วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

เครือข่ายแรงงานฯ ร้องพรรคประชาชน จี้ ครม. เร่งดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานค้างท่อเข้าสภาฯ

 


เครือข่ายแรงงานฯ ร้องพรรคประชาชน จี้ ครม. เร่งดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานค้างท่อเข้าสภาฯ


วันที่ 1 เมษายน 2569 เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โดยมีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อเรียกร้องให้เร่งนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับมีเวลาพักผ่อน และฉบับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยด่วน


นายบัณฑิต ป้อมวิเศษ ในฐานะตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า กังวลว่าร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้งสองฉบับจะถูกหลงลืมและไม่ถูกหยิบยกมาเสนอในสภาฯ ซึ่งขณะนี้ยังค้างการพิจารณาในวาระ 1 และรอเข้าสู่วาระ 2 เพราะมีการยุบสภาไปก่อน โดยขอให้พรรคฝ่ายค้านและพรรคฝ่ายรัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้


1.การแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับที่ผ่านกระบวนการขั้นตอนของฝ่ายบริหารและฝ้ายนิติบัญญัติ จนได้พิจารณาแล้วเสร็จในวาระที่ 1 เพื่อเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 มีการใช้งบประมาณในการแก้ไขกฎหมายที่ใช้เงินงบประมาณจำนวนมากอีกทั้งใช้


ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยการพิจารณาแก้ไขในทุกภาคส่วน รวมถึงการใช้เวลาในการพิจารณาจนได้ร่างการศึกษา รายงานที่จะนำเสนอต่อไปในรัฐสภาวาระ 2 และ 3 เพื่ออกมาเป็นกฎหมายให้ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศได้ยกระดับ


การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ในการเพิ่มประชากรที่มีคุณภาพบุคคลากรไปอนาคต อีกทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงานและการจ้างงานในอนาคต


2.ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้ง 2 ฉบับ ถ้ามีการพิจารณาต่อและสามารถใช้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานและประชาชนโดยรวมให้มีมาตราฐานที่สากลปฏิบัติและยอมรับในการทำงานและการพัฒนาประเทศที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาคน เศรษฐกิจ และสังคม ความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ


"เกรงว่าร่างกฎหมายทั้งสองฉบับที่ผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 และรอเข้าสู่วาระที่ 2 จะถูกหลงลืมหลังจากการยุบสภาครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่กระบวนการพิจารณาในวาระที่ 1 ได้ใช้งบประมาณและทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงใช้เวลาศึกษาจนได้รายงานที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างแรงจูงใจในการจ้างงานในอนาคต ซึ่งหากมีการพิจารณาต่อจนสามารถบังคับใช้ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นสากลและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม" นายบัณฑิต กล่าว


นายเซีย จำปาทอง กล่าวว่า กฎหมายที่ค้างอยู่นี้เป็นความตั้งใจที่ต้องการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาคนทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งภาคประชาชนต้องการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐบาลนำกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมาพิจารณาต่อในวาระที่ 2 และ 3


ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันว่าพรรคประชาชนเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจที่เป็นธรรมซึ่งต้องเติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน โดยนายพริษฐ์ชี้แจงว่ากฎหมายที่ค้างจากสภาชุดเดิมยังไม่ตกไปทันที และสามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด หาก ครม. ใหม่มีมติรับรองภายใน 60 วันนับจากการเปิดประชุมสภาครั้งแรก หรือภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ซึ่งปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียง 40 กว่าวัน จึงขอเรียกร้องให้ ครม. เร่งตัดสินใจรับรองกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมถึง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่จะช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยหากในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้ายังไม่มีความชัดเจน จะมีการติดตามทวงถามอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกินกรอบระยะเวลา พร้อมขอให้ประธานสภาฯ และ สส. ทุกฝ่ายร่วมกันเรียกร้องรัฐบาลในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการสูญเสียโอกาสและเวลาที่ได้พิจารณาไปแล้วในสภาชุดก่อน


ส่วนจะขอให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานผู้แทนราษฎร ช่วยหารือกับรัฐบาลหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามกฎหมายขั้นตอนกฎหมาย ครม.ต้องมีมติ ตนเองจึงขอเรียกร้องไปยังประธานสภาฯ สส.ทุกพรรคทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านให้ร่วมกันเรียกร้องรัฐบาลในเรื่องนี้ เพราะกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สภาฯ ชุดที่แล้วก็ใช้เวลาพอสมควรในการพิจารณา มองว่าจะเป็นการสูญเสียโอกาสเรื่องเวลา หากต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เครือข่ายแรงงาน #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน