‘พิจารณ์’ แท็กทีม ‘พิศาล-เพียงพนอ’ จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย
ท้านายกพิสูจน์ฝีมือและความจริงใจ ต้องกล้าแก้ใหญ่ทั้ง “ซัพพลายเชน”
แนะเข้มงวดอีลิตการ์ด ชวนราชการเปลี่ยน KPI ความมั่นคงใหม่
วันที่
25 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
เลขาธิการพรรค และทีม ครม.เงาด้านความมั่นคงใหม่พร้อมด้วย พิศาล มาณวพัฒน์ และ
เพียงพนอ บุญกล่ำ
แถลงข้อเสนอต่อการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นผลพวงจากการเข้าเมืองผิดกฎหมาย
“นายกฯ อนุทิน คือผู้รับผิดชอบปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเข้าไทย”
พิจารณ์
กล่าวว่าการจัดการปัญหาภัยความมั่นคงเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยราชการข้ามกระทรวง
จึงนับเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
ที่ต้องเข้าใจและจริงจังกับการ “แก้ทั้งซัพพลายเชน” เพราะนอกจากความรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรีแล้ว
อนุทิน ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาตั้งแต่ 1 กันยายน
2566 จึงต้องนับว่าเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงด้านความมั่นคงและการปกครอง
สามารถสั่งการโดยตรงกับตำรวจ การข่าวกรอง
และยังรับผิดชอบหน่วยงานที่กำกับดูแลการออกเอกสารทางทะเบียนที่เปรียบเสมือน
“ใบผ่านทาง” ให้กับคนต่างชาติ
การจัดการปัญหาความมั่นคงครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้
การจัดการปัญหาขบวนการอาชญกรรมข้ามชาติให้ได้ผลจริงจำเป็นต้องมองปัญหาให้ออกตั้งแต่ต้นน้ำ
กลางน้ำ และปลายน้ำ
ในระดับต้นน้ำ
เราเปิดบ้านเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ใช่อาชญากรรมข้ามชาติ นายกฯ
ต้องเข้มงวดคัดกรองคนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ถือบัตรอีลิตการ์ดและวีซ่าระยะยาว
ระดับกลางน้ำ ต้องกวาดขยะใต้พรม เช่น การรับผลประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ
เราต้องบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ปฏิรูปตำรวจ นำระบบไบโอเมตริกซ์มาใช้
และเอาผิดระดับผู้สั่งการ ไม่ใช่เฉพาะเครือข่ายตัวเล็กตัวน้อย
รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สมคบกับขบวนการ ระดับปลายน้ำ
ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับชาวต่างชาติที่ถือครองที่ดินผ่านนอมินี
และกำกับพฤติกรรมชาวต่างชาติให้อยู่ในประเทศตามวัตถุประสงค์ที่ระบุในใบขออนุญาต
“รัฐไทยต้องเข้มงวดกับอีลิตการ์ดและวีซ่าระยะยาว
ปิดทางลัดอาชญากรข้ามชาติเข้าไทย”
ด้านพิศาล
มาณวพัฒน์ แนะนำรัฐบาลสกัดอาชญากรรมข้ามชาติตั้งแต้ต้นทาง
โดยเสนอให้พิจารณาติดตามใบอนุญาตพิเศษ 2 ประเภทที่คนต่างชาติใช้เข้าไทยที่อาจมีการตรวจสอบเบาบางกว่าปกติจนถูกใช้เป็นช่องโหว่ในการเข้ามาหลบหนีหรือก่ออาชญากรรม
“ใบแรกคือ Thailand Privilege Card (ชื่อเดิม Thailand
Elite Card) แพ็กเกจพำนักระยะยาว” 5-20 ปี
แม้ออกแบบมาเพื่อดึงดูดผู้มีกำลังซื้อสูง แต่กลายเป็น "ดาบสองคม"
เพราะไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินหรือพฤติกรรมผู้ถือบัตรภายหลังได้รับสิทธิ
ที่ผ่านมาพบผู้ถือบัตรบางส่วนเป็นผู้หนีคดีหรือมีหมายแดง รวมถึงกรณีหมิง เฉินซัน
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากคณะอนุกรรมาธิการฯ เมื่อพฤศจิกายน 2568 พบว่า ภายในเวลาเพียง 2 ปี สมาชิกพุ่งจาก 2 หมื่นคนในปี 2565 เป็น 3.7 หมื่นคนในปี
2567 พร้อมผลกำไร 680 ล้านบาทในปี 2565
เพิ่มขึ้นเป็น 1,400 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยเริ่มเผชิญปัญหานอมินีและอาชญากรรมข้ามชาติ
ทั้งยังพบว่าคนต่างชาติที่ซื้อบัตรสูงสุดยังเป็นสัญชาติที่พบปัญหาการกระทำผิดกฎหมายมากอีกด้วย
“ใบที่สองคือ LTR Visa ของ BOI” (LTR Visa:
Long-Term Resident Visa) มีผู้ถือสะสมกว่า 7,000 คน แม้มีประโยชน์ในการดึงดูดบุคลากรทักษะสูง
แต่มีช่องให้ผู้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยมูลค่าเพียง 15 ล้านบาท
มีสิทธิยื่นขออนุญาตใบนี้ได้เช่นกันได้เช่นกัน
พิศาลย้ำว่าใบอนุญาตทั้ง
2 ประเภทมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
แต่รัฐบาลต้องเพิ่มความเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง โดยเสนอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
(ตม.) ร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ขออนุญาตอย่างละเอียด จัดทำ "watching
list" และทบทวนสิทธิประโยชน์ว่าคุ้มค่าเพียงใดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ประเทศได้รับ
“ราชการไทยต้องเปลี่ยน KPI ด้านความมั่นคงใหม่”
ด้าน
เพียงพนอ บุญกล่ำ ให้ข้อเสนอด้านการบังคับใช้กฎหมาย
เห็นว่าปัญหาอาญากรรมข้ามชาติจะถูกจัดการได้ราชการไทยต้องเปลี่ยน KPI ด้านความมั่นคงใหม่ทั้งหมดกล่าวคือ
ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย
เพียงพนอเห็นว่า การลดระยะเวลาวีซ่าเหลือ 30 วันนั้นเหมาะสม
แต่ยังไม่เพียงพอ
เนื่องจากมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายเพราะส่วนใหญ่มักอยู่เกินระยะเวลาวีซ่า
ตลอดจนปัญหาอาชีพที่สงวนให้กับคนไทยด้วย รัฐบาลต้องบังคับใช้ พ.ร.บ.
ตรวจคนเข้าเมืองและ พ.ร.บ. การประกอบอาชีพที่สงวนไว้ให้คนไทยอย่างจริงจัง ทบทวนสิทธิ
Visa-Free และ Visa on Arrival เช่น
กรณีจับกุมชาวไนจีเรียที่เข้าประเทศด้วย Visa นักเรียนระยะยาว
ที่มีช่องโหว่ในการใช้กฎหมาย ต้องมีการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น
โดยพิจารณาจากสถิติทางคดี ทั้งคดียาเสพติด คดีอาญา และสแกมเมอร์
มาเป็นเกณฑ์พิจารณาว่าประเทศใดควรได้รับสิทธิดังกล่าวต่อไปหรือไม่
พร้อมกับต้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐและต่างชาติที่กระทำผิดอย่างเคร่งครัด
โดยเฉพาะกรณีสวมสิทธิบัตรประชาชน สวมสิทธิคนที่เสียชีวิตไปแล้ว
มีการออกเอกสารราชการโดยมิชอบ และ
บังคับใช้กฎหมายที่ดินกับต่างชาติที่ถือครองผ่านนอมินีอย่างเด็ดขาด
ปฏิรูป
KPI ด้านความมั่นคงใหม่ทั้งระบบ กำหนดให้เป็น KPI ร่วมระหว่างหน่วยงานภายใต้ความรับผิดชอบของนายกฯ
โดยตรง เพื่อแก้ปัญหาการโยนงานและความล่าช้า โดยมี KPI สำคัญ
3 ด้าน ได้แก่
1.
กระบวนการบังคับโทษผู้ทำผิดต้องรวดเร็วและเด็ดขาด (เช่น
ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจเกี่ยวกับภารกิจ บก.ปอศ.
(กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ)
จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายและเอาผิดสั้นลง เพราะปัญหาหลักในปัจจุบันคือ
คนทำผิดไม่กลัวเพราะรู้สึกตัวเองมีโอกาสรอดสูง โทษเบา / คุ้มค่าที่จะทำผิด
2.
ต้องเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นข้อมูลสาธารณะเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ควรเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นสาธารณะ
โดยยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม จะช่วยให้ตรวจสอบง่ายขึ้น
ลดปัญหาการฮั้วและนอมินีได้
3.
มีระบบติดตามความคืบหน้าของคดี เปิดเผยผลลัพธ์ให้โปร่งใส
อัปเดตความคืบหน้าการตรวจสอบรายคดี/ว่าถึงขั้นตอนใด ช่วยให้ทราบว่าคดีไหนช้าเร็ว
ที่ขั้นตอนไหน และเมื่อจบคดีมีผลลัพธ์อย่างไร เอาผิดใครได้บ้าง
ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ท้ายนี้พิจารณ์ได้เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาความมั่นคงจะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของนายกรัฐมนตรีอย่านิ่งนอนใจ
เพราะหากไม่แก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังและเป็นระบบ
ประเทศไทยจะกลายเป็น “ฮับสีเทา”
ที่อาชญากรต่างชาติเดินทางเข้ามาอาศัยและใช้ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงสะสมอาวุธ
ได้ง่ายดายขึ้นทุกวัน
