วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ชัยวัฒน์’ ลุยราษฎร์บูรณะ รับฟังปมส่วยลอกท่อ ลั่นหมดเวลาปิดตาข้างเดียว ปัญหาคอร์รัปชันต้องไม่เป็นภาระที่คนกรุงเทพฯ จำยอมจ่ายอีกต่อไป

 


‘ชัยวัฒน์’ ลุยราษฎร์บูรณะ รับฟังปมส่วยลอกท่อ ลั่นหมดเวลาปิดตาข้างเดียว ปัญหาคอร์รัปชันต้องไม่เป็นภาระที่คนกรุงเทพฯ จำยอมจ่ายอีกต่อไป


วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน พร้อมกับ ‘ป้อง’ ปิยวัช รังผึ้ง ผู้สมัคร ส.ก. เขตราษฎร์บูรณะ เบอร์ 5 และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินทางไปที่เขตราษฎร์บูรณะเพื่อประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งและรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ได้รับฟังปัญหาต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการค้าขายของหาบเร่แผงลอย ซึ่งพรรคประชาชนมีนโยบาย ‘ค้าขายง่าย’ โดยเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย และเพิ่มทางเลือกอาหารราคาถูกให้คนกรุงเทพฯ โดยต้องไม่กระทบต่อทางเท้าของประชาชน


แต่เรื่องน่าประหลาดใจที่ได้มาเห็นในวันนี้คือเรื่อง ‘ส่วยลอกท่อ’ ที่ประชาชนในซอยสุขสวัสดิ์ 26 ได้สะท้อนให้พวกตนฟังว่า พวกเขาถูกละเลยจากการดูแลของ กทม. ที่ไม่เคยมาลอกท่อให้ จนเกิดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ ถึงขั้นที่ประชาชนยอมจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่เพื่อให้เข้ามาลอกท่อ แต่เงินที่จ่ายไปกลับสูญเปล่า เพราะเจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นไม่ได้เข้ามาลอกท่อเหมือนที่เคยอ้างไว้ สุดท้ายประชาชนต้องลงขันออกเงินซื้ออุปกรณ์มาลอกท่อด้วยตัวเอง


ชัยวัฒน์กล่าวว่า หากเสียงสะท้อนของประชาชนที่เล่ามาเป็นเรื่องจริง ประเด็นนี้ ถ้า กทม. จะชี้แจงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เอกชน ไม่สามารถเข้าไปดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้ ตนก็ขอตั้งข้อสังเกต 2 ข้อด้วยกัน ข้อแรก หากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เอกชนที่ กทม. ไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ ทำไมจึงปล่อยให้มีเจ้าหน้าที่รับส่วยเพื่อเข้ามาช่วยลอกท่อในพื้นที่นี้ และ ข้อที่สอง กทม. มีข้อบัญญัติสำหรับการพัฒนาพื้นที่ส่วนบุคคลที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเปิดช่องให้ กทม. สามารถเข้าไปพัฒนาพื้นที่ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาไม่น้อยกว่า 10 ปีได้ ทำไม กทม. จึงไม่ใช้ช่องทางดังกล่าวในการเข้าไปช่วยลอกท่อให้กับประชาชน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำมาโดยตลอด แต่กลับถูกละเลยในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างครบวงจร และการลอกท่อก็ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา กทม. ตั้งงบประมาณสำหรับการลอกท่อครอบคลุมเพียง 55% ของท่อทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา


พรรคประชาชนจึงเสนอให้ลอกท่อให้ครบ 100% ทั่วกรุงเทพฯ ทุกปี โดยเพิ่มงบประมาณ 300–500 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการจ้างเอกชนเข้ามาช่วยลอกท่อให้มากขึ้น แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรของ กทม. และทำให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า จากปัญหาที่พวกตนได้รับฟังในวันนี้ สิ่งที่น่าผิดหวังคือ นอกจากประชาชนจะถูกปล่อยปละละเลยและไม่ได้รับการดูแลจาก กทม. แล้ว ประชาชนยังต้องยอมจ่ายส่วยเพื่อหวังให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาได้รับการดูแลที่ดีขึ้น


วันนี้เราจะปิดตาข้างเดียว แล้วพูดว่าที่ผ่านมา กทม. อาจมีสิ่งที่ดีขึ้น และมีการทุจริตเพียงเล็กน้อยไม่ได้อีกแล้ว เพราะการทุจริตใน กทม. ล้วนเป็นต้นทุนที่คนกรุงเทพฯ ต้องจ่าย


ชัยวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่า คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่อย่างที่บางคนตั้งคำถามว่า ทำไมปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่มีอยู่ในหลายระดับของ กทม. จึงถูกนำมาพูดถึงในช่วงนี้ เพราะพวกเราพรรคประชาชนตรวจสอบการบริหารงานของ กทม. มาโดยตลอด ผ่านบทบาทของ สส. และ ส.ก. แต่สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามดัง ๆ ในวันนี้ คือทำไมที่ผ่านมา กทม. จึงยอมปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญปัญหาแบบนี้ และทำไมประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน





















‘ภคมน’ รับเรื่องสื่อภูเก็ตถูกฟ้องปิดปาก หลังแฉผู้มีอิทธิพลรุกที่สาธารณะ-สั่งย้ายข้าราชการ ซัดย้ายผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ ภูเก็ตแค่เล่นละคร ด้าน ‘เฉลิมพงศ์’ ย้ำ เปลี่ยนผู้ว่าฯ กี่ครั้งก็ไม่หมดส่วย ทางออกคือให้ภูเก็ตมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง

 


ภคมน’ รับเรื่องสื่อภูเก็ตถูกฟ้องปิดปาก หลังแฉผู้มีอิทธิพลรุกที่สาธารณะ-สั่งย้ายข้าราชการ ซัดย้ายผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ ภูเก็ตแค่เล่นละคร ด้าน ‘เฉลิมพงศ์’ ย้ำ เปลี่ยนผู้ว่าฯ กี่ครั้งก็ไม่หมดส่วย ทางออกคือให้ภูเก็ตมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง

 

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย เฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ร่วมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ก่อตั้งเพจเฟซบุ๊ก ‘โหดจังจังหวัดภูเก็ต’ สื่อท้องถิ่นของภูเก็ต ที่ถูกฟ้องปิดปาก หลังออกมาเปิดเผยกรณีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่บุกรุกที่สาธารณะหาดบางเทาในจังหวัดภูเก็ต รวมถึงการสั่งย้ายข้าราชการที่พยายามปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่


ภคมนระบุว่า ผู้มีอิทธิพลที่ว่าไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลใหม่ แต่เป็นผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับการย้ายรองผู้ว่าฯ ล่าสุด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมของกระทรวงมหาดไทยว่า รองผู้ว่าฯ คนนี้มีคนสนิทที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์และการบุกรุกที่สาธารณะ และคนที่ฟ้องสื่อท้องถิ่นภูเก็ตก็คือคนใกล้ชิดคนนั้น


วันนี้ การย้ายรองผู้ว่าฯ จึงเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น เพราะคนที่มีอำนาจและมือทำงานอยู่ในพื้นที่ก็ยังอยู่ ยังคงฟ้องสื่อมวลชน รับผลประโยชน์ และทำทุกอย่างเหมือนเดิม รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทย ต้องจริงใจกับประชาชน และต้องยอมรับให้ได้หากประชาชนตั้งคำถามว่าการย้ายรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าฯ ภูเก็ต เป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งที่จะนำไปสู่การวางอำนาจใหม่ในจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น


ภคมนกล่าวต่อไปว่า เนื่องจากการย้ายรองผู้ว่าฯ ครั้งนี้มีข้อกล่าวหารุนแรงมาก เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการสอบทางวินัยและทางอาญาให้สาธารณะได้รับรู้ และจากเดิมที่ก่อนหน้านี้ประชาชนไม่เคยรับรู้การประชุมของกระทรวงมหาดไทยมาก่อน แต่ครั้งนี้ประชาชนกลับได้เห็นการประชุม นั่นเป็นเพราะมีธงที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการจะแสดงบทบาทนั้นออกมาให้สาธารณะเห็น


แต่สุดท้ายประชาชนไม่ได้สนใจความขัดแย้งส่วนตัวเหล่านั้น สิ่งที่ประชาชนสนใจคือผลประโยชน์ อิทธิพล และส่วยในจังหวัดภูเก็ต ว่าจะถูกจัดการอย่างไร วิญญูชนที่รับรู้สื่อสาธารณะทุกคนทราบดีว่า การย้ายแค่หัวแต่หางยังอยู่ มีหรือที่จะไม่เกิดการเสิร์ฟเครื่องบรรณาการกันเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น วันนี้ หากจะมีการจัดการอย่างจริงจัง ก็ขอให้เอาจริงแบบขุดรากถอนโคน ทำให้เห็นว่าอำนาจจริงๆ ในการกินผลประโยชน์ในจังหวัดภูเก็ตอยู่ตรงไหนบ้าง อย่าแค่เล่นใหญ่ด้วยการสั่งย้ายเพียงอย่างเดียว


ภคมนยังกล่าวต่อไปว่า การย้ายครั้งนี้เป็นเรื่องตลกมาก ข้าราชการกรมการปกครองทุกคนทราบดีว่า เวลามีคำสั่งย้ายต้องย้ายไปยังจังหวัดที่เล็กกว่า แต่กรณีของรองผู้ว่าฯ ที่มีข้อกล่าวหาว่ามีความผิดชัดเจน กลับย้ายจากจังหวัดภูเก็ตไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่กว่า แถมยังเป็นจังหวัดบ้านเกิดด้วย นี่อาจเป็นการย้ายข้าราชการที่มีความผิดที่คนถูกย้ายน่าจะดีใจที่สุดแล้ว


ดังนั้น ฉากละครสำคัญนี้จึงเล่นไม่เนียน ผู้เขียนบททำมาไม่ละเอียด สิ่งที่ประชาชนต้องร่วมกันติดตามต่อไปคือการวางอำนาจใหม่ในจังหวัดภูเก็ต วันนี้ภาคใต้ฝั่งอันดามัน เว้นแต่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้นที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถยึดครองได้ การย้ายผู้ว่าฯ วันนี้คือการวางอำนาจใหม่ของสีน้ำเงินในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ด้วยความคาดหวังว่าจะยึดอันดามันให้ได้ทั้งหมด


ภคมนกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งของบุคคลหรือการกระทำที่เกิดขึ้นกับบุคคล แต่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก และกำลังทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ทำให้ระบอบสีน้ำเงินขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่ต้องรับผิดชอบคือผู้มีอำนาจทุกคน อย่าทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายและหมดศรัทธากับการเมืองไทย อย่างน้อยขอให้มีความจริงใจในการสืบเรื่องนี้อย่างจริงจัง


ภคมนย้ำว่า หลังจากข่าวนี้ออกไป เชื่อว่าจะมีคนออกมาตอบว่า เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบแล้ว แต่ก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะกรณีที่ผ่านมา เรื่องอธิบดีกรมการปกครอง นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะตั้งกรรมการสอบ จึงได้เรียกรองอธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงใน กมธ. ซึ่งรองอธิบดีกรมการปกครองบอกเองว่ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นอย่าพูดอย่างเดียว แต่ขอให้ทำจริง เพราะประชาชนจับตาอยู่


และถ้าดูข้าราชการหรือผู้ว่าฯ ที่ย้ายเข้าไปใหม่ตอนนี้ ภคมนกล่าวว่า ไม่ได้สบประมาทหรือดูแคลนการทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสายใกล้ชิดของคนเหล่านั้นคือสายไหน สิ่งที่เห็นหน้าฉากวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวัดพลังเพื่อชิงการนำเป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างผู้มีอำนาจในพื้นที่และพรรคภูมิใจไทย คนของใครเข้าไปมีอำนาจมากกว่า คนเหล่านั้นก็มีโอกาสได้เป็นที่หนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ การแก้ปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องรองลงมา นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องมองให้ทันเกมการวางของระบอบสีน้ำเงิน


ส่วน เฉลิมพงศ์ สส.ภูเก็ต ระบุว่า ปัญหาผู้มีอิทธิพลไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานแล้ว เปลี่ยนผู้ว่าฯ กี่คนก็ยังมีส่วยและผู้มีอิทธิพลเหมือนเดิม โดยลมใต้ปีกของผู้มีอิทธิพลก็คือข้าราชการระดับสูงที่เกาะกินจังหวัดภูเก็ตอยู่ วันนี้คนภูเก็ตจำทนมาเป็นเวลาหลายสิบปี ก็อยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพื่อกำหนดอนาคตของคนภูเก็ตเอง คนภูเก็ตย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าบริบทภูเก็ตเป็นอย่างไร การบริหารงาน การปราบปรามผู้มีอิทธิพล การคัดกรองนักธุรกิจที่มาลงทุนในจังหวัดภูเก็ตต้องทำอย่างไร จึงฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี ว่าทางออกที่ดีที่สุดในอนาคตก็คือ การให้คนภูเก็ตได้เลือกผู้ว่าฯ ด้วยตัวเอง


ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ภูเก็ตบ่อยครั้ง ตั้งแต่ในยุครัฐบาลเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน ลงพื้นที่ภูเก็ตถึง 5 ครั้ง นายกรัฐมนตรีอนุทินล่าสุดก็ไปถึง 2 ครั้ง ทั้งหาดบางเทาและหาดฟรีด้อม ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าปัญหาเหล่านี้อยู่ตรงไหน ดังนั้น จึงอยู่ที่ความจริงใจของนายกรัฐมนตรี สั่งวันนี้ไม่ต้องเสร็จเมื่อวาน จะเสร็จพรุ่งนี้ก็ได้


เฉลิมพงศ์ย้ำว่า สิ่งที่คนภูเก็ตรอคอยไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู จึงจำเป็นต้องติดตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ตราบใดที่ยังเป็นผู้แทนของจังหวัดภูเก็ตอยู่ จะขุดหลุมออกมา และรัฐบาลก็ต้องไปกลบหลุมให้ทัน หรือถ้ามีความจริงใจ ก็ช่วยแก้ไขปัญหาในหลุมเหล่านั้นด้วย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการพัฒนาการเมือง #ผู้ว่าฯภูเก็ต






Thumb Rights - แหวน ณัฐฏธิดาร้อง ร้อง “โรม” กมธ.กฎหมายฯ คืนสิทธิประกันตัว “เอกชัย หงส์กังวาน” หลังพบป่วยหนักเป็นสโตรก ต่อมลูกหมาก-ตับ-ม้ามโต หวั่นซ้ำรอยคดีอากง-บุ้ง จี้ราชทัณฑ์แจงมาตรฐาน

 


Thumb Rights - แหวน ณัฐฏธิดาร้อง ร้อง “โรม” กมธ.กฎหมายฯ คืนสิทธิประกันตัว “เอกชัย หงส์กังวาน” หลังพบป่วยหนักเป็นสโตรก ต่อมลูกหมาก-ตับ-ม้ามโต หวั่นซ้ำรอยคดีอากง-บุ้ง จี้ราชทัณฑ์แจงมาตรฐาน


วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา ถนนเกียกกาย “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา พร้อมด้วย Thumb Rights และ Amnesty International Thailand ร่วมเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ติดตามการให้สิทธิประกันตัวแก่ เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 โดยระบุว่ามีปัญหาสุขภาพที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาและพักฟื้นอย่างเหมาะสมนอกเรือนจำ โดยมี รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วย ปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และ นรเศรษฐ นาหนองตูม ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้รับหนังสือ


หนังสือระบุว่า สำหรับคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ แต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับ ลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน ส่งผลให้เอกชัยถูกควบคุมตัวระหว่างรอการพิจารณาคดีของศาลฎีกา โดยได้ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569


ผู้ยื่นหนังสือระบุว่า ระหว่างถูกคุมขังมีรายงานว่าเอกชัยมีปัญหาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนกันยายน 2566 เคยป่วยเป็นฝีในตับจากการติดเชื้อระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์และโรงพยาบาลราชวิถี แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย พร้อมแนะนำให้ติดตามอาการด้วยการตรวจ CT Scan ทุก 3-6 เดือน


ต่อมา ภายหลังจากที่เอกชัยถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรมในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 สุขภาพของเอกชัยทรุดลงอีก โดยในเดือนมีนาคม 2569 มีอาการปวดบริเวณที่เคยรักษาฝีในตับจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผลการตรวจอัลตราซาวด์ไม่พบการกลับมาของฝีในตับ แต่พบภาวะตับโตและม้ามโต นอกจากนี้ยังมีภาวะต่อมลูกหมากโต โดยยาที่ใช้รักษาส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง จนเกือบเกิดภาวะลมแดดถึง 2 ครั้งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา


หนังสือระบุด้วยว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่านายเอกชัยยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามรักษาและพักฟื้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สภาพแวดล้อมภายในเรือนจำอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรมลง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้ว 3 ครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเอกชัยยังสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลภายในระบบราชทัณฑ์ได้


ทั้งนี้ ผู้ยื่นหนังสือระบุว่า เอกชัยมีประวัติการต่อสู้คดีทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2554 ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีมาโดยตลอด และไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี ปัจจุบันคดีทางการเมืองส่วนใหญ่ได้สิ้นสุดลงแล้ว เหลือเพียงคดีนี้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา


ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ติดตามและตรวจสอบการให้สิทธิประกันตัวแก่เอกชัย เพื่อให้สามารถออกมารับการรักษาพยาบาลและพักฟื้นภายนอกเรือนจำได้อย่างเหมาะสม อันเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และสิทธิในการได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน


นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ระบุว่า สำหรับกรณีดังกล่าว สิทธิในการรักษาตัวของผู้ต้องขังในเรือนจำ เป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 ในกรณีที่ผู้ต้องขังป่วย จำเป็นต้องรักษาเฉพาะด้าน หรือหากรักษาในเรือนจำแล้วอาการจะไม่ทุเลาดีขึ้น กรมราชทัณฑ์มีอำนาจที่จะส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษายังโรงพยาบาลภายนอก เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิอันพึงมี ตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะเจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคนในเรือนจำ


ด้าน รังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และกระทรวงยุติธรรม หนึ่งในประเด็นที่เป็นห่วงคือสิทธิของผู้ต้องขังในมิติต่าง ๆ โดยคณะกรรมาธิการได้มีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาในเรื่องการพัฒนาสิทธิผู้ต้องขัง ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมที่จะรับเรื่องนี้ และนำไปดำเนินการต่อ


รังสิมันต์ โรม ระบุว่าตนได้ติดตามเรื่องสุขภาพของเอกชัยมาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว เป็นห่วงว่าถ้าหากเอกชัยไม่ได้รับการรักษาที่ดีเพียงพอ ก็ไม่อาจมีผลลัพธ์ที่ดีแน่ ๆ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ด้วยกัน และในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรของประชาชน ก็พร้อมที่จะรับเรื่องนี้และดำเนินการอย่างเต็มที่ในกรอบการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ อีกทั้งระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ สิทธิของเอกชัยตามที่นรเศรษฐ์ได้กล่าวไปข้างต้นนั้นเป็นไปตามกฎหมาย โดยไม่ได้ขอให้ปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่โดยมิชอบ แต่ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เอกชัยหงส์กังวาน #มาตรา110













วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ศาลอาญายังคงไม่ให้ประกันตัว ‘ไผ่ – ครูใหญ่’ ในคดีชุมนุม 19 กันยา 63 #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวทั้งสองคนคดีภูเขียว ตั้งแต่ 11 มี.ค. 69 ที่ผ่านมาแล้ว

 


ศาลอาญายังคงไม่ให้ประกันตัว ‘ไผ่ – ครูใหญ่’ ในคดีชุมนุม 19 กันยา 63 #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวทั้งสองคนคดีภูเขียว ตั้งแต่ 11 มี.ค. 69 ที่ผ่านมาแล้ว


วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) #ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ทนายความยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ต่อศาลอาญาในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยคดีนี้จตุภัทร์ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 112 ส่วนอรรถพลในข้อหาหลักตามมาตรา 116 และยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาล


โดยเป็นเวลาถึง 2 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 2569 ที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคนในคดีมาตรา 112 กรณีชุมนุมที่อำเภอภูเขียว ซึ่งอยู่ระหว่างฎีกาแล้ว แต่ในคดีที่ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด ศาลอาญากลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว


เวลาประมาณ 17.30 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวทั้งสองในคดีนี้ โดยยังคงให้เหตุผลว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 ระหว่างการสืบพยานในคดีจากเหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่ศาลอาญา จตุภัทร์ได้แถลงต่อศาลว่าเพื่อให้ศาลคงไว้ซึ่งความสง่างาม ศาลควรอนุญาตให้ตนและอรรถพลได้ประกันตัวมาสู้คดีตามสิทธิอันพึงมี พร้อมทั้งชี้แจงว่าในคดีอื่น ๆ ของตน ศาลฎีกาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว แต่ศาลอาญากลับยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีนี้แต่อย่างใด


หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาได้แจ้งจตุภัทร์ รวมถึงทนายความว่าจากการติดตามข่าวสารของทั้งสองผ่านหน้าสื่อต่าง ๆ ตนก็เกิดความสงสัยเหมือนกันว่าเหตุใดศาลอาญายังคงไม่ให้ประกันตัวทั้งสองคนในคดีนี้ แต่ทั้งนี้ ตนไม่มีอำนาจในการจะให้ประกันตัวได้ จึงขอให้ทนายความของทั้งสองคนยื่นคำร้องขอประกันตัวมาที่ศาลอาญาอีกครั้ง


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองในคดีชุมนุมที่อำเภอภูเขียว โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิพากษาลงโทษจำคุกทั้งคู่ ศาลฎีกาได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ด้วย แต่ที่ผ่านมา ไผ่และครูใหญ่ยังคงไม่สามารถไปดำเนินการติดและทำสัญญาประกันได้ เนื่องจากศาลอาญาได้มีหนังสือตอบกลับไปที่ศาลจังหวัดภูเขียวถึงเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถส่งตัวทั้งสองได้ดำเนินการดังกล่าวได้ เพราะว่าทั้งสองยังคงมีนัดสืบพยานในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน และเดือนพฤศจิกายน


ต่อมา ทนายความของทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอีกครั้งในวันที่ 15 มิ.ย. 2569 โดยเหตุผลหลัก ในการประกอบคำร้องมีดังนี้


1. จำเลยทั้งสองไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ซึ่งเห็นได้เป็นประจักษ์จากคำสั่งให้ประกันตัวในคดีภูเขียวของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ที่ระบุว่า “ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน”


2. การที่จำเลยยังคงถูกคุมขังอยู่ในคดีนี้ มิใช่เป็นเพราะมีพฤติการณ์หลบหนีหรือฝ่าฝืนคำสั่งศาล หากแต่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ความร่วมมือต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเป็นฝ่ายยื่นคำร้องขอถอนหลักประกัน และส่งตัวเข้าสู่อำนาจของศาลเองในระหว่างรอคำสั่งขอประกันตัวจากศาลฎีกา


3. หากศาลอาญาอนุญาตให้ทั้งสองได้ประกันตัวในคดีนี้ จำเลยทั้งสองย่อมถูกส่งตัวกลับเข้าสู่อำนาจของศาลจังหวัดภูเขียวและจะสามารถดำเนินการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และทำสัญญาประกันได้ และเมื่อทั้งสองคนได้รับอิสรภาพในระหว่างพิจารณาคดีแล้ว ทั้งสองย่อมสามารถเดินทางกลับเข้าร่วมการพิจารณาคดีของศาลอาญาในวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ได้ทันอย่างแน่นอน โดยไม่มีเหตุขัดข้องหรือส่งผลให้คดีเกิดความล่าช้าแต่อย่างใด


ต่อมาในเวลาประมาณ 17.30 น. ของวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ศาลอาญาได้ยกคำร้องขอประกันตัวทั้งสองในคดีนี้ โดยระบุเหตุผลว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ลงนามผู้ทำคำสั่ง ได้แก่ รัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล


เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ทั้งสองยังไม่ได้รับอิสรภาพในระหว่างการพิจารณาคดี ถึงแม้ว่ามีคำสั่งให้ประกันตัวในคดีชุมนุมที่ภูเขียว


สำหรับกรณีของจตุภัทร์เหลือเพียง 1 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว คือคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้


ทั้งนี้เมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 จตุภัทร์ถูกสั่งฟ้องในคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ จากการชุมนุมร่วมกับกลุ่มพีมูฟในประเด็นเรื่องที่ดินป่าไม้ ต่อศาลแขวงดุสิต ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันในคดีนี้แล้ว


ส่วนอรรถพลยังเหลืออีก 4 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ในจำนวนนี้มี 3 คดีที่เคยได้รับการประกันตัวก่อนหน้านี้ มีเพียงคดีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาในระหว่างช่วงที่เขาถูกจองจำ แต่คดีก็ยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” นำทีมงบ-ทีมไอที เสนอยกเลิก TH-AI Passport ยัน 1,600 ล้าน เปลี่ยนซื้อเป็นสร้างอุตสาหกรรมได้ พร้อมยื่น ป.ป.ช.

 


ณัฐพงษ์” นำทีมงบ-ทีมไอที เสนอยกเลิก TH-AI Passport ยัน 1,600 ล้าน เปลี่ยนซื้อเป็นสร้างอุตสาหกรรมได้ พร้อมยื่น ป.ป.ช.


วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในที่ประชุม ครม.เงา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมงบประมาณ และทีมไอที เปิดหลักฐานสะท้อนพิรุธของ TH-AI Passport ที่ต้องใช้งบ 1,600 ล้านบาท โดย ครม.เงา ยืนยันนายกรัฐมนตรีต้องสั่งยกเลิกโครงการ พร้อมเสนอแนวทางนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้สร้างอุตสาหกรรม AI ของประเทศแทนการซื้อบริการจากต่างประเทศ


ธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และทีมนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชน ระบุว่า จากการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ยังมี 3 คำถามถึงความพิรุธของโครงการที่ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ยังไม่ได้ตอบ


คำถามแรก การกำหนดเงื่อนไข Token หรือปริมาณการใช้งานใน TOR คำถามที่สอง รายละเอียดใน TOR จากเดิมที่ระบุว่าใช้งานได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ปลัดกระทรวง DE กล่าวว่าจะเปลี่ยนเป็น 5 ล้านคนต่อวินาที จึงอยากได้คำยืนยันว่าสามารถปรับ TOR ได้ตามใจใช่หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของการจัดซื้อจัดจ้างที่ผู้ชนะประมูลสามารถปรับสเปกขึ้นลงได้ตามที่ต้องการอย่างไม่มีข้อจำกัด


คำถามที่สาม โครงการ TH-AI Passport ถูกเสนอเข้า ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ต้องลงทะเบียนภายใน 90 วัน แต่ในการทำประชาพิจารณ์ 15 ธันวาคม 2568 ตัวเลขระยะเวลาลดลงเหลือ 30 วัน และการเริ่มให้บริการจาก 120 วัน ลดลงเหลือ 90 วัน แสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบของโครงการ และประเด็นที่สังคมตั้งคำถามคือ การเพิ่มจอโฆษณาประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา 6,000 จุด ที่ไม่มีในร่างที่เสนอ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดอาจเกี่ยวกับวันยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 จึงอยากตั้งคำถามว่า ทำไมจึงเกิดการเปลี่ยนรายละเอียด TOR ในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ


รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการดำเนินโครงการนี้มีข้อสังเกตถึงการทุจริตที่เป็นไปอย่างเป็นระบบ ในลักษณะที่สั่งวันนี้แต่ทำเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว เช่น บริษัทที่ดูแลโครงการ TH-AI Passport รู้ตัวอยู่แล้วว่าจะได้รับโครงการ เนื่องจากพบดิจิทัลฟุตพรินต์เป็นไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ทั้งที่โครงการทำประชาพิจารณ์และเปิดประมูลปลายเดือนธันวาคม 2568 และประกาศผู้ชนะปลายเดือนมกราคม 2569


นอกจากนี้ยังพบโครงการอื่นในลักษณะเดียวกันในอีก 2 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมทั้งหมดเกือบ 10,000 ล้านบาท จึงอยากเรียกร้องให้ทบทวน TOR หรือไม่ก็พับโครงการไปก่อน


ในเชิงข้อเสนอ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ เสนอแนวทางพัฒนา AI ของประเทศ แทนที่จะใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ไปกับโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นผู้เสนอหรือเป็นผู้เช่าใช้ จึงเสนอให้เปลี่ยนงบประมาณมาเป็นการลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ประมวลผลเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของชาติ พร้อมทั้งสนับสนุน AI ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย เช่น ThaiLLM (BDI) สนับสนุนสตาร์ทอัพและ SME ผ่านคูปองนวัตกรรม ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาตั้งศูนย์ R&D ในไทยผ่านสิทธิประโยชน์ BOI พร้อมเปลี่ยน KPI จากการนับยอดแจกสิทธิ์เป็นการวัดผลิตภาพและรายได้จริง และให้กระทรวง DE ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและราคากลาง แทนการเป็นผู้ริเริ่มโครงการเอง ส่วนการซื้อ AI ต่างชาติ ไม่ควรซื้อผ่านตัวกลาง แต่ควรเป็นแบบ G2G นอกจากนี้ยังควรสนับสนุนการเพิ่มทักษะของคน ทั้งประชาชนทั่วไป กลุ่ม SME รวมถึงภาครัฐเอง รวมไปถึงการสร้างอาชีพดิจิทัล เพื่อทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น


ขณะที่ณัฐพงษ์สรุปว่า การตัดสินใจเดินหน้าหรือยกเลิกโครงการ TH-AI Passport จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลตั้งใจผลักดัน AI เป็นวาระแห่งชาติจริง หรือสนใจเพียงงบประมาณจากโครงการ AI เท่านั้น ข้อพิรุธในโครงการ TH-AI Passport นี้รวมถึงโครงการอื่นที่จะตามมา สะท้อนว่าการทุจริตเอื้อประโยชน์พวกพ้องกำลังย้ายจากโครงการก่อสร้างที่สังคมรู้เท่าทัน มาสู่โครงการเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคมากขึ้น


ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ หรือบอร์ด AI ซึ่งรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวง DE กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการไว้แล้ว แต่นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่เคยเรียกประชุมคณะกรรมการนี้อีกเลย ทั้งที่เป็นคณะกรรมการระดับนโยบายสูงสุดด้าน AI ของประเทศ และนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจ ก็ไม่เคยแสดงบทบาทผู้นำจัดการเรื่องนี้


ณัฐพงษ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีระงับโครงการนี้ทันที ปฏิรูปการใช้เงินกองทุน DE ให้โปร่งใส และเปลี่ยนทิศทางการใช้งบประมาณจากการซื้อบริการไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ พร้อมระบุว่าหากไม่มีการดำเนินการ จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอีกหลายระลอก และจะดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #THAIPassport #ครมเงา

ครม.เงา รับข้อร้องเรียนร้านอาหารในระบบภาษี อิสริยะ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กลายเป็นการลงโทษร้านค้าที่อยู่ในระบบ เสนอให้นำงบส่วนเกินของโครงการช่วยเหลือ

 


ครม.เงา รับข้อร้องเรียนร้านอาหารในระบบภาษี อิสริยะ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กลายเป็นการลงโทษร้านค้าที่อยู่ในระบบ เสนอให้นำงบส่วนเกินของโครงการช่วยเหลือ


วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ครม.เงาพรรคประชาชน ประชุมรับฟังข้อร้องเรียนผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสจากกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก ขนาดกลาง ในระบบภาษี ทั้งจากสมาคมร้านอาหารและชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร


วรันธร แดงใหญ่ ตัวแทนจากสมาคมร้านอาหาร สะท้อนปัญหาว่า ร้านขนาดเล็กที่อยู่นอกระบบได้ประโยชน์มากกว่าร้านที่ทำถูกกฎหมายและอยู่ในระบบภาษี เนื่องจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสกำหนดเงื่อนไขว่า ธุรกิจที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กหรือร้านสตรีทฟู้ด รวมถึงร้านค้าที่ยังไม่เคยเข้าระบบภาษี ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ขณะที่ร้านอาหารขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่จดทะเบียนนิติบุคคลและอยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง แต่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท กลับไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้


ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อประชาชนเลือกที่จะไปใช้สิทธิกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ ก็จะทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กที่มีรายได้ประมาณ 2-5 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส มียอดขายลดลงถึง 30-50% ขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มสูงขึ้น 15-20% จากค่าพลังงาน วัตถุดิบ และค่า GP ของแพลตฟอร์ม


อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวกลายเป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบและเสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่รัฐกลับมองว่าการจดทะเบียนนิติบุคคลหมายความว่าธุรกิจมีขนาดใหญ่แล้ว และไม่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐอีก ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ขาดความสมดุล


อิสริยะเสนอว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 3 เดือน ปรับเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการไซส์ S นิติบุคคลขนาดเล็ก ที่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง เสียภาษีให้รัฐทุกปี และมีการจ้างงานไม่เกิน 30 คน สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย ร้านค้าและร้านอาหารเหล่านี้จะได้มียอดขายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพื่อหล่อเลี้ยงการจ้างงานเอาไว้ โดยข้อมูลของผู้ประกอบการเหล่านี้มีอยู่แล้วในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร สามารถนำมาใช้ได้ทันที


นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสปีนี้อยู่ที่ 26 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 4 ล้านคนจากที่ตั้งไว้ 30 ล้านคน หมายความว่ายังมีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาท หากรัฐบาลเห็นว่าโครงการนี้ควรมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก ก็ควรนำงบประมาณส่วนที่เหลือมาเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนนิติบุคคลและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายได้ด้วยเช่นกัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา #ไทยช่วยไทยพลัส