำผิดก็ต้องลงโทษเฉพาะคนไม่ใช่เหมาเข่งทั้งหมด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สว67 #กกต

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก “ณัฐชนน ไพโรจน์” 1 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี คดีละเมิดอำนาจศาล ในการชุมนุมเมื่อ 29 เม.ย. 64

 




ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก “ณัฐชนน ไพโรจน์” 1 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี คดีละเมิดอำนาจศาล ในการชุมนุมเมื่อ 29 เม.ย. 64


วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานผ่านโซเชียล X ในคดี #ละเมิดอำนาจศาล ของ “ณัฐชนน ไพโรจน์ นักกิจกรรมทางการเมือง ความว่า


ศาลฎีกาพิพากษาคดีณัฐชนน ไพโรจน์ ชุมนุมหน้าศาลอาญาวันที่ 29 เม.ย. 64 เห็นว่าการแสดงออกของผู้ถูกกล่าวหา เป็นการ #ละเมิดอำนาจศาล ตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์


แต่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาชุมนุมบริเวณหน้าบันได ไม่ได้เข้าไปในบริเวณศาล การรอการลงโทษจึงเป็นผลดีกว่า พิพากษาแก้โทษกักขัง 1 เดือน เป็นจำคุก 1 เดือน แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ปรับ 500 บาท คุมความประพฤติ 1 ปี และให้ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง


เหตุจากการร่วมชุมนุมและปราศรัยที่ด้านหน้าของศาลอาญาเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2564


ในวันดังกล่าว มีการจัดกิจกรรมยื่นหนังสือ “ราชอยุติธรรม” ต่ออธิบดีผู้พิพากษาอาญา ทว่า ไม่มีผู้พิพากษาคนใดลงมารับจดหมาย จึงมีการโปรยหนังสือพร้อมกับรายชื่อประชาชนกว่า 12,000 ราย ที่ลงนามต่อท้ายหนังสือดังกล่าว ที่บันไดหน้าศาลอาญา ก่อนที่ต่อมา ศาลจะอ่านคำสั่งไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง 7 ราย ในเย็นวันนั้น


เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาเห็นว่าการแสดงออกของณัฐชนน มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 4 เดือน


ต่อมาวันที่ 18 ม.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นตามศาลชั้นต้น แต่เห็นว่าการลงโทษจำคุก 4 เดือนนั้น เป็นโทษที่หนักเกินไป ไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์ จึงให้ลดโทษเหลือจำคุก 1 เดือน และให้เปลี่ยนจากโทษจำคุกเป็นกักขัง 1 เดือนแทน โดยณัฐชนนยังได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา


ขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR 

โฆษกสธ. เผย “สมศักดิ์” ปลื้มหลังผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุ “30 บาทรักษาทุกที่” เป็นนโยบายที่ครองใจประชาชนสูงสุด เผยผลงานรัฐบาลควบคู่การทำงานอย่างหนักของบุคลากรสธ. คาดสิ้นปีปชช.ได้ใช้สิทธิ์ทั้งประเทศ ไม่ต้องมีใบส่งตัว

 


โฆษกสธ. เผย “สมศักดิ์” ปลื้มหลังผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุ “30 บาทรักษาทุกที่” เป็นนโยบายที่ครองใจประชาชนสูงสุด เผยผลงานรัฐบาลควบคู่การทำงานอย่างหนักของบุคลากรสธ.  คาดสิ้นปีปชช.ได้ใช้สิทธิ์ทั้งประเทศ ไม่ต้องมีใบส่งตัว


วันที่ 4 มิถุนายน 2567 น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า หลังจาก นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติแถลงข่าวผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนครบ 6 เดือน ต่อการบริหารงานของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ปี พ.ศ. 2567 พบ นโยบาย/มาตรการ/โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เป็นนโยบายที่ประชาชนมีความพึงพอใจมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 68.4 เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง และเมื่อมาเป็นรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีสั่งทำทันที ตั้งแต่สมัยที่นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นการต่อยอดจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่เคยประสบความสำเร็จสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2544 - 2548  มาถึง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน มารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขต่อยอดทันที 


เป็นความภาคภูมิใจของรัฐบาลและคนในกระทรวงสาธารณสุขทุกคน ทั้งนพ.โอภาส การย์วินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี รองปลัดกระทรวงสธ.ผู้รับผิดชอบดูแลโครงการ ผู้บริหารถึงผู้ปฏิบัติ   บุคลากรทุกภาคส่วนของกระทรวงสาธารณสุขทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งภาคเอกชน รู้สึกยินดีและปลื้มใจมากที่นโยบายนี้ประสบความสำเร็จ ความดีทั้งหลายอันนำมาซึ่งความพอใจของประชาชน และ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ  รวมถึง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดส่งยาไปถึงบ้านผู้ป่วยที่อยู่ในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนประทับใจ ชื่นชอบการให้บริการเพราะประหยัดเวลา สะดวก


น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ สังกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นสถาบันที่รวบรวมข้อมูลทางสถิติได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยเก็บรวบรวมจากประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ตัวอย่างจากทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 6,970 ระหว่างวันที่ 22 เมษายน - 15 พฤษภาคม 2567 สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนได้รับประโชน์อย่างแท้จริง นโยบายนี้เพิ่งเริ่มระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มกราคม2567 นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรีและนราธิวาส ระยะที่ 2 เริ่มเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 นำร่อง 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญและพังงา และระยะที่ 3 ในเดือนพฤษภาคม เพิ่มเป็น 6 เขตสุขภาพ อีก 33 จังหวัดทั้งภาคเหนือตอนบนตอนล่างในเขตสุขภาพที่ 1,3,4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเขตสุขภาพที่ 8,9 และภาคใต้ตอนล่างที่เขตสุขภาพที่ 12 จากนั้นระยะที่ 4 จะขยายครอบคลุมทั้งประเทศภายในปี 2567 อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการเริ่มนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเป็นระยะเพื่อนำร่อง ยังไม่ครบทั้ง 76 จังหวัด แต่ด้วยความทุ่มเท เอาจริงเอาจังของคนในกระทรวงสาธารณสุข การสื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างการรับรู้อย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันประชาชนที่ได้รับผลจากการปฏิบัติได้พูดต่อๆกัน ทำให้ผลการสำรวจความคิดเห็นออกมาเช่นนี้  จึงเป็นกำลังใจให้นายสมศักดิ์และผู้เกี่ยวข้องจะพยายามปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์ในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น


โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอให้ประชาชนมั่นใจในรัฐบาลที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และกระทรวงสาธารณสุขยุคใหม่ภายใต้การนำของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ การที่ประชาชนมีสุขภาพที่ดีถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียมกัน”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #30บาทรักษาทุกที่

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2567

“ศิริกัญญา” ร่วมประชุม Shangri-La Dialogue คุยทางออกปัญหาเมียนมา แลกเปลี่ยนพัฒนาการการเมือง-เศรษฐกิจของไทยกับผู้นำรางวัลโนเบลสันติภาพ

 


“ศิริกัญญา” ร่วมประชุม Shangri-La Dialogue คุยทางออกปัญหาเมียนมา แลกเปลี่ยนพัฒนาการการเมือง-เศรษฐกิจของไทยกับผู้นำรางวัลโนเบลสันติภาพ


วันที่ 3 มิถุนายน 2567 ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงการเข้าร่วม Shangri-La Dialogue ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. - 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีประชุมด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ณ ประเทศสิงคโปร์ ที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคเป็นอย่างมาก 


ระหว่างงาน ศิริกัญญาได้เข้าร่วมประชุมในเวทีเสวนาย่อยเกี่ยวกับปัญหาเมียนมา ที่มีตัวแทนผู้นำที่เกี่ยวข้องจากทั้งประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย อังกฤษและสหภาพยุโรปเข้าร่วมนำการเสวนา โดยศิริกัญญาได้เปิดประเด็นคำถามต่อผู้แทนจากประเทศอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนในปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับบทบาทของประเทศไทย ต่อสถานการณ์ในประเทศเมียนมา และประสบการณ์การทำงานระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับรัฐบาลไทยในยุคของรัฐบาลเศรษฐา 


สำหรับบรรยากาศโดยรวมของการเสวนาย่อยด้านเมียนมานี้ ไม่ได้เป็นไปในเชิงบวกมากนัก เพราะผู้นำเสวนาทุกคนเล็งเห็นถึงรากลึกของปัญหาที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน และร่วมเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายยุติความรุนแรงและหาทางออกทางการเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมผ่านการเจรจา ที่จะนำเมียนมาเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย โดยในระหว่างการประชุมมีผู้เข้าร่วมเสวนายกถึงความสำคัญของบทบาทประเทศไทยและประเทศจีนในการนำมาซึ่งสันติภาพในเมียนมาอีกด้วย 


โดยหลังจากการร่วมเสวนาเรื่องเมียนมา ศิริกัญญากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นโยบายด้านเมียนมาของไทยต้องมีความต่อเนื่อง เป็นวาระแห่งชาติ เพราะมีผลกระทบหลายภาคส่วน ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งในต่างประเทศ แต่ยังมีเรื่องอื่น ๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปัญหาฝุ่นข้ามชาติ ยาเสพติด หรือผู้อพยพ ที่เป็นผลโดยตรงจากความไม่สงบ” 


“แต่ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล จากปัจจัยต่าง ๆ ในประเทศไทย ทำให้เราไม่สามารถดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่อง และแสดงความเป็นผู้นำของอาเซียนในเรื่องนี้ได้ ซึ่งเรื่องความไม่ต่อเนื่องนี้ ก็เป็นปัญหาที่ตัวแทนของรัฐบาลอินโดนีเซียได้ชี้ให้เห็นในระหว่างเสวนา”


นอกจากนั้น ศิริกัญญามีโอกาสแลกเปลี่ยนประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคและพัฒนาการด้านเศรษฐกิจกับตัวแทนรัฐบาล นักวิชาการ และสื่อจากอีกหลายประเทศ อาทิ เดนมาร์ก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และติมอร์-เลสเต 


สำหรับประเทศติมอร์-เลสเต ศิริกัญญามีโอกาสเข้าพบประธานาธิบดี Jose Ramos Horta เจ้าของรางวัลโนเบล (Nobel Laureate) สาขาสันติภาพในปี 1996 จากการต่อสู้เพื่อสันติภาพ อิสรภาพและประชาธิปไตยในติมอร์ตะวันออก ทั้งสองได้มีการแลกเปลี่ยนถึงโอกาสของภาคเอกชนไทยในการเข้าไปลงทุนในประเทศติมอร์เลสเต เพื่อรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี (Preferential Trade Agreement) ในการส่งสินค้าออกต่อไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากติมอร์-เลสเต ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการพูดถึงโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารทะเล สิ่งทอ การเกษตร และเวชภัณฑ์จากประเทศไทย  


ประธานาธิบดี Ramos Horta ยังได้สอบถามศิริกัญญาถึงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศไทย เล่าประสบการณ์ รวมถึงขอคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาของประเทศติมอร์-เลสเตในด้านต่าง ๆ อีกด้วย โดยประธานาธิบดี Ramos Horta ปิดท้ายบทสนทนาว่าขณะนี้กำลังจะมีพรรคใหม่เกิดขึ้นในประเทศของเขาชื่อ “Timor Forward” ซึ่งได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากความสำเร็จของพรรคก้าวไกล


ในเรื่องนี้ศิริกัญญากล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้แลกเปลี่ยนกับประธานาธิบดี Ramos Horta ผู้เป็นสัญลักษณ์ด้านประชาธิปไตยระดับโลก และได้แสดงความขอบคุณแทนพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะท่านประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศคนแรกที่ส่งจดหมายแสดงความยินดีต่อพิธาและพรรคก้าวไกล หลังเราชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว” 


ศิริกัญญากล่าวเพิ่มเติมว่า “ติมอร์เลสเต เป็นประเทศกำลังพัฒนา และพยายามเชื้อเชิญให้บริษัทไทยไปลงทุน และใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางการค้า เพื่อลดต้นทุนสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป เรื่องนี้เราจะทำการศึกษาต่อผ่าน กมธ. ที่เกี่ยวข้องที่นำโดยพรรคก้าวไกล และรายงานต่อรัฐบาลและภาคเอกชนที่สนใจต่อไป”


อนึ่งในระหว่างงาน Shangri-La Dialogue ได้มีปาฐกถาและเวทีเสวนาของบรรดาผู้นำจากหลายประเทศในหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง โดยในหลายเวทีได้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน และดูจะทวีความรุนแรงมากขึ้น


ในปีนี้ไฮไลท์ของงานคือการปรากฏตัวของประธานาธิบดี Volodymyr Zelenskyy ของประเทศยูเครนในวันสุดท้าย ซึ่งประธานาธิบดี Zelenskyy ได้ย้ำถึงความสำคัญของการยึดมั่นต่อกฎหมายและธรรมเนียมระหว่างประเทศ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของประเทศที่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจ และได้ขอร้องให้ประเทศในอาเซียนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสันติภาพโลก (Global Peace Summit) ที่จะมีขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อมุ่งหวังกดดันประเทศรัสเซียให้ยุติสงคราม 


ส่วนประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr ของประเทศฟิลิปปินส์ได้ย้ำถึงความสำคัญของความสงบและอิสรภาพในการเดินเรือในทะเลจีนใต้ โดยมีการตักเตือนและต่อต้านการดำเนินนโยบายความมั่นคงของประเทศจีนในบริเวณนี้อย่างจริงจัง 


ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม Lloyd Austin ของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน และคำมั่นสัญญาที่จะปกป้องพันธมิตรทางด้านการทหารหากมีการถูกรุกรานจากมหาอำนาจอื่นๆ 


ด้านรัฐมนตรีกลาโหมของจีน พลเรือเอก Dong Jun ได้ย้ำถึงมุมมองของประเทศจีนที่มีต่อไต้หวัน และอธิบายถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดความไม่ราบรื่นในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันในบริเวณช่องแคบ และระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้


ศิริกัญญากล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและกองทัพต้องเข้าใจสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในระดับมหภาค และออกแบบยุทธศาสตร์ความมั่นคงนานาชาติของไทย รวมถึงมีแผนการพัฒนากองทัพ ในฐานะ Middle Power ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ไทยเราสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยบริหารความตึงเครียดนี้ในภูมิภาคอาเซียนได้ และเราควรมีแผนการที่ชัดเจนทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ก้าวไกล




วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567

“ก้าวไกล” ร่วมบางกอกไพรด์ 2024 หวังสมรสเท่าเทียมผ่าน สว. 18 มิ.ย. คืนสิทธิ์ศักดิ์ศรีให้ทุกคนเท่ากัน พร้อมยื่นร่างกฎหมายคำนำหน้านามตามสมัครใจอีกครั้งเมื่อเปิดสภาฯ

 


“ก้าวไกล” ร่วมบางกอกไพรด์ 2024 หวังสมรสเท่าเทียมผ่าน สว. 18 มิ.ย. คืนสิทธิ์ศักดิ์ศรีให้ทุกคนเท่ากัน พร้อมยื่นร่างกฎหมายคำนำหน้านามตามสมัครใจอีกครั้งเมื่อเปิดสภาฯ 


วันที่ 1 มิถุนายน 2567 พรรคก้าวไกล นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล, ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ ผู้เสนอร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับพรรคก้าวไกล, ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรค, เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ, ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 11, กันตภณ ดวงอัมพร สส.กรุงเทพฯ เขต 6, เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพฯ เขต 24, ทิสรัตน์ เลาหพล สส.กรุงเทพฯ เขต 29, พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1, ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกิจกรรมบางกอกไพรด์ 2024 


บรรยากาศงานเป็นไปอย่างคึกคัก ระหว่างทางมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเข้ามาขอถ่ายภาพ เพ้นท์หน้าให้พิธา และให้กำลังใจ สส.พรรคก้าวไกล โดยก่อนเริ่มกิจกรรม พิธาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า Pride Month คือเดือนแห่งความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตัวเอง เรื่องนี้เป็นมากกว่ากฎหมาย แต่คือเรื่องของสังคมและความคิดของคน ไพรด์คือความภาคภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น เป็นเรื่องที่ไม่จำกัดเพศ รวมถึงเป็นการพูดถึงการต่อสู้ตั้งแต่สโตนวอลล์ที่นิวยอร์กและไพรด์ Bangkok Gay Festival ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 25 ปีที่แล้ว สะท้อนว่าวันนี้สังคมมาไกลมาก


และความภาคภูมิใจนี้จะมากกว่าเดิมในวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ที่คาดว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านการพิจารณาในชั้น สว. หลังจากนี้พรรคก้าวไกลยังมีร่างกฎหมายเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ เช่น ร่างคำนำหน้านามตามสมัครใจ หลังโดนปัดตกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะเสนอต่อสภาฯ อีกครั้งหลังเปิดสภาฯ ในเดือนกรกฎาคม 


ด้านภคมนกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนราษฎร ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติผลักดันให้เกิดกฎหมายสมรสเท่าเทียม หัวใจของกฎหมายนี้คือการคืนสิทธิ์คืนศักดิ์ศรีให้ทุกคนเท่ากัน เป็นหมุดหมายของความเท่าเทียมในสังคม นี่คือดอกผลจากการที่ทุกคนส่งเสียงรณรงค์ตลอดมา


ขณะที่ศศินันท์กล่าวว่า นอกจากร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่พรรคก้าวไกลผลักดันมาตลอด เรายังจะผลักดันกฎหมายอีกหลายฉบับเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและความเท่าเทียมในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การต่อต้านความรุนแรงทางเพศทุกรูปแบบ, สิทธิลาคลอด 180 วัน, ตำรวจหญิงทุกสถานี


สำหรับขบวนของพรรคก้าวไกลอยู่ในลำดับ 5 สีม่วง “เสรีภาพ Love for Freedom” เริ่มต้นบริเวณหน้าอาคารนิมิบุตรจนถึงแยกราชประสงค์ ประกอบด้วย ธงสีรุ้งขนาดต่างๆ แผ่นป้ายนโยบายเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ อาทิ สมรสเท่าเทียม, sex worker ถูกกฎหมาย, คำนำหน้านามตามสมัครใจ รวมถึงป้ายข้อความรณรงค์ให้องค์กรและสังคมสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เช่น “Commit to real change, not just rainbows”, “Support means action, not just decoration”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #BangkokPrideFestival2024 #PrideForAll2024 #PrideMonth #ก้าวไกล




คึกคัก “เศรษฐา” ควง “อุ๊งอิ๊ง” ร่วมพาเรด Pride Festival เทศกาลบางกอกไพรด์ 2024

 


คึกคัก “เศรษฐา” ควง “อุ๊งอิ๊ง” ร่วมพาเรด Pride Festival เทศกาลบางกอกไพรด์ 2024


วันที่ 1 มิถุนายน 2567 เวลา 15.00 น. ที่สนามกีฬาแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ใส่เสื้อผ้าขาวม้าสีรุ้ง ร่วมขบวน Bangkok Pride Festival 2024 ภายใต้แนวคิด Celebration of Love เพื่อสร้างการยอมรับความหลากหลายทางเพศ และพื้นที่สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมสำหรับชุมชน LGBTQIAN+ และนับถอยหลังสู่การใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยมี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายจักรพงษ์ แสงมณี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สส.พรรคเพื่อไทย และศิลปินดาราที่มีชื่อเสียง พร้อมกับชาว LGBTQIAN+ โดยการเดินขบวนครั้งนี้เป็นไปอย่างมีสีสัน กลุ่ม LGBTQIAN+   แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีร่วมขบวนคึกคัก โดยในขบวนยังมีภาพล้อเลียนนายเศรษฐา ถือปากกา พร้อมข้อความ “นายกฯ (เพื่อไทย) เมื่อไหร่จะเซ็นรับรองรับรองร่างพ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลฯ” โดยขบวนเริ่มเคลื่อนจากสนามกีฬาแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 มุ่งไปยังศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์


นายกฯ” ตรวจเยี่ยมสวนสาธารณะบึงหนองบอน เร่งสร้าง “Pocket Park” ชมมีพื้นที่สวนสาธารณะเป็นปอดให้คนกรุงเทพฯ ก่อนเริ่มขบวนนายกฯได้มอบธงไพรด์ประจำจังหวัดให้แก่ตัวแทนเครือข่ายผู้จัดงานในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนชุมชน LGBTQIAN+ ตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ


นายกฯ กล่าวว่า เดือนมิ.ย.เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคเท่าเทียม และการมีโอกาสได้เลือก ซึ่งในเดือนมิ.ย. เราจะมีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ตลอดทั้งเดือน วันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่เรามารวมตัวกันครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นการเดินพาเหรด ซึ่งมีขบวนถึง 5 ขบวน และมีกิจกรรมวงสนทนาต่างๆในเรื่องที่เราควรจะต้องพูดคุยกัน รัฐบาลกับภาคประชาชนจะเดินหน้าด้วยกัน ร่วมกันการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สมรสเท่าเทียมให้สำเร็จ รวมถึงคำนำหน้าชื่อ และ Sex worker ให้ถูกกฎหมายด้วย


ขณะที่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ในฐานะที่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มตัว ก็เคยให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่า การที่คนเรารักกันกฎหมายก็ควรจะยอมรับ ซึ่งคนเราควรจะมีสิทธิทำให้ความรักเหล่านั้นเป็นจริง


น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยเคยพยายามผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาแล้ว ในสมัยพรรคไทยรักไทย และมาสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ถูกรัฐประหารเสียก่อน วันนี้จึงกลับมาเดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม แล้วมาสำเร็จในรัฐบาลนายเศรษฐา


ส่วนเรื่องการออกกฎหมาย Sex Worker เรื่องนี้ก็อยากให้มีคณะกรรมการได้ปรึกษาหารือร่วมกันก่อน โดยมองว่าทุกชีวิตคนเราควรได้รับการดูแลในทุก ๆ อาชีพ หรือการดูแลสุขภาพต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ


จากนั้น นายเศรษฐา ร่วมเดินในขบวนที่ 1 สมรสเท่าเทียม (Love wins) ไปยังศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ มีประชาชนร่วมเดินขบวนและตลอดเส้นทางมีคนโบกมือทักทายและเข้ามาขอถ่ายรูป ขณะที่นายกฯได้โบกธงสีรุ้งสัญลักษณ์งานไพรด์ (ธงไพรด์) และยังได้รับมอบสายสะพายสีรุ้งถือเป็นการเปิดงานอย่างเป็นทางการ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #BangkokPrideFestival2024 #PrideForAll2024 #PrideMonth #เพื่อไทย









ผู้จัดมลายูรายา พบ กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ฯ “จาตุรนต์” ยกโมเดลสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษามาลายูในการเรียนตั้งแต่เด็กเล็ก

 


ผู้จัดมลายูรายา พบ กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ฯ “จาตุรนต์” ยกโมเดลสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ภาษามาลายูในการเรียนตั้งแต่เด็กเล็ก 


เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 คณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนใต้ ฯ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน จ.นราธิวาส โดยเวทีที่ 2 คือการรับฟังกลุ่มสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ ซึ่งเคยพบกับทางกมธ.แล้วในเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ จ.ปัตตานี แต่ในวันนี้ทางสมัชชาได้มาสะท้อนภาพรวมของการจัดงานมลายูรายา 2024 (Melayu Raya 2024) ที่จัดไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา


กิจกรรมมลายูรายาถูกจัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ในปีนี้จัดไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภาพที่คนส่วนใหญ่เห็นคือภาพเยาวชนมุสลิมสวมชุดมลายูมารวมตัวที่หาดวาสุกรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานีนับหมื่นคน แต่เมื่อคณะกรรมาธิการสอบถามตัวแทนสมัชชาถึงที่มาของการจัดกิจกรรม กลับพบว่าเกิดขึ้นมาจากปัญหาของความไม่เข้าใจเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรมของภาครัฐ


ผู้มาให้ข้อมูลสะท้อนว่า “พหุวัฒนธรรม” ซึ่งถูกอธิบายจากรัฐทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ทำให้คิดไปว่าคือการทำให้สังคมมลายูถูกกลืนหายไปจากการจัดกิจกกรมของรัฐที่มักถูกอ้างว่าเพื่อส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม และรัฐก็ไม่ออกมาอธิบายว่าจริง ๆ แล้วรัฐต้องการส่งเสริมอะไรกันแน่ จึงทำให้ภาคประชาสังคมจัดกิจกรรมขึ้นมาเอง และใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนเข้ามาออกแบบกิจกรรม ก่อนจัดกิจกรรมผู้จัดได้พูดคุยทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐมาหลายครั้ง อะไรที่รัฐไม่เห็นด้วยก็จะตัดออกไปจากกิจกรรม แม้กระทั่งเพลงที่จะใช้ในงานก็ส่งเนื้อเพลงให้เจ้าหน้าที่ดูก่อน


“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมนี้ในปี 2565 คือมีการดำเนินคดีกับนักกิจกรรม 9 ราย ด้วยข้อหาที่รุนแรงคืออั้งยี่ซ่องโจร ทั้ง ๆ ที่เป้าหมายของพวกเขาเพียงเพื่อรณรงค์ทางวัฒนธรรมมลายู และสร้างสำนึกในอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ แต่สิ่งที่รัฐทำไม่เพียงเป็นการใช้กฎหมายพิเศษปิดกั้นการแสดงออกเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์แล้ว ยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสิ่งที่รัฐรับปากไว้ก็อาจทำไม่ได้จริง ไม่น่าเชื่อถือ” 


จนมาในปีนี้กิจกรรมเป็นไปด้วยความราบรื่นและถูกสนับสนุนจากทุกฝ่าย แต่ผู้ให้ข้อมูลบางคนก็เล่าว่าก่อนจัดกิจกรรมเจ้าหน้าที่ก็ยังให้ผู้ใหญ่บ้านในบางหมู่บ้านประกาศไม่ให้เยาวชนไปร่วมกิจกรรม


ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานกรรมาธิการ กล่าวว่า นี่คือภาพสะท้อนที่สำคัญ เพราะตลอดการทำงานของคณะกรรมาธิการที่ผ่านมาเราพบว่าการจะทำให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืนได้นั้นควรรส่งเสริมวัฒนธรรม ให้เกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนอย่างเปิดเผย และอยู่ร่วมกันได้กับคนส่วนใหญ่ในประเทศและรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน 


“ก่อนหน้าที่จะจัดเวทีในวันนี้ ผมได้ให้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาในกรรมาธิการเพื่อศึกษาการใช้ภาษามาลายูซึ่งเป็นภาษาแม่ของคนมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ ในการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก สืบเนื่องมาจากทั้งยูเนสโกและการไปคุยกับสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ พบว่าส่วนใหญ่ทั่วโลก ถ้าภาษาแม่ไม่ตรงกับภาษาประจำชาติ เขาจะให้ใช้ภาษาแม่ในการศึกษาจึงจะประสบความสำเร็จ แต่การศึกษาไทยที่ให้เด็กในชายแดนภาคใต้ใช้ภาษาไทยที่เด็กไม่เข้าใจไปเรียนในทุกวิชา ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ออกมาพบว่าต่ำที่สุดในประเทศไทย”


นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ากรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้ฯ ต้องการทำข้อเสนอที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รวมถึงภาษา ประธานกรรมาธิการกล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กมธ #กรรมาธิการ #ชายแดนใต้