“ณัฐพงษ์” ถามกระทู้รัฐบาล “พิพัฒน์” เอี่ยว “เสี่ยตือ”
ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ สุดเซ็งทั้งนายกฯ-พิพัฒน์ไม่มาตอบ จี้นายกฯ
อย่าสองมาตรฐาน ย้อนความกดดันให้ “วรภัค”
ลาออกได้แต่ทำไมไม่ทำแบบเดียวกันกับพิพัฒน์
วันที่
30 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณัฐพงษ์
เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี
ต่อกรณีความเกี่ยวข้องของบุคคลในรัฐบาลต่อการกักตุนน้ำมัน
ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
เป็นผู้ตอบกระทู้แทน ขณะที่พิพัฒน์ได้มอบหมายให้ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน
อย่างไรก็ตาม
ณัฐพงษ์ระบุว่าความจริงแล้วตนได้มีความพยายามสื่อสารไปตั้งแต่เมื่อวาน
ตลอดจนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ไปถึงสำนักประธานสภาสภาผู้แทนราษฎร
รวมถึงหารือโดยตรงกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
ว่าตนมีความประสงค์ในการตั้งกระทู้ถามสดต่อบุคคลสองคนเท่านั้นในรัฐบาลชุดนี้
คือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์
ประเด็นที่ตนจะตั้งกระทู้ถามสดไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ดังนั้น ตนจึงขอใช้เวลาในการตั้งกระทู้ถามลอยในที่ประชุมแห่งนี้
ส่งเป็นคำถามล่วงหน้าให้นายกรัฐมนตรีหรือพิพัฒน์ได้มาตอบในที่ประชุมในคราวต่อไป
โดยสิ่งที่ตนจะถามกระทู้ในวันนี้
เป็นกรณีสืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามของ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ
พรรคประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนำมาสู่การร่วมตรวจคลังน้ำมันใน จ.เพชรบุรี
ซึ่งพบข้อพิรุธหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่คลังน้ำมันภายใต้ความรับผิดชอบของกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต
ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันและมีท่อเชื่อมถึงกัน มีปัญหาการปิดผนึกหลายถัง
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งที่ตนต้องถามโดยตรงถึงนายกรัฐมนตรีและพิพัฒน์
เพราะเรื่องใหญ่ที่เราพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลตอบต่อสังคมจนถึงวันนี้
ทั้งสองคนยังไม่ได้ให้ความชัดเจน
นั่นคือเหตุบังเอิญและข้อสงสัยว่ากรณีการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้
กำลังมีส่วนพัวพันโยงกับเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์
และมีส่วนพัวพันกับบุคคลระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้นี้หรือไม่
โดย
5 เหตุบังเอิญหลัก ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่อยู่รายล้อมนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้
ประกอบไปด้วย
1)
“เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเจ้าของคลังน้ำมันที่ จ.เพชรบุรี
ที่มีการขายให้กับบริษัท BCPG บริษัทลูกของบางจากในปี 2566
ด้วยมูลค่าที่สูงเกินจริงถึง 9,000 ล้านบาท
ทั้งที่มีการประเมินราคาไว้เพียง 5,000 ล้านบาทเท่านั้น
ซึ่งน่าสงสัยว่าการซื้อแพงเกินจริงขนาดนี้ทำไปเพื่ออะไร
2)
“เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเจ้าของคาสิโนหลายแห่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งกัมพูชา ที่อาจมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์
ที่กำลังจะมาฮุบบริษัทบางจากผ่านการซื้อหุ้น
3)
“เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นพ่อของบุตรชาย
บุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในคดีการฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์
ซึ่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ
เป็นคนออกมายืนยันต่อสื่อมวลชนเองว่าลูกชายของเสี่ยตือคนนี้
มีความพยายามในการติดสินบน 40 ล้านบาท
เพื่อแลกกับการยุติการดำเนินคดีเครือข่ายทุนเทาและเว็บการพนัน
4)
“เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นพ่อของบุตรสาว ผู้ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันใน
จ.อ่างทอง ที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ตอบกระทู้รังสิมันต์ว่าขณะนี้ดีเอสไอกำลังสอบสวนการลักลอบและกักตุนน้ำมันใน
จ.อ่างทองอยู่
5)
“เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเพื่อนของรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์
ซึ่งพิพัฒน์เองก็ยอมรับต่อสื่อมวลชนเมื่อสองวันที่แล้ว
เมื่อถูกถามว่าสัญญาปล่อยกู้เงินที่พิพัฒน์ให้บริษัทเครือข่ายของเสี่ยตือกู้เงินกว่า
100 ล้านบาทมีรายละเอียดเป็นอย่างไร
พิพัฒน์ไม่ได้ตอบประเด็นเรื่องเงินกู้ แต่ตอบมาว่า
“ตัวเองมีเพื่อนสักคนลำบากมากเลยหรือ”
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าทั้ง
5 ข้อนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญทั้งหมด แต่เป็น “เหตุบังเอิญพลัส” ในรัฐบาลชุดนี้
ยังมีเหตุบังเอิญอีกหลายอย่างที่พวกตนได้ไปตรวจสอบมา
ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าความบังเอิญในการกักตุ้นน้ำมันเกี่ยวข้องกับเครือข่ายไอ้โม่ง
ที่อาจจะเกี่ยวข้องโยงใหญ่กับเครือข่ายทุนเทา อาชญากรข้ามชาติ
และบังเอิญเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลนี้
ทั้งหมดไม่ใช่ข้อมูลใหม่
แต่เป็นคำถามที่สังคมไทยไม่ได้ไม่เคยได้รับคำตอบจากสองบุคคลในรัฐบาลนี้เลย
คือจากนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์
และในเมื่อวันนี้พิพัฒน์ไม่ได้มาตอบโดยตรง
ตนจึงขอฝากอีกหนึ่งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตอนที่นายกเคยยกหูหา วรภัค ธันยาวงษ์
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง
จากกรณีที่มีข่าวว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ แต่กับกรณีนี้พิพัฒน์
ที่ได้ยอมรับต่อสื่อมวลชนโดยตรงแล้วว่าเป็นเพื่อนกับเสี่ยตือ
ซึ่งเครือข่ายของเสี่ยตืออาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและอาชญากรข้ามชาติ
นายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติต่อพิพัฒน์อย่างไร หรือจะปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน
เพียงเพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายเงินที่สำคัญให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
ทางด้านสิริพงศ์
ได้ตอบเพียงสั้น ๆ ว่าในทุกประเด็นที่ฝากมา
ตามความเข้าใจของตนไม่ได้เกี่ยวกับหน้าที่ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม
แต่ก็เป็นปัญหาที่ต้องมีคำตอบให้สังคม ตนจะนำเรียนต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป
หลายเรื่องได้มีการดำเนินในชั้นดีเอสไอแล้ว ซึ่งผู้ที่เหมาะสมมาตอบน่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ที่เป็นผู้กำกับดูแลดีเอสไอโดยตรง ตนส่วนตนก็ขอรับประเด็นเอาไว้และขออภัยไว้ ณ
ที่นี้ด้วย
