วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

ณัฐพงษ์เตรียมเปิด ครม.เงา พร้อมเติมความหวังประชาชน ย้ำชัดอุดมการณ์เหมือนเดิม เพิ่มเติมประสบการณ์และความหนักแน่น

 


ณัฐพงษ์เตรียมเปิด ครม.เงา พร้อมเติมความหวังประชาชน ย้ำชัดอุดมการณ์เหมือนเดิม เพิ่มเติมประสบการณ์และความหนักแน่น


วันที่ 28 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Standard Now


ผู้ดำเนินรายการสอบถามความรู้สึกหลังได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนอยากให้มองที่ปัญหาของประเทศเป็นหลัก ถึงแม้หลายท่านจะมองว่าคำสั่งศาลที่ออกมาเป็นผลดีต่อตนและเพื่อน สส.ทั้ง 10 คน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ตนกลับเห็นว่าวิกฤตนิติรัฐนิติธรรมของไทยไม่ได้บรรเทาลงเลย สังคมยังคงคลางแคลงใจว่า ตกลงแล้วเรากำลังใช้กฎหมายธำรงความยุติธรรมในสังคม หรือเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง


ผู้ดำเนินรายการสอบถามถึง ครม.เงา ว่าจะมีการแบ่งงานอย่างไร ณัฐพงษ์กล่าวว่า พวกตนมองการทำงานกันเป็นทีม และมี สส.อีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนทีม ครม.เงา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจยุคใหม่ คุณภาพชีวิต ความมั่นคง และการปฏิรูปรัฐ ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือการเติมความหวังให้กับสังคมไทย โดยพรรคประชาชนจะออกมาสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอย่างสม่ำเสมอผ่าน ครม.เงา ให้ประชาชนได้เห็นว่าภายใต้วิกฤตที่รุมล้อมอยู่นั้น หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล การตัดสินใจด้านนโยบายและมาตรการต่างๆ จะดีกว่านี้ได้อย่างไร โดยจะมีแกนหลักคือ ตนเองในฐานะหัวหน้าทีม ร่วมกับแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 4 ด้าน และจะพาเจ้าของวาระสำคัญในแต่ละสัปดาห์มาร่วมชี้แจงและแถลงข่าว ทั้งนี้ ทีม The Professionals ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ สอดประสานกับ สส. และเครือข่ายของพรรค โดยวันพรุ่งนี้ก็จะมีการแถลงคิกออฟแคมเปญ ครม. เงา ที่รัฐสภา


ผู้ดำเนินรายการสอบถามต่อไปว่า ครม.เงาในรอบนี้จะเหมือนหรือต่างกับ ครม.เงาในอดีตที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งขึ้นอย่างไร ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการที่ตนได้ชี้ให้เห็นตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งว่า ไม่อยากทำให้เป็นประเด็นเฉพาะตัวบุคคล แต่มองว่าปัญหาสำคัญของประเทศนี้คือต้องเอาวาระเป็นตัวตั้ง แล้วทำงานข้ามกระทรวงกันได้ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่อาจจะแตกต่างกันคือ ไม่ได้เป็นการมาบอกว่าคนนี้จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ในอนาคต แต่พยายามจะเอาตัวประเด็นเป็นตัวนำ มีการแถลงร่วมกัน และทำให้เห็นว่าข้อเสนอในการแก้ปัญหาของประเทศ จะต้องอาศัยการทำงานข้ามกระทรวงกันได้ ซึ่งแตกต่างจากการทำงานของรัฐบาลภูมิใจไทย ที่แม้จะแถลงนโยบายว่ามีการแบ่งเป็น 5 คลัสเตอร์ แต่จริง ๆ แล้วกลับเป็นการแบ่งโควตากระทรวงตามมุ้งการเมืองอยู่ดี ซึ่งตนเชื่อว่าภายใต้วิกฤตการณ์ระดับโลกในปัจจุบัน การเมืองแบบนี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ ให้ประเทศได้


ผู้ดำเนินรายการสอบถามว่า จากที่มีคนของพรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความเห็นว่าจะตั้ง ครม.เงาได้อย่างไร ในเมื่อความเห็นของพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้เป็นเอกภาพ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตัว ครม.เงา ไม่ได้เป็นข้อเสนอในฐานะของพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่เป็นข้อเสนอของพรรคประชาชนเอง เพราะเรามีบุคลากรและเครือข่ายมากพอในการขับเคลื่อน


กรณีทำงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรค และการอยู่ในสภาเองก็พร้อมพูดคุยกับทุกฝ่าย อีกหนึ่งอย่างที่ลำพังเสียงของพรรคประชาชนก็ไม่สามารถผลักดันได้ คือการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ในการลงชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาให้ตรวจสอบองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ซึ่งตามเงื่อนไขต้องใช้ 140 เสียง ซึ่งพรรคประชาชนจำเป็นที่จะต้องรวบรวมเสียง ซึ่งอาจจะมาจาก สว.บางส่วน และพรรคร่วมฝ่ายค้านบางส่วนในการเสนอต่อประธานสภา ซึ่งมีการพูดคุยไปเยอะแล้ว และมั่นใจว่าได้ครบแน่นอน และเมื่อได้มีการยื่นแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าพรรคประชาชนสามารถทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นได้ ซึ่งตนคาดหวังว่าประธานรัฐสภาจะส่งเรื่องต่อ


ผู้ดำเนินรายการสอบถามต่อไปว่า กรณีคะแนนเสียงของพรรคประชาชนที่หายไปในการเลือกตั้งรอบล่าสุด โดยเฉพาะที่มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากคนที่เบื่อการเมือง จนไม่ออกไปเลือกใคร จะมีวิธีการสื่อสารอย่างไรให้คนกลุ่มนี้กลับมา ณัฐพงษ์กล่าวว่า ก็ต้องเติมความหวังเข้าไปเรื่อย ๆ โจทย์ของพรรคในฐานะที่เป็นยานพาหนะในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง พรรคมีหน้าที่เติมความหวังเข้าไป ซึ่งตัวทีม ครม.เงา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พยายามทำ เป็นหนึ่งในนั้นที่พยายามจะเสนออะไรไปข้างหน้า และเป็นการยืนยันว่าเรายังเป็นพรรคที่ยึดมั่นในหลักการเดิม อุดมการณ์เดิม ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่พรรคจะต้องเติมความหวังให้กับประชาชนเห็นมากยิ่งขึ้น ก็คือการทำงานลงในรายละเอียด และสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ นอกจากกฎหมายหรือการขับเคลื่อนงานในสภา อย่างเช่นการทำงานการเมืองในท้องถิ่น เราเห็นลำพูนโมเดล ที่ระดับ อบจ.สามารถส่งมอบนโยบายอะไรหลาย ๆ อย่างได้ สุดท้ายเปลี่ยนกลับมาเป็นผลการเลือกตั้ง ที่ทำให้พรรคชนะสนามการเมืองในระดับประเทศเพิ่มอีก 1 เขต ครบทั้งจังหวัด โจทย์ที่สำคัญก็คือ แล้วพรรคจะสามารถมีโอกาสเข้าไปทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่นเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อส่งมอบผลงานให้ประชาชนเห็นเพิ่มขึ้นได้อีก


ผู้ดำเนินรายการได้สอบถามว่า ได้มีการวิเคราะห์กลยุทธ์ที่ผ่านมาหรือไม่ กรณีที่คู่แข่งอาจจะหลีกทางกันในบางเขต หรือรวมกันได้มีการตกผลึกกันในพรรคหรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า หลาย ๆ เขตที่ครั้งนี้พรรคเคยชนะ แต่ก็แพ้คะแนนในหลายเขต แต่คะแนนของพรรคไม่ได้ลดลง เพียงแต่แพ้จากการที่มีการควบรวมเสียงของอีกฝั่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคมองเห็นว่าเขตไหนที่ต้องประเมินในเชิงคู่แข่ง หรือการเมืองในพื้นที่เป็นหลัก เพราะฉะนั้นการออกแบบยุทธศาสตร์ ตนคิดว่าอาจจะไม่ได้มาประกาศในพื้นที่สาธารณะ แต่การจัดสรรทรัพยากรทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของประเทศหรือของพรรค เมื่อทรัพยากรบุคคล เวลา หรือว่างบประมาณมีจำกัด พรรคก็จำเป็นที่จะต้องทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ ต้องมีการประเมินพื้นที่ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง บริบทในพื้นที่ หรือว่าตัวคู่แข่งในพื้นที่ หากเห็นว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ ก็จะพยายามไปโฟกัสในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านั้นต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา